cathedraledetunis

Day: June 11, 2021

ประโยชน์ดีๆของทานตะวัน

ทานตะวันเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลางโดยเชื่อกันว่ามีการปลูกในประเทศ เม็กซิโก ตั้งแต่ 2600 ปี ก่อนคริสตกาลแล้ว แต่ก็มีข้อมูลในบางแหล่งระบุว่า ทานตะวันมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทางตะวันตก ของสหรัฐอเมริกา โดยชาวอินเดียนแดงได้เก็บเมล็ดมาบริโภคเป็นเวลานานมากแล้ว จนกระทั่งเมื่อ 300 – 400 ปีที่ผ่านมา ชาวยุโรปได้นำทานตะวันไปปลูกเป็นไม้ดอก ในยุโรป

เครดิตฟรี

จากนั้นทานตะวันจึงได้แพร่กระจายพันธุ์ไปยัง เขตอบอุ่นและเขตร้อนทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยเชื่อกันว่าทานตะวันเข้ามาในประเทศในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยชาวฝรั่งเศสนำมาปลูก และในปัจจุบันสามารถพบเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในแถบภาคกลางบริเวณจังหวัด ลพบุรี และเพชรบูรณ์ เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณทานตะวัน

ส่วนต่างๆของทานตะวันถูกนำไปใช้ประโยชน์ในหลายๆด้าน เช่น เมล็ด ใช้บริโภคโดยตรง เป็นแหล่งของโปรตีนแทนเนื้อสัตว์ โดยในเมล็ดมีธาตุเหล็กสูงใกล้เคียงกับไข่แดงและตับ เมื่อนำมาบดแป้งจะได้แป้งสีขาว มีไขมันสูง มีโปรตีนมากกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณแป้ง

นอกจากนี้เมล็ดยังสามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมัน ซึ่งจะได้เป็นน้ำมันที่มีคุณภาพสูง ที่ประกอบด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว เช่น linolenic ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และยังประกอบไปด้วยวิตามินอีซึ่งมีคุณภาพสูงกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งเมื่อเก็บไว้เป็นเวลานานจะไม่เกิดกลิ่นหืน ทั้งยังทำให้สีกลิ่น และรสชาติไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากใช้เป็นน้ำมันพืชแล้วยังมีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรม ทำเนยเทียน สี น้ำมันชักเงา สบู่ และน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์อีกด้วย

ต้นอ่อนทานตะวัน สามารถนำมาบริโภคเป็นอาหารได้และกำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยต้นอ่อนทานตะวัน มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย เปลือกลำต้น สามารถนำมาทำกระดาษสีขาวได้คุณภาพดี ส่วนลำต้นใช้ทำเชื้อเพลิงได้ ราก ใช้ทำแป้งเค้ก สปาเก็ตตี้ กาก กากที่ได้จากการสกัดน้ำมันออกแล้ว จะนำไปใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ได้ โดยจะมีโปรตีนถึง 42%

นอกจากนี้ยังนิยมปลูกทานตะวันไว้เป็นไม้ดอกไม้ประดับ ตามอาคารสถานที่ต่างๆ หรือปลูกติดกันอย่างหนาแน่นให้เป็นทุ่งดอกทานตะวันเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น ทุ่งทานตะวันในเขตติดต่อของจังหวัดลพบุรี และ สระบุรี เป็นต้น ส่วนสรรพคุณของทานตะวันนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า

สล็อต

เมล็ด รสเฝื่อนมัน ขับปัสสาวะ เสมหะ แก้ไอ บิด ขับหนองใน ฝีฝักบัว แก้ไข้หวัด น้ำมันจากเมล็ดใช้ลดไขมันในเส้นเลือด แก้พิษแมลงป่อง ราก รสจืดเฝื่อน แก้อาการปวดท้องเสียดแน่นหน้าอก ฟกช้ำ เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ ขับพยาธิไส้เดือน ดอก ขับลม ทำให้ตาสว่าง แก้วิงเวียน หน้าบวม บีบมดลูก แก้ หลอดลมอักเสบฐานรองดอก รสเฝื่อน แก้อาการปวดหัว แก้วิงเวียน ตาลาย ปวดฟัน ปวดท้องโรคกระเพาะ ปวดประจำเดือนและฝีบวม แกนต้น ขับปัสสาวะ แก้นิ่วในทางเดินปัสสาวะ นิ่วในไต ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่นขาว ไอกรน แผลมีเลือดออก ใบ รสเฝื่อน ใช้แก้โรคหืด เบาหวาน บำรุงกระเพาะอาหาร เปลือกเมล็ด รสเฝื่อน แก้อาการหูอื้อ

ลักษณะทั่วไปทานตะวัน

ทานตะวันจัดเป็นไม้ล้มลุก สูง 2-4 เมตร ลำต้นตั้งตรงเป็นแกนแข็ง มีขนสากแข็งสีขาวปกคลุม โดยส่วนใหญ่ลำต้นจะไม่มีแขนง แต่บางพันธุ์ก็อาจมีการแตกแขนง ส่วนขนาดของลำต้นจะขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพแวดล้อม รากเป็นระบบรากแก้วหยั่งลึกลงไปประมาณ 1-2.5 เมตร และมีรากแขนงแผ่ขยายไปด้านข้างยาวได้ถึง 1.5 เมตร เพื่อช่วยค้ำจุนลำต้น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับกันตรงข้ามใบเป็นรูปกลมรึหรือรูปไข่ โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย มีขนแข็งสากทั้งสองด้าน ก้านใบยาว

โดยขนานของใบจะกว้างประมาณ 8-25 เซนติเมตรและยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร ส่วนสีของใบอาจเป็นสีเขียวอ่อน เขียว หรือเขียวเข้ม แล้วแต่ละพันธุ์ ซึ่งทานตะวัน 1 ต้นอาจมีใบได้ 8-70 ใบ เลยทีเดียว ดอก ออกเป็นดอกเดียวบริเวณปลายยอดลำต้น โดยเป็นรูปจานขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอกประมาณ 6-37 เซนติเมตร (ซึ่งขึ้นกับพันธุ์และสภาพแวดล้อม) ดอกมีลักษณะเป็นแบบช่อดอกประกอบด้วยดอกย่อยเป็นจำนวนมาก ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

สล็อตออนไลน์

ดอกย่อยที่อยู่รอบนอกจากดอก เป็นดอกที่ไม่มีเพศ (เป็นหมัน) มีกลีบดอกสีเหลืองส้ม
ดอกย่อยที่อยู่ในจานดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรตัวผู้ที่พร้อมจะผสมได้ก่อนเกสรตัวเมีย ซึ่งกลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายแหลมมีสีเหลืองสด ส่วนด้านในคือช่อดอก มีลักษณะเป็นจาน ประกอบไปด้วยดอกขนาดเล็กจำนวนมาก กลางดอกมีเกสรสีน้ำตาลอมสีม่วงและภายในมีผลจำนวนมาก โดยในแต่ละจากดอกจะมีดอกย่อยอยู่ประมาณ 700 – 3000 ดอก
ผลเป็นรูปกลมรีและแบนนูน ด้านหนึ่งมน อีกด้านหนึ่งแหลม ผลมีขนาดประมาณ 6-17 มิลลิเมตร มีเปลือกหุ้มผลแข็ง เปลือกผลเป็นสีเทาเข้มหรือสีดำและเป็นลายในแนวตั้ง ภายในผลมีเมล็ดสีเหลืองอ่อน 1 เมล็ด ลักษณะรียาว

การขยายพันธุ์ทานตะวัน

ทานตะวันสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด โดยมีการดังนี้ ก่อนอื่นควรเลือกเมล็ดพันธุ์ที่จะนำไปปลูกโดยควรเลือกเมล็ดพันธุ์ที่แก่จัดและเลือกจากต้นพันธุ์ที่แข็งแรงไม่มีโรค จากนั้นควรเตรียมดินในแปลงปลูกโดยไถดอนให้ลึกประมาณ 30 เซนติเมตรหรือลึกกว่านั้น เพราะว่าการไถดินลึกจะช่วยทำลายการอัดแน่นของดินในชั้นไถพรวน ทำให้น้ำซึมลงในดินชั้นล่างได้มากขึ้น และควรกำลัดวัชพืชในแปลงให้สะอาด และไถย่อยดินครั้งสุดท้ายให้ร่วนซุย และหลังจากเตรียมดินเสร็จแล้ว ควรทำร่องสำหรับหยอดเมล็ด โดยให้มีความห่างละร่อง 70-75 เซนติเมตร และให้หลุมปลูกในร่องห่างกัน 25-30 เซนติเมตรแล้วจึงทำการปลูกโดยหยอดเมล็ดลงไปหลุมละ 2 เมล็ด แล้วกลบดินโดยให้เมล็ดอยู่ลึก 5-8 เซนติเมตร จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มและหมั่นคอยรดน้ำตลอด เมื่อพืชงอกได้ 10 วัน หรือมีใบจริง 2-4 คู่ให้ถอนแยกเหลือไว้เฉพาะต้นที่แข็งแรงเพียงหลุมละ 1 ต้น

สำหรับการเก็บเกี่ยวทานตะวัน จะมีอายุการเก็บเกี่ยวแตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูก ซึ่งวิธีการเก็บเกี่ยวนั้นให้สังเกตจากด้านหลังของจานดอกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซึ่งเป็นช่วงการสร้างน้ำมันในเมล็ดจะเริ่มลดลง และจะหยุดสร้างน้ำมันเมื่อจานดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จึงเริ่มเก็บเกี่ยวได้ หลังจากเก็บเกี่ยวให้นำไปผึ่งแดดจัดๆ 1-2 แดด โดยแขวนให้หัวห้อยลงและหมั่นกลับช่อดอก เพื่อให้ดอกแห้งอย่างสม่ำเสมอ

jumboslot

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆ ของทานตะวันพบว่า ทั้งต้นพบมีสาร Earotenoids, Glycocoll, Seopoline Heliangine, Quercimeritin, Phospholipid Methionine, Cryptoxanthin, Tocopherol ,Globulin ดอก พบสาร quercimeritrin, triterpenoid saponins, helianthoside A, B, C เป็นต้น กรดอินทรีย์ ได้แก่ oleanolic acid และ echinocystic acid อับเรณูของดอกส่วนใหญ่มี ß-sitosterol ในเมล็ดพบโปรตีน , ออกไซด์คาร์บอเนต และน้ำมัน โดยในน้ำมันพบสาร Phospholipid, Linolenic acid, Glycerol oil, Phosphatide, และ B-Sitosterol ใบ พบสาร neochlorogenic acid, isochlorogenic acid ,chlorogenic acid , 3-o-feruloylquinic acid, 4-o-caffeoylquinic acid, caffeic acid, scopoline heliangine dicarboxylic acid tricarboxylic acid citric acid malic acid fumaric acid เปลือกเมล็ด พบสาร cellulose, lignin, pentosan ราก พบสาร cytokinin , kinetin ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือน zeatin แกนของต้น พบสาร chlorogenicacid, scopo nine, 4-o-caffeoylquinic acid, neochlorogenic acid

นอกจากนี้ในเมล็ดทานตะวันยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของเมล็ดทานตะวันแห้ง ต่อ 100 กรัม

พลังงาน 490กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 38.6กรัม
โปรตีน 16.7กรัม
ไขมัน 32.8กรัม
ใยอาหาร 3.7กรัม
วิตามินเอ 50 หน่วยสากล
วิตามินบี 1 1.480 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.07มิลลิกรัม
วิตามินบี 2.4มิลลิกรัม
วิตามินบี 5 1.130 มิลลิกรัม
วิตามินบี 6 1.345 มิลลิกรัม
วิตามินบี 9 227 ไมโครกรัม
วิตามินซี 1.4 มิลลิกรัม
วิตามินอี 35.17 มิลลิกรัม
แคลเซียม 92มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 5.8มิลลิกรัม
ธาตุแมกนีเซียม 325 มิลลิกรัม
ธาตุแมงกานีส 1.950 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 632มิลลิกรัม
ธาตุโพแทสเซียม 645 มิลลิกรัม
โครงสร้างทานตะวัน

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

slot

ใช้ขับปัสสาวะ โดยใช้แกนต้น 15 กรัม ต้มน้ำกิน หรือรากสด 15- 30 กรัม คั้นน้ำแล้วผสมกับน้ำผึ้งกินแก้อาการช่วยขับปัสสาวะขุ่นขาว ขับปัสสาวะ ให้ใช้แกนกลางลำต้น ยาวประมาณ 60 ซม. (หรือประมาณ 15 กรัม ) และรากต้นจุ้ยขึ้งฉ่ายราว 60 กรัม ใช้ต้มคั้นเอาน้ำ หรือใช้ผสมกับน้ำผึ้งรับประทาน แก้อาการบิดมูกเลือด ให้ใช้เม็ดประมาณ 30 กรัม ใส่น้ำตาลเล็กน้อย ต้มน้ำนานราว 60 นาที แล้วใช้ดื่ม แก้นิ่วในทางเดินปัสสาวะ นิ่วในไต ใช้แกนต้นยาว 2 ฟุต ต้มน้ำ กินวันละครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ติดต่อกัน หรือใช้รากสด 30 กรัม ต้มน้ำกิน แก้อาการปวดหัว ตาลาย ใช้ฐานรองดอกที่แห้งแล้ว ประมาณ 25- 30 กรัม นำมาตุ๋น กับไข่ 1 ฟอง รับประทานหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง ใช้ปวดท้องน้อยก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน ใช้ฐานรองดอก 30- 60 กรัม ต้มน้ำแล้วเติมน้ำตาลแดง 30 กรัมกิน ลดความดันโลหิต ให้ใช้ใบสด 60 กรัม (แห้ง 30 กรัม ) และโถวงู่ฉิกสด 60 กรัม (แห้ง 30 กรัม ) นำมาต้มเอาน้ำรับประทาน แก้ไอกรน ให้ใช้แกนกลางลำต้นโขลกให้ละเอียด แล้วนำมาผสมกับน้ำตาล ทรายขาว ชงด้วยน้ำร้อนรับประทาน ขับพยาธิไส้เดือน ให้ใช้รากสดประมาณ 30 กรัม เติมน้ำตาลทรายแดงเล็กน้อย ต้มน้ำรับประทาน แก้อาการปวดฟัน ให้ใช้ดอกที่แห้งแล้ว ประมาณ 25 กรัม นำมาสูบเหมือนยาสูบ หรือใช้ฐานรองดอก 1 อัน พร้อมรากเก๋ากี้ นำมาตุ๋นกับไข่รับประทานก็ได้ ฝีฝักบัว ฝีเป็นหนองมาก ใช้ฐานรองดอกคั่ว บดเป็นผงผสม น้ำมันงาทา แผลมีเลือดออก ใช้แกนต้นตำพอก แก้ไอ คั่วเมล็ดให้เหลืองทำเป็นยาชงดื่ม หูอื้อ ใช้เปลือกเมล็ด 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ทานตะวันเป็นสมุนไพรควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ได้ระบุไว้ในตำรับ ตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ทานตะวันเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ประดู่บ้านมีประโยชน์อย่างไร

ในประเทศมาเลเซีย สำหรับในประเทศไทยประดู่บ้านน่าจะมีการแพร่กระจายพันธุ์เข้ามานานมากแล้ว เพราะปรากฏหลักฐานการใช้ประโยชน์ในด้านสมุนไพรมาตั้งแต่อดีตแล้ว ปัจจุบันในประเทศไทยสามารถได้ทุกภาคของประเทศแต่จะพบมากในป่าเบญจพรรณทางภาคใต้

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณประดู่บ้าน

ประดู่บ้านเป็นพันธุ์ไม้ที่อยู่คู่คนไทยมานานแล้ว ดังนั้นจึงมีการนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆหลายด้าน เช่น ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกมีการนำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก และยังนำมาชุบแป้งทอดกินเป็นอาหารว่างอีกด้วย ส่วนน้ำจากเปลือกต้นมีความฝาดใช้ฟอกหนัง แก่นและเปลือกใช้ย้อมผ้าได้อีกด้วย โดยเปลือกต้นจะให้สีน้ำตาลและแก่นของต้นจะให้สีแดงก่ำๆ

สำหรับเนื้อไม้ยังเป็นที่นิยมในการนำมาก่อสร้างบ้านเรือนพอๆกับไม้สัก จึงกล่าวได้ว่าไม้ประดู่บ้านเป็นไม้เศรษฐกิจที่มีราคาแพงอีกชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ประดู่บ้านยังมีสรรพคุณทางยาตามตำรายาไทย ในส่วนของใบจะีสรรพคุณคล้ายๆกับใบของเทียนบ้าน คือ รสฝาด แก้อาการไอ ใช้สระผม พอก ฝี พอกแผล แก้ผดผื่นคันเปลือก

รสฝาดจัด สมานบาดแผล แก้ท้องเสีย แก้บิด บำรุงร่างกาย แก้ปากเปื่อย แก่น รสขมฝาดร้อน แก้คุดทะราด แก้เสมหะ เลือดกำเดาไหล แก้ไข้ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ แก้ผื่นคัน ราก ใช้แก้ไข้ แก้ท้องเสีย ผล แก้อาเจียน แก้ท้องร่วง มีรสฝาดสมาน

สล็อต

ลักษณะทั่วไปประดู่บ้าน

ประดู่บ้านจัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 20-25 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นทรงพุ่มกว้าง (กว้างกว่าประดู่ป่า) ปลายกิ่งห้อยลง ส่วนเปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลเทา เป็นร่องลึกแต่ไม่มีน้ำยางสีแดงไหลออกมาเหมือนประดู่ป่า ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ แต่ละช่อจะมีใบย่อยประมาณ 7-11ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี หรือรูปไข่ค่อนข้างมน ปลายใบแหลม โคนใบมนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-12เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว ก้านใบอ่อนมีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย โคนก้านใบมีหูใบ 2 อัน เป็นเส้นยาว

ดอกออกเป็นแบบช่อกระจะ โดยจะออกบริเวณซอกใบใกล้กับที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลืองแกมแสด มี 5 กลีบ ลักษณะคล้ายรูปผีเสื้อแต่จะออกดอกยากกว่าประดู่ป่า และ ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน ส่วนเกสรเพศเมียมี 1 อัน ดอกมีกลิ่นหอมแรง จะบานและร่วงพร้อมกันทั้งต้น ส่วนโคนก้านมีใบประดับ 1-2 อัน เป็นรูปรี กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ติดกันเป็นถ้วยสีเขียว ปลายแยกเป็นแฉก 2 แฉก ผลเป็นผลแห้งลักษณะของผลเป็นรูปกลมหรือรี มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-7 เซนติเมตร ที่ขอบมีปีกบาง แผ่นปีกบิดและเป็นคลื่นเล็กน้อย นูนตรงกลางลาดไปยังปีก โดยบริเวณปีกยาวประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ตรงกลางนูนป่องเป็นที่อยู่ของเมล็ด โดยภายในจะมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด

การขยายพันธุ์ประดู่บ้าน

สล็อตออนไลน์

ประดู่บ้านสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือ การเพาะเมล็ด เพราะสะดวกในการจัดหาเมล็ด และสามารถทำได้รวดเร็ว รวมถึงประหยัดกว่าวิธีอื่นโดยสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้จากต้นแม่ที่เจริญเติบโตเต็ม ที่ ที่สามารถให้เมล็ดมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยการเลือกต้นแม่พันธุ์ที่เจริญเติบโตดี ไม่มีโรค ต้นตรง และควรเก็บในระยะที่ฝักแก่เต็มที่หรือล่นจากต้นแล้ว ส่วนการเตรียมแปลงสามารถเตรียมได้ทั้งแบบเพาะกลางแจ้ง และแบบแปลงในโรงเรือน ซึ่งควรเตรียมแปลงในลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 0.70-1.0 เมตร ส่วนความยาวขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่

แล้วทำการยกร่องสูงประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ผสมในแปลงดินด้วย ก่อนเพาะให้นำเมล็ดไปแช่น้ำนาน 1-2 วัน ก่อนการเพาะ จากนั้นหว่านเมล็ดลงแปลงที่เตรียมไว้ ในอัตราส่วนเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม/ตารางเมตร จากนั้นทำการคราดหน้าดินไปมาหนึ่งถึงสองครั้งแล้วรดน้ำให้ชุ่ม พร้อมนำฟางข้าวหรือขี้เถ้า แกลบกลบเพื่อรักษาความชื้นให้แก่ดิน ซึ่งหลังจากหว่าน เมล็ดใช้เวลางอกประมาณ 7-20 วัน

และเมื่อต้นกล้าตั้งต้นได้ หรือหลังจากแตกใบคู่ที่2 สักประมาณหนึ่งอาทิตย์ ให้ทำการย้ายต้นกล้าจากแปลงเพาะเมล็ดใส่ในถุงเพาะกล้าไม้ขนาด 5×8 นิ้ว โดยใช้ดินผสมขี้เถ้าแกลบบรรจุถุง เมื่อทำการย้ายกล้าเสร็จให้ ทำการรดน้ำเพียงเล็กน้อย 2 ครั้ง เช้าเย็นในช่วงอาทิตย์แรก หลังจากนั้นอาจรดน้ำเพียงวันละครั้งหรือวันเว้นวันเมื่อกล้าโตแล้ว เมื่ออายุกล้าไม้ประมาณ 6 เดือนความสูงที่ 20 – 40 เซนติเมตร แล้วสามารถย้ายลงหลุมปลูกได้

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆ ของประดู่บ้านพบว่าพบสาระสำคัญดังนี้ Narrin,Angiolensin Homopterocarpin, β-eudesmol,Prunetin, Formononetin,Santalin, Isoliquirtigenin, Pterostilben, Pterocarpin, Pterofuran, Pterocarpon, P-hydroxyhydratropic acid, ส่วนใบพบคลอโรฟิลล์ 3 ชนิด คือ Xanthophyll ,Chlorophyll A และ Chlorophyll b และเมื่อนำส่วนของเปลือก ราก และใบมาสกัดด้วยตัวทำละลาย พบว่าสารที่พบในทุกๆส่วนที่กล่าวมา คือ สารกลุ่ม Tannin, Flavonoid และ Saponin เป็นต้น

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้อาการไอ ระคายคอ โดยใช้ใบตากแห้งแล้วนำมาบดชงแบบดื่ม ใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด บำรุงร่างกาย แก้ปากเปื่อยปากเป็นแผล โดยใช้เปลือกต้นต้มกันน้ำดื่ม ใช้แก้เสมหะ ใช้พอกแผลฝี โดยใช้ใบหรือดอกสดมาตำให้ละเอียดใช้พอกบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาในสมุนไพรพื้นบ้านของประเทศอินเดียชนิดต่างๆ 30 ชนิดที่มีการใช้เพื่อลดน้ำตาลในเลือด ศึกษาโดยใช้สารสกัดเอทานอล 95% ทำให้แห้ง นำมาศึกษาฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดโรคเบา หวานด้วย alloxan เป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยใช้สารสกัดขนาด 250 มก./กก. 1 ครั้ง, 2 ครั้ง และ 3 ครั้งต่อวันจนกว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงจนถึงระดับปกติเมื่อสัตว์ทดลองอด อาหาร พบว่าสมุนไพร 24 ชนิดที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด โดยประดู่บ้านเป็นสมุนไรที่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีเป็นลำดับที่ 3 จาก 24 ชนิด

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาอื่นๆ ยังระบุว่าประดู่บ้านมีฤทธิ์ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ต้านมาลาเรีย ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว และต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาและทดสอบความเป็นพิษ ของประดู่บ้านโดยใช้สารสกัดจากส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยเอทานอล 50% ผลปรากฏว่าเมื่อนำมาฉีดเข้าท้องของหนูถีบจักรทดลอง พบว่าขนาดที่ทำให้หนูตายคือขนาดมากกว่า 1 กรัม/น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ประดู่บ้านเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคตามตำรับตำรายาต่างๆ ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่พอเหมาะที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ประดู่บ้านเป็นสมุนไพรรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ผลประดู่ ผลเป็นผลแห้งแบบ samaroid ลักษณะของผลเป็นรูปกลมหรือรีแบน ที่ขอบมีปีกบางคล้ายกับใบโดยรอบคล้าย ๆ จานบิน แผ่นปีกบิดและเป็นคลื่นเล็กน้อย นูนตรงกลางลาดไปยังปีก ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-7 เซนติเมตร ส่วนบริเวณปีกยาวประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ที่ผิวมีขนละเอียด ตรงกลางนูนป่องเป็นที่อยู่ของเมล็ด โดยภายในจะมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด เมล็ดมีความนูนประมาณ 5-8 มิลลิเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียวแกมเหลือง เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ผิวสัมผัสขรุขระเมื่อผลแก่ ส่วนเมล็ดมีลักษณะคล้ายกับเมล็ดถั่วแดง ผิวเรียบสีน้ำตาล ยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร

หมายเหตุ : ต้นประดู่ชนิดนี้ (ต้นประดู่บ้าน) เป็นต้นประดู่ที่พบเห็นได้ทั่วไป และเป็นพรรณไม้คนละชนิดกันกับต้นประดู่ดั้งเดิมของไทยหรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “ต้นประดู่ป่า” (Pterocarpus macrocarpus Kurz.)

สรรพคุณของขันทองพยาบาท

ขันทองพยาบาทเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชียบริเวณเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ในประเทศ อินเดีย บังกลาเทศ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา และในคาบสมุทรมลายู เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยพบทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าละเมาะ และชายป่าที่แห้งแล้ง ที่มีความสูงไม่เกิน 500 เมตรจากระดับน้ำทะเล

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณขันทองพยาบาท

ในอดีตมีการใช้เนื้อไม้ขันทองพยาบาทมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ภายในครัวเรือนใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรค ส่วนในปัจจุบันมีการนำมาปลูกไม้ประดับตามสวนสาธารณะหรือตามสถานที่ต่างๆ ที่มีบริเวณกว้างขวางและต้องการให้มีร่มเงา เพราะต้นขันทองพยาบาท มีทรงพุ่มที่สวยงามและมีดอกที่ให้กลิ่นหอมและผลยังมีสีสันสวยสะดุดตาอีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของขันทองพยาบาทนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า เนื้อไม้ มีรสเมาเบื่อ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้โรคผิวหนัง แก้ไข้ แก้พิษในกระดูก แก้มะเร็งคุดทะราด แก้กามโรค แก้กลากเกลื้อน แก้ลมพิษ แก้ประดงผื่นคัน แก้ประดง ฆ่าพยาธิ แก้โรคเรื้อน แก้ลมและโลหิตเป็นพิษ ราก รสเมาเบื่อร้อน แก้ประดง แก้พิษในกระดูก แก้ลม แก้โรคผิวหนัง รักษาน้ำเหลืองเสีย เปลือกต้น รสเมาเบื่อ แก้ลมเป็นพิษ แก้โรคตับพิการ แก้ปอดพิการ

แก้โรคผิวหนัง แก้กลากเกลื้อน รักษามะเร็ง รักษามะเร็งคุด เป็นยาถ่าย เป็นยาระบาย เป็นยาบำรุงเหงือก แก้เหงือกอักเสบ แก้ประดง ถ่ายน้ำเหลือง แก้พิษในกระดูก ฆ่าพยาธิ แก้โรคเรื้อน คุดทะราด แก้กามโรค แก่นรสเฝื่อนเมา แก้พิษต่างๆ แก้ลมเป็นพิษ แก้พิษในกระดูก แก้โรคประดง แก้ลมพิษ แก้โรคผิวหนัง ฆ่าพยาธิผิวหนัง แก้กามโรค แก้โรคมะเร็ง คุดทะราด ฆ่าพยาธิ แก้กลากเกลื้อน โรคเรื้อน ฆ่าพยาธิโรคเรื้อน

รากขันทองพยาบาท ยังเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่จัดอยู่ในตำรับยา “พิกัดเนาวโลหะ” ซึ่งจะประกอบไปด้วย รากขันทองพยาบาท รากทองกวาว รากทองพันชั่ง รากใบทอง รากจำปาทอง รากทองหลางหนาม รากทองหลางใบมน รากทองโหลง ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ลม แก้ลมที่เป็นพิษ แก้เสมหะ แก้โรคดี แก้โรคตับ สมานลำไส้ ชำระล้างลำไส้ ขับระดูร้าย ถอนพิษ ฆ่าพยาธิ และดับพิษ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปขันทองพยาบาท

ขันทองพยาบาทจัดเป็น ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 7-15เมตร เป็นพันธุ์ไม้ที่มีทรงพุ่มแน่นทึบ ลำต้นตั้งตรง เปลือกต้นมีสีน้ำตาลแก่ ผิวบางเรียบ ส่วนกิ่งก้านกลมสีเทา กิ่งมักจะห้อยลง และบริเวณกิ่งมีขนรูปดาวขึ้นปกคลุม และมีเนื้อไม้สีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว แบบเรียงสลับโดยจะออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ

ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานแกมรูปหอก ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบแหลม เนื้อใบมีลักษณะหนาและเหนียว หลังใบเรียบลื่นเป็นมัน ท้องใบเรียบและมีสีอ่อนกว่าหลังใบ ผิวใบด้านล่างมีต่อมสีเหลืองและมีขนเป็นรูปดาว ส่วนขอบใบจักเป็นซี่ฟัน ใบมีความกว้างประมาณ 4-10เซนติเมตรและยาวประมาณ 10-20เซนติเมตร ส่วนก้านใบยาว 2-5 มิลลิเมตร และส่วนของหูใบมีขนาดเล็กประมาณ 2 มิลลิเมตร ดอกออกเป็นกระจุกมีสีเขียวอมเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม โดยจะออกเป็นช่อสั้นๆ ตรงซอกใบ โดยแต่ละช่อจะมีดอกย่อย ช่อละ 5-10 ดอก มีใบประดับยาว 1 มม.

กว้างประมาณ 0.8 มม. เป็นรูปหอก ตรงปลายแหลม ดอกเป็นแบบแยกเพศ แยกต้น ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศผู้ มีขนาด 2.5 มิลลิเมตร มีเกสรเพศผู้ 35-60 อัน ส่วนดอกเพศเมีย ลักษณะเหมือนดอกเพศผู้ โดยมีรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มีขนหนาแน่น รังไข่มี 3 ช่อง ก้านเกสรตัวเมีย 3 อัน ผลเป็นดอกเดี่ยวแต่ออกเป็นกระจุก มีลักษณะเกือบกลม ผิวผลเกลี้ยง มีขนาดประมาณ 2-5มิลลิเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนสีเหลืองอมส้ม แตกตามพู มีพู 3 พู ภายในผลจะมีเมล็ดอยู่ 3 เมล็ด เมล็ดค่อนข้างกลม หนึ่งผลมี 3 เมล็ด ตามพูๆ ละ 1 เมล็ด มีขนาด 7-8 มิลลิเมตร สีน้ำตาลเข้ม และมีเนื้อบางๆสีขาว (aril) หุ้มเมล็ดอยู่

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์ขันทองพยาบาท

ขันทองพยาบาทสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด แต่โดยส่วนมากแล้วในอดีตมักจะไม่นิยมนำมาปลูกตามเรือกสานไร่นา หรือตามบริเวณบ้าน เพราะเป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นที่มีขนาดสูงใหญ่พอสมควร ดังนั้นการขยายพันธุ์จึงมักจะเป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติมากกว่าการนำมาปลูก แต่ในปัจจุบันมันเริ่มมีการเพาะเมล็ดแล้วนำต้นกล้าของขันทองพยาบาทมาปลูกบริเวณสวนสาธารณะ หรือใช้ปลูกเพื่อให้ร่มเงาตามสถานที่ต่างๆบ้างแล้ว

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆของขันทองพยาบาทพบว่า ราก พบสารในกลุ่ม diterpene diol ที่มีโครงสร้างเป็น 15b-diol, และพบent-kaurene-3b, สารกลุ่ม flavonesได้แก่ kanugin, pinnatin และ desmethoxy kanugin เปลือกต้น พบสาร diterpenoids ได้แก่ abbeokutone, suremulol C, D, entkaurene-3β,15 β-diol, helioscopinolide A, C, I,suregadolides, suregadolides C, suremulide A,suremulol A, bannaringaolide A, suremulol B (kaurane diol)

และสารกลุ่ม triterpene alcohol ได้แก่ multiflorenol เมล็ด พบสารไกลโคไซด์ 7,4’-O-dimethylscutellarein 6-O-β-D-glucopyranoside ใบ พบสาร tetracyclic diterpene lactones ในกลุ่ม abiatene diterpene lactones หลายชนิด

โครงสร้างขันทองพยาบาท

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

jumboslot

แก้น้ำเหลืองเสียโดยการนำรากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม , แก้ไข้ , แก้กามโรค , แก้พิษในกระดูก , แก้โลหิตเป็นพิษ โดยใช้เนื้อไม้หรือแก่นตากให้แห้งแล้วนำมาต้มกับน้ำดื่มหรือใช้ฝนกับหินแล้วผสมน้ำดื่ม บำรุงเหงือก ใช้รักษาเหงือกอักเสบ ทำให้ฟันทน เหงือกแข็งแรง โดยใช้เปลือกมาต้มกับน้ำแล้วใช้อมบ้วนปากหลังแปรงฟัน ใช้รักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคัน รักษาโรคเรื้อน กลากเกลื้อน มะเร็งคุด โดยใช้เปลือกต้นนำมาต้มแล้วพอกหรือตำคั้นเอาแต่น้ำนำมาใช้ทาบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์แก้แพ้ มีการนำสารสกัดจากเปลือกของขันทองพยาบาทด้วยไดคลอโรมีเทนมาแยกสารให้บริสุทธิ์จะได้สารไดเทอร์ปีน 7 ชนิด คือ ent-16 -kaurene-3 β,15 β,18-triol, ent -3-oxo-16-kaurene-15 β,18-diol, ent -16-kaurene-3 β,15 β-diol, abbeokutone, helioscopinolide A, helioscopinolide C และ helioscopinolide I แล้วนำสารแต่ละชนิดมาทดสอบฤทธิ์แก้แพ้ในหลอดทดลอง โดยดูผลการยับยั้งการปล่อยเอนไซม์ β-hexosaminidase (ในการแพ้แบบ hypersensitivity type I จะมีอาการของโรคเกิดเร็วในเวลาเป็นนาที หรือชั่วโมง ภายหลังได้รับแอนติเจน ซึ่งจะเหนี่ยวนำการสร้างแอนติบอดีชนิด IgE ไปจับกับรีเซฟเตอร์บน mast cell และมีการปล่อยเอนไซม์ β-Hexosaminidase ร่วมกับ histamine ที่เก็บไว้ใน mast cell ออกมา ส่งผลให้เกิดอาการแพ้)ผลการทดลองพบว่าสารทั้ง 7 ชนิด มีฤทธิ์ยับยั้งการปลดปล่อยเอนไซม์ β-Hexosaminidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อกระตุ้นให้เกิดกระบวนการแพ้ ของเซลล์ RBL-2H3 โดยมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งได้ครึ่งหนึ่ง (IC50) ของสารดังกล่าวข้างต้น มีค่าระหว่าง 22.5 – 42.2 ไมโครโมล โดยออกฤทธิ์ได้ดีกว่ายามาตรฐาน ketotifen fumarate (IC50 = 47.5 ไมโครโมล) แต่มีฤทธิ์น้อยกว่า quercetin (IC50 = 4.5 ไมโครโมล) แต่เมื่อนำสารทั้ง 7 ชนิดมาทดสอบการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ β-Hexosaminidase โดยใช้ความเข้มข้นของสารเท่ากับ 100 ไมโครโมล พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งน้อยมาก แสดงว่าสารทั้ง 7 ชนิดออกฤทธิ์แก้แพ้โดยยับยั้งการสลายตัวแกรนูลที่ปลดปล่อยเอนไซม์ β-Hexosaminidase แต่ไม่ได้ยับยั้งฤทธิ์ของเอนไซม์โดยตรง

slot

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบในหลอดทดลองของสารสกัด และสารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากเปลือกลำต้นขันทองพยาบาท โดยใช้เซลล์แมคโครฟาจ RAW264.7ของหนู ซึ่งถูกกระตุ้นการอักเสบด้วยสาร lipopolysaccharide (LPS) ซึ่งจากผลการทดลองพบว่าสารสกัดเฮกเซน และไดคลอโรมีเทนจากเปลือกลำต้นขันทองพยาบาท ออกฤทธิ์แรงในการยับยั้ง nitric oxide (NO) โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 8.6 µg/ml โดยสารบริสุทธิ์ที่แยกได้ คือ helioscopinolide A แสดงฤทธิ์ยับยั้ง NO ได้สูงที่สุดที่ค่า IC50 เท่ากับ 9.1 μM ตามด้วย helioscopinolide C และ suremulol D มีค่า IC50 เท่ากับ 24.5 และ 29.3 μM ตามลำดับ นอกจากนี้สาร helioscopinolide A ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง prostraglandin E2 (PGE2) โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 46.3 μM โดยฤทธิ์ต้านการอักเสบของ helioscopinolide Aเกิดจากกลไกในการยับยั้งการแสดงออกของยีน iNOS และ COX-2 mRNAทำให้การผลิต NO และพรอสตาแกลนดิน ที่เกี่ยวข้องในขบวนการอักเสบลดลง โดยการออกฤทธิ์จะขึ้นกับขนาดของยา

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

เนื้อไม้ขันทองพยาบาท มีพิษทำให้เมา ดังนั้นในการใช้เป็นสมุนไพรจึงควรระมัดระวังในการใช้
ในการใช้ส่วนต่างๆของขันทองพยาบาทเป็นสมุนไพรควรระมัดระวังการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ส่วนเด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังรวมถึงผู้ทีต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนจะใช้ขันทองพยาบาทเป็นสมุนไพร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ประโยชน์ของบัวเผื่อน

บัวเผื่อนจัดเป็นบัวชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดและเป็นบัวพันธุ์พื้นเมืองของไทย จัดอยู่ในสกุลเดียวกับบัวผัน แต่จะมีลำต้นและดอกเล็กกว่าในอดีตมักพบได้ในแหล่งน้ำตื้นๆ บริเวณภาคกลาง และภาคใต้ของไทย โดยมักขึ้นอยู่ตามทุ่งนา คูคลองทั่วไปแต่ในปัจจุบันสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ในสมัยโบราณที่เรียก พืชชนิดนี้ว่า “บัวเผื่อน” เพราะว่ากลีบดอกจะมีสีเผื่อนระหว่างสีขาวคราม และสีชมพูอ่อน ดังนั้นจึงมีการเรียกชื่อบัวเผื่อนมาจนถึงในปัจจุบัน

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณบัวเผื่อน

บัวเผื่อนเป็นบัวสายพันธุ์พื้นเมืองของไทย ดังนั้นจึงมีการนำมาใช้ประโยชน์หลายๆด้านมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว เช่น มีการนำมาใช้รับประทานโดยอาจจะนำมาใช้เป็นเครื่องเคียงใช้จิ้มน้ำพริกต่างๆ หรืออาจจะนำไปประกอบอาหารประเภทต่างๆ เช่น ต้มสายบัว ผัดสายบัว เป็นต้น สำหรับดอกของบัวเผื่อนนั้นมีสีสวยงาม จึงมีการนำมาใช้ปลูกเลี้ยงไว้ประดับในสระน้ำหรืออ่างน้ำ ตามบริเวณบ้านเรือน หรือ สถานที่ต่างๆทั่วไป ส่วนสรรพคุณทางยาขอบัวเผื่อนนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ดอก รสฝาดหอมเย็น บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น บำรุงครรภ์ แก้ไข้ ตัวร้อน เมล็ดเล็กๆ คล้ายเมล็ดฝิ่น ใช้คั่วรับประทาน รสหอมมัน ใช้บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง หัว รสหอมมัน ใช้บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ บำรุงครรภ์ ใช้ขับลม บำรุงหัวใจ และบัวเผื่อน ยังถูกจัดอยู่ในพิกัดบัวพิเศษ ซึ่งมีเครื่องยา 6 อย่างคือ บัวหลวงแดง บัวหลวง บัวสัตตบงกชแดง บัวสัตตบงกชขาว บัวเผื่อน และบัวขม ใช้แก้ไข้อันเกิดเพื่อธาตุทั้ง 4 แก้ลม เสมหะ และโลหิต บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ บำรุงครรภ์ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ

นอกจากนี้ดอกบัวเผื่อนยังถูกจัดให้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา กลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ในตำรับยาหอมเทพจิตร โดยมีดอกบัวเผื่อนร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ซึ่งมีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด ได้แก่ แก้อาการหน้ามืด ตาลาย วิงเวียน คลื่นไส้ ตาพร่าจะเป็นลม ใจสั่น และใช้บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น

ส่วนในต่างประเทศ เช่นใน ลาว , กัมพูชา และเวียนนาม มีการใช้ใบบัวเผื่อนลดไข้ ส่วนเหง้าใช้รักษาอาการผิดปกติของกระเพาะอาหารและลำไส้ ส่วนในประเทศอินเดีย ใช้รักษาโรคตับ เป็นต้น

สล็อต

ลักษณะทั่วไปบัวเผื่อน

บัวเผื่อนจัดเป็นพันธุ์ไม้น้ำเช่นเดียวกันกับบัวชนิดอื่นๆ โดยเป็นพืชที่มีอายุหลายปี มีลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่ ขอบใบเรียบ ปลายใบมน ช่อใบยังอ่อนอยู่ด้านบนจะมีสีเขียวอ่อน ด้านล่างสีน้ำตาลอ่อนเหลือบเขียว และมักจะมีจุดสีน้ำตาลแดงอยู่ประปราย พอเมื่อใบแก่สีน้ำตาลอ่อนด้านล่างใบจะจางลงไป แต่จุดยังคงอยู่ แต่ด้านบนจะมีสีเขียวเข้มขึ้น ซึ่งใบของบัวเผื่อนจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8-12 เซนติเมตร และมีก้านใบเป็นสีเขียวเหลือบสีน้ำตาลอ่อนดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ไม้ดกเหมือนบัวผัน โดยดอกจะอยู่เหนือน้ำ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8-10 เซนติเมตร และมีกลีบดอกราวๆ 20 กลีบซ้อนกัน 2-3 ชั้น กลีบดอกเมื่อบานจะแผ่เป็นรูปถ้วยและบานได้ 3 วัน ซึ่งจะมีสีขาวเมื่อบานวันแรก แล้วจะค่อยๆมีเหลือบชมพูอ่อนที่ปลายกลีบ และจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเหลือบครามในวันสุดท้าย ภายในดอกมีเกสรเพศเมียและก้านชูเกสรเพศผู้สีเหลือง ส่วนอับเรณูสีขาวและดอกจะไม่หอม ส่วนผลมักจะจมอยู่ใต้น้ำมีลักษณะกลมมีเมล็ดขนาดเล็กหลายเมล็ด

การขยายพันธุ์บัวเผื่อน

บัวเผื่อนสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการแยกหน่อและการแยกเหง้า และการใช้เมล็ด สำหรับวิธีการปลูกบัวเผื่อนนั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับวิธีการปลูกบัวหลวง (ซึ่งได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้) แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ บัวเผื่อนจะต้องปลูกในระดับน้ำที่ตื้นส่วนบัวหลวงจะปลูกในระดับน้ำที่ลึกกว่า (0.5-1 เมตร)

องค์ประกอบทางเคมี

สล็อตออนไลน์

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆ ของบัวเผื่อนพบว่า ใบของบัวเผื่อนพบสาร nympholide A ,B, myricetin-30-O-(600-p-coumaroyl) glucoside, myricetin-30-O-(600-p-coumaroyl) glucoside, 1,2,3,4,6-Pentagalloylglucose, myricetin-3-Orhamnoside (myricitrin)ในดอกพบสาร pentosan , corilagin , gallic acid , kaempferol , isokaempferide , quercetin , quercetin -3-methylether และในเมล็ดพบสาร flavonoid ,astragalin, quercetin , kaempferol และ gallic acid เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงร่างกาย , บำรุงธาตุ , บำรุงกำลัง , บำรุงครรภ์ บำรุงกำหนัด ใช้ขับลม โดยใช้หัวหรือเหง้ามาต้มกับน้ำดื่มหรือนำเหง้าแห้งไปบดเป็นผงชงดื่มชาก็ได้ ใช้บำรุงกำลังบำรุงร่างกายโดยใช้เมล็ดมาคั่วรับประทาน นอกจากนี้ยังมีการใช้บัวเผื่อนเป็นส่วนประกอบในตำรายาต่างๆ เช่น พิกัดบัวพิเศษ , ตำรับยาหอมเทพจิตร โดยขนาดวิธีใช้ที่ระบุไว้ในตำรายาเหล่านั้นได้อีกด้วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของบัวเผื่อนหลายฉบับพบว่ามีฤทธิ์ต่างๆดังนี้

ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด สาร Nymphagol จากดอกบัวเผื่อน สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มระดับอินซูลิน และยังเพิ่มจำนวน β-cell ของตับอ่อนในหนูได้

ส่วนสารสกัดจากใบบัวเผื่อนด้วยเอทานอล เมื่อให้หนูทดลองในขนาด 100 และ 200 มิลลิกรัมต่อนำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวันสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูได้

ฤทธิ์ปกป้องตับ สารสกัดดอกบัวเผื่อนด้วย 20% แอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ปกป้องตับหนูจากการถูกทำลายด้วยสารคาร์บอนเตตราคลอดไรด์ โดยสามารถลดระดับ ALT , AST , ALP และ bilirubin ได้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาอีกหลายฉบับพบว่าบัวเผื่อนยังมีฤทธิ์ต่างๆ อีกเช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ เป็นต้น

jumboslot

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของสารสกัดจากดอกบัวเผื่อนในหนูถีบจักร โดยการกรอกทางปากในขนาด 2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม(ซึ่งเปรียบเทียบกับขนาดการรักษาในคน 50,000 เท่า) พบว่าไม่พบอาการเป็นพิษ และเมื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ก็ไม่พบความเป็นพิษเช่นเดียวกัน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าจะมีการนำบัวเผื่อนมาใช้รับประทานเป็นอาหารได้ โดยไม่มีอาการแสดงความเป็นพิษ แต่ในการนำมาเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่พอดีตามที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเป็นประจำ ก่อนจะใช้บัวเผื่อนเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สมุนไพรบัวเผื่อน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น นิโลบล (กรุงเทพฯ), ป้านสังก่อน (เชียงใหม่), ปาลีโป๊ะ (มลายู นราธิวาส), บัวผัน บัวขาบ (ภาคกลาง), บัวแบ้ เป็นต้น

บางครั้งนักวิทยาศาสตร์จะแบ่งแยกระหว่างบัวเผื่อนและบัวผันออกจากกันเป็น 2 ชนิด แต่บางครั้งก็บอกว่าเป็นชนิดเดียวกันแต่เป็นคนละสายพันธุ์ โดยบัวเผื่อนจะมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nymphaea stellata Wild. (สาเหตุที่เรียกว่าบัวเผื่อนนั้นมาจากสีของดอกเผื่อนระหว่างสีขาวครามและชมพูอ่อน) ส่วนบัวผัน จะมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nymphaea Cyanea Roxb. (บัวผันมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกเช่น นิลุบล นิลอุบล บัวนิล) ซึ่งสรรพคุณทางยาก็น่าจะเหมือนกัน

slot

ลักษณะของบัวเผื่อน
ต้นบัวเผื่อน เป็นพันธุ์ไม้น้ำคล้ายบัวสาย เป็นพืชที่มีอายุหลายปี มีเหง้าและไหลอยู่ใต้ดิน ส่วนใบและดอกจะขึ้นอยู่บนผิวน้ำ ขยายพันธุ์ด้วยการใช้หน่อหรือเหง้า และใช้เมล็ด พบกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยสามารถพบได้ตามหนองน้ำ บึงคลอง ริมแม่น้ำที่มีกระแสน้ำอ่อน และขอบพรุ
ใบบัวเผื่อน ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันเป็นกลุ่ม แผ่นใบลอยอยู่บนผิวน้ำ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กว้าง ปลายใบทู่ถึงกลมมน ส่วนโคนเว้าลึก ขอบใบเรียงถึงหยักตื้น ๆ ใบมีความกว้างประมาณ 8-18 เซนติเมตรและยาวประมาณ 10-25 เซนติเมตร แผ่นใบสีเขียว ท้องใบสีเขียวอ่อนจนถึงสีม่วงจาง ผิวใบเกลี้ยง มีเส้นใบราว 10-15 เส้น แยกจากจุดเชื่อมกับก้านใบ ส่วนก้านใบมีความสั้นยาวไม่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำเป็นหลัก แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีความยาวประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร
ดอกบัวเผื่อน ดอกเป็นดอกเดี่ยว ขึ้นอยู่เหนือน้ำ ดอกมีสีขาวแกมชมพูถึงสีอ่อนคราม ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ถ้าดอกมีสีขาวแกมเหลือง ปลายกลีบดอกเป็นสีครามอ่อน แล้วเผื่อนเป็นสีขาวหรือปลายกลีบเป็นสีชมพูเมื่อใกล้โรย แต่ละดอกจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8-10 เซนติเมตร มีกลีบดอกซ้อนกัน 2-3 ชั้น ปลายกลีบแหลม มีเกสรตัวผู้สีเหลืองจำนวนมาก รังไข่มีช่องประมาณ 10-20 ช่อง ฝังตัวแน่นอยู่ใต้แผ่นรองรับ ส่วนเกสรตัวเมียเป็นรูปถ้วย มีก้านดอกคล้ายกับก้านใบและมีความยาวไล่เลี่ยกัน สามารถออกดอกได้เกือบตลอดทั้งปี และดอกจะบานตอนช่วงสายและจะหุบตอนช่วงบ่าย ส่วนผลจะจมอยู่ใต้น้ำหลังจากการผสมเกสรแล้ว
ดอกบัวเผื่อน มีกลีบดอกสีขาว ปลายกลีบดอกเป็นสีครามอ่อน แล้วเผื่อนเป็นสีขาวหรือเป็นสีชมพูเมื่อใกล้โรย

สรรพคุณของบัวเผื่อน
ช่วยบำรุงกำลัง (ดอก, เมล็ด, หัว)
เมล็ดใช้คั่วช่วยบำรุงร่างกาย (เมล็ด, หัว)
ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (เมล็ด, หัว)
ช่วยบำรุงหัวใจ (ดอก, เมล็ด, หัว)
ช่วยแก้ไข้ตัวร้อน (ดอก)

สรรพคุณแพงพวยน้ำ

แพงพวยน้ำเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณเขตร้อนของโลก ในทวีปแอฟริการและเอเชีย โดยในทวีปเอเชียมีเขตการกระจายพันธุ์เป็นวงกว้าง ซึ่งจะพบเห็นได้ตั้งแต่ จีน อินเดีย บังคลาเทศ พม่า เวียดนาม ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย รวมไปถึงในออสเตรเลีย สำหรับในประเทศไทยสามารถพบเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยถูกจัดเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งในนาข้าว ซึ่งมักจะพบได้ตามทุ่งนา ตามห้วยหนองคลองบึง หรือตามข้างทางที่มีน้ำขังนานๆ

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณแพงพวยน้ำ

มีการนำแพงพวยน้ำมาใช้รับประทานเป็นอาหาร โดยนำยอดอ่อน ใบอ่อน และส่วนของต้นอ่อน นำมาลวกกินเป็นเครื่องเคียงน้ำพริกต่างๆ หรือใช้ใส่ในแกงส้มแทนผักอื่นๆก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำแพงพวยน้ำไปปลูกประดับในอ่างเลี้ยงปลา หรือปลูกในบ่อดินที่ใช้เลี้ยงปลากินพืชเพื่อให้ปลากินก็จะช่วยลดต้นทุนอาหารปลาได้อีกทางหนึ่ง สำหรับสรรพคุณทางยาของแพงพวยน้ำนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ทั้งต้นมีรสจืด เย็นจัด ใช้ดับร้อน แก้บวม ขับปัสสาวะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษ แก้ดีซ่านอันเกิดจากพิษสุรา แก้ไอแห้งๆ แก้ลดแก้ตัวร้อนแก้โรคหนองใน หัด แผลอักเสบ และผื่นคัน

แพงพวยน้ำ มีเขตการกระจายพันธุ์ทั่วไปในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาค โดยจัดเป็นพรรณไม้เถาเลื้อยหรือไม้ล้มลุกที่อาศัยอยู่ในน้ำ มีลำต้นทอดยาวไปตามผิวน้ำหรือบนดินเหลว มีความสูงของต้นประมาณ 30-60 เซนติเมตร ลำต้นไม่มีขนปกคลุม ลำต้นเรียบเป็นสีเขียวอมสีแดงเล็กน้อย ลักษณะอวบน้ำ เป็นรูปกลม เป็นข้อปุ่ม ตามข้อของลำต้นจะมีรากแก้วเป็นฝอยและมีปุ่มที่ช่วยในการพยุงตัว ทำให้สามารถลอยน้ำได้ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการแยกลำต้นปลูก มักขึ้นบนดินโคลนตามข้างทาง ทุ่งนา หรือตามห้วย หนอง คลองบึงต่าง ๆ (ในช่วงที่น้ำในนาและหนองบึงแห้งแล้ง ต้นแพงพวยน้ําก็ยังคงอยู่ได้ แม้ต้นจะแคระแกร็นและแข็ง นับว่าเป็นต้นไม้ที่มีความทนทานมากชนิดหนึ่ง)

ลักษณะทั่วไปแพงพวยน้ำ

สล็อต

แพงพวยน้ำจัดเป็นพรรณไม้เถาเลื้อยหรือไม้ล้มลุกที่มีลำต้นทอดยาวไปตามผิวน้ำหรือบนดินที่ชื้นแฉะลำต้นเป็นรูปกลม อวบน้ำ ผิวตามลำต้นจะไม่มีขนปกคลุม ลำต้นเรียบเป็นสีเขียวอมสีแดง เป็นข้อปุ่มและตามข้อของลำต้นจะมีรากฝอยและมีปุ่มที่ช่วยในการพยุงตัว ให้สามารถลอยน้ำได้ โดยมีความสูงของต้นประมาณ 30-60 เซนติเมตร ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับจากลำต้นแบบเวียนรอบต้น ใบรูปแบบไข่กลับปลายใบกลมมน ส่วนฐานใบเรียวสอบเข้าหาก้านใบ ขอบใบเรียบแผ่นใบด้านบนมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ต้นล่างสีอ่อนกว่า มีขนขึ้นปกคลุมทั้งสองด้านของแผนใบ ใบมีขนาดกว้าง 0.5-2.5 เซนติเมตร ยาว 1.5-5 เซนติเมตร ก้านใบยาว 0.3-1 เซนติเมตร ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว ตรงข้างใบหรือซอกใบ ก้านดอกยาว 2-3 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ลักษณะแหลมยาวประมาณ 7 ม.ม. ด้านนอกมีขนอ่อนๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ มีสีขาว โคนกลีบเป็นสีเหลืองอ่อน โดยดอกจะยาวประมาณ 12 ม.ม. มีเกสรตัวผู้ 10 อัน มีรังไข่ 5 อัน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อัน ปลายเป็นตุ่มมีรอยแยกตื้น 5 รอย ทั้งนี้ดอกแพงพวยน้ำจะหลุดร่วงได้ง่าย ผล เป็นฝักทรงกระบอกตรง ยาว 2-3 ซ.ม. มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 ม.ม. มีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีลักษณะเรียบเป็นมันสีดำหรือน้ำตาลดำ

การขยายพันธุ์แพงพวยน้ำ

แพงพวยน้ำสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดและการแยกต้นปลูก ในอดีตนั้นแพงพวยน้ำมักจะขยายพันธุ์ในธรรมชาติมากมากกว่าการถูกนำมาขยายพันธุ์โดยมนุษย์ เพราะแพงพวยน้ำถูกจัดเป็นวัชพืชที่รุกรานนาข้าว รวมถึงในแปลงปลูกพืชผักที่เป็นพืชน้ำ หรืออยู่ในที่ชื้นแฉะต่างๆ แต่ในปัจจุบันเมื่อมีการค้นคว้าวิจัยพบว่าแพงพวยน้ำสามารถใช้รับประทานได้และมีคุณค่าทางโภชนาการสูงรวมถึงยังมีการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรที่สามารถรักษาโรคได้หลายโรค จึงเริ่มมีการเพาะปลูกกันมากขึ้น โดยวิธีการที่นิยมคือการใช้เมล็ดมาเพาะเป็นต้นกล้าแล้วนำไปปลูกต่อไป

องค์ประกอบทางเคมี

สล็อตออนไลน์

มีผลการศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมีของแพงพวยน้ำ พบว่าส่วนต่างๆของแพงพวยน้ำพบสารสำคัญๆ หลายชนิด เช่น Flavonoid , glycoside , Glucoline , Phenols และ Amino acid ต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ส่วนที่กินได้ของแพงพวยน้ำ (ลำต้น ยอดอ่อน ใบอ่อน) ยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการจากส่วนที่กินได้ของแพงพวยน้ำ (100 กรัม)

  • พลังงาน 36 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 3.3 กรัม
  • ไขมัน 0.4 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 4.8 กรัม
  • ใยอาหาร 3.3 กรัม
  • แคลเซียม 57 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 300 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 1.3 มิลลิกรัม
  • วิตามิน A 9878 หน่วยสากล
  • วิตามิน B2 0.01 มิลลิกรัม
  • วิตามิน B3 2.8 มิลลิกรัม
  • วิตามิน C 3 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้หนองใน ปัสสาวะเป็นหนอง โดยใช้ต้นสดทั้งต้น 30 กรัม น้ำตาลกรวด 15 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม หลังอาหารวันละ 2 ครั้ง
แก้อาการบวมน้ำ โดยใช้แพงพวยน้ำ ชะเอมเทศ หกเหล็ง จุยเจ่า จุยฮ่วยเฮีย กับ อย่างละ 15 กรัม ต้มกับน้ำกิน
แก้หวัด ตัวร้อน ไอแห้งๆ ใช้ทุกส่วนของต้นที่แห้งแล้ว หนัก 15-30 กรัม ต้มน้ำกิน
แก้ดีซ่านเกิดจากพิษสุรา ใช้พืชนี้ขณะที่ยังสด 1 กำมือ คั้นเอาน้ำผสมน้ำผึ้งกิน
แก้ผดผื่นคัน หัด หลังจากหัดออกแล้วไข้ไม่ลด ใช้ต้นสดทั้งต้น หนัก 30-60 กรัม คั้นเอาน้ำแล้วนำไปต้มกิน
แก้ปวดฟัน ใช้ต้นแห้งทั้งต้น 60 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม
แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ท้องผูก ใช้ต้นสดทั้งต้น ตำคั้นเอาน้ำ 60-120 กรัม ผสมน้ำผึ้งแล้วนำไปตั้งไฟให้อุ่นแล้วกิน
แก้แผลหกล้ม แผลเน่าเปื่อย ใช้ต้นสดตำพอก
แก้เด็กเป็นฝี มีหัวกลัดหนอง ยังไม่แตก ใช้ทั้งต้นต้มเอาน้ำล้างและเอาต้นสดๆ ตำพอกบริเวรที่เป็นอีกทีหนึ่ง
แก้กลากน้ำนม ใช้ต้นสดทั้งต้นตำพอกบริเวณที่เป็น

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาทางเภสัชวิทยาของแพงพวยน้ำทั่วในไทยและต่างประเทศหลายฉบับระบุถึงแพงพวยน้ำ มีฤทธิ์ต่างๆ เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือดรวมถึง ยับยั้งการอักเสบได้ เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้แพงพวยน้ำเป็นยาสมุนไพรควรคำนึงถึงความปลอดภัย และความระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้แพงพวยน้ำเป็นยาสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ใบแพงพวยน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับ ปลายใบมนรีหรือกลมมน โคนใบเรียวสอบเข้าหาก้านใบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.5-2.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1.5-5 เซนติเมตร ผิวใบเรียบ บ้างว่ามีขนขึ้นปกคลุมทั้งสองด้านของแผ่นใบ หน้าใบเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน

ดอกแพงพวยน้ำ ดอกเป็นดอกเดี่ยว โดยจะออกตามง่ามใบ ก้านดอกมีความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ดอกเป็นสีขาว ใจกลางของดอกเป็นสีเหลืองอ่อน ดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ แตกออกเป็นแฉก 5 แฉก ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 12 มิลลิเมตร ตั้งชูออกจากข้อ ดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบห่อหุ้มอยู่ มีเกสรเพศผู้ 10 ก้าน เพศเมีย 1 ก้าน มีรังไข่ 5 อัน อยู่ส่วนล่างของเกสร สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี

ผลแพงพวยน้ำ ลักษณะของผลเป็นรูปกลมยาวแบบทรงกระบอก หรือเป็นรูปหลอดยาวคล้ายเทียนนา ยาวได้ประมาณ 2-3 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 มิลลิเมตร ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก ลักษณะของเมล็ดมีรูปร่างไม่แน่นอน และเป็นสีดำหรือสีน้ำตาล

slot

สรรพคุณของแพงพวยน้ำ
ทั้งต้นมีรสจืด เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและกระเพาะปัสสาวะ ใช้เป็นยาแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ด้วยการใช้ต้นสดนำมาตำคั้นเอาน้ำ 60-120 กรัม ผสมกับน้ำผึ้งเดือนห้าอุ่นให้อุ่นใช้กินเป็นยา (ทั้งต้น) บ้างว่าใช้ส่วนยอดของลำต้นนำมาตำให้ละเอียด ใช้โปะกระหม่อมเด็กเป็นยาแก้ร้อนใน (ยอด)
แก้ไข้หวัดตัวร้อน ไอแห้ง ให้ใช้ยาแห้ง (ทั้งต้น) 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน (ทั้งต้น)
ใบมีสรรพคุณดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ไข้พิษร้อน (ใบ)
ช่วยขับน้ำชื้น (ทั้งต้น)
ช่วยแก้อาการปวดฟัน ด้วยการใช้พืชชนิดนี้ 60 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน (ทั้งต้น)
ช่วยแก้บิด (ทั้งต้น)
ช่วยแก้อาการท้องผูก ด้วยการใช้ต้นสด นำมาตำคั้นเอาน้ำ 60-120 กรัม ผสมกับน้ำผึ้งเดือนห้า แล้วอุ่นกิน (ทั้งต้น)
ทั้งต้นเป็นยาขับปัสสาวะ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ (ทั้งต้น)
ช่วยแก้โรคหนองใน ปัสสาวะเป็นหนอง ด้วยการใช้ต้นสด 30 กรัม น้ำตาลกรวด 15 กรัม นำมาต้มรวมกัน ใช้กินหลังอาหาร วันละ 2 ครั้ง (ทั้งต้น)
ช่วยแก้อาการบวมน้ำ ด้วยการใช้แพงพวยน้ำ ชะเอมเทศ จุยฮ่วยเฮีย จุยเจ่ากับ หกเหล็ง อย่างละ 15 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำกิน (ทั้งต้น)

สรรพคุณของสายหยุด

สายหยุดเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย โดยเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดเป็นบริเวณกว้างตั้งแต่ทางตอนใต้ของจีนลงมาผ่านเวียดนาม ลาว พม่า ไทย กัมพูชา จนถึงแหลมมาลายู บริเวณประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งอาจถือได้ว่าสายหยุดเป็นพืชประจำถิ่นที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยเราได้เช่นกัน

เครดิตฟรี

ทั้งนี้ชื่อสายหยุดนั้นสัณนิษฐานว่าได้มาจากความหอมของดอก เพราะดอกสายหยุดจะเริ่มส่งกลิ่นหอมแรงเมื่อพลบค่ำ และจะมีกลิ่นหอมแรงที่สุดช่วงเวลาเช้ามืด แล้วกลิ่นจะค่อยๆจางลงในเวลากลางวัน จึงเรียกกันว่าสายหยุด และสำหรับสายหยุดในประเทศไทยนั้น สามารถพบเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะภาคกลางและภาคเหนือมักพบตามบ้านเรือน สวนสาธารณะหรือพบขึ้นตามป่าดิบชื้น และตามป่าเบญจพรรณที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 600 เมตร

ประโยชน์และสรรพคุณสายหยุด

คนไทยในสมัยก่อนมีการใช้ประโยชน์จากสายหยุดในหลายๆด้าน เช่น ใบสายหยุดสามารถนำมาต้มแล้วใช้น้ำที่ได้มาย้อมผ้า โดยจะให้สีเขียวขี้ม้า ดอกสายหยุดมีกลิ่นหอม นิยมนำมาวางในห้องน้ำ ห้องนอน เพื่อให้อากาศในห้องมีกลิ่นหอมหรือนำมาทัดผมในงานเทศกาลเวลากลางคืน

นอกจากนี้ดอกสายหยุดยังมีน้ำมันหอมระเหยจำนวนมากนิยมนำมาชโลม และนวดผม รวมถึงใช้นวดกล้ามเนื้อเพื่อให้ผ่อนคลาย และในปัจจุบันยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางหรือน้ำหอมได้อีกด้วย ในด้านไม้ดอกไม้ประดับ นั้นสายหยุดเหมาะสำหรับปลูกในสวนไม้ดอก หรือในบริเวณบ้านและจะมีกลิ่นหอม และยังสามารถทำเป็นซุ้มโดยทำนั่งร้านให้สายหยุดเลื้อยขึ้นไปปกคลุมอยู่ด้านบนเพื่อให้ความร่มเงาได้อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของสายหยุดนั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ราก แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ไข้ ดอก ใช้แก้ไข้ บำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน น้ำมันหอมระเหย ใช้สูดดมเพื่อให้หัวใจชุ่มชื่นกระชุ่มกระชวย และนำไปเป็นส่วนผสมในตำรับยาต่างๆ ผลและเมล็ด ช่วยขับพยาธิ ส่วนตำรายาพื้นบ้านภาคต่างๆระบุถึงสรรพคุณของสายหยุดว่า ภาคอีสาน รากใช้ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดเมื่อย แก้ท้องเดิน ดอก เข้ายาหอม บำรุงหัวใจ ต้นและราก เข้ายาหอม รักษาอาการติดยาเสพติด ภาคใต้ใช้ ดอก แก้ไข้ แก้ท้องอืด แก้วิงเวียนศีรษะ บำรุงหัวใจ ทำให้กระชุ่มกระชวย

สล็อต

ลักษณะทั่วไปสายหยุด

สายหยุดจัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาเลื้อย สูง 1-5 เมตรเมื่ออายุมากกิ่งจะเลื้อยไปตามสิ่งยึดเกาะและจะสามารถยาวได้ถึง 20 เมตร มีลักษณะแข็งเถาเรียบสีน้ำตาลเข้มเกือบดำผิวแตกเป็นร่อง กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น มีรูระบายอากาศ กิ่งแก่เกลี้ยง สีดำ ใบเป็นใบเดี่ยว แบบเรียงสลับกัน โดยจะออกบนส่วนปลายของกิ่งแขนง ใบเป็นรูปหอก โคนใบกว้าง ปลายใบแหลมหรือมีติ่งแหลม มีก้านใบสั้น แผ่นใบเรียบบางแต่เหนียว ขอบใบโค้งเป็นลูกคลื่น ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อน เมื่ออายุมากมีสีเขียวเข้ม ด้านบนของใบเป็นมันด้านล่างมีนวล ขนาดใบกว้าง 5-7 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร แผ่นใบจะเห็นเส้นกลางใบชัดเจน และมีเส้นใบแขนงแยกสลับกันออกด้านข้าง 5-10 คู่ ขึ้นอยู่กับความยาวของใบ ดอกคล้ายๆกับจำปา จำปี ออกเป็นดอกเดี่ยว

โดยจะออกตามซอกใบ ประกอบด้วยก้านดอกสีเขียว ยาวประมาณ 3-8เซนติเมตร มีขนขึ้นทั่วไป ถัดมาเป็นตัวดอกที่มีกลีบเลี้ยงรูปหอก 3 อัน ขนาดเท่ากัน และเรียงห่างกันเป็นสามเหลี่ยม ถัดมาเป็นฐานดอกที่มีกลีบดอก 6 กลีบ โดยแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ โดยกลีบดอกชั้นนอกเป็นแผ่นกลีบบางกว้าง และยาวกว่ากลีบดอกชั้นใน ความยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร ส่วนกลีบชั้นในยาวประมาณ 2-7 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ซึ่งแผ่นกลีบ และขอบกลีบดอกจะเรียบ และแผ่นกลีบดอกจะเป็นสีเขียวและต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองมองเห็นเส้นกลีบดอกชัดเจน โดยกลีบดอกเมื่อบานเต็มที่จะส่วนปลายกลีบโค้งงอเข้าหาดอกหรือมีลักษณะบิดงอ และมีความหอมมาก ผลออกเป็นช่อหรือแบบผลกลุ่ม มี 10-30ผลย่อยต่อช่อ ผลย่อยเป็นมันลักษณะคล้ายสร้อยลูกปัดคอดเป็นข้อๆระหว่างช่วงเมล็ด ได้ถึง 3-6ข้อ ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกจะเป็นสีดำ ส่วนก้านผลย่อยยาว 8 มิลลิเมตร และก้านช่อผลยาว 2-3.5 เซนติเมตร และยังมีขนขึ้นกระจายตามก้านผลและก้านผลย่อย โดยในหนึ่งผลย่อยมีเมล็ด 2-5 เมล็ด มีรอยคอดระหว่างเมล็ดชัดเจน เมล็ด รูปทรงกลมหรือรูปรี กว้าง 0.4-0.5 ซม. ยาว 0.5-0.8 ซม. ผิวเกลี้ยง สีน้ำตาล

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์สายหยุด

สายหยุดสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยม คือ การเพาะเมล็ด เพราะสะดวกและรวดเร็วกว่าวิธีการตอนกิ่ง โดยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปลูกก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ด และการปลูกไม้พุ่มรอเลื้อยชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ สายหยุดเป็นพืชที่เจริญเติบโตค่อนข้างโดยหลังจากการปลูกประมาณ 3-4 ปี จึงจะให้ดอก

นอกจากนี้สายหยุดยังเป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้งที่ชอบดินร่วนซุยไม่ชอบน้ำขังและยังมีความต้องกาแสงแดดมากพอสมควร ส่วนการรดน้ำควรรดน้ำให้ชุ่มเพียงวันละ 1 ครั้ง เท่านั้น

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมีของสายหยุดระบุว่าพบสารสำคัญต่างๆ เช่น ในสารสกัดจากใบของสายหยุดพบสาร hydroquinone ในน้ำมันหอมระเหยพบสาร α-pinene , β-pinene , linalool , limonene , camphene , germacrene D , Anisole , benzyl benzoate , aromadendrene , nonanal และ β-caryophyllene เป็นต้น

โครงสร้างสายหยุด

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ไข้ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ขับพยาธิ โดยใช้ผลและเมล็ดแห้งมาต้มกันน้ำดื่มใช้แก้ไข้ บำรุงหัวใจ โดยนำดอกแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ ทำให้กระชุ่มกระชวย โดยใช้น้ำมันหอมระเหยจากดอกมาวางลงบนผ้าเช็ดหน้าแล้วสูดดม หรือใช้นำไปผสมกับตัวยาอื่นๆ ในตำรับตำรายาต่างๆ นอกจากนี้ดอกแห้งยังนำเป็นส่วนผสมของยาหอมตำรับต่างๆ ได้อีกด้วย

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาในสารสกัดใบสายหยุดพบว่า สารสกัดขั้นเฮกเซนและคลอดโรฟอร์ม มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อราที่ก่อโรคกลาก (Trichophyton rubrum , Trichophyton mentagrophytes และ Microsporum gypseum) โดยให้ค่า MIC อยู่ในช่วง 0.03-0.06 มก./มล. นอกจากนี้พบว่าสารสกัดชั้นคลอโรฟอร์มยังสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกได้ดีโดยให้ค่า MIC ต่อเชื้อ Staphylococcus epidermidis , Staphyloclccus aureus และ Bacillus subtilis เท่ากับ 0.5,1.0 และ 1.0 มก./มล. ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยอีกหลายฉบับระบุถึง ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสายหยุดไว้ดังนี้ สารสกัดแอลกอฮอล์จากใบและต้นสามารถต้านเชื้อไวรัสเอดส์ได้บ้าง และต้านการชักในสัตว์ทดลองได้ดี โดยสารสกัดนี้มีพิษเฉียบพลันปานกลางบ (LD50 = 500 มก./กก.) และมีรายงานว่าสาร Linalool ซึ่งเป็นสารหลักที่มีอยู่ในน้ำมันที่ได้จากดอกสายหยุด มีฤทธิ์สงบประสาท ต้านอนุมูลอิสระ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ส่วนต่างๆของสายหยุดหรือน้ำมันหอมระเหยของสายหยุดเป็นสมุนไพร ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยการใช้ในปริมาณที่พอดีไม่ควรใช้มากเกินกว่าที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้สายหยุด หรือน้ำมันหอมระเหยของสายหยุดเป็นยาสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

slot

ประโยชน์ของสายหยุด
ดอกสายหยุดสามารถนำมาใช้สกัดน้ำมันหอมระเหยได้ โดยใช้ดอกสดนำมากลั่นเอาน้ำมันหอมระเหย ด้วยวิธีการต้มกลั่นจะได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.005 ซึ่งน้ำมันหอมระเหยอาจนำไปใช้ในทางสุคนธบำบัด (Aromatherapy) หรือใช้ทำเป็นน้ำหอมสำหรับเครื่องสำอางต่าง ๆ ก็ได้
ในด้านการเป็นไม้ประดับ ต้นสายหยุดเหมาะแก่การนำมาปลูกไว้ในสวนดอกไม้ ปลูกริมทางเดิน ปลูกเป็นต้นเดี่ยวแล้วแต่งทรงพุ่ม ปลูกเป็นซุ้มในบริเวณบ้าน หรืออาจทำนั่งร้านให้ต้นสายหยุดได้เลื้อยขึ้นไปปกคลุมอยู่ด้านบนก็ได้ ปลูกและบำรุงง่าย เติบโตเร็ว เพาะกล้าจากเมล็ดหรือปักชำหรือตอนกิ่งเอาก็ได้ สายหยุดสามารถออกได้ตลอดทั้งปี ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศและความสมบูรณ์ของต้น และมักออกดอกมากในช่วงฤดูฝนและต้นฤดูหนาว ดอกสายหยุดจะเริ่มส่งกลิ่นหอมแรงขึ้นเมื่อยามพลบค่ำ และจะมีกลิ่นหอมแรงที่สุดในช่วงเช้ามืด แล้วกลิ่นจะค่อย ๆ จางลงในเวลากลางวัน จึงเป็นที่มาของชื่อ สายหยุด

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของสายหยุด
สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากใบและต้นสายหยุด มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเอดส์ได้บ้าง และต้านการชักในสัตว์ทดลองได้ดี โดยสารสกัดนี้มีพิษเฉียบพลันในระดับปานกลาง (LD50 = 500 มก./กก.)
สาร Linalool ซึ่งเป็นสารหลักที่มีอยู่ในน้ำมันที่ได้จากดอกสายหยุด มีฤทธิ์สงบประสาท ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และฆ่าแมลงได้