cathedraledetunis.org

cathedraledetunis

การประเมินภาวะมีบุตรยาก

ภาวะมีบุตรยากของฝ่ายนั้นมีหลากหลาย และอาจมีบางกรณีที่หาสาเหตุชัดเจนไม่ได้ อย่างไรก็ตามการรักษาภาวะมีบุตรยากของฝ่ายนั้นก็สามารถทำให้สำเร็จได้ แม้ในกรณีที่หาสาเหตุไม่ได้ก็ตาม โดยสิ่งที่แพทย์จะตรวจนั้นมีดังนี้

เครดิตฟรี

ประวัติและการตรวจร่างกาย อาจช่วยบอกความผิดปกติที่เป็นสาเหตุได้ เช่น ประวัติการติดเชื้อหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, เนื้องอกในอัณฑะ, ประวัตการผ่าตัด, กิจกรรมทางเพศ, การใช้ยา, การใช้หรือการสัมผัสสารบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ บุหรี่ รังสี สารสเตียรอยด์ การทำเคมีบำบัด และสารเคมีที่เป็นพิษ เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัย รวมถึงการดูองค์ประกอบอื่นเช่น ขนาดของลูกอัณฑะ, ความผิดปกติทางร่างกายบางอย่าง (เช่น เส้นเลือดขอดที่อัณฑะ), การพัฒนาของลักษณะทางเพศ เป็นต้น
ตรวจน้ำอสุจิ หัวใจสำคัญในการประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชายคือการตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิหรือนับจำนวนอสุจิด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งการตรวจนี้จะทำให้ทราบถึงคุณภาพและปริมาณโดยรวมของน้ำเชื้อ จำนวนอสุจิ รูปร่างและการเคลื่อนไหวของอสุจิ ก่อนการตรวจฝ่ายชายควรงดการมีเพศสัมพันธ์หรือสำเร็จความใคร่ก่อนการเก็บตัวอย่างน้ำเชื้ออสุจิประมาณ 2-7 วัน หากผลการวิเคราะห์พบว่าอสุจิมีความผิดปกติ แพทย์มักจะมีการขอตัวอย่างน้ำอสุจิเพิ่มเติมเพื่อตรวจซ้ำอีกครั้งในอีก 1-2 สัปดาห์ถัดไป
การตรวจเลือด โดยปกติแล้วแพทย์จะขอตรวจเลือดถ้าสงสัยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากฮอร์โมน (จะตรวจเมื่อพบความผิดปกติของน้ำเชื้อ) และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การทดสอบทางพันธุกรรม ในรายที่แพทย์สงสัยก็อาจจะทำการตรวจสอบเลือดอย่างเฉพาะเจาจง เพราะบางกรณีปัญหาการมีบุตรยากอาจเกิดจากการขาดหายไปหรือความผิดปกติของโครโมโซมเพศชาย (Y) ผู้ชายบางคนอาจสืบทอดยีนที่เกี่ยวข้องกับโรค Cystic fibrosis ซึ่งทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากเนื่องจากจำนวนตัวอสุจิต่ำกว่าเกณฑ์ ในกรณีแพทย์จะต้องหารือกับคู่สมรสถึงความเป็นไปได้และผลที่จะตามมาจากพันธุกรรมที่อาจถ่ายทอดไปถึงลูกได้
การตรวจอื่น ๆ ถ้าแพทย์สงสัยว่ามีการอุดตันในส่วนของท่อส่งอสุจิ ก็อาจจะมีการตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านช่องทวารหนัก ซึ่งการอุดตันนี้อาจเป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นจากการอักเสบติดเชื้อในภายหลังก็ได้ หรือในกรณีที่มีอสุจิต่ำกว่าเกณฑ์หรือไม่มีเลย แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจชิ้นเนื้ออัณฑะเพื่อวิเคราะห์น้ำอสุจิ (ทำในห้องผ่าตัดโดยใช้ยาดมสลบ) และอาจนำเซลล์อสุจิไปแช่แข็งเพื่อใช้ในการทำเด็กหลอดแก้วต่อไป
การประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายหญิง
ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจมากมายที่ช่วยประเมินภาวะมีบุตรยากของฝ่ายหญิงได้ ซึ่งในแต่ละรายอาจใช้วิธีการตรวจและการตรวจพิเศษแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมและอาจไม่จำเป็นต้องตรวจทั้งหมดครบทุกวิธีก็ได้ โดยสิ่งที่แพทย์จะตรวจนั้นมีดังนี้ครับ

ประวัติทางการแพทย์ หรือประวัติสุขภาพที่ผ่านมาก็อาจช่วยให้ทราบถึงสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก โดยแพทย์จะถามเกี่ยวกับความผิดปกติของรอบเดือน, การเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศในช่วงวัยรุ่น, อาการปวดท้องน้อยเวลามีประจำเดือน ประวัติการอักเสบในอุ้งเชิงกราน, ประวัติทางเพศหรือการเจ็บป่วยจากการติดโรคทางเพศสัมพันธ์, การสัมผัสสารบางชนิด เช่น สารสเตียรอยด์ ทำเคมีบำบัด ฉายรังสี ดื่มแอลกอฮอล์ และสารเคมีที่เป็นพิษ รวมทั้งประวัติเกี่ยวกับการมีบุตรที่ผ่านมา
ตรวจร่างกายทั่วไปและตรวจภายใน จะบอกได้ถึงความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ส่วนการตรวจภายในจะทำให้ทราบถึงความผิดปกติของอวัยวะระบบสืบพันธุ์ภายในได้
ตรวจเลือด จะบอกได้ว่าระดับฮอร์โมนต่าง ๆ อย่างฮอร์โมน FSH (Follicle-stimulating hormone), ฮอร์โมน TSH เพื่อดูการทำงานของต่อมไทรอยด์ และฮอร์โมนโปรแลกติน (Prolactin) เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง
ประเมินการตกไข่ ภาวะการตกไข่ที่ผิดปกติอาจตรวจพบได้จากประวัติประจำเดือน อุณหภูมิของร่างกาย หรือระดับฮอร์โมนที่ผิดปกติ เช่น การตรวจระดับฮอร์โมน LH ก่อนการตกไข่ หรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในช่วงครึ่งหลังของรอบประจำเดือน

สล็อต

อัลตราซาวนด์บริเวณอุ้งเชิงกราน (ผ่านทางช่องคลอด) วิธีนี้จะเผยให้เห็นภาพของมดลูกและรังไข่ได้ชัดเจนกว่าการอัลตราซาวนด์ผ่านหน้าท้อง โดยจะสามารถตรวจวัดขนาดหรือรูปร่างของมดลูกและรังไข่ได้ รวมไปถึงความปกติต่าง ๆ เช่น เนื้องอก ถุงน้ำในรังไข่ เป็นต้น หากตรวจพบความผิดปกติอาจจะต้องมีการขอตรวจเพิ่มเติมด้วย
การฉีดสีเพื่อดูท่อนำไข่และมดลูก (Hysterosalpingogram – HSG) เป็นการใช้สายยางขนาดเล็กสอดผ่านปากมดลูกเข้าไปยังโพรงมดลูกและฉีดน้ำที่สามารถมองเห็นได้จากการเอกซเรย์เข้าไปในโพรงมดลูกและท่อนำไข่ เพื่อให้เห็นโครงสร้างของโพรงมดลูกและท่อนำไข่ ถ้ามดลูกที่มีรูปร่างผิดปกติหรือมีการตันของท่อนำไข่จะสามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีนี้จากการเอกซเรย์ สามารถทำได้โดยไม่ต้องวางยาสลบ ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดท้องน้อยในระดับปานกลางถึงมาก (ในขณะฉีดน้ำเข้าไปในโพรงมดลูก) แต่อาการจะดีขึ้นภายใน 10 นาที
การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopy) เป็นการสอดท่อขนาดเล็กผ่านปากมดลูกเข้าไปยังโพรงมดลูก แล้วจะมีการฉีดอากาศหรือของเหลวเข้าไปในขยายโพรงมดลูก เพื่อตรวจดูเยื่อบุโพรงมดลูกและท่อนำไข่ เป็นวิธีที่มักใช้ในรายที่คิดว่ามีความผิดปกติของมดลูกหลังจากซักประวัติ ฉีดสี และตรวจอัลตราซาวนด์แล้ว
การผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง (Laparoscopy) เป็นการใช้ท่อขนาดเล็กสอดผ่านแผลขนาดเล็กที่บริเวณหน้าท้อง เพื่อตรวจดูอวัยวะภายในช่องท้องและอุ้งเชิงกรานโดยเฉพาะมดลูก รังไข่ และท่อนำไข่ การผ่าตัดผ่านกล้องนี้จะสามารถตรวจพบความผิดปกติและการอุดตันของท่อนำไข่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้ อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดผ่านกล้องนี้ไม่ใช่การตรวจทั่วไปของภาวะมีบุตรยาก แต่จะทำเฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นเท่านั้น
ทดสอบทางพันธุกรรม แพทย์จะแนะนำให้ตรวจเมื่อสงสัยว่าความผิดปกติของโครโมโซมเป็นสาเหตุทำให้มีบุตรยาก ซึ่งการตรวจจะใช้เลือดปริมาณเพียงเล็กน้อย ส่งเข้าห้องปฏิบัติการในการวิเคราะห์ ถ้าพบความผิดปกติ แพทย์จะหารือถึงความเป็นไปได้และประเมินผลที่จะตามมาของกรรมพันธุ์ที่จะถูกส่งต่อไปยังลูก
เมื่อทำการตรวจเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะสามารถทราบถึงสาเหตุของการมีบุตรยากได้ และจะทำการรักษาโดยเริ่มจากการแก้ไขที่สาเหตุนั้นก่อน ในกรณีที่รักษาหรือผ่าตัดแก้ไขสำเร็จ คู่สมรสจะสามารถมีบุตรได้เองตามธรรมชาติ แต่หากแก้ไขแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ หรือในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีอายุมากเกินไปจนไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ แพทย์ก็อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์อย่างการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ต่อไป

วิธีรักษาภาวะมีบุตรยาก
ดูแลสุขภาพตนเอง การดูแลสุขภาพของคู่สมรสทั้ง 2 ฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญเบื้องต้นที่ควรจะทำก่อนการรักษาภาวะมีบุตรยาก เนื่องจากการดูและสุขภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างก็สามารถช่วยเพิ่มโอกาสการมีบุตรได้ โดยพบว่าคู่สมรสส่วนหนึ่งที่ทำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวแล้วสามารถตั้งครรภ์ได้เองโดยไม่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์หรือใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แต่อย่างใด สำหรับการดูแลตนเองในเบื้องต้นที่คุณสามารถทำได้ก็คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบถ้วนทุก 5 หมู่, นอนหลับพักผ่อนให้พออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง, ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน, ลดปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความเครียด, งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวจะช่วยให้การสร้างและการหลั่งฮอร์โมนเพศที่ทำหน้าที่ควบคุมการตกไข่และการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ทำงานได้อย่างเป็นปกติมากขึ้นและทำให้อสุจิแข็งแรง นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงสารพิษและสารเคมีต่าง ๆ เช่น สารตะกั่ว เพราะสารเหล่านี้อาจส่งผลต่อทั้งการทำงานของรังไข่และอัณฑะ ทำให้เซลล์สืบพันธุ์ทำงานผิดปกติได้

สล็อตออนไลน์

การรักษาเบื้องต้นเมื่อพบแพทย์ ในเบื้องต้นแพทย์จะทำการรักษาไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น การผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติปกติของท่อนำไข่ การผ่าตัดแก้หมันที่เคยทำไว้ การผ่าตัดรักษาโรคถุงน้ำรังไข่ (PCOS) หรือโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยวิธีกล่าว พบว่าคู่สมรสจำนวนไม่น้อย ไม่อาจมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้อีกในภายหลังการรักษา เนื่องจากการตั้งครรภ์นั้นยังมีความจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยทางธรรมชาติอื่น ๆ อีกมาก รวมทั้งความผิดปกติบางอย่างก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น ภาวะเชื้ออสุจิผิดปกติในฝ่ายชาย
ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ จากสาเหตุดังกล่าวที่คู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการรักษาแล้วแต่ก็ยังไม่อาจตั้งครรภ์ได้ จึงทำให้ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาแนวทางการรักษาแบบใหม่ คือ การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มาช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ เนื่องจากวิธีเหล่านี้ส่วนหนึ่งไม่ได้พึ่งพากระบวนการทางธรรมชาติ แต่เป็นการนำเอาเซลล์สืบพันธุ์ของทั้งสองฝ่ายมาเลี้ยงภายนอกร่างกาย ให้ผสมเป็นตัวอ่อน ก่อนที่จะใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขความผิดปกติที่เป็นสาเหตุบางอย่างได้ เช่น ท่อรังไข่ตัน เชื้ออสุจิผิดปกติ เป็นต้น โดยการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีดังนี้
การผสมเทียม หรือ การฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง (Intra-Uterine Insemination – IUI) คือ การนำเชื้ออสุจิที่ได้จากการเตรียมและการคัดเชื้อ (คัดเอาตัวที่ดี) มาฉีดเข้าไปภายในโพรงมดลูกของสตรีในช่วงที่มีการตกไข่ เพื่อหวังจะให้มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายไม่แพงนัก เหมาะกับผู้หญิงที่ไม่มีปัญหาท่อนำไข่ตัน ในผู้หญิงที่มีอายุไม่มากนักภายหลังการผสมเทียมแล้วจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ประมาณ 15-20% และมักจะประสบความสำเร็จภายใน 3-6 รอบเดือนของการรักษา ส่วนในคนที่มีอายุ 35-40 ปีขึ้นไป โอกาสในการตั้งครรภ์ก็จะลดลงเหลือประมาณ 10%
มีบุตรยาก
การทำกิ๊ฟท์ (Gamete Intrafallopian Transfer – GIFT) ในขั้นตอนแรกแพทย์จะทำการกระตุ้นไข่ จนเมื่อถึงวันไข่ตก แพทย์จะทำการเก็บอสุจินำมาผสมกับไข่ แล้วใส่เข้าในหลอดเล็ก ๆ ใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ของฝ่ายหญิง เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิที่บริเวณท่อนำไข่ ไข่ที่ผสมแล้วจะเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนและเดินทางเข้าไปฝังตัวในโพรงมดลูก ดังนั้นฝ่ายหญิงจึงต้องมีท่อนำไข่ที่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง ภายหลังจากการทำกิ๊ฟท์จะมีอัตราการตั้งครรภ์ได้ครั้งละประมาณ 20-30% ขึ้นอยู่ความแข็งแรงของเชื้ออสุจิ ความผิดปกติภายในอุ้งเชิงกรานของฝ่ายหญิง และอายุของฝ่ายหญิงเป็นสำคัญ ถ้าอายุน้อยก็จะได้ผลการรักษาดีกว่าผู้ที่อายุมาก แต่ในปัจจุบันการทำกิ๊ฟท์มีความนิยมลดลง เนื่องจากมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เกิดการติดเชื้อได้มากกว่าการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) และมีโอกาสตั้งครรภ์ได้น้อยกว่าการทำเด็กหลอดแก้ว
การทำซิฟท์ (Zygote Intrafallopian Transfer – ZIFT) วิธีนี้จะคล้าย ๆ กับการทำกิ๊ฟท์ แต่จะต่างกันตรงที่เมื่อนำอสุจิมาผสมกับไข่แล้ว จะนำไปเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนเกิดการปฏิสนธิตัวอ่อนในระยะที่เรียกว่า Zygote ก่อน แล้วจึงค่อยใส่กลับเข้าไปในบริเวณท่อนำไข่ ซึ่งการทำซิฟท์นี้จะต้องมีการเจาะผนังหน้าท้องเพื่อนำไข่และอสุจิใส่เข้าไปในท่อนำไข่ด้วย จึงทำให้ไม่เป็นที่นิยมใช้กันนักในปัจจุบัน
การทำเด็กหลอดแก้ว หรือ การปฏิสนธินอกร่างกาย (In Vitro Fertilization: IVF) เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน คือ แพทย์จะทำการเก็บไข่ผ่านทางช่องคลอดและนำมาผสมกับอสุจิในจานทดลองเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการจนมีการเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อน แล้วจึงทำการย้ายตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องใช้การเจาะผนังหน้าท้อง โดยผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 38 ปี ภายหลังการรักษาพบว่าจะมีโอกาสสำเร็จทำให้ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 30-50% ส่วนในคนที่มีอายุมากกว่า 38 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ต่ำกว่า 30% แต่การเลือกใช้วิธีการทำเด็กหลอดแก้วจะพิจารณาทำกันในรายที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิคุณภาพไม่ดีหรือมีเชื้ออสุจิต่ำมาก, คู่สมรสที่ล้มเหลวจากการผสมเทียม, ฝ่ายหญิงที่มีความผิดปกติของท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง หรือมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน แพทย์ผู้ทำการรักษาจะพิจารณาทำการฉีดอสุจิเข้าสู่เซลล์ของฟองไข่โดยตรง (ICSI) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสของการตั้งครรภ์มากขึ้น
อยากมีลูก

[NPC4]
การทำอิ๊กซี่ (Intracytoplasmic Sperm Injection – ICSI) จะเป็นการฉีดอสุจิเข้าไปในเซลล์ไข่ ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) จะใช้ในกรณีที่ฝ่ายชายมีอสุจิคุณภาพไม่ดีและไม่สามารถปฏิสนธิกับไข่ได้ ส่วนในกรณีที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิต่ำมากหรือไม่มีเชื้ออสุจิอยู่ในน้ำเชื้อเลย ก็จะมีวิธีการนำเอาเชื้ออสุจิออกมาจากลูกอัณฑะหรือหลอดอสุจิเพื่อมาใช้ในขั้นตอนการทำอิ๊กซี่ (ICSI) ต่อได้ เช่น PESA (Percutaneous Epididymal Sperm Aspiration), MESA (Microsurgical Epididymal Sperm Aspiration) หรือ TESE (Testicular Biopsy Sperm Extraction)

ทั้งนี้ความสำเร็จในการรักษาและโอกาสในการตั้งครรภ์จะขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอายุ ความผิดปกติและวิธีการที่ใช้ เมื่อคู่สมรสตัดสินใจเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยาก แพทย์จะเป็นผู้ช่วยพิจารณาว่าควรเลือกใช้วิธีใด เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในการตั้งครรภ์โดยคุ้มค่ากับเวลา ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงจากการใช้ยาต่าง ๆ ให้มากที่สุด

ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้วมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย เช่น อายุของคู่สมรส, การทำงานของรังไข่, ระยะเวลาในการเป็นหมัน (กรณีที่เป็นหมันและผ่าตัดแก้หมัน), การรักษาภาวะมีบุตรยากที่ได้รับมาก่อน (ถ้าเคยรักษามาแล้ว โอกาสสำเร็จก็ลดลง), คุณภาพของน้ำเชื้ออสุจิของฝ่ายชาย, คุณภาพของตัวอ่อน, การตอบสนองของการกระตุ้นการตกไข่, จำนวนตัวอ่อนที่ย้ายไปสู่โพรงมดลูก เป็นต้น ซึ่งในแต่ละคู่อาจมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกันก็ได้

ปัจจัยที่ทำให้การรักษาภาวะมีบุตรยากล้มเหลว
อายุของฝ่ายหญิงซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมาก เพราะอายุที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้การสร้างฟองไข่และการเจริญของฟองไข่ผิดปกติไป
ปริมาณความเข้มข้นของเชื้ออสุจิของฝ่ายชาย
การผ่าตัดแก้หมัน เนื่องจากพบว่าจะมีโอกาสตั้งครรภ์ภายหลังการแก้หมันมีประมาณ 70% และยังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้โอกาสการตั้งครรภ์ลดลงจากเดิมด้วย เช่น วิธีที่ใช้ในการทำหมันครั้งก่อน, ความยาวของท่อนำไข่ที่เหลือหลังจากการทำหมัน, การติดเชื้อภายในอุ้งเชิงกรานหลังการผ่าตัด เป็นต้น
ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ปัจจัยที่มีผลต่อความล้มเหลว คือ พังผืด, ขนาดของถุงน้ำรังไข่ และความผิดปกติของท่อนำไข่ที่พบร่วมกันด้วย โดยพบว่าโรคเยื่อบุโพรงมดลูกที่พยาธิสภาพของโรคที่รุยแรง ส่วนใหญ่จะมีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกประมาณ 50-80% ในกรณีนี้แพทย์จึงมักจะแนะนำให้ทำการรักษาเรื่องการมีบุตรยาก ภายหลังจากการฟื้นตัวจากการผ่าตัด และเพื่อลดโอกาสเกิดการเป็นซ้ำ ก็อาจแนะนำให้ทำการผสมเทียมหรือทำเด็กหลอดแก้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความผิดปกติที่ตรวจพบ
หากล้มเหลวจากการรักษาวิธีหนึ่ง จะใช้วิธีอื่นแก้ไขภาวะมีบุตรได้หรือไม่
ภายหลังการแก้ไขสาเหตุการมีบุตรแล้ว หากคู่สมรสยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ด้วยวิธีธรรมชาติ การรักษาในขั้นตอนต่อไปจะขึ้นอยู่อายุของฝ่ายหญิง พยาธิสภาพต่าง ๆ ที่ตรวจพบทั้งจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิง รวมถึงความสมบูรณ์ของเชื้ออสุจิ ในกรณีที่ไม่ตั้งครรภ์ภายหลังจากการผ่าตัดแก้หมันนานกว่า 6 เดือน แพทย์มักจะแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้วมากกว่าผ่าตัดแก้หมันซ้ำ เนื่องจากท่อนำไข่มักจะสั้นมากอยู่แล้วและมักมีความผิดปกติในผิวท่อนำไข่ อีกทั้งอัตราความสำเร็จจากการผ่าตัดแก้ไขก็มีต่ำมากด้วย ส่วนในรายที่มีสาเหตุมาจากโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มักจะรักษาภาวะมีบุตรยากไปตามพยาธิสภาพที่พบ ในรายที่มีไม่ร้ายแรงหรือมีพยาธิสภาพของโรคเพียงเล็กน้อย อาจจะเริ่มจากการให้ตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติหรือทำการผสมเทียม แต่หากไม่ประสบความสำเร็จ แพทย์มักจะแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้วเป็นวิธีที่สุดท้าย และในกรณีที่คู่สมรสตรวจไม่พบสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก แพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยการทานยากระตุ้นการตกไข่ร่วมกับการนับวันตกไข่เพื่อมีเพศสัมพันธ์, การผสมเทียม และทำเด็กหลอดแก้ว ไปตามลำดับ

[NPC5]
ผลข้างเคียงจากการแก้ไขภาวะมีบุตรยาก
โดยทั่วไปแล้วการแก้ไขภาวะมีบุตรยากจะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนได้ไม่เกิน 1% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการรักษา เช่น กรณีที่ต้องผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติของท่อนำไข่ / ผ่าตัดรักษาถุงน้ำรังไข่ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ, การบาดเจ็บต่ออวัยวะข้างเคียง, การเสียเลือดในขณะผ่าตัด, การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด, หลังการผ่าตัดอาจเกิดการตีบตันของท่อนำไข่ได้ใหม่อีกครั้ง และในบางรายพบว่าอาจเกิดการตั้งครรภ์ที่บริเวณท่อนำไข่ที่ได้รับการผ่าตัดแก้ไข, มีถุงน้ำรังไข่เกิดขึ้นได้ใหม่ภายหลังการผ่าตัด ฯลฯ ดังนั้น หลังการผ่าตัด คู่สมรสจึงต้องติดตามการรักษาเป็นระยะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะดังกล่าว

กรณีที่ผสมเทียม (IUI) / ทำกิ๊ฟท์ (GIFT) / ทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) อาจมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เช่นกัน ที่พบได้บ่อยคือการตั้งครรภ์มากกว่า 1 คน หรือการตั้งครรภ์แฝด โดยการผสมเทียม (IUI) จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้น้อยกว่าวิธีอื่น ๆ แต่ในกรณีที่ทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) พบว่าจะมีความเสี่ยงเพิ่มเติม ดังนี้

ไม่ตั้งครรภ์จากการรักษา ในขั้นตอนการกระตุ้นการตกไข่ รังไข่อาจไม่ตอบสนองต่อยา แพทย์จึงอาจเก็บไข่ไม่ได้ หรืออาจผสมแล้วแต่ไม่ได้ตัวอ่อน หรืออาจไม่ได้ย้ายตัวอ่อน เนื่องจากคุณภาพตัวอ่อนไม่ดีพอหรือมีความผิดปกติ แต่ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะพบได้น้อยมาก และมักจะพบในผู้หญิงที่มีอายุมากและเคยมีประวัติการผ่าตัดที่รังไข่มาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการตกเลือดและติดเชื้อในช่องท้องจากขั้นตอนการเก็บไข่อีกด้วย แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นได้นั้นก็มีน้อยกว่า 0.5%
ภาวะแทรกซ้อนทีเกิดจากการใช้ยากระตุ้นไข่ ทำให้ร่างกายผลิตไข่ได้มากกว่าปกติและเกิดภาวะบวมน้ำทั่วร่างกาย (Ovarian hyperstimulation syndrome) หากได้รับการกระแทกแรง ๆ บริเวณท้องน้อยก็อาจเสี่ยงต่อรังไข่แตกได้ เนื่องจากรังไข่นั้นมีขนาดใหญ่มากกว่าปกติ โดยโอกาสเกิดภาวะบวมน้ำที่อยู่ในระดับอันตรายนั้นจะมีโอกาสเกิดขึ้นไม่เกิน 1% เฉพาะในกรณีที่การกระตุ้นไข่นั้นได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม ส่วนในรายที่บวมน้ำ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ในระดับที่ไม่รุนแรง ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา (หรือเพียงแค่รักษาประคับประคองอาการ) จะพบได้ประมาณ 10-15% นอกจากนี้การฉีดยากระตุ้นไข่ตกยังอาจทำให้เกิดรอยแดงคันบริเวณที่ฉีด มีเลือดออกใต้ผิวหนัง และทำให้ผิวหนังเขียวช้ำได้ และในช่วงที่ฉีดยากระตุ้น ในบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องอืด ท้องมีขนาดโตขึ้น ปวดหน่วงท้องน้อย มีตกขาวมากกว่าปกติ เป็นต้น
ภาวะตั้งครรภ์แฝด โดยเฉพาะการตั้งครรภ์แฝดที่มากกว่า 2 คน ภาวะแทรกซ้อนนี้จะทำให้โอกาสในการคลอดบุตรก่อนกำหนดมีสูงขึ้นและเสี่ยงต่อการแท้งบุตร เพื่อลดการแทรกซ้อนดังกล่าว แพทย์จึงมักทำการใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูกน้อยลงเพียง 1-2 ตัวอ่อน (ไม่เกิน 3 ตัวอ่อน) เพื่อลดโอกาสการตั้งครรภ์แฝด
การแก้ไขภาวะมีบุตรยากจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหรือไม่
จากการศึกษาพบว่าอัตราการเกิดมะเร็งไข่และมะเร็งเต้านมในสตรีที่เข้ารับการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ที่มีความจำต้องใช้ยาฮอร์โมนในการกระตุ้นไข่ในปริมาณมากกว่าปกติ ไม่มีความแตกต่างจากกลุ่มประชากรปกติที่มีภาวะมีบุตรยากและไม่ได้รับการรักษาด้วยยา ส่วนในด้านการเกิดมะเร็งในทารกที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ พบว่าอัตราการเกิดมะเร็งต่าง ๆ ไม่แตกต่างจากทารกที่เกิดจากการปฏิสนธิตามธรรมชาติเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามภาวะการมีบุตรก็ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในสตรีอยู่แล้ว

ทารกที่เกิดจากวิธีแก้ไขภาวะมีบุตรยากจะปกติดีหรือไม่
ในปัจจุบันทารกที่คลอดจากการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการศึกษาติดตามพบว่า ทารกส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งดี แม้ในช่วงแรกเกิดทารกอาจจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าทารกปกติทั่วไปและเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดก็ตาม นอกจากนี้อัตราการเกิดความพิการแต่กำเนิดหรือทารกมีความผิดปกติก็ไม่แตกต่างจากทารกที่เกิดจากการปฏิสนธิตามธรรมชาติ และเมื่อติดตามทารกเหล่านี้จนเข้าโรงเรียนก็พบว่า ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ พฤติกรรมที่เหมาะสมตามวัย ระดับความจำ และการเข้าสังคม ไม่แตกต่างจากทารกที่เกิดจากการปฏิสนธิตามธรรมชาติเช่นกัน

การรักษาภาวะมีบุตรยาก

การที่คู่สมรสจะมีลูกยากหรือง่ายนั้น มักจะเกี่ยวกับอายุของฝ่ายหญิงและความถี่ในการร่วมเพศ เมื่อมีอายุมากขึ้นและร่วมเพศน้อยลง โอกาสตั้งครรภ์ก็จะน้อยลงตามไปด้วย ยิ่งถ้าร่วมเพศไม่ตรงกับช่วงตกไข่ด้วยแล้วก็จะไม่ทำให้ตั้งครรภ์ได้ เพราะไข่ที่ตกแล้วจะอยู่ได้เพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากนี้ถ้าฝ่ายหญิงมีโรคหรือความผิดปกติเกี่ยวกับมดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูก ฯลฯ ก็จะยิ่งทำให้โอกาสมีลูกเองตามธรรมชาติลดลง

เครดิตฟรี


สำหรับฝ่ายชายนั้น อายุที่สูงขึ้นก็อาจจะมีผลต่อการมีลูกยากบ้างเล็กน้อย ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ ก็อาจมีผลต่อการแข็งตัวขององคชาตและความผิดปกติของการหลั่งอสุจิได้ หรือผู้ที่เคยเป็นคางทูมหรือลูกอัณฑะอักเสบก็อาจจะมีอสุจิน้อยลง โอกาสที่ภรรยาจะตั้งครรภ์ก็มีน้อยลง นอกจากนี้การที่ฝ่ายชายมักสูบบุหรี่และดื่มสุรา ก็จะมีผลต่อปริมาณอสุจิและความแข็งแรงของตัวอสุจิด้วย จึงทำให้มีลูกยากขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับวัยรุ่นที่นอกจากจะไม่มีโรคประจำตัวแล้วยังมีเพศสัมพันธ์กันบ่อย ฝ่ายหญิงจึงมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ง่ายมากทั้ง ๆ ที่ยังไม่พร้อม

วิธีการมีลูก
ในกรณีที่คุณมีภาวะมีบุตรยาก ให้อ่านคำแนะนำในการรักษาในหัวข้อถัดไปครับ แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่ยังรอการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติและคู่สมรสยังมีอายุไม่มาก ถ้าอยากมีลูกได้สมใจหวังก็ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ครับ

วางแผนมีลูกตั้งแต่อายุยังน้อย ผู้หญิงที่มีลูกดกส่วนใหญ่แล้วจะแต่งงานเร็ว ซึ่งตรงกันข้ามกับคู่ที่แต่งงานช้า โดยช่วงวัยที่เหมาะสมและมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มาก คือ ช่วงอายุ 20-30 ปี เนื่องจากร่างกายมีความสมบูรณ์เต็มที่ ถ้าตั้งครรภ์ได้ก็จะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้น้อยมาก
ร่วมเพศให้ถูกวัน การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงไข่ตกจะทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากที่สุด โดยปกติแล้วไข่จะตกในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนที่ประจำเดือนรอบใหม่จะมา ถ้าสตรีมีรอบเดือนมาสม่ำเสมอและมีรอบเดือนมาทุก ๆ 28 วันเสมอ วันไข่ตกก็อยู่ในช่วงวันที่ 14 ของรอบเดือน (นับวันที่ประจำเดือนมาวันแรกเป็นวันที่ 1 ของรอบเดือน) ดังนั้น ฝ่ายชายจึงสามารถเริ่มมีเพศสัมพันธ์ในช่วงก่อนวันตกไข่ได้ประมาณ 2 วัน คือ ตั้งแต่วันที่ 12 ของรอบเดือน เพราะอสุจิจะมีชีวิตรอผสมไข่อยู่ได้ประมาณ 2 วันก่อนการตกไข่ (มีคำแนะนำว่าให้มีเพศสัมพันธ์ในวันที่ 13, 15 และ 17 ของรอบเดือน เพราะเป็นช่วงวันไข่ตก โดยดักทั้งหน้า กลาง และหลังวันไข่ตก) ส่วนในกรณีที่มีรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมาค่อยตรงเวลา การคำนวณวันไข่ตกก็อาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนได้ แต่เราก็มีวิธีหาวันตกไข่ได้อย่างแม่นยำหลากหลายวิธีด้วยกันครับ เช่น การตรวจวัดอุณหภูมิ, การตรวจมูกที่ปากมดลูก, การใช้ชุดตรวจการไข่, การตรวจน้ำลาย ฯลฯ สามารถอ่านเรื่อง “วันไข่ตก” เพิ่มเติมได้ที่บทความ 8 วิธีหาวันไข่ตก & คำนวณวันไข่ตก
ความถี่ในการร่วมเพศ แม้ว่าการมีเพศสัมพันธ์ทุกวันจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้จริง แต่ก็อาจจะเป็นการเพิ่มความเครียดและทำให้ปริมาณของอสุจิลดน้อยลงด้วย โดยทั่วไปจึงมีคำแนะนำให้มีเพศสัมพันธ์วันเว้นวันหรือ 2 วันครั้ง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้มากกว่า เพราะอสุจิที่ปล่อยออกมาจะมีความสมบูรณ์แข็งแรงและแหวกว่ายเข้าไปได้ถึงปลายทาง เมื่อทราบดังนี้แล้วก็อย่าหักโหมมากเกินไปละครับ

สล็อต

ท่วงท่าในการร่วมเพศ มีความเชื่อที่ว่าท่ามิชชันนารี (Missionary) หรือท่าที่ผู้หญิงนอนหงายอยู่ด้านล่าง ส่วนฝ่ายชายอยู่ด้านบน เป็นท่าที่สามารถมีลูกได้ง่ายที่สุด เนื่องจากฝ่ายชายสามารถสอดใส่เข้าไปได้ลึกและหลั่งน้ำอสุจิเข้าไปที่ปากมดลูกได้โดยตรง ทั้งยังเป็นท่าที่ฝ่ายหญิงได้พักผ่อนสบาย ๆ ไม่เกร็งตัว หลังมีเพศสัมพันธ์แนะนำให้ฝ่ายหญิงนอนหงายโดยเอาหมอนหนุนสะโพกให้ยกสูงขึ้นด้วย ค้างเอาไวอย่างน้อยประมาณ 10-15 นาที เพื่อช่วยให้อสุจิวิ่งไปผสมกับไข่ได้ดียิ่งขึ้น
การถึงจุดสุดยอดของฝ่ายหญิง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น เพราะเมื่อฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอด จะมีการหลั่งน้ำเมือกที่ช่วยนำอสุจิให้ไปถึงไข่ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งช่องคลอดยังมีการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อในท้องน้อยหลายครั้ง จึงมีผลทำให้เกิดแรงดูดน้ำอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกได้มากขึ้นด้วย
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้หญิงที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ การตกไข่และระดับฮอร์โมนเพศจะสม่ำเสมอและมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากกว่าผู้ที่อ้วนหรือผอมมากเกินไป โดยมีงานวิจัยที่ระบุว่า การมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะใช้เวลาเป็น 2 เท่าของคนน้ำปกติจึงจะตั้งครรภ์ได้ แต่ถ้าผอมเกินไปก็จะใช้เวลามากถึง 4 เท่าของคนน้ำหนักปกติจึงจะสามารถตั้งครรภ์ได้ ส่วนในกลุ่มผู้ชายมีงานวิจัยที่พบว่า ผู้ที่อ้วนจะมีจำนวนอสุจิลดลง 22% และมีความเข้มข้นลดลง 24%
ลดความเครียด ในกรณีของฝ่ายหญิง ความเครียดจะรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในระบบสืบพันธุ์ ทำให้ฝ่ายหญิงประจำเดือนขาดหายไปหรือมีประจำเดือนผิดปกติ เกิดภาวะไม่ตกไข่ ทำให้ไข่เจริญเติบโตได้ไม่สมบูรณ์ และทำให้ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วฝังตัวที่มดลูกได้ยากขึ้น ส่วนฝ่ายชายนั้นระดับฮอร์โมน Testosterone และจำนวนอสุจิลดต่ำลง มีการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ดังนั้นในช่วงที่มีความเครียดการผลิตอสุจิและการตกไข่จะถูกยับยั้ง ส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันถ้าสามารถบรรเทาอาการหรือผ่อนคลายความเครียดได้จะช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้น
งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์ ไวน์ ฯลฯ) เป็นประจำจะลดโอกาสการมีลูกลงถึงร้อยละ 50 เพราะจะทำให้ปริมาณของอสุจิลดลง ไม่แข็งแรง เคลื่อนไหวไม่ดี หรือมีรูปร่างผิดปกติ ทั้งยังเป็นสาเหตุลดการดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อความแข็งแรงของอสุจิ อย่างธาตุสังกะสี ส่วนการสูบบุหรี่นั้นจะทำให้ฮอร์โมนผิดปกติ อสุจิมีจำนวนลดลง อสุจิไม่มีคุณภาพ และลดการตกไข่ของฝ่ายหญิง
ดื่มกาแฟให้น้อยลง ในผู้ที่มีลูกยากควรจะได้รับคาเฟอีนต่ำกว่าวันละ 200-250 มิลลิกรัม หรือประมาณ 1 แก้วกาแฟ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่า การได้รับคาเฟอีนเกินกว่าวันละ 300 มิลลิกรัม จะเพิ่มโอกาสการแท้งบุตรได้
ระวังอย่าให้บริเวณอัณฑะร้อน เช่น การอาบน้ำอุ่นหรือแช่น้ำร้อนเป็นเวลานาน ๆ, การนั่งมอเตอร์ไซค์ที่ตากแดดนาน ๆ, การใส่กางเกงในรัดแน่น, การใส่โทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋ากางเกง ฯลฯ เพราะอัณฑะของฝ่ายชายจะผลิตอสุจิได้สูงสุดเมื่อมีอุณหภูมิเย็นกว่าอุณหภูมิร่างกายปกติ และจะสร้างอสุจิได้น้อยลงเมื่ออยู่ในภาวะที่ร้อนอบอ้าว

สล็อตออนไลน์

หลีกเลี่ยงการใช้เจลหล่อลื่นในขณะร่วมเพศ การใช้เจลหล่อลื่นที่มีขายอยู่ทั่วไป อาจสามารถลดการเคลื่อนไหวของอสุจิลงร้อยละ 60-100 จึงทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้น้อยลง
ปัจจัยอื่น ๆ เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง, อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสม, รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่, ระวังไม่ให้ขาดสารอาหาร (ที่คนไทยขาดกันมากก็คือ ธาตุเหล็ก, ไอโอดีน, วิตามินดี) และควรทานโฟลิคทุกวันก่อนคิดที่จะมีลูกอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เด็กในครรภ์พิการ, กินกรด-ด่างอย่างสมดุล เช่น ถ้ากินเนื้อ (กรด) มากเกินไป ก็ให้กินอาหารที่มีด่างเสริม เช่น ผักใบเขียว นมจืดไขมันต่ำ, ระวังสารเคมีที่พิษ เช่น สารตะกั่ว ควันเสีย ยาฆ่าแมลง ฯลฯ
ภาวะมีบุตรยาก
ภาวะมีบุตรยาก (Infertility) คือ ภาวะที่คู่สมรสไม่สามารถตั้งครรภ์ได้หลังจากพยายามมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 วัน โดยไม่ได้คุมกำเนิดมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะต้องรอให้ครบ 1 ปีก่อนนะครับแล้วจึงค่อยมาพบแพทย์ เพราะในความเป็นจริงนั้นบางคู่ก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าตนเองมีปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลให้มีลูกได้ยาก เช่น ฝ่ายหญิงมีสุขภาพไม่แข็งแรง มีอายุมากกว่า 35 ปี มีรอบเดือนไม่สม่ำเสมอ มีประวัติเคยผ่าตัดหรือมีการอักเสบในช่องท้องมาก่อน หรือในฝ่ายที่รู้ตัวว่ามีสุขภาพไม่แข็ง เคยมีอุบัติเหตุหรือมีการติดเชื้อรุนแรงที่อวัยวะเพศมาก่อน ฯลฯ คุณก็สามารถมาพบแพทย์เพื่อขอรับการปรึกษาได้ก่อน 1 ปีครับ

ทั้งนี้ภาวะมีบุตรยากไม่ขึ้นอยู่กับว่าเป็นคนเชื้อชาติใด ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน อินเดีย หรือยุโรปก็ตาม ก็พบภาวะมีบุตรยากได้ทั้งนั้น โดยที่ผ่านมานั้นได้มีการศึกษามากมายที่พบว่า “การมีลูกยากนั้นจะเกิดขึ้นจากฝ่ายหญิงมากกว่าประมาณ 40-50% ในขณะที่ฝ่ายชายจะพบได้น้อยกว่าประมาณ 25-30% และเกิดทั้งจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิงร่วมกัน 20% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 15% จะเป็นกรณีที่ตรวจไม่พบเจอสาเหตุทั้งจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิงด้วยวิธีการตรวจพื้นฐาน” ดังนั้นการประเมินภาวะมีบุตรยากจึงจำเป็นต้องประเมินจากทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม เพราะอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่ายเลยก็ได้ แต่โดยเฉลี่ยแล้วมักจะพบผู้มีภาวะมีบุตรยากได้ประมาณ 10-15% ของคู่สมรสทั้งหมดหรือของประชากรที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ (ปกติแล้วการมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หากไม่มีการคุมกำเนิด จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ประมาณ 50% ภายในเวลา 5 เดือน และการตั้งครรภ์จะเพิ่มขึ้นเป็น 80-90% ในเวลา 1 ปี) ทั้งนี้ภาวะการมีบุตรยากจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

jumboslot

ภาวะมีบุตรยากชนิดปฐมภูมิ (Primary infertility) หมายถึง คู่สมรสยังไม่เคยมีบุตรมาก่อน
ภาวะมีบุตรยากชนิดทุติยภูมิ (Secondary infertility) หมายถึง คู่สมรสเคยมีบุตรหรือเคยตั้งครรภ์มาก่อน แต่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก
มีลูกยากทําไงดี

การปฏิสนธิระหว่างอสุจิกับไข่จะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง เช่น ฝ่ายชายต้องมีเชื้ออสุจิที่แข็งแรง เคลื่อนไหวได้ดี และมีจำนวนมากพอ ส่วนฝ่ายหญิงจะต้องมีไข่ซึ่งเกิดจากรังไข่ที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ทั้งก่อนและหลังไข่ตก การตกไข่จะต้องเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ท่อนำไข่จะต้องมีความสมบูรณ์ เมื่อเชื้ออสุจิพบกับไข่ที่ท่อนำไข่ ตัวอ่อนที่ได้รับการผสมจะใช้เวลาเดินทางไปตามท่อนำไข่เข้าไปถึงโพรงมดลูกประมาณ 5-7 วัน ต่อจากนั้นจะมีการฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูกในวันที่ 7-9 ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฝังตัวจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน เช่น มูกที่ปากมดลูกต้องมีปริมาณที่พอเหมาะและมีคุณภาพดี, ปากมดลูก โพรงมดลูก และท่อนำไข่ จะต้องไม่มีพยาธิหรือมีสภาพที่เป็นตัวขัดขวางต่อการเดินทางของตัวอ่อน เช่นเดียวกับสภาพภายในมดลูก จะต้องไม่มีเนื้อเยื่องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกจะต้องสมบูรณ์แข็งแรง มีความหนาพอที่จะรองรับการฝังตัวและการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้

สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก
สาเหตุของการมีบุตรยากนั้นสามารถเกิดได้ทั้งฝ่ายกับชายหรือฝ่ายกับหญิงเพียงฝ่ายเดียวหรือเกิดจากทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกันก็ได้ (คู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่สาเหตุการมีบุตรยากมาจากความผิดปกติของทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกัน) หรืออาจตรวจไม่พบสาเหตุความผิดปกติใด ๆ เลยก็มี

[NPC5]
สาเหตุจากฝ่ายหญิง : คู่สมรสบางคู่นั้นพบว่าฝ่ายหญิงมีความผิดปกติในอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น รังไข่ทำงานไม่ได้ตามปกติและสามารถตกไข่ได้, มีความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกายที่ส่งผลต่อการตกไข่, ท่อรังไข่อุดตัน, มีเนื้องอกของมดลูกขนาดใหญ่หรืออยู่ในโพรงมดลูก, มีซีสต์หรือเนื้องอกของรังไข่, มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีพังผืดที่เกิดขึ้นในช่องเชิงกรานหรือที่ปีกมดลูก เป็นต้น ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ที่มีผลทำให้มีลูกได้ยาก คือ มีอายุมากเกินไป สูบบุหรี่เป็นประจำ ฯลฯ (จากสถิติพบว่าสาเหตุการมีบุตรยากในฝ่ายหญิงมาจาก การอุดตันของท่อนำไข่ และ/หรือมีความผิดปกติของเยื่อบุช่องท้องประมาณ 35%, เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ 35%, การตกไข่ผิดปกติหรือไม่สม่ำเสมอ 25%)
สาเหตุจากฝ่ายชาย : ในบางคู่สาเหตุการมีบุตรยากอาจเกิดขึ้นกับฝ่ายได้เช่นกัน เช่น ฝ่ายชายมีอวัยวะสืบพันธุ์ผิดปกติมาแต่กำหนดจนไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้, ฝ่ายชายมีพันธุกรรมที่ผิดปกติเกี่ยวกับโครโมโซมหรือยีนที่ทำให้ไม่สามารถสร้างเชื้ออสุจิได้หรือสร้างได้น้อยกว่าปกติ เช่น เชื้ออสุจิมีปริมาณน้อย เชื้ออสุจิอ่อนแอ เชื้ออสุจิมีรูปร่างผิดปกติ หรือแม้แต่เป็นหมัน (ตรวจไม่พบเชื้ออสุจิในน้ำอสุจิ), ฝ่ายชายได้รับสารเคมีบางชนิดเป็นประจำ เช่น ยาฆ่าแมลง สารตะกั่ว สารประกอบเบนซีน รวมถึงการใช้ยาบางชนิด, มีโรคประจำตัวบางอย่างที่ส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ เช่น เบาหวาน หรือเป็นโรคคางทูมตั้งแต่ในวัยเด็ก, เป็นผู้สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ, เคยได้รับอุบัติเหตุมาก่อน เป็นต้น
ไม่ทราบสาเหตุ : นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังพบว่ามีคู่สมรสที่จัดเป็นกลุ่มที่มีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุอีกจำนวนหนึ่ง คือ ประมาณ 15-20% ที่แม้จะตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ แล้วก็ยังไม่พบความผิดปกติใด ๆ ซึ่งเป็นปัญหาจากความสามารถในการเจริญพันธุ์ต่ำเองและมักจำเป็นต้องให้การรักษาเพื่อช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ ดังนั้น ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าตนเองอยู่ในภาวะมีบุตรยากหรือไม่ แนะนำให้ไปพบสูตนรีแพทย์ครับ ในเบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติและทำการตรวจร่างกายจากทั้งสองฝ่าย รวมทั้งการตรวจภายในของฝ่ายหญิงด้วยว่ามีความผิดปกติอะไรหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติมอีกครั้ง

หมายเหตุ : 25% ของคู่สมรสที่มีบุตรยากมักมีสาเหตุมากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไป

การตรวจวินิจฉัยภาวะการบุตรยาก
แพทย์ผู้ทำการรักษาจะทำการวินิจฉัยทั้งจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิงโดยการซักถามประวัติทางการแพทย์เพื่อหาสาเหตุเบื้องต้นก่อน จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจร่างกายเพิ่มเติมและตรวจภายในของฝ่ายหญิง แล้วส่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อสาเหตุของการเกิดภาวะมีบุตรยาก โดยสามารถจำแนกการส่งตรวจได้ดังนี้

วิธีการทำลูกแฝด

การมีลูกแฝด ถือเป็นความต้องการยอดฮิตของคู่สมรสหรือครอบครัวที่มีความพร้อมมากพอ ด้วยความที่ท้องครั้งเดียวแต่ได้เด็กน่ารักพร้อมกันถึง 2 คน (หรือมากกว่า) จึงทำให้คุณแม่หลาย ๆ คนสงสัยว่าถ้าอยากได้ลูกแฝดต้องทำอย่างไร ? แต่ก่อนที่จะตัดสินใจ ผมอยากถามว่าคุณแม่ทราบถึงความเสี่ยงและผลที่อาจจะตามมาอย่างรอบด้านแล้วหรือยัง และเหตุใดแพทย์ถึงไม่อยากให้คุณแม่ตั้งครรภ์แฝด ? คราวนี้เรามาดูกันไปทีละหัวข้อกันดีกว่าครับ แล้วคุณแม่จะเข้าใจว่าทำไมผมถึงอยากให้คุณแม่ได้รู้ถึงข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจมีลูกแฝด…

เครดิตฟรี


ข้อดีของการมีลูกแฝด
ข้อดีอย่างแรกก็คงหนีไม่พ้นความน่ารักและดูพิเศษกว่าเด็กทั่วไปที่จะเป็นเด็กน้อยที่มีความน่ารักและรูปร่างหน้าตาเหมือนกันมากกว่า 1 คน (ในกรณีของแฝดแท้) คุณแม่จะมีความสุขมากเวลาเห็นเด็กทั้งสองคนที่มีอายุเท่ากันเล่นด้วยกันหรือสื่อสารกัน ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนมารุมล้อมเล่นด้วย
พวกเขาจะเป็นเหมือนพี่ เหมือนน้อง เหมือนเพื่อนสนิท เป็นที่ปรึกษาในเวลาเดียวกัน แถมยังเป็นที่ระบายอารมณ์ที่ดีที่สุดอีกด้วย
พวกเขาสามารถแลกของใช้กันได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ฯลฯ เพราะฝาแฝดส่วนมากจะมีความชอบอะไรที่เหมือน ๆ กันอยู่แล้ว จึงทำให้ประหยัดเงินไปได้เยอะ แต่ก็ใช่ว่าแฝดทุกคู่จะมีความชอบที่เหมือนกันเสมอไปนะครับ เพราะบางคู่ก็ต่างกันสุดขั้วไปเลยก็มี
ข้อเสียของการมีลูกแฝด
ความลำบากในการอุ้มท้อง ในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ของการตั้งครรภ์ ท้องของคุณแม่ครรภ์แฝดจะมีขนาดโตขึ้นมาก เมื่ออายุครรภ์มากเข้าจะทำให้คุณแม่รู้สึกแน่นอึดอัด ไม่สะดวกสบาย หายใจไม่ค่อยออก แถมยังต้องมาแบกรับน้ำหนักที่มากขึ้น ทำให้คุณแม่บางคนแทบจะเดินไปไหนมาไหนไม่ไหวกันเลยก็มีครับ
ภาวะเสี่ยงในระหว่างการตั้งครรภ์ ขณะคลอด และหลังคลอด จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากการตั้งครรภ์เดี่ยว (ในหัวข้อถัดไป) ค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์จึงมีสูงขึ้น เพราะแพทย์ต้องนัดไปตรวจถี่กว่าคุณแม่ตั้งครรภ์เดี่ยว คุณแม่บางรายอาจต้องสูญเสียลูกไป 1 คน หรือเสียลูกไปทั้ง 2 คนจากการแท้งบุตรก็ได้ ตรงนี้ก็ต้องมาถามกันก่อนครับว่าถ้าเกิดเสียลูกไป 1 คนจะทำใจได้ไหม หรือจะสู้เอาชัวร์ตั้งครรภ์เดี่ยวจะดีกว่า
แฝดแท้หน้าเหมือนเกิดได้น้อย จากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วคุณแม่จะมีโอกาสได้ลูกที่เป็นแฝดแท้น้อยกว่าแฝดเทียมมาก (โอกาสที่จะได้แฝดแท้หน้าเหมือนมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น) หรือพูดง่าย ๆ ก็คือส่วนใหญ่จะได้แฝดที่มาจากไข่คนละใบ หน้าตาจึงไม่เหมือนซะทีเดียว แต่จะดูคล้ายเหมือนเป็นพี่น้องกันมากกว่า หรืออาจจะเป็นคนละเพศเลยก็ได้ครับ คุณแม่ที่คาดหวังว่าจะได้ลูกแฝดแท้หน้าเหมือนก็อาจจะเกิดความผิดหวังก็ได้ครับ
ปัญหาเรื่องการเลี้ยงดู การเลี้ยงลูกแฝดก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แค่เลี้ยงทีละคนคุณแม่ยังรู้สึกเหนื่อยแล้วครับ แถมยังยากกว่าการเลี้ยงเด็ก 2 คนที่เป็นพี่น้องกันมาก คุณแม่จะต้องมาคิดอีกว่าจะเลี้ยงลูกยังไงไม่ให้เขาทั้งสองรู้สึกว่าไม่ด้อยไปกว่ากัน เพราะปัญหาที่พบได้บ่อย ๆ ของเด็กแฝดก็คือพวกเขาอาจมีความรู้สึกว่าตนเองนั้นด้อยกว่า มักจะโดนเปรียบเทียบกันตลอด จึงอาจทำให้เกิดปัญหาการอิจฉาฝาแฝดของตนเองตามมา นอกจากนี้เวลาจะออกไปข้างนอกก็ต้องใช้รถเข็นถึง 2 คัน หรือคันเดียวแบบ 2 ที่นั่ง รวมไปถึงคาร์ซีทอีก ฯลฯ ถ้าคุณและครอบครัวพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาที่กล่าวมาก็ลองพยายามมีลูกแฝดกันต่อไปครับ
ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูจะต้องคูณสองคูณสามเข้าไปอีก ต้องถามว่าครอบครัวพร้อมไหมสำหรับการเลี้ยงดูเด็กแฝดทั้งสองคนพร้อมกัน ถ้ามีคนช่วยเลี้ยงก็ดีครับ แต่ถ้าต้องจ้างพี่เลี้ยงค่าใช้จ่ายมันจะขึ้นมากเลยทีเดียว เพราะการจะจ้างพี่เลี้ยงจากศูนย์ในกรณีของลูกแฝดจะต้องมีพี่เลี้ยง 2 คนครับ (จากประสบการณ์การจ้างพี่เลี้ยงแค่เฉพาะเงินเดือนก็เกือบ 2 หมื่นบาทแล้วครับ นี่ยังไม่รวมค่าข้าวรายวัน ค่าโอที และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก ซึ่งรวม ๆ แล้วการจ้างพี่เลี้ยง 1 คนก็มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณ 20,000-25,000 บาท ถ้ามีลูกแฝดกี่คนก็ลองคูณเข้าไปดูครับ) ถ้าสภาพทางการเงินของครอบครัวไม่มั่นคงจริงหรือไม่มีญาติพี่น้องคอยช่วยเลี้ยงเลย ผมว่าเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการเลยนะครับ
ต้องเสียสละเวลาความเป็นส่วนตัว คุณแม่หรือคุณพ่อจะต้องเสียสละเวลาส่วนตัวของตัวเองเกือบทั้งหมดไปกับการดูแลเด็กทั้ง 2 คน เพราะเด็ก ๆ ที่กิน เล่น หรือตื่นไม่พร้อมกันจะเท่ากับว่าคุณแม่ต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็น 2 เท่าตลอด ไม่ว่าจะอาบน้ำ แต่งตัว การให้นม หรือการป้อนข้าว

สล็อต

อยากมีลูกแฝด

ชนิดของครรภ์แฝดและภาวะเสี่ยง
ครรภ์แฝด มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ แฝดแท้ (เหมือนกันทุกอย่าง พบได้ราว 30% ของการตั้งครรภ์แฝดทั้งหมด) และแฝดเทียม (อาจเหมือนหรือไม่เหมือนก็ได้ เปรียบเสมือนพี่น้องที่คลานตามกันมา เป็นกรณีที่พบได้ประมาณ 70% ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด) สำหรับการตั้งครรภ์แฝดแท้นั้นถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าการตั้งครรภ์แฝดเทียม เพราะแฝดแท้นั้นเกิดจากการที่ตัวอ่อนมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นมามากกว่า 1 ภายหลังจากที่ตัวอ่อนได้ฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูกแล้ว หากการแบ่งตัวนั้นเกิดขึ้นเร็ว ตัวอ่อนก็สามารถแยกจากกันได้อย่างสมบูรณ์ มีถุงน้ำคร่ำอยู่คนละถุงแยกออกจากกัน โอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อทารกจึงมีน้อยลง แต่หากเกิดการแบ่งตัวล่าช้า แม้ว่าตัวอ่อนจะแบ่งตัวออกจากกันได้อย่างสมบูรณ์ก็ตาม แต่ก็อาจจะต้องมาอาศัยอยู่ภายในถุงน้ำคร่ำถุงเดียวกัน จึงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรง (เช่น สายสะดือพันกันจนทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิต) หรือในกรณีที่มีการแบ่งตัวล่าช้ามากจนเกินไปก็จะทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ทารกจึงมีร่างกายบางส่วนติดกัน (Conjoined twin) อย่างแฝดสยามอิน-จันที่เราเคยได้ยินกันมานั่นแหละครับ สำหรับภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์แฝดนั้นผมจะกล่าวถึงเฉพาะอาการที่สำคัญและพบได้บ่อย ๆ ดังนี้ครับ

ภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการตั้งครรภ์แฝด เช่น คุณแม่มีอาการแพ้ท้องมากผิดปกติ (อาจถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล), รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก, ท้องคุณแม่จะมีขนาดโตมากกว่าปกติ ส่งผลให้มีอาการปวดหลังได้มากกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์เดี่ยว, เกิดเลือดจางมากขึ้น มีภาวะซีดได้ง่าย, มีโอกาสเกิดอาการครรภ์เป็นพิษหรือความดันโลหิตสูงมากกว่าครรภ์เดี่ยว 2-3 เท่า, เกิดภาวะรกเกาะต่ำ/รกลอกตัวก่อนกำหนด, เสี่ยงต่อการแท้งบุตร, สายสะดือของทารกพันกัน, ทารกถ่ายเทเลือดให้กัน (ทำให้ทารกอีกคนเกิดภาวะขาดเลือด เจริญเติบโตไม่เท่ากัน ทำให้ทารกพิการหรือเสียชีวิต) ฯลฯ
ภาวะแทรกซ้อนในระยะการคลอดบุตร เช่น เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดสูงมาก (คุณแม่ครรภ์แฝดทั่วไปมักจะคลอดก่อนกำหนดประมาณ 3-4 สัปดาห์ แต่ถ้าคลอดก่อนกำหนดมาก ๆ จะมีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้มากเช่นกัน เช่น ปอดของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์และมักกลายเป็นโรคปอดเรื้อรัง เลือดออกในสมอง ลำไส้อักเสบ มีปัญหาเรื่องการหายใจและมีความเสี่ยงต่อการมองไม่เห็น เป็นต้น), แพทย์อาจต้องใช้เครื่องมือช่วยคลอด (เช่น การใช้คีมหรือเครื่องดูดสุญญากาศ), คุณแม่มีโอกาสได้รับการผ่าตัดทำคลอดสูงมาก
ภาวะแทรกซ้อนในระยะหลังคลอด เช่น การตกเลือดหลังคลอด, การติดเชื้อหลังคลอด, ทารกมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์, อัตราการตายของทารกมีมากกว่าทารกครรภ์เดี่ยว 2-3 เท่า ฯลฯ
โอกาสเกิดลูกแฝด
จากสถิติทั่วไปพบว่า การตั้งครรภ์แฝดสองจะเป็นกรณีที่พบได้บ่อยที่สุดครับ ในอัตรา 1 ต่อ 89 ราย (ในการตั้งครรภ์เดี่ยว 89 ราย จะพบครรภ์แฝดสองเพียง 1 ราย) ส่วนแฝดสามจะพบได้ยากขึ้นในอัตราส่วน 1 ต่อ 892 คือ 89 x 89 = 7,921 ราย และสำหรับแฝด 4 จะเป็นกรณีที่พบได้ยากมาก ๆ ในอัตรา 1 ต่อ 893 คือ 89 x 89 x89 = 704,969 ราย[1] ส่วนอีกข้อมูลระบุว่าการตั้งครรภ์แฝดสองจะพบได้ประมาณ 1% ของการตั้งครรภ์ทั่วไป (1 ใน 100 ราย) แต่จะมีอัตราการเกิดเพียง 1 ใน 250 ของการคลอดครรภ์แฝดทั้งหมดครับ

สล็อตออนไลน์


ปัจจัยที่ทำให้ได้ลูกแฝด
กรรมพันธุ์ ถ้าคนในครอบครัวมีประวัติการตั้งครรภ์แฝด คุณแม่จะมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดมากขึ้น (การถ่ายทอดทางพันธุกรรมของครรภ์แฝดนั้นจะมาจากทางฝ่ายแม่มากกว่าฝ่ายพ่อ)
เชื้อชาติ ถ้าคุณแม่เป็นชนชาติแอฟริกันจะมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดได้มากกว่าคุณแม่ที่เป็นคนผิวขาวหรือคนผิวเหลือง (อัตราการเกิดครรภ์แฝดจะแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ ในคนผิวสีจะพบได้ประมาณ 1-4% ส่วนคนผิวขาวจะพบได้ประมาณ 0.7-1% และในคนผิวเหลืองอย่างเอเชียบ้านเราจะอยู่ที่ประมาณ 0.3% และเกือบทั้งหมดจะเป็นแฝดเทียมหรือแฝดต่างไข่ครับ)
จำนวนครรภ์หรือการตั้งครรภ์หลัง ๆ คุณแม่ที่เคยคลอดบุตรมาแล้วหลายคนจะมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดได้มากขึ้นเช่นกัน เพราะการตั้งครรภ์หลายครั้งจะทำให้ไข่มีโอกาสตกเยอะขึ้น
อายุของคุณแม่ในขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดมากกว่าการตั้งครรภ์ตอนอายุน้อย ๆ ถึง 4 เท่า (อุบัติการณ์สูงสุดจะอยู่ที่อายุ 35-39 ปี เนื่องมาจากการที่ไข่เหลือเก็บ ต้องถูกกระตุ้นมาก ร่างกายจึงหลั่งฮอร์โมน FSH ออกมาเยอะ ไข่จึงมีโอกาสตกครั้งละมากกว่า 1 ฟอง) แต่ไม่แนะนำให้คุณแม่มีลูกตอนอายุมาก ๆ นะครับ เพราะจะมีโอกาสเกิดภาวะเสี่ยงได้มากกว่าคุณแม่ที่มีอายุน้อยหลายเท่า
น้ำหนักและส่วนสูง บางข้อมูลระบุว่าคุณแม่ที่เป็นโรคอ้วน (มีน้ำหนักตัวหรือมีดัชนีมวลกายมากกว่า 30) และมีรูปร่างสูง จะมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดมากขึ้น (ข้อมูลจากนิตยสาร Real Parenting)
รับประทานอาหารที่มีแคลเซียม ผลงานวิจัยของ ดร.แกรี่ สไตน์แมน ประจำศูนย์การแพทย์ที่เมืองลองไอแลนด์ มลรัฐนิวยอร์ก บอกว่าผู้หญิงที่ดื่มนมมากกว่าปกติ 5 เท่าจะมีโอกาสได้ลูกแฝดมากกว่าผู้หญิงที่เป็นมังสวิรัติที่ไม่บริโภคอาหารประเภทเนื้อเลยถึง 5 เท่า !! นอกจากนี้ผลการวิจัยยังสันนิษฐานด้วยว่าโปรตีนที่พบในตับของสัตว์เป็นปัจจัยของการมีลูกแฝด เพราะโปรตีนชนิดนี้มีองค์ประกอบการเติบโตคล้ายอินซูลิน เรียกว่า IGF ที่พบได้ในนมวัวและผลิตภัณฑ์ของสัตว์อื่น ๆ ซึ่งเป็นโปรตีนที่จะช่วยให้รังไข่มีปฏิกิริยาไวขึ้นและช่วยเพิ่มจำนวนไข่ให้มากขึ้น
การให้นมลูกอย่างต่อเนื่อง มีอีกหนึ่งงานวิจัยที่ระบุว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ให้นมลูกคนแรกอย่างต่อเนื่องจนถึงเวลาจะมีลูกในครรภ์ที่สอง จะมีโอกาสได้ลูกแฝดมากกว่าคุณแม่ที่ไม่ได้ให้นมลูก (ข้อมูลจากนิตยสาร Real Parenting)
กินยาคุมเกิน 3 ปีขึ้นไป เพราะเมื่อหยุดกินยาแล้วจะทำให้ไข่ตกมากขึ้น (ฤทธิ์ของยาจะไปกดฮอร์โมนใต้สมองทำให้ไข่ไม่ตก พอหยุดกินฮอร์โมนที่ถูกกดไว้จะถูกปลดปล่อยออกมา) จึงทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์แฝดได้มากขึ้น (แต่หลาย ๆ คนที่อยากมีลูกเร็ว ๆ คงจะทำวิธีนี้ไม่ได้)
ทานให้มาก ผู้หญิงที่กินเยอะ ๆ จะมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดได้มากกว่า เนื่องจากร่างกายมีความสมบูรณ์มากกว่า (แต่ก็ไม่แนะนำอยู่ดีครับ เพราะถ้าอ้วนขึ้นมาจะส่งผลเสียต่อลูกในท้องได้ครับ)
รับประทานกรดโฟลิก มีงานวิจัยจากประเทศออสเตรเลียที่พบว่า กรดโฟลิกมีส่วนช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์แฝดมากขึ้น แต่งานวิจัยนี้ยังมีนักวิจัยอื่น ๆ แย้งว่าเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก อย่างไรก็ตามการกินกรดโฟลิกก็เป็นเรื่องจำเป็นอยู่แล้วก่อนการตั้งครรภ์ (ข้อมูลจากนิตยสาร Real Parenting)

อยากมีลูกแฝด
การมีลูกแฝด ถือเป็นความต้องการยอดฮิตของคู่สมรสหรือครอบครัวที่มีความพร้อมมากพอ ด้วยความที่ท้องครั้งเดียวแต่ได้เด็กน่ารักพร้อมกันถึง 2 คน (หรือมากกว่า) จึงทำให้คุณแม่หลาย ๆ คนสงสัยว่าถ้าอยากได้ลูกแฝดต้องทำอย่างไร ? แต่ก่อนที่จะตัดสินใจ ผมอยากถามว่าคุณแม่ทราบถึงความเสี่ยงและผลที่อาจจะตามมาอย่างรอบด้านแล้วหรือยัง และเหตุใดแพทย์ถึงไม่อยากให้คุณแม่ตั้งครรภ์แฝด ? คราวนี้เรามาดูกันไปทีละหัวข้อกันดีกว่าครับ แล้วคุณแม่จะเข้าใจว่าทำไมผมถึงอยากให้คุณแม่ได้รู้ถึงข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจมีลูกแฝด…

[NPC4]
ข้อดีของการมีลูกแฝด
ข้อดีอย่างแรกก็คงหนีไม่พ้นความน่ารักและดูพิเศษกว่าเด็กทั่วไปที่จะเป็นเด็กน้อยที่มีความน่ารักและรูปร่างหน้าตาเหมือนกันมากกว่า 1 คน (ในกรณีของแฝดแท้) คุณแม่จะมีความสุขมากเวลาเห็นเด็กทั้งสองคนที่มีอายุเท่ากันเล่นด้วยกันหรือสื่อสารกัน ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนมารุมล้อมเล่นด้วย
พวกเขาจะเป็นเหมือนพี่ เหมือนน้อง เหมือนเพื่อนสนิท เป็นที่ปรึกษาในเวลาเดียวกัน แถมยังเป็นที่ระบายอารมณ์ที่ดีที่สุดอีกด้วย
พวกเขาสามารถแลกของใช้กันได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ฯลฯ เพราะฝาแฝดส่วนมากจะมีความชอบอะไรที่เหมือน ๆ กันอยู่แล้ว จึงทำให้ประหยัดเงินไปได้เยอะ แต่ก็ใช่ว่าแฝดทุกคู่จะมีความชอบที่เหมือนกันเสมอไปนะครับ เพราะบางคู่ก็ต่างกันสุดขั้วไปเลยก็มี
ข้อเสียของการมีลูกแฝด
ความลำบากในการอุ้มท้อง ในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ของการตั้งครรภ์ ท้องของคุณแม่ครรภ์แฝดจะมีขนาดโตขึ้นมาก เมื่ออายุครรภ์มากเข้าจะทำให้คุณแม่รู้สึกแน่นอึดอัด ไม่สะดวกสบาย หายใจไม่ค่อยออก แถมยังต้องมาแบกรับน้ำหนักที่มากขึ้น ทำให้คุณแม่บางคนแทบจะเดินไปไหนมาไหนไม่ไหวกันเลยก็มีครับ
ภาวะเสี่ยงในระหว่างการตั้งครรภ์ ขณะคลอด และหลังคลอด จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากการตั้งครรภ์เดี่ยว (ในหัวข้อถัดไป) ค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์จึงมีสูงขึ้น เพราะแพทย์ต้องนัดไปตรวจถี่กว่าคุณแม่ตั้งครรภ์เดี่ยว คุณแม่บางรายอาจต้องสูญเสียลูกไป 1 คน หรือเสียลูกไปทั้ง 2 คนจากการแท้งบุตรก็ได้ ตรงนี้ก็ต้องมาถามกันก่อนครับว่าถ้าเกิดเสียลูกไป 1 คนจะทำใจได้ไหม หรือจะสู้เอาชัวร์ตั้งครรภ์เดี่ยวจะดีกว่า
แฝดแท้หน้าเหมือนเกิดได้น้อย จากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วคุณแม่จะมีโอกาสได้ลูกที่เป็นแฝดแท้น้อยกว่าแฝดเทียมมาก (โอกาสที่จะได้แฝดแท้หน้าเหมือนมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น) หรือพูดง่าย ๆ ก็คือส่วนใหญ่จะได้แฝดที่มาจากไข่คนละใบ หน้าตาจึงไม่เหมือนซะทีเดียว แต่จะดูคล้ายเหมือนเป็นพี่น้องกันมากกว่า หรืออาจจะเป็นคนละเพศเลยก็ได้ครับ คุณแม่ที่คาดหวังว่าจะได้ลูกแฝดแท้หน้าเหมือนก็อาจจะเกิดความผิดหวังก็ได้ครับ
ปัญหาเรื่องการเลี้ยงดู การเลี้ยงลูกแฝดก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แค่เลี้ยงทีละคนคุณแม่ยังรู้สึกเหนื่อยแล้วครับ แถมยังยากกว่าการเลี้ยงเด็ก 2 คนที่เป็นพี่น้องกันมาก คุณแม่จะต้องมาคิดอีกว่าจะเลี้ยงลูกยังไงไม่ให้เขาทั้งสองรู้สึกว่าไม่ด้อยไปกว่ากัน เพราะปัญหาที่พบได้บ่อย ๆ ของเด็กแฝดก็คือพวกเขาอาจมีความรู้สึกว่าตนเองนั้นด้อยกว่า มักจะโดนเปรียบเทียบกันตลอด จึงอาจทำให้เกิดปัญหาการอิจฉาฝาแฝดของตนเองตามมา นอกจากนี้เวลาจะออกไปข้างนอกก็ต้องใช้รถเข็นถึง 2 คัน หรือคันเดียวแบบ 2 ที่นั่ง รวมไปถึงคาร์ซีทอีก ฯลฯ ถ้าคุณและครอบครัวพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาที่กล่าวมาก็ลองพยายามมีลูกแฝดกันต่อไปครับ
ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูจะต้องคูณสองคูณสามเข้าไปอีก ต้องถามว่าครอบครัวพร้อมไหมสำหรับการเลี้ยงดูเด็กแฝดทั้งสองคนพร้อมกัน ถ้ามีคนช่วยเลี้ยงก็ดีครับ แต่ถ้าต้องจ้างพี่เลี้ยงค่าใช้จ่ายมันจะขึ้นมากเลยทีเดียว เพราะการจะจ้างพี่เลี้ยงจากศูนย์ในกรณีของลูกแฝดจะต้องมีพี่เลี้ยง 2 คนครับ (จากประสบการณ์การจ้างพี่เลี้ยงแค่เฉพาะเงินเดือนก็เกือบ 2 หมื่นบาทแล้วครับ นี่ยังไม่รวมค่าข้าวรายวัน ค่าโอที และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก ซึ่งรวม ๆ แล้วการจ้างพี่เลี้ยง 1 คนก็มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณ 20,000-25,000 บาท ถ้ามีลูกแฝดกี่คนก็ลองคูณเข้าไปดูครับ) ถ้าสภาพทางการเงินของครอบครัวไม่มั่นคงจริงหรือไม่มีญาติพี่น้องคอยช่วยเลี้ยงเลย ผมว่าเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการเลยนะครับ
ต้องเสียสละเวลาความเป็นส่วนตัว คุณแม่หรือคุณพ่อจะต้องเสียสละเวลาส่วนตัวของตัวเองเกือบทั้งหมดไปกับการดูแลเด็กทั้ง 2 คน เพราะเด็ก ๆ ที่กิน เล่น หรือตื่นไม่พร้อมกันจะเท่ากับว่าคุณแม่ต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็น 2 เท่าตลอด ไม่ว่าจะอาบน้ำ แต่งตัว การให้นม หรือการป้อนข้าว

[NPC5]
วิธีการมีลูกแฝด
สำหรับการมีลูกแฝดด้วยวิธีธรรมชาติตามที่กล่าวมานั้น แม้ว่าปัจจัยดังกล่าว “อาจจะ” ช่วยเพิ่มโอกาสให้มีลูกแฝดได้ก็ตาม แต่ถ้าคุณแม่ที่ไม่มีเชื้อชาติเป็นคนผิวสีหรือญาติทางฝ่ายคุณแม่ไม่เคยมีใครตั้งครรภ์แฝด ก็แทบจะไม่มีโอกาสที่จะได้ลูกแฝดเลยครับ พูดง่าย ๆ ก็คือหวังผลอะไรไม่ได้เลยครับ ถ้าจะเรียกว่าเป็นเรื่องของดวงหรือความฟลุกก็คงจะไม่ผิด เรียกได้ว่าซื้อหวยยังถูกง่ายกว่าเลยครับ

แต่วิธีที่เป็นไปได้มากที่สุดและหวังผลได้ก็คือการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อย่างการทำเด็กหลอดแก้วครับ เพราะเป็นกรณีที่พบได้บ่อยที่สุดของการตั้งครรภ์แฝด ซึ่งจะทำให้ได้ลูกแฝดมากกว่าธรรมชาติถึง 20 เท่า !! (โดยเฉพาะแฝดเทียม) หากแพทย์ทำการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปมากกว่า 1 ตัวก็จะมีความเป็นไปได้ว่าตัวอ่อนทุกตัวหรือมากกว่า 1 ตัวที่ย้ายเข้าไปจะมีโอกาสฝังตัวและเจริญเติบโตเป็นฝาแฝด ซึ่งตรงนี้ยังเป็นเรื่องที่เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในปัจจุบันไม่สามารถควบคุมให้ได้ทารกตามจำนวนที่ต้องการได้ครับ เรื่องจำนวนทารกจึงเป็นเรื่องของดวงหรือความฟลุกอีกเช่นกันครับ

อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วการทำเด็กหลอดแก้วจะมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ของผู้ที่มีบุตรยากเท่านั้นครับ ไม่ได้มุ่งหวังให้เกิดการตั้งครรภ์แฝดเหมือนที่หลาย ๆ คนเข้าใจ เพราะการตั้งครรภ์แฝดนั้นถือเป็นภาวะแทรกซ้อนอย่างหนึ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ ถ้าคุณแม่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการมีบุตรยาก แพทย์ก็คงไม่อยากเสี่ยงทำให้หรอกครับ แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะมีบุตรยากและหวังฟลุกอยากมีลูกแฝด ถ้าเป็นโรงพยาบาลของเอกชนก็จะมีค่าใช้จ่ายในการทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับการทำอิ๊กซี่ (IVF/ICSI) อยู่ที่ประมาณ 150,000-200,000 บาทครับ (ถ้าเป็นโรงพยาบาลของรัฐบาลเขาจะไม่ให้เลือกครับว่าจะคุณจะเอาลูกแฝดหรือไม่ หรือจะเอาลูกแฝดกี่คน เพราะเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรม แม้ว่าปกติแล้วหมอจะต้องใส่ตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัวก็ตาม (ไม่เกิน 3) แต่นั่นก็หวังให้ติดเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น ถ้าใส่เกินนี้และเกิดติดทั้งหมด ก็จะเป็นอะไรที่เสี่ยงมากครับ แต่ถ้าคุณแม่หวังฟลุกอยากจะได้ลูกแฝดจริง ๆ ก็คงต้องปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชนครับ)

เพราะฉะนั้นแล้วการตั้งครรภ์ที่มีทารกเพียงคนเดียว จึงมีความปลอดภัยมากกว่า แถมคุณแม่ยังสามารถเอาใจใส่ดูแลลูกน้อยได้อย่างเต็มที่ ผมจึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่สมัยใหม่ได้ปรับเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการมีลูกแฝดว่า อย่ามองแต่เพียงความน่ารักของตัวเด็กแล้วเกิดความคิดที่อยากจะมีลูกแฝดเหมือนครอบครัวอื่น ๆ ผมอยากให้คุณแม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความสมบูรณ์ของลูกน้อยมาเป็นอันดับแรก เพราะแม้จะมีหลาย ๆ ครอบครัวที่โชคดีมาก ๆ ที่สามารถผ่านพ้นความเสี่ยงต่าง ๆ มาได้ตลอดการตั้งครรภ์ แต่ก็มีอีกหลายครอบครัวเลยครับที่ต้องผิดหวังไปกับการสูญเสียทารกในครรภ์จากการตั้งครรภ์แฝด แถมยังต้องมาลุ้นกันต่ออีกว่าลูกแฝดที่ออกมานั้นจะเป็นแฝดแท้ที่มีหน้าตาเหมือนกันอย่างที่คุณแม่ต้องการหรือเปล่า เพราะถ้าลูกแฝดเทียมขึ้นมาก็คงไม่ต่างอะไรจากพี่น้องที่คลานตามกันมาหรอกครับ อีกทั้งโอกาสที่จะได้แฝดเทียมก็มีสูงกว่าแฝดแท้ด้วยครับ ยังไงก็ลองนำข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบการตัดสินใจกันดูนะครับ

เรื่องแปลกของครรภ์แฝด
ความต่างของแฝดแท้ แฝดแท้แม้ว่าจะมี DNA เหมือนกัน (เพราะเกิดจาก Zygote เดียวกัน) แต่สิ่งที่เกิดจากการเลี้ยงดู อาหารการกิน และสภาพแวดล้อม อาจทำให้ลักษณะต่าง ๆ ของฝาแฝดแท้ไม่เหมือนกันก็ได้ครับ กล่าวคือ หน้าตาตอนโต (อาจเพี้ยนต่างกันไปบ้าง), ลายนิ้วมือ, ม่านตา เป็นต้น
เรื่องบังเอิญของฝาแฝดที่ถูกแยกกันเลี้ยง เป็นเรื่องของแฝดคู่หนึ่งที่ถูกแยกเลี้ยงโดยพ่อ-แม่บุญธรรมที่อยู่ในรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทั่งคู่มีชื่อว่า James เหมือนกัน (คือ James Edward Lewis กับ James Arthur Springer) ต่อมาทั้งคู่ได้มีโอกาสเจอกันตอนอายุ 39 ปี ซึ่งก่อนหน้าที่จะได้เจอกันทั้งคู่ต่างได้ทำงานเกี่ยวกับกฎหมาย (เป็นนายอำเภอและหน่วยรักษาความปลอดภัย), ในหนึ่งวันทั้งคู่ชอบมีอาการปวดหัวในเวลาเดียวกัน, มีสุนัขชื่อ Toy เหมือนกัน, แต่งงานมาแล้วสองครั้งเหมือนกัน ภรรยาคนแรกมีชื่อว่า Linda และมีภรรยาคนที่สองชื่อ Betty เหมือนกัน แถมยังมีลูกชายชื่อ James Alan เหมือนกันเป๊ะ ๆ อีกด้วย !!
ในครรภ์เดียวมีทั้งแฝดแท้และแฝดเทียม จากการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์พบว่ามีบางกรณีที่เมื่อทำการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไป 2 ตัว แต่สุดท้ายกลับได้ทารกมากกว่า 2 คน ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดจากตัวอ่อนตัวใดตัวหนึ่งมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นมาในภายหลัง จึงกลายเป็นว่ามีทั้งแฝดแท้และแฝดเทียมในคราวเดียว หรือบางกรณีก็อาจเกิดจากการที่มีแค่ตัวอ่อนเพียงตัวเดียวที่ฝังตัวได้จากตัวอ่อนทั้งหมดทั้ง 2 ตัวที่ย้ายกลับกลับเข้าไป แล้วตัวอ่อนที่ฝังตัวได้นั้นเกิดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเป็นแฝดแท้ 3 คน

การช่วยตัวเองบาปไหม

ช่วยตัวเองบาปไหม ? ก่อนอื่นเลยเราต้องแยกแยะให้ออกก่อนว่าบาปหรือศีลมีความหมายว่าอย่างไร ?

เครดิตฟรี

ศีลคืออะไร ? ศีลมีความหมายว่า “ปกติ” ประกอบไปด้วยศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 มีไว้เพื่อความสงบสุขของสังคมโดยรวม ซึ่งมุ่งโดยตรงต่อความประพฤติเป็นหลักอย่างทางกายและวาจา แต่ทางใจเพียงแค่คิดศีลก็ยังไม่ขาด (ถ้าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนก็ใช้ได้แล้วครับ)

ช่วยตัวเองผิดศีลไหม ? จากความหมายข้างต้นจะเห็นได้ว่า การช่วยตัวเองไม่เป็นเหตุให้ผิดศีล 5 ข้อกาเมเพราะไม่ได้ผิดคู่ของตัวเองหรือผู้อื่น แต่จิตใจอาจจะด่างพร้อยได้ ถ้าหากช่วยตัวเองด้วยจิตใจที่อยากจะไปร่วมเพศกับหญิงอื่นที่มีเจ้าของเป็นต้น หรือถ้าขณะช่วยตัวเองแล้วนึกถึงผู้หญิงโป๊หรือดูหนังโป๊ ศีลอาจด่างพร้อยได้แต่ไม่ถึงกับขาด เพราะการนึกถึงรูปโป๊ถือเป็นมโนกรรม (ทางใจ) ยังไม่ล่วงศีล เพราะศีลต้องล่วงด้วยกายหรือวาจาเท่านั้น แต่ถ้าเป็นศีล 8 ข้ออพรหมจริยาฯ ซึ่งเป็นศีลขั้นสูง อันนี้ผิดเต็ม ๆ ครับ (เพราะต้องเว้นทั้งกาย วาจา และใจ)

ช่วยตัวเองบาปไหมแต่ถ้าเอาศีลของพระเป็นเกณฑ์ การมีเพศสัมพันธ์กับสตรีนี่ปาราชิกทันที แต่ถ้าช่วยตัวเองด้วยแม่นางทั้งห้าซึ่งในทางศาสนาจะเรียกว่า แกล้งทำให้น้ำอสุจิคลาดเคลื่อน ซึ่งถือเป็นความจงใจ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่อาบัติน้อยลงมาหน่อย กลับมาที่ปุถุชนคนธรรมดาอย่างเรา การมีเพศสัมพันธ์หรือกับแม่นางทั้งห้าเขาไม่ได้ห้าม แต่ทั้งนี้จะต้องละเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ผู้ปกครองเขาไม่อนุญาต (พ่อแม่หรือสามีผู้ปกครองภรรยา หรือภรรยาผู้ปกครองสามี) ถ้าเขาไม่อนุญาตผิดศีลเต็ม ๆ และบาปอย่างแน่นอน “แม้เจ้าตัวจะสมยอมด้วยก็ตาม” (แต่ต้องถูกต้องตามกฎหมายด้วย เพราะฉะนั้นการเที่ยวโสเภณีก็ผิดเช่นกัน)

บาปคืออะไร ? บาปก็คือ มูลฐานจากจิตที่เป็นอกุศลซึ่งประกอบไปด้วย ความพอใจ ความไม่พอใจ และความหลงใหล อย่างเช่น จิตใจเศร้าหมอง จิตเหลวไหล จิตใจหมกมุ่นขุ่นมัว เหลวไหล ต่ำทราม หรือจิตใจมีคุณภาพต่ำลง ไม่ว่าจะแง่ใดทางศาสนามันก็คือ “บาป” ทั้งสิ้น นั่นก็แปลว่า แค่มองดอกไม้แล้วคิดว่าสวยก็คือบาปที่เกิดกับตัวเราแล้ว แต่ก็ถือเป็นบาปเล็กน้อยเท่านั้น

ช่วยตัวเองเป็นบาปหรือไม่ ? การช่วยตัวเองนั้นเกิดจากกามราคะ ซึ่งเป็นพื้นฐานของจิตที่เป็นอกุศล ถือเป็นการยึดมั่น ก่อให้เกิดความหลง เกิดอารมณ์กำหนัด ซึ่งเป็นอารมณ์ใฝ่ต่ำ จิตย่อมเศร้าหมอง และยังมีเจตนาอันไม่บริสุทธิ์หรือตั้งใจให้อสุจิคลาดเคลื่อน ถือเป็นการกระทำผิดทั้งทางกายและใจ จึงมีผลเป็นบาป

ช่วยตัวเองเป็นบาปหรือไม่มีข้อสงสัยตามมาว่า ถ้าเราช่วยตัวเองโดยไม่ได้จินตนาการอะไรจะบาปหรือไม่ ? คำตอบก็คือ “ไม่บาป” (แต่จะเป็นไปได้เหรอ?)

สล็อต

ซึ่งก็ชัดเจนแล้วว่า แม้จะไม่ผิดศีล 5 แต่ก็อาจจะถือเป็นบาปได้นั่นเอง แต่ปุถุชนจนถึงอนาคามียังดับกามราคะไม่ได้ นับประสาอะไรกับมนุษย์ธรรมดาอย่างเรา ๆ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าการช่วยเหลือตนเองแล้วจะบาปจนถึงขั้นตกนรก เพราะบาปที่เกิดขึ้นกับเราทุก ๆ วันมันมีมากกว่านี้เยอะ

สำหรับวิธีลดความอยาก ความต้องการของตัวเอง วิธีที่ใช้ได้ผลดีที่สุดก็อย่าปล่อยตัวให้ว่าง ไปออกกำลังกาย เตะบอล วิ่ง วายน้ำ ฯลฯ ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผ่อนคลายความหมกมุ่นลงไปได้เยอะเลยทีเดียว

สรุป ถ้ามองในแง่ของพุทธศาสนาการช่วยตัวเองถือ “เป็นบาป” แต่ถ้ามองในแง่ของวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก ๆ ซึ่งจะช่วยลดความต้องการของตัวเองและช่วยผ่อนคลายได้ ไม่เดือดร้อนคนอื่น และทำให้มีปัญหาอาชญากรรมที่น้อยลง ซึ่งผู้เขียนเองมองสั้น ๆ ว่า ถ้าทำอะไรไปแล้วจิตใจของเรามีความสุข และไม่ได้ทำอะไรเดือดร้อนใครก็ถือเป็นสิ่งที่ดีแล้วปุจฉา – “กราบพระอาจารย์ เคยผ่านชีวิตคู่แบบตะวันตกมาหลายครั้ง ปัจจุบันไม่กล้าเที่ยวผู้หญิงเพราะกลัวบาป ใช้วิธี สำเร็จความใคร่ด้วยตนเองโดยการเปิดหนังลามกดู ไม่อยากจินตนาการถึงสตรีอื่น มันห้ามยากที่สุด 10 ปีเที่ยวผู้หญิงกลางคืน 5 ครั้ง อดทนอย่างมาก กราบถามว่าบาปไหม และจะให้ผลอย่างไร”

พระไพศาล วิสาโล- “การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองของฆราวาส พุทธศาสนาไม่ได้มองว่าเป็นบาป ไม่ผิดศีล แต่หากหมกมุ่นกับมัน ก็ทำให้จิตใจหมองมัว และยิ่งตกอยู่ในอำนาจของกามมากขึ้น หรือถ้าทำบ่อย ๆ ก็กลายเป็นการผิดธรรม ข้อ กามสังวร (คือความประมาณในกาม) ที่จริงแม้มีคู่ครองคนเดียว แต่หมกมุ่นในเมถุนกับคู่ครองของตน ก็เรียกว่าขาดกามสังวรได้ ถ้าคุณรู้สึกว่ากามราคะรบกวนจิตใจ อยากแนะนำให้ลองทำสมาธิดู สุขจากสมาธิก็ช่วยระงับกามราคะได้ รวมทั้งลองใช้สติในการดูกามราคะที่เกิดขึ้น ไม่ปฏิเสธผลักไส แต่เห็นมันปรากฏที่ใจ และถ้ามันแสดงอาการที่กาย ก็รับรู้อาการเหล่านั้นด้วยใจที่เป็นกลาง การหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ ก็ช่วยได้ในการผ่อนคลายความเครียดทั้งทางกายและใจขณะที่ถูกกามราคะรบกวนได้ อันนี้เป็นข้อแนะนำที่ง่าย ๆ ที่คุณหรือใคร ๆ น่าจะทำได้”อย่างไรก็ดี … ผู้เขียนขอเพิ่มเติม คือ สำหรับฆราวาสผู้รักษาศีล 5 การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ถือว่าไม่ได้ผิดศีลข้อ 3 เพราะไม่ได้พรากลูกเมียใคร แต่ถ้าเป็นฆราวาสที่รักษาศีล 8 ถือว่าผิด เพราะมีกล่าวไว้ในศีลข้อ 3 ที่ว่าด้วย อะพรัหมะจะริยาฯ คือ ละเว้นจากการประพฤติอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ , สามเณร ถือศีล 10 ก็ผิดเช่นกัน สำหรับพระสงฆ์ ถือศีล227 ก็ถือว่าผิด เพราะมีพระวินัยห้ามพระภิกษุจงใจทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ซึ่งเป็นอาบัติหนัก

สล็อตออนไลน์

สั้น ๆ ครับ การช่วยตัวเองนั้นผิดศีลครับ ข้อที่ ๑ ห้ามฆ่าสัตว์
ส่วน การดูหนังโป๊ ฆาราวาสไม่ผิดศีลครับ ถ้ารักษาศีล ๘ ผิดครับ ข้อที่ ๗ ห้ามดูการละเล่น แต่เป็นอกุศล (มีคนตอบแล้ว)คือเป็นมโนกรรมด้วย คือการกระทำที่เกิดทางใจนั่นเอง ตอบแบบรวม ๆ สรุปเลย สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมานี้เป็นกรรมที่ทำให้คนเราทั้งหลายต้องเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้น คือ ตัณหา นั่นเอง ครับ

สำหรับ ฆราวาส ไม่ผิดศีล แม้อสุจิจะเกิดจาก ๔ สมุฏฐาน(กรรม จิต อุตุ อาหาร) แต่ก็เกิดจากกรรมของเจ้าของอสุจิ ราคะจิตของผู้มีน้ำอสุจิ อุตุภายในร่างนั้น และอาหารมีช็อกโกแลต(สารเร่งผลิตอสุจิระดับอันตราย แม้ไม่ฝัน หลับเป้นตายก็ยังเปียก) เป็นต้น อสุจิไม่ได้เกิดจากกรรม จิต อุตุ อาหารของผู้อื่นเลย จนกว่าจะพุ่งออกจากกายไป, หากพุ่งออกไปแล้วก็เป็นอุตุชรูปอย่างเดียว แม้อาหารชรูปก็ไม่เป็น.
สำหรับบรรพชิต จงใจทำอสุจิเคลื่อนไม่ว่าจะมาสเตอเบชั่น ไปจนกระทั่งนอนคว่ำให้เสียวๆจะได้พุ่ง(ถ้าคว่ำเฉยๆไม่อยากให้เคลื่อนต้องทุกกฎ ในเพราะการนอนคว่ำ) หรือแม้แต่แอ่นเอวร่อนองคชาตไปในอากาศเพื่อจงใจให้หลั่งน้ำกามออกมาก็เป็นสังฆาทิเสส ต้องอยู่มานัตถ้าไม่ปกปิดไว้ ถ้าปกปิดไว้ล่วงราตรีเท่าไหร่ก้ต้องอยู่บริวาสไปเท่านั้น แล้วจึงของมานัตอีก ๖ราตรีนั้นได้(เป็นมาตั้งแต่บวชอายุ ๒๐ ปิดไว้จน ๘๐ ก็ต้องอยู่ปริวาส ๖๐ ปี + มานัตอีก ๖ วัน)

ดูภาพยนต์โป๊ ไม่ผิดปาฏิโมกขสังวรศีล แต่ผิดอินทรียสังวรศีล ปล่อยให้อกุศลเกิด บาปทั้งนั้น ถ้าล่วงอกุศลกรรมบทด้วยก็นำเกิดในอบายได้ ไม่ล่วงก็ให้ผลในปวัตติการได้ หนำซ้ำอกุศลที่กำลังทำอยู่ก็อาจเป็นอุปนิสสยปัจจัยดึงเอากรรมที่เคลยล่วงอกุศลกรรมบถในอดีตมาให้ผลได้อีก

jumboslot

เรารู้สึกว่า เป็นการกระจายรายได้สู่สังคม เป็นการแลกเปลี่ยนกันตามความพอใจ ไม่มีการบังคับ อันนี้จะเป็นบาปไหมครับ และการดูซีดีโป๊กับการช่วยตัวเองเป็นบาปหรือไม่ เราจะตัดใจ ลดละเรื่องนี้ ได้อย่างไร เพราะเคยเพ่งอสุภะก็แล้ว ไม่ไปดำริ ไปคิดถึงก็แล้ว ก็ยังไม่สำเร็จ ยังมีกามอยู่ครับ ทั้งที่ปกติก็เป็นคนชอบทำบุญใส่บาตร อ่านหนังสือธรรมะก็มาก ไปปฏิบัติก็บ่อย แต่ตัดเรื่องกามไม่ได้สักที และไม่คิดมีครอบครัว เพราะก็เข้าใจว่ากามนั้นทำให้เราต้องมีภาระมาก เลยเลือกที่จะเที่ยวไปปลดปล่อย (แต่ป้องกัน) จะดีกว่า

อีกอย่างสังเกตว่า เวลารักใคร ชอบใคร มักทดสอบตัวเองบ่อยครั้ง ว่ารักชอบเขา หรือเป็นเพียงความใคร่อยากได้ในตัวเขาเท่านั้น พอช่วยตัวเองแล้วก็รู้สึกเฉยๆ กลับวางเฉยต่อความรัก ความหลง เหมือนไม่มีอะไร รู้สึกว่าถ้าตัดเรื่องกามไปได้ เราคงไม่คิดอยากมีคู่กันสักเท่าไร นอกจากหากเจอกัลยาณมิตรที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกัน คือ ชอบทำบุญ สนใจธรรมะ อยากเป็นคนดี อยากหลุดพ้น

แต่… เจ้ากามนี่นะครับ คล้ายกับยาเสพติด หลายคนก็คงเป็นอยู่ เพียงแต่เขาคงไม่ค่อยอยากพูดถึง แต่… ผมคิดว่าเรื่องนี่หล่ะครับที่เป็นเหตุให้เกิดกรรมต่างๆ มากมาย ปัญหาสังคมมากมาย หากเราตัดกามได้คงดี

กุศโลบายให้ตัดกาม ก็รู้ ใครก็ทราบครับ แต่ในทางโลกแห่งความเป็นจริงไม่ง่ายเลย

คนที่ทำได้ เข้าใจว่าคงเคยเป็นพระหรือรักษาพรหมจรรย์มาก่อน จริตทางไม่หมกมุ่นจึงไม่มี ใช่ไหมครับ แล้วคนบาปอย่างผมจะทำอย่างไร ให้ตัดกามได้หล่ะคับ

การเที่ยวหญิงโสเภณีที่ให้บริการอย่างถูกต้องไม่ขัดต่อกฏหมายบ้านเมือง และผู้ปกครองยินยอม ไม่ขัดกับศีลข้อที่ ๓ (กาเมสุมิจฉาจาร) เพราะไม่มีเจตนากระทำทุจริต การดูสื่อที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์และการช่วยตัวเองไม่ขัดกับศีล ๕ ของคฤหัสถ์ แต่เป็นการสะสมอกุศล ผู้ที่จะละความพอใจในกามได้เด็ดขาด คือ พระอนาคามีบุคคลและพระอรหันต์เท่านั้น ส่วนปุถุชนผู้หนาด้วยกิเลส ย่อมมีความยินดีพอใจกามเป็นธรรมดา แต่โลภะก็ไม่ใช่ตัวเรา

ฉะนั้น ถ้าจะละความพอใจในกาม ต้องอบรมเจริญปัญญาจนบรรลุเป็นพระอนาคามีบุคคล แต่ในเบี้องต้นต้องอบรมปัญญาเพื่อละความเห็นผิดก่อน จะละความพอใจในกามก่อนยังไม่ได้

slot

ธรรมดาปุถุชน หากพ้นจากการขับเคลื่อนของกามกิเลส ก็มิใช่ปุถุชน ผมว่า 99.99% ของคน เป็นเช่นเดียวกับเจ้าของกระทู้แม้แต่ผมก็เช่นกัน ถามว่าปาปไหม? รอให้ผู้รู้มาตอบดีกว่า ส่วนตัวผมคิดว่ามันทำให้จิตใจเศร้าหมอง เมื่อใจเศร้าหมอง ก็ต้องเป็นทุกข์

ลองเปลี่ยนมุมมองดูนะครับ ผมคิดอย่างนี้ครับ หากเรายังไม่สามารถตัดสินใจแน่วแน่ที่จะเดินตามทางที่จะละกิเลสให้หมดไป เราก็ต้องยอมรับเป็นทาสกิเลสบ้าง หากฝืนใจไป ก็ทุกข์เปล่าๆ เราอยู่ในโลก มันก็เป็นธรรมดาของโลก มีกิเลสบ้างก็ใช่เสียหายอะไร ค่อยเป็นค่อยไป จะให้กลายเป็นผู้หมดจดในบัดนาว คงเป็นไปไม่ได้ เป็นทาสกิเลสบ้างก็ใช่เสียหาย แต่อย่าไปจมปรัก จนจิตตกต่ำเศร้าหมอง

เริ่มละกิเลสที่หยาบก่อน แล้วค่อยๆลงลึกไปเป็นลำดับ ราคะตัณหามันฝั่งลึกในสันดาน

อย่าไปยึดติดจมปรักอยู่กับมัน….อย่าอยู่คนเดี่ยว ความคิดจะปรุงแต่ง ฟุ้งซ่านไปเรื่อย (ช่วงอายุนี้ ฮอร์โมนมันแรง) หางานอดิเรกทำ

หมอที่ให้คำปรึกษาด้านเพศศึกษาบอกว่า มันเป็นกระบวนการปกติทางธรรมชาติของร่างกาย ช่วยลดความตึงเครียด (หักโหมมากร่างกายจะโทรม) วัยนี้กำลังผลิตฮอร์โมน

ที่คุณเป็นทุกข์อาจเป็นเพราะมุมมองของคุณเอง กระทำด้วยมุมมองทางโลก แล้วพิจารณาผลด้วยมุมมองธรรมะ มันก็ขัดแย้งกันละซิ คิดเสียว่ามันเป็นเรื่องปกติ (ก็เรื่องปกติจริง ของผู้ชาย)
ลองพิจารณาองค์ประกอบปาณาติปาตดูครับ
-สัตว์นั้นมีชีวิต
-รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
-มีจิตคิดจะทำลาย
-มีความพยายามลงมือทำลาย
-และสัตว์นั้นได้ตายลง

ของขวัญวันวาเลนไทน์ทําเอง

หลาย ๆ คนอาจจะติดอยู่กับความคิดที่ว่าของขวัญวันวาเลนไทน์จะต้องเป็นของหรู ๆ แพง ๆ หรือของเสียเงินเท่านั้น ที่จะสามารถทำให้คนรักของตัวเองประทับใจได้ แต่จริง ๆ แล้วมูลค่าของของขวัญอาจไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่ทว่าอยู่ที่ความจริงใจ ความใส่ใจ และความตั้งใจที่มอบให้คนรักต่างหาก ดังนั้น ในวันนี้เราจึงอยากชวนทุกคนมาทำของขวัญวาเลนไทน์แบบง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ตามความถนัดกับสารพัดไอเดีย DIY ของขวัญวันวาเลนไทน์ทำเองสำหรับคนรัก

เครดิตฟรี

ของขวัญวันวาเลนไทน์ทําเอง
ดอกไม้ประดิษฐ์ สื่อถึงรักที่เป็นอมตะ อาจเป็นดอกไม้ที่ทำมาจากแก้ว หรือผ้าไหมที่ให้ความรู้สึกถึงรักมั่นคงและเป็นนิรันดร์ หรือหากคู่รักของคุณมีสวนหย่อมที่บ้านคุณอาจหาต้นไม้จริงที่สวย ๆ น่ารัก ๆ มอบให้เขา เพื่อให้เขาหมั่นดูแลและคิดถึงคุณตลอดไป
การ์ดวันแห่งความรัก ทำการ์ดสวย ๆ สักใบด้วยฝีมือของคุณเอง และเขียนข้อความหวาน ๆ ที่ออกมาจากใจลงไป รับรองแฟนคุณได้ยิ้มแก้มปริอย่างแน่นอน อาจจะนำไอเดียการตกแต่งการ์ดจากสิ่งของที่เป็นความหลังของคุณทั้งสองคนมาตกแต่งก็ได้ ขอบอกเลยว่าเวลาไหนที่เขาหยิบการ์ดขึ้นมาอ่าน เขายิ้มไม่หุบแน่ ๆ ค่ะ
การ์ดวาเลนไทน์สไตล์ป๊อปอัพ เพิ่มความพิเศษสักชิ้น แค่เพียงตัดกระดาษสำหรับทำการ์ดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดตามที่ต้องการ จากนั้นนำกระดาษสีแดงมาตัดเป็นแถบยาว ความกว้างประมาณ 3 นิ้ว หรือขึ้นอยู่กับขนาดของการ์ด แล้วพับเป็นทบสลับหน้าหลัง เหมือนพับพัด จากนั้นตัดปลายด้านบนเป็นรูปครึ่งวงกลม แล้วนำไปติดบนการ์ดโดยจัดกระดาษให้เป็นวงกลม ตามด้วยกระดาษรูปหัวใจสีขาว แต่งขอบด้วยลูกศรและหัวใจสีแดงซ้อนทับลงไปด้านบน ผูกด้วยเชือกสายป่านให้เรียบร้อย แล้วเขียนความในใจลงไปได้เลย (ภาพ : www.nobiggie.net)การ์ดวาเลนไทน์สไตล์ป๊อปอัพ
การ์ดแบบเรียบง่าย เขียนสั้น ๆ แต่ได้ใจความ ลองดูไอเดียนี้แล้วลองไปปรับใช้กันดู
การ์ดแบบเรียบง่าย
การ์ดงานปักเก๋ ๆ แบบไม่ซ้ำใคร
การ์ดงานปัก
แผ่นพับบอกความในใจ
แผ่นพับบอกความในใจ
การ์ดหัวใจแคนวาส ผ้าใบแคนวาสสำหรับใช้วาดภาพก็สามารถนำมาทำการ์ดวันวาเลนไทน์ได้เหมือนกัน โดยเริ่มจากนำกระดาษสีลายกราฟิกขนาดความกว้างประมาณ 4-5 นิ้ว ติดลงไปด้านล่างของผ้าใบ ตามด้วยริบบิ้นผ้าชีฟองและริบบิ้นผ้ากำมะหยี่ขนาดเล็ก รอจนกระทั่งกาวแห้ง จากนั้นจึงค่อยนำกระดาษสีชมพูรูปหัวใจมาติดซ้ำลงไปอีกที เพียงเท่านี้คุณก็ได้ของทำมือน่ารัก ๆ ไว้มอบให้เแฟนแล้วล่ะ (ภาพ : apumpkinandaprincess.com)
การ์ดหัวใจแคนวาส
กรอบรูปสวย ๆ พร้อมรูปถ่ายของคุณกับแฟน พร้อมกับตกแต่งกรอบรูปด้านนอกให้สวยงามด้วยสีสันและของตกแต่งอื่น ๆ อย่างเช่น กระดุมสี ๆ โบ ริบบิ้น กลิตเตอร์ ฯลฯ เพื่อให้เป็นกรอบรูปที่มีความหมายและดูพิเศษกว่ากรอบรูปทั่ว ๆ ไป จากนั้นก็มอบให้กับคนที่คุณรัก เพื่อให้พวกเขานำไปวางไว้ที่หัวเตียงนอน โต๊ะทำงาน หรือตกแต่งบ้าน เป็นต้น

สล็อต


กรอบรูปพร้อมข้อความ สำหรับคนที่มีเวลาเตรียมตัวน้อย คุณอาจจะหากรอบรูปน่ารัก ๆ มาสักอัน จากนั้นก็ปริ้นท์ข้อความตัวใหญ่ ๆ ว่า “ฉันรักคุณ เพราะ…” เอาไว้ด้านบนของกระดาษการ์ดขนาดเดียวกับกรอบรูป พร้อมกับเส้นบรรทัดประมาณ 2-3 เส้น แล้วนำไปใส่กรอบ เสร็จแล้วก็ให้ใช้ปากกาเมจิกแบบลบได้เขียนลงไปบนกระจกด้านหน้าได้เลย เพราะจะได้สามารถเปลี่ยนข้อความบนกรอบรูปได้บ่อยเท่าที่ต้องการ อีกทั้งยังกลายเป็นของขวัญที่ทำให้คนรักของคุณประทับใจแบบไม่รู้เบื่อได้ทุกวันอีกด้วย (ภาพ : www.justmakestuff.com)กรอบรูปพร้อมข้อความ
กรอบรูปหัวใจไล่สี ลองนำกรอบรูปสวย ๆ มาทำเป็นพร็อพมอบให้คนรักเก็บไว้ก็เก๋ไม่เบา แค่เพียงตัดกระดาษโทนสีแดงให้เป็นรูปหัวใจดวงเล็ก ๆ จำนวนพอ ๆ ขนาดกับกรอบรูป เสร็จแล้วก็พับครึ่งหัวใจแล้วใช้กาวทาเฉพาะด้านหลัง บนช่วงที่เป็นรอยพับ จากนั้นค่อยนำไปติดเรียงเป็นกันแถวบนกระดาษสีขาว โดยจะติดหัวใจไล่ตามแนวโทนสี หรือสลับกันก็ได้ เมื่อติดครบแล้วก็นำไปประกอบเข้ากับกรอบรูปเท่านี้ก็เรียบร้อย (ภาพ : lollyjane.com)กรอบรูปหัวใจไล่สี
กรอบรูป Love Love ให้คุณหากระดาษลายสวย ๆ หรือสีพื้นที่คุณชอบ และเอากระดุมสีหวานเรียงติดเป็นรูปหัวใจ เพียงเท่านี้คุณก็ได้ของขวัญสุดพิเศษแล้ว
กรอปรูป love love
กรอบหัวใจลายขาว-ดำ เบรกความหวานเลี่ยนของวันวาเลนไทน์ ด้วยการทาแผ่นไม้ด้วยสีขาวและสีดำ ให้เป็นลายทางขวางสลับกันไปจนทั่วทั้งแผ่น แล้วรอจนกระทั่งสีแห้งสนิททั้งหมด ระหว่างที่รอก็ให้ตัดแผ่นไม้เป็นรูปหัวใจและทาทับด้วยสีแดง จากนั้นให้ทากาวเดคูพาจที่ด้านหลังของแผ่นไม้รูปหัวใจ ก่อนนำจะไปประกบติดกับแผ่นไม้ลายทางขวางที่ทาสีไว้ เพียงเท่านี้ก็ให้คนรักของคุณนำไปประดับบ้านได้แล้ว (ภาพ : www.thediaryofdaveswife.com)
กรอบหัวใจสลับลายขาว-ดำ
กรอบหัวใจแกะสลัก คุณสามารถทำของที่ระลึกวันวาเลนไทน์ได้โดยการนำแผ่นไม้มาหุ้มด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดง แล้วพ่นสเปรย์สีทองลงบนตะปูก่อนจะนำมาตอกลงบนไม้กระดาน โดยให้คุณตอกตะปูเรียงเป็นรูปหัวใจ แล้วนำไหมสีทองมาพันรอบตะปูแบบสลับด้านจนกระทั่งไหมหนาพอประมาณ แล้วจบด้วยการมัดไหมเป็นปม เพียงเท่านี้คุณก็ได้ของขวัญวาเลนไทน์สวย ๆ มาให้คนรักของคุณแล้ว (michelleedgemont.com)
กรอบหัวใจแกะสลัก
กรอบเลิฟ แบบนี้ก็ดูสวยไม่แพ้กัน แต่เป็นการทำลงบนแผ่นไม้ที่ดูสุดแสนจะคลาสสิก
ของขวัญวาเลนไทน์ทำเอง
กรอบหัวใจจากแกนทิชชูเหลือใช้ ก็ดูเจ๋งเช่นกัน
กรอปรูปหัวใจวาเลนไทน์
สมุดความทรงจำ สำหรับคู่รักที่คบกันมานานพอสมควร จนมีเรื่องราวดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย ก็ให้คุณนำเรื่องราวเหล่านั้นมาถ่ายทอดลงไปในสแครปบุ๊ก (scrapbook) อาจจะเสียเวลาหน่อย เพราะต้องพิถีพิถันในการทำพอสมควร ถ้าใครมีเวลาเหลือเฟือ ก็จัดการโลด โดยการเขียนบันทึกเรื่องที่รู้สึกประทับใจเอาไว้ในกระดาษ ส่วนบางหน้าก็อาจจะติดภาพคู่ลงไป แล้วตกแต่งหน้ากระดาษด้วยสีสันที่คุณชอบ ก่อนจะนำมาเย็บรวมกันเป็นเล่ม เก็บเอาไว้อ่านในเวลาที่คิดถึง เพื่อทบทวนความทรงจำแห่งรักของคุณ

สล็อตออนไลน์

สมุดรวมความรู้สึก สำหรับคนที่พูดไม่เก่ง ก็ให้คุณเขียนความรู้สึกลงในกระดาษโน้ตหรือไพ่เก่าที่ไม่ใช้แล้ว (ในขนาดเท่ากัน) จากนั้นนำมาเจาะรูด้านข้างประมาณ 2-3 รู แล้วร้อยทั้งหมดเข้าไปในห่วงสเตนเลส ส่วนหน้าปกก็ให้ตัดกระดาษสีแล้วตกแต่งให้เรียบร้อย พร้อมกับเขียนลงไปด้วยว่า เหตุผลอะไรที่ทำให้ฉันรักคุณ หรือข้อความทำนองเดียวกัน ก่อนจะผูกทับด้วยริบบิ้นสีสวย ๆ หรือที่คล้องเก๋ ๆ อีกครั้งสมุดรวมความรู้สึก
สมุดโน้ตรูปหัวใจ หากคนรักของคุณมีนิสัยชอบจดหรือบันทึกแล้วละก็ รับรองว่าสมุดโน้ตนี้จะต้องโดนใจเธอแน่นอน แค่เพียงคุณเลือกสมุดมาสักเล่มและถอดปกเก่าออกไป เสร็จแล้วตัดสมุดให้เป็นรูปหัวใจครึ่งเดียว แล้วนำกระดาษทาบลงบนกระดาษแข็งพร้อมกับวาดขอบนอกด้วยดินสอให้เป็นรูปหัวใจ ใช้กรรไกรตัดออกมา โดยให้ตัดใหญ่กว่าขอบสมุดประมาณ 1 เซนติเมตร จากนั้นให้นำมาหุ้มด้วยผ้ากำมะหยี่ แล้วตกแต่งปกนอกด้วยริบบิ้นให้สวยงาม ปิดปกด้านในด้วยกระดาษแข็งสีขาว เสร็จแล้วก็ทากาวลงบนสันสมุด และติดสันสมุดลงไปตรงกลางกระดาษแข็ง รอให้กาวแห้งสนิท เป็นอันเสร็จสมุดโน้ตรูปหัวใจ
อัลบั้มภาพสุดวิ้ง สำหรับคนที่มีอัลบั้มภาพเปล่า ๆ ก็ให้นำอัลบั้มรูปเหล่านั้นมาใส่รูปพวกคุณเสียเลย แต่ถ้ามีรูปอย่างเดียวก็อาจจะดูธรรมดาเกินไปหน่อย ดังนั้น หลังจากที่คุณใส่ภาพคู่เสร็จแล้ว คุณก็อาจจะเขียนข้อความหรือความรู้สึกเกี่ยวกับช่วงเวลาเหล่านั้นลงไปใต้ภาพหรือด้านหลังภาพสักเล็กน้อย แล้วตกแต่งปกอัลบั้มให้ดูมีความหมายยิ่งขึ้นด้วยริบบิ้น กระดาษรูปหัวใจ หรือของตกแต่งอื่น ๆ ที่สามารถหาได้

กล่องโฟโต้บุ๊ก คุณสามารถทำกล่องโฟโต้บุ๊กให้สวยงามยิ่งขึ้นได้ โดยการปริ้นท์รูปแบล็กกราวนด์สวย ๆ กับภาพถ่ายลงบนกระดาษอัดรูป จากนั้นก็ตัดออกมา แล้วนำมาติดลงบนกล่องที่ทำจากไม้เหลือใช้ ให้ครบทุกด้าน เสร็จแล้วก็ประดับเพิ่มเติมด้วยของตกแต่งอื่น ๆ เช่น คริสตัล กลิตเตอร์ เข็มกลัด พร้อมกับสีสันให้สวยงามทั่วทั้งกล่อง แค่นี้ก็ได้ของขวัญวาเลนไทน์สำหรับมอบให้คนที่คุณรักแล้วกล่องของขวัญสุดประทับใจ ให้ใช้กระดาษสีแดงนำห่อกล่องของขวัญก่อนรอบหนึ่ง แล้วตัดกระดาษอีกชั้นเป็นรูปครึ่งหัวใจ แล้วพับออกด้านนอก ก็จะเป็นรูปหัวใจแล้ว

กล่องลูกอมบอกความในใจ ทำได้ง่าย ๆ เพียงคุณแค่นำลูกอมกับช็อกโกแลตมาบรรจุลงไปในกล่องใส่ยาที่มีหลาย ๆ ช่อง จากนั้นก็เขียนข้อความที่ต้องการ หรือจะเขียนคำคมที่เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ลงบนกระดาษตามจำนวนช่องของกล่องใส่ยา (7 ช่อง) เสร็จแล้วก็พับกระดาษให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดที่พอจะใส่ลงไปในกล่องพร้อมลูกอมและช็อกโกแลต
กล่องลูกอมบอกความในใจ
กล่องช็อกโกแลตสุดน่ารัก ถ้าบ้านของคุณยังมีกล่องเล็ก ๆ ที่เหลือจากการตกแต่งบ้านในช่วงเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ก็ให้นำกล่องเหล่านั้นมาแกะกระดาษห่อของขวัญออก แล้วนำช็อกโกแลตขนาดเล็กบรรจุลงไปในกล่อง พร้อมกับห่อด้วยกระดาษสีหวาน ๆ ที่มีลายน่ารัก ๆ เสร็จแล้วก็มัดด้วยริบบิ้นหรือเชือกเก๋ ๆ อีกครั้ง ทั้งนี้ถ้ากล่องมีขนาดเล็กเกินไป คุณก็อาจจะทำหลาย ๆ กล่องแล้วค่อยนำมามัดรวมกันอีกทีก็ได้ (ภาพ : inchmark.squarespace.com)
กล่องช็อกโกแลตสุดน่ารัก

jumboslot

ของขวัญวาเลนไทน์ด้วยงบ 16 บาท
เริ่มจากการพับหัวใจตามคลิปวิดีโอด้านล่าง จากนั้นนำกระดาษมาตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่น้ำแล้วบดให้ละเอียด นำกระดาษแข็งมาทำเป็นกรอบรูปหัวใจ โดยใช้เทปใสพันไว้ แล้วนำกระดาษที่บดนั้นมายัดใส่ให้เต็มจนเป็นรูปหัวใจ จากนั้นเสียบไม้เข้าไปตรงกลางหัวใจ หยอดกาวเชื่อมเล็กน้อยแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำหัวใจที่พับได้ตามวิดีโอมาติดตรงแป้นหัวใจ พันริบบิ้นเอากระดาษสีที่เหลือมาทำเป็นโบ โดยเอากรรไกรรูด ๆ ให้โบม้วน แล้วหากระดาษมาตัดเป็นการ์ดสำหรับเขียนข้อความใส่ลงไปในกล่องผูกติดกับไม้ตามภาพ

ของขวัญวาเลนไทน์
ซีดีเพลงรักหวาน ๆ โดยไรต์ลงบนแผ่นซีดี ให้คุณเลือกเพลงที่มีความหมายดี ๆ ที่คุณคัดสรรมาแล้ว… เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกที่คุณมีต่อเธอ สำหรับคู่รัก คุณอาจจะหาเพลงที่เป็นความหลังของคุณทั้งสอง เพลงฮิตสมัยตอนจีบกันใหม่ ๆ ก็ได้ หรือเป็นเพลงที่ฟังปุ๊บแล้วรู้สึกว่าโดน !! ส่วนคู่ที่ยังดู ๆ กันอยู่ ก็เลือกเพลงบอกรักกันไปเลยก็ได้ หรือถ้าไม่สะดวกในการทำเอง คุณอาจจะหาซื้อแผ่นซีดีหรือเลือกแผ่นดีวีดีเพลงรักที่มีวางขายทั่วไปก็ได้

ซีดีเพลงรัก
คูปองสื่อรัก คุณสามารถใช้ช่วงวันแห่งความรักนี้ตอบแทนสิ่งดี ๆ ที่คนรักของคุณให้มา ด้วยคูปองสื่อรักก็ได้ เป็นวิธีการง่าย ๆ ที่จะทำให้แฟนคุณรักคุณขึ้นมากอีกร้อยเท่า ด้วยการพิมพ์ข้อความเกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องการทำให้คนรักลงบนการ์ดสีสันสวย ๆ อย่างเช่น คูปองนวด 1 ครั้ง, ตัดเล็บ 1 ครั้ง, ทำอาหารให้ 1 มื้อ, ปิกนิก 1 วัน, เดตไนต์ 1 คืน, เสิร์ฟอาหารเช้าถึงโต๊ะทำงาน 1 มื้อ หรือสั่งให้ทำอะไรก็ได้ 1 วัน เป็นต้น จากนั้นก็ตกแต่งการ์ดให้สวยงาม จะทำกี่ใบก็ได้ตามใจคุณ เสร็จแล้วก็นำคูปองมามัดรวมกันด้วยเชือกหรือริบบิ้นสวย ๆ เท่านี้ก็นำไปมอบให้คนรักได้แล้ว

[NPC5]
หัวใจหลากสี มาทำให้วันแห่งความรักปีนี้สดใส มีสีสันกันดีกว่า ด้วยการนำสีเทียนสีมาหักเป็นแท่งเล็ก ๆ จากนั้นนำมาใส่ลงไปในบล็อกรูปหัวใจ แล้วนำไปเข้าเตาอบประมาณ 10 นาที จนกระทั่งสีเทียนละลายทั้งหมด เสร็จแล้วค่อยนำออกมาวางข้างนอกรอให้สีเทียนแข็งตัว แล้วนำออกมาจากบล็อกพร้อมกับพันด้วยเชือกและนำไปติดบนกระดาษรูปหัวใจ กับข้อความบอกรักสุดซึ้ง

จี้รูปหัวใจพิกเซล ให้ปริ้นท์รูปหัวใจสไตล์พิกเซลลงบนกระดาษสีแดงที่มีความหนาเล็กน้อยอย่างกระดาษทำปกหรือกระดาษการ์ด ประมาณ 7-10 ชิ้น แล้วใช้กรรไกรตัดตามเส้นขอบด้านนอกพร้อมกับเจาะรูให้เป็นช่องสี่เหลี่ยมเอาไว้ที่มุมบนของจี้ด้านใดด้านหนึ่ง เสร็จแล้วนำกระดาษที่ตัดได้ทั้งหมดมารวมประกอบเข้าด้วยกันโดยใช้กาวติด แล้วรอจนกระทั่งกาวแห้งสนิท จึงค่อยนำไปร้อยเข้ากับสายสร้อยคอ

กุญแจไขประตูหัวใจ สำหรับคนที่มีฝีมือด้านการวาดภาพก็ถือโอกาสนี้ในการแสดงความสามารถซะเลย ด้วยการวาดรูปด้วยสีสด ๆ ลงบนผืนผ้าใบในขนาดใดก็ได้ แล้วตัดกระดาษหนังสือพิมพ์ต่างประเทศหรือหน้าหนังสือที่ไม่ใช้แล้วเป็นรูปหัวใจ พร้อมกับตกแต่งขอบให้สวยงามด้วยกระดาษสี จากนั้นค่อยนำมาติดลงบนผ้าใบและตามด้วยกุญแจโบราณ ๆ ผูกกับริบบิ้นสักดอก เพื่อเป็นคีย์หลักในการบอกใบ้ให้คนรักไขประตูสู่หัวใจไงจ๊ะ

พวงกุญแจจดหมายจิ๋ว บอกรักกันได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยพวงกุญแจบอกรัก ที่คุณสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยเริ่มจากตอกแม่พิมพ์ตัวอักษรลงบนแผ่นทองเหลืองทรงวงกลม แล้วนำมาเจาะรูที่ท้ายข้อความ จากนั้นนำปากกาเมจิกสีดำเขียนทับลงบนรอยตัวอักษร แล้วนำไปสวมกับห่วงพวงกุญแจ จากนั้นให้เขียนข้อความลงบนแผ่นกระดาษ แล้วม้วนกระดาษให้มีขนาดพอดีกับหลอดพลาสติก บรรจุลงไปในหลอดพลาสติกให้เรียบร้อย ปิดหลอดด้วยสเตนเลส ก่อนจะนำไปร้อยให้เข้ากับห่วงพวงกุญแจอีกครั้ง

ตะเกียงหัวใจรีไซเคิล มาทำให้ความรักของคุณสว่างสดใสเหมือนเปลวไฟกันด้วยตะเกียงหัวใจจากขวดแก้ว โดยการตัดกระดาษสีหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ให้เท่ากับความกว้างของขวดแก้ว เสร็จแล้วก็ตัดกระดาษตรงกลางให้เป็นรูปหัวใจ ก่อนจะติดลงไปบนขวดแก้วด้วยกาวสองหน้า แล้วนำเทียนหอมใส่ลงไปในขวดแก้ว พร้อมกับนำเชือกมาผูกให้เป็นโบเก๋ ๆ

ข้อดีของการแต่งงานเร็ว

มีเวลาในการสร้างฐานะร่วมกันมากขึ้น หลายคนอาจจะมองว่าการแต่งงานเร็วเกินไปนั้นไม่ใช่เรื่องดีและไม่เหมาะสมสักเท่าไร แต่รู้ไหมว่าการแต่งงานเร็วก็จะทำให้คุณได้มีโอกาสในการสร้างฐานะร่วมกันมากกว่าคนที่แต่งงานช้าซะอีก แถมในช่วงอายุน้อย ๆ พร้อมร่างกายที่แข็งแรง คุณจึงมีโอกาสในหน้าที่การงานสูง ซึ่งก็จะช่วยให้คุณสามารถสร้างฐานะได้ดีและสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวได้อีกด้วย
วางแผนการมีลูกได้ดีกว่าการแต่งงานช้า จะทำให้คุณสามารถวางแผนการมีลูกได้ดี เพราะไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเหมือนคนที่แต่งงานช้า แถมไม่ต้องห่วงเรื่องสุขภาพเมื่อคิดจะมีลูกอีกด้วย นอกจากนี้การมีลูกตั้งแต่อายุยังไม่มาก ก็ทำให้วัยเกษียณของเรา มีลูก ๆ มาคอยดูแลอีกด้วยนะ

เครดิตฟรี

จัดสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวได้ดี คู่รักที่แต่งงานก่อนวัย 30 ปี จะสามารถจัดความสมดุลระหว่างหน้าที่การงานกับชีวิตส่วนตัวได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของการเป็นภรรยาหรือสามีที่ดี หรือหน้าที่ของการเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูก ๆ เพราะหน้าที่เหล่านี้จะทำให้คุณเป็นคนมีความรับผิดชอบและรู้จักแบ่งเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น
คู่รักแต่งงานอายุน้อยจะมีความสุขมากกว่า The Knot Yet Project ทีมสำรวจได้พยายามหาสาเหตุที่ทำให้คนแต่งงานกันช้าลงในสหรัฐอเมริกาและได้พบว่า แม้ชายโสดจำนวน 35% และหญิงโสดจำนวน 33% จะมีความพึงพอใจในชีวิตก็ตาม แต่ในผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีความพึงพอใจในชีวิตมากกว่าโดยคิดเป็น 52% และในผู้หญิงคิดเป็น 47% และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ คู่แต่งงานที่มีอายุน้อย ๆ จะมีความสุขมากกว่าคู่แต่งงานที่มีอายุมากด้วย
มีช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกันอีกยาวนาน เมื่อแต่งงานมีครอบครัว ใคร ๆ ก็อยากจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ และแน่นอนว่าคนที่แต่งงานเร็วย่อมมีเวลาใช้ชีวิตด้วยกันนานกว่าคนที่แต่งงานช้าอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้จะต้องไม่มีเหตุอะไรมาทำให้คุณต้องพลัดพรากจากกันนะ ไม่ว่าจะเป็นการตายจากกันหรือการเลิกร้างต่อกันก็ตาม
ได้ประสบการณ์ที่แตกต่าง จริงอยู่ที่ชีวิตโสดจะทำให้คุณรู้สึกสบายและมีอิสระ แต่ความรู้สึกอิสระที่มาพร้อมกับความสบายก็อาจทำให้ชีวิตคุณไม่มีเป้าหมายและติดอยู่กับชีวิตรูปแบบเดิม ๆ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเมื่อไหร่ที่คุณแต่งงาน นอกจากจะได้พบกับประสบการณ์ที่แตกต่างแล้ว การแต่งงานยังเป็นเหมือนแรงกระตุ้นให้คุณสามารถทำอะไรใหม่ ๆ มากขึ้นอีกด้วย
มีโอกาสทำเรื่องมัน ๆ ได้มากกว่า เพราะด้วยศักยภาพของร่างกายและยังเป็นวัยรุ่นไฟแรง จึงทำให้มีกิจกรรมมัน ๆ ให้ทำร่วมกันเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยวตะลุยตามต่างจังหวัด ไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ฯลฯ
ได้สร้างเป้าหมายในชีวิต ในบางคู่ที่คบกันอาจจะยังสับสนหรือไม่มีเป้าหมายในชีวิต ก็เลยใช้ชีวิตทำงานและใช้เงินไปเรื่อย ๆ โดยไม่คำนึงถึงอนาคต แต่เมื่อไหร่ที่คุณทั้งคู่ได้แต่งงานกันแล้ว ก็จะเป็นเหมือนกับการสร้างเป้าหมายในชีวิตไปในตัว เพราะคุณต้องคิดถึงการสร้างฐานะ วางแผนมีลูก หรือมีที่พักอาศัย จึงเป็นการเพิ่มแรงกายแรงใจและเป็นแรงกระตุ้นให้คุณอยากทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น หรือทำสิ่งเดิมที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องของหน้าที่การงาน ความฝัน หรือเรื่องส่วนตัว

สล็อต

ลดความเสี่ยงจากการหย่าร้าง บางคนอาจคิดว่าคู่แต่งงานที่มีอายุน้อยจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการหย่าร้างค่อนข้างสูง ซึ่งมันก็อาจเป็นเรื่องจริงหากพวกเขาแต่งงานกันก่อนอายุ 25 ปี แต่จากการสำรวจของ For Your Marriage (เว็บไซต์รวบรวมเรื่องชีวิตการแต่งงาน) พบว่าคู่รักที่แต่งงานเร็ว (ก่อนอายุ 30 ปี) จะมีโอกาสในการหย่าร้างน้อยมาก โดยเฉพาะคู่ที่มาจากครอบครัวที่สมบูรณ์และมีความคิดความอ่านเหมือน ๆ กัน (ถ้าทั้งคู่ได้ศึกษาดูใจกันและสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ก็จะมีระยะเวลาในการใช้ชีวิตร่วมกันที่ยาวนานกว่า ทำให้ทั้งคู่มีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น จึงช่วยลดความเสี่ยงในการหย่าร้างให้น้อยลงได้)
เพิ่มโอกาสในการมีลูก เพราะในวัยดังกล่าวจะมีเพศสัมพันธ์กันค่อนข้างบ่อยกว่าคู่แต่งงานที่มีอายุมาก จึงช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูกมากขึ้นตามไปด้วย โดยสถาบันคินเซย์ของมหาวิทยาลัยอินเดียนาในสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยว่า คู่ที่แต่งงานก่อนวัย 30 กว่า 85% มีเพศสัมพันธ์กันอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับคู่แต่งงานอายุมาก
ช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ เพราะการตั้งครรภ์ก่อนอายุ 30 จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติน้อยกว่าคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกตอนอายุมาก เพราะผลสำรวจจาก March of Dimes องค์กรช่วยเหลือแม่และเด็กในสหรัฐฯ ได้ระบุว่า ยิ่งคุณแม่มีอายุมากเท่าไร เด็กจะยิ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นดาวน์ซินโดรมมากขึ้นเท่านั้น โดยพบว่าคุณแม่ที่มีลูกตอนอายุ 25 ปี ลูกจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นดาวน์ซินโดรมเพียง 1 ใน 1,250 คน แต่ในคุณแม่วัย 30 โอกาสเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 คน และกลายเป็น 1 ใน 400 คน, 1 ใน 100 คน และ 1 ใน 30 คน เมื่อคุณแม่มีลูกตอนอายุ 35 ปี, 40 ปี และ 45 ปีตามลำดับ
มีลูกคอยดูแลยามเกษียณพอดี ยิ่งคุณแต่งงานและมีลูกเร็วเท่าไรก็จะยิ่งเป็นผลดีต่อชีวิตหลังเกษียณมากขึ้นเท่านั้น ด้วยวัยที่ห่างกันไม่มากจนเกินไประหว่างคุณกับลูก จึงทำให้เกิดความเข้าใจกันได้ง่าย ซึ่งในอนาคตเขาเหล่านั้นจะคอยช่วยดูแลคุณหลังจากการเกษียณอายุ แถมคุณยังอาจเป็นคุณตาคุณยายที่เท่ที่สุดในสายตาหลาน ๆ อีกด้วย
ความสำคัญของการแต่งงาน

ข้อดีของการแต่งงานช้า
ถึงแม้ว่าการแต่งงานช้าจะทำให้คุณทั้งคู่มีช่วงเวลาในการใช้ชีวิตร่วมกันน้อยกว่าคนที่แต่งงานเร็ว แต่ก็ใช่ว่าการแต่งงานช้าจะไม่มีข้อดีนะ เพราะการแต่งงานช้าก็มีผลดีเช่นกัน ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย

สล็อตออนไลน์


สร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตคู่มากขึ้น สำหรับบางคน เหตุผลที่แต่งงานช้านั้นอาจไม่ได้เป็นเพราะโสด ไม่มีคู่เสมอไป แต่อาจเป็นเพราะเขาทั้งคู่กำลังค่อย ๆ ดูใจกันอยู่ก็ได้ ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องดีมากเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็เพราะการได้ดูใจนาน ๆ จะทำให้เรารู้ว่าคนนี้ล่ะใช่เลย คนที่เรากำลังตามหาและเขาจะไม่ทำให้เราเสียใจอย่างแน่นอน ถึงจะแต่งงานช้าแต่ชัวร์ และยังสร้างความมั่นใจและความมั่นคงในครอบครัวได้ดีอีกด้วย
ลดโอกาสในการทะเลาะ คนที่แต่งงานช้าหรือแต่งงานเมื่ออายุมากแล้ว จะมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าวัยรุ่นหรือวัย 20 ต้น ๆ ซึ่งก็จะทำให้ทั้งคู่เกิดความเข้าใจกัน ใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความซื่อสัตย์ และความไว้วางใจ จึงลดโอกาสในการทะเลาะกันได้สูง ซึ่งก็จะนำพาชีวิตคู่ให้มีความสุขไปได้ด้วยดี
ประสบการณ์มากกว่า คนที่แต่งงานช้าจะมีประสบการณ์มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงลูก การทำหน้าที่ของตนเองในฐานะสามี-ภรรยาที่ดี หรือจะเป็นการควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ให้โกรธหรือขี้หึงมากเกินไป ทั้งนี้ก็ด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่มากพอ ผ่านประสบการณ์ชีวิตมามาก จึงทำให้คุณสามารถประคับประคองชีวิตคู่ไปได้ด้วยดีนั่นเอง
การแต่งงานล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เช่นเดียวกับการเป็นโสดก็ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียเช่นกัน แต่ทั้งนี้การแต่งงานเร็วหรือแต่งงานช้าจนเกินไปนั้นอาจทำให้หลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ซึ่งหากมองในทางกลับกัน ไม่ว่าคุณจะแต่งงานเร็วหรือช้า หากมองว่ามันเป็นสิ่งที่ดีและพยายามใช้ชีวิตคู่ของคุณให้ดีที่สุด การแต่งงานของคุณก็จะเต็มไปด้วยความสุขอย่างแน่นอน และที่สำคัญที่สุดสำหรับการแต่งงานนั้น ควรจะเกิดขึ้นจากความยินยอมพร้อมใจกันทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ใช่ว่าอีกคนอยากแต่งแต่อีกคนไม่อยากแต่ง ซึ่งแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องดีต่อการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันในอนาคตอย่างแน่นอนข้อเสียของการแต่งงาน
ความวุ่นวายในการเตรียมพิธีแต่งงาน เช่น การเตรียมแหวนและสินสอด, การหาฤกษ์ยามวันแต่ง, การเลือกพิธีการทางศาสนาและการแต่งตามประเพณี, การถ่ายรูปก่อนแต่งงาน เตรียมพรีเซนเทชั่น, การเตรียมของชำร่วย, การจัดพิมพ์และส่งการ์ดเชิญ, การเช่าชุดและเครื่องประดับ, การเช่ารถ, การจัดเลี้ยงและจัดหาสถานที่, เค้กแต่งงาน, ช่อดอกไม้, เพลงในงานแต่ง, การหาวงดนตรี, การลางาน, การเดินทางไกล, บ้านพักตากอากาศสำหรับฮันนีมูน ฯลฯ
ขาดอิสระ การแต่งงานเป็นการผูกมัดทั้งทางร่างกายและจิตใจ แน่นอนว่าเมื่อคุณจะไปไหนทั้งที หรือจะไปทำธุระ ไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ คุณก็ต้องขออนุญาตคนรักของคุณก่อน ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเกิดการทะเลาะกันได้ เพียงเพราะเรื่องแค่นี้ อีกทั้งเมื่อคุณแต่งงานไปแล้ว คุณจะไม่มีโอกาสได้เปิดใจให้ใครอีก หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ คุณไม่มีอิสระในตนเองอย่างเต็มที่เหมือนตอนเป็นโสดนั่นเอง
มีความทุกข์ ในเมื่อหลายคนบอกว่าการแต่งงานจะทำให้มีความสุข แล้วทำไมจึงมีความทุกข์ นั่นก็เพราะว่าการใช้ชีวิตคู่หลังแต่งงานไม่ได้ราบรื่นเสมอไป บางครั้งก็อาจจะมีปัญหามากวนใจให้เกิดการทะเลาะ การไม่ไว้วางใจต่อกัน และการหึงหวง ซึ่งก็จะทำให้ความสุขจากชีวิตคู่กลายเป็นความทุกข์ได้

jumboslot

ปัญหาการหย่าร้าง การแต่งงานในบางคู่อาจเป็นการเพิ่มภาระของอีกฝ่ายจนเกิดการทะเลาะเบาะแว้งตามมาและทำให้เกิดการหย่าร้างได้ (จากการศึกษาของ National Center for Health Statistic พบว่า คู่สมรสวัยหนุ่มสาวจะมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าคู่สมรสที่มีอายุมาก ซึ่งจากการเก็บข้อมูลพบว่า คู่สมรสจำนวน 43% จะหย่าร้างกันภายในเวลา 15 ปี และ 1 ใน 5 จะหย่าร้างกันภายในเวลาน้อยกว่า 5 ปี)
ปัญหาอื่น ๆ เช่น ทำให้มีพลเมืองเพิ่มขึ้นมากเกินไป (ในเมืองใหญ่ ๆ การเพิ่มขึ้นของพลเมืองในประเทศอาจเป็นปัญหาต่อภาพรวมเศรษฐกิจได้), ในกรณีที่ต้องย้ายสถานที่ในการทำงานตามคู่สมรส อาจทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเลื่อนชั้นทางสังคมหรือในหน้าที่การงานได้, นักปราชญ์บางคนเชื่อว่าการแต่งงานจะทำให้ความเก่งลดลง อัจฉริยะบางคนอย่าง เพลโต นิวตัน ฯลฯ จึงยังไม่แต่งงาน

สำหรับประโยชน์ของการแต่งงานในแง่ของกฎหมายมีดังนี้

การจดทะเบียนสมรสจะเป็นหลักประกันได้ว่า ถ้ามีการจดทะเบียนสมรสเกิดขึ้นแล้ว คู่สมรสอีกฝ่ายจะไม่สามารถจดทะเบียนสมรสซ้อนได้อีก เพราะจะถือว่าเป็นโมฆะ แถมคู่สมรสฝ่ายที่ไปจดทะเบียนซ้อนยังมีความผิดฐานแจ้งความเท็จอีกด้วย
เกิดทายาทโดยธรรม การแต่งงานและจดทะเบียนสมรสจะทำให้บุตรที่เกิดมาเป็นบุตรของบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นทายาทโดยธรรม (แต่ถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรสจะถือว่าเป็นบุตรนอกสมรส กรณีนี้จะต้องไปจดทะเบียนรับรองอีก คุณพ่อจึงจะมีสิทธิ์ตามกฎหมาย)
ในกรณีที่เป็นความผิดทางกฎหมายที่กระทำระหว่างสามีภรรยา เช่น ลักทรัพย์ ยักยอก ทำให้เสียทรัพย์ หรือบุกรุก สามีหรือภรรยานั้นก็จะไม่ได้รับโทษตามกฎหมาย
มีอำนาจในการดำเนินคดีอาญาแทน เช่น ภรรยาถูกทำร้ายจนไม่สามารถไปฟ้องร้องคดีเองได้ สามีก็สามารถร้องทุกข์แจ้งความต่อตำรวจหรือฟ้องศาลได้
ในกรณีที่คู่สมรสเป็นผู้เยาว์ที่มีอายุ 17 ปีขึ้นไป เมื่อจดทะเบียนสมรสแล้วกฎหมายจะถือว่าเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว จึงสามารถทำกิจการหรือธุรกรรมต่าง ๆ ได้เอง โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง และแม้จะหย่ากันก่อนอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ก็ยังถือว่าเป็นผู้บรรลุนิติภาวะอยู่ดี
ช่วยในด้านสิทธิประโยชน์ อย่างในบ้านเรานั้นถ้าคู่สมรสจดทะเบียนกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะมีสิทธิประโยชน์ด้วยกันหลายอย่าง เช่น สามารถใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดาได้ 30,000 บาท) รวมถึงค่าประกันสุขภาพ, คู่สมรสที่เป็นข้าราชการและบุตร สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ซื้อสินค้าในราคาพิเศษ ตลอดจนทำธุรกรรมซื้อบ้านและที่ดินในอัตราพิเศษ, สำหรับบางหน่วยงานหรือบางองค์กรนั้นจะให้สิทธิประโยชน์แก่คู่สมรสด้วย เช่น ถ้าคู่สมรสของคุณทำงานสายการบิน คุณก็สามารถใช้สิทธิ์ซื้อตั๋วในราคาที่ถูกลงหรือใช้ตั๋วฟรีก็ได้ หรือถ้าคุณทำงานในโรงพยาบาล คุณก็สามารถได้รับสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลฟรี หรือได้ลดราคาเป็นพิเศษ รวมถึงถ้ามีลูกก็อาจมีการทำคลอดให้ฟรี, การกู้เงินจากธนาคารในสถานะสมรสจะมีโอกาสกู้ผ่านมากขึ้นหลายเท่าตัว จึงทำให้คุณมีทุนในการทำธุรกิจ มีบ้านเป็นของตัวเอง และมียวดยานพาหนะไว้ขับขี่ได้อย่างง่ายดาย เป็นต้น

[NPC5]
ช่วยลดความดันโลหิตสูง จากงานวิจัยที่ได้ตีพิมพ์ลงใน Journal Psychosomatic Medicine ระบุว่า เมื่อคุณอยู่กับคู่สมรส ความดันโลหิตจะมีแนวโน้มลดลง (ลดลงมากกว่าในขณะที่อยู่กับเพื่อน อยู่กับครอบครัว หรือแม้กระทั่งอยู่คนเดียว) ส่วนการศึกษาจาก The State University of New York โดยนักจิตวิทยาชื่อ Brook B. Gump ก็พบว่าการได้อยู่กับคู่สมรส แม้ว่าจะไม่ได้รักกันมากมายก็ตาม แต่ก็ยังส่งผลดีต่อภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยที่วิเคราะห์โดย National Center for Health Statistic ที่พบว่าคู่สมรสที่หย่าร้างกันจะมีปัญหาเกี่ยวกับภาวะความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง “ถ้าคุณอยากรักษาความดันโลหิตไม่ให้สูง ก็ให้พยายามรักษาสถานภาพการสมรสเอาไว้”
ได้ชื่อว่าแต่งงานแล้วและไม่ได้อยู่บนคานทองอีกต่อไป “คานทองนิเวศน์” เป็นหมู่บ้านหรือแหล่งพักพิงของบรรดาคนโสด ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปพักหรืออาศัยอยู่ตลอดไป ถ้าเลือกได้ทุกคนก็คงอยากย้ายออกจากหมู่บ้านนี้จนเต็มทนแล้ว ถ้าคุณได้รับสิทธิ์นี้เมื่อคุณแต่งงาน ก็จะไม่มีใครสามารถแซวคุณได้แล้วล่ะว่าเมื่อไหร่จะลงจากคานเสียที
มีข้ออ้างในการเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่าง ๆ แน่นอนว่าอาจไม่ใช่ทุกงานเลี้ยงที่คุณอยากไป ไม่ใช่ทุกงานประชุมที่คุณอยากร่วม แต่ถ้าคุณแต่งงานแล้วก็สามารถใช้คำว่า “สามี” หรือ “ภรรยา” มาเป็นข้ออ้างในการแยกตัวจากสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างมีเหตุมีผล เช่น มีนัดกับสามีไปทานข้าว, ภรรยาคอยอยู่เพื่อไปทำธุระด้วยกัน ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าคำที่กล่าวมานี้มีน้ำหนักมากกว่าคำว่า “แฟน” เพราะส่วนใหญ่คงไม่ค่อยมีใครกล้าขัดคำที่ว่านี้หรอกจริงมั้ย ?
แค่แต่งงานก็ไม่ผิด ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์, ท้องก่อนแต่ง, พ่อตาแม่ยายไม่ยอมรับ ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เมื่อคุณแต่งงาน เพราะฝ่ายหญิงก็ไม่มีใครว่า ฝ่ายชายก็ไม่มีใครตำหนิ
ครอบครัวสบายใจ หลายคนอาจยึดติดคิดไปว่าการแต่งงานคือการตัดอิสรภาพออกจากชีวิต แต่ในความจริงแล้วเมื่อคุณแต่งงานครอบครัวของคุณจะไม่มายุ่งกับคุณอีกเลย เพราะเขาเห็นว่าคุณมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาแล้วและเชื่อว่าคุณจะสามารถดูแลและจัดการกับปัญหาได้ด้วยตัวเอง แถมยังมีคนช่วยดูแลอีกต่างหาก !! คุณจึงไม่ต้องกังวลแล้วว่าถ้าคุณไปเที่ยวกลับจนดึกดื่นแล้วพ่อจะบ่น นอนตื่นสายแล้วแม่จะว่า เพราะไม่มีใครจับตามองคุณแล้ว (ยกเว้นภรรยาของคุณ)
ส่งผลดีต่อสังคมหลายอย่าง เช่น เป็นการช่วยเพิ่มพลเมือง, เป็นดัชนีของความรุ่งเรืองของประเทศในด้านเศรษฐกิจ, เป็นการรวมพลังเพื่อช่วยให้สังคมเข้มแข็ง, ช่วยลดปัญหาการก่ออาชญากรรม เพราะต้องคิดหน้าคิดหลังก่อนจะทำความผิด
ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติ เช่น ทำให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบและมีระเบียบวินัยมากขึ้น จากการรับหน้าที่อันใหญ่หลวงในฐานะพ่อแม่ของลูกหรือของสามีต่อภรรยา, ทำให้รู้เป้าหมายในชีวิตชัดเจนขึ้น ไม่เลื่อนลอย เพราะคุณรู้ว่าต้องทำวันนี้เพื่อใคร, ทำให้เป็นคนที่คิดอะไรรอบคอบมากขึ้น คิดก่อนทำ ทำอะไรโดยใช้สติและใจเย็น, ทำให้รู้สึกเกิดความประหยัดเพื่อสร้างฐานะ, มีจิตใจที่มั่นคงและไม่เบื่อหน่ายต่อชีวิต, รู้จักการเสียสละและประนีประนอม, นิสัยเปลี่ยนไปจากการฝืนตัวเองเข้ากับคู่สมรสในระยะแรกจนเกิดความเคยชินเมื่อเวลาผ่านไป

ความสำคัญของการแต่งงาน

การแต่งงาน นับว่าเป็นความใฝ่ฝันของหลาย ๆ คนกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ต่างก็ใฝ่ฝันว่าครั้งหนึ่งเธอจะได้ใส่ชุดเจ้าสาวแสนสวย พร้อมได้โยนช่อดอกไม้ในวันแต่งงานของตน อีกทั้งยังฝันถึงชีวิตคู่ที่แสนจะมีความสุขของเธออีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้ บางคนอาจจะแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย หรือบางคนก็แต่งงานเมื่ออายุมากแล้ว จึงทำให้เกิดคำถามที่เป็นข้อถกเถียงกันขึ้นมาอยู่บ่อยครั้ง ว่าการแต่งงานเร็วเกินไปหรือช้าเกินไปนั้น ดีหรือไม่ แล้วจะส่งผลกระทบใด ๆ หรือเปล่า วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องดี ๆ ของการแต่งงาน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานช้าเกินไปหรือเร็วเกินไป และการแต่งงานนั้น มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไรกันแน่

เครดิตฟรี

ในอันดับแรก เราจะมาพูดถึงข้อดีและข้อเสียของการแต่งงานกันก่อน ซึ่งโดยปกติแล้วการแต่งงานนั้นหากจะบอกว่ามีข้อดีซะทีเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะบางครั้งมันก็มีข้อเสียซ่อนอยู่เช่นกัน ในความสุขของการมีชีวิตคู่ก็อาจมีความทุกข์จากการทะเลาะเบาะแว้งอยู่ด้วย และข้อดี-ข้อเสียของการแต่งงานนั้นเป็นอย่างไร เรามาดูกันเลย

ข้อดีของการแต่งงาน
การแต่งงานเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของครอบครัว จะเห็นได้ชัดเลยว่าผู้ชายส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยอยากแต่งงานและมีบุตร แต่การแต่งงานจะเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการสร้างครอบครัวที่มั่นคงและมีลูกไว้สืบทายาทต่อไป นอกจากนี้การแต่งงานยังเป็นการช่วยยกฐานะทางสังคมให้สูงขึ้นด้วย เพราะในบางสังคมคู่แต่งงานจะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าคู่ที่ยังไม่ได้สมรส
มีโอกาสจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น การมีชีวิตคู่ที่ดีจะช่วยให้ผู้ชายมีความรู้สึกมั่นคงมากขึ้น เพราะจากการวิจัยพบว่า ผู้ชายจะประสบความสำเร็จมากขึ้นเมื่อแต่งงาน ยิ่งถ้ามีภรรยาที่เป็นคู่คิดที่ดีก็ทำให้ชีวิตดีขึ้นไปอีก เพราะไม่ต้องมาคอยเป็นกังวลกับเรื่องการหาคู่ จึงทำให้สบายอกสบายใจและทุ่มเทในการทำงานได้อย่างเต็มที่ อย่างในสังคมตะวันตกนั้นจะมองว่าการแต่งงานของผู้หญิงมีผลทำให้ภาพลักษณ์ในการทำงานดูน่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะเป็นตัวบ่งบอกถึงความเป็นผู้ใหญ่ มีความมั่นคงทางจิตใจ จึงทำให้ได้รับความไว้วางใจในการทำงานมากกว่าคู่ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของนักสังคมวิทยา Steven L.Nock จาก University of Virginia ที่ระบุว่า ผู้ชายที่แต่งงานแล้วมักจะทำงานดีและมีรายได้ดี รวมทั้งมีอัตราการบริจาคเพื่อช่วยเหลือสังคมหรือเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทางศาสนาบ่อยกว่าผู้ชายโสด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การแต่งงานจะสามารถช่วยเปลี่ยนผู้ชายได้ เพราะมันทำให้พวกเขามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นนั่นเอง และงานวิจัยของ Nock ก็ยังยืนยันด้วยว่า การแต่งงานจะเป็นการยกระดับภาพลักษณ์และความเป็นผู้ชาย ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้พวกเขาใจกว้างและตระหนักถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นมากขึ้นอีกด้วย
มีคนช่วยแชร์ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ถึงแม้ว่าการแต่งงานจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่เนื่องจากหากคุณทั้งคู่ต่างก็มีรายได้ด้วยกันทั้งสองคน จึงทำให้รายจ่ายส่วนนั้น กลายเป็นรายจ่ายที่น้อยนิดไปเลยทีเดียว เพราะบางครั้งหากลองคำนวณจากเงินรายได้รวมแล้ว มาหักลบกับค่าใช้จ่าย เงินที่เหลือใช้ก็อาจจะมีมากกว่าตอนคุณยังไม่แต่งงานก็ได้ แถมยังเป็นเรื่องง่ายขึ้นที่คุณทั้งสองจะสามารถซื้อของที่ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเพียงลำพัง เช่น บ้านหลังใหม่ รถคันใหม่ การไปท่องเที่ยวในสถานที่ที่อยากไป ฯลฯ
ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ แน่นอนว่าการมีคู่ชีวิตที่ดีจะช่วยให้คุณสามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ เพราะเขาจะคอยเป็นกำลังใจให้คุณเวลาคุณท้อและเหนื่อยล้า เป็นเพื่อนคู่คิดและที่ปรึกษาเวลาที่คุณมีปัญหา ช่วยเกื้อหนุนกันเพื่อจะทำอะไรสักอย่าง ช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของคุณให้น้อยลง ความตึงเครียดก็ลดลง และแบ่งปันทุกข์และสุขไปพร้อมกับคุณ
ช่วยเพิ่มความสุขและคลายความเหงาได้ดี ก่อนที่จะแต่งงานมีครอบครัว หลายคนคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ต้องอยู่ท่ามกลางความเหงามากแค่ไหน แถมยังต้องใช้ชีวิตอย่างเดียวดาย ทำได้เพียงแอบอิจฉาคู่รักคนอื่น ๆ แต่เมื่อได้แต่งงานมีครอบครัว ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป เขาคนนั้นเหมือนได้เข้ามาเติมเต็มชีวิตในส่วนที่ขาดหาย ทำให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้น มีความสุขและความเหงาก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น หลายคนจึงเลือกที่จะแสวงหาความสุขด้วยการแต่งงานมีครอบครัวที่ดี มั่นคงนั่นเอง

สล็อต

การแต่งงานเป็นมากกว่าความปรารถนาทางเพศ ผู้ชายโสดส่วนใหญ่มักตื่นเต้นกับการมีเพศสัมพันธ์เพียงชั่วข้ามคืนและควงสาว ๆ ได้ไม่ซ้ำหน้า แต่สำหรับผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีความสัมพันธ์ได้แค่กับภรรยาของตนเอง ซึ่งผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีความต้องการเหล่านี้มากกว่าชายโสดทั่วไป และทำให้คู่รักรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกได้มากกว่า เพราะจากงานวิจัยพบว่า ระดับความพอใจทางเพศของผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีมากกว่าชายโสดที่เปลี่ยนผู้หญิงบ่อย ๆ
ยืดอายุความรักให้ยาวนาน ช่วยเสริมสร้างความรักและความผูกพัน เนื่องจากการแต่งงานมาพร้อมกับพันธสัญญามากมาย เช่น ใบสมรส การถูกยอมรับในสังคม ครอบครัวและเพื่อนฝูง ฯลฯ เมื่อเกิดทะเลาะกันจนถึงขั้นจะเลิกรา พันธสัญญาเหล่านี้ก็จะทำให้ต่างฝ่ายได้หันมาคิดทบทวนมากขึ้นและทำให้มีโอกาสหวนกลับมาพูดคุยด้วยความเข้าใจกันเหมือนเดิม จึงเป็นการยืดอายุความรักและสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยาวนานขึ้น มากกว่าคู่ที่ยังไม่ได้แต่งงานที่ค่อนข้างจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเลิกรากันได้ง่าย “เมื่อคุณรู้สึกหมดรักหรือเบื่อหน่าย สามีหรือภรรยาของคุณ หรือเมื่อเขาหรือเธอรู้สึกหมดรักหรือเบื่อหน่ายในตัวคุณแล้ว การแต่งงานจะเป็นสิ่งที่ผูกมัดให้คุณทั้งสองได้อยู่ร่วมกันจนกระทั่งตกหลุมรักกันอีกครั้ง” (Judith Viorst)
ช่วยให้มองโลกในแง่บวกมากขึ้น โดยเฉพาะในคนที่ยังไม่มีเป้าหมายในชีวิต การได้ทำอะไรให้กับคนที่ตนเองรักหรือการได้เป็นที่รักหรือมีคนคอยห่วงใย คอยให้กำลังใจ เอาใจใส่ดูแลเวลาคุณมีความเครียด คอยเป็นเพื่อนคู่คิดและพร้อมแชร์ความทุกข์สุขและช่วยกันแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จึงทำให้เขาเหล่านั้นมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นและมองโลกในแง่บวก “เพราะคนที่มีดีคนละอย่าง ต่างได้นำส่วนที่ดีนั้นไปเติมเต็มให้อีกฝ่ายหนึ่งที่ขาดอยู่”
ทำให้สุขภาพแข็งแรงและมีอายุยืนยาวมากขึ้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วล่ะ ว่าการแต่งงานจะทำให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงมากขึ้นได้ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะเมื่อคุณมีคู่ชีวิตที่ดี คุณก็จะรู้สึกอยากดูแลตัวเองมากกว่าแต่ก่อน หมั่นออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น อีกทั้งความสุขยังเป็นตัวกระตุ้นให้สุขภาพดี แข็งแรงอีกด้วย เพราะผู้ชายที่อยู่โดยลำพังนั้น พวกเขาจะขาดความเอาใจใส่ในการดูแลตัวเอง ไม่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่มากเกินไป ขาดความระมัดระวังในการขับรถ ทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และใช้ชีวิตสมบุกสมบันเกินไป โดยมีงานวิจัยที่ยืนยันว่าผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยน้อยลง แถมยังไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพบ่อยกว่าปกติอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ทำให้มีระบบภูมิคุ้มกันทางร่างกายดีขึ้นและมีแนวโน้มเป็นโรคอื่น ๆ น้อยลง เช่น โรคความดันโลหิต ปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว โรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ ฯลฯ ในขณะที่คนโสดจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่า นอกจากนี้ยังมีข้อมูลทางการแพทย์ที่พบว่า การแต่งงานจะช่วยเพิ่มฮอร์โมนชนิดดีที่เป็นฮอร์โมนที่ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมัน ช่วยควบคุมน้ำหนัก เสริมสร้างสมองและภูมิต้านทาน ถ้ามีบาดแผลก็จะหายเร็วขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ยิ่งตอนที่ตกอยู่ในห้วงของความรักด้วยแล้ว ไม่ว่าจะคุณจะแต่งงานหรือไม่ก็ตามก็ ฮอร์โมนชนิดนี้ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
ช่วยลดความดันโลหิตสูง จากงานวิจัยที่ได้ตีพิมพ์ลงใน Journal Psychosomatic Medicine ระบุว่า เมื่อคุณอยู่กับคู่สมรส ความดันโลหิตจะมีแนวโน้มลดลง (ลดลงมากกว่าในขณะที่อยู่กับเพื่อน อยู่กับครอบครัว หรือแม้กระทั่งอยู่คนเดียว) ส่วนการศึกษาจาก The State University of New York โดยนักจิตวิทยาชื่อ Brook B. Gump ก็พบว่าการได้อยู่กับคู่สมรส แม้ว่าจะไม่ได้รักกันมากมายก็ตาม แต่ก็ยังส่งผลดีต่อภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยที่วิเคราะห์โดย National Center for Health Statistic ที่พบว่าคู่สมรสที่หย่าร้างกันจะมีปัญหาเกี่ยวกับภาวะความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง “ถ้าคุณอยากรักษาความดันโลหิตไม่ให้สูง ก็ให้พยายามรักษาสถานภาพการสมรสเอาไว้”

สล็อตออนไลน์

ได้ชื่อว่าแต่งงานแล้วและไม่ได้อยู่บนคานทองอีกต่อไป “คานทองนิเวศน์” เป็นหมู่บ้านหรือแหล่งพักพิงของบรรดาคนโสด ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปพักหรืออาศัยอยู่ตลอดไป ถ้าเลือกได้ทุกคนก็คงอยากย้ายออกจากหมู่บ้านนี้จนเต็มทนแล้ว ถ้าคุณได้รับสิทธิ์นี้เมื่อคุณแต่งงาน ก็จะไม่มีใครสามารถแซวคุณได้แล้วล่ะว่าเมื่อไหร่จะลงจากคานเสียที
มีข้ออ้างในการเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่าง ๆ แน่นอนว่าอาจไม่ใช่ทุกงานเลี้ยงที่คุณอยากไป ไม่ใช่ทุกงานประชุมที่คุณอยากร่วม แต่ถ้าคุณแต่งงานแล้วก็สามารถใช้คำว่า “สามี” หรือ “ภรรยา” มาเป็นข้ออ้างในการแยกตัวจากสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างมีเหตุมีผล เช่น มีนัดกับสามีไปทานข้าว, ภรรยาคอยอยู่เพื่อไปทำธุระด้วยกัน ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าคำที่กล่าวมานี้มีน้ำหนักมากกว่าคำว่า “แฟน” เพราะส่วนใหญ่คงไม่ค่อยมีใครกล้าขัดคำที่ว่านี้หรอกจริงมั้ย ?
แค่แต่งงานก็ไม่ผิด ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์, ท้องก่อนแต่ง, พ่อตาแม่ยายไม่ยอมรับ ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เมื่อคุณแต่งงาน เพราะฝ่ายหญิงก็ไม่มีใครว่า ฝ่ายชายก็ไม่มีใครตำหนิ
ครอบครัวสบายใจ หลายคนอาจยึดติดคิดไปว่าการแต่งงานคือการตัดอิสรภาพออกจากชีวิต แต่ในความจริงแล้วเมื่อคุณแต่งงานครอบครัวของคุณจะไม่มายุ่งกับคุณอีกเลย เพราะเขาเห็นว่าคุณมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาแล้วและเชื่อว่าคุณจะสามารถดูแลและจัดการกับปัญหาได้ด้วยตัวเอง แถมยังมีคนช่วยดูแลอีกต่างหาก !! คุณจึงไม่ต้องกังวลแล้วว่าถ้าคุณไปเที่ยวกลับจนดึกดื่นแล้วพ่อจะบ่น นอนตื่นสายแล้วแม่จะว่า เพราะไม่มีใครจับตามองคุณแล้ว (ยกเว้นภรรยาของคุณ)
ส่งผลดีต่อสังคมหลายอย่าง เช่น เป็นการช่วยเพิ่มพลเมือง, เป็นดัชนีของความรุ่งเรืองของประเทศในด้านเศรษฐกิจ, เป็นการรวมพลังเพื่อช่วยให้สังคมเข้มแข็ง, ช่วยลดปัญหาการก่ออาชญากรรม เพราะต้องคิดหน้าคิดหลังก่อนจะทำความผิด
ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติ เช่น ทำให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบและมีระเบียบวินัยมากขึ้น จากการรับหน้าที่อันใหญ่หลวงในฐานะพ่อแม่ของลูกหรือของสามีต่อภรรยา, ทำให้รู้เป้าหมายในชีวิตชัดเจนขึ้น ไม่เลื่อนลอย เพราะคุณรู้ว่าต้องทำวันนี้เพื่อใคร, ทำให้เป็นคนที่คิดอะไรรอบคอบมากขึ้น คิดก่อนทำ ทำอะไรโดยใช้สติและใจเย็น, ทำให้รู้สึกเกิดความประหยัดเพื่อสร้างฐานะ, มีจิตใจที่มั่นคงและไม่เบื่อหน่ายต่อชีวิต, รู้จักการเสียสละและประนีประนอม, นิสัยเปลี่ยนไปจากการฝืนตัวเองเข้ากับคู่สมรสในระยะแรกจนเกิดความเคยชินเมื่อเวลาผ่านไป
ประโยชน์ของการแต่งงาน

สำหรับประโยชน์ของการแต่งงานในแง่ของกฎหมายมีดังนี้

การจดทะเบียนสมรสจะเป็นหลักประกันได้ว่า ถ้ามีการจดทะเบียนสมรสเกิดขึ้นแล้ว คู่สมรสอีกฝ่ายจะไม่สามารถจดทะเบียนสมรสซ้อนได้อีก เพราะจะถือว่าเป็นโมฆะ แถมคู่สมรสฝ่ายที่ไปจดทะเบียนซ้อนยังมีความผิดฐานแจ้งความเท็จอีกด้วย
เกิดทายาทโดยธรรม การแต่งงานและจดทะเบียนสมรสจะทำให้บุตรที่เกิดมาเป็นบุตรของบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นทายาทโดยธรรม (แต่ถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรสจะถือว่าเป็นบุตรนอกสมรส กรณีนี้จะต้องไปจดทะเบียนรับรองอีก คุณพ่อจึงจะมีสิทธิ์ตามกฎหมาย)

[NPC4]
ในกรณีที่เป็นความผิดทางกฎหมายที่กระทำระหว่างสามีภรรยา เช่น ลักทรัพย์ ยักยอก ทำให้เสียทรัพย์ หรือบุกรุก สามีหรือภรรยานั้นก็จะไม่ได้รับโทษตามกฎหมาย
มีอำนาจในการดำเนินคดีอาญาแทน เช่น ภรรยาถูกทำร้ายจนไม่สามารถไปฟ้องร้องคดีเองได้ สามีก็สามารถร้องทุกข์แจ้งความต่อตำรวจหรือฟ้องศาลได้
ในกรณีที่คู่สมรสเป็นผู้เยาว์ที่มีอายุ 17 ปีขึ้นไป เมื่อจดทะเบียนสมรสแล้วกฎหมายจะถือว่าเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว จึงสามารถทำกิจการหรือธุรกรรมต่าง ๆ ได้เอง โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง และแม้จะหย่ากันก่อนอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ก็ยังถือว่าเป็นผู้บรรลุนิติภาวะอยู่ดี
ช่วยในด้านสิทธิประโยชน์ อย่างในบ้านเรานั้นถ้าคู่สมรสจดทะเบียนกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะมีสิทธิประโยชน์ด้วยกันหลายอย่าง เช่น สามารถใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดาได้ 30,000 บาท) รวมถึงค่าประกันสุขภาพ, คู่สมรสที่เป็นข้าราชการและบุตร สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ซื้อสินค้าในราคาพิเศษ ตลอดจนทำธุรกรรมซื้อบ้านและที่ดินในอัตราพิเศษ, สำหรับบางหน่วยงานหรือบางองค์กรนั้นจะให้สิทธิประโยชน์แก่คู่สมรสด้วย เช่น ถ้าคู่สมรสของคุณทำงานสายการบิน คุณก็สามารถใช้สิทธิ์ซื้อตั๋วในราคาที่ถูกลงหรือใช้ตั๋วฟรีก็ได้ หรือถ้าคุณทำงานในโรงพยาบาล คุณก็สามารถได้รับสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลฟรี หรือได้ลดราคาเป็นพิเศษ รวมถึงถ้ามีลูกก็อาจมีการทำคลอดให้ฟรี, การกู้เงินจากธนาคารในสถานะสมรสจะมีโอกาสกู้ผ่านมากขึ้นหลายเท่าตัว จึงทำให้คุณมีทุนในการทำธุรกิจ มีบ้านเป็นของตัวเอง และมียวดยานพาหนะไว้ขับขี่ได้อย่างง่ายดาย เป็นต้น

ข้อเสียของการแต่งงาน
ความวุ่นวายในการเตรียมพิธีแต่งงาน เช่น การเตรียมแหวนและสินสอด, การหาฤกษ์ยามวันแต่ง, การเลือกพิธีการทางศาสนาและการแต่งตามประเพณี, การถ่ายรูปก่อนแต่งงาน เตรียมพรีเซนเทชั่น, การเตรียมของชำร่วย, การจัดพิมพ์และส่งการ์ดเชิญ, การเช่าชุดและเครื่องประดับ, การเช่ารถ, การจัดเลี้ยงและจัดหาสถานที่, เค้กแต่งงาน, ช่อดอกไม้, เพลงในงานแต่ง, การหาวงดนตรี, การลางาน, การเดินทางไกล, บ้านพักตากอากาศสำหรับฮันนีมูน ฯลฯ
ขาดอิสระ การแต่งงานเป็นการผูกมัดทั้งทางร่างกายและจิตใจ แน่นอนว่าเมื่อคุณจะไปไหนทั้งที หรือจะไปทำธุระ ไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ คุณก็ต้องขออนุญาตคนรักของคุณก่อน ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเกิดการทะเลาะกันได้ เพียงเพราะเรื่องแค่นี้ อีกทั้งเมื่อคุณแต่งงานไปแล้ว คุณจะไม่มีโอกาสได้เปิดใจให้ใครอีก หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ คุณไม่มีอิสระในตนเองอย่างเต็มที่เหมือนตอนเป็นโสดนั่นเอง
มีความทุกข์ ในเมื่อหลายคนบอกว่าการแต่งงานจะทำให้มีความสุข แล้วทำไมจึงมีความทุกข์ นั่นก็เพราะว่าการใช้ชีวิตคู่หลังแต่งงานไม่ได้ราบรื่นเสมอไป บางครั้งก็อาจจะมีปัญหามากวนใจให้เกิดการทะเลาะ การไม่ไว้วางใจต่อกัน และการหึงหวง ซึ่งก็จะทำให้ความสุขจากชีวิตคู่กลายเป็นความทุกข์ได้
ปัญหาการหย่าร้าง การแต่งงานในบางคู่อาจเป็นการเพิ่มภาระของอีกฝ่ายจนเกิดการทะเลาะเบาะแว้งตามมาและทำให้เกิดการหย่าร้างได้ (จากการศึกษาของ National Center for Health Statistic พบว่า คู่สมรสวัยหนุ่มสาวจะมีโอกาสหย่าร้างกันมากกว่าคู่สมรสที่มีอายุมาก ซึ่งจากการเก็บข้อมูลพบว่า คู่สมรสจำนวน 43% จะหย่าร้างกันภายในเวลา 15 ปี และ 1 ใน 5 จะหย่าร้างกันภายในเวลาน้อยกว่า 5 ปี)
ปัญหาอื่น ๆ เช่น ทำให้มีพลเมืองเพิ่มขึ้นมากเกินไป (ในเมืองใหญ่ ๆ การเพิ่มขึ้นของพลเมืองในประเทศอาจเป็นปัญหาต่อภาพรวมเศรษฐกิจได้), ในกรณีที่ต้องย้ายสถานที่ในการทำงานตามคู่สมรส อาจทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเลื่อนชั้นทางสังคมหรือในหน้าที่การงานได้, นักปราชญ์บางคนเชื่อว่าการแต่งงานจะทำให้ความเก่งลดลง อัจฉริยะบางคนอย่าง เพลโต นิวตัน ฯลฯ จึงยังไม่แต่งงาน (-_-“)
ข้อเสียของการแต่งงาน

[NPC5]
ข้อดีของการแต่งงานเร็ว
เมื่อรู้ข้อดี-ข้อเสียจากการแต่งงานกันไปแล้ว ทีนี้เราจะมาเข้าเรื่องกัน ว่าการแต่งงานเร็วเกินไปหรือช้าเกินไปนั้นจะมีข้อดีอย่างไรบ้าง

มีเวลาในการสร้างฐานะร่วมกันมากขึ้น หลายคนอาจจะมองว่าการแต่งงานเร็วเกินไปนั้นไม่ใช่เรื่องดีและไม่เหมาะสมสักเท่าไร แต่รู้ไหมว่าการแต่งงานเร็วก็จะทำให้คุณได้มีโอกาสในการสร้างฐานะร่วมกันมากกว่าคนที่แต่งงานช้าซะอีก แถมในช่วงอายุน้อย ๆ พร้อมร่างกายที่แข็งแรง คุณจึงมีโอกาสในหน้าที่การงานสูง ซึ่งก็จะช่วยให้คุณสามารถสร้างฐานะได้ดีและสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวได้อีกด้วย
วางแผนการมีลูกได้ดีกว่าการแต่งงานช้า จะทำให้คุณสามารถวางแผนการมีลูกได้ดี เพราะไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเหมือนคนที่แต่งงานช้า แถมไม่ต้องห่วงเรื่องสุขภาพเมื่อคิดจะมีลูกอีกด้วย นอกจากนี้การมีลูกตั้งแต่อายุยังไม่มาก ก็ทำให้วัยเกษียณของเรา มีลูก ๆ มาคอยดูแลอีกด้วยนะ
จัดสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวได้ดี คู่รักที่แต่งงานก่อนวัย 30 ปี จะสามารถจัดความสมดุลระหว่างหน้าที่การงานกับชีวิตส่วนตัวได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของการเป็นภรรยาหรือสามีที่ดี หรือหน้าที่ของการเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูก ๆ เพราะหน้าที่เหล่านี้จะทำให้คุณเป็นคนมีความรับผิดชอบและรู้จักแบ่งเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น
คู่รักแต่งงานอายุน้อยจะมีความสุขมากกว่า The Knot Yet Project ทีมสำรวจได้พยายามหาสาเหตุที่ทำให้คนแต่งงานกันช้าลงในสหรัฐอเมริกาและได้พบว่า แม้ชายโสดจำนวน 35% และหญิงโสดจำนวน 33% จะมีความพึงพอใจในชีวิตก็ตาม แต่ในผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีความพึงพอใจในชีวิตมากกว่าโดยคิดเป็น 52% และในผู้หญิงคิดเป็น 47% และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ คู่แต่งงานที่มีอายุน้อย ๆ จะมีความสุขมากกว่าคู่แต่งงานที่มีอายุมากด้วย
มีช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกันอีกยาวนาน เมื่อแต่งงานมีครอบครัว ใคร ๆ ก็อยากจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ และแน่นอนว่าคนที่แต่งงานเร็วย่อมมีเวลาใช้ชีวิตด้วยกันนานกว่าคนที่แต่งงานช้าอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้จะต้องไม่มีเหตุอะไรมาทำให้คุณต้องพลัดพรากจากกันนะ ไม่ว่าจะเป็นการตายจากกันหรือการเลิกร้างต่อกันก็ตาม
ได้ประสบการณ์ที่แตกต่าง จริงอยู่ที่ชีวิตโสดจะทำให้คุณรู้สึกสบายและมีอิสระ แต่ความรู้สึกอิสระที่มาพร้อมกับความสบายก็อาจทำให้ชีวิตคุณไม่มีเป้าหมายและติดอยู่กับชีวิตรูปแบบเดิม ๆ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเมื่อไหร่ที่คุณแต่งงาน นอกจากจะได้พบกับประสบการณ์ที่แตกต่างแล้ว การแต่งงานยังเป็นเหมือนแรงกระตุ้นให้คุณสามารถทำอะไรใหม่ ๆ มากขึ้นอีกด้วย
มีโอกาสทำเรื่องมัน ๆ ได้มากกว่า เพราะด้วยศักยภาพของร่างกายและยังเป็นวัยรุ่นไฟแรง จึงทำให้มีกิจกรรมมัน ๆ ให้ทำร่วมกันเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยวตะลุยตามต่างจังหวัด ไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ฯลฯ
ได้สร้างเป้าหมายในชีวิต ในบางคู่ที่คบกันอาจจะยังสับสนหรือไม่มีเป้าหมายในชีวิต ก็เลยใช้ชีวิตทำงานและใช้เงินไปเรื่อย ๆ โดยไม่คำนึงถึงอนาคต แต่เมื่อไหร่ที่คุณทั้งคู่ได้แต่งงานกันแล้ว ก็จะเป็นเหมือนกับการสร้างเป้าหมายในชีวิตไปในตัว เพราะคุณต้องคิดถึงการสร้างฐานะ วางแผนมีลูก หรือมีที่พักอาศัย จึงเป็นการเพิ่มแรงกายแรงใจและเป็นแรงกระตุ้นให้คุณอยากทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น หรือทำสิ่งเดิมที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องของหน้าที่การงาน ความฝัน หรือเรื่องส่วนตัว

คำแนะนำในการกินยาคุมกำเนิด

ควรกินยาคุมกำเนิดในเวลาเดิมทุกวัน หากลืมกินยาให้ทำตามคำแนะนำข้างต้น
การใช้ยาคุมกำเนิดร่วมกับอาหารและเครื่องดื่ม คุณสามารถกินยาคุมกำเนิดได้ในขณะท้องว่างหรือกินพร้อมอาหารร่วมกับน้ำเล็กน้อยเลยก็ได้
ห้ามกินยาคุมกำเนิดหลังวันหมดอายุที่แจ้งไว้บนแผงยา

เครดิตฟรี

ควรจดบันทึกประจำเดือนทุกครั้ง ถ้าหากประจำเดือนขาด 1 ครั้งร่วมกับมีประวัติลืมกินยา หรือไม่ลืมกินยาแต่ประจำเดือนขาด 2 ครั้ง คุณควรจะตรวจให้แน่ใจเสียก่อนว่าไม่ตั้งครรภ์ ก่อนจะเริ่มกินยาคุมกำเนิดแผงใหม่ (ถ้าแน่ใจว่าไม่ลืมกินยา ก็ให้เริ่มกินแผงใหม่ได้ตามปกติ)
ในระหว่างการใช้ยาคุมกำเนิด หากมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย ถ่ายเหลว อาเจียนมาก จะมีผลทำให้การดูดซึมของยาน้อยลง คุณควรใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่น ๆ ร่วมด้วยอีก 7 วันหลังจากกินยาเม็ดแรก
เนื่องจากยาคุมกำเนิดมีฮอร์โมนที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตัน ในระหว่างการใช้ยาคุมกำเนิดจึงควรงดการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ
หากมีอาการผิดปกติรุนแรง เช่น ตาพร่ามัว ปวดศีรษะมาก เจ็บแน่นหน้าอกหรือปวดบริเวณน่องมาก คุณควรหยุดใช้ยาคุมกำเนิดทันทีและรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพราะเหล่านี้อาจเป็นอาการของลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดได้ แต่หากมีอาการผิดปกติอื่น ๆ เช่น มีฝ้าขึ้น ปวดศีรษะ มีเลือดออกทางช่องคลอดมาก ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนชนิดของยาคุมที่กินอยู่หรือเปลี่ยนไปใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นแทน
หากต้องเข้ารับการตรวจเลือดหรือตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบว่า คุณกำลังกินยาคุมกำเนิด เพราะยาคุมกำเนิดอาจมีผลต่อผลการตรวจบางอย่างได้
หากต้องเข้ารับการผ่าตัดทุกชนิด คุณควรแจ้งให้แพทย์ด้วยว่ากำลังกินยาคุมกำเนิด เพราะยาคุมกำเนิดมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด
ควรตรวจภายในร่วมกับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกทุก ๆ 1-2 ปี
ยาบางชนิดอาจมีผลต่อประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดได้ เช่น ยาฆ่าเชื้อ ยาปฏิชีวนะ หรือยากันชักบางชนิด คุณไม่ควรซื้อยาเหล่านี้มากินเอง หากคุณมีโรคประจำตัวหรือต้องกินยาเหล่านี้เป็นประจำ คุณควรปรึกษาแพทย์ในการเลือกใช้วิธีคุมกำเนิดอื่น ๆ
ในกรณีที่ใช้ยาอื่นร่วมด้วย โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนว่า คุณกำลังใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรชนิดใดอยู่ และแจ้งให้แพทย์ผู้สั่งยาอื่นหรือเภสัชกรที่จ่ายยาให้ทราบทุกครั้งว่าคุณกำลังกินยาคุมกำเนิดชนิดใดอยู่ เพราะยาบางชนิดอาจลดประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจทำให้มีเลือดออกผิดปกติได้ ซึ่งยาเหล่านี้ได้แก่ ยาที่ใช้ในการรักษาโรคลมชัก (เช่น พริมิโดน, เฟนนายโทอิน, บาร์บิทูเรท ฯลฯ), โรควัณโรค (เช่น ไรแฟมปิซิน), โรคติดเชื้อเอชไอวี (เช่น ไรโทนาเวียร์, เนวิราพีน), โรคติดเชื้ออื่น ๆ (ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนนิซิลลิน), ยาจากพืชสมุนไพรเซนต์จอห์น เวิร์ท เป็นต้น และยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมยังอาจมีผลต่อยาอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ลาโมไตรกีน, ไซโคสปอริน นอกจากนี้ในทางทฤษฎีแล้ว ระดับโพแทสเซียมในเลือดอาจสูงขึ้นด้วย หากกินยาคุมกำเนิดร่วมกับยาอื่นที่มีผลเพิ่มระดับโพแทสเซียมในเลือด
สำหรับการเก็บรักษายาคุมกำเนิด คุณควรเก็บให้พ้นมือและสายตาของเด็ก โดยเก็บในอุณหภูมิห้องปกติ
ลืมกินยาคุมกำเนิด

สล็อต

ปกติถ้าเรากินยาคุมกำเนิดหลังอาหารเย็น ถ้าลืมกินก็อาจไปกินก่อนนอนได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าก่อนเข้านอนแล้วยังลืมอีก เช้าวันรุ่งขึ้นก็ให้รีบกินยาเม็ดนั้นเสีย แต่ถ้ายังลืมอีกไปจนถึงอาหารเย็นของอีกวัน ขอแนะนำให้กินพร้อมกัน 2 เม็ดเลยครับ แม้บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะมากหน่อย แต่หลังจากนั้นก็จะปกติเองครับ นี้คือในกรณีที่เราลืมกินยาไม่เกิน 1 วัน (การลืมกินยาบ่อย ๆ หลาย ๆ วันอาจทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอย ทำให้ไข่ตกและตั้งครรภ์ได้ แต่ถ้าประจำเดือนมาตามกำหนดเวลาก็แปลว่าไม่ตั้งครรภ์ แต่ถ้าประจำเดือนไม่มาก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้แผงต่อไปครับ)
ถ้าลืมกินยาคุม 2 วันติดต่อกัน ให้กินยาเช้า-เย็น ติดต่อกัน 2 วัน แล้วจึงกินเม็ดต่อไปตามปกติ เช่น ลืมกินยา (ตอนเย็น) วันจันทร์และวันอังคาร วันพุธให้กินยาตอนเช้า 1 เม็ด ตอนเย็น 1 เม็ด ส่วนวันพฤหัสก็กินยาตอนเช้า 1 เม็ด และตอนเย็น 1 เม็ด แล้ววันต่อไปคือวันศุกร์ก็ให้กินตามปกติตามเวลาเดิมวันละ 1 เม็ด (วันศุกร์กินตอนเย็น 1 เม็ด) เรื่อยไปจนครบแผง
ถ้าลืมกินยาคุม 3 วัน แนะนำให้หยุดกินยา แล้วรอให้มีประจำเดือนมาก่อนแล้วจึงค่อยเริ่มกินแผงใหม่
ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย หรือพบได้ประมาณ 1-10 คน ในผู้ใช้ยา 100 คน สำหรับยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

มีอาการคล้ายคนแพ้ท้อง ผู้ที่กินยาคุมกำเนิดแผงแรก ๆ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะคล้ายคนแพ้ท้อง (โดยเฉพาะใน 3 แผงแรก) ทำให้บางคนคิดว่าแพ้ยาหรือตั้งครรภ์ ในกรณีนี้ไม่ต้องตกใจครับ ให้กินยาต่อไปจนครบแผง พอแผงต่อไปร่างกายจะเริ่มปรับตัวเข้ากับยาและมีอาการน้อยลงเรื่อย ๆ เอง
อารมณ์เปลี่ยนแปลง (อารมณ์แปรปรวน) อาจมีอารมณ์ซึมเศร้าหรือมีอารมณ์ดีขึ้น หรือมีอารมณ์ทางเพศเปลี่ยนแปลงไป บางรายอาจรู้สึกดีขึ้นเนื่องจากหมดความกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ แต่บางรายก็อาจมีความรู้สึกทางเพศลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนเพศชายลดลง หากเป็นมากก็ควรรีบไปพบแพทย์ แต่ก็ต้องหาสาเหตุด้วยนะครับว่าเกิดจากอะไร เพราะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เกิดจากการใช้ยาคุมกำเนิดก็ได้
เลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอด ซึ่งมักจะเกิดขึ้นใน 1-3 สัปดาห์แรกของกาเริ่มกินยาคุมกำเนิด สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการใช้ยาคุมที่มีฮอร์โมนต่ำเกินไป หรือกินยาไม่ตรงเวลา กินบ้างไม่กินบ้าง
ประจำเดือนมาน้อย ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดฮอร์โมนรวมจะทำให้ประจำเดือนมาน้อยลง ซึ่งเป็นผลดีกับคนที่เลือดจางจากการขาดอาหารและธาตุเหล็ก เมื่อกินแล้วโอกาสที่เลือดจะจางก็น้อยลง
เป็นฝ้า ยาคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมบางชนิดกินแล้วทำให้เกิดฝ้า (ฮอร์โมนเป็นเพียงปัจจัยเสริมทำให้เกิดฝ้า) คุณควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดเป็นเวลานาน ๆ (แต่ยาคุมบางชนิดที่กินแล้วไม่เป็นฝ้าก็มีครับ แต่จะมีราคาค่อนข้างแพงกว่าปกติ) เมื่อหยุดใช้ยาแล้วฝ้าจะจางลงเอง

สล็อตออนไลน์

อาการอื่น ๆ ที่อาจพบได้ เช่น ไมเกรน มีอาการปวดเต้านม รู้สึกบวมน้ำ ความรู้สึกทางเพศลดลงหรือหายไป มีเลือดออกที่มดลูกผิดปกติ (เลือดออกระหว่างรอบเดือน) เลือดออกทางช่องคลอด มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในบางราย (เป็นผลมาจากการที่ร่างกายมีน้ำและเกลือแร่คั่งในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง) ในกรณีนี้ก็ต้องระวังเรื่องอาหารการกินมากน้อย อย่ากินแป้งและไขมันมากเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
สำหรับอาการข้างเคียงของการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่พบได้น้อย (พบได้ 1-10 คน ในผู้ใช้ยา 10,000 คน) ได้แก่ ภาวะลิ่มเลือดหลุดอุดตันหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดง ส่วนอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้น้อยมาก ซึ่งถูกประเมินว่าเกี่ยวข้องกับยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ได้แก่ เนื้องอก (ยังไม่แน่ชัดว่ามีความสัมพันธ์โดยตรงต่อการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดหรือไม่) มะเร็งตับ ฝ้า (ยาคุมกำเนิดบางชนิดกินแล้วอาจทำให้เกิดฝ้าได้ คุณควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดเป็นเวลานาน ๆ เมื่อหยุดใช้ยาแล้วฝ้าจะจางลงเอง ผิวหนังมีลักษณะเป็นก้อนกลมแดงนูนออกมา (Erythema nodosum) ความดันโลหิตสูง การทำงานของตับไม่ปกติ
คำแนะนำ : ในระหว่างการใช้ยาคุมกำเนิดหากคุณมีอาการเหล่านี้ คุณควรรีบไปพบแพทย์ เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดศีรษะมาก มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง (ซึมเศร้ามาก) มีเลือดออกทางช่องคลอดในปริมาณมาก หรือมีอาการแน่นหน้าอก ปวดบริเวณน่อง หรือขาบวม 1 ข้าง หรือตรวจพบว่ามีการตั้งครรภ์ในขณะใช้ยาคุมกำเนิด

คำถามที่พบบ่อย
Q : ซื้อยาคุมกำเนิดมากินเองได้หรือไม่ ?
A : หากไม่สะดวกไปพบแพทย์ก็สามารถซื้อยามากินเองได้ครับ แต่ต้องศึกษาให้รู้จริง หรือลองปรึกษาเภสัชกรในร้านยาใกล้บ้านก็ได้ครับ และเมื่อใช้ไปแล้วประมาณ 1 ปี ก็ควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพดูสักครั้ง

Q : ยาคุมยี่ห้อไหนดีที่สุด ?
A : ไม่มียาคุมยี่ห้อไหนที่ดีที่สุดและเหมาะกับทุกคน เพราะร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน คงต้องเลือกที่เหมาะกับเรา “ยาคุมที่ดีที่สุดคือยาคุมที่เหมาะสมกับเรา”

Q : กินยาจะทำให้อ้วนไหม ?
A : ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและตัวบุคคลครับ ถ้าเป็นคนที่อ้วนง่ายหรือมีแนวโน้มจะอ้วนง่ายอยู่แล้ว กินไปก็จะเห็นผลทันตา แต่ถ้าเป็นคนผอม กินเข้าไปยังไงก็ไม่อ้วนครับ

Q : ยาคุม 21 เม็ด กับ 28 เม็ด แตกต่างกันอย่างไร ?
A : ไม่แตกต่างกัน เพราะยาคุมทั้งสองแบบต่างก็ฮอร์โมน 21 เม็ดเท่ากัน แต่ยาคุมแบบ 28 เม็ด จะมี 7 เม็ดที่ซึ่งเป็นแป้งเพิ่มเข้ามาไว้กินกันลืม หลาย ๆ คนมักเข้าใจผิดคิดว่าเมื่อกินยาคุมแบบ 28 เม็ด หมดแผงแล้วจะต้องเว้นไปอีก 7 วัน จึงค่อยเริ่มแผงใหม่ นั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ ขอย้ำนะครับว่าถ้ากินแบบ 21 เม็ด จะต้องเว้นไปอีก 7 วันก่อนเริ่มกินแผงใหม่ แต่ถ้ากินแบบ 28 เม็ด ไม่ต้องเว้น ให้กินแผงใหม่ต่อไปได้เลย หรือพูดง่าย ๆ คือ กินทุกวันครับ (ยาคุมกำเนิดรุ่นใหม่ ๆ อาจมีฮอร์โมน 24 เม็ด และแป้งหรือยาหลอกอีก 4 เม็ดก็ได้ แต่วิธีกินก็เหมือนกับยาชนิด 28 เม็ดทุกประการครับ)

Q : จะเริ่มกินยาคุมกำเนิดได้เมื่อไหร่ ?
A : การเริ่มกินยาเม็ดแรก ให้เริ่มภายใน 5 วันแรกของรอบประจำเดือน เช่น ประจำเดือนมาวันที่ 1 ก็เริ่มกินได้ตั้งแต่วันที่ 1 เลย หรือมีเวลาอีก 4 วัน คือ วันที่ 2, 3, 4 และวันที่ 5 (ในแผงแรกถ้ายาคุมกำเนิดที่ใช้มีฮอร์โมนต่ำ ควรเริ่มกินตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือนครับ เพราะจะให้ผลดีกว่าวันหลัง ๆ ) ส่วนคนกินยาคุมกำเนิดเฉพาะวันที่มีการร่วมเพศ แบบนั้นเสี่ยงมากครับ มีโอกาสตั้งครรภ์สูง เพราะยาจะไม่มีผล แถมยังอาจมีเลือดออกกะปริดกะปรอยเวลาได้ด้วย

Q : กินยาคุมแผงแรกช้ากว่ากำหนด จะเป็นอย่างไร ?
A : การเริ่มกินยาหลัง 5 วันแรกของการมีประจำเดือนสามารถทำได้ครับ แต่ไม่แนะนำ เนื่องจากประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะไม่แน่นอน แต่ถ้ากินมาแล้วก็ให้กินต่อไปครับ และต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วยอย่างน้อย 7 วันหลังจากกินยาเม็ดแรก

Q : กินยาคุมไม่ตรงเวลา แต่กินทุกวัน จะเป็นอะไรไหม & ต้องกินยาคุมตรงเวลาไหม ?
A : ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะลดน้อยลง แต่ถ้าเรากินตรงเวลาทุกวันจะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดเกิน 99%

Q : จำเป็นแค่ไหนที่ต้องกินยาคุมในเวลาเดียวกันทุกวัน ?
A : สำหรับยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมอาจจะไม่ต้องตรงเวลาเป๊ะมากก็ได้ครับ สามารถคลาดเคลื่อนจากเวลาที่กินเดิมได้ไม่เกิน 5-6 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ตัวนี้ต้องกินตามเวลาเดิมทุก ๆ วัน คลาดเคลื่อนได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลง

Q : ยาคุมกำเนิดจะเริ่มมีผลเมื่อไหร่ ?
A : เมื่อกินไปได้ประมาณ 4-5 เม็ด (ในแผงแรกถ้ากินภายใน 5 วันหลังจากประจำเดือนมาวันแรก ก็จะสามารถคุมกำเนิดได้ทันทีตั้งแต่กินเม็ดแรก)

[NPC4]
Q : กินยาคุมแล้วมีเลือดออกกะปริดกะปรอยคล้ายประจำเดือน ในระหว่างที่กินยาคุมกำเนิดหรือหลังจากเริ่มกินยาคุมกำเนิด ผิดปกติหรือไม่ ?
A : ไม่ครับ เพราะเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ที่เพิ่งเริ่มกินยาคุม 1-3 แผงแรก โดยส่วนใหญ่แล้วอาการเลือดออกกะปริดกะปรอยจะหายไปเอง แต่ถ้าไม่หายภายใน 3 เดือน หรือกังวลใจมาก ๆ คุณควรปรึกษาแพทย์

Q : กินยาคุมกำเนิดแล้วเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน จะทำอย่างไร ?
A : อาการดังกล่าวเกิดจากผลข้างเคียงของยา โดยเฉพาะยาคุมกำเนิดที่มีระดับฮอร์โมน EE สูง คุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อเปลี่ยนมาใช้ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนต่ำ เช่น Yaz

Q : หลังกินยาคุมกำเนิดแล้วอาเจียนออกมา จะทำอย่างไร ?
A : หากอาเจียนหรือมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรงหลังจากกินยา ตัวยาสำคัญในยาเม็ดอาจไม่ถูกดูดซึมอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะมีผลคล้ายกับการลืมกินยา ดังนั้นหากคุณอาเจียนภายใน 3-4 ชั่วโมง หลังกินยาคุมกำเนิด ให้กินซ้ำอีก 1 เม็ด แต่ถ้าเกินกว่านี้ก็ต้องกินครับ เพราะตัวยาจะถูกดูดซึมหมดแล้ว

Q : ทำยาคุมกำเนิดหายไป 1 เม็ด ควรทำอย่างไร ?
A : ถ้าเป็นแบบ 21 เม็ด ก็ให้ซื้อมาใหม่อีกแผง แล้วแกะออกมา 1 เม็ด (เม็ดไหนก็ได้) แล้วเอามาเสริมเม็ดที่หายไป ส่วนแผงที่แกะแล้วให้เก็บไว้เป็นอะไหล่เผื่อหายเผื่ออาเจียนครับ ส่วนแบบ 28 เม็ด ถ้าเป็นเม็ดแป้งหายก็ให้เว้นไม่ต้องกินในวันของเม็ดที่หาย แต่ถ้าเม็ดที่หายเป็นตัว ก็ให้ทำแบบเดียวกับ 21 เม็ดครับ

Q : กินยาคุมกำเนิดแบบ 21 เม็ดจนครบแล้ว ช่วงที่หยุดยา 7 วัน จะยังคุมกำเนิดได้อยู่ไหม ?
A : ยังคุมกำเนิดได้อยู่ครับ ไม่ต้องห่วง

Q : จะเปลี่ยนจากแบบ 28 เม็ด ไปเป็น 21 เม็ด จะต้องทำอย่างไร ?
A : กินแผงเดิมครบ 28 เม็ด ก็เริ่มกินแผงใหม่ชนิด 21 เม็ดต่อได้ทันที ส่วนประสิทธิภาพยังเหมือนเดิม

Q : จะเปลี่ยนยาคุมจาก 21 เม็ด เป็น 28 เม็ด จะต้องทำอย่างไร ?
A : ควรกินแผงเดิมให้ครบ 21 ก่อน และเว้นไปอีก 7 วัน แล้วจึงเริ่มกินแผงใหม่ที่เป็น 28 เม็ดได้เลย

Q: ยาคุมแบบ 28 เม็ด เราจะไม่กิน 7 เม็ดสุดท้ายที่เป็นแป้งได้หรือไม่ ?
A : ได้ครับ ถ้าไม่กลัวลืม ไม่กลัวสับสน แต่ถ้าทำอย่างนั้นแนะนำว่าใช้แบบ 21 เม็ดไปเลยจะดีกว่าครับ

Q : ถ้ากินยาคุมกำเนิดแบบ 21 เม็ด แล้วเว้นระยะเกิน 7 วัน ก่อนที่จะกินแผงต่อไป จะทำได้ไหม ?
A : ในกรณีที่ลืมหรือเริ่มแผงต่อไปช้าเกิน 7 วัน จะทำให้ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดลดลง ในช่วงแรกจะต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น การสวมถุงยาง ในช่วง 7 วันแรกที่เริ่มแผงใหม่

Q : กินยาคุมแบบ 21 เม็ด แต่เว้นไม่ครบ 7 วัน (กินก่อนครบ 7 วัน) จะต้องทำอย่างไร ?
A : สามารถกินต่อไปได้เลยไม่มีปัญหา ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดก็ยังเหมือนเดิม

Q : มีความจำเป็นอยากเปลี่ยนวันกินยาคุมกำเนิด ต้องทำอย่างไร ?
A : สำหรับยาคุมแบบ 21 เม็ด แทนที่จะเว้นระยะในระหว่าง 7 วันแล้วค่อยกิน ก็ให้เปลี่ยนมาเริ่มกินแผงใหม่ได้เลยในวันที่ต้องการ สำหรับยาคุมแบบ 28 เม็ด ก็ให้เปลี่ยนมาเริ่มกินแผงใหม่ได้ตั้งแต่ในช่วงเม็ดที่ 22-28 ของแผงเดิม

Q : กินยาคุมแบบ 21 เม็ด อยากเลื่อนประจำเดือน ควรทำอย่างไร ?
A : ในกรณีที่กินยาหมดแผงครบ 21 เม็ดแล้ว และมีความจำเป็นจะเลื่อนประจำเดือนออกไปหรือไม่ต้องการให้มีประจำเดือนมาในช่วงที่จะต้องหยุดยา เช่น กรณีแฟนมาหา ก็ให้กินแผงใหม่ต่อจนครบ 42 เม็ดเลยครับ พอครบแล้วก็ค่อยเว้นไปอีก 7 วัน ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดยังมีเท่าเดิม ไม่ต้องห่วง (ถ้าเป็นแบบ 28 เม็ด ให้เด็ด 7 เม็ดสุดท้ายที่เป็นแป้งทิ้งไปเลย)

Q : ถ้าจะเปลี่ยนยี่ห้อยาคุมกำเนิด จะต้องทำอย่างไร ?
A : กินแผงเก่าให้ครบแล้วเปลี่ยนได้เลย ถ้าเป็นแบบ 21 วันเมื่อกินครบแผงแล้ว ก็เว้นไปอีก 7 วันแล้วกินยี่ห้อใหม่ได้เลย แต่ถ้าเป็นแบบ 28 เม็ดเมื่อกินครบแผงแล้วก็เริ่มแผงใหม่ได้ทันที แม้ว่ายี่ห้อใหม่จะมีปริมาณฮอร์โมนต่างกับยี่ห้อเดิมหรือไม่ก็ตาม

[NPC5]
Q : กินยาคุมย้อนศร & กินยาคุมผิดวัน จะต้องทำอย่างไร ?
A : กรณีของยาคุม 21 เม็ด จะสลับกินเม็ดไหนก็ได้ แต่ที่ให้กินเรียงกันไปก็เพื่อความสะดวกและกันลืม เช่น ต้องกินเม็ดที่ 10 แต่กลับไปกินเม็ดที่ 20 ก็ไม่เป็นไรครับ พอวันที่ 11 ก็กินของวันที่ 11 ไปตามปกติ จนถึงวันที่ 20 ก็ให้กลับมากินของเม็ดที่ 10 ที่เราข้ามไป เนื่องจากทุกเม็ดมีตัวยาและขนาดยาเหมือนกัน แต่ในกรณีของยาคุมกำเนิดหลายระยะที่แต่ละเม็ดจะไม่เท่ากัน วันที่ 10 ก็ต้องกลับมากินเม็ดที่ 10 แล้วกินต่อไปเรื่อย ๆ ร่วมไปกับการใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่น ๆ

Q : อายคนอื่นกลัวพ่อแม่เห็นที่พกยาคุม จะทำอย่างไร ?
A : แกะยาออกจากแผง แล้วนำยามาใส่ซองยาธรรมดาแทน

Q : 2-3 เดือนเจอกันครั้งหนึ่ง จะกินยาคุมอย่างไร ?
A : ถ้าแฟนจะมาวันไหน ก็ควรเริ่มกินยาคุมรอไว้เลย สมมติว่า แฟนจะมาเดือนหน้า จะเจอกันก่อนประจำเดือนรอบใหม่จะมา ถ้าเดือนนี้พอประจำเดือนมาก็เริ่มกินรอไว้เลย

Q : ไปต่างจังหวัด แต่ลืมยาคุมกำเนิด จะต้องทำอย่างไร ?
A : ควรซื้อยาคุมกําเนิด แผงใหม่ และหยิบเม็ดไหนก็ได้กินต่อไปเลย หลังจากกลับมาแล้วก็แกะแผงเก่าทิ้งเท่าจำนวนที่กินไป แล้วก็กินแผงเก่าต่อ ส่วนแผงใหม่นั้นก็เก็บไว้เป็นยาสำรอง

Q : หลังกินยาคุมประจําเดือนจะมาเมื่อไหร่ ?
A : ในช่วงเว้น 1 สัปดาห์หรือช่วงกินยาหลอก ประจำเดือนจะเริ่มมาหลังจากหยุดกินยาไปได้ประมาณ 2-4 วัน (อย่างกินเม็ดสุดท้ายหรือเม็ดที่ 21 ตอนเช้าวันที่ 30 กันยายน วันที่ 2 ตอนเช้า ถึงวันที่ 4 ตุลาคม ประจำเดือนก็จะเริ่มมาแล้วครับ)

Q : กินยาคุมแบบ 21 เม็ดจนครบแผง อีก 7 วัน ประจำเดือนยังไม่มา ควรทำอย่างไร ?
A : เริ่มกินแผงต่อไปทันที

Q : กินยาคุมกำเนิดแบบ 21 เม็ดจนครบแล้ว ต้องรอให้ประจำเดือนมาก่อนแล้วค่อยกินต่อใช่ไหม ?
A :ไม่ใช่ เมื่อครบ 7 วันแล้ว วันถัดมาให้กินแผงใหม่ได้เลย ไม่ว่าประจำเดือนจะมาหรือไม่ก็ตาม

Q : กินยาคุมแล้วประจําเดือนไม่มา & กินยาคุมแล้วท้อง จะต้องทำอย่างไร ?
A : หากกินยาคุมกำเนิดอย่างถูกต้องจนหมดแผง และไม่มีอาการอาเจียนหรืออาการท้องเสียอย่างรุนแรง และไม่ได้ใช้ยาชนิดอื่นร่วมด้วย ก็ไม่น่าจะมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น กรณีนี้ให้กินยาคุมแผงต่อไปได้เลย แต่หากกินยาคุมกำเนิดไม่ถูกต้อง หรือหากกินอย่างถูกต้องแล้ว แต่ไม่มีเลือดประจำเดือนออกมา 2 เดือนติดต่อกัน อาจเกิดการตั้งครรภ์ได้ ควรรีบไปพบแพทย์และไม่ควรกินยาคุมกำเนิดแผงต่อไปจนกว่าจะแน่ใจแล้วว่าไม่ตั้งครรภ์ ในระหว่างนี้ก็ให้ใช้วิธีคุมกำเนิดที่ไม่ใช่ฮอร์โมนแบบอื่นไปก่อน

Q : การกินยาเม็ดคุมกำเนิด จะทำให้ตรวจการตั้งครรภ์ผิดพลาดได้หรือไม่ ?
A : ไม่ครับ

Q : เมื่อกินยาคุมกำเนิดต่อเนื่องไปนาน ๆ ควรพักการบ้างหรือไม่ ?
A : ไม่ต้องพักก็ได้

Q : สามารถกินยาคุมกำเนิดติดต่อกันได้นานแค่ไหน ?
A : ถ้าอายุยังน้อย ก็กินได้หลายปี 5-10 ปีก็ไม่เป็นอะไร

Q : กินยาเม็ดคุมกำเนิดแล้วยังมีโอกาสตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ ?
A : การกินยาคุมกำเนิดพบว่ายังมีอัตราการตั้งครรภ์ได้ที่ 9% เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น ลืมกินยาคุมกำเนิด กินยาไม่ตรงเวลา หรือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียง หรือได้รับยาอื่น ๆ ที่ไปรบกวนการออกฤทธิ์ของยาคุมกำเนิด ซึ่งเหล่านี้สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ให้มีโอกาสเกิดน้อยลงได้ คือ กินยาทุกวันให้ตรงเวลา หรือใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วยเมื่อมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร (คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย) อย่างน้อย 7 วันหลังกินยาเม็ดแรก

Q : หากกินยาเม็ดคุมกำเนิดมากเกินไปจะเป็นอย่างไร ?
A : ยังไม่มีรายงานถึงผลเสียที่เป็นอันตรายร้ายแรงจากการกินยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมมากเกินไป แต่หากกินหลายเม็ดพร้อมกันในคราวเดียว อาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายตัวหรือคลื่นไส้ ในสตรีที่อายุน้อย อาจพบว่ามีเลือดออกทางช่องคลอด หากคุณกินมากเกินไปหรือพบว่าเด็กกินเข้าไป ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

Q : กินยาคุมกำเนิดนาน ๆ อันตรายไหม ?
A : เป็นอีกหนึ่งคำถามที่พบบ่อย เพราะมีหลาย ๆ คนกินยาคุมกำเนิดมาเกินกว่า 5 ปีแล้ว ขอยืนยันว่าคุณไม่มีโรคประจำตัวใด ๆ การกินยาคุมกำเนิดไปนาน ๆ ก็ไม่มีผลเสียอะไร แต่อย่างไรก็ตาม คุณก็ควรจะไปตรวจสุขภาพทุกปีเพื่อตรวจดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่ และต้องยึดหลักที่ว่า “ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นวิธีการคุมกำเนิดชั่วคราว ถ้ามีลูกพอแล้วก็ควรทำหมันจะดีกว่า”

Q : กินยาคุมนาน ๆ จะทำให้มีบุตรยาก แท้งบุตรง่าย เด็กเกิดมาพิการ หรือปัญญาอ่อน จริงหรือไม่?
A : ไม่จริงแต่อย่างใด

Q : กินยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน จะทำให้มีลูกยากจริงไหม ?
A : จากการศึกษาเป็นเวลานานไม่พบว่าการกินยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน ๆ จะทำให้มีลูกยากหรือเป็นหมัน แต่ถ้าหยุดยาแล้วยังไม่ตั้งครรภ์สักทีก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

Q : ยาคุมกำเนิดทำให้น้ำนมลดจริงหรือ ?
A : การกินยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมหลังคลอดทันที อาจมีผลต่อการผลิตน้ำนมได้ ควรรอประมาณเดือนครึ่งแล้วจึงค่อยเริ่มกินยาคุมกำเนิด เพราะจะทำให้ปริมาณของน้ำนมไม่เปลี่ยนแปลงหรืออาจลดลงบ้างเพียงเล็กน้อย (ไม่มีผลต่อลูกน้อยแต่อย่างใด ให้ลูกกินนมแม่ได้ตามปกติ) สำหรับคุณแม่บางรายที่มีปริมาณน้ำนมน้อยอยู่แล้ว แพทย์จะจ่ายยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนเพียงอย่างเดียวให้คุณแม่ในช่วงที่ให้นมลูก ซึ่งยาคุมกำเนิดชนิดนี้จะไม่ทำให้น้ำนมแม่ลดลงแต่อย่างใด

Q : กินยาคุมแล้วอารมณ์ทางเพศและน้ำหล่อลื่นลดลง จะทำอย่างไร ?
A : มีบางรายที่พบว่ากินแล้วมีอารมณ์ทางเพศน้อยลง หรือบางรายมีน้ำหล่อลื่นลดลง กรณีให้คุณลองเปลี่ยนไปใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนน้อยลงก็จะช่วยได้ แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็คงต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นแทน

Q : ยาคุมยี่ห้อไหนกินแล้วไม่อ้วน (ยาคุมที่กินแล้วไม่อ้วน) & กินยาคุมแล้วอ้วน ทําไงดี ?
A : ลองเปลี่ยนมาใช้ยาคุมกำเนิดของ Yasmin หรือของ Yaz ดูครับ เพราะสองตัวนี้มีฤทธิ์ต้านการคั่งของน้ำในร่างกาย เสมือนว่าเป็นยาขับปัสสาวะอ่อน จึงช่วยลดอาการบวมน้ำ ทำให้น้ำหนักตัวคงที่ไม่เพิ่มขึ้น

Q : ยาคุมลดสิว & ยาคุมรักษาสิวที่ดีที่สุด คือยี่ห้อใด ?
A : Diane-35, Yasmin, Yaz ครับ แต่ต้องเลือกใช้เหมาะกับตัวเราด้วย

Q : อยากเปลี่ยนมากินยาคุมกำเนิดแทนการฉีดยาคุม จะเริ่มกินยาได้เมื่อไหร่ ?
A : เริ่มกินเม็ดแรกคือวันที่ครบกำหนดฉีดในครั้งต่อไป แม้ประจำเดือนจะมาหรือไม่ก็ตาม สามารถกินได้เลย ไม่ต้องรอ

Q : ถ้าไม่ต้องใช้ยาคุมกำเนิดแล้ว สามารถหยุดกินกลางคันได้ไหม ?
A : ควรกินต่อให้ครบแผงแล้วค่อยหยุด

Q : แฟนไม่อยู่หลายเดือน ควรหยุดกินยาคุมกำเนิดหรือไม่ ?
A : ไม่ควรครับ เพราะการที่กินยาคุมกำเนิดมาแล้วหลายแผง เมื่อหยุดยา ประจำเดือนอาจไม่มาหรือมาช้ากว่าปกติก็ได้ พอแฟนกลับมา จึงยังไม่ทันได้เริ่มกินยาคุมกำเนิด (เนื่องจากรอบเดือนยังไม่มา) ก็เลยไม่ได้คุมกำเนิด ดังนั้นถ้าจะหยุดกินชั่วคราวแค่ 1-2 เดือน ขอแนะนำว่าให้กินต่อเนื่องไปเลยจะดีกว่าครับ

Q : สามีไปทำงานต่างประเทศหลายเดือน จะหยุดกินยาคุมได้ไหม ?
A : หยุดกินได้ แต่ต้องกินให้หมดแผงแล้วค่อยหยุด ถ้าไปไม่ถึงเดือนก็ไม่ควรหยุดกิน

Q : หลังหยุดกินยาคุม สามารถเริ่มตั้งครรภ์ได้ทันทีหรือไม่ หรือต้องนานไหม ?
A : หลังจากหยุดกินยาคุมสามารถเริ่มตั้งครรภ์ได้ทันที โดยทั่วไปไข่จะตกหลังจากหยุดยาคุมไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ และประจำเดือนจะเริ่มมาหลังจากหยุดยาคุมแล้วประมาณ 4-6 สัปดาห์

แนะนำยาคุมกำเนิด

ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ แต่ถ้าไม่รู้ว่าตั้งครรภ์และกินยาไปบ้างแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ต้องหยุดกินทันที และไม่ต้องไปกังวลว่าจะมีผลต่อลูกในครรภ์ เพราะโอกาสเกิดผลข้างเคียงมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย
ห้ามใช้ในสตรีที่ยังไม่เริ่มมีประจำเดือน รวมถึงสตรีสูงอายุที่หมดประจำเดือนแล้วด้วย
ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปี วัยนี้อาจมีปัญหาในการกินยาคุมกำเนิดได้ เพราะมีโอกาสเกิดโรคระบบไหลเวียนของเลือดได้ง่าย เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ฯลฯ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการคุมกำเนิดแล้วหันไปใช้วิธีอื่นแทน
ผู้ที่มีหรือเคยมีการแข็งตัวของเลือด ในหลอดเลือดที่ขา (ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน) ที่ปอด (ภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดที่ปอด) หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการแข็งตัวตัวของเลือด เพราะการกินยาคุมกำเนิดจะทำให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น จึงมีโอกาสที่เกิดเส้นเลือดอุดตันมากเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เครดิตฟรี

ผู้ที่มีหรือเคยมีอาการหัวใจวาย หรือภาวะที่สมองขาดเลือดอย่างเฉียบพลัน (Stroke) (มีสาเหตุมาจากการแข็งตัวของเลือดหรือหลอดเลือดแตกในสมอง) รวมถึงผู้ที่มีหรือเคยมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดหัวใจวาย (เช่น อาการปวดเค้นหน้าอก) หรือภาวะที่สมองขาดเลือดอย่างเฉียบพลัน (เช่น ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวที่ไม่มีผลรุนแรงตามมา ที่เรียกว่า Transient ischaemic attack)
ผู้ที่โรคหัวใจบางชนิด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ
ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นไมเกรนชนิดรุนแรงหรือไมเกรนบางชนิดร่วมกับความผิดปกติเฉพาะที่ของระบบประสาท เช่น การมองเห็นผิดปกติ การพูดผิดปกติ มีอาการอ่อนเพลีย หรือชาบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย
ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่มีความผิดปกติของหลอดเลือด
ผู้ที่มีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ผู้ที่เป็นเนื้องอกของอวัยวะสืบพันธุ์ ทั้งชนิดธรรมดาและชนิดร้ายแรงหรือมะเร็ง หากมีประจำเดือนครั้งละหลายวันหรือนานกว่าปกติ มีประจำเดือนเดือนละหลาย ๆ รอบ หรือหลังร่วมเพศแล้วมีเลือดออกมาจากช่องคลอด จะมีโอกาสที่เนื้องอกจะโตขึ้นด้วย
ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นโรคมะเร็งที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศ เพราะอาจมีส่วนทำให้เซลล์มะเร็งเจริญขึ้นได้ เช่น ที่อวัยวะสืบพันธุ์ หรือเต้านม
ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม เนื้องอกเต้านม ทั้งชนิดธรรมดาและร้ายแรง ซึ่งมักจะมีอาการเจ็บหน้าอกบ่อย ๆ มีก้อนหรือคลำก้อนได้ที่เต้านม และมีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลออกมาจากหัวนม
ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นโรคตับ ซึ่งอาจมีอาการตัวเหลืองหรือมีอาการคันทั่วร่างกาย และตับยังคงทำงานผิดปกติ เพราะตามปกติแล้วยาคุมกำเนิดจะถูกทำลายที่ตับ เมื่อตับทำงานได้ไม่ดี ยาคุมก็ไม่ถูกทำลาย จึงเป็นอันตรายอย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคตับ
ผู้ที่เป็นโรคไต หรือมีภาวะการทำงานของไตบกพร่องอย่างรุนแรง หรือภาวะไตวายเฉียบพลัน
ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นเนื้องอกในตับชนิดไม่ร้ายแรงหรือชนิดร้ายแรง
ผู้ที่แพ้ต่อตัวยาสำคัญหรือส่วนประกอบอื่นในยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการคัน เป็นผื่น หรือบวมได้
หมายเหตุ : หากมีความผิดปกติในข้อหนึ่งข้อใดที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในขณะกินยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ให้หยุดยาทันทีและไปพบแพทย์

ผู้ที่ควรระวังในการใช้ยาคุมกำเนิด
ก่อนการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด คุณควรสังเกตตัวเองก่อนว่าในระยะ 12 เดือนที่ผ่าน หรือ 1 ปีก่อนการตั้งครรภ์ คุณเคยมีความรู้สึกหรือมีอาการเหล่านี้หรือไม่ ถ้าไม่มีอาการเหล่านี้ก็สามารถใช้ยาคุมกำเนิดได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อรวมกันก็ไม่ได้ความว่าจะใช้ยาคุมกำเนิดไม่ได้นะครับ (ไม่ใช่ข้อห้าม) เพียงแต่ขอให้ระมัดระวังในการกินยามากขึ้น ถ้าจะใช้ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยดูว่าเป็นโรคหรือไม่ หรือหากใช้ยาไปแล้วและเกิดมามีอาการเหล่านี้ขึ้นภายหลัง ก็ควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจและขอคำแนะนำเช่นกันว่าควรใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดต่อไปหรือไม่

สล็อต

มีน้ำหนักตัวมากเกินไป
ผู้ที่สูบบุหรี่ ทั้งบุหรี่ซองและบุหรี่พื้นเมือง (หากสูบบุหรี่พร้อมกับกินยาคุมกำเนิดจะมีโอกาสเกิดเส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูงได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่ได้กินยาคุมกำเนิด) ความเสี่ยงจะมีเพิ่มขึ้นตามปริมาณการสูบบุหรี่และอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะในสตรีที่มีอายุมากกว่า 35 ปี หากต้องการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด คุณควรงดสูบบุหรี่ในขณะที่ใช้
สตรีให้นมบุตร คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาคุมกำเนิด เพราะโดยปกติแล้วจะไม่แนะนำให้กินยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมในระหว่างการให้นมบุตร หากต้องการกินยาคุมกำเนิดในระหว่างให้นมบุตร คุณควรปรึกษาแพทย์
ผู้ที่มีอายุมาก
เมื่ออยู่ในภาวะที่เคลื่อนไหวไม่ได้ติดต่อกันนาน ๆ เช่น การเข้าเฝือกที่ขา, ได้รับการผ่าตัดใหญ่ ผ่าตัดที่ขา หรือมีบาดแผลใหญ่ ในกรณีเหล่านี้ควรหยุดกินยาคุมกำเนิด (หากต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรหยุดกินยาก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์) และจึงกลับมาเริ่มกินยาใหม่หลังจากที่สามารถเดินได้ปกติแล้ว 2 สัปดาห์
มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงเป็นประจำหรือเป็นไมเกรน
มีปัญหาทางจิต เช่น เป็นโรคประสาท โรคซึมเศร้า
หายใจหอบ เหนื่อย ออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกเหนื่อยมาก
ตาเหลือง ตัวเหลือง (อาการของโรคดีซ่าน)
มีอาการเจ็บหน้าอกบ่อย ๆ หรือมีก้อนหรือคลำก้อนได้ที่เต้านม
มีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลออกจากหัวนม
มีประจำเดือนครั้งละหลายวันหรือนานกว่าปกติ หรือมีประจำเดือนเดือนละหลายครั้ง
หลังร่วมเพศแล้วมีเลือดออกมาจากช่องคลอด
มีอาการปวดและบวมที่น่อง
เป็นโรคเบาหวาน
เป็นโรคความดันโลหิตสูง (ปวดศีรษะอย่างรุนแรงบ่อย ๆ หายใจหอบหรือเหนื่อยได้ง่ายมาก)
ท่านหรือสมาชิกในครอบครัวเคยมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงหรือเป็นโรคไขมันในเลือดสูง
สมาชิกในครอบครัวเคยมีเลือดแข็งตัว (ภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดที่ชา ภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดที่ปอด หรือบริเวณอื่น ๆ) เป็นโรคหัวใจวาย หรือมีภาวะที่สมองมีการขาดเลือดอย่างเฉียบพลัน (Stroke) ตั้งแต่อายุยังน้อย
มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจหรือหัวใจเต้นผิดปกติ

สล็อตออนไลน์

มีอาการอักเสบของหลอดเลือดดำ
มีญาติที่ใกล้ชิดเป็นหรือเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านม
เป็นโรคตับหรือโรคของถุงน้ำดี หรือเคยมีประวัติถุงน้ำดีอักเสบ
มีเส้นเลือดขอด เช่น ที่ขามีเส้นเลือดขอดเส้นโต ๆ
เป็นโรคลมชัก
มีระดับโพแทสเซียมในเลือดเพิ่มสูงขึ้น (เช่น เนื่องจากการทำงานของไตที่ไม่ปกติ) และมีการใช้ยาขับปัสสาวะที่อาจเพิ่มระดับโพแทสเซียมในเลือดร่วมด้วย ควรจะปรึกษาแพทย์หากท่านไม่แน่ใจ
มีหรือเคยมีปื้นสีน้ำตาลหรือฝ้าที่เรียกว่า Pregnancy patch โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรง
หากเกิดสภาวะบางอย่างเมื่อเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หรือเคยมีอาการแย่ลงในระหว่างการตั้งครรภ์ หรือเมื่อเคยใช้ฮอร์โมนเพศ เช่น การได้ยินผิดปกติ โรคเกี่ยวกับกระบวนการเมแทบอลิซึมที่เรียกว่า porphyria, โรคทางระบบประสาทที่เรียกว่า Sydenham’s chorea, โรคผิวหนังที่เรียกว่า Herpes gestationis
เป็นโรค Angioedema ตั้งแต่กำเนิด ควรพบแพทย์ทันทีหากเกิดอาการที่แสดงถึงอาการของโรคนี้ เช่น หน้าบวม ลิ้นบวม คอบวม และ/หรือ มีอาการกลืนลำบาก หรือมีลมพิษเกิดขึ้นพร้อมกับการหายใจลำบาก ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจทำให้เกิดอาการของ Angioedema ได้ หรืออาจทำให้อาการแย่ลง
เป็นโรคดังต่อไปนี้ คือ โรคเลือดชนิด Sickle cell, โรค Hemolytic Uremic Syndrome – HUS (ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด มีผลทำให้ไตวาย), โรค Systemic Lupus Erythematosus – SLE (โรคของระบบภูมิคุ้มกัน), โรค Crohn’s disease หรือ โรคลำไส้ใหญ่เป็นแผลอักเสบ (โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง)
การเลือกใช้ยาคุมกำเนิด
ผู้ที่มีประจำเดือนมามากและนานกว่าปกติ รอบประจำเดือนสั้น ไม่มีสิวหรือขนตามตัว ขอแนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนสูง ๆ
ผู้ที่มีประจำเดือนมาน้อย รอบประจำเดือนยาว มีลักษณะคล้ายเพศชาย เช่น มีสิว ผิวมน และขนดก แนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง
ผู้ที่มีประจำเดือนมาสม่ำเสมอ ปริมาณปานกลาง มีน้ำหนักตัวปกติ แนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีความสมดุลกันระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน
สำหรับสตรีให้นมบุตร วัยรุ่นที่กลัวผลเสียของยาคุมกำเนิดที่มีเอสโตรเจน และสตรีที่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ควรใช้ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนเพียงอย่างเดียว และควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เมื่อเลิกให้นมบุตรแล้วจึงค่อยเปลี่ยนไปใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมแทน

คำแนะนำ : การเริ่มใช้ยาคุมกำเนิดควรทดลองใช้ไปก่อน 1 แผง ระหว่างทดลองให้สังเกตอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นด้วย เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นฝ้า ฯลฯ หากมีอาการข้างเคียงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเปลี่ยนไปใช้ยาคุมกำเนิดตัวอื่นเพื่อลดปริมาณฮอร์โมนในตัวยา (การกินยาคุมกำเนิดก่อนนอนจะช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้)

jumboslot

รีวิวยาคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิดสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 รุ่น (การจะสรุปว่ายาคุมกำเนิดยี่ห้อไหนดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็ควรจะลองใช้ไปอย่างน้อย 3-5 แผง) ดังนี้

ยาเม็ดคุมกำเนิดรุ่นแรก (First generation) เป็นรุ่นที่มีฮอร์โมนค่อนข้างสูง ใช้แล้วทำให้เกิดอาการข้างเคียงสูง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ น้ำหนักตัวเพิ่ม และยังมีผลกับการเผาผลาญไขมันและคาร์โบไฮเดรตในร่างกายอีกด้วย จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือภาวะแทรกซ้อนได้หากใช้เป็นนาน ๆ อย่างเช่นยี่ห้อ
Margaret (มากาเร็ต : 28 เม็ด) จะมี Norethisterone 1 mg. / Mestranol 0.05 mg.
One day (วันเดย์ : 28 เม็ด) จะมี Norethisterone 1 mg. / Mestranol 0.05 mg.
ยาคุมกําเนิด
ยาคุมมากาเร็ต
ยาเม็ดคุมกำเนิดรุ่นที่ 2 (Second generation) เป็นรุ่นปรับปรุงเพื่อลดอาการข้างเคียงให้น้อยลง โดยเลือกใช้โปรเจสโตเจนที่พัฒนาขึ้นใหม่ และเปลี่ยนเอสโตรเจนจาก Mestranol มาใช้ Ethinyl estradiol (EE) แทน จึงช่วยลดอาการข้างเคียงลงได้ แต่การที่ระดับ EE มีปริมาณลดลง อาจจะเพิ่มโอกาสการเกิดประจำเดือนกะปริดกะปรอยได้ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นอันตราย นอกจากนี้ยังพบปัญหาที่ทำให้อ้วนได้ และยังคงมีผลต่อกระบวนการเผาผลาญไขมันอยู่บ้างครับ รุ่นนี้มีอยู่หลายยี่ห้อด้วยกันครับ เช่น
Jeny – fmp (เจนนี่-เอฟเอ็มพี : 28 เม็ด) และ MARNON (มาร์นอน : 28 เม็ด) จะมี Norgestrel 0.5 mg. / EE 0.05 mg.
ยาเม็ดคุมกำเนิด
ยาคุมเจนนี่-เอฟเอ็มพี
Dior 21 (ดิออร์ : 21 เม็ด) และ Diora 28 (ดิออร์รา : 28 เม็ด) จะมี D-norgestrel 0.15 mg. / EE 0.03 mg.
ยาคุม
ยาคุมดิออร์รา : แผงละประมาณ 50 บาท
Anna (แอนนา : 28 เม็ด), Microgynon 30 ED (ไมโครไกนอน 30 อีดี : 28 เม็ด), Microgest ED (ไมโครเจสต์ อีดี : 28 เม็ด), Microlenyn ED (ไมโครเลนิน อีดี : 28 เม็ด), Rigevidon (ริเกวิดอน : 28 เม็ด) และ R-den (อาร์เดน : 28 เม็ด) จะมี Levonorgestrel 0.15 mg. / EE 0.03 mg.
ยาคุม 28 เม็ด
ยาคุมไมโครไกนอน : ราคาแผงละประมาณ 55 บาท
Triquilar ED (ไตรควีล่าร์ อีดี : 28 เม็ด) แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ เม็ดสีน้ำตาลอ่อน 6 เม็ด (Levonorgestrel 0.05 mg. / EE 0.03 mg.), เม็ดสีขาว 5 เม็ด (Levonorgestrel 0.075 mg. / EE 0.04 mg.), เม็ดสีเหลือง 10 เม็ด (Levonorgestrel 0.125 mg. / EE 0.03 mg.) ส่วนเม็ดใหญ่สีขาวอีก 7 เม็ดที่เหลือจะเป็นเม็ดแป้ง
ยาคุมกำเนิด
ยาคุมไตรควีล่าร์ : ราคาแผงละประมาณ 55 บาท
ยาเม็ดคุมกำเนิดรุ่นที่ 3 (Third generation) รุ่นนี้อาการข้างเคียงจะน้อยกว่าสองรุ่นแรก บางตัวยังมีฤทธิ์ลดการสร้างไขมันที่ต่อมไขมัน ช่วยลดสิวที่เกิดจากฮอร์โมนได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่ม HDL และลด LDL ได้อีกด้วย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ มีหลายยี่ห้อเช่นกันครับ ได้แก่
Yasmin (ยาสมิน : 21 เม็ด) มี Drospirenone 3 mg. / EE 0.03 mg. ส่วน Yaz (ยาส : 28 เม็ด มีฮอร์โมน 24 เม็ด) จะมี Drospirenone 3 mg. / EE 0.02 mg. โดยตัว Drospirenone (ดรอสไพรีโนน) จะมีความคล้ายคลึงธรรมชาติมาก มีฤทธิ์ต้านการคั่งของน้ำในร่างกาย เสมือนว่าเป็นยาขับปัสสาวะอ่อน จึงช่วยลดอาการบวมน้ำ ทำให้น้ำหนักตัวคงที่ไม่เพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับสตรีร่างอวบที่ไม่อยากอ้วน (รวมถึงผู้ที่ไม่เคยกินยาคุมกำเนิดยี่ห้อใด ๆ เลย โดยเฉพาะตัว Yaz ที่มีระดับ EE น้อย) นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการคัดตึงเต้านม ช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน แถมยังมีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย (แอนโดรเจน) ที่สามารถช่วยลดสิวที่เกิดจากฮอร์โมน ความมันของผิวหนังและเส้นผมได้ (ประสิทธิภาพในการรักษาสิวจัดว่าได้ผลดีครับ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นสิวปานกลาง) และยาชนิดนี้สามารถควบคุมประจำเดือนได้ดี พบอาการไม่พึงประสงค์น้อย เนื่องจากมีระดับ EE น้อย (โดยเฉพาะตัว Yaz) จึงช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน (เช่น อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย เจ็บคัดเต้านม ท้องอืด ปวดท้องได้) และอาการปวดประจำเดือนได้ด้วย (Yaz จะมีปริมาณ EE น้อยกว่า Yasmin จึงมีผลข้างเคียงอย่างอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน น้อยกว่าครับ)

[NPC5]
ข้อควรทราบ : สำหรับผู้ที่เริ่มกินยาคุมแผงแรก ในช่วงแรกอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากกว่าปกติ แต่อาการจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อกินแผงต่อไป แต่สำหรับคนที่กลัวว่าจะเกิดผลข้างเคียงหรือทนอาการข้างเคียงไม่ไหว ก็ให้เลือกใช้ยาคุมกำเนิดที่มีปริมาณเอสโตรเจน (Ethinyl estradiol – EE) น้อย ๆ ก็ได้ครับ

สรุป ถ้าเน้นเรื่องลดสิว เคยกินยาคุมกำเนิดมาบ้างแล้ว และไม่แพ้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ถ้าจะให้สิวหายเร็ว ๆ ช่วงแรกแนะนำให้ใช้ Diane-35 ไปก่อน และยาตัวนี้ยังเหมาะกับสาวประเภทสองด้วยครับ เพราะกินแล้วจะทำให้อึ๋ม ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดูมีน้ำมีนวลมากขึ้น ถ้าเป็นสาวโสดอยู่แนะนำให้กิน Diane-35 ต่อไปครับ แต่ถ้ามีสามีแฟนหรือมีสามีแล้ว จะลองเปลี่ยนมาใช้ Oilezz ดูก็ได้ครับ เพราะนอกจากจะช่วยลดสิวได้แล้ว ช่องคลอดก็ไม่แห้งจนเกินไปด้วย ส่วนผู้ที่กลัวอ้วนและอยากลดสิวไปด้วย Yasmin กับ Yazz ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีครับ แต่จะมีราคาแพงกว่าปกติครับ

วิธีการกินยาคุม
การเริ่มกินยาเม็ดแรก ให้เริ่มภายใน 5 วันแรกของรอบประจำเดือน เช่น ประจำเดือนมาวันที่ 1 ก็เริ่มกินได้ตั้งแต่วันที่ 1 เลย หรือมีเวลาอีก 4 วัน คือ วันที่ 2, 3, 4 และวันที่ 5 ส่วนคนกินยาคุมกำเนิดเฉพาะวันที่มีการร่วมเพศ แบบนั้นเสี่ยงมากครับ มีโอกาสตั้งครรภ์สูง เพราะยาจะไม่มีผล แถมยังอาจมีเลือดออกกะปริดกะปรอยบางเวลาได้ด้วย ส่วนการเริ่มกินยาหลัง 5 วันแรกของการมีประจำเดือนก็สามารถทำได้ครับ (ไม่แนะนำ) แต่ต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วยเสมออย่างน้อย 7 วันหลังจากกินยาเม็ดแรก

โดยทั่วไปแล้วการกินอะไรก็ตามจะต้องกินตามวิธีใช้ของยาชนิดนั้น ๆ หากกินผิดวิธีหรือกินไม่ตรงตามที่กำหนด ก็อาจจะทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดน้อยลงหรือไม่ได้ผลได้ หรือบางชนิดก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้อีกด้วย สำหรับการกินยาคุมกำเนิดนั้นก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจและดูให้ดีก่อนว่า “แผงยาคุมมีวันกำกับไว้หรือไม่” เช่น อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. หรือ Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat ซึ่งใช้แทนวันอาทิตย์ถึงวันเสาร์ แต่แผงยาบางยี่ห้อก็ไม่มีวันกำกับไว้ หรือมีแต่ตัวเลขตั้งแต่ 1-21 ซึ่งขึ้นอยู่กับบริษัทที่ผลิตยาออกมา โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้

ยาคุมกำเนิดชนิด 21 เม็ดและมีวันกำกับ เป็นยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเท่ากันทุกเม็ด ใน 1 ชุด จะมีอยู่ 21 เม็ด (ไม่มีแป้งหรือยาหลอก) ใช้กินวันละ 1 เม็ด ตามลูกศรทุกวันจนยาหมดแผง และเว้นอีก 7 วันก่อนที่จะเริ่มกินแผงใหม่ โดยด้านหลังของแผนยาชนิดนี้จะเป็นสีเขียว มีวันเรียงกันครบ 3 สัปดาห์หรือ 21เม็ด สมมติว่าเริ่มกินยาวันจันทร์ เม็ดสุดท้ายจะตรงกับวันอาทิตย์ หลังจากนี้ก็เว้นไปอีก 7 วัน พอถึงวันจันทร์ถัดไปจึงเริ่มกินยาแผงใหม่ต่อทันที (ส่วนยาคุมกำเนิดชนิด 22 เม็ด เมื่อกินแผงแรกหมดแล้วให้หยุดกินไปอีก 6 วัน แล้วจึงค่อยเริ่มกินแผงใหม่)
ยาคุมกำเนิดชนิด 28 เม็ดและมีวันกำกับ ใน 1 แผง จะมีฮอร์โมนอยู่ 21 เม็ด และอีก 7 เม็ดจะเป็นแป้งเพื่อกินกันลืม ด้านหลังของแผงยาจะมี 2 สี ในแถบสีจะเป็นเม็ดแป้ง 7 เม็ด (บางบริษัทอาจทำเป็นแถบสีแดงหรือสีทอง) และส่วนที่เหลือจะเป็นเม็ดยาคุมกำเนิด เมื่อเริ่มกินยาเม็ดแรกจะต้องเริ่มกินจากส่วนที่เป็นแถบสีซึ่งมี 7 เม็ดเสมอ โดยให้เริ่มกินตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือนมา ที่สำคัญจะต้องเริ่มให้ตรงกับวันในสัปดาห์ที่ระบุในแผงยานั้นด้วย เช่น ถ้าประจำเดือนมาวันแรกคือวันอังคาร ก็ให้เริ่มกินยาเม็ดแรกวันอังคารในแถบสีที่มี 7 เม็ด จากนั้นก็ให้กินยาตามลูกศรไปเรื่อย ๆ วันละ 1 เม็ด โดยกินในเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน เช่น ถ้ากินก่อนนอนก็ให้กินก่อนนอนตลอดเพื่อจะได้ไม่สับสน พอกินแผงเก่าหมดแผงก็ให้เริ่มกินแผงใหม่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องหยุด และไม่ต้องสนใจว่าประจำเดือนจะมาหรือไม่มา เช่น แผงเก่าเม็ดสุดท้ายกินวันจันทร์ แผงใหม่ก็ให้เริ่มกินวันอังคาร โดยประจำเดือนจะมาในขณะที่กินยาในส่วนที่เป็นแถบสี 7 เม็ดของแผงนั้น ๆ เสมอ
ยาชนิดที่ไม่มีวันกำกับหรือไม่มีตัวเลขกำกับ ซึ่งมีทั้งแบบ 21 และแบบ 28 เม็ด สำหรับชนิดที่มี 21 เม็ดนั้นให้เริ่มกินยาเม็ดแรกภายใน 5 วันแรกของรอบประจำเดือน โดยให้กินวันละ 1 เม็ดตามลูกศรจนครบ 21 เม็ด แล้วเว้นไปอีก 7 วัน จึงเริ่มกินแผงใหม่ ส่วนชนิด 28 เม็ด ก็ให้กินจนหมดแผงครบ 28 เม็ด แล้วเริ่มแผงใหม่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องหยุดกินยา (7 เม็ดหลังจะเป็นแป้ง) หรือจะจดวันไว้บนแผงเลยก็ได้ครับ จะได้เหมือนกับ 2 ชนิดแรก

วิธีกินยาคุมกําเนิด

ยาคุม หรือ ยาคุมกําเนิด หรือ ยาเม็ดคุมกำเนิด (Oral contraceptive pill หรือ Birth control pill) คือยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน) ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการตั้งครรภ์โดยยับยั้งการตกไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีสภาพไม่พร้อมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน และทำให้มูกที่ปากมดลูกมีความเหนียวข้นขึ้น จนเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนตัวของอสุจิให้ไม่สามารถเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ได้ ยาคุมกำเนิดนั้นมีการนำมาใช้นานกว่า 50 ปีมาแล้ว ยาคุมกำเนิดในสมัยแรกจะมีฮอร์โมนสูง ทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนมาก เช่น คลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ มีฝ้าขึ้น ฯลฯ แต่ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นหายาใหม่ ๆ มากขึ้นที่มีฮอร์โมนน้อยลง ทำให้อาการข้างเคียงต่าง ๆ ลดน้อยลงหรือแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้

เครดิตฟรี

โปรดทราบว่า “ยาเม็ดคุมกำเนิดไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้เต็ม 100% ซึ่งการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 99.7% (มีโอกาสล้มเหลวได้ประมาณ 0.03%) แต่หากใช้อย่างไม่ถูกต้อง กินไม่ตรงเวลา ลืมกินยาคุมกำเนิด ฯลฯ อัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 9%” โดยประเภทยาคุมกำเนิดที่ใช้กันในบ้านเราจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิดคือ ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม และยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว

ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Combined Oral Contraceptive – COC) เป็นยาคุมกำเนิดที่ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนรวมกันในเม็ดเดียว ซึ่งแยกออกเป็น 2 แบบ (3-4 ชนิด) คือ

แบบที่มีฮอร์โมนทั้งสองชนิดเท่ากันทุกเม็ด (Monophasic (one-phase) pills) เป็นชนิดที่ประกอบด้วยเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนในขนาดคงที่เท่ากันทุกเม็ด ใน 1 ชุดจะมี 21-22 เม็ด และมีสีเดียวกันทั้งหมด แต่บางชนิดอาจเพิ่มแป้งหรือยาบำรุงที่มีสีแตกต่างกันออกไปอีก 7 วัน (ทำไว้เพื่อกันลืมครับ ให้กินทุกวันโดยไม่ต้องหยุดยา) ในบ้านเรายาคุมรูปแบบนี้มีขายมากกว่า 10 ยี่ห้อ เข่น ยาสมิน (Yasmin), ยาส (Yaz), ไดแอน (Diane), แอนนา (Anna), เมอซิลอน (Mercilon), เมลลิแอน (Meliane), มาวีลอน (Marvelon), ไซเลส (Cilest), ไกเนร่า (Gynera) ฯลฯ
แบบที่ฮอร์โมนทั้งสองชนิดไม่เท่ากัน โดยต่างกันเป็น 2-3 ระยะใน 1 ชุด ชนิด 2 ระยะหรือยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดสองระยะ (Biphasic (two-phase) pills) จะประกอบด้วยเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนในปริมาณต่างกัน 2 แบบ เพื่อเลียนแบบการหลั่งฮอร์โมนของร่างกาย ในช่วงต้นรอบเดือนจะมีเอสโตรเจนสูงกว่าโปรเจสโตเจน ส่วนช่วงปลายรอบเดือนจะมีโปรเจสโตเจนมากกว่าเอสโตรเจน ซึ่งจะมี 2 สี คือ 7 เม็ด และ 15 เม็ด เช่น ออยเลซ (Oilezz) ส่วนชนิด 3 ระยะหรือยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดสามระยะ (Triphasic (three-phase) pills) จะประกอบด้วยเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนในปริมาณที่ต่างกัน 3 แบบ เพื่อเลียนแบบการหลั่งฮอร์โมนของร่างกายให้มากที่สุด โดยจะมีเอสโตรเจนต่ำอยู่ 2 ช่วง คือ ช่วงต้นและช่วงปลายรอบเดือน ส่วนกลางเดือนจะมีปริมาณเอสโตรเจนมากที่สุด ส่วนโปรเจสโตเจนจะมีปริมาณต่ำในช่วงต้นรอบเดือนและสูงสุดในช่วงปลายรอบเดือน จะมี 3 สี คือ 6 เม็ด 5 เม็ด และ 10 เม็ด รวมเป็น 21 เม็ด (อาจจะมีแป้งเพิ่มอีก 7 เม็ด รวมเป็น 28 เม็ดก็ได้) ทั้งนี้เพื่อลดขนาดของฮอร์โมนให้น้อยที่สุด แต่ยังมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดได้ เช่น ไตรควีล่าร์ (Triquilar), ไตรนอร์ดิออล (trinordiol), ไตรไซเลส (Tricilest) เป็นต้น ส่วนยาเม็ดคุมกำเนิดชนิด 4 ระยะ (Quadraphasic (four-phase) pills) ก็มีครับ แต่มีขายที่อเมริกา

สล็อต

ข้อดี : มีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูงมาก ผู้ที่กินแบบฮอร์โมนรวม (ถ้าใช้อย่างถูกต้องสม่ำเสมอ) จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ในเวลา 1 ปี แต่สำหรับชนิดที่มีโปรเจสโตเจนเพียงอย่างเดียวนั้นจะมีโอกาสตั้งครรภ์สูงกว่าคือร้อยละ 2 ในระยะเวลา 1 ปี ทำให้ประจำเดือนมาตรงเวลาและสม่ำเสมอ อาการปวดประจำเดือนอาจน้อยลงกว่าเดิมหรือไม่ปวดเลย มีเลือดประจำเดือนน้อยลง ช่วยลดการภาวะเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก ผู้ที่ปวดประจำเดือนมากจนทนไม่ไหว หากไม่ใช่เกิดจากเนื้องอก แพทย์อาจลองให้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในการรักษาอาการปวดก็ได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดโรคได้ถึง 10 โรค หรือเป็นโรคที่พบได้น้อยในกลุ่มผู้กินยาคุมกำเนิด ได้แก่ โรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก, มะเร็งเต้านม, มะเร็งรังไข่, มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก, ก้อนเนื้องอกที่เต้านม, เนื้องอกของมดลูกและเยื่อบุโพรงมดลูก, การอักเสบในอุ้งเชิงกราน, ถุงน้ำที่รังไข่, ข้ออักเสบ และการตั้งครรภ์นอกมดลูก แต่ไม่ได้หมายความถ้าเป็นโรคเหล่านี้แล้วการกินยาคุมกำเนิดจะช่วยรักษาได้นะครับ เพราะถ้าเป็นโรคบางอย่างเหล่านี้อยู่แล้วมากินยาคุมก็อาจยิ่งทำให้โรคลุกลามมากขึ้นก็ได้ เช่น เนื้องอกและมะเร็งเต้านม เนื้องอกของมดลูก เป็นต้น

ข้อเสีย : การกินยาต้องกินให้ตรงตามกำหนดเวลาเดิมและกินทุกวัน ทำให้บางรายอาจหลงลืมได้ และการกินยาเม็ดคุมกำเนิดก็อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้บ้างตามที่กล่าวมา

ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (Progestrogen-only pills – POP, Mini pills) จะมีโปรเจสโตเจนเพียงอย่างเดียว เป็นยาคุมกำเนิดที่ทำออกมาเพื่อลดอาการข้างเคียงจากฮอร์โมนเอสโตรเจน มีกลไกการออกฤทธิ์ทำให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวข้นมากขึ้น (อสุจิผ่านเข้าไปผสมกับไข่ได้ยาก) เยื่อบุโพรงมดลูกบางลงและฝ่อไปจนไม่เหมาะกับการฝังตัว ช่วยลดการเคลื่อนที่ของไข่ตามท่อนำไข่ และยับยั้งไม่ให้ไข่ตกโดยการควบคุมแบบย้อนกลับ และยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน FSH และ LH ยาคุมชนิดนี้ในหนึ่งแผงจะมี 28 เม็ด กินได้ทุกวันโดยไม่ต้องหยุด เมื่อกินหมดแล้วก็กินแผงใหม่ต่อได้เลย ส่วนใหญ่กินแล้วจะไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน (เพราะไม่มีเอสโตรเจน) แต่อาจมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอบ้าง หรือประจำเดือนอาจขาดโดยไม่ได้ตั้งครรภ์ก็ได้ ซึ่งเป็นผลมาจากยานั่นเอง ส่วนชนิดที่มีจำหน่ายก็คือ ซีราเซท (Cerazette) และเอ็กซ์ลูตอน (Exluton) โดยซีราเซทนั้นจะคุมกำเนิดได้ดีกว่าและมีประจำเดือนกะปริดกะปรอยน้อยกว่าครับ

สล็อตออนไลน์

ยาคุมซีราเซท
ยาคุมซีราเซท : ราคาแผงละประมาณ 230 บาท
ยาคุมเอกลูตรอน
ยาคุมเอ็กซ์ลูตอน : ราคาแผงละประมาณ 100 บาท
ข้อดี : ข้อดีของการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดนี้ก็คือไม่ค่อยทำให้เป็นสิวเป็นฝ้า ช่วยลดการปวดท้องก่อนมีประจำเดือน ลดการเสียเลือดจากการเป็นประจำเดือน (จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจางได้) เหมาะกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป ผู้ที่สูบบุหรี่มาก (มากกว่า 15 มวนต่อวัน) ผู้ที่ไวต่อฮอร์โมเอสโตรเจน (ทำให้เกิดอาการข้างเคียงต่าง ๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ฯลฯ) และวัยรุ่นที่กลัวผลเสียของยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่มีเอสโตรเจน (แต่ก็ยังเสี่ยงตั้งครรภ์สูงอยู่ดี จึงไม่แนะนำให้ใช้ครับ) ไม่ลดปริมาณน้ำนมของคุณแม่ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (สตรีหลังคลอดบุตรไม่กี่เดือน) เพราะโปรเจสโตเจนจะไม่ยับยั้งการหลั่งน้ำนม และไม่ทำให้คุณภาพของน้ำนมเสื่อมลง (เมื่อเลิกให้นมลูกแล้วจึงค่อยเปลี่ยนไปใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมแทนก็ได้) และเนื่องจากไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบจึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตันหรือโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจอื่น ๆ และยังไม่ถูกรบกวนจากการแปรสภาพยาจากการใช้ยาปฏิชีวนะแบบยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่มีเอสโตรเจนผสมอยู่

ข้อเสีย : มีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์มากกว่าการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม เพราะสามารถยับยั้งการตกไข่ได้เพียง 60% เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีอายุน้อยอาจใช้ไม่ได้ผล (พบว่าทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ถึง 8% หลังจากการใช้อย่างถูกต้องเป็นเวลา 1 ปี) หากใช้ยาไม่ถูกต้องหรือลืมกินยา จะทำให้มีความเสี่ยงตั้งครรภ์สูง และมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกด้วย นอกจากนี้ยังมีผลเสียในเรื่องของประจำเดือนที่ผิดปกติได้ง่าย เช่น ประจำเดือนอาจคลาดเคลื่อนหรือหายไปเลยก็ได้ หรืออาจมีเลือดออกกะปริดกะปรอยได้บ้าง เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนทั่วไปไม่นิยมใช้กันครับ

ส่วนประกอบของยาคุมกำเนิด
เอสโตรเจน (Estrogens) ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ Ethinyl estradiol – EE (เอทธินิลเอสตราไดออล) ซึ่งสามารถออกฤทธิ์ได้ทันที และชนิด Mestranol (เมสตรานอล) ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็น Ethinyl estradiol (EE) ที่ตับก่อนจึงจะสามารถออกฤทธิ์ได้ “โดย Mestranol 50 ไมโครกรัม จะเทียบเท่ากับ Ethinyl estradiol 35 ไมโครกรัม” แต่โดยทั่วไปแล้วยาคุมส่วนใหญ่จะใช้เอสโตรเจนชนิด Ethinyl estradiol (EE) กันอยู่แล้วครับ โดยมีขนาดตั้งแต่ 20-50 ไมโครกรัม (ปริมาณ EE มากจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าหากมีปริมาณน้อยอาการข้างเคียงเหล้านี้ก็จะลดลงตามไปด้วย แต่อาจทำให้มีเลือดมากะปริดกะปรอยในช่วงที่ไม่ควรมาได้)

jumboslot

โปรเจสโตเจน (Progestogen) ที่ใช้กันอยู่จะมีด้วยกัน 3 รุ่น (หลายชนิด) คือ โปรเจสโตเจนรุ่น 1 ซึ่งมีฤทธิ์ต่ำ ต้องใช้ในปริมาณมาก จึงทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ เช่น หน้ามัน เป็นสิว ขนดก น้ำหนักตัวเพิ่ม และอาจมีผลต่อกระบวนการเผาผลาญไขมัน ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ ทำให้ไม่นิยมใช้กันครับ ได้แก่ Ethynodiol diacetate, Lynestrenol, Norethisterone, Norethisterone acetate และ Norethynodrel ส่วนโปรเจสโตเจนรุ่น 2 ได้แก่ Levonorgestrel และ Norgestrel จะมีความแรงมากกว่ารุ่นแรก จึงสามารถใช้ในปริมาณที่น้อยลง ทำให้อาการข้างเคียงต่าง ๆ ลดลง แต่ยังคงมีผลต่อกระบวนการเผาผลาญไขมันอยู่ครับ และโปรเจสโตเจนรุ่น 3 ได้แก่ Cyproterone acetate, Desogestrel, Drospirenone, Gestodene, Medroxyprogesterone acetate, Norgestimate รุ่นนี้จะมีอาการข้างเคียงน้อยกว่าสองรุ่นแรก และบางตัวยังมีฤทธิ์ลดการสร้างไขมันที่ต่อมไขมัน สามารถช่วยรักษาสิวได้ ช่วยทำให้ไขมันดี (HDL) เพิ่มขึ้นและลดไขมันเลว (LDL) จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจได้
การออกฤทธิ์ของยาเม็ดคุมกำเนิด
ยับยั้งกระบวนการก่อนเกิดการปฏิสนธิ (fertilization) ทำให้ไม่มีการตกไข่
มีผลทำให้มูกหรือเมือกที่ปากมดลูกมีความเหนียวข้นขึ้น จึงทำให้ตัวอสุจิผ่านเข้าไปได้ยาก
มีการเคลื่อนไหวของท่อนำไข่มากผิดปกติ จึงทำให้ไข่ที่ถูกผสมไม่ทันฝังตัว
ทำผนังมดลูกบางลงหรือทำให้ผนังมดลูกไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน
ประโยชน์ของยาคุมกำเนิด
สำหรับประโยชน์ของการกินยาเม็ดคุมกำเนิด (ชนิดฮอร์โมนรวม) มีดังนี้

[NPC5]
ช่วยทำให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ ตรงเวลา บรรเทาอาการปวดประจำเดือน และช่วยลดปริมาณประจำเดือนที่มากผิดปกติ
ช่วยลดสิว หน้ามัน ขนดก และลดการสูญเสียมวลกระดูก จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกบางได้
มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง
ช่วยบรรเทาอาการเครียด หงุดหงิด อ่อนเพลีย ท้องอืด ปวดเมื่อยตามร่างกาย มือเท้าบวม ในช่วงก่อนหรือมีประจำเดือน
ช่วยลดอาการปวดศีรษะและไมเกรน
ช่วยลดอาการในกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ/กลุ่มอาการ PCOS (Polycystic ovarian syndrome) และอาการในกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน/PMS (Premenstrual syndrome)
ช่วยลดอุบัติการณ์การตั้งครรภ์นอกมดลูกและอุบัติการณ์การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน
อาจช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งบางชนิดในผู้ป่วยบางรายได้ เช่น โรคมะเร็งรังไข่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
ยาคุมกำเนิดบางยี่ห้อช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส
ผู้ที่ห้ามใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
ห้ามใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมหากท่านมีอาการใดอาการหนึ่งดังต่อไปนี้ เพราะตัวยาจะไปเพิ่มโอกาสการเกิดและเพิ่มความรุนแรงของโรคที่เป็นอยู่ หากมีอาการดังกล่าวโปรดแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเริ่มใช้ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดอื่นแทน หรือแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดแบบไม่ใช้ฮอร์โมน

« Older posts