cathedraledetunis

Day: June 17, 2021

สรรพคุณของแห้ม

แห้ม เป็นพืชที่อยู่วงศ์เดียวกันกับ บอระเพ็ด และขมิ้นเครือ มีถิ่นกำเนิดบริเวณเขตร้อนของภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศ ลาว พม่า ไทย เวียดนาม กัมพูชา บังคลาเทศ ศรีลังกา รวมถึงทางตอนใต้ของอินเดีย โดยจะพบตามป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น และป่าดงดิบ ของประเทศดังกล่าว

สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีการปลูกในเชิงพาณิชย์ แต่พบได้ตามป่าลึกในภาคเหนือ ส่วนที่นำมาใช้เป็นสมุนไพรกันนั้นส่วนมากมักจะนำเข้ามาจาก ลาว และพม่า เป็นส่วนมาก

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณแห้ม

มีการใช้เถาของแห้มเป็นสมุนไพรพื้นบ้านมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว แต่เพิ่งจะมีกระแสนิยมในการใช้แห้มเป็นสมุนไพรลดน้ำตาลในเลือดและลดความดันโลหิตมาประมาณ 3-4 ปีมานี้ โดยสรรพคุณทางยาของแห้มนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ลำต้นและรากใช้รักษาโรคดีซ่าน แก้ไข้ เป็นยาเจริญอาหารและช่วยย่อยอาหาร แก้บิด แก้ลำไส้อักเสบ บำรุงโลหิต ขับระดู แก้ตาแดง ตาอักเสบ รักษาแผลเปื่อยมีหนอง และผื่นคันตามผิวหนัง

ลักษณะทั่วไปแห้ม

แห้มจัดเป็นไม้เถาขนาดใหญ่คล้ายต้นสะค้าน ผิวภายนอกเป็นสีน้ำตาลเหลือง ส่วนเนื้อไม้เป็นสีเหลืองมีรูพรุน ไม่มีกลิ่นมีรสขมและมีน้ำยางเป็นสีเหลืองเช่นกัน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบรูปไข่หรือรูปไข่กว้าง โดยใบกว้างประมาณ 8-23 ซม. และยาวประมาณ 11-33 ซม. ฐานใบกว้าง รูปทรงกลมหรือตัดตรง หรือรูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบด้านบนเรียบ เส้นกลางใบและเส้นใบฝังในแผ่นใบ (ไม่นูน) เส้นใบออกจากแห่งเดียวกันเป็นรูปฝ่ามือ (palmate) ผิวใบด้านล่างมีขนสั้นหนาแน่นสีขาว แผ่นใบลักษณะหนาและเหนียวคล้ายหนัง ก้านใบยาว 3-16 ซม.

โดยจะติดถึงจากขอบใบ 0.8-2.7 ซม. ดอกออกเป็นช่อแบบกระจะ (raccme) แต่ละช่อยาว 5-11 ซม. ออกมีละช่อ หรือ 2-3 ช่อ ใบประดับเป็นรูปลิมแคบ ยาว 4-5 มม. ส่วนดอกย่อยที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-7 มม.ก้านดอกยาว 10-30 มม. ดอกตัวผู้ ไม่มีก้านดอก หรือก้านสั้นราว 1 มม. เกสรตัวผู้มี 6 อัน ส่วนดอกตัวเมีย มีกลีบเลี้ยงคล้ายคลึงกับลักษณะของดอกตัวผู้ มีรังไข่ 3 อัน รูปรีโค้ง ยาว 2 มม. มีขนยาว ก้านชูยอดเกสรคล้ายเส้นด้าย ผลมีลักษณะทรงกลม สีน้ำตาล สีเหลือง หรือสีส้ม และมีขนสั้นปกคลุม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5-3 ซม. เปลือกผลเมื่อแก่จะแห้งแข็งและหนาประมาณ 1 มม. เมล็ดมีสีขาว รูปโค้ง

สล็อต

การขยายพันธุ์แห้ม

แห้มสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดและการปักชำเถา แต่โดยส่วนมากจะเป็นการขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ดในธรรมชาติ แต่ในลาวและพม่าพบว่ามีการใช้เถาปักชำเพื่อนำมาปลูกและตัดจำหน่ายบ้างแล้ว สำหรับวิธีการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดมาเพาะและการปักชำเถานั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและการปักชำเถา ของพรรณไม้ชนิดอื่นๆ หรือการปักชำไม้เถาชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

ผลมีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากเถาของแห้มที่มีการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรพบสารสำคัญ เช่น berberin , hentriacontane , sitosterol glucoside , oleic acid และ palmitic acid เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ แก้ไข้ แก้ดีซ่าน แก้บิด แก้ลำไส้อักเสบ บำรุงโลหิต ขับระดูในสตรี ช่วยเจริญอาหารและช่วยย่อยอาหาร โดยใช้เนื้อไม้หรือรากมาบดกับน้ำดื่มหรือใช้ดองเหล้าโรงดื่มหรืออาจใช้ใบบดเป็นผงกินกับน้ำร้อนก็ได้ ใช้แก้ผดผื่นคันตามผิวหนัง รักษาแผลเปื่อยแผลมีหนอง โดยใช้เนื้อไม้และราก บดเป็นผงใช้ผสมน้ำทาบริเวณที่เป็น

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด มีการศึกษาฤทธิ์ของสมุนไพรแฮ่มในการลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูขาวเบาหวานและหนูปกติ พบว่าสมุนไพรแฮ่มขนาด 0.5 และ 1 กรัม/กิโลกรัม น้ำหนักตัว สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้สมุนไพรแฮ่มไม่ลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูปกติ และไม่มีผลต่อภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างเฉียบพลัน ทั้งในหนูเบาหวานและหนูปกติ และยังไม่มีการศึกษาในคนที่ยืนยันผลการลดน้ำตาลในเลือด

ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่งระบุไว้ว่า ลำต้น (เนื้อไม้) ของแห้ม (coscinium tenestratum) มีฤทธิ์ opthaimopathy , inflammations , wounds , uicers , skin diseases , abdominal disorders , jaundice , diabetes , tetanus , fever และ debillty ส่วนสารสกัดจากลำต้น(เนื้อไม้)ของแห้ม (Codcinium fanestratum) ออกฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย แก้ท้องเสีย และแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยา ในหนูถีบจักร โดยเมื่อป้อนสารสกัดแฮ่มด้วยเอทานอล 50% ในขนาดที่สูงถึง 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่พบความผิดปกติใดๆ และความเข้มข้นของสารสกัดที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่ง(LD50)เมื่อกินสารสกัด เท่ากับ 1200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ส่วนการทดลองการศึกษาความเป็นพิษแบบกึ่งเฉียบพลันพบว่าในหนูขาว เมื่อป้อนสารสกัดจากแห้มให้หนูขาว ขนาด 100, 200, 300 และ 400 มิลลิกรัม/กิโลกรัม นาน 30 วัน ไม่พบอาการพิษและการตายของหนู ค่าเอนไซม์ของตับไม่เปลี่ยนแปลง ไม่พบพยาธิสภาพของโครงสร้างระดับจุลกายวิภาคของไต หัวใจ ปอด และตับอ่อน

แต่พบว่ามีการเพิ่มจำนวนของ vacuoles ในเซลล์ตับเป็นจำนวนมาก และมีการเพิ่มจำนวนชั้นของ germ cells ใน seminiferous tubules และเมื่อป้อนสารสกัดด้วยน้ำขนาด 5 กรัม/กิโลกรัม ไม่ทำให้หนูตาย และในขนาด 2.5 กรัม/กิโลกรัม/วัน ให้กินนาน 90 วัน ไม่พบความผิดปกติใดๆ ไม่มีผลต่อระบบประสาทและการเคลื่อนไหว แต่มีค่าทางโลหิตวิทยาบางตัวเปลี่ยนแปลงไปจากค่าปกติ

jumboslot

ส่วนข้อมูลจากสถาบันวิจัยสมุนไพรได้มีการระบุผลการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันในสัตว์ทดลอง พบว่า เมื่อป้อนสารสกัดแห้มในขนาด 40 กรัมต่อกิโลกรัม จะทำให้เกิดความเป็นพิษเฉียบพลัน ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้หายใจไม่สะดวก การเคลื่อนไหวลดลง และทำให้สัตว์ทดลองตาย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในแห้มมีสารเบอบีรีน (berberine) ซึ่งเป็นสารสำคัญ และสารดังกล่าวมีข้อควรระวังถึงผลข้างเคียงต่อหัวใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการหายใจขัดได้ ดังนั้น จึงควรระมัดระวังในการกินอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจมีพิษต่อระบบเลือด ตับ และหัวใจได้
ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยงหรือควรระมัดระวังในการใช้แห้มเป็นพิเศษ เพราะแห้มมีเกลือแร่และโพแทสเซียมสูงอีกทั้ง การรับประทานสมุนไพรแห้มเป็นจำนวนมากจะส่งผลทำให้ตับอักเสบได้
การรับประทานแห้มเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดนั้น ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและไม่ควรรับประทานต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานเพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้เกิดอาการช็อก นอกจากนี้ยังอาจจะส่งผลเสียต่อตับและไตได้อีกด้วย
สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานแห้มเพราะในตำรายาไทยระบุว่าแห้มมีฤทธิ์ขับระดู

slot

ต้นแห้ม หรือ ต้นแฮ่ม จัดเป็นพืชวงศ์เดียวกับบอระเพ็ด ลำต้นที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพร จะมีลักษณะเป็นชิ้นหรือแท่งตรงทรงกระบอก เรียกว่า “Coscinium” อาจพบในขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 10 เซนติเมตร ผิวภายนอกเป็นสีน้ำตาลเหลือง ส่วนเนื้อในเป็นสีเหลือง ไม่มีกลิ่นแต่มีรสขม โดยพืชชนิดนี้ถูกบรรจุอยู่ใน The British Phamaceutical Codex 1991 ภายใต้หัวข้อ Coscinium[1] ยังไม่มีการปลูกในประเทศไทย และต้องนำเข้ามาจากประเทศลาวเท่านั้น สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายสมุนไพร โดยจะมีทั้งแบบที่เป็นผงสีเหลือง (คล้ายขมิ้น) และแบบที่หั่นเป็นชิ้นเฉียง ๆ หนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เนื้อไม้มีรูพรุนและเป็นสีเหลือง

ส่วนอีกข้อมูลหนึ่งระบุว่า ต้นแห้มมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ Coscinium fenestratum (Goetgh.) Colebr. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Coscinium usitatum Pierre) ชนิดนี้เป็นไม้เถา รากและเถาเป็นสีเหลือง ใบเป็นแบบสลับ ออกดอกเป็นช่อระหว่างใบ ดอกเป็นสีขาว พบได้ตามป่าเกือบทุกภาคของประเทศลาว ส่วนอีกสายพันธุ์หนึ่ง คือ พันธุ์ Fibraurca recisa Pierre ชนิดนี้เป็นไม้เถาเช่นกัน เถาแก่จะเป็นสีเหลือง ใบเป็นแบบสลับ แต่ดอกเป็นสีเหลืองอมเขียว มักออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม[4] (ตามรูปคือแห้มพันธุ์ Coscinium fenestratum (Goetgh.) Colebr.)

ในประเทศอินเดียและกลุ่มประเทศทางตะวันออก จะใช้ต้นแห้มเป็นยาช่วยเจริญอาหาร ด้วยการนำลำต้นแห้งมาใช้ในหลายรูปแบบ เช่น รูปของยาชง (Infusion – เตรียมด้วยการนำลำต้นแห้งที่ฝานเป็นชิ้นบาง ๆ 5 ส่วน นำมาแช่หรือชงในน้ำต้มเดือด 100 ส่วน ประมาณ 30 นาที มีขนาดโดสยาประมาณ 15-30 มิลลิลิตร), Tincture (เตรียมผงที่ได้จากลำต้นแห้ง 10 ส่วน, แอลกอฮอล์ 100 ส่วน นำหมักไว้ โดยมีขนาดยาประมาณ 2-4 มิลลิลิตร), Concentraled liquor (เตรียมผงที่ได้จากลำต้นแห้ง 50 ส่วน และแอลกอฮอล์ 40 ส่วน แล้วเติมน้ำให้ได้ทั้งหมดเป็น 100 ส่วน มีขนาดโดสยาประมาณ 2-4 มิลลิลิตร) (ลำต้นแห้ง)
ตามตำรายาพื้นบ้าน จะใช้สมุนไพรแห้มเป็นสมุนไพรช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับสรรพคุณดังกล่าวยังมีไม่มากนัก จึงมีคำแนะนำให้ใช้มะระขี้นกเป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือดแทน เพราะมีสรรพคุณที่แน่นอนกว่า (ลำต้นแห้ง)
สรรพคุณแห้มทั้งสองสายพันธุ์ตามตำรายาไทย จะใช้เป็นยาแก้ไข้ (ลำต้นแห้ง, รากและเถา)
ใช้เป็นยาแก้ตาแดง (ลำต้นแห้ง) แก้ตาอักเสบ (รากและเถา)
ในประเทศลาวจะใช้สมุนไพรแห้มเป็นยาแก้ปวดท้อง แก้บิด (ลำต้นแห้ง)

ประโยชน์ดีๆของข้าวเย็นเหนือ

ข้าวเย็นเหนือเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณประเทศพม่า ไทย และลาว แล้วจึงได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณใกล้เคียง สำหรับในประเทศไทย มักจะพบมากทางภาคเหนือของประเทศและบางพื้นที่ในภาคอีสานบริเวณ ป่าโปร่ง ป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ทั้งนี้มีการนำเหง้าใต้ดินของข้าวเย็นเหนือมาใช้เป็นเครื่องยา

เครดิตฟรี

โดยพบว่าจะมีเหง้าพืชอีกชนิดหนึ่งที่นำมาใช้ทำเป็นเครื่องยาที่มีลักษณะคล้ายๆกัน คือ ข้าวเย็นใต้ แต่จะมีลักษณะที่แตกต่างกันที่สามารถสังเกตได้ คือ ข้าวเย็นเหนือจะมีเนื้อสีแดงเข้ม เนื้อละเอียด มีรสมัน ส่วนข้าวเย็นใต้หัวมีเนื้อสีขาว และมีรสมันกร่อยออกหวานเล็กน้อย จะเป็นเครื่องยาที่นำเข้ามาจากประเทศจีน

ประโยชน์และสรรพคุณข้าวเย็นเหนือ

เหง้าข้าวเย็นเหนือถูกนำมาใช้เป็นเครื่องยาสมุนไพรของไทยมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่งถูกนำมาใช้ทั้งในตำรายาไทย รวมถึงตำรายาพื้นบ้านภาคต่างๆ ทั้งเป็นการใช้เป็นยาเดี่ยวและใช้ประกอบเป็นเครื่องยากับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยมีสรรพคุณตามตำรายาต่างๆ ดังนี้ หัวมีรสมัน ใช้แก้ปวด แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้เส้นเอ็นพิการ

แก้ปัสสาวะพิการ แก้กามโรค แก้มะเร็งคุดทะราด เข่าข้อออกดอก ฝีแผลเน่าเปื่อยพุพอง ทำให้แผลฝียุบแห้ง ดับพิษในกระดูก แก้เม็ดผื่นคัน แก้อักเสบในร่างกาย ต้น รสจืดเย็น แก้ไข้เรื้อรัง ไข้ตัวร้อน ใบ รสจืดเย็น แก้ไข้สันนิบาต แก้ไข้เหนือ ผล รสขื่นจัด แก้ลมริดสีดวง นิยมใช้คู่กันทั้งข้าวเย็นเหนือ และข้าวเย็นใต้ เรียกว่า ข้าวเย็นทั้งสอง

ส่วนตำรายาพื้นบ้านภาคอีสานระบุสรรพคุณข้าวเย็นเหนือไว้ว่า หัว ต้มน้ำกิน บำรุงเลือดลม บำรุงกำลัง ลดปวด สำหรับหญิงอยู่ไฟ หลังคลอดบุตร แก้มะเร็ง แก้หนองใน แก้ริดสีดวง ขับน้ำเหลือง เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปข้าวเย็นเหนือ

ข้าวเย็นเหนือจัดเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง มีหัวหรือเหง้าเนื้อแข็งอยู่ใต้ดิน เถามีลักษณะกลมหรือเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย มีหนาม กระจายห่างๆ มักเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น หรือตามพื้นดินในสภาพที่สมบูรณ์ เถาเลื้อย อาจยาวได้ถึง 5 เมตร ใบออกเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ เป็นรูปรีแรมรูปใบหอก กว้าว 3-8 เซนติเมตรและยาว 5-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลมโคนใบมนไม่เว้า ขอบใบเรียบ แผ่นใบเป็นมันหนาคล้ายแผ่นหลัง ผิวใบเรียบทั้งสองด้าน หน้าใบเป็นสีเขียวเข้ม หลังใบมีขนสีขาวปกคลุม ใบมีเส้นใบหลักประมาณ 5-7 เส้น โดยเส้นกลาง 3 เส้นจะเห็นได้ชัดกว่าเส้นด้านข้าง

สล็อต

ดอกออกเป็นช่อแบบช่อซี่ร่ม โดยจะออกที่ซอกใบที่อยู่ใกล้ปลายกิ่ง เป็นดอกแยกเพศต่างต้น ดอกย่อย 1-3 ช่อดอกมีสีเขียวมีกลีบ 6 กลีบ เป็นรูปรี หรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน เกสรเพศผู้มีจำนวน 6 อัน ส่วนช่อดอกเพศเมียมี 15-30 ดอกต่อช่อ รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปรี ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน 3 อัน คล้ายกับเข็ม ผลออกเป็นกระจุกแน่น ลักษณะเป็นทรงกลม เป็นผลแบบมีเนื้อ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-6 มิลลิเมตร เมื่อผลอ่อนเป็นสีเขียวแต่เมื่อผลสุกจะเป็นสีม่วงดำ ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 1-2 เมล็ด

การขยายพันธุ์ข้าวเย็นเหนือ

ข้าวเย็นเหนือสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีใช้เมล็ดและใช้เหง้าปลูก ซึ่งการขยายพันธุ์หลักๆที่เกิดขึ้นจะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติมากกว่าการถูกนำมาขยายพันธุ์โดยมนุษย์ ส่วนในการนำข้าวเย็นเหนือมาใช้เป็นเครื่องยานั้น ก็จะเป็นการนำมาจากธรรมชาติมากกว่าการปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ แต่หากต้องการจะขยายพันธุ์ข้าวเย็นเหนือนั้น

มีการแนะนำว่าควรใช้วิธีนำเหง้ามาปลูก เพราะจะสามารถเจริญเติบโตได้เร็วกว่าการปลูกโดยใช้เมล็ด สำหรับวิธีการใช้เหง้าปลูกนั้น ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการใช้เหง้าปลูกพืชชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของเหง้าข้าวเย็นเหนือที่นำมาใช้ทำเครื่องยาสมุนไพรพบว่า พบสารทุติยภูมิที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ได้แก่ phenolic compound, Astilbin , quercetin , engeletin และ steroid saponin

=นอกจากนี้ยังพบสารDiosgenin, Smilacin, Tanin,Smilax, Parillin, Tigogenin, Amino acid เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้มะเร็ง โดยบดยาหัวให้ละเอียด ผสมกับส้มโมง ต้นจนแห้ง แล้วผสมกับน้ำผึ้ง กินวันละ 1 เม็ด ใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้กามโรค ดับพิษในกระดูก แก้ปัสสาวะพิการ แก้อักเสบในร่างกาย แก้มะเร็งคุดทะราด ใช้บำรุงเลือดลม บำรุงกำลัง แก้ไข้ แก้ประดง โดยใช้เหง้า(หัว) แห้งต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไอ

โดยใช้หัวข้าวเย็นเหนือ 5 บาทและหัวข้าวเย็นใต้ 5 บาท นำมาต้มและเติมเกลือทะเลเล็กน้อย ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ใช้แก้ริดสีดวงทวาร จะใช้ตัวยา 12 อย่าง ได้แก่ หัวข้าวเย็นเหนือเย็น ข้าวเย็นใต้ แก่นจำปา พริกไทยล่อน เครือส้มกุ้ง จันทน์ขาว จันทน์แดง จุกกระเทียม จุกหอมแดง รากลำเจียก เหง้าสับปะรด และสารส้ม นำมาต้มในหม้อดิน ใช้ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา เช้า กลางวัน และเย็น

ใช้แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยใช้ข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้อย่างละ 30 กรัม โกฐหัวบัว, โกฐเขมา, เจตมูลเพลิง, เถาวัลย์เปรียงอย่างละ 20 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะนำมาแช่กับเหล้า ทิ้งไว้ 7 วัน แล้วนำมาดื่มก็ได้ ใช้เป็นยารักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยใช้ข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้ นำมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงา แล้วนำมาใช้ทาบริเวณที่เป็น ใช้แก้โรคผิวหนัง ผดผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ โดยหัวใต้ดินนำมาต้มกับน้ำให้เด็กอาบ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของเหง้าข้าวเย็นเหนือหลายฉบับ ระบุว่าสารสกัดของเหง้า(หัว)ข้าวเย็นเหนือมีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ HIV-1 integrase ได้ และยังพบว่าสารออกฤทธิ์ที่สำคัญในเหง้าของข้าวเย็นเหนือยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้มีรายงานการการศึกษาวิจัยโดย ใช้เหง้าของหัวข้าวเย็นเหนือเป็นตำรับยาร่วมกับหัวข้าวเย็นอีก4 ชนิด คือ P ygm a e oprem na h e rb acea (Ro xb.) M o ld., Di o s c orea m e m b ra nacea Pierre ex Prain & Burkill.,D. birmanica Prain & Burkillและ S. glabra Roxb. เพื่อรักษาโรคมะเร็งและเอดส์อีกด้วย

jumboslot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ส่วนต่างๆของข้าวเย็นเหนือเป็นเครื่องยาสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากหรือน้อยจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังรวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ข้าวเย็นเหนือเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นข้าวเย็นเหนือ มักพบขึ้นตามป่าดงดิบเขา ป่าดิบชื้น ป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง พบได้มากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีใช้หัวฝังดิน เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนชุ่มชื้น ระบายน้ำได้ดีและมีอินทรียวัตถุ และเป็นไม้ที่เลี้ยงยากและหาดูได้ยาก โดยจัดเป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง เลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นหรือเลื้อยไปตามพื้นดิน อาจเลื้อยได้ยาวถึง 5 เมตร ลำต้นมีลักษณะกลมหรือเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย

เถามีหนามแหลมโดยรอบกระจายอยู่ห่าง ๆ ที่โคนใบยอดอ่อนมีมือเป็นเส้น 2 เส้นไว้สำหรับจับยึด และมีหัวเป็นเหง้าอยู่ใต้ดินและมีรากแตกอยู่ใต้ดินมาก หัวมีลักษณะกลมยาวเป็นท่อน ๆ ท่อนละประมาณ 5-15 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-5 เซนติเมตร รากที่เจาะลึกลงใต้ดินจะมีความยาวสูงสุดเกือบ 1 เมตร เนื้อไม้แข็ง ผิวแดงและขรุขระ ส่วนเนื้อในเหง้าเป็นสีเหลืองอ่อน เมื่อแก่เต็มที่จะเป็นสีแดงน้ำตาลอ่อน เนื้อละเอียด มีรสมัน (ถ้าเหง้าหรือหัวมีเนื้อสีขาวจะเรียกว่า “ข้าวเย็นใต้”)

slot

ดอกข้าวเย็นเหนือ ออกดอกตามซอกใบที่โคนต้นหรือกลางต้น ลักษณะของช่อดอกเป็นแบบช่อซี่ร่ม มีประมาณ 1-3 ช่อดอก ดอกมีขนาดเล็ก ก้านช่อดอกสั้น ยาวประมาณ 1-1.7 เซนติเมตร ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่กันคนละต้น (บ้างว่าอยู่กันคนละช่อแต่อยู่บนต้นเดียวกัน) ดอกมีใบประดับย่อยลักษณะเป็นรูปไข่กว้าง ดอกเป็นสีเขียวปนขาว มีกลีบรวม 6 กลีบ ลักษณะเป็นรูปรีหรือเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน กลีบวงในมักแคบกว่ากลีบวงนอก ช่อดอกเพศผู้มีดอกประมาณ 20-40 ดอกต่อหนึ่งช่อ มีเกสรเพศผู้จำนวน 6 ก้าน อับเรณูเป็นรูปขอบขนาน ส่วนช่อดอกเพศเมียมีดอกประมาณ 15-30 ดอกต่อหนึ่งช่อ รังไข่จะอยู่เหนือวงกลีบ ลักษณะเป็นรูปรี ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มี 3 ช่อง ในแต่ละช่องมีออวุลประมาณ 1-2 เมล็ด มีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน 3 ก้าน ลักษณะเป็นรูปคล้ายเข็ม โดยจะออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม

ผลข้าวเย็นเหนือ ออกผลเป็นกระจุกชิดกันแน่นคล้ายทรงกลม ผลมีลักษณะกลม เป็นผลแบบมีเนื้อ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5-0.6 เซนติเมตร เวลาสุกจะเป็นสีม่วงดำ ผิวของผลจะมีผงแป้งสีขาวปกคลุม ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 1-2 เมล็ด โดยจะออกผลในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม

ตำรายาพื้นบ้านมุกดาหารและประเทศมาเลเซียจะใช้เหง้าเป็นยาบำรุง (หัว)
หัวนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงเลือด (หัว)
หัวตากแห้งนำมาหั่นผสมในตำรับยาบำรุงกำลัง (หัว)
ใช้หัวในยาตำรับ นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้มะเร็ง ด้วยการบดยาหัวให้ละเอียดผสมกับส้มโมง ต้มจนแห้งแล้วผสมกับน้ำผึ้งรับประทานวันละ 1 เม็ด (หัว) หัวข้าวเย็นทั้งสองมีกลไกลการออกฤทธิ์ต้านมะเร็งเต้านม (หัว)
ตำรับยาแก้เบาหวานให้ใช้หัวข้าวเย็นทั้งสอง ใบโพธิ์ และไม้สัก นำมาต้มในหม้อดินเป็นยาดื่ม ส่วนอีกตำรับยาหนึ่งให้ใช้หัวข้าวเย็นทั้งสองผสมกับต้นลูกใต้ใบ นำมาต้มกับน้ำดื่ม (หัว)

ต้นกระดูกไก่ดำมีประโยชน์อย่างไร

เชื่อกันว่ากระดูกไก่ดำเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้บริเวณประเทศ อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ และเนปาล แล้วต่อมาได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทย สามารถพบได้เกือบทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักจะพบตามธรรมชาติในป่าดงดิบเขา หรือพบได้ตามริมหนองคลองบึง และริมแม่น้ำ ซึ่งคนไทยก็มีการใช้ประโยชน์จากต้นกระดูกไก่ดำมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณกระดูกไก่ดำ

ในอดีตมีการนำใบกระดูกไก่ดำมาใช้รักษาขาไก่ที่หักโดยการนำมาตำพอกแล้วประคบไว้บริเวณที่หัก นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการนำกระดูกไก่ดำมาปลูกไว้เป็นไม้ประดับตามบริเวณบ้านอาคารต่างๆ รวมถึงสวนสาธารณะทั่วไปอีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของกระดูกไก่ดำนั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ใบใช้รักษาอาการปวดศีรษะ แก้ไข้ แก้ไอ

ลดความร้อนในร่างกาย แก้เลือดคั่งค้าง ช่วยกระจายเลือด หืด แก้ฝีฝักบัว แก้ช้ำใน แก้อาเจียนเป็นเลือด ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย ปวดบวมตามข้อ รากและใบใช้เป็นยาพอกถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น พิษงู ผึ้ง ต่อ แตนต่อย เป็นต้น รากแก้โรคผิวหนัง และผื่นคันตามตัว ทั้งต้นมีรสเผ็ด จัดเป็นยาร้อน มีสรรพคุณเป็นยาขับลมขึ้นตามข้อกระดูก

ลักษณะทั่วไปกระดูกไก่ดำ

กระดูกไก่ดำจัดเป็นไม้พุ่มขนาดย่อมคล้ายกับต้นเสลดพังพอน มีความสูงของต้นประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นและกิ่งเป็นสีม่วงแดงถึงสีดำ ผิวลำต้นและกิ่งมีลักษณะเกลี้ยงมันเป็นปล้องข้อ ดูคล้ายกับกระดูกไก่ (จึงเป็นที่มาของชื่อต้นกระดูกไก่ดำ) โดยขนาดของข้อลำต้นจะยาวข้อละประมาณ 2-2.5 นิ้ว ส่วนข้อของปล้องกิ่งยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว ใบออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเป็นคู่ ลักษณะเป็นรูปใบหอก เล็กเรียวแหลมทั้งปลายใบและโคนใบ ขอบใบเรียบกว้างประมาณ 1-3เซนติเมตร ยาวประมาณ 5-15เซนติเมตร แผ่นใบเรียบเป็นมัน ด้านหน้าใบสีเขียวสด มีเส้นกลางใบเป็นสีแดงอมดำที่เห็นชัด

ส่วนหลังใบเป็นสีเหลืองสีเขียว ก้านใบสั้นและใบมีรสขม ดอกออกเป็นช่อบริเวณส่วนยอดและปลายกิ่ง โดยในช่อ จะมีความยาวประมาณ 2-3 นิ้ว ดอกจะมีลักษณะเป็นหลอดเล็ก ๆ ในก้านบริเวณปลายดอกจะแยกออกเป็นกลีบดอก ซึ่งกลีบดอกเป็นสีขาวแกมชมพู มีลักษณะโค้งงอนเหมือนช้อน ข้างในหลอดดอกมีเกสรเพศผู้ โผล่ ส่วนบริเวณโคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ผลออกเป็นฝัก ยาว 1-1.5 เซนติเมตร โดยเมื่อแก่ฝักจะแตกออกมา ด้านในมีเมล็ดหลายเมล็ดลักษณะกลมแบนมีสีดำ

สล็อต

การขยายพันธุ์กระดูกไก่ดำ

กระดูกไก่ดำ สามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด และการปักชำ ซึ่งในอดีตการขยายพันธุ์ของกระดูกไก่ดำ จะเป็นการขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ดในธรรมชาติแต่ในปัจจุบันได้เริ่มมีการนำกระดูกไก่ดำมาเพาะปลูกกันบ้างแล้ว จึงมีการนำกระดูกไก่ดำมาปักชำกิ่ง และเพาะเมล็ดเพื่อนำมาปลูกตามบริเวณบ้านเรือนและสวนสาธารณะกันมากขึ้น

ส่วนวิธีการเพาะเมล็ดและปักชำกระดูกไก่ดำนั้น ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่งของไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นทั่วๆไป ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของรากและใบกระดูกไก่ดำที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรพบว่า พบสาระสำคัญ เช่น Juaticin , Vitexin , apiginin และ patentiflorin A เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมี ในน้ำมันหอมระเหยของใบกระดูกไก่ดำพบว่า มีสารที่เป็นองค์ประกอบหลัก อาทิเช่น 1-nonanol , α-ionone , trans-β-ionone และ isopropyl myristate เป็นต้น

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไอ แก้ไข้ แก้เลือดคั่งค้าง ช่วยกระจายเลือดลม ช่วยขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย โดยใช้รากหรือลำต้นหรือใบต้มกับน้ำดื่ม แก้อาการปวดศีรษะ แก้โรคหืด แก้ไอ แก้ปวดท้อง ท้องเสีย โดยใช้ใบสดนำมาตำหรือคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม แก้อาเจียนเป็นเลือด ขับปัสสาวะ โดยใช้น้ำคั้นจากใบผสมกับเหล้ากิน แก้ท้องร่วงอย่างแรง โดยใช้ใบมาต้มกับนมรับประทาน

ใช้เป็นยาถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยโดยใช้รากและใบนำมาตำผสมกันแล้วใช้พอกบริเวณที่เป็น ใช้แก้โรคผิวหนังและอาการผื่นคันตามตัวโดยใช้รากนำมาต้มกับน้ำอาบ

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอักเสบ ลดปวด มีผลการศึกษาวิจัยพบว่าสารสกัดกระดูกไก่ดำ มีฤทธิ์ต้านอักเสบ และลดอาการปวด ซึ่งน่าจะมาจากสารในกลุ่ม flavonoids เช่น vitexin และ apigenin ที่ออกฤทธิ์ผ่านกลไกเดียวกันกับ ยากลุ่ม NSAIDs โดยไปยับยั้งเอนไซม์ทั้ง cyclooxygenase (COX) และ lipoxygenase pathways ทำให้มีผลยับยั้งการหลั่งสารที่เหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบหลายชนิด เช่น prostaglandins, histamine, NO, iNOS, MMP-9, prostaglandins และยังพบว่าสารสกัดกระดูกไก่ดำยังออกฤทธิ์ที่ opioid receptor ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับ morphine แต่มีฤทธิ์ลดปวดน้อยกว่า morphine 2 – 5 เท่า

ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย มีผลการศึกษาวิจัยสารสกัดเมทานอลของใบกระดูกไก่ดำ ระบุว่ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ทั้งแบคทีเรียแกรมบวก แบคทีเรียแกรมลบ เช่น Staphylococcus , aureus, Staphylococcus mutans, Bacillus subtilis, Micrococcus luteus ,Proteus vulgaris, Proleus mirabilis, Klebsiella pneumoniae, Escherichia coli, Shigella Flexner, Salmonella paratypi A และ Salmonella typhimusium

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของกระดูกไก่ดำฉบับหนึ่งระบุผลวิจัยไว้ว่า เมื่อนำสารสกัดที่ได้จาก รากที่นำมาต้มกับน้ำรากที่นำมาแช่ในแอลกอฮอล์ หรือใช้รากที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ฉีดเข้าในท้องของหนูทดลองในปริมาณ 1-2 กรัม/กิโลกรัม(น้ำหนักตัว) มีผลทำให้หนูมีอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น และเมื่อฉีดเข้าหนูทดลองในปริมาณ 10-20 กรัม/ 1 กิโลกรัม (น้ำหนักตัว) ทำให้อุณหภูมิในร่างกายของหนูทดลองต่ำลงมาก และมีอาการถ่ายอย่างเฉียบพลันและตายในที่สุด

jumboslot

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

ในการใช้กระดูกไก่ดำเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีไม่ควรใช้มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้กระดูกไก่ดำเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สมุนไพรกระดูกไก่ดำ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กระดูกดำ (จันทบุรี), ปองดำ แสนทะแมน (ตราด), เฉียงพร้า (สุราษฎรณ์ธานี), กุลาดำ บัวลาดำ (ภาคเหนือ), เกียงพา เกียงผา เฉียงพร้าบ้าน เฉียงพร้าม่าน เฉียงพร้ามอญ เฉียงพร่าม่าน ผีมอญ สันพร้ามอญ สำมะงาจีน (ภาคกลาง), โอกุด๊ดอื้งติ้น (จีน), ปั๋วกู่ตาน อูกู่หวางเถิง (จีนกลาง) เป็นต้น

ต้นกระดูกไก่ดำ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก มีความสูงของต้นประมาณ 90-100 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสีแดงเข้มถึงสีดำหรือเป็นสีม่วง เกลี้ยงมัน ลักษณะของลำต้นและกิ่งเป็นปล้องข้อ ดูคล้ายกับกระดูกไก่ โดยมีขนาดข้อของลำต้นยาวประมาณ 2.5-3 นิ้ว ส่วนข้อของปล้องกิ่งยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว ตามลำต้น กิ่งก้าน และใบมีสีแดงเรื่อ ๆ ต้นกระดูกดำเป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำและวิธีการเพาะเมล็ด ขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุย มักขึ้นเองตามริมลำธารในป่าดงดิบ

ใบกระดูกไก่ดำ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงคู่ ใบมีลักษณะเป็นรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบไม่มีหยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตรและยาวประมาณ 4-14 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบเงาเป็นสีเขียวเข้ม หน้าใบเป็นสีเขียวสด ส่วนหลังใบเป็นสีเหลืองอมสีเขียว มีเส้นกลางใบเป็นสีแดงอมดำ ส่วนก้านใบสั้น

slot

ดอกกระดูกไก่ดำ ออกดอกเป็นช่อบริเวณส่วนยอดของต้นหรือบริเวณปลายกิ่ง ในช่อหนึ่ง ๆ จะมีความยาวประมาณ 2-3 นิ้ว ดอกมีลักษณะเป็นหลอดเล็ก ๆ ปลายดอกแยกออกเป็นกลีบ กลีบดอกเป็นสีขาวอมเขียวแกมสีชมพู โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายกลีบแยกเป็นกลีบบนและกลีบล่าง กลีบดอกมีลักษณะโค้งงอนเหมือนช้อน ข้างในหลอดดอกมีเกสรเพศผู้ 2 ก้าน โผล่พ้นขึ้นมาจากหลอด

ที่มาเลเซียและอินโดนีเซียจะนำใบมาต้มกับน้ำกินเป็นยาบำรุงโลหิต (ใบ)
ใบสดนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มเป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ ส่วนในมาเลเซียและอินโดนีเซียจะนำใบสดมาตำผสมกับหัวหอมและเมล็ดเทียนแดง แล้วนำมาพอกแก้อาการปวดศีรษะ (ใบ)
ใบสดนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มเป็นยาแก้โรคหืด (ใบ)
ใช้ใบสดนำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะใช้ใบนำมาตำผสมกับเหล้าคั้นเอาแต่น้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยขับเลือดข้นในร่างกายให้กระจาย ช่วยกระจายเลือด แก้เลือดคั่งค้างเป็นลิ่มเป็นก้อน ทำให้เลือดที่อุดตันในร่างกายไหลเวียนสะดวก(ใบ)
น้ำคั้นจากใบใช้ผสมกับเหล้ากินเป็นยาแก้อาเจียนเป็นเลือด (ใบ)
ใบเมื่อนำมาตำแล้วให้คั้นเอาแต่น้ำมาใช้ผสมกับเหล้ารับประทานเป็นยาแก้ไอ (ใบ)
รากเป็นยาแก้ท้องเสีย (ราก) น้ำคั้นจากใบใช้เป็นยาทาแก้อาการปวดท้อง (ใบ)
ใบนำมาต้มกับนมรับประทานเป็นยาแก้ท้องร่วงอย่างแรง (ใบ)
น้ำคั้นจากใบใช้ผสมกับเหล้ารับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ (ใบ)
รากและใบนำมาตำผสมกัน ใช้เป็นยาพอกถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น พิษงู ผึ้ง ต่อ แตนต่อย เป็นต้น หรือจะใช้กากของใบนำมาพอกแผลบริเวณที่ถูกกัดจะช่วยดูดพิษของอสรพิษได้ หรือจะใช้ใบนำมาขยี้ผสมกับเหล้าขาวเป็นยาทาก็ได้เช่นกัน (ใบ,รากและใบ)

สรรพคุณของจันทนา

สำหรับถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของต้นจันทนานั้น มีการระบุไว้ 2 แนวทาง คือ แนวทางแรกเชื่อกันว่าจันทนามีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียบังคลาเทศ และประเทศพม่า ส่วนอีกแนวทางหนึ่งเชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดในอินโดนีเซียและติมอร์ ส่วนในประเทศไทยนั้นได้มีการนำพืชชนิดนี้เข้ามาปลูกเพื่อใช้เครื่องยาในภายหลัง

โดยจะสามารถพบต้นจันทนาได้บริเวณป่าดิบแล้งทั่วไปที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ไม่เกิน 400 เมตร และพบได้มากทางภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณจันทนา

เนื้อไม้และแก่นของต้นจันทนามีกลิ่นหอมจึงมีการนำมาใช้ปรุงแต่งเป็นเครื่องอบเครื่องหอม และใช้บำทำธูปหอมมาตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว นอกจากนี้ในส่วนของสรรพคุณทางยาของจันทนานั้น ตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า เนื้อไม้ใช้บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บำรุงธาตุไฟ บำรุงเนื้อหนังให้สดชื่น บำรุงดวงจิตมิให้ขุ่นมัว แก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ แก้เหงื่อตกหนัก แก้ตับปอดและดีพิการ แก้ไข้ร้อนใน ขับพยาธิ แก้ไข้ที่เกิดจากตับและดี แก่น แก้อ่อนเพลีย แก้ไข้กำเดา แก้ลม

แต่ในตำรายาไทยยังมีการใช้จันทร์ขาว (ชื่อเรียกเครื่องยาที่ได้จากแก่นและเนื้อไม้ของต้นจันทนา) ใน “พิกัดเบญจโลธิกะ” 5 อย่าง ได้แก่ แก่นจันทน์ขาว แก่นจันทน์ชะมด ต้นมหาสะดา ต้นเนระพสิ และแก่นจันทน์แดง โดยมีสรรพคุณ แก้ริดตะปิดตะโรค แก้ลมวิงเวียน กล่อมพิษทั้งปวง และยังมีการใช้ใน “พิกัดจันทน์ ทั้ง 5” แก่นไม้จันทน์ 5 อย่าง ได้แก่ แก่นจันทน์ชะมด แก่นจันทน์ทนา แก้จันทน์เทศ แก่นจันทน์แดง และแก่นจันทน์ขาว ซึ่งมีสรรพคุณ แก้ไข้เพ้อโลหิตและดี แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงตับปอด หัวใจ แก้พยาธิบาดแผล

ส่วนในตำรับยาพระโอสถพระนารายณ์: ยังใช้แก่นจันขาว (จันทนา) ในตำรับ “มโหสถธิจันทน์” ประกอบด้วย จันทน์ทั้ง 2 (จันทน์แดงและจันทน์ขาว) ร่วมกับสมุนไพรอื่นอีก 13 ชนิด สรรพคุณแก้ไข้ ที่มีอาการตัวร้อน อาเจียนร่วมด้วย

นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ยังปรากฏการใช้จันทน์ขาว (จันทนา) ร่วมกับสมุนไพรชนิดต่างๆ ในยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ในตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” สรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง และในตำรับ “ยาจันทน์ลีลา” ใช้บรรเทาอาการไข้ตัวร้อน ไข้เปลี่ยนฤดู “ตำรับยาเขียวหอม” มีสรรพคุณบรรเทาอาการไข้ ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด พิษสุกใส (บรรเทาอาการไข้จากหัดและสุกใส) เป็นต้น

สล็อต

ลักษณะทั่วไปจันทนา

จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 5-10 เมตร ลำต้นตั้งตรงเรือนยอดเป็นทรงพุ่มยาวรีมีกิ่งแขนงแตกเป็นพุ่ม เปลือกต้น ผิวเรียบบาง มีสีน้ำตาลเข้ม เนื้อไม้และแก่นมีสีเหลืองขาวนวล หรือออกน้ำตาลอ่อนๆ มีกลิ่นหอม และมีรสขม หวานหรือขมเย็น ใบออกเป็นแบบใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้าม รูปรีมีลักษณะป้อมมน หรือรูปขอบขนาน มีขนาดกว้าง 4-9 ซม. ยาว 12-20 ซม. โคนใบมนปลายใบสอบ เนื้อใบ เกลี้ยง หนาเป็นมัน ก้านใบแบน ยาวประมาณ 2 ซม. ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง

โดยในหนึ่งช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 8-15 ดอก มีกลีบเกลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 5 กลีบ ซึ่งกลีบดอกจะเป็นสีขาว โดยดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ส่วนปลายจะแยกเป็นกลีบดอก จำนวน 5 กลีบ และมีเกสรตัวผู้เรียงสลับกับกลีบดอก ผลเป็นรูปกลมรี เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียวเข้มและฉ่ำน้ำ ส่วนผลสุกจะเป็นสีแดง ในผลมีเมล็ด

การขยายพันธุ์

จันทนาสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด และการตอนกิ่ง ซึ่งในอดีตการขยายพันธุ์จันทนาจะเป็นการขยายพันธ์ทางธรรมชาติมากกว่าการนำมาเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์โดยมนุษย์ แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการนำจันทนามาทำการปลูกมากขึ้น โดยวิธีการที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือ วิธีการตอนกิ่งเพราะสะดวกและประหยัดเวลามากกว่าการเพาะเมล็ด สำหรับวิธีการตอนกิ่งจันทนานั้น สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการตอนกิ่งไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของเนื้อไม้ จันทนาที่นำไปใช้เป็นเครื่องยาพบว่ามีสารสำคัญๆ เช่น genipo sidic acid , α-santalol , tannin ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่มต่างๆ อีกหลายกลุ่ม เช่น กลุ่ม flavonoids , pherolic compounds และ terpenoids เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงเลือดลม บำรุงธาตุไฟ บำรุงประสาท แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ปอด ตับ และดีพิการ แก้ไข้ร้อน แก้ไข้กำเดา แก้อ่อนเพลีย โดยใช้แก่นของจันทนาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาโรคเลือดลมให้ใช้แก่นจันทร์ขาว (จันทนา) ร่วมกับแก่นจันทน์แดง รากชุมเห็ดเทศ รากหญ้าขัด รากชะเอม รกมะลืมดำ รากมะลืมแคบ รากมะกอกเผือก รากมะกอกฟาน รากผักหวานบ้าน เหง้าถั่วพู และกระดูกหมาดำ โดยนำมาฝนกับน้ำข้าวเจ้าใช้รับประทาน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และความสามารถในการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนกับเหล็ก มีการศึกษาวิจัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของสารประกอบฟีนอล สารประกอบฟลาโวนอยด์ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และความสามารถในการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนกับเหล็กของสารสกัดเอทานอลของ แก่นจันทน์ขาว พบว่าสารสกัดจากแก่นจันทน์ขาวมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ DPPH โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 1.41 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร (สารมาตรฐาน ascorbic acid มีค่า IC50 เท่ากับ 0.04มิลลิกรัม/มิลลิลิตร)

jumboslot

และความสามารถในการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนกับเหล็กมีค่า IC50 (ความเข้มข้นของสารสกัดสมุนไพรที่เกิดสารประกอบเชิงซ้อนกับเหล็กได้ร้อยละ 50) เท่ากับ 21.10 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร (สารมาตรฐาน EDTA มีค่า IC50 เท่ากับ 0.04มิลลิกรัม/มิลลิลิตร)(เนื่องจากเหล็กอิสระที่มีอยู่ทั่วร่างกายสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระ คือ อนุมูลไฮดรอกซิล (OH•) จาก ซูเปอร์ออกไซด์ (O2•-)

และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide, H2O2) ในปฎิกิริยา Fenton ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะ oxidative stress ตามมา) ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดสมุนไพรจันทนามีความสัมพันธ์กับปริมาณสารประกอบฟีนอลรวม

และปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยด์รวม แต่ความสามารถในการเกิดสารประกอบเชิงซ้อนกับเหล็กของสารสกัดสมุนไพรไม่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดสมุนไพร ปริมาณสารประกอบฟีนอลรวม และปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยด์รวม

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้จันทนาเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ ตามสรรพคุณนั้นควรระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดและปริมาณที่พอเหมาะไม่ควรใช้ในขนาดที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้จันทนาเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

slot

จันทนาจัดอยู่ในตำรับยา “พิกัดเบญจโลธิกะ” ซึ่งเป็นตำรับยาที่ประกอบไปด้วยสมุนไพรที่มีสรรพคุณทำให้ชื่นใจ 5 อย่าง ได้แก่ แก่นจันทน์ขาว (เข้าใจว่าหมายถึงแก่นจันทนา), แก่นจันทน์แดง, แก่นจันทน์ชะมด, ต้นเนระพูสีไทย, และต้นมหาสะดำ โดยเป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้เพื่อดี แก้รัตตะปิตตะโรค แก้ลมวิงเวียน ช่วยกล่อมพิษทั้งปวง (แก่น)
จันทนาจัดอยู่ในตำรับยา “พิกัดจันทน์ทั้งห้า” ซึ่งเป็นตำรับยาที่ประกอบไปด้วยแก่นไม้จันทน์ 5 อย่าง ได้แก่ แก่นจันทน์ทนา แก่นจันทน์แดง แก่นจันทน์ขาว แก่นจันทน์เทศ และแก่นจันทน์ชะมด โดยเป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้เพื่อโลหิตและดี แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ช่วยบำรุงปอดและหัวใจ และช่วยแก้พยาธิบาดแผล (แก่น)
จันทนาจัดอยู่ในรับยาพระโอสถนารายณ์ คือตำรับยา “มโหสถธิจันทน์” ซึ่งเป็นตำรับยาที่ประกอบไปด้วยสมุนไพรจันทน์ทั้งสอง ได้แก่ จันทน์แดงและจันทน์ขาว (เข้าใจว่าคือแก่นจันทนา) ร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ อีก 13 ชนิด โดยเป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ทั้งปวงที่มีอาการตัวร้อน หรือมีอาการอาเจียนร่วมด้วยก็ได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้ แต่เข้าใจว่าคือส่วนของแก่นหรือเนื้อไม้)
จันทนายังปรากฏอยู่ในตำรับยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) คือ ตำรับ “ยาหอมเทพจิตร” ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีส่วนผสมของจันทน์ขาว (เข้าใจว่าหมายถึงแก่นจันทนา) ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ในตำรับยาอีก โดยตำรับยานี้มีสรรพคุณช่วยแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืดตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน และช่วยแก้ลมจุกแน่นในท้อง (ไม่ระบุส่วนที่ใช้ แต่เข้าใจว่าคือส่วนของแก่นหรือเนื้อไม้)
จันทนายังปรากฏอยู่ในตำรับ “ยาจันทน์ลีลา” ซึ่งเป็นตำรับยาที่ส่วนผสมของจันทน์ขาว (เข้าใจว่าหมายถึงแก่นจันทนา) ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ อีกในตำรับยา โดยเป็นตำรับยาที่ช่วยบรรเทาอาการไข้ตัวร้อน ไข้เปลี่ยนฤดู (ไม่ระบุส่วนที่ใช้ แต่เข้าใจว่าคือส่วนของแก่น)