ข่อยเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น จากนั้นได้มีการกระจายพันธุ์ไปยังภูมิภาคใกล้เคียงในบริเวณเอเชียใต้ จีนตอนใต้รวมถึงหมู่เกาะในแปซิฟิก ซึ่งในปัจจุบันนี้สามารถพบเห็นข่อยได้ทั่วไปในหลายประเทศของทวีปเอเชีย เช่น ไทย พม่า อินเดีย ศรลังกา จีน มาเลเซีย ฟิลิปินส์ เป็นต้น

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทย สามารถพบเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักจะพบได้ตามที่ลุ่มของป่าละเมาะ และป่าเบญจพรรณทั่วไป

ประโยชน์และสรรพคุณข่อย

ในอดีตคนไทยใช้ กิ่งข่อยนำมาทุบให้นิ่มๆ ก่อนนำมาใช้แปรงฟันแทนการใช้แปรงสีฟัน และใช้เปลือกลำต้นใช้ทำเป็นเยื่อผลิตกระดาษ โดยกระดาษที่ได้จากเยื่อข่อยจะมีความคงทน แมลงไม่กัดกิน และสามารถเก็บรักษาได้ยาวนานกว่ากระดาษจากเยื่อไม้อื่นๆ ส่วนประโยชน์ด้านเป็นไม้ใช้สอยนั้นไม้ข่อยสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆได้ เช่น ด้ามสวิง ด้ามจอบ และเครื่องใช้ทางการเกษตรอื่นๆ เนื่องจากกิ่งข่อยมีความเหนียว สามารถโค้งงอได้ดี และไม่หักง่าย

นอกจากนี้ยังนิยมปลูกข่อยไว้เป็นไม้ประดับเพราะสามารถตัดปรับแต่งให้เป็นรูปต่างๆได้ และยังสามารถนำมาปลูกเป็นแนวรั้วได้อีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของข่อยนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่าทั้งต้น ต้มใส่เกลือ แก้ฟันผุ กระพี้ รสเมาฝาดขม แก้มะเร็ง แก้พยาธิ ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้ผื่นคน เยื่อหุ้มกระพี้ รสเมาฝาดเย็น ขูดเอามาใช้ทำยาสูบแก้ริดสีดวงจมูก เปลือกต้น รสเมาฝาดขม นำมาต้มใส่เกลือให้เค็มใช้รักษาโรครำมะนาด แก้โรคฟัน รักษาฟันให้แข็งแรง แก้ปวดฟัน แก้พยาธิผิวหนัง เรื้อน มะเร็ง ดับพิษในกระดูกในเส้น ดับพิษทั้งปวง หุงเป็นน้ำมันทาหัวริดสีดวง ปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง ใช้มวนสูบรักษาริดสีดวงจมูก เปลือกต้นต้มกับน้ำใช้ชะล้างบาดแผล และโรคผิวหนัง ราก รสเมาฝาดขม แก้โรคคอตีบ ปรุงเป็นยารักษาแผลเรื้อรัง ฆ่าพยาธิ ใช้เป็นส่วนผสมในยารักษากระดูกและบรรเทาอาการ ปวดเส้นประสาทและปวดเอว เปลือกราก รสเมาขมบำรุงหัวใจ ใบ รสเมาเฝื่อน แก้โรคบิด แก้อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน คั่วกินแก้โรคไต แก้บิด ขับน้ำนม ถอนพิษยาเบื่อยาเมา หรืออาหารแสลง ใช้ภายนอกแก้โรคริดสีดวงทวาร

ชงกับน้ำร้อนดื่มระบายท้อง ระบายอ่อนๆ ขับผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ปวดท้องขณะมีประจำเดือน แก้ปวดเมื่อย บำรุงธาตุ ผล รสเมาหวานร้อน บำรุงธาตุ แก้ลม แก้กระษัย ขับลมจุกเสียด เป็นยาอายุวัฒนะ เมล็ด รสเมามันร้อน เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุเจริญอาหาร ขับผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้โลหิตและลม ขับลมในลำไส้ ตำราเภสัชกรรมล้านนา ใช้ ใบ เปลือก ราก และเมล็ด รักษาอาการไอ แก้เจ็บคอ ขับเสมหะ แก้ปวดฟัน รักษาเหงือก ตำรายาพื้นบ้านภาคอีสาน ใช้ ใบ แก้ท้องเสีย เปลือกต้น แก้รำมะนาด ส่วนในประเทศพม่าใช้เปลือกต้นของข่อย แก้ปวดฟัน แก้ไข้ แก้บิด แก้ท้องร่วง เป็นต้น

สล็อต

ลักษณะทั่วไปข่อย

ข่อยจัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มหนาแน่น ลำต้นตรง เปลือกต้นสีเทาอมเขียว เปลือกในสีขาวหนา ผิวเรียบบาง กิ่งค่อนข้างคดงอ แต่กิ่งอ่อนมักมีขนอยู่โดยทั่วไป มียางขาวข้นทั้งลำต้นและกิ่ง ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับรูปวงรีแกมรูปไข่กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนติเมตร โคนใบมนหรือแหลมปลายใบแหลมขอบใบมีลักษณะคล้ายฟันเลื่อยใบหนาหยาบคล้ายกระดาษทรายทั้งสองด้าน ใบอ่อนสีเขียวอ่อนใบแก่สีเขียวเข้ม ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ เป็นแบบดอกแยกเพศ โดยดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ช่อดอกเพศผู้เป็นกระจุกกลมสีเขียวอ่อน มี 5-15 ดอก เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 6-10 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกยาว 3-15 มิลลิเมตร มีขนเล็กน้อย หรือเกลี้ยง ก้านสั้น กลิ่นหอม เกสรเพศผู้สีขาว มี 4 อัน ดอกเพศเมียสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนเป็นกระจุก 1-2 ดอกตามซอกใบและกิ่งกลีบเลี้ยงมี 4 กลีบและมีก้านดอกยาวกว่าดอกเพศผู้ คงอยู่จนดอกกลายเป็นผล ผลเป็นผลสดมีลักษณะรูปไข่หรือกลม สีเขียวอ่อนออกขาวผิวเรียบ เมื่อสุกจะมีสีเหลือง ขนาดผลยาว 8-10 มม. มีเปลือกผลอ่อนนุ่ม เนื้อด้านในมีรสหวานเมล็ดเป็นเมล็ดเดี่ยวรูปร่างกลมแข็ง

การขยายพันธุ์ข่อย

ข่อยสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดและการปักชำ แต่การปักชำต้นข่อยนั้น จะนิยมใช้รากมาปักชำมากกว่าใช้กิ่งปักชำ เพราะจะเจริญเติบได้รวดเร็วกว่าส่วนการขยายพันธุ์ข่อยโดยใช้เมล็ดสามารถใช้เมล็ดแก่ที่สุกแล้วจากต้นหรือเมล็ดที่ร่วงจากต้น นำมาปลูกในกระบะเพาะเมล็ดหรือกระถางขนาดเล็ดให้เป็นต้นกล้าแล้วจึงนำไปปลูกบริเวณที่ต้องการต่อไป ทั้งนี้ข่อยเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน และทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี แต่การเติบโตจะช้านานหลายปีกว่าจะได้ต้นใหญ่

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยด้านพฤกษเคมีในส่วนต่างๆ ของข่อยพบว่า ส่วนต่างๆของข่อยอุดมไปด้วยสารประเภทไกลโคไซด์ (glycosides) ได้แก่ strebloside, strophalloside, kamloside, asperoside, cannodimemoside, strophanolloside, indroside, 16-O-acetyl glucogitomethoside, glucokamloside, glucogitodimethoside, sarmethoside และ gluco- strebloside นอกจากนี้ใบข่อยยังประกอบไปด้วยสาร triterpenoid saponin และ polyphenolic compounds ได้แก่ quercetin, isoquercetin, gallic acid, rutin, tannic acid และ catechin ราก พบสารที่มีฤทธิ์ต่อหัวใจ Cardiac glycoside มากกว่า 30ชนิด เช่น asperoside, strebloside, glucostreblolide ต้น มีสาร linalool , nonanal , decanal ส่วนในน้ำมันหอมระเหยพบสารที่สำคัญได้แก่ phytol, caryophyllene, α-farnesene, trans-farnesyl acetate, และ trans-trans-α-farnesene

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

รักษาอาการปวดฟัน โดยใช้เปลือกต้นสด ขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือสับเป็นชิ้น ต้มกับน้ำพอสมควรและใส่เกลือให้มีรสเค็ม ต้มนาน 10-15 นาที เอาน้ำขณะที่ยังอุ่น อมบ่อยๆ แก้บิด แก้ท้องเสียแก้ไข้ ดับพิษกระดูกในเส้น แก้พยาธิผิวหนัง โดยช่วยเปลือกต้มกับน้ำรับประทาน แก้ริดสีดวงจมูก โดยใช้เปลือกต้นมวนสูบ หรือขูดเอาเยื่อจากต้นมามวนสูบแทนยาเส้นก็ได้ แก้ปวดท้องขณะมีประจำเดือน โดยนำใบข่อยมาคั่วแล้วชงกับน้ำร้อนคล้ายชงกับชาเขียว ดื่มก่อนมีประจำเดือน ใช้ถอนพิษยาเบื่อ หรืออาหารแสลง โดยใช้ใบสดตำผสมข้าวสารแล้วคั้นเอาน้ำดื่มประมาณครึ่งถ้วยชาจะทำให้อาเจียนเอาพิษออกมา ใช้รักษาบาดแผลและโรคผิวหนังโดยใช้เปลือกต้นต้มกับน้ำดื่มแล้วใช้ชะล้างบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

การศึกษาทางคลินิก ผลต่อสุขภาพช่องปาก มีการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยโรคเหงือกอักเสบเรื้อรังจำนวน 42 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มที่ใช้น้ำยาฉีดล้างร่องลึกปริทันต์ (subgingival irrigation) ที่มีส่วนผสมของสารสกัดของใบข่อย เสริมการขูดหินน้ำลายและเกลารากฟัน เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้น้ำกลั่น ผลการทดสอบพบว่าน้ำยาที่มีส่วนผสมของสารสกัดของใบข่อยมีผลในการลดการอักเสบของเหงือก แต่ไม่มีผลต่อความลึกของร่องลึกปริทันต์ (probing depth) ระดับการยึดเกาะของอวัยวะปริทันต์ (relative attachment level) และจำนวนเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในช่องปาก Aggregatibacter actinomycetemcomitans และ Porphyromonas gingivalis

ส่วนการศึกษาแบบ Single blind crossover ในอาสาสมัครจำนวน 30 คน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของสารสกัดใบข่อยเตรียมในรูปยาน้ำบ้วนปากต่อการ ทำลายเชื้อ S. mutans เปรียบเทียบกับน้ำกลั่น พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครบ้วนปากด้วยตัวอย่างทดสอบ 20 มล. นาน 60 วินาที สารสกัดใบข่อยมีผลลดปริมาณเชื้อ S. mutans ในช่องปากได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับน้ำกลั่น และมีฤทธิ์อยู่ได้นานอย่างน้อย 6 ชม. มีข้อดีคือไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอื่นในช่องปาก เช่นความเป็นกรด-ด่างของน้ำลาย

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ฤทธิ์ต้านอักเสบ ทดสอบฤทธิ์ต้านอักเสบโดยฉีดสารสกัดเอทานอลของใบข่อยขนาด 125, 250 และ 500 มก./กก.นน.ตัว เข้าทางช่องท้องของหนูแรทที่ถูกเหนี่วนำให้ฝ่าเท้าบวมด้วยสาร carrageenan ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดใบข่อยมีฤทธิ์ต้านอักเสบ ลดอาการบวมของฝ่าเท้าของหนูแรทได้ โดยขึ้นอยู่กับขนาดของสารสกัด รวมทั้งยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการอักเสบ ได้แก่ cyclooxygenase (COX)-2 และ inducible nitric oxide synthase (iNOS) ในเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสาร lipopolysaccharides (LPS) แต่ไม่มีผลต่อการยับยั้งเอนไซม์ COX-1

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant activity) การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในin vitro โดยใช้วิธี DPPH (1,1-diphenyl-2-picrylhydrazyl) assay พบว่าสารสกัดใบข่อยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยมีคุณสมบัติเป็นตัวจับสารอนุมูลอิสระ (radical scavenging activity) และพบว่าสารสกัดจากใบข่อยในความเข้มข้น 200, 600 และ 1000 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถลดการเกิดอนุมูลอิสระภายในเซลล์ (intracellular reactive oxygen species; ROS) ในเซลล์เพาะเลี้ยงชนิด SK-N-SH human neuroblastoma cells ที่ถูกเหนี่ยวนาให้มีการสร้างอนุมูลอิสระด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

jumboslot

การศึกษาในin vivo ที่เหนี่ยวนาให้เกิดอนุมูลอิสระด้วยคาร์บอนเตตระคลอไรด์ (CCl4) ซึ่งคาร์บอนเตตระคลอไรด์ทาให้ระดับ reduced glutathione (GSH) และ catalase (CAT) ในตับลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมผลการศึกษาพบว่าสารสกัดข่อยขนาด 250 และ 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสามารถเพิ่มระดับ GSH และ CAT ในตับได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตินอกจากนี้มีการศึกษาพบว่าสารสกัดจากเปลือกข่อยขนาด 200 และ 400 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสามารถเพิ่มการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเกิดอนุมูลอิสระได้แก่ GSH, CAT, SOD (Superoxide dismutase) และสามารถลดการเกิดออกซิเดชั่นของไขมัน lipid peroxidation ในเนื้องอกที่ตับและไตของหนูพันธุ์ Swiss albino ได้

ฤทธิ์ยับยั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทดสอบแยกสารสกัดปีโตรเลียมอีเทอร์ (petroleum ether) และสาร α-amyrin acetate ของเปลือกต้นข่อย และทดสอบฤทธิ์ยับยั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย streptozotocin โดยให้สารสกัดปีโตรเลียมอีเทอร์ขนาด 100, 250 และ 500 มก./กก.นน.ตัว และสาร α-amyrin acetate ขนาด 25, 50 และ 75 มก./กก.นน.ตัว ทางปาก เป็นเวลา 15 วัน เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมบวกที่ให้ยา glibenclamide ขนาด 0.5 มก./กก. ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดปีโตรเลียมอีเทอร์และ α-amyrin acetate มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดย α-amyrin acetate ขนาด 75 มก./กก. ลดได้สูงสุด (71.10%)

ฤทธิ์ต้านมะเร็งการศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งของสาร strebloside และ mansonin ซึ่งแยกได้จากสารสกัดเมทานอลและไดคลอโรมีเทนจากเปลือกข่อยเพื่อทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งพบว่าสารทั้งสองชนิดแสดงฤทธิ์ในการต้านมะเร็งในเซลล์เพาะเลี้ยงชนิด KB ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตินอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าสาร (+)-strebloside ที่สกัดได้จากเปลือกข่อยสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งรังไข่ชนิดร้ายแรงได้ผลการศึกษายังพบอีกว่าสารนี้สามารถยับยั้งระยะ G2 ในวงจรเซลล์และสามารถเหนี่ยวให้เกิดการตายแบบ apoptosis ของเซลล์มะเร็งได้ซึ่งผ่านกลไกที่ (+)-Strebloside สามารถควบคุมการแสดงออกของ p53 ผ่านทางการกระตุ้น ERK pathway และยับยั้ง NF-κB ใน human ovarian cancer cells การศึกษาที่มีการเหนี่ยวนาให้เกิดมะเร็งในช่องท้องหนูพบว่าสาร (+)-Strebloside ขนาด 5-30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในหนู NCr nu/nu mice ได้

การศึกษาสารสกัดจากเปลือกข่อยในขนาด 200 และ 400 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมยังพบว่าสามารถลดขนาดและน้าหนักของก้อนมะเร็งชนิดEhrlich ascites carcinoma และ Dalton’s ascitic lymphomaในหนูพันธุ์ Swiss albino ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ฤทธิ์ต่อระบบประสาท ทดสอบแยกสารจากเปลือกต้นข่อยด้วยไมโครเวฟ (microwave-assisted extraction) และทดสอบฤทธิ์ต่อระบบประสาทในหนูเม้าส์ โดยให้สารสกัดหยาบ และสารสกัดที่แยกจากส่วน n-hexane, dichloromethane และ aqueous fractions ขนาด 100, 200, 400 มก./กก.นน.ตัว และสาร betulin ขนาด 25, 50 และ 100 มก./กก. ทางปาก ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดที่แยกได้จากส่วน n-hexane fractions ขนาด 400 มก./กก. และสาร betulin ขนาด 100 มก./กก. มีฤทธิ์ต้านอาการชัก (anticonvulsant activity) สูงสุด และสารสกัดส่วน n-hexane และ dichloromethane fractions ขนาด 400 มก./กก. มีฤทธิ์ต้านอาการซึมเศร้า (antidepressant) โดยพบว่าการเคลื่อนไหว (immobility) จากการทดสอบด้วยเทคนิค forced swim test (FST) ของหนูลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม สารสกัดน้ำของใบข่อยมีฤทธิ์ลดอาการของโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) ในหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการของโรคพาร์กินสันด้วยสาร MPTP (1-methyl-4-phenyl-1,2,3,6-tetrahydropyridine) โดยมีผลทั้งต่อการเคลื่อนไหว (motor) และการเรียนรู้ (cognitive) ของหนูทดลอง

ฤทธิ์ต้านโรคพาร์กินสันการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดข่อยต่อโรคพาร์กินสันในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดใบข่อยสามารถต้านอาการที่มีความบกพร่องของการเคลื่อนไหว (motor dysfunctions) ในหนูพันธุ์ C57BL/6 ที่ถูกเหนี่ยวนาให้เกิดอาการคล้ายโรคพาร์กินสันได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับสาร MPTP (1-methyl-4-phenyl-1,2,3,6-tetrahydropyridine) ซึ่ง MPTP เป็นสารพิษที่เหนี่ยวนาให้เกิดอาการคล้ายโรคพาร์กินสัน

[NPC5]
ฤทธิ์ต้านไวรัสตับอักเสบชนิดบีการศึกษาฤทธิ์ของสารกลุ่มลิกแนน (lignans) ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและรากได้แก่ (7’R,8’S,7″R,8″S)-erythro-Strebluslignanol G, 9-β-xylopyranosyl-isolariciresinol และ magnolol ของข่อยพบว่าสารดังกล่าวสามารถยับยั้งการจาลองดีเอ็นเอ (DNA replication) ของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี (HBV) ใน HBV transfected HepG2.2.15 cell line ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดเมทานอลและปิโตรเลียมอีเทอร์ของใบข่อย โดยประเมินค่าความเข้มข้นที่ทำให้ไรทะเล หรือ อาร์ทีเมีย (brine shrimps model) ตายลงร้อยละ 50 (LC50) ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเมทานอลมีความเป็นพิษอย่างอ่อน (weakly toxic) ส่วนสารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์ไม่มีความเป็นพิษ (non toxic) และทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลัน (acute toxicity) โดยให้สารสกัดเมทานอลและปิโตรเลียมอีเทอร์ขนาด 2,000 มก./กก. ครั้งเดียว ทางปาก แล้วสังเกตอาการณ์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 14 วัน และทดสอบความเป็นพิษแบบกึ่งเรื้อรัง (sub-chronic toxicity) โดยให้สารสกัดเมทานอลและปิโตรเลียมอีเทอร์ขนาด 400 มก./กก.นน.ตัว/วัน ทางปาก เป็นระยะเวลา 28 วัน ในหนูเม้าส์ ผลการศึกษาพบว่าทั้งสารสกัดเมทานอลและปิโตรเลียมอีเทอร์ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษใดๆ

ส่วนการทดสอบความเป็นพิษต่อตัวอ่อนของสารสกัดเมทานอลของเปลือกต้นข่อย พบว่าก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อตัวอ่อนปลาม้าลาย (zebrafish embryos) โดยมีผลในการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate) และทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเกิดอาการบวมน้ำ (oedema) เล็กน้อย ซึ่งนักวิจัยระบุว่าอาจเป็นผลของสารกลุ่ม cardiac glycosides ซึ่งเป็นสารที่มีรายงานการออกฤทธิ์ต่อหัวใจ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการนำข่อยมาใช้เป็นยาสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาโรคต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ได้ระบุไว้ตามตำรับรำตาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไป หรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้ข่อยเป็นยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ