cathedraledetunis

Day: June 3, 2021

ประโยชน์ดีๆของมะพร้าว

ถิ่นกำเนิดที่แน่นอนของมะพร้าวนั้นยังไม่มีข้อมูลสรุปว่าเป็นที่ใด แต่เชื่อกันว่ามะพร้าวน่าจะเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแถบประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และต่อมาได้มีชาวสเปนนำไปปลูกในหมู่เกาะเวสท์อินดีส และทะเลแครีเบียนตอนใต้ นอกจากนี้ชาวยุโรปยังนำไปปลูกในประเทศบราซิล และชาวโพสิเนเซียนนำไปปลูกยังเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก จนมีการกระจายพันธุ์ไปทั่วโลก เช่น ในปัจจุบันนี้

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยสามารถพบมะพร้าวได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีทั้งพันธุ์ต้นสูงและพันธุ์ต้นเตี้ย โดยเฉพาะในภาคใต้จะพบมากกว่าภาคอื่นๆ เช่น ใน จังหวัดชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณมะพร้าว

มะพร้าวนับเป็นพืชที่อยู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่โบราณแล้ว ดังนั้นจึงมีการนำมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันหลายๆด้านด้วยกัน เช่น ใช้เป็นอาหารโดยสามารถ เนื้อมะพร้าวแก่ นำไปทำกะทิได้ โดยการขูดเนื้อในเป็นเศษเล็กๆ แล้วบีบเอาน้ำกะทิออกมาทำอาหารทั้งอาหารคาว-หวานได้หลายเมนู ส่วนเนื้อมะพร้าวอ่อนสามารถนำไปกินเป็นของว่างหรือนำไปแปรรูปเป็นขนมได้เช่นกัน ยอดอ่อนมะพร้าวหรือเรียกอีกชื่อว่า หัวใจมะพร้าว (coconut’s heart) สามารถนำไปใช้ทำอาหารได้ซึ่งยอดอ่อนมีราคาแพงมาก เพราะการเก็บยอดอ่อนจำเป็นต้องโค่นต้นมะพร้าวเพื่อเก็บยอดอ่อน ด้วยเหตุนี้จึงมักเรียกย้ายอดอ่อนมะพร้าวว่า “สลัดเจ้าสัว” จั่นมะพร้าวให้น้ำตาล ซึ่งนำไปทำน้ำตาลมะพร้าวสำหรับทำเป็นเครื่องปรุงอาหารคาวหรือขนมหวานก็ได้ จาวมะพร้าวใช้นำมาเป็นอาหารหรือกินเล่นเป็นของว่างได้ น้ำมะพร้าวก็สามารถนำมาดื่มเป็นเครื่องดื่มดับกระหายได้เป็นอย่างดี และยังช่วยเพิ่มความกระชุ่มกระชวย ให้ร่างกายตื่นตัวได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถนำส่วนต่างๆของมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆอีกเช่น กากมะพร้าวที่เหลือจากการคั้นกะทิ สามารถนำไปทำเป็นอาหารสัตว์ได้ ใยมะพร้าวนำไปใช้ยัดฟู ทำเสื่อ หรือนำไปใช้เพาะปลูกทางการเกษตรได้ กะลามะพร้าวสามารถนำไปใช้ทำสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เช่น กระบวย โคมไฟ กระดุม ซออู้ เป็นต้น ก้านใบหรือทางมะพร้าวใช้ทำไม้กวาดทางมะพร้าว หรือใช้ทำซุ้มประตูในงานสำคัญๆต่างๆ เป็นต้น

สำหรับสรรพคุณทางยาของมะพร้าวนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า เปลือกมะพร้าวมีรสขม คุณสมบัติเป็นกลางมีสรรพคุณห้ามเลือด แก้ปวด น้ำมันมะพร้าว รสหวาน ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ลดอาการบวม แก้พิษ แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน เนื้อมะพร้าว มีรสหวาน คุณสมบัติเป็นกลาง มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย ขับพยาธิตัวตืด กะลา ใช้แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื่อน แก้ปวดฟัน ราก รสฝาด หวาน ใช้ขับปัสสาวะ และแก้ท้องเสีย แก้ปากเจ็บ เปลือกต้น แก้ปวดฟัน แก้หิด

สล็อต

ลักษณะทั่วไปมะพร้าว

มะพร้าวจัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีความสูง 5-30 เมตร (แล้วแต่สายพันธุ์) ลำต้นมีลักษณะกลมตั้งตรงไม่มีกิ่งก้าน เปลือกต้นมีสีเทา แข็ง ผิวขรุขระ ตามลำต้นจะมีรอยแผลใบตลอดลำต้น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับมีสีเขียวขนาดกว้างประมาณ 2-5 ซ.ม. ยาว 50 – 120 ซ.ม.โคนใบและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบสีเขียวแก่เป็นมัน ใบมะพร้าวเรียงติดกันเป็นแผงทั้งสองข้างของทางมะพร้าว มีประมาณ 200-240ใบ ใบที่อยู่ส่วนโคนของทางและตอนปลายทางจะสั้นประมาณ 30 ซ.ม.ส่วนใบที่ติดอยู่ตรงกลางยาวมากถึง 120 ซ.ม. ส่วนทางมะพร้าวยาวประมาณ 5 – 6.5 เมตร ก้านทางยาวประมาณ1.2 – 1.65 เมตร ทางมะพร้าวที่อยู่บนยอดมะพร้าว ติดเรียงเวียนรอบต้น แต่ละทางติดเวียนรอบต้นห่างกันเป็นมุม 137 – 140 องศาโดยต้นมะพร้าวจะมีทางบนต้น 12-30ทาง ดอก ออกเป็นช่อแขนงตามบนลำต้นตรง โคนทางที่อยู่ในซอกมุมใบ ดอกเป็นดอกเล็ก มีกลีบดอกที่ลดรูปมี 4-6 อัน ในช่อหนึ่งมีทั้งดอกเพศผู้และเพศเมีย โดยดอกเพศผู้จะอยู่ปลายช่อ และดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคนช่อดอก ดอกตัวผู้มีสีเหลืองหม่น ดอกตัวเมียสีเขียวแกมเหลือง และเมื่อตาดอกเจริญเติบโตเป็นจั่นแล้ว จะโผล่ออกมาจากโคนทางเมื่อออกมาใหม่ๆมีกาบหุ้มจั่นหรือช่อดอกไว้ท้าให้มองดูคล้ายกับใบหอกมีปลายแหลม เมื่อจั่นโตเต็มที่จะแตกออกตามแนวยาวจากปลายมาหาโคนท้าให้เห็นช่อดอกอยู่ภายใน ผล เป็นรูปทรงกลมหรือรี ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียวพอแก่เป็นสีน้ำตาล

ทั้งนี้ผลมะพร้าวจะมีเปลือก 3 ชั้นคือ เปลือกชั้นนอก ( exocarp )เป็นเส้นใยที่เหนียวและแข็ง เมื่อแก่อาจมีสีเขียว แดง เหลืองหรือน้้าตาล เปลือกชั้นกลาง ( mesocarp )มีลักษณะเป็นเส้นใย มีความหนาพอประมาณ เปลือกชั้นใน ( endocarp )มีลักษณะแข็งหรือที่เรียกกันว่า กะลา ( shell ) ซึ่งจะมีรูสีคล้ำอยู่ 3 รู สำหรับงอก ถัดจากส่วน endoxarp เข้าไปจะเป็นส่วน เอนโดสเปิร์ม หรือที่เรียกว่าเนื้อมะพร้าว ภายในมะพร้าวจะมีน้ำมะพร้าว ซึ่งเมื่อมะพร้าวแก่ เอนโดสเปิร์ม ก็จะดูดเอาน้ำมะพร้าวไปจนหมด

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์มะพร้าว

มะพร้าวสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด (เพาะผลมะพร้าว) โดยต้องมีการคัดเลือกผลที่จะนำมาเพาะดังนี้ ควรเลือดผลที่แก่จัดมีรูปทรงสวยงามได้สัดส่วน ที่มาจากต้นแม่ที่สมบูรณ์และมีอายุ 10 ปีขึ้นไป จากนั้นปาดเปลือกทางด้านหัวออกขนาดประมาณเท่าผลส้มเขียวหวานเพื่อให้น้ำซึมเข้าได้สะดวกใน ระหว่างเพาะ และช่วยให้หน่องอกแทงออกมาได้ง่าย วางผลมะพร้าวตามแนวนอนลงในร่องที่เตรียมไว้ หันด้านที่ปาดขึ้นข้างบนเรียงไปตามทิศ ทางเดียวกัน ให้แต่ละผลติดกันหรือห่างกันไม่เกิน 5 เซนติเมตร กลบทรายหรือดินให้ส่วนของผลมะพร้าวโผล่พ้นผิวดินประมาณ 1/3 ของผลแล้วรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ โดยสังเกตจากความชื้นตรงบริเวณรอยปาด หลังจากเพาะแล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์หน่อจะเริ่มงอก ในระยะแรก ๆ จะงอกน้อย เมื่อเลย 4 สัปดาห์ไปแล้วหน่อจะงอกมากขึ้น (มะพร้าวที่ไม่งอกภายใน 10 สัปดาห์ หรือ 70 วัน ควรคัดทิ้ง) เมื่อหน่อยาวประมาณ 1-3 นิ้ว ควรย้ายลงแปลงชำ

โดยย้ายหน่อมะพร้าวจากแปลงเพาะลงช้าในหลุมให้หน่อตั้งตรง กลบดินหนาประมาณ 2/3ของผล เพื่อไม่ให้ดินทับส่วนคอของหน่อพันธุ์ ใช้ทางมะพร้าวหรือหญ้าแห้งคลุมแปลง เพื่อรักษาความชุ่มชื้น ถ้าฝนไม่ตก รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ และเมื่อหน่อมะพร้าวสูง 30-50 เซนติเมตร จึงย้ายลงปลูกในแปลง หรือในบริเวณที่ต้องการ

ส่วนวิธีการปลูกควรปลูกในฤดูฝน ขุดดินบนหลุมปลูกที่เตรียมไว้ ให้เป็นหลุมเล็กๆ ขนาดเท่าผลมะพร้าวเอาหน่อที่คัดเลือกแล้วมาตัดรากที่หักช้ำออก ใช้ปูนขาวหรือยากันราทาตรงรอยตัดวางหน่อลงในหลุม ให้หน่อตั้งตรง ตัดหน่อไปในทิศทางเดียวกัน เอาดินกลบอย่างน้อย 2/3 ของผล เพื่อให้พอดีมิดผลมะพร้าว แต่ระวังอย่าให้ดินทับโคนหน่อ เพราะจะท้าให้หน่อถูกรัด ต้นจะโตช้า แต่เมื่อมะพร้าวโตขึ้นก็ควรจะกลบดินให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันโคนลอย เอาไม้ปักเป็นหลักผูกยึดกับต้นให้แน่น เพื่อป้องกันลมโยก

jumboslot

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆ ของมะพร้าวพบว่าน้ำมะพร้าวอ่อนมีสาระสำคัญ ดังนี้ auxin, 1,3 diphenylurea, cytokinin, acid phosphatase, catalase, dehydrogenase, diastase, peroxidase, RNA polymerase, apscisic acid , β-sitosterol ในเนื้อมะพร้าวพบสาร caprylic acid , chloric acid , α-amyrin , ß – amyrin ,cycloartenol , squalene ,campesterol , β-sitosterol ,stigmasterol, n-docosane ,n-tricosane , alanine , glutamic acid, lysine , ligustrazine

ส่วนจาวมะพร้าวพบ mannan นอกจากนี้ในน้ำมะพร้าวในเนื้อมะพร้าวยังมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของน้ำมะพร้าวอ่อน (100 กรัม)

พลังงาน 19 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 3.71 กรัม
น้ำตาล 2.61 กรัม
เส้นใย 1.1 กรัม
ไขมัน 0.2 กรัม
โปรตีน 0.72 กรัม
วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.057 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.08 มิลลิกรัม
วิตามินบี 6 0.032 มิลลิกรัม
วิตามินซี 2.4 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 24 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.29 มิลลิกรัม
ธาตุแมกนีเซียม 25 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม
ธาตุโพแทสเซียม 250 มิลลิกรัม
ธาตุสังกะสี 0.1 มิลลิกรัม
คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อมะพร้าว (100กรัม)

พลังงาน 354 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 24.23 กรัม
น้ำตาล 6.23 กรัม
เส้นใย 9 กรัม
ไขมัน 33.49 กรัม
โปรตีน 3.33 กรัม
วิตามินบี 1 0.66 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.02 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.54 มิลลิกรัม
วิตามินบี 5 1.014 มิลลิกรัม
วิตามินบี 6 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินซี 3.3 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 14 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 2.43 มิลลิกรัม
ธาตุแมกนีเซียม 32 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 113 มิลลิกรัม
ธาตุโพแทสเซียม 356 มิลลิกรัม
ธาตุสังกะสี 1.1 มิลลิกรัม

slot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ขับพยาธิตัวตืด หรือพยาธิใบไม้ในลำไส้ โดยให้กินเนื้อมะพร้าวครึ่งลูก ทุกเช้า ตอนท้องว่าง หลังจากนั้น 3 ชั่วโมงค่อยกินอาหาร
แก้กลาก โดยใช้น้ำมันมะพร้าวเคี่ยวให้ร้อน ทิ้งไว้ให้พออุ่น ทาบริเวณที่เป็นวันละหลายๆครั้ง หรือใช้ถ่านกะลาที่เผาจากกะลามะพร้าวนำไปบดผสมน้ำนิดหน่อยทาก็ได้
แก้เลือดกำเดาออก ใช้เปลือกต้นมะพร้าวจำนวนพอควรต้มกินน้ำ
รักษาโรคเบาหวาน ใช้เนื้อมะพร้าวมาคั่วให้เหลือง โรยเกลือเล็กน้อย แล้วนำมารับประทานครั้งละ 1 ช้อนแกง เช้า กลางวัน เย็น ประมาณ 10 วัน
แก้ท้องเสีย ด้วยการใช้รากมะพร้าวทุบให้แตก 3 กำมือ ต้มน้ำ 5 แก้ว เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว แบ่งรับประทานครั้งละครึ่งแก้ว เช้า กลางวัน เย็น
แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง ด้วยการใช้กะลามะพร้าวมาเผาไฟจะได้เป็นถ่านแล้วนำมาบดเป็นผงรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ
แก้ปากเจ็บ โดยการนำรากมะพร้าวมาต้มกับน้ำใช้อมกลั้วปาก เช้า กลางวัน เย็น
แก้กระหายช่วยแก้พิษ ขับปัสสาวะ ลดบวม
แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้นิ่ว ให้ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนวันละ 2-3 แก้ว

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ควรรับประทานมะพร้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวในปริมาณที่พอดี โดยเฉพาะกะทิ เพราะอาจทำให้ได้รับพลังงานและไขมันมากเกินไปได้
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคตับ และโรคไต ควรบริโภคน้ำมะพร้าวแต่พอดีไม่ควรดื่มมากจนเกินไป
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้องรังต่างๆ รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะบริโภคมะพร้าว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ส้มเกลี้ยงมีประโยชน์อย่างไร

ส้มเกลี้ยงเป็นพืชที่มีการสันนิษฐานกันว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิม น่าจะอยู่ในประเทศจีนตอนใต้แล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์มายังบริเวณเขตร้อนของทวีปเอเชียในหมู่เกาะมลายูและภูมิภาคอินโดจีน ได้แก่ เวียดนาม พม่า ไทย ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น หลังจากนั้นเมื่อมีการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตกจึงมีการนำไปปลูกยัง ทวีปอื่นๆ

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มมีการนำส้มเกลี้ยงเข้ามาปลูกครั้งแรกเมื่อใด พบแต่เพียงรายงานซึ่งมีต้นฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศส แปลและจัดพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2236 ที่กล่าวถึงส้มชนิดต่างๆ 3 ชนิด คือ ส้มโอ ส้มแก้ว และมะกรูด แต่ก็เชื่อกันว่าน่าจะมีการเริ่มนำเข้ามาปลูกในไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ถึง ตอนต้นของกรุงธนบุรี

ประโยชน์และสรรพคุณส้มเกลี้ยง

ส้มเกลี้ยงถูกจัดให้เป็นพืชตระกูลส้มในจำพวกส้มหวาน (sweet orange) ดังนั้น จึงถูกนำมาใช้บริโภคเป็นผลไม้มาตั้งแต่อดีตแล้ว โดยได้รับความนิยมไปในหลายภูมิภาคของโลกโดยเฉพาะในการนำไปทำเป็นน้ำส้มคั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นน้ำส้มคั้นสด ที่มีรสชาติดีที่สุด หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อื่นๆ เช่น แยมส้ม ส้มเกลี้ยง แก้ว เป็นต้น นอกจากนี้ ชาวจีนยังนิยมนำมาไหว้เจ้าในช่วงเทศกาล ตรุษจีน , สารจีน , ไหว้พระจันทร์ อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของส้มเกลี้ยงนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ผลมีรสหวานเย็น ช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้หลอดลมอักเสบ , ลักปิดลักเปิด , แก้ไอ , ขับเสมหะ ผิวส้มเกลี้ยง (เปลือกผล) ใช้เข้ายาแก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่นโดยจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” ประกอบด้วย ผิวส้มเกลี้ยง ผิวมะนาว ผิวส้มโอ ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มตรังกานู ผิวส้มซ่า ผิวมะงั่ว หรือผิวส้มโอมือ และผิวมะกรูด มีสรรพคุณ แก้ทางลม แก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสมหะโลหะ

ส่วนน้ำมันจากผิวส้มเกลี้ยง ใช้ลดอาการเครียด หรืออาการนอนไม่หลับเนื่องจากความกังวล ช่วยกระตุ้นให้เบิกบาน ใช้สำหรับผิวหนังอักเสบ ช่วยลดริ้วรอย ฆ่าเชื้อโรค คลายกล้ามเนื้อเรียบ ขับน้ำดี ช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นการทำงานของน้ำเหลือง

นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพรตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ยังได้ระบุถึงการใช้ส้มเกลี้ยงในตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” ซึ่งมีส่วนประกอบของผิวส้มเกลี้ยง อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณในการ แก้ลมจุกแน่นในท้อง แก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น

สล็อต

ลักษณะทั่วไปส้มเกลี้ยง

ส้มเกลี้ยงนั้นจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูงได้ประมาณ 4-8เมตร (แต่อาจสูงได้ถึง 10 เมตร) ลำต้นและกิ่งก้าน มีหนาม แข็งขนาดใหญ่ ทรงต้นแผ่กว้างค่อนข้างทึบ ใบจัดเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเรียกว่าแผ่นใบ หรือตัวใบ แผ่นใบมีรูปร่างกลมมน เรียวยาว รูปไข่ยาวหรือรูปโล่ ปลายใบแหลมมน ขอบใบเรียบ สีของใบเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนที่สองคือก้านใบ ซึ่งมีส่วนของก้านใบที่เรียกว่าหูใบ (wing) มีลักษณะเป็นปีก รูปทรงคล้ายรูปหัวใจเล็ก และเรียวสีด้านบนเขียวเป็นมัน ด้านหลังจะอ่อนกว่า

ดอกออกเป็นช่อขนาดปานกลาง ซึ่งจะออกตามซอกใบ ที่อยู่บริเวณปลายกิ่ง โดยอาจมีดอกย่อยดอกเดียว หรือมากถึง 10-20 ดอก ต่อ 1 ช่อดอก ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ กลีบดอกเป็นสีขาว มีประมาณ 4-5 กลีบ ผลเป็นรูปทรงกลมถึงกลมแป้น ขนาดปานกลางถึงขนาดใหญ่ ผิวผลมีตุ่มน้ำมันเล็กๆ กระจายอยู่รอบผล เปลือกผลแข็งมีความหนา ประมาณ 0.5 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียวเข้ม เมื่อแก่จะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองจนถึงสีส้มสด ภายในผลอัดกันแน่นด้วยเนื้อ ลักษณะเรียวยาว สีเหลือง มีรสหวานอมเปรี้ยว และมีเมล็ดอยู่หลายเมล็ด เมล็ดมีลักษณะทรงกลมปลายแหลม เปลือกย่นซึ่งเมล็ดส้มเกลี้ยงจะใหญ่กว่าเมล็ดส้มเขียวหวานเล็กน้อย

การขยายพันธุ์ส้มเกลี้ยง

ส้มเกลี้ยงสามารถขยายพันธุ์ได้โดย วิธีการใช้เมล็ด การตอนกิ่ง การติดตา การปักชำ แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ วิธีการ ตอนกิ่ง เพราะทำได้ง่ายและมีอัตราการขยายพันธุ์สำเร็จสูงกว่าวิธีอื่น ส่วนวิธีการปลูก ส้มเกลี้ยงนั้น สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการขยายพันธุ์ส้มโอ ซึ่งได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมีส้มเกลี้ยง

จากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆของส้มเกลี้ยง พบว่า มีสารสำคัญต่างๆ เช่น apigenin,abscisic acid, hesperidin, neohesperidin, acetaldehyde, caffeic acid, aniline, anthanilic acid, quercetin, aurapten, bergapten, bisabolene, braylin, bergamoltin, cadinene, camphene, campesterol, cirantin, stigmasterol, carvone, citbismine, eriocitrin, scoppsrone นอกจากนี้ในน้ำมันหอมระเหยจากผิวส้มเกลี้ยง ยังพบสาร limonene, alpha-pinene, citronellal, linalool, geraniol, decanal, myrcene, sabinene, octanal , neral

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้ไอ ขับเสมหะ รักษาโรคลักปิดลักเปิด แก้หลอดลมอักเสบ โดยการรับประทานส้มเกลี้ยงเป็นผลไม้สดหรือจะรับประทานเป็นน้ำส้มคั้นก็ได้ ส่วนน้ำมันจากผิวส้มเกลี้ยง ใช้สูดดมอาการเครียด นอนไม่หลับ ใช้ทาผิวหนังบริเวณที่อักเสบ ฆ่าเชื้อโรค และลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้า ใช้หยดใส่น้ำดื่มช่วยขับน้ำดี ช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นการทำงานของน้ำเหลือง โดยน้ำมันผิวส้มเกลี้ยงนี้ควรใช้ในความเข้มข้นไม่เกิน 1.4% และควรใช้เพียง 3-10 หยอดเท่านั้น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งไวรัส มีการศึกษาวิจัยสารสกัดน้ำเดือดจากผลส้มเกลี้ยง พบว่ามีผลยับยั้งการติดเชื้อ rotavirus เมื่อทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยง ( in vitro ) โดยสารสำคัญที่แสดงฤทธิ์คือเฮสเพอริดิน ( hesperidin ) และนีโอเฮสเพอริดิน ( neohesperidin ) และค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการติดเชื้อไวรัส 50% ( IC50 ) เท่ากับ 10 และ 25 ไมโครโมลาร์ ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยฉบับอื่นของส้มเกลี้ยงระบุว่า มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้ออีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

jumboslot

เนื่องจากข้อมูลการศึกษาทางพิษวิทยาของส้มเกลี้ยง มีน้อยมากจึงไม่สามารถรวบรวมมาลงไว้ในบทความนี้ได้ แต่มีการศึกษาวิจัยหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือ การศึกษาผลของสารสกัดมาตรฐานของส้มเกลี้ยง ซึ่งใช้เป็นอาหารเสริมในการควบคุมน้ำหนักและเพิ่มความสามารถในการออกกำลังกาย ต่อค่าเภสัชจลนศาสตร์ของยา amiodarone (ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ) โดยการทดลองแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เพื่อเปรียบเทียบ คือ การรับประทานแบบครั้งเดียวพร้อมกับการให้ยา และการรับประทานแบบต่อเนื่องก่อนการได้รับยา

โดยในการทดลองที่ 1 ได้ทำการป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดมาตรฐานของส้มเกลี้ยง ขนาด 164 มก./กก.น้ำหนักตัว พร้อมกับการป้อนยา amiodarone ขนาด 50 มก./กก. ส่วนในการทดลองที่ 2 ได้ทำการป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดมาตรฐานจากส้มเกลี้ยง ขนาด 164 มก./กก./วันต่อเนื่องกัน 14 วัน แล้วจึงป้อนยา amiodarone ขนาด 50 มก./กก. ในวันที่ 15 ของการทดลอง พบว่าการป้อนสารสกัดมาตรฐานของส้มเกลี้ยงต่อเนื่องกันก่อนการได้รับยา มีผลเพิ่มความเข้มข้นสูงสุดในเลือดของยา amiodarone (Cmax) แต่ไม่มีผลต่อระยะเวลาที่ระดับยาในเลือดมีค่าสูงสุด (Tmax) และค่าพื้นที่ใต้กราฟของยา (AUC) แสดงให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากส้มเกลี้ยงต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน อาจมีผลต่อประสิทธิภาพของยา amiodarone ได้

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ควรเก็บรักษาน้ำมันจากผิวส้มเกลี้ยงในภาชนะกันแสง เพราะน้ำมันจากผิวส้มเกลี้ยงมีสาร limonene ซึ่งเป็นสารที่เกิดออกซิเดชั่นได้ง่าย และเมื่อโดนแสงจะเปลี่ยนรูปเป็นสารที่ทำให้เกิดภาวะเป็นพิษได้
ในการใช้ส้มเกลี้ยงเป็นสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาโรคหากเป็นการรับประทานผลสุก ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่หากใช้เปลือกผลหรือน้ำมันจากผิวส้มเกลี้ยงก็ควรต้องระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ เช่นกัน โดยควรใช้ในขนาดที่พอดีตามที่ตำรับตำรายาต่างๆได้ ระบุไว้ ไม่ควรใช้เกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือ ผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้ส้มเกลี้ยงเป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของผักแพวหรือผักไผ่

ผักแพวเป็นพืชเฉพาะถิ่น ซึ่งสามารถพบได้ในประเทศ เวียดนาม , พม่า , ลาว ,ไทย เท่านั้น ดังนั้นจึงมีการสันนิษฐานถึงถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของผักแพวว่าน่าจะอยู่ในบริเวณประเทศเหล่านี้ สำหรับในประเทศเหล่านี้ สำหรับในประเทศไทยถือว่าผักแพวเป็นผักพื้นบ้านดั้งเดิม โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสานจะนิยมนำไปรับประทานหรือใช้เป็นสมุนไพร

เครดิตฟรี

ปัจจุบันเริ่มมีการนิยมรับประทานในภาคอื่นๆ มากขึ้น ทั้งนี้ผักแพวสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยมักจะพบตามที่ชื้นแฉะ เช่น ริมฝั่งคลอง ริมน้ำ ทุ่งนา หรือแอ่งน้ำต่างๆ ที่มีความชื้นสูง

สมุนไพรผักแพว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า พริกม้า พริกม่า (นครราชสีมา), หอมจันทร์ (อยุธยา), ผักไผ่ (ภาคเหนือ), ผักแพว (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), จันทน์โฉม, จันทน์แดง, ผักไผ่น้ำ, ผักแพ้ว, ผักแพรว, ผักแจว, พริกบ้า, หอมจันทร์ เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณผักแพว

ยอดอ่อน ใบ และลำต้นอ่อนใช้ประกอบอาหาร ใช้รับประทานเป็นผักสด หรือใช้แกล้มกับอาหารที่มีรสจัด และใช้เป็นเครื่องเคียงของ อาหารเหนือ อาหารอีสาน อาหารเวียดนาม หรือนำมาหั่นคลุกเป็นเครื่องปรุงสดประกอบอาหารประเภทลาบ หลู้ ก้อยกุ้งสด ข้าวยำ ฯลฯ นอกจากนี้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวล้านนายังนิยมเก็บยอดอ่อนและใบเป็นผักสด เป็นผักจิ้ม หรือเครื่องเคียงหรือซอยใส่อาหารพร้อมกับใบสะระแหน่ประเภทลาบ หลู้ทุกชนิด และยำต่างๆ ที่เป็นยำเนื้อสัตว์ เช่น ยำจิ๊นไก่ ยำกบ เป็นต้น

ส่วนสรรพคุณทางยาของผักแพวนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ทั้งต้น รสเผ็ดร้อน ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ขับปัสสาวะ ใบช่วยป้องกันโรคหัวใจ ใช้รับประทานช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้ลม ขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยทำให้เลือดลมในร่างกายเดินสะดวกมากขึ้น แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยลดอาการอักเสบ ช่วยรักษาโรคหวัด ช่วยรักษาโรคตับแข็ง ดอก ใช้ขับเหงื่อ รักษาโรคปอด แก้เลือดดีขึ้น แก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ราก ใช้แก้ริดสีดวง บำรุงประสาท แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายและข้อกระดูก รักษาหอบหืด แก้ไอ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปผักแพว

ใบผักแพว มีใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหอกหรือรูปหอกแกมรูปไข่ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5.5-8 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมคล้ายใบไผ่แต่บางกว่า ขอบใบเรียบ ฐานใบเป็นรูปลิ่ม ก้านใบสั้นมีหู ใบลักษณะคล้ายปลอกหุ้มรอบลำต้นอยู่บริเวณเหนือข้อของลำต้นใบผักแพว
ดอกผักแพว ออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกมีดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวนวลหรือชมพูม่วง
ดอกผักแพรวดอกผักแพ้ว
ผลผักแพว ผลมีขนาดเล็กมาก

ผักแพวจัดเป็นไม้ล้มลุกปีเดียว สูง 20-35 เซนติเมตร ลำต้นทรงกลม เป็นข้อปล้องคล้ายต้นไผ่ ลำต้นมีทั้งส่วนที่เลื้อยไปตามพื้นดินและจะมีรากออกตามข้อปล้องที่สัมผัสกับดินและตั้งตรงชูขึ้นไปด้านบนทั้ง ลำต้นมีสีเขียวแกมสีน้ำตาลแดง ต้นและใบมีกลิ่นฉุนแรงเฉพาะตัว ใบผักแพวเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แตกออกบริเวณข้อของลำต้น ซึ่งจะมีกาบที่ต่อกับก้านใบหุ้มเหนือบริเวณข้อและมีขนหยาบๆขึ้นปกคลุม ก้านใบมีหูใบทั้ง 2 ข้าง และสั้นประมาณ 0.5-1 ซม. ใบเป็นรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายแหลม ฐานใบรูปล้ม ใบกว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนติเมตร แผ่นใบด้านบน สีเขียว ที่ขอบใบมีสีแดง ลักษณะไปแบนเรียบไม่นูนหรือเป็นสัน มีขนยาวละเอียดอ่อน ส่วนด้านล่าง มีลักษณะด้านบนไม่มีขน มีต่อมน้ำมันใส ดอกผักแพวออกเป็นช่อยาวบริเวณส่วนยอดของลำต้นบริเวณซอกใบ ดอกมีขนาดเล็กมีจำนวนมาก กลีบดอกมี 5 กลีบ ดอกตูมมีสีม่วงแดง หลังจากบานจะมีสีขาวอมม่วง และเมื่อบานเต็มที่จะมีสีขาว ผลมีขนาดเล็ก รูปคล้ายสามเหลี่ยม ยาว 1.5 มิลลิเมตร ปลายและท้ายเรียวแหลมทั้งสองด้าน ผิวเรียบและเป็นมันแวว สีน้ำตาล มีเมล็ดจำนวนมาก

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์ผักแพว

ผักแพวสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดและการปักชำต้น แต่การใช้เมล็ดจะมีอัตราการงอกน้อย จึงนิยมขยายพันธุ์ด้วยการปักชำต้นมากกว่า โดยมีวิธีการดังนี้

พรวนดิน และกำจัดวัชพืชออกให้หมด หลังจากนั้น ค่อยนำลำต้นที่เด็ดไว้มาทำการเร่งราก โดยใช้วิธีนำลำต้นผักแพวที่ตัดมาแช่น้ำ โดยแช่ในน้ำให้ท่วมลำต้นประมาณ 2-3 ข้อ ซึ่งแช่ไว้ประมาณ 3 วัน ลำต้นจะเริ่มแตกรากสีขาวออกบริเวณข้อหลังจากนั้นจึงนำปลูกลงต้นได้ สำหรับการปลูกจะต้องปลูกให้มีระยะห่างลำต้น 5-10 ซม. และหลังจากปลูกประมาณ 1 เดือน ผักแพวที่ปลูกจะเริ่มแตกเหง้าเป็นลำต้นใหม่ และสามารถเริ่มเก็บยอดได้ประมาณเดือนที่ 3 ทั้งนี้ผักแพวเป็นพืชที่ชอบดินที่มีความชื้นสูง ดังนั้นจึงควรหมั่นรดน้ำให้ชุ่มเสมอ

องค์ประกอบทางเคมีผักแพว

มีผลการศึกษาวิจัยพบว่าผักแพวมีสารออกฤทธิ์ที่ต้านอนุมูลอิสระมากมาย เช่น quercetin, rutin, kaempferol , catechin, และ isorhamnetin นอกจากนี้ยังพบว่าผักแพวยังมีคุณค่าทางโภชนาการ คือ

คุณค่าทางโภชนาการของผักแพว ( 100 กรัม )

พลังงาน 54 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 7.7 กรัม
ใยอาหาร 1.9 กรัม
ไขมัน 0.5 กรัม
โปรตีน 4.7 กรัม
วิตามินเอ 8,112 หน่วยสากล
วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.59 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 1.7 มิลลิกรัม
วิตามินซี 77 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 79 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 2.9 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 272 มิลลิกรัม
โครงสร้างผักแพว

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ช่วยเจริญอาหาร ช่วยให้เลือดลมเดินดี ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ลดการอักเสบ โดยการนำใบผักแพวมารับประทานเป็นผักสด หรือใช้เป็นเครื่องปรุงในการประกอบอาหาร หรือจะใช้ใบมาตากแห้งแล้วชงดื่มแบบชาก็ได้ ช่วยบำรุงประสาท แก้ริดสีดวง แก้ปวดเมื่อยร่างกาย และขับกระดูก แก้ไอ แก้ปวดท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้กระเพาะอาการพิการ อุจาระพิการ โดยนำราผักแพวมาต้มกับน้ำดื่ม แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน โดยการนำใบผักแพวมาคั้นแล้วใช้ผสมกับเหล้าโรงทาบริเวณที่เป็น แก้อาการปวดบวมแดงจากแมลงสัตว์กันต่อย โดยการนำใบและลำต้นมาบดแล้วประคบบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของผักแพวในต่างประเทศพบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยสารสกัดจากผักแพวมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกิด lipid peroxidation และมีผลในการรักษาระดับของกลูตาไธโอนในร่างกายของสัตว์ทดลอง

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ไม่ควรรับประทานผักแพวมากจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแสบร้อนภายในช่องปาก คอรวมถึงกระเพาะอาหาร และอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดการระคายเคืองและแฟลในกระเพาะอาหาร
ในการใช้ผักแพวเพื่อเป็นสมุนไพควรระมัดระวัง ในการใช้ควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือ ผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนจะใช้ผักแพวเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

slot

รสเผ็ดของผักแพวช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในเลือด เหมาะเป็นผักสมุนไพรลดความอ้วนได้โดยไม่ขาดสารอาหาร เพราะอุดมไปด้วยเส้นใยและวิตามิน แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่มากพอหรือวันละไม่น้อยกว่า 3 ขีด
ผักแพวมีวิตามินเอสูง จึงช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้เป็นอย่างดี โดยมีวิตามินเอสูงถึง 8,112 หน่วยสากล ในขณะที่อีกข้อมูลระบุว่ามีมากถึง 13,750 มิลลิกรัม
ผักแพวเป็นผักที่ติดอันดับ 8 ของผักที่มีวิตามินซีสูงสุด โดยมีวิตามินซี 115 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก 100 กรัม
ผักแพวมีแคลเซียมสูงถึง 390 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม จึงช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดี
ผักแพวมีธาตุเหล็กสูงสุดติด 1 ใน 5 อันดับของผักที่มีธาตุเหล็กสูง
ยอดอ่อนและใบอ่อนใช้ประกอบอาหาร ใช้รับประทานเป็นผักสด หรือใช้แกล้มกับอาหารที่มีรสจัด ใช้เป็นเครื่องเคียงของอาหารอีสาน อาหารเหนือ อาหารเวียดนาม หรือนำมาหั่นเป็นฝอย ใช้คลุกเป็นเครื่องปรุงสดประกอบอาหารประเภทลาบ ลู่ ตำซั่ว ก้อยกุ้งสด ข้าวยำ แกงส้ม เป็นต้น
ใบผักแพวนำมาใช้แกงประเภทปลา เพื่อช่วยดับกลิ่นของเนื้อสัตว์หรือกลิ่นคาวปลาได้

Tip : การเลือกซื้อผักแพว ควรเลือกซื้อผักแผวสด หรือดูที่ความสดของใบเป็นหลัก ไม่เหี่ยวและเหลือง แต่ถ้ามีรอยกัดแทะของหนอนและแมลงบ้างก็ไม่เป็นไร ส่วนการเก็บรักษาผักแพวก็เหมือนกับผักทั่ว ๆไป คือเก็บใส่ในถุงพลาสติกแล้วปิดให้สนิท หรือจะเก็บใส่กล่องพลาสติกสำหรับเก็บผักก็ได้ แล้วนำไปแช่ตู้เย็นในช่องผัก

ต้นคนทาเป็นอย่างไร

คนทาเป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชียบริเวณตั้งแต่ทางตอนใต้ของจีน จนถึงคาบสมุทรอินโดจีน แล้วจึงมีการกระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนอื่นๆ ของโลก เช่น เอเชียใต้ แอฟริกา และอเมริกาใต้ เป็นต้น

เครดิตฟรี

ส่วนในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้คนทาเป็นพรรณไม้ที่พบในป่าเป็นส่วนใหญ่ และไม่ค่อยได้รับความนิยมที่จะทำมาปลูกไว้ในบ้าน โดยจะพบมากในป่าเขาหินปูน ป่าผลัดใบและตามป่าละเมาะทั่วไปที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 900 เมตร

ประโยชน์และสรรพคุณคนทา

มีการนำคนทามาใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นตามภาคต่างๆของไทย เช่น มีกานำผลของคนทามาหมกไฟ แล้วทุบเอาน้ำที่ได้มาทาเท้า ช่วยป้องกันโรคน้ำกัดเท้าตอนทำนา หรือ นำผลคนทามาใช้ทำสีสำหรับย้อมผ้า ซึ่งจะให้สีเทาอมม่วง ส่วนกิ่งก้านนั้น ในอดีตมีการนำมาใช้ทำเป็นแปรงสีฟัน สำหรับใช้แปรงฟัน นอกจากนี้เนื้อไม้ของคนทายังสามารถนำไปใช้ทำเครื่องมือ เครื่องใช้ในครัวเรือนได้ เช่น ด้ามมืด ด้ามขวาน คานหาบน้ำ ด้ามจอบ ด้ามเสียม เป็นต้น สำหรับสรรพคุณทางยาของคนทานั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ราก มีรสขมเฝื่อนฝาดเย็น ใช้แก้บิด แก้ท้องร่วง กระทุ้งพิษ ลดความร้อนในร่างกาย ไข้พิษไข้กาฬ ไข้หัวลมทุกชนิด แก้ไข้เส้น ไข้เหนือและแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้โรคตา ช่วยขับลม แก้น้ำเหลืองเสีย รากอ่อนและต้น แก้ท้องร่วง แก้บิด ใช้ฟอกเลือด เปลือกต้น แก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ แก้ท้องร่วง ดอกใช้แก้พิษแมลงกัดต่อย

นอกจากนี้ในบัญชียาหลักแห่งชาติยังได้ระบุถึงการใช้คนทา ในตำรับยา 5 ราก หรือ ตำรับยาเบญจโลกวิเชียร ซึ่งประกอบด้วย รากคนทา รากย่านาง รากมะเดื่อชุมพร รากไม้เท้ายายม่อม และรากชิงชี โดยมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการไข้อีกด้วย

ลักษณะทั่วไปคนทา

คนทาจัดเป็นไม้พุ่มที่มีเถาเลื้อยเกาะ ลำต้นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8-12 ซม. และสูงได้ 2-8 เมตร เปลือกต้นและกิ่งก้านเป็นสีน้ำตาลมีหนามแหลม และแข็ง ใบเป็นใบประกอบเรียงสลับกันแบบขนนก โดยก้านจะแผ่ออกเป็นแบบปีก และใน 1 ก้านจะมีใบย่อยประมาณ 9-15 ใบ ซึ่งใบเมื่อยังอ่อนจะมีสีแดงอมม่วงจากนั้นจะเป็นสีเขียวเมื่อแก่ส่วนลักษณะใบจะเป็นรูปไข่ หรือ รูปรีขอบใบหยัก กว้าง 1-2 ซม. ยาว 2-3 ซม. ดอกจะออกเป็นช่อบริเวณซอกใบใกล้ปลายกิ่ง โดยใน 1 ช่อดอกจะมีดอกย่อย ขนาด 5-6 มิลลิเมตร อยู่หลายดอก ซึ่งดอกย่อยมีกลีบดอก 4-5 กลีบเป็นลักษณะ กลีบดอกแบบขอบขนาน กลีบข้างนอกเป็นสีม่วงอมแดง ด้านในเป็นสีขาวนวล ผลเป็นทรงกลม ฉ่ำน้ำ ผลเรียง และแข็งมีรถขม และเป็นสีเขียวอ่อน โดยแต่ละผลจะมีเมล็ด 1 เมล็ด มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลแข็ง มีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร

สล็อต

การขยายพันธุ์คนทา

คนทาสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด ซึ่งวิธีการขยายพันธุ์ต้นคนทานั้นสามารถทำได้ เช่นเดียวกันกับการขยายพันธุ์พรรณไม้ชนิดอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้าที่ ทั้งนี้คนทาเป็นพรรณไม้ที่ไม่ได้รับความนิยมที่จะนำมาปลูกตามบริเวณบ้าน หรือบริเวณตามไร่นาเพราะเป็นพรรณไม้ที่มีหนามและต้องเลื้อยเกาะพัน ต้นไม้อื่นๆ ดังนั้นการขยายพันธุ์ (แพร่กระจายพันธุ์) ส่วนมากจึงเป็นการขยายพันธุ์ ทางธรรมชาติเสียมากกว่า

องค์ประกอบทางเคมีคนทา

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของรากคนทาพบว่า สามารถแยกสารได้ 4 ชนิด คือ perforaticacid,heteropeucenin-7-methyl ether, สารกลุ่มสเตอร์รอยด์ เช่น stigmasterol,beta-sitosterol, campesterol และสารผสมของ beta–sitosteryl-3-Oglucopyranoside,chloresteryl-3-O-glucopyranoside,stigmasteryl-3-O-glucopyranoside

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยอีกฉบับหนึ่งระบุไว้ว่า เมื่อแยกและหาสูตรโครงสร้างของสารประกอบจากรากคนทา พบสาร 2-hydroxymethyl-3-methylalloptaeroxylin และสารประกอบอื่น ๆ เช่น heteropeucenin-7-methylether, perforarotic acid, harperfolide , lupeol เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไข้ กระทุ้งพิษ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้น้ำเหลืองเสีย แก้โรคตา ขับลม โดยใช้รากของคนทามาต้มกันน้ำดื่ม เช้า-เย็น ใช้ฟอกเลือด แก้ท้องร่วง แก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ โดยใช้เปลือกต้น หรือรากอ่อน ต้มกับน้ำดื่ม เช้า-เย็น ใช้แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย โดยใช้ดอกสด มาขยี้ทาบริเวณที่ถูกพิษของแมลงต่างๆ ส่วนในตำรับยา 5 ราก (ยาเบญจโลกวิเชียร) ที่มีคนทาเป็นส่วนประกอบ ควรใช้ดังนี้ เด็กอายุ 6-12 ปี รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 1 กรัม ละลายน้ำสุก วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เมื่อมีอาการ ผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 1-1.5 กรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือเมื่อมีอาการ

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัดเอทานอลจากรากคนทา แบ่งเป็นการทดสอบในสัตว์ทดลองและทดสอบในหลอดทดลอง สำหรับการศึกษาในสัตว์ทดลอง ทำการศึกษาฤทธิ์ลดการบวมเฉียบพลันที่อุ้งเท้าหนูขาว หลังจากฉีด carrageenan ที่เวลา 1, 2, 3, 4, 5 และ 6 ชั่วโมง โดยใช้หนูเพศผู้สายพันธุ์วิสตาร์ ให้สารสกัดคนทาในขนาด 5-400 mg/kg เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน indomethacin 5 mg/kg การทดสอบในหลอดทดลอง ดูผลการแสดงออกของ mRNA expression ของสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ ได้แก่ TNF- α, IL-6 และ IL-1β ศึกษาในเซลล์แมคโครฟาจ J774A.1 ของหนู ที่ถูกเหนี่ยวนำการอักเสบด้วย Lipopolysaccharide (LPS) โดยให้สารสกัดจากรากคนทาในขนาด12.5-50 μg/ml วิเคราะห์ผลด้วยเครื่อง real-time RT-PCR

ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดขนาด 50, 100,200 และ 400 mg/kg สามารถลดการอักเสบได้ที่เวลา 2 ชม. หลังฉีดคาราจีแนน โดยลดการบวมที่อุ้งเท้าหนูได้ 28.49, 31.18, 47.85 และ 65.05% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับยามาตรฐาน Indomethacin ขนาด 5 mg/kg ลดการบวมได้ 37.10% และผลลดการแสดงออกของ mRNA ของสารในกระบวนการอักเสบ หรือ proinflammatory cytokines พบว่าสารสกัดขนาด 50 μg/ml สามารถยับยั้ง TNF-α และ IL-1β ได้เท่ากับ 49.83±3.77 และ 47.27±3.77% ตามลำดับ แต่การยับยั้ง IL-6 จะใช้สารสกัดขนาด 12.5 และ 25 μg/mlยับยั้งได้ 43.93±5.65% เมื่อเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน dexamethasone ขนาด 10 μM ยับยั้ง TNF-α, IL-1β และ IL-6 mRNA expression ได้เท่ากับ 30.06±4.09%, 77.96±2.09% และ 89.44±0.54% ตามลำดับ

jumboslot

ส่วนการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองพบว่า สารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากผลและรากคนทา คือ harperfolide ออกฤทธิ์แรงในการต้านการอักเสบในหลอดทดลอง โดยยับยั้งการสร้าง nitric oxide (NO) เมื่อทดสอบโดยใช้เซลล์แมคโครฟาจของหนูที่ถูกกระตุ้นการอักเสบด้วย LPS โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 6.51±2.10 µM โดยมีผลลดการแสดงออกของ iNOS protein ที่ทำหน้าที่สร้างสารในกระบวนการอักเสบ คือไนตริกออกไซด์ โดยเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน indomethacin ค่า IC50 เท่ากับ 28.42±3.51 µM และสารสกัดรากคนทาด้วยเอทานอล ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง nitric oxide (NO) ในหลอดทดลอง โดยมีการทำการทดสอบโดยใช้ LPS กระตุ้นให้เกิดการอักเสบในเซลล์แมคโครฟาจของหนู โดยสารสกัดขนาด 50 μg/ml ยับยั้งการสร้าง NO โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 23.14 μg/ml ออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารมาตรฐาน dexamethasone ผลการทดสอบสารสกัดจากรากคนทาในการลดการแสดงออกของ mRNA ของเอนไซม์ cyclooxygenase-2 (COX-2) ซึ่ง COX-2 เป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการสร้าง prostaglandin

ในกระบวนการอักเสบ พบว่าสารสกัดที่ความเข้มข้น 50 μg/ml ลดการแสดงออกของ COX-2 ได้ดีกว่าสารมาตรฐาน dexamethasone (10 µM) และสารสกัดที่ความเข้มข้น 25 และ 50 μg/ml ลดการแสดงออกของ iNOS ได้ดีกว่าสารมาตรฐาน dexamethasone (10 µM) โดยสรุปสารสกัดรากคนทาด้วยเอทานอลมีผลลดการอักเสบ และลดไข้ได้ เนื่องจากสามารถยับยั้ง iNOS และ COX-2 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการสร้างสารที่ทำให้เกิดการอักเสบและเกิดไข้ ได้แก่ NO และ PGE2 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของรากคนทาในต่างประเทศอีกหลายฉบับ โดยระบุผลการศึกษาวิจัยดังกล่าว เช่น มีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย (P.falciparum) มีฤทธิ์ต้านอีสตามีน เป็นต้น

slot

การศึกษาพิษวิทยา

มีการศึกษาทางพิษวิทยาของสารสกัดจากรากและลำต้นของคนทา โดยการกรอกเข้าทางปากและการฉีดใต้ผิวหนังให้แก่หนู ถีบจักร พบว่าเมื่อกรอกสารสกัดทางปากในขนาด 10 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (เปรียบเทียบกับการรักษาในคน 50,000 เท่า) ไม่พบความเป็นพิษ และเมื่อฉีดสารสกัดใต้ผิวหนังในขนาด 10 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ก็ไม่พบอาการเป็นพิษเช่นเดียวกัน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ยา 5 ราก (ยาเบญจโลกวิเชียร) ที่มีรากคนทาเป็นส่วนประกอบควรระมัดระวังในการใช้ดังนี้

ไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงที่มีไข้ทับระดูหรือไข้ระหว่างมีประจำเดือน
ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก เนื่องจากอาจบดบังอาการของไข้เลือดออก
หากใช้ยาเป็นเวลานานเกิน 3 วัน แล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์
สำหรับการใช้ต้นคนทาเป็นสมุนไพรเพื่อรักษาโรคอื่นๆนั้น ก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ คือต้องใช้ตามขนาดและวิธีใช้ที่ระบุตามตำรับตำราต่างๆ ไม่ควรใช้เกินขนาด หรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนใช้คนทาเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ