cathedraledetunis

Day: May 25, 2021

น้ำเต้ามีประโยชน์อย่างไร

สำหรับถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของน้ำเต้านั้นมีการสันนิษฐานกันอยู่ 2 แนวทาง แนวทางแรก คือ เชื่อกันว่าน้ำเต้ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ที่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา แล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์ โดยมนุษย์นำไปปลูกยังพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

เครดิตฟรี

ส่วนอีกแนวทางหนึ่งเชื่อกันว่าน้ำเต้ามีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย และยังเป็นพืชชนิดแรกๆ ที่มนุษย์นำมาปลูก เพราะมีการขุดพบกระดูกของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยพบเศษของเปลือกน้ำเต้าอยู่ในหลุมศพที่ค้นพบด้วย สำหรับในประเทศไทยในปัจจุบันสามารถพบเห็นน้ำเต้าได้ทุกภาคของประเทศ และมีหลายสายพันธุ์ เช่น น้ำเต้าผลกลม น้ำเต้าเซียน น้ำเต้าขม น้ำเต้างาช้าง เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณน้ำเต้า

น้ำเต้าเป็นพืชที่พบได้เกือบทั่วโลกดังนั้นจึงมีการนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย แต่ที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์ คือการนำมาประกอบอาหาร โดยเฉพาะคนไทยถือว่าน้ำเต้าเป็นผักชนิดหนึ่ง โดยผลน้ำเต้าที่จะนำมาประกอบอาหารคือผลอ่อน ที่สามารถกินได้ทั้งเปลือก เนื้อ และเมล็ด ซึ่งอาหารที่นิยมใช้น้ำเต้าปรุงเป็นผักก็คือ แกงเลียง แกงแค แกงส้ม แกงเผ็ด น้ำเต้าผักไข่ใส่หมูหรือ ผักน้ำมัน ต้มเป็นผักจิ้มน้ำพริกต่างๆก็ได้ ส่วนในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกานำเนื้อผลอ่อนของน้ำเต้า ชุบแป้งทอด ผัดในกระทะ ใส่ในแกงจืด หรือ ต้มสตู หรือ ชาวอินเดียใช่เนื้อผลอ่อนของน้ำเต้าทำอาหารทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน ส่วนคนพื้นเมืองในแอฟริกาใช้ใบน้ำเต้าใส่ในซุปข้าวโพด หรือดองสดไว้กิน

นอกจากนี้ยังมีการนำน้ำเต้ามาใช้ประโยชน์ต่างๆ อีกเช่น ผลน้ำเต้าแก่ (น้ำเต้าแห้ง) ขูดเนื้อในและเมล็ดออกให้หมด ใช้บรรจุน้ำดื่ม หรือของเหลวอื่นๆ และยังมีการนำมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆอีกได้แก่ ใช้เป็นทุ่นในการจับปลา ใช้เป็นขวดบรรจุสิ่งของหรือเมล็ดพันธุ์พืช ใช้เป็นช้อน ทัพพี ขันน้ำ รวมใช้เป็นเครื่องประดับบ้านเรือนเพื่อความสวยงาม

สำหรับสรรพคุณทางยาน้ำเต้านั้น ตามตำราไทยระบุไว้ว่า รากน้ำเต้ามีรสขมใช้เป็นยาแก้ดีแห้ง ขับน้ำดีให้ตกในลำไส้ ช่วยเจริญอาหาร ใบสด แก้โรคผิวหนัง แก้เริม งูสวัด แผลพุพอง แก้ฟกช้ำบวม ใบแห้งใช้ปรุงเป็นยาเจียวตับพิษไข้ ตัวร้อน แก้ร้อนใน กระหายน้ำ พิษอักเสบ เนื้อหุ้มเมล็ด ใช้ทำให้อาเจียน เป็นยาระบาย เมล็ดใช้ถ่ายพยาธิ แก้บวมน้ำ แก้ปวดศีรษะ เนื้อผล ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้ไอ ใช้เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำนม

สล็อต

ลักษณะทั่วไปน้ำเต้า

ต้นน้ำเต้า มีถิ่นกำเนิดทางทวีปแอฟริกาตอนใต้ โดยจัดเป็นไม้เถาล้มลุกอายุปีเดียวหรืออาจข้ามปี เลื้อยตามพื้นดินหรือไต่พันกับต้นไม้อื่น ลำต้นแข็งแรง ลำต้นมีมือสำหรับใช้ยึดเกาะต้นไม้อื่น ๆ ตามเถามีขนยาวสีขาว ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ชอบดินร่วนระบายน้ำได้ดี สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย น้ำเต้านั้นมีอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น น้ำเต้าที่ลักษณะเป็นน้ำเต้าทรงเซียน ชนิดนี้นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ เราจะเรียกว่า “น้ำเต้าพื้นบ้าน” หรืออีกชนิดมีลักษณะของผลคล้ายกับน้ำเต้าพื้นบ้าน แต่เนื้อ ต้น และใบมีรสขม ก็จะเรียกว่า “น้ำเต้าขม” (ชนิดนี้หาได้ยากและนำมาใช้ทำเป็นยาเท่านั้น) แต่ถ้าผลมีลักษณะกลมเกลี้ยงไม่มีคอขวดจะเรียกว่า “น้ำเต้า” หรือหากผลกลมยาวเหมือนงาช้างจะเรียกว่า “น้ำเต้างาช้าง” เป็นต้น

ใบน้ำเต้า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปห้าเหลี่ยม ขอบใบหยักเว้าเป็นแฉก 5-7 แฉก โคนใบเว้าเข้าถึงเส้นกลางใบ เส้นใบด้านล่างนูนเด่นชัด ใบมีขนตลอดทั้งใบและก้านใบ ก้านใบยาวประมาณ 5-30 เซนติเมตร มีต่อมเทียม 2 ต่อม ซึ่งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างก้านใบกับแผ่นใบ

ดอกน้ำเต้า ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียจะอยู่บนต้นเดียวกัน กลีบดอกเป็นสีขาว โดยดอกเพศผู้ (รูปที่ 2) ก้านดอกจะยาวประมาณ 5-25 เซนติเมตร มีกลีบรองดอกเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ส่วนกลีบดอกเป็นสีขาวมี 5 กลีบไม่ติดกัน ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ มีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตรและยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร กลีบดอกมีขน มีลักษณะบางและย่น มีเกสร 3 ก้าน ก้านเกสรไม่ติดกัน อับเรณูเป็นสีขาวอยู่ชิดกัน ส่วนดอกเพศเมีย (รูปที่ 3) มีลักษณะทั่วไปคล้ายกับดอกเพศผู้ แต่ต่างกันที่จะมีผลเล็ก ๆ ติดอยู่ที่โคนดอก โดยก้านดอกจะสั้นและแข็งแรง ยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร และก้านจะยาวขึ้นเมื่อรังไข่เจริญเติบโตไปเป็นผล ดอกไม่มีเกสรเพศผู้เทียม มีรังไข่ยาวประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร มีขนสีขาว ท่อรังไข่สั้น ปลายแยกเป็นแฉกหนา ๆ 3 แฉก

สล็อตออนไลน์

ผลน้ำเต้า หรือ ลูกน้ำเต้า ผลน้ำเต้ามีรูปร่างและขนาดที่แตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์ เช่น ทรงกลม ทรงกลมซ้อน ทรงกลมหัวจุก ทรงยาว ทรงแบน เป็นรูปกระบอง หรือเป็นรูปขวด มีความยาวตั้งแต่ 10-100 เซนติเมตร แต่โดยทั่วไปแล้วผลจะมีลักษณะกลมโต มีขนาดประมาณ 15-20 เซนติเมตร คอดกิ่วบริเวณยอด โคนขั้วคอดคดงอหรือขดเป็นวงผิวผลเกลี้ยง เรียบ และเนียน เปลือกผลแข็งและทนทาน ผลอ่อนเป็นสีเขียว ก้านผลยาว ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก วางตัวแนวรัศมี เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปทรงแบนป้านคล้ายเล็บมือ ส่วนปลายมีติ่งยื่น 2 ข้าง เป็นสีขาวหรือสีน้ำตาลอ่อน และมีแถบสีน้ำตาลเข้มพาดตามยาวของเมล็ด

น้ำเต้าเป็นพืชในตระกูลแตง จัดเป็นไม้เถาโดยเถามีลักษณะเป็นรูปห้าเหลี่ยมเป็นสัน มีขนอ่อนปกคลุมอยู่ตลอดเถา มีมือเกาะตามเถาโดยจะออกบริเวณโคนของก้านใบทั้ง 2 ทาง ใบออกเป็นใบเดี่ยวบริเวณข้อของเถา โคนใบเว้าคล้ายรูปหัวใจ ใบมีลักษณะเป็นเหลี่ยมๆ มี 5 เหลี่ยม และมีขนอ่อนสีขาวขึ้นปกคลุมเช่นเดียวกันกับเถา ใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างสีเขียวอ่อน ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบ โดยดอกมีสีขาว และมี 2 เพศ แยกกันอยู่ต่างดอก ดอกตัวผู้คล้ายกับถ้วย ส่วนดอกตัวเมียจะมีรังไข่ติดที่โคนดอก ส่วนลักษณะดอกมีลักษณะดอกมีลักษณะเหมือนกันทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย คือ กลีบดอกบางและย่น เป็นรูปไข่กลีบกว้าง และยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร บนกลีบดอกทุกกลีบจะมีขนอ่อนๆขึ้นปกคลุม มีเกสรอยู่ตรงกลาง 3 ก้าน ผลออกเป็นผลเดี่ยว โดยจะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ เช่น ทรงกลมก้นแป้น ทรงกลมคอคอด ทรงยาวรี่ และมีขนาดเล็กจนถึงใหญ่แตกต่างกันไปอีกด้วย แต่ส่วนใหญ่จะมีผิวเกลี้ยงเรียบมีเนื้อในมากเป็นสีเขียว แต่หากผลเริ่มแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีจางลงจนเป็นสีขาวครีม และเปลือกผลจะแข็งไม่มีเนื้อ เมล็ดมีลักษณะแบนเมื่ออ่อนจะมีสีขาว แต่เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลอ่อน โดยใน 1 ผล มีมากกว่า 20 เมล็ด

jumboslot

การขยายพันธุ์น้ำเต้า

น้ำเต้าสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด โดยมีวิธีการปลูกเช่นเดียวกับการปลูกฟักทอง หรือแตงกวา และควรทำค้างให้เถาเลี้ยงเกาะพันขึ้นด้วย ทั้งนี้น้ำเต้าเป็นพืชที่ชอบดินร่วน ที่สามารถระบายน้ำได้ดี และเป็นพืชที่สามารถทนภูมิอากาศที่แห้งแล้งได้ดีรวมถึงยังไม่ค่อยมีโรคหรือศัตรูพืชมากอีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการของใบน้ำเต้าอ่อน(100 กรัม)

พลังงาน 27 แคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 4.1 กรัม
โปรตีน 5.1 กรัม
ใยอาหาร 1.5 กรัม
วิตามินเอ 15,400 หน่วยสากล
วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.06 มิลลิกรัม
วิตามินซี 95 มิลลิกรัม
แคลเซียม 56 มิลลิกรัม
เหล็ก 11.5 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 140 มิลลิกรัม
คุณค่าทางโภชนาการของผลน้ำเต้าอ่อน (100 กรัม)

พลังงาน 10 แคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 2.2 กรัม
โปรตีน 0.3 กรัม
ใยอาหาร 1.7 กรัม
วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.04 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.1 มิลลิกรัม
วิตามินซี 0.35มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 6มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.1 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 1 มิลลิกรัม
โครงสร้างน้ำเต้า

slot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้น้ำเต้า

ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ขับปัสสาวะ ขับน้ำนม ช่วยให้ระบาย โดยการนำเนื้อผลอ่อนไปประกอบอาหารรับประทานหรือนำไปต้มรับประทานก็ได้ ช่วยบำรุงน้ำดี ช่วยเจริญอาหาร โดยการนำรากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม แก้บวมน้ำโดยการนำเมล็ดหรือจากมาต้มกับน้ำดื่ม แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน รักษาอาการพุพอง แก้อาการฟกช้ำบวม แก้เริมแก้งูสวัด โดยการนำใบสดมาโขลกผสมกับเหล้าขาวหรือโขลกเฉพาะใบสดแล้วคั้นเอาแต่น้ำแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด มีงานการวิจัยที่ประเทศอินเดีย พบว่าสารสกัดผลน้ำเต้าด้วยคลอโรฟอร์มและแอลกอฮอล์ในปริมาณ 200 และ 400 มก./กก. มีผลยับยั้งการเพิ่มปริมาณคอเลสเทอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และไขมันชนิดไม่ดี (LDL) แต่เพิ่มปริมาณไขมันชนิดดี (HDL)

ฤทธิ์ต้านมะเร็ง สารในกลุ่ม triterpenoids จากน้ำเต้า (Lagenaria siceraria ) ได้แก่สาร D:C-friedooleane-type triterpenes แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ human hepatoma SK-Hep 1 โดยมีสาร etoposide เป็น positive control ซึ่งมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ 50% (IC50) เท่ากับ 2.2 มคก./มล. และหลังจากนำสารในกลุ่ม triterpenoids ดังกล่าวมาแยกหาสารสำคัญพบว่า สาร 3 beta-O-(E)-coumaroyl-D:C-friedooleana-7,9(11)-dien-29-oic acid และสาร 20-epibryonolic acid แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ human hepatoma SK-Hep 1 อย่างชัดเจน โดยมีค่า IC50 4.8 และ 2.1 มคก./มล. ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยทางเภสัชวิทยาอีกหลายฉบับ เช่น จากการวิจัยในหนูทดลอง พบว่าสารสกัดจากผลน้ำเต้ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่ส่งผลให้แสดงฤทธิ์อื่นๆ ที่น่าสดใจ เช่น ฤทธิ์ลดน้ำตาลและไขมันในเลือดและไขมันในเลือด ปรับระดับภูมิคุ้มกันให้เหมาะสม ปกป้องตับจากสารพิษและบำรุงหัวใจ และยังพบว่าน้ำคั้นผลน้ำเต้าระดับไขมันในเลือดสูง ทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและในเนื้อเยื่อหัวใจที่กระตุ้นด้วยสารพิษต่อหัวใจ (isoproterenol) นอกจากนั้นยังช่วยบำรุงไตและตับ และลดความดันโลหิตที่กระตุ้นด้วยเดกซาเมทาโซน มีฤทธิ์ปกป้องหัวใจจากสารพิษ (doxorudicin) และยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และปรับระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการทดสอบความเป็นพิษของน้ำเต้าโดยการป้อนและฉีดสารสกัดใบน้ำเต้าด้วยเอทานอลให้แก่หนูถีบจักรในขนาด 10 กรัม/1 กิโลกรัม (น้ำหนักตัว) ไม่พบอาการที่เป็นพิษแต่อย่างใด (ซึ่งคิดเป็นขนาดที่รักษาในคน 1,111 เท่า)

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

น้ำเต้าที่แก่จนสุกแล้ว ไม่ควรรับประทานเพราะมีรสขมและอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเดินได้
มีรายงานการศึกษาวิจัยพบว่าน้ำเต้าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ดังนั้นผู้ที่รับประทานยารักษาเบาหวาน จึงควรระมัดระวังในการรับประทานน้ำเต้าเพราะอาจเสริมฤทธิ์กันได้
ควรระมัดระวังในการใช้น้ำเต้าเพื่อเป็นยาสมุนไพร โดยไม่ควรใช้เกินปริมาณที่กำหนดในตำรับตำรายาต่างๆ รวมถึงไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้น้ำเต้ารักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

แฝกหอมคืออะไร

แฝกหอมเป็นพันธุ์พืชที่มีการสันนิษฐานถึง ต้นกำเนิดดั้งเดิมว่าอยู่ในประเทศอินเดีย เพราะเป็นหญ้าที่ชาวพื้นบ้านของประเทศอินเดียรู้จักกันมานานหลายร้อยปีมาแล้ว โดยคำว่า Vetiver นั้น รากศัพท์เป็นคำที่แผลงมาจาก คำว่า Vetivern ซึ่งเป็นภาษาทมิล (ชาวทมิลเป็นชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ในตอนเหนือของประเทศอินเดีย) แปลว่ารากหอม ส่วนคำว่า zizanioides ในภาษาทมิลมีความหมายถึง ริมแม่น้ำ หรือริมตลิ่ง ซึ่งน่าจะหมายความว่าพืชนี้เดิมพบมากบริเวณริมแม่น้ำในประเทศอินเดีย

เครดิตฟรี

หลังจากนั้นแฝกหอมจึงมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติออกไปอย่างกว้างขวาง ในปัจจุบันพบมากในภูมิภาคเอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งที่ขึ้นตามธรรมชาติหรือที่มีการนำมาเพาะปลูก ทั้งนี้แฝกหอมจะขึ้นได้ดีในสภาพในดินต่างๆ จากความสูงที่ระดับน้ำทะเล จนถึงระดับประมาณ 800 เมตร

ประโยชน์และสรรพคุณแฝกหอม

มีการนำแฝกหอมมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆอย่างมากมายโดยที่เราได้รู้จักและคุ้นเคยกันดีก็คงเป็นการปลูกไว้เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน จากการถูกน้ำกัดเซาะ นอกจากนี้ยังมีการนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆ อีกเช่น ใบใช้เย็บเป็นตับเพื่อใช้มุงกันแดดหรือทำเป็นผ้าใบกันแดด ก้านช่อดอกสามารถใช้ทำไม้กวาดและใช้ทอเสื่อ

ส่วนขอรากที่มีความหอมยังสามารถนำมาใช้ทำบุหงา หรือนำไปแขวนในตู้เสื้อผ้าเพื่อให้กลิ่นหอม และไล่แมลงกินผ้า หรือจะนำไปสกัดเป็นน้ำมันหอม และระเหยก็ได้ โดยในปัจจุบันมีการนำน้ำมันหอมระเหยของรากแฝกหอมไปแต่งกลิ่นของผลิตภัณฑ์ เสริมความงาม และเครื่องสำอางต่างๆ อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยานั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ราก มีกลิ่นหอมมีสรรพคุณทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ ช่วยกล่อมประสาท ใช้ปรุงเป็นยาขับลมในลำไส้ บำรุงโลหิตบำรุงหัวใจ แก้ท้องเดิน แก้ปวดท้อง ท้องอืด จุกเสียด ขับปัสสาวะ แก้ไข้พิษ แก้ไข้ แก้ไข้อันเกิดแต่ซาง และโลหิต แก้ไข้อภิญญาณ แก้ไข้คุดทะราด แก้โรคประสาท แก้ร้อน

หัวใช้ขับปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ แก้ไข้หวัด แก้ท้องเดิน แก้ร้อน แก้ปวดเมื่อย น้ำมันหอมระเหย ทำให้นอนหลับ ทำให้สงบ ทำให้ผิวหนังร้อนแดง ทั้งนี้ในบัญชียาสมุนไพรตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยายังระบุให้มีการใช้รากแฝกหอมเป็นส่วนประกอบในตำรับ ”ยาหอมเทพจิตร” ที่มีสรรพคุณในการแก้ลมกองละเอียด ได้แก่ อาการหน้ามืด ตาลาย สวิงสวาย ใจสั่น ตำรับ “ยาหอมนวโกฐ”

สล็อต

สรรพคุณแก้ลมวิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน ในผู้สูงอายุ แก้ลมปลายไข้ ตำรับ “ยาประสะกานพลู” ที่มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ “ตำรับยาเขียวหอม” บรรเทาอาการไข้ ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด พิษสุกใส และตำรับ “ยามโหสถธิจันทน์” อีกด้วย

สำหรับในต่างประเทศก็มีการใช้แฝกหอมเป็นสมุนไพรเช่นเดียวกันเช่นใน ตำรับยาอายุรเวทของอินเดีย ใช้ยาชงรากแฝกหอม ลดไข้ แก้ปวดศีรษะ แก้กระหาย ขับเหงื่อ ขับระดู เป็นยาธาตุ ศรีลังกา ใช้น้ำมันจากรากแฝกหอมที่ช่วยให้ระงับสงบ ฟิลิปปินส์ น้ำต้มรากใช้เป็นยาละลายนิ่วในกระเพาะปัสสาวะเป็นต้น

ลักษณะทั่วไปแฝกหอม

แฝกหอมจัดเป็นพืชตระกูลหญ้า ที่เจริญเติบโตเป็นกอขนาดใหญ่ โดนกอเบียดแน่น เหง้าเป็นกระจุก แน่น มีกลิ่นหอม รากฝอยสามารถหยั่งลึกลงไปในดินได้ถึง 4 เมตร ลำต้นตั้งตรง สูง 1-1.5 เมตร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-8 มิลลิเมตร ผิวเกลี้ยงใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แตกจากโคนกอ แผ่นใบแคบยาว ขอบใบขนาน เนื้อของแผ่นใบกร้าน สากใบมีความยาว 45-100 เซนติเมตร กว้าง 0.6-1.2 เซนติเมตร หลังใบโค้งปลายแบนสีเขียวเข้ม มีไขเคลือบมากทำให้ดูมัน ท้องใบออกขาวซีดกว่าด้านหลังใบ ดอกออกเป็นช่อตั้ง ซึ่งจะออกที่ปลายยอด ที่มีกานช่อดอกโผล่ยื่นออกจากลางลำต้น มีลักษณะเป็นรวง ก้านช่อดอก และรวงสูงได้ประมาณ 90-150 ซม. และแตกเป็นช่อดอกย่อย โดยช่อดอกย่อยของหญ้าแฝกหอมส่วนใหญ่มีสีม่วงแต่ก็อาจจะมีสีเขียวปนอยู่บางดอก เมล็ดแฝกหอมเป็นเมล็ดแบบแห้งรูปกระสรวย ผิวเรียบ หัวท้ายมน ขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 มม. ยาว 2-3 มม. เปลือกบาง

การขยายพันธุ์แฝกหอม

แฝกหอมสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการแยกหน่อ (ซึ่งในธรรมชาติแฝกหอมก็จะมีการแตกหน่อเพื่อทดแทนต้นที่แก่อยู่เสมอ) โดยมีวิธีการดังนี้ เริ่มจากขุดกอแฝกหอมออกมาตัดรากออก ให้มีความยาว 5 เซนติเมตร ตัดใบให้มีความยาว 20 เซนติเมตร จากนั้นแยกหน่อออกจากกัน นำมาแช่น้ำจนกว่ารากใหม่จะแตกออกมาแล้วจึงนำลงปลูกในแปลงที่มีขนาดความกว้าง 1 เมตร โดยให้มีระยะห่างระหว่างต้น และระหว่างแถว 50×50 เซนติเมตร และความรดน้ำให้สม่ำเสมอในช่วงแรก หลังปลูก 1 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จากนั้นอีก 3-4 เดือนจึงสามารถเก็บเกี่ยวได้

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้แฝกหอม

ใช้แก้ไข้ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ขับระดู แก้ปวดท้อง ท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต แก้ร้อนในกระหายน้ำ ใช้ละลายนิ่ว โดยใช้รากแห้งต้มกับน้ำดื่มหรือจะใช้รากแห้งชงกับน้ำร้อนแบบชาก็ได้ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับลม แก้ร้อนใน แก้หวัด โดยการนำเหง้าแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม น้ำมันหอมระเหยมีกลิ่นหอมใช้สูดดมช่วยให้จิตใจสงบ ช่วยในการนอนหลับได้ดี

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดอาการปวด และต้านการอักเสบ มีการทดสอบฤทธิ์ลดอาการปวด และต้านการอักเสบในหนู โดยใช้การทดสอบwrithing test และ formalin test การทดลอง writhing test ทำโดยฉีดน้ำมันหอมระเหย (EO) เข้าทางช่องท้องหนูในขนาด 25, 50, และ 100 mg/kg หลังจากนั้น 30 นาที จึงฉีด 0.85% acetic acid (10 mL/kg)เข้าทางช่องท้องแล้วนับจำนวนครั้งที่หนูเกิดความเจ็บปวดจนเกิดอาการบิดงอลำตัว (writhing) ผลการทดลองพบว่า EO ในขนาด 50 และ 100 mg/kgสามารถลดจำนวนครั้งในการเกิด writhing ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 51.9 และ 64.9%

ตามลำดับส่วนการทดลอง formalin test ให้ EO ในขนาด 25, 50 และ 100 mg/kgและกลุ่มสุดท้ายให้ aspirin ขนาด 200 mg/kg หลังจากนั้น 30 นาที จึงฉีด 2.5% formalin เข้าทางใต้ผิวหนังบริเวณอุ้งเท้าหลังด้านขวา สังเกตพฤติกรรมใน 2 ช่วง คือในช่วง early phase (0-5 นาทีหลังจากฉีด formalin) ซึ่งแสดงถึงอาการปวดแบบเฉียบพลัน (acute pain) อีกช่วงหนึ่ง คือ late phase (15-30 นาทีหลังจากฉีด formalin) ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการอักเสบ inflammation phase ผลการทดลองพบว่าสารสกัด EO ในขนาด 50 และ 100 mg/kgสามารถลดเวลาที่หนูยกเท้าข้างที่ถูกฉีด formalin ขึ้นเลีย ลงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติใน late phase (56.7 และ 86.2%, ตามลำดับ)

ฤทธิ์ต้านอาการชัก มีกากรศึกษาทดลองสารสกัดจากแฝกหอมในหนูที่เหนี่ยวนำให้เกิดการชักด้วยการช็อตไฟฟ้า พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้าแฝกหอมในขนาด 400 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถยับยั้งการเกิดอาการชักที่เกิดจากการช็อตไฟฟ้าได้ (p<0.001) และสารสกัดขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทำให้ระยะเวลาก่อนเริ่มเกิดการชักยาวนานขึ้น เมื่อกระตุ้นการชักด้วยสารเคมี Pentylenetetrazoleโดยทำให้สัตว์ทดลองรอดชีวิต 83% แต่ขนาดของยามาตรฐานต้านการชัก phenobarbital ที่ทำให้สัตว์ทดลองรอดชีวิตทั้งหมดคือขนาด 20mg/kgและสารสกัดเอทานอลจากเหง้าแฝกหอม ที่ทำให้สัตว์ทดลองรอดชีวิตทั้งหมดคือขนาด 200 และ 400 mg/kg

jumboslot

ฤทธิ์ต้านเบาหวาน มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านเบาหวานของต้นแฝกหอม โดยทำการทดลองในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงด้วยการฉีด alloxan monohydrate ขนาด 150 มก./กก. เข้าทางเส้นเลือดดำ จากนั้น 48 ชั่วโมง จึงแบ่งหนูแรทออกเป็น 6 กลุ่ม (กลุ่มละ 6 ตัว) กลุ่มที่ 1 ป้อนด้วยน้ำเกลือ (ซึ่งเป็นกลุ่มควบคุม) กลุ่มที่ 2 ป้อนด้วยยาต้านเบาหวาน glibenclamide ขนาด 10 มล./กก./วัน กลุ่มที่ 3, 4, 5 และ 6 ป้อนสารสกัดเอทานอลรากแฝกหอมขนาด 100, 250, 500 และ 750 มก./กก./วัน ตามลำดับ

หลังจากป้อนยาและสารสกัดทำการเก็บตัวอย่างเลือดหนูในชั่วโมงที่ 0, 2, 4, 6, 8 และ 24 เพื่อตรวจวัดค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่เปลี่ยนแปลงในระยะเฉียบพลัน จากนั้นเลี้ยงหนูต่อไปจนครบ 28 วัน และทำการเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจวัดค่าระดับน้ำตาลในเลือดในวันที่ 0, 2, 14, 16, 18 และ 24 ของการทดลอง ผลจากการทดลองพบว่าในระยะเฉียบพลัน การป้อนหนูด้วยสารสกัดเอทานอลรากแฝกหอมขนาด 750 มก./กก. มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดหนูลงในชั่วโมงที่ 2 และ 4 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และการป้อนสารสกัดเอทานอลรากแฝกหอมทุกขนาดมีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดในวันที่ 7, 14, 21 และ 28 ของการทดลองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการทดสอบฤทธิ์ต้านออกซิเดชันของน้ำมันหอมระเหยจากรากแฝกหอม ด้วยวิธี free radical scavenging (DPPH) และ lipid peroxidation inhibition (TBARs) ผลการทดสอบฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระ (free radical scavenging) ด้วยวิธี DPPH ที่ความเข้มข้น 10 ไมโครลิตร/มิลลิลิตร พบว่าเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 90.18±0.84% คิดเป็นค่า IC5o เท่ากับ 0.635±0.036 mg/ml และแสดงผลการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการเกิดออกซิเดชันของไขมัน (lipid peroxidation) ด้วยวิธี TBARs ที่ความเข้มข้น 0.95 ไมโครลิตร/มิลลิลิตร มีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 23.90±5.68%

การศึกษาพิษวิทยา

slot

มีการศึกษาวิจัยความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดเอทานอลจากรากแฝกหอม โดยให้สารสกัดรากแฝกหอมในหนูเม้าส์เพศผู้สายพันธุ์ swiss albino จำนวน 6 ตัว ในขนาด 100, 200, 300, 400, 500 และ 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หลังจากนั้นสังเกตอาการของการเกิดพิษและความผิดปกติของพฤติกรรม ทุกชั่วโมง จนครบ 48 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่าเมื่อให้สารสกัดในขนาด 400 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่มีการตาย หรือความผิดปกติของพฤติกรรมของหนู และพบค่าความเข้มข้นที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) เท่ากับ 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

นอกจากนี้ยังมีรายงานผลการศึกษาความเป็นพิษอีกฉบับหนึ่งระบุว่า ในการทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดรากแฝกหอมด้วยเอทานอล 50% โดยป้อนสารสกัดดังกล่าวแก่หนูในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ผลปรากฏว่าตรวจไม่พบอาการเป็นพิษแต่อย่างใด

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่ารายงานผลการศึกษาทางพิษวิทยาจะระบุว่าแฝกหอมไม่มีพิษ แต่ถึงอย่างไรก็ตามในการใช้แฝกหอมเป็นสมุนไพรก็ควรระระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีตามตำรับยาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มาก หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนใช้แฝกหอมเป็นยาสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

สรรพคุณของลูกเดือย

ถิ่นกำเนิดของลูกเดือย มีการสันนิฐานอยู่ 2 ทฤษฏี คือ เป็นพืชพื้นถิ่นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริเวณประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฯลฯ และอีกทฤษฏีหนึ่งระบุว่าลูกเดือยแรกเริ่มนั้นมีถิ่นกำเนิดในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย จากนั้นได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังประเทศแถบยุโรป และเอเชียตะวันออกในปัจจุบันพบการปลูกแถบประเทศอบอุ่นทั่วโลก

เครดิตฟรี

ส่วนในประเทศไทยมีการบันทึกว่าพบการปลูกครั้งแรกที่สระบุรี ลพบุรี และโคราชเมื่อปี พ.ศ.2503 และในปัจจุบันปลูกมากในภาคอีสาน และภาคเหนือ

ประโยชน์และสรรพคุณลูกเดือย

ลูกเดือยสามารถนำมาทำอาหารได้ทั้งอาหารคาวและหวาน โดยนิยมนำมาทำอาหารทั้งในไทยและต่างประเทศ และนำมาใช้เป็นแป้งได้ ในยุโรปนำมาใช้ทำซุป เค้ก ในญี่ปุ่นนำมาคั่วและชงเป็นชา ในอินเดียใช้หุงกินแทนข้าว นอกจากนี้ลูกเดือยยังสามารถนำมาทำประโยชน์อื่นๆได้อีกเช่น นำมาทำเครื่องประดับ ใช้หมักทำเบียร์ ต้นนำมามุงเป็นหลังคาและใช้เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ส่วนสรรพคุณทางยาของลูกเดือยนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ลูกเดือย รสมันเย็น สรรพคุณ แก้หลอดลมอักเสบ แก้ปอดอักเสบ ขับปัสสาวะ แก้น้ำคั่งในปอด ใช้เป็นอาหารบำรุงกำลังสำหรับคนฟื้นไข้ แก้ปวดข้อ ปวดเข่า ไขข้ออักเสบ บำรุงกำลังไขข้อ บำรุงม้าม และตับ ช่วยย่อยอาหาร แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ท้องเสีย ป้องกันการเกิดฝีที่ลำไส้ แก้เหน็บชา แก้ชักกระตุก ไอเป็นเลือด ตกขาว หูด แก้ทางเดินหายใจ

ทางเดินปัสสาวะอักเสบ บำรุงเส้นผมและผิวหนัง ส่วนในตำราแพทย์แผนจีนระบุไว้ว่า รสจืดอมหวาน เย็นเล็กน้อย มีฤทธิ์สลายความชื้น ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ ขาบวม มีฤทธิ์เสริมบำรุงม้าม แก้อาการม้ามพร่อง ถ่ายกระปิดกระปรอย บวมน้ำ ท้องมาน มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดข้อ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บวมตึง เป็นตะคริว คลายเส้นเอ็น และมีฤทธิ์ระบายความร้อน ขับหนอง น้ำเหลืองเสีย ใช้แก้โรคปอดอักเสบ ขับหนอง แผลฝี

สล็อต

ลักษณะทั่วไปลูกเดือย

ลูกเดือยจัดเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับหญ้าเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวลักษณะลำต้น เป็นไม้เนื้ออ่อน ทรงกลม ตั้งตรง สูงประมาณ 1-3 เมตร (แล้วแต่สายพันธุ์) ลำต้นเป็นข้อปล้อง มีนวลขาวปกคลุม ผิวลำต้นเรียบเป็นสีเขียวอมเทา ใบเป็นใบเดี่ยวคล้ายใบขิงแผ่นใบมีลักษณะคล้ายใบหอก ขนาด 20-45 x 2.5-5 เซนติเมตร (แล้วแต่สายพันธุ์) ติดอยู่กับกาบใบที่หุ้มลำต้น เส้นกลางใบเป็นร่องยาว ตามความยาวของใบแผ่นใบด้านบนสีเขียวสด ส่วนด้านล่างมีสีจางกว่า ขอบใบเรียบ และมีความคม และจะมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียบนช่อเดียวกัน จำนวนดอกย่อยต่อ 1 ช่อดอกประมาณ 10-20 ดอก หรือมากกว่า

ทั้งนี้ดอกลูกเดือยแต่ละดอกจะมีก้านดอกไว้รองรับกระเปราะที่มีเปลือกหุ้ม ที่จะพัฒนากลายเป็นที่เก็บผล หรือเมล็ดภายในกระเปราะบรรจุดอกตัวเมีย 1 ดอก และก้านชูเกสรตัวเมียสีแดงคล้ำ 2 อัน ที่ยื่นโผล่มาจากกระเปราะเพื่อรอรับการผสม ผลของลูกเดือยเรียกว่า ผลปลอม เพราะมีเฉพาะเมล็ดที่อยู่ด้านใน (ไม่มีเนื้อผล) ซึ่งจะประกอบด้วยเปลือกหุ้มเมล็ดสีน้ำตาลเปลือกหุ้มนี้ค่อนข้างบาง แต่แข็งติดกับเมล็ด ที่มีลักษณะรูปหัวใจ ซึ่งจะมีร่องเว้าลึกตรงกลางของเมล็ด และมีความยาวประมาณ 8-12 มิลลิเมตร

การขยายพันธุ์ลูกเดือย

สล็อตออนไลน์

ลูกเดือยสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้

การเตรียมแปลงปลูกก็ให้เตรียมแปลงคล้ายกับการปลูกพืชไร่ทั่วไป คือ ให้ไถพรวนดิน และกำจัดวัชพืช พร้อมตากดินนานอย่างน้อย 10-15 วัน จากนั้น ไถคราดให้เป็นร่องตามยาวโรยด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 30-50 กิโลกรัม/ไร่ หยอดเมล็ดเป็นหลุม หลุมละ 5-6 เมล็ด แต่ละจุดห่างกันประมาณ 50-75 เซนติเมตร แล้วจึงคราดกลบร่อง พอหลังจากที่เมล็ดงอกแล้วประมาณ 1 เดือน จึงถอนต้นลูกเดือยในหลุมที่ปลูกให้เหลือ 3-4 ต้น ทั้งนี้ลูกเดือยเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในพื้นที่ดอนหรือพื้นที่ที่มีความลาดชัน ไม่มีน้ำท่วมขังและยังเป็นพืชที่ทนแล้งได้อย่างดีอีกด้วย

องค์ประกอบทางเคมีลูกเดือย

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของลูกเดือยว่าพบสาร coixenolide Coixol ส่วนในรากลูกเดือย พบสาร Coixol,Lignin , Stigmeaterd , B-Sitosterol , Palmitic Acid , Stearic Acid นอกจากนี้ในน้ำมันลูกเดือยยังพบสาร Coixacid และสารประเภทกรดไขมัน เช่น Palmitic Acid, Oleic acid , Linoleic acid , Stearic acid เป็นต้น ส่วนในด้านคุณค่าทางโภชนาการลูกเดือยยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของลูกเดือย (100 กรัม)

  • พลังงาน 380 แคลลอรี่
  • โปรตีน 15.4 กรัม
  • ไขมัน 6.2 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 65.5 กรัม
  • ไฟเบอร์ 0.8 กรัม
  • แคลเซียม 25 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 5 มิลลิกรัม
  • โปรแตสเซียม 435 มิลลิกรัม
  • วิตามิน B1 0.28 มิลลิกรัม
  • วิตามิน B2 0.19 มิลลิกรัม
  • วิตามิน B3 4.3 มิลลิกรัม

jumboslot

โครงสร้างลูกเดือย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ลูกเดือย

ช่วยบำรุงกำลัง ต้านมะเร็ง แก้ร้อนใน บำรุงเลือดสตรีหลังคลอด แก้บวมน้ำ แก้เหน็บชา แก้ฝี บำรุงผิวพรรณ แก้ชักกระตุก โดยการนำเมล็ดลูกเดือยมาต้มรับประทานหรือนำไปทำอาหารรับประทานก็ได้ ช่วยขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะเหลืองขุ่น รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะโดยนำใบและลำต้นลูกเดือยมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไข้ ขับพยาธิ ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ ดีซ่าน แก้อาการข้อเข่าเสื่อมปวดตามข้อ แก้ตกขาวโดยใช้รากของต้นลูกเดือยต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้โรคผิวหนังลดอาการผื่นคันต่างๆ โดยใช้ใบหรือลำต้นลูกเดือยมาต้มกับน้ำอาบ ส่วนรูปแบบการใช้ในตำรายาจีนระบุว่า ใช้แก้ลำไส้บวมน้ำ แก้ปวดข้อ แก้ไข้ แก้ท้องเสีย แก้เหน็บชา แก้ชักกระตุก แก้ฝี แก้ตกขาว โดยใช้ลูกเดือยบดผสมกับข้าวแล้วทำเป็นข้าวต้มรับประทาน นอกจากนี้ใช้แก้ร้อนในโดยนำลูกเดือยมาต้มกับน้ำตาลรับประทานทุกวัน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอล มีการศึกษาทางคลินิกโดยให้ผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูงจำนวน 40 คน รับประทานลูกเดือยวันละ 60 กรัม เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองมีระดับคอเลสเตอรอลรวมและคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) ลดต่ำลง

ฤทธิ์รักษามะเร็งกระเพาะอาหาร มีผลการศึกษาวิจัยทางคลินิกพบว่าเมื่อฉีดน้ำมันจากลูกเดือยร่วมกับยาเคมีบำบัดให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหารจำนวน 60 คน พบว่าผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว และนักวิจัยยังระบุด้วยว่าน้ำมันจากลูกเดือยช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยเคมีบำบัดได้ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาในห้องปฏิบัติการที่ทดลองในเซลล์มะเร็งของมนุษย์ โดยแสดงผลให้เห็นว่าสารสกัดจากลูกเดือยมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชของสาระสำคัญในลูกเดือย ซึ่งมีผลการศึกษาระบุว่า สารโคอิกซิโนโลด์ (Coixenoilde) มีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของเนื้องอก และช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็ง น้ำมัน (Coix oil) ที่ประกอบไปด้วยสาระสำคัญคือ กรดโคอิก (Coix acid) กรดพาลมิติก (Palmitic acid) กรดไลโนเลอิก (Linoleic acid) สารโคอิกโซล (Coixol) มีฤทธิ์คลายอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และป้องกันการชัก ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิตได้ชั่วขณะ ลดไข้ และมีฤทธิ์แก้ปวดและขับปัสสาวะ มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต กระตุ้นศูนย์การหายใจ ขับปัสสาวะ ลดความอ่อนเปลี้ยของร่างกาย

slot

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาพิษเฉียบพลันในหนูถีบจักร พบว่าเมื่อฉีดน้ำมันจากลูกเดือยเข้าทางช่องท้องในขนาด 90 มิลลิกรัม/ตัว ไม่พบสัตว์ทดลองตายภายใน 24 ชั่วโมง แต่เมื่อฉีดน้ำมันดังกล่าวเข้าทางใต้ผิวหนัง พบว่าขนาดที่ทำให้หนูถีบจักรตายคือ 5-10 มิลลิกรัม/กรัม และขนาดที่ทำให้กระต่ายตายเมื่อฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำคือ 1-1.5 กรัม/กิโลกรัม และเมื่อฉีดสาร coixol เข้าทางช่องท้องพบหนูถีบจักรในขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่าแสดงฤทธิ์ระงับปวดได้ชั่วขณะ และไม่พบสัตว์ทดลองตัวใดตายและเมื่อให้โดยวิธีรับประทานวันละ 20,100,500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ติดต่อกันนาน 30 วัน ไม่พบอาการผิดปกติใดๆ และไม่มีสัตว์ทดลองตัวใดตายเช่นกัน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ลูกเดือยไม่เหมาะกับผู้มีปัญหาท้องผูกและปัสสาวะบ่อย รวมถึงผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์
หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานลูกเดือย อาจเป็นพิษต่อตัวอ่อนในครรภ์ และเป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ได้
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรระมัดระวังในการรับประทานลูกเดือย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะลูกเดือยอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงมากเกินไป
ในการใช้ลูกเดือยเป็นสมุนไพรรักษาโรคควรระมัดระวังเช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยจะต้องใช้ในขนาดที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับยาต่างๆ ไม่ควรใช้ในขนาดที่มากไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้ลูกเดือยเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

สรรพคุณของหมากผู้หมากเมีย

หมากผู้หมากเมียเป็นพรรณพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณเขตร้อนของทวีปเอเชีย (น่าจะหมายถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้) แล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนต่างๆของโลก สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ปัจจุบันมีการผสมข้ามสายพันธุ์หมากผู้หมากเมีย จนได้สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีลักษณะของสีและใบที่สวยงามแปลกตามากมาย เช่น พันธุ์เพชรชมพู พันธุ์เพชรเจ็ดสี , พันธุ์รัศมีเพชร เป็นต้น

เครดิตฟรี

หมากผู้หมากเมียมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เนื่องจากมีการผสมพันธุ์จนได้ชนิดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนยากที่จะทรายว่าต้นใดเป็นต้นพ่อต้นแม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ลูกผสมของ C.terminalis เช่น พันธุ์เพชรชมพู เพชรสายรุ้ง เพชรพนมรุ้ง เพชรประกายรุ้ง เพชรเจ็ดสี เพชรดารา เพชรน้ำหนึ่ง เพรชไพลิน เพชรไพลินกลาย เพชรตาแมว เพชรอินทรา เพชรเขื่อนขันธุ์ เพชรไพฑูรย์ เพียงเพชร พุ่มเพชร เปลวสุริยา รัศมีเพชร รุ้งเพชร ชมพูศรี ชมพูพาน สไบทอง ไก่เยาวลักษณ์ พันธุ์แคระ เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณหมากผู้หมากเมีย

มีการนำหมากผู้หมากเมียมาใช้ประโยชน์ต่างๆมากมายหลายด้าน เช่น ในภาคเหนือมีการนำช่อดอกอ่อนของหมากผู้หมากเมียมาประกอบอาหารต่างๆ เช่น แกงแค ต้มข่าไก่ ห่อนึ่ง หรือนำมาลวกจิ้มน้ำพริก ส่วนใบและดอกใช้นำมาปักแจกันบูชาพระนอกจากนี้ยังมีการปลูกเพื่อประดับบ้านเรือน หรือสวนหย่อมตามสถานที่สำคัญต่างๆ เพราะมีดอกและใบหลากสีสวยงามตามสายพันธุ์ต่างๆ ส่วนในด้านสรรพคุณทางยานั้นตำรายาไทยระบุไว้ว่า ใบมีรสจืดมันเป็นสมุนไพรรสเย็น ใช้ล้อมตับดับพิษ ใบใช้แก้ไข้ แก้ตัวร้อน ขับพิษไข้หัว แก้หวัด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาการคันตามผิวหนัง ใช้ในเด็กที่มีครรภ์ ไข้ออกผื่น เช่น หัด ตาแดง อีสุกอีใส แก้เม็ดผดผื่นคันตามผิวหนังรากใช้เป็นยาฟอกเลือด แก้ไอ ไอเป็นเลือด แก้บิด แก้ท้องเสีย แก้ลำไส้อักเสบ แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ดอกแก้ริดสีดวงทวาร แก้วัณโรค แก้ประจำเดือนมามากเกินปกติ

นอกจากนี้ในบัญชียาจากสมุนไพร ตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยายังระบุว่ามีการใช้หมากผู้หมากเมียเป็นส่วนประกอบในตำรับยาเขียวหอมซึ่งมีสรรพคุณบรรเทาอาการใช้แก้พิษหัด พิษอีสุกอีใส บรรเทาอาการไข้จากหัด และอีสุกอีใส แก้ร้อนในกระหายน้ำ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปหมากผู้หมากเมีย

หมากผู้หมากเมียจัดเป็นไม้พุ่ม ลำต้นเป็นลำต้นเดี่ยว หรือ อาจแตกกอในบางสายพันธุ์ลำต้นมีลักษณะตรงและอาจมีการแตกกิ่ง สูงประมาณ 1-3 เมตร ตามลำต้นมีรอยการติดใบรอบๆลำต้น ใบออกเป็นใบเดี่ยวออกเวียนสลับรอบลำต้น เป็นรูปยาวรี ปลายใบแหลม ก้านใบยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร ส่วนใบกว้าง 10-20 เซนติเมตร ยาว 25-50 เซนติเมตร (ตามสายพันธุ์) ใบมีสีต่างๆแตกต่างกันตามสายพันธุ์ ดอกเป็นแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบ ช่อดอกยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร ช่อแขนงยาว 5-10 เซนติเมตร มีดอกย่อยติดช่อดอกจำนวนมาก ดอกมีสีเหลือง แดง ม่วง (ตามสายพันธุ์) ผลเป็นรูปทรงกลมแห่งสีแดง มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 มิลลิเมตร เปลือกหนา เมล็ดหนาเมล็ดมีสีดำใน 1 ผลมีหลายเมล็ด

ต้นหมากผู้หมากเมีย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลักษณะของลำต้นตั้งตรง มีความสูงของต้นประมาณ 1-3 เมตร ไม่มีกิ่งก้านสาขามากนัก จัดเป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขยายพันธุ์ด้วยการตอน การปักชำลำต้น การปักชำยอด การปักชำเหง้า และการแยกลำต้น เจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกประเภท ชอบดินร่วนซุย ความชื้นปานกลาง และแสงแดดปานกลางถึงรำไร มักขึ้นใกล้แหล่งน้ำ ที่มีความชุ่มชื้น หรือใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีแสงแดดรำไร

ใบหมากผู้หมากเมีย ใบออกเป็นวงสลับกันบริเวณส่วนยอดของลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปยาวรี ปลายใบแหลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 นิ้ว และยาวประมาณ 12-20 เซนติเมตร ใบเป็นสีแดงเขียวหรือสีแดงม่วง ทั้งนี้ ลักษณะของใบและสีของใบก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ปลูกด้วยครับ เพราะบางพันธุ์ใบจะเป็นรูปใบหอกปลายแหลม บางพันธุ์ใบเป็นรูปใบพาย หรือเป็นรูปเรียวแหลมแคบเป็นรูปเข็ม หรือใบแคบเรียวยาวแตกกิ่ง ใบที่เป็นเหมือนใบอ้อยก็มี ซึ่งแผ่นใบจะยาวเรียวแหลมมาก เป็นต้น

ดอกหมากผู้หมากเมีย ออกดอกเป็นช่อ ยาวประมาณ 12 นิ้ว โดยจะออกบริเวณยอดลำต้น ช่อดอกยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ลักษณะของดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 6 กลีบ กลีบดอกเป็นรูปทรงกระยอก ดอกเป็นสีม่วงแดงหรือสีชมพูสลับด้วยสีเหลืองอ่อน ดอกมีเกสรเพศผู้ 6 อัน มีรังไข่ 3 ห้อง ในแต่ละห้องจะมีผลอ่อน 4-6 ผล ดอกย่อยมีขนาดยาวประมาณ 1 เซนติเมตร

ผลหมากผู้หมากเมีย ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 มิลลิเมตร ผลมีลักษณะฉ่ำน้ำ ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 1-3 เมล็ด

สล็อตออนไลน์

สรรพคุณของหมากผู้หมากเมีย
รากมีสรรพคุณเป็นยาฟอกเลือด ด้วยการใช้รากสดครั้งละ 30-60 กรัม ถ้ารากแห้งให้ใช้เพียงครั้งละ 15-20 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ราก)
ใช้เป็นยาแก้พิษกาฬ (พิษที่เกิดจากการติดเชื้อ) หรือนำมาต้มหรือแช่น้ำอาบแก้ไข้หัว (ไข้ร่วมกับผื่นหรือตุ่ม เช่น หัด เหือด อีสุกอีใส) (ใบ)
ใบมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้หวัด ไข้หวัดน้อย ไข้หวัดใหญ่ ไข้กำเดา ไข้พิษ ไข้กาฬ ไข้หัวต่าง ๆ แก้ตัวร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ (ใบ)
ใบสดใช้ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไอ ไอเป็นเลือด หรือจะใช้ดอกแห้งประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้อาการไอเป็นเลือดก็ได้ ส่วนอีกข้อมูลระบุว่าให้ใช้ใบสดประมาณ 60-100 กรัม หรือรากสดประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ใบ,ดอก,ราก)
ช่วยแก้โลหิตกำเดา ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 30-60 กรัม ถ้าแห้งใช้ 15-20 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน (ใบ)

การขยายพันธุ์หมากผู้หมากเมีย

หมากผู้หมากเมียสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การปักชำ ,การแยกเหง้า , การตอน และการเพาะเมล็ด แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือ การปักชำเพราะเป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็ว และได้ผลสูง โดยมีวิธีการง่ายๆ คือ ตัดส่วนของลำต้นหรือกิ่งแก่จากต้นที่มีเหง้ามากแล้วนำมาปักลงในแปลงหรือบริเวณที่ต้องการ หรืออาจนำไปเพาะไว้ในถุงเพาะชำรอให้รากออกก่อนปลูกในหลุมก็ได้ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ทั้งนี้หมากผู้หมากเมียเป็นพืชที่ปลูกง่ายเจริญเติบโตได้ทุกสภาพดิน

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้หมากผู้หมากเมีย

แก้ไข้ แก้ตัวร้อน ใช้ขับพิษหัวไข้ แก้หวัด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้กำเดา แก้ไอ แก้บิด โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ฟอกเลือด แก้ไอ ไอเป็นเลือด แก้ท้องเสีย แก้บิด โดยการใช้รากแห้ง 15-30 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ริดสีดวงทวาร แก้ประจำเดือนมามากเกินไป แก้วัณโรค โดยการนำดอกแห้ง 10-30 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไข้ออกผื่น แก้หัด อีสุกอีใส แก้อาการคันตามบริเวณผิวหนัง โดยใช้ใบหมากผู้หมากเมียและใบมะยมนำมาแช่น้ำอาบ ใช้พอกแผลห้ามเลือดโดยใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดพอกบริเวณแผล

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการศึกษาฤทธิ์ของสาร steroidal saponins สามชนิด ที่แยกได้จากใบของหมากผู้หมากเมียในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย โดยใช้เทคนิค microdilution method ต่อเชื้อ S. aureus ATCC 25923, E. coli ATCC 25922, P. aeruginosa ATCC 27853, E. faecalis ATCC 29212 และ C. albicans ATCC 24433 ผลการทดลองพบว่า สารทุกชนิดไม่สามารถยับยั้งเชื้อได้ที่ความเข้มข้นสูงสุด 256 มิลลิกรัม/ลิตร ยกเว้น compound ที่ 2 สามารถยับยั้งเชื้อ E. faecalis ได้ โดยมีค่า MIC เท่ากับ 128 มิลลิกรัม/ลิตร

ส่วนการศึกษาฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดเมทานอลของหมากผู้หมากเมีย และส่วนสกัดย่อยอื่นๆ ผลการทดลองพบว่าสารสกัดเมทานอลขนาด 500 μg/disk มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียได้ระดับปานกลางต่อเชื้อ Escherichia coli, Shigella boydii, Streptococcus pyogenes และ Staphylococcus epidermidis โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของ clear zone เท่ากับ 12, 14, 13 และ 12 มิลลิเมตร ตามลำดับ เมื่อเทียบกับสารมาตรฐาน kanamycin ขนาด 30μg/disk ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของ clear zone เท่ากับ 39, 38, 40 และ 32 มิลลิเมตร ตามลำดับ ส่วนสารสกัด hexane มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียได้ระดับต่ำต่อเชื้อ Escherichia coli (8 มม.), Salmonella typhi (9 มม.), shigella boydii (8 มม.) และ Shigella dysenteriae (9 มม.) ในขณะที่สารสกัด acetone และ chloroform ไม่ออกฤทธิ์

ฤทธิ์ต้านเชื้อโปรโตชัง trypanosoma มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ trypanosoma ของสารสกัดน้ำ และสารสกัดเอทานอล โดยทำการศึกษาในหลอดทดลอง ทดสอบฤทธิ์ต่อเชื้อ Trypanosoma evansi สายพันธุ์ Te7 (ซึ่งเป็นโปรโตซัวที่พบในกระแสเลือดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่ทำให้เกิดโรคทริพพาโนโซมิเอซิส หรือเซอร่า (surra) ที่ทำให้อาการมีไข้ขึ้นๆลงๆ ซีดผอม เบื่ออาหาร ดีซ่าน ทำให้แท้ง บวมน้ำ อาการรุนแรงจะมีไข้ ขาแข็ง หลังแข็ง คอบิด ตาอักเสบ ขุ่น โลหิตจาง และอาจตายอย่างเฉียบพลันได้) ซึ่งได้มีการทดสอบโดยวัดค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถยับยั้งเชื้อ (IC50) ผลการทดลองพบว่าสารสกัดเอทานอล มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ trypanosoma โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 7.61 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ในขณะที่สารสกัดน้ำ มีค่า IC50 เท่ากับ 48.1 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร จากการศึกษานี้สรุปว่าสารสกัดของหมากผู้หมากเมียมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อ T. evansi ได้

slot

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีรายงานการศึกษาความเป็นพิษต่อเซลล์ของสารสกัดหมากผู้หมากเมียในหลอดทดลอง โดยใช้เซลล์ไตของลิง (green monkey kidney (Vero) Cells) และใช้เทคนิค MTT-cell proliferation assay kit และทำการวัดความเข้มข้นเฉลี่ยที่ทำให้เกิดพิษต่อเซลล์ (Median cytotoxic concentration : CC50) พบว่าสารสกัดน้ำ จากใบของหมากผู้หมากเมีย มีค่า CC50 เท่ากับ 1,309.01±53.81 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร และในสารสกัดเอทานอล มีค่า CC50 มากกว่า 500 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร

นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาความเป็นพิษของหมากผู้หมากเมียอีกฉบับหนึ่งระบุว่าจากการทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดใบด้วยเอทานอล 50% โดยป้อนให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 4,545 เท่า ในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์ ห้ามรับประทานหมากผู้หมากเมียเพราะมีฤทธิ์ขับประจำเดือน ซึ่งอาจทำให้แห้งบุตรได้
มีผลการศึกษาวิจัยระบุว่าหมากผู้หมากเมียหากรับประทานในขนาดและปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดพิษได้
ในการใช้หมากผู้หมากเมียเป็นสมุนไพร ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ส่วนเด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนใช้หมากผู้หมากเมียเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ความรู้เกี่ยวกับโกฐกระดูก

โกฐกระดูกจัดเป็นพืชเฉพาะถิ่นที่มีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกเฉียงเหนือของเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งอยู่บริเวณประเทศ จีน และ อินเดีย ต่อมาได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณต่างๆของเทือกเขาหิมาลัย ปัจจุบันมีหลายประเทศที่มีการปลูกโกฐกระดูก เช่น จีน อินเดียว เนปาล ภูฏาน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม เป็นต้น ส่วนในไทยมีการใช้โกฐกระดูกกันมาตั้งแต่อดีตแล้ว แต่จะเป็นการนำเข้าจากจีนและอินเดียเป็นส่วนมาก เพราะในไทยไม่สามารถเพาะปลูกได้ เนื่องจากโกฐกระดูกเป็นพืชที่เจริญเติบโตในสภาพอากาศเย็นจัดทั้งปี

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณโกฐกระดูก

โกฐกระดูกถูกนำมาใช้เป็นเครื่องยาในตำรายาไทยและตำรายาจีนมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว โดยในตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณของโกฐกระดูกไว้ว่า โกฐกระดูกมีรสขม หวาน มัน ระคนดัน มีกลิ่นหอมเฉพาะ บำรุงหัวใจ บำรุงกระดูก แก้โรคโลหิตจาง แก้ลมวิงเวียน ขับลมในลำไส้ แก้อาเจียน แก้ปวด แก้หืดหอบ แก้ลมในกองเสมหะ ขับลม แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ปวดท้อง

นอกจากนี้ยังมารนำมาใช้เป็นส่วนผสมของตำรับยาไทยอีกหลายตำรับเช่น “พิกัดตรีทิพย์รส” โกฐกระดูก กฤษณา และอบเชยไทย มีสรรพคุณบำรุงธาตุ บำรุงโลหิต บำรุงตับ บำรุงปอด บำรุงกระดูก แก้ลมในกองเสมหะ “พิกัดสัตตะปะระเมหะ” ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องยา 7 อย่างต้นตำแยทั้ง 2 ต้นก้นปิด ลูกกระวาน ผลรักเทศ ตรีผลาวะสัง และโกฐกระดูก มีสรรพคุณ แก้อุจจาระธาตุลามก ชำระเมือกมันในลำไส้

ส่วนในบัญชียาจากสมุนไพรตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยาก็ยังระบุถึง ตำรับยาที่มีโกฐกระดูกเป็นส่วนประกอบอีกเช่น ตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง “ยาประสะกานพลู มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ และมีได้มีการนำโกฐกระดูกมาใช้ในเครื่องยาไทย ที่เรียกว่า โกฐทั้งเจ็ด(สัตตโกฐ) และโกฐทั้งเก้า(เนาวโกฐ)อีกด้วย โดยมีสรรพคุณ คือ แก้ไข้ แก้ไข้ร่วมกับมีเสมหะ แก้หืดไอ แก้หอบ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง ขับลม แก้สะอึก บำรุงเลือด บำรุงกระดูก

ส่วนในตำรายาจีนระบุถึงสรรพคุณของโกฐกระดูกว่า รากรสเผ็ด-ขม มีฤทธิ์อุ่น ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของ กระเพาะอาหาร, ลำไส้ใหญ่, ถุงน้ำดี และม้าม โดยปรับการไหลเวียนของพลังลมปราณและ ช่วยในการไหลเวียนของพลัง(ชี่)ของกระเพาะอาหารและม้าม

สล็อต

ลักษณะทั่วไปโกฐกระดูก

โกฐกระดูกจัดเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรงไม่มีกิ่งก้านแตกออกไปและลำต้นก็มีขนาดเล็ก ตามลำต้นมีร่องเป็นริ้วๆรอบลำต้น มีขนสั้นๆขึ้นปกคลุม มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ใบออกเป็นใบเดี่ยว ขนาดใหญ่คล้ายกับใบบัว แต่จะยาวกว่า และขอบใบหยักรอบใบคล้ายหนาม และมีก้านใบยาว โดยใบมีความกว้าง 20-35 เซนติเมตร ยาว 80-100 เซนติเมตร ใบมีสีเขียวเข้ม มีขนขึ้นปกคลุม ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณโคนใบ โดยดอกจะมีสีม่วงคล้ายกับดอกบานไม่รู้โรย ซึ่งใน 1 ดอกใหญ่จะมีกลีบดอกประมาณ 10 ชั้น และกลีบดอกในแต่ละชั้นจะมีความยาว 10-25 มิลลิเมตร ผลออกเป็นเส้นแบนๆ

รูปแบบและขนาดวิธีใช้โกฐกระดูก

ใช้บำรุงหัวใจ บำรุงกระดูก แก้ปวด แก้อาเจียน แก้โลหิตจาง แก้หืดหอบ แก้ลมวิงเวียน ขับลม แก้ปวดท้อง โดยการนำรากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม หรือบดเป็นผงใช้ชงแบบชาก็ได้ ใช้ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ โดยใช้โกฐกระดูก และโกฐเขมาขาว 10 กรัม เปลือกส้ม 8 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน แก้ท้องเสีย แก้บิด ใช้โกฐกระดูก 30 กรัม, ข่าลิง 30 กรัม, หนังกระเพาะไก่ , ดีปลี, ส้มมือ 15 กรัม, อบเชย 8 กรัม, และลิ้นทะเล 100 กรัม นำมาบดให้เป็นผง ใช้รับประทาน วันละ 2-3 ครั้ง

ส่วนในตำรับยาไทยอื่นๆ เช่น ยาหอมเทพจิตร ยาหอมนวโกฐ ยาปงสะกานพลู พิกัดโกฐทั้ง 7 และพิกัดโกฐทั้ง 9 ให้ใช้ผงยารับประทาน 200-1000 มิลลิกรัม หรือใช้ตามที่ระบุในตำรับยา

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรีย จากการศึกษาวิจัยพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจากรากโกฐกระดูก ความเข้มข้น 0.5 – 4 มก./มล. มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus mutans ที่เป็นสาเหตุโรคฟันผุ โดยการยับยั้งการสร้างกรดของแบคทีเรีย การยึดเกาะของแบคทีเรียต่อแผ่นโมเดล hydroxyapatite beads ที่เคลือบด้วยน้ำลาย (saliva-coated hydroxyapatite beads) และการสังเคราะห์กลูแคน

สล็อตออนไลน์

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ส่วนในประเทศอินเดียมีการศึกษาทดลองในหนูทดลอง โดยป้อนสารสกัดแอลกอฮอลล์จากรากของโกฐกระดูกในขนาด 400 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 7 วัน พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองได้

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยอื่นๆ ระบุว่า โกฐกระดูกมีฤทธิ์ต้านการเกิดพิษต่อตับ ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา ต้านการเกิดแผลในกระเพาะ อาหารและกระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะและลำไส้ ต้านมะเร็ง ต้านการเกิดออกซิเดชั่น ขับน้ำดี ฯลฯ

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาในรากของโกฐกระดูก โดยการกรอกและการฉีดใต้ผิวหนังสารสกัดเอทานอลจากราก ในปริมาณ 10 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (ซึ่งเทียบเท่ากับการรักษาในคน 3333 เท่า) พบว่าไม่พบพิษแต่อย่างใด

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้โกฐกระดูกเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยการใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ส่วนเด็ก สตรีมีครรภ์ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนใช้โกฐกระดูกควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ต้นโกฐกระดูก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีความสูงได้ประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็กและมีขนขึ้นปกคลุม ไม่แตกกิ่งก้านสาขา
ต้นโกฐกระดูก

ใบโกฐกระดูก ใบมีขนาดใหญ่ เป็นใบเดี่ยวคล้ายรูปสามเหลี่ยม โคนใบเว้าเข้าหากัน ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยลักษณะคล้ายหนาม หน้าใบเป็นสีเขียวและมีขนหยาบ ๆ ขึ้นปกคลุม ส่วนหลังใบเป็นสีเขียวอ่อนอมเหลือง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 15-30 เซนติเมตร และยาวประมาณ 100 เซนติเมตร ก้านใบยาว
ใบโกฐกระดูก

jumboslot

ดอกโกฐกระดูก ดอกเป็นสีม่วงเข้ม โดยจะออกติดกับโคนใบ ก้านดอกยาวประมาณ 30-100 เซนติเมตร เป็นเหลี่ยม ๆ เล็ก ๆ ในดอกหนึ่งจะมีกลีบดอก 10 ชั้น เป็นรูปสามเหลี่ยม กลีบดอกยาวประมาณ 9-25 มิลลิเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน ลักษณะคล้ายดอกบานไม่รู้โรย ดอกขาว ดอกสีม่วงเข้ม เป็นดอกเดี่ยว
ดอกโกฐกระดูก

ผลโกฐกระดูก ผลมีลักษณะเป็นเส้นแบน ยาว 6 มิลลิเมตร เมื่อผลแก่จะแตกออก
โกฐกระดูก คือส่วนของรากที่นำมาใช้เป็นยาและเรียกว่า “โกฐกระดูก” โดยจะเป็นรากสะสมอาหารที่มีขนาดใหญ่ รากเป็นสีเทาถึงสีน้ำตาล มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมยาวเป็นรูปกระสวย คล้ายกระดูก เนื้อแข็ง มีความยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5-5 เซนติเมตร ผิวด้านนอกเป็นสีน้ำตาลอมเหลืองถึงสีน้ำตาลอมเทา หรือเป็นสีน้ำตาลไหม้ มีรอยย่นชัดเจนและมีร่องตามยาว ผิวนอกมีร่องไขว้ไปมาคล้ายร่างแห ส่วนด้านข้างมีรอยแผลเป็นรากแขนง เนื้อแข็งและหักยาก รอยหักเป็นสีน้ำตาลอมเทาถึงสีน้ำตาลเข้ม พบรากแขนงบ้างเล็กน้อย เมื่อนำมาผ่าตามแนวขวาง เนื้อในรากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนนอกที่บางกว่า และส่วนในที่เป็นเนื้อราก ซึ่งจะมีสีจางกว่า วงแคมเบียมสีน้ำตาล และมีลายเส้นตามแนวรัศมี ส่วนเนื้อตรงกลางจะยุบตัวลงและมีรูพรุน ตามตำรายาไทยว่ามีรสขม หวาน มัน มีกลิ่นหอมเฉพาะ (ตำรายาโบราณบางเล่มก็เรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่า “โกฐหอม” เนื่องมาจากมีกลิ่นหอมที่ชวนดม)

สรรพคุณของโกฐกระดูก
รากโกฐกระดูกมีรสเผ็ดขม มีกลิ่นหอม เป็นยาสุขุมออกฤทธิ์ต่อปอด กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ และตับ ใช้เป็นยาบำรุงโลหิต (ราก)
ใช้เป็นยาไขมันในเลือด ลดน้ำตาลในเลือด (ราก)
ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื้น
ช่วยบำรุงกระดูก (ราก)
ใช้เป็นยาแก้โรคโลหิตจาง (เปลือกราก)
รากมีสรรพคุณเป็นยาแก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ตำรายาไทยใช้รากปรุงเป็นยาหอมรับประทานแก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ขับลมในลำไส้ และแก้โรคโลหิตจาง (ราก, เปลือกราก)

slot

ใช้เป็นยาแก้อาเจียน (ราก)
รากใช้เป็นยาแก้เสมหะและลม ใช้แก้หืดหอบ แก้ลมในกองเสมหะ (ราก)
ช่วยกระตุ้นกระเพาะอาหารและลำไส้ให้บีบตัว ทำให้น้ำย่อยของกระเพาะอาหารและลำไส้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น จึงสามารถนำมาใช้เป็นยาขับลมในกระเพาะ ลำไส้ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยในการย่อยอาหารได้ อีกทั้งยังช่วยแก้อาการจุกเสียด จุกเสียดแน่นท้อง และยังช่วยขับลมชื้นได้ด้วย ตำรับยาขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จะใช้โกฐกระดูก 10 กรัม, โกฐเขมาขาว 10 กรัม และเปลือกส้ม 8 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ราก) ส่วนเปลือกรากก็มีสรรพคุณเป็นยาขับลมในลำไส้เช่นกัน (เปลือกราก)
รากใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ปวดกระเพาะ ตำรับยาแก้ปวดกระเพาะจะใช้โกฐกระดูก 30 กรัม, ดีปลี 30 กรัม, ข่าลิง 30 กรัม, หนังกระเพาะไก่ 30 กรัม, ส้มมือ 15 กรัม, อบเชย 8 กรัม, ลิ้นทะเล 100 กรัม นำมาบดให้เป็นผง ใช้รับประทานครั้งละ 8 กรัม วันละ 2-3 ครั้ง ส่วนตำรับยาแก้อาการปวดท้องของโรคบิด จะใช้โกฐกระดูก 10 กรัม และฟ้าทะลายโจร 10 กรัม นำมาบดให้เป็นผง ชงกับน้ำรับประทาน (ราก)
ผงจากรากโกฐกระดูก สามารถนำมาใช้เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่และฆ่าเชื้อไทฟอยด์ (ราก)
ใช้เป็นยาแก้ปวด (ราก)
ในบัญชียาจากสมุนไพร ตามประกาศของคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) มีปรากฏการใช้สมุนไพรโกฐกระดูกในยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิตหรือยาแก้ลม โดยมีปรากฏอยู่ในตำรับ “ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ “ยาหอมนวโกฐ” ซึ่งมีส่วนประกอบของโกฐกระดูกอยู่ในพิกัดโกฐทั้งเก้าร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ อีกในตำรับ มีสรรพคุณในการแก้อาการหน้ามืด ตาลาย แก้ลมวิงเวียน ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน และช่วยแก้ลมจุกแน่นในท้อง และมีปรากฏในยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร ในตำรับ “ยาประสะกานพลู” ซึ่งมีสรรพคุณเป็นยาบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียดแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย อันเนื่องมาจากธาตุไม่ปกติ
โกฐกระดูกเป็นสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ในเครื่องยาไทยที่เรียกว่า “พิกัดโกฐ” โดยโกฐกระดูกนั้นจัดอยู่ใน “โกฐทั้งห้า” (เบญจโกฐ), “โกฐทั้งเจ็ด” (สัตตโกฐ) และ “โกฐทั้งเก้า” (เนาวโกฐ) ซึ่งมีสรรพคุณโดยรวมคือเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้ร่วมกับมีเสมหะ แก้หืดไอ แก้หอบ แก้สะอึก แก้ลมในกองธาตุ ช่วยขับลม ใช้เป็นยาชูกำลัง บำรุงโลหิต บำรุงกระดูก
นอกจากนี้ในตำรายาไทยยังมีการนำโกฐกระดูกมาใช้ในอีกหลายตำรับ เช่น ตำรับยา “พิกัดสัตตะปะระเมหะ” (เป็นตำรับยาที่มีการจำกัดจำนวนตัวยาแก้เสมหะที่มีกลิ่น 7 อย่าง คือ โกฐกระดูก, ลูกกระวาน, ผลรักเทศ, ตรีผลาวะสัง, ต้นก้นปิด และต้นตำแย่ทั้ง 2) ที่มีสรรพคุณเป็นยาชำระมลทินโทษให้ตกไป ช่วยชำระเมือกมันในลำไส้ และแก้อุจจาระธาตุลามก, ในตำรับยา “พิกัดตรีทิพย์รส” (เป็นการจำกัดจำนวนของที่มีรสดี 3 อย่าง ได้แก่ โกฐกระดูก เนื้อไม้กฤษณา และอบเชยไทย) ที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงธาตุ บำรุงโลหิต บำรุงกระดูก บำรุงตับปอดให้เป็นปกติ และช่วยแก้ลมในกองเสมหะ
ขนาดและวิธีใช้ : ยาแห้งให้ใช้ในขนาด 3-10 กรัม ต่อ 1 ครั้ง หรือตามที่ต้องการ ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ถ้าเป็นรากสดให้ใช้ในขนาด 90-120 กรัม นำมาทุบให้แหลก ต้มกับน้ำร้อนนาน 30 นาที ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น

สรรพคุณของเอื้องหมายนา

เอื้องหมายนาจัดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเขตร้อนของทวีปเอเชีย โดยสันนิษฐานว่ามีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมไปถึงเกาะนิวกินี ซึ่งพบว่าเอื้องหมายนามีสายพันธุ์ต่างๆ ถึง 90 ชนิดเลยทีเดียว สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศตามบริเวณป่าดิบชื้นที่ราบเชิงเขา หรือบริเวณ ริมน้ำ ริมทาง ที่รกร้างว่างเปล่าที่มีความชุ่มชื้น

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณเอื้องหมายนา

เอื้องหมายนาถูกนำมาใช้ประโยชน์หลายๆด้านทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น เหง้าสดใช้ประกอบอาหาร โดยจะเลือกใช้เหง้ามีเมือกลิ่นรสฝาด และไม่มีกลิ่น ส่วนหน่ออ่อน นำมาต้มให้สุกเพื่อขจัดกลิ่นแล้วใช้เป็นผักจิ้มกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงอาหาร เช่น แกงส้ม หรือใช้แกงและผัดใส่เนื้อ และในมาเลเซีย รวมถึงอินเดีย และฟิลิปปินส์ก็ใช้หน่ออ่อนใส่แกง และเป็นผักเช่นเดียวกันกับประเทศไทย

นอกจากใช้เป็นอาหารของคนแล้ว เอื้องหมายนายังถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น โค กระบือ รวมถึง สุกรอีกด้วย นอกจากนี้ยังนิยมนำเอื้องหมายนามาปลูกไว้เพื่อเป็นไม้ประดับ และตัดต้นที่มีช่อดอกไว้ ประดับแจกัน เนื่องจากทั้งต้นและกาบมีความสวยงามแปลกตาอีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยานั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณของเอื้องหมายนาไว้ว่า เหง้า มีรสขมเมา ใช้ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ แก้แผลหนอง อักเสบ บวม แก้ตกขาว ฆ่าพยาธิ ราก มีรสขมเมา ช่วยขับพยาธิ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้โรคผิวหนัง ทั้งต้น รักษาอาการปวดมวนในท้อง ใช้สมานมดลูก แก้ท้องผูก รักษาโรคกระเพาะอาหาร ถ่ายเป็นเลือด น้ำคั้น ใช้เป็นยาระบาย แก้ไข้ แก้ไอ ส่วนตำราหมอยาพื้นบ้านระบุสรรพคุณเอื้องหมายนาไว้ว่า เหง้า เข้ายาแก้ซางเด็ก ช่วยบำรุงมดลูก สมานแผลภายใน ลำต้น ย่างไฟคั้นเอาน้ำหยอด แก้หูน้ำหนวก

สล็อต

ลักษณะทั่วไปเอื้องหมายนา

เอื้องหมายนาจัดเป็นพืชล้มลุกมีเหง้าหรือลำต้นใต้ดินมีลักษณะเป็นหัว และมีลำต้นเทียมสีแดง อวบน้ำโผล่พ้นดินขึ้นมา มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 9-15 เซนติเมตร มักขึ้นกันเป็นกอแน่น ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับมีกาบใบสีแดงหรือน้ำตาลแดงปิดโอบรอบลำต้น ส่วนใบเป็นรูปรีหรือหอกปลายใบแหลม โคนใบมน กว้าง 3-10 เซนติเมตร ยาว 12-25 เซนติเมตร ด้านท้องใบมีขนนุ่มสีเงินหลังใบเรียบมันมีสีเขียว เนื้อใบหนา ดอก ออกเป็นช่อรูปไข่ โดยจะออกที่ปลายลำต้นเหนือดิน หรือแทงออกจากดินโดยตรง ช่อดอกมีสีแดงยาว 8-12 เซนติเมตร ในหนึ่งช่อดอกจะมีดอกย่อย 19-42 ดอกซึ่งกลีบดอกย่อยสีขาวแกมสีชมพูหรือเหลือง อับเรณูสีเหลือง โดยดอกทยอยบานครั้งละ 1-2 ดอก ผลกลมรีรูปกระสวยหรือรูปขอบขนานแกมสามเหลี่ยม ส่วนปลายมีกลีบประดับติดอยู่มีกาบหุ้มผลเป็นสีแดง ส่วนเมล็ดเป็นรูปเหลี่ยมผิวมันแข็ง

การขยายพันธุ์เอื้องหมายนา

เอื้องหมายนาสามารถขยายพันธุ์ได้โดย การแยกหน่อและการใช้เมล็ด สำหรับวิธีการขยายพันธุ์เอื้องหมายนาทั้งการเพาะเมล็ดและการแยกหน่อปลูก สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการขยายพันธุ์พืชสมุนไพรชนิดอื่นๆ ที่ใช้วิธีการเดียวกันนี้ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้าที่ ทั้งนี้เอื้อยหมายนาเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ง่ายไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรูพืช แต่จะชอบดินร่วนที่มีความชุ่มชื้อมีแสงแดดรำไร และยังจัดเป็นพืชที่ยังพบได้มากในธรรมชาติอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้บวมน้ำ , ขับปัสสาวะ , แก้ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ , แก้หนองแผลอักเสบ ใช้ถ่ายพยาธิ บำรุงมดลูก สมานแผลภายใน โดยการนำเหง้ามาต้มกับตะไคร้กับน้ำดื่ม แก้ไอ ขับเสมหะ โดยการนำรากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม แก้ไข้ แก้ไอ ใช้เป็นยาระบาย โดยการนำใบสดมาคั้นเอาน้ำดื่ม ใช้แก้โรคท้องมาน โดยการนำเหง้าสดมาตำพอกที่สะดือ แก้หูน้ำหนวก โดยการนำลำต้นมาย่างไฟแล้วคั้นเอาน้ำหยอดหู แก้แผลหนอง แก้แผลอักเสบ บวม โดยนำเหง้ามาต้มเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็นหรือจะใช้เหง้าตำพอกบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดไขมันในเลือดมีผลการศึกษาฤทธิ์ลดไขมันในเลือดของสารสกัดน้ำจากส่วนเหนือดินของเอื้องหมายนา (Costus speciosus) ในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงด้วยยา propylthiouracil ขนาด 0.01% โดยผสมในน้ำดื่มเป็นเวลา 14 วัน จากนั้นให้สารสกัดเอื้องหมายนาในขนาด 50, 100 และ 200 มก./กก. เป็นเวลา 14 วัน เปรียบเทียบระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและจุลพยาธิวิทยาของตับกับหนูกลุ่มที่ได้รับยาลดไขมันในเลือด simvastatin ขนาด 7.2 มก./กก. หนูกลุ่มควบคุม

หนูปกติ (normal control) ผลการทดลองพบว่าสารสกัดขนาด 50, 100 มก./กก. ไม่สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและไม่สามารถปกป้องตับ ซึ่งพบเซลล์บวมน้ำขนาดใหญ่และพบไขมันแทรกระหว่างเซลล์ตับในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดขนาด 50 และ 100 มก./กก. ตามลำดับ ส่วนสารสกัดขนาด 200 มก./กก. สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้เทียบเท่ากับยา simvastatin 7.2 มก./กก. และเซลล์ตับไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยา โดยพบว่ามีลักษณะเช่นเดียวกับกลุ่มหนูปกติ

jumboslot

ฤทธิ์ป้องกันการทำลายตับ มีการศึกษาทดลองฤทธิ์ต้านการก่อพิษในตับของสารสกัดน้ำและอัลกอฮอล์ของเหง้าเอื้องหมายนา โดยใช้ CCl4 และ Acetaminophen เหนี่ยวนำการทำลายตับในหนูขาว และใช้ silymarin ซึ่งเป็น สารที่สกัดได้จากพืชเป็นสารมาตรฐานเปรียบเทียบฤทธิ์ต้านพิษต่อตับ โดยเมื่อป้อนสารสกัดน้ำและอัลกอฮอล์ของเอื้องหมายนา ขนาด 300 และ 500 มก.ต่อ กก. ก่อนและหลังการให้ CCl4 1.5 มล.ต่อ กก. เข้าใต้ผิวหนัง และเมื่อป้อน Acetaminophen 3 กรัม ต่อ กก. สามารถยับยั้งพิษของ CCl4 ที่ทำให้ SGOT, SGPT, SALP, SSDH และ SGLDH เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การเปรียบเทียบจากเปอร์เซนต์การลดลงของเอนไซม์แต่ละตัว และ เอนไซม์ทั้งหมด พบว่า ความแรงของสารสกัดทั้งสองมีประสิทธิภาพดี (78.2 – 96.0%) เท่ากับ ขนาดของ silymarin และเมื่อนำชิ้นเนื้อเยื่อตับไปตรวจโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ พบว่าเซลล์ของ เนื้อเยื่อตับเกิดการคืนสภาพเป็นปกติ

ฤทธิ์ในการเป็น estrogenซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่า เป็นผลจากสาร saponin ซึ่งพบมากในเหง้า โดยจะทำให้น้ำหนักมดลูกเพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้น และเพิ่มการสะสมของไกลโคเจน กระตุ้นให้มีการแบ่งตัวของเซลล์เยื่อบุมดลูกและช่องคลอด นอกจากนี้ ยังยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนเมื่อทำการป้อนสารสกัดให้แก่หนูที่ขนาด 5-500 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว ติดต่อกันเป็นเวลา 15 วัน

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาทางเภสัชวิทยาของเอื้องหมายนาอีกหลายฉบับ มีรายงานว่าสารสกัดเอื้องหมายนาจากเหง้าและเมล็ดสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ในหนูและสุนัขทดลองได้ และสาร alkaloid ที่พบในเอื้องหมายนามีฤทธิ์คล้าย papaverine ซึ่งทำให้มดลูกคลายตัว มีฤทธิ์เป็น antispamodic, cardiotonic, hydrocholeretic, diuretic, central nervous system depressant แต่ไม่มีผลในเชิงเป็น inflammatory, antiarthritis, anticonvulsant, anagesic, antipyretic และ anti-snake venom

slot

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีรายงานว่ามีการศึกษาวิจัยโดยให้สารสกัดน้ำและแอลกอฮอล์ ของเอื้องหมายนาแก่สัตว์ทดลองในขนาดที่สูง พบว่าไม่มีพิษต่อตับแต่อย่างใด

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ไม่ควรรับประทานเหง้าสดของเอื้องหมายนาในปริมาณที่มากเพราะอาจทำให้มีอาการท้องร่วง อาเจียน
สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้สมุนไพรชนิดนี้ เพราะสมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านการฝังตัวของตัวอ่อนที่ผนังมดลูก และอาจไปรบกวนรอบเดือนอีกด้วย
การใช้เอื้องหมายนาควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดและปริมาณที่พอเหมาะ ที่ระบุไว้ในตำรับตำรายา ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากรวมถึงใช้ติดต่อกันนานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรังรวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนจะใช้เอื้องหมายนาเป็นยาสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ตานหม่อนคืออะไร

ตานหม่อนเป็นพรรณพืชที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณเขตร้อนของทวีปเอเชียในบริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ในพม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น แล้วจึงได้มีการแพร่กลายพันธุ์ไปยังเขตร้อน บริเวณใกล้เคียงเช่น ภูมิภาคเอเชียใต้ ดังนั้นจึงถือได้ว่า ตานหม่อนเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยอีกชนิดหนึ่ง โดยตานหม่อนสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยตามป่าดงดิบและป่าผลัดใบทั่วไป รวมถึงอาจพบได้ตามแหล่งรกร้างบางพื้นที่อีกด้วย

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณตานหม่อน

ในบางพื้นที่มีการนำยอดอ่อนและใบอ่อนของตานหม่อน มารับประทานโดยจะนำมา ลวก หรือ นึ่ง สำหรับใช้จิ้มน้ำพริก และสำหรับสรรพคุณทางยาของตานหม่อนนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ใบมีรสเบื่อ หวานชุ่มเย็น คุมธาตุ แก้พิษตานซาง ช่วยห้ามเลือด ขับพยาธิไส้เดือนในท้อง บำรุงเนื้อหนังให้ชุ่มชื่น ราก ช่วยคุมธาตุในร่างกาย ช่วยรักษาลำไส้ ช่วยแก้ตานซางในเด็ก ช่วยฆ่าพยาธิ ดอก ช่วยรักษาลำไส้ ช่วยแก้ตานซางในเด็ก ช่วยฆ่าพยาธิ นอกจากนี้ในบัญชียาสมุนไพร ตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยายังได้ระบุถึงการได้ตานหม่อน ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ในตำรับ ยาประสะมะแว้ง ที่มีสรรพคุณ บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ

ลักษณะทั่วไปตานหม่อน

ตามหม่อนจัดเป็นไม้เถารอเลื้อยพาดไม้ยืนต้นอื่นๆ เถามีเนื้อแข็ง เป็นสีน้ำตาล แตกกิ่งก้านมาก ลักษณะกิ่งก้านเล็กเรียงเป็นสันยาว มีขนสีเงิน หรือสีขาวขึ้นปกคลุมและอาจแตกต้นใหม่ได้ตามเถาแก่ที่ทอดไปตามพื้นดิน ใบออกเป็นลักษณะใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบรูปไข่หรือรูปไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน มีขนาดกว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 6-10 เซนติเมตร

ปลายใบมน โคนใบสองแคบไปหาก้านใบ แผ่นใบเรียงหนาผิวใบด้านบนเกลี้ยงมีสีเขียวเข้ม ท้องใบมีขนสีเงินขึ้นปกคลุม ดอกออกเป็นช่อแบบกระจุก ที่ปลายหยดหรือตามง่ามใบปลายกิ่ง ส่วนดอกย่อยมีโคนหนีบเชื่อมติดกับกลีบเลี้ยง 5 กลีบ และมีกลีบดอกเป็นเส้นๆ สีขาวขึ้นเป็นกระจุกจำนวนมาก ผลออกเป็นผลแบบแห้งมีลักษณะเหมือนกระสวย มีสัน 5 สัน มีต่อมรยางค์สีขาว ส่วนเมล็ดเป็นแบบเมล็ดล่อนมีสีดำ

สล็อต

การขยายพันธุ์ตานหม่อน

ตานหม่อนสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ดและการปักชำ ซึ่งวิธีการขยายพันธุ์ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด และการปักชำไม้เถาชนิดอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้การขยายพันธุ์ตานหม่อนในปัจจุบันส่วนมากจะเป็นการขยายพันธุ์โดยเมล็ดในส่วนมากจะเป็นการเก็บมาจากป่าเสียมากกว่า

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้คุมธาตุ ฆ่าพยาธิไส้เดือน แก้พาตานซางในเด็ก บำรุงเนื้อหนัง โดยการนำใบแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะใช้ รากหรือเนื้อไม้มาต้มน้ำดื่มแทนก็ได้ ช่วยห้ามเลือดที่เกิดจากบาดแผลหรือแผลเรื้อรัง โดยนำใบสดมาขยี้หรือตำพอกบริเวณที่เป็นแผล ส่วนการใช้ประสะมะแว้งที่มีใบตานหม่อนเป็นส่วนประกอบและมีสรรพคุณบรรเทาอาการไอขับเสมหะทำให้ชุ่มคอนั้น

ชนิดผงและชนิดเม็ด/ลูกกลอน ผู้ใหญ่ ให้รับประทานครั้งละ 1-1.4 กรัม เมื่อมีอาการหรืออาจจะละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือรับประทานก็ได้ เด็ก อายุ 6-12 ปี รับประทานครั้งละ 200-400 มิลลิกรัม เมื่อมีอาการ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านเชื้อรา มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก ของสารสกัดน้ำ และแอลกอฮอล์ ของเนื้อไม้ตานหม่อน ต่อเชื้อรา 3 ชนิดคือ Trichophyton rubrum, Epidermophyton floccosum และMicrosporum gypseum ผลการทดสอบพบว่า สารสกัดแอลกอฮอล์จากเนื้อไม้ตานหม่อนสามารถยับยั้งเชื้อรา M.gypseumได้

สล็อตออนไลน์

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดเอทานอลและน้ำ ของลำต้น(เนื้อไม้)ตานหม่อน ต่อการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย 6 สายพันธุ์ คือ S.aureus, B.subtilis, E.coli, Sh.disenteriae, S.typhi และ C.albicans โดยใช้เทคนิค disk diffusion method ผลการทดลองพบว่าสารสกัดเอทานอลของตานหม่อน สามารถยับยั้งเชื้อ S.aureus, B.subtilisและ C.albicansได้ โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางต่อการยับยั้งเชื้อ (diameter of inhibition zone) เท่ากับ 7-12, 7-12 และ >12-19 มิลลิเมตร ตามลำดับ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ตานหม่อนเป็นสมุนไพรนั้นควรใช้ด้วยความระมัดระวังเช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ คือ ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป และไม่ควรใช้ในปริมาณมากจนเกินไป โดยควรใช้ตามที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ส่วนเด็ก สตรีมีครรภ์และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ตานหม่อน เป็นยาสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ ในการใช้ยาประสะมะแว้งที่มีใบตานหม่อนเป็นส่วนประกอบนั้นมีข้อควรระวังในการใช้ดังนี้

ในผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องจำกัดการใช้เกลือ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต ไม่ควรใช้น้ำมะนาวแทรกเกลือในการรับประทานยา
ไม่ควรใช้ยานี้ติดต่อกันนานเกิน 15 วัน

ต้นตานหม่อน จัดเป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่นและพยุงตัวขึ้นไป เปลือกเถาเรียบเป็นสีน้ำตาล ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีขาวปกคลุมอยู่หนาแน่น ลำต้นแตกกิ่งก้านยาวเรียว แตกลำได้ใหม่จากลำต้นที่ทอดไปตามพื้นดิน ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดและวิธีการปักชำต้น ชอบความชื้นปานกลาง แสงแดดจัด สามารถพบได้ในทุกภาคของประเทศตามชายป่าผสมผลัดใบ ป่าดงดิบแล้งทั่วไป และเป็นพรรณไม้ที่ทนความแห้งแล้งได้ดี

jumboslot

ใบตานหม่อน ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบหรือบางครั้งเป็นหยักห่าง ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตรและยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ใบเป็นสีเขียวเข้ม แผ่นใบเรียบหนาคล้ายหนัง หลังใบเกลี้ยง ส่วนท้องใบมีขนสีเงินหรือสีขาวนวล

ดอกตานหม่อน ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นตามซอกใบหรือที่ปลายยอด ดอกย่อยเป็นสีขาวนวล กลีบดอกเป็นเส้นเล็ก ๆ จำนวนมาก ดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ด้านนอกมีขน

ผลตานหม่อน ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก ผลมีสัน 5 สัน เมล็ดล่อนเป็นสีดำ ลักษณะเป็นรูปกระสวย
สรรพคุณของตานหม่อน
รากตานหม่อนช่วยคุมธาตุในร่างกาย (ราก)
ต้นช่วยแก้ตานซาง (ต้น)[1] รากช่วยแก้พิษตานซาง (ราก) ส่วนราก ดอก และใบช่วยแก้ตานซางในเด็ก (ราก, ใบ, ดอก)
ช่วยรักษาลำไส้ (ต้น, ราก, ใบ, ดอก)
ต้นมีรสเบื่อเอียน ใช้เป็นยาขับพยาธิ ส่วนรากมีรสหวานชุ่ม ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน (ต้น, ราก)[1] ส่วนราก ดอก และใบมีสรรพคุณช่วยฆ่าพยาธิ (ราก, ใบ, ดอก)
รากช่วยบำรุงเนื้อหนังให้สมบูรณ์ (ราก)
ใบสดนำมาใช้เป็นยาห้ามเลือด ด้วยการนำใบมาขยี้ให้ช้ำ ๆ หรือตำพอหยาบ ๆ แล้วนำมาปิดแผลในขณะที่เลือดออก เลือดจะหยุดไหลทันที (คุณตาเติม มงคลเอก หมอยาสมุนไพรโบราณ อ.เมือง จ.เพชรบุรี) (ใบ) (ข้อมูลนี้ไม่ได้รับการยืนยัน)

slot

ตำรายาไทย ใบมีรสเบื่อ หวานชุ่มเย็น แก้พิษตานซาง บำรุงเนื้อหนังให้ชุ่มชื่น คุมธาตุ ขับไส้เดือนในท้อง ใบ ผสมในตำรับยาประสะมะแว้ง ยอดอ่อน ใบอ่อน ลวก ต้ม รับประทานเป็นผัก

บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ใบตานหม่อน ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในกลุ่มอาการของระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ตำรับ “ยาประสะมะแว้ง” มีสรรพคุณใช้บรรเทาอาการ ไอ มีเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ขับเสมหะ

การศึกษาฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดเอทานอลและน้ำ ของลำต้นตานหม่อน ต่อการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย 6 สายพันธุ์ คือ S.aureus, B.subtilis, E.coli, Sh.disenteriae, S.typhi และ C.albicans โดยใช้เทคนิค disk diffusion method ผลการทดลองพบว่าสารสกัดเอทานอลของตานหม่อน สามารถยับยั้งเชื้อ S.aureus, B.subtilisและ C.albicansได้ โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางต่อการยับยั้งเชื้อ (diameter of inhibition zone) เท่ากับ 7-12, 7-12 และ >12-19 มิลลิเมตร ตามลำดับ

ฤทธิ์ต้านเชื้อรา

การศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก ของสารสกัดน้ำ และแอลกอฮอล์ ของเนื้อไม้ตานหม่อน ต่อเชื้อรา 3 ชนิดคือ Trichophyton rubrum, Epidermophyton floccosum และMicrosporum gypseum ผลการทดสอบพบว่าเฉพาะสารสกัดแอลกอฮอล์จากเนื้อไม้ตานหม่อนสามารถยับยั้งเชื้อราได้หนึ่งชนิด คือ M.gypseum

สรรพคุณของเห็ดฟาง

เชื่อกันว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของเห็ดฟางอยู่ในประเทศจีน ตามบันทึกในหนังสือของ Shu ting chang ระบุว่า ในสมัยราชวงศ์เชามีการนำเห็ดฟางมาปรุงเป็นอาหารและปรุงเป็นยา ต่อจากนั้นจึงเริ่มมีการเพาะเห็ดฟางในประเทศจีน โดยเริ่มจากมลฑลกวางตุ้งแล้วขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ

เครดิตฟรี

ปัจจุบันมีการเพาะเห็นฟางกันมากในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย สำหรับในประเทศไทย เริ่มมีการทดลองเพาะพันธุ์เห็ดฟางครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2480 จากนั้นจึงมาการส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะในปี 2481 จนมาถึงปัจจุบัน โดยแหล่งที่ทำการเพาะเห็ดฟางที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครนายก อ่างทอง ขอนแก่น หนองคาย ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี กาฬสินธุ์ นครราชสีมา เชียงราย ลำพูน เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณเห็ดฟาง

เห็ดฟาง เป็นเห็ดที่คนไทยนิยมนำมาบริโภคมากที่สุด สำหรับการบริโภคเห็ดฟางนั้นนิยมบริโภคในรูปเห็ดฟางสด เพราะสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายประเภท เช่น แกง ต้ม ผัด หรือใส่ในยำต่างๆ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการนำเห็ดฟางมาแปรรูปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกมากมาย ได้แก่ เห็ดฟางตากแห้ง เห็ดฟางอบแห้ง น้ำปลาเห็ดฟาง ผัดซอสเห็ดฟาง ต้มยำเห็ดฝางโรยด้วยผักแผว น้ำเห็ดฟางเพื่อสุขภาพ ข้าวเกรียบเห็ดฟาง เป็นต้น

ส่วนสรรพคุณทางยาของเห็ดฟางนั้นตำรายาแผนโบราณจัดให้เห็ดฟางเป็นสุมนไพรมีรสหวานเย็น ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง บำรุงโลหิต ช่วยย่อยอาหาร บำรุงตับ แก้ร้อนใน แก้ช้ำใน และในปัจจุบันยังมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าสารออกฤทธิ์ต่างๆ ในเห็ดฟางยังช่วยให้มีสรรพคุณ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็ง เป็นการยังยั้งและชะลอการเกิดขึ้นของเซลล์มะเร็งด้วย ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการติดเชื้อต่างๆ ช่วยบำรุงตับให้แข็งแรง ช่วยลดหรือบรรเทาอาการช้ำใน หรือปวดบวมในร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยลดไขมันในเลือด ช่วยป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และป้องกันโรคเหงือก และเลือดออกตามไรฟัน

สล็อต

ลักษณะทั่วไปเห็ดฟาง

เห็ดฟางมีประกอบที่สำคัญ ได้แก่ หมวกดอก (ดอกเห็ด) ครีบดอก ก้านดอก และปลอกหุ้ม หมวกดอกหรือดอกเห็ด มีลักษณะคล้ายร่ม ผิวเรียบสีขาวนวลหรือสีเทาปนดำ กลางดอกเว้าเป็นแอ่ง ซึ่งตรงแอ่งนี้จะมีสีเข้ม และจางลงบริเวณขอบดอก ขนาดดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 – 14 ซม. และขอบดอกจะคุ้มลง ซึ่งเนื้อเห็ดสามารถเปลี่ยนสีได้เมื่อช้ำ หรือถูกอากาศหลังการหั่นกระแทก ครีบดอก คือ ส่วนที่เป็นแผ่นบางๆ เล็กๆ ได้หมวกเห็ด เรียงกันเป็นแนวขวางจากก้านดอกไปที่ปลายดอก ประมาณ 280-380 ครีม โดยมีระยะห่างประมาณ 1 มม. ครีบดอกเปลี่ยนจากขาวเป็นสีชมพูอ่อนและเป็นสีน้าตาลเข้มเมื่อถึงระยะสืบพันธุ์ เนื่องจากมีการสร้างสปอร์แล้ว ส่วนสปอร์เป็นสปอร์ใสไม่มีสี รูปไข่ กว้างประมาณ 5-6ไมครอน ยาวประมาณ 7-9ไมครอน ก้านดอก คือส่วนที่ทำหน้าที่ชูดอกเห็ด และยังทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารไปให้แก่ดอกเห็ด โดยจะเชื่อมอยู่ระหว่างฐานดอก และกึ่งกลางดอก ก้านดอกมีลักษณะเป็นแท่งกลม มีสีขาว มีขนาด 0.5-1.5 x 3-8 เซนติเมตร ซึ่งก้านดอกจะประกอบด้วยเส้นใยที่เรียงตัวกันแน่นจนเห็นเป็นลักษณะแท่ง ปลอกหุ้มเป็นส่วนนอกสุดของเห็ด ทำหน้าที่หุ้มป้องกันอันตรายให้แก่ดอกเห็ด โดยจะห่อหุ้มดอกเห็ดในระยะที่เห็ดยังเล็กอยู่ และจะปริออกเมื่อดอกเห็ดเติบโตในระยะยืดตัว และสุดท้ายจะหุ้มอยู่บริเวณโคนก้านดอกเห็ด เรียกว่า วอลว่า (Volva)

การขยายพันธุ์เห็ดฟาง

เห็ดฟางสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเชื้อ ซึ่งวิธีการเพาะเชื้อนั้น มีอยู่ 4 วิธี คือ กระเพาะแบบกดสูง การเพาะแบบกองเตี้ย การเพาะแบบโรงเรือน กระเพาะบนวัสดุประยุกต์ แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในเกษตรกรที่ต้องการเพาะเพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือจำหน่ายในท้องถิ่น คือ วิธีการเพาะแบบกองเตี้ย โดยมีวิธีการดังนี้

สล็อตออนไลน์

นำฟางข้าวมาแช่น้ำนาน 1 วันแล้ว นำมาวางเป็นกองในแนวเดียวกันตามทางยาว เพียงชั้นเดียว พร้อมกับรดน้ำให้ชุ่ม ใช้มือกดหรือขึ้นเหยียบให้มีความสูงประมาณ 10-15 ซม. กว้างประมาณ 1 เมตร ส่วนตามยาวให้คำนวณตามความเหมาะสมจากนั้น นำอาหารเสริมมาโรยทับให้ทั่ว พร้อมโรยด้วยเชื้อเห็ดฟางที่คลุกกับแป้งสาลีแล้ว นำฟางมามาโรยทับบางๆ ให้มีความหนา 1-2 ซม. และรดน้ำพอชุ่ม จากนั้น ทำการปักหลักยึดโครง พร้อมนำผ้าพลาสติกคลุมให้ทั่วกอง และปล่อยให้มีรูระบายอากาศเล็กน้อย

โดยในช่วงหลังการเพาะ 3-4 วัน แรก ไม่ต้องรดน้ำหลังจากนั้น 3-5 วัน จะเห็นเป็นเส้นใยสีขาวหรือเกิดตุ่มเห็ดจำนวนมาก จากนั้นให้ตรวจเช็คความชื้น ด้วยการบีบฟางข้าวดู หากฟางข้าวมีน้ำไหลออกแสดงว่าความชื้นยังเพียงพอ แต่หากบีบฟางแล้วรู้สึกแห้งกรอบ ไม่มีน้ำออกมาต้องรดน้ำให้ชุ่ม พอในระยะประมาณวันที่ 7-9 ดอกเห็ดจะเติบโตพร้อมสามารถเก็บผลผลิตได้ ทั้งนี้ในช่วงนี้ห้ามรดน้ำเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ดอกเห็ดเน่า

คุณค่าทางโภชนาการ ของเห็ดฟางสด (100 กรัม)

พลังงาน 35 แคลลอรี่

โปรตีน 3.2 กรัม

ไขมัน 0.2 กรัม

คาร์โบไฮเดรต 5 กรัม

แคลเซียม 8 มิลลิกรัม

ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม

เหล็ก 1.1 มิลลิกรัม

วิตามิน บี 3 3 มิลลิกรัม

วิตามิน ซี 7 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

สำหรับการนำเห็ดฟางมาใช้นั้น จะเป็นการนำมาใช้ประกอบอาหารสำหรับรับประทาน เพื่อให้ได้สารอาหาร และสรรพคุณทางยาเสียมากกว่า การที่จะนำมาใช้เป็นสมุนไพรในรูปแบบการใช้อื่นๆ แต่ทั้งนี้ในปัจจุบัน ได้มีการนำเห็ดฟางมาทำเป็นน้ำเห็ดฟางเพื่อสุขภาพหรือนำมาสกัดเอาสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ไปใช้ในทางการแพทย์อื่นๆ อีกด้วย

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ในต่างประเทศมีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของเห็ดฟางพบว่ามีฤทธิ์ป้องกันการเจริญเติบโตของไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ฤทธิ์ป้องกันและยับยั้งเซลล์มะเร็ง มีฤทธิ์ลดปัญหาไขมันในเส้นเลือด ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ลดโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ไม่ควรรับประทานเห็ดฟางแบบสดๆ เนื่องจากสารที่คอยยับยั้งการดูดซึมอาการ ทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ ดังนั้นจึงควรทำให้สุกก่อนรับประทาน
ในการเลือกเห็ดฟาง ควรเลือดให้ดีเพราะเห็ดฟางมีลักษณะคล้ายกับ เห็ดระโงกหิน ซึ่งเป็นเห็ดพิษ โดยสามารถจำแนกได้ด้วยสีสปอร์ (สปอร์ของเห็ดฟางเป็นสีชมพูอ่อน แต่สปอร์ของเห็ดระโงกหินเป็นสีขาว)

มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน หาซื้อได้ง่าย ปลูกก็ขึ้นง่าย ออกดอกทุกฤดูกาล เห็ดฟางมีลักษณะคล้ายร่ม บริเวณหมวกเห็ดจะมีสีเทาอ่อนๆ ผิวเนียนเรียบ มีขนอยู่บางๆ คล้ายผ้ากำมะหยี่ มีก้านดอกสีขาว เห็ดฟางประกอบไปด้วยแร่ธาตุอย่าง โปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม และยังมีวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ที่ช่วยต้านโรคเหน็บชา และช่วยบำรุงสายตา อีกทั้งยังไม่มีไขมัน จึงไม่ทำให้อ้วน เหมาะที่จะนำมาทำเป็นเมนูไดเอทสำหรับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนักหรือลดความอ้วน

ประโยชน์และสรรพคุณของเห็ดชนิดนี้

เห็ดฟางมีสารที่ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของไวรัส
เห็ดฟางมีสรรพคุณช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย
ประโยชน์ของเห็ดฟางช่วยป้องกันโรคหัวใจ
เห็ดฟางช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
เห็ดฟางไม่มีไขมัน จึงไม่ทำให้อ้วน
เห็ดฟางมีวิตามินซีสูง จึงช่วยแก้ไข้หวัด และทำให้ผิวพรรณสดใส
สรรพคุณเห็ดฟางช่วยลดอาการช้ำใน และรอยฟกช้ำ
เห็ดฟางให้ประโยชน์ช่วยลดปวดบวมตามร่างกาย
เห็ดฟางช่วยบำรุงตับให้แข็งแรง
เห็ดฟางช่วยให้ระบบการทำงานของตับและร่างกายเกิดความสมดุล
สรรพคุณเห็ดฟางเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
เห็ดฟางช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด
ประโยชน์ของเห็ดฟางช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
เห็ดฟางมีสรรพคุณช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
เห็ดฟางบรรเทาอาการช้ำใน หรืออักเสบภายในร่างกาย
เห็ดฟางช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย และลดความร้อนในร่างกาย เพราะเห็ดฟางมีฤทธิ์เย็น
ประโยชน์เห็ดฟางมีเส้นใยอาหารทำให้ขับถ่ายสะดวก
มีการวิจัยค้นพบว่า… เห็ดฟางมีสาร vovatoxin ช่วยป้องกันการเติบโตของไวรัส ที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับไขมันในเส้นเลือดและโรคหัวใจได้

slot

คุณค่าทางอาหาร

100 กรัม ให้พลังงาน 35 kcal โปรตีน 3.2 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 5 กรัม แคลเซียม 8 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม เหล็ก 1.1 มิลลิกรัม ไนอะซิน 3.0 มิลลิกรัม วิตามินซี 7 มิลลิกรัม

คำเตือน: ไม่ควรกินเห็ดฟางสด ๆ เพราะมีสารที่คอยยับยั้งการดูดซึมอาหาร

ธรรมชาติของเห็ดฟางเมื่อ โตเต็มที่พร้อมที่จะเก็บได้ เจออุณหภููมิสูงหน่อย จะบานทันที แต่ทำไมเห็ดฟาง เมื่อมาอยู่กับคนขายในตลาดนัด ตลาดสด เจออากาศร้อนทั้งวันไม่บาน ซึ่งน่าจะพบเห็นแทบทุกตลาด

คำตอบ น่าจะแช่ฟอร์มาลีน หรือสารเคมีที่ควบคุมไม่ให้เห็ดบาน คนกินเจอเจ็คปอร์ตเต็มๆ

เรื่องเห็ดฟางบาน เมื่อร้อน คนเพาะเห็ดทุกคน ทราบเรื่องดี ฉะนั้นการที่เห็ดไม่บานทั้งที่ร้อน คนเพาะรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

เห็ดฟางในส่วนของผู้เพาะ

คนที่เพาะเห็ดด้วยฟาง ทะลายปาล์ม อาจมีปลวก มด มากัดกินกองเห็ดเสียหายได้ ดังนั้นการใช้ฟูราดานราดพื้นก่อน ผู้เพาะเห็ด หลายๆๆๆราย ทำเป็นประจำ อาจรู้เท่าไม่ถึงว่า ฟูราดานถูกดูดซึมเข้าดอกเห็ด ซึ่งเราใช้เวลาเพาะเพียง 10 วัน คนกินรับไปเต็มๆ เลยครับ

ฉะนั้นคนที่กินเห็ดฟาง

1.ถ้าซื้อเห็ดบานไปกิน ฤทธิ์ยาที่ควบคุมเห็ดบาน อาจหมดฤทธิ์แล้ว น่าจะปลอดภัยระดับหนึ่ง

2.ถ้าคนเพาะใช้ฟูราดาน ไม่ว่าจะล้างวิธีใด ก็ไม่หมดฤทธิ์สารพิษ ครับ

การซื้อเห็ดฟางมากิน ต้องเลือก ต้องพิจารณาให้ดี (คนเพาะ-คนขาย ไม่ใช่จะดีทุกคนและก็ไม่ได้เลวทุกคน ครับ)