cathedraledetunis

Day: June 2, 2021

สรรพคุณของโสน

โสนเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในประเทศอินเดียแล้วมีการกระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนทางตะวันออกซึ่งได้แก่พม่า ไทย ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แล้วต่อมาจึงได้กระจายพันธุ์ไปยังทวีปแอฟริกาด้วย โดยส่วนมากแล้วมักจะพบโสนขึ้นตามธรรมชาติ บริเวณพื้นที่ที่มีน้ำขังเป็นครั้งคราว และบริเวณริมแม่น้ำลำคลอง อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยสามารถพบเห็นโสนได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ส่วนมากจะพบบริเวณภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้มีการสันนิษฐานกันว่ามีจารึกในประวัติศาสตร์ว่า เมื่อครั้งก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาตั้งเป็นราชธานีนั้น พระเจ้าอู่ทองได้ปักหลักสร้างเมืองสร้างพระราชวังใหม่ที่ตำบลหนองโสน (ปัจจุบันเรียกว่า บึงพระราม) ณ วันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล โทศก จุลศักราช 712 ซึ่งคาดว่าหนองโสนนี้น่าจะเรียกมาจากการที่มีต้นโสนขึ้นเป็นจำนวนมาก

ประโยชน์และสรรพคุณโสน

ดอกโสนมีรสออกหวานเล็กน้อย นิยมใช้รับประทานเป็นผักคู่กับน้ำพริกหรือส้มตำ หรือนำมาใช้ประกอบหรือทำอาหารคาวหวานได้หลากหลายเมนู เช่น ดอกโสนผัด ดอกโสนชุบแป้งทอดกรอบ ดอกโสนผัดน้ำมันหอย ดอกโสนผัดไข่ ดอกโสนลวกจิ้มกับน้ำพริกกะปิ ข้าวเหนียวมูนดอกโสน ขนมดอกโสน เป็นต้น

ในทางการเกษตรนิยมใช้เมล็ดดอกโสน (โสนแอฟริกัน) มาหว่านให้ทั่วแปลงเกษตรไว้สำหรับไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อบำรุงดินให้มีธาตุไนโตรเจนไว้เพาะปลูกพืชผักต่างๆ และเป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินอีกด้วย นอกจากนี้เนื้อไม้โสน ซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อนยังสามารถนำเยื่อไม้มาทำเป็นวัตถุดิบผลิตกระดาษ หรือใช้ทำดอกไม้ประดิษฐ์ได้อีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของโสนนั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ดอกโสน มีรสจืดเย็น มีสรรพคุณ แก้พิษร้อน ถอนพิษไข้ ลดไข้ แก้อาการปวด ใช้เป็นยาสมานลำไส้ ช่วยเจริญอาหาร บำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ขับเสมหะ แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ลำต้นโสน จะมีรสจืด สรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะเล็ด ใบของโสน มีรสจืด สรรพคุณถอนพิษฝี รักษาแผล รากโสน จะมีรสจืด มีสรรพคุณ แก้ร้อนในกระหายน้ำ เมล็ดโสน ช่วยขับพยาธิ ทำให้อาเจียน ช่วยขับปัสสาวะ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปโสน

โสนน่าจะเป็นที่รู้จักของคนไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาแล้ว เพราะโสนจัดเป็นไม้ล้มลุกสกุลเดียวกับแคโดยจะมีอายุประมาณ 1 ปี ลำต้นสูงประมาณ 1-4 เมตร ลำต้นเป็นตั้งตรงทรงกลมหรือเหลี่ยมเล็กน้อย ผิวเรียบมีร่องละเอียดตามความยาวของลำต้น ทรงพุ่มเป็นแบบโปร่ง เปลือกลำต้นมีสีเขียวเข้ม เนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก โดยมีก้านใบเรียงสลับจากลำต้น ใบแต่ละก้านใบจะมีใบย่อย ประมาณ 10-40 คู่ เรียงกันเป็นคู่ๆซ้าย-ขวา ใบย่อยมีลักษณะมนรี คล้ายใบมะขาม แผ่นใบ และขอบใบเรียบ สีเขียวสด โคนใบ และปลายใบมน ขนาดใบกว้างประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อกระจุก บริเวณที่ปลายกิ่ง ชอกใบ และซอกกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 10 เซนติเมตร มีดอกย่อย 5-12 ดอก ยาว 2.5 เซนติเมตร มีกลีบดอกสีเหลือง 5 กลีบ แบ่งเป็นกลีบนอกและกลีบใน โดยกลีบนอกจะมีขนาดใหญ่กว่ากลีบในบางครั้งกลีบนอกมีจุดกระสีน้ำตาล หรือสีม่วงแดง กระจายอยู่ทั่วไป ผลมีลักษณะเป็นฝักกลมยาวขนาดเล็กคล้ายกับถั่วฝักยาว กว้าง 4-5 มิลลิเมตร ยาว 15-20 เซนติเมตร ฝักอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะกลายเป็นสีม่วงอมสีน้ำตาล และจะปริและแตกออก เมื่อฝักแก่และแห้งจัด ภายในมีเมล็ดขนาดเล็ก 10-20 เมล็ด เมล็ดมีขนาดเล็กมากมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมสีน้ำตาลเป็นมันมีขนาดประมาณ 0.05 เซนติเมตร เมื่อต้นโสน

การขยายพันธุ์โสน

โสนสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดในธรรมชาติ เมื่อฝักแก่ของโสนแห้งก็จะแตกออกแล้วเมล็ดก็จะตกลงสู่พื้นแล้วเจริญเติบโตงอกเป็นต้นใหม่ขึ้นมา เราจึงมักเห็นโสนในธรรมชาติออกเป็นทุ่งโสน หนาแน่นหลายๆต้น แต่การปลูกโสนในเชิงพาณิชย์นั้นสามารถทำได้ดังนี้

สล็อตออนไลน์

ก่อนอื่นต้องเตรียมพื้นที่ปลูกโสนโดยพื้นที่ปลูกโสนจะต้องเป็นพื้นที่ลุ่ม ที่มีความชื้นสูง เช่น แปลงนาลุ่ม ขอบบ่อ ขอบแม่น้ำ ลำคลองและพื้นที่รกร้างที่น้ำท่วมขังบางครั้งคราว และจะต้องเตรียมแปลงด้วยการกำจัดวัชพืชออกก่อน และตากดินนาน 10-20 วัน ส่วนวิธีการปลูกจะใช้วิธีการหว่านหรือหยอดเมล็ด หากใช้วิธีหยอดเมล็ดเป็นหลุมจะใช้ระยะปลูก 25×50 เซนติเมตร ส่วนการหยอดเป็นแถวๆ จะใช้ระยะห่างแถวประมาณ 100 เซนติเมตร สำหรับการหว่านลงแปลงจะใช้การกะระห่างให้เหมาะสม ทั้งนี้ ปริมาณเมล็ดที่ใช้อยู่ที่ 3-5 กิโลกรัม/ไร่ โดยหลังจากปลูกโสนแล้ว 40-50 วัน ดอกจะเริ่มบาน ก็สามารถเก็บดอกใช้ประโยชน์ได้

องค์ประกอบทางเคมีโสน

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของดอกโสน พบว่ามีสารสำคัญ ๆ อยู่หลายชนิดเช่น สารกลุ่ม Flaronoids เช่น Qureccetin 3-2 (G)-rhamnosylrutinoside สารกลุ่ม Carotenoid เช่น β-cryptoxanhin , Lutein และ Zeaxanthin เป็นต้น นอกจากนี้ในดอกโสนยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของดอกโสน (100 กรัม)

พลังงาน 38 กิโลแคลอรี่

โปรตีน 2.5 กรัม

ใยอาหาร 2.2 กรัม

ไขมัน 0.5 กรัม

คาร์โบไฮเดรต 5.9 กรัม

แคลเซียม 62 มิลลิกรัม

ฟอสฟอรัส 62 มิลลิกรัม

เหล็ก 2.1 มิลลิกรัม

วิตามิน A 3338 หน่วนสากล

วิตามิน B 1 0-13 มิลลิกรัม

วิตามิน B 2 0.26 มิลลิกรัม

วิตามิน C 51 มิลลิกรัม

เบต้าแคโรทีน 34.3 ไมโครกรัม

ข้อมูลจาก : กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้พิษร้อนถอนพิษไข้ บำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ช่วยให้เจริญอาหาร โดยการใช้ดอกโสนมาประกอบอาหารรับประทาน ใช้ลดไข้สมานแผลในลำไส้ แก้ปวดมวนท้อง แก้พิษร้อนใน โดยการนำดอกโสนแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม หรือชงแบบชาเขียวดื่มก็ได้ ช่วยขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะเล็ด โดยนำต้นโสนมาเผาให้เกรียบแล้วต้องเป็นชิ้นพอประมาณ นำมาแช่น้ำให้เป็นด่างแล้วใช้ดื่ม ใช้รักษาแผล ถอนพิษฝี ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อยโดยนำใบโสนมาตำพอกบริเวณที่เป็น หรือใช้ใบโสนตำผสมกับดินสอพองพอกบริเวณที่เป็นฝี

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง มีการศึกษาฤทธิ์ชีวภาพของเควอเซทินจากดอกโสนพบว่า เควอเซทิน(Quercetin 3-2 (G)-rhamnosylrutinoside) มีฤทธิ์กระตุ้นให้เซลล์มะเร็งตายด้วยกระบวนการอะพ็อปโทซิส (apoptosis) โดยจะเข้าไปหยุดยั้งการแบ่งเซลล์ของเซลล์มะเร็ง และระงับการอักเสบ รวมถึงป้องกันอันตรายของเซลล์ปกติต่อความเครียดจากกระบวนการต้านอนุมูลอิสระได้

slot

นอกจากนี้ในต่างประเทศยังมีการศึกษาวิจัย สาร B-Carotene ในดอกโสน พบว่ามีฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันการเกิดริ้วรอยได้อีกด้วย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ดอกโสนเพื่อเป็นยาสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้โสนเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ นั้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ประโยชน์ดีๆของข่อย

ข่อยเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น จากนั้นได้มีการกระจายพันธุ์ไปยังภูมิภาคใกล้เคียงในบริเวณเอเชียใต้ จีนตอนใต้รวมถึงหมู่เกาะในแปซิฟิก ซึ่งในปัจจุบันนี้สามารถพบเห็นข่อยได้ทั่วไปในหลายประเทศของทวีปเอเชีย เช่น ไทย พม่า อินเดีย ศรลังกา จีน มาเลเซีย ฟิลิปินส์ เป็นต้น

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทย สามารถพบเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักจะพบได้ตามที่ลุ่มของป่าละเมาะ และป่าเบญจพรรณทั่วไป

ประโยชน์และสรรพคุณข่อย

ในอดีตคนไทยใช้ กิ่งข่อยนำมาทุบให้นิ่มๆ ก่อนนำมาใช้แปรงฟันแทนการใช้แปรงสีฟัน และใช้เปลือกลำต้นใช้ทำเป็นเยื่อผลิตกระดาษ โดยกระดาษที่ได้จากเยื่อข่อยจะมีความคงทน แมลงไม่กัดกิน และสามารถเก็บรักษาได้ยาวนานกว่ากระดาษจากเยื่อไม้อื่นๆ ส่วนประโยชน์ด้านเป็นไม้ใช้สอยนั้นไม้ข่อยสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆได้ เช่น ด้ามสวิง ด้ามจอบ และเครื่องใช้ทางการเกษตรอื่นๆ เนื่องจากกิ่งข่อยมีความเหนียว สามารถโค้งงอได้ดี และไม่หักง่าย

นอกจากนี้ยังนิยมปลูกข่อยไว้เป็นไม้ประดับเพราะสามารถตัดปรับแต่งให้เป็นรูปต่างๆได้ และยังสามารถนำมาปลูกเป็นแนวรั้วได้อีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของข่อยนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่าทั้งต้น ต้มใส่เกลือ แก้ฟันผุ กระพี้ รสเมาฝาดขม แก้มะเร็ง แก้พยาธิ ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้ผื่นคน เยื่อหุ้มกระพี้ รสเมาฝาดเย็น ขูดเอามาใช้ทำยาสูบแก้ริดสีดวงจมูก เปลือกต้น รสเมาฝาดขม นำมาต้มใส่เกลือให้เค็มใช้รักษาโรครำมะนาด แก้โรคฟัน รักษาฟันให้แข็งแรง แก้ปวดฟัน แก้พยาธิผิวหนัง เรื้อน มะเร็ง ดับพิษในกระดูกในเส้น ดับพิษทั้งปวง หุงเป็นน้ำมันทาหัวริดสีดวง ปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง ใช้มวนสูบรักษาริดสีดวงจมูก เปลือกต้นต้มกับน้ำใช้ชะล้างบาดแผล และโรคผิวหนัง ราก รสเมาฝาดขม แก้โรคคอตีบ ปรุงเป็นยารักษาแผลเรื้อรัง ฆ่าพยาธิ ใช้เป็นส่วนผสมในยารักษากระดูกและบรรเทาอาการ ปวดเส้นประสาทและปวดเอว เปลือกราก รสเมาขมบำรุงหัวใจ ใบ รสเมาเฝื่อน แก้โรคบิด แก้อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน คั่วกินแก้โรคไต แก้บิด ขับน้ำนม ถอนพิษยาเบื่อยาเมา หรืออาหารแสลง ใช้ภายนอกแก้โรคริดสีดวงทวาร

ชงกับน้ำร้อนดื่มระบายท้อง ระบายอ่อนๆ ขับผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ปวดท้องขณะมีประจำเดือน แก้ปวดเมื่อย บำรุงธาตุ ผล รสเมาหวานร้อน บำรุงธาตุ แก้ลม แก้กระษัย ขับลมจุกเสียด เป็นยาอายุวัฒนะ เมล็ด รสเมามันร้อน เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุเจริญอาหาร ขับผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้โลหิตและลม ขับลมในลำไส้ ตำราเภสัชกรรมล้านนา ใช้ ใบ เปลือก ราก และเมล็ด รักษาอาการไอ แก้เจ็บคอ ขับเสมหะ แก้ปวดฟัน รักษาเหงือก ตำรายาพื้นบ้านภาคอีสาน ใช้ ใบ แก้ท้องเสีย เปลือกต้น แก้รำมะนาด ส่วนในประเทศพม่าใช้เปลือกต้นของข่อย แก้ปวดฟัน แก้ไข้ แก้บิด แก้ท้องร่วง เป็นต้น

สล็อต

ลักษณะทั่วไปข่อย

ข่อยจัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มหนาแน่น ลำต้นตรง เปลือกต้นสีเทาอมเขียว เปลือกในสีขาวหนา ผิวเรียบบาง กิ่งค่อนข้างคดงอ แต่กิ่งอ่อนมักมีขนอยู่โดยทั่วไป มียางขาวข้นทั้งลำต้นและกิ่ง ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับรูปวงรีแกมรูปไข่กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนติเมตร โคนใบมนหรือแหลมปลายใบแหลมขอบใบมีลักษณะคล้ายฟันเลื่อยใบหนาหยาบคล้ายกระดาษทรายทั้งสองด้าน ใบอ่อนสีเขียวอ่อนใบแก่สีเขียวเข้ม ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ เป็นแบบดอกแยกเพศ โดยดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ช่อดอกเพศผู้เป็นกระจุกกลมสีเขียวอ่อน มี 5-15 ดอก เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 6-10 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกยาว 3-15 มิลลิเมตร มีขนเล็กน้อย หรือเกลี้ยง ก้านสั้น กลิ่นหอม เกสรเพศผู้สีขาว มี 4 อัน ดอกเพศเมียสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนเป็นกระจุก 1-2 ดอกตามซอกใบและกิ่งกลีบเลี้ยงมี 4 กลีบและมีก้านดอกยาวกว่าดอกเพศผู้ คงอยู่จนดอกกลายเป็นผล ผลเป็นผลสดมีลักษณะรูปไข่หรือกลม สีเขียวอ่อนออกขาวผิวเรียบ เมื่อสุกจะมีสีเหลือง ขนาดผลยาว 8-10 มม. มีเปลือกผลอ่อนนุ่ม เนื้อด้านในมีรสหวานเมล็ดเป็นเมล็ดเดี่ยวรูปร่างกลมแข็ง

การขยายพันธุ์ข่อย

ข่อยสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดและการปักชำ แต่การปักชำต้นข่อยนั้น จะนิยมใช้รากมาปักชำมากกว่าใช้กิ่งปักชำ เพราะจะเจริญเติบได้รวดเร็วกว่าส่วนการขยายพันธุ์ข่อยโดยใช้เมล็ดสามารถใช้เมล็ดแก่ที่สุกแล้วจากต้นหรือเมล็ดที่ร่วงจากต้น นำมาปลูกในกระบะเพาะเมล็ดหรือกระถางขนาดเล็ดให้เป็นต้นกล้าแล้วจึงนำไปปลูกบริเวณที่ต้องการต่อไป ทั้งนี้ข่อยเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน และทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี แต่การเติบโตจะช้านานหลายปีกว่าจะได้ต้นใหญ่

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยด้านพฤกษเคมีในส่วนต่างๆ ของข่อยพบว่า ส่วนต่างๆของข่อยอุดมไปด้วยสารประเภทไกลโคไซด์ (glycosides) ได้แก่ strebloside, strophalloside, kamloside, asperoside, cannodimemoside, strophanolloside, indroside, 16-O-acetyl glucogitomethoside, glucokamloside, glucogitodimethoside, sarmethoside และ gluco- strebloside นอกจากนี้ใบข่อยยังประกอบไปด้วยสาร triterpenoid saponin และ polyphenolic compounds ได้แก่ quercetin, isoquercetin, gallic acid, rutin, tannic acid และ catechin ราก พบสารที่มีฤทธิ์ต่อหัวใจ Cardiac glycoside มากกว่า 30ชนิด เช่น asperoside, strebloside, glucostreblolide ต้น มีสาร linalool , nonanal , decanal ส่วนในน้ำมันหอมระเหยพบสารที่สำคัญได้แก่ phytol, caryophyllene, α-farnesene, trans-farnesyl acetate, และ trans-trans-α-farnesene

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

รักษาอาการปวดฟัน โดยใช้เปลือกต้นสด ขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือสับเป็นชิ้น ต้มกับน้ำพอสมควรและใส่เกลือให้มีรสเค็ม ต้มนาน 10-15 นาที เอาน้ำขณะที่ยังอุ่น อมบ่อยๆ แก้บิด แก้ท้องเสียแก้ไข้ ดับพิษกระดูกในเส้น แก้พยาธิผิวหนัง โดยช่วยเปลือกต้มกับน้ำรับประทาน แก้ริดสีดวงจมูก โดยใช้เปลือกต้นมวนสูบ หรือขูดเอาเยื่อจากต้นมามวนสูบแทนยาเส้นก็ได้ แก้ปวดท้องขณะมีประจำเดือน โดยนำใบข่อยมาคั่วแล้วชงกับน้ำร้อนคล้ายชงกับชาเขียว ดื่มก่อนมีประจำเดือน ใช้ถอนพิษยาเบื่อ หรืออาหารแสลง โดยใช้ใบสดตำผสมข้าวสารแล้วคั้นเอาน้ำดื่มประมาณครึ่งถ้วยชาจะทำให้อาเจียนเอาพิษออกมา ใช้รักษาบาดแผลและโรคผิวหนังโดยใช้เปลือกต้นต้มกับน้ำดื่มแล้วใช้ชะล้างบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

การศึกษาทางคลินิก ผลต่อสุขภาพช่องปาก มีการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยโรคเหงือกอักเสบเรื้อรังจำนวน 42 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มที่ใช้น้ำยาฉีดล้างร่องลึกปริทันต์ (subgingival irrigation) ที่มีส่วนผสมของสารสกัดของใบข่อย เสริมการขูดหินน้ำลายและเกลารากฟัน เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้น้ำกลั่น ผลการทดสอบพบว่าน้ำยาที่มีส่วนผสมของสารสกัดของใบข่อยมีผลในการลดการอักเสบของเหงือก แต่ไม่มีผลต่อความลึกของร่องลึกปริทันต์ (probing depth) ระดับการยึดเกาะของอวัยวะปริทันต์ (relative attachment level) และจำนวนเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในช่องปาก Aggregatibacter actinomycetemcomitans และ Porphyromonas gingivalis

ส่วนการศึกษาแบบ Single blind crossover ในอาสาสมัครจำนวน 30 คน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของสารสกัดใบข่อยเตรียมในรูปยาน้ำบ้วนปากต่อการ ทำลายเชื้อ S. mutans เปรียบเทียบกับน้ำกลั่น พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครบ้วนปากด้วยตัวอย่างทดสอบ 20 มล. นาน 60 วินาที สารสกัดใบข่อยมีผลลดปริมาณเชื้อ S. mutans ในช่องปากได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับน้ำกลั่น และมีฤทธิ์อยู่ได้นานอย่างน้อย 6 ชม. มีข้อดีคือไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอื่นในช่องปาก เช่นความเป็นกรด-ด่างของน้ำลาย

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ฤทธิ์ต้านอักเสบ ทดสอบฤทธิ์ต้านอักเสบโดยฉีดสารสกัดเอทานอลของใบข่อยขนาด 125, 250 และ 500 มก./กก.นน.ตัว เข้าทางช่องท้องของหนูแรทที่ถูกเหนี่วนำให้ฝ่าเท้าบวมด้วยสาร carrageenan ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดใบข่อยมีฤทธิ์ต้านอักเสบ ลดอาการบวมของฝ่าเท้าของหนูแรทได้ โดยขึ้นอยู่กับขนาดของสารสกัด รวมทั้งยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการอักเสบ ได้แก่ cyclooxygenase (COX)-2 และ inducible nitric oxide synthase (iNOS) ในเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสาร lipopolysaccharides (LPS) แต่ไม่มีผลต่อการยับยั้งเอนไซม์ COX-1

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant activity) การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในin vitro โดยใช้วิธี DPPH (1,1-diphenyl-2-picrylhydrazyl) assay พบว่าสารสกัดใบข่อยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยมีคุณสมบัติเป็นตัวจับสารอนุมูลอิสระ (radical scavenging activity) และพบว่าสารสกัดจากใบข่อยในความเข้มข้น 200, 600 และ 1000 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถลดการเกิดอนุมูลอิสระภายในเซลล์ (intracellular reactive oxygen species; ROS) ในเซลล์เพาะเลี้ยงชนิด SK-N-SH human neuroblastoma cells ที่ถูกเหนี่ยวนาให้มีการสร้างอนุมูลอิสระด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

jumboslot

การศึกษาในin vivo ที่เหนี่ยวนาให้เกิดอนุมูลอิสระด้วยคาร์บอนเตตระคลอไรด์ (CCl4) ซึ่งคาร์บอนเตตระคลอไรด์ทาให้ระดับ reduced glutathione (GSH) และ catalase (CAT) ในตับลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมผลการศึกษาพบว่าสารสกัดข่อยขนาด 250 และ 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสามารถเพิ่มระดับ GSH และ CAT ในตับได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตินอกจากนี้มีการศึกษาพบว่าสารสกัดจากเปลือกข่อยขนาด 200 และ 400 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสามารถเพิ่มการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเกิดอนุมูลอิสระได้แก่ GSH, CAT, SOD (Superoxide dismutase) และสามารถลดการเกิดออกซิเดชั่นของไขมัน lipid peroxidation ในเนื้องอกที่ตับและไตของหนูพันธุ์ Swiss albino ได้

ฤทธิ์ยับยั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทดสอบแยกสารสกัดปีโตรเลียมอีเทอร์ (petroleum ether) และสาร α-amyrin acetate ของเปลือกต้นข่อย และทดสอบฤทธิ์ยับยั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย streptozotocin โดยให้สารสกัดปีโตรเลียมอีเทอร์ขนาด 100, 250 และ 500 มก./กก.นน.ตัว และสาร α-amyrin acetate ขนาด 25, 50 และ 75 มก./กก.นน.ตัว ทางปาก เป็นเวลา 15 วัน เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมบวกที่ให้ยา glibenclamide ขนาด 0.5 มก./กก. ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดปีโตรเลียมอีเทอร์และ α-amyrin acetate มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดย α-amyrin acetate ขนาด 75 มก./กก. ลดได้สูงสุด (71.10%)

ฤทธิ์ต้านมะเร็งการศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งของสาร strebloside และ mansonin ซึ่งแยกได้จากสารสกัดเมทานอลและไดคลอโรมีเทนจากเปลือกข่อยเพื่อทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งพบว่าสารทั้งสองชนิดแสดงฤทธิ์ในการต้านมะเร็งในเซลล์เพาะเลี้ยงชนิด KB ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตินอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าสาร (+)-strebloside ที่สกัดได้จากเปลือกข่อยสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งรังไข่ชนิดร้ายแรงได้ผลการศึกษายังพบอีกว่าสารนี้สามารถยับยั้งระยะ G2 ในวงจรเซลล์และสามารถเหนี่ยวให้เกิดการตายแบบ apoptosis ของเซลล์มะเร็งได้ซึ่งผ่านกลไกที่ (+)-Strebloside สามารถควบคุมการแสดงออกของ p53 ผ่านทางการกระตุ้น ERK pathway และยับยั้ง NF-κB ใน human ovarian cancer cells การศึกษาที่มีการเหนี่ยวนาให้เกิดมะเร็งในช่องท้องหนูพบว่าสาร (+)-Strebloside ขนาด 5-30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในหนู NCr nu/nu mice ได้

การศึกษาสารสกัดจากเปลือกข่อยในขนาด 200 และ 400 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมยังพบว่าสามารถลดขนาดและน้าหนักของก้อนมะเร็งชนิดEhrlich ascites carcinoma และ Dalton’s ascitic lymphomaในหนูพันธุ์ Swiss albino ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ฤทธิ์ต่อระบบประสาท ทดสอบแยกสารจากเปลือกต้นข่อยด้วยไมโครเวฟ (microwave-assisted extraction) และทดสอบฤทธิ์ต่อระบบประสาทในหนูเม้าส์ โดยให้สารสกัดหยาบ และสารสกัดที่แยกจากส่วน n-hexane, dichloromethane และ aqueous fractions ขนาด 100, 200, 400 มก./กก.นน.ตัว และสาร betulin ขนาด 25, 50 และ 100 มก./กก. ทางปาก ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดที่แยกได้จากส่วน n-hexane fractions ขนาด 400 มก./กก. และสาร betulin ขนาด 100 มก./กก. มีฤทธิ์ต้านอาการชัก (anticonvulsant activity) สูงสุด และสารสกัดส่วน n-hexane และ dichloromethane fractions ขนาด 400 มก./กก. มีฤทธิ์ต้านอาการซึมเศร้า (antidepressant) โดยพบว่าการเคลื่อนไหว (immobility) จากการทดสอบด้วยเทคนิค forced swim test (FST) ของหนูลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม สารสกัดน้ำของใบข่อยมีฤทธิ์ลดอาการของโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) ในหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการของโรคพาร์กินสันด้วยสาร MPTP (1-methyl-4-phenyl-1,2,3,6-tetrahydropyridine) โดยมีผลทั้งต่อการเคลื่อนไหว (motor) และการเรียนรู้ (cognitive) ของหนูทดลอง

ฤทธิ์ต้านโรคพาร์กินสันการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดข่อยต่อโรคพาร์กินสันในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดใบข่อยสามารถต้านอาการที่มีความบกพร่องของการเคลื่อนไหว (motor dysfunctions) ในหนูพันธุ์ C57BL/6 ที่ถูกเหนี่ยวนาให้เกิดอาการคล้ายโรคพาร์กินสันได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับสาร MPTP (1-methyl-4-phenyl-1,2,3,6-tetrahydropyridine) ซึ่ง MPTP เป็นสารพิษที่เหนี่ยวนาให้เกิดอาการคล้ายโรคพาร์กินสัน

[NPC5]
ฤทธิ์ต้านไวรัสตับอักเสบชนิดบีการศึกษาฤทธิ์ของสารกลุ่มลิกแนน (lignans) ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและรากได้แก่ (7’R,8’S,7″R,8″S)-erythro-Strebluslignanol G, 9-β-xylopyranosyl-isolariciresinol และ magnolol ของข่อยพบว่าสารดังกล่าวสามารถยับยั้งการจาลองดีเอ็นเอ (DNA replication) ของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี (HBV) ใน HBV transfected HepG2.2.15 cell line ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดเมทานอลและปิโตรเลียมอีเทอร์ของใบข่อย โดยประเมินค่าความเข้มข้นที่ทำให้ไรทะเล หรือ อาร์ทีเมีย (brine shrimps model) ตายลงร้อยละ 50 (LC50) ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเมทานอลมีความเป็นพิษอย่างอ่อน (weakly toxic) ส่วนสารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์ไม่มีความเป็นพิษ (non toxic) และทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลัน (acute toxicity) โดยให้สารสกัดเมทานอลและปิโตรเลียมอีเทอร์ขนาด 2,000 มก./กก. ครั้งเดียว ทางปาก แล้วสังเกตอาการณ์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 14 วัน และทดสอบความเป็นพิษแบบกึ่งเรื้อรัง (sub-chronic toxicity) โดยให้สารสกัดเมทานอลและปิโตรเลียมอีเทอร์ขนาด 400 มก./กก.นน.ตัว/วัน ทางปาก เป็นระยะเวลา 28 วัน ในหนูเม้าส์ ผลการศึกษาพบว่าทั้งสารสกัดเมทานอลและปิโตรเลียมอีเทอร์ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษใดๆ

ส่วนการทดสอบความเป็นพิษต่อตัวอ่อนของสารสกัดเมทานอลของเปลือกต้นข่อย พบว่าก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อตัวอ่อนปลาม้าลาย (zebrafish embryos) โดยมีผลในการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate) และทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเกิดอาการบวมน้ำ (oedema) เล็กน้อย ซึ่งนักวิจัยระบุว่าอาจเป็นผลของสารกลุ่ม cardiac glycosides ซึ่งเป็นสารที่มีรายงานการออกฤทธิ์ต่อหัวใจ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการนำข่อยมาใช้เป็นยาสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาโรคต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ได้ระบุไว้ตามตำรับรำตาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไป หรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้ข่อยเป็นยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

สรรพคุณของชะลูด

เชื่อกันว่าชะลูดเป็นพรรณพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียบริเวณคาบสมุทรอินโดจีน เช่น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา พม่า เป็นต้น เพราะมีการพบกระจัดกระจายอยู่ใน ป่าดิบ บริเวณดังกล่าว ดังนั้น จึงพออนุมานได้ว่า ชะลูด เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยอีกชนิดหนึ่งซึ่งในประเทศไทยนี้ มักพบต้นชะลูดในบริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้มากกว่าภาคอื่นๆ โดยจะพบได้ในป่าดงดิบที่มีฝนตกชุก

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณชะลูด

ชะลูดสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้ เช่น ในอดีตมีการนำเปลือกชั้นใน (สีขาว) นำมาต้มกับลูกซัดแล้วใช้น้ำที่ได้ย้อมเสื้อผ้าให้มีกลิ่นหอม หรือนำเถาสดๆ มาทุบแล้วลอกเปลือกสีดำข้างนอกทิ้ง จะได้เปลือกชั้นในสีขาวแล้วจึงนำมาผึ่งแดดให้แห้ง ซึ่งจะมีกลิ่นหอมมาก แล้วนำไปใช้แต่งกลิ่นหรือทำเป็นเครื่องหอมต่างๆ เช่น แต่งกลิ่นยาเส้น ธูปหอม น้ำอบ ครีมทาผิว เป็นต้น หรือจะนำมาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ บริเวณสวนหย่อมบริเวณสวนสาธารณะ หรือตามอาคารสถานที่ทั่วไปก็ได้ เพราะดอกของชะลูดมีกลิ่นหอมในช่วงพลบค่ำถึงรุ่งสาง นอกจากนี้ชะลูดยังมีสรรพคุณทางยาตามที่ตำรายาไทยระบุไว้ ดังนี้

เปลือกเถาชั้นในมีสรรพคุณขับผายลม บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื้น บำรุงกำลัง แก้ปวดในท้อง แก้ปวดมวนท้อง แก้ไข้ บำรุงหัวใจ บำรุงครรภ์ แก้ดีพิการ แก้ปวดบวม เถาปรุงเป็นยาแก้พิษในเลือดและน้ำเหลือง แก้อ่อนเพลีย แก้ลมวิงเวียน ส่วนตำรายาโบราณระบุถึงสรรพคุณของชะลูดไว้ว่า เถา ใช้ต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย แก้ลมวิงเวียน เปลือกต้นชั้นใน ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ใบและลูกใช้แก้ไข้ ดอกใช้แก้ไข้คลั่งเพ้อ แก้สะอึก แก้คุดทะราด แก้ดีพิการ รากใช้แก้เสมหะและไข้พิษ ใจสั่นหรือหงุดหงิด

นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) ยังกำหนดให้มีการใช้เปลือกชะลูดเป็นส่วนประกอบในยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ในตำรับ “ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ “ยาหอมนวโกฐ” โกฐหัวบัว โกฐเขมา ซึ่งมีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย คลื่นเหียนอาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง

สล็อต

ลักษณะทั่วไปชะลูด

ชะลูดจัดเป็นไม้เถา ขนาดเล็ก มีลักษณะเนื้อไม้แข็ง เปลือกลำต้น(เถา)เกลี้ยงไม่ขรุขระ มีสีดำ โดยตามเถามักจะมีช่องระบายอากาศเป็นจุดๆ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และหากเกิดแผลที่เถาจะมีน้ำยางสีขาวขุ่นออกมา ใบ ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงรอบข้อเถา ซึ่งจะมีข้อละ 3-4 ใบ ใบเป็นรูปรี หรือขอบขนาน ปลายใบแหลม ใบกว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 4-9 เซนติเมตร ใบหนาและแข็ง มีสีเขียว แผ่นใบด้านบนเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อตรวจบริเวณง่ามใบ ใน 1 ช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 5-10 ดอก กลีบดอกเป็นหลอดเชื่อมติดกันบริเวณโคนดอกปลายดอกแยกเป็น 5 แฉก ดอกมีสีเหลืองและสีขาวมีกลิ่นหอม (แต่จะเริ่มหอมช่วงพลบค่ำจนถึงรุ่งสาง) ผลเป็นผลสด ลักษณะเป็นทรงรี มีเปลือกข้างนอกนุ่ม เมื่อสุกจะมีสีม่วงอมดำ เมล็ด เป็นรูปไข่หรือรูปทรงรี แข็งแห้ง

การขยายพันธุ์ชะลูด

ชะลูดสามารถขยายพันธุ์ได้โดย วิธีการใช้เมล็ดและการปักชำ แต่จะนิยมใช้วิธีการปักชำมากกว่า โดยมีวิธีการดังนี้ ตัดเถาหรือกิ่งแก่ของชะลูดให้ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร โดยตัดให้ปลายเฉียง 45 องศา แล้วจึงนำมาปักชำในกระบะทราย หรือดินร่วนปนทรายแล้วหมั่นรดน้ำ เช้า-เย็น หลังจากนั้นประมาณ 45 วัน กึ่งที่ปักชำจะมีรากแตกออกมา ก็สามารถนำไปปลูกได้

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ลม ขับลม แก้ลมวิงเวียน บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ บำรุงครรภ์ แก้ปวดท้อง ปวดมวนท้อง แก้อ่อนเพลีย แก้ดีพิการ โดยนำเปลือกเถาชั้นในมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไข้ โดยใช้ใบหรือผลที่ตากแห้งแล้วนำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือนำมาชงดื่มแบบชาก็ได้ ใช้แก้ไข้เพ้อคลั่ง แก้คุดทะราด แก้ดีพิการ โดยใช้ดอกแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม แก้ใจสั่นบำรุงหัวใจชุ่มชื่น แก้ไข้พิษ แก้เสมหะ โดยใช้รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ มีการศึกษาในลำไส้เล็กหนูตะเภา พบว่า coumarinที่สกัดได้จากเปลือกต้นชะลูดสามารถยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กกระต่าย ทั้งที่เกิดขึ้นเองและที่เกิดจากการกระตุ้นด้วย acetylcholine, 5-hydroxytrypatamine,histamine และ barium chloride และสารคูมาริน ดังกล่าวยังทั้งคู่ลดการหดเกร็งของหลอดเลือดแดงใหญ่หนูขาว ทั้งที่มีเยื่อบุและไม่มีเยื่อบุหลอดเลือด เมื่อกระตุ้นการหดเกร็งด้วยphenylelphrine และเมื่อกล้ามเนื้อหลอดเลือดถูก depolarized ด้วยสารละลายที่มี potassium ion ความข้มเข้นสูง พบว่าสารดังกล่าว แสดงผลยับยั้งการหดเกร็งที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยcalcium chloride โดยยับยั้งแบบ non-competitive antagonistคำนวณค่า PD’2 ได้ 2.42

ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น มีการทดสอบฤทธิ์ต้านออกซิเดชันในพืชสมุนไพรไทยโดยทดสอบกับ2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl (DPPH) ซึ่งเป็นอนุมูลอิสระที่มีความเสถียร พบว่าสารสกัดไดคลอโรมีเทนและสารสกัดเอธิลอะซิเตตของลำต้นชะลูด (I Alyxia reinwardtii i)ให้ฤทธิ์ต้านออกซิเดชันที่ดี จากนั้นจึงนำส่วนของสิ่งสกัดเหล่านี้มาศึกษา พบว่าสามารถแยกสารได้ 8 ชนิดได้แก่ coumarin (1), 3-hydroxycoumarin (2), 6-hydroxycoumarin(3), 8-hydroxycoumarin (4), scopoletin (5), (+)-pinoresinol (6), zhebeiresinol(7) และ ip-hydroxybenzoic acid (8) จากนั้นหาสูตรโครงสร้างของสารทั้งหมด โดยใช้วิธีทางสเปกโทรสโคปีและเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ได้มีรายงานไว้แล้ว ในส่วนของสาร 7 ได้ยืนยันสูตรโครงสร้างด้วย X-ray crystallography สำหรับการทดสอบฤทธิ์ต้านออกซิเดชันของสารบริสุทธิ์ที่แยกได้ มีวิธีการทดสอบทั้งหมด 3 วิธี คือ วิธีทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPHวิธีทดสอบฤทธิ์เกี่ยวเนื่องกับเอนไซม์ (xanthine oxidase) และวิธีการทดสอบการยับยั้งการเกิดออกซิเดชันในไขมัน

jumboslot

จากผลการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH พบว่าสาร 7 (IC(,50) =0.19 mM) แสดงฤทธิ์สูงสุด ตามด้วยสาร 6 (IC(,50) = 0.31 mM) สาร 2 (IC(,50 = 0.61 mM)สาร 5 (IC(,50) = 3.17 mM) และสาร 4 (IC(,50) = 71.05 mM) ในขณะที่สาร 1, 3 และ 8แสดงฤทธิ์ที่ต่ำ (IC(,50) > 100 mM) ส่วนฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ superoxide พบว่าสาร 2(IC(,50) = 4.55 mM) สาร 6 (IC(,50) = 4.51 mM) และสาร 7 (IC(,50) = 3.38 mM)แสดงฤทธิ์ที่ดี ในขณะที่สาร 1 และ 8 ไม่แสดงฤทธิ์ (IC(,50) > 100 mM) อย่างไรก็ตามสารทั้งหมดไม่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ xanthine oxidase จากผลการทดสอบการยับยั้งการเกิดออกซิเดชันในไขมัน พบว่าสาร 6 และ 7 แสดงฤทธิ์ที่สูง (IC(,50) = 3.31 และ 2.08 mMตามลำดับ) ขณะที่สาร 1, 2, 3, และ 4 แสดงฤทธิ์ปานกลางโดยมี IC(,50) = 67.64, 69.07,67.45, และ 58.13 mM ตามลำดับ

การศึกษาทางพิษวิทยา

การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดเปลือกชะลูดด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 1,613 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการนำชะลูดมาใช้เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคควรระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ คือไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไป โดยต้องใช้ตามปริมาณที่กำหนดไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนจะใช้ชะลูดเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

slot

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของชะลูด
เปลือกต้นชะลูดมีสาร alyxialactone, coumarin, irridoid glycoside, saponin
จากการศึกษาพบว่าสมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้และมดลูก
การศึกษาทางพิษวิทยา ด้วยการนำมาทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดจากเปลือกชะลูดด้วยเอทานอล 50% โดยนำมาให้หนูทดลองกินและให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือคิดเป็น 1,613 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดที่ใช้รักษาในคน ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ

ประโยชน์ของชะลูด
นิยมนำมาปลูกไว้เพื่อนำมาใช้ทำเครื่องหอมและใช้เป็นยาสมุนไพร
เปลือกชั้นในยังนำมาใช้ปรุงแต่งผ้าให้มีกลิ่นหอม ใช้ปรุงแต่งกลิ่นใบยาสูบหรือใช้อบเสื้อผ้า หรือนำมาใช้ทำเป็นเครื่องหอมอื่น ๆ เช่น ธูปหอม น้ำอบ น้ำปรุง เป็นต้น
สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับซุ้มได้ เพราะดอกมีกลิ่นหอมชื่นใจ โดยสามารถนำมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ปักชำ และตอนกิ่ง เหมาะนำมาปลูกในที่ร่มรำไรหรือกลางแจ้ง แต่ต้องมีต้นไม้อื่นหรือเสาให้เลื้อยเกาะ เจริญเติบโตได้ดีในดินชื้นที่ระบายน้ำได้ดี (คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้)

ผักกระโฉมเป็นอย่างไร

สำหรับถิ่นกำเนิดที่แน่นอนของผักกระโฉมนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่สำหรับในประเทศไทยนั้นสันนิษฐานกันว่าน่าจะมีมาก่อนสมัยรัตนโกสินทร์แล้ว เพราะปรากฏชื่อของผักกระโฉมในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น

เครดิตฟรี

ในประเทศไทยมีการนำผักกระโฉมมารับประทานเป็นอาหารมาก่อนหน้านี้แล้ว ในปัจจุบันการโฉมสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่จะพบได้มากในภาคใต้ ซึ่งถือว่าเป็นผักประจำภาคใต้เลยก็ว่าได้ เพราะชาวใต้นิยมนำมารับประทานเป็นเครื่องเคียงน้ำพริกกะปิ ในการรับประทานอาหารประจำวัน โดยทั่วไปแล้วมักจะพบผักกระโฉมตามบริเวณที่ชื้นแฉะหรือตามริมคูคลอง ที่มีความชื้นสูง

ประโยชน์และสรรพคุณผักกระโฉม

ส่วนของใบและลำต้นของผักกระโฉมมีกลิ่นคล้ายโหระพา จึงมีการนำมารับประทานเป็นผักสดเป็นเครื่องเคียงของน้ำพริก และแกงใต้ทั่วๆไป ส่วนในภาคเหนือนิยมนำมาเป็นผักกินกับลาบคล้ายๆกับคาวตอง หรือ ยำต่างๆ หรืออาจจะใช้เป็นเครื่องปรุงใส่แกงเผ็ด แกงใส่ปลา เพื่อให้มีกลิ่นหอมก็ได้ สำหรับสรรพคุณทางยาของผักกระโฉมนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ทั้งต้นมีรสหอมเย็นใช้กระทุ้งพิษ ขับพิษไข้หัว จำพวก ไข้ดำแดง เหือด หัด สุกใส ฝีดาษ และระงับความร้อน แก้หอบ แก้ปวดท้องโรคกระเพาะ ผสมในยาเขียว แก้ไข้ ขับเสมหะ แก้แน่นท้อง ปวดท้อง แก้แน่นหน้าอก ขับปัสสาวะ ลดการบวมน้ำ แก้ไอ เจริญอาหาร รักษาบาดแผล ใบใช้ขับปัสสาวะ เข้ายาธาตุช่วยเจริญอาหาร

นอกจากนี้ บัญชียาจากสมุนไพรตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ยังระบุการใช้ใบผักกระโฉม เป็นส่วนประกอบ ใน “ตำรับยาเขียวหอม” ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยจะมีสรรพคุณ บรรเทาอาการไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด พิษอีสุกอีใส

สล็อต

ลักษณะทั่วไปผักกระโฉม

ผักกระโฉมจัดเป็นไม้ล้มลุก อายุปีเดียว ลำต้นกลมอวบน้ำสูง 30-60 เซนติเมตร ลำต้นจะเป็นปล้องๆ แต่ละปล้องยาว 2-3 เซนติเมตร และจะแตกแขนง ออกไปด้านข้าง ลำต้นมีสีน้ำตาลแกมม่วงมีกลิ่นหอม ต้นอ่อนมีขนปกคลุม พอแก่ขนจะร่วงหมดใบเป็นใบเดี่ยว ออก ตรงข้ามเรียงสลับตามข้อของลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปหอกหรือใบรียาว 5-8 เซนติเมตร กว้าง 2-8 เซนติเมตร ปลายใบมน ขอบใบหยักหนา แผ่นใบด้านบนเป็นสีเขียวสด เป็นมันเล็กน้อยมีเส้นมองเห็นชัดเจน ใต้ใบมีสีขาวมีขนปกคลุม และมีต่อมเล็กๆจำนวนมาก ออกเป็นช่อดอกเป็นกระจุกด้านบนของก้านใบ ส่วนดอกย่อยมีขนาด โดยดอกจะไม่มีก้านดอก กลีบดอกติดกันเป็นท่อกลม ตรงปลายแยกเป็น 2 แฉกคล้ายรูปปาก ปากบนแยก 2 พู ปากล่างแยก 3 พู กลีบดอกสีน้ำเงินปนม่วงและมีแต้มสีเหลืองตรงกลาง มีเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย อย่างละ 1 อัน ผลเป็นผลแห้งรูปร่างคล้ายหอกแบน แตกได้ออกบริเวณข้อด้านในของก้านใบมีขนาดกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 5 มิลลิเมตรส่วนเมล็ดมีสีน้ำตาลลักษณะกลมขนาดเล็ก มีขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร

ผักกระโฉม

การขยายพันธุ์ผักกระโฉม

สล็อตออนไลน์

ผักกระโฉมสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด และการใช้ลำต้นหรือแขนงปักชำ โดยในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติทั่วไป มักจะเป็นการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดแต่สำหรับการปลูกทั่วไปจะนิยมใช้ลำต้นหรือแขนงปักชำ โดยวิธีการปักชำลำต้นหรือแขนงของผักกระโฉมนั้น ทำได้ง่ายมาก เพียงนำลำต้นหรือแขนงที่สมบูรณ์ไปปักชำไว้ในดินร่วนที่มีน้ำขังจากนั้นรอประมาณ 10 วัน รากจะเริ่มงอกและจะเจริญเติบโตและแตกแขนงออกไป

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันหอมระเหยที่พบในลำต้นของฝากกระโฉม พบว่าเป็นสารประกอบของ Sesquiterpene และ phenylpropane นอกจากนี้ผักกระโฉมยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของผักกระโฉม (ใบ , ลำต้น : 100 กรัม)

พลังงาน 24 กิโลแคลลอรี่

โปรตีน 1.4 มิลลิกรัม

ไขมัน 0.3 มิลลิกรัม

คาร์โบไฮเดรต 5.2 มิลลิกรัม

แคลเซียม 76 มิลลิกรัม

ฟอลฟอรัส 24 มิลลิกรัม

เหล็ก 3.5 มิลลิกรัม

วิตามิน A 3333 หน่วยสากล

วิตามิน B1 0.03 มิลลิกรัม

วิตามิน B2 0.14 มิลลิกรัม

วิตามิน B3 0.6 มิลลิกรัม

วิตามิน C 1 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ขับพิษไข้ เหือดหัด อีสุกอีใส แน่นท้อง แน่นหน้าอก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง แก้บวมน้ำ ขับปัสสาวะ โดยใช้ต้นแห้ง 6-15 กรัม ต้มน้ำกิน หากเป็นแผลพุพอง ใช้ต้นสดจำนวนพอสมควร ตำพอกหรือต้มน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น ส่วนขนาดการใช้ในตำรับยาเขียวหอม สำหรับแก้ไข้ แก้พิษหัด อีสุกอีใส แก้ร้อนในกระหายน้ำ ผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 1 กรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ส่วนเด็กอายุ 6-12 ปี รับประทาน ครั้งละ 500 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา มีการศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดเมทานอล จากใบของผักกระโฉม ในขนาด 5, 25, 50, 100 และ 250 μg/ml โดยใช้เทคนิค agar cup method โดยใช้สารสกัดขนาด 5, 25, 50, 100, 250 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ทำการทดสอบฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในมนุษย์ ได้แก่ เชื้อแกรมบวกสองชนิดคือ Staphylococcus aureus (MTCC 96), Streptococcus pyogenes (MTCC 442) เชื้อแกรมลบสองชนิด คือ Escherichia coli (MTCC 443), Pseudomonas aeruginosa (MTCC 424) และเชื้อรา ได้แก่ Aspergillus niger (MTCC 282), Aspergillus clavatus (MTCC 1323) และ Candida albicans (MTCC 227) โดยวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของการยับยั้งเชื้อ (zone of inhibition)

ผลการทดลองพบว่าฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา จะเพิ่มขึ้นตามขนาดยาแบบแปรผันเป็นเส้นตรง เมื่อเปรียบเทียบกับยามาตรฐาน โดยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียโดยรวม เท่ากับ 11-20 มิลลิเมตร และในเชื้อราโดยรวม เท่ากับ13-19 มิลลิเมตร สารสกัดขนาด 25, 50, 100, 250 μg/ml พบขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางของการยับยั้งเชื้อ (12, 15, 16, 17 มิลลิเมตร) ต่อเชื้อ E. coli, (13, 14, 15, 17 มิลลิเมตร) ต่อเชื้อ P. aeruginosa, (13, 16, 17, 19 มิลลิเมตร) ต่อเชื้อ S. aureus, (12, 13, 16, 18 มิลลิเมตร) ต่อเชื้อ S. pyrogenes, (13, 14, 17, 19 มิลลิเมตร) ต่อเชื้อ A. niger และ(12,14, 17, 18 มิลลิเมตร) ต่อเชื้อ C. albicans, (14, 15, 19, 21 มิลลิเมตร) ต่อเชื้อ A. clavatus

slot

ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน การทดสอบฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในหลอดทดลอง ของสารสกัดใบผักกระโฉมต่อการเพิ่มจำนวนของลิมโฟไซต์ที่ได้จากม้ามหนูขาวเพศผู้ สายพันธุ์วิสต้าร์ และขบวนการฟาโกไซโทซิสโดยเซลล์เพาะเลี้ยงมาโครฟาจ ชนิด J774A.1 (ขบวนการจับกินเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม)และดูผลของสารสกัดต่อการผลิตไซโตไคน์ จากผลการทดลองพบว่าสารสกัดผักกระโฉม ที่ความเข้มข้น 12.5 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลต่อการเพิ่มจำนวนของลิมโฟไซต์ (เซลล์เม็ดเลือดขาว) การทดสอบสารสกัดหยาบของผักกระโฉมพบว่า สามารถกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของลิมโฟไซต์ได้ดี โดยที่ไม่มีผลต่อการกระตุ้นฟาโกไซโทซิส นอกจากนี้ยังสามารถเหนี่ยวนำให้เซลล์มาโครฟาจ หลั่ง IL-12 ได้มากด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดทั้งต้นด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 16 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (LD50>32) และให้โดยการฉีด (LD50=12.7) เข้าใต้ผิวหนังหนู ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ผักกระโฉมเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้แต่พอดีไม่ควรใช้ในปริมาณมากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนจะใช้ผักกระโฉมเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

สรรพคุณของแพงพวยฝรั่ง

แพงพวยฝรั่งเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนของทวีปอเมริกากลาง แล้วแพร่ไปสู่ทวีปยุโรปประมาณ ปี ค.ศ. 1757 แอฟริกาและเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ทั้งนี้ในประเทศมาดากัสการ์แพงพวยฝรั่งถูกยกย่องว่าเป็นพืชพื้นเมืองของที่นั่น เพราะสามารถพบได้มากในธรรมชาติทั่วประเทศ แต่ในปัจจุบันแพงพวยฝรั่งกระจายพันธุ์

เครดิตฟรี

สามารถพบได้ทั่วไปในเขตร้อนต่างๆของโลก สำหรับในประเทศไทย สันนิษฐานว่ามีผู้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยช่วงหลัง พ.ศ. 2516 เพราะในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ (พ.ศ. 2516) ไม่มีการบันทึกชื่อแพงพวยฝรั่งเอาไว้

ส่วนในปัจจุบันในประเทศไทย สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งในรูปแบบการปลูกลงแปลงเพื่อประดับตามบ้านเรือนอาคารต่างๆ หรือการปลูกเป็นไม้กระถาง

ประโยชน์และสรรพคุณแพงพวยฝรั่ง

แพงพวยฝรั่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วโลกในฐานะไม้ดอก ไม้ประดับที่งดงาม มีสีสันสดใส ออกดอกตลอดปี ปลูกง่าย โตเร็ว โดยจะทนโรคแมลงได้ดี ปลูกเป็นไม้กระถางเพื่อประดับภายในอาคารก็สวยงาม หรือจะปลูกเป็นแปลงหรือตามริมทางเท้าในสวนสาธารณะ สำหรับสรรพคุณทางยาของแพงพวยฝรั่งนั้น ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณว่า ใบ มีรสเอียนใช้แก้โรคเบาหวาน ลำไขมันในเลือด บำรุงหัวใจแก้ท้องผูกเรื้อรัง ช่วยย่อยอาหาร แก้มะเร็ง ราก ใช้แก้บิด แก้ปวด ขับพยาธิ ใช้ห้ามเลือด ขับระดูในสตรี รักษามะเร็งในเม็ดเลือด ทั้งต้น มีรสจัดหรือขมเล็กน้อย เป็นยาเย็น แก้เบาหวาน ลดความดัน แก้มะเร็ง ใช้แก้ร้อน ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ แก้บวม ถอนพิษสำแดง ถอนพิษต่างๆ แก้ไอแห้งๆ เกิดจากร้อน แก้อาการตัวเหลืองอันเกิดจากพิษสุรา แก้โรคหนองใน หัด ผื่นคันฝีและแผลอักเสบอื่นๆ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปแพงพวยฝรั่ง

แพงพวยจัดเป็นไม้ล้มลุก เป็นทรงพุ่มสูง 30-120 เซนติเมตร โคนต้นแข็ง ลำต้นสีเขียวอ่อน หรือสีน้ำตาลปนเขียว แตกกิ่งก้านจำนวนมาก มียางสีขาวขุ่น ใบ ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน ใบหนามีลักษณะแข็ง มีสีเขียวเข้มเป็นมันและเป็นรูปไข่กลับ ขอบใบเรียบ ปลายใบมน โคนใบแหลมหรือมน เส้นกลางใบสีเขียวอ่อน หรือเหลืองสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ใบกว้าง 2-3 ซม. ยาว 3-7 ซม. ดอก ออกเป็นกลุ่มตามส่วนปลายกิ่ง แต่ละกลุ่มมีดอกราว 3-4 ดอก เป็นดอกกลีบชั้นเดียว มีกลีบ 5 กลีบ แยกจากกัน กลีบดอกมี 2 สี คือ สีขาวและสีชมพู พันธุ์ดอกสีขาว ตรงกลางดอกมีสีเหลือง ส่วนพันธุ์ดอกสีชมพู ตรงกลางดอกมีสีแดง ดอกบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 ซม. ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับ ปลายกลีบมนและมีดิ่งแหลม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ผลออกเป็นฝักรูปกระบอกยาวออกเป็นคู่ เมื่ออ่อนจะเป็นสีเขียว พอฝักแก่จะเป็นสีน้ำตาลดำ และจะแตกออกเมื่อฝักแห้งด้านในจะมีเมล็ดเล็กๆสีดำ จำนวนมากประมาณ 750-1,000 เมล็ด

ลักษณะของแพงพวยฝรั่ง
ต้นแพงพวยฝรั่ง เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของหมู่เกาะมาดากัสการ์ มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ในปัจจุบันพบขึ้นทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อน โดยจัดเป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อนพุ่มเตี้ย มีความสูงได้ประมาณ 25-120 เซนติเมตร ลำต้นช่วงบนแตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลปนเขียว มียางสีขาว ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด การปักชำกิ่ง ปักชำกิ่งส่วนยอด เจริญเติบโตได้ดีในดินปนทรายระบายน้ำดี ชอบความชื้นปานกลาง ทนแล้ง และชอบแสงแดดแบบเต็มวันถึงปานกลาง เป็นพืชที่มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะทางแถบชายทะเลพืชชนิดนี้จะขึ้นได้งอกงามเป็นพิเศษ

สล็อตออนไลน์

ใบแพงพวยฝรั่ง ออกใบดก ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่เรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ปลายใบมนเป็นติ่งหนาม โคนใบมนหรือแหลม ส่วนขอบใบเรียบและเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร แผ่นใบหนา หลังใบเรียบเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนท้องใบเรียบ เส้นกลางใบเป็นสีเขียวอ่อนหรือเป็นสีเหลืองลากเป็นเส้นเห็นได้ชัดเจน

ดอกแพงพวยฝรั่ง ออกดอกเป็นช่อกระจุกหรือออกเป็นกลุ่ม ๆ กระจุกละประมาณ 1-3 ดอก โดยจะออกตามซอกใบ ดอกย่อยเป็นสีชมพูหรือสีม่วงและสีขาว ถ้าเป็นดอกสีชมพูตรงกลางดอกจะเป็นสีแดง ส่วนดอกสีขาวตรงกลางดอกจะเป็นสีเหลือง กลีบดอกมีชั้นเดียวและมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับ ปลายกลีบมนและมีติ่งแหลม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 ก้าน ดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 4 เซนติเมตร เมื่อดอกร่วงหล่นไปก็จะติดฝักหรือผลเป็นรูปทรงกระบอก

แพงพวยฝรั่งดอกขาว

ผลแพงพวยฝรั่ง ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกระบอก มักออกเป็นคู่ ยาวประมาณ 2-3.75 เซนติเมตร เมื่อผลแห้งจะแตกออกด้านเดียว ภายในผลมีเมล็ดสีดำอยู่มากมาย

การขยายพันธุ์แพงพวยฝรั่ง

แพงพวยฝรั่งสามารถขยายพันธุ์ได้โดย การเพาะเมล็ดและการปักชำ แต่วิธีที่เป็นที่นิยม คือ การเพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดจากฝักแห้งที่แตกมาทำการเพาะกับวัสดุเพาะที่ใช้เพาะพันธุ์พืชทั่วไป ในกระบะเพาะ จากนั้นรอ 5-7 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก พอต้นกล้าที่ได้มีความแข็งแรงดีแล้วก็สามารถย้ายไปปลูกในแปลงหรือในกระถางตามที่ต้องการได้

ทั้งนี้แพงพวยฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการแสงและอากาศร้อนแบบเต็มวง เนื่องจากเป็นพืชในเขตร้อน แต่ก็ชอบความชื้นปานกลาง โดยฉากพื้นที่ชายทะเลและยังเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดีและมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศได้ดี

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้หัด แก้ไข้จากหัด แก้ผดผื่น และแผลอักเสบอื่น ๆ โดยใช้ต้นสด 30-60 กรัม นำมาคั้นเอาแต่น้ำแล้วต้มดื่ม

ใช้แก้อาการปวดฟันโดยต้นสด 60 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่ม

ใช้ลดความดันโลหิต แก้เบาหวาน โดยใช้แพงพวย 15 กรัม ดอกเก๊กฮวย 6 กรัม และชุมเห็ดไทย 6 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน

ใช้ขับปัสสาวะ โดยใช้ทั้งต้น ครั้งละ 6-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน

ช่วยแก้ไข้ แก้หวัด แก้ตัวร้อน แก้อาการไอแห้ง โดยใช้ต้นแห้ง 15-30 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่ม

ใช้แก้ฝีที่มีหัวกลัดหนองที่ยังไม่แตก โดยใช้ต้นสดนำมาต้มเอาน้ำชะล้าง ใช้ทั้งต้นตำพอก

ใช้ลดไขมันในเลือดสูงได้ โดยใช้ใบหรือต้น 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำดื่มเช้าและเย็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของแพงพวยฝรั่งพบว่ามีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ขับปัสสาวะ และมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา

slot

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาวิจัยความเป็นพิษในสัตว์ทดลองของแพงพวยฝรั่ง โดยการศึกษาความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสารสกัดเอทานอลจากต้นแพงพวยฝรั่งในหนูแรท พบว่าขนาดที่ก่อให้เกิดความเป็นพิษเฉียบพลัน คือความเข้มข้น 1000 ppm (ส่วนในหนึ่งล้านส่วน) และที่ความเข้มข้น 500 ppm จะก่อให้เกิดความเป็นพิษแบบกึ่งเฉียบพลัน เมื่อป้อนต่อเนื่องกัน 21 วัน นอกจากนี้พบรายงาน (case-report) ในผู้ป่วยที่รับสารแอลคาลอยด์ vindesine และ vinorelbine ซึ่งสกัดจากต้นแพงพวยฝรั่งร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ว่าก่อให้เกิดภาวะหายใจลำบากในผู้ป่วย

นอกจากนี้ยังผลมีผลการศึกษาวิจัยอีกฉบับหนึ่งระบุว่า จากผลการทดสอบความเป็นพิษด้วยการฉีดสารสกัดจากใบแพงพวยฝรั่งด้วยเอทานอล 95% เข้าช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าในขนาดที่ทำให้หนูทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50)คือ 4 กรัม/น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

แพงพวยเป็นพืชในวงศ์ APOCYNACEAE ซึ่งจะมียางสีขาว เมื่อนำมาใช้อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง หรือทางเดินอาหารได้
แพงพวยฝรั่งมีสารอัลคาลอยด์ที่เป็นพิษสูง เมื่อใช้ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการประสาทหลอนได้
รากของแพงพวยฝรั่งมีสรรพคุณขับระดูในสตรี ดังนั้นสตรีมีครรภ์ห้ามใช้อย่างเด็ดขาด
ในการใช้แพงพวยฝรั่งเพื่อเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆโดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันมานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้แพงพวยฝรั่งเพื่อเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของพุดซ้อน

พุดซ้อนเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียบริเวณจีนตอนใต้และในประเทศญี่ปุ่น จากนั้นจึงได้แพร่กระจายพันธุ์ไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก เช่นใน เวียดนาม พม่า ไทย ลาว มาเลเซีย อินเดีย รวมถึงในทวีปแอฟริกา สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ตามภาคต่างๆ แต่ทางภาคต่างๆ แต่ทางภาคใต้จะไม่ค่อยพบเห็นมากนัก ทั้งนี้ในปัจจุบันมักจะพบพุดซ้อนได้ตามบริเวณบ้านเรือน หรือสวยหย่อมสวนสาธารณะต่างๆ ส่วนในธรรมชาตินั้นจะพบตามป่าดงดิบแถบภาคเหนือเท่านั้น

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณพุดซ้อน

พุดซ้อนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้หลายอย่าง เช่น ดอกมีกลิ่นหอมนิยม นำมาปักแจกันไหว้พระแจกันประดับโต๊ะในโรงแรมหรืออาคารต่างๆ และยังสามารถนำไปร้อยเป็นพวงมาลัยสำหรับบูชาพระอีกด้วย ส่วนในประเทศจีน ใช้ดอกพุดมาอบใบชาให้มีกลิ่นหอม เช่นเดียวกับการใช้ดอกมะลิหรือกุหลาบอบใบชา

นอกจากนี้ยังมีการนำดอกมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เพื่อใช้แต่งกลิ่นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม และทำหัวน้ำหอมอีกด้วย ส่วนในผลและเมล็ดสามารถนำมาสกัดใช้เป็นสีผสมอาหารได้ เนื้อไม้สามารถนำมาทำธูปหอมได้ และในปัจจุบันยังนิยมนำพุดซ้อนมาปลูกไว้ในบริเวณบ้าน หรือตามสวนหย่อมของอาคารสถานที่ต่างๆ เพราะดอกมีกลิ่นหอมมีสีขาวนวลสวยงาม และยังสามารถออกดอกได้ตลอดปี สำหรับสรรพคุณทางยาของพุดซ้อมนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า รากแก้ไข้ แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ผื่นคัน แก้ตับอักเสบ ฝีหนองอักเสบ ใบแก้ปวดศีรษะ ผลใช้ขับปัสสาวะ ขับพยาธิ แก้กระสับกระส่าย แก้เหงือกบวม แก้ปวดฟัน แก้อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด แก้เคล็ดขัดยอก เปลือกแก้บิด แก้ไข้

ส่วนตำรายาจีนระบุสรรพคุณของพุดซ้อนไว้ว่า รากและผลมีรสขม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อหัวใจและตับ ช่วยแก้อาการร้อนใน ใช้เป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ตัวร้อน มีไข้สูง ขับน้ำชื้น ทำให้เลือดเย็น เนื้อไม้เป็นยาเย็น ช่วยลดพิษไข้ เปลือกต้นและรากเป็นยาแก้ไข้

ลักษณะทั่วไปพุดซ้อน

พุดซ้อนจัดเป็นพรรณไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก ลักษณะเป็นพุ่มเตี้ย ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร แตกกิ่งก้านออกเป็นทรงพุ่มแน่นทึบรอบต้น ผิวลำต้นมีสีขาวเทา กิ่งอ่อนเป็นสีเขียว มีรากใต้ดินเป็นสีเหลืองอ่อน ใบ ออกเป็นเดี่ยว ดอกเป็นคู่ เรียงตรงกันข้ามมีลักษณะ เป็นเถามาบริเวณข้อกิ่งใบรูปไข่กลับถึงรูปใบหอก กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 8-14 เซนติเมตร เนื้อใบหนา ก้านใบสั้น ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ผิวใบด้านบนเป็นมัน สีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว โดยจะออกบริเวณปลายยอดและปลายกิ่ง

สล็อต

ดอกมีขนาดใหญ่ มีสีขาวลักษณะของดอกจะมีกลีบดอกซ้อนกันหลายชั้น โคนกลีบแหลม ปลายกลีบมนรี มีกลีบดอกประมาณ 5-6กลีบ เนื้อกลีบนุ่มและมีกลิ่นหอม โดยดอกจะบานได้เพียง 2 วันแล้วจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองจนกระทั่งโรย พุดซ้อนสามารถออกดอกได้ตลอดปีแต่จะออกดอกมากในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝน ซึ่งส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ได้ตลอดทั้งวัน และหอมแรงในช่วงค่ำถึงช่วงเช้ามืด ผลออกเป็นฝักมีลักษณะกลมเป็นรูปไข่หรือรูปกระบอกมีเหลี่ยมตามยาวเป็นสันแหลมโค้ง มีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตรและยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองหรือเป็นสีส้มถึงแดง ภาคในมีเมล็ดอยู่ประมาณ 3-5 เมล็ด

การขยายพันธุ์พุดซ้อน

พุดซ้อนสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำ แต่ในปัจจุบันวิธีที่เป็นที่นิยมกันมาก คือ การตอนกิ่ง เพราะมีเปอร์เซ็นต์การรอดสูง ประหยัดเวลาและทำได้ง่าย โดยมีวิธีการคือ เลือกกิ่งแก่ที่เป็นสีน้ำตาลหรือขาวเทาและมีความสมบูรณ์ของกิ่งสูงมาทำการตอนกิ่ง (เหมือนวิธีการตอนกิ่งไม้พุ่มทั่วๆไป) หลังจากนั้น 3-4 สัปดาห์จะเริ่มออกราก พอรากเดินพอประมาณแล้วจึงตัดลงปลูกได้ โดยการปลูกจะต้องเตรียมหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร จากนั้นใช้ปุ๋ยคอกหรือ ปุ๋ยหมัก ดินร่วนใน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูก และควรปลูกให้มีระยะที่โดยการปลูกจะต้องเตรียมหลุมที่เหมาะสม เพราะพุดเป็นไม้ที่มีทรงพุ่มใหญ่ ต้องการแสงแดดจัด และต้องการปริมาณน้ำปานกลาง

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้อาการปวดศีรษะโดยใช้ใบสดมาตำแล้วพอกบริเวณที่ปวด ใช้แก้ไข้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับพยาธิ โดยใช้รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ โดยใช้ผลแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม แต่หากจะใช้แก้ปวดฟัน แก้เหงือกบวม ให้อบกลั้วปาก ใช้แก้บิด แก้เคล็ดขัดยอก โดยใช้เปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม แก้ตับอักเสบเฉียบพลัน และมีอาการตัวเหลือง ให้ใช้รากพุดซ้อนสด 70 กรัม รากหญ้าคา เปลือกต้นหม่อนและรากใบไผ่เขียว อย่างละ 35 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำรับประทาน ส่วนในตำรายาจีนระบุถึงการใช้ดังนี้

สล็อตออนไลน์

ปัสสาวะเป็นเลือด-ใช้รากพุดซ้อน และรากหญ้าคา อย่างละ 1 ตำลึง พร้อมเง่าปัว 2 ตำลึง ต้มกวยแชะ
ร้อนในปวดฟัน-ใช้รากพุดซ้อนหนัก 1 ตำลึง ต้มนํ้าใส่นํ้าตาลแดง หรือใช้รากหนัก 1 ตำลึง ต้มพร้อมรากเนียมหูเสือ 1 ตำลึง รับประทาน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาของพุดซ้อนในต่างประเทศหลายฉบับพบว่า มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ฤทธิ์ห้ามเลือดและสมานบาดแผล ฤทธิ์กระตุ้นน้ำดี ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และมีฤทธิ์ช่วยในการสงบประสาท เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในทางการแพทย์แผนจีนระบุว่าผู้ที่ไฟธาตุเย็น ห้ามใช้พุดซ้อนเป็นยาสมุนไพร
ในการใช้พุดซ้อนเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดตามที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้เกินปริมาณที่กำหนด และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึง ผู้ที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ก่อนจะใช้พุดซ้อนเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

jumboslot

ต้นพุดซ้อน มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน[4] บ้างก็ว่าจัดเป็นพรรณไม้ดั้งเดิมของบ้านเรานี่เอง โดยจัดเป็นไม้พุ่มเตี้ยหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 1-2 เมตร มีลักษณะทั่วไปคล้ายต้นพุดจีบ แต่จะแตกต่างกันที่ว่าพุดซ้อนจะไม่มีสีขาวอยู่ในต้นและใบเหมือนพุดจีบ ลำต้นแตกกิ่งก้านมาก ลำต้นและกิ่งก้านเป็นสีเขียว ใบขึ้นดกหนาทึบ ส่วนรากใต้ดินเป็นสีเหลืองอ่อน นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง เนื่องจากเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด ต้องการแสงแดดจัดและความชื้นสูง หากปลูกในที่มีแสงแดดไม่เพียงพอจะทำให้ไม่ค่อยออกดอก และการตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งจะช่วยทำให้ดอกมีขนาดใหญ่ขึ้นได้ โดยมักพบขึ้นในป่าดงดิบทางภาคเหนือ

ใบพุดซ้อน พุดซ้อนเป็นไม้ที่ออกใบหนาแน่น ทำให้ดูทึบ โดยใบจะเป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามหรือประกอบเป็นใบ 3 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปมนรีหรือรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบ เป็นขอบสีขาว ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 7-14 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบมันเป็นสีเขียวเข้ม เนื้อใบหนา ก้านใบสั้น มีหูใบ 2 อันอยู่ระหว่างก้านใบด้านละอัน ลักษณะของใบทั่วไปคล้ายใบพุดจีบ แต่จะแตกต่างกันตรงที่ไม่มียางสีขาวเท่านั้น

ดอกพุดซ้อน โดยมากแล้วจะออกดอกเป็นดอกเดี่ยว โดยจะออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง ดอกมีขนาดใหญ่ ลักษณะของดอกคล้ายกับดอกพุดจีบ ดอกของพุดซ้อนจะเป็นสีขาวและมีกลีบดอกซ้อนกันหลายชั้น โคนกลีบแหลม ปลายกลีบมนรี มีกลีบดอกประมาณ 5-7 กลีบ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 เซนติเมตร เนื้อนุ่มและมีกลิ่นหอมแบบอ่อน ๆ ดอกมีเกสรเพศผู้ 6 ก้านรูปแถบ ติดที่ปลายหลอดกลีบดอก เกสรเพศเมีย ก้านเกสรยาว ยอดเกสรเป็นกระจุกแน่น รังไข่จะอยู่ใต้ฐานรองดอก ส่วนกลีบเลี้ยงมีประมาณ 5-8 แฉก ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก

ผลพุดซ้อน ผลมีลักษณะกลมเป็นรูปไข่ ออกแบบหัวทิ่มลง ผลอ่อนเมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองหรือเป็นสีส้มถึงแดง ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร เปลือกผลมีเหลี่ยมตามยาว ประมาณ 5-7 เหลี่ยม[3] ภายในมีเมล็ดอยู่ประมาณ 3-6 เมล็ด เมล็ดจะมีเนื้อเยื่อหุ้มเป็นสีแดง

slot

สรรพคุณของผลพุดซ้อนตามตำราการแพทย์แผนจีน
กีจื้อ (ผลพุดซ้อน) มีรสขมเย็น มีฤทธิ์ขับความร้อน ระบายความร้อน แก้ไข้ แก้หงุดหงิดกระวนกระวาย ช่วยเสริมความชื้น ทำให้เลือดเย็น แก้เลือดกำเดาไหล แก้ปัสสาวะและอาเจียนเป็นเลือด (เนื่องจากเลือดมีพิษร้อน) แก้ดีซ่าน (ตัวเหลืองจากความร้อนหรือร้อนชื้นของตับและถุงน้ำดี) มีฤทธิ์บรรเทาอาการพิษอักเสบ แก้พิษอักเสบของแผล ฝีอักเสบ อาการบวมจากการกระทบกระแทก ลดบวมจากการอักเสบ ช่วยระงับอาการปวด แก้อาการอักเสบบวมแดง[3]
กีจื้อผัดและกีจื้อผลพุดซ้อนผัดเกรียมมีวิธีใช้และสรรพคุณที่เหมือนกัน แต่จะใช้ในกรณีที่ระบบกระเพาะอาหารและม้ามพร่อง[3]
กีจื้อถ่านมีฤทธิ์ห้ามเลือดและทำให้เลือดเย็น ช่วยแก้อาการไอเป็นเลือด เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด[3]
หมายเหตุ : สำหรับวิธีใช้ ให้ใช้ประมาณ 6-9 กรัมนำมาต้มเอาแต่น้ำดื่ม

ข้อควรระวัง ผลพุดซ้อนไม่เหมาะสำหรับนำมาใช้กับคนธาตุอ่อน อุจจาระเหลว

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพุดซ้อน
สารที่พบ ได้แก่ Jasminodin, Geniposide, Crocin, Shanzhiside, Genipin-1-B-gentiobioside, Dipentene, Gardonin และยังพบ Gum, Tanin เป็นต้น
สารสกัดด้วยน้ำหรือแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการกระตุ้นน้ำดีให้มีการไหลออกมากขึ้น และจากการทดลองกับกระต่ายก็พบว่า สารสกัดดังกล่าวสามารถช่วยยับยั้ง Bilirubin ของเม็ดเลือดที่อยู่ในเส้นเลือดได้
เมื่อนำน้ำที่ต้มได้จากผลพุดซ้อนหรือสารที่สกัดได้จากผลพุดซ้อนด้วยแอลกอฮอล์มาทดลองกับสัตว์ทดลอง เช่น หนู แมว หรือกระต่าย พบว่ามีฤทธิ์ทำให้ความดันของสัตว์ทดลองลดลงได้นานพอสมควร
ผลพุดซ้อนมีฤทธิ์เป็นยาห้ามเลือดและช่วยสมานบาดแผล
สารหลัก Linalool มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา มีฤทธิ์สงบประสาท และการอักเสบ