cathedraledetunis

Day: June 15, 2021

สรรพคุณของราชดัด

ราชดัดเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียจัดอยู่ในวงค์เดียวกับปลาไหลเผือก โดยเชื่อกันว่าเป็นพืชเฉพาะถิ่นของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม ต่อมาได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณใกล้เคียงของประเทศดังกล่าว สำหรับในประเทศไทยพบได้ทั่วไปทุกภาค ตามที่โล่งในป่าละเมาะ ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้วทั่วไปที่มีระดับความสูงในระดับน้ำทะเลถึง 450 เมตร

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณราชดัด

มีการนำราชดัดมาใช้ประโยชน์ในด้านสมุนไพรรักษาโรคทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยในตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณของราชดัดไว้ว่า ผลแก่จัด มีรสขม มีสรรพคุณแก้กระษัย บำรุงธาตุ บำรุงน้ำดี บำรุงน้ำเหลือง แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้โรคบิดไม่มีตัว ท้องร่วงแก้ลมวิงเวียน แก้หาวเรอวิงเวียน แก้อาเจียน แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้เจ็บอก ทำให้เจริญอาหาร ขับพยาธิ และแก้ไข้มาลาเรีย เมล็ดแห้ง รสขมฝาด ใช้เตรียมเป็นยาคุมธาตุ บำรุงธาตุ รักษาโรคบิดไม่มีตัว โรคพยาธิ โรคเกี่ยวกับลำไส้ แก้ท้องร่วง ใช้รักษาโรคเกลื้อน ทั้งต้น เมล็ด รักษาไข้มาลาเรีย ต้น รสขม ใช้แก้ไข้ ราก มีรสขม ใช้เป็นยาแก้ไข้แก้ปวดกล้ามเนื้อ แก้บิด แก้เสียดท้อง แก้ไอ ใบ มีรสขม ใช้แก้ตับม้ามโต ใช้พอกแก้ฝี แก้กลากเกลื้อน ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย

ส่วนในตำรายาสมุนไพรต่างประเทศก็มีการใช้ราชดัดอย่างแพร่หลาย เช่น พยาธิ ใบ อินโดนีเซีย ใช้เมล็ดราชดัดเป็นยารักษาโรคลำไส้ ในฟิลิปปินส์ ใช้ผลสดแก้อาการปวดท้อง ตำราการแพทย์แผนจีน ผล รสขม เย็น มีฤทธิ์ขับพิษร้อน แก้มาลาเรีย และแก้โรคบิด ขับ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปราชดัด

ราชดัดจัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 1-4 เมตร เปลือกลำต้นเรียบ สีขาวปนเทา เมื่อยังอ่อนจะมีขนสีเหลืองปกคลุมหนาแน่น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่แบบเรียงสลับ ก้านใบยาว 5-10 เซนติเมตรใบย่อยมี 5-11 ใบ รูปในหอกแกมรูปไข่ กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 5-10 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนสอบแคบ ขอบจักฟันเลื่อย ผิวมีขนนุ่มทั้งสองด้าน โดยเฉพาะด้านล่าง มีก้านใบย่อยด้านข้างและที่ปลาย ดอกออกเป็นแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบและปลายกิ่งมีทั้งต้นที่พบเฉพาะช่อดอกเพศผู้ และต้นที่พบทั้งดอกเพศผู้และเพศเมียในช่อเดียวกัน ก้านช่อดอกสั้น

ใบประดับเป็นรูปสามเหลี่ยมมีขนาดเล็กมาก ดอกเป็นแบบแยกเพศขนาดเล็กมีสีขาวแกมเขียว ถึงสีแดงแกมเขียว หรือสีม่วง ส่วนกลีบดอกขนาดเล็กมากมี 4 กลีบ รูปซ้อน โตกว่ากลีบเลี้ยงเล็กน้อย สีอมม่วงหรือสีน้ำตาลแดง มีขนอุย มีต่อมที่ปลาย ดอกเพศผู้มีก้านดอกเรียวยาว กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็กมากโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 4 แฉก เกสรเพศผู้มี 4 อัน เกสรเพศเมียลดรูปเป็นยอดเกสรเพศเมีย ดอกเพศเมียคล้ายดอกเพศผู้ แต่เกสรเพศผู้ฝ่อ รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มี 4 คาร์เพล ผลเป็นผลสด กลมเป็นพวง ออกรวมกลุ่มกัน 1-4 ผล มีเนื้อ รูปกลมเปลือกผลแข็ง ผิวเรียบเป็นมัน ขนาดเล็ก ยาวราว 4-7 มิลลิเมตร เมื่อผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกมีสีดำ คล้ายเมล็ดมะละกอแห้ง เมล็ดมีเมล็ดเดียว สีน้ำตาล ผิวเรียบ รสขมจัด

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์ราชดัด

ราชดัดสามารถขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด โดยการนำเมล็ดแห้งไปเพาะในกระบะเพาะชำ ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็จะงอกมาเป็นต้นอ่อนสูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร จึงย้ายลงในถุงเพาะชำ รดน้ำให้ชุ่ม เพื่อรอการปลูก สำหรับวิธีการปลูกเริ่มจาก การเตรียมดินให้เหมือนกับการปลูกไม้ยืนต้นอื่นๆ โดยการขุดหลุมกว้าง x ยาว x ลึกประมาณ 50 เซนติเมตรแล้ว รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับดินก้นหลุม จากนั้นนำกล้าราชดัดที่เพาะได้ลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ กลบดินปักไม้เพื่อพยุงต้นผูกเชือกให้เรียบร้อย รดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

ทั้งนี้ในการปลูกราชดัดควรเว้นระยะห่างกันประมาณ 3-4 เมตร และสามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล แต่ส่วนมากจะนิยมปลูกในฤดูฝนมากกว่า

องค์ประกอบทางเคมีราชดัด

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของเมล็ดราชดัดพบว่ามีสารกลุ่ม quassinoidtriterpenes , bruceantinol , brucein Q , bruceins A-G, bruceantinoside A, brucein E-2-O-β-D-glucoside, brusatol bruceolide A-C,bruceolide สารกลุ่ม Alkaloids เช่น Brucamarine ,glycoside kosamine , Brucenol, Brucealin,Yatanine ส่วนในเมล็ดพบน้ำมันที่มีสารต่างๆ เช่น Bruceilic acid, Bruceine A-E, Brusato,Yatanoside, Bruceantin,และ Yadanziolide A, F, I เป็นต้น

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใบแก้ไข้ แก้เสียดท้อง แก้บิด โดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ท้องร่วง แก้บิด โดยใช้เมล็ดราชดัดประมาณ 10-15 เมล็ด นำมาบดให้เป็นผงรับประทาน วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันประมาณ 7-10 วัน ใช้แก้ไอโดยใช้รากาเคี้ยวอมหรือเคี้ยวร่วมกับหมาก ใช้แก้พิษไข้ ผิดสำแดง โดยใช้รากเช้ายากับนางแซงแดง ฝนกันน้ำกินเป็นยา แก้ตัวเหลือง ตาเหลือง โดยใช้ทั้งต้นของราชดัดมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาโรคเกลื้อนโดยใช้เมล็ดแห้งตำให้แหลกแล้วนำน้ำที่ได้ไปทาบริเวณที่เป็น ใช้พอกฝีแก้อักเสบ โดยนำใบตำกับปูนแดงแล้วนำไปพอกบริเวณที่เป็นฝี ส่วนการแพทย์แผนจีน ใช้ 0.5-2 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม แก้โรคบิด ขับพิษร้อน แก้มาลาเรีย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีการศึกษาวืจัยฤทธิ์ต้านการอักเสบของส่วนสกัด ethyl acetate จากเมล็ดของต้นราชดัด โดยทดสอบฤทธิ์ในเซลล์เม็ดเลือดขาว (macrophage RAW 264.7) ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วย lipopolysaccharide พบว่าส่วนสกัดจากเมล็ดราชดัดมีผลยับยั้งไซโตคายน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ได้แก่ nitric oxide, prostaglandin E2, tumor necrosing factor –alpha, interleukin-1-bete, interleukin-6 และเพิ่มการสร้างไซโตคานย์ต้านการอักเสบ interleukin-10 นอกจากนี้เมื่อนำส่วนสกัดเมล็ดราชดัดไปทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบในหนูเม้าส์ที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบบริเวณอุ้งเท้า โดยการฉีดส่วนสกัดของเมล็ดราชดัดขนาด 25 มก./กก.น้ำหนักตัว เข้าทางช่องท้อง พบว่าช่วยลดอาการบวมของอุ้งเท้าได้อย่างมีนัยสำคัญ เทียบเท่ากับการให้ยา Indomethacin ขนาด 5 มก./กก.น้ำหนักตัว

slot

ฤทธิ์ฆ่าเชื้อบิด มีรายงานการศึกษาวิจัยพบว่าสารสกัดราชดัดด้วยบิวทานอล (butanol) มีฤทธิ์แรงในการฆ่าเชื้อบิดมีตัว (Entamoeba histolytica) โดยสารออกฤทธิ์คือบรูซีแอนทินและบรูซีอินซี และการวิจัยทางคลินิกพบว่าอัตราการหายจากโรคบิดเมื่อใช้ราชดัดเป็นร้อยละ 72-94 โดยมีอัตราการกลับเป็นซ้ำร้อยละ 6 และยังมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาและทางคลินิกอีกฉบับหนึ่งพบว่าสารสกัดจากผลราชดัดมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อบิด แต่ฤทธิ์อ่อนกว่ายา emetine

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาทางพิษวิทยาของราชดัดพบว่าส่วนสกัดด้วยน้ำไม่มีพิษ เมื่อให้ทางปาก แต่เมื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนังขนาดที่ทำให้หนูทดลองตายร้อยละ 50 (LD50) เท่ากับ 5.17 กรัม/กิโลกรัม และเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้อง เท่ากับ 6.37 กรัม/กิโลกรัม

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ราชดัดเป็นสมุนไพรที่มีพิษเล็กน้อย ดังนั้นในการใช้ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป
เด็กและสตรีมีครรภ์ รวมถึงผู้ที่มีภาวะผิดปกติของกระเพาะและลำไส้ ห้ามใช้ราชดัดเป็นสมุนไพรอย่างเด็ดขาด

สรรพคุณของพลองเหมือด

พลองเหมือดเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ทั้งในภูมิภารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ ซึ่งได้แก่ประเทศ พม่า ลาว ไทย กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย บังคลาเทศ เป็นต้น โดยมักจะพบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแห้ง และป่าผสมผลัดใบที่มีความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเล จนถึง 700 เมตร สำหรับในประเทศไทย พบได้มากในภาคอีสาน ส่วนภาคอื่นๆพบได้ประปราย

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณพลองเหมือด

ตามภูมิปัญญาชาวบ้านตามภาคต่างๆของไทย มีการนำส่วนต่างๆของพลองเหมือดไปใช้ประโยชน์ในหลายๆด้าน เช่น ผลสุกของพลองเหมือดสามารถนำไปรับประทานเล่นเป็นผลไม้ได้ ยอดอ่อนสามารถนำไปรับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกหรือนำไปเป็นเครื่องเคียงขออาหารชนิดอื่นๆ ได้อีกหลายชนิด ส่วนเนื้อไม้ของต้นพลองเหมือด สามารถนำไปทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนและเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรได้ เช่น ด้ามจอบด้ามเสียบ ใช้ทำซี่ของคราด ทำคอกเทียมวัว-ควายเป็นต้น และยังมีการนำแก่นของต้นพลองเหมือดไปย้อมไหมเพื่อจะให้ไหมมีสีเหลืองอีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของพลองเหมือดนั้นจะคล้ายๆกับบัวบก ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณของพลองเหมือดไว้ว่า เปลือก ใช้รักษารอยฟกช้ำ ราก รักษาโรคกระเพาะอาหาร แก้ประดง (อาการโรคผิวหนัง มีเม็ดขึ้นคล้ายผด คันมาก มักมีไข้ร่วมด้วย) ใบ ต้มรักษาโรคโกโนเรีย ต้นและใบ ต้มน้ำดื่ม เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด รากหรือลำต้น ต้มน้ำดื่ม แก้หืด รักษาโรคกระเพาะอาหาร เปลือกต้นและแก่น บรรเทาอาการปวดฟัน ทำให้ฟันแข็งแรง และในตำรายาพื้นบ้านภาคอีสาน ใช้ น้ำยาง ทาฟันทำให้ฟันไม่ผุง่าย

สล็อต

ลักษณะทั่วไปพลองเหมือด

พลองเหมือดจัดเป็น ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 1-3 เมตร (แต่ในบางพื้นที่สามารถสูงได้ถึง 12 เมตร) เปลือกแตกเป็นร่องลึก และเห็นชัดเจนบริเวณโคนลำต้น มีสีเทาอมน้ำตาล กิ่งอ่อนแบน หรือเป็นสี่เหลี่ยมมีร่องตามยาว 2 ร่อง ส่วนกิ่งแก่มีลักษณะกลม ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ หรือรูปวงรีแกมรูปโล่ กว้าง 1.5-4 ซม. ยาว 2.5-6 ซม. เป็นสีเขียวเป็นมันปลายทู่หรือแหลม โคนมนหรือสอบ ขอบเรียบ แผ่นใบเหลี่ยวและหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวเกลี้ยงทั้งสองด้าน เส้นกลางใบเป็นร่อง โดยทางด้านบนนูน ทางด้านล่างเส้นแขนงใบไม่ชัดเจน ส่วนก้านใบ ยาว 4-5 มม. และเป็นร่องทางด้านบน

ดอกออกแบบเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ หรือตามข้อที่ใบร่วงไปแล้ว โดยในแต่ละช่อยาว 1.5-2.5 ซม. ดอกในช่อมีประมาณ 2-8 ดอก ต่อช่อและมีเส้นผ่านศูนย์กลางของดอก 0.8-1 ซม. ก้านช่อดอก ยาว 1-5 มม. ก้านดอกย่อยยาว 1.5-2 มม. ส่วนกลีบดอกมี 4 กลีบ ลักษณะหนามีสีขาวมอมม่วงหรือสีน้ำเงินเข้ม รูปไข่ถึงรูปขอบขนาน กว้างและยาว ประมาณ 3 มม. ปลายแหลมเกสรเพศผู้ 8 อัน ก้านเกสรเพศเมียสีม่วงอ่อน และยอดเกสรเพศเมียมีขนาดเล็ก สำหรับใบมีประดับขนาดเล็กมาก ฐานรองดอกหนาเป็นรูปถ้วยสีชมพู ยาว 2-4 มม. เกลี้ยง ปลายตัดหรือแยก กลีบเลี้ยง 4 แฉก เล็กๆ ผลเป็นแบบผลสดมีเนื้อคล้ายลูกหว้า ทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 6-7 มม. ผลดิบมี สีเขียวอมเหลือง เมื่อสุกสีม่วงถึงดำใน 1 ผลจะมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด มีลักษณะกลม

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์พลองเหมือด

พลองเหมือดสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด ซึ่งในการขยายพันธุ์ของพลองเหมือดนั้น ส่วนมากจะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติมากกว่าการถูกนำมาปลูกและขยายพันธุ์โดยมนุษย์ และสำหรับการนำส่วนต่างๆของพลอยเหมือดมาใช้ประโยชน์นั้น ก็จะเป็นการเก็บมาจากในป่าแทบทั้งสิ้น ซึ่งพลองเหมือดถือเป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ยังไม่เป็นที่นิยมนำมาปลูกตามเรือกสวนไร่นาหรือตามบริเวณบ้านและที่พักอาศัย

พลองเหมือด

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของใบพลองเหมือดพบสาระสำคัญหลายชนิด เช่น epigalllocatechin gallate , myricetin , ellagic acid , ellagic acid glycolic , ursolis acid และ rutin เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้โรคกระเพาะอาหาร โดยนำรากหรือลำต้น นำมาต้มดื่ม ใช้ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัดโดยนำต้นและใบ ไปต้มดื่มวันละ 2 ครั้งหลังอาหารเช้า เย็น ครั้งละ 1 แก้ว แก้หืดโดยนำต้นมาผสมกับแก่นพลับเพลา ต้นกำแพงเจ็ดชั้น ต้นสบู่ขาว แก่นจำปา แก่นโมกหลวง ต้มน้ำดื่มแก้หืด ใช้แก้ประดงโดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บรรเทาอาการปวดฟัน ทำให้ฟันแข็งแรง บำรุงเหงือกโดยนำเปลือกต้นหรือแก่นต้น เผาไฟ แล้วนำยางที่ได้มาทาตรงบริเวณที่ปวดฟัน หรือบริเวณที่ต้องการ

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยของพลองเหมือดหลายฉบับโดยแยกตามฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาได้ดังนี้

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสักดจากใบพลองเหมือด พบว่าสารสกัดชั้น ethyl acetate,methanol และ 50% methanol มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH โดยมีค่าที่ทำให้อนุมูลอินะลดลงร้อยละ 50 (IC50) ดังนี้ methanol 46.9 g/mL, 50% methanol 152.1 g/mL และ ethyl acetate 1742.2 g/mL ตามลำดับเปรียบเทียบกับค่าของสารมาตรฐาน ascorbic acid 9.1 g/mL และ trolox 11.6 g/mL mL

ส่วนการศึกษาวิจัยอีกฉบับหนึ่งระบุว่า เมื่อได้ทำการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดชั้น ethyl acetate และสามารถแยกสารออกฤทธิ์ ซึ่งได้แก่ rutin โดยสาร rutin ที่ได้แสดงค่า IC50 ของการต้านอนุมูลอิสระ DPPH ที่ 17.06 μg/ml และมีค่าความสามารถในการจับไอออนเหล็ก (Fe3+ion chelation) ได้ร้อยละ 50 ที่ 17.29 μg/ml

ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง สารสกัดขั้นเอธิลอะซีเตตจากใบพลองเหมือดสามารถทำให้เซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร (gastric cancer cellline) เกิดการตายแบบ apoptosis

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และแก้ปวด มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ลดการอักเสบของสารสกัดจากใบชั้น hexane, ethyl acetate,methanol และ 50 % methanol ด้วยวิธี ethylphenylpropiolate induced ear edema พบว่าเมื่อทาสารสกัดชั้น ethyl acetate ขนาด 0.5, 1.0, 2.0 mg/หู ไว้เป็นเวลา 30 นาทีสามารถลดอาการบวมของหูสัตว์ทดลองลงได้ส่วนการทดสอบฤทธิ์แก้ปวดด้วยวิธี writhing เมื่อพบสัตว์ทดลองกินสารสกัดชั้น ethyl acetate ขนาด 200 mg/kg สามารถยับยั้งอาการปวดได้ร้อยละ 56.6 เทียบเท่ากับ indomethacin ขนาด 10 mg/kg

slot

ส่วนการศึกษาสารสกัดชั้น 50% เมธานอล พบว่าแสดงฤทธิ์ยับยั้ง pro-inflammatory cytokine ชนิดTNF-α จากนั้นทำการแยกจนได้สารออกฤทธิ์ พบว่าเป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ได้แก่ epigallocatechin gallate,myricetin และสารกลุ่มฟีนอกลิก ได้แก่ ellagic acid glycoside เมื่อทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ TNF-α ของ epigallocatechin gallate และ myricetin ในขนาด 100 uM พบว่ายับยั้งได้ร้อยละ 19.46 และ 39.14 ตามลำดับ ส่วน ellagic acid glycoside ขนาด 40 uM สามารถยับยั้งการทำงานของ TNF-α ได้ร้อยละ 47.78 นอกจากนี้ยังพบว่าสาร 3′-di-O-methylellagic acid 4-O-d-glucopyranoside และ myricetin-3-O-α-l-rhamnopyranoside ที่แยกได้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียUrsolic acid ที่แยกออกจากส่วนสกัด hexane:ethyl acetate (40:60) ของใบพลองเหมือดมีฤทธิ์ต้านเชื้อ Streptococcus epidermidis และ S. pneumoniae โดยมีความเข้มขันต่ำสุดที่สามารถยับยั้งเชื้อ (MIC) ที่ 1.56 และ 3.15 μg/ml ตามลําดับ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าพลองเหมือดจะมีการใช้ประโยชน์ทางสมุนไพรมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว แต่สำหรับการใช้ก็ควรระมัดระวังเช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยตรงใช้ในขนาดและปริมาณที่พอดีที่กำหนดไว้ในตำรับ ตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้พลองเหมือดเป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ประโยชน์ของผักเขียด

ผักเขียดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ซึ่งสามารถพบได้ตลอดในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และมาเลเซีย สำหรับประเทศไทยพบขึ้นในบริเวณที่มีน้ำขัง ตามบ่อเลี้ยงปลา และในนาข้าวหรือบริเวณดินแฉะๆ และพบทั่วไปในประเทศไทย โดยจัดเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง และจะพบมากในนาข้าวทางภาคเหนือ

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณผักเขียด

ผักเขียดสามารถนำมาใช้เป็นอาหารโดยใช้เป็นผักตามฤดูกาล เช่น ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกนำมาใช้รับประทานเป็นผัก ซึ่งมักจะเก็บมารับประทานในช่วง 2-3 อาทิตย์แรกเท่านั้น โดยจะรับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือ กับแกงรสจัดของภาคใต้ หรืออาหารรสจัดประเภท ลาบ ยำ ก้อย ส้มตำได้ นอกจากนี้ยังนำไปแกงส้ม แกงกับปลาหรือเนื้อหมูก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังสามารถนำต้นผักเขียด (ทุกๆส่วน) มาใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู โค กระบือ ได้อีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของผักเขียดนั้นจะคล้ายๆกับฟ้าทะลายโจร ตามตำรายาไทยระบุว่า ผักเขียดมีรสจัดเย็นช่วยลดความร้อนในร่างกาย ช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ แก้ไอ แก้พิษเห็ดเมา ใช้รักษาแผลอักเสบ ฝี หนอง เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปผักเขียด

ผักเขียดจัดเป็นพืชน้ำ มีเหง้าหรือลำต้นใต้ดินสั้นมาก โดยส่วนที่เห็นเป็นลำต้นที่ทอดเลื้อยนั้นคือส่วนของก้านใบที่อัดรวมกันแน่นและ มีรากฝอยหยังลึกลงในดินซึ่งจะมีสีน้ำตาลแดงจำนวนมาก ใบออกเป็นใบเดี่ยวจากโคนต้นแบบเรียงสลับ ก้านใบกลมเรียงยาว 9-55 มิลลิเมตร ลักษณะ อวบน้ำ ภายในกลวง บริเวณโคนก้านใบมีลักษณะเป็นกาบหุ้มอัดรวมกันอยู่แน่น ลักษณะของใบมีรูปร่างต่างกันไป เช่น คล้ายรูปหัวใจ รูปเรียวยาว รูปไข่ รูปหัวใจแกมรูปไข่ เป็นต้น โดยมีขนาดกว้าง 2.5 เซนติเมตร ยาว 6-13 เซนติเมตร ส่วนโคนใบลักษณะเว้า ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบมีความยาวประมาณ 9-85 มม.

สล็อต

ดอกเป็นช่อแบบ Raceme ช่อดอกหนึ่งๆ จะประกอบด้วยดอกย่อยสีขาว หรือสีน้ำเงิน มีตั้งแต่ 2-15 ดอก ซึ่งแต่ละดอกจะมี กลีบทั้งหมด 6 กลีบ แต่ละกลีบยาว 11-15 มิลลิเมตร ด้านนอกของกลีบมีสีเขียว โดยจะมีก้านดอกยาว 2.5-25 มิลลิเมตร ยื่นออกจากก้านใบด้านบน และมีเกสรตัวผู้ 6 อัน ติดกันเป็นแผงตั้งอยู่บนฐานรองดอก (Receptacle) ส่วนเกสรตัวเมียมีสีม่วงมีรังไข่อยู่เหนือโคนกลีบรวม รูปร่างยาวรี ผล เป็นแคปซูล ยาวประมาณ 1 ซม. เมื่อแก่ผลจะแตกออกโดยแตกตามยาวเป็น 3 ซีก ด้านในมีเมล็ดสีน้ำตาลอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก

การขยายพันธุ์ผักเขียด

ผักเขียดสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด แต่ส่วนมากเป็นการขยายพันธุทางธรรมชาติ ไม่มีการนำมาปลูกแต่อย่างใด เพราะผักเขียดถูกจัดให้เป็นวัชพืชในนาข้าวชนิดหนึ่ง ซึ่งผักเขียดมีรากยืดกับดินที่เป็นโคลนดม ตามหนองน้ำหรือในนาข้าวที่มีระดับน้ำไม่ลึก และจะเจริญอยู่ในที่มีน้ำขังเท่านั้น หากมีการปล่อยน้ำออกจากนาหรือหนองน้ำมีน้ำแห้งมาก ผักเขียดจะตายทันที แต่เมื่อถึงฤดูดำนาหรือฤดูฝนที่ทำให้มีน้ำขัง เมล็ดผักเขียดที่ตกหล่นอยู่ในดินจากฤดูที่ผ่านมาจะงอกเป็นต้นอ่อนและจะเจริญอย่างรวดเร็ว แตกกอเป็นกอใหญ่ พร้อมทั้งออกดอกและออกผลทิ้งเมล็ดไว้เช่นเดิม

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมี

มีรายงานการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของผักเขียด ด้วยวิธีแก๊สโครมาโทกราฟิแมสสเปกโทรเมตรี พบว่ามีองค์ประกอบทางเคมีที่มีองค์ประกอบหลัก 8 ชนิดได้แก่ Linoleicacid, Palmitic acid, 9-cis-Oleic acid, Methyl linolenate, Acetic acid, Stearic acid, Neophytadiene และ trans-Oleic acid โดยมีLinoleic acid มีปริมาณ 17.13% และ 9-cis-Oleic acid มีปริมาณ 6.6%

นอกจากนี้ผักเขียดยังถูกนำมารับประทานเป็นอาหาร โดยมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของผักเขียด (100 กรัม)

  • พลังงาน 13 กิโลแคลลอรี่
  • เส้นใย 0.8 กรัม
  • แคลเซียม 13 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 6 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 6 มิลลิกรัม
  • วิตามิน A 3000 หน่วยสากล
  • วิตามิน B1 0.04 มิลลิกรัม
  • วิตามิน B2 0.10 มิลลิกรัม
  • วิตามิน B3 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามิน C 18 มิลลิกรัม

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไอ ขับปัสสาวะโดยนำทั้งต้นมาคั้นเอาน้ำรับประทาน ใช้แก้พิษร้อน ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาแผลอักเสบ ฝี หนอง โดยใช้ต้นสดทั้งต้นมาตำพอกบริเวณที่เป็น ใช้แก้พิษของเห็ด โดยการใช้ทั้งต้นร่วมกับผักกระเฉด ต้นน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

เนื่องจากผักเขียดเป็นวัชพืชในนาข้าว อีกทั้งในปัจจุบันยังไม่ค่อยมีการนำมาใช้ประโยชน์เหมือนในอดีต ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผักเขียดเท่าที่ควร แต่มีรายงานการศึกษาทางเภสัชวิทยาในไทยอยู่ฉบับหนึ่งระบุว่า จากการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพด้วยวิธี Agar disc diffusion พบว่าสารสกัดหยาบเอทิลอะซีเดดจากผักเขียดทุกความเข้มข้น ไม่แสดงฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียแกรมบวก S. aureus,B. cereus แบคทีเรียแกรมลบ E. coli, K. pneumoniae, S. marcescen, P. aeruginosa เชื้อรา A. nigerและยีสต์ C. albican

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการนำผักเขียดมาใช้เป็นสมุนไพรตามตำรายาต่างๆนั้น เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาวิจัย และรายงานความเป็นพิษมากพอ ดังนั้นในการใช้จึงควรระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกันกับสมุนไพรอีกหลายชนิด โดยควรใช้ในปริมาณตามที่กำหนดไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ รวมถึงไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ผักเขียดเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของพญาวานร

พญาวานรเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศเวียดนาม โดยเป็นพืชที่ถูกค้นพบในป่าแถบเวียดนามเหนือ ประมาณปี ค.ศ.1990 และมีการนำมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคต่างๆ ต่อมาจึงได้มีการปลูกขยายทั้งเวียนนาม สำหรับในประเทศไทยนั้นพญาวานรถูกนำเข้ามาโดยกลุ่มทหารผ่านศึกสมัยสงครามเวียดนาม และในปัจจุบันสามารถเพาะพันธุ์ได้ในประเทศไทยแล้ว

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณพญาวานร

พญาวานรมีการนำไปใช้เป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆมากมายหลายโรคสรรพคุณก็จะคล้ายๆกับว่านชักมดลูก โดยในคน ได้แก่ ความดันโลหิต ท้องเสีย ไขข้ออักเสบ คออักเสบ กระเพาะอาหารอักเสบ เนื้องอก ลำไส้อักเสบ ตกเลือด รักษาแผล ท้องผูก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการนำมาใช้ในการรักษาและป้องกันโรคอหิวาต์และท้องเสียในสัตว์เลี้ยงอีกด้วย

นอกจากนี้ในตำรายาพื้นบ้านของเวียดนามยังระบุถึงสรรพคุณของใบพญาวานรไว้ว่า แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย จากการทำงานหนัก บรรเทาอาการประสาทหลอน แก้ไข้หวัด ตับอักเสบ ใช้ลดความดันโลหิต รักษาอาการทางเดินอาหารไม่ปกติ แก้อาการท้องไส้ไม่ปกติ รักษาอาการคอพอก แก้เคล็ด ขัดยอก กระดูกหัก รักษาอาการ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่นข้น รักษาอาการมดลูกหย่อนของหญิงคลอดบุตรใหม่ โดยจะช่วยให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็ว ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการใช้พญาวานรอย่างแพร่หลายนักโดยที่มีใช้ก็จะเป็นการใช้ตามสรรพคุณของตำรายาพื้นบ้านเวียดนาม

ลักษณะทั่วไปพญาวานร

พญาวานรจัดเป็นไม้พุ่มพันธุ์ใบขนาดเล็ก สูง 1-3 เมตร ลำต้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมตั้งตรง เปลือกต้นผิวเรียบสีเขียว ใบออกตามโคนง่านใบโดยจะออกเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปรีถึงรูปใบหอกมีสีเขียวมันเงา กว้าง 3-5 ซม. ยาว 5-15 ซม. โคนใบสอบ ปลายใบแหลมเรียว ขอบใบเรียบ มีเส้นแขนงใบ 8-11 คู่ ผิวใบมีขนยางห่าง (pilose) ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงแบบช่อเชิงลด (spicilifom paniculate) มีใบประดับรูปแถบหรืออาจไม่มีใบประดับเลยก็ได้ มีก้านดอกย่อย ยาวประมาณ 0.5 ม.ม. และที่ก้านดอกย่อยกลีบเลี้ยง รวมถึงใบประดับจะมีขนสั้นนุ่ม สำหรับกลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ รูปแถบ กลีบดอกเป็นสีชมพู น้ำเงิน ม่วง หรือเกือบดำ มีหลอดดอกรูปทรงกระบอก และดอกเป็นรูปปากแตร หรือรูปห้าแฉก

สล็อต

การขยายพันธุ์พญาวานร

พญาวานรสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการปักชำ และการเพาะเมล็ด แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือการปักชำยอด ซึ่งวิธีนี้จะเกิดรากเร็ว และต้นก็ตั้งตัวได้เร็วอีกด้วย

ทั้งนี้พญาวานรเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือดินมีความชื้นสูง และยังเป็นพืชที่ชอบที่ร่มหรือแสงแดดรำไร โดยเมื่อโตเต็มที่จะให้ใบมากถึง 700 – 1,000 ใบ/ต้น และหากเด็ดยอดจะสามารถแตกกิ่งได้มากขึ้น และยังเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ทั้งในแปลงและในกระถางตามความเหมาะสมของพื้นที่

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของใบพญาวานรพบว่ามีสาระสำคัญดังนี้

Flavonoids,β-sitosterol,phytol, 3-0-(β-D-glucopyranosyl)-sitosterol, สารผสมระหว่าง stigmasterol กับ poriferasterol,n-pentacosan-1-ol, สารผสมระหว่าง kaempferol-3-methyl ether-7-0-beta-glucoside กับ apigenin-7-0-β-glucoside, 1-triacontanol,salicylic acid,glycerol 1-hexadecanoate,palmitic acid และ pseuderantin เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

มีการใช้ในพญาวานรตามสรรพคุณของตำรายาพื้นบ้านเวียนนามดังนี้

ใช้รักษาอาการท้องไส้ไม่ปกติ , ปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยรับประทานใบสด 7-14 ใบวันละ 2 ครั้ง
ใช่รักษาโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลและโรคที่เกี่ยวกับลำไส้โดย รับประทานใบสดครั้งละไม่เกิน 7 ใบ วันละ 2 ครั้ง และต้องรับประทานติดต่อกันไปจนครบ 50 ใบ
ใช้รักษาโรคตับอักเสบ คอพอก โดยรับประทานใบสดครั้งละ 7 ใบ วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันไปจนครบ 150 ใบ
ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง รับประทานใบสดวันละ 5-9 ใบ
ใช้รักษาโรคเบาหวานโดยรับประทานใบสด ในผู้ชายรับประทาน 7 ใบส่วนผู้หญิงรับประทานวันละ 9 ใบ ต่อวันและให้รับประทานเป็นเวลาภายใน 90 วัน
ใช้รักษาอาการปัสสาวะแสบ ปัสสาวะเป็นเลือดโดยนำใบสด 14-21 ใบ คั้นเอาน้ำข้นๆ รับประทาน
ใช้สำหรับสตรีหลังคลอดบุตร รับประทานใบสดวันละ 1 ใบ โดยรับประทานทุกวันจะทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วกว่าปกติและจำทำให้ฟื้นสุขภาพได้เร็วขึ้น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ส่วนสกัดเอทิลอะซีเดท และบิวทานอลจากใบ ซึ่งมีฟลาโวนอยด์เป็นองค์ประกอบหลักมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เมื่อทดลองโดยใช้ human blood peroxidase modei

jumboslot

ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยนำสารสกัดจากใบพญาวานร (PPE) มาทดสอบพบว่า หนูกลุ่มที่เป็นโรคเบาหวานที่ได้รับสารสกัดจากใบพญาวานร (PPE) 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถลดระดับ Fasting plasma glucose (FPG) ได้อย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อได้รับนาน 14 วัน พบว่ามีระดับ FPG ต่ำกว่าหนูในกลุ่มที่เป็นโรคเบาหวานซึ่งได้รับยา glibenclamide 0.25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม อีกทั้งยังสามารถเพิ่มระดับ high-density lipoprotein (HDL) และช่วยลดระดับ Low-density lipoprotein (LDL) , total cholesterol (TC) , triglyceride (TG), blood urea nitrogen (BUN) , alkaline phosphatase (ALP) ได้อีกด้วย แต่การได้รับสารสกัดจากใบพญาวานรมากเกินไปอาจก่อให้เกิดพิษได้

ฤทธิ์ต้านเชื้อรา ส่วนสกัดเอทิลอะซีเดท และบิวทานอลจากใบ มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Candida atbicans และ C.stellatoides

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ส่วนสกัดเอทิลอะซีเดท และบิวทานอลจากใบ มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย 10 ชนิด โดยเฉพาะส่วนสกัดเอทิลอะซีเดทจะมีฤทธิ์แรงต่อเชื้อ Salmonella typhi 158,Shigella flexneri และ E.coli

ฤทธิ์ยับยั้งการสร้างหลอดเลือด สารสกัดเมทานอลจากใบ ความเข้มขัน 100 มคก./มล.มีฤทธิ์อย่างอ่อน (น้อยกว่า 25%) ในการยับยั้งการสร้างหลอดเลือดในเซลล์ human umbilical venous

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยพบว่าสารสกัดเมทานอลจากใบ เป็นพิษอย่างอ่อนต่อเซลล์มะเร็ง B16 melanoma โดยมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ครึ่งหนึ่ง (GI50) คือ มากกว่า 100 มคก.มล.

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

แม้ว่าในตอนนี้จะมีการนำพญาวานร ใช้ในการรักษาโรคต่างๆ มากมาย แต่ก็ยังขาดข้อมูลการศึกษาทางคลินิกในคนขนาดที่เหมาะสมในการใช้ และความเป็นพิษ ดังนั้นจึงควรพิจารณา และระมัดระวังในการใช้
เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้พญาวานร เป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของจำปา

เชื่อกันว่าจำปามีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย เพราะชื่อวิทยาศาสตร์ของจำปามีคำลงท้ายว่า champaca ซึ่งเป็นชื่อของจำปาในประเทศอินเดีย ภาษาฮินดีเรียกจำปาว่า จัมปา ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงคงเรียกชื่อจำปาตามคนอินเดีย ส่วนการแพร่กระจายพันธุ์นั้นเชื่อว่ามีการแพร่กระจายพันธุ์จากอินเดียไปยังบริเวณเขตร้อนที่อยู่ใกล้เคียงเช่นในประเทศพม่า ไทย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย เป็นต้น

เครดิตฟรี

สำหรับจำปาในประเทศไทยเชื่อกันว่าคนอินเดียคงนำจำปามาเมืองไทยพร้อมๆ กับการติดต่อค้าขาย และเผยแพร่อารยธรรม ศาสนา ภาษา ศาสนา การปกครอง มานับพันปีแล้ว และในปัจจุบันสามารถพบเห็นจำปาได้มากทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ตามป่าดิบชื้น และป่าดิบเขา ที่สูงในระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 1,300 เมตร

ประโยชน์และสรรพคุณจำปา

จำปานิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับในบริเวณบ้านหรือสวนสาธารณะ และตามอาคารสถานที่ที่มีเนื้อที่กว้างขวาง โดยจะให้ความหอมและความสวยงาม และยังเป็นต้นไม้ให้ร่มเงาได้ดีอีกด้วย

เนื้อไม้ของต้นจำปามีสีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อน เหนียว เป็นมัน ทนปลวก เลื่อยไสตกแต่งได้ง่าย จึงมีการนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำเฟอร์นิเจอร์ สร้างบ้าน ทำเครื่องมือต่างๆ ต่อเรือ เครื่องกลึง เครื่องแกะสลัก และของเล่นเด็ก เป็นต้น

ส่วนน้ำมันจากดอกจำปา สามารถนำมาใช้แต่งกลิ่นเครื่องหอมและเครื่องสำอางต่างๆได้ สำหรับสรรพคุณทางยาของจำปานั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ดอกจำปา มีรสหอมเย็น ใช้ปรุงยาหอมผสมกับการบูร สรรพคุณบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต บำรุงประสาท บำรุงน้ำดี แก้คลื่นไส้ ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ทำให้เลือดเย็น กระจายโลหิตอันร้อน แก้อ่อนเพลีย แก้วิงเวียน แก้เส้นกระตุก

ตำราการแพทย์แผนไทย จัดเป็นตัวยาชนิดหนึ่งในพิกัด เกสรทั้ง 7 และเกสรทั้ง 9 ใบ แก้โรคเส้นประสาทพิการ แก้ป่วงของทารก เปลือกต้น ฝาดสมาน แก้ไข้ ทำให้เสมหะในลำคอเกิด เปลือกราก เป็นยาถ่าย รักษาโรคปวดตามข้อ ทำให้ประจำเดือนมาปกติ กระพี้ ถอนพิษผิดสำแดง เนื้อไม้ บำรุงโลหิต ราก ขับโลหิตสตรีที่อยู่ในเรือนไฟให้ตก น้ำมันกลั่นจากดอก แก้ปวดศีรษะ แก้ตาบวม และในตำราสรรพคุณยาโบราณของกรมหลวงวงศาธิราช กล่าวว่า ใบจำปา แก้ไข้อภิญญาณ ดอกทำให้เลือดเย็น เปลือกแก้คอแห้ง กระพี้แก้พิษสำแลง (ไข้ซ้ำ) แก่นแก้กุฏฐัง (โรคเรื้อน) ยางแก้ริดสีดวงพลวก รากขับเลือดเน่า

สล็อต

ลักษณะทั่วไปจำปา

ลักษณะทั่วไปของจำปานั้น คล้ายคลึงกับจำปีมาก จะมีรายละเอียดต่างกันไม่มากนัก เช่น ใบจำปีจะเขียวเข้มและเป็นมันกว่าใบจำปา ดอกจำปามีกลีบใหญ่และยาวแต่บางกว่ากลีบดอกจำปี และสีกลีบดอกจำปามีสีเหลืองอมส้ม เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนดอกจำปี เป็นต้น

ทั้งนี้ลักษณะทั่วไปของจำปาสามารถสรุปได้คร่าวๆ ดังนี้ จำปาจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่มีลักษณะเปลาตรง สูงใหญ่ โดยสามารถสูงได้ถึง 30 เมตร เปลือกเรียบ มีสีเทาปนน้ำตาลหรือสีเทาอมขาว ตากเป็นร่องตามยาว เปลือกในสีขาว มีรูระบายอากาศทั่วไป มักมีรอยตาของกิ่งที่หลุดร่วงไปแล้ว เรือนยอดเป็นพุ่มกลม หรือรูปกรวยคว่ำ เนื้อไม้สีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยวแบบเรียงสลับรูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 10-25 เซนติเมตร ปลายแหลมและมีติ่งแหลม โคนมนหรือแหลมขอบเรียบ ก้านใบยาว 2-3.5 เซนติเมตร

แผ่นใบลักษณะค่อนข้างหนา ด้านบนมีขนเล็กน้อย ด้านล่างมีขนนุ่มเส้นแขนงใบข้างละ 10-22 เส้น มีขนนุ่ม มีรอยแผลหลุดร่วงของหูใบ หูใบ หุ้มยอดอ่อน ร่วงง่าย เห็นเป็นรอยแผลชัดเจนที่ข้อและก้านใบ ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบมีกาบหุ้มดอกสีเขียวอ่อน มี 1 แผ่น ดอกบานตั้งขึ้นเป็นสีเหลืองอมส้มและส่งกลิ่นหอมแรง กลีบดอกมี 12-15 กลีบ กลีบนอกรูปใบหอก ค่อนข้างกว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 4-4.5 ซม. ก้านดอกยาว 0.7-1.2 เซนติเมตร กลีบชั้นในเรียวแคบและสั้นกว่ากลีบชั้นนอก ฐานดอกรูปทรงกระบอกยาว เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก เรียงเวียนรอบบริเวณโคนฐานดอก ก้านชูอับเรณูยาว 1.5-2 มิลลิเมตร อับเรณูรูปขอบขนานยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร ปลายมีรยางค์ รังไข่เหนือวงกลีบมีคาร์เพลได้ถึง 30 คาร์เพล เรียงเวียนรอบแกนกลาง แต่ละคาร์เพลมีออวุล 2-6 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียสั้นมาก

สล็อตออนไลน์

ยอดเกสรเพศเมียเป็นเส้นโค้ง ผลออกเป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 10-40 ผล เป็นช่อยาว 10-20 เซนติเมตร ก้านช่อยาว 1-3 เซนติเมตร แต่ละผลค่อนข้างกลมหรือกลมรี เปลือกผลหนาและแข็ง ผลอ่อนมีสีเขียวขระขระโดยรอบผลย่อยกว้าง 7-15 เซนติเมตร ยาว 1-2 เซนติเมตร ผลแก่แห้งแตกแนวเดียวในหนึ่งผลมี 1-7 เมล็ด เมล็ด รูปค่อนข้างกลมหรือรูปรี กว้างประมาณ 7 มิลลิเมตร ยาว 0.8-1 เซนติเมตร มีเนื้อหุ้ม รูปเสี่ยววงกลม เมล็ดอ่อนมีเนื้อหุ้มสีขาว เมล็ดแก่เนื้อหุ้มสีแดงในผลย่อยผลจะมี1-6 เมล็ด

การขยายพันธุ์จำปา

จำปาสามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่งแต่จะนิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดมากกว่า โดยนำผลสุกที่มีสีดำ มาแช่น้ำ 2-3 วัน แล้วล้างเนื้อเยื่อของผลออกเหลือแต่เมล็ดนำไปตากแดดจนแห้ง แล้วนำไปเพาะในถุงเพาะในถุงเพาะชำที่มีดินผสมอยู่ถุงละ 1-2 เมล็ด ประมาณ 30-45 วัน จะงอกเป็นต้นกล้าอายุประมาณ 10-20 เดือน จึงสามารถเองลงปลูกได้ โดยก่อนปลูกจะต้องขุดหลุม ขนาดประมาณ 30x30x30 เซนติเมตร หรือขนาดเหมาะสมกับกล้าไม้แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับดินหรืออาจใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ 1 ช้อนโต๊ะ

ยาป้องกันแมลง เช่น ฟูราดาน 5-10 กรัม คลุกเคล้ากับดินและสำหรับกลบหลุมด้วยก็จะทำให้กล้าไม้มีอัตราการอดตายสูง และเจริญเติบโตดี

จากนั้นนำต้นกล้าที่เพาะได้ลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ กลบดินให้พูนโคนต้นไม่ให้น้ำขัง ปักไม้ผูกเชือกโดยการคลุมด้วยฟาง หรือหญ้าแห้ง รดน้ำให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอ สำหรับระยะปลูกจะไม่แน่นอนตายตัว แล้วแต่วัตถุประสงค์ของเกษตรกร เช่น ปลูกในเชิงพาณิชย์ และเป็นการปลูกไม้ชนิดเดียวก็จะใช้ระยะปลูก 2×4 หรือ 4×4 เมตรเป็นต้น

jumboslot

องค์ประกอบทางเคมีจำปา

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของจำปาพบว่า จำปามีองค์ประกอบทางเคมีเป็นน้ำมันระเหยง่าย (volatile oil)ประมาณร้อยละ 0.2 ซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็นสารกลุ่ม esters เช่น benzyl acetate และ methyl และยังประกอบด้วยสารกลุ่ม terpenes เช่น eucalyptolcaryophyllene α-terpinoleneβ-terpinene และ สารกลุ่ม flavonoids quercetin สารกลุ่ม phenylpropanoids เช่นmethyl eugenol isoeugenol รวมทั้งสารกลุ่ม aldehydes tannins ketones alkaloids เป็นต้น

นอกจากนี้ยังพบสารอื่นๆ ในน้ำมันหอมระเหยอีก เช่น ß-linalool, ß-elemene, germacreneA A, germacrene B, germacrene D, indole , linalool, pyranoid

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ดอกจำปาใช้ปรุงเป็นยาหอม ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต บำรุงประสาท บำรุงน้ำดี แก้คลื่นไส้ คลื่นเหียนอาเจียน แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ทำให้เลือดเย็น แก้เส้นกระตุก เนื้อไม้ใช้ต้นกับน้ำดื่ม ช่วยบำรุงโลหิต รากต้มกับน้ำดื่มช่วยขับโลหิตในสตรีที่อยู่ไฟ และใช้รักษาโรคปวดตามข้อ ใช้เป็นยาถ่าย เปลือกต้นต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไข้ แก้เสมหะในลำคอ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์รักษาแผลเบาหวาน มีการศึกษาในหนูแรทที่เป็นเบาหวานและมีแผลแบบรอยเชือด (incision) และแผลถูกตัด(excision) โดยการป้อนยาแขวนตะกอนที่มีส่วนผสมของสารสกัด 95% เอทานอลจากดอกจำปาในปริมาณ 100, 200 และ 400 มก./กก. ให้แก่หนูแรท ติดต่อกัน 16 วัน พบว่าในแผลรอยเชือดมีการเพิ่มความยือหยุ่นของบาดแผลอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่วันที่ 10 ของการรักษา ส่วนแผลถูกตัด จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อปิดแผลและเพิ่มปริมาณ hydroxyprolineใน granuloma cell ทำให้อัตราการหายของแผลเร็วกว่า

slot

ยังมีการศึกษาในหนูแรทที่เป็นเบาหวาน และมีแผลไฟไหม้ โดยป้อนสานสกัด 95% เอทานอลจากดอกจำปา ขนาด 100 มก./ กก. น้ำหนักตัว และทาครีมที่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากดอกจำปา 10% บริเวณที่เป็นแผล ติดต่อกัน 16 วัน พบว่าอัตราการหายของแผลเร็วขึ้นใกล้เคียงกับการใช้ยา sliver sulphadiazine 0.5 กรัม และยังกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อบุผิวบริเวณแผล ได้ทั้งหนูแรทที่เป็นเบาหวานและหนูแรทที่ได้รับยา Dexamethasone เพื่อกดการสร้างเนื้อเยื่อบุผิว

ฤทธิ์คุมกำเนิด มีการศึกษาฤทธิ์คุมกำเนิดของสารสกัดน้ำและแอลกอฮอล์จากใบจำปา (hydroalcoholic leaves extract of Michelia champaca ) โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการศึกษาฤทธิ์ต้านการฝังตัวของตัวอ่อนในมดลูก โดยทดลองป้อนสารสกัดน้ำ-แอลกอฮอล์ใบจำปาขนาดวันละ 100 และ 200 มก./กก. นาน 7 วัน ให้แก่หนูแรทเพศเมียที่ผ่านการเข้าคู่ผสมพันธุ์กับตัวผู้ไม่เกินหนึ่งวันเมื่อเลี้ยงครบ 10 วัน ทำการผ่าตัดเพื่อตรวจการฝังตัวของตัวอ่อนในมดลูก การศึกษาส่วนที่สอง เป็นการทดสอบฤทธิ์การเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยทดลองในหนูแรทเพศเมียที่ถูกตัดรังไข่ 6 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 ที่เป็นกลุ่มควบคุม ได้รับสารละลาย 5%Tween-80 กลุ่มที่ 2 ได้รับ 17α-ethinyl estradio lโดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังเพียงอย่างเดียว เปรียบเทียบกับ กลุ่มที่ 3 และ 4 ที่ได้รับสารสกัดน้ำ-แอลกอฮอล์ใบจำปาโดยการป้อนให้ขนาดวันละ 100 และ 200 มก./กก.และกลุ่มที่ 5 และ 6 ได้รับสารสกัดน้ำ-แอลกอฮอล์ใบจำปาร่วมกับการฉีด 17α-ethinyl estradiol (ขนาดวันละ 1 มคล.) ทำการเลี้ยงต่อเนื่องนาน 7 วัน ในวันที่ 8 ของการทดลองทำการชั่งน้ำหนักและเก็บตัวอย่างเลือด เพื่อวิเคราะห์ค่าทางชีวเคมี (biochemical parameters) จากนั้น ทำการฆ่าและเก็บอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง ผลจากการทดลองพบว่าการป้อนสารสกัดน้ำ-แอลกอฮอล์ใบจำปาทั้งขนาดวันละ 100 และ 200 มก./กก. มีผลยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนในมดลูกของหนูแรทอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมโดยคิดเป็นร้อยละ 49.95 และ 71.03 ตามลำดับ และพบว่าการป้อนสารสกัดน้ำ-แอลกอฮอล์ใบจำปา มีผลเพิ่มน้ำหนักตัวของหนูแรท น้ำหนักมดลูก ความหนาของเยื่อบุมดลูกและช่องคลอด อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้ยังพบว่าระดับ เอสโตรเจน คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และ alkaline phosphatase ในเลือดหนูที่ถูกป้อนด้วยสารสกัดน้ำ-แอลกอฮอล์ใบจำปามีค่าสูงขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ผลจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสารสกัดน้ำ-แอลกอฮอล์จากใบจำปามีฤทธิ์คุมกำเนิด โดยอาจมีผลจากการยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนในมดลูก และมีฤทธิ์การเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน

ฤทธิ์ขับปัสสาวะและขับนิ่ว มีการศึกษาวิจัยในหนูแรทปกติและหนูแรทที่เกิดนิ่วจาการได้รับ ethylene glycol ผ่านทางน้ำดื่ม โดยใช้สารสกัดเอทานอลจากดอกจำปา 250 และ 500 มก./กก. พบว่าในหนูแรทปกติสารสกัดมีฤทธิ์ขับปัสสาวะเพิ่มการขับออกของ electrolytes โดยให้ผลเทียบเท่ากับการให้ยา furosemide ส่วนในหนูแรทที่ทำให้เกิดนิ่วสารสกัดมีฤทธิ์สลายนิ่ว ผ่านการรับ phosphate, oxalate และ calcium ในปัสสาวะซึ่งให้ผลเท่ากับยา cystone

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชอื่นของจำปาพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ลดไข้ ในหนูทดลอง และยังมีฤทธิ์ต้านเบาหวานอีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาทางพิษวิทยาของดอกจำปาโดยการกรอกทางปากให้หนูถีบจักรในขนาด 10 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งคิดเป็น 45,455 เท่าของขนาดที่ใช้รักษาในคน พบว่าไม่พบอาการเป็นพิษแต่อย่างใด และเมื่อทดสอบโดยการฉีดสารสกัดดังกล่าวเข้าใต้ผิวหนังหนูถีบจักรในขนาด 10 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ปรากฏว่าไม่พบอาการเป็นพิษเช่นเดียวกัน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าจะมีผลการศึกษาทางพิษวิทยาของดอกจำปาระบุว่ามีความเป็นพิษต่ำ แต่ในการนำมาใช้เป็นสุมนไพบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยการใช้ในขนาดและปริมาณที่พอดีที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้จำปาเป็นสุมไนพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของสีเสียดเทศ

สีเสียดเทศเป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ บริเวณประเทศพม่า อินเดีย ลาว กัมพูชา ส่วนในประเทศไทยพบได้ประปราย แต่ไม่มากเท่าสีเสียดไทย ดังนั้นคนไทยจึงนิยมนำสีเสียดไทยไปใช้เป็นสมุนไพรมากกว่าสีเสียดเทศ

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณสีเสียดเทศ

สีเสียดเทศจัดเป็นสมุนไพรที่มีการใช้บำบัดรักษาโรคมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว โดยสีเสียดเทศเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาคล้ายกับกระเจี๊ยบแดง ซึ่งจะใช้ใบและกิ่งก้าน เป็นยาฝาดสมานเฉพาะที่ใช้ผสมเป็นยาอม ใช้ผสมในยาบ้วนปาก ใช้เป็นยาห้ามเลือดที่ออกทางจมูก ใช้แก้อาการท้องร่วง ใส่แผลเปื่อยและริดสีดวงทวาร ทาบริเวณน้ำกัดเท้า แก้บิดมูกเลือด ทาสมานแผล ใช้ใส่แผลเน่าเปื่อย ใส่แผลริดสีดวง ห้ามโลหิต

ห้ามเลือดกำเดา แก้ลงแดง ทำยาอม ยาบ้วนปาก และในบัญชียาจากสมุนไพรตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ยังระบุถึง การใช้สีเสียดเทศ ในยารักษาอาการโรคในระบบทางเดินอาหาร ในตำรับ ”ยาเหลืองปิดสมุทร” ซึ่งมีส่วนประกอบของสีเสียดเทศ ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการท้องเสียชนิดที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น อุจจาระไม่เป็นมูก หรือมีเลือดปนและท้องเสียชนิดที่ไม่มีไข้อีกด้วย ส่วนในตำรับยาสมุนไพรของญี่ปุ่น ยังระบุถึงการใช้สีเสียดเทศเป็นส่วนประกอบในสูตรตำรับ “Kyoseihatekigan”

สำหรับรักษาอาการเสียงแหบ สีเสียเทศยังมีคุณสมบัติเป็น astringent และยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้ จึงมีการนำมาใช้เป็น antiseptic ในผลิตภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย

ลักษณะทั่วไปสีเสียดเทศ

สีเสียดเทศจัดเป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็งหรือไม้พุ่มแกมเถา มีลำต้นเป็นเหลี่ยม ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน ส่วนบริเวณก้านใบมีหนามงอเหมือนเขาควายยื่นออกมา ลักษณะใบยาวเป็นรูปไข่ ปลายแหลม

สล็อต

ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่น ช่อดอกกลม ออกดอกตามซอกใบและมีกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูปทรงกระบอก กลีบดอกมีสีแดงหรือสีชมพูเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 1.25 เซนติเมตร สำหรับผลเป็นรูปกระสวยเมื่อแก่จะแตกออกมาโดยมีเมล็ดอยู่ด้านใน

การขยายพันธุ์สีเสียดเทศ

สีเสียดเทศสามารถขยายพันธ์ได้โดยการใช้เมล็ด ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะเป็นการขายพันธุ์ตามธรรมชาติมากกว่าการนำมาขยายพันธุ์โดยมนุษย์ ดังนั้นในการนำสีเสียดเทศมาใช้ประโยชน์จึงเป็นการเก็บมาจากธรรมชาติมากกว่าการปลูกไว้ใช้เอง แต่ในปัจจุบันได้เริ่มมีการนำต้นสีเสียดเทศมาปลูกในเชิงพาณิชย์กันบ้างแล้วในต่างประเทศ

องค์ประกอบทางเคมี

สีเสียดเทศมีการนำมาใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรโดยจะนำใบและกิ่งอ่อนมาต้มแล้วกรองเอาเศษออก และเคี่ยวจนเป็นยางแล้วจะทิ้งไว้ให้เย็นก็จะได้เป็นก้อนแข็งที่เรียกว่าก้อนสีเสียดเทศ ซึ่งจากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของก้อนสีเสียดเทศพบว่ามีสารสำคัญกลุ่มสารกลุ่ม tannin เช่น catecchin,catechu red, catechutannic acid สารกลุ่ม flavonoid เช่น quercetin , chalcane-flavan dimers, gambiriin A1, A2, B1 และ B2, (+) catechin, (+)- epi-catechin, และ dimeric ของ proanthocyanidins, gambiriin C , procyanidin B1, procyanidin B3, และสารกลุ่ม alkaloid : gambirine, gambirdine, isogambirdine เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด แก้ลงแดง แก้กำเดา โดยใช้ก้อนสีเสียดมาบดเป็นผลโดยใช้ประมาณ 0.3-1 กรัม หรือทุบเป็นก้อนเล็กๆ พอประมาณต้มกับน้ำดื่มใช้สมานแผล แก้ริดสีดวง ใส่แผลเน่าเปื่อยต่างๆ ใช้ห้ามเลือด โดยใช้ก้อนสีเสียดมาบดเป็นผง ใช้ทาหรือใส่บริเวณที่เป็นแผลต่างๆ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเอทิลอะซิเตต, สารสกัดเมทานอล และสารสกัดน้ำที่ได้จากสีเสียดเทศ (สารสกัดแห้งที่ได้จากการนำสีเสียดเทศมาสกัดด้วยน้ำร้อน 80°C แล้วนำสารสกัดที่ได้มาละลายในตัวทำละลาย 3 ชนิดข้างต้น) ทำการศึกษาทางเคมีในหลอดทดลอง ตรวจสอบโดยใช้วิธี DPPH (1,1-diphenyl-2-picrylhydrazyl) radical scavenging assay ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเอทิลอะซิเตต สามารถกำจัดอนุมูลอิสระ DPPH ได้สูงที่สุด รองลงมาคือ สารสกัดเมทานอล และสารสกัดน้ำตามลำดับ โดยที่ความเข้มข้น 50 ppm ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเอทิลอะซิเตต, สารสกัดเมทานอล, สารสกัดน้ำ และสารมาตรฐานวิตามินซี มีค่าเท่ากับ 88.63, 85.98, 82.23 และ 90.29% ตามลำดับ

การหาปริมาณสารฟีนอลรวม (total phenolic content) ของสารสกัดที่ได้จากสีเสียดเทศ ตรวจสอบโดยใช้วิธี Folin-Ciocalteu method รายงานผลในหน่วยมิลลิกรัมของกรดแกลลิคต่อกรัมของสารสกัด (mg/g GAE) ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเอทิลอะซิเตตมีปริมาณฟีนอลรวมสูงที่สุด รองลงมาคือสารสกัดเมทานอล และสารสกัดน้ำ ตามลำดับ โดยมีค่า total phenolic content ของสารสกัดเอทิลอะซิเตต, สารสกัดเมทานอล และสารสกัดน้ำ เท่ากับ 113.43, 99.25 และ 76.75 mg/g GAE ตามลำดับ

jumboslot

การหาปริมาณสารคอนเดนแทนนินรวม (total condensed tannin) ของสารสกัดที่ได้จากสีเสียดเทศ ตรวจสอบโดยการทำปฏิกิริยากับ formaldehyde และหาปริมาณของสารที่เกิดจากปฏิกิริยา ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเอทิลอะซิเตต มีปริมาณสารคอนเดนแทนนินรวม สูงที่สุด รองลงมาคือสารสกัดเมทานอล และสารสกัดน้ำ ตามลำดับ โดยค่า total condensed tannin ของสารสกัดเอทิลอะซิเตต, สารสกัดเมทานอล และสารสกัดน้ำ มีค่าเท่ากับ 93.12, 75.35 และ 66.96% ตามลำดับ การหาปริมาณฟลาโวนอยด์รวม (total flavonoids) ของสารสกัดที่ได้จากสีเสียดเทศ ตรวจสอบโดยทำปฏิกิริยาการเกิดสีกับ AlCl3 รายงานผลในหน่วยมิลลิกรัมของแคทิชินต่อกรัมสารสกัด (mg/g catechin)

ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเอทิลอะซิเตตมีปริมาณฟลาโวนอยด์รวมสูงที่สุด รองลงมาคือสารสกัดเมทานอล และสารสกัดน้ำ ตามลำดับ โดยค่าปริมาณฟลาโวนอยด์รวม ของสารสกัดเอทิลอะซิเตต, สารสกัดเมทานอล และสารสกัดน้ำ มีค่าเท่ากับ 93.31, 70.94 และ 60.85% mg/g catechin ตามลำดับ การหาปริมาณสารคาเทชิน ด้วยวิธี HPLC พบว่าสารสกัดเอทิลอะซิเตต สารสกัดเมทานอล และสารสกัดน้ำ มีปริมาณคาเทชิน เท่ากับ 87.33, 59.47 และ 42.75% ตามลำดับ โดยสรุปสารสกัดเอทิลอะซิเตตมีปริมาณรวมของสารฟีนอล คอนเดนแทนนิน และฟลาโวนอยด์ สูงที่สุด และสามารถกำจัดอนุมูลอิสระ DPPH ได้ดีที่สุด จากการหาปริมาณคาเทชินยังพบว่ามีปริมาณสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสารสกัดอื่น อีกทั้งพบว่าลักษณะโครมาโตรแกรมจาก FTIR มี functional group ทั้งหมดที่ตรงกับคาเทชิน

slot

ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ การทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพของสารสกัดน้ำ และสารสกัดเอทานอล ที่ได้จากสีเสียดเทศ ทำการศึกษาในหลอดทดลอง โดยใช้วิธี agar disk diffusion method หาบริเวณที่เกิดการยับยั้งเชื้อหรือโซนใส (inhibition zone)และใช้วิธี agar dilution method ในการหาค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตเชื้อ (MIC) และค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถฆ่าเชื้อ (MBC) เชื้อที่ใช้ทดสอบได้แก่ เชื้อ methicillin-resistant S. aureus (MRSA)ที่แยกได้จากโรงพยาบาล และเชื้อ S. aureus ATCC 25923 เป็นเชื้อมาตรฐาน ผลการทดสอบพบว่า สารสกัดน้ำ และสารสกัดเอทานอล ที่ได้จากสีเสียดเทศ มีความสามารถในการต้านเชื้อ MRSA โดยมีค่า inhibition zone เท่ากับ 13.08±0.53 และ 19.33±0.26 มิลลิเมตร ตามลำดับ มีค่า MIC เท่ากับ 6.3-12.5 และ 0.4-0.8 mg/ml ตามลำดับ ส่วนค่า MBC เท่ากับ 12.5-25 และ 3.2 mg/ml ตามลำดับ (เชื้อมาตรฐานมีค่า inhibition zone เท่ากับ 13 และ 14 มิลลิเมตร ตามลำดับ มีค่า MIC เท่ากับ 3.2 และ 0.4 mg/ml ตามลำดับ ส่วนค่า MBC เท่ากับ 25 และ 3.2 mg/ml ตามลำดับ)

ฤทธิ์ปกป้องเซลล์ไฟโบรบลาสต์จากเหงือกมนุษย์ การทดสอบฤทธิ์ปกป้องเซลล์ไฟโบรบลาสต์จากเหงือกมนุษย์ ของสารสกัดน้ำที่ได้จากสีเสียดเทศ ทำการศึกษาในหลอดทดลอง ตรวจสอบโดยใช้วิธี MTT assay ใช้ 0.5 mM H2O2 เหนี่ยวนำให้เซลล์เกิดความเสียหาย ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดน้ำที่ได้จากสีเสียดเทศมีฤทธิ์ปกป้องเซลล์ไฟโบรบลาสต์จากเหงือกมนุษย์ได้ โดยไม่ทำให้เกิดความเป็นพิษเมื่อใช้ในขนาดความเข้มข้นถึง 500 µg/ml และเมื่อใช้สารสกัดในขนาดความเข้มข้น 50 µg/ml สารสกัดน้ำ และวิตามินซี ทำให้เซลล์รอดชีวิตได้เท่ากับ 100.1±4.6% และ 82.4±2.1% ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาของสีเสียดเทศอีกหลายฉบับระบุว่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา ต้านไวรัส ต้านการอักเสบ ต้านออกซิเดชั่น ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ลดความดันโลหิต

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทางพิษวิทยาของสีเสียดเทศ ดังนั้น ในการใช้สีเสียดเทศสำหรับเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคนั้น จึงควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ตามปริมาณที่กำหนดไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ มีควรใช้ในปริมาณที่มากหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนจะใช้สีเสียดเทศเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ