cathedraledetunis

Month: May 2021 (Page 1 of 8)

ประโยชน์ของปีบ

ปีบจัดเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชียบริเวณประเทศพม่าและไทย โดยมักจะพบขึ้นกระจัดกระจายทั่ว ๆ ไป ตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง จากนั้นจึงได้กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณใกล้เคียงปัจจุบันสามารถพบได้ในหลายประเทศ เช่น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย บังคลาเทศ และอินเดีย เป็นต้น

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทย ปีบเป็นต้นไม้มีดอกหอมของไทยที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่โบราณ โดยมีหลักฐานว่าวรรณคดีในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นหลายเรื่องได้บรรยายถึงปีบในตอนชมดง เช่น ในบทประพันธ์ของสุนทรภู่ และเรื่องอิเหนาของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ซึ่งในปัจจุบันสามารถพบต้นปีบได้หลายภาค เช่นใน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณปีบ

มีการนำส่วนต่างๆของปีบมาใช้ประโยชน์ในหลายๆด้าน เช่น นำมาเป็นชาไว้ชงดื่มเหมือนชาหรือชาเขียวก็ได้ โดยนำดอกปีบมาตากแห้งแล้ว นำมาชงใส่น้ำร้อนดื่มเป็นชา ซึ่งชาดอกปีบนี้จะมีกลิ่นหอมละมุน รสชาติหวานแบบนุ่มนวลและไม่ขม เปลือกของต้นปีบ สามารถนำมาใช้แทนไม้ก๊อกสำหรับทำจุกขวดได้ เนื้อไม้ของปีบเป็นไม้เนื้ออ่อนโดยเนื้อไม้จะมีสีขาวอ่อน ซึ่งจะสามารถเลื่อยและตบแต่งขึ้นเงาได้ง่าย จึงนิยมแก่การนำมาทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ในครัวเรือนหรือเครื่องตบแต่งภายในอาคารบ้านเรือน

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังนิยมนำปีบมาปลูกตามอาคารบ้านเรือน ตามสถานที่ราชการและสวนหย่อม สวนสาธารณต่างๆ เพราะมีร่มเงา ร่มรื่นรูปทรงต้นงดงาม ปลูกง่าย ทนทานต่อความแห้งแล้งให้ดอกสม่ำเสมอ มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ขยายพันธุ์และดูแลรักษาได้ง่าย สรรพคุณทางยาของปีบนั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณว่า ดอก รสหวานขมหอม ช่วยขยายหลอดลม รักษาหืด บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง บำรุงน้ำดี เพิ่มการหลั่งน้ำดี สูบแก้ริดสีดวงจมูก ไซนัสอักเสบ แก้ลม ดอกใส่ปนกับยาไทย มวนสูบทำให้ปากหอม ราก รสเฝื่อน บำรุงปอด แก้วัณโรคและโรคปอดพิการ แก้หอบ แก้ไอ แก้เหนื่อยหอบ เปลือก แก้ไอ ขับเสมหะ ใบ ใช้มวนบุหรี่สูบแทนฝิ่น ขยายหลอดลม ใช้รักษาอาการหอบหืด

สล็อต

ส่วนในต่างประเทศ อินเดีย พม่า และจีนใช้ใบและราก ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แก้หืด ใบ เป็นยาบำรุง ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แก้ไซนัสอักเสบ แก้ไข้ เพิ่มการหลั่งน้ำดี เป็นยาบำรุง ลำต้น บำรุงปอด และแก้ไอ เปลือกต้น ใช้เป็นสีย้อม ให้สีเหลือง ดอก เป็นยาบำรุง ใช้รักษาหืด เพิ่มการหลั่งน้ำดี ไซนัสอักเสบ ใช้ใส่ในยาสูบเพื่อรักษาโรคที่ลำคอ เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปปีบ

ปีบจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง แบบผลัดใบ ลำต้นตรง สูงได้ถึง 25 เมตร เปลือกต้นหนาสีเทาเข้ม แตกเป็นร่องลึกไม่เป็นระเบียบ มีช่องอากาศเรือนยอดเป็นพุ่มแน่นทึบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกตรงข้ามกัน มีใบย่อย 4-6 คู่ เป็นรูปไข่ปลายแหลมกว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร ขอบใบหยักหรือเว้าเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบบางเรียบ เห็นเส้นกลางใบและต่อมขนได้ชัด ดอก ออกเป็นช่อกระจุกบริเวณ ตามปลายกิ่งโตมีดอกย่อยจำนวนมาก

ซึ่งดอกมีสีขาวและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ กลีบรองกลีบดอกมีขนาดเล็กมาก มีโคนเชื่อมติดกันยาว 2-5 มม. ปลายแยกเป็นกลีบกลม ๆ 5 กลีบ ขอบม้วนออก กลีบดอกยาวประมาณ 4.5-7 ซม. กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นท่อเล็กยาวแบบปากแตร ท่อมีขนาดกว้างประมาณ 2 มม. ยาว 6-8 ซม. ปลายท่อบานออก แยกออกเป็น 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน ผลดอก เป็นฝัก แบน ยาวรูปขอบขนานหัวแหลมท้ายแหลม มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2.3 เซนติเมตร ยาว 25-30 เซนติเมตร ฝักมีสีเขียวพอแห้งจะแข็งและแตกออก เมล็ดแบนสีขาว มีรูปหยดน้ำจำนวนมาก เมล็ดมีปีกสีขาวบาง ๆ ทำให้สามารถปลิวไปตามลมได้ไกล ๆ

การขยายพันธุ์ปีบ

สล็อตออนไลน์

ปีบสามารถขยายพันธุ์ได้โดย วิธีการเพาะเมล็ด หรือการนำรากรอบๆต้นปีบมาเพาะเป็นต้น โดยมีวิธีการ คือ ตัดรากบริเวณรอบๆ ต้น เป็นท่อนๆ ขนาด 15-20 เซนติเมตร แล้วนำไปปักชำในกระบะที่ผสมด้วยดินร่วน ปุ๋ยคอกและขี้เถ้าแกลบแล้วรดน้ำให้ชุ่มจากนั้นรอให้รากที่เพาะนั้นแทงยอดขึ้นมาพบประมาณจึงสามารถนำไปปลูกในบริเวณที่ต้องการได้ ทั้งนี้ปีบเป็นไม้ที่ทนความแห้งแล้งได้ดี แต่ก็ค่อนข้างชอบอากาศชุ่มชื้น และสามารถเจริญเติบโตได้ทุกสภาพดินแต่จะชอบดินร่วนปนทรายมากกว่าชนิดอื่น ดังนั้นในการเลือกพื้นที่ปลูกไม้ปีบจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยดังกล่าวด้วย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้รักษาอาการหืดหอบ และขยายหลอดลม โดยนำดอกแห้ง 5-7 ดอก ผสมกับยาสูบเล็กน้อยมวนเป็นบุหรี่สูบ หรือจะใช้ใบมวนบุหรี่สูบก็ได้ ใช้ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงโลหิต บำรุงน้ำดี ใช้แก้ลม โดยนำดอกแห้งมาต้มกับน้ำดื่มหรือจะใช้ชงเป็นชาก็ได้ ใช้แก้โรคปอดอักเสบ แก้ไอ แก้เหนื่อยหอบ โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไอขับเสมหะ โดยใช้เปลือกรากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์บรรเทาอาการโรคหอบหืด มีการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณแบบกึ่งทดลอง (quasi – experimental research) ของตำรับยาดอกปีบโดยทำการพ่นสารสกัดน้ำจากดอกปีบด้วยเครื่องพ่นออกซิเจน ในอาสาสมัครชายหญิงที่เป็นโรคหอบหืด จำนวน 30 คน อายุเฉลี่ย 46 ปี โดยพ่นยา ขนาด 3 มล. จำนวน 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 15 นาที โดยทำการนัดจำนวน 5 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งห่างกัน 7 วัน วัดค่า PEFR ก่อนและหลังการให้ตำรับยาดอกปีบ ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัครมีค่า PEFR เฉลี่ยก่อนและหลังได้รับตำรับยาพ่นดอกปีบ เท่ากับ 38.72% และ 68.53% ตามลำดับ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเฉลี่ย 0.55 จากผลการศึกษาวิจัยแสดงว่าตำรับยาพ่นดอกปีบมีประสิทธิผลในการรักษาโรคหอบหืดได้

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาอีกหลายฉบับเช่น สารสกัดเมทานอลจากดอกมีฤทธิ์ขยายหลอดลมในหนูทดลอง สารสกัดเอทานอลจากดอกมีฤทธิ์ปกป้องตับจากสารพิษในหนูทดลอง สารสกัดน้ำจากเปลือกต้นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดในหลอดทดลอง สารสกัดเมทานอลจากเปลือกต้นมีฤทธิ์ขับพยาธิ สาร hispidulin จากดอก มีฤทธิ์ต้านการชัก ทำให้สงบระงับในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีอาการลมชักได้สารสกัดใบด้วยอะซิโทนมีฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำยุง

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ไม่ควรสูดดมกลิ่นของดอกปีบมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการเวียนหัวได้
ผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้ ไม่ควรใช้ดอกปีบเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค เพราะอาจทำให้อาการแพ้กำเริบได้
ในการใช้ส่วนต่างๆ ของปีบเป็นสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาโรคนั้น ควรระมัดระวังในการใช่เช่นเดียวกับกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่ระบุไว้ในตำรับตำราต่างๆไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้ปีบเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

slot

ต้นปีบ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลำต้นตรง มีความสูงประมาณ 5-10 เมตร เปลือกต้นเป็นสีเทาเข้มแตกเป็นร่องลึก มีช่องอากาศ รากเกิดเป็นหน่อ เจริญเป็นต้นใหม่ได้ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการนำเมล็ดมาเพาะ หรือใช้ต้นอ่อนที่เกิดจากรากรอบ ๆ ของต้นแม่ นำมาตัดเป็นท่อนสั้น ๆ แล้วนำมาปักชำในกระบะกรวยที่ผสมด้วยขี้เถ้าแกลบก็ได้ ปีบเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองของพม่าและไทยที่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้งทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ต้นปีป

ใบปีบ ลักษณะของใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น มีความกว้างประมาณ 13-20 เซนติเมตรและยาวประมาณ 16-26 เซนติเมตร ก้านใบยาว 3.5-6 เซนติเมตร ที่ตัวใบจะประกอบไปด้วยแกนกลางยาวประมาณ 13-19 เซนติเมตร มีใบย่อย 4-6 คู่ กว้างประมาณ 2.5-3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ลักษณะใบมีรูปร่างคล้ายรูปหอกแกมรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบหยักเป็นซี่หยาบ ๆ เนื้อใบเกลี้ยงบางคล้ายกับกระดาษ

ดอกปีบ ลักษณะดอกเป็นช่อกระจุกแยกแขนง มีความยาวประมาณ 10-25 เซนติเมตร ดอกย่อยจะประกอบไปด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว ดอกมีกลิ่นหอม มีความกว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร เชื่อมกันเป็นหลอดปากแตร แยกออกเป็น 5 แฉก 3 แฉกรูปขอบขนาน 2 แฉกล่างค่อนข้างแหลม มีเกสรตัวผู้จำนวน 4 ก้าน สองคู่จะยาวไม่เท่ากัน และมีเกสรตัวเมียจำนวน 1 ก้าน อยู่เหนือวงกลีบ โดยดอกปีบจะออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม

ผลปีบ ลักษณะเป็นผลแห้งแตก ผลแบนยาว ขอบขนาน มีเนื้อและเมล็ดจำนวนมาก เป็นแผ่นบางมีปีก

กลอยมีประโยชน์อย่างไร

กลอยเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณเขตร้อนของทวีปเอเชียตั้งแต่จีนตอนใต้ ไต้หวัน อินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลปปินส์ และนิวกินี โดยมักจะพบตามธรรมชาติและพบตามบริเวณแหล่งเกษตรกรรมที่ปลูกไว้เพื่อบริโภคและทำยาสมุนไพร ในปัจจุบันกลอยได้กระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนต่างๆ เช่น ทวีป แอฟริกา และอเมริกาใต้

เครดิตฟรี

โดยจะสามารถพบได้ในประเทศเขตร้อนต่างๆ สำหรับในประเทศไทย สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งมักจะพบตามที่ลุ่มต่ำ ที่รกร้างทั่วไป ป่าเต็งรัง ป่าผสม และป่าดงดิบ

ประโยชน์และสรรพคุณกลอย

มีการนำหัวกลอยมาใช้ทำเป็นอาหารหลายอย่างทั้งอาหารคาว-หวาน เช่น มันแกวมันกลอยใส่ไก่ , กลอยทอด , ข้าวเหนียวหน้ากลอย , ข้าวเกรียบกลอย เป็นต้นแต่ในการนำกลอยมาทำเป็นอาหารนั้นต้องมีขั้นตอนในการกำจัดพิษของหัวกลอยหลายขั้นตอนและต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

โดยมีวิธีการ คือ ปอกเปลือกทิ้ง แล้วหั่นเป็นแผ่นบางๆ ใส่ชะลอมหรือตะกร้าแล้วนำไปแช่ทิ้งไว้ให้น้ำไหลผ่านหลายๆวัน เช่น น้ำทะเล น้ำตก น้ำห้วย สัก 2-3 วัน ล้างให้สะอาด จนหมดเมือก และไม่มียางสีขาว แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จึงสามารถนำไปนึ่งรับประทาน หรือนำไปแปรรูปเป็นอาหารได้ หรือต้มในน้ำเกลือโดยเปลี่ยนน้ำหลายครั้ง หรือแช่น้ำทะเล ซึ่งต้องเปลี่ยนน้ำหลายครั้งเช่นกัน สำหรับสรรพคุณทางยาของกลอยนั้น ตามนำรายาไทยระบุไว้ว่าหัวใต้ดิน ใช้แก้เถาดาน (อาการแข็งเป็นลำในท้อง) หุงเป็นน้ำมันใส่แผล กัดฝ้า กัดหนอง ราก หัว ตากแห้ง ปรุงเป็นยาแก้น้ำเหลืองเสีย ฝีมะม่วง โรคซิฟิลิส ขับปัสสาวะ แก้ปวดตามข้อ บดผสมกับน้ำมันมะพร้าว ใบยาสูบ ใบลำโพงหรือพริก ใช้ทาหรือพอกฆ่าหนอนในแผลสัตว์เลี้ยง ตำรายาพื้นบ้านนครราชสีมา ใช้ หัวใต้ดิน หั่นเป็นแผ่นบางๆปิดบริเวณที่มีอาการบวมอักเสบ

นอกจากนี้ยังมีการใช้เหง้ากลอยเป็นส่วนประกอบในตำรับยารักษาโรค ตามพระคัมภีร์แพทย์แผนไทย เช่น ในพระคัมภีร์ปฐมจินดา ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาชื่อ “หิงคุวาตา” มีสรรพคุณแก้ตานโจร แก้ไข้ชรา แก้ลมต่างๆ ในพระคัมภีร์มหาโชครัต ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา “แก้ลมอุทธังคมาวาตา” (ปรับสมดุลของธาตุลมให้เป็นปกติ) ตำรับยา “แก้ริดสีดวงมหากาฬ 4 จำพวก” แก้ริดสีดวงบริเวณต่างๆ รวมทั้งริดสีดวงทวาร ตำรับยา “ยาแดงโลหิต” ช่วยบำรุงโลหิตและรักษาริดสีดวง ในพระคัมภีร์ชวดาร ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา “แก้ลมกร่อน” มีสรรพคุณแก้ลมต่างๆ

สล็อต

และแก้ริดสีดวง ตำรับยา “แก้ลมกระไษย” มีสรรพคุณแก้ลมแน่นจุกเสียดในอก และตำรับยา “น้ำมันใส่พยาธิ” มีสรรพคุณทั้งกัดทั้งเรียกเนื้อ หมายถึง ใช้รักษาโรคผิวหนัง และสมานแผล รวมทั้งใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา “ธรณีสันฑะฆาต” ซึ่งเป็นตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ มีสรรพคุณแก้กษัยเส้น แก้เถาดาน และท้องผูก

ลักษณะทั่วไปกลอย

กลอยจัดเป็นไม้เถาล้มลุก ไม่มีมือเกาะ มีหัวใต้ดิน โดยจะอยู่ลึกจากผิวดินประมาณ 10-15 เซนติเมตร ลำต้นหรือเถากลมขนาดเล็กประมาณ 0.3-0.5 เซนติเมตร มีหนามเล็กๆกระจายทั่วไป และมีขนนุ่มๆ สีขาวปกคลุม มักจะพาดพันไปบนต้นไม้อื่นๆ หัวใต้ดินส่วนมากกลมรี บางทีเป็นพู รูปร่างไม่สมมาตร มีรากเล็กๆกระจายทั่วทั้งหัว ในหนึ่งต้น มี 3-5 หัว เปลือกหัวบาง โดยหัวอ่อน เปลือกจะมีสีครีม ส่วนหัวแก่จะเป็นสีเทาอมดำ เนื้อในหัวมี 2 ชนิดคือ สีขาว (กลอยหัวเหนียว) และสีครีม (กลอยไข่ กลอยเหลือง) ใบเป็นใบประกอบแบบเรียงสลับ จะมีก้านใบหลัก ยาว 5-10 ซม. ซึ่งแต่ละก้านใบจะประกอบด้วยใบย่อย 3 ใบ มีก้านใบย่อยสั้น 0.5-1.5 ซม. แต่ละใบมีลักษณะคล้ายใบถั่ว โคนใบ และปลายใบสอบแหลม ปลายใบจะมีติ่งแหลม กลางใบกว้าง มีสีเขียว แผ่นใบ และขอบใบเรียบ มีเส้นกลางใบมองเห็นได้ชัดเจน 1 เส้น

และเส้นใบขนานกับเส้นกลางใบข้างละ 1 เส้น รวมมีเส้นใบ 3 เส้น โดยใบจะมีความยาวประมาณ 10-25 ซม. กว้างประมาณ 8-15 ซม. ดอก ออกเป็นช่อแบบแยกแขนง โดยจะแทงออกตามซอกใบ แต่ละช่อจะมี 5-12 ช่อย่อยส่วนดอกย่อยมีขนาดเล็ก จำนวน 30-50 ดอกสีเขียว ห้อยลง ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อแยกแขนง 2-3 ชั้น ดอกตั้งขึ้น ยาวได้ถึง 40 เซนติเมตร ดอกเพศเมียออกเป็นช่อชั้นเดียว ดอกชี้ลงดิน กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 6 กลีบ ผลมีลักษณะเป็นแผ่น 3 แผ่น เชื่อมติดกันเป็น 3 เหลี่ยม แต่ละแผ่นกว้างประมาณ 2ซม. ยาวประมาณ 5 ซม. ในแต่ละแผ่นจะมีเมล็ด 1 เมล็ด โดยเป็นเมล็ด มีลักษณะกลมแบนผิวเกลี้ยง และมีปีกบางใส สำหรับช่วยในการลอยตามแรงลม

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์กลอย

กลอยสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด และการแยกเหง้าหรือหัว ซึ่งในธรรมชาติจะเป็นการขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด โดยเมล็ดจะถูกลมปลิวไปตกยังพื้นที่ต่างๆแล้วเจริญเติบโตตามธรรมชาติต่อไป ส่วนการนำมาปลูกเพื่อใช้ประโยชน์นั้น นิยมใช้วิธีการแยกหัวที่มีตายอด ออกมาปลูก หรือขุดต้นอ่อนจากป่ามาปลูก ทั้งนี้กลอยเป็นพืชที่ปลูกง่าย และมีความทนทานต่อความแห้งแล้ง แต่ต้องมีต้นไม้ใหญ่หรือค้างให้เถาได้เลื้อยเกาะ

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้เถาดาน โดยใช้หัวใต้ดินที่กำจัดพิษหมดแล้วมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้น้ำเหลืองเสีย , รักษาฝีมะม่วง , โรคซิฟิลิส , ขับปัสสาวะ รักษาอาการปวดตามข้อ โดยใช้หัวใต้ดินที่กำจัดพิษออกแล้วมาตากแห้งแล้วต้มกับน้ำดื่ม ใช้กัดฝ้ากัดหนอง สมานแผล รักษาโรคผิวหนัง โดยใช้หัวใต้ดินที่กำจัดพิษหมดแล้วมาหุงเป็นน้ำมัน ทาบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ สารไดออสซิน (Dioscin) เป็นสานในกลุ่มสเตียรอยด์ ซาโปนิน ที่พบได้ในพืชหลายชนิดโดยเฉพาะในพืชสกุลกลอย การศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ (hepatocellular carcinoma) ในหลอดทดลองพบว่า สารไดออสซินสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ เซลล์มะเร็งตับชนิด Bel-7402 และ HepG2 ได้ โดยประสิทธิภาพจะขึ้นกับขนาดที่ให้ และเมื่อศึกษากลไกการออกฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งตับชนิด Bel-7402 ก็พบว่าสารไดออสซินทำให้เซลล์เกิดการตายแบบอะพอพโตซิส (apoptosis) และทำให้สารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ของเซลล์ดังกล่าวถูกทำลายด้วย การศึกษากลไกการออกฤทธิ์พบว่า สารไดออสซินมีฤทธิ์ต้านมะเร็งโดยการเพิ่มการแสดงออกของโปรตีนที่กระตุ้นกระบวนการตายของเซลล์แบบอะพอพโตซิส เช่น tumor protein p53 (TP53), BCL2-associated X protein (BAX) และ Caspase 3 (CASP3) และลดการแสดงออกของโปรตีนที่ต้านกระบวนการตายของเซลล์แบบอะพอพโตซิส เช่น B-Cell CLL/Lymphoma 2 (BCL2)

jumboslot

และการศึกษาประสิทธิภาพของสารไดออสซินเปรียบเทียบกับยาต้านมะเร็ง 5-Fluorouracil (5-FU) ในหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็งตับชนิด Bel-7402 พบว่า สารไดออสซินที่ขนาด 24 มก./กก./วัน มีประสิทธิภาพในการต้านมะเร็งดีกว่ายา 5-FU ที่ขนาด 10 มก./กก./วัน จากผลการทดลองดังกล่าวทำให้สามารถสรุปได้ว่า สารไดออสซินมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ ผ่านกระบวนการอะพอพโตซิส ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของโปรตีนที่ควบคุมกระบวนการอะพอพโตซิส เช่น TP53, BAX, BCL2 และ CASP3 ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิธีรักษาโรคมะเร็งตับต่อไป

นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาวิจัย พบว่าสารสกัดน้ำจากหัวกลอยสามารถยับยั้งเชื้อ Staphylococcus epidermidis ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดสิวได้

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาทางพิษวิทยาในหนูทดลองพบว่า เมื่อสกัดหัวกลอยด้วยแอลกอฮอล์ 95 เปอร์เซ็นต์ แล้วนำสารสกัดนั้นไปทดสอบในหนูถีบจักรและหนูขาว พบว่ามีฤทธิ์สำคัญดังนี้

ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง มีฤทธิ์กระตุ้นให้กระวนกระวาย หายใจหอบ ชัก และตายถ้าใช้ขนาดสูงเนื่องจากการชักรุนแรงขึ้น และกดการหายใจ

ฤทธิ์ต่อระบบไหลเวียนเลือด ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น

ฤทธิ์ต่อระบบกล้ามเนื้อ ทำให้มีการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ทั้งกล้ามเนื้อทางเดินอาหารและกล้ามเนื้อหลอดเลือด

slot

ซึ่งอีกการศึกษาหนึ่งระบุผลของความเป็นพิษในหัวกลอยพบว่าสารกลุ่มแอลคาลอยด์ (dioscorine) ทำให้เกิดอาการใจสั่น วิงเวียน คันคอ คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก ซีด ตาพร่า ชีพจรเบา เร็ว อึดอัด เป็นลม และตัวเย็น บางคนมีอาการประสาทหลอนคล้ายกับอาการของคนบ้าลำโพง อาจมีการกระตุกของกล้ามเนื้อ ชัก ต่อมากดประสาทส่วนกลาง
ส่วนสารกลุ่มซาโปนิน (steroidal sapnin) มีผลทำให้เลือดแดงแตก เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ถ้าสูดดมเข้าไปจะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูก ทำให้จามน้ำมูกไหล ถ้าได้รับเข้าไปมากจนผนังลำไส้เป็นแผลจะดูดซึมเข้าไปได้มากก็จะเกิดเป็นพิษมาก แต่ตามปกติมีการดูดซึมได้น้อย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในหัวของกลอยมีสารไดออสคอรีนที่ออกฤทธิ์กดประสาทหากรับประทานโดยไม่กำจัดพิษออกจะทำให้เกิดอาการมึนเมา คัดคอ ใจสั้น อาเจียน และหากรับประทานมากๆ อาจทำให้ตายได้ ดังนั้น ก่อนจะรับประทานจึงควรกำจัดพิษออกก่อนแล้วต้องทำให้สุกเสียก่อน
การกำจัดพิษออกจากหัวกลอยควรทำโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ควรทำเองเพราะอาจกำจัดพิษออกไม่หมด และทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้
ในการใช้หัวกลอยเป็นยาสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้มากกว่าสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรหาซื้อกลอยที่ผ่านการกำจัดพิษแล้วจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และควรใช้ตามปริมาณที่กำหนดในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ใช้มากจาเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนจะใช้กลอยเป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

สรรพคุณมะเขือเปราะ

มะเขือเปราะเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในประเทศอินเดียโดยในอินเดียจะเรียกว่า Kantakari แล้วในระยะแรกมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนใกล้เคียง เช่นใน บังคลาเทศ เนปาล พม่า ไทย จีน ลาว มาเลเซีย เป็นต้น แล้วจึงมีการนำไปเพาะปลูกยังทวีปต่างๆ ทั่วโลกในปัจจุบัน สำหรับในประเทศไทยสามารถพบมะเขือเปราะได้ทั่วทุกภาคของประเทศ และยังเป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูลผักของไทยและยังเป็นที่นิยมในการบริโภคอย่างกว้างขวางอีกด้วย

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณมะเขือเปราะ

มะเขือเปราะ จัดเป็นผักชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมรับประทานโดยใช้รับประทานเป็นผักคู่กับอาหารต่างๆ อาทิ ลาบ น้ำพริก ส้มตำ ซุบหน่อไม้ และคั่วกลิ้ง อีกทั้งยังสามารถใช้ประกอบอาหารเดี่ยวๆ อาทิ แกงเผ็ด ซุบมะเขือ หรือใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารต่างๆ อาทิ แกงเลียง แกงคั่ว แกงแค แกงอ่อม แกงโฮะ และผัดต่างๆ เป็นต้น สำหรับสรรพคุณทางยาของมะเขือเปราะนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า

ผล บำรุงหัวใจ ช่วยลดไข้ขับลม ลดความดัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ขับพยาธิ ลดการอักเสบ
รากแห้ง ช่วยบรรเทาอาการไอ ลดอาการคันคอ แก้หอบหืด แก้อักเสบในลำคอ ใช้ยาขับปัสสาวะ
รากสด ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน อาการเหงือกอักเสบบวม
ใบ ขับปัสสาวะ เหงือกอักเสบ ช่วยห้ามเลือด รักษาแผล แก้ผดผื่นคัน
นอกจากนี้ในตำราการแพทย์อายุรเวชของอินเดียยังใช้รากมะเขือเปราะ รักษาอาการไอ หอบหืด อาการหลอดลมอักเสบ ขับปัสสาวะ และขับลม

มะเขือเปราะเป็นพืชล้มลุก ทรงพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สีเขียว ผิวเรียบ ไม่มียาง มีรากเป็นรากแก้ว ทรงกลม สีน้ำตาล แทงลงดิน ส่วนใบเป็นใบเดี่ยว สีเขียว ทรงหัวลูกศร ปลายแหลม โคนโค้งมนคล้ายติ่งหู กว้างประมาณ 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 13 เซนติเมตร มีดอกออกตามซอกใบ สีม่วงบ้าง สีขาวบ้าง โดยกลีบดอกจะเชื่อมติดกัน แต่ปลายดอกจะแยกออกเป็น 5 แฉก รูปกงล้อ ไม่มีกลิ่น

สล็อต

ส่วนผลของมะเขือเปราะจะมีลักษณะกลม ผลเรียบ เนื้อแน่นกรอบฉ่ำน้ำ โดยผลอ่อนจะมีสีเขียวอ่อน หรือบางพันธุ์อาจมีสีขาว สีเหลือง สีม่วง ผลแก่จะมีสีเหลือง เนื้อในผลมีลักษณะเป็นเมือก และมีเมล็ดสีเขียวข้างในกว่า 60 เมล็ด จะนำมาทานสด ๆ หรือนำไปปรุงสุกก็อร่อยเหมือนกัน

ลักษณะทั่วไปมะเขือเปราะ

ผล : ผลมะเขือเปราะช่วยลดไข้ ลดการอักเสบ ลดความดันเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ กระตุ้นการเผาผลาญกระตุ้นการขับถ่าย ช่วยขับพยาธิ รักษาเบาหวาน ต้านมะเร็ง และช่วยบำรุงหัวใจได้

ใบ : นำมาขยำแล้วพอกบริเวณแผล จะช่วยห้ามเลือดและรักษาแผลให้หายไวขึ้น และหากนำใบสดมาเคี้ยวจะช่วยบรรเทาอาการเหงือกอักเสบได้ นอกจากนี้การนำใบมะเขือเปราะมาต้มแล้วดื่มยังช่วยแก้อาการร้อนในและช่วยขับปัสสาวะได้ดี แถมยังนำมาต้มอาบแก้บรรเทาอาการคันตามผิวหนังได้ด้วย

ราก : นำรากมะเขือเปราะมาต้มดื่มช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการไอ แก้อาการอักเสบในลำคอ และแก้โรคหอบหืดได้ หรือหากนำมาเคี้ยวยังช่วยบรรเทาอาการเหงือกบวม เหงือกอักเสบ และลดอาการปวดฟันได้อีกด้วย

มะเขือเปราะ จัดเป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งแขนงตั้งแต่ระดับต่ำเป็นทรงพุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 20-100 เซนติเมตร ลำต้นเปลือกลำต้นบาง สีเขียวหรือเขียวอมเทา ส่วนลำต้นที่ปลายกิ่งจะมีสีเขียวอ่อน เนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อนมีสีขาว เปราะและหักง่าย ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันบนกิ่ง มีก้านใบยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ มีขนปกคลุมทั้งด้านล่าง และด้านบน ขอบใบเว้า โค้งเป็นลูกคลื่น และงุ้มเข้าหากลางใบ ขนาดใบกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-15เซนติเมตร ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อออกบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง

สล็อตออนไลน์

กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ ขนาดเล็ก สีเขียว หุ้มห่อฐานดอกไว้ ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบ และกลางกลีบเชื่อมติดกัน ปลายกลีบแยกเป็นแฉก 5 แฉก มีจงอยแหลมตรงกลางกลีบ แผ่นกลีบดอกย่น มีขนโดยดอกจะเป็นสีขาวหรือสีม่วงแล้วแต่สายพันธุ์ และมีเกสรเพศผู้5 อัน ทรงกระบอก สีเหลือง และเกสรเพศเมีย มีก้านเกสร 1 อัน สีเหลืองอมส้ม แทงยื่นยาวกว่าเกสรตัวผู้ ผลออกเป็นผลเดี่ยว แต่ละผลจะมีก้านผลที่พัฒนามาจากก้านดอก ยาว 3-5 เซนติเมตร ที่ขั้วผลหุ้มด้วยกลีบเลี้ยงขนาดใหญ่ สีเขียว

ลักษณะของผลจะเป็นทรงกลมหรือเป็นรูปไข่ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และมีเปลือกผลเป็นมันหนา เรียบ เป็นมัน มีหลายสีขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เช่น สีขาว สีเขียวอ่อน สีเขียวเข้ม หรือมีลายปะสีขาวขนาดผลกว้าง 3-5 เซนติเมตร แล้วแต่สายพันธุ์ เนื้อในผลมีลักษณะเป็นเมือก มีรสขื่นเล็กน้อยหรือบางสายพันธุ์ไม่มีรสขื่นเลย และมีเมล็ดสีเหลือง หรือ น้ำตาล ข้างในมาก

การขยายพันธุ์มะเขือเปราะ

มะเขือเปราะสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด ทั้งแบบหยอดหลุม หว่านเมล็ด หรือการเพาะกล้า ก็ได้แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันและมีอัตราการรอดสูง คือการเพาะกล้า ซึ่งมีวิธีการดังนี้ เก็บเมล็ดจากผลสุก และเก็บรักษาในห่อผ้านาน 1-2 เดือน

จากนั้นเตรียมแปลงเพาะขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร ยาวตามปริมาณที่ต้องการเพาะ และพรวนดิน กำจัดวัชพืชออก จากนั้น หว่านปุ๋ยคอกรองพื้น คลุกพรวนด้วยจอบแล้วนำเมล็ดหว่านลงแปลง พยายามให้ ใช้คราดเกลี่ยหน้าดินตื้นให้กลบเมล็ดและรดน้ำให้ชุ่ม และดูแลให้น้ำต่อเนื่อง วันละ 1 ครั้ง ในช่วง 7 วันแรก จากนั้น ลดเหลือ 2 วัน/ครั้ง เมื่ออายุกล้าได้ประมาณ 10-15 วัน จึงย้ายปลูกลงแปลง ส่วนวิธีการปลูกมะเขือเปราะนั้นทำได้ดังนี้

ไถพรวนดิน และกำจัดวัชพืช จากนั้น หว่านรองพื้นด้วยปุ๋ยคอก 1-2 ตัน/ไร่ แล้วไถพรวนแปลงอีกรอบ จากนั้นขุดหลุมปลูก ลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร เรียงเป็นแถวๆ แล้วนำต้นกล้าลงปลูกให้ระยะห่างระหว่างต้น และแถว ประมาณ 80-100 เซนติเมตร หลังจากปลูกรดน้ำให้ชุ่ม และควรให้น้ำทุกวันในช่วง 2 สัปดาห์แรกจากนั้น ลดเหลือ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์

jumboslot

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของมะเขือเปราะพบว่าในผลพบสาร Solasonine , Solasodine , Solamargine , Solanine , Solacarpine , Diosgenin, Capresterol

นอกจากนี้ผลมะเขือเปราะยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

พลังงาน 39 กิโลแครอรี่
ไขมัน 0.8 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 8.8 กรัม
โปรตีน 1.8 กรัม
เส้นใย 2.5 กรัม
แคลเซียม 38 มิลลิกรัม
เหล็ก 1.2 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 70 มิลลิกรัม
วิตามิน เอ 29 ไมโครกรัม
วิตามินบี 1 ไทอะมีน 0.07 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 ไรโบฟลาวิน 0.16 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 ไนอะซีน 2.4 มิลลิกรัม
วิตามินซี 3 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ลดไข้ ขับลม บำรุงหัวใจ ลดความดันโลหิต ขับพยาธิ โดยการใช้ผลแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ผลสดประกอบอาหารรับประทานหรือใช้เป็นเครื่องเคียงน้ำพริกหรือส้มตำรับประทาน เป็นอาหารในแต่ละมื้อก็ได้ ใช้ขับปัสสาวะ บรรเทาอาการไอ แก้อาการคันคอ ลดอาการอักเสบในลำคอ แก้หอบหืด โดยใช้รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่มใช้แก้อาการเหงือกบวมเหงือกอักเสบ ปวดฟัน โดยใช้รากสด 15 กรัม ต้มกับน้ำใช้บ้วนปากหรือเคี้ยวสดๆก็ได้ ใช้แก้อาการร้อนใน ขับปัสสาวะ โดยใช้ใบสดนำมาต้มน้ำดื่ม หรือใช้ใบสดต้มกับน้ำอาบแก้ผดผื่นคันก็ได้ นอกจากนี้ใบสดยังสามารถนำมาตำหรือขยำแล้วใช้พอกประคบบริเวณแผลก็จะช่วยห้ามเลือดและรักษาแผลได้

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของมะเขือเปราะในต่างประเทศหลายฉบับ เช่น มีการทดสอบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งของสาร พบว่า ทุกตัวมีฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและลำไส้ใหญ่ Solamargine , Solanine, Solasodine พบว่า ทุกตัวมีฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้มีผลงานวิจัยอีกหลายฉบับระบุว่ามะเขือเปราะมีฤทธิ์ ลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ลดความดันโลหิต และช่วยบำรุงหัวใจ เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาวิจัยพบว่า สาร Solanine ที่พบในมะเขือเปราะ เมื่อสะสมไว้ในร่างกายจำนวนมากและสะสมไว้หลายๆวัน จะไปรวมตัวกับไขมัน LDL (ไขมันชนิดไม่ดี) และจะไปเกาะตามบริเวณข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการปวดตามข้อต่างๆ หรือเป็นตะคริวได้

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผู้ที่เป็นโรครูมาตอยด์ไม่ควรบริโภคมะเขือเปราะมาก อาจส่งผลให้อาการทรุดลงได้
ในการใช้มะเขือเปราะเป็นยาสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ นั้นควรระมัดระวังในการใช้แต่พอดีตามที่ระบุไว้ในตำรับตำราต่างๆ ไม่ควรใช้มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนจะใช้มะเขือเปราะเป็นสมุนไพรรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

มะขามเทศมีประโยชน์อย่างไร

มะขามเทศเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดและจัดเป็นพืชพื้นเมืองของไทยชนิดหนึ่ง แต่ก็มีแหล่งข้อมูลบางที่ระบุว่าเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไปตามแหล่งรถร้างทั่วไปหรือที่สาธารณะต่างๆ ทั่วประเทศ เพราะเป็นพืชที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม โรคและแมลงต่างๆ นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการปลูกมะขามเทศพันธุ์ที่มีรสหวานเพื่อการค้าอีกด้วย โดยแหล่งปลูกที่สำคัญของประเทศไทย คือ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี , จ.สมุทรสงคราม , จ.สมุทรสาคร , จ.สระบุรี เป็นต้น

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณมะขามเทศ

มะขามเทศถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆหลายด้าน ได้แก่ ด้านอาหาร มะขามเทศพันธุ์ที่มีรสหวานไม่รับประทานเป็นผลไม้ ซึ่งนับเป็นผลไม้ที่ให้ประโยชน์เป็นอย่างมากเพราะอุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ มากมาย ส่วนมะขามเทศพันธุ์ที่มีรสฝาดสามารถนำฝัก ดอก และใบอ่อนไปปรุงเป็นอาหารได้ เช่น แกงส้ม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการนำส่วนต่างๆของมะขามเทศไปใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น แก่นของเนื้อไม้มีลักษณะเหนียว และแข็ง จึงมีการนำไปแปรรูปเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตร เครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เป็นต้น

สำหรับสรรพคุณทางยาของมะขามเทศนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ใบมะขามเทศ เป็นยาระบาย รักษาบาดแผล แก้พิษแมลงป่อง ผลมะขามเทศ ช่วยในการขับถ่าย แก้ท้องผูก บำรุงผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม ช่วยในการบำรุงประสาทและสมอง แก้ไอ ขับเสมหะในลำไส้ ขับพยาธิ สมานแผลห้ามเลือด รักษาโรคปากเปื่อยหรือโรคปากนกกระจอก ลดระดับคอเลสเตอรอล เสริมสร้างกระดูกและฟัน ช่วยในการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ มีส่วนช่วยในการป้องกันอาการอ่อนเพลียรักษาโรคโลหิตจาง เปลือก ป้องกันฟันผุ แก้ปวดฟัน แก้ปากเปื่อย แผลในปาก แก้ปวดฟัน แก้ท้องร่วง ท้องเสีย แก้อาเจียน หรือใช้ล้างแผล ราก แก้ท้องร่วง กระชับโลหิต และน้ำเหลือง เมล็ดแก่ ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิในท้องเด็ก

ลักษณะทั่วไปมะขามเทศ

สล็อต

มะขามเทศจัดเป็นไม้ยืนต้นเนื้อแข็ง ไม้ผลัดใบ มีอายุนานหลายปี ลำต้นสูงได้ถึง 15เมตร กิ่งมักจะแตกออกมากในระดับต่ำ ลำต้นค่อนข้างกลมเปลือกเรียบ เปลือกมีสีเทาแกมขาว หรือเทาดำเป็นร่องเล็ก ตามลำต้น และกิ่งมีหนามแหลมคม ในตำแหน่งรอยก้านใบ ใบเป็นใบประกอบเรียงสลับ แบบขนนก 2 ชั้น ใบย่อยรูปไข่กลับหรือรูปรี กว้าง 0.5-2.5 ซม. ยาว 1.5-4.5 ซม. โคนใบเบี้ยว ปลายใบมนขอบใบเรียบ ขอบใบ 2 ข้างโค้งไม่เท่ากัน ผิวใบมีสีเขียวลักษณะเรียบถึงมีขนเล็กน้อย ก้านใบอ่อนมีขนปกคลุม โคนก้านใบมีหูใบคล้ายหนาม โดยจะแทงออกบริเวณหนามของกิ่ง ดอกออกเป็นช่อกระจุกแยกแขนง ที่บริเวณข้อติดกับก้านใบ และปลายกิ่ง โดยช่อดอกจะยาวได้ถึง 10 ซม. ส่วนก้านช่อดอกยาว 1-2 ซม. มีขนละเอียดปกคลุม ดอกย่อยสมบูรณ์เพศรวมเป็นกลุ่ม 15-20 ดอกในแต่ละช่อย่อย

ในแต่ละดอกย่อยจะมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ สีเขียวแกมขาว ติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก ปลายกลีบมน เกสรเพศผู้จำนวนมาก ก้านชูอับเรณูเชื่อม ติดกันเป็นหลอด เกสรเพศเมีย 1 อัน ผลมะขามเทศ มีลักษณะเป็นฝักค่อนข้างแบนถึงทรงกระบอกมีรอยคอดตามแนวสัน และเปลือกนูนตามจำนวนเมล็ด ผลขดเป็นวงหรือเป็นเกลียวกว้าง 1-2 ซม. ยาว 5-15 ซม. ฝักอ่อนมีสีเขียว และเมื่อแก่จัดจะมีสีชมพูหรือสีแดง โดยในแต่ละฝักจะมีเมล็ดประมาณ 2-10 เมล็ด เมล็ดมะขามเทศมีลักษณะแบน และนูนตรงกลาง มีรูปทรงคล้ายหยดน้ำ ขนาดเมล็ดกว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร ยาว 9 มิลลิเมตร หนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เมล็ดอ่อนมีสีเขียว เมื่อฝักแก่ เมล็ดจะมีสีดำ

การขยายพันธุ์มะขามเทศ

มะขามเทศ สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี อาทิ การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการทาบกิ่ง ส่วนวิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง โดยมีวิธีการดังนี้

สล็อตออนไลน์

การเตรียมดิน สำหรับการเพาะกล้า วัสดุที่ใช้เพาะมะขามเทศควรเป็นดินผสมระหว่างดินร่วนผสมกับวัสดุอินทรีย์ เช่น แกลบดำ ขุยมะพร้าว และปุ๋ยคอก โดยมีอัตราส่วนผสมประมาณ 1:2 และวิธีการเพาะ จะนิยมเพาะเมล็ดในถุงเพาะชำ เมื่อเมล็ดงอก และต้นกล้าโตประมาณ 20-30 ซม. ก็สามารถแยกปลูกในแปลงได้

ส่วนการตอนกิ่ง ควรเลือกกิ่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5-3 ซม. และเลือกตำแหน่งควั่นกิ่งที่ให้กิ่งตอนยาวประมาณ 50-100 ซม. ไม่ควรยาวมากกว่านี้ จากนั้นควั่นกิ่งใต้ตา และเอาเปลือกออก ให้ควั่นยาวประมาณ 1 นิ้ว โดยต้องขุดเยื่อเปลือกออกให้หมด หลังจากนั้น ใช้ขุยมะพร้าวที่บดละเอียด และผสมน้ำพอหมาดๆ ปั้นประกอบให้รอบรอยควั่น หนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วใช้ถุงพลาสติกหุ้ม และรัดด้วยเชือกทั้งด้านบน ด้านล่างให้แน่น ปล่อยทิ้งไว้ไม่ต้องรดน้ำ หลังจากนั้น ประมาณ 20-30 วัน จะจะมีรากงอกออกมา จนรากมีสีน้ำตาลจึงค่อยตัดกิ่งลงปลูกในแปลง

สำหรับการปลูกก็สามารถทำการปลูกได้เหมือนไม้ยืนต้นทั่วๆ ไป โดยควรเว้นระยะปลูก สำหรับกล้าที่เพาะจากเมล็ดที่ 8-10 x 8-10 เมตร ส่วนระยะปลูกกล้าจากกิ่งตอนที่ 5-8 x 5-8 เมตร

องค์ประกอบทางเคมี

จากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของมะขามเทศ พบว่าในเมล็ดประกอบไปด้วยสาร saponins, polysaccharides, oleanolic acid, steroids, lipids, echinocystic acid glycosides, phospholipids, triterpene oligoglycosides, glycosides, glycolipids และ ส่วนใบ ประกอบไปด้วย quercetin , dulcitol , kaempferol และ นอกจากนี้มะขามเทศยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

jumboslot

คุณค่าทางโภชนาการของมะขามเทศ (100 กรัม)

  • พลังงาน 78 แคลลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 18.2 กรัม
  • ใยอาหาร 1.2 กรัม
  • ไขมัน 0.4 กรัม
  • โปรตีน 3 กรัม
  • แคลเซียม 5.6 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 1.3 มิลลิกรัม
  • เบต้าแคโรทีน 15 มิลลิกรัม
  • โคลีน 5.6 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 7 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 42 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 222 มิลลิกรัม
  • โซเดียม 19 มิลลกรัม
  • วิตามิน B1 0.24 มิลลิกรัม
  • วิตามิน B2 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามิน B3 0.6 มิลลิกรัม
  • วิตามิน C 133 มิลลิกรัม
  • วิตามิน E 0.19 มิลลิกรัม
  • วิตามิน K 14.6 มิลลิกรัม

โครงสร้างมะขามเทศ

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไอ ขับเสมหะ ถ่ายพยาธิ แก้ท้องผูก บำรุงประสาทและสมอง บำรุงผม เล็บและฟัน แก้ปากนกกระจอก ขับเสมหะในลำไส้ ลดคลอเรสเตอรอล โดยรับประทานเนื้อผลสุกของมะขามเทศเป็นประจำ ใช้แก้ท้องเสีย ท้องร่วง แก้อาเจียน โดยใช้เปลือกต้น นำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ท้องร่วง และขับโลหิตและน้ำเหลือง โดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ขับพยาธิไส้เดือนในเด็ก โดยใช้เมล็ดแก้มาคั่วกะเทาะเปลือกกิน ใช้แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อาการอาหารไม่ย่อย โดยใช้ใบมากินกันเกลือ แก้โรคปากเปื่อยหรือโรคปาก โดยนำเปลือกต้นมะขามเทศมาแล้วขูด เปลือกชั้นนอกออก เหลือแต่เปลือกชั้นในประมาณ 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำใส่เกลือป่น 1 ช้อนชา รอจนน้ำอุ่นแล้วนำมาอมหลังจากแปรงฟันทุกครั้ง

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ฆ่าพยาธิตืดแคระ มีการศึกษาวิจัยและการทดสอบฤทธิ์ต้านพยาธิตืดแคระ (Hymenolepis nana) ในหลอดทดลองของสารสกัดเมทานอลของผลมะขามเทศ (Pithecellobium dulce (Roxb.)) และสารสำคัญที่แยกได้ คือสาร N-malonyl-(+)-tryptophan (NMT) พบว่าสารสกัดเมทานอลและสาร NMT มีประสิทธิภาพดีกว่ายาฆ่าพยาธิ praziquantel (PZQ) เมื่อให้ในขนาดที่เท่ากันคือ 20 มก./มล. โดยพยาธิที่ได้รับสารสกัดเมทานอลเกิดภาวะอัมพาตและตายใช้เวลา 10 และ 25 นาที ตามลำดับ และพยาธิที่ได้รับสาร NMT เกิดภาวะอัมพาตและตายใช้เวลา 5 และ 7 นาที ตามลำดับ ในขณะที่พยาธิที่ได้รับยา PZQ เกิดภาวะอัมพาตและตายใช้เวลา 15 และ 30 นาที ตามลำดับ การทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดเมทานอลของผลมะขามเทศและสาร NMT พบว่ามีความปลอดภัย

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัย ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของมะขามเทศอีกหลายฉบับพบว่า afzelin ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ วัณโรค ฤทธิ์ยับยั้งน้ำย่อย ฤทธิ์ป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร ต้านพิษงู (Anti-venom) และ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้ออสุจิ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

เนื้อมะขามเทศให้ความเป็นด่าง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการบริโภค ซึ่งหากรับประทานมากจะทำให้เกิดท้องอืด เพราะด่างจะไปขัดขวางการย่อยอาหารของกรดในกระเพาะอาหาร
ในการใช้มะขามเทศ เป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้โดยควรใช้ในขนาดที่พอดี ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้องรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้มะขามเทศเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

สรรพคุณของระย่อมน้อย

ระย่อมน้อยเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณภูมิภาคเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ศรีลังกา เนปาล ภูฐาน แล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์เป็นวงกว้างไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ในประเทศ พม่า ไทย ลาว มาเลเซีย เป็นต้น (ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะสามารถพบเห็นระย่อมน้อยได้ในที่โล่งในป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง หรือป่าเบญจพรรณ ต่างๆ สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ

เครดิตฟรี

สมุนไพรระย่อม มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ละย่อม (สุราษฎร์ธานี), ปลายข้าวสาร (กระบี่), เข็มแดง ย่อมตีนหมา (ภาคเหนือ), กะย่อม ระย่อมน้อย (ภาคใต้), กอเหม่ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน), คลาน ตูมคลาน มะโอ่งที สะมออู (กะเหรี่ยงกาญจนบุรี), เสอเกินมุ อิ้นตู้หลัวฟูมุ (จีนกลาง) เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณระย่อมน้อย

ในภาคใต้ของไทยมีการนำ ยอดอ่อนและดอกอ่อนของระย่อยน้อยมากใช้ประกอบอาหาร เช่น แกงส้ม แกงเลียง เป็นต้น นอกจากนี้ ระย่อยน้อยยังเป็นไม้พุ่มที่มีดอกเป็นช่อคล้ายดอกเข็ม ส่วนของดอกและโคนดอกก็เป็นสีขาวแดงตัดกันสวยงาม จึงเริ่มมีการนำมาปลูกไว้ประดับตามสวนสาธารณะ สวนหย่อม หรือปลูกประดับตามอาคารบ้านเรือนบ้างแล้ว สำหรับสรรพคุณทางยาของระย่อมน้อยนั้นจะคล้ายๆกับขมิ้นชัน ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า รากสด เป็นยารักษาหิด แก้พิษแมลงกัดต่อย แก้ผดผื่นคัน รากแห้ง เป็นยาเย็นมีรสขม เป็นยาลดความดันโลหิตสูง เป็นยากล่อมประสาท ทำให้ง่วงนอน และอยากอาหาร ช่วยขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้พิษกาฬ แก้บิด แก้ท้องเสีย ท้องเดิน ขับพยาธิ ขับปัสสาวะ ขับระดูในสตรีบำรุงความกำหนด ช่วยให้ระบาย เปลือก แก้ไข้พิษ แก้ไข้สันนิบาต กระพี้ บำรุงโลหิต ดอก แก้โรคตาแดง แก้โรคตา น้ำจากใบ ใช้รักษาโรคแก้วตามัว

ใช้เป็นยาขับระดูของสตรี (ราก)
ช่วยบำรุงความกำหนัด (ราก)
ใช้แก้พิษงู แมลงกัดต่อย และรักษาโรคผิวหนังผดผื่นคัน (ราก)
รากสดใช้เป็นยารักษาหิด ด้วยการใช้รากระย่อมสดประมาณ 2-3 ราก นำมาตำให้ละเอียด แล้วเติมน้ำพืชให้พอแฉะ ใช้เป็นยาทาบริเวณที่เป็นหิด วันละ 2-3 ครั้ง จนกว่าจะหาย (รากสด)
ช่วยระงับอาการปวด (ราก)
ช่วยบำรุงน้ำนมของสตรี (ราก)

สล็อต

ขนาดและวิธีใช้ : การใช้รากตาม ให้ใช้รากแห้ง 100 กรัม นำมาชงกับน้ำดื่มเช้าและเย็น[5] ส่วนข้อมูลการใช้ตาม ระบุให้ใช้รากแห้งครั้งละประมาณ 10-20 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือนำมาบดให้เป็นผงทำเป็นเม็ดรับประทาน หรือใช้เข้ากับตำรายาอื่นได้ตามต้องการ
รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ป่า ไข้มาลาเรีย ไทฟอยด์ บ้างใช้รากเป็นยาแก้ไข้ชัก แก้โรคเด็กเป็นซางชัก (ราก) ใช้ต้นเป็นยาแก้ไข้อันทำให้หนาว (ต้น) และใช้ไส้เป็นยาแก้ไข้อันร้ายกาจ (ไส้)
เปลือกมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้พิษ แก้ไข้สันนิบาต (เปลือก)
ช่วยแก้หืด แก้ลมอัมพฤกษ์ (ราก)
น้ำจากใบ ใช้เป็นยารักษาโรคแก้วตามัว (น้ำจากใบ)
ดอกมีสรรพคุณเป็นยาแก้ตาแดง แก้โรคอันเกิดแต่จักษุ (ดอก)
ช่วยแก้อาการจุกเสียด (ราก)
รากใช้เป็นยาแก้บิด แก้ท้องเดิน ท้องเสีย (ราก)
รากนำมาบดให้เป็นผงปั้นเป็นเม็ดหรือคั่วให้กรอบ แล้วนำมาชงหรือต้มกินเป็นยาช่วยย่อยอาหาร (ราก)
ใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ (ราก)
รากใช้เป็นยาขับพยาธิ ขับพยาธิในเด็ก พยาธิไส้เดือนกลมของเด็ก (ราก)
ยาต้มจากรากมีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ และเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ (ราก)

ลักษณะทั่วไประย่อมน้อย

สล็อตออนไลน์

ต้นระย่อม จัดเป็นไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก ผลัดใบในช่วงฤดูแล้ง แล้วจะผลิใบใหม่ในช่วงฤดูฝน ลำต้นมีความสูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร ลำต้นมักคดงอ เปลือกลำต้นเป็นสีขาวหรือสีน้ำตาลอมเทา มียางสีขาว รากใต้ดินแตกสาขามาก มีรอยแผลใบอยู่ตามลำต้น ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและการตอน เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยและผสมกับอินทรียวัตถุ ต้องการความชุ่มชื้นของดิน มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบได้ตั้งแต่ศรีลังกา อินเดีย เนปาล ภูฏาน ภูมิภาคอินโดจีน พม่า จีน และมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค โดยมักขึ้นตามที่โล่งในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูงจนถึงประมาณ 800 เมตร

ใบระย่อม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันหนาแน่นที่ปลายยอด หรือออกเรียงรอบข้อ ข้อละ 3-4 ใบ ใบเรียงคู่จะมีน้อย ลักษณะของใบเป็นรูปรีหรือรูปรีแกมรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 12-20 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา สีเขียวเข้มเป็นมัน

ดอกระย่อม ออกดอกเป็นช่อ ลักษณะคล้ายดอกเข็ม โดยจะออกที่ปลายยอด มีดอกย่อยจำนวนมาก ประมาณ 1-50 ดอก ดอกเป็นสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวเป็นสีชมพูเข้มหรือสีแดง พอดอกโรยจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ส่วนกลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ สีขาวแกมเขียว ก้านดอกเป็นสีแดง ออกดอกในช่วงต้นฤดูหนาว

ผลระย่อม เมื่อดอกร่วงโรยไปก็ติดผล ซึ่งผลจะมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือรูปทรงรี บางครั้งติดกันเป็นผลแฝดตรงโคนด้านใน ผิวผลเรียบเป็นมันและฉ่ำน้ำ มีขนาดประมาณ 1-1.8 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงเข้มหรือสีดำ ในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

ระย่อมน้อย จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร จัดเป็นไม้ผลัดใบในช่วงฤดูแล้ง ลำต้นคดงอ เป็นสีน้ำตาลอมเทา เมื่อสะกิดให้เกิดแผลจะมียางสีขาวออกมา รากใต้ดินมีขนาดใหญ่กว่าลำต้นและจะมีรอยแผลใบอยู่ทั่วลำต้น ใบเป็นใบเดี่ยว ใบออกดอกหนาทึบ โดยออกเรียงตรงข้ามกัน หรือออกเรียงรอบข้อ โดยจะมีข้อละ 3 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปรีหรือรูปหอกใหญ่ ขอบใบเรียบปลายใบแหลม โคนใบสอบ ใบกว้างประมาณ 4-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-20 เซนติเมตร แผ่นใบหนา เรียบมันสีเขียวเข้ม ดอกเป็นช่อที่บริเวณปลายกิ่งและปลายยอดโดยจะออกเป็นกระจุก ลักษณะคล้ายดอกเข็ม โดยในแต่ละกระจุกจะมีดอกย่อย ประมาณ 5-50 ดอก โดยโคนกลีบดอกจะเป็นหลอดสีแดงส่วนกลีบ ดอกเป็นสีขาว มี 5 กลีบ และจะมีกระเปาะเล็กๆตรงกลางหลอด ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นสีขาวแกมเขียว พอดอกโรยจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลเป็นผลสดรูปทรงกลมหรือรูปทรงรี ผิวผลเรียบเป็นมัน มีขนาดประมาณ 1-2เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำหรือสีดำ ในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

jumboslot

การขยายพันธุ์ระย่อมน้อย

ระย่อมน้อยสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง ส่วนวิธีการก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่งพันธุ์ไม้พุ่มอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ แต่ในปัจจุบันการปลูกขยายพันธุ์ระย่อมน้อยในเชิงพาณิชย์ยังไม่เป็นที่นิยมโดยส่วนมากจะเป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติมากกว่า ทั้งนี้ระย่อมน้อยเป็นพรรณไม้ที่ต้องการความชุ่มชื้นสูง และเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยที่มีอินทรียวัตถุมาก

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ลดความดันโลหิต ใช้รากแห้ง 200 มิลลิกรัมต่อวัน ป่นเป็นผงคลุกกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาเม็ด รับประทาน 1-3 อาทิตย์ติดต่อกัน ใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร ช่วยบำรุงประสาทช่วยแก้โลหิตเป็นพิษ ช่วยฟอกเลือด ทำให้เลือดเย็น โดยนำรากมาบดผงปั้นเม็ดหรือคั่วให้กรอบแล้วนำมาชงหรือต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไข้ตัวร้อน แก้บิด แก้ท้องเดิน ท้องเสีย ใช้กล่อมประสาท ขับปัสสาวะ ขับพยาธิ ขับระดูในสตรี บำรุงความกำหนด โดยใช้รากแห้ง 100 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยารักษาหิด โดยใช้รากสด 2-3 ราก นำมาตำให้ละเอียด เติมน้ำมันพืชพอแฉะๆ ใช้ทาบริเวณที่เป็นหิดวันละ 2-3 ครั้ง จนกว่าจะหาย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาทางเภสัชวิทยาของระย่อมน้อยในต่างประเทศพบว่า มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเลือด ระงับประสาท กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ กระตุ้นความต้องการทางเพศ โดยมีการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า สารที่ออกฤทธิ์ลดความดันโลหิต คือ สาร reserpine และสารที่ออกฤทธิ์กระตุ้นความต้องการทางเพศ คือ สาร rauhinbine

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีข้อมูลการศึกษาทางพิษวิทยาในต่างประเทศระบุว่าในรากระย่อมน้อยมีสาร Alkaloids บางตัวเป็นพิษต่อสัตว์ทดลองเมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรระย่อม
สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ห้ามใช้สมุนไพรชนิดนี้
สมุนไพรชนิดนี้มีพิษเล็กน้อย จึงไม่ควรรับประทานมากเกินกว่าปริมาณที่กำหนด และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการความดันต่ำและเป็นพิษต่อร่างกายได้
หากมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น หรือมีอาการผิดปกติ ให้หยุดใช้ยาทันที
อาการเป็นพิษหรือผลข้างเคียงของการใช้ยานี้คือทำให้เกิดการจมูกตันหรือคัดจมูก หายใจไม่ออก หน้าแดง ปากแห้ง คอแห้ง ซึมเศร้า ง่วงนอนบ่อย ทำให้ฝันร้าย หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่สบายท้อง อยากอาหารเพิ่มขึ้น ไม่มีเรี่ยวแรง ถ่ายไม่หยุด ดังนั้นจึงควรใช้อย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

ระย่อมน้อยมีสรรพคุณในการขับระดู ดังนั้นสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรห้ามใช้ เพราะจะทำให้แท้งลูกหรืออาจเกิดอันตรายสู่ทารกได้
รากระย่อมน้อยมีพิษเบื่อเมาอ่อนๆ สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ห้ามใช้ยาที่มีส่วนผสมระย่อมเด็ดขาด
ในการใช้ระย่อมน้อย เพื่อเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ตามปริมาณที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้เกินปริมาณที่กำหนด และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนจะใช้ระย่อมน้อยเพื่อเป็นสุมนไพรบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ส้มโอมือเป็นอย่างไร

ส้มโอมือเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ในภูมิภาคเอเชียใต้ เช่น ในอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา แล้วได้มีการแพร่กระจายไปยังบริเวณเขตร้อนใกล้เคียง เช่นใน บังคลาเทศ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น ปัจจุบันสามารถพบได้ทั่วไปในเขตร้อนต่างๆของทวีปเอเชีย

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยพบได้ทุกภาคของประเทศแต่ส่วนมากจะพบได้มากทางภาคกลาง และภาคใต้ ซึ่งนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับและใช้เป็นส่วนผสมของยาสมุนไพรต่างๆ

ประโยชน์และสรรพคุณส้มโอมือ

ถึงแม้ว่าส้มโอมือไม่สามารถนำมารับประทานได้โดยตรง แต่มีการนำมาแปรรูปไว้สำหรับรับประทาน เช่น นำไปนึ่งแล้วตากแห้งไว้ทำแยมนำไปดองเกลือประมาณ 1 เดือน จากนั้นนำไปล้างแล้วนึ่งเพื่อไปทำเป็นลูกอม หรือจะนำมาแช่ปลาสดเพื่อทำให้เนื้อปลานุ่มก็ได้ นอกจากนี้ยังมีการนำส้มโอมือไปใช้ในการทำเครื่องหอม น้ำยาทำความสะอาด หรือนำไปวางในตู้เสื้อผ้าหรือห้องนอนเพื่ออบกลุ่มให้หอมอีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของส้มโอมือนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ผิวผล (เปลือกผล) มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยบำรุงหัวใจ กระตุ้นหัวใจ บำรุงเลือดลม บำรุงตับ ใช้เปลือกแห้งทำยาดมส้มโอมือ นอกจากนี้ผิวส้มมือ ยังจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” โดยจะนำไปเป็นส่วนผสมกับผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มโอ ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวมะงั่ว ผิวมะกูด ผิวส้มตรังกานู และผิวมะนาว (หรือผิวส้มโอมือ) มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสมหะโลหะ

ส่วนในตำรายาจีนใช้ผลและดอก ซึ่งมีรสเผ็ดขมเปรี้ยว เป็นยาร้อนเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อตับและกระเพาะ ใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ จุกเสียด อาหารไม่ย่อย แก้ปวดท้อง ปวดกระเพาะ แก้วิงเวียนศีรษะ แก้คลื่นไส้อาเจียน หืดหอบ ไอ ใช้ละลายเสมหะ

ลักษณะทั่วไปส้มโอมือ

ส้มโอมือจัดเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็กมีทรงพุ่ม สูงประมาณ 3-4 เมตร เนื้อไม้แข็งและเหนียว เปลือกลำต้นเรียบสีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีม่วงแดง กิ่งแก่สีเดียงกับลำต้น ตามลำต้นและกิ่งมีหนามสั้นแข็งอยู่ทั่วไป ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่สีเขียวเข้มหลังใบเรียบ ท้องใบสีเขียวอ่อน ส่วนปลายใบและโคนใบมน ส่วนขอบใบจักเป็นซี่ฟันตื้นๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกเดี่ยว หรือเป็นกระจุกสีขาวโดยจะออกตามซอกใบ และปลายกิ่ง

สล็อต

กลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะหนาและแข็ง มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 เซนติเมตร ซึ่งกลีบดอกด้านในจะเป็นสีขาว ด้านนอกมีสีม่วงแดง หลุดร่วง ผลออกเป็นผลเดียว รูปทรงรีขนาดใหญ่ ปลายผลแยกออกเป็นแฉกงอคล้ายนิ้วมือ ผลมีขนาดยาวประมาณ 10-25 เซนติเมตร ผิวผลขรุขระเป็นมัน มีกลิ่นหอมข้างในผลจะเป็นเหมือนฟองน้ำหนาสีขาว ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ไม่มีเนื้อผลและเมล็ด

ต้นส้มโอมือ จัดเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงของต้นประมาณ 2-4 เมตร เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนเป็นสีม่วงแดง ตามกิ่งและลำต้นมีหนามแข็งยาวหรือสั้นขึ้นอยู่ทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีอินทรียวัตถุสูง ไม่ชอบแดดจัด

ใบส้มโอมือ ใบเป็นใบประกอบแบบลดรูป ใบย่อยมีใบเดียว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบมน โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบจักเป็นซี่ฟัน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นสีเขียวเข้มและเป็นมัน ส่วนท้องใบมีสีอ่อนกว่า ก้านใบสั้น

ดอกส้มโอมือ ออกดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกประมาณ 2-3 ดอก โดยจะออกตามซอกใบและกิ่ง ดอกเป็นสีขาว มีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบหนาแข็ง กลีบดอกด้านนอกเป็นสีม่วงแดง หลุดร่วงได้ง่าย โคนกลีบดอกสีขาว ปลายกลีบดอกเป็นสีม่วง และยังมีกลีบเลี้ยงดอกอีก 5 กลีบ ดอกมีเกสรเพศผู้เป็นเส้นสีขาวหรือสีเหลืองจำนวนมากอยู่ตรงโคนติดกันเป็นกระเปาะ มีเกสรเพศผู้ 30 อัน ออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน
ดอกส้มโอมือ

ผลส้มโอมือ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงรีขนาดใหญ่ ปลายผลแยกออกเป็นแฉกงอคล้ายนิ้วมือหรือคล้ายหนวดปลาหมึก จึงเรียกว่า “ส้มมือ” ผลมีขนาดยาวประมาณ 10-25 เซนติเมตร โคนผลเรียว ผิวผลขรุขระเป็นมัน ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอม ไม่มีเนื้อผลและเมล็ด

สล็อตออนไลน์

สรรพคุณของส้มโอมือ
ผลมีสรรพคุณช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ (ผล) ผิวผลมีน้ำมันหอมระเหย ใช้เปลือกผลแห้งนำมาทำเป็นยาดมส้มโอมือ เพื่อสูดดมบรรเทาอาการเป็นลม หน้ามืดตาลาย และบำรุงหัวใจ (เปลือกผล)
เปลือกผลมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ กระตุ้นหัวใจ ทำให้เลือดลมดี (เปลือกผล)
น้ำในผลมีรสเปรี้ยวคล้ายมะกรูดและมีวิตามินซี ใช้กินเป็นยาแก้เลือดออกตามไรฟัน (น้ำในผล)
น้ำในผลใช้ผสมเป็นยากัดเสมหะ (น้ำในผล)[1] ช่วยละลายเสมหะ (ผล)
ผลมีสรรพคุณช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (ผล)
ช่วยแก้อาการไอ (น้ำในผล) ไอเย็น ไอหืดหอบ (ผล)

ตำรับยาแก้อาการไอชื้น หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ระบุให้ใช้ผลส้มโอมือแห้ง 6 กรัม และปั๊วแห่ 6 กรัม นำมาต้มกับน้ำผสมน้ำตาลเล็กน้อยรับประทาน (ผล)
ตำรับยาแก้อาหารไม่ย่อย ระบุให้ใช้ผลส้มโอมือ 5 กรัม, เปลือกมะนาว 5 กรัม, ขิง 5 กรัม, อึ่งไน้ 1 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานวันละ 1 ครั้ง (ผล)
ตำรับยาแก้ลมขึ้นท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง ปวดท้อง ปวดกระเพาะ ระบุให้ใช้ผลส้มโอมือแห้ง 6 กรัม และหง่วนโอ๊ว 6 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ผล)
ช่วยแก้กระเพาะอักเสบเรื้อรัง ด้วยการใช้ผลสด 12-15 กรัม หรือผลแห้ง 6 กรัม นำมาแช่ในน้ำร้อนหรือชงกับน้ำรับประทานแทนน้ำชา (ผล)
น้ำในผลใช้กินเป็นยาฟอกเลือด ประจำเดือนสตรี (น้ำในผล)
เปลือกผลมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงตับ (เปลือกผล)
ตำรายาแก้ลมคั่งค้างในตับหรือกระเพาะอาหาร ระบุให้ใช้ผลสด 12-15 กรัม หรือผลแห้ง 6 กรัม นำมาแช่ในน้ำร้อนหรือชงกับน้ำรับประทานแทนน้ำชา (ผล)

jumboslot

ผลมีสรรพคุณเป็นยาแก้ปวดกระษัยลม (ผล)
ในตำรายาไทย ผิวส้มโอมือจัดอยู่ตำรับยา “เปลือกส้ม 8 ประการ” ประกอบไปด้วย ผิวมะนาวหรือผิวส้มโอมือ ผิวส้มโอ ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มตรังกานู ผิวๆมะงั่ว และผิวมะกรูด มีสรรพคุณเป็นยาแก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสมหะโลหะ ใช้ปรุงเป็นยาหอมแก้ทางลม (เปลือกผล)[3]
ขนาดและวิธีใช้ : ผลแห้งให้ใช้ครั้งละ 3-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานหรือใช้เข้ากับตำรายาอื่น

ข้อควรระวังในการใช้ : ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอหรือผู้ที่มีไข้ตัวร้อน ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้

การขยายพันธุ์ส้มโอมือ

ส้มโอมือสามารถขยายพันธุ์ได้โดย วิธีการตอนกิ่ง และการทาบกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การตอนกิ่ง เพราะเป็นวิธีที่สะดวกและให้ผลผลิตเร็วกว่าวิธีอื่นๆ โดยวิธีการตอนกิ่งส้มโอมือ สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการตอนกิ่งไม้ยืนต้นอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ โดยหลังจากได้ต้นพันธุ์จากการตอนกิ่งมาแล้ว ให้นำไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ โดยให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 4×4 เมตร ทั้งนี้ส้มโอมือเป็นพืชที่ไม่ชอบแสงแดดจัด และจะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีอินทรียวัตถุสูง ระบายน้ำได้ดี โดยหลังจากการปลูก 2- ปี จึงจะให้ผลครั้งแรก

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้ลมคั่งค้างในกระเพาะอาหาร ขับลม แก้ปวดกระเพาะอาหาร แก้จุดเสียดแน่นเฟ้อใช้ผลสด 12-15 กรัม หรือผลแห้ง 6 กรัม แช่ในน้ำร้อน หรือชงน้ำรับประทาน

แก้คลื่นไส้อาเจียน แก้วิงเวียน แก้ไอ หืดหอบ ใช้ละลายเสมหะ ใช้ผลแห้งครั้งละ 3-10 หรือดอกครั้งละ 3-6 กรัม หรือราก ครั้งละ 10-15 กรัม ผลแห้งครั้งละ 3-10 กรัม ต้มน้ำรับประทาน หรือเข้ากับตำรับยาอื่น

slot

ส่วนในตำรายาจีนระบุขนาดวิธีใช้ดังนี้

แก้อาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไอชื้น ใช้ผลส้มโอมือแห้ง 6 กรัม และปั๊วแห่ 6 กรัม นำมาต้มกับน้ำใส่น้ำตาลเล็กน้อยรับประทาน

แก้ปวดท้อง ปวดกระเพาะ แก้จุกเสียดแน่นท้อง ลมขึ้นท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้ผลส้มโอมือแห้ง 6 กรัม และหง่วนโอ๊ว 6 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน

แก้อาหารไม่ย่อย ใช้ผลส้มโอมือ 5 กรัม, ขิง 5 กรัม, เปลือกมะนาว 5 กรัม, อึ่งไน้ 1 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานวันละ 1 ครั้ง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาในสารสกัดของผลส้มโอมือในสัตว์ทดลอง พบว่ามีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้และลดการบีบตัวของลำไส้ และมีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนตัวของลำไส้ของสัตว์ทดลองได้ ส่วนน้ำมันหอมระเหย ไม่มีฤทธิ์ดังกล่าว

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในทางการแพทย์แผนจีนมีการะบุถึงข้อควรระวังในการใช้ส้มโอมือว่า ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ ไม่ควรรับประทานส้มโอมือ
ในการใช้ส้มโอมือเพื่อเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ นั้น ควรระมัดระวัง เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ตามขนาดที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ส้มโอมือเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของกรุงเขมา

กรุงเขมาเป็นพรรณพืชที่มี ถิ่นกำเนิดในอเมริกาต่อมาได้มีการกระจายพันธุ์ไปในเขตร้อน หรือร้อนชื้นต่างๆของโลก โดยเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนโดยเฉพาะในแถบเขตร้อนของเอเชีย เช่น มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ไทย , อินเดีย , ศรีลังกา เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยพบได้เกือบทั่วทุกภาคของประเทศ แต่จะพบมากในภาคอีสาน เนื่องจากมีสภาพดินที่เหมาะสมกับพืชชนิดนี้ ทั้งนี้กรุงเขมามักจะพบได้ตามป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ ตามริมลำห้วย ลำธาร ที่มีความสูงในระดับน้ำทะเล จนถึง 1,100 เมตร

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณกรุงเขมา

มีการใช้ประโยชน์ต่างๆจากกรุงเขมา เช่น มีการนำใบกรุงเขมามาบริโภคเป็นอาหารว่างที่ชื่อว่า วุ้นหมาน้อย โดยการเลือกใบกรุงเขมาที่มีสีเขียวเข้มโตเต็มที่แล้ว ประมาณ 10-20 ใบ นำมาล่างให้สะอาดแล้วขยี้กับน้ำสะอาด ประมาณ 1 ถ้วย เมื่อขยี้ไปจนได้น้ำสีเขียวเข้ม แล้วให้แยกเอากากออกโดยการกรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำไว้ จากนั้นนำน้ำที่ได้ปรุงรสตามชอบหากต้องการรับประทานเป็นของคาวก็ใส่เครื่องปรุงต่างๆลงไป หรือหากต้องการรับประทานเป็นของหวานก็เติมน้ำตาล ปรุงรสตามใจชอบ จากนั้นตั้งทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที น้ำคั้นที่ปรุงเสร็จจะจับตัวเป็นก้อน แล้วค่อยนำมารับประทาน

สำหรับในค้านความสวยงานก็มีการนำใบกรุงเขมามาล้างน้ำแล้ว ขยี้ใบให้เป็นวุ้นๆ นำมาพอกหน้า เพื่อบำรุงผิว , แก้สิว , ลดผดผื่นคันบนใบหน้า ส่วนสรรพคุณทางยาของกรุงเขมานั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ส่วนเหนือดินใช้เป็นยาแก้ร้อนใน แก้โรคตับ รากมีรสหอมเย็นสุขุม ใช้แก้ไข้ แก้ดีซ่าน ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงอวัยวะเพศให้แข็งแรง แก้ลม แก้โลหิต กำเดา แก้โรคตา ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้ปวดท้อง และโรคบิด ระบายนิ่ว แก้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไอเจ็บหน้าอก ใช้เป็นยาขับเหงื่อ ยาขับระดู ยาบำรุง ยาขับน้ำเหลืองเสีย ยาสมาน ใบ ใช้พอกเป็นยาเฉพาะที่ แก้โรคผิวหนัง หิด แก้ร้อนใน แก้โรคกระเพาะอาหาร ใช้พอกแผล ฝี แก้แผลมะเร็ง แก้หิด ลำต้น ใช้ดับพิษไข้ทุกชนิด ช่วยบำรุงโลหิตสตรี เป็นยาพอกแก้ตาอักเสบ เนื้อไม้ แก้โรคปอด และโรคโลหิตจาง

และในอีกตำราหนึ่งระบุว่า ส่วนของรากใช้ลดน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ แก้ลม แก้เสมหะ ช่วยบำรุงหัวใจ แก้ท้องร่วง แก้บวม ขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาระบาย ส่วนของต้น ดับพิษไข้และแก้ระดูพิการในสตรี ส่วนของเปลือกและแก่น ช่วยบำรุงโลหิต แก้ไข้ แก้ระดูพิการในสตรี ส่วนของเนื้อไม้ ช่วยรักษาโรคปอด และโรคโลหิตจาก ส่วนของใบ แก้หิด พอกแผลฝี และโรคผิวหนังอื่นๆ

สล็อต

นอกจากนี้ในตำราโอรสพระนารายณ์พบว่า กรุงเขมาเป็นส่วนประกอบของตำรับยาสำหรับแก้เตโชธาตุพิการตัวปรากฏในบทกลอนดังนี้

ถ้ามิถอยใช้ให้เอาโกฏสอ โกฏเขมา รากพิลังกาสา ผลราชคัด ผลสรรพพิศม์ ผลสวาดิจุโรหินี รากกรุงเขมา รากมะแว้งเครือ รากจิงจ้อใหญ่ มหาพิงคุ์ ผลจันทร์เทศ เทียนดำ เทียนขาว ยา 14 สิ่ง เสมอภาค ทำเป็นจุล ละลายน้ำนมโคก็ได้ ส้มมะงั่วก็ได้อีกทั้ง ในประเทศอินโดนีเซียยังมีการใช้ส่วนของใบ ตำใส่น้ำตั้งทิ้งไว้ให้เป็นเยลลี่ กินเป็นยาช่วยย่อย แก้ปวดท้อง และใช้รากกรุงเขมา ต้มกับน้ำดื่มแก้ปวดท้องอีกดัวย

ลักษณะทั่วไปกรุงเขมา

กรุงเขมา จัดเป็นไม้เถาเลื้อยเป็นไม้เนื้อแข็ง ลักษณะเถาจะเลื้อยไปตามกิ่งไม้ต่างๆ มีขนนุ่มสั้นปกคลุมหนาแน่นตามเถา กิ่ง ช่อดอก และใบ ไม่มีมือเกาะ แต่จะมีรากสะสมอาหารใต้ดิน รากมีลักษณะอวบใหญ่และจะมีขนาดใหญ่กว่าเถารากจะมีหน้าที่เก็บสะสมอาหารใต้ดิน และมีรากฝอยกระจายขึ้นมาอยู่ทั่วทั้งราก ใบออกเป็นใบเดี่ยวออกแบบสลับ มีหลายรูปทรง ได้แก่ รูปหัวใจ รูปกลม หรือ รูปไต กว้าง 4.5-12 เซนติเมตร ยาว 4.5-11 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือเรียวแหลม โคนใบกลมตัด หรือเป็นรูปหัวใจตื้นๆ ขอบใบเรียบ เนื้อใบบาง ใบเมื่อยังอ่อนจะมีขนนุ่มสั้นกระจาย ทั้งหลังใบ และท้องใบ และขอบใบ

แต่เมื่อใบแก่ขนจะร่วง เส้นใบออกจากโคนใบรูปฝ่ามือ ก้านใบยาว 2-8เซนติเมตรมีขนนุ่มสั้น ติดที่โคนใบห่างจากขอบใบขึ้นมา 1-18 มิลลิเมตร ปลายใบแหลมหรืออาจเป็นติ่งหนาม ดอก เป็นดอกขนาดเล็กออกเป็นช่อกระจุกสีขาว ดอกแบนแยกเพศ จะอยู่ต่างต้นกัน ขนาดประมาณ 0.2-0.5 มิลลิเมตร เรียงแบบช่อเชิงหลั่น แต่ละช่อกระจุกมีก้านช่อดอกยาว 2-5เซนติเมตร มีขนนุ่มสั้น อาจจะออกกระจุกเดี่ยวๆหรือ 2-3 กระจุกในหนึ่งช่อ ช่อดอกเพศผู้ ออกตามง่ามใบ ก้านช่อกระจุกแตกแขนง ยืดยาว ใบประดับรูปกลม และขยายใหญ่ขึ้น ดอกเพศผู้ สีเขียวหรือสีเหลือง มีก้านดอกย่อยยาว 1-2 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ รูปไข่กลับ ยาว 1-1.5 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนยาว กลีบจะดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย มีความยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้เชื่อมติดกัน อับเรณูยาว 0.75 มิลลิเมตร

สล็อตออนไลน์

ส่วนช่อดอกเพศเมีย เป็นช่อกระจุกแยกแขนง ทรงแคบ ยาวได้ถึง 18 เซนติเมตร ประกอบด้วยช่อดอกที่เป็นกระจุกติดแบบคล้ายเป็นช่อกระจะ แต่ละกระจุกอยู่ในง่ามของใบประดับ ใบประดับเป็นรูปกลม เมื่อขยายใหญ่ขึ้นสามารถยาวได้ถึง 1.5 เซนติเมตร และอาจมีขนประปรายหรือขนยาวนุ่ม ดอกเพศเมีย มีก้านดอกย่อยยาว 1.5 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงมี 1 กลีบ เป็นรูปไข่กลับกว้าง ยาว 1.5 มิลลิเมตร กลีบดอกมี 1 กลีบ รูปไข่กลับกว้าง ยาว 0.75 มิลลิเมตร โคนสอบแคบ เกสรเพศเมียมี 1 อัน ขนาดประมาณ 0.5 มิลลิเมตร มีขนยาวห่าง ก้านเกสรเพศเมียเกลี้ยง โดยยอดเกสรเพศเมียจะแยกเป็น 3 พู ผลจะเป็นแบบสด มีก้านอวบใหญ่ ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร โดยผลจะจะมีเมล็ดหนาทรงกลมรีตรงปลาย เมื่ออ่อนอยู่มีสีส้มและเมื่อสุกสีน้ำตาลแดง ผนังผลชั้นในรูปไข่กลับ ยาว 5 มิลลิเมตร ด้านบนมีสันขวาง 9-11 สัน เรียงเป็น 2 แถว ส่วนเมล็ดมีลักษณะโค้งงอรูปพระจันทร์ครึ่งซีก มีผิวขรุขระ มี

การขยายพันธุ์กรุงเขมา

กรุงเขมา สามารถขยายพันธุ์ได้โดยวีการใช้เมล็ดและการใช้เหง้า สำหรับวิธีการปลูกนั้นสามารถทำได้ เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ด หรือการแยกเหง้าของพืชชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้สำหรับการปลูกกรุงเขมานั้นจะต้องทำค้างให้เถาได้เลื้อยพันขึ้นด้วย ส่วนสภาพดินที่เหมาะแก่การปลูกกรุงเขมา คือ ดินร่วนปนทรายที่มีความชุ่มชื้นพอสมควรแต่มีข้อควรระวังคือ ต้นกรุงเขมาจะเป็นพืชที่ไม่ชอบปุ๋ยเคมีเพราะในปุ๋ยเคมีมีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูง ทำให้ต้นตายได้ รวมถึงจะต้องระวังศัตรูพืชที่สำคัญคือ หนอนกระทู้และหอยทากอีกด้วย

นอกจากนี้จากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของใบกรุงเขมา พบว่าใบกรุงเขมา 100 กรัม จะมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของใบกรุงเขมา (100 กรัม)

  • พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
  • โปรตีน 8.5 กรัม
  • ไขมัน 0.7 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 13.6 กรัม
  • เบต้าแคโรทีน 6.577 ไมโครกรัม
  • วิตามินเอ 1.096 RE

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ โดยการใช้รากนำมาตากให้แห้งแล้วบดให้ละเอียดให้เป็นผงละลายกับน้ำผึ้งกิน

ใช้แก้ปวดประจำเดือน แก้ไข้ทับระดู ช่วยปรับสมดุลของประจำเดือนสตรี โดยการใช้รากแห้งนำมาฝนผสมกับน้ำดื่ม

ใช้แก้ไข้ แก้ลม แก้โลหิตกำเดา ใช้ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับระดู ถ่ายน้ำเหลือง แก้บิด แก้นิ่ว แก้โรคตา โดยใช้รากแห้ง 10-15 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม เช้า-เย็น

ใช้รักษาโรคผิวหนังต่างๆ เช่น หิด แผล ฝีหนอง แผลมะเร็ง โดยใช้ใบสดมาขยำหรือตำให้ละเอียดใช้พอกบริเวณที่เป็น โดยเปลี่ยนยาทุกวันจนแผลหายดี

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์คุมกำเนิดของใบกรุงเขมา เมื่อป้อนสารสกัดเมทานอลจากใบกรุงเขมาใน ขนาด 250 และ 450 มก./วัน/กิโลกรัม(น้ำหนักตัว) ให้แก่หนูถีบจักรเพศเมีย เป็นเวลา 21 วัน พบว่ามีฤทธิ์คุมกำเนิด โดยจะยืดระยะเวลาของวัฏจักรเป็นสัด (estrous cycle) ในขั้น diestrus ออกไป และทำให้จำนวนลูกหนูที่เกิดในครอกลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่ลูกหนูก็ยังจะมีการเจริญเติบโตเป็นปกติ แสดงว่าสารสกัดไม่มีผลทำให้แท้ง และเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตัวอ่อน นอกจากนี้สารสกัดยังมีผลต่อระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเป็นสัด โดยจะลดระดับของ luteinizing hormone (LH), follicle-stimulating hormone (FSH) และ estradiol โดยจะเพิ่มระดับของ prolactin แต่จะไม่มีผลต่อ progesterone

slot

และยังมีการศึกษาทดลองในอินเดีย ในปี ค.ศ.1979 โดยใช้สารสกัดจากส่วนเหนือดิน (ไม่ระบุส่วนที่ใช้) ของกรุงเขมาที่สกัดด้วยน้ำ และ แอลกอฮอล์ (1:1) ในสัตว์ทดลอง ผลการทดลองพบว่า สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกรุงเขมาอีกมากในต่างประเทศ ซึ่งมีผลการศึกษาออกมาว่ากรุงเขมามีฤทธิ์ต้านฮีตามีนทำให้หัวใจเต้นช้าลง ต้านการชักมีฤทธิ์เพิ่มน้ำลาย กดระบบประสาทส่วนกลาง กดระบบทางเดินหายใจ ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ต้านเชื้อราและแบคทีเรีย คลายกล้ามเนื้อเรียบ ยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาความเป็นพิษของกรุงเขมาพบว่าเมื่อทำการฉีดสารสกัดใบและกิ่งด้วยน้ำ หรือแอลกอฮอล์เข้าช่องท้องหนูถีบจักร จะมีขนาดต่ำที่สุดที่เป็นพิษคือ 1 มล.ต่อตัว แต่เมื่อฉีดสารสกัดอัลคาลอยด์เข้าหลอดเลือดหนูถีบจักร ปรากฏว่าขนาดที่สัตว์ทดลองทนได้คือ 50 มิลลิกรัมต่อกรัม สำหรับในกระต่ายเมื่อทดลองฉีดสารสกัดรากด้วยอัลกอฮอล์-น้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหรือใต้ผิวหนัง พบว่า ขนาด 10 กรัมต่อกิโลกรัม ไม่พบพิษแต่อย่างใด ส่วนอีกการทดลองหนึ่งระบุว่ามีการทดสอบความเป็นพิษของกรุงเขมา(ไม่ระบุส่วนที่ใช้) พบว่า สารสกัดที่นำไปทดลอง มีค่า LD50=7.3 กรัม/กิโลกรัม

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้สมุนไพรกรุงเขมา เพราะมีฤทธิ์ขับระดู
ในการใช้กรุงเขมาเพื่อเป็นยาสมุนไพรควรระมัดระวังในการใช้โดยควรใช้ในขนาดที่เหมาะสมตามที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก ผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนใช้สมุนไพรกรุงเขมาควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

สรรพคุณของเทียนหยด

เทียนหยดเป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกาตั้งมลรัฐแต่ฟลอริดาลงไปถึงบราซิลรวมถึงในหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วย สำหรับในประเทศไทยไม่ปรากฏบันทึกว่ามีผู้ใดนำเพียงเข้ามาปลูกเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าคงเข้ามาเมื่อไม่นานมานี้เอง และในปัจจุบันสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยมากจะใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนสาธารณะหรือตามบ้านเรือนทั่วไป

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณเทียนหยด

มีการนำเทียนหยดมาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป เพราะดอกมีสีสันสวยงาน ผลแก้ก็ที่มีสีเหลืองสดเป็นมันดูสดใสสวยงามส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ และสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี

นอกจากนี้มีการนำเอาผลแก่ของเทียนหยดที่มีสารแอลตาลอยด์ จำพวก NARCOTINE ไปหมักกับน้ำในอัตรา 1 ต่อ 100 ส่วนจะได้สารละลายซึ่งใช้ฆ่าลูกน้ำยุงในบ่อหรือที่น้ำขังได้ ส่วนสรรพคุณทางยาของเทียนหยดนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ใบสดมีรสชุ่ม มีกลิ่นฉุน ใช้ตำพอกเป็นยาห้ามเลือด ใช้เป็นยาแก้ฝีฝักบัว แก้หนอง แก้อักเสบ แก้บวม รักษาปลายเท้าเป็นห้อเลือด บวมอักเสบ และเป็นหนอง เมล็ดแห้งใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้เทียนหยด

แก้ไข้มาลาเรียและใช้เร่งการคลอด ใช้เมล็ดแห้งประมาณ 10-20 เมล็ด บดให้เป็นผงรับประทานก่อนที่จะมีอาการไข้ขึ้นประมาณ 2 ชั่วโมง

รักษาปลายเท้าเป็นห้อเลือด แก้ฝีฝักบัว แก้หนอง แก้อักเสบ แก้บวม ใช้ใบสด พอประมาณตำผสมกับน้ำตาลทรายแดง 15 กรัม แล้วปั้นเป็นก้อน ลนด้วยไฟอุ่นๆ ใช้พอกบริเวณที่เป็น

รักษาอาการปวดหน้าอก จากการหกล้มหรือถูกกระแทก โดยใช้เมล็ดประมาณ 15 กรัม นำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้ากิน วันละ 1-2 เป๊ก

ใช้เป็นยาห้ามเลือด โดยใช้ใบสดพอประมาณตำให้ละเอียดพอกบริเวณที่เป็นแผล

สล็อต

ลักษณะทั่วไปเทียนหยด

ต้นเทียนหยด หรือ ต้นฟองสมุทร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อนตั้งแต่ฟลอริดาไปจนถึงบราซิล ตลอดจนหมู่เกาะอินดีสตะวันตก จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม แตกกิ่งก้านสาขามากรอบ ๆ ลำต้นตั้งแต่โคนต้นถึงยอด ลักษณะรูปทรงไม่แน่นอน ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร กิ่งมีลักษณะลู่ลง ตามกิ่งอาจมีหนามบ้างเล็กน้อย เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี มีแสงแดดแบบเต็มวัน

ใบเทียนหยด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปรี ปลายใบแหลมหรือมนแต่จะสั้น โคนใบสอบหรือเรียวยาวไปจนถึงก้านใบ ส่วนขอบใบเป็นจักเป็นฟันเลื่อยเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว ก้านใบสั้น ออกใบดกเต็มต้น

ดอกเทียนหยด มี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ดอกสีม่วงและดอกสีขาว ดอกจะออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบและส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกมีลักษณะห้อยลงมีความยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ประกอบกับมีดอกขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกย่อยเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร โดยดอกจะทยอยบานครั้งละ 5-6 ดอก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายแยกออกเป็นกลีบ 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน สีม่วงน้ำเงินหรือสีขาว กลีบเลี้ยงเป็นสีเขียว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 ริ้ว ออกดอกได้ตลอดทั้งปี แต่จะออกดอกมากในช่วงฤดูฝน หรือช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม

ผลเทียนหยด ผลมีพิษ ออกผลเป็นพวงหรือช่อห้อยลง ผลมีขนาดเล็กและมีจำนวนมาก ลักษณะของผลเป็นรูปกลมรี มีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเป็นมันสดใส และยังมีกลีบเลี้ยงติดอยู่

สล็อตออนไลน์

เทียนหยดจัดเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ ดอก สีม่วง และสายพันธุ์ดอกสีขาว ชนาดของต้น สูง 1-3 เมตร ลำต้นมักจะแตกกิ่งก้านสาขามากตามกิ่งมีหนามเล็กน้อย ใบดอกเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับตรงข้าม ใบเป็นรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบเรียวยาวไปจนถึงก้านใบ ใบกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตรและยาว 5-6 เซนติเมตร ขอบใบเป็นจักเป็นฟันเลื่อยเล็กน้อยก้านใบสั้น ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ โดยจะห้อยลงยาวประมาณ 4-10 ซม. ในแต่ละช่อจะประกอบด้วยดอกขนาดเล็กจำนวนมาก โดยมีดอกย่อยจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน หรือสีขาวโดยดอกจะค่อยๆ ทยอยบานครั้งละ 4-5ดอก ผล ติดผลเป็นพวงดกห้อยลงมาเป็นช่อเช่นเดียวกับดอกและจะมีผลขนาดเล็กจำนวนมาก ลักษณะกลมป้อม ผลอ่อนเปลือกผลสีเขียวเมื่อแก่ผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเป็นมันสดใส คล้ายกับขี้เทียนหยด

การขยายพันธุ์เทียนหยด

เทียนหยดสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและปลูกนั้นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ด และปลูกพืชประเภทไม้พุ่มและไม้ยืนต้นชนิดต่างๆ ในบทความก่อนหนักนี้ ทั้งนี้เทียนหยดยังเป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ต้องแสงแดดแบบเต็มวัน แต่ก็ต้องการความชื้นและอินทรียวัตถุในดินสูง โดยทั่วไปควรรดน้ำ 2 – 3 วัน/ครั้ง และยังเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยหรือดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำได้ดี

นอกจากนี้ควรตัดแต่งทรงพุ่มภายหลังการออกดอกเพราะจะทำให้การออกดอกในงวดต่อไปรวดเร็วและก็ยังส่งผลให้ได้ทรงพุ่มตามที่เราต้องการอีกด้วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

จากการศึกษาวิจัยทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศพบว่า เทียนหยดได้ถูกจัดเป็นพืชที่มีพิษที่ต้องระมัดระวังในการใช้เป็นอย่างมาก เพราะในผลของเทียนหยดมีสารที่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ และอาจทำให้เกิดพิษที่รุนแรงจนเสียชีวิตได้

jumboslot

การศึกษาทางพิษวิทยา

จากการศึกษาวิจัยพบว่าในส่วนที่เป็นพิษของเทียนหยด คือ ใบและผลโดยในใบเทียนหยดพบกรดไฮโดรไซยานิค (hydrocyanic acid) หรือไซยาไนด์ ผลเทียนหยดพบสารในกลุ่มซาโปนินที่เป็นพิษ เช่น duratoside IV, duratoside V หากรับประทานเข้าไปแล้วเคี้ยว อาจทำให้เสียชีวิตได้ (แต่หากไม่เคี้ยว ก็จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด) ซึ่งหากรับประทานใบในปริมาณมาก จะทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน ทำให้มีอาการตัวเขียว เสียชีวิต ถ้าได้รับประทานในปริมาณน้อยก็อาจมีอาการอาเจียน และท้องเสีย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้เทียนหยดเป็นสมุนไพรนั้นควรมีการระมัดระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพืชที่มีพิษโดยเฉพาะส่วนที่จะนำมาเป็นสมุนไพร โดยก่อนที่จะใช้สมุนไพรชนิดนี้ควรปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอและไม่ควรนำมาใช้เอง เพราะอาจได้รับพิษและก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายได้ นอกจากนี้ตามตำรายาไทย ยังได้ห้ามใช้สมุนไพรชนิดนี้ในสตรีมีครรภ์อย่างเด็ดขาดอีกด้วย

slot

เมล็ดใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย ด้วยการใช้เมล็ดแก่ที่แห้งแล้วประมาณ 15-20 เมล็ด นำมาตำหรือบดให้เป็นผงผสมรับประทานก่อนที่จะเป็นไข้ประมาณ 2 ชั่วโมง (เมล็ดแห้ง)
เมล็ดแห้งใช้เป็นยาเร่งคลอด ด้วยการใช้เมล็ดแห้งประมาณ 15-20 เมล็ด นำมาตำหรือบดให้เป็นผงผสมรับประทาน (เมล็ดแห้ง)
ใบสดมีรสชุ่ม มีกลิ่นฉุน ใช้ตำพอกเป็นยาห้ามเลือด (ใบสด)
ใช้เป็นยาแก้ฝีผักบัว แก้หนอง แก้อักเสบ แก้บวม ด้วยการใช้ใบสดในปริมาณพอสมควร นำมาตำผสมกับน้ำตาลทราย แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น (ใบสด)
ใช้รักษาปลายเท้าเป็นห้อเลือด บวมอักเสบ และเป็นหนอง ด้วยการใช้ใบสดปริมาณพอสมควร นำมาตำผสมกับน้ำตาลทรายแดง 15 กรัม แล้วปั้นเป็นก้อน ลนด้วยไฟอุ่น ๆ ใช้เป็นยาพอกบริเวณที่เป็นแผล (ใบสด)
หากมีอาการปวดหน้าอก หกล้มหรือถูกกระแทก ให้ใช้เมล็ดประมาณ 15 กรัม นำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้ากิน (เมล็ด)
ข้อควรระวัง : สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้ ส่วนผลจะมีสารพิษซึ่งเมื่อสัตว์กินเข้าไปมาก ๆ ก็อาจทำให้ตายได้

ส่วนที่เป็นพิษ : ใบ ผล และเมล็ด โดยในใบเทียนหยดพบกรดไฮโดรไซยานิค (hydrocyanic acid, HCN) หรือไซยาไนด์ ส่วนในผลเทียนหยดพบสารในกลุ่มซาโปนินที่เป็นพิษ ได้แก่ duratoside IV, duratoside V หากรับประทานเข้าไปแล้วเคี้ยว อาจทำให้เสียชีวิตได้ (แต่ถ้าไม่เคี้ยว ก็จะไม่ก่อให้เกิดอันตราย)
อาการเป็นพิษ : ผู้ป่วยที่รับประทานใบเทียนหยดในปริมาณมาก สาร hydrocyanic acid จะทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจนได้ จนทำให้มีอาการตัวเขียว และอาจถึงกับเสียชีวิตได้ ถ้ารับประทานในปริมาณน้อยก็อาจจะมีอาการอาเจียนและท้องเสียได้ ส่วนผู้ป่วยที่รับประทานผลเทียนหยดจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ ปวดศีรษะ ส่วนในรายที่เกิดอาการเป็นพิษรุนแรง เนื้อเยื่อที่อยู่ลึก ๆ อาจถูกทำลาย เม็ดเลือดแดงอาจแตกได้ ในกรณีที่มีการดูดซึมของสารพิษ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง มีอาการกระหายน้ำ หน้าแดง จิตใจมีความกังวล ตาพร่า และม่านตาขยาย พิษที่รุนแรงจะแสดงออกที่กล้ามเนื้อไม่มีแรง การประสานงานของกล้ามเนื้อไม่ดี สุดท้ายการไหลเวียนของเลือดไม่สม่ำเสมอและอาจถึงขั้นชัก และเสียชีวิตในที่สุด

บวบเหลี่ยมมีประโยชน์อย่างไร

บวบเหลี่ยมมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนเขตเอเชียใต้ โดยเชื่อกันว่าอยู่ในประเทศอินเดีย (เพราะมีการสำรวจพบพืชป่าที่มีลักษณะเดียวกันกับบวบเหลี่ยมในบริเวณ ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย) ต่อมาได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณใกล้เคียง เช่น ศรีลังกา บังคลาเทศ เนปาล และยังมีการแพร่กระจายพันธุ์มาจนถึง ภูมิภาค เอเชียอาคเนย์ ได้แก่ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาค ซึ่งถือว่าเป็นพืชชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมปลูกกันมาก

ประโยชน์และสรรพคุณบวบเหลี่ยม

คนไทยรู้จักบวบในฐานะเป็นผักอย่างหนึ่งมากที่สุด ซึ่งบวบเหลี่ยมนับเป็นผักที่รู้จักแพร่หลายหาซื้อได้ในตลาดทั่วประเทศไทยและมีตลอดปี ผลอ่อนของบวบเหลี่ยมใช้ประกอบอาหารได้หลายประเภท เช่น ใช้เป็นผักจิ้มกับเครื่องจิ้มต่าง ๆ (น้ำพริกปลาร้า ปลาเจ่า ฯลฯ) โดยจะนิยมต้มหรือนึ่งให้สุกเสียก่อน นอกจากนี้ยังใช้ทำแกงจืด แกงเลียง แกงอ่อม หรือ ผัด ก็ได้ ส่วนในภาคอีสานบางท้องถิ่นใช้ยอดอ่อนของบวบเหลี่ยมเป็นผักด้วย ซึ่งจะใช้ปรุงอาหารเช่นเดียวกับผลอ่อน แต่จะมีรสขมกว่าผลอ่อน

นอกจากใช้ผลอ่อนเป็นผักแล้ว เมื่อผลบวบแก่จนแห้งแล้วจะมีเส้นใยที่เหนียว โปร่ง ยืดหยุ่นได้ดี จึงมีการ นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้ถูตัว หรือนำมาขัดถูล้างถ้วยชามแทนฝอยขัดชนิดต่าง นอกจากนี้ยังนำมาใช้ตกแต่งเป็นดอกไม้ประดิษฐ์รูปแบบต่าง ๆ ได้อีกด้วย รวมทั้งใช้รองป้านชา และยัดในรองเท้า เพื่อรักษารูปทรงได้อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของบวบเหลี่ยมนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ผลอ่อนของบวมมีฤทธิ์เย็น ช่วยบำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ รักษาคางทูม ช่วยลดไข้ แก้บิด แก้ปวดท้อง ช่วยขับน้ำนม ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ดอกมีรสชุ่ม ขมเล็กน้อย และเย็นจัด ช่วยดับร้อน ในร่างกาย รักษาอาการไอเจ็บคอ แก้หอบ ใบ ใช้แก้บิด , ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ใช้รักษาสตรีที่ตกเลือด รักษาแผลเรื้อรัง กลากเกลื้อน แมลงสัตว์กัดต่อย เถาและราก ใช้แก้ปวดศีรษะ แก้จมูกอักเสบ แก้เจ็บคอ แก้บวมช้ำ ช่วยระบายท้อง แก้ร้อนใน แก้หวัด แก้ปวดท้อง แก้เหน็บชา มีฤทธิ์เป็นยาระบาย เนื้อในเมล็ดช่วยขับพยาธิตัวกลม แก้บิด แก้ร้อนใน ขับนิ่ว ช่วยขับเสมหะ ช่วยทำให้อาเจียน แก้อาการปวดเอวเรื้อรัง

สล็อต

ลักษณะทั่วไปบวบเหลี่ยม

บวบเหลี่ยมจัดเป็นพรรณไม้เถาเลื้อยหรือเป็นล้มลุกมีอายุเพียงปีเดียว ชอบเลื้อยพาดพันไปตามต้นไม้อื่นหรือทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน เถาหรือลำต้นเป็นเหลี่ยม ตามบริเวณข้อเถามีมือสำหรับใช้ยึดเกาะเป็นเส้นยาว บางทีแยกเป็นหลายแขนง โคนต้นจะมีขนาดใหญ่กว่าปลายยอด ใบดอกเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบทั่วคล้ายกับใบบวบหอม แต่จะมีรอยเว้าเข้าตื้นกว่า ลักษณะของใบเป็นรูป 5-7 เหลี่ยม ปลายใบแหลม โคนใบมนเว้า หลังใบและท้องใบเรียบ มองเห็นเส้นใบได้ชัดเจนทั้งสองด้าน เนื้อใบค่อนข้างหนา ก้านใบเป็นเหลี่ยม โดยยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร

ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว แยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกจะออกเป็นช่อๆ ตามซอกใบ กลีบดอกเป็นสีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ เป็นรูปไข่กลมบางและย่น โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ด้านนอกมีขนสั้นและอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ ดอกเพศผู้จะมีเกสรเพศผู้ประมาณ 2-3 ก้าน ส่วนดอกเพศเมียรังไข่จะเป็นรูปขอบขนาน ท่อรังไข่เป็นรูปทรงกระบอกภายในรังไข่มีช่อง 3 ช่อง และมีไข่อ่อนเป็นจำนวนมาก ผลเป็นรูปทรงกระบอก มีขนาดสั้นกว่าบวบหอม แต่ผลจะมีเหลี่ยมเป็นสันตามความยาวของผล โดยผลจะมีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เปลือกของผลหนา ปลายผลโตโคนผลเรียวเล็ก เนื้อในผลมีรสขม ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดเมื่อแห้งจะเป็นเมล็ด สีมีลักษณะสีดำแบนมันวาว ในหนึ่งผลจะมีเมล็ดเป็นจำนวนมาก

การขยายพันธุ์บวบเหลี่ยม

สล็อตออนไลน์

บวบเหลี่ยมสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดโดยมีขั้นตอนการขยายพันธุ์ดังนี้

การเตรียมแปลงสำหรับปลูกควรไถดินตากแดดประมาณ 7-10 วัน เพื่อทำลายวัชพืชและศัตรูพืชแล้วไถพรวนซ้ำอีกครั้ง แล้วจึงหว่านปูนขาว และใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกอัตรา 2,000 กิโลกรัม/ไร่ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่ เสร็จแล้วให้ยกแปลงสูง 4-5 นิ้ว กว้าง 120 ซม. เสร็จแล้วจึงทำการขุดหลุมปลูก โดยมีระยะห่างระหว่างต้น 75 ซม.และระหว่างแถว 100 ซม.สำหรับการปลูกมี 2 วิธี คือ

  1. การเพาะกล้า โดยการเตรียมเมล็ดพันธุ์ แช่น้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส 30 นาที แล้วจึงนำไปวางในอุณหภูมิห้องจนกว่าเมล็ดงอกและมีรากยาวประมาณ 0.5 ซม.จึงจะนำไปเพาะ จากนั้นให้เตรียมดินเพาะกล้า โดยมีอัตราส่วนดิน:ปุ๋ยคอก 2:1 แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันใส่ในถาดหลุมเพาะเมล็ด เพื่อเตรียมหยอดเมล็ดแล้วจึงนำเมล็ดที่เตรียมไว้หยอดลงในหลุมเพาะเมล็ด กลบดินประมาณ 1 ซม.แล้วนำถามเพาะกล้าไปไว้ในบริเวณที่ร่ม หรือมีวัสดุพรางแสง รดน้ำทันทีด้วยบัวฝอย เมื่อมีใบจริง 3-4 ใบ จึงนำย้ายปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ คลุมด้วยฟาง รดน้ำให้ชุ่มพร้อมทำค้างทันที
  2. การหยอดเมล็ด เมื่อเตรียมดินและหลุมปลูกตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 แล้ว ให้ทำการหยอดเมล็ด 3-4 เมล็ด ต่อหลุมกลบดิน คลุมด้วยฟาง รดน้ำให้ชุ่ม

สำหรับการทำค้างให้ใช้ไม้ไผ่ที่มีลำต้นตรง ความยาว 2-2.5 เมตร ปักตั้งฉากกับพื้นดิน ให้สูงเหนือผิวแปลง 2 เมตร หลุมละ 1 ค้างแล้วใช้ไม้อีกอันประกบส่วนปลายค้างให้ต่ำกว่าปลายค้าง 25 ซม.ให้ไม้ค้างที่ประกบขนานกับผิวแปลง แล้วใช้ไม้คำยันหัวท้ายข้างละ 2 อันไขว้ไม้ค้ำยันตรงบริเวณที่ไม้ประกบมัดติดกับปลายไม้ค้างส่วนบน ให้โคนไม้ค้ำยันห่างจากไม้ค้างที่ปักข้างละ 20 ซม. เพื่อใช้ยืดต้นพืชและกันการกระพือของลมแรง และรับน้ำหนักเถาบวมได้เต็มที่

ทั้งนี้การปักค้างควรทำทันทีที่หยอดเมล็ดดีกว่าปักเมื่อมีต้นพืชงอกขึ้นมาแล้ว เพราะไม้ค้างที่ปักในภายหลังอาจทำให้รากพืชขาดเสียหายได้ นอกจากนี้การปักค้างก่อนยังช่วยบอกตำแหน่งของหลุมที่ต้นพืชจะงอกขึ้นมาอีกด้วย

jumboslot

คุณค่าทางโภชนาการของผลบวบเหลี่ยม ต่อ 100 กรัม

พลังงาน 18 กิโลแคลอรี
น้ำ 95.4 กรัม
เถ้า 0.4 กรัม
โปรตีน 0.7 กรัม
ไขมัน 0.2 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 3.3 กรัม
ใยอาหาร 0.3 กรัม
เบตาแคโรทีน 30 ไมโครกรัม
วิตามินเอ 5 RE
วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.04 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.4 มิลลิกรัม
วิตามินซี 15 มิลลิกรัม
แคลเซียม 5 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 24 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.7 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้โพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง ด้วยการนำรากบวบเหลี่ยมนำมาต้มกับน้ำใช้ดื่ม หรือจะใช้ดอกสดตำร่วมกับฮั่วเถ่าเช่าสด ใช้เป็นยาพอกก็ได้หรืออาจจะใช้เถาบริเวณใกล้กับรากนำไปเผาให้เป็นถ่าน แล้วบดให้เป็นผงผสมกับเหล้ากิน

ใช้ระยายท้อง แก้เจ็บคอ แก้อาการบวมช้ำ โดยนำรากบวบตากแห้งต้มกับน้ำ ชงเป็นชาดื่ม

ใช้รักษาคางทูม โดยใช้ใยผล (รังบวบ) เผาเป็นถ่าน ผสมกับน้ำใช้ทาบริเวณที่ปวด

ใช้ขับเสมหะขับปัสสาวะให้นำใบบวบตากแห้ง 5 กรัม ชงกับน้ำร้อน 1 แก้วกาแฟ ดื่มก่อนอาหาร เช้า-เย็น

ใช้รักษาอาการไอ เจ็บคอ และหอบ ด้วยการใช้ดอกแห้งประมาณ 6-10 กรัมผสมต้มแล้วรินมาผสมกับน้ำผึ้งใช้จิบเป็นยา หรือจะใช้น้ำจากเถาสดผสมกับน้ำตาลทรายเล็กน้อยจิบกินพอประมาณก็ใช้เป็นยาแก้ไอ ได้เช่นกัน

ใช้รักษาหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โดยใช้เถาแห้งประมาณ ประมาณ 250 กรัม หั่นเป็นฝอยแล้วแช่กับน้ำจนพองตัว แล้วนำไปต้มแยกเอากากออก ใส่น้ำตาลพอประมาณ แล้วกินวันละ 2-3 ครั้งติดต่อกันประมาณ 10 วัน ใบแก้บิด ใช้ใบให้ใช้ประมาณ 500-600มิลลิกรัม นำมาต้มกับน้ำกิน

ใช้ขับพยาธิตัวกลม นำเมล็ดแก่มาเคี้ยวกินตอนท้องว่าง (เด็กให้กินครั้งละประมาณ 30 เม็ด หากเป็นผู้ใหญ่ให้ใช้ 40-50 เม็ด) ติดต่อกัน 2 วัน หรือจะนำมาเมล็ดแห้งบดให้ละเอียดใส่แคปซูลกินวันละครั้งก็ได้

ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ โดยใช้ดอกแห้งประมาณ 10กรัมนำไปต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ใบสด 1 กำมือนำมาต้มกับน้ำ ใส่น้ำพอท่วมแล้วต้มจนเดือดแล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม

แก้อาการบวมน้ำ ด้วยการใช้น้ำจากเถาผสมกับน้ำตาลทรายกิน หรือนำราก มาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะช่วยบำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ลดไข้โดยการนำผลอ่อนมาประกอบอาหารรับประทานหรือจะนำผลอ่อนใส่น้ำพอท่วมต้มให้เดือดใช้ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น ก็ได้

slot

แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้พิษคัน รักษาบาดแผลเรื้อรัง แผลจากแมลงสัตว์กัดต่อย ผิวหนังเป็นผดผื่นคัน รักษากลากเกลื้อน ด้วยการใช้ใบนำมาต้มเอาแต่น้ำใช้ชะล้าง หรือใช้ใบสดตำพอก หรือใช้ใบแห้งบดให้เป็นผงละเอียดผสมเป็นยาทาก็ได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ปกป้องตับจากสารพิษ มีการศึกษาวิจัยสารสกัดน้ำผสมแอลกอฮอล์ ที่แสดงฤทธิ์ปกป้องตับจากสารพิษ (carbon tetrachloride และ rifampicin) ในหนูทดลอง โดยมีกลไกหลายชนิด เช่น เพิ่มประสิทธิการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างขึ้นได้ ทั้งที่เป็นเอนโซม์ (catalase และ superoxide dismutase) และกลูต้าไธโอน (glutathione) ทำให้ลักษณะของเซลล์ตับดีขึ้นและลดปฏิกิริยาการเกิดออกซเดชั่นของไขมัน ทำให้ระดับเอนไซมืที่บ่งถึงการอักเสบของตับ (AST , ALT , ALP และ LDH) ในเลือดสัตว์ทดลองลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ทดลองกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้กินสารสกัด

ฤทธิ์รักษาภูมิแพ้ผิวหนัง จากการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุผลการทดลองว่า หลังจากทาสารสกัดจากบวบในบริเวณที่มีอาการเป็นเวลา 4 สัปดาห์ จะช่วยลดการอักเสบและยับยั้งการเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้

ฤทธิ์แก้อักเสบในโรคไซนัสอักเสบ มีการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งระบุผลการศึกษาทดลองว่า การใช้ยาพ่นจมูกที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากบวบมีประสิทธิภาพในการรักษาไซนัสอักเสบได้ดี เมื่อเทียบกับการรักษาโดยใช้สารละลายน้ำเกลือ

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาทางพิษวิทยาของบวบเหลี่ยมระบุว่า เมล็ดมีผลทำให้หนูแท้ง และสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากเมล็ดบวบเหลี่ยมในขนาด 1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม มีผลทำให้สุนัขที่กินเข้าไปตาย โดยก่อนตายจะมีอาการน้ำลายฟูมปากอาเจียน และยังพบว่ามีเลือดออกในลำไส้

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน เมล็ดแก่ของบวบเหลี่ยมเพราะมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าทำให้หนูทดลองแท้ง
เมล็ดแก่ของบวบเหลี่ยมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย และทำให้ท้องเสียอย่างรุนแรงได้ หากรับประทานเข้าไปมาก เพราะมีสาร Elaterin และอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย
ในการใช้บวบเหลี่ยมเป็นอาหารไม่มีอันตรายแต่อย่างใด แต่หากใช้เป็นสมุนไพรนั้น ควรระมัดระวังในการใช้ โดยควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมไม่ใช้มากเกินไป และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องการรับประทานยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้บวบเหลี่ยมเป็นสุมนไพรในการรักษาโรคเสมอ

สรรพคุณของลำดวน

ลำดวนเป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นใน ไทย , ลาว ,พม่า , กัมพูชา แล้วได้มีการกระจายพันธุ์ไปยังพื้นที่บริเวณคาบสมุทรที่อยู่ใกล้เคียง เช่น ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น ปัจจุบันสามารถพบได้ในประเทศที่กล่าวมานี้

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทย ถือว่าเป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศ และสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งในธรรมชาติสามารถพบได้ตามป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ โดยเฉพาะภาคอีสาน (ในจังหวัดศรีสะเกษพบได้มากที่สุดและยังเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดอีกด้วย) นอกจากนี้ยังนิยมนำมาปลูกในบริเวณบ้านเรือนเพื่อให้ความสวยงามและความหอม เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณลำดวน

คนไทยในสมัยก่อนนิยมนำดอกลำดวนมาใช้บูชาพระและใช้ปักแซมผมเพราะมีความสวยงามและยังให้ความหอม ส่วนผลสุกของลำดวนยังสามารถนำมากินเล่นได้ซึ่งจะมีรสหวานอมเปรี้ยว เนื้อไม้ของต้นลำดวนมีความแข็งสามารถนำมาทำเป็น เครื่องมือเครื่องใช้ในบ้านเรือนได้ นอกจากนี้ดอกลำดวนยังถูกนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางค์และอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยานั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณของลำดวนไว้ว่าดอกลำดวนแห้งมีกลิ่นหอมเย็นใช้เป็นยาชูกำลัง แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ ทำให้หัวใจชุ่มชื่น บำรุงโลหิต แก้ลมวิงเวียน แก้ไอ แก้ไข้ แก้กระหายน้ำ ใช้ผสมยาหอม แก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ และลำดวนยังถูกจัดให้ อยู่ในพิกัดเกสรทั้ง 9 (พิกัดเนาวเกสร)ที่ประกอบไปด้วย เกสรดอกบัวหลวง ดอกพิกุล ดอกมะลิ ดอกบุนนาค ดอกลำเจียก ดอกจำปา ดอกสารภี ดอกกระดังงา และดอกลำดวน ซึ่งมีสรรพคุณ แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ลม บำรุงหัวใจ ชูกำลัง แก้อ่อนเพลีย แก้พิษโลหิต ส่วนตำรายาพื้นบ้านภาคอีสานระบุถึงการใช้ดอกลำดวนว่าเนื้อไม้และดอกแห้ง ใช้ต้มน้ำดื่ม จะช่วยบำรุงหัวใจ แก้ลม วิงเวียน บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง แก้ไข้

สล็อต

ลักษณะทั่วไปลำดวน

ลำดวนจัดเป็นไม้ยืนต้นประเภทพุ่มขนาดย่อมสูงได้ประมาณ 5-15 เมตร ลำต้นตรง ผิวเปลือกเมื่อต้นยังอ่อนเรียบ แต่เมื่อต้นแก่จะแตกขรุขระเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลอมดำ กิ่งอ่อนสีเขียวเป็นรูปกรวยค่อนข้างทึบ ใบออกเป็นใบเดี่ยวแบบเรียงสลับ ลักษณะใบเป็นรูปยาวรี หรือรูปของขนาน กว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร ใบแก่มีสีเขียวเข้มเป็นมันท้องใบสีอ่อนกว่า ส่วนในอ่อนหรือยอดจะเป็นสีแดงอมม่วง โดนใบและปลายใบจะเรียงแหลม ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นดอกเดียวมีลักษณะคล้ายดอกนมแมว โดยจะออกตามซอกใบ และบริเวณปลายกิ่ง กลีบดอกมี 6 กลีบ สีเหลืองนวล กลีบมีลักษณะหนา เป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ ชั้นนอกมีขนาดใหญ่กว่าชั้นใน และแผ่แยกมากกว่ากลีบชั้นใน ส่วนกลีบชั้นในส่วนกลีบชั้นในอยู่ติดกัน และปลายหุ้มเข้าหากัน มีเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่กลางดอก โดยดอกมีกลิ่นหอม และความหอมจะมีมากตั้งแต่ช่วงค่ำไปจนถึงตอนเช้า ผลออกเป็นผลกลุ่มมีผลย่อยประมาณ 15-20 ผล ผลอ่อนมีสีเขียวผิวเรียบ เมื่อสุกจะมีสีแดงอมดำ หรือน้ำเงินอมดำ โดยที่ผลสุกสามารถกินได้และจะมีรสหวานอมเปรี้ยว ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม ขนาด 5-10 มิลลิเมตร และภายในจะมี 1 ผล เมล็ด 1-2 เมล็ด

การขยายพันธุ์ลำดวน

ลำดวนสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง ส่วนวิธีการนั้นสามารถทำได้ เช่นเดียวกันกับการ เพาะเมล็ดและตอนกิ่งพืชยืนต้นประเภทอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น ต้นนมแมว กระดังงา บุนนาค ฯลฯ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ลำดวนเป็นพืชที่ของแสงแดด โดยจัดเป็นไม้กลางแจ้งขึ้นได้ในดินทุกประเภท แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย และเป็นพรรณไม้ที่ชอบความชื้น

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและวิธีการใช้

ใช้แก้ไข้ แก้ไอ แก้กระหายน้ำ แก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง โดยใช้ดอกแห้ง ชงเป็นชาดื่ม หรือนำไปต้มกับน้ำดื่มก็ได้ หรือจะนำดอกแห้งบดให้เป็นผงน้ำไปผสมกับยาผสมกับยาหอมรับประทานก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ลำดวนยังเป็นส่วนผสมในพิกัดเกสรทั้ง 9 ที่สามารถนำไปใช้ผสมในตำรับตำรายาต่างๆ ตามที่ได้ระบุในตำรับนั้นๆอีกด้วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

สำหรับข้อมูลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของลำดวนนั้นส่วนมากเป็นการศึกษาวิจัยในต่างประเทศ และมีน้อยมาก แต่มีอยู่ชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ มีรายงานการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของลำดวนของลำดวนระบุว่า มีฤทธิ์ต่างๆ ดังนี้ ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยสาร oxidized heptanes จากดอกลำดวนสามารถยับยั้ง เซลล์มะเร็งเต้านม เซลล์มะเร็งปอด เซลล์มะเร็งตับ เซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร และเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ นอกจากยังมีการศึกษาวิจัยพบว่าลำดวนยังมี ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้สำรวจมาเป็นสมุนไพรนั้นถึงแม้ว่ายังไม่มีข้อมูลที่ระบุว่ามีความเป็นพิษแต่ต้องควรระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยต้องใช้ในประมาณที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ รวมถึงต้องใช้แต่พอดีไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ นอกจากนี้เด็กสตรีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ลำดวนมาเป็นยาสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

jumboslot

นลำดวน เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเป็นมงคลประจำจังหวัดศรีษะเกษ และดอกลำดวนยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุ เพราะมีเรื่องเล่าว่า สมเด็จย่าได้เสด็จไปเยี่ยมชาวจังหวัดศรีษะเกษ ทรงทอดพระเนตรเห็นดงต้นลําดวนที่ออกดอกงดงามและมีกลิ่นหอม และทรงพอพระทัย หลังจากนั้นดอกลำดวนจึงกลายเป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุ ทำนองเดียวกับดอกมะลิที่เป็นสัญลักษณ์ของแม่นั่นเอง นอกจากนี้ดอกลําดวนยังเป็นดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษอีกด้วย

ลักษณะของลำดวน
ต้นลำดวน หรือ ต้นหอมนวล มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 10-15 เมตร ลำต้นตรง แตกกิ่งใบจำนวนมาก เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหรือเป็นพุ่มเป็นรูปกรวยคว่ำ เปลือกต้นเรียบเป็นสีเทา เมื่อลำต้นแก่เปลือกต้นจะเป็นสีน้ำตาลอมดำ มีรอยแตกตามแนวยาวของลำต้น ส่วนกิ่งอ่อนเป็นสีเขียวสด ยอดอ่อนและใบอ่อนเป็นสีแดง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ชอบความชื้นสูง และแสงแดดแบบเต็มวันถึงครึ่งวัน ชอบขึ้นในที่โล่งและมีแสงแดด พบได้ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออก และภาคกลาง และพบได้มากในจังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากต้นลำดวนเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดศรีษะเกษ

ใบลำดวน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบแหลมหรือสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ผิวใบด้านบนเป็นมัน ส่วนด้านล่างมีสีอ่อนกว่า เส้นกลางใบเป็นสีออกเหลืองนูนเด่นทั้งสองด้าน ส่วนก้านใบยาวประมาณ 0.5-0.7 เซนติเมตร

ดอกลำดวน หรือ ดอกหอมนวล ออกดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อแบบกระจุกประมาณ 2-3 ดอก โดยจะออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกเป็นสีเหลืองนวล มีกลิ่นหอม ลักษณะเป็นรูปไข่ป้อมถึงรูปเกือบกลม ปลายกลีบแหลม โคนกลีบกว้าง ดอกมีกลีบ 6 กลีบ กลีบดอกหนาแข็ง สีเขียวปนเปลือง และมีขน แยกเป็น 2 วง ชั้นนอกมี 3 กลีบ กลีบแผ่แบน

slot

ลักษณะของกลีบเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่กว่ากลีบดอกวงใน ปลายกลีบแหลม โคนกลีบกว้าง โดยมีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.2 เซนติเมตร ส่วนกลีบดอกชั้นในงุ้มเข้าหากันลักษณะเป็นรูปโดม มีขนาดเล็กกว่า แต่จะหนาและโค้งกว่ากลีบชั้นนอก โดยจะมีจะขนาดกว้างประมาณ 0.6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.9 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ขนาดเล็ก เกสรเพศผู้และรังไข่มีจำนวนมากอยู่บนฐานสั้น ๆ รังไข่ ไม่มีขน ส่วนกลีบเลี้ยงมีขนาดเล็ก มีด้วยกัน 3 กลีบ

ลักษณะของกลีบเลี้ยงเป็นรูปเกือบกลม ปลายกลีบมน เกลี้ยงหรือมีขนประปราย ส่วนก้านดอกยาวได้ประมาณ 2.5 เซนติเมตร โดยจะออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม และแต่ละต้นจะมีช่วงที่ดอกบานอยู่ประมาณ 15 วัน

ผลลำดวน ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อ ออกผลเป็นกลุ่ม มีผลย่อยประมาณ 15-27 ผล ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมรี รูปไข่ หรือรูปกลม ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลมีขนาดกว้างประมาณ 0.5 นิ้ว และยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง และผลสุกมีสีน้ำเงินดำ มีคราบขาว ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 1-2 เมล็ด ใช้รับประทานได้ โดยจะมีรสหวานอมเปรี้ยว ส่วนก้านผลยาวประมาณ 1 เซนติเมตร โดยจะติดผลในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม

« Older posts