cathedraledetunis

Day: June 13, 2021

สรรพคุณของสำรอง

สำรองเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วไป เช่น พม่า เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว ไทย รวมถึง จีนตอนใต้อีกด้วย โดยทั่วไปแล้วมักจะพบต้นสำรองได้ตามป่าที่มีความชื้นสูง เช่น ป่าดงดิบ ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้นที่มีแสงแดดส่องถึงพื้นและมีฝนตกชุก สำหรับในประเทศไทยพบได้มากทางภาคตะวันออกของประเทศ โดยเฉพาะจันทบุรีและตราด ส่วนภาคอื่นๆ ก็พบได้บ้างแต่จะน้อยกว่าภาคตะวันออก

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณสำรอง

มีการนำส่วนต่างๆ สำรองมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้านดังนี้
เมื่อนำผลสำรองมาแช่ในน้ำ เนื้อบาง ๆ ที่หุ้มเมล็ดอยู่จะดูดน้ำและพองตัวออกมา มีลักษณะเป็นแผ่นวุ้น และเมื่อแยกเมล็ด เปลือก และเส้นใย ออกก็สามารถนำแผ่นวุ้นดังกล่าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หรือใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ใช้แทนสาหร่ายในแกงจืด ใช้รับประทานเป็นขนมหวาน ใช้รับประทานกับน้ำกะทิ หรือใช้แทนรังนก รวมถึงใช้ทำน้ำสำรองพร้อมดื่มและสำรองผง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการนำลูกสำรองมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากสำรองที่อยู่ในรูปของแคปซูลอีกด้วย ส่วนเปลือกของต้นลูกสำรองใช้ฟอกย้อมแห อวนหรือตาข่าย ทำให้เกิดสีน้ำตาลแดง ช่วยให้มีความเหนียวและคงทนมากขึ้น สำหรับเนื้อไม้ที่เป็นไม้เนื้อแข็งสามารถใช้แปรรูปเป็นไม้ก่อสร้าง ไม้แผ่น ไม้กระดาน ไม้ฝา ไม้วงกบ เป็นต้น

รวมถึงแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้อีกด้วย ในส่วนของสรรพคุณทางยาของสำรองนั้น ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณของส่วนต่างๆของสำรองว่า ราก รสเฝื่อนเปรี้ยวเล็กน้อย แก้ไอ แก้ท้องเสีย รักษากามโรค แก้พยาธิผิวหนัง แก่นต้น รสเฝื่อน แก้โรคเรื้อน แก้กุฏฐัง แก้กามโรค ใบ รสเฝื่อน แก้พยาธิ แก้ลม ผลและเมล็ด รสฝาดสุขุม แก้ไข้ แก้ตานซาง ตานขโมยในเด็ก แก้ท้องเสีย แก้ลมพิษ แก้ลม แก้ธาตุพิการ เปลือกต้น รสเฝื่อน แก้ไข้ แก้ท้องเสีย แก้กามโรค เปลือกหุ้มเมล็ด รสเย็นแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ทำให้ใจคอชุ่มชื้น แก้ไอ แก้เจ็บคอ ขับเสมหะ แก้ตาอักเสบบวมแดง

สล็อต

ลักษณะทั่วไปสำรอง

สำรองจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เนื้อแข็งสูงได้ถึง 40 ม. ผลัดใบและจะแตกเฉพาะเรือนยอด ลำต้นเปลาตรง เปลือกหยาบสีเทาหรือเทาดำ มีรอยแผลเป็นทั่วไป เปลือกในเป็นสีชมพู มีเส้นตามยาว โคนต้นมีพูพอน ใบเป็นใบเดี่ยวแบบเรียงสลับ รูปไข่แกมขอบขนานหรือรูปไข่แกมใบหอก กว้าง 7-12 เซนติเมตร ยาว 13-25 เซนติเมตร ก้านใบยาว 12.5-21 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ หนา ใบอ่อนสีแดงเรื่อๆ ส่วนใบแก่มีสีเขียวเข้ม และเป็นมัน ขอบใบเป็นลูกคลื่นเล็กน้อย โคนใบป้านมน ปลายใบแหลม แผ่นใบมีเส้นกลางใบขนาดใหญ่ และมีเส้นแขนงใบออกจากโคนใบ 3 เส้น และออกจากเส้นกลางใบข้างละ 6 เส้น

ดอกออกดอกเป็นช่อบริเวณซอกกิ่ง และปลายกิ่งประกอบด้วยก้านดอกหลัก ยาวประมาณ 14-20 เซนติเมตร และแตกก้านดอกแขนงสั้นๆล้อมรอบ ตัวดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงทรงกระบอก 5 กลีบ และกลีบดอกมีสีขาวแกมเขียว จำนวน 5 กลีบ เป็นแฉกคล้ายรูปดาวตรงกลางดอกมีเกสรแยกเพศ เป็นเกสรตัวผู้มีสีเหลือง และเกสรตัวเมีย เป็นสีแดงเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ผลเป็นผลแห้งรูปไข่ ออกตามปลายกิ่ง เมื่อดิบจะเป็นสีเขียว ผลแก่เป็นสีน้ำตาลมีขนาด 25×15 มิลลิเมตร ผิวเหี่ยวย่น สีน้ำตาล มีรูปกลมรีหัว ท้ายมน ผิวขรุขระ ที่ขั้วผลมีแผ่นบางๆ สีน้ำตาลอ่อน

ลักษณะเหมือนใบเรือติดมากับผลเรียกว่าสำเภา มีขนาดกว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร เมล็ดรูปทรงกระสวยหรือกลมรี สีน้ำตาล เปลือกแข็ง

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์สำรอง

สำรองสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดสำรองนั้น ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดพืชชนิดอื่นๆ ดังที่กล่าวในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ในปัจจุบันการขยายพันธุ์สำรองนั้น ส่วนใหญ่เป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติในป่า ไม่ค่อยมีคนนำมาปลูกตามเรือกสวนไร่นา ส่วนการเก็บลูกรองมาใช้ประโยชน์นั้น ก็จะเป็นการเก็บจากในป่ามาใช้เป็นส่วนมาก

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของลูกสำรอง ที่มีการนำมาบริโภคกันอย่างแพร่หลาย พบว่ามีสาระสำคัญดังนี้ Bassorin, Glucorine และ Pentose นอกจากนี้ยังพบสารคาร์โบไฮเดรตที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม monosaccharide เช่นMannose , Arabinose, Rhamnose , Xylose ,Glucose , Galactose อีกทั้งลูกสำรองที่นิยมนำมารับประทานกันนี้ยังมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของ ลูกสำรองแห้ง (100 กรัม)

พลังงาน 394 กิโลแคลอรี
โปรตีน 5.4 กรัม
ไขมัน 2.4 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 75.3 กรัม
ใยอาหาร 67.1 กรัม
โซเดียม 10.7 มิลลิกรัม
แคลเซียม 237 มิลลิกรัม
เหล็ก 1.56 มิลลิกรัม
ไอโอดีน 9.12 ไมโครกรัม
วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 1.84 มิลลิกรัม
โครงสร้างสำรอง

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้อาการร้อนในกระหายน้ำก็ แก้ไอ แก้เจ็บคอ ทำให้ใจคอชุ่มชื่น และช่วยขับเสมหะ โดยนำเปลือกหุ้มเมล็ดที่พองตัว นำมาปรุงกับน้ำตาลทรายแดงหรือชะเอมเทศ ใช้รับประทานหรือใช้ผลแห้ง 5-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานก็ได้ ใช้แก้ไข้ แก้เจ็บคอ ด้วยการใช้ลูกสำรอง 10-20 ลูก นำมาต้มกับชะเอมจีนให้พอหวาน นำมาใช้จิบบ่อย ๆ ใช้แก้กามโรค แก้ไอ แก้ท้องเสีย แก้พยาธิผิวหนังโดยใช้รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้โรคเรื้อน แก้กุฏฐัง แก้กามโรค

โดยใช้แก่นต้นตากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ตามขโมยในเด็ก แก้ไข้ แก้ท้องเสีย แก้ลม แก้ธาตุพิการโดยใช้ผลและเมล็ดแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ตาอักเสบบวมแดง โดยใช้วุ้นจากเปลือกหุ้มเมล็ดมาพอกบริเวณตาที่อักเสบหรือนำผ้าก๊อซชุบน้ำพอชุ่ม แล้วนำไปวางทับบนเปลือกตาที่อักเสบ จากนั้นให้วางแผ่นเปลือกหุ้มเมล็ดสำรองลงบนผ้าก๊อซ แล้วเปลือกจะพองตัวเป็นวุ้นแทรกซึมเข้าไปในผ้าก๊อซก็ได้เช่นกัน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของลูกสำรอง พบว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายอย่าง เช่น การศึกษาฤทธิ์การประเมินการลดปวด ลดไข้และต้านการอักเสบของสารสกัดเอทานอลและไดคลอโรมีเทนจากผลลูกสำรองในสัตว์ทดลอง พบว่า สารจากผลสำรองที่สกัดด้วยเอทานอลสามารถระงับปวด ลดไข้และต้านการอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลสิสระของสารสกัดเมทานอลจากเมล็ดสำรอง ในการลดอนุมูลอิสระชนิด DPPH และ lipid peroxide พบว่า สารสกัดเมทานอลจากเมล็ดสำรองมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อ lipid peroxide

ส่วนในการศึกษาคุณสมบัติของสารละลายน้ำโพลีแซคคาไรด์ของลูกสำรองและฤทธิ์ทางชีวภาพในการต้านการอักเสบในหนู พบว่า ได้สารสกัด 2 ชนิด คือ acidic polysaccharide (ASP) กับ neutral polysaccharide (NSP) ซึ่งจากการทดลองสารสกัด acidic polysaccharide (ASP) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง

slot

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาผลจากการบริโภคน้ำลูกสำรองต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่า ในสัปดาห์ที่4 และ 8 กลุ่มทดลองมีระดับน้ำตาลในเลือด และระดับ HbA1c ลดลงเมื่อเทียบกับก่อนทำการทดลอง และต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การให้คำแนะนำเกี่ยวกับโภชนาบำบัดร่วมกับการบริโภคน้ำลูกรอง ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีรายงานผลการศึกษาเบื้องต้นถึงความเป็นพิษเฉียบพลันทางปาก และความเสียหายต่อโครโมโซมในเซลล์ไขกระดูของหนูขาวที่ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากผลสำรอง โดยให้รับประทานที่ขนาด 5,000 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวของหนูขาว พบว่าหนูที่ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ส่วนผสมของสารสกัดจากผลสำรองทางปาก ขนาด 5,000 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว ไม่ก่อให้เกิดอาการเป็นพิษหรือตายแต่อย่างใด รวมถึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครโมโซมเช่นกัน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าการศึกษาทางพิษวิทยาจะระบุว่าลูกสำรองไม่มีความเป็นพิษหรือมีความเป็นพิษต่ำมาก แต่ในการใช้ลูกสำรองรวมถึงส่วนต่างๆ ของสำรอง เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ นั้น ก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดและปริมาณที่กำหนดไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในขนาดที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ หากจะใช้ลูกสำรองหรือส่วนต่างๆของสำรองเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

โหราเดือยไก่คืออะไร

เชื่อกันว่าโหราเดือยไก่เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน เพราะเป็นพืชที่มีความเป็นพิษ แต่ก็สามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรได้ หากมีการเตรียมเครื่องยาชนิดนี้ให้ดี ซึ่งชาวจีนสามารถนำเครื่องยาชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรมาตั้งแต่ในอดีตหลายร้อยปีมาแล้ว และยังปรากฏในตำรายาจีนหลายตำรับอีกด้วย ดังนั้นจึงมีการสันนิษฐานกันว่าถิ่นกำเนิดของโหราเดือยไก่น่าจะอยู่ในประเทศจีน

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยข้อมูลเกี่ยวกับโหราเดือยไก่มีน้อยมาก และยังไม่ปรากฏว่ามีการพบเจอในธรรมชาติ หรือการปลูกในเชิงพาณิชย์ใดๆเลย ในการใช้เป็นสมุนไพรของไทยจะเป็นการใช้โดยการสั่งนำเข้าจากจีนมากกว่า

ประโยชน์และสรรพคุณโหราเดือยไก่

มีการใช้โหราเดือยไก่เป็นสมุนไพรเพียงอย่างเดียว และที่สำคัญในการนำมาใช้เป็นสมุนไพร คือ ต้องผ่านการกำจัดพิษออกก่อนเสมอ เพราะพืชชนิดนี้มีความเป็นพิษสูง โดยในตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณของโหราเดือยไก่ไว้ว่า โหราเดือยไก่ มีสรรพคุณแก้ลมจับโปง (แก้ปวดตามข้อ) และในการใช้ภายนอกใช้เป็นยาชาเฉพาะที่

นอกจากนี้ยังมีการใช้โหราเดือยไก่ในพิกัดยาโหราทั้ง 5 ซึ่งประกอบไปด้วย โหราอมฤตโหรามิคสิงคลี โหราเท้าสุนัข โหรานอน และโหราเดือยไก่ โดยจะมีสรรพคุณคล้ายๆกับขมิ้นชัน แก้พิษสัตว์ ทำให้อาเจียน ขับลม ขับระดูสตรี และขับโลหิตช้าๆ

ส่วนในตำราแพทย์แผนจีนระบุถึงสรรพคุณโหราเดือยไก่ไว้ว่า รสเผ็ด ร้อน มีฤทธิ์เสริมหยางให้ระบบหัวใจ ให้ความอบอุ่นแก่กระเพาะอาหารเสริมความแข็งแรงของไต บำรุงธาตุไฟ กระจายความเย็นที่มาจับ บรรเทาอาการปวด ร่างกายอ่อนแอจากป่วยเรื้อรัง เหงื่อออกมาก อาเจียนมาก ถ่ายมาก มือเท้าเย็น ปวดปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน

สล็อต

ลักษณะทั่วไปโหราเดือยไก่

โหราเดือยไก่จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรงมีความสูงประมาณ 60-120 เซนติเมตร เปลือกต้นเรียบเป็นมัน มีขนขึ้นเล็กน้อยบริเวณยอดต้น ลำต้นด้านบนและกิ่งก้านกลม มีหัวอยู่ใต้ดิน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร ออกเป็นคู่มีรูปร่างคล้ายรูปไข่กลับหรือเป็นรูปกระสวย เปลือกเป็นสีน้ำตาลดำ โดยจะมีทั้งรากแก้วและรากแขนงติดอยู่ที่หัวใต้ดิน ซึ่งใช้เป็นเครื่องยาสมุนไพรได้เช่นเดียวกัน ใบออกเป็นใบเดี่ยว แบบเรียงสลับ

ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แฉกเว้า เป็นแฉก 3 แฉก ขอบใบหยักไม่เท่ากันโดยแฉกบนจะหนักลึกกว่าด้านล่าง ซึ่งอาจหยักลึกถึงโคนใบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-15 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างแข็ง หลังใบเป็นสีเขียวมัน ส่วนท้องใบมีสีอ่อนกว่า ทั้งนี้ใบที่บริเวณโคนต้นจะมีก้านใบยาวกว่าใบด้านบน

ดอกออกเป็นช่อบริเวณยอดต้นและง่ามใบ ดอกมีสีน้ำเงินอมม่วงหรืออาจเป็นสีเหลี่ยมอมเขียว กลีบดอกค่อนข้างกลม มีจำนวน 5 กลีบ กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร และยาวได้ประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงมี 2 กลีบและก้านช่อดอกจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย ผลกลมยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร มีลายเส้นอยู่ที่ผิวของเปลือกผล

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์โหราเดือยไก่

โหราเดือยไก่ สามารถขยายพันธุ์ได้โดย การใช้เหง้าและการใช้เมล็ด และเป็นพืชที่ยังไม่มีข้อมูลในการปลูกในประเทศไทย แต่เชื่อว่าวิธีการปลูกจะสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการใช้เหง้าปลูกและการเพาะเมล็ด พืชล้มลุกชนิดอื่นๆตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความชื้นและสภาพอากาศที่เหมาะสมกับพืชชนิดนี้ด้วย

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของรากแก้วและรากแขนงของโหราเดือยไก่ ที่นำมาใช้เป็นสมุนไพรพบว่ามีสาระสำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะสารในกลุ่ม Alkaloids , Mesaconitine เช่น , Chuan-wubase A, B,Aconitine, Carmichaeline, Talatisamine, Hypaconitine และ Carmichaeline นอกจากนี้ยังพบสาร pinoresinol , salicylic acid , honokiol , songorine , karakoline และ ƿ-hydroxycinamic acid เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

โหราเดือยไก่เป็นสมุนไพรที่มีพิษ ดังนั้นก่อนนำมาใช้จึงต้องฆ่าฤทธิ์ยาก่อนใช้ โดยในการใช้ตามสรรพคุณของแพทย์แผนจีน จะใช้ตัวยาโหราเดือยไก่ที่สกัดเอาพิษออกแล้วในขนาด 3-15 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้แก้อาการปวดข้อ ปวดขา ปวดเอว โดยใช้หัวโหราเดือยไก่ที่กำจัดพิษแล้ว 6 กรัม ห่อซินโฮว 15 กรัม โซยหนี่เกี๋ยง

ตุ๊ยตี่หวงอย่างละ 10 กรัม มารวมกันแช่ในเหล้า 500 มิลลิลิตร 2 วัน แล้วนำมารับประทานครั้งละ 5-10 ซีซี วันละ 3 ครั้ง หรือใช้แก้อาการชาที่บริเวณใบหน้าหรือผิวหนัง โดยใช้หัวโหราเดือยไก่โทว่โซ๊ยซิง แซหนำแซ ,โหราข้าวโพด อย่างละ 10 กรัม, พริกหาง 4 กรัม และหนังคางคกตากแห้ง 4 กรัม นำมารวมกันบดให้เป็นผง แล้วนำไปแช่ในเหล้า 100 มิลลิลิตร ใส่เกล็ดสะระแหน่และการบูรเล็กน้อย ใช้ทาบริเวณที่มีอาการ

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาวิจัยถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของรากแก้วและรากแขนงโหราเดือยไก่ พบว่ามีฤทธิ์ต้านอักเสบในหนูถีบจักร และหนูขาว ลดความดันโลหิตในสุนัข เสริมภูมิต้านทานในหนูขาว ระงับปวดในหนูถีบจักรและมีฤทธิ์ในการกระตุ้นหัวใจ โดยในตอนแรกจะทำให้หัวใจเต้นช้าลง ต่อมาจะทำให้หัวใจเริ่มเต้นเร็ว และทำให้หัวใจมีการบีบตัวแรงขึ้น มีผลทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติอย่างเฉียบพลัน

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาพิษเฉียบพลันในหนูถีบจักร โดยฉีดสารสกัดน้ำเข้าหลดเลือดดำพบว่า ขนาดสารสกัดเทียบเท่าผงยาที่ทำให้หนูถีบจักรตายร้อยละ 50(LD50) มีค่าเท่ากับ 13.75 กรัม/กิโลกรัม และขนาดของสารสกัดต่ำสุดที่ทำให้หนูขาวตายเทียบเท่าผงยา 23.40 กรัม/กิโลกรัม และยังมีรายงานการศึกษาวิจัยอีกหลายฉบับระบุว่า ความเป็นพิษของสมุนไพรชนิดนี้จะสูงกว่าขนาดที่รับประทานมาก

โดยอาการเป็นพิษจะเกิดขึ้นเมื่อรับประทานในขนาด 15-60 กรัม หรือสาร aconitine 0.2 มิลลิกรัม โดยความเป็นพิษที่พบ คือ พิษต่อระบบประสาทและหัวใจ ซึ่งจะมีอาการแสบร้อนในปาก น้ำลายไหล คลื่นไส้ อาเจียน แขนขาชา ตาพร่า รูม่านตาขยาย วิงเวียนศีรษะ กลัวหนาว ซีด เพ้อ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ใจสั่น หัวใจเต้นช้า กล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย ความดันโลหิตสูง ช็อก โคม่า และอาจตายได้

นอกจากนี้ความเป็นพิษของโหราเดือยไก่มีความแตกต่างกันมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับแหล่งปลูก อายุการเก็บเกี่ยว วิธีฆ่าฤทธิ์ของยา และระยะเวลาในการต้ม โดยมีรายงานว่ามีการทดลองความเป็นพิษของโหราเดือยไก่จากแหล่งต่างๆ ปรากฏว่ามีความเป็นพิษแตกต่างกันถึง 8 เท่า แต่เมื่อฆ่าฤทธิ์ของยาโดยวิธีการที่ถูกต้องจะสามารถลดพิษได้มากถึง 81%

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

โหราเดือยไก่เป็นสมุนไพรที่มีพิษมาก การนำมาใช้เป็นยาจึงควรใช้ยาที่ผ่านกรรมวิธีกำจัดพิษแล้วเท่านั้น และไม่ควรรับประทานมากเกินกำหนดและไม่ควรใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป
สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ ห้ามรับประทานโหราเดือยไก่ รวมถึงตำรับยาที่มีโหราเดือยไก่ผสมอยู่
ในทางการแพทย์แผนจีนระบุว่าห้ามใช้ร่วมกับตัวยา ปั้นเซี่ย เปย์หมู่ กวาโหลว ไป๋จี๋ เพราะเมื่อใช้ร่วมกันแล้วจะทำให้ฤทธิ์ของตัวยาหมดไป

สรรพคุณของผักโขม

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าผักโขมเป็นพืชที่มีสายพันธุ์อยู่กว่า 70 สายพันธุ์ทั่วโลก แต่ในบทความนี้ขอกล่าวถึงผักโขมสายพันธุ์ A .livdus L. หรือ Amaranth green ซึ่งเป็นผักโขมที่ใช้รับประทานเป็นอาหารได้ชนิดหนึ่งที่พบได้ในประเทศไทย ผักโขม (A .livdus L. ) เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นเดียวกันกับอีกหลายสายพันธุ์

เครดิตฟรี

โดยมีถิ่นกำเนิดบริเวณประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชา รวมถึง มาเลเซีย อินโดนีเซียด้วย ดังนั้นจึงถือได้ว่าผักโขมพันธุ์นี้เป็นพืชเมืองของไทยที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป และมีการใช้ประโยชน์ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะพบได้ตามที่รกร้างทั่วไป ริมทาง ป่าทั่วไป ตามแปลงเกษตรของเกษตรกร รวมถึงมีการเพาะปลูกไว้จำหน่ายตามท้องถิ่นต่างๆ อีกด้วย

ประโยชน์และสรรพคุณผักโขม

ในอดีตผักโขมนับเป็นผักที่คนไทยรู้จักกันแพร่หลายที่สุดชนิดหนึ่ง ส่วนของผักขมชนิดที่ขาวไทยนิยมนำมากินเป็นผักมากที่สุดก็คือ ยอดและใบ แม้แต่ใบแก่ก็นำมาปรุงอาหารได้ อาหารที่นิยมทำจากผักโขม คือ แกงจืด แกงเลียง ใช้ผัด ใส่ซุป แกงส้ม แกงอ่อม ผัดผักโขมใส่กระเทียม ใบผักขมลวกน้ำร้อนหรือนึ่ง กินกับน้ำพริกปลาป่น น้ำพริกต่างๆก็ได้เช่นกัน โดยในผักขมจะมีโปรตีนสูงและมีกรดอะมิโนครบทุกชนิด จึงเหมาะกับผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ เป็นผักใบเขียวที่มีวิตามินเอ บี2 บี9 บี6 ซี และแร่ธาตุ สำคัญหลายชนิด

สำหรับในต่างประเทศก็มีการนำผักโขมมาบริโภคด้วยเช่นในประเทศจีน ไต้หวัน มาเลเซีย ก็นิยมรับประทานผักโขม โดยปรุงเป็นอาหารคล้ายๆกับอาหารไทย ส่วนในประเทศญี่ปุ่นนำเมล็ดมาบดเป็นผลผสมในการทำเส้นโซบะ ผสมในแป้งทำขนมปัง ขนมไข่ คุกกี้ หรือผสมในขนมโมจิ

ส่วนสรรพคุณทางยาของผักโขมนั้น ตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ทั้งต้นบำรุงกำลัง บำรุงสายตา บำรุงกระดูกและฟัน แก้บิด มูกเลือด ต้มพิษภายในและภายนอก แก้รำมะนาด ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงจมูก แก้ผื่นคัน รักษาฝี แผลพุพอง ใบสด รักษาแผลพุพอง ต้น แก้อาการไอหอบ และแน่นหน้าอก ราก ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ แก้เด็กลิ้นเป็นฝ้า

สล็อต

นอกจากนี้ในตำราประมวลสรรพคุณยาไทย ของสมาคมโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ สำนักวัดพระเชตุพนกล่าวถึงประโยชน์ทางยาของผักโขมเอาไว้ว่า ใช้รากปรุงเป็นยาถอนพิษร้อนภายใน แก้ไข้ต่าง ๆ ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ต้มเอาน้ำอาบ แก้คัน ใช้ขับน้ำนม แก้ตกเลือด แก้หนองใน แก้แน่นท้อง ระงับความร้อน แก้เด็กลิ้นเป็นฝ้าละออง แก้ขี้กลาก เป็นต้น

ส่วนในต่างประเทศก็มีการใช้ผักโขมเป็นสมุนไพรเช่นกัน เช่นในประเทศอินเดีย ชาวอินเดียใช้รากบำบัดอาการปวดท้องเฉียบพลัน บำบัดการอักเสบของเยื่อเมือกระบบปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์สตรี แก้ประจำเดือนที่หยุดกะทันหัน ต้นและราก ประสะน้ำนมให้กับหญิงให้นมบุตร บรรเทาอาการอักเสบ และรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ใบและรากแก้ท้องผูกในเด็ก

ส่วนชาวจีนนิยมกินผักโขมในฤดูร้อน เพราะเชื่อว่าผักโขมจะช่วยลดความร้อนและความชื้นในร่างกายและใช้รากรักษาอาการหวัดขับปัสสาวะ

ลักษณะทั่วไปผักโขม

ผักโขม (A .livdus L. ) จัดเป็นพืชล้มลุกปีเดียว สำต้นเล็กตั้งตรง ผิวเรียบสีเขียวลักษณะเป็นทรงกระบอก หรือสามเหลี่ยมทู่ สูงได้ถึง 80 เซนติเมตร มักจะแตกกิ่งจากโคนต้น ใบออกเป็นใบเดี่ยวแบบเรียงสลับบนกิ่งขนาดเล็ก แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปไข่หัวกลับ-คล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน โคนใบรูปสามเหลี่ยม ปลายเว้าตื้น หรือติ่งหนาม ใบเป็นสีเขียว หรือมีจุดสีม่วงกระจายทั่ว ยาว 3-6 เซนติเมตร กว้าง 2-4 เซนติเมตร

ดอกออกเป็นช่อ ออกตามซอกใบ หรือปลายช่อคล้ายช่อเชิงลด หรืออาจเกิดบนกิ่งแขนง ดอกย่อยออกเป็นกระจุกแน่น ใบประดับ เป็นใบประดับย่อย รูปไข่ ปลายแหลม กลีบรวมมี 3 กลีบ สีเขียว ขอบใบบางใส ส่วนกลีบรวมเพศเมียรูปขอบขนาน กลีบรวมเพศผู้รูปช้อนยาวมากกว่า สำหรับเกสรเพศผู้จะมี 3 อัน และจะยาวเท่ากับกลีบรวมหรืออาจสั้นกว่าเล็กน้อยรังไข่ ในส่วนของรังไข่เป็นรูปขอบขนาน มียอดเกสรเพศเมีย 3 แฉกผลมีลักษณะเป็นแบบผลกระเปาะ ทรงรีตามยาว ผิวเรียบ เมื่อแก่จะไม่แตกและมักจะมีกลีบรวมติดอยู่เมล็ด เมล็ดมีลักษณะนูนทั้งสองด้าน ผิวมัน ดำเข้ม-น้ำตาล กว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์ผักโขม

ผักโขมสามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดเป็นหลัก โดยมักจะเกิดเองตามธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันมีการนำเมล็ดมาเพาะขยายพันธุ์มากขึ้น

สำหรับวิธีการขยายพันธุ์ผักโขม สามารถทำได้โดยเริ่มจากการเตรียมดินปลูกควรใช้ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายผสมกับวัสดุทางการเกษตร เช่น แกลบ ขี้เถ้า ขี้เลื่อย มูลสัตว์ เป็นต้น ในอัตราส่วนดินกับวัสดุ 2:1 แล้วเตรียมแปลงปลูกโดยการยกร่องแล้วไถพรวนดินร่วมกับการใส่วัสดุเหลือใช้ทางเกษตรข้างต้นในอัตรา 2-3 กิโลกรัม/ตารางเมตร

จากนั้นหว่านเมล็ดผักโขมทั้งแปลงหรือหว่านเป็นแถว โดยหากหว่านเมล็ดทั้งแปลงให้ใช้เมล็ดในอัตรา 10 กก./ไร่ ด้วยการหว่านเมล็ด และคราดดินกลบ 1-2 รอบ พร้อมรดน้ำให้ชุ่ม แต่หากหว่านเมล็ดเป็นแถว ควรให้มีระยะห่างระหว่างแถว 20-30 ซม. ในอัตราเดียวกัน พร้อมคราดดินกลบและรดน้ำให้ชุ่ม

ทั้งนี้อัตราส่วนเมล็ดพันธุ์กับขนาดแปลงอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ขนาดลำต้น และทรงพุ่มของผักโขม หลังจากการหว่านเมล็ดผักโขมจะงอกประมาณ 3-7 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม สำหรับการให้น้ำ จะให้น้ำทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง ตั้งแต่หลังการหว่านเมล็ดจนถึงก่อนระยะเก็บผลผลิต 1-2 วัน ทั้งนี้ ควรให้น้ำในปริมาณที่เหมาะสมไม่ให้ดินอุ้มน้ำหรือมีน้ำท่วมขัง ส่วนการเก็บผลิตมักเก็บในระยะต้นอ่อน โดยมีใบแห้งประมาณ 5-10 ใบหรือความสูงประมาณ 15-25 ซม.

jumboslot

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของผักโขมพบว่ามีสารสำคัญอยู่หลายชนิด เช่น xanthophylls ,lysine, β-carotene , cystine, threonine, isoleucine, leucine, tocotrienol, valine, arginine, methionine, histidine, tyrosine และ phenylalanine เป็นต้น

นอกจากนี้ผักโขมยังมีคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของใบผักโขมสด (100 กรัม)

พลังงาน 36.0 แคลอรี่

โปรตีน 3.5 กรัม

ไขมัน 0.5 กรัม

คาร์โบไฮเดรต 6.5 กรัม

เส้นใย 1.3 กรัม

เบตาแครอทีน 4 กรัม

แคลเซียม 267.0 มิลลิกรัม

ฟอสฟอรัส 67.0 มิลลิกรัม

เหล็ก 3.9 มิลลิกรัม

โซเดียม – มิลลิกรัม

โปตัสเซียม 411.0 มิลลิกรัม

วิตามิน B1 0.08 มิลลิกรัม

วิตามิน B2 0.16 มิลลิกรัม

วิตามิน B3 1.4 มิลลิกรัม

วิตามิน C 80.0 มิลลิกรัม

slot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงกำลัง , บำรุงสายตา , บำรุงสมอง , บำรุงกระดูกและฟัน , ดับพิษ , แก้ไข้ , แก้บิด , ขับปัสสาวะ โดยใช้ผักโขมทั้งต้นไปปรุงอาหารรับประทาน ใช้ดับพิษร้อน แก้ไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ โดยการนำรากต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาแผลพุพองโดยการนำใบมาต้มน้ำตบ ใช้รักษาฝี แผลหนอง แผลพุพอง โดยการนำใบสดมาตำให้แหลกแล้วใช้ประคบบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาฤทธิ์ลดระดับคลอเรสเตอรอลในหนูทดลอง พบว่าหนูที่ได้รับอาหารที่มีคอเลสเตอรอลร่วมกับเมล็ดผักโขมหรือน้ำมันผักโขม มีคอเลสเตอรอลในตับและระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และเมื่อทดลองฉีดสารละลายน้ำเกลือ สารสควอลีนจากผักโขม หรือสารสควอลีนจากตับฉลามในปริมาณเท่า ๆ กันให้กับหนูที่กินอาหารคอเลสเตอรอลสูง ผลชี้ว่าสารสควอลีนที่ได้จากผักโขมอาจมีประสิทธิภาพในการลดระดับคอเลสเตอรอลด้วยการช่วยเพิ่มการขับถ่ายคอเลสเตอรอลและกรดน้ำดี ในขณะที่ไม่พบผลลัพธ์ในหนูที่ได้รับสารละลายน้ำเกลือหรือสารสควอลีนจากตับฉลาม

ฤทธิ์ลดความดันโลหิต มีผลการวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งทดลองให้ไก่กินน้ำมันผักโขมแล้วพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจลดน้อยลง เนื่องจากน้ำมันผักโขมส่งผลให้เกิดการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและระดับความดันโลหิต ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ต่างเป็นปัจจัยให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

ฤทธิ์ต้านเบาหวาน มีงานวิจัยที่พบว่าผักโขมมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในหญิงวัยทอง และยังพบว่าผงสกัดจากใบผักโขมยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ฤทธิ์ต้านมะเร็ง มีการศึกษาวิจัยในห้องทดลองและการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองโดยให้หนูกินผักโขมโดยตรง ซึ่งการศึกษาในห้องทดลองพบว่าหลังจากหยดสารสกัดสควอลีนจากผักโขมลงบนเซลล์มะเร็ง สารสกัดดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ เซลล์มะเร็งเต้านม และเซลล์มะเร็งสำไส้ใหญ่ได้ แต่ในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่จะเห็นผลน้อยกว่า

ส่วนการทดลองในหนูที่ได้รับสารก่อเกิดโรคมะเร็ง ปรากฏว่าการให้หนูกินอาหารเสริมสารสกัดสควอลีน 5%, 7.5% หรือ 10% จากผักโขม สามารถช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ก่อมะเร็ง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดสควอลีน 10 เปอร์เซ็นต์ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารเสริมต้านมะเร็งจากชะเอมตามปริมาณที่แนะนำ (0.005%) ก็ไม่พบว่าอาหารเสริมชะเอมมีประสิทธิภาพควบคุมหรือยับยั้งมะเร็งได้อย่างสารสกัดสควอลีนจากผักโขมแต่อย่างใด

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผักโขมเป็นผักที่มีปริมาณสารออกซาเลตค่อนข้างสูง ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาเรื่องนิ่ว เกาต์ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ รวมถึงผู้ที่มีความแพทย์ระบุว่าต้องการสะสมปริมาณแคลเซียมในร่างกายควรจะต้องหลีกเลี่ยงการกินผักโขมในปริมาณมาก
ในการนำผักโขมมาบริโภคเป็นอาหารควรทำให้สุกก่อนรับประทานเพราะจะเป็นการลดปริมาณกรด ค็อกซาสิคได้
ในการใช้ผักโขมเป็นสมุนไพรควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่พอดีที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ผักขมเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่นใช้เสมอ

ฝอยทองมีประโยชน์อย่างไร

สำหรับฝอยทองนั้นเชื่อกันว่าเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศจีน เพราะมีปรากฏในตำราแพทย์แผนจีนหลายพันปีแล้ว รวมถึงชื่อวิทยาศาสตร์ของฝอยมีคำว่า Chinensis ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องในการค้นพบพืชชนิดนี้ในประเทศจีนอีกด้วย ในปัจจุบันสามารถพบเห็นฝอยทองได้ในเขตร้อนต่างๆ ของโลก

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทย สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยถูกจัดเป็นวัชพืชประเภทกาฝากชนิดหนึ่งของไทย โดยมักจะพบได้ตามพุ่มไม้ตามชายป่าที่รกร้างทั่วไปตามริมทางหรือตามเรือกสวนไร่นาที่มีความชุ่มชื้น

ประโยชน์และสรรพคุณฝอยทอง

ได้มีการนำลำต้นฝอยทองมาต้ม นึ่ง หรือลวก ใช้เป็นผักจิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกปลาย่างกับมะเขือพวง หรือใช้ใส่ในไข่ตุ๋น ยำใส่มะเขือ หรือนำมาชุบแป้งทอดรับประทานร่วมกับน้ำพริกกะปิก็ได้

นอกจากนี้ฝอยทองยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย โดยในตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณของฝอยทองไว้ว่า ลำต้นใช้รักษาอาการบิด ตกเลือด อาเจียนเป็นเลือด ไอเป็นเลือด เลือดกำเดาไหล โรคดีซ่าน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับเหงื่อ ขับลม แผลเรื้อรัง แผลคัน ห้ามเลือด เมล็ดฝอยทอง รสฝาดเฝื่อน สรรพคุณ บำรุงกำลัง บำรุงตับไต บำรุงหัวใจ แก้ปวดเมื่อย ทำให้ตาสว่าง แก้กระหายน้ำ แก้น้ำกามเคลื่อนเวลาหลับ

ส่วนในตำรายาจีนระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า เมล็ดฝอยทอง รสอมหวาน อุ่น มีฤทธิ์บำรุงไต ควบคุมการหลั่งของน้ำอสุจิ รักษากลุ่มอาการของระบบไตพร่อง (ปวดเอว ปัสสาวะบ่อย อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ฝันเปียก ตกขาว) มีฤทธิ์บำรุงตับ ทำให้ตาสว่าง รักษากลุ่มอาการของระบบตับและไตอ่อนแอ หน้ามืด ตาม้า ตาล้า เบลอ) ช่วยให้หยุดถ่าย (เนื่องจากระบบม้ามและไตพร่อง) นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์บำรุงมดลูก ป้องกันการแท้งลูก (เนื่องจากระบบตับและไตอ่อนแอ ทำให้แท้งง่าย)

สล็อต

ลักษณะทั่วไปฝอยทอง

ต้นฝอยทอง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกประเภทกาฝากเจริญเติบโตบนต้นไม้อื่นโดยจะดูดน้ำกินจากต้นไม้ที่พันเกาะอยู่และมีอายุประมาณ 1 ปี ลำต้นมีลักษณะเป็นเถากลม อ่อน เป็นเส้นสีเหลืองและแตกกิ่งก้านสาขามากเป็นเส้นยาวและมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 1 เซนติเมตร ใบฝอยทองมีขนาดเล็กลักษณะเป็นเกล็ดรูปสามเหลี่ยมมีจำนวนไม่มาก โดยจะแตกจากลำต้นแบบสลับห่างๆ มีสีเหลืองเช่นเดียวกับลำต้น

ดอกออกเป็นช่อแบบกระจุกสีขาวและมีดอกย่อยมีจำนวนมาก ไม่มีก้านดอก มีกลีบเลี้ยงขนาดเล็กรูปไข่หรือสามเหลี่ยม ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว หรือเหลืองอ่อน กลีบดอกมี 2-3 กลีบ ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร กลีบดอกที่โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ส่วนปลายกลีบ แยกออกเป็น 5 แฉก กลางดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน เกสรเพศเมีย 2 อัน ผลเป็นลูกกลมแบนเล็กๆ สีเทา เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ภายในผลมีเมล็ด 2-4 เมล็ด ลักษณะกลมรี ผิวหยาบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 มิลลิเมตร เมล็ดมีสีเหลืองแกมน้ำตาล เป็นต้น

การขยายพันธุ์ฝอยทอง

ฝอยทองสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ดและแตกกิ่งเถาของตนเอง สำหรับการขยายพันธุ์ของฝอยทองส่วนมากจะเป็นการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติมากกว่าการนำมาปลูก เพื่อใช้งานโดยมนุษย์ ซึ่งในธรรมชาติจะเป็นการขยายพันธุ์โดยเมล็ดที่หล่นลงบนพื้น จะแตกต้นใหม่ออกมา ส่วนวิธีการแตกกิ่งเถาของต้นฝอยทองนั้นจะเป็นการขยายพันธุ์ที่เกิดขึ้น เมื่อถูกเด็ดหรือดึงให้ขาดแล้วนำมาพาดหรือโยนไปตามพุ่มไม้หรือกิ่งไม้สด ก็จะแพร่ขยายเจริญเติบโตได้เองโดยจะเริ่มกอตัวเป็นปมและแตกยอดแขนงออกไปเรื่อยๆ

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของเถาและเมล็ดของฝอยทอง ปรากฏว่าพบสารสำคัญหลายชนิดเช่นCholesterol,B-Sitosterol, a-Carotene, Campesterol, Stigmasterol,B-Amyrin,Isorhamnetin, Taraxanthin, Astragatin, Hyperoside,Caffeic acid, Kaenpferol ,Quercetin และ Arbutin.

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ต้นฝอยทองเป็นยาบำรุงกำลัง แก้บิด แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ดีซ่าน ร้อนในกระหายน้ำ ขับเหงื่อ ขับลม บำรุงตับ บำรุงไต โดยใช้เมล็ดแห้งประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน หรือนำมาบดให้ละเอียดทำเป็นยาเม็ดหรือทำเป็นยาผงรับประทาน

แก้อาการร่างกายอ่อนเพลีย โดยใช้ลำต้นแห้งประมาณ 10-12 กรัม นำมาต้มกับน้ำและใช้ผสมกับเหล้าหรือน้ำตาลทรายแดงกินเป็นยา

แก้ลำไส้อักเสบ แก้บิด โดยใช้ต้นสดประมาณ 30 กรัม ((หรือ 1 กำมือ) นำมาต้มกับน้ำผสมกับขิงสด 7 แว่น ดื่ม

ใช้แก้ปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว ปวดตามขาปวดน่อง โดยใช้เมล็ดแห้งประมาณ 30 กรัม นำมาแช่ในเหล้านาน 3-5 วัน แล้วเอาเมล็ดที่แช่มาตากแห้ง จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด ใช้กินครั้งละ 6 กรัม วันละ 3 ครั้ง

ใช้แก้ผดผื่นคัน แผลเรื้อรัง ใช้ห้ามเลือด โดยการนำลำต้นนำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำทาหรือพอกบริเวณที่เป็นฝ้า

ส่วนในตำราการแพทย์จีนระบุถึงรูปแบบ/ขนาดการใช้ฝอยทองไว้ว่า ช่วยบำรุงน้ำอสุจิในเพศชาย แก้น้ำกามเคลื่อน แก้สมรรถภาพทางเพศชายเสื่อม โดยใช้เมล็ดฝอยทอง 15 กรัม, โต่งต๋ง 12 กรัม, เก๋ากี้ 12 กรัม, โป๋วกุกจี 10 กรัม, เกสรบัวหลวง 7 กรัม, โหงวบี่จี้ 7 กรัม และ เม็ดกุ๋ยฉ่าย 7 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำกิน หรือรวมกันบดให้เป็นผง ส่วนสรรพคุณอื่นๆ ใช้ขนาด 6-12 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม หรือทำเป็นยาเม็ด หรือยาผงรับประทานสำหรับการใช้ภายนอก ใช้บดเป็นผงผสมทาบริเวณที่มีอาการ

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ปกป้องตับ มีการศึกษาฤทธิ์ป้องกันความเป็นพิษต่อตับของสารสกัดเมล็ดฝอยทองในรูปแบบ nanoparticles ซึ่งเตรียมด้วยวิธี “nanosuspension” เปรียบเทียบกับสารสกัดเมล็ดฝอยทองด้วยแอลกอฮอล์ โดยป้อนสารสกัดทั้ง 2 ชนิดในหนูขาวเป็นระยะเวลา 7 วันก่อนเหนี่ยวนำให้หนูเกิดความเป็นพิษต่อตับด้วยการฉีดสาร acetaminophen เข้าช่องท้อง พบว่าสารสกัดเมล็ดฝอยทองด้วยแอลกอฮอล์ขนาด 125 และ 250 มก./น้ำหนักตัว 1 กก. และสารสกัดเมล็ดฝอยทองรูปแบบ nanoparticles ขนาด 25 และ 50 มก./น้ำหนักตัว 1 กก. มีผลป้องกันความเป็นพิษต่อตับ

โดยช่วยลดระดับเอนไซม์ aspartate aminotranferase, alanine aminotransferase และ alkaline phosphatase ซึ่งการตรวจสอบชิ้นเนื้อตับหนูขาวสนับสนุนผลการประเมินทางชีวเคมี

ฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ มีการศึกษาฤทธิ์กระตุ้นหัวใจของสารสกัดเมล็ดฝอยทอง โดยวิธีแช่สกัดเมล็ดด้วยแอลอฮอล์ น้ำ หรือทำให้รูปยาทิงเจอร์ พบว่ามีฤทธิ์ทำให้หัวใจคางคงที่แยกตัว บีบตัวแรงขึ้น โดยสารสกัดแช่ด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น แต่สารสกัดแช่ด้วน้ำและที่ทำในรูปยาทิงเจอร์ ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจลดลง ส่วนผลต่อสุนัขทดลองที่ทำให้สลบมีผลทำให้ความดันโลหิตลดลง ม้ามหดตัวเล็กลง ลดการบีบตัวของลำไส้ ผลต่อมดลูกที่แยกตัวมีผลกระตุ้นการบีบตัวของมดลูกเพิ่มขึ้น

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ของสารสกัดจากเมล็ดฝอยทองด้วยแอลกอฮอล์และของสารสกัดจากเมล็ดฝอยทองรูปแบบ nanoparticles พบว่าช่วยเพิ่มเอนไซม์ superoxide dismutase, catalase, glutathione peroxidase และช่วยลด malondialdehyde อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเมล็ดฝอยทองรูปแบบ nanoparticles ขนาด 50 มก./น้ำหนักตัว 1 กก. มีประสิทธิภาพดีกว่าสารสกัดเมล็ดฝอยทองด้วยแอลกอฮอล์ขนาด 125 มก./น้ำหนักตัว 1 กก.

slot

นอกจากนี้ในรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของฝอยทองอื่นๆ ยังระบุว่าฝอยทองมีฤทธิ์ยับยั้งการก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง และฤทธิ์ลดการอักเสบอีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาทางพิษวิทยาของเมล็ดฝอยทอง โดยเมื่อฉีดสารสกัดโดยวิธีแช่สกัดเมล็ดด้วยแอลกอฮอล์และน้ำเข้าใต้ผิวหนังของหนูขาวในขนาด 2.465 กรัม/กิโลกรัม จะทำให้หนูตายจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD50) แต่เมื่อให้ทางปากในขนาด 30-40 กรัม/กิโลกรัม ไม่ปรากฏอาการพิษ เมื่อให้หนูทดลองกินสารแช่สกัดด้วยแอลกอฮอล์และน้ำ และที่ทำในรูปทิงเจอร์ติดต่อกันเป็นเวลา 70 วัน ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ทดลอง และไม่พบอาการเปลี่ยนแปลงผิดปกติใดๆ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการแพทย์แผนจีนระบุไว้ว่าสตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูก ไม่ควรรับประทาน
ถ้าหากฝอยทองขึ้นเกาะบนต้นไม้ที่เป็นพิษ เช่น ต้นยี่โถ ลำโพง ถอบแถบน้ำ และยาสูบ ไม่ควรเก็บมาใช้
สำหรับการนำส่วนต่างๆของฝอยทอง มาใช้เป็นสมุนไพรควรระมัดระวังในการใช้โดยควรใช้ตามปริมาณที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ โดยไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไป หรือใช้ต่อเนื่องกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ฝอยทองเป็นสมุนไพร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ