cathedraledetunis

Day: May 29, 2021

สรรพคุณมะเขือเปราะ

มะเขือเปราะเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในประเทศอินเดียโดยในอินเดียจะเรียกว่า Kantakari แล้วในระยะแรกมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนใกล้เคียง เช่นใน บังคลาเทศ เนปาล พม่า ไทย จีน ลาว มาเลเซีย เป็นต้น แล้วจึงมีการนำไปเพาะปลูกยังทวีปต่างๆ ทั่วโลกในปัจจุบัน สำหรับในประเทศไทยสามารถพบมะเขือเปราะได้ทั่วทุกภาคของประเทศ และยังเป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูลผักของไทยและยังเป็นที่นิยมในการบริโภคอย่างกว้างขวางอีกด้วย

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณมะเขือเปราะ

มะเขือเปราะ จัดเป็นผักชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมรับประทานโดยใช้รับประทานเป็นผักคู่กับอาหารต่างๆ อาทิ ลาบ น้ำพริก ส้มตำ ซุบหน่อไม้ และคั่วกลิ้ง อีกทั้งยังสามารถใช้ประกอบอาหารเดี่ยวๆ อาทิ แกงเผ็ด ซุบมะเขือ หรือใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารต่างๆ อาทิ แกงเลียง แกงคั่ว แกงแค แกงอ่อม แกงโฮะ และผัดต่างๆ เป็นต้น สำหรับสรรพคุณทางยาของมะเขือเปราะนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า

ผล บำรุงหัวใจ ช่วยลดไข้ขับลม ลดความดัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ขับพยาธิ ลดการอักเสบ
รากแห้ง ช่วยบรรเทาอาการไอ ลดอาการคันคอ แก้หอบหืด แก้อักเสบในลำคอ ใช้ยาขับปัสสาวะ
รากสด ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน อาการเหงือกอักเสบบวม
ใบ ขับปัสสาวะ เหงือกอักเสบ ช่วยห้ามเลือด รักษาแผล แก้ผดผื่นคัน
นอกจากนี้ในตำราการแพทย์อายุรเวชของอินเดียยังใช้รากมะเขือเปราะ รักษาอาการไอ หอบหืด อาการหลอดลมอักเสบ ขับปัสสาวะ และขับลม

มะเขือเปราะเป็นพืชล้มลุก ทรงพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สีเขียว ผิวเรียบ ไม่มียาง มีรากเป็นรากแก้ว ทรงกลม สีน้ำตาล แทงลงดิน ส่วนใบเป็นใบเดี่ยว สีเขียว ทรงหัวลูกศร ปลายแหลม โคนโค้งมนคล้ายติ่งหู กว้างประมาณ 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 13 เซนติเมตร มีดอกออกตามซอกใบ สีม่วงบ้าง สีขาวบ้าง โดยกลีบดอกจะเชื่อมติดกัน แต่ปลายดอกจะแยกออกเป็น 5 แฉก รูปกงล้อ ไม่มีกลิ่น

สล็อต

ส่วนผลของมะเขือเปราะจะมีลักษณะกลม ผลเรียบ เนื้อแน่นกรอบฉ่ำน้ำ โดยผลอ่อนจะมีสีเขียวอ่อน หรือบางพันธุ์อาจมีสีขาว สีเหลือง สีม่วง ผลแก่จะมีสีเหลือง เนื้อในผลมีลักษณะเป็นเมือก และมีเมล็ดสีเขียวข้างในกว่า 60 เมล็ด จะนำมาทานสด ๆ หรือนำไปปรุงสุกก็อร่อยเหมือนกัน

ลักษณะทั่วไปมะเขือเปราะ

ผล : ผลมะเขือเปราะช่วยลดไข้ ลดการอักเสบ ลดความดันเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ กระตุ้นการเผาผลาญกระตุ้นการขับถ่าย ช่วยขับพยาธิ รักษาเบาหวาน ต้านมะเร็ง และช่วยบำรุงหัวใจได้

ใบ : นำมาขยำแล้วพอกบริเวณแผล จะช่วยห้ามเลือดและรักษาแผลให้หายไวขึ้น และหากนำใบสดมาเคี้ยวจะช่วยบรรเทาอาการเหงือกอักเสบได้ นอกจากนี้การนำใบมะเขือเปราะมาต้มแล้วดื่มยังช่วยแก้อาการร้อนในและช่วยขับปัสสาวะได้ดี แถมยังนำมาต้มอาบแก้บรรเทาอาการคันตามผิวหนังได้ด้วย

ราก : นำรากมะเขือเปราะมาต้มดื่มช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการไอ แก้อาการอักเสบในลำคอ และแก้โรคหอบหืดได้ หรือหากนำมาเคี้ยวยังช่วยบรรเทาอาการเหงือกบวม เหงือกอักเสบ และลดอาการปวดฟันได้อีกด้วย

มะเขือเปราะ จัดเป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งแขนงตั้งแต่ระดับต่ำเป็นทรงพุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 20-100 เซนติเมตร ลำต้นเปลือกลำต้นบาง สีเขียวหรือเขียวอมเทา ส่วนลำต้นที่ปลายกิ่งจะมีสีเขียวอ่อน เนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อนมีสีขาว เปราะและหักง่าย ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันบนกิ่ง มีก้านใบยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ มีขนปกคลุมทั้งด้านล่าง และด้านบน ขอบใบเว้า โค้งเป็นลูกคลื่น และงุ้มเข้าหากลางใบ ขนาดใบกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-15เซนติเมตร ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อออกบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง

สล็อตออนไลน์

กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ ขนาดเล็ก สีเขียว หุ้มห่อฐานดอกไว้ ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบ และกลางกลีบเชื่อมติดกัน ปลายกลีบแยกเป็นแฉก 5 แฉก มีจงอยแหลมตรงกลางกลีบ แผ่นกลีบดอกย่น มีขนโดยดอกจะเป็นสีขาวหรือสีม่วงแล้วแต่สายพันธุ์ และมีเกสรเพศผู้5 อัน ทรงกระบอก สีเหลือง และเกสรเพศเมีย มีก้านเกสร 1 อัน สีเหลืองอมส้ม แทงยื่นยาวกว่าเกสรตัวผู้ ผลออกเป็นผลเดี่ยว แต่ละผลจะมีก้านผลที่พัฒนามาจากก้านดอก ยาว 3-5 เซนติเมตร ที่ขั้วผลหุ้มด้วยกลีบเลี้ยงขนาดใหญ่ สีเขียว

ลักษณะของผลจะเป็นทรงกลมหรือเป็นรูปไข่ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และมีเปลือกผลเป็นมันหนา เรียบ เป็นมัน มีหลายสีขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เช่น สีขาว สีเขียวอ่อน สีเขียวเข้ม หรือมีลายปะสีขาวขนาดผลกว้าง 3-5 เซนติเมตร แล้วแต่สายพันธุ์ เนื้อในผลมีลักษณะเป็นเมือก มีรสขื่นเล็กน้อยหรือบางสายพันธุ์ไม่มีรสขื่นเลย และมีเมล็ดสีเหลือง หรือ น้ำตาล ข้างในมาก

การขยายพันธุ์มะเขือเปราะ

มะเขือเปราะสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด ทั้งแบบหยอดหลุม หว่านเมล็ด หรือการเพาะกล้า ก็ได้แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันและมีอัตราการรอดสูง คือการเพาะกล้า ซึ่งมีวิธีการดังนี้ เก็บเมล็ดจากผลสุก และเก็บรักษาในห่อผ้านาน 1-2 เดือน

จากนั้นเตรียมแปลงเพาะขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร ยาวตามปริมาณที่ต้องการเพาะ และพรวนดิน กำจัดวัชพืชออก จากนั้น หว่านปุ๋ยคอกรองพื้น คลุกพรวนด้วยจอบแล้วนำเมล็ดหว่านลงแปลง พยายามให้ ใช้คราดเกลี่ยหน้าดินตื้นให้กลบเมล็ดและรดน้ำให้ชุ่ม และดูแลให้น้ำต่อเนื่อง วันละ 1 ครั้ง ในช่วง 7 วันแรก จากนั้น ลดเหลือ 2 วัน/ครั้ง เมื่ออายุกล้าได้ประมาณ 10-15 วัน จึงย้ายปลูกลงแปลง ส่วนวิธีการปลูกมะเขือเปราะนั้นทำได้ดังนี้

ไถพรวนดิน และกำจัดวัชพืช จากนั้น หว่านรองพื้นด้วยปุ๋ยคอก 1-2 ตัน/ไร่ แล้วไถพรวนแปลงอีกรอบ จากนั้นขุดหลุมปลูก ลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร เรียงเป็นแถวๆ แล้วนำต้นกล้าลงปลูกให้ระยะห่างระหว่างต้น และแถว ประมาณ 80-100 เซนติเมตร หลังจากปลูกรดน้ำให้ชุ่ม และควรให้น้ำทุกวันในช่วง 2 สัปดาห์แรกจากนั้น ลดเหลือ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์

jumboslot

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของมะเขือเปราะพบว่าในผลพบสาร Solasonine , Solasodine , Solamargine , Solanine , Solacarpine , Diosgenin, Capresterol

นอกจากนี้ผลมะเขือเปราะยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

พลังงาน 39 กิโลแครอรี่
ไขมัน 0.8 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 8.8 กรัม
โปรตีน 1.8 กรัม
เส้นใย 2.5 กรัม
แคลเซียม 38 มิลลิกรัม
เหล็ก 1.2 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 70 มิลลิกรัม
วิตามิน เอ 29 ไมโครกรัม
วิตามินบี 1 ไทอะมีน 0.07 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 ไรโบฟลาวิน 0.16 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 ไนอะซีน 2.4 มิลลิกรัม
วิตามินซี 3 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ลดไข้ ขับลม บำรุงหัวใจ ลดความดันโลหิต ขับพยาธิ โดยการใช้ผลแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ผลสดประกอบอาหารรับประทานหรือใช้เป็นเครื่องเคียงน้ำพริกหรือส้มตำรับประทาน เป็นอาหารในแต่ละมื้อก็ได้ ใช้ขับปัสสาวะ บรรเทาอาการไอ แก้อาการคันคอ ลดอาการอักเสบในลำคอ แก้หอบหืด โดยใช้รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่มใช้แก้อาการเหงือกบวมเหงือกอักเสบ ปวดฟัน โดยใช้รากสด 15 กรัม ต้มกับน้ำใช้บ้วนปากหรือเคี้ยวสดๆก็ได้ ใช้แก้อาการร้อนใน ขับปัสสาวะ โดยใช้ใบสดนำมาต้มน้ำดื่ม หรือใช้ใบสดต้มกับน้ำอาบแก้ผดผื่นคันก็ได้ นอกจากนี้ใบสดยังสามารถนำมาตำหรือขยำแล้วใช้พอกประคบบริเวณแผลก็จะช่วยห้ามเลือดและรักษาแผลได้

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของมะเขือเปราะในต่างประเทศหลายฉบับ เช่น มีการทดสอบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งของสาร พบว่า ทุกตัวมีฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและลำไส้ใหญ่ Solamargine , Solanine, Solasodine พบว่า ทุกตัวมีฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้มีผลงานวิจัยอีกหลายฉบับระบุว่ามะเขือเปราะมีฤทธิ์ ลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ลดความดันโลหิต และช่วยบำรุงหัวใจ เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาวิจัยพบว่า สาร Solanine ที่พบในมะเขือเปราะ เมื่อสะสมไว้ในร่างกายจำนวนมากและสะสมไว้หลายๆวัน จะไปรวมตัวกับไขมัน LDL (ไขมันชนิดไม่ดี) และจะไปเกาะตามบริเวณข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการปวดตามข้อต่างๆ หรือเป็นตะคริวได้

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผู้ที่เป็นโรครูมาตอยด์ไม่ควรบริโภคมะเขือเปราะมาก อาจส่งผลให้อาการทรุดลงได้
ในการใช้มะเขือเปราะเป็นยาสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ นั้นควรระมัดระวังในการใช้แต่พอดีตามที่ระบุไว้ในตำรับตำราต่างๆ ไม่ควรใช้มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนจะใช้มะเขือเปราะเป็นสมุนไพรรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

มะขามเทศมีประโยชน์อย่างไร

มะขามเทศเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดและจัดเป็นพืชพื้นเมืองของไทยชนิดหนึ่ง แต่ก็มีแหล่งข้อมูลบางที่ระบุว่าเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไปตามแหล่งรถร้างทั่วไปหรือที่สาธารณะต่างๆ ทั่วประเทศ เพราะเป็นพืชที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม โรคและแมลงต่างๆ นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการปลูกมะขามเทศพันธุ์ที่มีรสหวานเพื่อการค้าอีกด้วย โดยแหล่งปลูกที่สำคัญของประเทศไทย คือ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี , จ.สมุทรสงคราม , จ.สมุทรสาคร , จ.สระบุรี เป็นต้น

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณมะขามเทศ

มะขามเทศถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆหลายด้าน ได้แก่ ด้านอาหาร มะขามเทศพันธุ์ที่มีรสหวานไม่รับประทานเป็นผลไม้ ซึ่งนับเป็นผลไม้ที่ให้ประโยชน์เป็นอย่างมากเพราะอุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ มากมาย ส่วนมะขามเทศพันธุ์ที่มีรสฝาดสามารถนำฝัก ดอก และใบอ่อนไปปรุงเป็นอาหารได้ เช่น แกงส้ม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการนำส่วนต่างๆของมะขามเทศไปใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น แก่นของเนื้อไม้มีลักษณะเหนียว และแข็ง จึงมีการนำไปแปรรูปเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตร เครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เป็นต้น

สำหรับสรรพคุณทางยาของมะขามเทศนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ใบมะขามเทศ เป็นยาระบาย รักษาบาดแผล แก้พิษแมลงป่อง ผลมะขามเทศ ช่วยในการขับถ่าย แก้ท้องผูก บำรุงผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม ช่วยในการบำรุงประสาทและสมอง แก้ไอ ขับเสมหะในลำไส้ ขับพยาธิ สมานแผลห้ามเลือด รักษาโรคปากเปื่อยหรือโรคปากนกกระจอก ลดระดับคอเลสเตอรอล เสริมสร้างกระดูกและฟัน ช่วยในการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ มีส่วนช่วยในการป้องกันอาการอ่อนเพลียรักษาโรคโลหิตจาง เปลือก ป้องกันฟันผุ แก้ปวดฟัน แก้ปากเปื่อย แผลในปาก แก้ปวดฟัน แก้ท้องร่วง ท้องเสีย แก้อาเจียน หรือใช้ล้างแผล ราก แก้ท้องร่วง กระชับโลหิต และน้ำเหลือง เมล็ดแก่ ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิในท้องเด็ก

ลักษณะทั่วไปมะขามเทศ

สล็อต

มะขามเทศจัดเป็นไม้ยืนต้นเนื้อแข็ง ไม้ผลัดใบ มีอายุนานหลายปี ลำต้นสูงได้ถึง 15เมตร กิ่งมักจะแตกออกมากในระดับต่ำ ลำต้นค่อนข้างกลมเปลือกเรียบ เปลือกมีสีเทาแกมขาว หรือเทาดำเป็นร่องเล็ก ตามลำต้น และกิ่งมีหนามแหลมคม ในตำแหน่งรอยก้านใบ ใบเป็นใบประกอบเรียงสลับ แบบขนนก 2 ชั้น ใบย่อยรูปไข่กลับหรือรูปรี กว้าง 0.5-2.5 ซม. ยาว 1.5-4.5 ซม. โคนใบเบี้ยว ปลายใบมนขอบใบเรียบ ขอบใบ 2 ข้างโค้งไม่เท่ากัน ผิวใบมีสีเขียวลักษณะเรียบถึงมีขนเล็กน้อย ก้านใบอ่อนมีขนปกคลุม โคนก้านใบมีหูใบคล้ายหนาม โดยจะแทงออกบริเวณหนามของกิ่ง ดอกออกเป็นช่อกระจุกแยกแขนง ที่บริเวณข้อติดกับก้านใบ และปลายกิ่ง โดยช่อดอกจะยาวได้ถึง 10 ซม. ส่วนก้านช่อดอกยาว 1-2 ซม. มีขนละเอียดปกคลุม ดอกย่อยสมบูรณ์เพศรวมเป็นกลุ่ม 15-20 ดอกในแต่ละช่อย่อย

ในแต่ละดอกย่อยจะมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ สีเขียวแกมขาว ติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก ปลายกลีบมน เกสรเพศผู้จำนวนมาก ก้านชูอับเรณูเชื่อม ติดกันเป็นหลอด เกสรเพศเมีย 1 อัน ผลมะขามเทศ มีลักษณะเป็นฝักค่อนข้างแบนถึงทรงกระบอกมีรอยคอดตามแนวสัน และเปลือกนูนตามจำนวนเมล็ด ผลขดเป็นวงหรือเป็นเกลียวกว้าง 1-2 ซม. ยาว 5-15 ซม. ฝักอ่อนมีสีเขียว และเมื่อแก่จัดจะมีสีชมพูหรือสีแดง โดยในแต่ละฝักจะมีเมล็ดประมาณ 2-10 เมล็ด เมล็ดมะขามเทศมีลักษณะแบน และนูนตรงกลาง มีรูปทรงคล้ายหยดน้ำ ขนาดเมล็ดกว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร ยาว 9 มิลลิเมตร หนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เมล็ดอ่อนมีสีเขียว เมื่อฝักแก่ เมล็ดจะมีสีดำ

การขยายพันธุ์มะขามเทศ

มะขามเทศ สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี อาทิ การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการทาบกิ่ง ส่วนวิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง โดยมีวิธีการดังนี้

สล็อตออนไลน์

การเตรียมดิน สำหรับการเพาะกล้า วัสดุที่ใช้เพาะมะขามเทศควรเป็นดินผสมระหว่างดินร่วนผสมกับวัสดุอินทรีย์ เช่น แกลบดำ ขุยมะพร้าว และปุ๋ยคอก โดยมีอัตราส่วนผสมประมาณ 1:2 และวิธีการเพาะ จะนิยมเพาะเมล็ดในถุงเพาะชำ เมื่อเมล็ดงอก และต้นกล้าโตประมาณ 20-30 ซม. ก็สามารถแยกปลูกในแปลงได้

ส่วนการตอนกิ่ง ควรเลือกกิ่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5-3 ซม. และเลือกตำแหน่งควั่นกิ่งที่ให้กิ่งตอนยาวประมาณ 50-100 ซม. ไม่ควรยาวมากกว่านี้ จากนั้นควั่นกิ่งใต้ตา และเอาเปลือกออก ให้ควั่นยาวประมาณ 1 นิ้ว โดยต้องขุดเยื่อเปลือกออกให้หมด หลังจากนั้น ใช้ขุยมะพร้าวที่บดละเอียด และผสมน้ำพอหมาดๆ ปั้นประกอบให้รอบรอยควั่น หนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วใช้ถุงพลาสติกหุ้ม และรัดด้วยเชือกทั้งด้านบน ด้านล่างให้แน่น ปล่อยทิ้งไว้ไม่ต้องรดน้ำ หลังจากนั้น ประมาณ 20-30 วัน จะจะมีรากงอกออกมา จนรากมีสีน้ำตาลจึงค่อยตัดกิ่งลงปลูกในแปลง

สำหรับการปลูกก็สามารถทำการปลูกได้เหมือนไม้ยืนต้นทั่วๆ ไป โดยควรเว้นระยะปลูก สำหรับกล้าที่เพาะจากเมล็ดที่ 8-10 x 8-10 เมตร ส่วนระยะปลูกกล้าจากกิ่งตอนที่ 5-8 x 5-8 เมตร

องค์ประกอบทางเคมี

จากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของมะขามเทศ พบว่าในเมล็ดประกอบไปด้วยสาร saponins, polysaccharides, oleanolic acid, steroids, lipids, echinocystic acid glycosides, phospholipids, triterpene oligoglycosides, glycosides, glycolipids และ ส่วนใบ ประกอบไปด้วย quercetin , dulcitol , kaempferol และ นอกจากนี้มะขามเทศยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

jumboslot

คุณค่าทางโภชนาการของมะขามเทศ (100 กรัม)

  • พลังงาน 78 แคลลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 18.2 กรัม
  • ใยอาหาร 1.2 กรัม
  • ไขมัน 0.4 กรัม
  • โปรตีน 3 กรัม
  • แคลเซียม 5.6 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 1.3 มิลลิกรัม
  • เบต้าแคโรทีน 15 มิลลิกรัม
  • โคลีน 5.6 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 7 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 42 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 222 มิลลิกรัม
  • โซเดียม 19 มิลลกรัม
  • วิตามิน B1 0.24 มิลลิกรัม
  • วิตามิน B2 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามิน B3 0.6 มิลลิกรัม
  • วิตามิน C 133 มิลลิกรัม
  • วิตามิน E 0.19 มิลลิกรัม
  • วิตามิน K 14.6 มิลลิกรัม

โครงสร้างมะขามเทศ

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไอ ขับเสมหะ ถ่ายพยาธิ แก้ท้องผูก บำรุงประสาทและสมอง บำรุงผม เล็บและฟัน แก้ปากนกกระจอก ขับเสมหะในลำไส้ ลดคลอเรสเตอรอล โดยรับประทานเนื้อผลสุกของมะขามเทศเป็นประจำ ใช้แก้ท้องเสีย ท้องร่วง แก้อาเจียน โดยใช้เปลือกต้น นำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ท้องร่วง และขับโลหิตและน้ำเหลือง โดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ขับพยาธิไส้เดือนในเด็ก โดยใช้เมล็ดแก้มาคั่วกะเทาะเปลือกกิน ใช้แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อาการอาหารไม่ย่อย โดยใช้ใบมากินกันเกลือ แก้โรคปากเปื่อยหรือโรคปาก โดยนำเปลือกต้นมะขามเทศมาแล้วขูด เปลือกชั้นนอกออก เหลือแต่เปลือกชั้นในประมาณ 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำใส่เกลือป่น 1 ช้อนชา รอจนน้ำอุ่นแล้วนำมาอมหลังจากแปรงฟันทุกครั้ง

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ฆ่าพยาธิตืดแคระ มีการศึกษาวิจัยและการทดสอบฤทธิ์ต้านพยาธิตืดแคระ (Hymenolepis nana) ในหลอดทดลองของสารสกัดเมทานอลของผลมะขามเทศ (Pithecellobium dulce (Roxb.)) และสารสำคัญที่แยกได้ คือสาร N-malonyl-(+)-tryptophan (NMT) พบว่าสารสกัดเมทานอลและสาร NMT มีประสิทธิภาพดีกว่ายาฆ่าพยาธิ praziquantel (PZQ) เมื่อให้ในขนาดที่เท่ากันคือ 20 มก./มล. โดยพยาธิที่ได้รับสารสกัดเมทานอลเกิดภาวะอัมพาตและตายใช้เวลา 10 และ 25 นาที ตามลำดับ และพยาธิที่ได้รับสาร NMT เกิดภาวะอัมพาตและตายใช้เวลา 5 และ 7 นาที ตามลำดับ ในขณะที่พยาธิที่ได้รับยา PZQ เกิดภาวะอัมพาตและตายใช้เวลา 15 และ 30 นาที ตามลำดับ การทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดเมทานอลของผลมะขามเทศและสาร NMT พบว่ามีความปลอดภัย

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัย ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของมะขามเทศอีกหลายฉบับพบว่า afzelin ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ วัณโรค ฤทธิ์ยับยั้งน้ำย่อย ฤทธิ์ป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร ต้านพิษงู (Anti-venom) และ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้ออสุจิ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

เนื้อมะขามเทศให้ความเป็นด่าง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการบริโภค ซึ่งหากรับประทานมากจะทำให้เกิดท้องอืด เพราะด่างจะไปขัดขวางการย่อยอาหารของกรดในกระเพาะอาหาร
ในการใช้มะขามเทศ เป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้โดยควรใช้ในขนาดที่พอดี ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้องรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้มะขามเทศเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ