cathedraledetunis

Day: June 19, 2021

พริกหยวกมีประโยชน์อย่างไร

พริกหยวกซึ่งเป็นพริกในสายพันธุ์ C.annuum L. มีแหล่งกำเนิดดั้งเมอยู่ในทวีปอเมริกากลาง บริเวณประเทศ เม็กซิโก และประเทศใกล้เคียง จากนั้นจึงได้กระจายไปยังทวีปเอเชียและอาฟริกา สำหรับในประเทศไทยสามารถพบเห็นพริกหนุ่มได้มากในภาคเหนือและภาคกลาง โดยแหล่งที่มีการปลูกมากจะอยู่ตามภาคเหนือลงมาถึงอยุธยา ซึ่งภาคเหนือนิยมนำมาใช้ทำเป็นอาหารในหลายๆเมนู

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณพริกหยวก

พริกหยวกถูกนำมาใช้ประกอบอาหารมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว เช่นเดียวกันกับพริกขี้หนู แต่พริกหยวกจะมีรสเผ็ดน้อยกว่าจึงสามารถนำมารับประทานสดๆ หรือนำมาเป็นวัตถุดิบหลับในการใช้ประกอบอาหารได้ เช่น ใช้ทำน้ำพริกหนุ่ม ผัดเปรี้ยวหวาน ใช้รับประทานสดๆ กับแกล้มน้ำพริก หรือใช้เผาไฟนำมารับประทานเป็นเครื่องเคียงของต้มปลาทูในภาคเหนือ เป็นต้น

สำหรับสรรพคุณทางยาของพริกหยวกนั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ผล ใช้ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับปัสสาวะ เป็นยาเจริญอาหาร บำรุงเลือดลม บำรุงหัวใจ ช่วยย่อยอาหาร แก้ไขข้ออักเสบ แก้กามโรค แก้อาการปวดเมื่อย ใช้ทาถูกนวดให้ร้อนแดง

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้ โดยส่วนมากแล้วในการใช้พริกหยวกเพื่อให้มีผลในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในตำรายาไทยนั้นมักจะเป็นการนำมารับประทานในรูปแบบของอาหารต่างๆ มากกว่าจะนำมาแปรรูปเป็นสมุนไพรเหมือนพืชชนิดอื่นๆ แต่ในปัจจุบันมีการสกัดเอาสาร Capsaicin จากพริกหยวกมาใช้เป็นยาหลายๆขนาน รวมถึงยังมีการนำพริกหยวกมาทำเป็นสารสกัด tincture capsaicin สำหรับผสมขี้ผึ้งเป็นยาถูนวดรักษาอาการปวดเมื่อยและไขข้ออักเสบอีกด้วย

ลักษณะทั่วไปพริกหยวก

สล็อต

พริกหยวกจัดเป็นไม้ล้มลุกฤดูเดียวหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 0.5-1.5 เมตร ลักษณะลำต้นตั้งตรงและแตกกิ่งก้านมาก แบบ dichotamous โคนต้นเป็นเนื้อไม้แข็งมีสีน้ำตาลหรือสีเทา ส่วนยอดเป็นเนื้อไม้อ่อนมีสีเขียว ใบเป็นใบเดี่ยวแบบเรียงสลับออกตามข้อกิ่ง ใบแบนเรียบ รูปไข่ เรียวยาว กว้าง 5-8เซนติเมตร ยาว 10-16 เซนติเมตร โคนใบและปลายใบแหลม ก้านใบยาวได้ถึง 10 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศและดอกมักจะเอาหัวห้อยลง

โดยมีกลีบรองดอกมีลักษณะเป็น 5 พู และมีกลีบดอกเป็นสีขาวนวลเชื่อมติดกันเป็นรูปปากแตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก มีเกสรเพศผู้ 5 อัน แตกออกมาจากตรงโคนของกลีบดอก ส่วนเกสรเพศเมียจะชูขึ้นเหนือเกสรเพศผู้ ส่วนรังไข่มีพู 3 พู ผลสดมีหลายรูปร่างและขนาด แต่มักจะเป็นรูปกรวยกว้างและยาวได้ถึง 30 เซนติเมตร เมื่อยังอ่อนอยู่มีสีเขียว เหลือง ครีม หรือม่วง เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม เหลืองหรือน้ำตาลเมล็ดแบนรูปโล่ใหญ่กว่าเมล็ดพริกขี้หนู เป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีน้ำตาล

การขยายพันธุ์พริกหยวก

พริกหยวกสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้ นำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำไว้ 1 คืน และวางไว้ในร่ม 1-2 วัน จากนั้นเตรียมดินเพาะหรือแปลงเพาะด้วยการผสมดินกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น มูลสัตว์ แกลบ ขี้เถ้าแกลบ ขุยมะพร้าว ในอัตราส่วนระหว่าดินกับวัสดุ 2:1

สล็อตออนไลน์

สำหรับการเพาะในกระบะเพาะให้หยอดเมล็ดพันธุ์ 3-4 เมล็ด/หลุม ขึ้นอยู่กับขนาดหลุมกระบะ พร้อมโรยดินกลบเล็กน้อยรดน้ำให้ชุ่มและต้องคอยรดน้ำทุกวัน เช้า-เย็น กล้าโต 5-10 เซนติเมตร ให้ถอนเหลือหลุมละต้น แต่หากเพาะในแปลงให้หว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตรา 30 กรัม/ตารางเมตร

จากนั้นจึงทำการเตรียมดินในการปลูกในแปลง ซึ่งหากเป็นแปลงใหม่ ควรไถตากดินพร้อมกำจัดวัชพืช นาน 1 สัปดาห์ ทำการหว่านปุ๋ยคอกในอัตรา 2-3 ตัน/ไร่ แล้วทำการยกร่องแปลงสูง 20-30 เซนติเมตร กว้าง 40-60 เซนติเมตร สำหรับขนาดแปลงควรให้มีความกว้างขนาด 30-50 สำหรับปลูกแถวเดี่ยว แปลงกว้าง 80-100 สำหรับปลูกแถวคู่

จากนั้นจึงทำการปลูกเมื่อต้นกล้ามีอายุ 30-40 วัน หรือสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร และมีใบจริง 5-7 ทั้งนี้ควรให้งดน้ำต้นกล้า 2-3 วันก่อนย้ายลงปลูกในแปลง สำหรับวิธีการปลูกนั้นทำได้โดยขุดหลุมให้ระยะห่างระหว่างหลุม 50 เซนติเมตร นำต้นกล้าที่เตรียมไว้ลงหลุมปลูก พร้อมกลบดินให้แน่นพอประมาณ รดน้ำให้ชุ่ม และรดทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง

องค์ประกอบทางเคมี มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของพริกหยวกพบว่ามีสารสำคัญ ดังนี้capsaicin, capsicoside A, B, C, capsanthin, acetamide, boron, E, P-caumaric, galactosamine, alanine,vanilloyl, glutaminase trigonelline, zeaxanthin, aspartic acid, caffeic acid, cinnamic acid

นอกจากนี้ในพริกหยวกยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของพริกหยวก (100 กรัม)

jumboslot

พลังงาน 27 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 4.8กรัม
ใยอาหาร 3.2กรัม
ไขมัน 0.2กรัม
โปรตีน 1.5กรัม
วิตามินเอ 340 หน่วยสากล
วิตามินบี 1 41มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.08มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 1.3มิลลิกรัม
วิตามินซี 14มิลลิกรัม
แคลเซียม 11มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.1มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 17 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 47มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 256 มิลลิกรัม
เบตาแครอทีน 8.88 ไมโครกรัม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาในหนูถีบจักร โดยแบ่งหนูออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 6 ตัว กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมได้รับน้ำมันมะกอกตลอดการทดลอง กลุ่มที่ 2 ได้รับ Benzo (a) pyrene ขนาด 50 มก./กก. ละลายในน้ำมันมะกอก ป้อนทางสายยางให้อาหารทางปากวันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ ซึ่งขนาดของ Benzo (a) pyrene ที่ 50 มก./กก. จะเหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งปอด กลุ่มที่ 3 ได้รับสาร capsaicin ขนาด 10 มก./กก. ละลายในน้ำมันมะกอกแล้วฉีดเข้าช่องท้องของหนูวันละ 1 ครั้ง นาน 14 สัปดาห์ กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มที่ได้รับ Benzo (a) pyrene ขนาด 50 มก./กก. ร่วมกับ capsaicin ขนาด 10 มก./กก. ที่ละลายในน้ำมันมะกอก ฉีดเข้าทางช่องท้อง โดยให้ฉีด capsaicin ก่อน 1 สัปดาห์ แล้วจึงป้อน Benzo (a) pyrene และให้ต่อไปจนครบ 14 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่ 2 (ได้รับ Benzo (a) pyrene) จะลดการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระในปอด พวก superoxide dimutase (SOD), catalase (CAT), glutathione peroxidase (GPx), glutathione reductase (GR), glutathione-S-transferase (GST), glucose-6-phosphate dehydrogenase (G6PD), ลดสารต้านอนุมูลอิสระพวก reduced glutathione, วิตามิน C, E และ A ในขณะที่กลุ่มที่ 4 การทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ SOD, CAT GPx, GR, GST, G6PD, reduced glutathione, วิตามิน C, E และ A จะไม่ลดลง และมีค่าใกล้เคียงกับกลุ่มควบคุม ซึ่งจากการทดลองสรุปได้ว่าสาร capsaicin จากพริกหยวกสามารถป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็งปอดได้

slot

ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด มีการศึกษาวิจัยในเกาหลี โดยใช้สารสกัดจากพริกหยวกในหนูทดลองที่ถูกทำให้อ้วน (ด้วยการให้ 20% ของ corn oil) โดยให้สารสกัดจากพริกหยวก 10% กับหนูทดลองนาน 4 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่าหนูทดลองมีระดับคอเลสเตอรอลและระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง

ฤทธิ์ปกป้องตับ มีการทดลองคาโรตินอยด์กับเซลล์ตับหนู ที่เหนี่ยวนำให้อักเสบด้วย carbon tetrachloride พบว่า คาโรตินอยด์ และสารสกัดจากพริกหยวก สามารถลดระดับของ glutamic pyruvic transaminase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ปล่อยออกมาเมื่อตับเป็นพิษได้ นอกจากนี้พบว่าหลังจากหนูได้รับ carbon tetrachloride ปริมาณของ aminotransterase และ lipid peroside ในตับจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม จากนั้นเมื่อให้ capsanthin และ beta-cryptoxanthin ขนาด 10 mg/Kg น้ำหนักตัว พบว่าสามารถลดฤทธิ์ของ glutamic pyruvic transminase ได้ นอกจากนี้ยังลดการสร้าง lipid peroxide และ malondialdehyde อีกด้วย จึงสรุปได้ว่า capsanthin, beta-cryptoxanthin, carotenoid มีบทบาทในการป้องกันการเกิดพิษต่อตับ จากการได้รับ carbon tetrachloride ด้วยกลไกของการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด มีการศึกษาทดลองในอิตาลี โดยใช้สารสกัดจากพริกหยวกกับหนูทดลอง โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังและให้ทางปาก ผลการทดลองพบว่า สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองได้

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการรับประทานพริกหยวกนั้น ถึงแม้ว่าพริกหยวกจะมีความเผ็ดไม่มาก แต่ก็ไม่ควรรับประทานเพื่อหวังผลในการรักษาโรคมากเกินไป โดยควรบริโภคแต่พอดี ไม่ควรบริโภคมากจนเกินไป หรือบริโภคติดต่อกันนานไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้
สำหรับผู้ที่แพ้พริก (Capsaicin) ไม่ควรบริโภคพริกหยวก เพราะเป็นพืชตระกูลเดียวกัน และมีสาร Capsaicin เช่นกัน

สรรพคุณของเลี่ยน

เลี่ยนเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณเอเซียใต้ ตั้งแต่อิหร่าน และแถบภูเขาหิมาลัย ต่อเนื่องมาจนถึงประเทศไทย รวมถึงตอนใต้ของจีนญี่ปุ่น แล้วมีการกระจายพันธุ์ไปทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิคจนถึงประเทศออสเตรเลียทางด้านตะวันออก และปาปัวนิวกินี นอกจากนี้พบในแถบอเมริกาใต้ เช่น บราซิล และอาร์เจนตินา

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยพบตามธรรมชาติในป่าทั่วไป เกือบทุกภาคของประเทศยกเว้นภาคใต้ภาคตะวันออก และภาคกลางตอนล่าง โดยมักจะขึ้นอยู่ตามบริเวณที่ราบเป็นเขาไหล่เขา ริมลำห้วยที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 500 เมตร

ประโยชน์และสรรพคุณเลี่ยน

มีการนำส่วนต่างๆของเลี่ยนมาใช้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น ยอดและใบอ่อนสามารถนำมารับประทานได้ โดยนำมายางไฟพอสลดเพื่อลดความขม ใช้รับประทานเป็นผักแกล้มกับลาบ ก้อย รวมถึงใช้เป็นผักแกล้ม น้ำพริกชนิดต่าง ๆ ใบเมื่อนำมาใช้ย้อมสีผ้าจะให้สีเขียว เนื้อไม้ของเลี่ยนเป็นไม้เนื้อแข็ง จึงสามารถนำมาใช้ทำเป็นไม้เครื่องสำหรับสร้างบ้าน เช่น ผ้าม่าน ไม้กระดาน ไม้ประกอบต่างๆ หรือนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ในครัวเรือนหรือเครื่องมือทางการเกษตรก็ได้ นอกจากนี้ ใบ เปลือกต้น และเปลือกรากมีฤทธิ์ช่วยไล่แมลง จึงมีการใช้เป็นส่วนผสมในยาฆ่าแมลงหลายชนิด

ส่วนสรรพคุณทางยานั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณของเลี่ยนไว้ว่าทุกส่วนมีรสขม เมา ราก ผล เปลือกต้น ใช้ขับพยาธิ แก้ไข้ แก้โรคเรื้อน และฝีคันทะมาลา รักษาเหา แก้โรคผิวหนัง ผดผื่นคัน แก่น และ ดอก แก้โรคผิวหนัง ใบ บำรุงไฟธาตุ ขับปัสสาวะ ขับระดูในสตรี บำรุงโลหิต พอกแผล แก้น้ำร้อนลวก ทั้งต้นแก้โรคเรื้อน ทำให้เจริญอาหาร บำรุงร่างกาย ยางต้น แก้ม้ามโต เมล็ด แก้ปวดในข้อ น้ำคั้นจากใบ ขับพยาธิ ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว บำรุงโลหิต ประจำเดือน น้ำมันจากผล ใช้รักษาโรคผิวหนังต่างๆ ดอกและใบ พอกแก้ปวดศีรษะ ปวดประสาท

สล็อต

ส่วนในตำราแพทย์แผนจีนระบุสรรพคุณผลเลี่ยนไว้ว่า ผลเลี่ยน รสขม เย็น มีฤทธิ์ทำให้ซี่หมุนเวียน บรรเทาปวด สรรพคุณคลายเครียด แก้ร้อนใน บรรเทาอาการปวดต่างๆ และมีฤทธิ์ฆ่าพยาธิ หิด กลาก เกลื้อน แก้ปวดท้องเนื่องจากพยาธิต่างๆ ผลเลี่ยนผัด จะช่วยให้รสขมและเย็นลดลง ลดพิษ มีฤทธิ์ช่วยให้ซี่หมุนเวียนและบรรเทาปวดใช้รักษาอาการปวดบริเวณใต้ชายโครงและปวดท้อง ผลเลี่ยนผักน้ำเกลือ จะช่วยนำตัวยาลงสู่ส่วนล่างของร่างกาย (ตั้งแต่ใต้สะดือลงมาจนถึงท้อง) ใช้รักษาอาการไส้เลื่อน อัณฑะปวดบวม

ลักษณะทั่วไปเลี่ยน

เลี่ยนจัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ตระกูลเดียวกันกับสะเดา ลำต้นเปล่าตรง สูง 10-30 ม. ทรงพุ่มกลม ค่อนข้างโปร่ง โดยมีขนาดทรงพุ่ม 6-8 ม. เป็นไม้ที่เจริญเติบโตเร็ว เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำ แตกเป็นร่องตามแนวยาว กิ่งก้านมีสีเขียว กิ่งแก่มีสีม่วง ไม่มีขน กระพี้มีสีขาว แกนมีสีน้ำตาลอ่อน ใบมีขนอ่อน ๆ ปกคลุม ทั้งนี้เลี่ยนพันธุ์เล็กใบจะมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-4.5 เซนติเมตร ส่วนเลี่ยนพันธุ์ใบใหญ่ จะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร

ดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งยาว 20-30 ซม. มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เป็นรูปสามเหลี่ยม โคนเชื่อมต่อกันเป็นรูปถ้วยลายแยก 5-6 แฉก กลีบดอกมี 5 กลีบ รูปขอบขนาน ปลายมน และโค้งไปข้างหลัง มีสีชมพูหรือขาวอมม่วงอ่อน มีกลิ่นหอม โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก 2-2.5 ซม. และมีเกสรเพศผู้มีสีม่วงเชื่อมติดกันเป็นหลอด 10 อัน ออกดอกเดือน ธ.ค.-เม.ย. ผลมีลักษณะกลมรี ยาวได้ประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียวมีรสฝาด ส่วนผลสุกเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีน้ำตาลเหลือง ภายในผลจะแบ่งออกเป็น 4-5 ช่อง และในแต่ละช่องจะมีเมล็ดรูปเหลี่ยมสีดำอยู่ 1 เมล็ด

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์เลี่ยน

เลี่ยนสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด ติดตา การปักชำ แต่จะนิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดมากกว่าเพราะสามารถทำได้ง่าย สะดวก และประหยัด โดยมีวิธีการดังนี้

แยกเอาเนื้อหุ้มเมล็ดออกจากผลที่แก่จัดแล้วนำเปลือกหุ้มเมล็ดไปตากแดดจัด ๆ 2 – 3 วัน จากนั้นเปลือกหุ้มเมล็ดก็จะร้าวตรงรอยต่อระหว่างช่องเมล็ด จากนั้นใช้ฆ้อนเล็ก ๆ ทับเบา ๆ ให้เปลือกหุ้มเมล็ดแตกตามรอยร้าว เมล็ดอยู่ภายในจะหลุดออกมา แล้วนำไปแช่น้ำร้อน 80 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที แล้วจึงหว่านลงในแปลงเพาะ หรือกระบะเพาะที่เตรียมวัสดุเพาะไว้ (โดยวัสดุเพาะเป็นทรายหยาบผสมขี้เถ้าแกลบในอัตราส่วนที่เท่า ๆ กัน) หลังจากหว่านแล้วกลบเมล็ดด้วยทรายละเอียดบาง ๆ แล้วรดน้ำเช้า – เย็น ประมาณ 5 – 8 วัน เมล็ดก็เริ่มงอกและการงอกจนถึง 40 วัน หลังจากเพาะเมล็ด จึงย้ายชำกล้าอ่อนลงถุง จากนั้นดูแลบำรุงรักษากล้าไม้จนอายุประมาณ 6 เดือน หรือกล้าไม้สูงประมาณ 30 – 50 เซนติเมตร ความโตที่คอราก 0.3 – 0.5 เซนติเมตร จึงสามารถนำไปปลูกได้

สำหรับการปลูกระยะปลูกที่เหมาะสมควรเป็น 3 x 3 เมตร หรือ 4 x 4 เมตร หลุมปลูกไม้เลี่ยนใช้ขนาด 30 x 30 x 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอยหรือปุ๋ยหมัก หลุมละ 1 กิโลกรัม

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆของเลี่ยนปรากฏว่า พบสารสำคัญๆ หลายชนิด เช่น เปลือกต้นพบสาร Triacontane,kulinone , B-sitosterol, ajaridin และ Glucose ส่วนใบพบสาร Carotenoid,azadirachin, Meliantin ในผลพบสาร Bakayanin, Neo-bakayanin, toosendanin ,Margosine, Steroid, Fixed oil และกำมะถัน ในเมล็ดพบสาร Tetranortriterpenoids และในน้ำมันจากเมล็ดพบสารกลุ่ม Fatty acid เช่น Palmitic acid, Oleic acid, Linoleic acid, Myristic acid รวมถึงสาร salanine อีกด้วย

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ขับพยาธิหากเป็นพยาธิตัวกลมในเด็กเล็ก ใช้เปลือกต้นหรือเปลือกราก 3 กรัม ต้นน้ำดื่ม แต่หากเป็นพยาธิปากขอ ใช้เปลือกต้น 600 กรัม ใส่น้ำ 3,000 มล. ต้มให้เหลือ 600 มล. และใช้เปลือกผลทับทิม 25 กรัมเติมน้ำ 300 มล. ต้มให้เหลือ 120 มล. นำทั้งสองมาผสมกัน กินครั้งละ 30 มล.
ใช้แก้โรคเรื้อนขับพยาธิตัวกลม โดยใช้ผลแห้ง 15-20 กรัมมาต้นน้ำดื่ม
ช่วยบำรุงโลหิต ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว โดยใช้ใบสดมาคั้นเอาน้ำดื่ม
ใช้เป็นยาทำให้อาเจียน โดยใช้เปลือกต้นหรือเปลือกรากมาต้มกับน้ำดื่ม
แก้อาการปวดศีรษะ ปวดประสาท โดยการนำใบและดอกมาตำพอกศีรษะ
ใช้แก้ผื่นคัน ปวดฟัน โดยใช้เปลือกต้น ต้มน้ำชะล้างหรือใช้บ้วนปาก
ใช้แก้หิด โดยใช้เปลือกต้นและกิ่งเผาเป็นเถ้า ผสมน้ำมันหมูทา
ส่วนในการแพทย์แผนจีนระบุถึงขนาดการใช้คลายเครียด บรรเทาปวด แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว โดยใช้ใบสดมาคั้นเอาน้ำดื่ม และใช้ผลแห้งขนาด 4.5-9 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง มีการศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งของสารสกัด 12-O Acetylazedarachin B ที่สกัดได้จากผลเลี่ยนในหลอดทดลอง (in vitro) โดยทำการทดลองเลี้ยงเซลล์มะเร็ง 4 ชนิดได้แก่ เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (HL-60) เซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร (AZ521) เซลล์มะเร็งปอด (A549) และเซลล์มะเร็งเต้านม (SK-BR-3) ในอาหารเลี้ยงเซลล์ (RPMI 1640 medium สำหรับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวและเซลล์มะเร็งเต้านม และ DMEM medium สำหรับเซลล์มะเร็งปอดและเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร) ที่มีสารสกัด 12-O Acetylazedarachin B อยู่ 50 นาโนโมลลาร์ จากการวัดอัตราการอยู่รอดของเซลล์ด้วยวิธี MTT assay พบว่า สารสกัด 12-O Acetylazedarachin B มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง 3 ชนิด ได้แก่ เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว เซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร และเซลล์มะเร็งปอด และการวิเคราะห์การเหนี่ยวนำให้เกิดการตายแบบ apoptosis ของเซลล์ผ่านการกระตุ้นที่ตัวรับสัญญาณ (death receptor) ของเซลล์ ด้วยการย้อมเซลล์ด้วยสี Vnnexin V-propidium iodide และตรวจด้วย flow cytometry พบว่าสารสกัด 12-O Acetylazedarachin B มีผลเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวและเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร นอกจากนี้เมื่อวิเคราะห์การแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตายของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว ด้วยวิธี western blot analysis พบว่าสารสกัด 12-O Acetylazedarachin B มีผลลดการแสดงออกของโปรตีน procaspase-3, 8 และ 9 และเพิ่มการแสดงออกของโปรตีน cleaved caspase-3, 8 และ 9 และอัตราส่วนการแสดงออกของโปรตีน Bax/Bcl-2 ผลการทดลองดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสารสกัด 12-O Acetylazedarachin B ที่สกัดได้จากผลเลี่ยนมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว ด้วยการเหนี่ยวนำให้เกิดการตายแบบ apoptosis และ necrosis

slot

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัย สารลิโมนอยด์จากเปลือกต้นเลี่ยน โดยเมื่อนำไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว ( HL-60 : myeloid leukemia), เซลล์มะเร็งตับ (SMMC-7721 : hepatocellular carcinoma), เซลล์มะเร็งปอด (A-549 : lung cancer), เซลล์มะเร็งเต้านม MCF-7 (human breast adenocarcinoma), และเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (SW480 : colorectal cancer) ของคน พบว่าค่าความเข้มข้นครึ่งหนึ่ง IC50 ที่เป็นพิษกับเซลล์มะเร็งดังกล่าวมีค่าอยู่ระหว่าง 0.003 – 0.555 ไมโครโมลาร์อีกด้วย

ฤทธิ์ฆ่าพยาธิตัวกลม มีการศึกษาวิจัย สาร Toosendanin ที่สกัดได้จากเปลือกด้วยแอลกอฮอล์ ปรากฏว่ามีฤทธิ์ฆ่าพยาธิตัวกลมของหนูที่อยู่นอกร่าง โดยจากการทดลองพบว่า สารที่สกัดในความเข้มข้น 1 ต่อ 1,000 สามารถทำให้ส่วนหัวของพยาธิมึนชา และสารที่สกัดในความเข้มข้น 1 ต่อ 5,000-9,000 จะทำให้พยาธิมีอาการมึนชาทั้งตัว ทำให้พยาธิไม่สามารถยึดเกาะภายในลำไส้ได้

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาอื่นๆ ระบุว่า สารสกัดแอลกอฮอล์และสารทูเซนดานิน (toosendanin) จากผลเลี่ยนมีฤทธิ์ถ่ายพยาธิและสารทุเซนดานินยังมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบในกระต่าย ส่วนสารสกัดผลเลี่ยนด้วยแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้น 10% มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีรายงานการทดสอบความเป็นพิษพบว่า สารสกัดผลด้วยคลอโรฟอร์ม เมื่อฉีดเข้าช่องท้องของหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้หนูตายร้อยละ 50 เท่ากับ 1.5 กรัม/กิโลกรัม ส่วนสารสกัดผลด้วยอีเทอร์ เมื่อฉีดเข้าช่องท้องของหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้หนูตายร้อยละ เท่ากับ1.04 กรัม/กิโลกรัม และเมื่อฉีดสารทูเซนดานินที่สกัดจากผลเลี่ยนเข้าช่องท้อง หลอดเลือดดำ ใต้ผิวหนังและให้ทางปากหนูถีบจักร พบว่าขนาดสารทูเซนดานินที่ทำให้หนูถีบจักรตายร้อยละ 50(LD50) มีค่าเท่ากับ 13.8 , 14.6 , 14.3 และ 244.2 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ เมื่อฉีดสารดังกล่าวเข้าใต้ผิวหนังและให้ทางปากหนูขาว และฉีดเข้าหลอดเลือดดำกระต่าย พบว่าขนาดสารดังกล่าวที่ทำให้สัตว์ทดลองตาย ร้อยละ 50 (LD50) มีค่าเท่ากับ 9.8 , 120.7 และ 4.2 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์และผู้ที่มีอาการแขนขาเย็น กลัวหนาว ไม่กระหายน้ำ ปัสสาวะมากและใส ท้องร่วง ปวดท้อง เป็นชันฝ้าบนลิ้นขาว
ผลเลี่ยนมีพิษอาจทำให้ท้องเสีย อาเจียน อัมพาต และเสียชีวิตได้
ไม่ควรรับประทานยาเกินกว่าปริมาณที่กำหนดให้ เนื่องจากยามีพิษอันจะทำให้ตับเกิดอาการเป็นพิษได้
สารพิษที่พบในผลเลี่ยน คือ แอลคาลอยด์ azaridine ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้คลื่นไส้อาเจียน และท้องร่วงอย่างแรง เป็นอัมพาต หายใจไม่สม่ำเสมอ หายใจขัด หากเด็กเล็กๆ กินผลเลี่ยนเข้าไปเพียง 6-8 ผล จะเป็นอันตรายถึงตายได้ การรักษาเบื้องต้นทำได้โดย ทำให้อาเจียน ให้ดื่มนมหรือไข่ขาวเพื่อลดการดูดซึมของสารพิษ แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล

ผักเบี้ยใหญ่มีประโยชน์อย่างไร

ผักเบี้ยใหญ่เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนของเอเชียใต้บริเวณประเทศอินเดียแล้วต่อมาได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณเขตร้อนใกล้เคียง เช่นใน บังคลาเทศ ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฯลฯ สำหรับในประเทศไทย ผักเบี้ยใหญ่ถูกจัดให้เป็นวัชพืชที่มักพบในนาข้าวและแปลงผักต่างๆ เช่น คื่นช่าย หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง มะเขือเทศ เป็นต้น และยังสามารถพบได้ตามบริเวณถนนหนทางต่างๆอีกด้วย

เครดิตฟรี

นอกจากนี้ผักเบี้ยใหญ่ยังสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศบริเวณดินที่ชื่นแฉะ หรือบนฝั่งริมน้ำ และในแปลงเกษตรทั่วไป

ประโยชน์และสรรพคุณผักเบี้ยใหญ่

ในประเทศไทยมีการนำยอดอ่อนของผักเบี้ยใหญ่มารับประทานในหลายๆรูปแบบ เช่น นำมารับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกและใช้ทำสลัด หรือจะนำมาประกอบอาหารต่างๆ เช่น หั่นใส่ในไข่แล้วทำเป็นไข่เจียว ทำแกงส้ม แกงจืด หรือทำน้ำมูดู เป็นต้น ส่วนสรรพคุณทางยาของผักเบี้ยใหญ่นั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณของผักเบี้ยใหญ่ไว้ว่า ทั้งต้นมีรสเปรี้ยว เย็น ใช้แก้ร้อน ดับพิษ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต แก้หอบหืด แก้บิดถ่ายเป็นเลือด แก้ปวดฟัน ปวดหู แก้ไอ หนองในแผลบวมอักเสบ ฝีประคำร้อย

แก้ปัสสาวะขัด หล่อลื่นลำไส้ แก้ท้องร่วง แก้ริดสีดวงทวารแตกเลือดออก แก้เบาหวาน แก้บวมและแผลเปื่อยเน่ามีหนอง แก้แมลงสัตว์กัดต่อย แก้ไฟลามทุ่ง ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ช่วยบำรุงผิวพรรณ

ลักษณะทั่วไปผักเบี้ยใหญ่

ผักเบี้ยใหญ่จัดเป็นพืชล้มลุกอวบน้ำ ลำต้นเตี้ยแผ่ไปตามพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร หรืออาจชูตั้งขึ้นสูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำมีสีเขียวอมม่วง หรือม่วงอมแดง ลำต้นและก้านกลมเรียบไม่มีขน ใบเป็นแบบใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน โดยจะออกตามข้อของลำต้นและกิ่ง รูปร่างของใบคล้ายลิ้น หลังใบมีสีเขียวแก่ ส่วนท้องใบมีสีแดงเข้ม ก้านใบสั้น ใบหนาผิวเรียบเป็นมัน กว้าง 5-15 ม.ม. ยาว 1-3 ซ.ม. ปลายใบมนมีรอยเว้าเข้าเล็กน้อย ฐานใบเรียวเล็กลงจนไปติดกับลำต้น

สล็อต

ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวตามยอดดอกมี ขนาดเล็ก สีเหลืองสด มักออกเป็นกลุ่ม 3-5 ดอก ส่วนกลีบเลี้ยงมี 4-5 กลีบ เป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็กช้อนกันเป็นคู่ๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ เป็นสีเหลืองสด ซึ่งแต่ละกลีบเป็นรูปหัวใจคว่ำ ลงที่ปลายกลีบ ตรงโคนดอกมีขนหรือเยื่อบางๆหุ้มอยู่ โดยดอกจะเป็นแบบ 2 เพศ อยู่ในดอกเดียวกัน เกสรตัวผู้มี 8-12 อัน รังไข่มี 1 ห้อง

ปลายแยกออกเป็นเส้นบางๆ 4-6 เส้น ผลเป็นรูปทรงกลมหรือรี มีสีน้ำตาลเมื่อผลแก่จะแตกตรงกลางออกเป็น 2 ซีก เมล็ดเป็นทรงกลมมีสีเทาดำ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 มม. โดยใน 1 ผลมีเมล็ดจำนวนมาก

การขยายพันธุ์ผักเบี้ยใหญ่

ผักเบี้ยใหญ่สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด และโดยส่วนมากแล้วการขยายพันธุ์ผักเบี้ยใหญ่จะเป็นการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติมากกว่าการถูกนำมาเพาะปลูกโดยมนุษย์ เนื่องจากเมล็ดของผักเบี้ยใหญ่มีความทนทานต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี มีอัตราการงอกสูง จึงสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็วเป็นวงกว้าง จนมีการจัดให้ผักเบี้ยใหญ่เป็นวัชพืชทางการเกษตรชนิดหนึ่ง

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของทุกส่วนของผักเบี้ยใหญ่พบว่ามีสารสำคัญที่น่าสนใจหลายชนิด เช่น dopamine, dopa,noradrenaline , Oxalic acid , amyrin, alanine, lauric acid, serine, quercetin, sitosterol , campesterol และ Tocopherol เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการนำมายอดอ่อนของผักเบี้ยใหญ่ไปรับประทานเป็นอาหารซึ่งจะให้คุณค่าทางโภชนาการดังนี้

สล็อตออนไลน์

คุณค่าทางโภชนาการยอดอ่อนผักเบี้ยใหญ่ (100 กรัม)

  • พลังงาน 37 กิโลแคลอรี
  • โปรตีน 2.2 กรัม
  • ไขมัน 0.3 กรัม
  • คอเลสเตอรอล 7.9 กรัม
  • แคลเซียม 115 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 1.4 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 2,200 หน่วยสากล
  • วิตามินB 1 0.06 มิลลิกรัม
  • วิตามินB 2 0.14 มิลลิกรัม
  • วิตามินB 3 0.8 มิลลิกรัม
  • วิตามินC 21 มิลลิกรัม

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้บิดถ่ายเป็นเลือด ใช้ต้นสด 550 กรัม ล้างสะอาดเอาไปนึ่ง 3-4 นาที แล้วตำคั้นเอาน้ำมาประมาณ 150 ซี.ซี. ให้กินครั้งละ 50 ซี.ซี. วันละ 3 ครั้ง
แก้หนองในปัสสาวะขัด ใช้ต้นสดคั้นเอาน้ำดื่ม
แก้ไอกรน โดยใช้ต้นสด 250 กรัม ใส่น้ำ 1.5 ลิตร แล้วต้มให้เหลือ 100 ซีซี แล้วแบ่งกินวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน
แก้หวัด แก้ไอ เลือดออกตามไรฟัน นำส่วนเหนือดิน 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาด โขลกคั้นเอาน้ำ กรองเอากากทิ้งผสมน้ำผึ้งลงไป 1 ช้อนโต๊ะ จิบกินแก้หวัด ระงับอาการไอ
แก้ท้องร่วง ใช้ต้นสด 250-500 กรัม ต้มน้ำใส่น้ำตาลพอประมาณให้กินเรื่อยๆ จนหมดใน 1 วัน กินติดต่อกัน 2-3 วัน หรืออาจใช้ต้นสดล้างสะอาดผิงไฟให้แห้งบดเป็นผงกินครั้ง 3 กรัม กับน้ำอุ่น วันละ 3 ครั้งก็ได้
ใช้ฟอกโลหิต แก้หอบหืด แก้ปวดหู แก้หนองใน ปัสสาวะขัด แก้เบาหวาน ใช้หล่อลื่นลำไส้ โดยใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม หรือต้นสด 60-120 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม
แก้พยาธิปากขอ ผู้ใหญ่ใช้ยานี้สด 150-170 กรัม ต้มเอาน้ำมาผสมกับน้ำส้มสายชู 50 ซีซี และใส่น้ำตาลทรายพอประมาณลงไปผสมกินวันละ 1-2 ครั้ง ก่อนอาหาร ติดต่อกัน 3 วัน
แก้ริดสีดวงทวารปวดบวม ใช้ใบสดกับส้มกบ (Oxalis Thunb.) อย่างละเท่าๆ กัน ต้มเอาไอรนพอเริ่มน้ำอุ่นใช้ชะล้าง วันละ 2 ครั้ง
แก้แผลเน่าเปื่อยเป็นหนองเรื้อรัง ใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำมาต้ม เมื่อเย็นแล้วใช้ทา หรือใช้นึ่งแล้วตำพอก
แก้แผลแมลงกัดต่อย ใช้ต้นสดคั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด มีการศึกษาฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของผักเบี้ยใหญ่ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ทั้งชายและหญิงจำนวน 30 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับผงเมล็ดผักเบี้ยใหญ่ ขนาด 10 ก./วัน โดยแบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้งๆ ละ 5 ก. ร่วมกับโยเกิร์ตไขมันต่ำ 40 มล. และกลุ่มที่ได้รับยาลดน้ำตาลในเลือด metformin ขนาด 1500 มก./วัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับเมล็ดผักเบี้ยใหญ่จะมีระดับของไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอลรวม และ low density lipoprotein cholesterol (LDL) ในเลือดลดลง แต่ระดับของ high density lipoprotein cholesterol (HDL) เพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือด อินซูลิน บิลิรูบิน (total และ direct bilirubin) และเอนไซม์ alanine-, aspartate- และ gamma glutamyl transaminase (ALT, AST, and GGT) ในตับจะลดลง แต่ระดับของอัลบูมินเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ น้ำหนักตัว และดัชนีมวลกายของผู้ป่วยก็ลดลงด้วยเช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบผลกับยา metformin แล้ว พบว่าเมล็ดผักเบี้ยใหญ่มีประสิทธิภาพดีกว่าในการลดน้ำตาลในเลือด ลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน และลดไขมันในผู้ป่วยเบาหวาน

slot

ฤทธิ์ระงับปวดและอักเสบ มีการศึกษาวิจัยและทดลอง โดยเมื่อใช้สารสกัดเอทานอล 10% ของส่วนเหนือดินผักเบี้ยใหญ่ ( Portulaca oleracea L. subsp. sativa ( Haw. ) Celak.) แก่หนูขนาด 200 และ 400 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว โดยการฉีดเข้าทางช่องท้องจะแสดงฤทธิ์ระงับปวดและอักเสบ เมื่อเทียบกับกลุ่มทดลองที่ใช้ diclofenac sodium แต่เมื่อให้ทางปากจะไม่สามารถแสดงฤทธิ์ดังกล่าว

ฤทธิ์ต้านการหดเกร็งและขยายหลอดลม มีการศึกษาฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของหลอดลมของยาต้มใบผักเบี้ยใหญ่ ขนาด 1.0 และ 1.25 มก./มล. ในหลอดลมของหนูตะเภา พบว่าสามารถต้านการหดเกร็งของหลอดลมจากการเหนี่ยวนำด้วยไพแทสเซียมคลอดไรด์ 60 มิลลิโมลาร์ แต่ประสิทธิ์ภาพต่ำกว่ายาขยายหลอดลม Theophylline ยาต้มใบผักเบี้ยใหญ่ขนาด 0.75,1.0 และ 1.25 มก./มล. สามารถต้านการหดเกร็งของหลอดลมจากการเหนี่ยวนำด้วย methacholine 10 มคก. ซึ่งมีประสิทธิภาพเท่ากับยาขยายหลอดลม theophylline ที่ขนาดเท่ากัน

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับฤทธิ์ขยายหลอดลมของยาต้มผักเบี้ยใหญ่ขนาด 0.25 มล./กก.ในผู้ป่วยโรคหอบหืด 30 คน พบว่ามีผลเพิ่มประสิทธิภาคการทำงานในระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วย (ค่า FEV1 และ PEFR เพิ่มขึ้น) โดยประสิทธิภาพเท่ากับยาทานขยายหลอดลม theophylline (3 มล./กก.) แต่ประสิทธิภาคต่ำกว่ายาพ่นขยายหลอดลม salbutamol 200 มคก.

ฤทธิ์รักษาภาวะเลือดออกผิดปกติที่มดลูกของสตรี มีการศึกษาในสตรีที่อยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือน (premenopause) ที่มีอายุเฉลี่ย 45.3 ± 3.7 ปี ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติที่มดลูก ที่ประกอบด้วย menorrhagia คือภาวะเลือดออกทางช่องคลอด > 7 วัน หรือ > 80 มล./วัน ในแต่ละรอบเดือน metrorrhagia คือภาวะเลือดออกทางช่องคลอด > 1 ครั้ง/เดือน และมาไม่สม่ำเสมอ polymenorrhea คือภาวะการมีเลือดประจำเดือนออกถี่เกือบทุก 21 วัน และ intermenstrual bleeding คือภาวะเลือดออกในช่วงระหว่างรอบเดือนปกติ ซึ่งรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผลและมีแนวโน้มต้องผ่าตัดมดลูก จำนวน 10 คน ซึ่งทุกคนถูกตัดชิ้นเนื้อในผนังมดลูกเพื่อส่งตรวจ พบว่าเป็นเนื้องอกธรรมดาที่มดลูก จำนวน 6 คน เยื่อบุมดลูกหนาตัวผิดปกติ 1 คน ถุงน้ำที่เยื่อบุผิวมดลูก 1 คน ส่วนที่เหลือ 2 คน ไม่พบความผิดปกติ โดยให้ผู้ป่วยรับประทานผงของเมล็ดผักเบี้ยใหญ่ขนาด 5 กรัม ผสมกับน้ำหวานร้อน ทุก 4 ชม. ภายใน 48 ชม. หลังจากการเริ่มมีรอบเดือน นาน 3 วัน ผู้ป่วยทุกคนต้องจดบันทึกปริมาณ ระยะเวลา รูปแบบการมีเลือดออกของรอบเดือน พร้อมทั้งติดตามผลนาน 3 เดือน พบว่า 80% ของผู้ป่วย ระยะเวลา และปริมาณการมีเลือดออกของรอบเดือนลดลง และรูปแบบการมีรอบเดือนกลับสู่สภาวะปกติหลังจากรับประทานผงของเมล็ดผักเบี้ยใหญ่ แต่มีผู้ป่วย 2 คน ที่ไม่ได้ผล (1 คน เป็นเยื่อบุมดลูกหนาตัวผิดปกติ อีก 1 คน เป็นเนื้องอกที่มดลูก) โดยไม่มีผลข้างเคียง และอาการเลือดออกผิดปกติไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกในผู้ที่ทำการรักษาแล้วได้ผลดี ในช่วงที่ติดตามผลนาน 3 เดือน จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าผงเมล็ดผักเบี้ยใหญ่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยในการรักษาภาวะเลือดออกผิดปกติที่มดลูกในคนได้ดี

สรรพคุณของไฟเดือนห้า

ไฟเดือนห้าจัดเป็นพันธุ์ไม้ต่างประเทศ ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเขตร้อนบริเวณเมกซิโกลงมา สำหรับในประเทศไทยถูกนำเข้ามาเป็นไม้ประดับเป็นเวลานานแล้ว และได้กระจายพันธุ์ไปยังหลายภูมิภาค จึงมีชื่อพื้นเมืองที่หลากหลาย จนในปัจจุบันอาจจัดอยู่ในวัชพืชชนิดหนึ่งของไทย โดยสามารถพบได้บริเวณชายป่าทั่วไป ตามข้างทางหรือที่รกร้างต่างๆ รวมถึงตามเรือกสานไร่นาของเกษตรกร เป็นต้น

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณไฟเดือนห้า

ในอดีตนิยมนำต้นไฟเดือนห้ามาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับตามอาคารสถานที่ หรือตามสวนสาธารณะต่างๆ เพราะดอกต้นไฟเดือนห้ามีสีสันฉูดฉาดสวยงาม ส่วนสรรพคุณทางยาของไฟเดือนห้านั้น ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า เมล็ดมีรสขม เป็นยาเย็น ใช้เป็นยาบำรุงให้ร่างกายอบอุ่น แก้อักเสบ แก้ฝี ต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุไฟ แก้บิดใช้เป็นยาแก้ไข้ตัวเย็นหมดสติ ไข้ตรีโทษ (อาการไข้กระหายน้ำ เหงื่ออกมาก ซึก เบื่ออาหาร ปวดเมื่อย บางครั้งมีอาการอาเจียนเป็นสีเหลืองปนเลือด) รักษากลาก เกลื้อน โรคผิวหนังคล้ายๆกับสรรพคุณของชุมเห็ดเทศ ต่างๆ

ใช้เป็นยาขับพิษเลือดในเดือนอยู่ไฟ แก้เลือดทำพิษในเรือนไฟ (การติดเชื้อที่มดลูกหลังการคลอดบุตร) ขับประจำเดือน ใบ ฆ่าเชื้อโรคเรื้อน แก้พิษฝี ขับพยาธิไส้เดือน แก้หนองใน ราก มีรสเผ็ดใช้เป็นยาสุขุม ทำให้อาเจียน และใช้เป็นยาถ่าย ช่วยขับเสมหะรักษาอาการฟกช้ำจากการหกล้ม น้ำยางใช้เป็นยากัดหูดตาปลา

ลักษณะทั่วไปไฟเดือนห้า

ไฟเดือนห้า จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีอายุหลายปี ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 40-100เซนติเมตร แตกกิ่งก้านตั้งแต่โคนต้นขึ้นมา กิ่งและก้านมียางสีขาวคล้ายน้ำนมอยู่ภายใน ส่วนกิ่งอ่อนและก้านดอกมีขน ใบดอกเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปไข่หอก กว้างประมาณ 1 – 4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6 – 15 เซนติเมตร ปลายแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบสั้น

สล็อต

ดอกออกเป็นช่อกระจุกคล้ายช่อซีร่มบริเวณง่ามใบและปลายกิ่ง โดยใน 1 ช่อดอกจะมีดอกย่อยประมาณ 7-20 ดอก ดอกย่อยมีสีแดง ยาวเกือบ 1 เซนติเมตร กลีบดอกจะมีกลีบดอก 5 กลีบเรียงเวียนคล้ายกงล้อ หรือมีลักษณะพับงอ และมีรยางค์รูปมงกุฎสีเหลืองหรือส้มยื่นออกมา มีเกสรเพศผู้ 5 อัน ส่วนก้านช่อดอกมีขนนุ่มสั้นๆขึ้นปกคลุม ยาวประมาณ 3.5-6 เซนติเมตร

ผล เป็นแบบผลแห้งรูปทรงยาวคล้ายรูปกระสวย ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตกออก ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่แบนสีน้ำตาลเข้ม ยาว 6-7 มิลลิเมตร เป็นกระจุกยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร

การขยายพันธุ์ไฟเดือนห้า

ไฟเดือนห้าสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด โดยจะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติ มากกว่าการนำมาปลูก เพราะไฟเดือนห้าจัดเป็นวัชพืชในแปลงเกษตรของไทย ดังนั้นจึงไม่มีการนิยมนำมาปลูกแต่อย่างใด สำหรับการขยายพันธุ์ในธรรมชาติของไฟเดือนห้านั้น จะเป็นการขยายพันธุ์โดยเมล็ดจากฝักที่แห้ง แตกออกแล้วเมล็ดหล่นลงพื้นดิน จากนั้นได้รับน้ำฝนจากธรรมชาติ แล้วจึงงอกออกมาเป็นต้นใหม่ในแต่ละปี

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของไฟเดือนห้าพบสารสำคัญหลายชนิด เช่น Ascurogenin, Curassvicin Asclepin, Curassicin,Calotropin ส่วนในรากพบสาร glycoside และ asclepiadin อีกด้วย

นอกจากนี้ในน้ำยางยังพบสารประกอบอีกหลายชนิด เช่น quercetin , sterols , acidic mucilage , caffeic acid และ cardenolide ในต้นพบสาร β-sitosteol เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีการใช้

ใช้บำรุงธาตุไฟทำให้ร่างกายอบอุ่น ขับพิษเลือด ในเดือนอยู่ไฟ แก้เหงื่ออกมาก แก้เต้านมอักเสบในสตรี ใช้ขับประจำเดือน รักษาฝีหนอง โดยใช้เมล็ดแห้ง 6-10 กรัม มาต้มกับน้ำดื่มหากใช้รากให้ใช้ 15-30 กรัม ใช้ฆ่าเชื้อโรคเรื้อน ขับพยาธิไส้เดือน โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาถ่าย ช่วยทำให้อาเจียน โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้กัดหูดตาปลา รวมถึงรักษาอาการคันจากโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน โดยใช้น้ำยางหรือน้ำคั้นจากต้นมาทาบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของไฟเดือนห้าในต่างประเทศ ระบุว่าในยางของไฟเดือนห้ามีเอนไซม์ย่อยโปรตีนที่ชื่อ ซีสเตอีน โปรทีเอส (cysteine proteases) ทำให้เลือดหยุดและแผลเปื่อยหายเร็วขึ้น และยังพบว่าสามารถต้านการเจริญของเชื้อรา เช่น เชื้อกลากเกลื้อน และแคนดิดา (Candida albicans) ได้

นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยระบุว่า สาร cardenolides ที่พบในน้ำยางของไฟเดือนห้ามีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งในหลายทดลองได้

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาระบุว่า ทุกส่วนของต้นไฟเดือนห้าจะมียางสีขาว ซึ่งเป็นพิษ สารพิษในยางขาวมีหลายชนิด เช่น คาร์ดิโนลายด์ (cardenolides) ซึ่งเป็นสเตียรอยด์ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ ซึ่งทำให้หัวใจสัตว์ทดลองเต้นแรงขึ้น และหากบริโภคยอดอ่อน ใบ ลำต้น ราก และดอกของไฟเดือนห้าในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้เกิดพิษขึ้นได้โดยอาการพิษจะมีอาการปวดท้อง มีไข้ หายใจลำบาก ม่านตาขยาย และกล้ามเนื้อเกร็ง อาจทำให้ตายได้

jumboslot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ไฟเดือนห้าเป็นพืชที่มีพิษ หากรับประทานเข้าไปเป็นจำนวนมากจะส่งผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เป็นอัมพาตและเสียชีวิตได้ ดังนั้นวิธีการใช้ตามตำรายาต่างๆ ผู้ที่เตรียมยาต้องเป็นหมดที่ชำนาญ รู้จักการสะตุเพื่อลดพิษก่อนนำมาปรุงยา
สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานสมุนไพรไฟเดือนห้า เพราะมีฤทธิ์ขับประจำเดือน
ในการใช้น้ำยางของไฟเดือนห้ามากัดหูด ตาปลา หรือการรักษาผดผื่นคันโรคผิวหนังชนิดต่างๆ อาจทำให้เกิดแผลเป็นใหญ่ที่แพ้ได้

สมุนไพรไฟเดือนห้า มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า คำแค่ (แม่ฮ่องสอน), บัวลาแดง (เชียงใหม่), ค่าน้ำ เด็งจ้อน (ลำปาง), ไม้จีน (ประจวบคีรีขันธ์), ดอกไม้เมืองจีน ไม้เมืองจีน (สุราษฎร์ธานี), เทียนแดง (ภาคกลาง), เทียนใต้ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), เหลียนเซิงกุ้ยจื่อฮวา จิงเฟิ่งฮวา (จีนกลาง) เป็นต้น

ต้นไฟเดือนห้า จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีอายุหลายปี ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 40-60 เซนติเมตร และอาจสูงได้ถึง 1 เมตร ตามกิ่งอ่อนและก้านดอกมีขน กิ่งและก้านมียางสีขาวคล้ายน้ำนมอยู่ภายใน ไฟเดือนห้ามีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเขตร้อน ถูกนำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ในประเทศไทยนานแล้ว โดยขึ้นเป็นวัชพืชทั่วไป

ใบไฟเดือนห้า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ก้านใบสั้น ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอกยาวหรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายแหลม ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-13 เซนติเมตร

slot

ดอกไฟเดือนห้า ออกดอกเป็นช่อกระจุกที่ง่ามใบและที่ปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 7-20 ดอก ก้านช่อดอกยาวประมาณ 3.5-6 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่มปกคลุม ดอกเป็นสีแดง ยาวเกือบ 1 เซนติเมตร กลีบดอกมีลักษณะพับงอ และมีรยางค์รูปมงกุฎหรือกระบังรอบสีเหลืองหรือส้มยื่นออกมา ดอกหนึ่งจะมีกลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรเพศผู้ 5 อัน

ผลไฟเดือนห้า ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงยาวคล้ายรูปกระสวย ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตกออกได้ ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่แบนและมีขนยาวสีขาว เมล็ดมีขนาดยาวประมาณ 6-7 มิลลิเมตร และกระจุกขนยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร

เมล็ดมีรสขม เป็นยาเย็น ใช้เป็นยาบำรุงให้ร่างกายอบอุ่น (เมล็ด)
ต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุไฟ (ต้น)
ใช้เป็นยาขับพิษเลือดในเดือนอยู่ไฟ (เมล็ด) แก้เลือดทำพิษในเรือไฟ (การติดเชื้อที่มดลูกหลังการคลอดบุตร) (ต้น)
ช่วยแก้โรคหัวใจอ่อน (ต้น, เมล็ด)
ต้นใช้เป็นยาแก้ไข้ตัวเย็นหมดสติ ไข้ตรีโทษ (อาการไข้กระหายน้ำ เหงื่อออกมา ซึม เบื่ออาหาร ปวดเมื่อย บางครั้งมีอาการอาเจียนเป็นสีเหลืองปนเลือด) (ต้น)
ช่วยแก้อาการเหงื่อออกมากไม่รู้ตัว (เมล็ด)
รากมีรสเผ็ด เป็นยาสุขุม มีพิษเล็กน้อย ใช้เป็นยาทำให้อาเจียน (ราก, ทั้งต้น)
ช่วยแก้เต้านมอักเสบ ด้วยการใช้เมล็ดไฟเดือนห้าประมาณ 6-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน และใช้รากสดตำพอกบริเวณที่เป็น (ราก, เมล็ด)

สรรพคุณของตะโกนา

ตะโกนาเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียบริเวณประเทศอินเดีย ศรีลังกา แล้วมีการกระจายพันธุ์ไปยังบังคลาเทศ พม่า จีนตอนใต้ ไทย มาเลเซีย หมู่เกาะแปซิฟิก รวมถึงในออสเตรเลียด้วย สำหรับ ในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศตามป่าเบญจพรรณป่าดิบแล้งป่าดิบชื้นและป่าละเมาะ รวมถึงตามทุ่งนา ที่มีความสูง 40-300 เมตร จากระดับน้ำทะเล

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณตะโกนา

มีการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆของตะโกนาหลายๆด้าน เช่น ผลสุกสามารพนำมารับประทานได้ โดยจะมีรสหวานอมฝาด ส่วนผลอ่อนหรือผลดิบใช้ย้อมผ้า แหหรืออวน โดยจะให้สีน้ำตาล ส่วนของเนื้อไม้ตะโกนามีความเหนียว เนื้อค่อนข้างละเอียดและมีความแข็งแรงโดยเนื้อไม้จะเป็นสีขาวขุ่น หรือออกสีน้ำตาลอ่อน สามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องเรือน เครื่องใช้หรือเครื่องมือทางการเกษตรต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีการนำตะโกนามาใช้ทำเป็นไม้ดัดเพื่อปลูกตกแต่งสนามหญ้าตามอาคารต่างๆ หรือตามสวนสาธารณะอีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของตะโกนานั้น ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า เปลือกต้นและแก่น บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ไข้ แก้ร้อนใน รักษาโรคกามตายด้าน เป็นยาอายุวัฒนะ ขับระดูขาว หรือต้มกับเกลือ อมรักษารำมะนาด (อาการเหงือกบวม ปวด)

แก้ปวดฟัน ผล แก้ท้องร่วง คลื่นไส้ ขับพยาธิ แก้บวม ฝีและแผลเปื่อย เปลือกผล เผาเป็นถ่าน แช่น้ำกินขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รากใช้แก้เหน็บชา รักษาทางเดินปัสสาวะ แก้ปวดเมื่อย แก้อ่อนเพลีย ช่วยเจริญอาหาร แก้ร้อนในกระหายน้ำ ส่วนในตำรายาพื้นบ้านใช้ เปลือกต้น ผสมกับเปลือกทิ้งถ่อน หัวแห้วหมู เมล็ดข่อย ผลพริกไทยแห้ง (ชาวบ้านนิยมเรียกเมล็ด) และเถาบอระเพ็ดอย่างละเท่ากัน ดองเหล้าหรือต้มน้ำดื่ม เป็นยาอายุวัฒนะ

ลักษณะทั่วไปตะโกนา

สล็อต

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกแบบเรียงสลับ กว้าง 2.5 – 7 ซม. ยาว 3 – 12 ซม. มีก้านใบยาว 2 – 7 มม. ทรงใบรูปไข่ ป้อม จนถึงรูสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนกลาย ๆ โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม หรือป้าน ปลายใบมนป้าน หรืออาจหยักเว้าเข้า ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนา ผิวหลังใบเกลี้ยง ส่วนท้องใบเมื่อยังเป็นใบอ่อนจะมีขนประปราย ใบมีเส้นแขนงใบ 5 – 8 คู่ คดไปมา เส้นใบย่อยเป็นแบบเส้นร่างแห เส้นกลางใบจะออกสีแดงหรือชมพูเรื่อ ๆ เมื่อใบแห้ง ก้านใยอ่อนมีขนนุ่ม ดอกออกเป็นช่อ ดอกเป็นแบบแยกเพศต่างต้นและดอกเพศผู้จะออกเป็นช่อเล็ก ๆ ตามกิ่งหรือตามง่ามใบ โดยในหนึ่งช่องจะมีดอกย่อยประมาณ 3 ดอก ซึ่งดอกจะมีกลีบดอก และกลีบเลี้ยงอย่างละ 4 กลีบ และกลีบดอกจะยาวประมาณ 8-12 มิลลิเมตร เชื่อมติดกันเป็นรูปเหยือกน้ำหรือรูปป้อม ๆ ปลายแยกออกเป็นแฉกเล็ก ๆ เกลี้ยงเกลาทั้งสองด้าน

มีก้านดอกมีขนนุ่มยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ส่วนกลีบรองดอกยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร โดยโคนกลีบจะเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยปากกว้าง ด้านนอกมีขนนุ่ม ด้านในมีขนยาว ๆ แน่น ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 14-16 ก้าน มีขนแข็ง ๆ แซม รังไข่เทียมมีขนแน่น สำหรับดอกเพศเมียจะออกเป็นดอกเดียวตามซอกใบ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกจะเหมือนกับดอกเพศผู้แต่มีขนาดใหญ่กว่า ก้านดอกยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร รังไข่มีลักษณะป้อม มีขนเป็นเส้นไหมคลุม ภายในแบ่งเป็นช่อง 4 ช่อง ในแต่ละช่องจะมีไข่อ่อนหนึ่งหน่วย มีเกสรเพศผู้เทียมประมาณ 8-10 ก้าน มีขนแข็ง ๆ แซมอยู่

โดยจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน ผล ทรงกลม มีขนาด 2-3 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบติดอยู่ เมื่อผลยังอ่อนผิวจะมีขนละเอียดสีน้ำตาลแดงปกคลุมอยู่ แต่เมื่อผลแก่ขนจะหลุดร่วงไปมีสีเหลืองอมเขียวแต่เมื่อสุกจะเป็นสีส้มแดง ผลมีลักษณะคล้ายผลมังคุดหรือลูกพลับ เมื่อผลสุกรับประทานได้รสหวานอมฝาด

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์ตะโกนา

ตะโกนาสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่งแต่วิธีที่เหมาะสมและนิยมปฏิบัติกันโดยทั่วไป ในปัจจุบันนี้คือ การเพาะเมล็ด เนื่องจากทำได้สะดวกและการเพาะเมล็ดและการดูแลรักษากล้าไม้ไม่ต้องอาศัยวิธีปฏิบัติที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก อีกทั้งเป็นวิธีการที่ทำได้ง่ายและประหยัด แต่ถึงอย่างไรก็ตามปัจจุบันตะโกนาก็ยังไม่เป็นที่นิยมปลูกกันมากนัก เพราะเป็นไม้ที่เติบโตช้าและมีขนาดที่ใหญ่

ดังนั้นการขยายพันธุ์ของตะโกนาจึงเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติมากกว่า สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปลูกตะโกนานั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและปลูกไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้าที่

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยส่วนต่างๆของตะโกนาพบว่ามีสารสำคัญๆ ได้แก่ Betulin, B-sitosterol, Lupenone, Taraxerone, Stigmast-4-en-3-one, Stigmast4-en-3-one 1 –O-ethyl-B-D-glucopyrahoside, Lupeol, Stigmast-4-en-3-one 1-O-ethyl-B-D-glucoside, Stigmasterol, Taraxerol, Betulinic acid และ Taraxerol acetate

นอกจากนี้ในผลสุกของตะโกนายังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

jumboslot

คุณค่าทางโภชนาการของผลตะโกนา (ผลสุก 100 กรัม)

  • พลังงาน 99 กิโลแคลอรี
  • โปรตีน 0.3 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 24.5 กรัม
  • เส้นใย 1.5 กรัม
  • แคลเซียม 19 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 79 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 2.2 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ไข้ แก้ร้อนใน ขับระดูในสตรี แก้กามตายด้าน โดยใช้เปลือกต้นหรือแก่นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ท้องร่วง แก้คลื่นไส้ ขับพยาธิ แก้กษัย แก้ปวดมดลูก แก้บวม โดยใช้ผลมาตากแดดให้แห้ง แล้วต้นกับน้ำดื่ม ใช้แก้เหนา แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ โดยใช้รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ขับระดูในสตรี ขับปัสสาวะ โดยใช้เปลือกผลมาเผาไฟให้เป็นถ่าน แล้วนำมาแช่กันน้ำดื่ม ใช้แก้รำมะนาด ปวดฟัน เหงือกบวม โดยใช้เปลือกต้นและแก่นมาต้มกับน้ำใส่เกลือลงไปรอจนเย็นนำมาอมและบ้วนปาก

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง มีผลการศึกษาวิจัยในสารสกัดหยาบด้วยเอทานอลจากเปลือกต้นตะโกนา พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากของมนุษย์ชนิด PC-3 ซึ่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์คิดเป็นค่า IC50 เท่ากับ 911.22 μg/ml

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีผลการศึกษาวิจัยในสารสกัดด้วยเอทานอลของเปลือกตะโกนาพบว่า มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยจากการท า DPPH radical scavenging activities ได้ค่า IC50 เท่ากับ 120.81 ± 7.25 μg/mL

ฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ เอนไซม์ acetylcholinesteraseสารสกัดด้วยเมทานอลของเปลือกตะโกนามีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ acetylcholinesterase โดยคิดเป็นร้อยละ 15.52 ± 3.67 ซึ่งอาจมีผลในการป้องกันและรักษาโรค Alzheimer ได้

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาทางพิษวิทยาของสารสกัดหยาบตะโกนา (Diospyros rhodocalyx Kurz.) พบว่าสกัดตะโกนาความเข้มข้น 20, 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แก่หนูขาวเพศผู้พบว่าค่าเม็ดเลือดเเดงอัดแน่น ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (P≤0.05) แต่ค่า AST, ALT, BUN และจำนวนเม็ดเลือดขาวโดยรวมเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับสารสกัดที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าจำนวนneutrophil เพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดตะโกนาความเข้มข้น 20, 200 และ 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมแต่ lymphocyte ลดลงในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดตะโกนาความเข้มข้น 200 และ 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมการให้สารสกัดหยาบตะโกนาเป็นระยะเวลานาน พบว่า ALT ลดลง แต่น้ำหนักม้ามและจำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจำนวน neutrophil แต่จำนวนของ lymphocyte ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (P≤0.05) สรุปได้ว่าการใช้ตะโกนาอาจทำให้เกิดผลเสียต่อตับ, ไต, ม้าม และระบบภูมิคุ้มกัน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้ตะโกนาเป็นสมุนไพรเพราะตามสรรพคุณมีฤทธิ์ขับระดู
สำหรับการใช้ตะโกนาเพื่อเป็นยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ ตามสรรพคุณที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ นั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายานั้นๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ระบุและไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ตะโกนาเป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของว่านนางคำ

ว่านนางคำเป็นพืชล้มลุกมีเหง้าที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีถิ่นกระจายพันธุ์อยู่บริเวณประเทศไทย พม่า อินเดีย กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น โดยมักจะพบตามบริเวณป่าเบญจพรรณ ป่าดิบชื้น ป่าดงดิบ รวมถึงบริเวณชายป่าทั่วๆไปด้วย สำหรับในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือ ส่วนภาคอื่นๆ พบได้ประปราย

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณว่านนางคำ

เหง้าของว่านนางคำสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน เช่น ผงของเหง้าว่านนางคำใช้ผสมในอาหารเพื่อให้อาหารมีสีเหลือง ดับกลิ่นคาว และมีกลิ่นหอม หรือใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางต่างๆรวมถึง แชมพู ครีมบำรุงผิว หรือ น้ำมันนวดในสปาต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนสาธารณะ หรือตามอาคารสถานที่ต่างๆ เนื่องจากดอกมีสีสวยงาม สำหรับสรรพคุณทางยาของว่านนางคำนั้น ตามตำรายาหลายๆตำราระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ส่วนในสมัยก่อนเหง้าของว่านนางคำยังสามารถนพมาใช้ย้อมสีผ้า ซึ่งสมัยก่อนนิยมใช้ย้อมทำจีวรพระ โดยจะให้สีเหลืองขี้ม้า

ลักษณะทั่วไปว่านนางคำ

ว่านนางคำจัดเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นแท้เป็นหัวใต้ดินแตกออกเป็นแง่ง ส่วนลำต้นเหนือดินที่มองเห็นจะเป็นลำต้นเทียมซึ่งเป็นส่วนของกาบใบ และใบ ที่โอบซ้อนกันจนแน่น ทำให้เข้าใจกันทั่วไปว่า ลำต้น โดยหัวหรือลำต้นแท้มีลักษณะค่อนข้างกลมเป็นแง่งยาว มีเปลือกหุ้มสีน้ำตาลอมเทา เนื้อด้านในมีเหลืองเข้มหรือเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม รสฝาด

โดยหัวว่านนางคำมักจะแตกแง่งออก 2-5 แง่ง เพื่อเติบโตเป็นลำต้นใหม่ในฤดูฝนของปีถัดไป ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว แตกออกจากหัวใต้ดินใน 1 ต้นจะแตกออกมา โดยมี 5-8 ใบ มีสีเขียวสด กาบที่ใบยาวประมาณ 20-30 ซม. เรียงซ้อนกันแน่นเป็นลำต้นเทียม มีสีเขียวอมขาว ส่วนใบมีลักษณะเป็นรูปหอก กว้างประมาณ 10-15 ซม. ยาวประมาณ 40-70 ซม. แผ่นใบเรียบ ปลายใบเรียวแหลม คล้ายใบขมิ้นชัน และ ใบขมิ้นอ้อยแต่จะใหญ่กว่า ท้องใบด้านล่างมีขนปกคลุม มีเส้นใบมองเห็นชัดเจน ส่วนมีเส้นกลางใบ และขอบใบออกสีแดงมองเห็นชัดเจนเช่นกัน ดอกออกเป็นช่อเชิงลดคล้ายดอกกระเจียว

สล็อต

ช่อดอกยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร มักมี ดอกงอกจากเหง้าก่อนใบ กลีบดอกมีสีขาวแกมชมพู แฉกกลางเป็นรูปไข่กว้าง แฉกข้างเป็นรูปขอบขนาน กลีบปากเป็นรูปโล่แยกเป็น 3 แฉก สีเหลืองเข้ม ในประดับที่รองรับมีดอกสีขาวแกมสีเขียว ส่วนในประดับที่ปลายช่อมีสีชมพู ใบประดับย่อยมีสีขาว ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร และมีกลีบเลี้ยงยาว 2 เซนติเมตร ทั้งนี้ดอกว่านนางคำจะเริ่มแทงออกในช่วงต้นฤดูฝน และหลังจากแทงดอกออกแล้ว ส่วนของใบก็จะเริ่มแทงขึ้นมาแทน ก่อนดอกจะเหี่ยวลง และใบเริ่มแทงออกมาจำนวนมากขึ้นแทนแล้วใบจะเหี่ยวลงในฤดูแล้ง

การขยายพันธุ์ว่านนางคำ

ว่านนางคำสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการแยกเหง้าปลูกโดยเลือกเหง้าพันธุ์จากต้นที่มีความสมบูรณ์ มีขนาดเหง้าที่ใหญ่ ส่วนการเตรียมดินก่อนปลูกจะเตรียมดิน ดังนี้

ต้องทำการไถพรวนดิน 2 ครั้ง ก่อนไถครั้งที่ 2 ให้รองพื้นด้วยปุ๋ยคอก 2-4 ตัน/ไร่ และปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 20 กิโลกรัม/ไร่ จากนั้นไถขุดร่องตามแนวยาวของแปลง ลึก 8-12 ซม. ระยะห่างระหว่างแถว 60 ซม. สำหรับวิธีการปลูกให้ปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน โดยนำแง่งวางเรียงในร่อง ให้มีระยะห่างระหว่างหัว ประมาณ 30-40 ซม.

จากนั้นเกลี่ยกลบดินด้วยจอบให้คลุมทั่วหัว แล้วรดน้ำตามแนวปลูกให้ชุ่ม ทั้งนี้หัวว่านนางคำจะสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 8-10 เดือน หรือจะเก็บเกี่ยวหัวได้เมื่อใบเริ่มเหี่ยวแล้ว ซึ่งจะอยู่ในช่วงหน้าแล้งประมาณเดือนธันวาคม-มีนาคม

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางของเคมีของเหง้าว่านนางคำพบสาระสำคัญหลายชนิด เช่น germacrone, curzerenone, furanodienone , sirtlin, curcumenone, curcumalactone, curdione, (1R,10R)-epoxycurdione, zederone, curcumolide , procurcumenol ,zedoarondiol, epiprocurcumenol, isoprocurcumenol , neoprocurcumenol , acetoxyneocurdione , β-elemene , curcumadione และisocurcumadione

สล็อตออนไลน์

นอกจากนี้ในน้ำมันหอมระเหยของว่านนางคำยังพบสารสำคัญอีกหลายชนิด เช่น Curcumene , Sabinene ,Linalool ,Caryophyllene,α-phellandrene, 1,8-cineole ,Methyl hatanone ,Cucuminoid , Camphor , Borneol และIsoborneol ,Geranoil ,Curzerenone ,Myrcene ,Xanthorrhizol

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้คุมธาตุในร่างกาย แก้ท้องเสีย ขับเสมหะ ช่วยเจริญอาหาร แก้หนองใน ช่วยสมานแผล โดยใช้รากต้มกับน้ำดื่มใช้แก้ปวดบวมในร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร แก้ปวดท้องแน่นท้อง ลดกรดในกระเพาะ แก้มะเร็ง โดยใช้เหง้ามาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ถ่ายท้อง แก้ปวดท้อง ท้องเดิน โดยใช้เหง้าสดมาฝนกับน้ำปูนใส กินหรือจะใช้เหล้าขาวแทนน้ำปูนใสได้ ใช้แก้พิษผื่นคัน จากโรคผิวหนัง

แก้เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำโดยใช้เหง้าสดมาตำผสมกับเหล้าขาวแล้วนำมาพอกหรือทาบริเวณที่เป็น ใช้แก้แมลงสัตว์กัดต่อย แก้โรคผิวหนัง แก้แผลติดเชื้อ แผลหนอง โดยใช้เหง้าสดมาตำให้แหลกแล้วนำมาประคบหรือทาบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งจุลินทรีย์และแบคทีเรีย มีรายงานผลการศึกษาวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พบว่าสารสกัดจากว่านนางคำสามารถยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ก่อโรคได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียแกรมบวก Staphylococccus aureus, แบคทีเรียแกรมลบEscherichia coli, ยีสต์ Candida albicansและเชื้อรา Aspergillus flavus ซึ่งจุลินทรีย์บางตัวเป็นสาเหตุของการเกิดโรคผิวหนัง โรคท้องเสีย และเป็นเชื้อที่ฉวยโอกาสในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง

jumboslot

ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูซิเดส มีผลการศึกษาวิจัยในสารสกัดจากเหง้าว่านนางคำโดย นำมาทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส พบว่า 1,5-bis(4-hydroxy-3-methoxyphenyl)-1,4-pentadien-3-one แสดงฤทธิ์ในการยับยั้งได้ดี โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 0.20±0.01 mM ซึ่งดีกว่า acarbose (IC50=2.52±0.12 mM) ถึง 12.6 เท่า

ส่วนสาร furanodienone และ zedoarondiol แสดงฤทธิ์ในการยับยั้งในระดับดี คือมีค่า IC50 เท่ากับ 0.87±0.01 และ 0.89±0.03 mM.และสาร germorone , (R,10R) –epoxycuurdione และ curcumenone แสดงฤทธิ์ในการยับยั้งในระดับปานกลางคือมีค่า IC50 เท่ากับ 1.53±0.08, 1.60±0.08 และ 1.68±0.13 mM ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาอื่นๆของว่านนางคำระบุไว้ว่า มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ , ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และมีฤทธิ์ช่วยชะลอวัยได้อีกด้วย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าการใช้ว่านนางคำเพื่อเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ จะมีมาตั้งแต่อดีตและยังไม่เคยพบอันตรายจากการใช้ แต่อย่างไรก็ตามในการใช้ว่านนางคำเป็นสมุนไพรก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่พอเหมาะที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ว่านนางคำเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

slot

หัวของว่านนางคำนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับขมิ้นชัน แต่ก็มีวิธีสังเกตง่าย ๆ นั่นก็คือ กลิ่นของว่านนางคำจะมีกลิ่นหอมเย็น ๆ เมื่อหักแล้วใช้ลิ้นแตะจะมีรสฝาด ส่วนกลิ่นของขมิ้นชันนั้นจะมีกลิ่นหอมแบบร้อน ๆ และมีรสเผ็ดปร่า ซึ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน

สมุนไพรว่านนางคำ มีน้ำมันหอมระเหยอยู่หลายชนิด และมีสารกลุ่ม Curcuminoids ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ หรือใช้เป็นยาสมุนไพร และยังเป็น “พญาว่าน” อีกด้วย เพราะสามารถช่วยแก้พิษของว่านได้ทั้งปวง

ลักษณะของว่านนางคำ
ต้นว่านนางคำ เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าและหัวสีเหลืองอยู่ใต้ดิน มีลำต้นแทงขึ้นมาจากหัว หัวมีกลิ่นหอม แตกแขนงเป็นแง่งคล้ายขมิ้นชัน เนื้อในเมื่อหักดูจะมีสีเหลืองเข้มหรือสีทองดูสวยงาม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหัวไปปลูก

ใบว่านนางคำ มีใบเป็นใบเขียว ออกเป็นกระจุกใกล้กับรากประมาณ 5-7 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปหอกกว้าง ปลายใบเรียวแหลม ใต้ท้องใบมีขน ใบมีความกว้างประมาณ 10-14 เซนติเมตรและยาวประมาณ 40-70 เซนติเมตร

ดอกว่านนางคำ ออกดอกเป็นช่อเชิงลด มักมีดอกก่อนใบงอกจากเหง้า มีช่อดอกยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร มีใบประดับที่ปลายช่อมีสีชมพู ใบประดับที่รองรับมีดอกสีขาวแกมสีเขียว ปลายโค้งยาวได้ถึง 6 เซนติเมตร ส่วนใบประดับย่อยมีสีขาว ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงยาวประมาณ 2 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีขาวแกมชมพู แฉกกลางเป็นรูปไข่กว้าง แฉกข้างเป็นรูปขอบขนาน กลีบปากเป็นรูปโล่แยกเป็น 3 แฉก มีสีเหลืองเข้ม