cathedraledetunis

Day: May 31, 2021

ประโยชน์ของปีบ

ปีบจัดเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชียบริเวณประเทศพม่าและไทย โดยมักจะพบขึ้นกระจัดกระจายทั่ว ๆ ไป ตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง จากนั้นจึงได้กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณใกล้เคียงปัจจุบันสามารถพบได้ในหลายประเทศ เช่น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย บังคลาเทศ และอินเดีย เป็นต้น

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทย ปีบเป็นต้นไม้มีดอกหอมของไทยที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่โบราณ โดยมีหลักฐานว่าวรรณคดีในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นหลายเรื่องได้บรรยายถึงปีบในตอนชมดง เช่น ในบทประพันธ์ของสุนทรภู่ และเรื่องอิเหนาของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ซึ่งในปัจจุบันสามารถพบต้นปีบได้หลายภาค เช่นใน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณปีบ

มีการนำส่วนต่างๆของปีบมาใช้ประโยชน์ในหลายๆด้าน เช่น นำมาเป็นชาไว้ชงดื่มเหมือนชาหรือชาเขียวก็ได้ โดยนำดอกปีบมาตากแห้งแล้ว นำมาชงใส่น้ำร้อนดื่มเป็นชา ซึ่งชาดอกปีบนี้จะมีกลิ่นหอมละมุน รสชาติหวานแบบนุ่มนวลและไม่ขม เปลือกของต้นปีบ สามารถนำมาใช้แทนไม้ก๊อกสำหรับทำจุกขวดได้ เนื้อไม้ของปีบเป็นไม้เนื้ออ่อนโดยเนื้อไม้จะมีสีขาวอ่อน ซึ่งจะสามารถเลื่อยและตบแต่งขึ้นเงาได้ง่าย จึงนิยมแก่การนำมาทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ในครัวเรือนหรือเครื่องตบแต่งภายในอาคารบ้านเรือน

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังนิยมนำปีบมาปลูกตามอาคารบ้านเรือน ตามสถานที่ราชการและสวนหย่อม สวนสาธารณต่างๆ เพราะมีร่มเงา ร่มรื่นรูปทรงต้นงดงาม ปลูกง่าย ทนทานต่อความแห้งแล้งให้ดอกสม่ำเสมอ มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ขยายพันธุ์และดูแลรักษาได้ง่าย สรรพคุณทางยาของปีบนั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณว่า ดอก รสหวานขมหอม ช่วยขยายหลอดลม รักษาหืด บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง บำรุงน้ำดี เพิ่มการหลั่งน้ำดี สูบแก้ริดสีดวงจมูก ไซนัสอักเสบ แก้ลม ดอกใส่ปนกับยาไทย มวนสูบทำให้ปากหอม ราก รสเฝื่อน บำรุงปอด แก้วัณโรคและโรคปอดพิการ แก้หอบ แก้ไอ แก้เหนื่อยหอบ เปลือก แก้ไอ ขับเสมหะ ใบ ใช้มวนบุหรี่สูบแทนฝิ่น ขยายหลอดลม ใช้รักษาอาการหอบหืด

สล็อต

ส่วนในต่างประเทศ อินเดีย พม่า และจีนใช้ใบและราก ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แก้หืด ใบ เป็นยาบำรุง ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แก้ไซนัสอักเสบ แก้ไข้ เพิ่มการหลั่งน้ำดี เป็นยาบำรุง ลำต้น บำรุงปอด และแก้ไอ เปลือกต้น ใช้เป็นสีย้อม ให้สีเหลือง ดอก เป็นยาบำรุง ใช้รักษาหืด เพิ่มการหลั่งน้ำดี ไซนัสอักเสบ ใช้ใส่ในยาสูบเพื่อรักษาโรคที่ลำคอ เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปปีบ

ปีบจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง แบบผลัดใบ ลำต้นตรง สูงได้ถึง 25 เมตร เปลือกต้นหนาสีเทาเข้ม แตกเป็นร่องลึกไม่เป็นระเบียบ มีช่องอากาศเรือนยอดเป็นพุ่มแน่นทึบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกตรงข้ามกัน มีใบย่อย 4-6 คู่ เป็นรูปไข่ปลายแหลมกว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร ขอบใบหยักหรือเว้าเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบบางเรียบ เห็นเส้นกลางใบและต่อมขนได้ชัด ดอก ออกเป็นช่อกระจุกบริเวณ ตามปลายกิ่งโตมีดอกย่อยจำนวนมาก

ซึ่งดอกมีสีขาวและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ กลีบรองกลีบดอกมีขนาดเล็กมาก มีโคนเชื่อมติดกันยาว 2-5 มม. ปลายแยกเป็นกลีบกลม ๆ 5 กลีบ ขอบม้วนออก กลีบดอกยาวประมาณ 4.5-7 ซม. กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นท่อเล็กยาวแบบปากแตร ท่อมีขนาดกว้างประมาณ 2 มม. ยาว 6-8 ซม. ปลายท่อบานออก แยกออกเป็น 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน ผลดอก เป็นฝัก แบน ยาวรูปขอบขนานหัวแหลมท้ายแหลม มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2.3 เซนติเมตร ยาว 25-30 เซนติเมตร ฝักมีสีเขียวพอแห้งจะแข็งและแตกออก เมล็ดแบนสีขาว มีรูปหยดน้ำจำนวนมาก เมล็ดมีปีกสีขาวบาง ๆ ทำให้สามารถปลิวไปตามลมได้ไกล ๆ

การขยายพันธุ์ปีบ

สล็อตออนไลน์

ปีบสามารถขยายพันธุ์ได้โดย วิธีการเพาะเมล็ด หรือการนำรากรอบๆต้นปีบมาเพาะเป็นต้น โดยมีวิธีการ คือ ตัดรากบริเวณรอบๆ ต้น เป็นท่อนๆ ขนาด 15-20 เซนติเมตร แล้วนำไปปักชำในกระบะที่ผสมด้วยดินร่วน ปุ๋ยคอกและขี้เถ้าแกลบแล้วรดน้ำให้ชุ่มจากนั้นรอให้รากที่เพาะนั้นแทงยอดขึ้นมาพบประมาณจึงสามารถนำไปปลูกในบริเวณที่ต้องการได้ ทั้งนี้ปีบเป็นไม้ที่ทนความแห้งแล้งได้ดี แต่ก็ค่อนข้างชอบอากาศชุ่มชื้น และสามารถเจริญเติบโตได้ทุกสภาพดินแต่จะชอบดินร่วนปนทรายมากกว่าชนิดอื่น ดังนั้นในการเลือกพื้นที่ปลูกไม้ปีบจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยดังกล่าวด้วย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้รักษาอาการหืดหอบ และขยายหลอดลม โดยนำดอกแห้ง 5-7 ดอก ผสมกับยาสูบเล็กน้อยมวนเป็นบุหรี่สูบ หรือจะใช้ใบมวนบุหรี่สูบก็ได้ ใช้ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงโลหิต บำรุงน้ำดี ใช้แก้ลม โดยนำดอกแห้งมาต้มกับน้ำดื่มหรือจะใช้ชงเป็นชาก็ได้ ใช้แก้โรคปอดอักเสบ แก้ไอ แก้เหนื่อยหอบ โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไอขับเสมหะ โดยใช้เปลือกรากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์บรรเทาอาการโรคหอบหืด มีการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณแบบกึ่งทดลอง (quasi – experimental research) ของตำรับยาดอกปีบโดยทำการพ่นสารสกัดน้ำจากดอกปีบด้วยเครื่องพ่นออกซิเจน ในอาสาสมัครชายหญิงที่เป็นโรคหอบหืด จำนวน 30 คน อายุเฉลี่ย 46 ปี โดยพ่นยา ขนาด 3 มล. จำนวน 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 15 นาที โดยทำการนัดจำนวน 5 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งห่างกัน 7 วัน วัดค่า PEFR ก่อนและหลังการให้ตำรับยาดอกปีบ ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัครมีค่า PEFR เฉลี่ยก่อนและหลังได้รับตำรับยาพ่นดอกปีบ เท่ากับ 38.72% และ 68.53% ตามลำดับ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเฉลี่ย 0.55 จากผลการศึกษาวิจัยแสดงว่าตำรับยาพ่นดอกปีบมีประสิทธิผลในการรักษาโรคหอบหืดได้

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาอีกหลายฉบับเช่น สารสกัดเมทานอลจากดอกมีฤทธิ์ขยายหลอดลมในหนูทดลอง สารสกัดเอทานอลจากดอกมีฤทธิ์ปกป้องตับจากสารพิษในหนูทดลอง สารสกัดน้ำจากเปลือกต้นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดในหลอดทดลอง สารสกัดเมทานอลจากเปลือกต้นมีฤทธิ์ขับพยาธิ สาร hispidulin จากดอก มีฤทธิ์ต้านการชัก ทำให้สงบระงับในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีอาการลมชักได้สารสกัดใบด้วยอะซิโทนมีฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำยุง

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ไม่ควรสูดดมกลิ่นของดอกปีบมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการเวียนหัวได้
ผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้ ไม่ควรใช้ดอกปีบเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค เพราะอาจทำให้อาการแพ้กำเริบได้
ในการใช้ส่วนต่างๆ ของปีบเป็นสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาโรคนั้น ควรระมัดระวังในการใช่เช่นเดียวกับกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่ระบุไว้ในตำรับตำราต่างๆไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้ปีบเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

slot

ต้นปีบ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลำต้นตรง มีความสูงประมาณ 5-10 เมตร เปลือกต้นเป็นสีเทาเข้มแตกเป็นร่องลึก มีช่องอากาศ รากเกิดเป็นหน่อ เจริญเป็นต้นใหม่ได้ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการนำเมล็ดมาเพาะ หรือใช้ต้นอ่อนที่เกิดจากรากรอบ ๆ ของต้นแม่ นำมาตัดเป็นท่อนสั้น ๆ แล้วนำมาปักชำในกระบะกรวยที่ผสมด้วยขี้เถ้าแกลบก็ได้ ปีบเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองของพม่าและไทยที่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้งทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ต้นปีป

ใบปีบ ลักษณะของใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น มีความกว้างประมาณ 13-20 เซนติเมตรและยาวประมาณ 16-26 เซนติเมตร ก้านใบยาว 3.5-6 เซนติเมตร ที่ตัวใบจะประกอบไปด้วยแกนกลางยาวประมาณ 13-19 เซนติเมตร มีใบย่อย 4-6 คู่ กว้างประมาณ 2.5-3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ลักษณะใบมีรูปร่างคล้ายรูปหอกแกมรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบหยักเป็นซี่หยาบ ๆ เนื้อใบเกลี้ยงบางคล้ายกับกระดาษ

ดอกปีบ ลักษณะดอกเป็นช่อกระจุกแยกแขนง มีความยาวประมาณ 10-25 เซนติเมตร ดอกย่อยจะประกอบไปด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว ดอกมีกลิ่นหอม มีความกว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร เชื่อมกันเป็นหลอดปากแตร แยกออกเป็น 5 แฉก 3 แฉกรูปขอบขนาน 2 แฉกล่างค่อนข้างแหลม มีเกสรตัวผู้จำนวน 4 ก้าน สองคู่จะยาวไม่เท่ากัน และมีเกสรตัวเมียจำนวน 1 ก้าน อยู่เหนือวงกลีบ โดยดอกปีบจะออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม

ผลปีบ ลักษณะเป็นผลแห้งแตก ผลแบนยาว ขอบขนาน มีเนื้อและเมล็ดจำนวนมาก เป็นแผ่นบางมีปีก

กลอยมีประโยชน์อย่างไร

กลอยเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณเขตร้อนของทวีปเอเชียตั้งแต่จีนตอนใต้ ไต้หวัน อินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลปปินส์ และนิวกินี โดยมักจะพบตามธรรมชาติและพบตามบริเวณแหล่งเกษตรกรรมที่ปลูกไว้เพื่อบริโภคและทำยาสมุนไพร ในปัจจุบันกลอยได้กระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนต่างๆ เช่น ทวีป แอฟริกา และอเมริกาใต้

เครดิตฟรี

โดยจะสามารถพบได้ในประเทศเขตร้อนต่างๆ สำหรับในประเทศไทย สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งมักจะพบตามที่ลุ่มต่ำ ที่รกร้างทั่วไป ป่าเต็งรัง ป่าผสม และป่าดงดิบ

ประโยชน์และสรรพคุณกลอย

มีการนำหัวกลอยมาใช้ทำเป็นอาหารหลายอย่างทั้งอาหารคาว-หวาน เช่น มันแกวมันกลอยใส่ไก่ , กลอยทอด , ข้าวเหนียวหน้ากลอย , ข้าวเกรียบกลอย เป็นต้นแต่ในการนำกลอยมาทำเป็นอาหารนั้นต้องมีขั้นตอนในการกำจัดพิษของหัวกลอยหลายขั้นตอนและต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

โดยมีวิธีการ คือ ปอกเปลือกทิ้ง แล้วหั่นเป็นแผ่นบางๆ ใส่ชะลอมหรือตะกร้าแล้วนำไปแช่ทิ้งไว้ให้น้ำไหลผ่านหลายๆวัน เช่น น้ำทะเล น้ำตก น้ำห้วย สัก 2-3 วัน ล้างให้สะอาด จนหมดเมือก และไม่มียางสีขาว แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จึงสามารถนำไปนึ่งรับประทาน หรือนำไปแปรรูปเป็นอาหารได้ หรือต้มในน้ำเกลือโดยเปลี่ยนน้ำหลายครั้ง หรือแช่น้ำทะเล ซึ่งต้องเปลี่ยนน้ำหลายครั้งเช่นกัน สำหรับสรรพคุณทางยาของกลอยนั้น ตามนำรายาไทยระบุไว้ว่าหัวใต้ดิน ใช้แก้เถาดาน (อาการแข็งเป็นลำในท้อง) หุงเป็นน้ำมันใส่แผล กัดฝ้า กัดหนอง ราก หัว ตากแห้ง ปรุงเป็นยาแก้น้ำเหลืองเสีย ฝีมะม่วง โรคซิฟิลิส ขับปัสสาวะ แก้ปวดตามข้อ บดผสมกับน้ำมันมะพร้าว ใบยาสูบ ใบลำโพงหรือพริก ใช้ทาหรือพอกฆ่าหนอนในแผลสัตว์เลี้ยง ตำรายาพื้นบ้านนครราชสีมา ใช้ หัวใต้ดิน หั่นเป็นแผ่นบางๆปิดบริเวณที่มีอาการบวมอักเสบ

นอกจากนี้ยังมีการใช้เหง้ากลอยเป็นส่วนประกอบในตำรับยารักษาโรค ตามพระคัมภีร์แพทย์แผนไทย เช่น ในพระคัมภีร์ปฐมจินดา ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาชื่อ “หิงคุวาตา” มีสรรพคุณแก้ตานโจร แก้ไข้ชรา แก้ลมต่างๆ ในพระคัมภีร์มหาโชครัต ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา “แก้ลมอุทธังคมาวาตา” (ปรับสมดุลของธาตุลมให้เป็นปกติ) ตำรับยา “แก้ริดสีดวงมหากาฬ 4 จำพวก” แก้ริดสีดวงบริเวณต่างๆ รวมทั้งริดสีดวงทวาร ตำรับยา “ยาแดงโลหิต” ช่วยบำรุงโลหิตและรักษาริดสีดวง ในพระคัมภีร์ชวดาร ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา “แก้ลมกร่อน” มีสรรพคุณแก้ลมต่างๆ

สล็อต

และแก้ริดสีดวง ตำรับยา “แก้ลมกระไษย” มีสรรพคุณแก้ลมแน่นจุกเสียดในอก และตำรับยา “น้ำมันใส่พยาธิ” มีสรรพคุณทั้งกัดทั้งเรียกเนื้อ หมายถึง ใช้รักษาโรคผิวหนัง และสมานแผล รวมทั้งใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา “ธรณีสันฑะฆาต” ซึ่งเป็นตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ มีสรรพคุณแก้กษัยเส้น แก้เถาดาน และท้องผูก

ลักษณะทั่วไปกลอย

กลอยจัดเป็นไม้เถาล้มลุก ไม่มีมือเกาะ มีหัวใต้ดิน โดยจะอยู่ลึกจากผิวดินประมาณ 10-15 เซนติเมตร ลำต้นหรือเถากลมขนาดเล็กประมาณ 0.3-0.5 เซนติเมตร มีหนามเล็กๆกระจายทั่วไป และมีขนนุ่มๆ สีขาวปกคลุม มักจะพาดพันไปบนต้นไม้อื่นๆ หัวใต้ดินส่วนมากกลมรี บางทีเป็นพู รูปร่างไม่สมมาตร มีรากเล็กๆกระจายทั่วทั้งหัว ในหนึ่งต้น มี 3-5 หัว เปลือกหัวบาง โดยหัวอ่อน เปลือกจะมีสีครีม ส่วนหัวแก่จะเป็นสีเทาอมดำ เนื้อในหัวมี 2 ชนิดคือ สีขาว (กลอยหัวเหนียว) และสีครีม (กลอยไข่ กลอยเหลือง) ใบเป็นใบประกอบแบบเรียงสลับ จะมีก้านใบหลัก ยาว 5-10 ซม. ซึ่งแต่ละก้านใบจะประกอบด้วยใบย่อย 3 ใบ มีก้านใบย่อยสั้น 0.5-1.5 ซม. แต่ละใบมีลักษณะคล้ายใบถั่ว โคนใบ และปลายใบสอบแหลม ปลายใบจะมีติ่งแหลม กลางใบกว้าง มีสีเขียว แผ่นใบ และขอบใบเรียบ มีเส้นกลางใบมองเห็นได้ชัดเจน 1 เส้น

และเส้นใบขนานกับเส้นกลางใบข้างละ 1 เส้น รวมมีเส้นใบ 3 เส้น โดยใบจะมีความยาวประมาณ 10-25 ซม. กว้างประมาณ 8-15 ซม. ดอก ออกเป็นช่อแบบแยกแขนง โดยจะแทงออกตามซอกใบ แต่ละช่อจะมี 5-12 ช่อย่อยส่วนดอกย่อยมีขนาดเล็ก จำนวน 30-50 ดอกสีเขียว ห้อยลง ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อแยกแขนง 2-3 ชั้น ดอกตั้งขึ้น ยาวได้ถึง 40 เซนติเมตร ดอกเพศเมียออกเป็นช่อชั้นเดียว ดอกชี้ลงดิน กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 6 กลีบ ผลมีลักษณะเป็นแผ่น 3 แผ่น เชื่อมติดกันเป็น 3 เหลี่ยม แต่ละแผ่นกว้างประมาณ 2ซม. ยาวประมาณ 5 ซม. ในแต่ละแผ่นจะมีเมล็ด 1 เมล็ด โดยเป็นเมล็ด มีลักษณะกลมแบนผิวเกลี้ยง และมีปีกบางใส สำหรับช่วยในการลอยตามแรงลม

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์กลอย

กลอยสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด และการแยกเหง้าหรือหัว ซึ่งในธรรมชาติจะเป็นการขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด โดยเมล็ดจะถูกลมปลิวไปตกยังพื้นที่ต่างๆแล้วเจริญเติบโตตามธรรมชาติต่อไป ส่วนการนำมาปลูกเพื่อใช้ประโยชน์นั้น นิยมใช้วิธีการแยกหัวที่มีตายอด ออกมาปลูก หรือขุดต้นอ่อนจากป่ามาปลูก ทั้งนี้กลอยเป็นพืชที่ปลูกง่าย และมีความทนทานต่อความแห้งแล้ง แต่ต้องมีต้นไม้ใหญ่หรือค้างให้เถาได้เลื้อยเกาะ

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้เถาดาน โดยใช้หัวใต้ดินที่กำจัดพิษหมดแล้วมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้น้ำเหลืองเสีย , รักษาฝีมะม่วง , โรคซิฟิลิส , ขับปัสสาวะ รักษาอาการปวดตามข้อ โดยใช้หัวใต้ดินที่กำจัดพิษออกแล้วมาตากแห้งแล้วต้มกับน้ำดื่ม ใช้กัดฝ้ากัดหนอง สมานแผล รักษาโรคผิวหนัง โดยใช้หัวใต้ดินที่กำจัดพิษหมดแล้วมาหุงเป็นน้ำมัน ทาบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ สารไดออสซิน (Dioscin) เป็นสานในกลุ่มสเตียรอยด์ ซาโปนิน ที่พบได้ในพืชหลายชนิดโดยเฉพาะในพืชสกุลกลอย การศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ (hepatocellular carcinoma) ในหลอดทดลองพบว่า สารไดออสซินสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ เซลล์มะเร็งตับชนิด Bel-7402 และ HepG2 ได้ โดยประสิทธิภาพจะขึ้นกับขนาดที่ให้ และเมื่อศึกษากลไกการออกฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งตับชนิด Bel-7402 ก็พบว่าสารไดออสซินทำให้เซลล์เกิดการตายแบบอะพอพโตซิส (apoptosis) และทำให้สารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ของเซลล์ดังกล่าวถูกทำลายด้วย การศึกษากลไกการออกฤทธิ์พบว่า สารไดออสซินมีฤทธิ์ต้านมะเร็งโดยการเพิ่มการแสดงออกของโปรตีนที่กระตุ้นกระบวนการตายของเซลล์แบบอะพอพโตซิส เช่น tumor protein p53 (TP53), BCL2-associated X protein (BAX) และ Caspase 3 (CASP3) และลดการแสดงออกของโปรตีนที่ต้านกระบวนการตายของเซลล์แบบอะพอพโตซิส เช่น B-Cell CLL/Lymphoma 2 (BCL2)

jumboslot

และการศึกษาประสิทธิภาพของสารไดออสซินเปรียบเทียบกับยาต้านมะเร็ง 5-Fluorouracil (5-FU) ในหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็งตับชนิด Bel-7402 พบว่า สารไดออสซินที่ขนาด 24 มก./กก./วัน มีประสิทธิภาพในการต้านมะเร็งดีกว่ายา 5-FU ที่ขนาด 10 มก./กก./วัน จากผลการทดลองดังกล่าวทำให้สามารถสรุปได้ว่า สารไดออสซินมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ ผ่านกระบวนการอะพอพโตซิส ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของโปรตีนที่ควบคุมกระบวนการอะพอพโตซิส เช่น TP53, BAX, BCL2 และ CASP3 ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิธีรักษาโรคมะเร็งตับต่อไป

นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาวิจัย พบว่าสารสกัดน้ำจากหัวกลอยสามารถยับยั้งเชื้อ Staphylococcus epidermidis ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดสิวได้

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาทางพิษวิทยาในหนูทดลองพบว่า เมื่อสกัดหัวกลอยด้วยแอลกอฮอล์ 95 เปอร์เซ็นต์ แล้วนำสารสกัดนั้นไปทดสอบในหนูถีบจักรและหนูขาว พบว่ามีฤทธิ์สำคัญดังนี้

ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง มีฤทธิ์กระตุ้นให้กระวนกระวาย หายใจหอบ ชัก และตายถ้าใช้ขนาดสูงเนื่องจากการชักรุนแรงขึ้น และกดการหายใจ

ฤทธิ์ต่อระบบไหลเวียนเลือด ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น

ฤทธิ์ต่อระบบกล้ามเนื้อ ทำให้มีการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ทั้งกล้ามเนื้อทางเดินอาหารและกล้ามเนื้อหลอดเลือด

slot

ซึ่งอีกการศึกษาหนึ่งระบุผลของความเป็นพิษในหัวกลอยพบว่าสารกลุ่มแอลคาลอยด์ (dioscorine) ทำให้เกิดอาการใจสั่น วิงเวียน คันคอ คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก ซีด ตาพร่า ชีพจรเบา เร็ว อึดอัด เป็นลม และตัวเย็น บางคนมีอาการประสาทหลอนคล้ายกับอาการของคนบ้าลำโพง อาจมีการกระตุกของกล้ามเนื้อ ชัก ต่อมากดประสาทส่วนกลาง
ส่วนสารกลุ่มซาโปนิน (steroidal sapnin) มีผลทำให้เลือดแดงแตก เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ถ้าสูดดมเข้าไปจะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูก ทำให้จามน้ำมูกไหล ถ้าได้รับเข้าไปมากจนผนังลำไส้เป็นแผลจะดูดซึมเข้าไปได้มากก็จะเกิดเป็นพิษมาก แต่ตามปกติมีการดูดซึมได้น้อย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในหัวของกลอยมีสารไดออสคอรีนที่ออกฤทธิ์กดประสาทหากรับประทานโดยไม่กำจัดพิษออกจะทำให้เกิดอาการมึนเมา คัดคอ ใจสั้น อาเจียน และหากรับประทานมากๆ อาจทำให้ตายได้ ดังนั้น ก่อนจะรับประทานจึงควรกำจัดพิษออกก่อนแล้วต้องทำให้สุกเสียก่อน
การกำจัดพิษออกจากหัวกลอยควรทำโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ควรทำเองเพราะอาจกำจัดพิษออกไม่หมด และทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้
ในการใช้หัวกลอยเป็นยาสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้มากกว่าสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรหาซื้อกลอยที่ผ่านการกำจัดพิษแล้วจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และควรใช้ตามปริมาณที่กำหนดในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ใช้มากจาเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนจะใช้กลอยเป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ