cathedraledetunis

Day: June 12, 2021

สรรพคุณของผักแขยง

ผักแขยงเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียซึ่งคลอบคลุมในหลายๆประเทศ เช่น อินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ พบว่า ไทย ลาว กัมพูชา แล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยัง ญี่ปุ่น ไต้หวัน รวมถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย สำหรับในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศแล้วจะพบได้มากทางภาคอีสานและภาคเหนือ โดยจะพบตามบริเวณที่ชื้นแฉะ ริมคันนา ริมหนองน้ำและยังถูกจัดให้เป็นวัชพืชในนาข้าวอีกด้วย

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณผักแขยง

ผักแขยงมีกลิ่นหอมฉุนและให้รสเผ็ดร้อน จึงมีการนำต้นอ่อนยอดอ่อนและใบอ่อน มาใช้รับประทานและใช้ประกอบอาหารต่างๆ โดยคนอีสานและคนเหนือนิยมกินผักแขยงในรูปของผักสดแกล้มน้ำพริก หรือใส่ในลาบ หลู้เช่นเดียวกับพลูคาว(คาวตอง) ซุปหน่อไม้ หรือใส่ในส้มตำ รวมถึงยังสามารถนำมาประกอบอาหารหรือใช้ปรุงแต่งกลิ่นและรสของอาหารอื่นๆ เช่น แกงอ่อม อ่อมกบ อ่อมเขียด อ่อมปลา อ่อมเนื้อวัว อ่อมหอย แกงต้มส้ม แกงหน่อไม้หรือแกงเปรอะ เป็นต้น ส่วนสรรพคุณทางยาของผักแขยงนั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ผักแขยงรสเผ็ดร้อน หอมฉุน สรรพคุณขับน้ำนม ระบายท้อง แก้ไข้ แก้ไอ แก้ปวดประจำเดือน ช่วยขับลม ช่วยเจริญอาหาร ประสะน้ำนม แก้ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ฆ่าเชื้อโรค เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้อักเสบ แก้คันตามผิวหนัง แก้กลาก แก้ฝี แก้พิษงู ฯลฯ

ลักษณะทั่วไปผักแขยง

ผักแขยงจัดเป็นพืชล้มลุกเนื้ออ่อนมีอายุปีเดียว ลำต้นมีลักษณะอวบทรงกลม ตั้งตรงผิวลำต้นมีสีเขียวอ่อน และมีขนปกคลุม ด้านในลำต้นกลวงเป็นรูอากาศ เห็นได้ชัดโดยลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.2-0.35 เซนติเมตร สูงประมาณ 20-35 เซนติเมตร ลำต้นมีกลิ่นฉุนแรง และให้รสเผ็ด ใบเป็นใบเดี่ยว ขนาดเล็ก ออกเป็นคู่ตรงข้ามตามข้อปล้องของลำต้น หรืออาจมี 3 ใบก็ได้ รูปทรงของใบเป็นแบบใบรีรูปของขนานมีสีเขียวมีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย ใบยาว 1.5-5 ซม.กว้าง 1-2 ซม. ฐานใบหุ้มลำต้น ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ไม่มีก้านใบ ด้านบนของใบมีตุ่มเล็กๆ ที่เป็นต่อมน้ำมันอยู่มาก

สล็อต

ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรืออาจจะแทงเป็นช่อ บริเวณซอกใบ โดยในแต่ละดอกจะมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เป็นสีเขียวมีขน ลักษณะดอกเป็นรูปกรวยกลีบดอกสีแดงสีชมพูอ่อน หรือสีม่วงยาว 0.3 เซนติเมตร และแยกออกเป็น 5 กลีบ ก้านดอกยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร มีขนมากและมีก้านเกสรตัวผู้สีขาว 4 อัน ผลมีลักษณะรียาว ปลายผลเรียวแหลม ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว ส่วนผลแก่มีสีน้ำตาล เมื่อแก่เต็มที่ ผลจะปริแตกออกเป็น 4 แฉก ต้านในมีเมล็ดรูปทรงกลมสีน้ำตาลอมดำขนาดเล็กจำนวนมาก

ผักแขยง ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Limnophila aromatica (Lam.) Merr. จะจัดอยู่ในวงศ์เทียนเกล็ดหอย (PLANTAGINACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักพา (ภาคเหนือ), จุ้ยหู่โย้ง (จีนแต้จิ๋ว), สุ่ยฝูโหยง (จีนกลาง), ผักกะแยง แขยง คะแยง ผักกะออม มะออม ผักลืมผัว ควันเข้าตา อีผวยผาย เป็นต้น

ต้นผักแขยง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน เป็นพืชฤดูเดียวหรือหลายฤดู และจัดเป็นวัชพืชในนาข้าว ลำต้นกลมกลวงและเป็นข้อ ๆ และมีความสูงได้ประมาณ 30-70 เซนติเมตร อาจแตกกิ่งมากหรือไม่แตกกิ่ง ลำต้นทอดเลื้อย ผิวเกลี้ยงหรือมีต่อม แตกรากจากข้อ ทั้งต้นและใบเมื่อนำมาหักจะมีกลิ่นหอมฉุนและเผ็ดร้อน ออกดอกและติดในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนกันยายน ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินชื้นแฉะ มักขึ้นตามริมคูหรือคันนา อ่างเก็บน้ำ บริเวณที่มีน้ำขังเล็กน้อย และพื้นที่ชุ่มชื้นอื่น ๆ มีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศอินเดีย จีน ภูฏาน เกาหลี ญี่ปุ่น ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย รวมทั้งไทยทั่วทุกภาคของประเทศ

การขยายพันธุ์ผักแขยง

ผักแขยงสามารถขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ดและการปักชำลำต้นนั้น จะเป็นการนำมาปักขำเฉพาะการปลูกในกระถางเพื่อใช้สำหรับในครัวเรือนตามชนบทเท่านั้น สำหรับการขยายพันธุ์หลักๆ ของผักแขยงนั้น ส่วนมากแล้วจะเป็นการขยายพันธุ์โดยเมล็ดในธรรมชาติมากกว่าการนำมาเพาะปลูกโดยมนุษย์เพราะผักแขยงก็เป็นพืชชนิดหนึ่งที่ถูกจัดให้เป็นวัชพืชในนาข้าว และมักจะถูกกำจัดออกจากแปลงนาทั่วๆไป

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของผักแขยงพบว่ามีสารสำคัญๆ อยู่หลายชนิดเช่น Stigmasterol, β-sitosterol, Isothymusin ,Nevadensin , Salvigenin , Chlorogenic acid, Caffeic acid และในส่วนของ ต้นและใบของผักแขยงยังมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณ 0.13% ประกอบไปด้วยสาร d-limonene และ d-perillaldehyde

นอกจากนี้ในส่วนที่กินได้ของผักแขยงยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของส่วนที่กินได้ของผักแขยง (100 กรัม)

– พลังงาน : 32 กิโลแคลอรี

– เส้นใย : 1.5 กรัม

– แคลเซียม : 55 มิลลิกรัม

– ฟอสฟอรัส : 62 มิลลิกรัม

– เหล็ก : 5.2 มิลลิกรัม

– วิตามิน A : 5,862 หน่วยสากล

– วิตามิน B1 : 0.02 มิลลิกรัม

– วิตามิน B2 : 0.87 มิลลิกรัม

– วิตามิน B3 : 0.6 มิลลิกรัม

– วิตามิน C : 5 มิลลิกรัม

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไข้ แก้ไอ ขับลม ช่วยเจริญอาหาร ขับน้ำนม ระบายท้อง โดยใช้ต้นสด ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้พิษเบื่อเมาโดยใช้ต้นแห้งที่เก็บเอาไว้ประมาณ 1 ปี มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ฝี กลากและอาการคันตามผิวหนังโดยใช้ต้นสดตำพอกหรือคั้นเอาน้ำทาหรือจะต้มน้ำชะล้าง บริเวณที่เป็นก็ได้ ใช้ลดอาการบวมซ้ำ โดยนำลำต้นมาขยำแล้วใช้ประคบ ใช้แก้อาการวิงเวียนศีรษะโดยใช้ลำต้น และใบสด นำมาขยำดม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของผักแขยงรวมถึงน้ำมันหอมระเหยของผักแขยงพบว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่างๆ ดังนี้ ฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวและเซลล์มะเร็งเต้านม ฤทธิ์ต้านอนูมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย ฤทธิ์ระงับประสาท ฤทธิ์ลดการอักเสบ ฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท และฤทธิ์ขยายหลอดเลือด เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานผักแขยงเพราะอาจทำให้เกิดอาการผิดสำแดงได้ ส่วนสตรีหลังคลอดควรระมัดระวังในการรับประทานผักแขยงเพราะอาจเกิดการแพ้ได้เช่นกัน
ผักแขยงมีสารแคลเซียมออซาเลตสูง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการรับประทานผักแขยง เพราะหากรับประทานมากเกินไปหรือรับประทานเป็นประจำอาจทำให้เกิดนิ่วในอวัยวะต่างๆได้

slot

ใบผักแขยง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ไปตามข้อทุกข้อตลอดลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบห่อติดกับลำต้น ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-15 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1-5 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว เส้นใบเป็นแบบขนนก ไม่มีก้านใบ

ดอกผักแขยง ออกดอกเดี่ยวตามซอกใบ แต่จะออกดอกเป็นช่อกระจะตรงส่วนยอดของต้น ลักษณะของดอกเป็นรูปกรวย ยาวประมาณ 0.5 นิ้ว ปลายบานออกเล็กน้อย แยกออกเป็นกลีบ 4 กลีบ กลีบดอกเป็นสีแดง สีม่วง สีขาว หรือสีชมพูอ่อน ยาวประมาณ 1-1.3 เซนติเมตร ก้านชูเกสรเพศผู้ส่วนปลายพองออก ส่วนก้านชูเกสรเพศเมียสั้นแยกเป็นแฉก 2 แฉก

ผักแขยง ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Limnophila geoffrayi Bonati จะจัดอยู่ในวงศ์มณเฑียรทอง (SCROPHULARIACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กะแยงแดง (อุบลราชธานี), กะแยง กะออม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ผักพา (ภาคเหนือ) เป็นต้น

ต้นผักแขยง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีอายุเพียงฤดูเดียว ลำต้นเรียวยาว กลมกลวง อวบน้ำ มีขนหนาแน่น ลำต้นตั้งตรงและเป็นข้อ ๆ ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 10-35 เซนติเมตร ทั้งต้นและใบเมื่อนำมาหักจะมีกลิ่นหอมฉุนและเผ็ดร้อน ขยายพันธุ์ด้วยการใช้ต้นอ่อนและการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินชื้นแฉะ มักขึ้นตามริมคูหรือคันนา อ่างเก็บน้ำ บริเวณที่มีน้ำขังเล็กน้อย และพื้นที่ชุ่มชื้นอื่น ๆ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่มากนัก

ใบผักแขยง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ไปตามข้อทุกข้อตลอดลำต้น ลักษณะของใบรูปไข่แกมวงรี รูปขอบขนาน หรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบห่อติดกับลำต้น ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-10 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว ไม่มีก้านใบ

ติ้วขาวมีประโยชน์อย่างไร

ติ้วขาวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริเวณประเทศไทย ลาว พม่า เวียดนาม ต่อมาได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณประเทศเขตร้อนใกล้เคียงได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาะไหนานประเทศจีน เป็นต้น

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยถือว่าติ้วขาวเป็นผักพื้นบ้าน โดยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศบริเวณ ป่าผลัดใบ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้งหรือป่าตามเชิงเขาที่มีความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลไปจนถึงระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตร ซึ่งจะพบได้มากเป็นพิเศษในจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา สระบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ตรังและนราธิวาส เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณติ้วขาว

ติ้วขาว เป็นผักพื้นบ้านที่คนส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้บริโภค โดยมักนำเอาส่วนของใบอ่อน ยอดอ่อน และดอกอ่อนมาปรุงอาหารให้มีรสเปรี้ยวใช้แทนใบมะขามหรือมะนาว โดยอาหารที่นิยมนำเอาติ้วขาวมาทำอาหาร เช่น แกงเห็ด แกงหน่อไม้หรือต้มยำต่างๆ อาทิ ต้มยำปลาต้มยำกบ ต้มยำไก่บ้าน ดอกอ่อนของผักติ้วนิยมนำมาทำซุบหรือยำ หรือนำยอดอ่อนมารับประทานเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริกและป่นก็ได้ นอกจากนี้ยังอาจนำมารับประทานเป็นผักเคียงกับอาหารประเภทส้มตำ หมี่กะทิ ลาบ ซุปหน่อไม้ และน้ำตกเป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการนำติ้วขาวมาทำประโยชน์ด้านอื่นๆ อีกเช่น เปลือกลำต้น หรือแก่นนำมาใช้ต้มย้อมผ้า โดยจะให้สีน้ำตาลเข้ม เนื้อไม้เป็นไม้เนื้อแข็ง สามารถนำมาแปรรูปเป็นไม้ก่อสร้างใช้ทำโครงสร้างของบ้าน ทำวงกบ ทำฝ้าหรือระแนง หรือใช้ทำข้าวของเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆภายในบ้านใช้ส่วนกิ่ง และเศษไม้ ใช้หุงต้มอาหารหรือเผาถ่านได้อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของติ้วขาวนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า รากใช้ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด รากและใบ แก้ปวดท้อง ยางจากเปลือกต้นทาแก้คัน ทารอยแตกของส้นเท้า เปลือกต้น แก้ธาตุพิการ เปลือกและใบ แก้โรคผิวหนังบางชนิด

ส่วนในตำราพื้นบ้านระบุถึงสรรพคุณติ้วขาวไว้ว่าสรรพคุณคล้ายกับสะแก คือ ยอดดอก และใบอ่อน เถา รสเบื่อเมาฝาด ใช้บำรุงโลหิต ฟอกโลหิต แก้ปวดตามข้อ แก้ไขข้อพิการ แก้ประดง ขับลม ยาง ใช้รักษาส้นเท้าแตก แก่นและลำต้น แก้ปะดงเลือด(เลือดไหลไม่หยุด) ราก แก้ปัสสาวะขัด

สล็อต

ลักษณะทั่วไปติ้วขาว

ติ้วขาวจัดเป็น ไม้ยืนต้นเนื้อแข็งผลัดใบขนาดกลาง สูงระหว่าง 3-35 เมตร โคนต้นมีหนามแข็งขึ้นตามลำต้น เปลือกลำต้นมีลักษณะแตกเป็นร่องสะเก็ดสีน้ำตาลปนแดง และมีน้ำยางสีเหลืองปนแดงซึมออกมา ลำต้นจะแตกกิ่งหลักปานกลางแต่แตกกิ่งแขนงมาก ทำให้แลดูเป็นทรงพุ่มหนา กิ่งก้านเล็กเรียว กิ่งอ่อนเรียบไม่มีขน ใบออกเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน กว้าง 2.5-4.5 เซนติเมตร ยาว 3-13 เซนติเมตร โคนใบสอบเรียบ ปลายใบมนหรือแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน ใบอ่อนสีชมพูอ่อนถึงแดง เรียบ เป็นมันวาว ใบแก่สีเขียวสด เรียบ เกลี้ยง ผิวใบด้านบนเป็นมัน ด้านล่างมีต่อมกระจายทั่วไป เส้นใบข้าง 6-10 คู่ ซึ่งจะโค้งแบนค้นศรไม่มีเส้นของใน ก้านใบสีม่วงอมแดง ยาว 0.5-1.5เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อกระจุกแบบซี่ร่มสีชมพูหรือขาว

โดยดอกจะแทงออกจากตาดอกบริเวณเดียวกับตากิ่งแขนงย่อย กระจุกละประมาณ 1-6 ดอก ดอกตูมมีกลีบเลี้ยงสีเขียวประแดงม่วงหุ้มเป็นทรงกลม จำนวน 5 กลีบ เมื่อดอกบานจะแผ่กลีบดอกออก จำนวน 5 กลีบ แผ่นกลีบดอกเรียบ ไม่มีต่อมโปร่งแสงปลายกลีบตัด และเป็นหยัก ซึ่งกลีบดอกจะร่วงหมดเมื่อติดผล แต่จะเหลือกลีบเลี้ยงไว้หุ้มผล ส่วนด้านในดอกตรงกลางจะมีเกสรตัวผู้แยกออกเป็น 3 กลุ่ม โดยในแต่ละกลุ่มจะมีเกสรจำนวนมาก ปลายก้านเกสรเป็นเรณูสีเหลือง ด้านล่างเป็นรังไข่ จำนวน 3 อัน มีก้านดอกสีม่วงอมแดง ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ผลมีนวลขาวติดตามผิว ผลเมื่อแก่มีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลดำ กว้าง 0.7 เซนติเมตร เป็นแบบแคปซูล ปลายแหลม ผิวเรียบและแข็ง ขนาด กว้าง 0.4-0.6 เซนติเมตร ยาว 1.3-1.8 เซนติเมตร และจะแตกออกเป็น 3 แฉก มีเมล็ดสีน้ำตาล ส่วนเมล็ด เป็นรูปไข่กลับ สำดำหรือน้ำตาล มีปีกด้านเดียว

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์ติ้วขาว

ติ้วขาวสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด ทั้งในธรรมชาติและการนำมาปลูก แต่ในปัจจุบันก็เริ่มมีการปลูกกิ่งพันธุ์ที่ได้จากการตอนกิ่งบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่แพร่หลายนัก สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปลูกนั้น ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและการปลูกไม้ยืนต้นประเภทอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆ ของติ้วขาวพบว่า มีสาระสำคัญต่างๆ ดังนี้ Chlorogenic acid , Tannin , Astilbin , Quinone , Formoxanthone A , B , C , β-amyoin และ lupeol เป็นต้น นอกจากนี้ ใบอ่อน ยอดอ่อน และดอกของติ้วขาวยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการจากส่วนที่กินได้ของติ้วขาว (ยอดอ่อน, ใบอ่อน, ดอก) ต่อ 100 กรัม

พลังงาน 58 กิโลแคลอรี
โปรตีน 2.4 กรัม
ไขมัน 1.7 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 8.2 กรัม
เส้นใยอาหาร 1.4 กรัม
วิตามินเอ 750 RE
วิตามินบี1 0.04 มิลลิกรัม
วิตามินบี2 0.67 มิลลิกรัม
วิตามินบี3 3.1 มิลลิกรัม
วิตามินซี 58 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 67 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 2.5 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 19 มิลลิกรัม
เบตาแครอทีน 4500 ไมโครกรัม

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ธาตุพิการโดยนำเปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และแก้อาการปัสสาวะขัด โดยนำรากผสมกับรากปลาไหลและหัวแห้วหมู นำมาต้มกับน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง ใช้ฟอกโลหิต บำรุงโลหิต แก้ไขข้อพิการ แก้ปวดตามข้อขับลม แก้ประดง โดยใช้ดอก ยอดอ่อนหรือใบอ่อนมารับประทานโดยอาจนำไปประกอบอาหาร หรือรับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกก็ได้ ใช้แก้ปะดงเลือด โดยการนำแก่นและลำต้น แช่กับน้ำดื่ม ใช้แก้ปัสสาวะขัดโดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม รักษารอยแตกของส้นเท้า โดยนำน้ำยางจากต้นมาทาบริเวณที่เป็น ใช้แก้โรคผิวหนังต่างๆ โดยนำเปลือกต้นหรือใบ นำมาตำแล้วผสมกับน้ำมันมะพร้าว ใช้ทาบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีรายงานการศึกษาวิจัยถึงการศึกษาสมบัติในการต้านสารอนุมูลอิสระของส่วนสกัดหยาบจากใบติ้วขาว พบว่าสารสกัดหยาบมีสมบัติในการต้านสารอนุมูลอิสระได้เมื่อทดสอบโดยวิธี DPPH scavenging assay โดยมีค่า IC50อยู่ที่ 28.77 ± 2.57 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีรายงานการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากรากของต้นติ้วขาว ว่าพบสารในกลุ่มแซนโทนใหม่ 3 สารคือ formoxanthone A-C โดยที่สาร formoxanthone A และ C มีสมบัติในการยับยั้วเชื้อแบคทีเรียทั้งชนิดแกรมบวกและแกรมลบได้แก่ Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Enterococcus faecalis และ Salmonella typhi

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาทางเภสัชวิทยาในต่างประเทศพบว่าติ้วขาวมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่างๆ ดังนี้

มีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ แก้ไขสภาวะเครียดออกซิเดชั่นในหนูเลือด และต้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ยับยั้งการเหม็นหืนของอาหาร ได้อีกด้วย

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ติ้วขาวเป็นผักพื้นบ้านของไทยและมีการนำมาบริโภคเป็นอาหารมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว ดังนั้นในเรื่องการนำมาบริโภคเป็นอาหารจึงไม่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายได้ แต่ในการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาอาการต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีไม่ควรที่พอดี ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะนำติ้วขาวมาใช้เป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นติ้วขาว จัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง มีความสูงของต้นเฉลี่ยประมาณ 3-12 เมตร และอาจสูงได้ถึง 35 เมตร เรือนยอดเป็นทรงพุ่มกลม โคนต้นมีหนาม กิ่งก้านเรียว ส่วนกิ่งอ่อนมีขนนุ่มอยู่ทั่วไป เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลแดง แตกล่อนเป็นสะเก็ด ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีน้ำตาลแกมเหลือง ลำต้นมีน้ำยางสีเหลืองปนแดงซึมออกมาเมื่อถูกตัดหรือเกิดแผล ขยายพันธุ์วิธีการใช้เมล็ด เป็นต้นไม้ที่ทนแล้งได้ดี พบได้ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทางภาคใต้ตอนเหนือ โดยจะขึ้นตามป่าดิบแล้ง ป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง ป่าตามเชิงเขา และตามป่าเบญจพรรณ

ใบติ้วขาว ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปวงรีแกมรูปไข่กลับ หรือเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบสอบเรียบ ส่วนขอบใบโค้งเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-4.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-13 เซนติเมตร ผิวใบทั้งสองด้านมีขนละเอียด ใบเมื่ออ่อนจะเป็นสีชมพูอ่อนถึงสีแดง เรียบและเป็นมันวาว โดยในช่วงฤดูหนาวจะเห็นเรือนพุ่มทั้งหมดเป็นสีชมพูอ่อน ใบแก่เป็นสีเขียวสด เรียบ เกลี้ยง หลังใบบนเป็นมัน ส่วนท้องใบมีต่อมกระจายอยู่ทั่วไป ใบแก่เป็นสีแดงหรือสีแสด มีเส้นข้างใบประมาณ 7-10 คู่ โดยจะโค้งจรดกันใกล้ขอบใบ และมีก้านใบยาวประมาณ 0.6-1.6 เซนติเมตร

สรรพคุณของตะขบฝรั่ง

ตะขบฝรั่งเป็นพืชที่ในทวีปอเมริกากลางบริเวณ ทางตอนเหนือของเม็กซิโก ในแถบทะเลแคริบเบียน รวมถึงทวีปอเมริกาใต้ฝั่งตะวันตกจนถึงเปรูและโบลิเวีย ต่อมาจึงมีการแพร่กระจายพันธุ์ทั่วไปในแถบประเทศอบอุ่น และเขตร้อนทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยสามารถพบตะขบฝรั่งได้ทั่วทุกภาคของประเทศตามชุมชนบ้านเรือนทีรกร้าง

เครดิตฟรี

ตามป่าต่างๆโดยที่พบตามบ้านเรือนทั่วไปมักจะถูกปลูกไว้เป็นไม้ประดับ เนื่องจากทั้งนี้ตะขบถือเป็นอาหารที่นกหลายชนิดชื่นชอบจึงทำให้ตะขบแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง

ประโยชน์และสรรพคุณตะขบฝรั่ง

ผลสุก มีรสหวานเย็นหอมสามารถ ใช้รับประทานเป็นผลไม้สดได้ และยังใช้เป็นอาหารของนกและสัตว์หลายชนิด ในปัจจุบันยังมีการนำผลสุกของตะขบฝรั่งมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ใช้นำมาหมักไวน์ตะขบ ซึ่งจะให้รสหวาน กลิ่นหอมและให้แอลกอฮอล์เช่นเดียวกันกับไวน์ผลไม้ชนิดอื่นๆ หรือใช้ไปทำเป็นแยมได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการนำส่วนต่างๆ ของตะขบฝรั่งมาใช้ประโยชน์ต่างๆ อีกเช่น ใบสดนำมาต้มเอาเฉพาะน้ำที่ให้สีเขียวเข้ม ใช้ย้อมผ้า แต่ต้องเติมสารส้มเพื่อช่วยยึดติดสีด้วย เยื่อไม้ของตะขบฝรั่งสามารถนำมาใช้ทำกระดาษได้ ส่วนเนื้อไม้สามารถนำไปใช้ในงานช่าง หรือนำไปทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนได้อีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของตะขบฝรั่งตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ราก มีรสฝาด ใช้ขับเสมหะ ช่วยกล่อมเสมหะ และอาจม เป็นยาขับเหงื่อ แก้โรคผิวหนัง และผื่นคันตามตัว เนื้อไม้ ใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง บิดมูกเลือด ใช้เป็นยาแก้ตานขโมย

เปลือกต้น มีรสฝาดใช้เป็นยาระบาย รักษาอาการปวดเมื่อยตามตัว แก้โรคเหน็บชา รักษาอาการปวดข้อ แก้เส้นเอ็นพิการ ดอก มีรสฝาด แก้ปวดศีรษะ แก้หวัด ลดไข้ แก้ปวด แก้อักเสบ ใบ มีรสฝาดเอียด ใช้เป็นยาขับเหงื่อ ผลสุก มีรสหวานเย็นหอม มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ แก้ท้องร่วง แก้บิด

สล็อต

นอกจากนี้ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังระบุไว้ว่า ตะขบฝรั่งมีแร่ธาตุที่จำเป็น และเป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูง เช่น แคลเซียม ไพแทสเซียม ทำให้สามารถช่วยในการดูดซับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ ลดความเสี่ยงของอาการหลอดเลือดสมองแตก ช่วยทำให้ระบบการทำงานของต่อมลูกหมากดีขึ้น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด รวมไปถึงการปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อม และช่วยดูแลหัวใจ

ลักษณะทั่วไปตะขบฝรั่ง

ตะขบฝรั่งจัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร ลำต้นตั้งตรงผิวเรียบมีเปลือกลำต้นบางสีเทา กิ่งแผ่สาขาจำนวนมากขนานกับพื้นดิน ตามกิ่งอ่อนและบริเวณยอดมีขนนุ่มปกคลุม และปลายเป็นตุ่ม เมื่อสัมผัสบริเวณยอดอ่อนจะรู้สึกเหนียว ใบออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันบนกิ่ง ใบเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ปลายใบแหลม โคนใบมน ใบกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แผ่นใบทั้งสองด้านมีขนปกคลุม เมื่อจับจะรู้สึกนุ่ม และเหนียวหนืดมือ ด้านบนของใบเป็นสีเขียวเข้มมีเส้นใบ 3-5 เส้น แต่จะมองเห็นเส้นใบไม่ชัดเจน ส่วนด้านล่างใบมองเห็นเส้นใบนูนเด่นชัดเจน ก้านใบสีเขียว นาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว บางทีออกดอกเป็นคู่ตามซอกใบ เป็นดอกชนิดสมบูรณ์เพศ

กลีบดอกมีลักษณะเป็นวงกลมมีสีขาวใน 1 ดอก จะมีกลีบประมาณ 4-6 กลีบ กลีบดอกเรียงเป็นวงมีลักษณะแยกกลีบกัน มีลักษณะเป็นรูปไข่หรือป้อมๆ เมื่อดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และมีก้านดอกยาว 1.5-1.6 เซนติเมตร ผลเป็นทรงกลม ผิวบางเรียบ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.75-1.5 เซนติเมตร ผลมีหลายสี มีตั้งแต่สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีชมพู แต่เมื่อผลสุกจะมีสีแดงสด มีรสชาติหวาน (ความหวานวัดได้ 18-19 องศาบริกซ์) กลิ่นหอม ใน 1 ผลมีเมล็ดแบนขนาดเล็กๆ ประมาณ 5000-6000 เมล็ด และมักจะเกิดการร่วงได้ทุกระยะเนื่องจากขั้วของผลตะขบจะอ่อนและไม่แข็งแรง

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์ตะขบฝรั่ง

ตะขบฝรั่งสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ดโดยในธรรมชาติทั่วไปจะเป็นการขยายพันธุ์โดยอาศัยสัตว์ต่างๆโดยเฉพาะนก มากินผลของตะขบฝรั่งแล้วบินไปถ่ายมูลในบริเวณพื้นที่ต่างๆจากนั้นเมล็ดที่อยู่อยู่ในมูลของนกก็จะเจริญขึ้นเป็นต้นต่อไป ส่วนตะขบฝรั่งที่ปลูกตามบ้านเรือนต่างๆ ก็มักได้มาจากกล้าตะขบฝรั่งที่หาได้จากในป่าตามที่รกร้างหรือบริเวณใกล้ต้นแม่ หรืออาจจะได้มาจากการเพาะเมล็ดตะขบฝรั่งเองด้วย
สำหรับกล้าตะขบฝรั่งที่จะใช้ปลูกควรมีความสูงของลำต้นประมาณ 20-30 ซม. เพื่อให้กล้าสามารถตั้งตัวได้เร็ว ส่วนหลังการปลูก ก็แค่คอยให้น้ำและกำจัดวัชพืชหลังปลูกในช่วงแรกเพื่อให้ต้นตั้งตัวได้เท่านั้น ทั้งนี้ตะขบฝรั่งเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน และมีความทนต่อความแห้งแล้งได้ดี รวมถึงไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ และยังเป็นพืชที่สามารถออกดอกและติดผลได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย
ตะขบฝรั่ง

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของผลสุกของตะขบฝรั่ง พบว่ามีสาระสำคัญ เช่น Lycopene , Anthocyanin , Ellagic acid , Gallic acid ส่วนในใบของตะขบฝรั่งพบสารต่างๆ เช่น Quercetin , Rutin , Fisetin เป็นต้น

นอกจากนี้ ผลสุกของตะขบฝรั่งยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของตะขบ (100 กรัม)

สารอาหาร ปริมาณ

พลังงาน กิโลแคลอรี่ 92.00

น้ำ (กรัม) 76.00

ใยอาหาร (กรัม) 6.30

ไขมัน (กรัม) 0.40

คาร์โบไฮเดรต (กรัม) 21.30

โปรตีน (กรัม) 2.00

โซเดียม(มิลลิกรัม) 12.80

โพแทสเซียม (มิลลิกรัม) 773.00

แคลเซียม (มิลลิกรัม) 108.00

ฟอสฟอรัส (มิลลิกรัม) 51.70

เหล็ก (มิลลิกรัม) 1.20

วิตามิน บี 1 (มิลลิกรัม) 0.03

วิตามิน บี 2 (มิลลิกรัม) 0.04

ไนอะซิน (มิลลิกรัม) 0.40

วิตามิน ซี (มิลลิกรัม) 86.00

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้เป็นยาระบาย โดยใช้เปลือกต้นสด หรือแห้ง ประมาณ 1 ฝ่ามือสับเป็นชิ้นต้มในน้ำเดือด 1 ลิตร ประมาณ 15 นาที กรองเอาน้ำดื่ม ใช้แก้ปวดศีรษะ ลดไข้ แก้หวัด ปวดเกร็งในระบบทางเดินอาหาร และลดไข้โดยใช้ดอกแห้ง 3-5 กรัม ชงเป็นน้ำชาดื่ม ใช้รักษาอาการท้องเสีย ท้องร่วง ช่วยย่อยอาหาร ขับระดูในสตรี บรรเทาอาการไอ โดยใช้รากหรือเปลือกลำต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บรรเทาอาการไอ เจ็บคอ ใช้เป็นยาระบาย โดยใช้ใบแห้งต้มกับน้ำดื่มหรือใช้ชงแบบชาดื่มก็ได้ ใช้รักษาโรคผิวหนังผดผื่นคันตามตัว โดยใช้รากเปลือกลำต้นกับน้ำอาบ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหารมีการศึกษาวิจัยถึงกลไกการออกฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหารของสารสกัดเมทานอลจากใบตะขบฝรั่ง (Muntingia calabura L.; MEMC) ในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วยวิธีการผูกที่รอยต่อระหว่างกระเพาะอาหารกับลำไส้เล็ก (pylorus ligation) โดยการแบ่งหนูเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 6 ตัว กลุ่มที่ 1 – 5 จะได้รับ 8% Tween 80 (ชุดควบคุมผลลบ), ยารักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร ranitidine ขนาด 100 มก./กก. (ชุดควบคุมผลบวก), หรือ MEMC ขนาด 100, 250 หรือ 500 มก./กก. ตามลำดับ โดยการป้อนให้กินวันละครั้ง เป็นเวลา 7 วัน จากนั้นจึงเหนี่ยวนำให้หนูเกิดแผลในกระเพาะอาหาร จากผลการทดลองพบว่า MEMC สามารถลดขนาดของแผลในกระเพาะอาหาร

slot

โดยทำให้การหลั่งกรดในกระเพาะลดลง และ MEMC ที่ขนาด 100 และ 500 มก./กก. สามารถลดความเป็นกรดภายในของกระเพาะอาหารด้วย นอกจากนี้หนูที่ได้รับ MEMC ทุกขนาด ยังมีสารเมือกในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น แต่ประสิทธิภาพในการปกป้องกระเพาะยังต่ำกว่ายา ranitidine เล็กน้อย ส่วนการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ พบว่า MEMC มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ต้านการอักเสบสูง การศึกษาทางเคมีพบว่า MEMC มีสารในกลุ่มแทนนิน และซาโปนินอยู่สูง รวมทั้งมีสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ด้วย ทำให้สามารถสรุปได้ว่า MEMC ออกฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหารผ่านหลายกลไก นั้นคือ การยับยั้งการหลั่งกรด ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านการอักเสบ

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาในต่างประเทศหลายฉบับยังระบุว่า ส่วนต่างๆของตะขบฝรั่งมีฤทธิ์ของเภสัชวิทยา เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ , ฤทธิ์ต้านการอักเสบ , ฤทธิ์ลดระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผลสุกของตะขบฝรั่งมีรสหวานมาก ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรรับประทานแต่น้อย
ในการใช้ส่วนต่างๆ ของตะขบฝรั่งเพื่อเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาอาการต่างๆตามสรรพคุณนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำก่อนที่จะใช้ตะขบฝรั่งมาเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาอาการต่างๆนั้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

สรรพคุณของต้นขจร

ขจรเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในบริเวณเขตร้อนของทวีปเอเชีย เช่น จีนตอนใต้ อินเดีย เวียดนาม ลาว พม่า และไทย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทย ถือได้ว่าขจรเป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีการนำมาประกอบอาหารรับประทานมาตั้งแต่อดีตแล้ว และยังเป็นพืชผักที่สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะพบได้ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบชื้น ป่าละเมาะ ป่าเต็งรัง รวมถึงตามที่รกร้างทั่วไปและตามริมแม่น้ำลำคลองต่างๆ

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณขจร

ดอกขจรนอกจากจะมีความหอมแล้วยังสามารถกินได้อีกด้วยอีกทั้งมีรสอร่อย คนไทยจึงใช้ดอกขจรปรุง อาหาร ทำแกงจืด ดอกขจร แกงส้มดอกขจร ดอกขจรผัดไข่ ยำดอกขจร หรือต้มกับกะทิกินต่างผัก นอกจากดอกแล้ว ยอด ผลอ่อน และใบอ่อน ก็สามารถนำมารับประทานได้เช่นกัน เช่น ใช้แกงผักรวม ดอกและผลอ่อนใช้ต้มลวกกิน กับน้ำพริกได้ และในสมัยก่อนจะมีการทำขนมดอกขจร โดยจะนำดอกขจรมานึ่งให้สุก ผสมกับมะพร้าวอ่อนหรือมะพร้าวแก่ขูดฝอย นำมาปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย งา และเกลือเล็กน้อย

นอกจากนี้ในมลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกายังมีการใช้ดอกขจรในการร้อยมาลัยคล้องคอที่เรียกว่า “เลย์ส หรือ lais” ใช้ในงานพิธีกรรมต่างๆ ของท้องถิ่นอีกด้วย

นอกจากการใช้ประโยชน์เพื่อการรับประทานแล้ว ขจรยังมีการนำไปปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับอีกด้วย เพราะดอกมีกลิ่นหอมมีสีเหลือง เวลาบานจะเป็นช่อสวยงาม มีเถาเลื้อยได้ยาว แตกกิ่งมาก จึงนิยมปลูกจึงมีการปลูกเพื่อทำซุ้มสำหรับให้ร่มเงา และเป็นไม้ประดับ

ส่วนสรรพคุณทางยาของขจรนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ลำต้นช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร ขับปัสสาวะ ขับสารพิษ แก้อาการท้องเสีย รากมีรสเย็นเบื่อ บำรุงเลือด ทำให้อาเจียน ขับปัสสาวะ ถอนพิษเบื่อเมา ทำให้อาเจียน แก้โลหิตเป็นพิษ ดอกขจร มีรสเย็น กลิ่นหอม ช่วยบำรุงปอด บำรุงหัวใจ บำรุงสายตา บำรุงตับ บำรุงฮอร์โมนของสตรี บำรุงโลหิต ลดไข้ แก้เสมหะ แก้อาการหวัด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องผูก ช่วยเจริญอาหาร แก้หน้ามืดตาลาย แก้อาเจียน ยอดอ่อน และผลอ่อน ช่วยบำรุงสายตา บำรุงตับ บำรุงปอด แก้เสมหะเป็นพิษ ราก บำรุงเลือด ทำให้อาเจียน ขับปัสสาวะ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปขจร

ขจรจัดเป็นไม้ประเภทเถาเลื้อยขนาดเล็กเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น ซึ่งเถายาวจะสามารถเลื้อยยาวได้มากกว่า 3 – 10เมตร และเถาจะแตกกิ่งจำนวนมาก เถาอ่อน และกิ่งอ่อนมีลักษณะกลม เปลือกเถาสีเขียว แต่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเทา ผิวเป็นตะปุ่มตะป่ำ และจะมีน้ำยางสีใสไหลออกมา ปลายเถาหรือปลายกิ่งมีขนอ่อนปกคลุมซึ่งเถาขจรไม่มีมือเกาะเหมือนไม้เถาเลื่อยอื่นๆ ส่วนเนื้อไม้มีลักษณะแข็ง และเหนียว

ใบเป็นใบเดี่ยวออกบริเวณข้อของเถาโดยจะออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลมยาวเป็นติ่ง กลางใบกว้างส่วนโคนใบมนเว้า ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-8เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-10เซนติเมตร หลังใบและท้องใบเรียบ แผ่นใบบาง เกลี้ยง เป็นสีเขียวสด ใบเป็นคลื่นเล็กน้อยและมีขนอ่อนปกคลุม เส้นใบสามารถมองเห็นได้ชัด มี 5 เส้น ส่วนก้านใบยาวประมาณ 1.5-2เซนติเมตร

ดอกออกเป็นช่อกระจุกแบบซี่ร่ม โดยจะออกตามข้อลำต้น ง่ามใบหรือปลายกิ่ง และจะมีดอกย่อยเรียงกันเป็นกระจุก ช่อดอกมีก้านดอกสั้นสีน้ำตาลอมเทา ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร พวงดอกหรือช่อดอกแต่พวงจะมีดอกย่อยประมาณ 10-20ดอก ดอกย่อยจะแข็งมีกลิ่นหอม และมีสีเขียวอมสีเหลืองหรือสีส้มบริเวณกลางดอกมีสีเขียว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 2เซนติเมตร กลีบดอกมี 5 กลีบ ส่วนโคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ กลีบดอกย่นและบิด ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก

ผลออกเป็นฝัก มีคล้ายฝักถั่วเขียว แต่ยาวกว่า ฝักมีรูปร่างกลม เรียวยาวผิวเกลี้ยง ตัวฝักโค้งเล็กน้อย ปลายฝักแหลม ฝักกว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ฝักอ่อนมีสีเขียว ฝักแก่มีสีน้ำตาล และเมื่อฝักที่แก่เต็มที่จะปริแตกแยกออกเป็น 2 ซีก ภายในฝักมีเมล็ดรูปไข่กว้างลักษณะแบนปลายตัด และมีขนซึ่งจะมีจำนวนมาก

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์ขจร

ขจรสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่นการใช้เมล็ด การปักชำและการแยกราก แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การปักชำกิ่ง เพราะเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และจะทำให้ได้ต้นพันธุ์ที่ออกดอกเร็ว และสามารถแตกกิ่งได้มากใกล้เคียงกับต้นที่ปลูกด้วยเมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้

ตัดเลือกเถาแก่ที่มีขนาดตั้งแต่นิ้วก้อยขึ้นไป และเถามีสีน้ำตาลอมเทา โดยจะตัดยาวประมาณ 20 เซนติเมตร จากนั้น นำมาแช่น้ำยาเร่งราก และน้ำยาป้องกันเชื้อรา ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วจึงนำปักชำในถุงพลาสติกดำ ซึ่งจะใช้ประมาณ 4-6 ท่อน/ถุง หลังจากนั้น นำถุงเพาะชำมาวางเรียงกันในที่แสงรำไร แล้วให้น้ำทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง เมื่อดูแลได้ประมาณ 10-15 วัน ท่อนพันธุ์ก็จะแทงยอด และใบใหม่ออกมาก หลังจากนั้น ดูแลอีกประมาณ 20-30 วัน จึงจะสามารถนำลงปลูกในแปลงดินได้

โดยก่อนจะนำลงปลูกในแปลงดิน ควรเตรียมแปลงดินด้วยการไถพรวน และกำจัดวัชพืชให้หมดก่อน ควรเริ่มปลูกในช่วงต้นฤดูฝน โดยการปลูกควรเว้น ระยะปลูกระหว่างต้น x ระหว่างแถว ประมาณ 25 เซนติเมตร x 2-2.5 เมตร หรือเว้นระยะปลูกระหว่างหลุม x ระยะห่างแถว 2.5 เมตร x2-2.5 เมตร โดยแต่ละหลุมควรปลูก 3-5 ต้น การทำค้างควรทำยาวตามแนวแถวที่ปลูก ด้วยการปักหลักไม้ด้านข้างแถวเป็นระยะๆ ระยะห่างระหว่างหลักประมาณ 2 เมตร แต่ละหลักขึงด้วยเส้นลวดเป็นตาข่าย สำหรับการเก็บดอกขจรจะสามารถเริ่มเก็บได้หลังการปลูกประมาณ 3 เดือน และจะเก็บต่อเนื่องได้นานถึง 8 เดือน

องค์ประกอบทางเคมี

ดอกขจรมีองค์ประกอบทางเคมีหลายชนิด อาทิเช่น Flavonoid , Anthocyanin , Beta – Carotene และ Ascobic acid เป็นต้น นอกจากนี้ดอกขจรยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของดอกขจร (100 กรัม)

พลังงาน 72 แคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 10.6 กรัม
โปรตีน 5.0 กรัม
ไขมัน 1.1 กรัม
ใยอาหาร 0.8 กรัม
วิตามินเอ 3,000 หน่วยสากล
วิตามินบี 1 0.04 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.12 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.17 มิลลิกรัม
วิตามินซี 68 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 70 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 1.0 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 90 มิลลิกรัม
โครงสร้างขจร

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ช่วยบำรุงสายตา บำรุงปอด บำรุงโลหิต บำรุงตับ แก้เสมหะ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อาการหวัด โดยการนำดอกขจรยอดอ่อนหรือผลอ่อนมาประกอบอาหารรับประทานหรือใช้ดอกต้มกับน้ำดื่มก็ได้ ใช้ถอนพิษเบื่อเมา ทำให้อาเจียน ขับปัสสาวะ โดยการใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของขจรหลายฉบับระบุว่า ดอกขจรมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงกระดูก และสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ขจรเป็นผักพื้นบ้านที่คนไทยนิยมนำมาประกอบอาหารทั้งคาว และหวานรับประทานมาตั้งแต่อดีตแล้ว ดังเดิมในการนำมารับประทานเป็นอาหารนั้นจึงไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ แต่ในการนำมาใช้เป็นสมุนไพรนั้น ควรคำนึงถึงความปลอดภัยเช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่น โดยควรใช้ในขนาดที่พอดี ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภพได้ และสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ขจรเป็นสมุนไพรเสมอ

slot

ต้นขจร หรือ ต้นสลิด มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและอินเดีย โดยจัดเป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันกับต้นไม้ชนิดอื่น สามารถเลื้อยพันไปได้ไกลประมาณ 2-5 เมตร เถามีขนาดเล็ก ลักษณะกลมเหนียวมากและเป็นสีเขียว เมื่อแก่เถาขจรจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ตามยอดอ่อนมีขนสีขาวขึ้นปกคลุม แตกใบเป็นพุ่มแน่นและทึบ ทำให้บางครั้งพุ่มของของต้นขจรจะแผ่ปกคลุมต้นไม้อื่นได้มิดเลยทีเดียว ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำและวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ชอบแสงแดดจัด สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยจะขึ้นได้ตามป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าละเมาะ ป่าเต็งรัง

ผลขจร หรือ ฝักขจร ผลมีลักษณะเป็นฝักกลมยาวปลายแหลม (คล้ายฝักนุ่นที่ยังเล็ก) ผิวผลเรียบ ผลเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะแตกออกตะเข็บเดียว ภายในผลหรือฝักมีเมล็ดลักษณะแบนจำนวนมาก และมีปุยสีขาวติดอยู่ที่ปลายเมล็ด เมล็ดปลิวว่อนคล้ายกับนุ่นที่มีเมล็ดเกาะติดกับใยสีขาว โดยจะออกผลในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม

ดอกขจร หรือ ดอกสลิด ออกดอกเป็นช่อแบบกระจุกตามหรือออกเป็นพวง ๆ คล้ายพวงอุบะตามซอกใบหรือโคนก้านใบ โดยในช่อดอกหนึ่ง ๆ จะมีดอกย่อยอยู่ประมาณ 10-20 ดอก ดอกย่อยมีลักษณะแข็งเป็นสีเขียวอมสีเหลือง ดอกมีกลิ่นหอม (หอมแรงกว่าดอกชำมะนาดหรือกลิ่นของใบเตย โดยจะหอมมากในช่วงเย็นถึงกลางคืน) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 1.5 เซนติเมตร กลีบดอกมี 5 กลีบ ส่วนโคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ กลีบดอกย่นและบิด ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 ก้าน ติดอยู่บนหลอดกลีบดอก เชื่อมติดกันเองและเชื่อมติดกับยอดเกสรเพศเมีย แล้วจะเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นชั้นกระบังรอบ ล้อมรอบก้านยอดเกสเพศเมียและเกสรเพศเมียเอาไว้ และมีชุดกลุ่มเรณูอยู่ 5 ชุด ซึ่งมีลักษณะการเกิดคล้ายกับในดอกรัก เกสรเพศเมียจะมีรังไข่ 2 อัน แต่มีก้านยอดเกสรเพศเมียและยอดเกสรเพศเมียร่วมกัน ส่วนกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว มี 5 กลีบ แยกจากกันเป็นอิสระ โดยจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม บ้างว่าจะออกดอกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม

สรรพคุณของเห็ดหูหนู

เชื่อกันว่าเห็ดหูหนูเป็นเห็ดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน เพราะมีการค้นพบบันทึกตำรายาของแพทย์หลวงของจีนที่ใช้รักษาพระราชวงศ์ ซึ่งเป็นตำราที่มีอายุเก่าแก่มากแล้ว โดยในบันทึกได้ระบุถึงการใช้เห็ดหูหนูเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเลือดลม บำรุงพลังหยิน แล้วต่อมาสันนิษฐานว่าเห็ดหูหนูได้ทั่วทุกภาคของประเทศทั้งในธรรมชาติและการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณเห็ดหูหนู

เห็ดหูหนูเป็นเห็ดที่ราคาค่อนข้างถูกกว่าเห็ดชนิดอื่น และสามารถหาซื้อได้ง่าย จึงเป็นที่นิยมบริโภคเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ทางภาคเหนือนิยมนำเห็ดหูหนูมาประกอบอาหาร เช่น นำมาแกงใส่ถั่วฝักยาว ผักชะอม หรือใส่แกงแค ส่วนทางภาคกลางหรือทั่วๆไป นำมาทำยำวุ้นเส้น ใส่ในแกงจืด ยำเห็ดหูหนู ผัดเนื้อไก่ใสขิงใส่เห็ดหูหนู แกงจืดเห็ดหูหนู เป็นต้น

สำหรับสรรพคุณทางยาของเห็ดหูหนูนั้น ตามตำราแพทย์แผนจีนระบุไว้ว่า เห็ดหูหนู มีฤทธิ์ทางยาไม่ร้อน ไม่เย็น รสหวาน วิ่งเส้นลม-ปราณไต (สีดำเป็นสีของไต) เป็นเห็ดที่ได้รับพลังเย็นสะสม ทำให้ลดความร้อน หรือเกิดความเย็นแก่กระเพาะอาหาร ให้เป็นยาบำรุงเลือด บำรุงกำลัง บำรุงธาตุหยินที่ตับและไต ช่วยวิ่งเส้นลมปราณไต บำรุงสมอง ใช้รักษาเลือดออกเนื่องจากเลือดร้อน เช่น อุจจาระเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ประจำเดือนมากผิดปกติ ริดสีดวงทวาร โรคบิด ใช้บำรุงกระเพาะ แก้ริดสีดวง และช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะสำคัญๆ เช่น สมอง หัวใจ ตับ ไต ทำให้มีพลังชีวิตที่เป็นระบบ ช่วยหยุดอาการเส้นโลหิตฝอยแตก ช่วยการไหลเวียนของโลหิต มีผลให้การทำงานและการขับเคลื่อนของลำไส้ดีขึ้น

นอกจากนี้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังมีการศึกษาวิจัยว่า เห็ดหูหนูมีประโยชน์กับผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดแดงแข็งตัว มีนิ่วในถุงน้ำดี นิ่วในไต วัณโรค ไอแห้งๆ อุจจาระเป็นเลือด ช่วยป้องกันมะเร็ง และลดอาการแทรกซ้อนภายหลังจากการฉายรังสี และจากการศึกษาวิจัยยังพบว่า เห็ดหูหนูดำมีน้ำมันยางธรรมชาติและสารใยไฟเบอร์ ช่วยในการระบายขับของเสียในลำไส้ และเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคหัวใจอีกด้วย

ลักษณะทั่วไปเห็ดหูหนู

สล็อต

เห็ดหูหนูจัดเป็นเห็ดในกลุ่มเห็ดราชนิดหนึ่งในตระกูลเห็ดฟันไจ มักจะพบตามตอไม้ขอนไม้ หรือต้นไม้ที่เน่าเปื่อยผุพัง โดยลักษณะของเห็ดหูหนูดำนั้นคล้ายกับใบหู ซึ่งมีทั้งชนิดแบบบางและแบบหนาดอกเห็ดจะเป็นแผ่นใสนิ่มคล้ายวุ้น เป็นรูปพัดไม่มีด้าม ด้านบนของดอกเห็ดมีลักษณะมันเป็นเงา มีสีน้ำตาลปนดำ สีน้ำตาลปนแดง หรือสีขาวนวล (แล้วแต่ชนิด) ส่วนขอบของดอกเห็ดจะมีรอยจีบหรือเป็นลอน

ด้านล่างมีลักษณะเป็นขนละเอียดอ่อนคล้ายกำมะหยี่หรือขนหยาบและมีสีอ่อนกว่าด้านบน บางชนิดมีก้านสั้นๆ ยึดติดกับขอนไม้ตรงกลางดอกหรือค่อนไปข้างใดข้างหนึ่ง เนื้อเยื่อดอกเห็ดมีความยืดหยุ่นคล้ายวุ้นแต่เหนียวกว่า สำหรับขนาดของเห็ดก็แตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิด ซึ่งจะมีขนาดกว้าง ตั้งแต่ 2-15 เซนติเมตร และหนา 1-3 มิลลิเมตร ส่วนสปอร์ของเห็ดหูหนูจะเป็น รูปคล้ายกับไส้กรอก ใส ไม่มีสี ขนาดกว้าง 5-6 ไมโครเมตร ยาว 13-15 ไมโครเมตร มีผิวเรียบ และก้านสปอร์รูปทรงกระบอก

การขยายพันธุ์เห็ดหูหนู

การเพาะเห็ดหูหนู สามารถแบ่งเป็นขั้นตอนใหญ่ๆ ได้ดังนี้

การแยกเชื้อบริสุทธิ์ โดยใช้กรรไกรหรือมีดโกนชุบแอลกอฮอล์ตัดขอบดอกเห็ดโดยรอบ แล้วลอกดอกเห็นออกเป็น 2 ชั้น โดยอย่าให้ส่วนภายในที่ลอกออกมาใหม่ๆ สัมผัสกับสิ่งใดๆ จากนั้นลนเข็มเขี่ยให้ร้อนแดงเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วปล่อยทิ้งไว้พอประมาณ ต่อมาจึงใช้เข็มเขี่ยขูดเอาเนื้อเยื่อส่วนในออกมาเล็กน้อยจากนั้น สอดเนื้อเยื่อที่ตัดไว้เข้าไปวางในจุดใดจุดหนึ่งบนอาหารวุ้นในขวดอาหารแล้วรีบปิดจุกสำลีทันที แล้วให้นำไปบ่มไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิสม่ำเสมอ ปกติอยู่ระหว่าง 22-26 องศาเซลเซียส ห้องบ่มควรเป็นห้องมืด เพราะเส้นใยเห็ดหูหนูขณะเจริญเติบโตไม่ต้องการแสง

สล็อตออนไลน์

เมื่อบ่นเชื้อได้ประมาณ 2-3 วัน จะเริ่มมีเส้นใยสีขาวฟูๆ ออกจากเนื้อเยื่อที่ตัดวางไว้ (ถ้าเกิดบริเวณอื่น แสดงว่าไม่ใช่เชื้อเห็ดหูหนู) ปล่อยให้เชื้อเห็ดเจริญไปประมาณ 5-8 วัน จึงใช้เข็มเขี่ยตัดเอาส่วนปลายของเส้นใยเห็ดพร้อมอาหารวุ้นไปใส่ลงในอาหารวุ้นขวดใหม่ เพื่อจะให้ได้เชื้อเห็ดที่บริสุทธิ์จริง

การทำหัวเชื้อเห็ด โดยนำเมล็ดข้าวฟ่างมาแช่น้ำ 1 คืน น้ำควรเปลี่ยน 2-3 ครั้งเพื่อป้องกันมิให้บูดเน่า ในตอนเช้าให้ล้างเมล็ดข้าวฟ่างที่เตรียมไว้อีกครั้งให้สะอาด เก็บเมล็ดเสียและรีบออกทิ้ง นำไปต้มให้เมล็ดข้าวฟ่างนุ่ม แต่ควรระวังอย่าให้เมล็ดข้าวฟ่างแตก

เทเมล็ดข้าวฟ่างลงในผ้าขาวบาง เกลี่ยบางๆ ใช้ขี้เลื่อยที่มีความชื้นประมาณร้อยละ 60 ใส่ลงไปผสมด้วยประมาณร้อยละ 20 และเติมหินปูนประมาณร้อยละ 0.2 ทั้งนี้เพื่อให้เส้นใยเห็ดคุ้นเคยกับขี้เลื่อย หรือจะใช้เมล็ดข้าวฟ่างเพียงอย่างเดียวก็ได้

หลังจากผึ่งทิ้งไว้จนเย็นพอจับได้ นำมากรอกใส่ขวดที่สะอาด เช่น ขวดแบน กรอกใส่ขวดประมาณ ครึ่งขวด เช็ดปากขวดให้สะอาด อุดจุกสำลี หุ้มสำลีด้วยกระดาษรัดยางอีกชั้นหนึ่ง นำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดันที่ความดันไอน้ำ ประมาณ 15-20 นาที ทิ้งให้เย็นและก่อนที่จะเขี่ยเชื้อเห็ดลงไป ต้องเขย่าขวดจนเมล็ดข้าวฟ่างกระจาย เพื่อให้ความชื้นกระจายไปทั่วๆ ทั้งขวด และป้องกันขวดแฉะ

หลังจากนั้นเขี่ยเชื้อเห็ดบริสุทธิ์จากอาหารวุ้นใส่ลงขวด โดยเชื้อเห็ดจะเจริญจนเต็มขวดและใช้เป็นหัวเชื้อได้ภายในเวลาประมาณ 10-20 วัน แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 15 วัน เพราะเส้นใยจับกับแน่น ยากแก่การเขี่ยเชื้อ

การเพาะเห็ดหูหนู สูตรอาหารในการเพาะเห็ดหูหนูที่แนะนำให้ใช้ โดยทั่วไปจะประกอบด้วย ขี้เลื่อยแห้ง 100 กิโลกรัม รำละเอียด 3-5 กิโลกรัม ข้าวโพดป่น 3-5 กิโลกรัม แป้งข้าวสาลีหรือน้ำตาลทราย 1-2 กิโลกรัม และหินปูน 0.5-1 กิโลกรัม (ไม่ใส่ก็ได้)

jumboslot

โดยผสมขี้เลื่อย รำละเอียด ข้าวโพดป่น แป้งข้าวสาลีหรือน้ำตาลทรายและหินปูนให้เข้ากัน ใส่น้ำลงไปทีละน้อย คลุกจนเปียกพอดีโดยลองกำดู ถ้ามีความรู้สึกว่าชื้นที่มือ เมื่อแบมือออกขี้เลื่อยจับกันเป็นก้อนแสดงว่าใช้ได้แล้ว แล้วนำมาบรรจุในถุงพลาสติกทนร้อนที่ใช้เพาะเมล็ดลงไปประมาณ 1 กิโลกรัม บรรจุให้แน่นพอประมาณ เมื่อบรรจุจนเกือบถึงบริเวณที่จะใส่คอขวดพลาสติก ควรอัดให้แน่นแล้วจึงสวมคอขวดพร้อมกับดึงถุงพลาสติกพับกลับทับคอขวด รัดยางให้แน่น อุด้วยสำลี หุ้มด้วยกระดาษและฝาครอบคอขวดหรือปิดด้วยจุกประหยัดเสร็จแล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งสำหรับนึ่งถุงขี้เลื่อยที่อุณหภูมิ 95-100 องศาเซลเซียส นาน 3-4 ชั่วโมง เมื่อครบเวลารอให้อุณหภูมิลดลง 80-85 องศาเซลเซียส แล้วจึงเปิดฝาหม้อนึ่งความดัน นำถุงขี้เลื่อยที่นึ่งออกมา ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำเข้าห้องใส่เชื้อ แล้วนำหัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่างที่เตรียมไว้เขย่าให้เมล็ดข้าวฟ่างร่วนและลนปากขวดหัวเชื้อเห็ดด้วยตะเกียงแอลกอฮอล์ เทเมล็ดหัวเชื้อประมาณ 10-15 เมล็ดใส่ในถุงขี้เลื่อยที่เตรียมไว้ หลังจากใส่เชื้อแล้วนำไปบ่มเชื้อในโรงเลี้ยงเส้นใยเห็ด อุณหภูมิธรรมดาและมีอากาศถ่ายเทสะดวก เส้นใยเห็ดจะเจริญเติบโตถุงขี้เลื่อยใช้เวลา 25-30 วัน

การทำให้ออกดอก เมื่อเส้นใยเห็ดเจริญเต็มถุง ให้ดึงคอขวดออก แล้วปิดปากถุง และใช้มีดบางๆ หรือคัดเตอร์กรีดข้างถุงให้เป็นแนวเฉียงยาวลงสลับกันไปจนรอบถุง จากนั้นจึงนำถุงเห็ดไปวางบนชั้น หรือแขวนในโรงเรือนเห็ด การรดน้ำควรใช้เครื่องฉีดชนิดพ่นฝอยฉีดให้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งต่อวัน

การเก็บผลผลิต ถุงขนาด 1 กิโลกรัมจะให้ผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 400-700 กรัม ใช้เวลาเก็บประมาณ 2 เดือน ถึง 2 เดือนครึ่ง โดยจะพบว่า ดอกเห็ดหูหนูระยะแรกขอบจะหนาและโค้งคล้ายถ้วย เมื่อเจริญเต็มที่แล้ว ขอบของดอกเห็ดจะบางโค้งเป็นลอนถ้าดึงจะหลุดได้ง่าย ในระยะนี้เป็นระยะที่เก็บได้ การเก็บเมื่อดอกเห็ดโตเต็มที่พร้อมกันแล้ว ใช้มือรวบแล้วดึงเบาๆ นำมาตัดก้านพร้อมทั้งเศษวัสดุที่ติดมาด้วยออกทิ้ง

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของเห็ดหูหนูพบว่า มีสารสำคัญต่างๆมากมายอาทิเช่น Licithin, D-Mannanm Glueuronic acid,Sphingomyelin, glutamic acid , adenosine , Cephalin, Ergosterol ,Methyl pentose

นอกจากนี้เห็ดหูหนูยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของเห็ดหูหนู (100 กรัม)

พลังงาน 25 กิโลแคลอรี่
คาร์โบไฮเดรต 6.75 กรัม
โปรตีน 0.48 กรัม
ไขมัน 0.04 กรัม
ใยอาหาร 70.1 กรัม
โซเดียม 9 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 43 มิลลิกรัม
แคลเซียม 16 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.56 มิลลิกรัม
แมทนิเซียม 25 มิลลิกรัม
สังกะสี 0.66 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม
วิตามิน บี 1 0.008 มิลลิกรัม
วิตามิน บี 2 0.2 มิลลิกรัม
วิตามิน บี 3 0.07 มิลลิกรัม
วิตามิน บี 9 19 ไม่โครกรัม
วิตามิน ซี 0.38 มิลลิกรัม

slot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ในการใช้เห็ดหูหนูเป็นสมุนไพรนั้นส่วนมากแล้วจะเป็นการใช้ประกอบอาหาร เพื่อให้มีรสชาติที่ดี รับประทานได้ง่ายและได้สรรพคุณอย่างเดิมทีแต่ก็มีการใช้เป็นสมุนไพรโดดอยู่บ้างเหมือนกัน ซึ่งทางการแพทย์แผนจีนจะมีวิธีใช้เห็ดหูหนูเป็นอาหารในการบำบัดรักษาโรคดังนี้

ใช้ทำเป็นโจ๊กเห็ดหูหนู เพื่อแก้เลือดจาง ไอเป็นเลือด อ่อนเพลีย หอบหืด ช่วยขับนิ่วในถุงน้ำดี และนิ่วในทางเดินกระเพาะปัสสาวะ ใช้ทำเห็ดหูหนูดำตุ่นน้ำตาลกรวด เพื่อรักษาความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง วัณโรค หลอดเลือดแข็งตัว ขับของเสียในลำไส้ บำรุงให้ผิวพรรณชุ่มชื้นสวยงาม

นอกจากนี้ก็ยังมีการใช้เห็ดหูหนูเป็นสมุนไพรอีกเช่น รักษาโรคความดันโลหิตสูงหรือเส้นเลือดแข็งตัว โดยใช้เห็ดหูหนู ประมาณ 3 กรัม แช่น้ำได้ 1 คืน แล้วนำมานึ่งประมาณ 1-2 ชั่วโมง ใส่น้ำตาลกรวดลงผสมกัน ใช้รับประทานก่อนนอนวันละครั้ง ใช้แก้อาการท้องผูก และริดสีดวงทวารด้วยการใช้เห็ดหูหนู 3-6 กรัม และลูกพลับอบแห้ง 30 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำดื่มและรับประทาน รักษาอาการตกเลือดในสตรี หรือประจำเดือนมามากผิดปกติ โดยใช้เห็ดหูหนูอบแห้งบดให้เป็นผง ใช้ชงกับน้ำรับประทานครั้งละ 3-6 กรัม วันละ 2 ครั้ง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ระบุว่าเห็ดหูหนูดำมีฤทธิ์ต้านมะเร็งในหลอดทดลองได้ โดยมีการสันนิฐานว่า กรดกลูตามิคที่พบในเห็ดหูหนูน่าจะเป็นสารออกสารฤทธิ์สำคัญที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้

นอกจากนี้จากงานวิจัยฉบับอื่นๆ ยังระบุผลการศึกษาว่าเห็ดหูหนูมีฤทธิ์ต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด เพราะพบสารอะดีโนซีน ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่มีในกระเทียมและหอมหัวใหญ่ โดยเมื่อทานไปแล้วจะช่วยลดความเหนียวข้นของเลือดทำให้เลือดไม่เป็นลิ่มเลือดไปอุดตันเส้นเลือดหัวใจ และยังมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด ฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในทางการแพทย์แผนจีนระบุถึงข้อควรระวังในการบริโภคเห็ดหูหนู ว่าอาหารเหล่านี้มีลักษณะทำให้เกิดความชุ่มชื้น ความเย็น คนที่ระบบการ ย่อยอาหาร หรือมีภาวะของร่างกายค่อนไปทางเย็นมากๆ ต้องระมัดระวังไม่ควรกินมากและไม่ควรกินในช่วงกลางคืน
เห็ดหูหนูมีสารอะดีโนซีน ซึ่งเป็นสารต้านการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ดังนั้นผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเกาะตัวของเลือดควรหลีกเลี่ยงการบริโภค
เด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เห็ดหูหนูเป็นสมุนไพรรักษาโรคเสมอ เพราะสารบางตัวในเห็ดหูหนูดำอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้

ประโยชน์ดีๆของลีลาวดี

ลีลาวดีเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิด ในทวีปอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ซึ่งได้สำรวจพบครั้งแรกโดย ชาลส์ ปลูมีเย นักสำรวจพรรณไม้ และนักเขียนชาวฝรั่งเศส โดยในปัจจุบันสามารถแบ่งประเภทของลีลาวดีได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Plumeria rubra (พันธุ์ดอกหลากสี ปลายใบแหลม)และ Plumeria obtusa (พันธุ์ดอกสีขาวปลายใบมน)

เครดิตฟรี

สำหรับประวัติของลีลาวดีในประเทศไทยนั้น มีการพบหลักฐานการจดบันทึก ประวัติพ่อขุนผาเมืองที่รวบรวมไว้โดยเจ้าอาวาสวัดตาล อ. หล่มสัก จ. เพชรบูรณ์ ที่มีบันทึกว่า พ่อขุนผาเมืองที่ขณะนั้นได้รวบรวมกองทัพขับไล่ขอมที่เรืองอำนาจได้สำเร็จ เมื่อความทราบถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็ทรงเกรงว่าพ่อขุนผาเมืองจะกลายเป็นเสี้ยนหนามที่สำคัญ จึงยกพระธิดาให้เป็นพระชายา ซึ่งทั้งสองพระองค์ได้ปลูกต้นจำปาขอมสองต้นเพื่อบูชาพระธาตุขึ้น ปัจจุบันก็คือ พระธาตุพ่อขุนผาเมือง อ. หล่มสัก จ. เพชรบูรณ์

ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ กล่าวถึงลีลาวดีในสมัยกรุงศรีอยุธยาว่า เป็นไม้ที่ไม่ค่อยนิยมปลูกมากนัก เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง แต่พบลีลาวดีขาว (Plumeria obtusa)ในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ และในบริเวณวัดระศรีรัตนมหาธาตุ จ. ลพบุรี จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นต้นลั่นทมที่มาจากการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ เช่น ฮอลันดา และฝรั่งเศส

ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงปลูกลีลาวดีขาวไว้บนพระนครคีรีหรือเขาวัง จ. เพชรบุรี และสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ทรงปลูกลั่นทมขาวที่นำมาจากอินโดนีเซียที่พระราชวังจุฑาธุชราชฐานบนเกาะสีชัง จ. ชลบุรีอีกด้วยทั้งนี้ปัจจุบันในประเทศไทยสามารถพบลีลาวดีได้ในธรรมชาติทางภาคเหนือและยังสามารถพบลีลาวดีที่มีการนำมาปลูกได้ทั่วทุกจังหวัดของประเทศ

ประโยชน์และสรรพคุณลีลาวดี

ลีลาวดีเป็นดอกไม้ที่มีสีสันสวยงามและยังมีกลิ่นหอมชื่นใจ อีกทั้งทรงพุ่มยังสวยงามไม้สูงมากจนเกินไปจึงมีการนำไปปลูกจัดสวนเพื่อตกแต่งภูมิทัศน์ ตามอาคารบ้านเรือน สถานที่ราชการ สาธารณะต่างๆ และยังมีการนำดอกลีลาวดีมาใช้ในงานพิธีสำคัญต่างๆ มากมายอีกด้วย

สล็อต

นอกจากนี้ยังมีการนำลีลาวดีมาใช้ทำเป็นน้ำหอม ใช้เป็นส่วนผสมของธูปหอมและยังนำมาใช้กลิ่นของลีลาวดีมาใช้ทำสุคนธบำบัดในสปาต่างๆ และในปัจจุบันมีการนำลีลาวดี (P.rubra) มาหรือใช้เป็นส่วนประกอบในครีมทาผิวเพื่อใช้ในการป้องกัน โรคที่เกิดจากเชื้อรา เชื้อไวรัส และรักษามะเร็งผิวหนัง และใช้เป็นส่วนผสมในยารักษาริดสีดวง เป็นส่วนประกอบในบุหรี่เพื่อลดความเป็นพิษของบุหรี่อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของลีลาวดีนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่าสรรพคุณจะคล้ายๆกับต้นขี้เหล็ก ใบใช้รักษาหอบหืด ขับปัสสาวะ รักษาโรคโกโนเรีย แก้ปวด บวม ฟกช้ำ ราก ใช้เป็นยารักษาโรคหนองใน ขับระดู ยาถ่าย แก้โรไขข้ออักเสบ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ทำให้แท้ง เปลือกต้น ใช้เป็นยาถ่าย แก้ไข้ ขับระดู แก้หนองใน แก้ท้องเดิน ขับปัสสาวะ เนื้อไม้ เป็นยาแก้ไอ ขับพยาธิ เมล็ด ขับน้ำเหลือง แก้งูสวัด รักษาแผลซิฟิลิส ทาแผล ยางจากต้น ผสมเป็นยาถ่าย รักษาอาการอักเสบที่ข้อต่อ ใช้เป็นยาแก้ผดผื่นคัน แก้ปวดฟัน แก้หูดที่ผิวหนัง ใช้ทารักษาแผล

ลักษณะทั่วไปลีลาวดี

ลีลาวดี จัดเป็นไม้พุ่มหรือยืนต้นผลัดใบขนาดเล็ก สูง 3-6เมตร แตกกิ่งแผ่กว้าง มีเรือนยอดเป็นรูปร่ม ลำต้นกลม เปลือกสีเทาหรือสีเขียวอมเทา เมื่อลำต้นมีอายุมาก จะเกิดตุ่มนูนทั่วลำต้น อันเนื่องมาจากแผลจากก้านใบที่หลุดร่วงและในทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางสีขาว ส่วนใบและดอกรวมถึงผลจะมีลักษณะแตกต่างกันเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

Plumeria obtuse Lim ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนรอบกิ่งและจะเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ กว้าง 3.5 – 7.7 ซม. ปลายใบกลม โคนใบมนหรือแหลม เนื้อใบหนาและเหนียวคล้ายเป็นแผ่นหนัง มีเส้นใบแบบขนนกเมื่อพลิกดูใต้ใบจะเห็นเป็นเส้นนูนเด่นชัด ดอกออกเป็นแบบช่อกระจุกออกที่ปลายยอด กลีบดอกมีสีขาว ตรงกลางสีเหลือง เชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายดอกแยกเป็น 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ ปลายมนมีกลิ่นหอม ส่วนผลออกเป็นฝักคู่ รูปทรงกระบอก แบนเล็กน้อยกว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 17-18 ซม. เมล็ดเป็นเมล็ดแบนมีปีกสีขาว ยาวประมาณ 2 ซม.

สล็อตออนไลน์

Plumeria rubra Lim ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนรอบกิ่ง และเป็นกระจุกตรงปลายกิ่ง ใบมีลักษณะเป็นรูปวงรี กว้าง 6-8 ซม. ยาว 14-34 ซม. ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปปลิมหรือแหลม มีเส้นใบใต้ใบเป็นเส้นนูนแบบขนนกเห็นได้เด่นชัด ก้านใบยาวได้ถึง 7 ซม. ดอกออกเป็นช่อกระจุกออกที่ปลายกิ่ง กลีบมีหลากสี เช่น ดอกสีขาว ชมพู แดงหรือเหลือง เชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายผายออกเป็นรูปกรวย มี 5 กลีบ เป็นรูปไข่กลับ มีกลิ่นหอม และผลออกเป็นฝักคู่ กว้าง 2-3 ซม. ยาว 10-16 ซม. เมล็ดลักษณะแบน ยาว 1-1.5 ซม. มีปีกสีขาว ยาว 1.6-2.8 ซม.

การขยายพันธุ์ลีลาวดี

ลีลาวดีสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การใช้เมล็ด , การตอนกิ่ง และการปักชำ แต่ในปัจจุบันวิธีที่เป็นที่นิยมในการขยายพันธุ์ลีลาวดี คือ การปักชำ เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่าย และได้จำนวนต้นพันธุ์ที่รอดมากกว่าวิธีอื่น และยังทำให้ลำต้นไม่สูง และทรงก้านไม่แผ่กว้างมาก

โดยมีวิธีการดังนี้ เลือกกิ่งจากต้นที่มีอายุ 1-2 ปี ที่มีความสมบูรณ์ ลักษณะเนื้อไม้แข็งแรง โดยให้ตัดตรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าส่วนยอดอ่อน และควรมีความยาวของกิ่งที่จะนำไปปักชำประมาณ 2 ฟุต ซึ่งควรตัดกิ่งให้อยู่ในมุมที่สูงกว่ารอยแผลของก้านใบเก่าที่ร่วงไป (Growth Tips) เพื่อที่จะให้กิ่งเดิมที่ถูกตัดสามารถแตกกิ่งอ่อนได้จาก Growth Tips ที่เปลี่ยนตาแล้วใช้ปูนขาวป้ายที่แผลรอยตัด จากนั้นนำมาเก็บไว้ที่ร่มประมาณ 4 วัน ให้แผลแห้งก่อนนำมาเพาะชำและเมื่อจะนำไปชำในโรงเพาะชำควรนำ โคนกิ่งที่ตัดไว้จุ่มในน้ำยาเรียกราก

หลังจากนั้นจึงนำกิ่งไปชำในกระถางที่มีดินที่มีฮิวมัสสูงให้โคนกิ่งลึก 2-3 นิ้ว และรอยที่จุ่มน้ำยาควรจะสูงกว่าระดับเหนือดิน 1 นิ้ว จากนั้นคอยรดน้ำให้ชุ่ม และเมื่อถึงพันธุ์ที่รากงอกหรือมีใบจริงผลิออกมา 2-3 คู่ ก็สามารถนำไปปลูกในบริเวณที่ต้องการได้

องค์ประกอบทางเคมี

jumboslot

จากการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของลีลาวดี พบสารในกลุ่ม pentacyclic trterpenoids จากใบของ P.obtuse คือ zamanic acid obtusol 3β,27-dihydroxyurs-12-ene และ 3 β-hydroxyurs-30p-E-hydroxycinnamoyl-12-en-28-oic acid ส่วนสารที่แยกได้จากเปลือกต้นของ P.lancifolia คือ (+)-uleine and (+)-demethoxyaspidospermine และยังพบสารในกลุ่ม trierpenoids คือ α-amyrin β-amyrin lupeol acetate ursolic acid รวมถึง β-sitosterol และอนุพันธ์ 3-O-glucoside ของ β-sitosterol นอกจากนี้ยังพบสาร จากผลของ P.rubra var. alba ได้แก่สารกลุ่ม iridoid glucoside เช่น plumieride ส่วนสารที่แยกได้จากใบสดและเปลือกต้นของ P.obtusa Linn. เป็นสารในกลุ่ม triterpenoids และ Steroids น้ำมันจากดอกของ P.obtusa L. และ P.rubra L. มีสาร benzyl salicylate , benzyl benzoate , palmitic acid , lauric acid , linoleic acid , alkanoic acids, myristic acid ,geraniol , (E)-nerolidol และน้ำมันจากดอกของ P.rubra Linn. มี neryl phenylacetate , eugenol และ linalool นอกจากนี้ยังมี hexadecanoic acid , phenylethyl benzoate และ dodecanoic acid ส่วนดอกของ P.obtusa และเปลือกต้นของ P.rubra L. พบสารในกลุ่ม iridoid ได้แก่ 15-demethylisoplumieride

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้หอบหืด รักษาโรคโกโนเรีย ใช้ขับปัสสาวะ โดยใช้ใบแห้งชงกับน้ำร้อนดื่ม ใช้แก้โรคหนองใน แก้ไขข้ออักเสบ ขับปัสสาวะ ขับระดู แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้ถ่ายพยาธิ โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไอ ขับพยาธิ รักษาแผลในลำไส้ แก้โรคลำไส้อักเสบโดยใช้เนื้อไม้มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ปวดบวมฟกช้ำ โดยใช้ใบสดมาลนไฟแล้วนำมาประคบร้อนบริเวณที่เป็น ใช้ลดไข้ ขับระดู โดยใช้เปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม แก้ผดผื่นโดยใช้ยางจากต้นลีลาวดีผสมกับการบูรและไม้จันทน์โดยทำเป็นยาทาบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด สารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากลำต้นและเปลือกต้น P.rubra มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดเมื่อให้หนูขาวกินขนาด 250 มก./กก. โดยพบว่าน้ำตาลในเลือดลดลงมากกว่า 30%

ฤทธิ์แก้ปวด สารสกัดน้ำร้อนจากลำต้น P.rubra เมื่อทดสอบโดยการฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรในขนาด 10.0 มล./กก. พบว่าสารสกัดน้ำร้อนจากลำต้นขนาด 0.01 มล./มล. มีฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เมื่อทดสอบกับลำไส้ส่วน ileum ของ หนูตะเภา ที่ถูกชักนำให้หดเกร็งด้วย acetyl choline (Ach) histamine และ serotonin (5-HT)

ฤทธิ์ต้านเชื้อราและแบคทีเรีย สารสกัดเมทานอล จากเปลือกต้น P.rubra ความเข้มข้น 0.03% มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Trichophyton mentagrohytes และยีนต์ Candida albicans และสารสกัด 95% เอทานอล จากเปลือกต้นที่ความเข้มขัน 2-3 มคก./มก.มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis และ Staphylococcusalbus และสารในกลุ่ม alkaloids คือ proaporphines Grandine A (a) Grandine B (b) Grandine C (c) phoebegrandine B (d) และ laurelliptine (e) โดย ที่สาร (a) – (d) มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก คือ Bacillus subtilis subtilis และ Staphylococcus aureus และเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ คือ Pseudomonas aeruginosa และ Escherichia coli แต่ไม่มีผลต่อเชื้อรา Aspergillus niger และ Candida albicans ในขณะทีสาร (e) ไม่มี ฤทธิ์ต่อเชื้อที่ทดสอบ ส่วนสกัดเมทานอล จากส่วนรากและลำต้นของ P.acutifolia มีฤทธิ์ต้านยีสต์ Saccharomyces cerevisiae และ Candida lipolytica ที่ดี และมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Aspergillus ochraceous และ Saccharomyces lipolytica ปานกลาง

slot

ฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ สารสกัด 95% เอทานอล จากใบ P.rubra ขนาด 50 มก./มล. มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบเมื่อทดสอบกับท่อนำอสุจิ (vas deferens) ของหนูขาวเพศผู้

ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ สารสกัดเฮกเซน จากส่วนใบ P.rubra มีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ โดยเมื่อทดลองให้ลิง Macacaradiata ทั้ง 2 เพศ กินในขนาด 200 มก./กก. แล้วตรวจสอบไขกระดูกด้วย Micronucleustest และน้ำคั้นจากใบ P.rubra มีฤทธิ์ต้านการเสื่อมสลายของโครโมโซมในเซลล์ไขกระดูกของหนูถีบจักรเมื่อป้อนให้หนูถึบจักรกินในขนาด 25.0 มล./กก. โดยสัตว์ทดลอง จะถูกชักนำให้เกิด micronuclei ด้วย mitomycin C dimethylnitrosamine และ tetracycline

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยความเป็นพิษของลีลาวดี ระบุไว้ดังนี้ ในการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ของสารสกัดเอทิลอะซิเตด จากแกนกลางของเนื้อไม้ของ P.rubra ในเซลล์ CA9KB พบความเข้มข้นที่ออกฤทธิ์ 50% (ED50) คือ 5.0 มคก./มล. (M28119) และการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ของสารสกัดคลอโรฟอร์ม จากเปลือกต้น P.rubra ในเซลล์ LEUK-P388 พบความเข้มข้นที่ออกฤทธิ์ 50% (ED50) คือ 5.0 มคก./มล. ส่วนสกัดเมทานอล จากส่วนรากของ P.rubra แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ CEM-SS และ HT-29 ความเข้มข้นที่ออกฤทธิ์ 50% (CD50) คือ 3.0 มคก./มล.

นอกจากนี้การทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากลำต้น โดยการฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร พบขนาดที่สัตว์ทดลองทนได้สูงสุดคือ 1.0 ก./กก. และการทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดเมทานอล:น้ำ (1:1) จากเปลือกต้นของ P.rubra โดยการฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ พบค่าที่ทำให้สัตว์ทดลองตาย 50% (LD50) คือมากกว่า 1.0 ก./กก.

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ยางสีขาวขุ่นจากต้นลีลาวดีมีความเป็นพิษ โดยสารที่เป็นพิษคือกรด Plumeric acid ซึ่งถ้าหากสัมผัสถูกยางดังกล่าว จะทำให้เกิดผื่นคัน และการอักเสบบวมแดงบริเวณตามผิวหนัง
ในการใช้ส่วนต่างๆ ของลีลาวดีมาเป็นยาสมุนไพร สำหรับบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ตามสรรพคุณที่ระบุไว้นั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีไม่ควรใช้ในขนาดที่มากจนเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันนานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ลีลาวดีเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ นั้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของดาหลา

ดาหลาเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณป่าร้อนชื้นของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย พม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น แต่ในตำราบางฉบับก็กล่าวว่าถิ่นกำเนิดของดาหลาอยู่แถบหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยนั้น คนไทยรู้จักดาหลามานานแล้ว ดังปรากฏหลักฐานต่างๆ เช่น ในวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ ซึ่งแต่งขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยปรากฏชื่อที่เรียกว่า กาลาปรากฏอยู่ในบทชมดง ร่วมกับต้นไม้ป่าชนิดต่างๆ และในหนังสืออักขราภิธานศรับท์หมอปรัดเล พ.ศ.2416 มีการเรียกกาหลาว่า กะลา โดยมีคำอธิบาย ว่า “กะลา : คือ ผักอย่างหนึ่ง ต้นเท่าด้ามพาย ใบเหมือนข่า ปลูกไว้สำหรับกินหน่อ เป็นต้น

ในปัจจุบันสามารถพบดาหลาได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยสามารถพบได้ทั้งในธรรมชาติและพบตามอาคารบ้านเรือน สวนสาธารณะ หรือการปลูกเพื่อจำหน่ายในสวยในไร่แต่จะพบได้มากทางภาคใต้ เพราะคนในภาคใต้นำดาหลามาใช้ประโยชน์มาตั้งแต่ในอดีตแล้ว

ประโยชน์และสรรพคุณดาหลา

มีการนำดาหลามาใช้ประโยชน์ในหลายๆด้าน เช่น หน่ออ่อนและดอกตูม จะมีรสเผ็ดเล็กน้อย นำมาต้มรับประทานกับน้ำพริก หรือใช้ทำแกงเผ็ด แกงกะทิ แกงจืด แกงคั่ว ยำต่างๆหรือจะนำมาหั่นเป็นฝอยผสมในข้าวยำซึ่งเป็นอาหารภาคใต้ หรือจะนำเนื้อในผลมาใช้ใส่แกงส้มก็ได้ นอกจากนี้ยังมีการนำกลีบดอกดาหลามาต้มแล้วชงเป็นเครื่องดื่ม เช่น นำดอกดกหลา หรือบางแห่งก็นำดอกดาหลาไปแปรรูปเป็นไวน์สมุนไพร น้ำสมุนไพร น้ำส้ม

นอกจากนี้ยังมีการนำดาหลามาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับตามอาคารสถานที่ตามบ้านเรือน สถานที่ราชการ สวนสาธารณะต่างๆ เพราะดอกมีสีสันสวยสดใส ดอกมีทรงดอกงดงาม รวมถึงมีความทนทานสามารถอยู่ได้นานหลายวันหลัง ส่วนสรรพคุณทางยาของดาหลานั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ดอก ใช้ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ลมพิษ แก้โรคผิวหนัง แก้เสมหะ แก้ปวดศีรษะ แก้ความดันสูง แก้เลือดออกตามไรฟัน หัว , เหง้า ใช้ต้มกินอาบ แก้โรคประดง ผื่นคันตามผิวหนัง แก้ลมพิษ ต้น , หน่ออ่อน มีรสเผ็ดซ่า ช่วยบำรุงเตโชธาตุ แก้เสมหะในลำคอ แก้ลมแน่นหน้าอก

สล็อต

นอกจากนี้ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังมีการศึกษาวิจัยพบว่าสารออกฤทธิ์ในดอกดาหลายังสามารถช่วยต้านอนุมูลอินสะ ต้านมะเร็งและป้องกันโรคเก๊าท์ได้อีกด้วย

ลักษณะทั่วไปดาหลา

ดาหลาจัดเป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน เหง้านี้จะเป็นบริเวณที่เกิดของหน่อดอกและหน่อต้น ส่วนลำต้นเหนือดินเป็นกาบใบที่โอบซ้อนกันแน่นคล้ายข่า เรียกว่าลำต้นเทียม โดยลำต้นเทียมที่อยู่เหนือดินจะมีสีเขียวเข้มสูงประมาณ 2-5 เมตร ใบออกเป็นใบเดี่ยวมีลักษณะคล้ายใบข่าเป็นรูปทรงยาวเรียว ปลายใบแหลม โคนใบสอบแคบเข้าหาก้านใบ ใบกว้างราว 15-20 เซนติเมตร ยาวราว 30-40 เซนติเมตร ไม่มีก้านใบ ใบเป็นสีเขียวเข้มเป็นมันผิวใบเกลี้ยง ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวเป็นช่องอกขึ้นจากเหง้าใต้ดินก้านดอกมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร และยาว 50-150 เซนติเมตร ส่วนกลีบดอกจะหนา ผิวเรียบเป็นมันวาวคล้ายพลาสติก กลีบดอกด้านนอกมีขนาดใหญ่ แล้วค่อยๆ ลดขนาดลงเข้าสู่ด้านใน ตรงศูนย์กลางดอกเป็นเกสร เกาะติดกันเป็นกลุ่ม ใบประดับรอบนอกแผ่น ใบประดับชั้นใน มีขนาดลดหลั่นกัน เกสรผู้ที่เป็นมันสีเลือดหมูเข้ม ขอบขาวหรือเหลือง เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี 1 อัน อับเรณูสีแดง และเมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดความกว้างประมาณ 10-16 เซนติเมตร ส่วนสีของดอกนั้นขึ้นอยู่กับสายพันธุ์โดยในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4 สายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์ดอกสีชมพูสีแดง สีขาว และสีชมพูอ่อน ผลรูปกลม มีขนนุ่มข้างในมีเมล็ดสีดำหลายเมล็ด

การขยายพันธุ์ดาหลา

ดาหลาสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การแยกหน่อ , การแยกเหง้า , การใช้เมล็ด เป็นต้น แต่วิธีที่เป็นนิยมในปัจจุบันคือการแยกหน่อ โดยมีวิธีการดังนี้

สล็อตออนไลน์

แยกหน่อที่มีความสูงประมาณ 60-100 ซ.ม. ขึ้นไป โดยใช้กึ่งแก่ที่มีในติดอยู่ประมาณ 4-5 ใบ จากนั้นใช้มีดตัดให้มีเหง้า และควรมีรากติดอยู่ด้วย ซึ่งหน่อแก่นี้จะมีหน่อดอกอ่อนๆ ติดมาด้วยประมาณ 3 หน่อ แล้วนำไปในถุงพลาสติก 1 เดือน เพื่อให้หน่อแข็งแรงก่อนนำไปปลูกต่อไป จากนั้นทำการขุดยกร่องสวน โดยใช้แปลงปลูกว้าง 2-3 เมตร ความยาวตามขนาดของพื้นที่ และมีการไถพรวนตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน เก็บวัชพืชออกให้หมด จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม ปลูกลงในหลุมที่เตรียมไว้ แล้วทำการกลบดินให้สูงประมาณ 6 นิ่ว รดน้ำให้และควรหาไม้หลักมาผูกติดกับลำต้นกันต้นโยก สำหรับระยะการปลูกดาหลาจะไม่มีระยะปลูกที่แน่นอน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะปลูกในระยะ 2×2 เมตร

สำหรับในระยะเริ่มแรกของการปลูก ควรรดน้ำให้ชุ่ม วันละ 1 ครั้ง เมื่อต้นดาหลาตั้งตัวได้อาจเว้นระยะห่างของการให้น้ำจากวันละครั้งออกไปเป็นประมาณ 2-3 วันต่อครั้ง

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของดอกดาหลาพบว่า สารสำคัญที่พบในดอกดาหลาคือสารกลุ่ม flavonoids เช่น myricetin, apigenin, luteolin, quercetin , anthocyanins,kaempferol, สารกลุ่ม phenolic เช่น tannic acid, gallic acid, cafeic acid, chlorogenic acid สารกลุ่ม glycosides สารแทนนิน กรดไขมัน เช่น oleic acid , palmitoleic acid , linoleic acid และน้ำมันหอมระเหยเช่น α-pinene , dodecanal เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืด ท้องเสีย โดยใช้กลีบดอกสดหรือแห้ง 10-15 กลีบ มาต้นน้ำดื่ม ใช้แก้ลมพิษและโดยใช้เหง้าใต้ดินโขลกผสมเหล้าโรงแล้วคั้นเอาน้ำมาบริเวณที่เป็น วันละ 2-3 เวลา ใช้แก้ประดง แก้ผดผื่นคันตามตัว โดยใช้เหง้ามาต้มกับน้ำดื่มและใช้อาบด้วย ใช้บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้ลมแน่นหน้าอบ โดยใช้หน่ออ่อน หรือ ดอกมาประกอบอาหารรับประทาน

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งสารสกัดน้ำและสารสกัดเอทานอลจากส่วนดอกมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งเต้านมชนิด MCF-7 และชนิด MDA-MB-231 ได้ดีในขณะที่สารสกัด 50% hydroglycol จากส่วนดอกดาหลา มีฤทธิ์กระตุ้นการตายของเซลล์มะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (melanoma cell) ชนิด B16 ซึ่งพบว่าประสิทธิภาพจะขึ้นกับขนาดและระยะเวลาที่ให้โดยสารสกัดมีผลทำให้เซลล์เกิดการตายแบบ apoptosis ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในการนำไปพัฒนาเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์สำหรับต้านมะเร็งดังกล่าว

ฤทธิ์ต้านจุลชีพสารสกัดน้ำ และสารสกัดเอทานอล จากส่วนดอกมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียหลายชนิด เช่น Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis, Listeria monocytogenes, Escherichia coli, Salmonella typhimurium, และ Pseudomonas aeruginosa โดยมีค่า minimal inhibitory concentrations (MIC) อยู่ในช่วง 30 -100 µg/mL และน้ำมันหอมระเหย จากส่วนดอกก็มีฤทธิ์ต้านจุลชีพหลายชนิดเช่นกัน โดยพบว่ามีฤทธิ์ต้าน S.aureus, B. cereus, Candida albicans และ Cryptococcus neoformans

ฤทธิ์ลดระดับกรดยูริกในเลือดสาร polyphenol และ flavonoidจากดอกดาหลามีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์xanthine oxidase ซึ่งช่วยลดระดับของกรดยูริก (uric acid) โดยมีทดลองในหนูแรทพบว่าเมื่อให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีระดับของกรดยูริกในเลือดสูงด้วย beef broth กินสารสกัดน้ำจากส่วนดอกขนาด 200 มก./กก. เปรียบเทียบผลกับยา allopurinol ขนาด 180 มก./กก. พบว่าสารสกัดดังกล่าว สามารถลดความเข้มข้นของกรดยูริกในเลือดได้แม้ประสิทธิภาพจะน้อยกว่ายามาตรฐานก็ตาม

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทำการทดสอบในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความผิดปกติที่ไขกระดูกด้วยการป้อนน้ำที่มีlead acetate ความเข้มข้น 500 ppm นาน 14 วัน แล้วป้อนสารสกัดเอทานอลจากส่วนดอกดาหลาขนาด 100 มก./กก.น้ำหนักตัว ในหนูพบว่าสารสกัดดังกล่าวทำให้lipid hydroperoxides และ protein carbonyl ที่เพิ่มขึ้นจากการเหนี่ยวนำด้วย lead acetate มีระดับลดลง และทำให้สารต้านอนุมูลอิสระและเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังยับยั้งการท าลายไขกระดูกของ lead acetate ด้วย แสดงให้เห็นว่าดอกดาหลามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีและสามารถปกป้องไขกระดูกจากการถูกทำลายด้วย lead acetate ได้

slot

การศึกษาทางพิษวิทยา

ยังไม่มีการรายงานความเป็นพิษของดาหลา อีกทั้งการรับประทานในรูปแบบของอาหารก็มีความปลอดภัยสูง

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผู้ที่มีประวัติการแพ้ขิง ข่า ไพล หรือพืชในวงศ์ ZINGIBERACEAE (ขิง,ข่า,ขมิ้น,ไพล) ควรเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานดาหลา เนื่องจากเป็นพืชวงศ์เดียวกัน
ดาหลาถือเป็นพืชที่มีการนำมาใช้เป็นอาหารอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน และยังมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงหากนำมารับประทานในรูปแบบของอาหาร แต่ในการนำมาใช้ในรูปแบบของสมุนไพร ก็ควรระมัดระวังของสมุนไพร ก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยอาจใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังรวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ดาหลาเป็นสมุนไพร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของซ่อนกลิ่น

ซ่อนกลิ่นเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้อยู่ในตระกลูของว่านหางจระเข้ โดยเชื่อกันว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมน่าจะอยู่ที่บริเวณเทือกเขาแอนดีส จากนั้นจึงมีการแพร่กระจายพันธุ์ต่อไปในพื้นที่ใกล้เคียง สำหรับซ่อนกลิ่นในประเทศไทยนั้น คาดว่าชาวสเปนเป็นผู้นำมาปลูกในบริเวณหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ก่อนแล้วต่อมาชาวจีนที่ค้าขายอยู่ระหว่างประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เครดิตฟรี

ได้นำเข้ามาที่ประเทศไทยอีกต่อหนึ่ง โดยมีการคาดการณ์ว่ามีน่าจะนำเข้ามาในประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และยังมีการสันนิษฐานว่าเข้ามาก่อนรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ส่วนในปัจจุบันนั้นซ่อนกลิ่นสามารถพบและปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่จะพบมากทางภาคเหนือ ภาคกลางและภาคอีสาน

ประโยชน์และสรรพคุณซ่อนกลิ่น

ซ่อนกลิ่นเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมมากโดยเฉพาะช่วงค่ำจนถึงก่อนรุ่งสาง ซึ่งคนไทยในอดีตมักจะใช้มาประกอบในงานศพ เพราะในอดีตยังไม่มีการฉีดยาฟอร์มาลีนให้กับศพ จึงใช้กลิ่นของดอกซ่อนกลิ่นช่วย ดังนั้นคำนิยมคนไทยจึงมองว่าดอกซ่อนกลิ่นเป็นดอกไม้ที่เป็นมงคล ไม่ควรปลูกไว้ในบ้าน เพราะเชื่อว่าเป็นลางไม่ดีแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้าน แต่สำหรับในต่างประเทศ เช่น อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย กลับเชื่อกันว่า ช่อดอกซ่อนกลิ่น และพวงมาลัยของดอกซ่อนกลิ่น เป็นเครื่องหมายของความสุขสดชื่นและความปรารถนาดี

นอกจากนี้ชาวจีน ยังใช้ดอกซ่อนกลิ่นมาทำให้แห้งเพื่อใช้ปรุงอาหาร เช่น ต้มจืด เป็นต้น และที่สำคัญ ชาวตะวันตกใช้ดอกซ่อนกลิ่นมาสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้เป็นหัวน้ำหอมในแบรนด์ดังระดับโลก เช่น โจมาโลน , ชาแนล , จิวองซี่ เป็นต้น สำหรับสรรพคุณทางยาของซ่อนกลิ่นนั้น เชื่อกันว่า เหง้าและดอกของซ่อนกลิ่น ช่วยลดการอักเสบ และบรรเทาความผิดปกติของกระดูกได้ และกลิ่นของดอกซ่อนกลิ่นยังสามารถช่วยให้ผ่อนคลายอารมณ์ และลดความถึงเครียด ทำให้ใจเย็น ทำให้จิตใจสงบ มีสมาธิ นอนหลับง่าย และยังกระตุ้นกำหนัดได้อีกด้วย

สล็อต

ลักษณะทั่วไปซ่อนกลิ่น

ซ่อนกลิ่นจัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกหรือไม้หัวใต้ดินชนิดหนึ่ง ประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวมีอายุได้ประมาณ 2-3 ปี มีหัวอยู่ใต้ดิน ซึ่งใช้เป็นแหล่งสะสมอาหาร ราก จะเป็นระบบรากฝอยสีน้ำตาลขนาดเล็กมีจำนวนไม่มาก โดยจะมีขนาดสั้นจนถึงยาว และจะยาวได้ถึง 30 เซนติเมตร ลำต้นมีสีเขียวตั้งตรงขึ้นจากอ มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 0.5-1 ซม. สูง 50-70 เซนติเมตร ใบเป็นใบที่เจริญมาจากหัวมีสีเขียวขนาดเล็ก เรียวยาวใบหนา โผล่พ้นดิน แผ่ออกเป็นทรงกลมรอบ ๆ หัว แต่ละใบ กว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร และจะมีหน่องอกออกจากหัวเดิมเป็นหัวใหม่ได้เรื่อย ๆ จนกลายเป็นกอใหญ่ ดอกออกเป็นช่อเดี่ยวแบบช่อเชิงลด โดยดอกย่อยแทงก้านจากลำต้นกางกอขึ้นมาไม่มีก้านแยก ต้นหนึ่งๆ จะมีช่อดอก 20-30 ช่อย่อย และใน 1 ช่อดอกย่อยจะมีดอก 2-3 ดอก โดยที่แต่ละดอกจะยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร และจะเรียงกันเป็นแนวตามกำหนด ซึ่งมีทั้งพันธุ์กลีบดอกขั้นเดียวเรียกว่าดอกลา และพันธุ์กลีบดอก 2 ชั้น เรียกว่าดอกซ้อน ในระยะแรกดอกตูมจะมีสีเขียว และค่อยๆมีขนาดใหญ่ขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีขาวมีสีขมพูเจือบริเวณปลาย ดอกจะเริ่มบานตั้งแต่ตอนเย็นโดยทยอยบานจากโคนตอนล่างของช่อดอกขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อบานเต็มที่จะมีสีขาวครีม นอกจากนี้ดอกซ่อนกลิ่นจะมีกลิ่นหอมแรงมากโดยเฉพาะเวลากลางเย็นและกลางคืน

การขยายพันธุ์ซ่อนกลิ่น

ซ่อนกลิ่นสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้หัว ทั้งวิธีการแยกหัวปลูก การแบ่งหัว และยังสามารถขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อได้อีกด้วย แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในการขยายพันธุ์ในปัจจุบัน คือ วิธีการแยกหัวปลูก โดยมีวิธีการดังนี้ เตรียมการตัดเลือกหัวของซ่อนกลิ่นที่มีขนาดใหญ่ และควรเก็บจากกอี่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป ไม่มีร่องรอยของแมลง และโรคพืช โดยควรเก็บในฤดูแล้งจากนั้น เตรียมดินโดยขุดให้ลึกประมาณ 6-8 นิ้ว ตากดินไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ และใส่ปุ๋ยคอมในอัตรา 200 กก./ไร่ แล้วทำการยกร่อง โดยให้มีระยะห่างกันแปลงละ 30 ซม. และมีความสูงของคันดิน 30 ซม.

สล็อตออนไลน์

สำหรับการปลูก ควรปลูกตอนต้นฤดูฝนประมาณเดือน พ.ค.-ก.ค. ใช้ระยะปลูก 30×30 หรือ 40×40 ซม. และปลูกแบบสลับฟันปลา 1 หัว/หลุม โดยให้หัวโผล่ขึ้นมาประมาณ 1 ใน 3 เพื่อป้องกันไม่ให้หัวเน่า และควรใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมเพื่อเก็บความชื้นและช่วยป้องกันวัชพืชงอกบนแปลง

สำหรับการให้น้ำช่วงแรกควรให้น้ำวันเว้นวัน จากนั้นควรเว้นระยะ 2-3 วันต่อครั้ง (ถ้าฝนไม่ตก) แล้วแต่สภาพดิน โดยซ่อนกลิ่นจะเริ่มออกดอกในช่วงระยะเวลา 80-100 วันหลังจากการปลูก และสามารถออกได้ตลอดทั้งปีและมักออกดอกมากในช่วงฤดูร้อน

รูปแบบและวิธีการใช้

รูปแบบและวิธีการใช้ซ่อนกลิ่นในการช่วยบำบัดรักษาอาการต่างๆ ตามสรรพคุณทางยานั้น ส่วนมากแล้วจะเป็นการใช้น้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นหอมของดอกซ่อนกลิ่น รักษาทางสุคนธบำบัด ดังนั้นจึงไม่ปรากฏข้อมูลในการนำส่วนอื่นๆมาใช้เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาอาการต่างๆ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความวิตกกังวล มีข้อมูลจากกงานวิจัยของกลุ่มนักวิจัยในประเทศอิหร่านพบว่านักเรียนระดับ grade 7 ที่ได้สูดดมน้ำมันหอมระเหยจากดอกซ่อนกลิ่นที่หยดลงบนผ้าเช็ดหน้าซึ่งใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีระหว่างสอบมีความวิตกกังวลน้อยลงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับน้ำมันหอมระเหยจากดอกซ่อนกลิ่น นอกจากนี้มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาอีกฉบับหนึ่งพบว่าน้ำมันหอมระเหยจากดอกซ่อนกลิ่นมีฤทธิ์ต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วย

jumboslot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้น้ำมันหอมระเหยของดอกซ่อนกลิ่นมาใช้ในทางสุคนธบำบัด เพื่อรักษาภาวะอาการต่างๆ ตามสรรพคุณนั้นควรระมัดระวังในการใช้เดียวกันกับการใช้น้ำมันหอมระเหยของสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้

ต้นซ่อนกลิ่น เป็น ไม้ประดับ นิยมนำดอกมาจัดให้ความสวยงามและความหมอบ จัดเป็น พืชเศรษฐกิจ ชนิดหนึ่ง สำหรับการใช้ ดอกซ่อนกลิ่นในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะนำมา ประดับงานศพ และ ใช้ในการบูชาพระ ต้นซ่อนกลิ่น จึงเป็นต้นไม้ที่มีความผูกพันธ์กับสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง การที่ดอกซ่อนกลิ่นนิยมนำมาใช้ในการจัดดอกไม้ในงานศพ แต่ดอกซ่อนกลิ่นจัดเป็น ไม้มงคล

ดอกซ่อนกลิ่น ยังใช้ในการไหว้บูชา ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ชาวประมง ใช้บูชาแม่ย่านางเรือ ก่อนออกเดินเรือ ในประเทศไทย มี การปลูกซ่อนกลิ่น เป็นอาชีพ ในเขตหนองแขม และเขตภาษีเจริญ ของกรุงเทพมหานคร และในต่างจังหวัด อย่างเช่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย และจังหวัดขอนแก่น เป็นต้น

ต้นซ่อนกลิ่น เป็น พืชท้องถิ่นของแถบประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ต้นซ่อนกลิ่น เป็น ไม้ล้มลุก ประเภทใบเลี้ยงเดี่ยว ดอกสีขาว กลิ่นหอม และมีหัวอยู่ใต้ดิน เป็นพืชในตระกลู Amaryllidaceae สำหรับชื่อสามัญของต้นซ่อนกลิ่น เรียก Tuberose ชื่อวิทยศาสตร์ของต้นซ่อนกลิ่น คือ Poliamtues tuberosa Lin. ชื่อเรียกอื่นๆ ของต้นซ่อนกลิ่น เช่น ดอกรวงข้าว ดอกลีลา เป็นต้น

ลักษณะของต้นซ่อนกลิ่น

ต้นซ่อนกลิ่น เป็น พืชล้มลุก ลำต้นเป็นหัว อยู่ใต้ดิน ลักษณะของหัวต้นซ่อนกลิ่น เหมือนหอมหัวใหญ่ ใบของต้นซ่อนกลิ่น เป็นในเลี้ยงเดียว มีสีเขียว ขนาดเล็ก ลักษณะใบเรียวยาว จะโผล่ออกมาจากพื้นดิน ขนาดของใบยาวประมาณ 30 ถึง 45 เซ็นติเมตร ดอกของซ่อนกลิ่น จะออกเป็นกอ ยื่นออกมาตรงกลางลำต้น ดอกเกาะตรงก้านดอกเรียงกันเป็นแนวสวยงาม มีสีขาว ขนาดดอกซ่อนกลิ่นยาวประมาณ 2 เซ็นติเมตร สำหรับช่อดอกจะยาวประมาณ 60 ถึง 65 เซ็นติเมตร ในแต่ละช่อดอก จะมีดอกซ่อนกลิ่นประมาณ 30 ดอก ถึง 90 ดอก ดอกซ่อนกลิ่น จะมีกลิ่นหอมมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน จะให้กลิ่นที่หอมมาก เวลาเก็บดอกซ่อนกลิ่นให้เก็บเวลากลางคืน

slot

สรรพคุณทางสมุนไพรของต้นซ่อนกลิ่น

ซ่อนกลิ่น จะนิยมำมาใช้ประโยชน์ในส่วนของต้นหรือเหง้า และดอก มาใช้ประโยชน์ โดยมี ตำราแพทย์แผนไทย ได้กล่าวถึงสรรพคุณของ เหง้าและดอกของต้นซ่อนกลิ่น ว่า ช่วยลดการอักเสบ และ บรรเทาความผิดปกติของกระดูก ได้ ดอกซ่อนกลิ่น มีกลิ่นหอม ช่วยให้ผ่อนคลายอารมณ์ และ ลดความตึงเคลียด ทำให้ใจเย็น ทำให้จิตใจสงบ มีสมาธิ นอนหลับง่าย กระตุ้นกำหนัด

ต้นซ่อนกลิ่น เป็น พืชที่มาจากแดนไกล ถิ่นกำเนิดของซ่อนกลิ่น นั้นอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ สามารถพบได้ในแถบเทือกเขาแอนดีส มีการปลูกครั้งแรงในทวีปเอเชียที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยการนำเข้ามาของชาวสเปน จากนั้นชาวจีนมีการค้าขายระหว่างประเทศได้นำเข้ามาประเทศไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่มีบันทึกว่าต้นซ่อนกลิ่นเข้ามาประเทศไทยครั้งแรกเมื่อใด

เชื่อว่าคนไทยรู้จักดอกซ่อนกลิ่นก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สันนิษฐานว่า สมัยกรุงศรีอยุธยา ต้นซ่อนกลิ่น นั้นยังไม่มีการปลูกแพร่หลายนั้น เนื่องจากตามวรรณคดีต่างๆในสมัยนั้นไม่มีเรื่องใดกล่าวถึง ดอกซ่อนกลิ่น เลย สำหรับสมัยรัตนโกสินทร์ การปลูกซ่อนกลิ่น ได้รับความนิยมแพร่หลาย พบได้ว่าในวรรณคดีหลายเรื่องและบทเพลงของเด็ก ได้กล่าวถึง ดอกซ่อนกลิ่น อยู่ด้วย ในวรรณคดีของสุนทรภู่ เรียกซ่อนกลิ่นว่า ซ่อนชู้

โทษของซ่อนกลิ่น

สำหรับน้ำมันหอมระเหยจากดอกซ่อนกลิ่น นำมาใช้ประโยชน์ต่างๆควรระมัดระวังในการใช้ โดยให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือ การใช้อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้

ซ่อนกลิ่น ( Tuberose ) สมุนไพร ดอกซ่อนกลิ่นมีกลิ่นหอม นิยมนำมาบูชาพระ จัดงานศพ ลักษณะของต้นซ่อนกลิ่น ประโยชน์ของซ่อนกลิ่น สรรพคุณของซ่อนกลิ่น ลดอาการอักเสบ ช่วยให้ผ่อนคลายอารมณ์ ลดความตึงเคลียด นอนหลับง่าย กระตุ้นกำหนัด