cathedraledetunis

Day: May 26, 2021

สรรพคุณของกรุงเขมา

กรุงเขมาเป็นพรรณพืชที่มี ถิ่นกำเนิดในอเมริกาต่อมาได้มีการกระจายพันธุ์ไปในเขตร้อน หรือร้อนชื้นต่างๆของโลก โดยเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนโดยเฉพาะในแถบเขตร้อนของเอเชีย เช่น มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ไทย , อินเดีย , ศรีลังกา เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยพบได้เกือบทั่วทุกภาคของประเทศ แต่จะพบมากในภาคอีสาน เนื่องจากมีสภาพดินที่เหมาะสมกับพืชชนิดนี้ ทั้งนี้กรุงเขมามักจะพบได้ตามป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ ตามริมลำห้วย ลำธาร ที่มีความสูงในระดับน้ำทะเล จนถึง 1,100 เมตร

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณกรุงเขมา

มีการใช้ประโยชน์ต่างๆจากกรุงเขมา เช่น มีการนำใบกรุงเขมามาบริโภคเป็นอาหารว่างที่ชื่อว่า วุ้นหมาน้อย โดยการเลือกใบกรุงเขมาที่มีสีเขียวเข้มโตเต็มที่แล้ว ประมาณ 10-20 ใบ นำมาล่างให้สะอาดแล้วขยี้กับน้ำสะอาด ประมาณ 1 ถ้วย เมื่อขยี้ไปจนได้น้ำสีเขียวเข้ม แล้วให้แยกเอากากออกโดยการกรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำไว้ จากนั้นนำน้ำที่ได้ปรุงรสตามชอบหากต้องการรับประทานเป็นของคาวก็ใส่เครื่องปรุงต่างๆลงไป หรือหากต้องการรับประทานเป็นของหวานก็เติมน้ำตาล ปรุงรสตามใจชอบ จากนั้นตั้งทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที น้ำคั้นที่ปรุงเสร็จจะจับตัวเป็นก้อน แล้วค่อยนำมารับประทาน

สำหรับในค้านความสวยงานก็มีการนำใบกรุงเขมามาล้างน้ำแล้ว ขยี้ใบให้เป็นวุ้นๆ นำมาพอกหน้า เพื่อบำรุงผิว , แก้สิว , ลดผดผื่นคันบนใบหน้า ส่วนสรรพคุณทางยาของกรุงเขมานั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ส่วนเหนือดินใช้เป็นยาแก้ร้อนใน แก้โรคตับ รากมีรสหอมเย็นสุขุม ใช้แก้ไข้ แก้ดีซ่าน ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงอวัยวะเพศให้แข็งแรง แก้ลม แก้โลหิต กำเดา แก้โรคตา ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้ปวดท้อง และโรคบิด ระบายนิ่ว แก้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไอเจ็บหน้าอก ใช้เป็นยาขับเหงื่อ ยาขับระดู ยาบำรุง ยาขับน้ำเหลืองเสีย ยาสมาน ใบ ใช้พอกเป็นยาเฉพาะที่ แก้โรคผิวหนัง หิด แก้ร้อนใน แก้โรคกระเพาะอาหาร ใช้พอกแผล ฝี แก้แผลมะเร็ง แก้หิด ลำต้น ใช้ดับพิษไข้ทุกชนิด ช่วยบำรุงโลหิตสตรี เป็นยาพอกแก้ตาอักเสบ เนื้อไม้ แก้โรคปอด และโรคโลหิตจาง

และในอีกตำราหนึ่งระบุว่า ส่วนของรากใช้ลดน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ แก้ลม แก้เสมหะ ช่วยบำรุงหัวใจ แก้ท้องร่วง แก้บวม ขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาระบาย ส่วนของต้น ดับพิษไข้และแก้ระดูพิการในสตรี ส่วนของเปลือกและแก่น ช่วยบำรุงโลหิต แก้ไข้ แก้ระดูพิการในสตรี ส่วนของเนื้อไม้ ช่วยรักษาโรคปอด และโรคโลหิตจาก ส่วนของใบ แก้หิด พอกแผลฝี และโรคผิวหนังอื่นๆ

สล็อต

นอกจากนี้ในตำราโอรสพระนารายณ์พบว่า กรุงเขมาเป็นส่วนประกอบของตำรับยาสำหรับแก้เตโชธาตุพิการตัวปรากฏในบทกลอนดังนี้

ถ้ามิถอยใช้ให้เอาโกฏสอ โกฏเขมา รากพิลังกาสา ผลราชคัด ผลสรรพพิศม์ ผลสวาดิจุโรหินี รากกรุงเขมา รากมะแว้งเครือ รากจิงจ้อใหญ่ มหาพิงคุ์ ผลจันทร์เทศ เทียนดำ เทียนขาว ยา 14 สิ่ง เสมอภาค ทำเป็นจุล ละลายน้ำนมโคก็ได้ ส้มมะงั่วก็ได้อีกทั้ง ในประเทศอินโดนีเซียยังมีการใช้ส่วนของใบ ตำใส่น้ำตั้งทิ้งไว้ให้เป็นเยลลี่ กินเป็นยาช่วยย่อย แก้ปวดท้อง และใช้รากกรุงเขมา ต้มกับน้ำดื่มแก้ปวดท้องอีกดัวย

ลักษณะทั่วไปกรุงเขมา

กรุงเขมา จัดเป็นไม้เถาเลื้อยเป็นไม้เนื้อแข็ง ลักษณะเถาจะเลื้อยไปตามกิ่งไม้ต่างๆ มีขนนุ่มสั้นปกคลุมหนาแน่นตามเถา กิ่ง ช่อดอก และใบ ไม่มีมือเกาะ แต่จะมีรากสะสมอาหารใต้ดิน รากมีลักษณะอวบใหญ่และจะมีขนาดใหญ่กว่าเถารากจะมีหน้าที่เก็บสะสมอาหารใต้ดิน และมีรากฝอยกระจายขึ้นมาอยู่ทั่วทั้งราก ใบออกเป็นใบเดี่ยวออกแบบสลับ มีหลายรูปทรง ได้แก่ รูปหัวใจ รูปกลม หรือ รูปไต กว้าง 4.5-12 เซนติเมตร ยาว 4.5-11 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือเรียวแหลม โคนใบกลมตัด หรือเป็นรูปหัวใจตื้นๆ ขอบใบเรียบ เนื้อใบบาง ใบเมื่อยังอ่อนจะมีขนนุ่มสั้นกระจาย ทั้งหลังใบ และท้องใบ และขอบใบ

แต่เมื่อใบแก่ขนจะร่วง เส้นใบออกจากโคนใบรูปฝ่ามือ ก้านใบยาว 2-8เซนติเมตรมีขนนุ่มสั้น ติดที่โคนใบห่างจากขอบใบขึ้นมา 1-18 มิลลิเมตร ปลายใบแหลมหรืออาจเป็นติ่งหนาม ดอก เป็นดอกขนาดเล็กออกเป็นช่อกระจุกสีขาว ดอกแบนแยกเพศ จะอยู่ต่างต้นกัน ขนาดประมาณ 0.2-0.5 มิลลิเมตร เรียงแบบช่อเชิงหลั่น แต่ละช่อกระจุกมีก้านช่อดอกยาว 2-5เซนติเมตร มีขนนุ่มสั้น อาจจะออกกระจุกเดี่ยวๆหรือ 2-3 กระจุกในหนึ่งช่อ ช่อดอกเพศผู้ ออกตามง่ามใบ ก้านช่อกระจุกแตกแขนง ยืดยาว ใบประดับรูปกลม และขยายใหญ่ขึ้น ดอกเพศผู้ สีเขียวหรือสีเหลือง มีก้านดอกย่อยยาว 1-2 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ รูปไข่กลับ ยาว 1-1.5 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนยาว กลีบจะดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย มีความยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้เชื่อมติดกัน อับเรณูยาว 0.75 มิลลิเมตร

สล็อตออนไลน์

ส่วนช่อดอกเพศเมีย เป็นช่อกระจุกแยกแขนง ทรงแคบ ยาวได้ถึง 18 เซนติเมตร ประกอบด้วยช่อดอกที่เป็นกระจุกติดแบบคล้ายเป็นช่อกระจะ แต่ละกระจุกอยู่ในง่ามของใบประดับ ใบประดับเป็นรูปกลม เมื่อขยายใหญ่ขึ้นสามารถยาวได้ถึง 1.5 เซนติเมตร และอาจมีขนประปรายหรือขนยาวนุ่ม ดอกเพศเมีย มีก้านดอกย่อยยาว 1.5 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงมี 1 กลีบ เป็นรูปไข่กลับกว้าง ยาว 1.5 มิลลิเมตร กลีบดอกมี 1 กลีบ รูปไข่กลับกว้าง ยาว 0.75 มิลลิเมตร โคนสอบแคบ เกสรเพศเมียมี 1 อัน ขนาดประมาณ 0.5 มิลลิเมตร มีขนยาวห่าง ก้านเกสรเพศเมียเกลี้ยง โดยยอดเกสรเพศเมียจะแยกเป็น 3 พู ผลจะเป็นแบบสด มีก้านอวบใหญ่ ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร โดยผลจะจะมีเมล็ดหนาทรงกลมรีตรงปลาย เมื่ออ่อนอยู่มีสีส้มและเมื่อสุกสีน้ำตาลแดง ผนังผลชั้นในรูปไข่กลับ ยาว 5 มิลลิเมตร ด้านบนมีสันขวาง 9-11 สัน เรียงเป็น 2 แถว ส่วนเมล็ดมีลักษณะโค้งงอรูปพระจันทร์ครึ่งซีก มีผิวขรุขระ มี

การขยายพันธุ์กรุงเขมา

กรุงเขมา สามารถขยายพันธุ์ได้โดยวีการใช้เมล็ดและการใช้เหง้า สำหรับวิธีการปลูกนั้นสามารถทำได้ เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ด หรือการแยกเหง้าของพืชชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้สำหรับการปลูกกรุงเขมานั้นจะต้องทำค้างให้เถาได้เลื้อยพันขึ้นด้วย ส่วนสภาพดินที่เหมาะแก่การปลูกกรุงเขมา คือ ดินร่วนปนทรายที่มีความชุ่มชื้นพอสมควรแต่มีข้อควรระวังคือ ต้นกรุงเขมาจะเป็นพืชที่ไม่ชอบปุ๋ยเคมีเพราะในปุ๋ยเคมีมีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูง ทำให้ต้นตายได้ รวมถึงจะต้องระวังศัตรูพืชที่สำคัญคือ หนอนกระทู้และหอยทากอีกด้วย

นอกจากนี้จากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของใบกรุงเขมา พบว่าใบกรุงเขมา 100 กรัม จะมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของใบกรุงเขมา (100 กรัม)

  • พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
  • โปรตีน 8.5 กรัม
  • ไขมัน 0.7 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 13.6 กรัม
  • เบต้าแคโรทีน 6.577 ไมโครกรัม
  • วิตามินเอ 1.096 RE

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ โดยการใช้รากนำมาตากให้แห้งแล้วบดให้ละเอียดให้เป็นผงละลายกับน้ำผึ้งกิน

ใช้แก้ปวดประจำเดือน แก้ไข้ทับระดู ช่วยปรับสมดุลของประจำเดือนสตรี โดยการใช้รากแห้งนำมาฝนผสมกับน้ำดื่ม

ใช้แก้ไข้ แก้ลม แก้โลหิตกำเดา ใช้ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับระดู ถ่ายน้ำเหลือง แก้บิด แก้นิ่ว แก้โรคตา โดยใช้รากแห้ง 10-15 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม เช้า-เย็น

ใช้รักษาโรคผิวหนังต่างๆ เช่น หิด แผล ฝีหนอง แผลมะเร็ง โดยใช้ใบสดมาขยำหรือตำให้ละเอียดใช้พอกบริเวณที่เป็น โดยเปลี่ยนยาทุกวันจนแผลหายดี

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์คุมกำเนิดของใบกรุงเขมา เมื่อป้อนสารสกัดเมทานอลจากใบกรุงเขมาใน ขนาด 250 และ 450 มก./วัน/กิโลกรัม(น้ำหนักตัว) ให้แก่หนูถีบจักรเพศเมีย เป็นเวลา 21 วัน พบว่ามีฤทธิ์คุมกำเนิด โดยจะยืดระยะเวลาของวัฏจักรเป็นสัด (estrous cycle) ในขั้น diestrus ออกไป และทำให้จำนวนลูกหนูที่เกิดในครอกลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่ลูกหนูก็ยังจะมีการเจริญเติบโตเป็นปกติ แสดงว่าสารสกัดไม่มีผลทำให้แท้ง และเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตัวอ่อน นอกจากนี้สารสกัดยังมีผลต่อระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเป็นสัด โดยจะลดระดับของ luteinizing hormone (LH), follicle-stimulating hormone (FSH) และ estradiol โดยจะเพิ่มระดับของ prolactin แต่จะไม่มีผลต่อ progesterone

slot

และยังมีการศึกษาทดลองในอินเดีย ในปี ค.ศ.1979 โดยใช้สารสกัดจากส่วนเหนือดิน (ไม่ระบุส่วนที่ใช้) ของกรุงเขมาที่สกัดด้วยน้ำ และ แอลกอฮอล์ (1:1) ในสัตว์ทดลอง ผลการทดลองพบว่า สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกรุงเขมาอีกมากในต่างประเทศ ซึ่งมีผลการศึกษาออกมาว่ากรุงเขมามีฤทธิ์ต้านฮีตามีนทำให้หัวใจเต้นช้าลง ต้านการชักมีฤทธิ์เพิ่มน้ำลาย กดระบบประสาทส่วนกลาง กดระบบทางเดินหายใจ ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ต้านเชื้อราและแบคทีเรีย คลายกล้ามเนื้อเรียบ ยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาความเป็นพิษของกรุงเขมาพบว่าเมื่อทำการฉีดสารสกัดใบและกิ่งด้วยน้ำ หรือแอลกอฮอล์เข้าช่องท้องหนูถีบจักร จะมีขนาดต่ำที่สุดที่เป็นพิษคือ 1 มล.ต่อตัว แต่เมื่อฉีดสารสกัดอัลคาลอยด์เข้าหลอดเลือดหนูถีบจักร ปรากฏว่าขนาดที่สัตว์ทดลองทนได้คือ 50 มิลลิกรัมต่อกรัม สำหรับในกระต่ายเมื่อทดลองฉีดสารสกัดรากด้วยอัลกอฮอล์-น้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหรือใต้ผิวหนัง พบว่า ขนาด 10 กรัมต่อกิโลกรัม ไม่พบพิษแต่อย่างใด ส่วนอีกการทดลองหนึ่งระบุว่ามีการทดสอบความเป็นพิษของกรุงเขมา(ไม่ระบุส่วนที่ใช้) พบว่า สารสกัดที่นำไปทดลอง มีค่า LD50=7.3 กรัม/กิโลกรัม

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้สมุนไพรกรุงเขมา เพราะมีฤทธิ์ขับระดู
ในการใช้กรุงเขมาเพื่อเป็นยาสมุนไพรควรระมัดระวังในการใช้โดยควรใช้ในขนาดที่เหมาะสมตามที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก ผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนใช้สมุนไพรกรุงเขมาควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

สรรพคุณของเทียนหยด

เทียนหยดเป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกาตั้งมลรัฐแต่ฟลอริดาลงไปถึงบราซิลรวมถึงในหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วย สำหรับในประเทศไทยไม่ปรากฏบันทึกว่ามีผู้ใดนำเพียงเข้ามาปลูกเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าคงเข้ามาเมื่อไม่นานมานี้เอง และในปัจจุบันสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยมากจะใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนสาธารณะหรือตามบ้านเรือนทั่วไป

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณเทียนหยด

มีการนำเทียนหยดมาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป เพราะดอกมีสีสันสวยงาน ผลแก้ก็ที่มีสีเหลืองสดเป็นมันดูสดใสสวยงามส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ และสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี

นอกจากนี้มีการนำเอาผลแก่ของเทียนหยดที่มีสารแอลตาลอยด์ จำพวก NARCOTINE ไปหมักกับน้ำในอัตรา 1 ต่อ 100 ส่วนจะได้สารละลายซึ่งใช้ฆ่าลูกน้ำยุงในบ่อหรือที่น้ำขังได้ ส่วนสรรพคุณทางยาของเทียนหยดนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ใบสดมีรสชุ่ม มีกลิ่นฉุน ใช้ตำพอกเป็นยาห้ามเลือด ใช้เป็นยาแก้ฝีฝักบัว แก้หนอง แก้อักเสบ แก้บวม รักษาปลายเท้าเป็นห้อเลือด บวมอักเสบ และเป็นหนอง เมล็ดแห้งใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้เทียนหยด

แก้ไข้มาลาเรียและใช้เร่งการคลอด ใช้เมล็ดแห้งประมาณ 10-20 เมล็ด บดให้เป็นผงรับประทานก่อนที่จะมีอาการไข้ขึ้นประมาณ 2 ชั่วโมง

รักษาปลายเท้าเป็นห้อเลือด แก้ฝีฝักบัว แก้หนอง แก้อักเสบ แก้บวม ใช้ใบสด พอประมาณตำผสมกับน้ำตาลทรายแดง 15 กรัม แล้วปั้นเป็นก้อน ลนด้วยไฟอุ่นๆ ใช้พอกบริเวณที่เป็น

รักษาอาการปวดหน้าอก จากการหกล้มหรือถูกกระแทก โดยใช้เมล็ดประมาณ 15 กรัม นำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้ากิน วันละ 1-2 เป๊ก

ใช้เป็นยาห้ามเลือด โดยใช้ใบสดพอประมาณตำให้ละเอียดพอกบริเวณที่เป็นแผล

สล็อต

ลักษณะทั่วไปเทียนหยด

ต้นเทียนหยด หรือ ต้นฟองสมุทร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อนตั้งแต่ฟลอริดาไปจนถึงบราซิล ตลอดจนหมู่เกาะอินดีสตะวันตก จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม แตกกิ่งก้านสาขามากรอบ ๆ ลำต้นตั้งแต่โคนต้นถึงยอด ลักษณะรูปทรงไม่แน่นอน ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร กิ่งมีลักษณะลู่ลง ตามกิ่งอาจมีหนามบ้างเล็กน้อย เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี มีแสงแดดแบบเต็มวัน

ใบเทียนหยด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปรี ปลายใบแหลมหรือมนแต่จะสั้น โคนใบสอบหรือเรียวยาวไปจนถึงก้านใบ ส่วนขอบใบเป็นจักเป็นฟันเลื่อยเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว ก้านใบสั้น ออกใบดกเต็มต้น

ดอกเทียนหยด มี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ดอกสีม่วงและดอกสีขาว ดอกจะออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบและส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกมีลักษณะห้อยลงมีความยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ประกอบกับมีดอกขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกย่อยเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร โดยดอกจะทยอยบานครั้งละ 5-6 ดอก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายแยกออกเป็นกลีบ 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน สีม่วงน้ำเงินหรือสีขาว กลีบเลี้ยงเป็นสีเขียว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 ริ้ว ออกดอกได้ตลอดทั้งปี แต่จะออกดอกมากในช่วงฤดูฝน หรือช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม

ผลเทียนหยด ผลมีพิษ ออกผลเป็นพวงหรือช่อห้อยลง ผลมีขนาดเล็กและมีจำนวนมาก ลักษณะของผลเป็นรูปกลมรี มีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเป็นมันสดใส และยังมีกลีบเลี้ยงติดอยู่

สล็อตออนไลน์

เทียนหยดจัดเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ ดอก สีม่วง และสายพันธุ์ดอกสีขาว ชนาดของต้น สูง 1-3 เมตร ลำต้นมักจะแตกกิ่งก้านสาขามากตามกิ่งมีหนามเล็กน้อย ใบดอกเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับตรงข้าม ใบเป็นรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบเรียวยาวไปจนถึงก้านใบ ใบกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตรและยาว 5-6 เซนติเมตร ขอบใบเป็นจักเป็นฟันเลื่อยเล็กน้อยก้านใบสั้น ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ โดยจะห้อยลงยาวประมาณ 4-10 ซม. ในแต่ละช่อจะประกอบด้วยดอกขนาดเล็กจำนวนมาก โดยมีดอกย่อยจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน หรือสีขาวโดยดอกจะค่อยๆ ทยอยบานครั้งละ 4-5ดอก ผล ติดผลเป็นพวงดกห้อยลงมาเป็นช่อเช่นเดียวกับดอกและจะมีผลขนาดเล็กจำนวนมาก ลักษณะกลมป้อม ผลอ่อนเปลือกผลสีเขียวเมื่อแก่ผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเป็นมันสดใส คล้ายกับขี้เทียนหยด

การขยายพันธุ์เทียนหยด

เทียนหยดสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและปลูกนั้นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ด และปลูกพืชประเภทไม้พุ่มและไม้ยืนต้นชนิดต่างๆ ในบทความก่อนหนักนี้ ทั้งนี้เทียนหยดยังเป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ต้องแสงแดดแบบเต็มวัน แต่ก็ต้องการความชื้นและอินทรียวัตถุในดินสูง โดยทั่วไปควรรดน้ำ 2 – 3 วัน/ครั้ง และยังเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยหรือดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำได้ดี

นอกจากนี้ควรตัดแต่งทรงพุ่มภายหลังการออกดอกเพราะจะทำให้การออกดอกในงวดต่อไปรวดเร็วและก็ยังส่งผลให้ได้ทรงพุ่มตามที่เราต้องการอีกด้วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

จากการศึกษาวิจัยทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศพบว่า เทียนหยดได้ถูกจัดเป็นพืชที่มีพิษที่ต้องระมัดระวังในการใช้เป็นอย่างมาก เพราะในผลของเทียนหยดมีสารที่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ และอาจทำให้เกิดพิษที่รุนแรงจนเสียชีวิตได้

jumboslot

การศึกษาทางพิษวิทยา

จากการศึกษาวิจัยพบว่าในส่วนที่เป็นพิษของเทียนหยด คือ ใบและผลโดยในใบเทียนหยดพบกรดไฮโดรไซยานิค (hydrocyanic acid) หรือไซยาไนด์ ผลเทียนหยดพบสารในกลุ่มซาโปนินที่เป็นพิษ เช่น duratoside IV, duratoside V หากรับประทานเข้าไปแล้วเคี้ยว อาจทำให้เสียชีวิตได้ (แต่หากไม่เคี้ยว ก็จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด) ซึ่งหากรับประทานใบในปริมาณมาก จะทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน ทำให้มีอาการตัวเขียว เสียชีวิต ถ้าได้รับประทานในปริมาณน้อยก็อาจมีอาการอาเจียน และท้องเสีย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้เทียนหยดเป็นสมุนไพรนั้นควรมีการระมัดระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพืชที่มีพิษโดยเฉพาะส่วนที่จะนำมาเป็นสมุนไพร โดยก่อนที่จะใช้สมุนไพรชนิดนี้ควรปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอและไม่ควรนำมาใช้เอง เพราะอาจได้รับพิษและก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายได้ นอกจากนี้ตามตำรายาไทย ยังได้ห้ามใช้สมุนไพรชนิดนี้ในสตรีมีครรภ์อย่างเด็ดขาดอีกด้วย

slot

เมล็ดใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย ด้วยการใช้เมล็ดแก่ที่แห้งแล้วประมาณ 15-20 เมล็ด นำมาตำหรือบดให้เป็นผงผสมรับประทานก่อนที่จะเป็นไข้ประมาณ 2 ชั่วโมง (เมล็ดแห้ง)
เมล็ดแห้งใช้เป็นยาเร่งคลอด ด้วยการใช้เมล็ดแห้งประมาณ 15-20 เมล็ด นำมาตำหรือบดให้เป็นผงผสมรับประทาน (เมล็ดแห้ง)
ใบสดมีรสชุ่ม มีกลิ่นฉุน ใช้ตำพอกเป็นยาห้ามเลือด (ใบสด)
ใช้เป็นยาแก้ฝีผักบัว แก้หนอง แก้อักเสบ แก้บวม ด้วยการใช้ใบสดในปริมาณพอสมควร นำมาตำผสมกับน้ำตาลทราย แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น (ใบสด)
ใช้รักษาปลายเท้าเป็นห้อเลือด บวมอักเสบ และเป็นหนอง ด้วยการใช้ใบสดปริมาณพอสมควร นำมาตำผสมกับน้ำตาลทรายแดง 15 กรัม แล้วปั้นเป็นก้อน ลนด้วยไฟอุ่น ๆ ใช้เป็นยาพอกบริเวณที่เป็นแผล (ใบสด)
หากมีอาการปวดหน้าอก หกล้มหรือถูกกระแทก ให้ใช้เมล็ดประมาณ 15 กรัม นำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้ากิน (เมล็ด)
ข้อควรระวัง : สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้ ส่วนผลจะมีสารพิษซึ่งเมื่อสัตว์กินเข้าไปมาก ๆ ก็อาจทำให้ตายได้

ส่วนที่เป็นพิษ : ใบ ผล และเมล็ด โดยในใบเทียนหยดพบกรดไฮโดรไซยานิค (hydrocyanic acid, HCN) หรือไซยาไนด์ ส่วนในผลเทียนหยดพบสารในกลุ่มซาโปนินที่เป็นพิษ ได้แก่ duratoside IV, duratoside V หากรับประทานเข้าไปแล้วเคี้ยว อาจทำให้เสียชีวิตได้ (แต่ถ้าไม่เคี้ยว ก็จะไม่ก่อให้เกิดอันตราย)
อาการเป็นพิษ : ผู้ป่วยที่รับประทานใบเทียนหยดในปริมาณมาก สาร hydrocyanic acid จะทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจนได้ จนทำให้มีอาการตัวเขียว และอาจถึงกับเสียชีวิตได้ ถ้ารับประทานในปริมาณน้อยก็อาจจะมีอาการอาเจียนและท้องเสียได้ ส่วนผู้ป่วยที่รับประทานผลเทียนหยดจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ ปวดศีรษะ ส่วนในรายที่เกิดอาการเป็นพิษรุนแรง เนื้อเยื่อที่อยู่ลึก ๆ อาจถูกทำลาย เม็ดเลือดแดงอาจแตกได้ ในกรณีที่มีการดูดซึมของสารพิษ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง มีอาการกระหายน้ำ หน้าแดง จิตใจมีความกังวล ตาพร่า และม่านตาขยาย พิษที่รุนแรงจะแสดงออกที่กล้ามเนื้อไม่มีแรง การประสานงานของกล้ามเนื้อไม่ดี สุดท้ายการไหลเวียนของเลือดไม่สม่ำเสมอและอาจถึงขั้นชัก และเสียชีวิตในที่สุด

บวบเหลี่ยมมีประโยชน์อย่างไร

บวบเหลี่ยมมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนเขตเอเชียใต้ โดยเชื่อกันว่าอยู่ในประเทศอินเดีย (เพราะมีการสำรวจพบพืชป่าที่มีลักษณะเดียวกันกับบวบเหลี่ยมในบริเวณ ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย) ต่อมาได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณใกล้เคียง เช่น ศรีลังกา บังคลาเทศ เนปาล และยังมีการแพร่กระจายพันธุ์มาจนถึง ภูมิภาค เอเชียอาคเนย์ ได้แก่ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาค ซึ่งถือว่าเป็นพืชชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมปลูกกันมาก

ประโยชน์และสรรพคุณบวบเหลี่ยม

คนไทยรู้จักบวบในฐานะเป็นผักอย่างหนึ่งมากที่สุด ซึ่งบวบเหลี่ยมนับเป็นผักที่รู้จักแพร่หลายหาซื้อได้ในตลาดทั่วประเทศไทยและมีตลอดปี ผลอ่อนของบวบเหลี่ยมใช้ประกอบอาหารได้หลายประเภท เช่น ใช้เป็นผักจิ้มกับเครื่องจิ้มต่าง ๆ (น้ำพริกปลาร้า ปลาเจ่า ฯลฯ) โดยจะนิยมต้มหรือนึ่งให้สุกเสียก่อน นอกจากนี้ยังใช้ทำแกงจืด แกงเลียง แกงอ่อม หรือ ผัด ก็ได้ ส่วนในภาคอีสานบางท้องถิ่นใช้ยอดอ่อนของบวบเหลี่ยมเป็นผักด้วย ซึ่งจะใช้ปรุงอาหารเช่นเดียวกับผลอ่อน แต่จะมีรสขมกว่าผลอ่อน

นอกจากใช้ผลอ่อนเป็นผักแล้ว เมื่อผลบวบแก่จนแห้งแล้วจะมีเส้นใยที่เหนียว โปร่ง ยืดหยุ่นได้ดี จึงมีการ นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้ถูตัว หรือนำมาขัดถูล้างถ้วยชามแทนฝอยขัดชนิดต่าง นอกจากนี้ยังนำมาใช้ตกแต่งเป็นดอกไม้ประดิษฐ์รูปแบบต่าง ๆ ได้อีกด้วย รวมทั้งใช้รองป้านชา และยัดในรองเท้า เพื่อรักษารูปทรงได้อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของบวบเหลี่ยมนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ผลอ่อนของบวมมีฤทธิ์เย็น ช่วยบำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ รักษาคางทูม ช่วยลดไข้ แก้บิด แก้ปวดท้อง ช่วยขับน้ำนม ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ดอกมีรสชุ่ม ขมเล็กน้อย และเย็นจัด ช่วยดับร้อน ในร่างกาย รักษาอาการไอเจ็บคอ แก้หอบ ใบ ใช้แก้บิด , ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ใช้รักษาสตรีที่ตกเลือด รักษาแผลเรื้อรัง กลากเกลื้อน แมลงสัตว์กัดต่อย เถาและราก ใช้แก้ปวดศีรษะ แก้จมูกอักเสบ แก้เจ็บคอ แก้บวมช้ำ ช่วยระบายท้อง แก้ร้อนใน แก้หวัด แก้ปวดท้อง แก้เหน็บชา มีฤทธิ์เป็นยาระบาย เนื้อในเมล็ดช่วยขับพยาธิตัวกลม แก้บิด แก้ร้อนใน ขับนิ่ว ช่วยขับเสมหะ ช่วยทำให้อาเจียน แก้อาการปวดเอวเรื้อรัง

สล็อต

ลักษณะทั่วไปบวบเหลี่ยม

บวบเหลี่ยมจัดเป็นพรรณไม้เถาเลื้อยหรือเป็นล้มลุกมีอายุเพียงปีเดียว ชอบเลื้อยพาดพันไปตามต้นไม้อื่นหรือทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน เถาหรือลำต้นเป็นเหลี่ยม ตามบริเวณข้อเถามีมือสำหรับใช้ยึดเกาะเป็นเส้นยาว บางทีแยกเป็นหลายแขนง โคนต้นจะมีขนาดใหญ่กว่าปลายยอด ใบดอกเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบทั่วคล้ายกับใบบวบหอม แต่จะมีรอยเว้าเข้าตื้นกว่า ลักษณะของใบเป็นรูป 5-7 เหลี่ยม ปลายใบแหลม โคนใบมนเว้า หลังใบและท้องใบเรียบ มองเห็นเส้นใบได้ชัดเจนทั้งสองด้าน เนื้อใบค่อนข้างหนา ก้านใบเป็นเหลี่ยม โดยยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร

ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว แยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกจะออกเป็นช่อๆ ตามซอกใบ กลีบดอกเป็นสีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ เป็นรูปไข่กลมบางและย่น โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ด้านนอกมีขนสั้นและอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ ดอกเพศผู้จะมีเกสรเพศผู้ประมาณ 2-3 ก้าน ส่วนดอกเพศเมียรังไข่จะเป็นรูปขอบขนาน ท่อรังไข่เป็นรูปทรงกระบอกภายในรังไข่มีช่อง 3 ช่อง และมีไข่อ่อนเป็นจำนวนมาก ผลเป็นรูปทรงกระบอก มีขนาดสั้นกว่าบวบหอม แต่ผลจะมีเหลี่ยมเป็นสันตามความยาวของผล โดยผลจะมีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เปลือกของผลหนา ปลายผลโตโคนผลเรียวเล็ก เนื้อในผลมีรสขม ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดเมื่อแห้งจะเป็นเมล็ด สีมีลักษณะสีดำแบนมันวาว ในหนึ่งผลจะมีเมล็ดเป็นจำนวนมาก

การขยายพันธุ์บวบเหลี่ยม

สล็อตออนไลน์

บวบเหลี่ยมสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดโดยมีขั้นตอนการขยายพันธุ์ดังนี้

การเตรียมแปลงสำหรับปลูกควรไถดินตากแดดประมาณ 7-10 วัน เพื่อทำลายวัชพืชและศัตรูพืชแล้วไถพรวนซ้ำอีกครั้ง แล้วจึงหว่านปูนขาว และใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกอัตรา 2,000 กิโลกรัม/ไร่ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่ เสร็จแล้วให้ยกแปลงสูง 4-5 นิ้ว กว้าง 120 ซม. เสร็จแล้วจึงทำการขุดหลุมปลูก โดยมีระยะห่างระหว่างต้น 75 ซม.และระหว่างแถว 100 ซม.สำหรับการปลูกมี 2 วิธี คือ

  1. การเพาะกล้า โดยการเตรียมเมล็ดพันธุ์ แช่น้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส 30 นาที แล้วจึงนำไปวางในอุณหภูมิห้องจนกว่าเมล็ดงอกและมีรากยาวประมาณ 0.5 ซม.จึงจะนำไปเพาะ จากนั้นให้เตรียมดินเพาะกล้า โดยมีอัตราส่วนดิน:ปุ๋ยคอก 2:1 แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันใส่ในถาดหลุมเพาะเมล็ด เพื่อเตรียมหยอดเมล็ดแล้วจึงนำเมล็ดที่เตรียมไว้หยอดลงในหลุมเพาะเมล็ด กลบดินประมาณ 1 ซม.แล้วนำถามเพาะกล้าไปไว้ในบริเวณที่ร่ม หรือมีวัสดุพรางแสง รดน้ำทันทีด้วยบัวฝอย เมื่อมีใบจริง 3-4 ใบ จึงนำย้ายปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ คลุมด้วยฟาง รดน้ำให้ชุ่มพร้อมทำค้างทันที
  2. การหยอดเมล็ด เมื่อเตรียมดินและหลุมปลูกตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 แล้ว ให้ทำการหยอดเมล็ด 3-4 เมล็ด ต่อหลุมกลบดิน คลุมด้วยฟาง รดน้ำให้ชุ่ม

สำหรับการทำค้างให้ใช้ไม้ไผ่ที่มีลำต้นตรง ความยาว 2-2.5 เมตร ปักตั้งฉากกับพื้นดิน ให้สูงเหนือผิวแปลง 2 เมตร หลุมละ 1 ค้างแล้วใช้ไม้อีกอันประกบส่วนปลายค้างให้ต่ำกว่าปลายค้าง 25 ซม.ให้ไม้ค้างที่ประกบขนานกับผิวแปลง แล้วใช้ไม้คำยันหัวท้ายข้างละ 2 อันไขว้ไม้ค้ำยันตรงบริเวณที่ไม้ประกบมัดติดกับปลายไม้ค้างส่วนบน ให้โคนไม้ค้ำยันห่างจากไม้ค้างที่ปักข้างละ 20 ซม. เพื่อใช้ยืดต้นพืชและกันการกระพือของลมแรง และรับน้ำหนักเถาบวมได้เต็มที่

ทั้งนี้การปักค้างควรทำทันทีที่หยอดเมล็ดดีกว่าปักเมื่อมีต้นพืชงอกขึ้นมาแล้ว เพราะไม้ค้างที่ปักในภายหลังอาจทำให้รากพืชขาดเสียหายได้ นอกจากนี้การปักค้างก่อนยังช่วยบอกตำแหน่งของหลุมที่ต้นพืชจะงอกขึ้นมาอีกด้วย

jumboslot

คุณค่าทางโภชนาการของผลบวบเหลี่ยม ต่อ 100 กรัม

พลังงาน 18 กิโลแคลอรี
น้ำ 95.4 กรัม
เถ้า 0.4 กรัม
โปรตีน 0.7 กรัม
ไขมัน 0.2 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 3.3 กรัม
ใยอาหาร 0.3 กรัม
เบตาแคโรทีน 30 ไมโครกรัม
วิตามินเอ 5 RE
วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.04 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.4 มิลลิกรัม
วิตามินซี 15 มิลลิกรัม
แคลเซียม 5 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 24 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.7 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้โพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง ด้วยการนำรากบวบเหลี่ยมนำมาต้มกับน้ำใช้ดื่ม หรือจะใช้ดอกสดตำร่วมกับฮั่วเถ่าเช่าสด ใช้เป็นยาพอกก็ได้หรืออาจจะใช้เถาบริเวณใกล้กับรากนำไปเผาให้เป็นถ่าน แล้วบดให้เป็นผงผสมกับเหล้ากิน

ใช้ระยายท้อง แก้เจ็บคอ แก้อาการบวมช้ำ โดยนำรากบวบตากแห้งต้มกับน้ำ ชงเป็นชาดื่ม

ใช้รักษาคางทูม โดยใช้ใยผล (รังบวบ) เผาเป็นถ่าน ผสมกับน้ำใช้ทาบริเวณที่ปวด

ใช้ขับเสมหะขับปัสสาวะให้นำใบบวบตากแห้ง 5 กรัม ชงกับน้ำร้อน 1 แก้วกาแฟ ดื่มก่อนอาหาร เช้า-เย็น

ใช้รักษาอาการไอ เจ็บคอ และหอบ ด้วยการใช้ดอกแห้งประมาณ 6-10 กรัมผสมต้มแล้วรินมาผสมกับน้ำผึ้งใช้จิบเป็นยา หรือจะใช้น้ำจากเถาสดผสมกับน้ำตาลทรายเล็กน้อยจิบกินพอประมาณก็ใช้เป็นยาแก้ไอ ได้เช่นกัน

ใช้รักษาหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โดยใช้เถาแห้งประมาณ ประมาณ 250 กรัม หั่นเป็นฝอยแล้วแช่กับน้ำจนพองตัว แล้วนำไปต้มแยกเอากากออก ใส่น้ำตาลพอประมาณ แล้วกินวันละ 2-3 ครั้งติดต่อกันประมาณ 10 วัน ใบแก้บิด ใช้ใบให้ใช้ประมาณ 500-600มิลลิกรัม นำมาต้มกับน้ำกิน

ใช้ขับพยาธิตัวกลม นำเมล็ดแก่มาเคี้ยวกินตอนท้องว่าง (เด็กให้กินครั้งละประมาณ 30 เม็ด หากเป็นผู้ใหญ่ให้ใช้ 40-50 เม็ด) ติดต่อกัน 2 วัน หรือจะนำมาเมล็ดแห้งบดให้ละเอียดใส่แคปซูลกินวันละครั้งก็ได้

ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ โดยใช้ดอกแห้งประมาณ 10กรัมนำไปต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ใบสด 1 กำมือนำมาต้มกับน้ำ ใส่น้ำพอท่วมแล้วต้มจนเดือดแล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม

แก้อาการบวมน้ำ ด้วยการใช้น้ำจากเถาผสมกับน้ำตาลทรายกิน หรือนำราก มาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะช่วยบำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ลดไข้โดยการนำผลอ่อนมาประกอบอาหารรับประทานหรือจะนำผลอ่อนใส่น้ำพอท่วมต้มให้เดือดใช้ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น ก็ได้

slot

แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้พิษคัน รักษาบาดแผลเรื้อรัง แผลจากแมลงสัตว์กัดต่อย ผิวหนังเป็นผดผื่นคัน รักษากลากเกลื้อน ด้วยการใช้ใบนำมาต้มเอาแต่น้ำใช้ชะล้าง หรือใช้ใบสดตำพอก หรือใช้ใบแห้งบดให้เป็นผงละเอียดผสมเป็นยาทาก็ได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ปกป้องตับจากสารพิษ มีการศึกษาวิจัยสารสกัดน้ำผสมแอลกอฮอล์ ที่แสดงฤทธิ์ปกป้องตับจากสารพิษ (carbon tetrachloride และ rifampicin) ในหนูทดลอง โดยมีกลไกหลายชนิด เช่น เพิ่มประสิทธิการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างขึ้นได้ ทั้งที่เป็นเอนโซม์ (catalase และ superoxide dismutase) และกลูต้าไธโอน (glutathione) ทำให้ลักษณะของเซลล์ตับดีขึ้นและลดปฏิกิริยาการเกิดออกซเดชั่นของไขมัน ทำให้ระดับเอนไซมืที่บ่งถึงการอักเสบของตับ (AST , ALT , ALP และ LDH) ในเลือดสัตว์ทดลองลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ทดลองกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้กินสารสกัด

ฤทธิ์รักษาภูมิแพ้ผิวหนัง จากการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุผลการทดลองว่า หลังจากทาสารสกัดจากบวบในบริเวณที่มีอาการเป็นเวลา 4 สัปดาห์ จะช่วยลดการอักเสบและยับยั้งการเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้

ฤทธิ์แก้อักเสบในโรคไซนัสอักเสบ มีการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งระบุผลการศึกษาทดลองว่า การใช้ยาพ่นจมูกที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากบวบมีประสิทธิภาพในการรักษาไซนัสอักเสบได้ดี เมื่อเทียบกับการรักษาโดยใช้สารละลายน้ำเกลือ

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาทางพิษวิทยาของบวบเหลี่ยมระบุว่า เมล็ดมีผลทำให้หนูแท้ง และสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากเมล็ดบวบเหลี่ยมในขนาด 1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม มีผลทำให้สุนัขที่กินเข้าไปตาย โดยก่อนตายจะมีอาการน้ำลายฟูมปากอาเจียน และยังพบว่ามีเลือดออกในลำไส้

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน เมล็ดแก่ของบวบเหลี่ยมเพราะมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าทำให้หนูทดลองแท้ง
เมล็ดแก่ของบวบเหลี่ยมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย และทำให้ท้องเสียอย่างรุนแรงได้ หากรับประทานเข้าไปมาก เพราะมีสาร Elaterin และอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย
ในการใช้บวบเหลี่ยมเป็นอาหารไม่มีอันตรายแต่อย่างใด แต่หากใช้เป็นสมุนไพรนั้น ควรระมัดระวังในการใช้ โดยควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมไม่ใช้มากเกินไป และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องการรับประทานยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้บวบเหลี่ยมเป็นสุมนไพรในการรักษาโรคเสมอ

สรรพคุณของลำดวน

ลำดวนเป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นใน ไทย , ลาว ,พม่า , กัมพูชา แล้วได้มีการกระจายพันธุ์ไปยังพื้นที่บริเวณคาบสมุทรที่อยู่ใกล้เคียง เช่น ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น ปัจจุบันสามารถพบได้ในประเทศที่กล่าวมานี้

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทย ถือว่าเป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศ และสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งในธรรมชาติสามารถพบได้ตามป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ โดยเฉพาะภาคอีสาน (ในจังหวัดศรีสะเกษพบได้มากที่สุดและยังเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดอีกด้วย) นอกจากนี้ยังนิยมนำมาปลูกในบริเวณบ้านเรือนเพื่อให้ความสวยงามและความหอม เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณลำดวน

คนไทยในสมัยก่อนนิยมนำดอกลำดวนมาใช้บูชาพระและใช้ปักแซมผมเพราะมีความสวยงามและยังให้ความหอม ส่วนผลสุกของลำดวนยังสามารถนำมากินเล่นได้ซึ่งจะมีรสหวานอมเปรี้ยว เนื้อไม้ของต้นลำดวนมีความแข็งสามารถนำมาทำเป็น เครื่องมือเครื่องใช้ในบ้านเรือนได้ นอกจากนี้ดอกลำดวนยังถูกนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางค์และอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยานั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณของลำดวนไว้ว่าดอกลำดวนแห้งมีกลิ่นหอมเย็นใช้เป็นยาชูกำลัง แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ ทำให้หัวใจชุ่มชื่น บำรุงโลหิต แก้ลมวิงเวียน แก้ไอ แก้ไข้ แก้กระหายน้ำ ใช้ผสมยาหอม แก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ และลำดวนยังถูกจัดให้ อยู่ในพิกัดเกสรทั้ง 9 (พิกัดเนาวเกสร)ที่ประกอบไปด้วย เกสรดอกบัวหลวง ดอกพิกุล ดอกมะลิ ดอกบุนนาค ดอกลำเจียก ดอกจำปา ดอกสารภี ดอกกระดังงา และดอกลำดวน ซึ่งมีสรรพคุณ แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ลม บำรุงหัวใจ ชูกำลัง แก้อ่อนเพลีย แก้พิษโลหิต ส่วนตำรายาพื้นบ้านภาคอีสานระบุถึงการใช้ดอกลำดวนว่าเนื้อไม้และดอกแห้ง ใช้ต้มน้ำดื่ม จะช่วยบำรุงหัวใจ แก้ลม วิงเวียน บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง แก้ไข้

สล็อต

ลักษณะทั่วไปลำดวน

ลำดวนจัดเป็นไม้ยืนต้นประเภทพุ่มขนาดย่อมสูงได้ประมาณ 5-15 เมตร ลำต้นตรง ผิวเปลือกเมื่อต้นยังอ่อนเรียบ แต่เมื่อต้นแก่จะแตกขรุขระเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลอมดำ กิ่งอ่อนสีเขียวเป็นรูปกรวยค่อนข้างทึบ ใบออกเป็นใบเดี่ยวแบบเรียงสลับ ลักษณะใบเป็นรูปยาวรี หรือรูปของขนาน กว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร ใบแก่มีสีเขียวเข้มเป็นมันท้องใบสีอ่อนกว่า ส่วนในอ่อนหรือยอดจะเป็นสีแดงอมม่วง โดนใบและปลายใบจะเรียงแหลม ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นดอกเดียวมีลักษณะคล้ายดอกนมแมว โดยจะออกตามซอกใบ และบริเวณปลายกิ่ง กลีบดอกมี 6 กลีบ สีเหลืองนวล กลีบมีลักษณะหนา เป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ ชั้นนอกมีขนาดใหญ่กว่าชั้นใน และแผ่แยกมากกว่ากลีบชั้นใน ส่วนกลีบชั้นในส่วนกลีบชั้นในอยู่ติดกัน และปลายหุ้มเข้าหากัน มีเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่กลางดอก โดยดอกมีกลิ่นหอม และความหอมจะมีมากตั้งแต่ช่วงค่ำไปจนถึงตอนเช้า ผลออกเป็นผลกลุ่มมีผลย่อยประมาณ 15-20 ผล ผลอ่อนมีสีเขียวผิวเรียบ เมื่อสุกจะมีสีแดงอมดำ หรือน้ำเงินอมดำ โดยที่ผลสุกสามารถกินได้และจะมีรสหวานอมเปรี้ยว ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม ขนาด 5-10 มิลลิเมตร และภายในจะมี 1 ผล เมล็ด 1-2 เมล็ด

การขยายพันธุ์ลำดวน

ลำดวนสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง ส่วนวิธีการนั้นสามารถทำได้ เช่นเดียวกันกับการ เพาะเมล็ดและตอนกิ่งพืชยืนต้นประเภทอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น ต้นนมแมว กระดังงา บุนนาค ฯลฯ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ลำดวนเป็นพืชที่ของแสงแดด โดยจัดเป็นไม้กลางแจ้งขึ้นได้ในดินทุกประเภท แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย และเป็นพรรณไม้ที่ชอบความชื้น

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและวิธีการใช้

ใช้แก้ไข้ แก้ไอ แก้กระหายน้ำ แก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง โดยใช้ดอกแห้ง ชงเป็นชาดื่ม หรือนำไปต้มกับน้ำดื่มก็ได้ หรือจะนำดอกแห้งบดให้เป็นผงน้ำไปผสมกับยาผสมกับยาหอมรับประทานก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ลำดวนยังเป็นส่วนผสมในพิกัดเกสรทั้ง 9 ที่สามารถนำไปใช้ผสมในตำรับตำรายาต่างๆ ตามที่ได้ระบุในตำรับนั้นๆอีกด้วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

สำหรับข้อมูลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของลำดวนนั้นส่วนมากเป็นการศึกษาวิจัยในต่างประเทศ และมีน้อยมาก แต่มีอยู่ชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ มีรายงานการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของลำดวนของลำดวนระบุว่า มีฤทธิ์ต่างๆ ดังนี้ ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยสาร oxidized heptanes จากดอกลำดวนสามารถยับยั้ง เซลล์มะเร็งเต้านม เซลล์มะเร็งปอด เซลล์มะเร็งตับ เซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร และเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ นอกจากยังมีการศึกษาวิจัยพบว่าลำดวนยังมี ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้สำรวจมาเป็นสมุนไพรนั้นถึงแม้ว่ายังไม่มีข้อมูลที่ระบุว่ามีความเป็นพิษแต่ต้องควรระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยต้องใช้ในประมาณที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ รวมถึงต้องใช้แต่พอดีไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ นอกจากนี้เด็กสตรีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ลำดวนมาเป็นยาสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

jumboslot

นลำดวน เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเป็นมงคลประจำจังหวัดศรีษะเกษ และดอกลำดวนยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุ เพราะมีเรื่องเล่าว่า สมเด็จย่าได้เสด็จไปเยี่ยมชาวจังหวัดศรีษะเกษ ทรงทอดพระเนตรเห็นดงต้นลําดวนที่ออกดอกงดงามและมีกลิ่นหอม และทรงพอพระทัย หลังจากนั้นดอกลำดวนจึงกลายเป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุ ทำนองเดียวกับดอกมะลิที่เป็นสัญลักษณ์ของแม่นั่นเอง นอกจากนี้ดอกลําดวนยังเป็นดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษอีกด้วย

ลักษณะของลำดวน
ต้นลำดวน หรือ ต้นหอมนวล มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 10-15 เมตร ลำต้นตรง แตกกิ่งใบจำนวนมาก เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหรือเป็นพุ่มเป็นรูปกรวยคว่ำ เปลือกต้นเรียบเป็นสีเทา เมื่อลำต้นแก่เปลือกต้นจะเป็นสีน้ำตาลอมดำ มีรอยแตกตามแนวยาวของลำต้น ส่วนกิ่งอ่อนเป็นสีเขียวสด ยอดอ่อนและใบอ่อนเป็นสีแดง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ชอบความชื้นสูง และแสงแดดแบบเต็มวันถึงครึ่งวัน ชอบขึ้นในที่โล่งและมีแสงแดด พบได้ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออก และภาคกลาง และพบได้มากในจังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากต้นลำดวนเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดศรีษะเกษ

ใบลำดวน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบแหลมหรือสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ผิวใบด้านบนเป็นมัน ส่วนด้านล่างมีสีอ่อนกว่า เส้นกลางใบเป็นสีออกเหลืองนูนเด่นทั้งสองด้าน ส่วนก้านใบยาวประมาณ 0.5-0.7 เซนติเมตร

ดอกลำดวน หรือ ดอกหอมนวล ออกดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อแบบกระจุกประมาณ 2-3 ดอก โดยจะออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกเป็นสีเหลืองนวล มีกลิ่นหอม ลักษณะเป็นรูปไข่ป้อมถึงรูปเกือบกลม ปลายกลีบแหลม โคนกลีบกว้าง ดอกมีกลีบ 6 กลีบ กลีบดอกหนาแข็ง สีเขียวปนเปลือง และมีขน แยกเป็น 2 วง ชั้นนอกมี 3 กลีบ กลีบแผ่แบน

slot

ลักษณะของกลีบเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่กว่ากลีบดอกวงใน ปลายกลีบแหลม โคนกลีบกว้าง โดยมีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.2 เซนติเมตร ส่วนกลีบดอกชั้นในงุ้มเข้าหากันลักษณะเป็นรูปโดม มีขนาดเล็กกว่า แต่จะหนาและโค้งกว่ากลีบชั้นนอก โดยจะมีจะขนาดกว้างประมาณ 0.6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.9 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ขนาดเล็ก เกสรเพศผู้และรังไข่มีจำนวนมากอยู่บนฐานสั้น ๆ รังไข่ ไม่มีขน ส่วนกลีบเลี้ยงมีขนาดเล็ก มีด้วยกัน 3 กลีบ

ลักษณะของกลีบเลี้ยงเป็นรูปเกือบกลม ปลายกลีบมน เกลี้ยงหรือมีขนประปราย ส่วนก้านดอกยาวได้ประมาณ 2.5 เซนติเมตร โดยจะออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม และแต่ละต้นจะมีช่วงที่ดอกบานอยู่ประมาณ 15 วัน

ผลลำดวน ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อ ออกผลเป็นกลุ่ม มีผลย่อยประมาณ 15-27 ผล ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมรี รูปไข่ หรือรูปกลม ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลมีขนาดกว้างประมาณ 0.5 นิ้ว และยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง และผลสุกมีสีน้ำเงินดำ มีคราบขาว ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 1-2 เมล็ด ใช้รับประทานได้ โดยจะมีรสหวานอมเปรี้ยว ส่วนก้านผลยาวประมาณ 1 เซนติเมตร โดยจะติดผลในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม

กระบือเจ็ดตัวเป็นอย่างไร

กระบือเจ็ดตัวเป็นพรรณพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณ เขตร้อนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ แล้วต่อมาจึงมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนต่างๆ ในทวีปเอเชียและแอฟริกา สำหรับในประเทศไทย สามารถพบกระบือเจ็ดตัวได้ทั่วทุกภาคของประเทศแต่จะพบได้มาก ในภาคกลางและภาคเหนือมากกว่าภาคอื่นๆ

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณกระบือเจ็ดตัว

มีการนำกระบือเจ็ดตัวมาใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านเรือนและอาคารสถานที่ทั่วๆไป เพราะมีสีของใบ(ด้านหน้าและท้องใบ) ตัดกันสวยงามและยังมีการนำใบของกระบือเจ็ดตัวมาผสมกับใบกะเพราและหญ้าตีนกาทำลูกประคบอีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของกระบือเจ็ดตัวดังนั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ใบมีรสร้อนเฝื่อนขื่น ใช้ขับเลือดเน่าเสีย ขับเลือดพิษขับ แก้สัดนิบาดเลือด ทำให้เลือดกระจาย น้ำคาวปลาให้สะอาด แก้สันนิบาดหน้าเพลิง (บาดทะยักในปากมดลูก) แก้อักเสบบริเวณปากมดลูก ใช้ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้กษัย แก้บวมฟกช้ำ ดำเขียว แก้พิษบาดทะยัก แก้ประจำเดือนขัดข้อง เนื้อไม้และกระพี้ ใช้ถอนพิษไข้ แก้พิษสำแดง แก้ร้อนภายใน

นอกจากนี้ในต่างประเทศก็ยังมีการใช้กระบือเจ็ดตัวเป็นสมุนไพร เช่นกัน เช่นในฮ่องกงใช้กระบือเจ็ดตัวแก้คางทูม แก้ต่อนทอมซิลอักเสบ แก้อาการออกหัด แก้ปวดตึงกล้ามเนื้อต่างๆ เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปกระบือเจ็ดตัว

กระบือเจ็ดตัวจัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ดที่มีการแตกกิ่งก้านสาขามากและมีความสูงตั้งแต่ 0.5-2 เมตร โดยตามกิ่งจะมีรูอากาศและมีน้ำยางสีขาวเหมือนน้ำนมอยู่ตามกิ่งก้าน ใบเป็นเดี่ยว ออกเรียงสลับรอบกิ่งหรืออาจจะออกตรงข้าม ลักษณะใบเป็นรูปไข่กลับ หรือรูปใบหอก กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 5-13 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยตื้น หลังใบเรียบเป็นมันมีสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเรียบเป็นสีม่วงแดง (เป็นที่มาของชื่อต้นใบท้องแดงที่ชาวจันทบุรีใช้เรียก) ดอกเป็นแบบช่อกระจะเป็นแบบแยกเพศที่อยู่บนต้นเดียวกัน

โดยจะออกตามงามใบปลายยอดและปลายกิ่ง ซึ่งดอกจะมีขนาดเล็กสีเหลืองอมเขียว ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม ฐานตัด ปลายผลเว้าเข้าแต่มีขนาดเล็ก ประมาณ7-8 มิลลิเมตร โดยผลจะมีพู 3 พู และเป็นผลแห้ง เมื่อแก่จะแตกออกได้เป็น 3 ส่วน เมล็ดเกือบกลมขนาดเล็กมีศูนย์กลางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร

สล็อต

ต้นกระบือเจ็ดตัว จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดย่อม มีความสูงได้ประมาณ 0.5-1.5 เมตร แตกกิ่งก้านมาก มีรูอากาศตามผิวกิ่ง ตามกิ่งก้านมีน้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้เร็ว ขึ้นได้ในดินทั่วไป ชอบดินร่วน ความชื้นในระดับปานกลางถึงสูง และแสงแดดแบบเต็มวันถึงรำไร เป็นพืชที่มีเขตการกระจายพันธุ์ในแถบอินโดจีน รวมทั้งบ้านเราด้วย

ใบกระบือเจ็ดตัว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับเวียนรอบกิ่งหรือออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับ รูปใบหอก หรือรูปใบหอกแกมรูปไข่ ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยตื้น ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-13 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนท้องใบเรียบเป็นสีม่วงแดง เส้นแขนงใบมีข้างละ 7-12 เส้น ก้านใบยาวได้ประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร หูใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร

ดอกกระบือเจ็ดตัว ออกดอกเป็นช่อกระจะ โดยจะออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กเป็นสีเหลืองอมเขียว ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่คนละต้นกัน ช่อดอกเพศเมียจะอยู่ส่วนล่าง ส่วนปลายด้านบนจะเป็นดอกเพศผู้ โดยช่อดอกเพศผู้จะเป็นแบบช่อกระจะ ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร มีดอกย่อยอยู่จำนวนมาก โคนก้านดอกมีใบประดับขนาดเล็กลักษณะเป็นรูปไข่เรียงซ้อนกัน มีขนาดกว้างและยาวประมาณ 1.7 มิลลิเมตร ก้านดอกยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงดอกมี 3 กลีบ ลักษณะกลีบเลี้ยงเป็นรูปหอก ปลายจักเป็นฟันเลื่อยถี่ มีขนาดกว้างประมาณ 0.3-0.4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.6-1 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้มีขนาดเล็กมาก มี 3 อัน อับเรณูเป็นรูปกลม สั้นกว่าก้านชูอับเรณูเล็กน้อย

ส่วนช่อดอกเพศเมียจะสั้นกว่าดอกเพศผู้ มีดอกประมาณ 2-3 ดอก ขนาดประมาณ 1.2-1.5 ถึง 1-1.3 มิลลิเมตร ก้านดอกแข็ง ยาวประมาณ 2-5 มิลลิเมตร โคนก้านดอกมีใบประดับขนาดเล็ก ๆ และมีต่อมเล็ก ๆ สีเหลือง กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็กเป็นรูปไข่ มี 3 กลีบ ติดกันที่ฐานเล็กน้อย มีขนาดกว้างประมาณ 1.2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.8 มิลลิเมตร รังไข่เล็กเป็นสีเขียวอมชมพู กลม เกลี้ยง มีช่อง 3 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียมี 3 อัน ยาวประมาณ 2.2 มิลลิเมตร

สล็อตออนไลน์

ผลกระบือเจ็ดตัว ผลมีขนาดเล็กลักษณะเป็นรูปค่อนข้างกลม มีขนาดกว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร ฐานตัด ปลายผลเว้าเข้า ผลมีพู 3 พู เป็นผลแห้ง เมื่อแก่จะแตกออกได้เป็น 3 ส่วน ภายในมีเมล็ดลักษณะเกือบกลม เมล็ดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกระบือเจ็ดตัว
ใบตากแห้งใช้ชงดื่ม เช่น ใบชาเป็นยารักษาโรคกษัย (ใบ)
ใช้เป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ไข้ (ใบ)
กระพี้และเนื้อไม้ใช้เป็นยาถอนพิษผิดสำแดง ถอนพิษไข้ แก้ร้อนภายใน (กระพี้และเนื้อไม้)
ใบมีรสร้อนเฝื่อนขื่น ใช้ใบสดประมาณ 7-10 ใบ นำไปตำกับเหล้าขาวหรือเหล้าโรง คั้นเอาน้ำกินเป็นยาขับน้ำคาวปลาหลังคลอดให้สะดวก ขับเลือดเน่าเสียของสตรี แก้อักเสบบริเวณปากมดลูก แก้สันนิบาตหน้าเพลิง (บาดทะยักในปากมดลูก) ขับเลือดร้าย แก้สันนิบาตเลือด แก้ประจำเดือนขัดข้อง ช่วยทำให้เลือดกระจาย (ใบ)
ใบใช้กินเป็นยาขับเลือดเสีย (ใบ)
ในชวาจะใช้ใบสดตำพอกห้ามเลือด (ใบ)
ใช้เป็นยาแก้บวมฟกช้ำ ดำเขียว แก้พิษบาดทะยัก (ใบ)
ในฮ่องกง จะใช้ทั้งต้นเป็นยาแก้คางทูม ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้หัด แก้ปวดตึงกล้ามเนื้อ (ทั้งต้น)

jumboslot

ข้อควรระวัง : มีบางข้อมูลระบุว่า ไม่ควรใช้สมุนไพรชนิดนี้ในคนที่มีร่างกายปกติ เพราะจะทำให้เลือดออกในทวารทั้งเจ็ดได้ และต้องใช้โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมหรือเภสัชกรรมเท่านั้น และยังมีข้อมูลที่ระบุด้วยว่า ในใบและยางจะมีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง อาการเป็นพิษที่เกิดจะขึ้นอยู่กับส่วนของร่างกายที่สัมผัสสาร ส่วนวิธีการรักษานั้นให้รักษาไปตามอาการ ถ้าถูกยางที่ผิวหนังให้รีบล้างออกด้วยสบู่และน้ำสะอาดและทาด้วยครีมสเตียรอยด์ แต่หากเข้าตาให้ล้างด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้งในทันที และควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป

การขยายพันธุ์กระบือเจ็ดตัว

กระบือเจ็ดตัวสามารถขยายพันธุ์ได้โดย การเพาะเมล็ด การตอนกิ่งและการปักชำกิ่ง ส่วนวิธีการขยายพันธุ์นั้น ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง หรือปักชำไม้พุ่มชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้กระบือเจ็ดตัวเป็นพืชที่ชอบดินร่วนที่มีการระบายน้ำได้ดี ขอบความชื้นในระดับปานกลาง ชอบแสงแดดพอประมาณ และเป็นพืชที่เจริญเติบโตง่าย การดูแลไม่ยุ่งยากและสามารถเพาะปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไข้ แก้กษัย แก้ร้อนในกระหายน้ำ โดยใช้ใบแห้งนำมาชงกับน้ำร้อนดื่ม ใช้แก้อักเสบบริเวณปากมดลูก แก้สันนิบาตหน้าเพลิง ใช้ขับเลือดร้าย แก้สันนิบาตเลือด ขับน้ำคาวปลา ขับเลือดพิษ แก้ประจำเดือนผิดปกติ ช่วยทำให้เลือกกระจายโดยใช้ใบสดพอประมาณมาตำหรือคั้นกับเหล้าโรงแล้วนำน้ำที่ได้รับประทาน ใช้แก้ปวดบวมฟกช้ำดำเขียว โดยใช้ใบสดตำให้แหลกพอกบริเวณที่เป็น ใช้ถอนพิษสำแดง แก้พิษสำแดง ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ กระพี้หรือเนื้อไม้มาต้มกับน้ำดื่ม

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีผลการศึกษาวิจัยโดยการใช้สารสกัดจากใบด้วยเอทานอล 95% พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ S. aureus , Pseudomonas aeruginosa และ β-hemolytic streptococcus group A

นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาวิจัยอื่นๆอีก เคยพบว่าส่วนต่างๆของกระบือเจ็ดตัว มีฤทธิ์ทางเภสัชดังนี้ ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ฤทธิ์ทำให้การบีบตัวของกล้ามเนื้ออ่อนลง ฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ ฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัว มีฤทธิ์ระคายเคือง เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

แม้จะยังไม่มีข้อมูลความเป็นพิษของกระบือเจ็ดตัวแต่มีการศึกษาวิจัยระบุว่าในยางของกระบือเจ็ดตัวมีสารออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังที่ไปสัมผัสโดยยางดังกล่าว

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

มีข้อมูลจากการใช้ของหมอยาพื้นบ้านระบุว่าคนที่มีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ หรือคนที่ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร ไม่ควรใช้กระบือเจ็ดตัว เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ และการใช้กระบือเจ็ดตัวต้องใช้โดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
การใช้กระบือเจ็ดตัวเป็นยาสมุนไพรควรระมัดระวังในการใช้ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานเกินไป ส่วนเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรังรวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้กระบือเจ็ดตัวเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณมากมายของตะไคร้หอม

ตะไคร้หอมเป็นพรรณพืชที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณเขตร้อนของทวีปเอเชีย ซึ่งน่าจะอยู่ในบริเวณภูมิภาคเอเชียใต้ และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น ส่วนในปัจจุบันได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนต่างๆทั่วโลก และสำหรับในประเทศไทย สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่จะพบได้น้อยกว่าตะไคร้แกง (C.Citratus Stapf)

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณตะไคร้หอม

ถึงแม้ว่าตะไคร้หอมจะมีลักษณะต่างๆ ค่อนข้างที่จะคล้ายกับตะไคร้แกงแต่ก็นิยมนำมาบริโภคเหมือนตะไคร้แกง ดังนั้น ในการนำมาใช้ประโยชน์ จึงมีแค่นำมาใช้ในการเกษตร และในด้านยาสมุนไพรเท่านั้น โดยการใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรมีการใช้ น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม ฆ่าไข่และป้องกันตัวเต็มวัยของด้วงถั่วเขียว และยังมีการใช้สารสกัดจากตะไคร้หอมกำจัดเพลี้ยที่เข้าทำลายต้นยี่หร่าฝรั่งได้อีกด้วย ส่วนประโยชน์ทางด้านยาสมุนไพรนั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณว่า ทั้งต้น มีรสปร่า ร้อนขม ทำให้มดลูกบีบตัว ทำให้แท้ง ขับโลหิต ขับลมในลำไส้ แก้แน่นท้อง แก้ริดสีดวงในปาก เหง้า ใช้เป็นยาบีบมดลูก ขับประจำเดือน ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้อาเจียน แก้ปากแห้งแตก แก้แผลในปาก แก้ตานซางในลิ้นและปาก บำรุงไฟธาตุ แก้ธาตุ แก้เลือดลมไม่ปกติ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง ใบและกาบ นำมากลั่นได้น้ำมันหอมระเหย ใช้ทาผิวหนังกันยุง และแมลง

ส่วนตำรายาพื้นบ้านระบุว่า เหง้า ลำต้น และใบ ของตะไคร้หอมนำมาเข้ายากับเปล้าใหญ่เครือส้มลมและใบหนาดใช้แก้วิงเวียน แก้ลม แก้คลื่นเหียนอาเจียน นอกจากนี้ตะไคร้หอมยังจัดอยู่ในตำรายา “พิกัดตรีผลธาตุ” ที่ประกอบด้วยเครื่องยา 3 อย่าง คือ หัวตะไคร้หอม เหง้ากระทือ เหง้าไพล มีสรรพคุณบำรุงธาตุไฟ แก้ไข้ตัวร้อน แก้กำเดา และยาทาพระเส้น ที่ใช้ร่วมกับสมุนไพรอีก 11 ชนิด ใช้ทาแก้เส้น แก้ลมปัดฆาฏ แก้ลมอัมพาต แก้จับโปง แก้ตะคริว แก้เมื่อยขบ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปตะไคร้หอม

ตะไคร้หอมมีลักษณะต่างๆ เหมือนกับตะไคร้แกงแทบทุกอย่างแต่มีส่วนที่แตกต่างกันคือ ดอกและกลิ่น เท่านั้น ซึ่งลักษณะโดยทั่วไปของตะไคร้หอมมีดังนี้ ตะไคร้หอมจัดเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดินและมีลำต้นเทียมโผล่ขึ้นมาจากเหง้า มีลักษณะเป็นข้อปล้อง รูปทรงกระบอก ผิวเรียบ มีสีม่วงปนแดงและมีกลิ่นหอมฉุนแตกต่างจากตะไคร้แกง โดยจะออกเป็นกอ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานปลายแหลม ใบยาวสากและใบโคนแผ่ออกเป็นกาบ มีขนขึ้นตรงบริเวณโคนใบต่อกับกาบ ใบมีสีเขียว กว้างประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ยาว 60-120 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อ ยาวประมาณ 1 เมตร แทงออกจากกลางต้น ดอกมีสีน้ำตาลอมแดง โดยช่อดอกเป็นแบบกระจับออกที่ปลายยอดของก้านดอก แยกเป็นหลายแขนง แต่ละแขนงมี 4-5 ช่อ และมีดอกย่อยจำนวนมาก ผลเป็นผลแบบแห้งติดเมล็ด ทรงกระบอกหรือกลม

การขยายพันธุ์ตะไคร้หอม

ตะไคร้หอมสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการปักชำต้นเหง้า ส่วนวิธีการปักชำต้นเหง้านั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับ การปักชำต้นเหง้าตะไคร้ (โดยสามารถเข้าไปดูได้ในบทความเรื่องตะไคร้)

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ขับประจำเดือน ขับระดู ขับปัสสาวะ ขับลม แก้จุกเสียดแน่นท้อง โดยการนำเหง้ามาต้มกับน้ำดื่ม แก้แผลในปาก แก้ตานซางที่ลิ้น แก้ไข้ บำรุงธาตุ โดยการนำรากและเหง้าต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาทาหรือพ่นกันยุงและแมลงต่างๆ โดยตำใบสดหมักในแอลอฮอล์ในอัตราส่วน 1:1 ทาบริเวณผิวหนัง ชุบสำลีแขวนเอาไว้หน้าประตูเข้าออก หรืออาจจะใช้ใบตะไคร้หอม มัดแล้วทุบให้ช้ำวางไว้ตามมุมมืดในห้องหรือใต้เตียงก็ได้ ในปัจจุบันมีการผลิตโลชั่นและสเปรย์ตะไคร้หอมกันยุงและแมลงมาใช้แล้ว โดยสามารถป้องกันยุงได้ 4-5 ชั่วโมงเลยทีเดียว

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ขจัดรังแค มีรายงานการศึกษาผลของน้ำมันตะไคร้หอมซึ่งมีฤทธิ์ต้านยีสต์ที่เจริญได้ดีบนไขมัน (lipophilic yeasts) และเป็นสาเหตุของการเกิดรังแค โดยศึกษาทางคลินิกในอาสาสมัครคนไทย 30 คน ที่มีอายุระหว่าง 20-60 ปี ที่มีอาการของการเกิดรังแคอยู่ที่ระดับ 3 เมื่อวัดด้วย D-Squame® scale โดยการศึกษาครั้งนี้แบ่งอาสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม และให้ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผม (Hair Tonic) ที่ผสมน้ำมันตะไคร้หอม 5, 10 และ 15% วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วประเมินผลการขจัดรังแคในวันที่ 7 และ 14 ของการทดสอบ ผลการทดสอบพบว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผมที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้หอม 5, 10 และ 15% มีผลลดการเกิดรังแคได้ ในวันที่ 7 (33, 75 และ 51% ตามลำดับ) และขจัดรังแคได้ดีขึ้น ในวันที่ 14 (52, 81 และ 74% ตามลำดับ) และยังไม่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรืออาการข้างเคียงใดๆ

ฤทธิ์ไล่ยุงและแมลง น้ำมันตะไคร้หอม (Citronella oil) ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยสกัดจากต้นตะไคร้หอมสามารถใช้ไล่แมลง และป้องกันยุงลาย ยุงก้นปล่อง และยุงรำคาญกัดได้นานประมาณ 2 ชั่วโมงและยังการศึกษาฤทธิ์ไล่ยุงของตำรับน้ำมันตะไคร้หอม (Citronella oil) ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ citronella , geraniol และ citronellol ในรูปแบบของครีม พบว่า ตำรับที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 17% ป้องกันยุงลายได้นานประมาณ 3 ชั่วโมง และเมื่อมีการเติมวานิลินซึ่งเป็นสารเพิ่มความคงตัวของน้ำมันหอมระเหย ทำให้ออกฤทธิ์ได้นานกว่า 4 ชั่วโมง

แต่ครีมมีความคงตัวลดลง ส่วนตำรับที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 14% ที่ประกอบด้วย geraniol 52.99% ,citronella 27.35% และ citronellol 14.61% ป้องกันยุงลายได้ประมาณ 2 ชั่วโมง เช่นเดียวกับครีมที่มีสารไล่ยุง dimethyl phthalate 20% และ diethyl toluamide 5% จำนวนยุงที่มาเกาะเฉลี่ย 15 ตัว ที่เวลา 4 ชั่วโมง และ 16 ตัว ที่เวลา 3 ชั่วโมง ของการทาครีมน้ำมันตะไคร้หอม และครีมสารเคมีไล่ยุงตามลำดับ

jumboslot

ส่วนครีมที่มีน้ำมันจากใบตะไคร้หอม ความเข้มข้นร้อยละ 1.25,2.5 และ 5 มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงก้นปล่องได้นาน 2 ชั่วโมง และที่ความเข้มข้นร้อยละ 10 จะป้องกันได้มากกว่า 4 ชั่วโมง ตำรับครีมที่มีส่วนผสมของน้ำมันข่าร้อยละ 5 น้ำมันตะไคร้หอมร้อยละ 2.5 ความวานิลลินร้อยละ 0.5 มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงกัดได้นานกว่า 6 ชั่วโมง นอกจากนี้สารสกัดเอทานอลของตะไคร้หอมผสมกับน้ำมันมะกอกสามารถไล่ยุงลายและยุงรำคาญได้นาน 2 ชั่วโมง

ฤทธิ์ฆ่าแมลง น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอมความเข้มข้นร้อยละ 10 มีฤทธิ์ไล่ตัวอ่อนของเห็บได้นานถึง 8 ชั่วโมง และสามารถไล่ตัวอ่อนของเห็บพันธุ์ Amblyomma cajennense ได้ด้วยค่า EC50 และ EC90 เท่ากับ 0.089 และ 0.343 มิลลิกรัม/ตารางเซนติเมตร และที่ความเข้มข้น 1.1 มิลลิกรัม/ตารางเซนติเมตร สามารถไล่ตัวอ่อนของเห็บได้ร้อยละ 90นาน 35 ชั่วโมง และสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 10 จากต้นตะไคร้หอมแห้ง 50 กรัม/ลิตร จะให้ผลดีในการลดปริมาณของหมัดกระโดดซึ่งเป็นแมลงศัตรูคะน้า

แต่มีแนวโน้มที่จะทำให้น้ำหนักของคะน้าลดลง สารสกัดตะไคร้หอมผสมกับสารสกัดจากเมล็ดสะเดา และข่า ในสัดส่วน 10 มิลลิลิตร/น้ำ 1 ลิตร มีผลลดการเข้าทำลายของเพลี้ยอ่อนและหนอนเจาะฝักซึ่งเป็นแมลงศัตรูถั่วฝักยาว แต่ไม่สามารถควบคุมการเข้าทำลายของแมลงวันเจาะต้นถั่วได้นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ไล่แมลงที่ทำลายเมล็ดข้าว ฤทธิ์ไล่แมลงวัน ผีเสื้อกลางคืน และพวกแมลงบินต่างๆ ได้ด้วยอีก

การศึกษาทางพิษวิทยา

slot

มีรายงานการศึกษาทางพิษวิทยาพบว่า เมื่อฉีดสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และน้ำในอัตราส่วน 1:1 จากส่วนของต้นขนาด 1 กรัม/กิโลกรัม เข้าทางช่องท้องหนูเม้าส์ ไม่พบความเป็นพิษและยังมีการศึกษาพบว่าสารในเหง้าของตะไคร้หอมมีฤทธิ์บีบมดลูกและทำให้ตัวอ่อนแท้งได้

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานตะไคร้หอมทั้งในรูปแบบยาสมุนไพรแบบเดี่ยว หรือ ยาตำรับต่างๆ ที่มีตะไคร้หอมผสมอยู่เพราะมีฤทธิ์บีบมดลูกและอาจทำให้แท้งบุตรได้
ในการใช้ตะไคร้หอมในรูปแบบสเปรย์หรือโลชั่นทากันยุง ไม่ควรทาบริเวณใบหน้าหรือผิวหนังที่อ่อน และไม่ควรใช้กับทารกหรือเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ
ในการใช้ตะไคร้หอมเป็นสมุนไพรควรระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่น โดยไม่ใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปควรใช้ในปริมาณที่ตำรับตำรายาต่างๆ ระบุไว้และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก ผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ