cathedraledetunis.org

cathedraledetunis

สรรพคุณของมะม่วงหิมพานต์

มะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ โดยเชื่อกันว่าน่าจะอยู่บริเวณประเทศบราซิล แล้วจึงมีการแพร่กระจายไปยังบริเวณภูมิภาคอื่นๆของโลก เช่นในทวีปแอฟริกา อเมริกาเหนือ ยุโรป และทวีปเอเชีย สำหรับในทวีปเอเชียนั้น เมื่อประมาณศตวรรษที่ 16 ชาวโปรตุเกสได้นำเมล็ดมะม่วงหิมพานต์เข้ามาทดลองปลูกในประเทศอินเดีย เพื่อเป็นแนวป้องกันการกัดเซาะตามชายฝั่ง ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี

เครดิตฟรี

ต่อมาจึงมีการขยายปลูกเพื่อการค้ามากขึ้น จากนั้นจึงมีการขยายพื้นที่ลงมาทางประเทศศรีลังกา และเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มาเลเชีย และเข้าสู่ประเทศไทยทางภาคใต้ ส่วนในประเทศไทยนั้น มะม่วงหิมพานต์ ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. 2444 โดยถูกนำเข้ามาจากประเทศมาเลเชีย โดยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี เทศาภิบาลจังหวัดตรัง ซึ่งนำมาทดลองปลูกครั้งแรกที่จังหวัดตรัง ปรากฏว่าได้ผลดี จากนั้นจึงเริ่มนิยมปลูกมากขึ้นในภาคใต้ สามารถพบเห็นมะม่วงหิมพานต์ได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่จะพบได้มากในภาคใต้ ส่วนภาคอื่นๆนั้นพบได้ประปราย

ประโยชน์และสรรพคุณมะม่วงหิมพานต์

ทั่วทั้งโลกมีความนิยมในการนำเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ มาใช้เป็นอาหารขบเคี้ยวมากกว่าเมล็ดธัญพืชเกือบทุกชนิด เนื่องจากมีความกรอบ ให้รสมัน และมีกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังสามารถใช้ประกอบอาหารหลายเมนู อาทิ ใส่ส้มตำ ใส่ยำต่างๆ ทำไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์หรือใช้ใส่ในไอศกรีมต่างๆ เป็นต้น

ส่วนผลเทียมที่มีความฉ่ำด้วยน้ำหวาน มีรสต่อมฝาดเล็กน้อย ยังสามารถใช้สำหรับรับประทานเป็น ไวน์มะม่วงหิมพานต์ ไอศรีมมะม่วงหิมพานต์ และแยม ได้อีกด้วย ในส่วนของใบอ่อน ยอดอ่อนสามารถใช้รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือแกงเผ็ด ลาย ก้อย ขนมจีนน้ำยาได้ และเปลือกเมล็ดก็ยังสามารถนำมาสกัดกรดในน้ำมันเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น ใช้ทำหมึกพิมพ์ ใช้ผลิตสีทาบ้าน ใช้ในกระบวนการทำผ้าเบรกรถ ใช้ฟอกหนัง ใช้เป็นส่วนผสมของกาว ใช้ผลิตพลาสติก เป็นต้น

สล็อต

สำหรับสรรพคุณทางยาจากส่วนต่างๆของมะม่วงหิมพานต์นั้น ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณว่า ผล บำรุงสมอง ฆ่าเชื้อ ขับปัสสาวะ พอกดับพิษ แก้อาเจียน ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้ลักปิดลักเปิด เมล็ด แก้กลากเกลื้อน แก้เนื้อหนังชาในโรคเรื้อน แก้โรคผิวหนัง แก้ตาปลา แก้เนื้องอก บำรุงไขข้อ บำรุงกระดูก บำรุงเส้นเอ็น บำรุงกำลัง บำรุงผิวหนัง ใบ แก้ท้องร่วง แก้ริดสีดวงทวาร แก้ไอ แก้เจ็บคอ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เปลือก แก้บิด ขับน้ำเหลืองเสีย แก้ท้องเสีย แก้กามโรค ทำยาอมรักษาแผลในปาก แก้ปวดฟัน พอกดับพิษ ยอดอ่อน รักษาริดสีดวงทวาร ยาง ทำลายตาปลา กัดทำลายเนื้อที่ด้านเป็นปุ่มโต แก้เลือดออกตามไรฟัน รักษาหูด รักษาขี้กลาก แผลเนื้องอก โรคเท้าช้าง น้ำมัน ฆ่าเชื้อ ทาถูนวดให้ร้อนแดง ยาชา รักษาโรคเรื้อน กัดหูด แก้ตาปลา แก้บาดแผลเน่าเปื่อย

ลักษณะทั่วไปมะม่วงหิมพานต์

มะม่วงหิมพานต์ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีลำต้นสูงประมาณ 6-12 เมตร เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลักษณะลำต้นทรงกลม ตั้งตรง เปลือกลำต้นเรียบแล้วค่อนข้างหนา สีเทาอมน้ำตาล แตกกิ่งหลักที่ความสูงไม่มาก แต่มีกิ่งย่อยมาก โดยกิ่งแขนงหลักแตกออกเป็นแนวขนานกับพื้นดินทำให้รูปทรงพุ่ม กว้างประมาณ 4-10 เมตร ใบออกเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน เป็นรูปไข่กลับถึงรูปรีกว้าง โคนใบสอบแคบแหลม ปลายใบกลม กว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร เนื้อใบหนาเหมือนแผ่นหนัง เกลี้ยงเป็นมันสีเขียวสดมีกลิ่นหอม ดอก ออกเป็นช่อตรงซอกใบบริเวณปลายกิ่ง โดยจะออกเป็นช่อแยกแขนงหรือช่อเชิงหลั่ง ซึ่งแต่ละช่อจะมีช่อดอกย่อย 5-10 ดอก เรียงสลับกันบนก้านช่อหลัก ทั้งนี้ ในก้านดอกหลักจะมีดอก 3 ประเภท คือ ดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกสมบูรณ์เพศ

สำหรับดอกจะมีสีขาวหรือสีเหลืองนวล และจะเปลี่ยนไปเป็นสีชมพู ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียวขนาดเล็ก โคนดอกเชื่อมติดกันในดอกหนึ่งๆจะมีปลายแยกเป็นกลีบ 5 กลีบ และในแต่ละกลีบปลายดอกจะแหลมเรียว นอกจากนี้ดอกยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย ผลมีทั้งผลแท้และผลเทียมซึ่งผลเทียม เป็นส่วนที่เป็นก้านผล ที่มีการพองขยายตัวจนมีรูปร่างคล้ายผล ขนาดผลยาวประมาณ 5-12 เซนติเมตร เมื่อผลยังอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่หรือสุกจะมีสีแดงเรื่อหรือสีชมพูหรือสีเหลืองตามสายพันธุ์ เนื้อผลฉ่ำน้ำ ให้รสหวานอมฝาด หากเริ่มสุกจะมีรสฝาดมาก หากสุกมากจะมีรสหวานเพิ่มขึ้น

สล็อตออนไลน์

ส่วนผลจริง เป็นส่วนที่มีรูปร่างคล้ายไต ห้อยติดด้านล่างของผลเทียม(ที่เราเรียกว่าเมล็ดมะม่วงหิมพานต์) เมื่อผลยังอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะมีสีเทาหรือสีน้ำตาล และจะมีความยาวประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร มีเปลือกหุ้มผลหนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ด้านในเป็นที่อยู่ของเมล็ด แบ่งออกเป็น 2 ซีก ประกบกันอยู่ เนื้อเมล็ดนี้มีสีขาวรสมันมีกลิ่นหอม

การขยายพันธุ์มะม่วงหิมพานต์

มะม่วงหิมพานต์สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การใช้เมล็ด การตอนกิ่ง การติดตา การเสียบยอด เป็นต้น แต่สำหรับวิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การเพาะเมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้

การคัดเลือกพันธุ์ต้องคัดเลือกจากต้นพันธุ์ที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ ให้ผลผลิตสม่ำเสมอทุกปี มีความต้านทานโรค และลักษณะเมล็ดที่นำมาเพาะ จะต้องอวบใหญ่ เมล็ดไม่ลีบ เปลือกเมล็ดเป็นมันวาว ไม่มีรอยกัดแทะของแมลง และที่สำคัญ เมล็ดจะต้องไม่เก็บมาแล้วนานเกิน 1 ปี ทั้งนี้ ควรนำไปแช่น้ำคัดแยกออก โดยเมล็ดที่ลอยหรือกึ่งจมกึ่งลอยให้คัดแยกออก

จากนั้นเตรียมวัสดุเพาะโดยควรใช้ดินร่วนผสมกับแกลบดำ และปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 2 : 1 : 1 นำมาคลุกผสมให้เขากัน แล้วนำเมล็ดพันธุ์เพาะกับวัสดุเพาะในถุงเพาะชำขนาด 5×8 นิ้ว โดยคลุกปุ๋ยคอกหรือวัสดุอินทรีย์กับดินในถุงเพาะชำ ก่อนกดเมล็ดด้านเว้าลงดิน และให้เมล็ดเอียงประมาณ 45 องศา จากนั้นรดน้ำและนำไปเก็บไว้ในเรือนเพาะชำ หลังจากเพาะกล้าในถุงจนได้อายุประมาณ 4 เดือน แล้ว ก็พร้อมที่จะนำกล้าพันธุ์ลงปลูกในแปลง แต่ไม่ควรเพาะกล้านานเกิน 4 เดือน

ส่วนการเตรียมแปลงและหลุมปลูกควรกำจัดวัชพืชแล้วทำการไถพรวนแปลง จากนั้น ขุดหลุมปลูกกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุม และแถว 6-8 เมตร ซึ่ จากนั้น ตากหลุมทิ้งไว้นาน 5-7 วัน จากนั้นนำปุ๋ยคอกโรยก้นหลุม ประมาณ 1 ถังเล็ก/หลุม ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ/หลุม แล้วทำการกรีดถุงเพาะชำ แล้วนำต้นพันธุ์ที่ติดอยู่กับดินในถุงเพาะวางลงหลุม พร้อมเกลี่ยหน้าดินลงกลบให้แน่น แล้วให้นำหลักไม้ไผ่เสียบไว้ด้านข้างลำต้นให้แน่น พร้อมรัดด้วยเชือกฟางหลวมๆบริเวณกลางต้นเข้ากับลำไม้ไผ่

jumboslot

ทั้งนี้หลังจากการปลูกมะม่วงหิมพานต์ในช่วง 1 ปี แรก หากถึงช่วงฤดูแล้งที่ดินแห้งมาก ควรให้น้ำเป็นครั้งคราวเพื่อให้ต้นรอดได้ แต่หลังจาก 1 ปีไปแล้ว ต้นมะม่วงหิมพานต์จะสามารถทนแล้งได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องให้น้ำก็ได้ และหลังจากการปลูกมะม่วงหิมพานต์จะเริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกเมื่อมีอายุ 3-4 ปี เมล็ดมะม่วงหิมพานต์จะเก็บได้มากในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และควรเก็บเมล็ดจากผลที่ร่วงลงพื้น เพราะเมล็ดที่ยังห้อยอยู่กับผลมักจะเป็นเมล็ดอ่อนที่ยังไม่แห้ง หลังเก็บมาแล้วจะขึ้นรา และทำให้เมล็ดเหี่ยวลีบได้

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของเปลือกหุ้มเมล็ดและส่วนต่างๆของมะม่วงหิมพานต์ พบว่ามีสาระสำคัญในกลุ่ม Phenol ได้แก่ Anacardic acid , cardol , methylcardol และ carnadol เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสาระสำคัญอื่นๆ อีกเช่น arginine Quercetin และ Triacontane เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงสมอง ขับปัสสาวะ แก้ลักปิดลักเปิด ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้อาเจียน โดยใช้ผลสุก (ผลเทียม) มารับประทานเป็นผลไม้ใช้บำรุงไขข้อ บำรุงกำลัง บำรุงกระดูก บำรุงเส้นเอ็น บำรุงผิวหนัง แก้บวมน้ำ ช่วยย่อยอาหาร โดยใช้เมล็ดมาคั่วรับประทาน ใช้แก้บิด ขับน้ำเหลือง แก้ท้องเสีย แก้กามโรค โดยใช้เปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ท้องร่วง แก้ริดสีดวงทวาร โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาหูดและตาปลาโดยใช้ยางจากต้นสด ทาตรงตาปลา หรือเนื้อที่ด้านเป็นปุ่มโต หรือบริเวณที่เป็นหูดโดยให้ทาบ่อยๆ จนกว่าจะหาย แก้อาการอักเสบ รักษาแผลในช่องปาก โดยใช้เปลือกต้นมาต้มกับน้ำแล้วนำไปกลั้วปาก และลำคอ ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยนำใบแกนำมาบดผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนนำมาพอกบริเวณที่เป็นแผล

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งเม็ดเลือกขาว มีการศึกษาการกลั่นน้ำมันหอมระเหยด้วยไอน้ำ ของใบมะม่วงหิมพานต์ (Anacardium occidentale L.) ที่ให้ปริมาณน้ำมัน 0.78% v/w เมื่อนำไปวิเคราะห์หาองค์ประกอบเคมีด้วยวิธี Gas Chromatography – Mass Spectroscopy (GC-MS) พบว่ามีสารประกอบอย่างน้อย 14 ชนิด โดยเป็นสารกลุ่มโมโนเทอร์ปีนส์ 78.1% และสารกลุ่มเซสควิเทอร์ปีนส์ 15.7% โดยสารประกอบที่พบเด่นชัดเป็นส่วนใหญ่ คือ tran-beta-ocimene 76.0%, alpha-copaene 4.8%, gamma-cadinene 3.3%, cis-ocimene 2.1% และ beta-caryophyllene 1.9% จากนั้นนำน้ำมันหอมระเหยที่ได้ไปทดสอบหาความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CEM-SS พบว่ามีค่า CD50 เท่ากับ 12.5 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ดังนั้นจึงมีศักยภาพที่อาจพัฒนาสู่การใช้เป็นสารต้านเนื้องอกได้เนื่องจากมีค่า CD50 ต่ำกว่า 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรซึ่งเป็นค่า cut-off point ที่ Wall และคณะแนะนำ

สารมีการศึกษาวิจัย cardanol หรือ ginkgol ซึ่งเป็นสารที่สกัดได้จากใบของแปะก๊วย (Ginkgo biloba L.) และของเหลวที่ได้จากเปลือกหุ้มเมล็ด (nutshell liquid) ของมะม่วงหิมพานต์ (Anacardium occidentale L.) ซึ่งมีผลในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาท NSC-34 และพบว่าการให้หนูแรทเพศผู้ อายุ 5 สัปดาห์ กินสาร cardanol acetate ในขนาด 100 มก./กก./วัน เป็นเวลา 2 เดือน สามารถเพิ่มการทำงานของสมองที่เกี่ยวความจำในส่วนของการเรียนรู้ของหนูแรทได้ เมื่อทดสอบด้วย eight-arm radial maze tasks ทำให้สามารถสรุปได้ว่า สาร cardanol ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่อยู่ในใบแปะก๊วย และเปลือกหุ้มเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ มีส่วนช่วยในเรื่องของความจำและการเรียนรู้ได้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของผลสดมะม่วงหิมพานต์ (Cashew apple) พบว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายๆด้าน เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของแบคทีเรีย ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สำหรับคนที่แพ้โปรตีนจากถั่ว หรือมีอาการผิดปกติเมื่อรับประทานถั่ว เช่น มีอาการบวมที่ใบหน้าและคอ มีผดผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง หายใจลำบาก คลื่นไส้อาเจียนหรือท้องเสีย คุณควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์
เม็ดมะม่วงมะม่วงหิมพานต์ทอดที่นิยมรับประทานกันนั้น จะมีน้ำมันมากและให้พลังงานสูง ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป
เปลือกหุ้มเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด เนื่องจาก มีน้ำมันกรดจำนวนมาก หากรับประทานจะทำให้ระคายเคืองในระบบทางเดินอาหารได้

สรรพคุณของลูทีน

ลูทีนมีชื่อมาจากภาษาลาตินว่า ลูเทียส (Luteus) หมายถึงสีเหลือง ลูทีน แคโรทีนอยด์ (carotenoids ) ซึ่งมีลักษณะเป็นสารสีเหลือง ที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตมิน เอ ได้ (non-provitamin A carotenoids)

เครดิตฟรี

โดยทั่วไป หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นกลุ่มแซนโทฟิลล์ (Xanthophyll) ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างสารประกอบทั้งสองนี้ได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ลูเทอินและซีอาแซนทินเป็นแคโรทีนอยด์ 2 ตัวเท่านั้นที่พบอยู่ที่แมคูลา (macula) และที่เลนส์ของตา ที่ทราบกันดีว่ามีประโยชน์ต่อดวงตาของคนเรา ซึ่งชาวต่างประเทศรู้จักสารอาหารลูทีน (lutein) กันอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นสารอาหารที่ช่วยชะลออาการจอประสาทตาเสื่อมของผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม สารอาหารลูทีนนี้ ร่างกายของคนเราไม่สามารถสังเคราะห์สารลูทีนขึ้นมา ใช้เองได้ จะต้องกินเข้าไปเท่านั้น

ประโยชน์และสรรพคุณของลูทีน
ลูทีนและซีแซนทินเป็นแคโรทีนอยด์ที่สะสมอยู่บริเวณเรตินาของดวงตา ซึ่งเม็ดสีนี้จะทำหน้าที่ปกป้องเรตินาและจอประสาทตาจากกระบวนการ OxidativeStress ซึ่งนั่นหมายความว่าจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ และลูทีน (lutein) และซีแซนทีน (zeaxanthin) ทำหน้าที่เป็นสารต้านออกซิเดชันเพื่อป้องกันเซลล์รับแสง (photoreceptor cells) จากอันตรายจากอนุมูลอิสระที่เซลล์สร้างขึ้นเนื่องมาจากมีปริมาณออกซิเจนสูง (oxygen tension) และจากการถูกแสง

นอกจากนี้ยังเชื่อว่าสารประกอบทั้งสองนี้มีหน้าที่ในการกรองแสงสีฟ้าที่เป็นคลื่นแสงที่มีพลังงานสูง โดยประมาณว่าจะสามารถกรองแสงสีฟ้าลงได้ถึง 40 % ก่อนที่แสงจะตกถึงแมคูลา ดังนั้นจะสามารถลดสภาวะความเครียดออกซิเดชันต่อจอประสาทตาได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ลูทีนยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในดวงตาของคนเราอีกด้วย เพราะดวงตาของเราจะมีสารอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นตัวทำลายเซลล์รับภาพและทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับจอประสาทตาทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ได้ ลูทีนถือเป็นสารอาหารที่มีความ สำคัญในการปกป้องจอประสาทตา

สล็อต

โดยลูทีนจะทำงานร่วมกันกับกรดไขมันดีเอชเอและเอเอซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการด้านการมองเห็นของเด็ก โดยดีเอชเอและเอเอ จะทำหน้าที่เหมือนเป็นหลอดไฟ ส่วนลูทีนจะทำหน้าที่เหมือนเป็นสารเคลือบหลอดไฟไม่ให้เสื่อมเร็ว และนอกจากลูทีนจะพบมากในดวงตาของคนเราแล้ว ยังพบได้ในสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการมองเห็นถึงร้อยละ 66 จึงเชื่อว่าลูทีนมีส่วนช่วยในการรับภาพและส่งต่อไปยังสมองได้ดีขึ้นอีกด้วย

จากการศึกษาทางระบาดวิทยา พบหลักฐานว่า ลูทีนและซีแซนทีนช่วยลดโรคจอประสาทตาเสื่อม (Age-related macular degeneration: AMD) สำนักงาน อาหารและยาสหรัฐอเมริกา ให้การรับรองผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลูทีนและซีแซนทีน ในการลดความเสี่ยงของการเกิดความเสื่อมของตา อันมีสาเหตุมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น นอกจาก ลูทีนและซีแซนทีน จะมีคุณสมบัติในการช่วยชะลอความเสื่อมของเรตินา และเลนส์ตาแล้ว ยังทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก และป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

ขนาดและปริมาณที่ควรใช้

จากการศึกษาพบว่า ระดับลูทีน 2.0 – 6.9 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยป้องกันความเสื่อมของจุดด่างในดวงตาได้แต่ลูทีนก็ยังไม่ได้มีการกำหนดปริมาณที่ควรรับประทานต่อวัน (Dietary Recommended Intake (DRI)) แต่งานวิจัยพบว่า ต้องรับประทาน 6-10 มิลลิกรัมต่อวัน จึงจะมีประสิทธิภาพในการดูแลดวงตา และจะมีความปลอดภัยหากรับประทานไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อวัน

รูปภาพองค์ประกอบทางเคมีของลูทีน

แหล่งกำเนิดลูทีน

ลูทีน(Lutein) นั้นเป็นสารที่มีอยู่ในระบบร่างกายของมนุษย์อยู่แล้ว กล่าวคือ ภายในจอประสาทตาของคนเรา มีร่องเล็กๆ อยู่จุดหนึ่งที่มีเซลล์รับภาพจอประสาทตา ซึ่งเป็นจุดที่แสงตกกระทบ และทำให้คนเราสามารถมองเห็นภาพที่ชัดเจนในแต่ละวัน ซึ่งบริเวณเซลล์รับภาพนี้มีสารสีเหลือง หรือลูทีนอยู่หนาแน่นมากที่สุด โดยจะพบได้ตรงชั้นเนื้อเยื่อที่หล่อเลี้ยงเส้นประสาท หรือเรตินาตรงบริเวณ Macula Luta ซึ่งจุดดังกล่าวเป็นจุดที่สำคัญมากต่อการมองเห็น หากบริเวณดังกล่าวเสื่อม หรือเสียไป อาจทำให้สูญเสียการมองเห็น หรือตาบอดได้

สล็อตออนไลน์

แหล่งที่มาของลูทีน

ถึงแม้ว่าลูทีน (Lutein) จะเป็นสารที่มีอยู่แล้วในร่างการมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายมนุษย์ก็ไม่สามารถที่จะสังเคราะห์สารลูทีน (Lutein) ขึ้นมาใช้เองได้ จึงต้องจำเป็นที่จะต้องได้รับจากอาหารต่างๆที่มีสารลูทีนนั่นเอง ซึ่งโดยธรรมชาตินั้น ลูทีน (Lutein) เป็นสารธรรมชาติที่มีในนมมารดา และ ในพืชผักผลไม้หลายชนิด เป็นสารในตระกูลของสารแคโรทีนอยด์ ในธรรมชาติ

แคโรทีนอยด์ในอาหารธรรมชาติมีประมาณ 600 ชนิด แต่ที่พบมากมี 6 ชนิด คือ

แอลฟา-แคโรทีน (Alpha-carotene)

บีตา-แคโรทีน (Beta-carotene)

บีตา-คริพโตแซนทิน (Beta-cryptoxanthin)

ไลโคพีน (Lycopene)

ลูทีน (Lutein)

ซีแซนทีน (Zeaxanthin)

โดยพืชผักที่มีสารลูทีนโดยมากมักจะเป็นผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ข้าวโพด แครอท ฟักทอง ผักปวยเล้ง คะน้า ผักโขมฯ การบริโภคพืชผักที่มีลูทีน หรือแม้แต่อาหารสุขภาพที่มีสารสำคัญนี้มีประโยชน์ในโรคหลายชนิดด้วยกัน ที่สำคัญคือ โรคต้อกระจก และโรคจุดรับภาพเสื่อม แหล่งที่พบลูทีนในธรรมชาตินอกจาก จะพบมากในดอกดาวเรือง และโกจิเบอร์รี่(เก๋ากี้)แล้ว ยังพบใน กะหล่ำ ถั่วลันเตา ผักกาด ต้นอ่อนกะหล่ำดาว ถั่วพิสตาชิโอ บรอกโคลี ไข่

jumboslot

กลไกการทำงานของลูทีน

สารลูทีนในเซลล์รับภาพของจอประสาทตานี้ จะทำหน้าที่สำคัญคือ คอยกรองแสงสีฟ้า ซึ่งเป็นอันตรายต่อจอประสาทตา และเป็นแสงที่หลีกเลี่ยงได้ยากเพราะมีอยู่ทั่วไปรอบๆ ตัวเรา ซึ่งทั้งแสงจากดวงอาทิตย์ แสงจากโทรทัศน์ แสงจากจอคอมพิวเตอร์ แสงจากหลอดไฟ เป็นต้น ลูทีนกับโรคต้อกระจก กลไลของลูทีน สามารถลด ป้องกัน หรือชะลอการเกิดต้อกระจกได้นั้น เป็นเพราะลดกลไกการเกิดความเสื่อมของโรคต้อกระจกโดยตรง และการที่แคโรทีนอยด์มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดต้อกระจก

มีการวิจัยในกลุ่มผู้สูงอายุ ต่างๆ พบว่ากลุ่มที่มีระดับของลูทีนใน กระแสเลือดสูงจะมีความขุ่นของเลนส์ตาน้อยกว่า ซึ่งเป็นการวิจัยของจักษุแพทย์และผู้วิจัยสรุปว่า ลูทีนน่าจะลดการเกิดความเสื่อมของเลนส์ตาในผู้สูงอายุได้จริง ยังมีการวิจัยว่าการรับประทานลูทีนในปริมาณสูงเพิ่มความสามารถในการมองเห็นของผู้ป่วยที่เป็นต้อกระจกไปแล้ว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยที่มีการออกแบบแผนการวิจัยมาอย่างดี และทาการทดลองเป็นเวลานานถึงสองปี ลูทีนกับโรคจุดรับภาพเสื่อม นอกจากลูทีน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกแล้ว ยังพบว่ามีประโยชน์ในโรคจุดรับภาพเสื่อม ซึ่งมีหลายๆ การศึกษาสนับสนุนข้อมูลดังกล่าว โดยพบว่าถ้าปริมาณลูทีนในลูกตาลดน้อยลง จะพบความเสื่อมมากขึ้นในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมและความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมจะลดลง หากมีปริมาณลูทีนในเลือดสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่า การบริโภคอาหารที่มีลูทีนสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้

การศึกษาทางระบาดวิทยาและการศึกษาทางคลินิก

มีรายงานการวิจัยที่ Harvard School of Public Health, Boston ในผู้ชาย 36,644 คน ที่ได้รับอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ พบว่ากลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมเที่มีลูทีน จะลดความเสื่อมของโรคต้อกระจกถึง 19% และที่ University of Massachusetts ทาวิจัยในสุภาพสตรีถึง 50,461 คนพบว่าการได้รับลูทีน จะลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกถึง 22% การวิจัยที่ University of Wisconsin Madison Medical School ในผู้สูงอายุ 43-48 ปี จานวน 1,354 คน พบว่า ลูทีนช่วยลดอุบัติการณ์ของต้อกระจกที่เกิดตรงกลางเลนส์ (Nuclear Cataracts) ได้ถึง 50% จากรายงานการศึกษาทางระบาดวิทยา ซึ่งเป็นการศึกษาในประชากรกลุ่มใหญ่ 12 ฉบับ พบว่ากลุ่มคนที่รับประทานอาหารที่มีผักและผลไม้ที่มีลูทีนและซีแซนทีนสูงสุด หรือกลุ่มคนที่มีระดับลูทีนและซีแซนทีนในเลือดสูงสุด (เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ต่ำสุด) จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมน้อยกว่ามาก นอกจากนี้การศึกษาทางคลินิก (การศึกษาในคน) 7 ฉบับ พบว่าการได้รับลูทีนและซีแซนทีน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีผลทำให้ระดับของลูทีนในเลือดและในแมคูลาสูงขึ้น และทำให้การวัดการมองเห็นต่างๆดีขึ้นและมีแนวโน้มในการป้องกันการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม การรับประทานแคโรทีนอยด์ในปริมาณที่สูงที่สุดจะมี อัตราเสี่ยงต่ำกว่า 43%

slot

สำหรับภาวะการเสื่อมของจอประสาทตาตามอายุอย่างเฉียบพลันของจอประสาทตา เมื่อเปรียบเทียบการรับประทานในปริมาณที่ต่ำที่สุด จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 876 คนซึ่งมีอายุ ระหว่าง 55-80 ปี การได้รับลูทีนและซีซานทีน ในอัตราสูงจะช่วยลดความเสี่ยงของจอประสาทตาเสื่อมอย่างเฉียบพลันตามอายุได้ จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า หญิงและชายที่ได้รับ ลูทีนในระดับสูงที่สุดจะเป็นต้อกระจกในอัตราที่ต่ำกว่า ผู้ที่ไม่รับประทานลูทีนจากผักและผลไม้เละสารลูทีนอาจช่วยป้องกันมะเร็งปอด มะเร็งสำไส้ และมะเร็งเต้านม พบว่าการรับประทานสารลูทีน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ในทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และการลดอัตราเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือการตรวจพบการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มแรก การรับประทานผักที่อุดมไปด้วยแคโรทีนอยด์ ซึ่งประกอบด้วยลูทีนในปริมาณสูงจะมีความสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมที่ลดลง โดยเฉพาะสำหรับสตรีที่มีประวัติว่ามีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านม

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ด้วยที่ว่าลูทีน (Lutein) เป็นสารที่มีในร่างกายมนุษย์ แล้วแหล่งที่มีลูทีนก็เป็นพืชผักและไข่ที่เราใช้ประกอบอาหารอยู่เป็นประจำ จึงคาดว่าไม่น่าจะมีอันตรายหากรับประทานลูทีนในแหล่งอาหารจากธรรมชาติเหล่านี้ แต่หากเป็นสารสกัดหรืออาหารเสริมที่มีลูทีนสกัดเข้มข้นแล้ว ควรรับประทานไม่เกินวันละ 20 มิลลิกรัม เพราะหากรับประทานมากเกิน จะเกิดการสะสมที่ตับและทำให้เกิดอาการตัวเหลืองที่เรียกว่า Carotenemia แต่หากหยุดรับประทานสักพักอาการก็จะหายไปเองและกลับมาเป็นปกติ

สุดยอดสรรพคุณของชะมวง

ชะมวง จัดเป็นพันธุ์พืชท้องถิ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทย พม่า มาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยมักจะพบตามป่าดิบชื้นทั่วไป รวมถึงที่ราบลุ่มที่มีความชื้นพบสมควร ซึ่งมักจะพบตามป่าที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 600 เมตร ขึ้นไป สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศ แต่จะพบได้มากในแถบพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก ส่วนภาคอื่นๆจะพบได้ประปรายบริเวณใกล้แม่น้ำลำคลองหรือลำห้วย

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณชะมวง

ชะมวงนับเป็นพืชพื้นเมืองของไทยมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะในภาคใต้ ดังนั้นจึงมาการนำส่วนต่างๆของชะมวงมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน เช่น ยอดอ่อนหรือใบอ่อนที่มีรสเปรี้ยวสามารถนำมารับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือนำไปใช้ปรุงอาหารหลายประเภท เช่น แกงส้ม ต้มส้มปลาไหล ต้มส้มปลาแห้ง แกงชะมวง ต้มซี่โครงหมูใบชะมวง ทำหมูชะมวง หรือนำมาใส่ในยำต่างๆ

ผลชะมวงสุกสีเหลืองส้มมีรสเปรี้ยวอมหวานใช้รับประทานเป็นผลไม้ หรือนำมารับประทานเป็นยาระบายได้ ผลและใบแก่นำมาหมักให้เกิดกรด ใช้สำหรับการฟอกหนังวัวหรือหนังควายได้ ส่วนเปลือกต้นและยางของต้นชะมวงจะให้สีเหลือง สามารถนำมาใช้สกัดทำสีย้อมผ้าได้ นอกจากนี้เนื้อไม้ยังสามารถนำมาใช้ในงานก่อสร้างต่างๆ หรือใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆได้

ส่วนสรรพคุณทางยาของชะมวงนั้นตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ใบหรือผล รสเปรี้ยว แก้ไข้ กระหายน้ำ เป็นยาระบาย กัดฟอกเสมหะ แก้ธาตุพิการ รากมีรสเปรี้ยว แก้บิด แก้ไข้ตัวร้อน แก้เสมหะ ใบมีรสเปรี้ยว ปรุงเป็นยาฟอดโลหิต กัดฟอกเสมหะ ใช้ขับเลือดเสีย ใบและดอก แก้ไข้ เป็นยาระบายท้อง กัดฟอกเสมหะ รักษาธาตุพิการ บำรุงผิวพรรณ ผล แก้บิด ใช้เป็นยาระบาย ช่วยย่อยอาหาร เปลือก และแก่นลำต้น แก้ผลติดเชื้อ แผลเป็นหนอง รักษาแผล รักษาโรคผิวหนัง เป็นยาระบาย รักษาโรคท้องร่วง แก้กระหายน้ำ ขับเสมหะ ลดอาการไอ

ส่วนตำรายาพื้นบ้านอีสานระบุว่า ใช้รากผสมรากตูมกาขาว รากปอต่อน และรากกำแพงเจ็ดชั้น ต้มน้ำดื่มเป็นยาระบาย แก่น แก้อาการเหน็บชา

สล็อต

ลักษณะทั่วไปชะมวง

ชะมวงจัดเป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็กถึงกลาง ไม้ผลัดใบ สูง 15-30 เมตร แตกทรงพุ่มเป็นกรวยคว่ำทรงสูงเปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลปนเทา แต่เมื่อต้นมีอายุมากขึ้นจะมีน้ำยางสีเหลือง ใบ ออกเป็นใบเดี่ยวบริเวณปลายกิ่ง โดยใบออกเป็นคู่ตรงข้ามสลับตั้งฉากเป็นรูปรี กว้างประมาณ 2.5-5 ซม. ยาว 8-15 ซม. ปลายใบป้านหรือแหลมเล็กน้อย โคนใบมน แผ่นใบเรียบค่อนข้างหนา แต่เนื้อใบจะกรอบเกลี้ยงเป็นมัน ขอบใบเรียบมองเห็นเส้นใบไม้ชัดเจน ใบอ่อนมีสีม่วงแดงแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน และสีเขียวเข้มตามอายุใบ เนื้อใบมีรสเปรี้ยว

ในส่วนของก้านใบมีสีแดงยาว 0.5-1 ซม. ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวแบบแยกเพศอยู่ต่างต้นโดย ดอกตัวผู้จำนวนดอกเป็นกระจุกตามซอกใบและมีดอกย่อย 3-8 ดอก กลีบดอกมีสีเหลือง จำนวน 4 กลีบ รูปรีแข็งหนา มีกลิ่นหอม และมีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ เป็นรูปรีแถบรูปขอบขนาน ปลายกลีบกลม เส้นผ่าศูนย์กลางดอก 2-2.5 ซม.

ส่วนดอกตัวเมียเป็นดอกเดี่ยว ออกตามปลายกิ่ง มีขนาดใหญ่กว่าดอกตัวผู้เล็กน้อย มีปลายเกสรเป็น 4-8 เหลี่ยม ผลเป็นผลสดมีลักษณะกลม หรือเบี้ยวเล็กน้อย ขนาดประมาณ 2.5-6.0 ซม. ผิวเรียบเป็นมัน มีร่องเป็นพู 5-8 ร่องปลายด้านบนบุ๋ม ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่หรือสุกจะมีสีเหลือง และเมื่อสุกจัดมีสีเหลืองออกส้ม เนื้อด้านในหนามีเปลือกผลมียางสีเหลือง เนื้อหุ้มเมล็ดสีเหลือง ฉ่ำน้ำ ผลดิบมีรสฝาดอมเปรี้ยว ผลสุกความฝาดลดลงและจะออกเปรี้ยวมากกว่า เมล็ด รูปแบนรี หนาขนาดใหญ่ จำนวน 4-6 เมล็ด เรียงตัวกันเป็นวงรอบผล

การขยายพันธุ์ชะมวง

ชะมวงสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด การปักชำกิ่ง และการตอนกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือการเพาะเมล็ดแล้วนำต้นกล้าที่ได้ไปปลูก โดยการเพาะเมล็ดจะใช้เมล็ดจากผลแก่ที่ร่วงจากต้นแล้วนำมาแกะเปลือก และนำมาตากแห้ง 5-7 วัน หลังจากนั้นจึงนำไปเพาะในถุงเพราะชำที่มีวัสดุเพาะเช่นแกลบ ขี้เถ้า และขุยมะพร้าว จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มแล้วนำไปเก็บไว้ในเรือนเพาะชำรอให้ต้นกล้าออกและมีอายุประมาณ 2 เดือน จึงนำไปปลูกต่อไป ส่วนวิธีการปลูกชะมวงนั้นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการปลูกส้มแขก ซึ่งได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

สล็อตออนไลน์

ทั้งนี้ชะมวงสามารถเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน แต่ในระยะแรกมักชอบดินชุ่มชื้นพอสมควร และเมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้ก็มีความทนต่อสภาพอาการแล้วได้ดีเช่นกัน

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆ ของชะมวงพบว่าในส่วนต่างๆ มีสาระสำคัญดังนี้

ในใบพบสารกลุ่ม flavonoids ชนิด C-glycoside เช่น vitexin, orientin สารกลุ่ม steroids เช่น beta-sitosterol และยังพบสาร chamuangone ที่มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งอีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการของใบชะมวง ( 100 กรัม )

พลังงาน 51 กิโลแคลอรี

โปรตีน 1.9 กรัม

คาร์โบไฮเดรต 9.6 กรัม

ใยอาหาร 3.2 กรัม

ไขมัน 0.6 กรัม

เถ้า 0.6 กรัม

น้ำ 84.1 กรัม

วิตามินA 7,333 หน่วยสากล

วิตามินB1 0.7 มิลลิกรัม

วิตามินB2 0.04 มิลลิกรัม

วิตามินB3 0.2 มิลลิกรัม

วิตามินC 29 มิลลิกรัม

ธาตุแคลเซียม 27 มิลลิกรัม

ธาตุเหล็ก 1.1 มิลลิกรัม

ธาตุฟอสฟอรัส 13 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ใบชะมวงที่นิยมนำมารับประทานยังมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้ ในกิ่งชะมวงพบสาร garcicowin B , C และ D ในเปลือกต้นพบสาร dulxanthone A และในน้ำยางของชะมวงพบสารกลุ่ม xanthone เช่น α-mangostin , cowanol และ 7-o-methylgarcinone E ส่วนในผลอ่อนพบสารกลุ่ม tetraoxygenated xanthones เช่น β-mangostin , fuscaxanthane A , cowaxanthone D และ rubeaseanthane เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้เป็นยาระบาย ช่วยในการย่อยอาหาร โดยใช้ผลสุกมารับประทานสดๆ ใช้แก้บิด แก้ไข้ตัวร้อน แก้เสมหะโดยนำรากสด หรือรากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาแก้ไข้ กระหายน้ำ กัดฟอกเสมหะ แก้ธาตุพิการ เป็นยาระบาย โดยนำผลแก่ที่ตากแห้งและใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้บิด แก้ไข้ตัวร้อน แก้เสมหะโดยนำรากสด หรือรากแห้งมาต้มกับน้ำ ใช้เป็นยาแก้ไข้ รักษาธาตุพิการ ขับเสมหะ บำรุงผิวพรรณ โดยใช้ดอกมาตากแห้งแล้วต้มกับน้ำดื่มใช้แก้ท้องร่วง ขับเสมหะ ลดอาการไอ แก้กระหายน้ำ โดยใช้เปลือกต้นและแก่นต้นมาต้มกับน้ำดื่ม เป็นต้น

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดระดับไขมันในเลือดมีการศึกษาวิจัยสารสกัดเฮกเซน และไดคลอโรมีเทนจากใบชะมวง ในขนาด 10 ug/mL โดยจากการศึกษาในหลอดทดลอง (invitro enzymatic test) พบว่ามีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ HMG-CoA reductase ได้อย่างสมบูรณ์ ร้อยละ 100 และ 80.55 ตามลำดับ ซึ่งเป็นการยับยั้งการทำหน้าที่ของเอนไซม์ที่ใช้ในการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล และสารสกัดทั้งสองยังยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ pancreatic lipase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยไขมัน โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 67.45 และ 342.80 ug/mL ตามลำดับ

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการศึกษาวิจัยสารสกัดอะซีโตนจากผลอ่อนของชะมวง โดยเมื่อนำสารมาศึกษาองค์ประกอบทางเคมี พบว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม tetraoxygenated xanthones ได้แก่ garcicowanones A และ B ซึ่งเป็นสารที่ค้นพบใหม่ และที่เคยมีรายงานมาก่อน ได้แก่ α-mangostin, β-mangostin, 9-hydroxycalaba-xanthone, fuscaxanthone A, cowaxanthone D, cowanin, , cowagarcinone E และ rubraxanthone โดยเมื่อนำสารเหล่านี้มาทดสอบฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียทั้งแกรมบวก (Bacillus cereus TISTR 688, Bacillus subtilis TISTR 008, Micrococcus luteus TISTR 884, Staphylococcus aureus TISTR 1466) และแกรมลบ (Escherichia coli TISTR 780, Pseudomonas aeruginosa TISTR 781, Salmonella typhimurium TISTR 292, Staphylococcus epidermidis ATCC 12228) พบว่าสารส่วนใหญ่สามารถต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกได้ดีกว่าแกรมลบ โดยสาร α-mangostin จะมีฤทธิ์ดีที่สุดในการต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกทั้ง B. cereus , B. subtilis และ M. luteus โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ต้านเชื้อแบคทีเรีย (MIC) อยู่ในช่วง 0.25-1 มคก./มล. ส่วนสาร garcicowanone A และ β-mangostin แสดงฤทธิ์ที่ดีเช่นกันในการยับยั้งเชื้อ B. cereus โดยมีค่า MIC เท่ากับ 0.25 มคก./มล.

slot

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของส่วนสกัดจากยางส่วนต้นชะมวง โดยใช้ MeOH เป็นตัวทำละลายแล้วแยกองค์ประกอบของสารให้บริสุทธิ์โดยใช้เทคนิคโครมาโทกราฟฟีแบบคอลัมน์ และ โครมาโทกราฟฟีแบบเยื่อบาง ทำให้ได้สารในกลุ่มเซนโทน 5 ชนิด ได้แก่ cowaxanthone , cowanin ,cowanol , 1,3,6-trihydroxy-7-methoxy-2,5-bis (3-methyl-2-butenyl) xanthone และ norcowanin เมื่อนำสารดังกล่าวไปทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อ Stapphylococcus aureus ATCC 25923 และ S. aureus ที่ดื้อต่อยา penicillin พบว่า cowanin ทำให้เกิด clear zone เส้นผ่านศูนย์กลาง 13.50, 12.25, 0.0และ 0.0 mm ในจานเลี้ยงเชื้อ S. aureus และ 12.75, 12.00, 0.0 และ 0.0mm ในจากเลี้ยงเชื้อ S. aureus สายพันธุ์ที่ดื้อยา penicillin ในขณะที่ cowanol ทำให้เกิด clear zone เส้นผ่านศูนย์กลาง 15.25, 14.25, 11.0 และ 0.0 mm ในจานเลี้ยงเชื้อ S. aureus 25923 และ 15.50, 13.25, 10.0 และ 0.0 mm ในจานเลี้ยงเชื้อ S. aureus penicillin ตามลำดับ

และยังมีผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาฉบับอื่นๆ อีกเช่น สาร chamuangone จากใบชะมวง มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ปอด และมะเร็งเม็ดเลือดขาว สาร garcicowin B, C และ D จากกิ่งชะมวง มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งลําไส้ และสาร dulxanthone A จากเปลือกต้นชะมวงมีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งตับ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผลสุกของชะมวงมีรสหวานอมเปรี้ยวในการนำมารับประทานควรรับประทานแต่พอดีเพราะหากรับประทานมากเกินไป อาจทำให้ปวดมวนท้องและทำให้ท้องเสียได้
ในการใช้ชะมวงเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆที่ได้ระบุไว้ในตำรายาต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดและปริมาณที่พอดี ที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณมากหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ชะมวงเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ประโยชน์ดีๆของต้นนมวัว

ต้นนมวัวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียตั้งแต่จีนตอนใต้ (มลฑลกวางสีและยูนาน) อินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม กัมพูชา พม่า ไทย ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย และนิวกินีตะวันตก โดยในประเทศไทยจะพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งจะพบได้ในบริเวณที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 500-1600 เมตร เช่นป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ รวมถึงบริเวณชายหาดทั่วไปด้วย

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณต้นนมวัว

ต้นนมวัวถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรตั้งแต่ในอดีตแล้ว โดยสามารถใช้ส่วนต่าง ๆ มาทำยาสมุนไพรได้ตามที่ตำรายาไทยระบุไว้ดังนี้

แก่น ใช้เป็นยาบำรุงน้ำนม ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วในสตรีหลังคลอด เป็นยาบำรุงร่างกายหลังเจ็บป่วย เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ท้องบวม แก้กษัย ปวดเมื่อยตามตัว ปัสสาวะขุ่นข้น รักษาฝีในท้อง แก้ไข้ ถอนพิษสำแดง รักษาไข้ที่ไม่มีเหงื่อออก ส่วนในตำรายาพื้นบ้านอีสานระบุว่า ใช้ราก แก้ผิดสำแดง แก้ไข้ ลำต้น บำรุงกำลัง บำรุงน้ำนม แก้ปวดเมื่อย แก้ลมบ้าหมู

ส่วนในต่างประเทศก็มีการใช้ต้นนมวัวเป็นสมุนไพร เช่น ประเทศอินเดีย ใช้เปลือกต้น และใบ ใช้ภายนอก รักษาโรคผิวหนัง ผล ใช้ ฟอกเลือด แก้งูกัด ประเทศจีนใช้ใบ ต้มกินรักษาโรคตา แก้ปวดกระเพาะอาหาร และใช้ภายนอก และแก้แผล

ลักษณะทั่วไปต้นนมวัว

ต้นนมวัวจัดเป็น ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก 2-5 เมตร แต่ก็สามารถ สูงได้ถึง 7 เมตร ลำต้นและกิ่งก้าน เมื่อยังอ่อนมีสีเขียวและมีขนนุ่มและยังมีหนามแหลมแข็ง ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มๆ กระจายทั่วลำต้น ส่วนลำต้นเมื่อแก่จะแตกเป็นร่องลึก เปลือกลำต้น และเปลือกในจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นเดี่ยว เรียงเวียนสลับ ลักษณะรูปรีแกมรูปไข่หรือรูปขอบขนาน กว้าง 5 เซนติเมตร ยาว 18 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ใบแก่แผ่นใบหนา หลังใบเรียบ เป็นมัน ท้องใบผิวเกือบเกลี้ยง ที่เส้นกลางใบมีร่องเล็กตามยาว ก้านใบมีขนนุ่ม ดอกออกจากลำต้น และซอกใบออกเป็นช่อเชิงลด มีช่อดอกอัดแน่นรูปทรงกระบอก

สล็อต

ช่อดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ร่วมต้น ดอกขนาดเล็ก สีเขียวแกมเหลือง มีกลีบรวม5 กลีบ ซ้อนเหลื่อมกัน ช่อดอกเพศผู้เป็นแบบช่อหางกระรอกออกรวมกันเป็นกลุ่ม มีกลิ่นเหม็น มีก้านดอกย่อยสั้น ส่วนดอกเพศเมีย มีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ เป็นแบบช่อกระจะ รังไข่อยู่ต่ำกว่าวงกลีบ ไม่มีก้านดอก ผลเป็นแบบผลส ทรงลูกแพร์หรือรูปไข่ ปลายผลเป็นตุ่มแหลมมี ขนาด 1.3-2.6 เซนติเมตร เมล็ดรูปทรงกลมแข็งมี 1-3 เมล็ดต่อผล

การขยายพันธุ์ต้นนมวัว

ต้นนมวัวสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง ในปัจจุบันการขยายพันธุ์ของต้นนมวัวนั้นจะเป็นการขยายพันธุ์โดยอาศัยเมล็ดร่วงหล่นแล้วเกิดต้นขึ้นมาใหม่ ในธรรมชาติมากกว่าการถูกนำมาปลูกโดยมนุษย์ เพราะต้นนมวัวยังไม่มีการนิยมนำมาใช้ประโยชน์มากเหมือนในอดีต จึงทำให้การใช้ประโยชน์ในปัจจุบันจะเป็นการเก็บส่วนต่าง ๆ ของต้นนมวัวที่ขึ้นเองในธรรมชาติมาใช้ประโยชน์มากกว่าการปลูกใช้เอง แต่หากต้องการจะปลูกต้นนมวัวไว้ใช้ประโยชน์เอง ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกับการเพาะเมล็ดไม้ยืนต้นอื่น ๆ ให้ได้ต้นกล้าแล้วจึงนำไปปลูกตามปกติ

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีจาก ใบ และกิ่ง ของต้นนมวัวพบว่าสามารถตรวจพบสารสำคัญหลายชนิดเช่นisoorientin, potalioside B, vicenin-2, vitexin, isoschaftoside , apigenin.

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

สล็อตออนไลน์

ใช้บำรุงน้ำนม ช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ โดยใช้แก่นต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ช่วยฟื้นไข้ แก้ปวดเมื่อยตามตัว แก้กษัย แก้ท้องบวม ปัสสาวะขุ่นข้น แก้ไข้ รักษาฝีในท้อง ถอนพิษสำแดง โดยใช้แก่ต้นนำมาต้มกับตาไก้ ข้างน้าว และตานกกด แล้วใช้ดื่ม ใช้แก้ลมบ้าหมู แก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลัง โดยใช้ลำต้นต้มน้ำดื่ม หรือใช้ต้มร่วมกับรากนมราชสีห์ใหญ่ ช่วยบำรุงน้ำนม ใช้แก้ไข้ แก้ผิดสำแดง ใช้รากต้นนมวัว ต้มน้ำดื่มหรือใช้รากผสมกับแก่นจันทน์แดงต้มน้ำดื่มก็ได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดความดันโลหิต มีการทดสอบและศึกษาวิจัย ในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดจากเปลือกผลด้วย น้ำ เอทานอล และอะซิโตน มีฤทธิ์ยับยั้ง angiotensin converting enzyme (ACE) ที่ระดับ 61%, 68% และ 73% ตามลำดับ ซึ่งมีผลทำให้ความดันโลหิตลดลง

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ต้นนมวัวเป็นสมุนไพร ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ต่อเนื่องกันนานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ต้นนมวัวเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

jumboslot

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 7 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมแข็ง ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มๆ กระจายทั่วลำต้น ลำต้นและกิ่งอ่อนมีสีเขียว ลำต้นที่แก่จะแตกเป็นร่องลึก เปลือกลำต้น และเปลือกใน สีน้ำตาลอ่อน กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปรีแกมรูปไข่หรือรูปขอบขนาน กว้างได้ถึง 5 เซนติเมตร ยาวได้ถึง 18 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ใบแก่แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง หลังใบเรียบ เป็นมัน ท้องใบผิวเกือบเกลี้ยง ที่เส้นกลางใบมีร่องเล็กตามยาว ก้านใบมีขนนุ่ม ไม่มีหูใบ ดอกช่อเชิงลดออกจากลำต้น และซอกใบ ช่อดอกอัดแน่นรูปทรงกระบอก

ช่อดอกแยกเพศหรือสมบูรณ์เพศอยู่ร่วมต้น ดอกมีขนาดเล็ก กลีบรวม5 กลีบ ซ้อนเหลื่อมกัน สีเขียวแกมเหลือง ช่อดอกเพศผู้เป็นแบบช่อหางกระรอกออกรวมกันเป็นกลุ่ม มักออกจากลำต้น ดอกมีกลิ่นเหม็น มีก้านดอกย่อยสั้นมาก ดอกเพศเมียไม่มีก้านดอก ดอกมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ เป็นช่อดอกแบบช่อกระจะ รังไข่อยู่ต่ำกว่าวงกลีบ ในดอกที่สมบูรณ์เพศมักมีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน ผลสดเมล็ดในแข็ง ทรงลูกแพร์หรือรูปไข่ ขนาด 1.3-2.6 เซนติเมตร เมล็ดมี 1-3 เมล็ด รูปทรงกลม การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือการตอนกิ่ง พบตามป่าเต็งรัง ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 600-1,600 เมตร ออกดอกราวเดือนมกราคมถึงมีนาคม ติดผลราวเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม

ยาพื้นบ้านอีสานใช้ ลำต้น ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลัง แก้ลมบ้าหมู ผสมรากนมราชสีห์ ต้มน้ำดื่ม บำรุงน้ำนม ราก ฝนน้ำดื่ม แก้ผิดสำแดง ผสมแก่นจันทน์แดง ฝนน้ำดื่ม แก้ไข้
ตำรายาไทย แก่น เป็นยาบำรุงน้ำนม ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วในสตรีหลังคลอด เป็นยาอายุวัฒนะได้ทั้งชายและหญิง โดยนำมาแก่นมาต้มกินเป็นยาเดี่ยว หรือผสมกับยาอื่นเป็นตำรับ เช่น ตาไก้ ช้างน้าว ตานกกด เป็นยาบำรุงร่างกายหลังเจ็บป่วย แก้กษัย ปวดเมื่อยตามตัว แก้ท้องบวม ปัสสาวะขุ่นข้น รักษาไข้ที่ไม่มีเหงื่อออก รักษาฝีในท้อง แก้ไข้ ถอนพิษสำแดง ไม่ระบุส่วนที่ใช้ รักษามาลาเรีย รักษาวัณโรค
ประเทศอินเดีย เปลือกต้น ใบ ใช้ภายนอก รักษาโรคผิวหนัง ผล แก้งูกัด ฟอกเลือด
ประเทศจีนใช้ ใบ ต้มกินรักษาโรคตา หรือนำมาหมัก หรือต้มกิน และใช้ภายนอก แก้ปวดกระเพาะอาหาร และแก้แผลถูกปืนยิง

slot

แพทย์พื้นบ้านอีสานจะนิยมใช้นมควายเป็นหนึ่งในสมุนไพรรักษากามโรค (ไม่ได้ระบุส่วนที่ใช้)
รากใช้เป็นยากระตุ้นการคลอดบุตรของสตรี ซึ่งชาวบ้านในแถบหมู่เกาะลูซอนและมินดาเนาของประเทศฟิลิปปินส์จะใช้รากนมควายนำมาแช่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ให้หญิงที่จะคลอดบุตรรับประทาน
เป็นยาเพิ่มการบีบตัวของมดลูก ช่วยเร่งการคลอดบุตร (ราก)
รากนมควายกะจำนวนพอประมาณนำมาต้มกับน้ำจนเดือด ใช้ดื่มครั้งละแก้ว วันละ 1-2 ครั้ง เป็นยาแก้โรคไตพิการได้ดีในระดับหนึ่ง (ราก)
รากช่วยบำรุงน้ำนมของสตรี (ราก)
รากมีรสเย็นช่วยแก้ผอมแห้ง โรคผอมแห้งของสตรีหลังการคลอดบุตรและอยู่ไฟไม่ได้ (ราก) ในตำรายาพื้นบ้านทางภาคอีสานจะใช้รากนมควาย รากหญ้าคา เหง้าต้นเอื้องหมายนา และลำต้นอ้อยแดง อย่างละเท่ากัน กะใช้ตามความเหมาะสม นำมาต้มกับน้ำเดือด ใช้ดื่มขณะอุ่น ๆ ให้สตรีที่ผอมแห้งแรงน้อย และบำรุงเลือดได้ดี (ราก)
ผลสุกมีรสหวานอมเปรี้ยว ใช้รับประทานเป็นผลไม้ได้ อีกทั้งยังให้วิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่ประโยชน์ต่อร่างกาย และสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้หลากหลายชนิด เช่น น้ำผลไม้ ไวน์ และผลไม้อบแห้ง เป็นต้น
ชาวชนบททางภาคอีสานจะนิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเตรียมสีย้อมฝ้ายหรือไหม โดยการสกัดสีจากกิ่งของต้นด้วยตัวทำละลาย
ต้นนมควายเป็นไม้หายาก มีผลรับประทาน ให้ดอกสวยงาม จึงเหมาะแก่การนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ

สรรพคุณของตาล

มีการสันนิษฐานว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของตาลอยู่ในทวีปแอฟริกา ต่อได้มีการกระจายพันธุ์มาทางตอนใต้และตะวันออกของประเทศอินเดีย แล้วจึงได้แพร่มาสู่แถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในปัจจุบันพบว่าปลูกกันมากใน ประเทศไทย พม่า นิวกีนี และในแอฟริกา ส่วนประเทศไทยน่าจะมีการเริ่มการปลูกครั้งแรกบริเวณแถบเมืองท่าของจังหวัดภาคใต้ในอดีต สำหรับในปัจจุบันพบมากบริเวณ เพชรบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท สงขลา นครปฐม เป็นต้น

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณตาล

ตาลโตนดเป็นพืชสารพัดประโยชน์ โดยทุกส่วนของตาลสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ช่อดอกของตาล หรือที่เรียกว่า “งวงตาล” มีอยู่ 2 ชนิด คือ ตัวผู้และตัวเมีย ซึ่งสามารถใช้ทำน้ำตาลได้ทั้งสองชนิด ผลของตาล สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ผลตาลอ่อน นำมาแกง เมล็ดในอ่อน (ลอนตาล) ใช้เป็นผลไม้หรือทำขนม เช่น ตาลลอยแก้ว

ผลตาลสุก ใช้เนื้อทำขนมตาลซึ่งจะมีกลิ่นพิเศษ ใบอ่อน ใช้จักสานได้เช่นเดียวกับใบลาน เช่น ทำตะกร้า เสื่อ กระเป๋า พัด ฯลฯ เส้นใยแข็งบริเวณโคนใบใช้ทำไม้กวาด เชือก ใบแก่ ใช้ทำพัดขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ตาลปัตร” ซึ่งพระภิกษุในศรีลังกาและพม่ายังใช้ประกอบพิธีกรรมอยู่และยังสามารถใช้ ใบแก่มุงหลังคาบ้านได้ดี ก้านใบที่เรียกว่า “ทางตาล” ยังสามารถนำมาทำเก้าอี้และโต๊ะได้อีกด้วย ลำต้นตาลโตนด ที่มีลักษณะกลมตรง และมีความแข็งแรงทนทาน สามารถใช้ส่วนโคนต้นนำมาขุดใช้เป็นเรือเรียกเรืออีโปง ลำต้นตัดขุดไส้กลางออกใช้ทำกลอง เนื้อไม้ใช้ก่อสร้างเครื่องใช้ต่างๆ เช่น สาก ไม้เท้า โต๊ะ กรอบรูป เป็นต้น

ส่วนสรรพคุณทางยาของตาลนั้นมีการระบุในตำรายาไทย รวมถึงตำรายาพื้นบ้านดังนี้

ช่อดอก และน้ำตาลสด ใช้เป็นยาระบาย เป็นกระสายยาบำรุง ใช้บำรุงหัวใจ ช่วยเจริญอาหาร แก้ร้อนใน รักษาตาลขโมยในเด็ก ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ขับพยาธิ ฝนทำยารักษาแผล ผลตาลแก่ แก้ไข ร้อนในกระหายน้ำ แก้โรคตานขโมย ขับปัสสาวะ แก้ผดผื่นคัน ก้านตาล ขับปัสสาวะ แก้ท้องร่วง แก้ปวดเมื่อย แก้ปากเปื่อย-ใบตาล ช่วยลดความดันโลหิต แก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย แก้อาการกระสับกระส่ายหลังคลอด รากใช้ บำรุงร่างกาย แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับปัสสาวะ ขับเลือด แก้ซางเด็ก และใช้ขับพยาธิ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปตาล

ตาลเป็นพืชตระกูล Palmmaceae จำพวกเดียวกับมะพร้าวจาก ชิด สละ สาคู ระก า และอินทผาลัม สามารถแบ่งออกเป็น 2 พันธุ์ คือตาลไข่และตาลหม้อซึ่งทั้ง 2 พันธุ์ มีลักษณะทั่วไปเหมือนกันจะแตกต่างกันที่ลักษณะของผลเท่านั้น โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นตระกูลปาล์มที่มีอายุยืนประมาณ 80-100 ปี และเมื่อโตเต็มที่จะสูง 18- 25 เมตร ลำต้นคล้ายต้นมะพร้าว เปลือกลำต้นขรุขระเป็นวงซ้อนกัน มีสีคล้ำขี้เถ้าออกดำ ลำต้นกลม ตรง สูงชะลูด ความสูงประมาณ 18-25 เมตร บางต้นอาจสูงถึง 30 เมตร เมื่อต้นมีอายุน้อยจะมีโคนต้นอวบใหญ่ และเมื่อสูงได้ประมาณ 4 เมตร ลำต้นจะเรียวลง และจะขยายใหญ่ที่ความสูงประมาณ 10 เมตร เนื้อไม้เป็นเสี้ยนแข็ง เหนียว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกันแตกออกบริเวณเรือนยอดเป็นกลุ่มแน่น ลักษณะคล้ายพัดขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 50-70 เซนติเมตร แผ่นใบเมื่ออ่อนหนามีสีเขียว เมื่อใบแก่ออกสีน้ำตาล ปลายใบเป็นจักลึกถึงครึ่งแผ่นใบ ส่วนก้านใบหนามีสีเหลืองเป็นทางยาวประมาณ 1-2 เมตร เรียกว่าทางตาล ส่วนขอบของทางก้านทั้งสองข้าง จะมีหนามแข็งคล้ายฟันเลื่อย สีดำและคมอยู่ตามขอบก้านใบ

ส่วนของโคนก้านแยกออกจากกันและโอบหุ้มลำต้นเอาไว้ ดอกออกดอกเป็นช่อแบบแยกแขนง โดยเป็นดอกแยกเพศต่างต้น แบ่งเป็นดอกตัวผู้ และดอกตัวเมีย ช่อดอกต้นผู้เรียก นิ้วตาล หรือ งวงตาล ซึ่งต้นหนึ่งมีช่อดอก 3-9 ช่อ และจะแตกแขนง 2-4 งวงต่อช่อ โดยงวงหนึ่งงวงจะมีความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ส่วนช่อดอกต้นตัวเมีย เรียก “ปลีตาล” หรือบางทีก็เรียงงวงตาลเช่นเดียวกัน แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าดอกตัวผู้ ซึ่งจะออกช่อหลังต้นตัวผู้ ปกติแล้วหนึ่งต้นจะมีประมาณ 10 ช่อ ผลเป็นแบบผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียวโดยเจริญมาจากช่อดอกที่ติดผลที่เราเรียกว่าทะลาย ซึ่งผลจะติดกันเป็นกลุ่มแน่น ลักษณะของผลเป็นทรงกลมหรือเป็นรูปทรงกระบอกสั้น ขนาดประมาณ 15-20 เซนติเมตรซึ่ง ผลเป็นเส้นใยหนาวแข็งและเป็นมัน มักมีสีน้ำตาลถึงสีม่วงเข้ม ปลายผลมีสีเหลือง เป็นมันหุ้มห่อเนื้อเยื่อสีเหลือง(เมล็ด) ไว้ภายใน ส่วนเมล็ด (จากตาล) จะมีเมล็ดเนื้อเยื่อสีเหลืองเหล่านี้ห่อหุ้มอยู่ซึ่งใน 1 ผล จะมีประมาณ 1-3 เมล็ด

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์ตาล

ตาลสามารถพบขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด ซึ่งมีวิธีการปลูกดังนี้ เริ่มจากนำผลตาลสุกมาปอกเปลือกและขำเอาเนื้อตาลออกแล้วจึงนำเมล็ดตาลใส่ถุงแช่น้ำ ประมาณ 5 วัน แล้วนำมากองบนดินนาฟางข้าวมาคลุมทับนาน 15 วัน รากก็จะเริ่มงอกแล้วจึงสามารถนำไปปลูกได้ ส่วนวิธีการปลูกเริ่มจากขุดหลุมให้ลึกพอดีกับเมล็ดตาลที่จะนำไปปลูกแต่ต้องระวังไม่ให้ปลายรากหัก โดยวางเมล็ดโดยต้องวางให้ทำมุมเฉียง 45 องศา จากนั้นกลบดินรดน้ำวันละครั้งหลังจาก 30 วัน ต้นอ่อนจะงอกพ้นดิน ทั้งนี้การปลูกควรเว้นระยะห่าง 6×6 ถึง 8×8 เมตร

องค์ประกอทบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆ ของตาลพบว่ามีสาระสำคัญ ในกลุ่ม phenolics , saponins tannins และ steroide soponins เป็นต้น และในส่วนอื่นๆ ยังพบสารอีกหลายชนิดเช่น borassoside , dioscin , gallic acid , lignin , anthraquinone , sucrose , fructosc และ Galactose เป็นต้น นอกจากนี้ในลูกตาลอ่อนและหน่อตาลอ่อนยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของลูกตาลอ่อน ( 100 กรัม )

พลังงาน 47 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 9.0 กรัม
โปรตีน 0.5 กรัม
เส้นใย 0.5 กรัม
ไขมัน 1.0 กรัม
วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.01 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.5 มิลลิกรัม
วิตามินซี 2 มิลลิกรัม
แคลเซียม 6 มิลลิกรัม
เหล็ก 1.7 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม

jumboslot

คุณค่าทางโภชนาการของหน่อตาลอ่อน ( 100 กรัม )

พลังงาน 103 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 26.6 กรัม
โปรตีน 2.7 กรัม
เส้นใย 2.2 กรัม
ไขมัน 0.2 กรัม
วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.18 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.9 มิลลิกรัม
วิตามินซี 8 มิลลิกรัม
แคลเซียม 18 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 140 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงจิตใจให้ชุ่มชื่น แก้ไข้ แก้ตานขโมย ขับพยาธิ แก้พิษตานซาง แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับปัสสาวะ โดยใช้รากต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงกำลัง บำรุงจิตใจให้ชุ่มชื่น เป็นยาระบาย โดยนำน้ำตาลสดจากงวงตาลมาดื่ม ใช้บำรุงหัวใจ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ ขับพยาธิ แก้ตานขโมยในเด็ก โดยใช้งวงตาลอ่อนมาฝานแล้วใช้ต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้คันแก้ผดผื่นโดยนำผลตาลแก่มาคั้นเอาน้ำแล้วจึงใช้แช่กับน้ำอาบ ใช้แก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย แก้ปวดเมื่อย ขับปัสสาวะ โดยนำก้านตาลสดมาเผาไฟแล้วคั้นเอาน้ำดื่ม หรือใช้อมกลั้วปากเพื่อรักษาปากเปื่อยก็ได้ ใช้ลดความดันโลหิต โดยใช้ใบตาลมาคั่วให้เหลืองแล้วนำมาบดเป็นผงแล้วนำไปสูบหรือเป่า

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาพบว่าการป้อนสารสกัดเอทานอลจากงวงตาลขนาด 150-300 มก. แก่หนูทดลองพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยมีฤทธิ์เข้าไปยับยั้งอาการบวมของอุ้มเท้าหนูจากการเหนี่ยวนำด้วยการฉีด corragenan และยับยั้งการสร้าง granuloma จาการใช้ก้อนสำลีเป็นตัวกระตุ้น

ฤทธิ์แก้ปวด เมื่อป้อนสารสกัดเอทานอลจากงวงตาลขนาด 300 มก./กก. ให้แก่หนูแรทที่ถูกฉีดกรดอะซิติกเข้าช่องท้องเพื่อให้เกิดอาการเจ็บปวด โดยเกิดภาวการณ์หดตัวของช่องท้อง พบว่าสามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดในหนูแรทได้

ฤทธิ์ลดไข้ มีการศึกวิจัยทางเภสัชวิทยาพบว่าเมื่อนำสารสกัดเอทานอลจากงวงตาลขนาด 150-300 มก./กก. ป้อนให้หนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นไข้ด้วย east พบว่าสามารถลดอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นได้

ฤทธิ์ต้านเบาหวาน มีรายงานผลการทดสองว่าสาร dioscin ที่สกัดได้จากงวงตาล ขนาด 50 มก./กก. มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงด้วยชูโครส

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงควรระมัดระวังในการรับประทานน้ำตาลสดหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความหวานที่ทำมาจากตาล เช่น น้ำตาลสด น้ำตาลปึก น้ำตาลปีบ น้ำตาลผง เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความหวานมาก โดยอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและอาจทำให้เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์ได้
สำหรับการใช้ตาลเป็นสมุนไพรตามตำรับตำรายาต่างๆ นั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีและไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ตาลเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของถั่วแระต้น

ถั่วแระต้นบางข้อมูลระบุว่ามีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่บางข้อมูลระบุว่ามีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา แต่ในปัจจุบันก็สามารถพบเห็ได้ทั่วไปใน 2 ภูมิภาคดังกล่าว สำหรับในประเทศไทยถือว่าถั่วแระต้นเป็นพืชที่มีในประเทศมานานแล้ว โดยสามารถพบเห็นได้เกือบทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสานจะพบเห็นได้มากกว่าภาคอื่น โดยสามารถพบได้ตามที่รกร้างว่างเปล่าต่าง ๆ บริเวณสองข้างทางรวมถึงในชายป่าที่โล่งแจ้ง เป็นต้น

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณถั่วแระต้น

มีการนำถั่วแระมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ตามภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ฝักอ่อน ของถั่วแระสามารถนำมาใช้เป็นผักสดในการรับประทานกับน้ำพริกต่าง ๆ ส่วนเมล็ดแก่ยังสามารถนำมาคั่วรับประทานเป็นของว่าง เช่นเดียวกับถั่วอื่น ๆ สำหรับใบและฝักของถั่วแระต้นเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ยังสามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ เพราะมีโปรตีนสูง

ในเกษตรกรผู้เลี้ยงครั่งยังนิยมนำถั่วแระต้นมาปลูกเพื่อใช้ในการเลี้ยงครั่งเพราะสามารถเลี้ยงครั่งได้ดี และยังปลูกง่านทนแล้งได้เป็นอย่างดี ส่วนสรรพคุณทางยาของถั่วแระต้นนั้นตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า รากและเมล็ด ใช้แก้ไข้ ขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะเหลือง หรือแดง ใช้ถอนพิษ ต้นและใบรักษาโรคเส้นเอ็นพิการ (อาการปวดเมื่อย เสียว ตามตัว ใบหน้า ศีรษะ) ขับลมลงเบื้องต่ำ ฝักแก้ท้องร่วง ใบ ใช้แก้ไอ แก้ท้องเสีย รักษาแผลในปากและหู

สำหรับตำรายาพื้นบ้าน ระบุว่า ใช้ทั้งต้น รักษาอาการตกเลือด ไข้ทับระดู ทั้งฝัก รสมันเฝื่อนเล็กน้อย บำรุงร่างการ บำรุงเส้นเอ็น บำรุงกระดูก ราก รสเฝื่อน ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้ปัสสาวะน้อย

ลักษณะทั่วไปถั่วแระต้น

ถั่วแระต้นจัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สูง 1-3.5 เมตร ผิวลำต้นเกลี้ยง เมื่อยังอ่อนลำต้นจะสีเขียวหม่น แต่เมื่อลำต้นแก่จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงและแตกเป็นร่องสีน้ำตาล ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับเป็นก้านๆ ซึ่งใน 1 ก้านจะมีใบย่อย 3 ใบ โดยใบย่อยจะมีขนาดเล็กจะแตกออกมาตามลำต้น กิ่งก้านลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบแหลม แต่โคนใบแหลมน้อยกว่าคล้ายใบขมิ้นต้น ใบมีขนาดกว้าง 1-3.5 เซนติเมตร ยาว 1.5-10 เซนติเมตร ผิวใบทั้งสองด้านมีขนสีขาวนวลขึ้นอยู่ทั่วใบ ดอก ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ

สล็อต

คล้ายดอกถั่วกลีบดอกสีเหลืองมีขอบสีน้ำตาลแดง มีกลีบเลี้ยงที่ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉกที่โคนดอก ผล ออกเป็นฝักลักษณะแบนยาวมีขนเป็นสีม่วงเข้มปนเขียว โดยฝักจะแบ่งเป็นห้องๆ 3-4 ห้อง ภายในมีเมล็ด ห้องละ 1 เมล็ด เมล็ดเหมือนถั่วเหลืองมีลักษณะกลมแบนเล็กน้อยมีสีเหลืองขาวหรือสีแดง

การขยายพันธุ์ถั่วแระต้น

ถั่วแระต้น สามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติมากกว่าการขยายพันธุ์โดยมนุษย์ เพราะถั่วแระต้นยังไม่เป็นที่นิยมในการนำมาปลูกในเชิงพาณิชย์ ที่มีการใช้ประโยชน์กันอยู่ก็เป็นการเก็บจากแหล่งธรรมชาติมาใช้มากกว่าการปลูกใช้เอง แต่หากอยากจะปลูกถั่วแระต้นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการปลูกพืชตระกูลถั่วอื่น ๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วขาว เป็นต้น ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่าง ๆ ของถั่วแระต้นพบว่ามีสารสำคัญ ๆ หลายชนิดเช่น cajanin , acoradiene, allantoin, α-amyrin, benzoic acid, caffeic acid, cajaminose, cajanol, campesterol, para-coumaric acid, cycloartanol, daidzein, erythritol, ferulic acid, formononetin, gentisic acid, α-guaiene, inositol, lanosterol, longistylin A, longistylin C, lupeol, parkeol, simiarenol, stigmasterol, stilbene, taraxerol, uronic acid, vanillic acid และ vitexin เป็นต้น

นอกจากนี้ในเมล็ดและฝักอ่อนของถั่วแระยังมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

สล็อตออนไลน์

คุณค่าทางโภชนาการของเมล็ดถั่วแระต้น (100 กรัม)

พลังงาน 343 กิโลแคลอรี
โปรตีน 22.7 กรัม
ไขมัน 1.49 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 62.78 กรัม
ใยอาหาร 15 กรัม
วิตามินB1 0.643 มิลลิกรัม
วิตามินB2 0.187 มิลลิกรัม
วิตามินB3 2.965 มิลลิกรัม
วิตามินB5 1.266 มิลลิกรัม
วิตามินB6 0.283 มิลลิกรัม
วิตามินB9 456 ไมโครกรัม
แคลเซียม 130 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 5.23 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 183 มิลลิกรัม
แมงกานีส 1.791 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 367 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 1,392 มิลลิกรัม
โซเดียม 17 มิลลิกรัม
สังกะสี 2.76 มิลลิกรัม
คุณค่าทางโภชนาการของฝักอ่อนถั่วแระต้น (100 กรัม)

พลังงาน 362 กิโลแคลอรี่
โปรตีน 19.4 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 60.9 กรัม
ไขมัน 5.6 กรัม
ใยอาหาร 2.5 กรัม
วิตามิน A 25 หน่วนสากล
วิตามิน B1 0.46 มิลลิกรัม
วิตามิน B2 0.20 มิลลิกรัม
วิตามิน B3 1.2 มิลลิกรัม
แคลเซียม 114 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 387 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 2.2 มิลลิกรัม

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ปัสสาวะแดงขุ่น ปัสสาวะน้อย ช่วยละลายนิ่วในไตแก้อาการปัสสาวะเหลืองหรือแดง โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม
ใช้รักษาอาการตกเลือด แก้ไข้ทับระดู โดยใช้ทั้งต้น 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ถัวย วันละ 3 ครั้ง
ใช้รักษาเส้นเอ็นพิการ ขับผายลม ขับลมลงเบื้องต่ำ โดยใช้ต้นและใบมาต้มน้ำดื่ม
ใช้แก้ท้องร่วงโดยนำฝักสดมารับประทาน
ใช้แก้ไป แก้ท้องเสีย โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม
ใช้รักษาแผลในปากและหู โดยใช้ใบสดมาคั้นเอาน้ำอมบ้วนปาก หรือ หยอดใส่หูตามอาการ
ใช้บำรุงเส้นเอ็น บำรุงกระดูก บำรุงร่างกาย โดยให้รับประทานฝักสด

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดไขมันมีศึกษาวิจัยฤทธิ์ลดไขมันของส่วนสกัด stibenes จากใบถั่วแระต้น (ซึ่งประกอบด้วยสาร Cajanin, Longistylin C และ Longistylin) ขนาด 100 และ 200 มก./กก./วัน ในหนูถีบจักรที่เหนี่ยวนำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูงโดยการป้อนอาหารที่มีไขมันสูง (2% cholesterol, 0.5% cholic acid) เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยา simvastatin ขนาด 12 มก./กก./วัน และกลุ่มควบคุม เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าส่วนสกัด stibenes ขนาด 200 มก./กก. มีผลทำให้น้ำหนักตัวลดลง แต่ไม่มีผลต่อน้ำหนักตับ ลดระดับ total cholesterol, triglyceride และ LDL-cholesterol ในเลือดและในตับ แต่ไม่มีผลต่อ HDL-cholesterol นอกจากนี้ยังทำให้ค่า atherogenic index (total cholesterol – HDL-cholesterol / HDL-cholesterol) ลดลง และเพิ่มระดับเอนไซม์ superoxide dismutase ในเลือดด้วย ซึ่งกลุ่มที่ได้รับยา simvastatin ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน กลไกในการออกฤทธิ์พบว่าส่วนสกัด stibenes ขนาด 200 มก./กก. มีผลเพิ่มการแสดงออกของยีนของเอนไซม์ hepatic 3-hydroxy-3-methylglutaryl-CoA reductase (HMG-CoA reductase) ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของระดับ cholesterol ในเลือดและตับ ส่วนสกัด stibenes ยังเพิ่มการแสดงออกของยีนของเอนไซม์ cholesterol 7α-hydroxylase (CYP7A1) ทำให้เพิ่มการสร้างกรดน้ำดี และมีผลเพิ่มการแสดงออกของยีนของ LDL receptor ในตับ ทำให้ระดับของ cholesterol ในเลือดลดลง และเมื่อศึกษาฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชั่นของไขมัน (lipid peroxidation) พบว่าค่าความเข้มข้นที่มีฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันได้ครึ่งหนึ่ง (EC50) มีค่าเท่ากับ 25.97 มคก./มล. ซึ่งฤทธิ์ดังกล่าวอ่อนกว่าสารมาตรฐาน trolox (EC50) เท่ากับ 1.90, 1.20 มคก./มล. ตามลำดับ)

slot

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาวิจัยสารสกัด 70% เอทานอลของเมล็ดถั่วแระต้น (Cajanus cajan (L) Millsp) เมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ด้วยวิธี DPPH (Diphenyl-picrylhydrazyl) radical พบว่าค่าความเข้มข้นที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ครึ่งหนึ่ง (EC50) ) มีค่าเท่ากับ 44.36 มคก./มล. และเมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต้านเอนไซม์ tyrosinase ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างเม็ดสีทั้งในพืชและในสัตว์ พบว่าค่าความเข้มข้นที่มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ tyrosinase ได้ครึ่งหนึ่ง (EC50) ) มีค่าเท่ากับ 267 มคก./มล. เมื่อเทียบกับสารมาตรฐาน (kojioc acid, EC50) เท่ากับ 2.31 มคก./มล. ) จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าสารสกัด 70% เอทานอลของเมล็ดถั่วแระต้นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิระได้ดีพอสมควร แต่ในส่วนของฤทธิ์ต้านเอนไซม์ tyrosinase ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผิวขาวอาจต้องมีการศึกษาต่อไป

นอกจากยังมีผลการศึกษาวิจัยอื่น ๆ ที่ระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของถั่วแระต้นว่า มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล และต้านไวรัส เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาวิจัยโดยการทดสอบความเป็นพิษ ของสารสกัดเมล็ดถั่วแระต้น พบว่าเมื่อฉีดสารสกัดจากเมล็ดถั่วแระต้นด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ ในอัตราส่วน 1:1 เข้าช่องท้องของหนูถีบจักร ปรากฏว่าหนูสามารถทนยาได้ถึง 1 กรัมต่อกิโลกรัม

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ถั่วแระต้นเป็นสมุนไพรตามตำรับตำรายาต่างๆ นั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีและไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ถั่วแระต้นเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

คำเงาะมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

คำเงาะเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณเขตร้อนของประเทศแถบทวีปอเมริกาใต้ อเมริกากลาง แล้วจึงได้แพร่กระจายพันธุ์ไปยังทางเหนือและใต้ เช่น บราซิล เม็กซิโก อาเจนตินา และทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาเป็นต้น ปัจจุบันพบแพร่กระจายทั่วโลกในประเทศเขตร้อน และอบอุ่น ในทวีปอเมริกาใต้ ประเทศในอเมริกากลาง และเอเชีย สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ว

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณคำเงาะ

คำเงาะนิยมใช้ปลูกกันเป็นไม้ประดับเพื่อความสวยงาม เพราะมีผลที่ออกเป็นกลุ่ม ๆ มีสีแดงสดดูสวยงาม และยังสามารถให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี ส่วนเนื้อหุ้มเมล็ดใช้ทำเป็นสีสำหรับแต่งอาหาร โดยจะให้สีส้มแดง หรือสีแดงอมส้มใช้ในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เช่น แต่งสีเนย สีไอศกรีม ฝอยทอง น้ำมัน หรือเพื่อเพิ่มความเข้มของไข่แดง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกกำหนดให้รับประทานสีที่สกัดจากเมล็ดคำเงาะได้ไม่เกิน 0.065 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อ 1 วัน นอกจากนี้ยังใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและใช้เป็นสีสำหรับย้อมไหมและฝ้าย

ในส่วนของเปลือกต้นของคำเงาะก็สามารถนำมาใช้ทำเป็นเชือกอีกด้วย ส่วนในปาปัวนิวกินีใช้สีจากเมล็ดเป็นสีทาตามร่างกาย และใช้ย้อมเส้นใยต่าง ๆ ได้สีแดงส้ม ถ้าแต่หากนำไปผ่านกรดทาร์ทาริกอ่อนจะได้สีเหลือง แต่สีมักตกเมื่อถูกแดด

สำหรับสรรพคุณทางยาของคำเงาะนั้น ตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ว่า เนื้อหุ้มเมล็ด รสหวานร้อน ขับพยาธิ เป็นยาระบายท้อง รักษาโรคผิวหนัง น้ำมันจากเมล็ด รสร้อน แก้ขัดตามข้อ แก้อัมพฤกษ์อัมพาต ดอก รสหวาน บำรุงเลือดและน้ำเหลือง บำรุงโลหิตระดู บำรุงสมอง บำรุงประสาท แก้โลหิตจาง ระงับความร้อนในร่างกาย โรคบิด ไตพิการ ขับระดู แก้ดีพิการ แก้พิษ เป็นยาสมานแผล รักษาอาการแสบร้อน คันตามผิวหนัง เปลือกราก ลดไข้ แก้โรคหนองใน ผล เป็นยาฝาดสมาน ราก บำรุงเลือด แก้แสบร้อน คัน เปลือกต้น บำรุงโลหิต แก้ไข้ทับระดู ใบ ลดไข้ รักษาอาการเจ็บคอ รักษาบิด แก้โรคดีซ่าน ขับปัสสาวะ แก้งูกัด

ขนจากผล ขับพยาธิ เมล็ด รสร้อนเป็นยาหอม ยาฝาดสมาน สมานแผล แก้ไข้ แก้ลม รักษาโรคหนองใน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ขับระดู แก้บิด ไข้มาลาเรีย บำรุงโลหิต แก้ไข้ทับระดู รักษาพิษจากมันสำปะหลังและสบู่แดง แก้โรคผิวหนัง แก้ปวดบวม แก้ปวดมดลูกหลังคลอด

สล็อต

ลักษณะทั่วไปคำเงาะ

คำเงาะจัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3-8 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหนาทึบ แตกกิ่งก้านสาขามากและแตกเป็นพุ่มโปร่ง ส่วนเปลือกลำต้นเรียบสีน้ำตาลปนเทา ใบเป็นใบเดี่ยว ออกแบบเรียงเวียนรอบกิ่ง ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบกว้างใบมนเว้าเข้าหากันคล้ายรูปหัวใจ ขอบใบเรียบหรืออาจเป็นคลื่นเล็กน้อย

ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-40 เซนติเมตรและยาวประมาณ 11-10 เซนติเมตร แผ่นใบเกลี้ยงบางนุ่ม ใบอ่อนเป็นสีแดง แต่เมื่อแก่จะมีสีเขียวเหลือบแดง ส่วนก้านใบยาว 4-10 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตั้งเป็นช่อเชิงหลั่น หรือช่อแยกแขนงบริเวณปลายกิ่ง โดยใน 1 ช่อจะมีดอก 5-10 ดอก โดยกลีบดอกเป็นรูปไข่ยาว มีสีขาวแกมชมพูหรือสีชมพูอ่อน จำนวน 5 กลีบ ส่วนกลีบรองดอกมีขนาดเล็ก สีเขียว และมีต่อมอยู่ที่ฐาน ตรงกลางมีเกสรตัวผู้จำนวนมาก มีอับเรณูโค้งงอ มีช่องเปิดด้านบน รังไข่มีขนรุงรัง มีเกสรตัวเมีย 1 อัน ยาว 1.5 เซนติเมตร ภายในมีช่อง 1 ช่อง มีไข่อ่อนจำนวนมาก

ผลเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายแหลม เปลือกผลเป็นร่องตามแนวยาว เปลือกผลเป็นรองตามยาว เปลือกผลมีสีแดง และมีขนสั้นสีแดงคล้ายผลเงาะปกคลุมแน่น เมื่อผลแก่ ผลจะปริแตกออกเป็น 2 ชนิด ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดมีจำนวนมากลักษณะกลม สีน้ำตาลแดง มีเนื้อหุ้มเมล็ดเป็นสีแดงหรือสีแสด

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์คำเงาะ

คำเงาะสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด การตอนกิ่ง และการเสียบยอด แต่วิธีที่นิยมกันในปัจจุบันคือการเพาะเมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้

เริ่มจากการเตรียมเมล็ดซึ่งเมล็ดที่ใช้สำหรับเพาะ ต้องเป็นเมล็ดที่ได้จากผลแก่ ที่เปลือกผลเริ่มปริ จากนั้นให้นำเมล็ดมาตากให้แห้ง นาน 5-7 วัน ก่อนเก็บในที่ร่มและแห้ง นาน 1-2 เดือน เพื่อให้เมล็ดพักตัว จากนั้น นำเมล็ดลงเพาะในถุงเพาะที่เตรียมไว้ โดยหยอดเมล็ด 1-2 เมล็ด ต่อถุง และเกลี่ยหน้าดินให้กลบเมล็ด พร้อมรดน้ำให้ชุ่ม สำหรับวัสดุที่ใช้เพาะกล้าควรเป็นดินร่วนผสมกับปุ๋ยคอก และวัสดุทางการเกษตรอื่นๆ อาทิ แกลบดำหรือขุยมะพร้าว ในอัตราส่วน 1:3:2

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากเมล็ดของคำเงาะพบว่ามีสาระสำคัญหลายชนิด เช่น สารที่ให้สี เช่น bixin, norbixin และมีสารที่ให้รสขม รวมถึงยังมีกรดไขมันและกรดอะมิโน เช่นOleic, Linoleic acid, Capric , Stearic , Palmiticacid , tryptophan , threonine และ methionine นอกจากนี้ยังพบสารอื่นๆเช่น orellin , zeaxanthin, cryptoxanthin, lutein crocetin, ellagic acid , tomentosic acid และ salicylic acid เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงเลือด บำรุงน้ำเหลือง บำรุงประสาท บำรุงสมอง บำรุงโลหิตระดู บำรุงหัวใจ แก้บิด แก้ไตพิการ ดีพิการ โดยใช้ดอกแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ชงแบบชาก็ได้ ใช้ลดไข้ บำรุงเลือด แก้หนองใน โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงโลหิต ลดไข้ ขับปัสสาวะ แก้บิด แก้เจ็บคอ แก้ไข้ทับระดู แก้โรคดีซ่าน โดยนำใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไข้ แก้ลม แก้หนองใน ขับปัสสาวะ ขับระดู ขับเสมหะ แก้บิด แก้ไข้ทับระดู โดยใช้เมล็ด มาทุบแล้วต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ปวดบวมตามร่างกาย แก้ปวดมดลูกหลังคลอง โดยใช้เมล็ดมาตำแล้วใช้พอกหรือทาบริเวณที่เป็น (กรณีปวดมดลูกให้พอกที่หัวหน่าว) ใช้แก้ขัดตามข้อ แก้อัมพฤกษ์อัมพาต โดยใช้น้ำมันจากเมล็ด มาทาบริเวณที่เป็น

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด มีการศึกษาวิจัยสารสกัดจากเมล็ดคำเงาะต่อการออกฤทธิ์ ลดไขมันในหนูทดลอง พบว่า สารสกัดสามารถลดปริมาณไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอลรวม และไลโปโปรตีน ในเลือดของหนูทดลองได้

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการศึกษาวิจัยสารสกัดจากเมล็ดคำเงาะที่มีต่อเชื้อแบคทีเรียบางชนิด พบว่า ปริมาณแคโรทีนอยด์ที่มีสูงในสารสกัดดังกล่าว สามารถยับยั้งเชื้อ S. aureus ได้ ส่วนสารให้สีจากเมล็ดคำเงาะสามารถลดการเพิ่มของเชื้อ S.enteritidis ได้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับอื่นๆ ระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของคำเงาะว่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส ปรสิต และโปรโตซัว มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ลดความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร คลายกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้ ยับยั้งการสร้างโพรสตาแกลนดิน เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

เมื่อให้สารสกัดเมล็ดคำเงาะทางปากแก่หนูถีบจักร ในขนาด 16 กรัม/กิโลกรัม โดยแบ่งให้ 2 ครั้ง ครั้งละ 8 กรัม/กิโลกรัม พบว่าไม่เกิดพิษเฉียบพลันใดๆ ส่วนการศึกษาพิษกึ่งเฉียบพลัน เป็นระยะเวลา 28 วัน แก่หนูวิสตาร์ ในขนาด 0.24, 2.4, 12.0, 60.0 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน พบว่าไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติ หรือพฤติกรรมของหนูเปลี่ยนแปลงไป และค่าโลหิตวิทยา เคมีคลินิก จุลพยาธิ ก็ไม่ผิดปกติ แต่อย่างไรก็ตาม ควรใช้ในปริมาณพอเหมาะ ไม่เข้มข้นมากเกินไป

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้คำเงาะเป็นสมุนไพร เพราะมีสรรพคุณขับระดู ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้
ถึงแม้ว่าผลการศึกษาทางพิษวิทยาของคำเงาะจะระบุว่า หรือมีความเป็นพิษน้อยมากจนแทบไม่มีความเป็นพิษเลย ในขนาดการใช้ปกติในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามในการใช้คำเงาะเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดและปริมาณที่พอดีที่กำหนดไว้ในตำรายาต่างๆ

ไม่ควรใช้มากจนเกินไป หรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้คำเงาะเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นคำไทย หรือ ต้นคำแสด เป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนของอเมริกาตอนกลาง ต่อมาได้ขยายไปทางเหนือและใต้ เช่น เม็กซิโก บราซิล และกัวเตมาลา ก่อนจะถูกนำไปปลูกในประเทศที่มีอากาศร้อนทั่วโลก โดยต้นคําไทยจัดเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงของต้นประมาณ 3-8 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกลมหนาทึบ เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลปนเทา ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด และการตัดกิ่งเพื่อนำไปปักชำ สามารถพบได้ตามป่าเบญจพรรณชื้นและตามป่าดิบแล้ง

ใบคำไทย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนรอบต้น ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-10 เซนติเมตรและยาวประมาณ 11-18 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะบางนุ่ม ใบเป็นสีเขียวเหลือบแดง ส่วนใบอ่อนเป็นสีแดง

ดอกคำไทย ออกดอกเป็นช่อตั้ง โดยจะออกที่ปลายกิ่ง ในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 5-10 ดอก ดอกย่อยเป็นสีขาวแกมชมพูหรือสีชมพูอ่อน ๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่ยาว และมีกลีบรองดอกขนาดเล็กสีเขียว ดอกอ่อนจะมีลักษณะกลม ผิวสีแดง ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมากและมีเกสรเพศเมียอีก 1 ก้าน ที่รังไข่มีขนรุงรัง ภายในมีช่อง 1 ช่อง และมีไข่อ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก

สรรพคุณคันทรง

เชื่อกันว่า คันทรงเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีเอเชีย (เพราะชื่อทางวิทยาศาสตร์มีปรากฎชื่อของทวีปเอเชียด้วย) แต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในภูมิภาคไหนของทวีปเอเชีย แต่สำหรับในประเทศไทยสามารถพบเจอได้ทั่วทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะภาคเหนือจะพบได้มากกว่าภาคอื่น และจะพบได้ตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป หรือตามป่าละเมาะป่าตามพื้นราบทั่ว ๆ ไป หรือป่าดงดิบรวมถึงตามชายหาดหินปูนในภาคใต้

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณคันทรง

มีการใช้ประโยชน์จากคันทรงในด้านต่าง ๆ ดังนี้ ใบอ่อนและยอดอ่อนนำมาลวกหรือ ใช้รับประทานสดๆ เป็นผักจิ้ม น้ำพริก เช่น น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกตาแดง หรือใช้นำมาผัดกับน้ำมันหอย ใช้ทำแกงส้ม แกงเลียง นำมาใส่ในแกงแคร่วมกับผักอื่น ๆ นำใส่ในแกงขนุน ทำแกงผักคันทรงกุ้งสดก็ได้ ส่วนผลใช้เป็นยาเบื่อปลา นอกจากนี้ชาวฮาวายยังใช้ใบแทนสบู่ได้อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของคันทรงนั้น ตามตำรายาไทย ได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ราก รสฝาดเฝื่อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาการบวม น้ำเหลืองเสีย ใบ ปรุงยาต้มทาบรรเทาอาการระคายเคืองที่ผิว และรักษาโรคผิวหนังบางชนิด เปลือกต้น รสฝาดเฝื่อน ต้มน้ำอาบแก้เม็ดผื่นคัน แก้บวมทั้งตัว เนื่องจากโรคไตหรือโรคหัวใจพิการ แก้น้ำเหลืองเสีย และเหน็บชา แก้เม็ดผื่นคัน ส่วนตำรายาพื้นบ้านอีสานระบุว่าใช้ ราก แก้บวม ตานขโมย (โรคพยาธิในเด็ก มีอาการซูบผอม อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาจมีอาการท้องเสีย)

ส่วนใน ประเทศมาเลเซียใช้ ต้น แก้โรคกระเพาะอาหาร ใบ ช่วยเจริญอาหาร แก้อาการแพ้ ผื่นคัน โรคผิวหนังอักเสบ ฝี น้ำมันจากเมล็ด แก้ไข้ บรรเทาปวด รักษาโรคข้อรูมาติก แก้อาการชา แก้ปวดตามตัว และศีรษะ

ลักษณะทั่วไปคันทรง

คันทรงจักเป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ลำต้นตั้งตรงสูง 2-9 เมตร เปลือกต้นสีเขียวเข้มเป็นมัน มีรอยแตกเป็นร่องตื้น ถี่ ๆ และมีตาที่ทิ้งใบเป็นตุ่มห่างๆโดยมักจะแตกกิ่งก้านมากตั้งแต่โคนต้นกิ่งก้านมีสีเขียวลักษณะเส้นกลม ใบเป็นใบเดี่ยวแบบเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหอกกว้าง รูปไข่กว้าง หรือรูปหัวใจ กว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-9 เซนติเมตร ส่วนปลายใบมีลักษณะเรียวแหลม โคนใบมนหยักเว้าคล้ายรูปหัวใจ ขอบใบหยักมนแกมจักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบบาง หลังใบเรียบเป็นมันมีสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเรียบเป็นมันสีเขียวอ่อนกว่าหลังใบ มีขนที่เส้นใบ โดยมีเส้นใบ 3 เส้นออกจากโคนใบ ส่วนอีก 3-4 เส้นออกจากเส้นกลางใบ และมีก้านใบยาวประมาณ 1-1.5เซนติเมตรผลเป็นผลเดี่ยว ลักษณะเป็นผลสดรูปทรงกลม ผิวเรียบเป็นมัน ปลายผลเว้าเข้าแบ่งออกเป็นพู 3 พูมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5-0.6 เซนติเมตร ผลดิบมีสีเขียวและเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดจำนวน 3 เมล็ด ที่ขั้วผลมีวงกลีบเลี้ยงสีเขียวติดอยู่ โดยผลจะเรียงห้อยลงเป็นแถวๆตามกิ่ง

สล็อต

ดอกออกเป็นช่อกระจุก ออกที่ซอกใบ ตามกิ่งก้าน โดยจะออกเรียงเป็นแถวเป็นช่อเล็ก ๆ มีขนาดยาว 1 เซนติเมตร ส่วนดอกย่อยมี8-14 ดอก/ช่อ ขนาดเล็ก ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 มิลลิเมตร กลีบดอกมี 5 กลีบรูปไข่กลับมีสีเหลืองแกมเขียว มีก้านดอกย่อยยาว 2-3 มิลลิเมตร สำหรับดอกย่อยจะประกอบด้วยดอกสมบูรณ์เพศ 2-3 ดอก และดอกตัวผู้หลายดอกเมล็ด ลักษณะแบน ขนาดเล็ก ประมาณ 4-6 มิลลิเมตร มีสีน้ำตาลเทา มี 3 เมล็ดใน 1 ผล

การขยายพันธุ์คันทรง

คันทรงสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด และการปักชำลำต้น แต่ในปัจจุบันคันทรงยังไม่เป็นที่นิยมในการนำมาปลูกเพื่อใช้ประดยชน์หรือเพื่อการค้า ดังนั้นการขยายพันธุ์ของคันทรงจึงเป็นการขยายพันธุ์ทางธรรมชาติ โดอาศัยเมล็ดที่ร่วงหล่นจะงอกขึ้นมาเองหรืออาศัยนกมากินผลสุกแล้วไปขับถ่ายเอาเมล็ดไปแพร่กระจายพันธุ์ยังบริเวณอื่น แต่หากต้องการปลูกคันทรงไว้ใช้ประโยชน์ก็สามารถทำได้โดยการนำเมล็ดไปเพาะให้เป็นต้นกล้าแล้วจึงนำต้นกล้าไปปลูก โดยมีวิธีการเช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดไม้ยืนต้นอื่น ๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่าง ๆ ของคันทรงพบว่า พบสารกลุ่มซาโปนิน เช่น colubrine, colubrinoside ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน, สารกลุ่มแลคโตน เช่น ebelin lactone และสารกลุ่มฟลานอยด์ เช่น kaemp ferol,kaempferol-3-O-rutinoside, rutin เป็นต้น

นอกจากนี้ยังพบสาร ceanotic acid , granulosic acid,zizyberenalic acid , alphitolic acid , betulinic acid , erqosterol peroxide และ -sitosterol เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาการบวม โดยใช้รากหรือเปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ช่วยให้เจริญอาหาร แก้น้ำเหลืองเสีย โดยใช้ใบมากินเป็นผักสด หรือนำมาต้มกับน้ำดื่มก็ได้ ใช้แก้อาการบวมแก้เหน็บชา แก้เม็ดผดผื่นคัน โดยใช้ใบและเปลือกต้นมาต้มกับน้ำอาบ ใช้แก้ตานขโมยในเด็ก แก้บวมโดยใช้รากมาฝนผสมน้ำมะพร้าวดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระโดยวิธีDPPH รายงานผลเป็น % radical scavenging ซึ่งจากการทดสอบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดในตัวทำละลายเมทานอล พบว่าสารสกัดของผักพื้นบ้านสดที่มีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระมากที่สุดคือ ผักแขยง น้อยที่สุด คือ ผักก้านตรง โดยมี% radical scavenging เท่ากับ 86.24±0.05 30.39±0.09% ตามลำดับ และมีการศึกษาความสามารถในการรีดิวซ์สารประกอบเชิงซ้อนของเหล็ก Fe 3+- TPTZ จากการทดลองพบว่า สารสกัดจากผักพื้นบ้านสดที่มีความสามารถในการรีดิวซ์ Fe 3+ มากที่สุด คือ ผักแขยง น้อยที่สุด คือ ผักก้านตรง โดยมีปริมาณ Fe 2+ เท่ากับ 15.48±0.01 9.98±0.01 g/g ตามลำดับ และสารสกัดจากผักพื้นบ้านแห้งที่มีความสามารถในการรีดิวซ์ Fe 3+ มากที่สุด คือผักแขยง น้อยที่สุดคือ ผักก้านตรง โดยมีปริมาณ Fe 2+ เท่ากับ 20.99±0.02 12.31±0.02 g/g ตามลำดับ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

jumboslot

สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานคันทรง เพราะมีฤทธิ์ทำให้แท้งบุตร
คันทรงมีสารซาโปนิน มีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน หากบริโภคมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายได้
ในการใช้คันทรงเป็นสมุนไพรตามตำรับตำรายาต่างๆ นั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีและไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้คันทรงเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นคันทรง จัดเป็นไม้พุ่มขนาดกลางกึ่งไม้เลื้อย ลำต้นตั้งตรงและมีความสูงของต้นประมาณ 2-3 เมตร บ้างว่าสูงได้ประมาณ 1-9 เมตร แตกกิ่งก้านมากตั้งแต่โคนต้น กิ่งก้านมีขนาดเล็กกลมสีเขียว กิ่งก้านสีเขียวเข้มเป็นมัน เปลือกต้นเป็นสีเทา มีรอยแตกเป็นร่องตื้น ๆ ถี่ ๆ และตามลำต้นจะมีตาที่ทิ้งใบเป็นตุ่มห่าง ๆ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดและวิธีการปักชำลำต้น มักขึ้นเองตามป่าราบ ป่าดงดิบ ป่าละเมาะ หรือที่รกร้างข้างทางทั่วไป โดยจะพบได้มากทางภาคเหนือ บ้างว่าพบได้มากตามชายทะเลหรือชายหาดหินปูน

ดอกคันทรง ออกดอกเป็นช่อกระจุกเล็ก ๆ ตามซอกใบตามกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ก้านเรียงเป็นแถวเป็นช่อเล็ก ๆ ในแต่ละช่อดอกจะมีดอกย่อยอยู่ประมาณ 8-14 ดอก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก เมื่อดอกบานจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.4-0.5 เซนติเมตร ดอกเป็นสีเหลืองอ่อนปนเขียว มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ในดอกย่อยจะประกอบไปด้วยดอกสมบูรณ์เพศประมาณ 2-3 ดอก และดอกเพศผู้อีกหลายดอก ลักษณะของดอกเป็นรูปจาน ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวน 5 ก้าน กลีบดอกเป็นสีเหลืองแกมเขียวมี 5 กลีบ ปลายกลีบดอกแหลม ส่วนโคนกลีบดอกติดกันที่ฐานดอก จานรองสีเหลืองส้ม มีรังไข่ประมาณ 2-3 ห้องหลอมรวมกับจานรอง ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียวสดมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ส่วนก้านดอกสั้น มีความยาวประมาณ 0.2-0.3 เซนติเมตร โดยจะออกดอกช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคม

slot

ผลคันทรง ผลเป็นผลเดี่ยว ลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือกลมแป้น ที่ขั้วผลมีวงกลีบเลี้ยงสีเขียวติดอยู่ เรียงห้อยลงเป็นแถว ๆ ตามกิ่ง ปลายผลเว้าเข้าแบ่งออกเป็นพู 3 พู ผลเป็นสีเขียวแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อผลแก่ ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8-0.9 เซนติเมตร ผิวผลเรียบเป็นมัน มีก้านผลที่ยาวประมาณ 0.4-0.6 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวน 3 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะแบนและเป็นสีดำหรือเป็นสีน้ำตาลเทา มีขนาด 0.5-0.6 x 0.4-0.5 เซนติเมตร โดยจะติดผลในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม

ใบมีรสขม ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ใบ)
ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ (น้ำมันจากเมล็ด)
รากมีสรรพคุณเป็นยาเย็น ช่วยแก้พิษร้อนถอนพิษไข้ โดยนิยมใช้รากคันทรงร่วมกับรากย่านางและรากผักหวานบ้าน เพื่อใช้เป็นยาหลักในตำรับยาแก้ไข้ แก้ไข้พิษ ไข้ออกตุ่มต่าง ๆ ส่วนน้ำมันจากเมล็ดก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ด้วยเช่นกัน (ราก, น้ำมันจากเมล็ด)
รากนำมาฝนกับน้ำมะพร้าวใช้กินแก้ตานขโมยในเด็ก (โรคพยาธิในเด็กอายุระหว่าง 5-13 ปี เป็นโรคที่ทำให้เด็กมีอาการซูบผอม อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย) (ราก)
รากใช้ดินแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ (ราก)
ทั้งใบและผลมีสารซาโปนิน มีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน การบริโภคมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายได้ และสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานทั้งใบและผล (ผล, ใบ)
ในประเทศมาเลเซียจะใช้ต้นนำมาต้มรับประทานเพื่อช่วยบรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหาร (ต้น)
ผลทำให้แท้งบุตร สำหรับสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานทั้งผลและใบ (ผล)
รากใช้ฝนกับน้ำมะพร้าวกินเป็นยาแก้บวม (ราก)
เปลือกต้น ราก หรือใบมีรสฝาดเฝื่อน ช่วยแก้อาการบวมน้ำ (ใบ, เปลือกต้น, ราก)
เปลือกต้นและใบใช้ต้มอาบ จะช่วยแก้อาการบวมทั้งตัวเนื่องจากไตและหัวใจพิการ (เปลือกต้นและใบ)
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย (ใบ, เปลือกต้น, ราก)
ใบนำมาปรุงเป็นยาต้มใช้ทาบรรเทาอาการระคายเคืองที่ผิว อาการแพ้ ผื่นคัน โรคผิวหนังอักเสบ ฝี และช่วยรักษาโรคผิวหนังได้บางชนิด (ใบ)
เปลือกต้นและใบใช้ต้มกับน้ำอาบจะช่วยแก้เม็ดผื่นคันตามตัว (เปลือกต้นและใบ)
ช่วยแก้อาการชา ช่วยบรรเทาอาการปวด แก้อาการปวดตามร่างกาย (น้ำมันจากเมล็ด)
เปลือกต้นและใบใช้ต้มอาบ ช่วยแก้อาการเหน็บชา (เปลือกต้นและใบ)
น้ำมันจากเมล็ดคันทรงใช้รักษาโรคข้อรูมาติกได้ (น้ำมันจากเมล็ด)

สรรพคุณของกุ่มบก

กุ่มบกเป็นพันธุ์พืชที่เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดในหลายๆแห่งในทวีปเอเชีย เช่น บริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และตามเกาะในฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้รวมถึงในออสเตรเลียเป็นต้น

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทย ถือว่ากุ่มบกเป็นผักพื้นบ้านเก่าแก่ที่ชาวไทยคุ้นเคยมาแต่โบราณกาล เพราะมีปรากฏอักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลยที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2416 โดยกล่าวถึงศัพท์เกี่ยวกับต้นกุ่มบกและการใช้กุ่มเป็นผักของคนไทย ในปัจจุบันเราสามารถพบกุ่มบกได้เกือบทั่วทุกภาคของประเทศซึ่งจะพบตามที่ดอนต่างๆหรือตามป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ รวมถึงเขาหินปูนและป่าไผ่ ที่มีความสูงในระดับน้ำทะเลจนถึง 350 เมตร

ประโยชน์และสรรพคุณกุ่มบก

กุ่มบกสามารถนำไปดองรับประทานเป็นผักดองได้เช่นเดียวกันกับกุ่มน้ำ โดยใช้ยอดอ่อนมาดองกับเกลือหรือน้ำซาวข้าว นอกจากนี้ยังมีการนำกุ่มบกมาปลูกเพื่อให้ร่มเงาตามสถานที่ต่างๆเพราะมีดอกสีขาว และสีชมพูสวยงามแถมผลสุกยังสามารถรับประทานได้อีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของกุ่มบกนั้นตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า เปลือกต้นรสร้อน บำรุงหัวใจ บำรุงไฟธาตุ คุมธาตุ แก้ไข้ แก้ปวดท้อง แก้ลงท้อง แก้แน่นท้อง ขับผายลม ขับลมในลำไส้ กระตุ้นลำไส้ให้ย่อยอาหาร แก้บวม ขับปัสสาวะ ขับน้ำเหลืองเสีย เป็นยาระงับประสาท รักษานิ่ว ทาแก้โรคผิวหนัง

ประคบแก้ปวดผสมกับเปลือกกุ่มน้ำ เปลือกทองหลางใบมน ต้มน้ำดื่ม เป็นยาขับลม ใบรสร้อน บำรุงหัวใจ แก้ไข้ ขับลม แก้ปวดศีรษะ แก้กลากเกลื้อน แก้ตานขโมย แก้บวมคันจากพยาธิตัวจี๊ด ราก รสร้อน บำรุงธาตุ แก้มานกระษัยที่เกิดจากกองลม ขับหนอง แก่น รสร้อน แก้อาการผอมเหลือง แก้ริดสีดวงทวาร แก้นิ่ว บำรุงเลือด กระพี้ รสร้อน ช่วยทำให้ขี้หูแห้งออกมา ดอกใช้เป็นยาเจริญอาหาร ผล แก้ท้องผูก

นอกจากนี้ในบัญชียาจากสมุนไพร ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบบาแห่งชาติ ยังระบุการใช้กุ่มบกในตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” ที่มีส่วนประกอบของเปลือกต้นกุ่มบกร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยมีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา อีกด้วย ส่วนในประเทศอินเดีย และเนปาล ใช้เป็นยาช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการนิ่วในไต

สล็อต

ลักษณะทั่วไปกุ่มบก

กุ่มบกจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร แต่อาจ ผลัดใบ สูงได้ถึง 20 เมตร แตกเรือนยอดและกิ่งก้านโปร่ง โดยกิ่งก้านมักคดงอ เปลือกต้นมีสีน้ำตาลอมเทา ผิวค่อนข้างเรียบหรืออาจมีรอยแตกตามขวางเนื้อไม้ละเอียดมีสีขาวปนเหลือง ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 3 ใบ ใบเป็นรูปไข่ รูปร่างค่อนข้างกลม กว้าง 2-6 เซนติเมตร ยาว 2-10 เซนติเมตร โคนใบสอบ ส่วนที่อยู่ด้านข้างโคนใบจะเบี้ยว ขอบใบเรียบ ผิวใบมันเป็นสีเขียว เนื้อใบหนานุ่ม แผ่นใบเรียบทั้งสองด้าน มีเส้นแขนงใบ 4-5 คู่ ก้านใบร่วมยาว 7-9 เซนติเมตร

ช่อดอกเป็นแบบช่อกระจุก บริเวณซอกใบใกล้กับปลายยอด กลีบดอกมี 4 กลีบ เป็นสีขาวแล้วจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีชมพูอ่อน กลีบเป็นรูปรีปลายมน โคนสอบเรียว กว้างประมาณ 0.8-1.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1.2-1.8 เซนติเมตร ที่กลีบดอกจะเห็นเส้นคล้ายเส้นใบอย่างชัดเจน และมีกลีบเลี้ยงรูปรี มีความกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ก้านดอกมีความยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร โดยมีเกสรตัวผู้สีม่วงอยู่ประมาณ 15-22 อัน ส่วนก้านชูเกสรตัวเมียมีความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ผลเป็นผลสด รูปทรงกลมแกมไข่ เปลือกแข็ง ขนาด 2-3.5 เซนติเมตร ที่ผิวมีสีน้ำตาลอมแดง ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกมีสีน้ำตาลแดง เมล็ดสุกมีสีตาลแดง เมล็ดรูปไต ผิวเรียบ กว้าง 2 มิลิเมตร ยาว 6 มิลลิเมตร ใน 1 ผลจะมีหลายเมล็ด

การขยายพันธุ์กุ่มบก

กุ่มบกสามารถขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำ สำหรับวิธีการขยายพันธุ์กุ่มบกก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับ การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำ ไม้ยืนต้นประเภทอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้กุ่มบกมีการนิยมนำมาเพาะปลูกตามบ้านเรือนหรือตามเรือกสวนไร่นามากกว่ากุ่มน้ำเพราะเป็นพันธุ์ไม้ที่ทนแล้ง และชอบออกในที่ดอนซึ่งต่างจากกุ่มน้ำ

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของกุ่มบกพบว่ามีสารสำคัญหลายชนิด อาทิเช่น Lupeol , Quercetin , Cadabicine , Diosgenin และ Hydrocyanicacid เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไข้ บำรุงหัวใจ ขับลม โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้กลากเกลื้อนโดยใช้ใบสดมาตำให้ละเอียดใช้ทาบริเวณที่เป็น ใช้แก้อาการคันและบวมที่ผิวหนังจากพยาธิตัวจี๊ด โดยใช้ใบสดบดให้ละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวแล้วนำมาพอกบริเวณที่มีอาการโดยให้ทำ 3 วันติดต่อกัน ใช้บำรุงเลือด ริดสีดวงทวาร แก้อาการผอมเหลือง แก้นิ่ว โดยการนำแก่นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงธาตุ จับหนอง แก้มานกษัยที่เกิดจากกองลมโดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงหัวใจ บำรุงไฟธาตุ คุมธาตุ ขับลม แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ แก้ไข้ แก้นิ่ว แก้น้ำเหลืองเสีย โดยใช้เปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาจากส่วนต่างๆของกุ่มบกพบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นและใบมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และสารสกัดจากใบยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลชีพได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยการศึกษาสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งจากสารสกัดกุ่มบก พบว่ามีฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งตับได้ดี และสารสกัดจากเปลือก พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลชีพได้อีกด้วย

jumboslot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ยอดอ่อนและช่อดอกของกุ่มมีกรดไฮดรอไซยานิคซึ่งเป็นสารพิษ ดังนั้นจึงต้องนำไปทำให้สุกหรือดองก่อนรับประทาน
ในการที่จะนำกุ่มบกมาใช้เป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดและปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้กุ่มบกเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ นั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นกุ่มบก ในภาษาบาลีจะเรียกว่า “ต้นกักกุธะ” หรือ “ต้นกกุธะ” ส่วนชาวฮินดูจะเรียกว่า “มารินา” ซึ่งตามพุทธประวัติกล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงนำผ้าบังสุกุลที่ห่อศพนางมณพาสีในป่าช้าผีดิบ (อามกสุสาน) ไปซัก แล้วนำผ้าบังสุกุลดังกล่าวไปตากที่ต้นกุ่มบก โดยพฤกษเทวดาที่สถิตอยู่ ณ ต้นกุ่มบก ก็ได้น้อมกิ่งของต้นให้ต่ำลงเพื่อให้พระพุทธเจ้าทรงตากจีวร

ต้นกุ่ม หรือ ต้นกุ่มบก กุ่มบกมีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตามเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 6-10 เมตร ลำต้นมีสีเทาหรือสีน้ำตาลอมเทา เปลือกต้นหนาค่อนข้างเรียบ มีเนื้อไม้หนาขาวปนเปลือง เนื้อละเอียด มักขึ้นตามที่ดอนและในป่าผลัดใบ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำ สำหรับในประเทศไทยสามารถพบต้นกุ่มได้มากทางภาคใต้และภาคกลาง เช่น จังหวัดกระบี่ ชุมพร พังงา และระนอง

slot

ใบกุ่มบก มีใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อยอยู่ 3 ใบ ก้านใบประกอบมีความยาวประมาณ 7-9 เซนติเมตร ส่วนใบย่อยมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปรี มีความกว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตรและยาวประมาณ 7.5-11 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลมหรือแหลม ส่วนโคนใบแหลมหรือสอบแคบ ขอบใบเรียบ ใบย่อยที่อยู่ด้านข้างโคนใบเบี้ยว แผ่นใบค่อนข้างหนา มีเส้นแขนงของใบข้างละ 4-5 เส้น ที่ก้านใบย่อยมีความยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร

ดอกกุ่มบก ช่อดอกเป็นแบบช่อกระจะ ออกบริเวณตามง่ามใบใกล้กับปลายยอด ก้านดอกมีความยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงรูปรี มีความกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร เมื่อแห้งมักเป็นสีส้ม กลีบดอกมีสีขาวอมเขียวแล้วจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีชมพูอ่อน กลีบดอกเป็นรูปรี กว้างประมาณ 0.8-1.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1.2-1.8 เซนติเมตร ที่โคนกลีบดอกเป็นเส้นคล้ายก้าน ยาวประมาณ 3-7 มิลลิเมตร มีเกสรตัวผู้สีม่วงอยู่ประมาณ 15-22 อัน ส่วนก้านชูอับเรณูมีความยาวประมาณ 4 เซนติเมตร และก้านชูเกสรตัวเมียมีความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ส่วนรังไข่มีลักษณะค่อนข้างกลมหรือรี มี 1 ช่อง ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และจะออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม

ผลกุ่มบก ผลมีลักษณะกลมหรือเป็นรูปไข่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร เปลือกมีจุดแต้มสีน้ำตาลอมแดง ผิวนอกแข็งและสาก เมื่อผลแก่เปลือกจะเรียบและมีสีน้ำตาล (ผลจะแก่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม) ส่วนก้านผลกว้างประมาณ 2-4 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 5-13 เซนติเมตร ด้านในผลมีเมล็ดจำนวนมาก

สรรพคุณของกันเกรา

กันเกราเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ซึ่งถือว่าเป็นพันธุ์ไม้พื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอีกชนิดหนึ่ง เพราะมีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศ ไทย พม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมถึงในอินเดีย เป็นต้น และยังมีหลักฐานกล่าวถึงกันเกราในพิราศพระบาทของสุนทรภู่ และลิลิตตะเลงพ่ายรวมถึงยังปรากฏในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ พ.ศ.2416 ที่กล่าวถึงเกราว่า “กันเดรา ต้นไม้อย่างหนึ่ง แก่นทำเสาทนนัก ใช้ทำยาแก้โรคบ้าง มีอยู่ในป่า”

เครดิตฟรี

ทั้งนี้สามารถพบกันเกราทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะพบในป่าเบญจพรรณป่าดิบชื้น และป่าพรุทางภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณลุ่มที่ชื้น ใกล้แหล่งน้ำ

ประโยชน์และสรรพคุณกันเกรา

กันเกรานิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะดอกมีความสวยงาม และมีกลิ่นหอม รวมถึงการปลูกเพื่อให้ร่มเงาก็ได้เพราะแตกกิ่งก้านมากและไม่ผลัดใบ ส่วนเนื้อไม้กันเกรานับเป็นเนื้อไม้ชนิดดียิ่งอย่างหนึ่ง เพราะมีสีเหลืองอ่อน เนื้อละเอียด เหนียว แข็ง ทน ทานและทนปลวกได้ดี สามารถตกแต่งง่าย ขัดเงาได้งดงาม เหมาะสำหรับทำพื้นบ้าน ทำเสาเรือน และยังเหมาะสำหรับการแกะสลักอีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของกันเกรานั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ว่า ใบ บำรุงธาตุ แก้ไข้จับสั่น แก้หอบหืด รักษาโรคผิวหนังพุพอง แก่น รสมันฝาดขม บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ แก้พิษฝีกาฬ บำรุงไขมัน เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ไข้จับสั่น ขับลม หืด ไอ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเดิน มูกเลือด แก้ท้องมาน แก้แน่นหน้าอก แก้โลหิตพิการ แก้ปวดแสบปวดร้อน ตามผิวหนังและร่างกาย เปลือกต้น ช่วยบำรุงโลหิต ช่วยรักษาผิวหนังพุพอง ปวดแสบปวดร้อน

ลักษณะทั่วไปกันเกรา

กันเกราจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบแตกกิ่งก้านมาก สูงประมาณ 15-30 เมตร เรือนยอดแหลมแตกกิ่งต่ำ สูงประมาณ 15-30 เมตร เรือนยอดแหลมแตกกิ่งต่ำ เปลือกต้นสีน้ำตาล เมื่ออ่อนผิวเรียบ แต่เมื่อลำต้นแก่จะแตกเป็นร่องลึกตามยาว แก่นมีความแข็งแรง คงทนเปลือกต้นอื่นในเป็นเสี้ยนมีสีเหลือง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ๆ แตกใบมากเป็นพุ่มที่ปลายกิ่งและปลายยอดก้าวใบยาว 1-2 เซนติเมตร โคนก้านใบมีหูใบคล้ายถ้วยขนาดเล็ก ใบเป็นรูปทรงยาวรีปลายแหลมโคนใบ มีเส้นแขนงใบ 5-9 คู่ แต่มองเห็นไม่ค่อยชัด ใบมีลักษณะบาง

สล็อต

ผิวใบเรียบเกลี้ยง เหนี่ยวสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างใบมีสีจางกว่าใบด้านบน ใบยาว 5-12 เซนติเมตร กว้าง 2.5-4.5 เซนติเมตร ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อ แบบช่อกระจุก ออกบริเวณซอกใบที่ปลายกิ่ง ในแต่ละช่อยาวประมาณ 4-12 ซม. มีก้านช่อยาว 2-6.5 ซม. ส่วนก้านดอกย่อยยาว 0.3-0.6 ซม. กลีบเป็นดอกสีขาวและเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอม กลีบดอกมีจำนวน 5 กลีบ ม้วนงอเข้าหาก้านดอก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายกลีบดอกแหลม กลีบดอกรูปปากแตรแคบ ยาวประมาณ 2 ซม. หลอดกลีบดอกยาว 0.7-1.2 ซม. กลีบรูปขอบขนาน ยาว 0.5-0.8 ซม. พับงอกลับ ดอกเริ่มบานมีสีขาวเมื่อบานเต็มที่มีสีเหลืองอมส้ม มีก้านเกสรยาวออกมา เกสรตัวผู้ยาวและติดกับกลีบดอกมี 5 อัน ยื่นพ้นเลยปากหลอดกลีบดอก และเกสรตัวเมีย 1 อัน

ผลออกเป็นผลเดี่ยวมีลักษณะกลมผิวเรียบเป็นมัน มีติ่งแหลมที่ปลาย ผลกว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่มีสีส้ม และผลสุกมีสีแดงเข้ม เมล็ดสีน้ำตาลไหม้มีขนาดเล็กประมาณ 0.1-0.2 เซนติเมตร โดยมีจำนวนมาก และมีรูปทรงไม่แน่นอนฝังอยู่ในเนื้อ

การขยายพันธุ์กันเกรา

กันเกราสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดเป็นหลัก แต่ก็สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีอื่นๆ เข่น การปักชำกิ่ง และการตอนแต่โดยมากจะนิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ด โดยการเพาะเมล็ดจะใช้เมล็ดที่ร่วงจากต้นหรือเมล็ดแก่จัดจากต้น นำมาตากแดดให้แห้งน่าลงเพาะในถุงเพาะชำจนต้นโตประมาณ 15-30 ซม.ก่อนย้ายลงปลูกต่อไป ทั้งนี้กันเกราเมื่อโตเต็มที่จะมีทรงพุ่มใหญ่ ดังนั้นการปลูกควรมีระยะห่างประมาณ 15-25 เมตร

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของกันเกราพบว่ามีสารสำคัญจากส่วนต่างๆ ดังนี้

เปลือกลำต้นพบสารกลุ่ม alkaloids และ steroids นอกจากนี้ยังพบสาร tannin Pinoresinol β-sitosterol stigmasterol
ใบ และผลพบสารกลุ่ม alkaloid เช่น swertiamarin gentianine
ดอก และผลดอกกันเกราพบสาร carotenoids
เปลือกรากพบสาร pinoresinol และ naucledal
โครงสร้างกันเกรา

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงธาตุ แก้ไข้จับสั่น แก้หอบหืดโดยใช้ในมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาอาการคัน และผิวหนังพุพองโดยใช้ใบมาต้มกับน้ำอาบ ใช้บุรงร่างกาย บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต บำรุงม้าม บำรุงไขมัน ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ไข้จับสั่น แก้บิดมูกเลือด แก้พิษฝีกาฬ ขับลม แก้โลหิตพิการ แก้ท้องมาน ท้องเดิน แก้ไอ แก้หืด แก้ริดสีดวงทวารโดยใช้แก่นของต้นมาต้มกับน้ำดื่ม

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพจากสารที่สกัดได้จากส่วนต่างๆ ของกันเกราพบว่า สาร บริสุทธิ์ที่ 1คือ Pinoresinol มีฤทธิ์ยับยั้งมาลาเรียด้วยค่า IC50 เท่ากับ 3.40 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และยับยั้งเชื้อ Mycobacterium tuberculosis H37Ra ด้วยค่า MIC เท่ากับ 200 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรแต่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์ไลน์มะเร็งชนิด KB และ BC ในปริมาณที่มากกว่า 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Candida albicanที่ปริมาณมากกว่า 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร สําหรับสารบริสุทธิ์ที่ 2คือ naucledal สามารถ ยับยั้ง NCI-H187 ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 18.94 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร แต่จะต้องใช้ในปริมาณมากกว่า 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ในการออกฤทธิ์ต่อ KB and BC cell lines และพบว่ามีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อ anti-TB activity ด้วยค่า MIC เท่ากับ 200 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร นอกจากนี้ยัง ไม่มีฤทธิ์ยับยั้ง K1 malarial parasite strain ด้วยค่า IC50ที่สูงมากกว่า 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร

ส่วนอีกฉบับหนึ่งระบุว่ามีผลการศึกษาวิจัยในการใช้ประโยชน์ทางยาจากใบกันเกรา โดยการใช้ผสมทำทิงเจอร์ในยาพวก bitter tonic แทน gentian roots เนื่องจากใบกันเกรามี glucoside ชื่อ Swertiamarin ที่มีสูตรโครงสร้างโมเลกุลใกล้เคียงกับ gentian roots

slot

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่รายงานว่าสารสกัดจากแอลกอฮอล์ของลำต้นกันเกรา สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของ Plasmodium falciparum ได้ และยังมีข้อมูลทางพฤกษเคมีที่มีการศึกษาวิจัยระบุว่าในปี พ.ศ.2507 Wan และคณะ สามารถสกัดแอกแอลคาร์ลอยด์ชื่อ gentianine ได้จากใบและผลของกันเกราเป็นครั้งแรกอีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาทางพิษวิทยาของกันเกรา โดยใช้สารสกัดจากใบกันเกราที่ฉีดเข้าท้องหนูทดลอง พบว่าขนาดสารสกัดที่ทำให้หนูทดลองตายครึ่งหนึ่งมีขนาดมากกว่า 1 กรัม/น้ำหนักตัว (1 กิโลกรัม)

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สำหรับการใช้กันเกราเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้นก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่เหมาะสมตามที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้กันเกราเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

« Older posts