cathedraledetunis

Day: June 16, 2021

สรรพคุณของคาโมมายล์

มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในยุโรปตะวันตก โดยคาดว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมของคาโมมายล์น่าจะเป็นโรมันคาโมไมล์ และดอกคาโมมายล์ก็ใช้เป็นสมุนไพรมานานนับพันปี ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ กรีกและโรมัน โดยเป็นสมุนไพรที่นิยมมากในทวีปยุโรป ซึ่งชาวยุโรปจะรู้จักคาโมไมล์กันดีในชื่อ Capable of anything หรือยาครอบจักรวาล

เครดิตฟรี

แล้วจึงได้มีการกระจายพันธุ์ไปยังทวีปต่างๆในเวลาต่อมา ปัจจุบันมีการปลูกคามามายล์กันมากในทวีปยุโรป โดยมีการปลูกในประเทศเยอรมัน , รัสเซีย และฝรั่งเศส เป็นต้น ส่วนในประเทศไทยพบปลูกแถวเชียงใหม่และเชียงราย ในที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1400 – 1600 เมตร ทั้งนี้ในปัจจุบันสายพันธุ์ที่เป็นที่นิยมนำมาใช้และรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ สายพันธุ์เยอรมันคาร์โมมายล์

ประโยชน์และสรรพคุณคาโมมายล์

ในอดีตมีการนำคาโมมายล์มาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ในทวีปยุโรป แต่ในปัจจุบันความนิยมใช้ประโยชน์จากคาโมมายล์ได้กระจายไปทั่วโลกแล้ว โดยมีการใช้ประโยชน์ เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมยา อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง น้ำหอม ส่วนสรรพคุณทางยาของคาโมมายล์นั้น ก็สรรพคุณมากมาย อาทิเช่น ทำให้จิตใจสงบ คลายเครียดคลายกังกล ช่วยให้หลับ ช่วยให้เจริญอาหาร ลดอาการระคายเคืองทางเดินอาหาร ขับลม ลดอาการปวดเกร็งท้อง ลดการปวดประจำเดือน แก้ภูมิแพ้ ต้านการอักเสบในช่องปาก คอ ผิวหนัง และช่วยสมานแผล ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากดอกคาโมมายล์แยกได้เป็น 2 ประเภทคือ น้ำมันหอมระเหยจากดอกคาโมมายล์ ชนิด โรมันคามามายล์จะใช้ทั้งต้นและดอกในการสกัดน้ำมันหอมระเหย โดยจะให้เป็นน้ำมันสีเขียวอ่อน อีกชนิดคือ สกัดจากดอกเยอรมันคาโมไมล์ ใช้ดอกสกัดได้น้ำมันสีน้ำเงิน มีกลิ่นหอมแรงกว่าจะช่วยบำบัดทางกาย เช่น แก้ปวดลดไข้ แก้พิษร้อน ผิวหนัง

ลักษณะทั่วไปคาโมมายล์

คาโมมายล์จัดเป็นไม้ล้มลุกใบเลี้ยงคู่ มีอายุปีเดียว ลำต้นกลมหักง่ายมีสีเขียว สูงได้ 20-30 ซม. ใบเป็นแบบขนนกสองชั้น เวียนสลับ แตกย่อยเป็นริ้วๆคล้ายผักชี ก้านใบอ่อนลู่ลงดิน ก้านดอกแข็งแรงยาว 15-20 ซม. ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณปลายกิ่ง แต่เมื่อยู่รวมกันมากจะมองดูคล้ายออกเป็นช่อ กลีบดอกรูปขอบขนาน สีขาว เวียนรอบตุ้มเกสรสีเหลืองขนาดใหญ่ มีกลิ่นหอม เมล็ดคล้ายเมล็ดข้าวเปลือกแต่ขนาดเล็กมาก

การขยายพันธุ์คาโมมายล์

คาโมมายล์สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด โดยต้องหว่านในกระบะเพาะเฉพาะ และให้น้ำด้วยการใช้ฟ๊อกกี้พ่นพอเมล็ดเติบโตเป็นต้นกล้า จึงย้ายต้นกล้าไปลงถุงขนาดเล็กแล้วดูแลต่อจนต้นกล้าตั้งตัวได้จึงนำไปปลูกในแปลงต่อไป สำหรับสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกคาโมมายล์นั้นดินควรเป็นดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดีแล้วต้องปลูกในเขตอากาศหนาวเย็นที่มีอุณหภูมิ 9-14 องศาเซลเซียส และมีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 900-1,600 เมตร

สล็อต

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของดอกคาโมมายล์พบว่าดอกคาโมมายล์ประกอบด้วยสารหลายกลุ่ม เช่น สารกลุ่ม flavonoids ได้แก่ apigenin, quercetin, patuletin, luteolin และ flavonoid glucosides กลุ่ม coumarins ได้แก่ herniarin และ umbelliferone และในน้ำมันหอมระเหยพบสาร (-)-alpha-bisabolol มากกว่า 50%, chamazulene 1-15%, (-)-alpha-bisabolol oxides A และ B, cis- และ trans-en-yn-dicycloethers นอกจากนี้ยังพบสารอื่นๆ ได้แก่ phenolic acidsvaleremic acid , salicylate , cyanogenic glycoside และ GABA (gamma aminobutyric acid) อีกด้วย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

สำหรับรูปแบบการใช้คาโมมายล์นั้นจะแตกต่างกันไปตามประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ด้านอุตสาหกรรม เครื่องสำอาง ยา หรือน้ำหอม จะใช้น้ำมันหอมระเหยไปเป็นส่วนประกอบหรือส่วนผสม ส่วนในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อาจจะใช้ทั้งสารสกัด น้ำมันหอมระเหยหรือในรูปแบบดอกอบแห้งมาเป็นส่วนประกอบก็ได้ แต่สำหรับการใช้ประโยชน์จากดอกคาโมมายล์ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ การทำชาคาโมมายล์ โดยจะใช้ดอกที่ผ่านการอบแห้งแล้วมาใช้ชงเป็นชาดื่มเพื่อสุขภาพ หรือใช้บำบัดรักษาอาการเครียดคลายกังวลทำให้จิตใจสงบ ช่วยในการหลับ ขับลม ลดอาการปวดเกร็งท้อง ปวดประจำเดือน เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต่อระบบประสาท คลายกังวล ฤทธิ์ทำให้สงบ ทำให้หลับ มีผลการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดดอกคาโมมายล์มีฤทธิ์คลายวิตกกังวล ทำให้สงบอ่อนๆ และทำให้นอนหลับดีขึ้นโดยพบว่าสารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ apigenin ออกฤทธิ์โดยการจับกับ benzodiazepine receptors นอกจากนี้ในสารสกัดยับพบสาร GABA ปริมาณเล็กน้อย ซึ่ง GABA เป็นสารสื่อกระแสประสาท (neurotransmitter) ทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมอง ช่วยเกิดการผ่อนคลาย ส่วนการสูดดมน้ำมันจากดอกคาโมมายล์มีผลลดความเครียดในหนูที่ถูกตัดรังไข่ โดยลดระดับของฮอร์โมนอะดรีโนคอร์ติโคโทรฟิค (adrenocorticotrophic hormone : ACTH) นอกจากนี้การสูดดมน้ำมันจากดอกคาโมมายล์ร่วมกับการได้รับยาไดอะซีแพม (diazepam) จะช่วยลดระดับ ACTH โดยผลนี้ถูกยับยั้งโดยยาฟลูมาซีนิล (Flumazenil) ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม GABA receptor antagonist ดังนั้นน้ำมันจากดอกคาโมมายล์น่าจะออกฤทธิ์เป็น benzodiazepam agonist และมีผลต่อระบบ GABA ergic ในสมองได้

นอกจากนี้ยังมีการทดลองทางคลินิกในประเทศญี่ปุ่นพบว่า การรับประทานเจลลี่คาโมมายล์มีผลลดอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้อารมณ์ดี การศึกษาในผู้ป่วยที่มีอาการวิตกกังวลระดับปานกลางและประเมินด้วยแบบวัดภาวะวิตกกังวล Hamilton Anxiety Rating Scale (HAM-A) พบว่าการรับประทานสารสกัดดอกคาโมมายล์ติดต่อกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ช่วยลดอาการวิตกกังวลอย่างมีนัยสำคัญ

และยังมีการศึกษาฤทธิ์คลายความวิตกกังวลของคาโมมายล์ ในผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไประดับปานกลางและมาก (moderate to severe generalized anxiety disorder) โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ช่วง คือ การศึกษาระยะสั้น เป็นการศึกษาแบบเปิด (open label) ในผู้ป่วยจำนวน 104 คน โดยให้รับประทานแคปซูลสารสกัดเอทานอลจากดอกคาโมมายล์ ขนาด 500 มก. วันละ 3 แคปซูล (ใน 1 แคปซูลเทียบเท่ากับดอกคาโมมายล์แห้ง 2 ก. มีสารสำคัญ apigenin-7-glycosides ประมาณ 6 มก.) ติดต่อกัน 8 สัปดาห์

jumboslot

จากนั้นประเมินค่าความวิตกกังวลโดยให้อาสาสมัครตอบแบบสอบถาม GAD-7 symptom rating ผลการศึกษาพบว่าอาสาสมัครมีอาการวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อประเมินผลลัพธ์รองด้วยแบบสอบถาม Hamilton Rating Scale for Anxiety, the Beck Anxiety Inventory และ Psychological General Well Being Index ต่างพบว่าความวิตกกังวลในอาสาสมัครลดลงและอาสามัครมีสุขภาวะทางจิตใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนรับประทาน และในลำดับถัดมา ทำการศึกษาต่อเนื่องระยะยาว แบบสุ่มและปกปิดทั้งสองฝ่าย (double blind, randomized controlled trial) ในอาสาสมัคร 179 คน โดยให้รับประทานแคปซูลสารสกัดจากคาโมมายล์ วันละ 3 แคปซูล (รวม 1,500 มก./วัน) ติดต่อกัน 12 สัปดาห์ จากนั้นคัดเลือกเฉพาะอาสาสมัครที่มีค่า GAD-7 ลดลงอย่างน้อย 50% และมีค่า Clinical Global Impression-severity score เท่ากับ 3 หรือต่ำกว่า จำนวน 93 คน สุ่มให้รับประทานแคปซูลสารสกัดคาโมมายล์หรือยาหลอก ต่อเนื่องอีก 26 สัปดาห์ พบว่าจำนวนอาสาสมัครกลุ่มได้รับยาหลอกมีอาการกำเริบคิดเป็น 25.5% ในช่วงระยะเวลา 6.3±3.9 สัปดาห์ ขณะที่อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับคาโมมายล์มีอาการกำเริบเพียง 15.2% ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มที่ได้ยาหลอก และในระยะเวลานานกว่ากลุ่มยาหลอก คือ 11.4±8.4 สัปดาห์

จากการติดตามผลหลังการศึกษาพบว่ากลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากคาโมมายล์มีอาการวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมีน้ำหนักตัวและความดันโลหิตลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก จากการศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากคาโมมายล์ทั้งการใช้ในระยะสั้นและระยะยาว (8-38 สัปดาห์) มีความปลอดภัยและสามารถบรรเทาอาการวิตกกังวลทั่วไปได้เช่นเดียวกับการใช้ยาคลายความกังวล

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีรายงานการศึกษาวิจัยพบว่าสารสกัดดอกคาโมมายล์ด้วยน้ำ และแอลกอฮอล์ น้ำมันหอมระเหย และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ และเทอร์พีนอยด์ที่เป็นองค์ประกอบในสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ต้านการอักเสบทั้งในหลอกทดลองและสัตว์ทดลอง โดยพบว่า สารสกัดดอกคาโมมายล์มีฤทธิ์ต้านการอักเสบในหนูที่ถูกทำให้อักเสบที่หูจากน้ำมันละหุ่ง โดยพบว่าสารสกัดจากดอกสดให้ผลยับยั้งได้ดีกว่าดอกแห้ง โดยสามารถยับยั้งการหลั่ง prostaglandin E2 จาก lipopolysaccharide-activated macrophages ในหลอดทดลอง ยับยั้งเอ็นไซม์ 5-lipoxygenase และ cyclooxygenase 2 (COX-2) โดยสารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ (-)-alpha-bisabolol และ apigenin นอกจากนี้ยังพบว่าสาร apigenin ที่ยังมีฤทธิ์ยับยั้ง nitric oxide synthase (NOS) ใน LPS-activated macrophages และยับยั้งการสร้าง interleukin-6 และ tumour necrosis factor-alpha เมื่อให้ทางปากใน หนู mice ที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย LPS ส่วนการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบที่ผิวหนังในอาสาสมัคร พบว่าครีมและขี้ผึ้งคาโมมายล์ใช้ภายนอก มีต้านการอักเสบได้ดีเมื่อเทียบกับยาขี้ผึ้ง hydrocortisone

slot

ฤทธิ์ป้องกันอาการท้องเสีย มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ป้องกันการเกิดท้องเสียของยาต้มจากดอกคาโมมายล์ ในหนูแรทที่ถูกกระตุ้นให้มีอาการท้องเสียด้วยการป้อนน้ำมันละหุ่ง พบว่าเมื่อป้อนยาต้มจากดอกคาโมมายล์ ขนาด 25, 50 และ 100 มก./กก.น้ำหนักตัว ที่เวลา 60 นาที ก่อนการป้อนน้ำมันละหุ่ง ช่วยป้องกันการเกิดอาการท้องเสีย และลดการสะสมของของเหลวในลำไส้ (intestinal fluid accumulation) รวมทั้งช่วยลดการเกิด oxidative stress ซึ่งมีสาเหตุมาจากอาการท้องเสีย โดยคาโมมายล์ช่วยลดระดับ malondialdyhyde รวมทั้งป้องกันการสูญเสียเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ superoxide dismutase, catalase และ glutathione peroxidase นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณ hydrogen peroxide และ free iron ในเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ ซึ่งเกิดจากอาการท้องเสียได้

ฤทธิ์ควบคุมดัชนีน้ำตาลและต้านอนุมูลอิสระในผู้ป่วยเบาหวาน มีการศึกษาวิจัยแบบ single-blind randomized controlled clinical trail ต่อฤทธิ์ของคาโมมายล์ ในการควบคุมดัชนีน้ำตาล (glycemic index) และต้านอนุมูลอิสระในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 64 คน โดยแบ่งผู้ป่วยเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้ดื่มชาคาโมมายล์ (ชาซอง บรรจุ 3 ก. ชงในน้ำร้อน 150 มล. นาน 10 นาที) ดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังอาหารทันที ติดต่อกัน 18 สัปดาห์ เทียบกับกลุ่มที่สองที่รับประทานน้ำอุ่นในขนาดเดียวกัน เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าผู้ป่วยที่ดื่มชาคาโมมายล์มีความเข้มข้นของค่าน้ำตาลสะสม (glycosylated hemoglobin) ระดับอินซูลิน และภาวะดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) และระดับ malondialdehyde ในเลือดลดลง นอกจากนี้ยังพบว่าค่าการต้านอนูมูลอิสระในกลุ่มที่รับประทานชาโมมายล์เพิ่มขึ้น 6.81% โดยมีผลเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ superoxide dismutase, glutathione peroxidase และ catalase ขึ้น 26.16%, 39.71% และ 45.06% ตามลำดับ

ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ มีการศึกษาวิจัยพบว่าน้ำมันและสารจากดอกคาโมมายล์มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัสก่อโรคหลายชนิด โดยพบว่าสาร (-)-alpha-bisabolol และน้ำมันคาโมมมายด์มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis เชื้อรา Candida albicans และน้ำมันยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเริม (herpes simplex virus) นอกจากนี้สารสกัดคาโมมายล์ยังมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียก่อโรคหลายชนิดได้แก่ Staphylococcus aureus, Staphylococcus mutans, Staphylococcus salivarious, Bacillus megatherium, Leptospira icterohaemorrhagiae และ Campylobacter jejuni

ฤทธิ์ต้านการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และรักษาแผลในทางเดินอาหาร มีการศึกษาวิจัยพบว่าสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยจากดอกคาโมมายล์ และสารที่เป็นองค์ประกอบมีฤทธิ์ต้านการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ของสัตว์ทดลองที่เหนี่ยวนำให้เกิดการหดเกร็งด้วยสาร acetylcholine และ histamine แต่มีฤทธิ์อ่อนกว่า papaverine ส่วนสารสกัดดอกคาโมมายล์ด้วยเอทานอลในน้ำและสาร (-)-alpha-bisabolol สามารถยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารสัตว์ทดลองที่เหนี่ยวนำด้วย indromethacin ความเครียด และแอลกอฮอล์ โดยสามารถลดความเป็นกรดและเพิ่มปริมาณมิวซินในกระเพาะอาหาร

ประโยชน์ของนางแย้มป่า

นางแย้มป่าเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยแล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณเขตร้อนใกล้เคียง เช่น อินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ตามป่าดิบป่าเบญจพรรณหรือตามชายป่าต่างๆ ที่มีความสูงไม่เกิน 1100 เมตรจากระดับน้ำทะเล รวมถึงที่โล่งที่มีความชื้น หรือบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีพุ่มทึบและมีความชื้นในดินสูง

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณนางแย้มป่า

นางแย้มป่านับเป็นพืชป่าชนิดหนึ่งที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆอย่างแพร่หลาย เช่น มีการใช้ยอดอ่อนที่ยังไม่มีดอกของนางแย้มป่ามารับประทานเป็นผักสด หรือใช้เป็นเครื่องเคียงของน้ำพริกหรืออาหารต่างๆ และในส่วนของคนทางภาคเหนือยังนิยมนำยอดอ่อนของนางแย้มป่ามาแกงใส่หน่อไม้อีกด้วย นอกจานี้ยังมีการนำส่วนต่างๆของนางแย้มป่ามาใช้เป็นยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆดังนี้

ราก รสเฝื่อนใช้ต้มเป็นยาแก้ไข้ ช่วยรักษาลำไส้อักเสบ ช่วยขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ (โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่นข้น ปัสสาวะเหลืองหรือแดง และมักมีอาการแน่นท้อง รับประทานอาหารไม่ได้ร่วมด้วย) ใช้ขับระดูในสตรี แก้เหน็บชา แก้ปวดข้อ แก้โรคเริม งูสวัด

ใบใช้แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน ทั้งต้น แก้ไตพิการ แก้กระดูกสันหลังอักเสบเรื้อรัง แก้ปวดเอว และปวดข้อ ขับปัสสาวะ แก้พิษ

นอกจากนี้ชาวพม่าเผ่าเย้าในภาคเหนือของประเทศไทย ยังใช้น้ำต้มสกัดจากผลของนางแย้มป่าดื่มช่วยการขับถ่าย ส่วนชาวอินเดียในรัฐกรณาฏกะ ใช้สารสกัดน้ำจากรากนางแย้มป่า รักษาโรคริดสีดวงทวารอีกด้วย

ลักษณะทั่วไปนางแย้มป่า

นางแย้งป่าจัดเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม มีความสูงของต้นประมาณ 0.5-4 เมตร ลำต้นตั้งเป็นสันสี่เหลี่ยมตรงแต่ไม่มีขนปกคลุม เหมือนนางแย้ง ( C.chinense (Osbeck) Mabb.) กิ่งอ่อนและต้นเปราะ ตามลำต้นและกิ่งอ่อนเป็นสีแดงหรือสีดำอมน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตามข้อโดยจะออกเป็นคู่ ตั้งฉากกัน

ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กว้างหรือรูปหัวใจ ปลายใบสอบแหลม โคนใบสอบหรือเว้ารูปหัวใจส่วนขอบใบจักเป็นซี่ฟันตื้นๆ ใบกว้างประมาณ 4-20 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-25 เซนติเมตร แผ่นใบแข็งเป็นสีเขียวเข้ม มีขนสากระคายมือ มองเห็นเส้นใบได้ชัดเจน ก้านใบยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง โดยดอกจะรวมกลุ่มกันเป็นช่อแน่นตั้งตรง

สล็อต

ในแต่ละช่อดอกจะยาวประมาณ 12-15 เซนติเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงยาว 1-1.5 ซม. หลอดกลีบดอกยาว 1.5-2 ซม. ปากหลอดมีขนสั้นนุ่มและมีปื้นสีชมพูอมม่วง สำหรับกลีบดอกเป็นสีขาว ยาว 1-1.5 ซม. มีเกสรเพศผู้ยาว 2.5-4 ซม. อยู่ 4-5 อัน โดยดอกจะมีกลิ่นหอมในตอนเช้า ผลออกเป็นรูปทรงกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผิวผลมัน เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มและจะดำ ผลมีกลีบเลี้ยงสีแดงยาว 2-2.5 เซนติเมตรหุ้มอยู่ ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

การขยายพันธุ์นางแย้มป่า

นางแย้มป่าสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด การตอนกิ่งและการปักชำกิ่ง แต่วีที่เป็นที่นิยมในการขยายพันธ์ในปัจจุบันคือการขุดต้นอ่อนที่เกิดจากรากของต้นใหญ่ที่อยู่ใกล้ผิวดินมาปลูกเลี้ยง เพราะสะดวกและเจริญเติบโตเร็วกว่าวิธีอื่นๆ แต่ทั้งนี้การขยายพันธุ์ของนางแย้มป่าส่วนมากจะเป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติมากกว่าการนำมาปลูก เพราะนางแย้มป่าเป็นสมุนไพรที่ยังไม่เป็นที่นิยมนำมาใช้อย่างแพร่หลาย มีเพียงหมอยาพื้นบ้านนำมาใช้เท่านั้น

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมี จากส่วนต่างๆของนางแย้มป่าพบว่า ในดอก พบสารกลุ่ม flavonoids ได้แก่ apigenin, acacetin และ quercetin พบสารกลุ่ม flavonoids glycosides ได้แก่ methyl ester of acacetin-7-O-glucuronide ส่วนในใบ พบสารกลุ่ม flavonoids glycosides ได้แก่ scutellarin และ hispidulin-7-O-glucuronide และสารกลุ่ม diterpenoids ได้แก่ clerodin นอกจากนี้ในส่วนเหนือดิน พบสารกลุ่ม Steroids ได้แก่ stigmasterol และ poriferasterol เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ลำไส้อักเสบ ไตพิการ ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ขับระดูในสตรี แก้ปวดข้อ แก้เหน็บชา โดยใช้รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่มใช้แก้ปวดเอว ปวดข้อ แก้กระดูกสันหลังอักเสบ โดยใช้ส่วนต่างๆ ทั้งต้นมาตากให้แห้งแล้วนำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้เริม งูสวัด โดยใช้รากมาฝนแล้วผสมกับน้ำปูนใสใช้ทาบริเวณที่เป็น ใช้รักษาโรคผิวหนังต่างๆ โดยใช้ใบสดตำพอกบริเวณที่เป็น แก้อาการปวดหัวข้างเดียว โดยนำใบมาซ้อนกัน 3 – 7 ใบ แล้วใช้ห่อขี้เถ้าร้อน ใบฮ่อมและใบเครื่องเขาน้ำตำแล้วนำไปประคบศีรษะ

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้าเชื้อแบคทีเรีย มีการศึกษาวิจัยพบว่าสารสกัด 80% เอทานอล-น้ำ จากใบนางแย้มป่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Pseudomonas aeroginosa, Bacillus subtilis และ Staphylococcus aureus โดยมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ เท่ากับ 25, 25, 6.25 และ 25 mg/m ตามลำดับ สำหรับสารสกัด 80% เอลานอล-น้ำ จากรากนางแย้มป่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis โดยมีค่าความเข้มขันที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ เท่ากับ 12.5 mg/ml

ส่วนสารสกัดเอทานอลจากใบของนางแย้มป่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus megaterium,Salmonella typhi และ klebsiella pneumoniae โดยมีค่า MIC เท่ากับ 64 µg/ml ต้านเชื้อ Staphylococcus aureus, Streptococcus-β-haemolyticus และ Escherichia col โดยมีค่า MIC 128 µg/ml นอกจากนี้สารสกัดเอทานอลจากรากของนางแย้มป่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Aspergillus niger และ Candida albicans

และสารสกัดเอทานอลจากรากของแย้มป่าที่ความเข้มขัน 25.0 µg/disc มีฤทธิ์ยับยั้งการเกิด crowngall tumor จากเชื้อAgrobacterium tumefaciens ได้ 33.31%

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดเอทานอลจากใบนางแย้มป่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ hydroxyl, superoxide anion และ nitric oxide โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 0.121, 0.173 และ 0.221 mg/ml ตามลำดับ นอกจากนี้พบว่าสารสกัดเอทานอลจากใบนางแย้ม เพิ่มปริมาณเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระในตับ (hepatic antioxidant enzymes)

jumboslot

และมีฤทธิ์ปกป้องตับที่ถูกทำลายด้วยคาร์บอนเตตระคลอไรด์ (CCl4) โดยปริมาณเอนไซม์ superoxide dismutase,catalase และ peroxidase มีค่าเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของสารสกัด ค่าเอนไซม์ AST (serum aspartate transaminase), ALT (alanine aminotransferase) และ ALP (alkaline phosphatase) มีค่าลดลง

ฤทธิ์ลดความดันโลหิตสูง มีการศึกษาวิจัยพบว่าสารสกัดน้ำจากใบนางแย้มป่า ความเข้มข้น 0.33 mg/ml มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ angiotensin converting enzyme (ACE) 48% ที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้

ฤทธิ์ช่วยการสมานแผล สารสกัดเอทานอลจากใบนางแย้มป่ามีฤทธิ์ช่วยการสมานแผล (wound healing activity) โดยมีการทดลองใช้ยาเตรียมที่มีสารสกัดที่มีความเข้มข้น 4%w/w ทาแผลผ่าตัดแบบ excision เป็นเวลานาน 16 วัน ให้ผลการสมานแผลดีเท่ากับการใช้ยาขี้ผึ้งที่มี nitrofurazone ความเข้มข้น 1%w/w สำหรับผลการสมานแผลจากการผ่าตัดแบบ incision พบว่าสารสกัดเอทานอลเพิ่มค่า skin breaking strength เป็น 606 ±14.61 g เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (406.33±6.08 g) ในเวลา 10 วัน

slot

ฤทธิ์เพิ่มประสิทธิภาพกาทำงานของสมอง มีการศึกษาวิจัยพบว่าสารสกัดเมทานอล จากใบของนางแย้มป่า ขนาด 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว (mg/kg) มีฤทธิ์เพิ่มความจำในหนู Swiss albino Wistar mice ในการทดลองที่ใช้ rectangular maze และ Y maze หนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดในขนาดที่สูงกว่า (200 mg/kg) จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ได้ดีมากกว่าหนูกลุ่มที่ได้รับขนาดที่ต่ำกว่า (100 mg/kg)

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สำหรับการใช้นางแย้มป่า เพื่อเป็นยาสมุนไพรในการใช้บำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นพลองเหมือด เพราะยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยความเป็นพา ขนาดที่เหมาะสมที่ใช้ในคน รวมถึงการวิจัยทางคลินิกกับคน ดังนั้นในการใช้ตามตำรับตำรายาต่างๆนั้น ควรใช้ในขนาดและปริมาณที่ระบุไว้ในตำรับตำรายานั้นๆ ไม่ควรใช้มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ ทั้งนี้สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้สมุนไพรชนิดนี้เพราะมีฤทธิ์ขับระดูในสตรี ส่วนเด็กผู้ป่วยโรคเรื้อรังรวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้นางแย้งป่าเป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของกุ่มน้ำ

สำหรับถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของกุ่มน้ำนั้น เชื่อกันว่ากุ่มน้ำมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย แล้วได้กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณเขตร้อนใกล้เคียง เช่นใน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น โดยจะพบได้ตามบริเวณริมน้ำ หรืในที่ที่มีความชื้นสูงในป่าเบญจพรรณและป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง และป่าเต็งรัง สำหรับในประเทศไทยสามารถพบกุ่มน้ำได้ทั่วทุกภาคของประเทศตามริมน้ำลำธารในป่าที่มีความสูงระดับ 30-700 เมตร

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณกุ่มน้ำ

กุ่มน้ำสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ โดยนำใบอ่อน และดอกอ่อนมาดองเกลือไว้ประมาณ 2-3 วัน แล้วจึงนำไปรับประทานหรือนำไปปรุงเป็นผักอ่อนผักกุ่ม โดยนำดอกมาต้มคั้นน้ำทิ้งสัก 1-2 ครั้ง เพื่อลดรสขม แล้วปรุงด้วยข่าอ่อน ตะไคร้ น้ำปลาร้า น้ำปลา เกลือ ข้าวสาร(เล็กน้อย) ใบแมงมัก ผักชีฝรั่ง ชาวบ้านเล่าว่าถ้าใส่น้ำคั้นใบย่านางลงไปด้วยจะทำให้ผักกุ่มจืดเร็ว ส่วนชาวใต้นำผักกุ่มไปรับประทานกับขนมจีน้ำยา และชาวเหนือนำผักยอดกุ่มมาเผาทานแกล้มกับลาบปลา เป็นต้น

ส่วนสรรพคุณทางยาของกุ่มน้ำนั้น ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ใบมีรสขมหอมใช้แก้ไข้ ขับเหงื่อ เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ระบาย ขับพยาธิ แก้ปวดเส้น แก้โรคไขข้ออักเสบ แก้อัมพาต สะอึก แก้ลมขึ้นเลื้อยสูง ขับผายลม ดอกมีรสเย็น แก้เจ็บในตา แก้เจ็บคอ แก้ไข้ครั่นเนื้อครั่นตัว

ผลมีรสขม แก้ไข้ เปลือกต้น มีรสขมหอม แก้ไข แก้สะอึก ขับผายลม ขับเหงื่อ แก้กระษัย แก้ในกองลม แก้อาเจียน แก้ริดสีดวงผอมแห้ง แก้ไข้ ระงับพิษที่ผิวหนัง ขับน้ำเหลืองเสีย เป็นยาบำรุง ขับน้ำดี ขับน้ำในทางเดินปัสสาวะ แก้ลมทำให้เรอ กระพี้ มีรสร้อน แก้ริดสีดวงทวาร แก่น รสร้อน แก้นิ่ว ราก บำรุงธาตุ และตำรายาพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ระบุว่าใช้ แก่น ช่วยบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย เปลือกต้น แก้อัมพฤกษ์ อัมพาต

นอกจากนี้ในบัญชียาจากสมุนไพร ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ยังระบุการใช้กุ่มน้ำในตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” โดยมีส่วนประกอบของเปลือกต้นกุ่มน้ำร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา และยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณใช้เป็นตัวยาตรงเป็นยาขับลม (แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ) และเป็นตัวยาคล้ายกับแมงลัก ช่วยสำหรับยาถ่าย หรือยาระบาย ยากษัยเส้นหรือยาบรรเทาอาการปวดเมื่อย และยาบรรเทาริดสีดวงทวารหนัก

สล็อต

ลักษณะทั่วไปกุ่มน้ำ

กุ่มน้ำจัดเป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 20 เมตร มีกิ่งก้านสาขามาก เปลือกลำต้นและกิ่งก้านค่อนข้างเรียงเป็นสีเทา ใบเป็นใบรวม มี 3 ใบย่อย บนก้านใบเดียวกัน ใบย่อยแต่ละใบเป็นรูปรี หรือรูปไข่กว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 5-6 เซนติเมตร ปลายในเรียวแหลมโคนใบสอบแหลมมีเส้นใบ 5-9 คู่ ใต้ท้องใบสีขาวนวล จะออกใบอ่อนในฤดูร้อน ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง และซอกใบ

โดยจะติดดอกพร้อมกันทั้งต้นประมาณ 20-60 ดอก ซึ่งกลีบรองดอกจะเป็นรูปไข่ปลายแหลม ส่วนกลีบดอกจะมีลักษณะกลมยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร มี 4 กลีบ มีกลีบบนและกลีบล่างอย่างละ 2 กลีบ แต่กลีบบนจะใหญ่กว่า กลีบดอกเมื่อแรกบานสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ผลเป็นรูปไข่สีเทา เปลือกเรียงหนาและแข็ง เมื่อเป็นผลอ่อนผิวจะเป็นสะเก็ดสีเหลือง เทา แต่เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเทาผลยาว 5-8 เซนติเมตร เมล็ดเป็นรูปเกือกม้า ยาว 6-9 มิลลิเมตร โดยใน 1 ผลจะมีหลายเมล็ด

การขยายพันธุ์กุ่มน้ำ

กุ่มน้ำสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำ สำหรับวิธีการขยายพันธุ์กุ่มน้ำนั้นสามารถทำได้ เช่นเดียวกับการเพาะเมล็ด การตอนกิ่งและการปักชำ ไม้ยืนต้นประเภทอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้การขยายพันธุ์ของกุ่มน้ำในปัจจุบันนั้นเป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติมากกว่า การนำมาเพาะปลูกโดยมนุษย์ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกุ่มน้ำต้องอาศัยแหล่งน้ำ เช่น ลำธาร ลำคลอง ในการเจริญเติบโตจึงไม่เป็นที่นิยมในการนำมาปลูกตามเรือกสวนไร่นา

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของเปลือกต้นของกุ่มน้ำ ที่มีการนำมาใช้เป็นสมุนไพรในตำรับยาต่างๆ พบว่าพบสาร กลุ่มไตรเทอร์ปีนอยด์เช่น lupeol , diosgenin,betulin , phragmalin triacetateepiafzelechin 5-glucoside, สารกลุ่มอัลคาลอยด์ ได้แก่ cadabicine และ cadabcine diacetate

นอกจากนี้ใบและยอดของกุ่มน้ำยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการของผักกุ่มดอง (ส่วนของใบและยอด 100 กรัม)

พลังงาน 88 กิโลแคลอรี
เส้นใย 4.9 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 15.7 กรัม
โปรตีน 3.4 กรัม
ไขมัน 1.3 กรัม
วิตามินA 6,083 หน่วยสากล
วิตามินB1 0.08 มิลลิกรัม
วิตามินB2 0.25 มิลลิกรัม
วิตามินB3 1.5 มิลลิกรัม
วิตามินC 5 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 124 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 5.3 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ในกองลม ขับเหงื่อ ขับลมในลำไส้ บำรุงกำลัง แก้ริดสีดวงผอมแห้ง แก้ไข้ ขับน้ำดี ขับนิ่ว ขับน้ำเหลือง ขับลม แก้กษัย โดยใช้เปลือกต้นตากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาบำรุงธาตุโดยใช้รากแห้งมาทุบแล้วแช่น้ำดื่ม แก้ไข้ แก้เจ็บตา โดยใช้ดอกแห้งมาต้มกับน้ำดื่มหรือใช้ชงแบบชาดื่มก็ได้ แก้ริดสีดวงทวารโดยใช้กระพี้มาต้มกับน้ำดื่ม

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ปกป้องตับ มีการศึกษาทดลองในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้ตับเป็นพิษด้วยแคดเมียม ส่งผลให้ระดับสาร malondialdehyde เพิ่มขึ้น และระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระในตับลดลง และเมื่อป้อนสารไตรเทอร์ปีน lupeol หรือ lupeol linolate ที่แยกได้จากเปลือกต้นแก่หนู พบว่าทำให้เนื้อเยื่อตับกลับสู่ปกติได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการยับยั้งอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น และทำให้ระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น โดยสาร lupeol linolateออกฤทธิ์ได้ดีกว่า lupeol

และในการทดสอบในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้ตับเป็นพิษด้วยเชื้อรา aflatoxin B1 ส่งผลให้ระดับสาร lactate dehydrogenase (LDH), alkaline phosphatase, alanine และ aspartate aminotransferase และเกิด lipid peroxide เพิ่มขึ้น ในขณะที่ระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระในตับลดลง แต่เมื่อป้อนสาร lupeol ที่แยกได้จากเปลือกต้นแก่หนู พบว่าทำให้เนื้อเยื่อตับ และค่าระดับเอนไซม์ต่างๆ กลับสู่ปกติได้ โดยเปรียบเทียบกับยามาตรฐาน silymarin ซึ่งแสดงว่าสาร lupeolมีฤทธิ์ดีมากในการปกป้องตับจากเชื้อรา aflatoxin B1

ฤทธิ์ลดปวด ลดการอักเสบของข้อ สารสกัดเอทานอลจากเปลือก ลดการปวดในหนูถีบจักรที่เกิดจากการเหนี่ยวนำความเจ็บปวดด้วยกรดอะซิติกได้อย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนสารไตรเทอร์ปีน lupeol และ lupeol linolate ที่แยกได้จากเปลือกต้น มีฤทธิ์ลดการอักเสบข้อในหนูขาว เมื่อทดสอบด้วยวิธีการฉีดสารกระตุ้นการอักเสบข้อ (Freund’s adjuvant) โดย lupeol linolateออกฤทธิ์ได้ดีกว่า lupeolนอกจากนี้สารทั้งสองชนิดสามารถลดการบวมที่อุ้งเท้าสัตว์ทดลองได้

slot

ฤทธิ์ลดความเป็นพิษต่อไต สารไตรเทอร์ปีน lupeol ที่แยกได้จากเปลือกต้นมีฤทธิ์ลดความแป็นพิษต่อไตในสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำความเป็นพิษต่อไตด้วย cisplatin โดยทำให้ระดับของ BUN, creatinine และ lipid peroxidation ที่บ่งบอกความเป็นพิษต่อไตลดลงได้ และสามารถเพิ่มระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระglutathione และ catalase ได้

ยับยั้งการเกิดนิ่วที่ไต มีการศึกษาวิจัยถึงสารสกัดน้ำจากเปลือกป้องกันการเกิดนิ่วที่ทางเดินปัสสาวะที่เกิดจากสารออกซาเลต เมื่อทดสอบในหนูตะเภาที่ได้รับ sodium oxalate ร่วมกับ methionine และมีรายงานว่าสารสกัดน้ำจากเปลือกต้น ช่วยขับก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นที่ไตได้

สารไตรเทอร์ปีน lupeol และ betulin (อนุพันธ์ของ lupeol) ที่แยกได้จากเปลือกต้น เมื่อนำมาทดสอบในหนูขาวที่มีการขับ oxalate ออกทางปัสสาวะมาก (hyperoxaluric) พบว่าสามารถลดการทำลายของท่อไต และลดผลึกที่จะทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วที่ไตได้ โดย lupeol มีฤทธิ์ดีกว่า betulin และมีรายงานว่า lupeol ลดการสะสะมของแคลเซียม และออกซาเลตที่ไต โดยยับยั้งการทำงานของ glycolic acid oxidase ที่ตับ ทำให้การรวมตัวของสารที่จะทำให้เกิดก้อนนิ่วที่ไตลดลง

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
เปลือกต้นสดมีสารไซยาโนเจเนติกไกลโคไซด์ ที่สลายตัวและทำให้เกิดก๊าซไซยาไนด์ได้ ในการนำมาทำยาจึงต้องใช้เปลือกแห้งเท่านั้น จึงจะไม่เกิดอันตรายต่อร่างกาย
กิ่งและใบมีสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ ซึ่งเป็นพิษจึงไม่ควรใช้รับประทานสดๆ แต่ควรทำให้สุกก่อนด้วยการนำมาดองหรือต้มเพื่อกำจัดพิษก่อนนำมารับประทาน ส่วนใบแก่มีพิษ มีฤทธิ์ต่อระบบการไหลเวียนโลหิต ทำให้อาเจียน มึนงง ไม่รู้สึกตัว มีอาการหายใจลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย กระดูก ชัก ก่อนจะหมดสติ และหากรับในปริมาณมาก อาจเกิดอาการรุนแรงได้ภายใน 10-15 นาที

กุยช่ายมีประโยชน์อย่างไร

กุยช่ายเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในประเทศจีน โดยเชื่อกันว่ากุยช่ายเป็นอาหารที่ชาวจีนรู้จักมากว่า 3 พันปีมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีบันทึกถึงการเพาะปลูกกุยช่ายเพื่อเป็นอาหารในสมัยเซี้ย (2205-1766 ก่อนคริสต์ศักราช) อีกด้วย แล้วต่อมามีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังพื้นที่ใกล้เคียงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน และแถบภูเขาหิมาลัย รวมถึงในอินเดียด้วย แต่ในปัจจุบันยังสามารถพบเห็นได้ตามเขตร้อนต่างๆ ในเอเชียเช่นกัน ซึ่งกุยช่ายที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดทุกวันนี้ ประกอบด้วย 3 ชนิด คือ กุยช่ายเขียว กุยช่ายขาว และกุยช่ายดอก

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณกุยช่าย

กุยช่ายถูกนำมาใช้เป็นอาหารในหลากหลายรูปแบบ มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เช่น นำมาผัดกับเนื้อสัตว์หรือเครื่องในสัตว์ นำมาผัดกับผัดไทย หรือใช้กินเป็นเครื่องเคียงกับอาหารต่างๆ และยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นไส้ของขนมกุยช่ายได้อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของกุยช่ายนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า มีสรรพคุณคล้ายๆกับกวาวเครือแดงที่ช่วยขับน้ำนม บำรุงกำหนัด เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ แก้อาการแน่นหน้าอก อาเจียนเป็นเลือด เลือดกำเดาออก บำรุงเลือด บำรุงกระดูก บำรุงไต ปัสสาวะเป็นเลือด บิด ริดสีดวงทวาร แก้นิ่วและหนองใน แก้ปวดบวม ช้ำใน แก้แมลงสัตว์กัดต่อย

ยังมีฤทธิ์กระจายห้อเลือดและยังมีฤทธิ์ห้ามเหงื่ออีกด้วย ส่วน
เมล็ดใช้รักษาระดูขาว แก้ปัสสาวะมากผิดปกติ ใช้ขับพยาธิ เป็นต้น นอกจากนี้ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังได้มีการศึกษาวิจัยพบว่า กุยช่ายยังมีสารออกฤทธิ์ที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่างๆ ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อและลดการอักเสบ ฯลฯ

ลักษณะทั่วไปกุยช่าย

กุยช่ายจัดเป็นไม้ล้มลุก สูง 30-45 เซนติเมตร มีลำต้นที่เป็นหัวหรือเหง้าเล็กอยู่ใต้ดินและแตกเป็นกอ ใบเป็นใบเดี่ยวแบน แบบเรียงสลับ รูปขอบขนาน ยาว 30-40 ซม. โดยใบจะเป็นสีเขียวส่วนโคนเป็นกาบบางซ้อนสลับกัน ดอกออกเป็นช่อแบบซี่ร่ม โดยจะอยู่บนก้านดอกส่วนก้านช่อดอกกลมตันสีเขียว ยาว 40-45 ซม. สำหรับดอกมีสีขาว กลิ่นหอม กลีบดอกมี 6 กลีบ ยาวประมาณ 5 มม. โคนติดกัน ปลายแยก กลางกลีบดอกด้านนอกมีสันหรือเส้นสีเขียวอ่อนจากโคนกลีบไปหาปลาย มีใบประดับหุ้มช่อดอก

เมื่อดอกบานจะกว้างประมาณ 1 ซม. มีเกสรเพศผู้ 6 อัน เกสรเพศเมีย 1 อัน และมีรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ผล เป็นทรงกลม ภายในมีช่อง 3 ช่องและมีผนังตื้น ๆ เมื่อผลแก่แตกออกตามตะเข็บ ลักษณะแบน ขรุขระ สีน้ำตาลบรรจุอยู่ในช่องของผลทั้ง 3 ช่อง มีช่อละ 1-2 เมล็ด

สล็อต

การขยายพันธุ์กุยช่าย

กุยช่ายสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด และการแยกเหง้าปลูก แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือการใช้เมล็ดเพาะ โดยมีวิธีการดังนี้

พื้นที่ที่มีระบบน้ำขังตลอด ทำการยกร่องสูงประมาณ 1 เมตร กว้าง 3-5 เมตร ความกว้างของร่องประมาณ 1.5-2 เมตร ไถพรวนแล้วตากแดดประมาณ 5-10 วัน ทำการหว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักพร้อมปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตราส่วนปุ๋ยหมักต่อปุ๋ยเคมี 15:1 ใส่ในอัตรา 1000 กก./ไร่ พร้อมไถแปรอีกครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน

ส่วนพื้นที่ดอนหรือไม่มีน้ำท่วมขัง ให้ทำการยกร่องสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 1.5-2 เมตร ความกว้างของร่องประมาณ 50-70 เซนติเมตร แล้วไถพรวนแปลง และหว่านปุ๋ยตามวิธีที่กล่าวมาแล้ว จากนั้น หลังจากเตรียมแปลงเสร็จประมาณ 1 อาทิตย์ ให้หว่านด้วยเมล็ดพันธุ์ในอัตรา 1 กก./ไร่ คราดด้วยคราด 1 รอบ พร้อมคลุมแปลงด้วยฟางข้าวหรือแกลบ รดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นดูแล ให้น้ำ ให้ปุ๋ย จนอายุประมาณ 7-8 เดือน ก็สามารถเก็บขายได้ จากนั้นเก็บครั้งต่อไปอีกประมาณ 45 วัน

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของกุยช่ายพบว่ามีสารสำคัญ เช่น Allicin , flavonoid , Tuberoside B , Allyl methyl trisulfide , Methyt 1-Propenyl disulfide , Glycoside และ β-carotene เป็นต้น นอกจากนี้ต้นและดอกของกุยช่ายยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

สล็อตออนไลน์

คุณค่าทางโภชนาการของดอกกุยช่าย (100 กรัม)

พลังงาน 38 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 6.3 กรัม
เส้นใย 3.4 กรัม
ไขมัน 0.2 กรัม
เบตาแคโรทีน 152.92 ไมโครกรัม
วิตามินซี 13 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 31 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 1.6 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 62 มิลลิกรัม
คุณค่าทางโภชนาการของต้นกุยช่าย (100 กรัม)

พลังงาน 28 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 4.1 กรัม
เส้นใย 3.9 กรัม
ไขมัน 0.3 กรัม
วิตามิน A 275.5 หน่วยสากล
วิตามิน B1 0.06 มิลลิกรัม
วิตามิน B2 0.12 มิลลิกรัม
วิตามิน B3 0.57 มิลลิกรัม
วิตามิน B6 0.15 มิลลิกรัม
วิตามิน C 18.05 มิลลิกรัม
วิตามิน E 2.38 มิลลิกรัม
วิตามิน K 171 หน่อยสากล
เบตาแคโรทีน 136.79 ไมโครกรีม
แคลเซียม 98 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 1.5 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 46 มิลลิกรัม
ไพแทสเวียม 484.5 มิลลิกรัม
สังกะสี 0.20 มิลลิกรัม

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงเลือด บำรุงกระดูก บำรุงไต บำรุงกำหนัด เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ ช่วยขับน้ำตม แก้หวัด แก้ไอ โดยนำต้นและใบของกุยช่ายมาประกอบอาหารรับประทาน หรือใช้ต้นแห้งต้มกับน้ำดื่มก็ได้ ใช้แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะ โดยใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำดื่ม แก้โรคนิ่ว รักษาโรคหนองใน โดยใช้ใบและต้นสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับสุราและใส่สารส้มเล็กน้อย แล้วกรองเอาแต่น้ำมารับประทาน ใช้รักษาริดสีดวงทวาร โดยใช้ใบสดล้างสะอาดต้มกับน้ำร้อน แล้วนั่งเหนือภาชนะเพื่อให้ไอรมจนน้ำอุ่น หรือจะใช้น้ำที่ต้มล้างที่แผลวันละ 2 ครั้ง ก็ได้

ส่วนในทางการแพทย์แผนจีน ระบุถึงการใช้กุยช่ายว่า แก้อาเจียนโดยใช้น้ำสดครึ่งแก้ว เติมน้ำคั้นจากกุยช่าย 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำขิงสักเล็กน้อยอุ่นให้ร้อนแล้วกิน ใช้แก้ห้อเลือดบริเวณท้อง โดยกินน้ำคั้นจากกุยช่ายจำนวนพอควร แก้ปวดบวมและเคล็ดขัดยอก ใช้กุยช่ายสด 3 ส่วน แป้ง 1 ส่วน ตำให้แหลกและคลุกเคล้ากัน พอกบริเวณที่เป็น วันละ 2 ครั้ง หรือใช้กุยช่ายสดล้างให้สะอาด ตำให้แหลก เติมเกลือเข้าไปเล็กน้อย แล้วนำไปพอกบริเวณที่เป็น ถ้าเป็นน้อยๆ พอกครั้งเดียวก็หาย ถ้าหนักต้องพอกหลายครั้ง ใช้ไล่แมลงที่เข้ารูหู โดยคั้นเอาน้ำจากกุยช่ายหยอดหู แมลงจะวิ่งออกมา (ต้องตะแคงหูขึ้น)

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

slot

มีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศหลายฉบับถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของส่วนต่างๆของกุยช่าย เช่น ฤทธิ์เพิ่มความต้องการทางเพศ มีการศึกษาวิจัยทดลองให้หนูตัวผู้กินสารสกัดจากเมล็ดกุยช่าย ซึ่งผลการศึกษาพบว่าสารสกัดดังกล่าวช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศได้ทั้งหนูที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศและหนูที่มีสมรรถภาพทางเพศเป็นปกติ เช่นเดียวกับการทดลองอีกฉบับหนึ่ง ที่พบว่าหนูตัวผู้และตัวเมียที่กินสารสกัดจากกุยช่ายมีความตื่นตัวทางเพศมากขึ้น ฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบของหลอดเลือด มีการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองโดยใช้สารสกัดกุยช่ายหยดลงบนเซลล์หลอดเลือดที่ทำงานผิดปกติ พบว่าสารสกัดกุยช่ายมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบที่เกิดจากโรคหลอดเลือด และช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแดงแข็งในระยะเริ่มต้นได้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยที่ระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกุยช่ายอื่นๆอีกเช่น ต้นแลใบมีฤทธิ์ ฆ่าเชื้อ (Antiseptic) มีฤทธิ์ลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจและมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาที่น่าสนใจของกุยช่าย โดยการนำน้ำที่ได้จากการคั้นต้นกุยช่ายซึ่งเจริญเติบโตเต็มที่ ฉีดเข้าไปในเส้นเลือดดำของหนูถีบจักร ในปริมาณ 0.1-0.5 มก./10 กรัม มีฤทธิ์ทำให้หนูสลบ จากนั้นมีอาการเกร็งและคลุ้มคลั่ง และจะทำให้หลับในเวลาต่อมาร่วมกับการเกิดภาวะ Cyanosis ทำให้ผิวหนังเป็นสีเขียว (น้ำเงิน) เนื่องจากขาดเลือด ขาดออกซิเจน หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงก็ตาย และเมื่อฉีดเข้าไปในกระต่ายจะทำให้ความดันโลหิตลดลงเล็กน้อย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

กุยช่ายมีสรรพคุณให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ตามตำรายาจีนหากรับประทานมากเกินไปหรือบ่อยเกินไปจะทำให้ตัวร้อน และร้อนในได้
ไม่ควรดื่มสุราร่วมกับกุยช่าย รวมถึงไม่ควรรับประทานกุยช่ายหลังจากดื่มเหล้า เพราะกุยช่ายและเหล้ามีฤทธิ์ร้อนเหมือนกัน อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
ผู้ที่มีปัญหาเรื่องระบบการย่อยอาหารไม่ดี ไม่ควรรับประทานกุยช่ายมาก โดยเฉพาะกุยช่ายแก่เพราะมีเส้นใยมากและเหนียว ซึ่งจะทำให้ย่อยยากและระบบลำไส้ทำงานหนักมากขึ้น

สรรพคุณของคัดเค้า

คัดเค้าเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในประเทศไทยแล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเซรใกล้เคียงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังจะเห็นจากชื่อชนิด (species) ของคัดเค้าคือ SIAMENSIS ซึ่งแสดงว่าพบในสยามหรือในประเทศไทยนั่นเอง โดยจะพบขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ในป่าเบญจพรรณภาคต่างๆ หรือตามที่รกร้างว่างเปล่า แต่ในปัจจุบันมีการนำมาปลูกไว้ตามบ้านเรือนหรือสวนสาธารณะมากขึ้น เพราะเป็นพรรณไม้ที่มีกลิ่นหอม

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณคัดเค้า

คัดเค้าเป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทยและผูกพันกับวิธีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่อดีตแล้ว โดยมีการนำคัดเค้ามาใช้ประโยชน์หลายๆด้าน เช่น ยอดอ่อนและใบอ่อนของคัดเค้าสามารถนำมาใช้ปรุงเป็นอาหารรับประทานได้ เช่น ใช้เป็นผักสดจิ้มน้ำพริก หรือใช้เป็นผักแกล้มกับลาบในภาคเหนือรวมถึงใช้ยำใส่มะพร้าวคั่ว ส่วนผลอ่อนใช้รับประทานสดๆเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริกได้ หรือจะนำไปลวกให้สุกก่อน

นอกจากนี้คัดเค้ายังสามารถใช้ปลูกเป็นไม้ประดับได้ เพราะดอกยังมีกลิ่นหอมแรงและออกดอกพร้อมกันเกือบทั้งต้นแลดูสวยงามมาก อีกทั้งต้นและกีบของคัดเค้ามีหนามแหลมคมจึงสามารถใช้ปลูกเป็นรั้วหรือเป็นซุ้มเพื่อป้องกันคนหรือสัตว์ได้เป็นอย่างดี

สำหรับสรรพคุณทางยาของคัดเค้านั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณของส่วนต่างๆไว้ว่า ใบ แก้โลหิตซ่าน แช่น้ำดื่มแก้ไข้ ดอก รสขมหอม แก้โลหิตในกองกำเดา แก้เลือดออกตามไรฟัน ราก รสฝาดเย็น ช่วยขับเลือด ขับลม แก้ไข้ แก้เลือดออกตามไรฟัน รากและผล บำรุงโลหิต ขับฟอกโลหิต ขับระดู แก้ท้องเสีย รากหรือแก่น ฝนน้ำกินแก้ไข้ เปลือกต้น แก้เสมหะและโลหิตซ่าน รีดมดลูก แก้เลือดออกในทวารทั้งเก้า ผล รสเฝื่อนปร่า ฟอกเลือด บำรุงโลหิต

ฟอกโลหิตระดูที่เน่าร้ายของสตรี เป็นยาขับประจำเดือน หนาม แก้พิษฝีต่างๆ แก้ฝีประคำร้อย ลดไข้ แก้ไข้พิษไข้กาฬ ลดความร้อน แก่น ฝนน้ำรับประทานแก้ไข้ ทั้งต้น มีรสฝาด บำรุงโลหิต แก้เสมหะ และโลหิต แก้ไข้ ราก มีรสเย็นฝาดเล็กน้อย แก้ไข้ และเลือดออกตามไรฟัน แก้เสมหะ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปคัดเค้า

คัดเคา จัดเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย หรือไม้เถา เนื้อแข็ง สูง 3-6 เมตร เนื้อไม้เหนียวมาก เปลือกลำต้นเรียบสีน้ำตาล มีหนามแหลม ยาว 1 เซนติเมตร ปลายโค้งแข็งเป็นคู่ตามข้อและโคนใบ กิ่งอ่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยม ปลายกิ่งก้านมีสีเขียว เลื้อยพาดพันต้นไม้ยืนต้นที่อยู่ใกล้ หากไม่มีที่เลื้อยพันก็จะเป็นไม้กึ่งเลื้อยกึ่งยืนต้น คล้ายนมแมว ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน เป็นคู่ ตามข้อกิ่ง

ลักษณะของใบเป็นรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ หลังใบเรียบเป็นสีเขียวเข้มและเป็นมัน ท้องใบเรียบลื่นและมีสีอ่อนกว่า มีขนาดกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 6-12 เซนติเมตร เนื้อใบหนาแข็งและเหนี่ยว มีหูใบขนาดเล็กลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมอยู่ระหว่างก้านใบ

ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง ลักษณะเป็นช่อใหญ่ โดยแต่ละช่อมีขนาดตั้งแต่ 4-10 เซนติเมตร และใน 1 ช่อใหญ่จะมีดอกย่อย 10-25 ดอก ซึ่งมีลักษณะคล้ายดอกเข็ม กลีบดอกส่วนโคนเชื่อมกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เมื่อบานกลีบดอกจะบิด มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2 เซนติเมตร และมีเกสรเพศผู้ 5 อัน ยาวและยื่นพ้นกลีบดอก ส่วนเกสรเพศเมียจะเป็นรูปกระสวย สีขาว กลีบเลี้ยง สีขาวอมเขียว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นแฉกแหลม

ทั้งนี้ โดยดอกคัดเค้าจะบานพร้อมกันทั้งช่อ โดยเมื่อแรกบานจะเป็นสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีแกมเหลือง และกลิ่นหอมแรงในตอนกลางคืน ผล ออกเป็นพวงลักษณะกลมรึสีเขียว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ปลายผลแหลม เมื่อผลแก่จะเป็นสีดำ ภายในแต่ละผลมีเมล็ดหลายเมล็ด

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์คัดเค้า

คัดเค้าสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด , การปักชำ และการตอนกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยมที่สุด คือ การเพาะเมล็ดเพราะงอกได้ง่าย และต้นกล้าที่ได้จะมีความแข็งแรงและเจริญเติบโตได้เร็วกว่าวิธีอื่น สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดคัดเค้านั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดพืชชนิดอื่นๆ ส่วนวิธีการปลูกนั้นสามารถทำได้โดยนำต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ดมาปลูกลงดิน โดยให้ขุดหลุมกว้างลึกประมาณ
1×1 ฟุต แล้ววางต้นกล้าพร้อมกับดินที่ใช้เพาะต้นกล้าทั้งหมดลงหลุมปลูก แล้วกลบดินปากหลุมให้แน่น รดน้ำ
พอชุ่มประมาณ 1 สัปดาห์ ต้นกล้าก็จะสามารถเจริญเติบโตได้ต่อไป

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆของคัดเค้า พบว่ามีสารต่างๆหลายชนิดได้แก่ β-sitosterol, D-Mannitol, campesterol, 3 β-Acetyl oleanolic acid, 3-O-a-L-Arabinopyranosyl oleanolic acid, Mesembryanthe moidigenic acid หรือ 3b-29-dihydroxy-olean-12-enl-28-oic acid, urolic acid, Pseudoginsenoside-RP , 3-O-hydroxy ursolic acid, β-acetyloleanolic acid, pseudoginsenoside-RP1 (3-O-B-Gl CUA-(2-1)-B-Xyl of oleanolic acid, siamenoside (3-O-B-Gl cUA-(2-1)-B-Xyl-(2-1)- Rha of glucosyl oleanolate , pseudoginsenoside-RT1 (3-O-B-GlcUA-(2-1)-B-Xylof glucosy olearolate)

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ฟอกโลหิต , บำรุงโลหิต , ขับประจำเดือน โดยนำผลประมาณ 1 กำมือ มาต้มกับน้ำดื่ม เช้า-เย็น ใช้แก้ไข้ ขับเลือด ขับลม แก้เลือดออกตามไรฟัน โดยนำแก่นต้นหรือรากมาฝนกับน้ำกิน ใช้แก้ท้องเสีย โดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้พอกรักษาฝี โดยนำยอดคัดเค้านำมาขยี้หรือตำพอกบริเวณที่เป็น ใช้แก้พิษฝีต่างๆ แก้ฝีประคำร้อย โดยนำหนามมาฝนแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของคัดเค้าในการต้านการอักเสบโดยวิธี Carrageenan foot edema test ในหนู พบว่าสารสกัดหยาบด้วยน้ำขนาด 5, 10 และ 50 mg/kg สามารถยับยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ 20.45% 36.36% และ 59.09%

ฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาพบว่า น้ำสกัดจากคัดเค้ามีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบหลอดลม ที่เกิดจากการใช้คาร์บาคอล และพบว่า ฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบหลอดลมเป็นแบบ dose-reiated และฤทธิ์ดังกล่าวไม่ผ่านการกระตุ้นตัวรับอะดรีเนอร์จิกชนิดเบต้า เนื่องจากโพรพราโนลอล ไม่สามารถต้านผลการคลายตัวที่เกิดจากน้ำสกัดจากคัดเค้าได้

และยังมีรายงานการศึกษาวิจัยอีกหลายฉบับระบุว่าคัดเค้ามีฤทธิ์บีบตัวของมดลูกอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าสารPseudoginsenoside-RPที่พบในคัดเค้ามีฤทธิ์ลดความดันเลือด และเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ รวมถึงเพิ่มความแรงในการหดตัวได้เองของมดลูกได้อีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาทางพิษวิทยาของคัดเค้าระบุว่า จากการทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดรากด้วยเอธานอลและน้ำ (1:1) ขนาด 10 ก./กก. โดยให้ทางกระเพาะอาหาร หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังไม่พบความเป็นพิษแต่อย่างใด

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

เนื่องจากหลายๆส่วนของคัดเค้ามีสรรพคุณ ฟอกโลหิต ช่วยขับประจำเดือน ดังนั้นสตรีมีครรภ์จึงไม่ควรใช้คัดเค้าเป็นสมุนไพร
ในการใช้คัดเค้าเป็นสมุนไพร ในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดี ตามที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้คัดเค้าเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

slot

รากหรือแก่นใช้ฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ หรือจะใช้ใบนำมาแช่กับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ก็ได้เช่นกัน (ใบ, ราก, เถา, แก่น, ทั้งต้น)
ช่วยแก้พิษไข้กาฬ (หนาม)
หนามใช้เป็นยาลดไข้ ช่วยลดความร้อนในร่างกาย (หนาม)
ช่วยแก้อาการไอ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
รากนำมาต้มกินเป็นยารักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (ราก, ดอก)
ทั้งต้นมีรสฝาดเฝื่อน ช่วยแก้เสมหะ (ราก, เปลือกต้น, เถา, ทั้งต้น)
รากช่วยขับลม (ราก)
รากใช้ต้มกินเป็นยาแก้อาการท้องเสีย (ราก, ผล)
ผลใช้เป็นยาขับระดู ขับโลหิตประจำเดือนเสียของสตรี โดยใช้ผลประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ส่วนรากก็มีสรรพคุณขับระดูเช่นกัน (ราก, ผล)
ผลใช้ปรุงเป็นยาต้มกินเป็นยาขับฟอกโลหิตระดูที่เน่าร้ายของสตรี รักษาโลหิตอันเน่าให้ตกเสีย และรักษาโลหิตร้อนให้บริบูรณ์ (ผล), รากและผล) ส่วนต้นช่วยแก้โลหิตระดูร้อนให้บริบูรณ์ (ต้น)
ช่วยรีดมดลูก (เปลือกต้น)
รากใช้ฝนกับน้ำซาวข้าวช่วยรักษาฝีและรักษาแผลทั่วไป โดยเฉพาะแผลสุนัขกัด หมอยาพื้นบ้านกล่าวว่า การใช้รากคัดเค้าฝนกับเขี้ยวเสือจะช่วยรักษาแผลที่ถูกสุนัขกัด ทำให้แผลหาย และยังมีความเชื่อด้วยว่าจะทำให้สุนัขตัวที่กัดถึงแก่ความตาย (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล) (ราก)
ยอดคัดเค้านำมาขยี้หรือตำใช้พอกรักษาฝี จะทำให้ฝีหายเร็วขึ้น (ยอด) และนอกจากจะใช้เป็นยาภายนอกแล้ว ยังมีการใช้คัดเค้าทั้งห้าส่วนนำมาต้มเป็นยารับประทานเพื่อใช้รักษาฝีทั้งภายนอกและภายในอีกด้วย (ทั้งต้น)
หนามช่วยแก้พิษฝีต่าง ๆ แก้ฝีประคำร้อย (มีข้อมูลระบุว่าใช้หนามนำมาฝนรักษาฝีเช่นเดียวกับการใช้ราก[11]) (หนาม)
ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส (ผล)

ประโยชน์ดีๆของว่านพร้าว

สำหรับถิ่นกำเนิดของว่านพร้าวนั้น เชื่อกันว่าว่านพร้าวมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในประเทศจีนแล้วได้แพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณใกล้เคียง อาทิเช่น เวียดนาม พม่า อินเดีย ไทย ลาว กัมพูชา ฯลฯ สำหรับในประเทศไทยนั้น สามารถพบว่าว่านพร้าวได้ทางภาคเหนือของประเทศ ทั้งนี้ยังมีพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้างคลึงกับว่านพร้าว และยังมีชื่อเรียกพ้องกันรวมถึงยังเป็นพืชวงศ์เดียวกันอีกด้วยนั่นก็คือ ว่านสากเหล็ก ซึ่งตามตำรายาไทยจะใช้แทนกันได้

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณว่านพร้าว

ว่านพร้าวถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรทั้งในตำรายาไทย และตำรายาจีน โดยในตำนายาไทยระบุถึงสรรพคุณของว่านพร้าวไว้ว่า ว่านพร้าวมีสรรพคุณเป็นยาชักมดลูก เช่น สตรีคลอดบุตรใหม่ มดลูกลอยเพราะความอักเสบช่วยให้มดลูกเคลื่อนไหวกลับที่เดิมให้เป็นปกติ ส่วนตำรายาจีนระบุสรรพคุณของว่าพร้าวไว้ว่า ว่านพร้าว รสเผ็ด ร้อน มีฤทธิ์ให้ความอบอุ่นและเสริมหยางของระบบไต แก้หยางของไตไม่พอและธาตุไฟน้อย (เช่น อวัยวะเพศไม่แข็งตัว น้ำอสุจิเย็น ปัสสาวะรดที่นอน ปัสสาวะบ่อย)

มีฤทธิ์บำรุงเส้นเอ็นและกระดูก แก้ระบบไตอ่อนแอ เข่าและเอวอ่อนแรง ปวดเส้นเอ็นและกระดูก การปวดและการชาเรื้อรังจากความเย็นและความชื้น และมีฤทธิ์ขับความเย็นและความชื้น แก้หยางของม้ามและไตพร่องหน้าท้องและท้องน้อยเย็นและปวด ถ่ายท้อง

ส่วนว่านพร้าวผัดเหล้า ช่วยลดพิษของสมุนไพร เพิ่มฤทธิ์ในการบำรุงหยางของไต เสริมความแข็งแรงของเส้นเอ็นและกระดูก รวมทั้งขับความเย็นและความชื้นได้ดี เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปวดเส้นเอ็นและกระดูก และปัสสาวะบ่อย

ลักษณะทั่วไปว่านพร้าว

สล็อต

ว่านพร้าวจัดเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กที่มีเหง้าเป็นสีน้ำตาลเข้ม เนื้อในเหง้าเป็นสีขาวอยู่ใต้ดินและเหง้าจะมีขนาด ใหญ่ กลม และยาวประมาณ 1 ฟุต เนื้อนิ่ม ซึ่งเหง้าดังกล่าวจะแตกรากเลื้อย แทงลงใต้ดินจำนวนมาก ใบดอกเป็นใบเดี่ยวแบบเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหอกแคบๆ ปลายแหลม กว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร แผ่ใบมีสีเขียว มีขนขึ้นปกคลุมทั้งด้านบนและด้านล่าง เส้นใบนูนยาวตามใบให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งนี้หนึ่งต้นจะมีใบประมาณ 3-6 ใบเท่านั้น ดอกออกเป็นดอกเดี่ยว เป็นรูปทรงกระบอกแตกออกเป็น 6 แฉก ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใจกลางดอกเป็นสีเหลือง ด้านนอกเป็นสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีขาว มีขนปกคลุม กลีบดอกยาวประมาณ 8-12 เซนติเมตร และมีกานดอกยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร ผลเป็นรูปกลมรี ยาว 1.2 เซนติเมตร ภายในผลจะมีเมล็ดสีดำ มีลักษณะผิวเรียบเป็นมัน

การขยายพันธุ์ว่านพร้าว

ว่านพร้าวสามารถขยายพันธุ์ได้ โดยการแยกเหง้าและการใช้เมล็ด แต่ส่วนมากจะเป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ โดยการแตกเหง้าเหมือนพืชหัวอื่นๆ และการที่เมล็ดร่วงหล่นบนพื้นดินแล้วเจริญเป็นต้นใหม่ต่อไป และสำหรับการนำมาใช้ประโยชน์นั้น ก็จะเป็นการไปเก็บเอาเหง้ามาจากป่ามากกว่าการนำไปปลูกเพื่อนำไปใช้หรือปลูกในเชิงพาณิชย์

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของเหง้าว่านพร้าวที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรพบว่ามีสารสำคัญดังนี้ Curculigine,Curculigol, Curculigenin A, Stignasterol, Curculigoside, Curculigos saponin, Corchioside,Glucoside, Orcinol glucoside, Succiuamide, Tetracontane, Yuccagenin, Lycorine, Latax, Triacontan และTannin เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

การใช้ตามสรรพคุณในตำรายาไทยตามที่กล่าวมาจะใช้เหง้าแห้งของว่านพร้าวต้มกับน้ำดื่ม ส่วนการใช้ตามสรรพคุณในตำรายาจีนตามที่กล่าวมาจะใช้เหง้าแห้ง 3-9 กรัมต้มกับน้ำดื่ม นอกจากี้ยังมีการใช้ว่านพร้าวตามตำรายาพื้นบ้านของจีนอีกเช่น แก้สมรรถภาพทางเพศเสื่อม โดยใช้เหง้าว่านพร้าว 6 กรัม อิ่มเอื้ยขักหรืออิ๋นหยางฮั่ว 15 กรัม เม็ดเก๋ากี้ 10 กรัม เมล็ดฝอยทอง 10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน ลดไขมันในเลือด โดยใช้เหง้าว่านพร้าว 15 กรัม อู่จื่อเหมาเถา 15 กรัม เหอโซ่วอู 15 กรัม ลวีฉางชิง 15 กรัม เหอโซ่วอู 15 กรัม ชงมู่ 10 กรัม ทำเป็นยาเม็ด ขนาดเม็ดละ 0.6 กรัม วันละครั้ง (ครั้งละ 10 เม็ด) เป็นเวลา 1 เดือน แต่ต้องทานต่อเนื่อง 2 เดือน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ปกป้องสมอง มีการศึกษาฤทธิ์ปกป้องสมองของสารสกัด curculigoside จากว่านพร้าวในหลอดทดลอง โดยทำการทดลองเลี้ยงเซลล์สมอง prefrontal cortex neurons ที่แยกได้จากหนูเม้าส์ ในอาหารเลี้ยงเซลล์ Neurobasal medium ที่มีสารสกัด CCGS อยู่ 0.1 1.0 10 และ 100 ไมโครโมลาร์ ตามลำดับ จากนั้นเติมสาร N -methyl-D-aspartate (NMDA) เพื่อเหนี่ยวนำให้เซลล์ถูกทำลายแล้ว วัดอัตราการอยู่รอดของเซลล์ด้วยวิธี MTT assay และตรวจสอบการตายของเซลล์โดยย้อมเซลล์ด้วยสาร propidium iodide และHoechst 33258 double fluorescent ตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงฟลูออเรสเซนต์ และเครื่อง Flow cytometry วัดการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องด้วยวิธี western blot analysis และวัดการเกิดอนุมูลอิสระด้วย 2′,7′-dichlorofluorescein diacetate (DCFH-DA) fluorescent probe ผลการจากทดลองพบว่า การเติมสารสกัด CCGS ในอาหารเลี้ยงเซลล์ช่วยยับยั้งความเสียหายของเซลล์สมองจาก NMDA โดยมีผลลดอัตราการตายของเซลล์ เพิ่มการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต้านการตายของเซลล์ (Bcl-2) และลดการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตายของเซลล์ (Bax) และลดการเกิดอนุมูลอิสระ (reactive oxygen species) เมื่อเทียบกับเซลล์สมองที่เลี้ยงในอาหารที่ไม่มีสารสกัด CCGS

jumboslot

ฤทธิ์ต้านภาวะกระดูกพรุน มีการศึกษาฤทธิ์ต้านภาวะกระดูกพรุนของสาร curculigoside ซึ่งแยกได้จากส่วนเหง้าของว่านพร้าว (Curculigo orchioides) โดยป้อนสาร curculigoside ขนาด 100 มก./กก.ทางปากแก่หนูแรทเพียงครั้งเดียว จากนั้นตรวจสอบสารเมแทบอไลต์ของ curculigoside (metabolites of curculigoside) จากส่วนต่างๆ ได้แก่ พลาสมา น้ำดี ปัสสาวะ อุจจาระ และเนื้อเยื่อต่างๆ 17 ชนิด ผลการทดลองพบว่ากระบวนการเมแทบอลิซึมของสาร curculigoside ในหนูแรท ประกอบด้วยกระบวนการ hydrolysis, demethylation และ glucuronidation ซึ่งได้สารเมแทบอไลต์ 7 ชนิด

โดยพบว่าในพลาสมามี สาร M2 (metabolite M2) เป็นสารเมแททาบอไลต์หลักและมีความเข้มข้นสูงกว่าสาร curculigoside และเมื่อนำสาร M2 มาทดสอบกับเซลล์ MC3T3-E1 ซึ่งเป็นเซลล์สร้างเนื้อกระดูก (osteoblast) พบว่ามีฤทธิ์ต้านภาวะกระดูกพรุน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าว่าสาร M2 น่าจะเป็นสารเมแทบอไลต์ที่ออกฤทธิ์ (active metabolite) ในการต้านภาวะกระดูกพรุนของสาร curculigoside

ฤทธิ์ต้านตับอักเสบ มีการศึกษาวิจัยพบว่าสาร Curculigenin A และ Curculigol เป็น steroid ซึ่งสกัดแยกได้จากหัวว่านพร้าว มีฤทธิ์ต้านตับอักเสบที่เกิดจาก thioacetamide และ galactosamine โดยฤทธิ์จะขึ้นอยู่กับขนาดที่ให้ โดย Curculigenin A ในขนาด 100 และ 1000 mcg/ml จะให้ผลต้าน galactosamine ทั้ง 2 ชนิด ในขนาด 10, 100, 1000 mcg/ml สามารถต้านฤทธิ์ตับอักเสบ

slot

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาอื่นๆ อีกเช่น สารสกัดจากเหง้าของว่านพร้าวด้วยแอลกอฮอล์ เมื่อให้ทางช่อท้องหนูถีบจักรในขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม พบว่าสามารถเพิ่มฤทธิ์ยา pentobarbital sodium โดยทำให้นอนหลับนานขึ้น และช่วยเพิ่มฤทธิ์ของยา picrotxin หรือ cocculin ให้ลดอาการตื่นตระหนกตกใจลง นอกจากนี้สารสกัดดังกล่าวยังแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เกิดจากน้ำมันสลอดอีกด้วย

การศึกษาพิษวิทยา

มีรายงานการศึกษาพิษเฉียบพลันของเหง้าว่านพร้าวโดยให้สารสกัดน้ำทางปากหนูถีบจักรในขนาด 150 กรัม/กิโลกรัม พบว่าไม่มีสัตว์ทดลองตัวใดตายภายใน 7 วัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าว่านพร้าวพิษต่ำ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในตำราแพทย์แผนจีนระบุว่า ว่านพร้าวเป็นสุมนไพรที่มีพิษซึ่งห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการร้อนในผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ เย็นจัด หรือมีธาตุไฟแทรก
ในการใช้ว่านพร้าวเป็นยาสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคนั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่พอเหมาะ ที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันมากจนเกินไปเพราะอาจส่งผลระบบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนจะใช้ ว่านพร้าวเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ