cathedraledetunis

Day: June 20, 2021

งิ้วป่าดอกขาวมีประโยชน์อย่างไร

งิ้วป่าดอกขาวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ตั้งแต่จีนตอนใต้ เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเขตการกระจายพันธุ์บริเวณทางตอนใต้ของจีน อินเดีย บังคลาเทศ พม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น โดยจะพบได้ตามป่าเบญจพรรณป่าผลัดใบ ป่าเต็งรัง และบริเวณเขตหินปูนรวมถึงตามที่เปิดเชิงเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 400-1000 เมตร สำหรับในประเทศไทยมับจะพบตามภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณงิ้วป่าดอกขาว

มีการนำงิ้วป่าดอกขาวมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน เช่น ดอกใช้ลวกกินเป็นผักแกล้วกับน้ำพริก หรือนำมาใส่เป็นส่วนประกอบของอาหารพื้นบ้านภาคต่างๆ ส่วนในผลที่เป็นเส้นใยปุยนุ่นนั้น ใช้นำมาผัดเป็นไส้หมอนหรือใช้ทำเป็นนุ่นยัดที่นอนได้ เส้นใยจากต้นใช้ฟั่นทำเป็นเชือกสำหรับใช้งานต่างๆได้ เนื้อไม้ใช่ทำเยื่อกระดาษได้

ส่วนน้ำมันจากเมล็ดยังสามารถใช้ในอุตสาหกรรมการทำสบู่ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้เช่นกัน สำหรับสรรพคุณทางยาของงิ้วป่าดอกขาวนั้น ตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า รากและเปลือก รสฝาดเย็น ทำให้อาเจียน ใบรสเย็น แก้ฟกช้ำ แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ เปลือกต้น รสฝาดเย็น ทำให้อาเจียน ยาง รสเย็นเมา ขับน้ำเหลืองเสีย บำรุงกำลัง กระตุ้นความต้องการทางเพศ ห้ามเลือดที่ตกภายใน แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ระดูมามากกว่าปกติ ดอกแห้ง รสหวานเย็น แก้พิษไข้ รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แก้ปวด แก้คัน ดอกและผล รสหวาน ฝาดเย็น แก้พิษงู ส่วนในตำรายาพื้นบ้านอีสาน ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า เปลือกต้น แก้อาหารเป็นพิษ รักษาโรคบิด แก่น ใช้เป็นส่วนผสมเข้ายารักษาแผลน้ำร้อนลวด แก้ปวด

ลักษณะทั่วไปงิ้วป่าดอกขาว

งิ้วป่าดอกขาวจัดเป็นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อนผลัดใบ สูงได้ถึง 30 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีเทามีความด้ามแข็งตามลำต้นและกิ่งก้านมาก โดยเฉพาะต้นอ้อนและจะลดลงเมื่อโตขึ้น ส่วนเปลือกต้นด้านในมีสีขาวและมีริ้วสีชมพูตามยาวมีกระพี้สีขาว เมื่อต้นยังเล็กเรือนยอดจะเป็นชั้นๆ แต่เมื่อโตเต็มที่เรือนยอดด้านบนจะแบน ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกบริเวณปลายกิ่งโดยจะเรียงเวียนสลับมีใบย่อย 5-8 ใบ แผ่นใบย่อยเป็นรูปไข่กลับหรือรูปใบหอกกลับ ขนาด 4-7 x 12-16 ซม. ใบเรียวแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนสอบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ผิวเกลี้ยงทั้งสองด้านใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน

สล็อต

ส่วนด้านล่างมีสีเขียวนวล และมีก้านใบยาว 10-17 ซม. ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกกระจายทั่วเรือนยอดที่กำลังผลัดใบ มีขนาด 6.5-8 เซนติเมตร โดยจะออกเป็นกลุ่ม 2-4 ดอก กลีบเลี้ยงเป็นแบบโคนเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง มี 2-4 พู มีสีเขียวสดเชื่อมติดกันบนฐานดอกที่แข็ง ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ สีขาวครีมแกมสีม่วงและมีกลีบดอกโค้งงอไปด้านหลัง มีขนละเอียดด้านนอก เกสรตัวเพศผู้มีเป็นจำนวนมาก ผลรูปทรงกล้วย ด้านในมีปุยสีขาวห่อหุ้มเมล็ดขนาด 4-5 x 12-15 ซม.มีพูตามยาว 5 พู ผลดิบสีเขียวผลแก่สีน้ำตาล เนื้อแข็งโค้งงอเล็กน้อยและเมื่อผลแก้จะแตกตามรอยตะเข็บ เมล็ดเป็นรูปทรงกลมแข็งสีดำขนาดเล็ก มีปุยสีขาวห่อหุ้มคล้ายเมล็ดฝ้าย

การขยายพันธุ์งิ้วป่าดอกขาว

งิ้วป่าดอกขาวสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด ซึ่งจะมีการขยายพันธุ์ในธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ และเป็นพืชที่ชอบดินร่วมที่ไม่อุ้มน้ำ ชอบแสงแดดจัดตลอดวัน ปัจจุบันยังไม่นิยมนำมาเพาะปลูกไว้ในบริเวณบ้านเรือนและเรือกสวยไร่นา เพราะถือว่าเป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่เป็นมงคล แต่ก็ยังมีการไปเก็บส่วนต่างๆ ของงิ้วป่าดอกขาวมาใช้ประโยชน์ต่างๆอยู่

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของรากงิ้วป่าดอกขาวในต่างประเทศพบว่ามีสารสำคัญอยู่ เช่น Bombaxoin,isohemigossypol2-methyl ether , 3,5,7-trimethoxyflavone , 5,7-dimethoxyflavone ,cholestenone , Gossyrertin

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด โดยใช้เปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงกำลังขับปัสสาวะ ทำให้อาเจียน โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้พิษไข้ แก้ปวด แก้คันโดยใช้ดอกแห้งมาต้มกับน้ำดื่มหรือใช้บดแล้วชงแบบชาก็ได้ ใช้แก้อาหารเป็นพิษ แก้บิดโดยใช้เปลือกต้นผสมกับเปลือกต้นนุ่นต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ฟกช้ำโดยใช้ใบสดมาตำให้ละเอียดนำมาพอกบริเวณที่เป็น ใช้แก้ทอลซินอักเสบโดยใช้ใบสดมาผสมกับน้ำเล็กน้อยแล้วใช้ทาบริเวณที่เป็น

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของงิ้วป่าดอกขาวของในต่างประเทศอยู่หลายฉบับ ในที่นี้จะของยกมากล่าวถึงเป็นบางฉบับดังนี้ มีผลการศึกษาวิจัยสารสกัดจากลำต้นของงิ้วป่าดอกขาว ด้วย 50% แอลกอฮอล์ พบว่า มีสารองค์ประกอบอยู่ในกลุ่มแทนนินส์ คาร์ดิแอคไกลโคไซด์ และอัลคาลอยด์ รวมถึงสารในกลุ่มอื่นๆอีกหลายชนิด ซึ่งจะมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ (EC50 = 88.97 มก./มล.) มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งตับปานกลาง (IC50 = 212.74 ±27 มก./มล.) โดยพบว่าสามารถชักนำการตายของเซลล์มะเร็งตับแบบอะพอพโทซิต่ำ

เมื่อเซลล์ได้รับสารสกัดนาน 1 วัน มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย S. aureus ที่ทำให้เกิดโรคแผลฝีหนองที่ความเข้มข้น 12.5 มก./มล. และมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อไวรัสโรคเริม Herpes simplex virus type 1 (IC50 = 95.47 มก./มล.) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ แต่มีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ในภาวะที่มีการทำงานของเอนไซม์ร่วมด้วย ไม่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยตรง แต่สามารถเสริมการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดทีเซลล์ได้เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้งิ้วป่าดอกขาวเพื่อเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ ตามสรรพคุณทางยาที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เพราะยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทางพิษวิทยาที่แน่ชัด รวมถึงยังไม่มีขนาด/วิธีการใช้ที่แน่นอน ดังนั้นจึงควรใช้ในปริมาณแต่น้อย และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังรวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ หากจะใช้งิ้วป่าดอกขาวเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

jumboslot

ต้นงิ้วป่า จัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงของต้นประมาณ 15-25 เมตร และสามารถสูงได้ถึง 30 เมตร ลำต้นเปลาตรง และมักมีพูพอนต่ำ ๆ เมื่อต้นยังเล็กจะมีลักษณะเรือนยอดจะเป็นชั้น ๆ เมื่อต้นโตเต็มที่จะมีลักษณะเป็นทรงเรือนยอด ด้านบนจะแบน เปลือกต้นเป็นสีเทา มีหนามแข็งอยู่ทั่วลำต้น โดยเฉพาะต้นอ่อนและกิ่งก้าน และหนามจะลดลงเมื่อต้นโตขึ้น แต่กิ่งก้านยังคงมีหนามเช่นเดิม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ไม่อุ้มน้ำ ชอบแสงแดดจัด สามารถพบได้ทั่วไป แต่มักขึ้นตามป่าเบญจพรรณที่มีหินปูน ป่าเบญจพรรณตามเชิงเขาและไหล่เขาตามภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 600-1,000 เมตร

ใบงิ้วป่า ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงสลับเวียนเป็นกลุ่มที่ปลายกิ่ง มีใบย่อยประมาณ 5-7 ใบ แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปใบหอกหรือรูปไข่ ใบมีความกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตรและยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม ส่วนขอบใบเรียบ ก้านใบย่อยมีความยาวประมาณ 0.5-1.8 เซนติเมตร ส่วนก้านใบรวมยาวประมาณ 10-17 เซนติเมตร ส่วนก้านใบรวมก็ยาวเท่า ๆ กับก้านใบย่อย

ดอกงิ้วป่า ดอกเป็นดอกเดี่ยว มีขนาดประมาณ 6.5-8 เซนติเมตร ดอกเป็นสีขาวครีมแกมสีม่วง ออกดอกเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 2-4 ดอก ออกดอกกระจายอยู่ทั่วเรือนยอดที่กำลังผลัดใบ ส่วนกลีบเลี้ยงดอกที่โคนเชื่อมติดกันมีลักษณะเป็นรูประฆัง มี 2-4 พู เป็นสีเขียวสด เชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยบนฐานดอกที่แข็ง ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ ดอกจะโค้งงอไปด้านหลังส่วนของกลีบเลี้ยง กลีบดอกเป็นสีขาว มีขนละเอียดด้านนอก ดอกมีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ประมาณ 250-300 อัน มีสีขาวเชื่อมติดกันเป็นกลุ่ม แยกเป็น 5 กลุ่ม และเชื่อมกันเป็นหลอด ส่วนด้านล่างจะห่อหุ้มไปด้วยก้านเกสรตัวเมีย โดยเกสรตัวเมียจะเป็นสีชมพูอมม่วงและมีก้านเดียว ปลายแยกเป็น 5 แฉกซึ่งจะอยู่ชิดติดกัน โดยจะออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนมีนาคม (บ้างว่าเดือนมกราคมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์) โดยก่อนออกดอกจะทิ้งใบหมด

slot

ผลงิ้วป่า ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาวหรือเป็นรูปทรงกระสวย มีความกว้างของผลประมาณ 5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 12-15 เซนติเมตร ขอบขนาน โค้งงอเล็กน้อยและมีสันตื้น ๆ 5 สัน เมื่อผลแห้งแล้วจะแตกตามรอยประสาน ภายในผลมีปุยสีขาวห่อหุ้มเมล็ดอยู่ โดยเมล็ดมีลักษณะกลมสีดำและมีขนาดเล็กคล้ายกับเมล็ดฝ้าย โดยจะออกผลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

สรรพคุณของงิ้วป่า
ยางใช้เป็นยาบำรุงกำลัง (ยาง, ราก) ส่วนรากใช้เป็นยากระตุ้นและยาบำรุงกำลัง (ราก)
ช่วยแก้พิษไข้ (ดอกแห้ง)
เปลือกใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการร้อนใน (เปลือก)
รากและเปลือกมีรสฝาดเย็น มีสรรพคุณทำให้อาเจียน (ราก, เปลือก)
ใบมีรสเย็น ใช้บดผสมน้ำทาแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ (ใบ)
เปลือกต้นใช้ผสมกับเปลือกต้นนุ่น ใช้ต้มกับน้ำดื่ม ช่วยแก้อาการเป็นพิษ (เปลือกต้น)
เปลือกต้นมีรสฝาดเย็น ช่วยแก้อาการท้องเสีย (เปลือกต้น) หรือจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มก็เป็นยาแก้ท้องเสียได้ด้วยเช่นกัน (ราก)
ช่วยแก้อาการท้องร่วง (ยาง)
ยางและเปลือกต้นช่วยแก้บิด (ยาง, เปลือกต้น) หรือจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคบิดก็ได้เช่นกัน (ราก หรือจะใช้เปลือกต้นผสมกับเปลือกต้นนุ่น นำมาต้มกับน้ำดื่มก็ได้ (เปลือกต้น)
รากมีรสจืดเย็น ใช้ต้มดื่มช่วยขับปัสสาวะ (ราก)

สรรพคุณของเครือปลาสงแดง

เครือปลาสงแดงเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย และมีการกระจายพันธุ์ในบริเวณ จีนตอนใต้ อินเดีย ปากีสถาน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงทางตอนบนของออสเตรเลีย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ตามบริเวณป่าทั่วไปทุกสภาพหรือตามบริเวณที่รกร้างทั่วไป ที่มีความสูงไม่เกิน 850 เมตร จากระดับน้ำทะเล

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณเครือปลาสงแดง

ในทวีปเอเชียเครือปลาสงแดงถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านการใช้เป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคต่างๆ ในหลายๆประเทศ มาตั้งแต่อดีตแล้ว เช่น ในบังคลาเทศใช้ ราก ขับปัสสาวะ แก้เบาหวาน แก้ไข้ แก้อาหารไม่ย่อย นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แก้โรคผิวหนัง ใช้ใบ แก้ปวดศีรษะ แก้บาดแผล ป้องกันฟันผุ ส่วนใบและลำต้น ใช้เป็นยาต้ม แก้ไข้ แก้หิด ในอินเดียวใช้ทั้งต้น แก้อาการชัก แก้ไอ แก้อาการเพ้อคลั่ง แก้วัณโรค แก้บิด แก้ม้ามโต ลิ้นอักเสบ แก้หัด ปัสสาวะเป็นเลือด ตาบอดกลางคืน แก้อาการเลือดออกที่เหงือก บรรเทาปวดจากแมลงกัด

ส่วนในประเทศไทยใช้ทั้งต้นเป็นยาแก้บิด แก้ไข้ แก้หิด แก้ปัสสาวะขัด ปัสสาวะเป็นเลือด ปวดจากแมลงกัด รากเป็นยาเย็น ขับปัสสาวะ แก้ปวดเมื่อย แก้อาหารไม่ย่อย แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ใบ ใช้เป็นยาแก้แมลงสัตว์กัดต่อย
ลักษณะทั่วไปเครือปลาสงแดง

เครือปลาสงแดงจัดเป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ยาว 2-8 เมตร เลื้อยฟาดพันต้นไม้อื่น เถามีสีน้ำตาลแดง ส่วนเถาอ่อนมีขนสีน้ำตาลขึ้นปกคลุมและจะแตกกิ่งก้านมาก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน รูปรีหรือรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่มมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7-12.5 เซนติเมตร แผ่นใบสีเขียวเรียบหนา ขอบใบเรียบหลังใบเรียบท้องใบมีขนขึ้นประปรายตามเส้นใบมีก้านใบยาว 0.4-3 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อกระจุกแยกแขนง โดยจะดอกจะออกบริเวณซอกใบและที่ปลายกิ่ง โดยใน 1 ช่อจะมีดอกย่อย ประมาณ 10-80 ดอก

สล็อต

โดยดอกย่อยจะมีขนาดเล็ก เป็นสีขาวหรือสีเหลืองนวล มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบดอกเรียงบิดเวียนขวา ปลายกลีบดอกบิด โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น เป็นรูปถ้วย กว้างประมาณ 1-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ส่วนปลายกลีบปลายแยกเป็นแฉกมน มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร โดยด้านข้างของส่วนปลายกลีบจะยื่นยาวคล้ายหาง ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ส่วนขอบเป็นคลื่น มีขนอุยบริเวณโคนแฉกด้านในและมีขนสั้นนุ่มตามขอบ ส่วนด้านนอกเรียบเกลี้ยง ส่วนก้านดอกย่อยยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร มีขนสั้นหนานุ่ม

ส่วนก้านช่อดอกยาวประมาณ 0.3-4.2 เซนติเมตร และมีขนสั้นหนานุ่ม ผลออกเป็นฝักคู่ รูปทรงกระบอก ปลายแหลม กว้าง 1.6-5 มิลลิเมตร ยาว 3-15 เซนติเมตรเมื่อฝักแห้งแตกออกเพียงตะเข็บเดี่ยว เมล็ดมีสีน้ำตาล และมีกระจุกขนสีขาวคล้ายเส้นไหมติดอยู่ที่ปลายเมล็ด เพื่อใช้ช่วยปลิวลมในการแพร่พันธุ์

การขยายพันธุ์เครือปลาสงแดง

เครือปลาสงแดงสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดและการปักชำ แต่ส่วนมากแล้วจะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติมากกว่าการขยายพันธุ์โดยมนุษย์ ซึ่งในธรรมชาติก็อาศัยลมที่พัดเอาเมล็ดที่มีขนกระจุกติดอยู่ให้ลอยไปตามกระแสลมแล้วไปตกในบริเวณต่างๆ จากนั้นจึงเจริญเติบโตเป็นต้นต่อไป

องค์ประกอบทางเคมี

สล็อตออนไลน์

มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของเครือปลาสงแดงพบสารสำคัญดังนี้ รากพบ beta-sitosterol ลำต้นพบสารfriedelin,lupeol, epi-friedelinol, amyrin, beta-sitosterol ดอกพบ quercetin, quercetin-3-O-beta-D-glucopyranoside ใบพบสาร apigenin, kaemferol, luteolin, syringic acid , vitexin, vanillic acid , isovitexin , proanthocyanidin, ursolic acid ,phenolic acids, synapic acid, protocatechuic acid, acetate, kaemferol-3-galactoside (trifolin) เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้บิด แก้ไข้ แก้ปัสสาวะขัด ปัสสาวะเป็นเลือด ช่วยขับปัสสาวะ โดยใช้ทั้งต้นต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แก้อาหารไม่ย่อย ช่วยขับปัสสาวะโดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยใช้รากเครือปลาสงแดง ผสมรากตะโกน รากมะเฟื่องเปรี้ยว และรากตีนนก ต้มกันน้ำดื่ม ใช้แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้บาดแผลอักเสบโดยใช้ใบสดมาตำให้แหลกแล้วประคบบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาจากส่วนต่างๆของเครือปลาสงแดงในต่างประเทศพบว่า มีฤทธิ์สมานแผล ฤทธิ์ยับยั้งการเกิดเนื้องอก,ฤทธิ์ปกป้องตับ และฤทธิ์ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

เครือปลาสงแดงเป็นพืชที่พบในไทยมานานแล้ว จึงมีการนำมาใช้เป็นสมุนไพรกันตั้งแต่อดีต ถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่ามีฤทธิ์ต่างๆ แต่ก็เป็นเพียงการศึกษาในสัตว์ทดลองยังไม่มีการศึกษาในมนุษย์ ดังนั้นในการใช้เครือปลาสงแดงเป็นสมุนไพรนั้น จึงควรระมัดระวังในการใช้โดยการใช้ในขนาดที่พบดีที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื่อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้เครือปลาสงแดงเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

jumboslot

ต้นเครือปลาสงแดง จัดเป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็งเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่น มีความยาวได้ประมาณ 2-8 เมตร แตกกิ่งก้านมาก เถาเป็นสีน้ำตาลแดง ตามเถาอ่อนหรือกิ่งอ่อนจะมีขนสั้น ๆ สีน้ำตาลแดงขึ้นปกคลุม ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว พบขึ้นกระจายทั่วไปตามป่าดงดิบ ป่าโปร่ง ป่าพรุ ป่าเบญจพรรณผสม และตามพื้นที่โล่งทั่วไป ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 850 เมตร

ใบเครือปลาสงแดง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน หรือรูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่มถึงมน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-4.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-11 เซนติเมตร แผ่นใบหนาเรียบเป็นสีเขียวเข้ม มีขนขึ้นตามเส้นใบ หลังใบเกลี้ยง ท้องใบมีขนขึ้นประปรายที่เส้นใบ เส้นใบหลักมีประมาณ 5-7 คู่ ก้านใบยาวประมาณ 0.8-1.2 เซนติเมตร และอาจจะพบขนหรือไม่ก็ได้

ดอกเครือปลาสงแดง ออกดอกเป็นช่อแยกแขนงตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยมีจำนวนมากประมาณ 11-80 ดอก ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร มีขนสั้นหนานุ่ม ส่วนก้านช่อดอกยาวประมาณ 0.3-4.2 เซนติเมตร และมีขนสั้นหนานุ่ม ดอกเป็นสีขาวหรือสีเหลืองนวล มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบดอกเรียงบิดเวียนขวา ปลายกลีบดอกบิด โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น หลอดกลีบเป็นรูปถ้วย มีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ปลายแฉกมน เป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร โดยด้านข้างของส่วนปลายกลีบจะยื่นยาวคล้ายหาง ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ส่วนขอบเป็นคลื่น มีขนอุยบริเวณโคนแฉกด้านในและมีขนสั้นนุ่มตามขอบ ส่วนด้านนอกจะเกลี้ยง ทำให้มองเห็นขอบกลีบเป็นฝอยละเอียด ใบประดับมี 2 อัน รองรับช่อดอกย่อย ลักษณะเป็นรูปไข่ ขอบเรียบ มีขนาดกว้างประมาณ 0.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร มีขนสีน้ำตาลแดงขึ้นกระจายทั่วผิวด้านนอก ส่วนด้านในเกลี้ยง ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียว หลอดกลีบจะเป็นรูปถ้วยสั้น ๆ มีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นแฉกแหลม ลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปคล้ายสามเหลี่ยม มีขนสั้นนุ่มหนาแน่นสีน้ำตาลแดง ดอกมีเกสรเพศผู้สีเหลืองผิวเกลี้ยง อับเรณูยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ติดอยู่ที่ฐาน ปลายเรียวแหลม โคนมน ซึ่งแตะล้อมรอบก้านและยอดเกสรเพศเมีย ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร อยู่สูงจากโคนหลอดดอกประมาณ 1 มิลลิเมตร เกสรเพศเมีย รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ เกิดจาก 2 คาร์เพล ในแต่ละคาร์เพลจะมีออวุลประมาณ 15-35 ออวุล รังไข่มีขนสั้นนุ่มและใสที่ผิวด้านบน โคนเชื่อมกัน ปลายแยก ก้านเกสรเพศเมียเกลี้ยงและยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมียเกลี้ยงและยาวประมาณ 1 มิลลิเมตรเช่นกัน เป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน จานฐานดอก 5 อัน แยกกัน ลักษณะเป็นรูปไข่หรือคล้ายขวด ยาวประมาณ 0.5-1 มิลลิเมตร โคนเชื่อมแตะรังไข่ ปลายมนหรือกลม เกลี้ยง เป็นสีขาวหรือสีขาวอมเหลือง ออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม

slot

ผลเครือปลาสงแดง ออกผลเป็นฝักคู่ ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก ปลายฝักแหลม ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.6-5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3-10.5 เซนติเมตร เมื่อฝักแห้งจะแตกออกเป็นตะเข็บเดียว ภายในฝักมีเมล็ดสีน้ำตาล เมล็ดมีขนกระจุกสีขาวคล้ายเส้นไหมติดอยู่ปลายของเมล็ด
เมล็ดเครือปลาสงแดง

สรรพคุณของเครือปลาสงแดง
ในบังกลาเทศจะใช้รากเป็นยาแก้เบาหวาน (ราก)
ตำรับยาอายุรเวทของอินเดียจะใช้ทั้งต้นเป็นยาแก้วัณโรค (ทั้งต้น)
ช่วยแก้อาการเพ้อคลั่ง (ทั้งต้น)
ใบใช้เป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ (ใบ)
ใช้เป็นยาแก้ตาบอดกลางคืน (ทั้งต้น)
ช่วยป้องกันฟันผุ (ใบ)
ใช้เป็นยาแก้ลิ้นอักเสบ แก้อาการเลือดออกที่เหงือก (ทั้งต้น)
ใบและลำต้นใช้ต้มเป็นยาแก้ไข้ ส่วนรากก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ด้วยเช่นกัน (ราก, ใบและลำต้น)
ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้ไอ (ทั้งต้น)
รากใช้เป็นยาแก้อาหารไม่ย่อย (ราก)
ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้บิด (ทั้งต้น)
ใช้แก้เนื้องอกในช่องท้อง (ทั้งต้น)
รากเป็นยาเย็น มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (ราก)
ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้ปัสสาวะเป็นเลือด (ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้ม้ามโต (ทั้งต้น)
ใบใช้เป็นยาแก้บาดแผล (ใบ)
รากใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง (ราก)
ใบและลำต้นใช้ต้มเป็นยาแก้หิด (ใบและลำต้น)
ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้หัด (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาบรรเทาอาการปวดจากแมลงกัด (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้อาการชัก (ทั้งต้น)
ตำรับยาพื้นบ้านอีสานจะใช้รากเครือปลาสงแดงนำมาผสมกับรากมะเฟืองเปรี้ยว รากตีนนก และรากตะโกนา ใช้ต้มกับน้ำดื่ม เป็นยาแก้อาการปวดเมื่อย (ราก)

ประโยชน์ดีๆของกำแพงเก้าชั้น

กำแพงเก้าชั้นเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณเขตร้อนของทวีปเอเชีย ในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมักจะพบกำแพงเก้าชั้นในธรรมชาติบริเวณป่า ดงดิบ ป่าดิบเขา ป่าเต็งรัง รวมถึงป่าโปร่งทั่ว ๆ ไป ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500 เมตรขึ้นไป สำหรับในประเทศไทยสามารถพบตามป่าดังกล่าวได้ทั่วทุกภาคของประเทศ

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณ

กำแพงเก้าชั้นถือเป็นพันธุ์ไม้พื้นบ้านของไทย ดังนั้นจึงมีการนำมาใช้ประโยชน์มาตั้งแต่ในอดีตแล้ว โดยเฉพาะในภาคอีสานจะมีการนำมาใช้แพร่หลายกว่าภาคอื่น ๆ เช่น ผลสุกของกำแพงเก้าชั้นจะมีการนำเยื่อหุ้มเมล็ดมารับประทานเป็นผลไม้ ป่าสำหรับทานเล่นชนิดหนึ่งซึ่งจะมีรสหวาน

นอกจากนี้ยังมีการนำเถาหรือลำต้นของกำแพงเก้าชั้นมาใช้เป็นสมุนไพรอีกด้วย โดยสรรพคุณของกำแพงเก้าชั้นตามตำรายาไทยนั้นระบุไว้ว่า เนื้อไม้รสฝากเทาใช้ บำรุงโลหิต บำรุงตับไต แก้โลหิตจาง ใช้ขับของเสียออกจากร่างกาย ขับปัสสาวะ แก้กระษัยไตพิการ บำรุงร่างกาย แก้ระดูขาว แก้ปวดเมื่อยปวดหลังปวดเอว ใช้ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เป็นยาระบาย

ลักษณะทั่วไปกำแพงเก้าชั้น

กำแพงเก้าชั้นจัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 5 เมตร เปลือกเถาเป็นสีน้ำตาลหรือสีเทา ผิวขรุขระและมีรูอากาศตามผิวเปลือก กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม ส่วนเปลือกด้านในมีสีแดงและมีรูอากาศมาก สำหรับเนื้อไม้มีสีแดงอ่อน น้ำยางเป็นสีแดง มีเส้นวงปีสีแดงเข้ม ซ้อนกันถี่ ๆ สามารถเห็นได้ชัดเจน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับหรือเรียงตรงข้ามใบเป็นรูปรีหรือรูปใบหอกปลายและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียว เรียบ เป็นมันมีเส้นแขนงใบถี่ลึก ก้านใบเล็กโดยใบจุมีขนาดกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตรยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร

สล็อต

ดอกเป็นเดี่ยวแต่จะออกรวมกันเป็นกลุ่มโดยจะออกมาจากปุ่มนูนบริเวณซอกใบ หรือบนกิ่งที่เคยมีรอยใบติดอยู่ และในกลุ่มดอก 1 กลุ่มจะมีดอกย่อย ประมาณ 30-40 ดอก มีก้านดอกสีเขียวอ่อน ยาว 0.5 เซนติเมตร ส่วนกลีบดอกสีเขียวอมเหลืองรูปร่างกลม ปลายมน ฐานกลีบกว้าง สีเขียวอมเหลือง มีประมาณ 5 กลีบ

จากฐานดอกนูนขึ้นเป็นรูปทรงกลมแบบมีเกสรเพศผู้ 3 อัน ผลเป็นผลสดกว้าง 3-4 เซนติเมตร รูปทรงกลม-ผิวหยาบผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกมีสีส้มแดง มีเนื้อหุ้มเมล็ดสีขาวหรือสีน้ำตาลขุ่น รสหวานสามารถรับประทานได้โดยใน 1 ผลจะมีเมล็ดแข็ง 3-4 เมล็ด

กำแพงเก้าชั้นสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด แต่ในปัจจุบันการขยายพันธุ์กำแพงเก้าชั้นจะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ เพราะยังไม่นิยมนำปลูกในเชิงพาณิชย์หรืออาจมีการนำมาปลูกไว้ตามหัวไร่ปลายนาบ้างเล็กน้อย สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและการปลูกกำแพงเก้าชั้นนั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็และการปลูก กำแพงเจ็ดชั้น (ในบทความ”กำแพงเจ็ดขั้น”) ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยในส่วนของลำต้นหรือเถาของกำแพงเก้าชั้นที่มีการนำมาใช้เป็นสมุนไพรพบว่า มีสาระสำคัญในกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้ กลุ่ม Terpenoids เช่น26- friedelane-1,3-dione, hydroxyfriedelane-1,3-dione, 21 alpha-hydroxyfriedelane-1,3-dione, 30-hydroxyfriedelane-1,3-dione, kokoonol friedelin, 3β, 22 alpha-dihydroxyolean-12-en-29-oic acid
นอกจากนี้ยังพบสารต่าง ๆอีกเช่น α-amyrin , β-sitosterol , 20,29-eoxysalacianone เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงร่างกาย บำรุงโลหิต บำรุงตับไต แก้โลหิต และน้ำเหลืองพิการ แก้กษัยปวดเมื่อย แก้ระดูขาวในสตรี โดยใช้เถาแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ยาระบาย (เข้ายากับยาปะดง ดูกใส คอแลน พาสาน) ขับปัสสาวะ ใช้แก่นตำกวง (เข้ายากับ แก่นตาไก่ แก่นดูกใส แก่นตานนกรด) ตัวอย่างตำรับยาของตากวง ใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อย แก้กษัย บำรุงกำลัง โดย ใช้กำแพงเก้าชั้น , กำแพงเจ็ดชั้น เถาวัลย์เปรียง เครือเขาแกลบ เถาวัลย์เหลือก ต้มกับน้ำดื่มเป็นประจำ ใช้เป็นยาระบายโดยใช้กำแพงเก้าชั้น เข้ายากับคอแลน ยกปะดง พาสาน ดูกใส

หรือใช้เถากำแพงเก้าชั้น กำแพงเจ็ดชั้น แก่นนมสาว กาฝากต้นติ้ว แก่นดูกใส และรากเกียงปืนมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อย คลายเส้นเอ็นโดยใช้ลำต้นกำแพงเก้าชั้น ขมด้นเกลือ ตับเต่า ดูกหินและอ้อยดำ มาต้มกับน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาในต่างประเทศของเถากำแพงเก้าชั้น พบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด และมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง

jumboslot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการนำกำแพงเก้าชั้นมาใช้เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ตามสรรพคุณที่ระบุไว้ในตำรายาต่าง ๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่น ๆ โดยควรใช้ในขนาดและปริมาณที่พอเหมาะและไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ หากต้องการใช้กำแพงเก้าชั้นเป็นสุมไพรสำหรับบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาขนาดใหญ่ พาดพันไปตามต้นไม้ใหญ่ ยาวประมาณ 5 เมตร เปลือกต้นมีสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลเทา มีรูอากาศตามผิวเปลือก เปลือกด้านในสีแดง ที่ผิวกิ่งค่อนข้างขรุขระ และมีรูอากาศมาก กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม เนื้อไม้สีแดงอ่อน มีน้ำยางสีแดง

มีวงปีสีแดงเข้ม ซ้อนกันถี่ๆ คล้ายกำแพงที่ถูกล้อมไว้ และมีจำนวนชั้นมาก จึงได้ชื่อว่ากำแพงเก้าชั้น ใบเดี่ยว เรียงสลับ เรียงตรงข้าม หรือเกือบตรงข้าม รูปใบหอก กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 10-20 เซนติเมตร ปลายและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ เส้นใบเล็กลึก ก้านใบเล็ก เรียวแข็งแรง มันเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง หลังใบผิวมัน มีหูใบ

ดอกเดี่ยวออกรวมกันเป็นกลุ่มออกมาจากปุ่มนูนที่ซอกใบ หรือบนกิ่งที่เคยมีรอยใบติดอยู่ แต่ละกลุ่มมีดอกจำนวนมาก ประมาณ 30-40 ดอกในแต่ละช่อ ดอกสีเขียวอมเหลือง มองเห็นดอกอยู่ตรงข้ามกันสองกลุ่มตามข้อของใบ ก้านดอกสีเขียวอ่อนจำนวนมาก ยาวน้อยกว่า 0.5 เซนติเมตร ก้านดอกสั้นกว่าก้านใบ กลีบดอกรูปร่างกลม ปลายกลมมน ฐานกลีบกว้าง มี 5 กลีบ สีเหลืองปนเขียว จานฐานดอกนูนขึ้นเป็นรูปทรงกลมแบน เกสรเพศผู้ 3 อัน ติดบนขอบจานฐานดอก เรียงแยกกันเป็นวง แต่ละช่องของรังไข่ มีออวุล 2 อัน วางซ้อนกัน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ ปลายมนกลม สีเขียว

slot

ผลสดรูปทรงกลม กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 4 เซนติเมตร ผิวหยาบ ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกมีสีส้มแดง มีเมล็ดแข็ง 3-4 เมล็ด เนื้อผลสุก สีน้ำตาลอ่อนใส รสหวาน รับประทานได้ พบตามป่าดิบ ป่าเต็งรัง และป่าโปร่งทั่วไป ขยายพันธุ์ใช้เมล็ด พบที่ระดังความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500 เมตร ออกดอกราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ติดผลราวเดือนสิงหาคมถึงกันยายน

ตำรายาไทยนิยมใช้เป็นยาร่วมกับตาไก้ (กำแพงเจ็ดชั้น) หรือใช้แทนกันได้ เนื้อไม้ รสฝาดเมา เป็นยาถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ระบายลมร้าย แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม เป็นยาระบาย บำรุงเอ็น บำรุงเส้น บำรุงตับไต บำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง แก้โลหิตและน้ำเหลืองพิการ แก้ระดูขาว แก้กระษัยไตพิการ แก้ปวดเมื่อย แก้ปวดหลังปวดเอว ราก ผสมกับต้นตาไก้ (กำแพงเจ็ดชั้น) รากค้อนตีหมา ต้มรับประทาน แก้ไข้สูง

ตำรายาไทย: เนื้อไม้ บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง แก้โลหิตและน้ำเหลืองพิการ บำรุงตับไต แก้ระดูขาว แก้กระษัยไตพิการ แก้ปวดหลังปวดเอว ตำรับยาแก้ปวดเมื่อย คลายเส้นเอ็น ใช้ลำต้น (เข้ายากับ ตาไก้ อ้อยดำ ขมิ้นเกลือ ดูกหิน ตับเต่า ใช้ลำต้นของทุกต้นรวมกัน มาต้มน้ำดื่ม) ยาระบาย (เข้ายากับ ยาปะดง ดูกไส คอแลน พาสาน) ขับปัสสาวะ ใช้แก่นตากวง (เข้ายากับ แก่นตาไก้ แก่นดูกไส แก่นตานนกกรด) ตัวอย่างตำรับยาของตากวง ใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อย แก้กษัย บำรุงกำลัง ใช้ตากวง ตาไก้ เถาวัลย์เปรียง เถาวัลย์เหล็ก เครือเขาแกลบ) ต้มกินเป็นประจำ ตัวอย่างตำรับยาระบาย ใช้ตากวง ตาไก้ แก่นนมสาว แก่นดูกใส รากเกียงปืน กาฝากต้นติ้ว ต้มกิน

ตำรายาพื้นบ้านนครราชสีมา: ใช้ลำต้น ต้มน้ำดื่ม ช่วยขับลม

สรรพคุณของโสมไทย

เชื่อกันว่าโสมไทยเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียแล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังดินแดนต่างๆ ในอเมริกาใต้และแอฟริกา สำหรับในประเทศไทยนั้นสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักจะพบได้ตามบริเวณที่ชุ่มชื้นใต้ร่มไม้ใหญ่ หรือตามที่ชุ่มชื้นในป่าเต็งรังและป่าโปร่งทั่วไป รวมถึงตามบริเวณบ้านพักอาศัยในชนบททั่วไป

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณโสมไทย

ในประเทศไทยมีการนำโสมไทยไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ยอดอ่อน และใบอ่อนของโสมไทยสามารถนำไปรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกโดยจะนำไปลวกหรือกินสดๆ ก็ได้ หรืออาจจะนำไปผัดแบบผักต่างๆ หรือนำมาใช้ทำแกงจืด แกงแค แกงเลียง และยังใช้นำมาประกอบอาหารแทนผักโขมก็ได้ ส่วนสรรพคุณทางยาของโสมไทยนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า เหง้า รสหวานร้อน บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย แก้อักเสบ ลดอาการบวม ราก บำรุงปอด แก้ไอ แก้ไข้ แก้อ่อนเพลีย หลังฟื้นไข้

แก้ท้องเสีย ใบแก้บวมอักเสบมีหนอง ขับน้ำนม ปัสสาวะขัด แก้เหงื่อออกมากผิดปกติ ไอเป็นเลือด แก้ประจำเดือนมาผิดปกติ ส่วนในอินโดนีเซีย ใช้เหง้าสำหรับรักษาอาการของโรคตับและไต และใช้ดอกเป็นยารักษาโรคหอบหืด และในฟิลิปปินส์ใช้เป็นยาพื้นบ้าน เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงประจำเดือน แก้อ่อนเพลีย บรรเทาอาการไอ และท้องเสีย

ลักษณะทั่วไปโสมไทย

โสมไทยจัดเป็นพืชล้มลุกคล้ายกับโสมคน ขนาดเล็ก สูง 60-80 เซนติเมตร หรืออาจสูงได้ถึง 1 เมตร ต้นเป็นเหลี่ยมตั้งตรงน้ำ แตกกิ่งบริเวณโคนต้นลำต้นอ่อนมีสีเขียวเปราะและหักง่าย เมื่อแก่จะมีสีน้ำตาลเนื้อแข็ง มีเหง้าใต้ดินเมื่อรากโตเต็มที่จะมีรูปร่างเหมือนโสมจีน หรือโสมเกาหลีเปลือกรากเป็นสีขาวหรือสีน้ำตาลเนื้อในสีขาวนวล มีกลิ่นฉุนเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว แบบเรียบสลับลักษณะของใบเป็นรูปมนรี หรือรูปไข่กลับ ปลายมนหรือแหลมสั้น ใบกว้าง 2.5-3.5 ซม. ยาว 5-7.5 ซม. โดยปลายใบจะโตกว่าโคนใบ โคนสอบแหลม เนื้อใบหนา ขอบใบเรียบ หลังใบสีเขียวมันวาว ท้องใบสีเขียวนวล ก้านใบชูตั้ง

สล็อต

ดอกออกเป็นช่อบริเวณยอดหรือปลายกิ่ง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ดอกมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่หรือเป็นรูปกลมรี ปลายกลีบแหลม กลีบดอกเป็นสีม่วงแดงไม่มีกลิ่น ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 2 กลีบ หลุดร่วงได้ง่าย สีขาวใส ห่อหุ้มดอกในขณะตูม ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ บริเวณกลางดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน สีเหลือง ล้อมรอบเกสรเพศเมีย

ส่วนก้านเกสรเพศเมียจะเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายกับด้ายสีชมพูและมีลักษณะโค้งเล็กน้อย ส่วนปลายแฉกจะแยกออกเป็น 3 แฉก ผลเป็นรูปทรงกลมหรือกลมรี ผิวเรียบขนาดเล็ก ประมาณ 3 มิลลิเมตร ผลจะเป็นสีเขียว แล้วจะเป็นสีเหลืองอ่อน สีแดง และสีเทาเข้ม เมื่อแก่จัดจะแตกทำให้เมล็ดฟุ้งกระจายตกลงบนพื้นดิน ภายในผลมีเมล็ดสีดำลักษณะกลมแบนผิวเรียบขนาดเล็ก มีจำนวนเมล็ดประมาณ 50-60 เมล็ด

การขยายพันธุ์โสมไทย

โสมไทยสามารถขยายพันธุ์โสมไทยได้โดยการใช้เมล็ด โดยการนำเมล็ดที่แก่ (สีดำ) ของโสมไทยมาแช่น้ำ 1 คืน แล้วนำไปเพาะในกระบะเพาะที่ผสมวัสดุเพาะไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มนำไปวางไว้ที่ร่มหรือเรือนเพาะชำ รอจนต้นมีอายุ 20-30 วัน หรือ สูง 10-15 เซนติเมตร และมีใบจริง 2-3 คู่ จึงนำไปปลูกในแปลงได้ สำหรับวิธีการปลูกก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการปลูกไม้ล้มลุกประเภทอื่นๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของโสมไทย พบว่ามีสารสำคัญๆดังนี้ ในใบและลำต้นพบสารกลุ่ม flavonoids และ Chromene นอกจากนี้ยังพบสาร javaberine A,B , octacosanol , hentriacontane , dotriacontane , triacontane , heneicosanoic acid , β-sitosterol และ stigmasterol นอกจากนี้ในน้ำมันหอมระเหยของโสมไทยยังพบสาระสำคัญ อาทิเช่น camphor, borneol, limonene, camphene, myrcene, cineol,pinene, pinostrobin, thujene, rubramine เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้อ่อนเพลีย โดยใช้เหง้าแห้งามาดองกับเหล้าใช้รับประทานวันละ 1 เป๊ก ใช้บำรุงปอด แก้อักเสบ แก้ปัสสาวะขัด แก้ไข แก้ไอ ไอเป็นเลือด โดยใช้รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม แก้เหงื่อออกมากผิดปกติหรือแก้อาการปัสสาวะมากผิดปกติ โดยใช้รากสด 60 กรัม มาต้มกินกับน้ำ วันละ 2-3 ครั้ง ใช้ขับน้ำนมในสตรีหลังคลอด โดยใช้ใบอ่อนมาทำอาหารรับประทาน แก้บวมอักเสบมีหนอง รักษาฝีอักเสบมีหนอง โดยใช้ใบสดนำมาตำให้แหลกผสมกับน้ำตาลทรายแดง ใช้เป็นยาพอกบริเวณที่เป็น ส่วนการใช้โสมไทยในตำรายาจีนระบุว่าใช้บำรุงร่างกายหลังการฟื้นไข้ใหม่ ๆ โดยใช้รากแห้ง 30 กรัม รากโชยกึงป๊วก 30 กรัม และโหงวจี้ม่อท้อ 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน แก้ธาตุอ่อน กระเพาะลำไส้ไม่มีเรี่ยวแรง ถ่ายกะปริบกะปรอย ด้วยการใช้รากแห้ง 30 กรัม และพุทราจีน 30 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำกิน ไอเรื้อรังซึ่งเกิดจากปอด ด้วยการใช้รากแห้ง หงู่ตั่วลักแห้ง อย่างละประมาณ 30 กรัม เจียะเชียงท้อแห้ง 15 กรัม และแบะตง 10 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของโสมไทยพบว่าสารสกัด Octacosanol จากรากของโสมไทยมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสเริม ลดคอเลสเตอรอล ฤทธิ์รักษาโรคผิวหนังอักเสบ ฤทธิ์รักษาอาการโรคพาร์กินสัน และฤทธิ์รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด

jumboslot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

โสมไทยเป็นพืชที่มีปริมาณกรดออกซาสิกสูงอีกชนิดหนึ่ง ดังนั้นผู้ป่วยโรคไต โรคเกาต์ ไม่ควรรับประทานรวมถึงคนที่มีภาวะสุขภาพปกติ ก็ควรบริโภคแต่น้อยเช่นกัน
ในการใช้โสมเป็นสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่ระบุไว้ในตำรับตำราต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณมากจนเกินไปหรือใช้ติดเป็นประจำก่อนจะใช้โสมไทย เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ต้นโสมไทย หรือ ต้นโสมคน จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีอายุเพียงหนึ่งปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงของลำต้นประมาณ 60-100 เซนติเมตร มักแตกกิ่งก้านบริเวณโคนต้น จำนวนของกิ่งที่แตกออกจากต้นมีประมาณ 5 กิ่งขึ้นไป โดยการแตกกิ่งจะทิ้งช่วงห่างประมาณ 1 นิ้ว ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและฉ่ำน้ำ ลำต้นอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อมีอายุมากจะเป็นสีน้ำตาลบริเวณโคนต้น ต้นอ่อนลำต้นจะเปราะและหักได้ง่าย เมื่อแก่แล้วจะแข็งและเหนียว มีเนื้อแข็งคล้ายไม้ นิยมขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เพราะจะได้รากแบบโสมเกาหลีหรือโสมจีน แต่ถ้านำมาปักชำจะไม่มีรากแก้ว (รากโสม) แต่จะมีเพียงรากแขนงเท่านั้น โสมไทยจัดเป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่เจริญเติบโตได้ดีในดินทรายหรือดินร่วนซุยที่มีความชุ่มชื้นสูง ชอบที่มีแสง พบขึ้นได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ มักพบในที่ชุ่มชื้น บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ ตามป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง ตามไร่สวน หรือบ้านเรือนทั่วไป

slot

รากโสมไทย รากเป็นรากแก้วหรือเหง้าขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน คล้ายรากโสมเกาหลี รากแก้วมีความเหนียว ลักษณะของรากเป็นรูปกลมยาวปลายแหลมคดงอเล็กน้อย และมีรากฝอยมาก ส่วนเปลือกของรากเป็นสีขาวหรือสีน้ำตาล เนื้อในรากนิ่มเป็นสีขาวนวล เมื่อขูดที่ผิวของรากสักครู่ จะพบว่าบริเวณที่ขูดเป็นสีแดง รากแก้วจะมีความเหนียว มีกลิ่นฉุนเล็กน้อย เมื่อรากโตเต็มที่จะมีรูปร่างคล้ายโสมเกาหลีหรือโสมจีน

ใบโสมไทย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปมนรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบมนหรือแหลมสั้น โคนใบสอบหรือเรียวแคบเล็กลงจนถึงก้านใบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน ไม่มีขน หลังใบมีสีเข้มกว่าท้องใบ เนื้อใบหนาและนิ่ม เส้นใบสานกันเป็นร่างแห น้ำยางที่ใบมีสีและเหนียว เมื่อสัมผัสจะรู้สึกคันเล็กน้อย

ดอกโสมไทย ออกดอกเป็นช่อบริเวณส่วนยอดหรือที่ปลายกิ่ง ก้านช่อตั้งขึ้น ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ดอกเป็นสีม่วงแดงอ่อน เมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 6 มิลลิเมตร (ดอกจะบานในช่วงที่มีแสง เวลาไม่มีแสงดอกจะหุบ ก้านดอกย่อยยาว) กลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่หรือเป็นรูปกลมรี ปลายกลีบแหลม กลีบดอกเป็นสีม่วงแดงไม่มีกลิ่น ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 2 กลีบ หลุดร่วงได้ง่าย สีขาวใส ห่อหุ้มดอกในขณะตูม โคนกลีบเลี้ยงมีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม แกนกลางของกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียวเข้ม เป็นเส้นบางขึ้นไป ส่วนปลายกลีบเลี้ยงจะมีลักษณะแหลม ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ บริเวณกลางดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน ล้อมรอบเกสรเพศเมีย มีสีเหลือง มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วประกบกัน ส่วนก้านเกสรเพศเมียจะเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายกับด้ายและมีลักษณะโค้งเล็กน้อย ส่วนปลายแฉกจะแยกออกเป็น 3 แฉก และมีสีชมพูเหมือนสีของกลีบดอก รังไข่มีลักษณะกลม ภายในรังไข่มีออวุลเป็นเม็ดเล็ก ๆ จำนวนมาก ส่วนละอองเรณูจะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ สีเหลือง หากมีความชุ่มชื้นเพียงพอ จะออกดอกได้ตลอดทั้งปี และมักมีแมลงและมดดำมาอาศัยอยู่

สรรพคุณของแมงลักคา

แมงลักคาเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกา เช่น เม็กซิโก , กัวเตมาลา , เอลซัลวาดอ , ฮอนดูรัส เป็นต้น จากนั้นได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนต่างๆ ทั่วโลก เช่นใน ปาปัวนิวกินี , คูราเซา , อินเดีย , บราซิล , อินโดนีเซีย , จีน และไทย

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยนั้น สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะพบตามบริเวณที่รกร้าง ตามข้างทาง ริมฝั่งแม่น้ำ หรือตามป่าทั่วไปที่มีความสูงไม่เกิน 1300 เมตร จากระดับน้ำทะเล และยังถูกจัดให้เป็นวัชพืชชนิดหนึ่งในพื้นที่การเกษตรอีกด้วย

ประโยชน์และสรรพคุณแมงลักคา

มีการนำแมงลักคามาสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยมาใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น นำมาใช้ปรุงแต่งรสชาติอาหาร นำมาใช้ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช

สำหรับสรรพคุณทางยาของแมงลักคานั้น ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ยอดอ่อน ขับเหงื่อ แก้หวัด ขับน้ำนม ใบและปลายยอด รักษาโรคผิวหนัง แก้ชักกระตุก แก้ปวดข้อ ใบ ใช้แก้ปวดท้อง ราก ขับระดู เป็นยาเจริญอาหาร ขับระดู หรือเคี้ยวดับกลิ่นปาก ทั้งต้น ใช้ขับเหงื่อในคนที่เป็นหวัด แก้โรคผิวหนัง แก้ปวดท้อง ลดน้ำตาลในเลือด

นอกจานี้ในต่างประเทศ ยังมีการนำแมงลักคามาใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรรักษาโรคในหลายๆประเทศ เช่น ประเทศเม็กซิโกใช้ เมล็ด ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ นำมาย่างแก้โรคเกี่ยวกับลำไส้เช่นเดียวกับกะเพรา ทั้งต้น ต้มดื่มแก้ปวดกระเพาะ แก้ปวดบิด ประเทศจีนใช้ ใบ แก้ปวดศีรษะ เพิ่มการขับเหงื่อ ประเทศอินโดนีเซียใช้ ต้นแห้ง ขับน้ำนม

สล็อต

ประเทศตรินิแดด แก้ไข้หวัด มาลาเรีย ใช้ขับลม ขับเสมหะ ไข้เหลือง ท้องผูก ปวดท้องประจำเดือน ประเทศเวเนซูเอลา ใช้ผสมน้ำอาบ รักษาอาการอัมพฤกษ์อัมพาต รักษาแผลพุพอง แก้โรคผิวหนัง ประเทศฟิลิปปินส์ใช้ ใบหรือยอด แก้ปวดข้อ แก้ปวดท้อง หรือตะคริว โดยผสมกับน้ำอาบ ราก ต้มกินขับระดู กระตุ้นความอยากอาหาร ประเทศอินเดียใช้ ราก กระตุ้นความอยากอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ประเทศไต้หวันใช้ ใบและลำต้น พอกแก้ปวดศีรษะ แก้โรคผิวหนัง

ลักษณะทั่วไปแมงลักคา

แมงลักคาจัดเป็นไม้พุ่มล้มลุก พุ่มเตี้ย มีอายุหลายปี ลักษณะลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 0.5 – 1.5 เมตร แตกกิ่งก้านมาก ลำต้นเป็นสันสี่เหลี่ยม ตามลำต้นมีขนสีขาวเหนียวติดมือ มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว ใบ ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกัน ใบเป็นรูปไข่กึ่งไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบสอบมนหรือเว้ารูปหัวใจขอบใบหยักเล็กน้อย แผ่นใบมีขนทั้งสองด้าน เป็นร่องเห็นได้ชัดเจนบริเวณเส้นใบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.5-10 เซนติเมตร ส่วนก้านใบยาวประมาณ 0.5-3 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกตามบริเวณที่ซอกใบและปลายกิ่ง

โดยจะมีดอกออกประมาณ 2-5 ดอกย่อย ต่อ 1 ช่อดอก มีสีม่วงอ่อนเป็นรูปปากเปิด ส่วนกลีบดอกโคนกลีบจะเป็นสีขาวเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกออกกเป็น 2 ปาก มีขน ด้านบน 2 แฉก รูปช้อนยาว 2.5-3 มิลลิเมตร กว้าง 2-2.5 มิลลิเมตร ด้านล่าง 3 แฉก กลีบด้านข้างรูปรียาว 1-1.5 มิลลิเมตร กว้าง 2-2.5 มิลลิเมตร กลีบกลางยาว 1-1.5 มิลลิเมตร กว้าง 0.5-1มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงมีลักษณะเรียวแหลมคล้ายหนาม มีสันตามยาว 10 สัน โคนเชื่อมติดกันยาว 5-5.5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 อัน ด้านนอกมีขนยาวปกคลุม เกสรเพศผู้มี 4 อัน แยกเป็น 2 คู่ ก้านเกสรไม่ติดกัน อับเรณูติดกับก้านชูเกสรที่ด้านหลัง เกสรเพศเมีย รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ก้านชูเกสรเพศเมียยาว 3-5 มิลลิเมตร ผลเป็นผลแห้งแบบแคปซูล สีดำ ผิวผลย่น รูปขอบขนานแคบ ยาวประมาณ 1.2-1.5 มิลลิเมตร ปลายผลเว้า เมื่อผลแห้งจะไม่แตก เมล็ดเป็นสีน้ำตาลเข้มขนาดเล็ก มีลักษณะค่อนข้างกลม กว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3-5 มิลลิเมตรโดยใน 1 ผลจะมีเมล็ดอยู่ 4 เมล็ด

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์แมงลักคา

แมงลักคาสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด และการปักชำ แต่โดยมากจะเป็นการขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ดในธรรมชาติมากกว่าการนำมาปลูก แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการนำมาปลูกเพื่อใช้ประโยชน์บ้างแล้ว สำหรับวิธีการปลูกแมงลักคานั้นก็สามารถทำได้โดยวิธีการนำเมล็ดมาเพาะให้ได้ต้นกล้า แล้วจึงนำไปปลูกในแปลง เช่นเดียวกันกับการปลูกไม้ล้มลุกพุ่มเตี้ยชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

ส่วนเหนือดินพบสารชนิดอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มเทอร์ปีนอยด์ เช่น α-amyrin, beta-amyrin, lupeol,oleanolic acid, betulinic acid, dehydroabietinol,ursolic acid, hyptadienic acid และกลุ่มสารฟลาโวนอยด์ เช่น 4’,5-dihydroxy-7-methoxy flavone ในรากพบสาร เทอร์ปีนอยด์ เช่น ursolic acid, betulinic acid, α-amyrin, beta-amyrin, α-peltoboykinolic acid, oleanolic acid เมือกหุ้มเมล็ด ของแมงลักคาพบสารประเภทโพลีแซคคาไรด์ เช่น D-xylose, D-manose,L-fucose, D-galactose, D-glucose, 4-O-methyl-D-glucuronic acid ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากส่วนเหนือดิน พบว่ามีสารที่เป็นองค์ประกอบหลักคือ eucalyptol 30.38%, gamma-amylene 13.58%, beta-caryophylline 10.37%, delta-elemene 5.24% นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหย จากรากยังพบสาร eucalyptol และ α-phellandrene 18.56%, limonene 8.51%, และ caryophylline oxide 2.71%

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ปวดท้องและลดไข้ โดยนำใบแห้งมาชงกับน้ำดื่ม ใช้ขับน้ำนม ขับเหงื่อ แก้หวัด โดยนำยอดอ่อน มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาสำหรับเจริญอาหาร ขับระดูในสตรี โดยใช้รากต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้เบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยใช้ใบและต้นสดประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวให้นาน 30 นาที แล้วนำมาแบ่งดื่มเช้าและเย็น ใช้ขับเหงื่อ และแก้ปวดท้อง โดยนำทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้โรคผิวหนัง โดยใช้ทั้งต้นตำพอกบริเวณที่เป็น

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของแมงลักคาพบว่า ฤทธิ์รักษาแผล สารสกัดเอทานอลจากใบ สามารถรักษาแผลในหนูขาวได้ โดยมีฤทธิ์เพิ่มเอนไซม์ที่ใช้ต้านอนุมูลอิสระ เช่น catalase, superoxide dismutase

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีการทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดเอทานอลของต้นแมงลักคา พบว่าสารสกัดดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เหนี่ยวนำด้วย carageenan เมื่อป้อนให้หนูในขนาด 400 มก./กก. ให้ผลใกล้เคียงกับยาต้านอักเสบ Ibuprofen ขนาด 100 มก./กก.

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า สารสกัดด้วยเมทานอลมีฤทธิ์อย่างอ่อนในการต้านเชื้อแบคทีเรียทั้งแกรมบวก แกรมลบและเชื้อรา Candida albicans โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งเชื้อได้ (MIC) ≤ 100 μg/ml

ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อมาลาเลีย สารสกัดด้วยเอทานอลจากส่วนเหนือดินแมงลักคามีฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของโปรโตชัวที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรีย (Plasmodium falciparum 3D7 strain) โดยมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการเติบโตได้ 50% (IC50) ,25μg/ml โดยสารบริสุทธิ์ที่มีฤทธิ์ดังกล่าว คือ dehydroabietinol ยับยั้งการเติบดตของ Plasmodium falciparum ทั้งสายพันธุ์ที่ไวต่อยาคลอโรควินและดื้อต่อยาคลอโรควินโดยมีค่าความเข้มข้นในการยับยั้งเชื้อที่ 50% (IC50) เท่ากับ 26 และ 27 ไมโครโมลาร์

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยฉบับอื่นๆ ยังระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของแมงลักคาว่า น้ำมันหอมระเหยจากดอก ใบ และต้น มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราก่อโรคหลายชนิด ยับยั้งเนื้องอก ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ทำให้หลอดเลือดคลายตัว

slot

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการทดสอบความเป็นพิษเรื้อรัง โดยเมื่อให้สารสกัดน้ำของแมงลักคา แก่หนูขาว ป้อนทางปากในขนาด 5, 50, 250, 500 มก/กก/วัน เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าไม่มีผลเปลี่ยนแปลงต่อการเจริญเติบโตค่าโลหิตวิทยา ค่าชีวเคมีของซีรัมของหนู นอกจากนี้พยาธิสภาพของอวัยวะภายในของหนูก็ยังคงเป็นปกติ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์ ห้ามใช้แมงลักคาเป็นสมุนไพร เพราะมีฤทธิ์ขับระดูในสตรี
ในการใช้แมงลักคาเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ นั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับ ตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อ รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้แมงลักคาเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของผักแว่น

ผักแว่นเป็นเฟิร์นน้ำชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียบริเวณเขตอบอุ่นและเขตร้อน ได้แก่ ไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีน และญี่ปุ่น เป็นต้น โดยสามารถพบได้ตามที่ดินมีความชุ่มชื่นจนถึงน้ำท่วมขัง แหล่งน้ำตื้น ริมตลิ่งชายน้ำ หรือ ห้วย หนอง คลอง บึง แม่น้ำ ตลอดจนในนาข้าว

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทย สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งนี้ผักแว่นกับส้มกบ (oxalis corniculate Linn) เป็นพืชคนละชนิดกัน เพียงแต่มีลักษณะคล้ายกัน และมีชื่อเรียกเหมือนกันว่า “ผักแว่น) ซึ่งอาจทำให้สับสนได้

ประโยชน์และสรรพคุณผักแว่น

คนไทยทั่วทุกภาคของประเทศนิยมนำใบอ่อน ยอดอ่อนและเก่าที่อ่อนของผักแว่นมารับประทานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น นำมารับประทานสดคู่กับน้ำพริกชนิดต่าง ๆ หรือจะนำมารับประทานคู่กับซุปหน่อไม้ ลาบ และใช้เป็นผักผสมในเมนูยำหรือสลัดต่าง ๆ ก็ได้ รวมถึงยังสามารถนำไปใช้ประกอบอาหาร เช่น แกงผักแว่น แกงจืด หรือใช้ผสมในไข่เจียว เป็นต้น และในปัจจุบันในยุดคที่ผุ้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ ยังมีการนำต้น และใบผักแว่นมาปั่นเป็นน้ำผักเพื่อสุขภาพสำหรับดื่มดีทอกลำไส้อักเสบ

ส่วนในประเทศอินโดนีเซีย นิยมใช้ผักแว่นนำมาใช้เป็นอาหารเช่นกัน โดยจะนำมาเสิร์ฟร่วมกับมันเทศและเพเซล (Pacel) หรือซอสเผ็ดที่ผลิตจากถั่วลิสง และสำหรับสรรพคุณทางยาของผักแว่นนั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ทุกส่วนมีรสจืดอมฝาดเล็กน้อย ช่วยเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร แก้ฝีในลำคอ ถอนพิษทั่วไป ลดไข้ แก้หวัดร้อน แก้เจ็บคอ คอแห้ง คออักเสบ แก้ปวดท้อง ท้องเสีย แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ดีพิการ แก้ปัสสาวะ อุจจาระเป็นเลือด สมานแผลในปาก ลำคอ และกระเพาะอาหาร แก้เคล็ดขัดยอก ปวกเมื่อยตามร่างกาย แก้อาการร้อนใน ดับกระหาย

สล็อต

ส่วนอีกตำราหนึ่งระบุไว้ว่า ยอด รสจืด ฝาดหวานเล็กน้อย ใช้แก้ไข้ ระงับร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษ สมานแผลในปากและคอ แก้ดีพิการ แก้พิษทั้งปวง รักษาแผลเปื่อย แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวด ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงสายตา

ลักษณะทั่วไปผักแว่น

ผักแว่น เป็นพืชในกลุ่มของเฟินน้ำ จัดเป็นไม้น้ำล้มลุก มีลำต้นเป็นเถาเลื้อยไปตามผิวดินหรือผิวน้ำ ซึ่งสามารถแตกเถาย่อยหรือเถาแขนงได้ แต่ละเถามีลักษณะกลม เรียงยาว สีขาว หรือ สีเหลืองอมขาว และเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล โดยเถามีลักษณะเป็นข้อปล้องชัดเจน และฉ่ำน้ำ ขนาดเถาประมาณ 2-4 มิลลิเมตร และมีความยาวของเถาได้กว่า 20-40 เซนติเมตร

ส่วนระบบรากผักแว่นมีเฉพาะรากฝอยที่เกิดด้านล่างของลำต้น โดยรากฝอยนี้พบได้ทั้งในส่วนลำต้นหลัก และบริเวณข้อปล้อง โดยรากฝอยอาจแทงหยั่งลงดินหรือลอยน้ำก็ได้

ใบเป็นใบประกอบแบบน้ำมือ (palmately compound) ประกอบด้วยใบย่อย 4 ใบ ออกจากก้านใบที่จุดเดียวกัน ซึ่งจะรวมกันเป็นลักษณะวงกลม ส่วนใบย่อยรูปพัด หรือ กังหัด มีลักษณะ ขอบใบ หยักมนถี่ หรือเรียบ ฐานใบเป็นรูปลิมหรือสามเหลี่ยมหัวกลับ ปลายใบกว้างกลมมน แผ่นใบเรียบไม่มีขน ใบย่อยกว้าง 3-22 มิลลิเมตร ยาว 2-18 มิลลิเมตร เส้นกลางใบแตกออกเป็นสองแฉก ก้านใบเรียวยาว สีเขียว ยาว 2-20 เซนติเมตร ใบอ่อนม้วนงอ (circinate leaf) ใบมีสปอโรคาร์ปรูปร่างเป็นก้อนเหมือนถั่ว

สล็อตออนไลน์

บริเวณโคนก้านใบ ซึ่งสปอโรคาร์ปมีขนาดกว้าง 3.5-4 มิลลิเมตร ยาว 1.5-2 มิลลิเมตรและ มีก้านยาว 3-5 มิลลิเมตร มีขนขึ้นปกคลุม เมื่อเจริญเติบที่แล้วมีสีเขียว หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล โดยจะมี 1-3 สปอโรคาร์ป ต่อหนึ่งก้านใบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นหลายดอกแทงออกบริเวณซอกใบหรือข้อปล้อง ก้านดอกขนาดเล็กสีเขียว มีขนปกคลุมเล็กน้อย ยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร ตัวดอกมีใบประดับขนาดเล็กรูปหอกสีเขียว ขนาด 2-4 × 1 มิลลิเมตร กลีบดอกลักษณะรูปไข่กลับแกมขอบขนานมีจำนวน 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน แผ่นกลีบดอกมีสีเหลืองสด ขนาดกลีบดอกกว้าง 3-8 มิลลิเมตร ยาว 7-10 มิลลิเมตร โดยจำนวนดอกต่อต้นจะพบจำนวนน้อย ประมาณ 2-3 ดอกเท่านั้น

การขยายพันธุ์ผักแว่น

ผักแว่นสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้สปอร์จากใบแก่ หรือใช้เถาหรือไหล ปลูกให้ได้ต้นใหม่ แต่ในปัจจุบัน ผักแว่นยังไม่เป็นที่นิยมปลูกเพื่อการค้า เพราะยังสามารถหาได้ทั่วไปตามห้วย หนอง คลอง บึง ต่าง ๆ หรืออาจจะมีการเก็บมาจำหน่ายตามตลาดท้องถิ่นทั่วไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งก็มักเก็บได้จากธรรมชาติในท้องถิ่น ซึ่งการขยายพันธุ์ของผักแว่นนั้น ส่วนมากก็จะเป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ แต่หากต้องการปลูกผักแว่นก็สามารถทำได้โดยนำเถาผักแว่นมาตัดแยกเป็นส่วนๆ ก่อนนำลงปักชำตามริมขอบสระหรือแหล่งดินที่ชื่นแฉะ หรือในกระถางที่มีน้ำได้เช่นกัน เพราะผักแว่นเป็นพืชที่ขึ้นได้ง่ายหากมีความชั้นเพียงพอ

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาถึงองค์ประกอบเคมีขอบใบและเถาของผักแว่น ปรากฏว่าพบสารสำคัญหลายชนิด เช่น tartaric acid ,dyclonine , citric acid , pederin , potassium oxalate , lintopride , madecassic acid , dibutyl phthalate , carotene , Asiatic acid

jumboslot

นอกจากนี้ในการนำผักแว่นมาทำเป็นอาหารรับประทานเป็นอาหารยังให้คุณค่าทางโภชนาการดังนี้

พลังงาน 18 แคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 0.7 กรัมภาพผักแว่น
โปรตีน 1.0 กรัม
ไขมัน 1.2 กรัม
ใยอาหาร 3.3 กรัม
น้ำ 94 กรัม
วิตามินเอ 12,166 หน่วยสากล
วิตามินบี 1 0.10 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.27 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 3.4 มิลลิกรัม
วิตามินซี 3 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 48 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 25.2 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้ไข้ ตัวร้อน อาการท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้เจ็บคอ และช่วยสมานแผลในปากและลำคอ แก้อาการปากเปื่อย โดยนำใบและลำต้นมาต้มกับน้ำดื่ม

แก้ไข้ แก้ผิดสำแดง โดยการใช้ลำต้นผสมกับใบธูปฤาษี ทุดบพอแตก ใช้แช่น้ำที่มีหอยขม ประมาณ 2-3 นาทีแล้วนำมาดื่ม

ช่วยบำรุงสายตา ช่วยเจริญอาหาร บำรุงธาตุ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ลดไข้ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ดีพิการ โดยนำยอดและใบมารับประทานสดๆหรือรับประทานสดเป็นอาหารหรือจะนำไปประกอบอาหารก็ได้เช่นกัน

ใช้รักษาแผลเปื่อย แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก โดยนำใบสด 1 กำมือ เมื่อนำไปล้างให้สะอาดแล้วตำให้ละเอียดแล้วนำน้ำที่ได้ไปทาและนำกากประคบบริเวณที่เป็นแผล

ใช้แก้อาการปวดฝีในบริเวณต่าง ๆ แก้อาการปวด และฟกช้ำ โดยการนำทุกส่วนมาโขลกแล้วผสมกับสุรา ใช้ทาหรือประคบ

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผักแว่น กระแตไต่ไม้ และกีบม้าลม พบว่า การใช้สารเอทิลอะซิเตทในการสกัดพืชทั้ง 3 ชนิดจะมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าสารสกัดชนิดอื่น และเมื่อเทียบความสามารถของเฟิร์นทั้ง 3 ชนิด พบว่า ผักแว่นมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระได้สูงสุด โดยมีค่า DPPH ที่ 107.77 มิลลิกรัม/Trolox/กรัมแห้ง และมีค่า ABTS ที่ 153.75 มิลลิกรัม/Trolox/กรัมแห้ง นอกจากนั้น ยังพบว่า ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระยังมีความสัมพันธ์กับปริมาณเบต้าแคโรทีนที่พบในเฟิร์นทั้ง 3 ชนิด (ตรวจพบปริมาณเบต้าแคโรทีนในผักแว่นสูงที่สุดที่ 2,291.06 มิลลิกรัม/ 100 กรัม ผักแว่นแห้ง)

ฤทธิ์ต้านเบาหวาน มีการศึกษาสารสกัดจากพืชตระกูลเฟิร์น(ผักแว่น , กระแตไต่ไม้, ผักกูด) ที่มีต่อการยับยั้งเอนไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดส ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน พบว่า สารสกัดจากผักแว่นมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดสได้สูงสุดที่ร้อยละ 98.57 เมื่อเทียบกับพืชอีก 2 ชนิด (กระแตไต่ไม้ และผักกูด) และเมื่อเปรียบเทียบกับสารมาตรฐานในการยับยั้งเอนไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดส พบว่า สามารถที่จะยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวได้กว่าร้อยละ 97.14

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผักแว่นเป็นพืชผักที่อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญๆหลายชนิด จึงเหมาะแก่การนำไปรับประทานเป็นอาหารอย่างยิ่ง แต่ในการนำไปใช้เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ โดยควรใช้ในขนาดและปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่าง ๆ ไม่ควรใช้ในขนาดที่มากจนเกินไป หรือใช้ต่อเนื่องนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้ สำหรับ เด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้ผักแว่นเป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ