cathedraledetunis

Day: June 21, 2021

ทำความรู้จักกับบานไม่รู้โรย

ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของ บานไม่รู้โรยเชื่อกันว่าอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ บริเวณประเทศเม็กซิโกลงไป แล้วต่อมาจึงมีการกระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนต่างๆทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยนั้นคาดว่า บาน-ไม่รู้โรยน่าจะเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยพบชื่อในตำรายาพื้นบ้านดั้งเดิมหลายตำรับ รวมทั้งในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอปรัดเล ปี พ.ศ.2416 ได้บรรยายเอาไว้ว่า ” บานมิรู้โรย คือ ดอกไม้อย่างหนึ่ง บานแล้วไม่โรยไม่เหี่ยวเลย ดอกไม้อย่างอื่นบานแล้ว โรยเหี่ยวแห้งไป

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณบานไม่รู้โรย

ประโยชน์หลักของบานไม่รู้โรยที่คน ที่รู้จักกันดีคือ การนำมาตกแต่งในงานพิธีต่างๆ เพราะ มีความงดงามและคงทนได้นานแล้ว ยังถือเป็นดอกไม้มงคลชนิดหนึ่งด้วย เพราะมีความหมายว่ามีความยั่งยืนนานไม่ร่วงโรย โดยมักใช้ร้อยเป็นพวงมาลัยทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์หรือร้อยเป็นอุบะประดับในงานต่างๆ หรือจัดเป็นพานพุ่มสำหรับบูชาพระ นอกจากนี้ยังนิยมใช้บานไม่รู้โรยปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ

เนื่องจากมีความสวยงามจากสีของดอก และยังปลูกเลี้ยงและแต่งทรงพุ่มได้ง่าย ซึ่งจะนิยมนำมาปลูกประดับตามบ้านเรือน ตามสวนสาธารณะ และริมทางเดิน ริมถนน หรือใช้ปลูกตามอาคารสถานที่ต่างๆ

สำหรับสรรพคุณทางยาของบานไม่รู้โรยนั้นตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ว่าบานไม่รู้โรยดอกขาว (ตำรายาไทยให้ใช้บานไม่รู้โรยชนิดดอกขาวเท่านั้น) ดอกมีรสจืด ชุ่มสุขุม ใช้บำรุงตับ แก้นิ่ว แก้ไอระงับหอบหืด แก้ปวดศีรษะ บิด ไอกรน แก้ตาเจ็บ ขับปัสสาวะ แผลผื่นคัน ฝีประคำร้อย ต้นมีรสขื่นเล็กน้อย ขับ ปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้หนองใน แก้กระษัย กามโรค แก้กล่อนปัตตะคาด ขับระดูขาว รากมีรสเย็นขื่น ใช้รักษาโรคบิด แก้โรคระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ ขับปัสสาวะ ขับระดู บรรเทาอาการไอ แก้กษัย แก้พิษต่างๆ บานไม่รู้โรยทั้งห้า (ต้น,ราก,ดอก,ใบ,ผล) แก้ไอหรือรากเป็นเลือด แก้เลือดออกจากทวารทั้งเก้า

ลักษณะทั่วไปบานไม่รู้โรย

บานไม่รู้โรยจัดเป็นไม้ล้มลุก เนื้อ อ่อน พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร หรืออาจเอนรวมไปกับดิน ลำต้นมีขนสีขาวปกคลุม แตกกิ่งก้านสาขามาก ตามลำต้นกิ่งก้าน เป็นเหลี่ยมมีร่องยาวตามกิ่ง ตามข้อกิ่งมักจะพองออกเล็กน้อย และมีขนละเอียดสั้นปกคลุมด้วย ใบออกเป็นแบบใบเดี่ยวตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ สลับเวียนกันไปตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอกหรือรี รูปขอบขนาน ขนสั้นๆขึ้นปกคลุม ปลายใบแหลม โคนใบสอบ

ส่วนขอบใบเรียบหรืออาจมีคลื่นเล็กน้อยเนื้อใบนิ่ม มีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ส่วนก้านใบสั้น ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ดอกออกเป็นกระจุกทรงกลม มีดอกย่อยแบบสมบูรณ์เพศที่มีลักษณะแข็งเนื้อหนาปลายกลีบมากมายที่ตั้งอยู่บนก้านช่อดอกโดยจะดอกตรงส่วนปลายของกิ่งแขนง และจะออก พร้อมกันทีละมากๆ ทรงดอกค่อนจะข้างกลม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.15-2 เซนติเมตร มีสีขาว ม่วง และแดงรวมถึงยังมีใบประดับ สีเขียว 2 ใบอยู่ใต้ฐานล่าง

สล็อต

สำหรับความพิเศษของดอกบานไม่รู้โรย คือเมื่อติดเมล็ดแล้วกลีบดอกยังคงติดอยู่กับก้านดอกไม่ร่วงหล่นเหี่ยวเฉาหรือเปลี่ยนสี ผลเป็นผลแห้ง ลักษณะเป็นกระเปาะขนาดเล็ก รูปไข่แกมรูปขอบขนานเปลือกค่อนข้างบาง มีขนาดประมาณ 2.5 มิลลิเมตร ภายในมีเมล็ดลักษณะแบนๆเป็นมันสีน้ำตาลอ่อน

การขยายพันธุ์บานไม่รู้โรย

บานไม่รู้โรยสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้ นำเมล็ดบานไม่รู้โรยมาแช่น้ำประมาณ 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้เปลือกหุ้มเมล็ดดูดน้ำจนชุ่ม แล้วจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะ ที่มีเถ้าแกลบผสมทราย อัตราส่วน 4:1 รดน้ำให้ชุ่มทุกวันเมื่อผ่านไป 7-10 วัน เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้า และเมื่อต้นกล้าเริ่มมีใบจริง 1-2 คู่ ก็สามารถย้ายไปปลูกในแปลงได้ 30×30 เซนติเมตร หรือ 40×40 เซนติเมตร โดยปลูกหลุมละ 1 ต้น

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆ ของบานไม่รู้โรยพบสารสำคัญดังนี้ Gomphrenin I, Gomphrenin V, Allantoin , Campesterol, Amaranthin,Quercetin , β-sitosterol , Isoamaranthin , Kaempferol , stigmastero และในเมล็ดยังพบน้ำมันอีกด้วย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้หอบหืด บิดมูก โดยใช้ดอกสด 15-20 ดอก ล้างให้สะอาดต้มกับน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือครึ่งหนึ่งแล้วกรองดื่มครั้งละ 1 แก้ว (200 ซีซี) ใช้ดอก 10 ดอก ต้มน้ำผสมเหล้าเล็กน้อย ดื่มวันละ 3 ครั้ง ใช้แก้เด็กตัวร้อนตาเจ็บ โดยใช้ดอกสดประมาณ 10-14 ดอกนำมาต้มกับน้ำดื่ม ขับปัสสาวะ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับนิ่วในทางเดินปัสสาวะ โดยใช้ต้นและรากมาต้มกับน้ำดื่มหรือใช้ดอก 3-10 กรัมมาต้มกับน้ำดื่มบ่อยๆ ก็ได้เช่นกัน ใช้ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว และโรคหนองใน

โดยใช้ต้นสด 100 กรัม ล้างให้สะอาดต้มกับน้ำ 1 ลิตร นานประมาณ 10-15 นาที กรองเอาน้ำดื่ม วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร แก้ปวดศีรษะ ลมขึ้นศีรษะ แก้เวียนศีรษะ ด้วยการใช้ดอก 10 กรัมและหญ้าแซ่ม้า 20 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้กษัย แก้กามโรค แก้หนองใน แก้ตกขาว ขับระดูในสตรี โดยใช้ทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ฝีหนอง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยโดยใช้ต้นสดพอประมาณมาตำพอกบริเวณที่เป็น

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของดอกบานไม่รู้โรยในการทดลองทั้งหมดสามสี ได้แก่ สีม่วงสีชมพู และสีขาว ซึ่งถูกสกัดด้วยตัวทำละลายผสมระหว่างโพรพิลินไกลคอลและน้ำ 50% นำสารสกัดมาทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ ABTS ทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase และหาปริมาณ total phenolic content และ total flavonoid content จากผลการทดสอบพบว่าสารสกัดดอกบานไม่รู้โรยสีม่วงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีที่สุดเมื่อทดสอบด้วยวิธี ABTS โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 0.013mg/mL และอย่างไรก็ตามผลการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

ด้วยวิธี DPPH พบว่าสารสกัดดอกบานไม่รู้โรยสีม่วงมีค่าต่ำสุดการวิเคราะห์ปริมาณ total phenolic content และ total flavonoid content พบว่าสารสกัดดอกบานไม่รู้โรยสีม่วงมีปริมาณมากที่สุดเท่ากับ 8.88µg gallic acid equivalent/g extract และ 4.50µg catechin equivalent/g extract ตามลำดับเมื่อทำการศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ tyrosinase พบว่าสารสกัดบานไม่รู้โรยสีม่วงมีฤทธิ์ในการยับยั้งดีที่สุด มีค่า IC50 เท่ากับ 4.26µg/mL

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาในต่างประเทศยังระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชของบานไม่รู้โรยว่ามีฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ ฤทธิ์ต้านเชื้อมะเร็ง และฤทธิ์ต่อต้านภูมิแพ้ เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการนำดอกบานไม่รู้โรยมาใช้เป็นยาให้เลือกดอกชนิดสีขาวที่แก่นำไปตากให้แห้งและเด็ดก้านดอกออก จากนั้นจึงเก็บดอกไว้ใช้เป็นยาต่อไป
สำหรับการใช้บานไม่รู้โรยมาเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรเตรียมตัวยาให้ถูกต้องตามตำรับตำรายาต่างๆ หรือควรเลือกซื้อตัวยาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. และควรใช้ในขนาดและปริมาณที่เหมาะสม

jumboslot

ไม่ควรใช้มากจะเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้บานไม่รู้โรยเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นบานไม่รู้โรย เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ บ้างก็ว่ามีถิ่นกำเนิดในเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกา โดยจัดเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุประมาณ 1 ปี มีความสูงของต้นประมาณ 50 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านบริเวณยอดต้น กิ่งก้านเป็นเหลี่ยมและมีร่อง ลำต้นอ่อนมีขนสีขาวปกคลุม ตามข้อต้นพองออกเล็กน้อย ข้อต้นเป็นสีแดง แต่บางต้นข้อต้นก็เป็นสีเขียว นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด แม้เมล็ดที่ร่วงหล่นลงใต้ต้นก็ยังสามารถนำไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้โดยไม่ต้องเพาะ โดยให้ปลูกไว้กลางแจ้งที่ได้รับแสงแดดแบบเต็มที่ และสามารถปลูกในดินชนิดใดก็ได้ แต่ควรเติมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยผสมลงไปในดินก่อนปลูก ส่วนการรดน้ำก็ให้รดตามความจำเป็น เพราะพรรณไม้ชนิดนี้จะทนแล้งได้ดีกว่าแฉะ จึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวันจนน้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้ต้นเน่าตายได้ โดยสายพันธุ์ที่นิยมใช้ปลูกมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ Tall Mixture (เป็นพันธุ์ต้นสูง มีความสูงของพุ่มประมาณ 18 นิ้ว มีทั้งสีขาวและสีแดงอมม่วง) และพันธุ์ Buddy (พุ่มสูงเพียง 9 นิ้ว ดอกเป็นสีแดงอมม่วง เหมาะที่จะนำมาปลูกเป็นกลุ่มก้อนเพื่อประดับอาคารหรือปลูกเป็นพืชคลุมดิน)

ใบบานไม่รู้โรย ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบมีขนสีขาว เนื้อใบมีลักษณะนิ่ม ก้านใบสั้น ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร และมีขนสีขาว

ดอกบานไม่รู้โรย ออกดอกเป็นกระจุกทรงกลมบริเวณปลายกิ่ง มีดอกย่อยอัดกันแน่น แต่ละช่อดอกจะมีดอกย่อยประมาณ 2-3 ดอก ลักษณะของดอกเป็นรูปทรงกลมขนาดเท่าผลพุทรา ดอกเป็นสีขาว สีแดงแก่ สีม่วง หรือสีชมพูอ่อน (แต่จะใช้ดอกขาวมาเป็นยา เพราะสีขาวเป็นสีที่บริสุทธิ์ เมื่อนำมาทำยาแล้วจะไม่มีสีอะไรมาเจือปน) มีลักษณะแข็ง กลีบดอกมีขนาดเล็กเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ทั้งดอก ปลายกลีบแหลมคล้ายขนแข็ง ๆ และมีใบประดับหรือกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว มีอยู่ด้วยกัน 2 กลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร อีกทั้งกลีบดอกยังไม่หลุดร่วงได้ง่าย แม้ว่าดอกจะแก่หรือแห้งแล้วก็ตาม จึงเป็นที่มาของชื่อ “บานไม่รู้โรย”

[NPC5]
สรรพคุณของบานไม่รู้โรย
ทั้งต้นและรากมีรสเย็นขื่น นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้กษัย (ทั้งต้นและราก)
ดอกและต้นมีรสหวาน ขื่น ชุ่ม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอดและตับ ใช้เป็นยาแก้ตับร้อนหรือธาตุไฟเข้าตับ ช่วยแก้ตาเจ็บ ตามัว อันเนื่องจากธาตุไฟเข้าตับ (ต้น, ดอก)
ใช้แก้เด็กตัวร้อนตาเจ็บ ด้วยการใช้ดอกสดประมาณ 10-14 ดอกนำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้ผสมกับฟักเชื่อมแห้ง นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยา (ดอก)
ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้ลมขึ้นศีรษะ ทำให้เวียนศีรษะ ด้วยการใช้ดอก 10 กรัมและหญ้าแซ่ม้า 20 กรัมนำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ดอก)
ใช้แก้เด็กเป็นโรคลมชัก ด้วยการใช้ดอก 10 ดอกผสมกับตั๊กแตนแห้ง 7 ตัว (Oxya chinensis thumb.) นำมาตุ๋นเป็นยารับประทาน (ดอก)
ช่วยแก้อาการไอ (ทั้งต้นและราก, ดอก) แก้อาการไอเป็นเลือด เลือดออกตามทวารทั้งเก้า (ดอกและต้น, ทั้งห้าส่วน) แก้ไอกรน (ดอก)
ใช้แก้หืดหอบ ไอหืด ไอหอบ หลอดลมอักเสบ ด้วยการใช้ดอกแห้งประมาณ 10-15 กรัมนำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้ดอก 10 ดอกนำมาต้มผสมกับเหล้าเล็กน้อย ใช้ดื่มวันละ 3 ครั้ง หรือให้ใช้สารที่สกัดได้จากดอกทำเป็นยาฉีด โดยใช้ครั้งละ 0.3 ซีซี ถ้าหากมีเสมหะมากให้เพิ่มปริมาณได้อีกตามที่แพทย์สั่ง (ดอก)
ช่วยขับเสมหะ (ดอก)
ช่วยรักษาโรควัณโรคในปอด (ดอก)
ช่วยรักษาโรคบิด (ทั้งต้นและราก, ดอก) ช่วยแก้บิดมูก ให้ใช้ดอก 10 ดอกนำมาต้มกับน้ำผสมกับเหล้าเล็กน้อย ใช้ดื่มเป็นยา (ดอก)

ทำความรู้จักกับบานไม่รู้โรย

ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของ บานไม่รู้โรยเชื่อกันว่าอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ บริเวณประเทศเม็กซิโกลงไป แล้วต่อมาจึงมีการกระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนต่างๆทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยนั้นคาดว่า บาน-ไม่รู้โรยน่าจะเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยพบชื่อในตำรายาพื้นบ้านดั้งเดิมหลายตำรับ รวมทั้งในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอปรัดเล ปี พ.ศ.2416 ได้บรรยายเอาไว้ว่า ” บานมิรู้โรย คือ ดอกไม้อย่างหนึ่ง บานแล้วไม่โรยไม่เหี่ยวเลย ดอกไม้อย่างอื่นบานแล้ว โรยเหี่ยวแห้งไป

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณบานไม่รู้โรย

ประโยชน์หลักของบานไม่รู้โรยที่คน ที่รู้จักกันดีคือ การนำมาตกแต่งในงานพิธีต่างๆ เพราะ มีความงดงามและคงทนได้นานแล้ว ยังถือเป็นดอกไม้มงคลชนิดหนึ่งด้วย เพราะมีความหมายว่ามีความยั่งยืนนานไม่ร่วงโรย โดยมักใช้ร้อยเป็นพวงมาลัยทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์หรือร้อยเป็นอุบะประดับในงานต่างๆ หรือจัดเป็นพานพุ่มสำหรับบูชาพระ นอกจากนี้ยังนิยมใช้บานไม่รู้โรยปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ

เนื่องจากมีความสวยงามจากสีของดอก และยังปลูกเลี้ยงและแต่งทรงพุ่มได้ง่าย ซึ่งจะนิยมนำมาปลูกประดับตามบ้านเรือน ตามสวนสาธารณะ และริมทางเดิน ริมถนน หรือใช้ปลูกตามอาคารสถานที่ต่างๆ

สำหรับสรรพคุณทางยาของบานไม่รู้โรยนั้นตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ว่าบานไม่รู้โรยดอกขาว (ตำรายาไทยให้ใช้บานไม่รู้โรยชนิดดอกขาวเท่านั้น) ดอกมีรสจืด ชุ่มสุขุม ใช้บำรุงตับ แก้นิ่ว แก้ไอระงับหอบหืด แก้ปวดศีรษะ บิด ไอกรน แก้ตาเจ็บ ขับปัสสาวะ แผลผื่นคัน ฝีประคำร้อย ต้นมีรสขื่นเล็กน้อย ขับ ปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้หนองใน แก้กระษัย กามโรค แก้กล่อนปัตตะคาด ขับระดูขาว รากมีรสเย็นขื่น ใช้รักษาโรคบิด แก้โรคระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ ขับปัสสาวะ ขับระดู บรรเทาอาการไอ แก้กษัย แก้พิษต่างๆ บานไม่รู้โรยทั้งห้า (ต้น,ราก,ดอก,ใบ,ผล) แก้ไอหรือรากเป็นเลือด แก้เลือดออกจากทวารทั้งเก้า

ลักษณะทั่วไปบานไม่รู้โรย

บานไม่รู้โรยจัดเป็นไม้ล้มลุก เนื้อ อ่อน พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร หรืออาจเอนรวมไปกับดิน ลำต้นมีขนสีขาวปกคลุม แตกกิ่งก้านสาขามาก ตามลำต้นกิ่งก้าน เป็นเหลี่ยมมีร่องยาวตามกิ่ง ตามข้อกิ่งมักจะพองออกเล็กน้อย และมีขนละเอียดสั้นปกคลุมด้วย ใบออกเป็นแบบใบเดี่ยวตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ สลับเวียนกันไปตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอกหรือรี รูปขอบขนาน ขนสั้นๆขึ้นปกคลุม ปลายใบแหลม โคนใบสอบ

ส่วนขอบใบเรียบหรืออาจมีคลื่นเล็กน้อยเนื้อใบนิ่ม มีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ส่วนก้านใบสั้น ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ดอกออกเป็นกระจุกทรงกลม มีดอกย่อยแบบสมบูรณ์เพศที่มีลักษณะแข็งเนื้อหนาปลายกลีบมากมายที่ตั้งอยู่บนก้านช่อดอกโดยจะดอกตรงส่วนปลายของกิ่งแขนง และจะออก พร้อมกันทีละมากๆ ทรงดอกค่อนจะข้างกลม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.15-2 เซนติเมตร มีสีขาว ม่วง และแดงรวมถึงยังมีใบประดับ สีเขียว 2 ใบอยู่ใต้ฐานล่าง

สล็อต

สำหรับความพิเศษของดอกบานไม่รู้โรย คือเมื่อติดเมล็ดแล้วกลีบดอกยังคงติดอยู่กับก้านดอกไม่ร่วงหล่นเหี่ยวเฉาหรือเปลี่ยนสี ผลเป็นผลแห้ง ลักษณะเป็นกระเปาะขนาดเล็ก รูปไข่แกมรูปขอบขนานเปลือกค่อนข้างบาง มีขนาดประมาณ 2.5 มิลลิเมตร ภายในมีเมล็ดลักษณะแบนๆเป็นมันสีน้ำตาลอ่อน

การขยายพันธุ์บานไม่รู้โรย

บานไม่รู้โรยสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้ นำเมล็ดบานไม่รู้โรยมาแช่น้ำประมาณ 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้เปลือกหุ้มเมล็ดดูดน้ำจนชุ่ม แล้วจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะ ที่มีเถ้าแกลบผสมทราย อัตราส่วน 4:1 รดน้ำให้ชุ่มทุกวันเมื่อผ่านไป 7-10 วัน เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้า และเมื่อต้นกล้าเริ่มมีใบจริง 1-2 คู่ ก็สามารถย้ายไปปลูกในแปลงได้ 30×30 เซนติเมตร หรือ 40×40 เซนติเมตร โดยปลูกหลุมละ 1 ต้น

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆ ของบานไม่รู้โรยพบสารสำคัญดังนี้ Gomphrenin I, Gomphrenin V, Allantoin , Campesterol, Amaranthin,Quercetin , β-sitosterol , Isoamaranthin , Kaempferol , stigmastero และในเมล็ดยังพบน้ำมันอีกด้วย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้หอบหืด บิดมูก โดยใช้ดอกสด 15-20 ดอก ล้างให้สะอาดต้มกับน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือครึ่งหนึ่งแล้วกรองดื่มครั้งละ 1 แก้ว (200 ซีซี) ใช้ดอก 10 ดอก ต้มน้ำผสมเหล้าเล็กน้อย ดื่มวันละ 3 ครั้ง ใช้แก้เด็กตัวร้อนตาเจ็บ โดยใช้ดอกสดประมาณ 10-14 ดอกนำมาต้มกับน้ำดื่ม ขับปัสสาวะ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับนิ่วในทางเดินปัสสาวะ โดยใช้ต้นและรากมาต้มกับน้ำดื่มหรือใช้ดอก 3-10 กรัมมาต้มกับน้ำดื่มบ่อยๆ ก็ได้เช่นกัน ใช้ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว และโรคหนองใน

โดยใช้ต้นสด 100 กรัม ล้างให้สะอาดต้มกับน้ำ 1 ลิตร นานประมาณ 10-15 นาที กรองเอาน้ำดื่ม วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร แก้ปวดศีรษะ ลมขึ้นศีรษะ แก้เวียนศีรษะ ด้วยการใช้ดอก 10 กรัมและหญ้าแซ่ม้า 20 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้กษัย แก้กามโรค แก้หนองใน แก้ตกขาว ขับระดูในสตรี โดยใช้ทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ฝีหนอง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยโดยใช้ต้นสดพอประมาณมาตำพอกบริเวณที่เป็น

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของดอกบานไม่รู้โรยในการทดลองทั้งหมดสามสี ได้แก่ สีม่วงสีชมพู และสีขาว ซึ่งถูกสกัดด้วยตัวทำละลายผสมระหว่างโพรพิลินไกลคอลและน้ำ 50% นำสารสกัดมาทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ ABTS ทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase และหาปริมาณ total phenolic content และ total flavonoid content จากผลการทดสอบพบว่าสารสกัดดอกบานไม่รู้โรยสีม่วงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีที่สุดเมื่อทดสอบด้วยวิธี ABTS โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 0.013mg/mL และอย่างไรก็ตามผลการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

ด้วยวิธี DPPH พบว่าสารสกัดดอกบานไม่รู้โรยสีม่วงมีค่าต่ำสุดการวิเคราะห์ปริมาณ total phenolic content และ total flavonoid content พบว่าสารสกัดดอกบานไม่รู้โรยสีม่วงมีปริมาณมากที่สุดเท่ากับ 8.88µg gallic acid equivalent/g extract และ 4.50µg catechin equivalent/g extract ตามลำดับเมื่อทำการศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ tyrosinase พบว่าสารสกัดบานไม่รู้โรยสีม่วงมีฤทธิ์ในการยับยั้งดีที่สุด มีค่า IC50 เท่ากับ 4.26µg/mL

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาในต่างประเทศยังระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชของบานไม่รู้โรยว่ามีฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ ฤทธิ์ต้านเชื้อมะเร็ง และฤทธิ์ต่อต้านภูมิแพ้ เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการนำดอกบานไม่รู้โรยมาใช้เป็นยาให้เลือกดอกชนิดสีขาวที่แก่นำไปตากให้แห้งและเด็ดก้านดอกออก จากนั้นจึงเก็บดอกไว้ใช้เป็นยาต่อไป
สำหรับการใช้บานไม่รู้โรยมาเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรเตรียมตัวยาให้ถูกต้องตามตำรับตำรายาต่างๆ หรือควรเลือกซื้อตัวยาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. และควรใช้ในขนาดและปริมาณที่เหมาะสม

jumboslot

ไม่ควรใช้มากจะเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้บานไม่รู้โรยเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นบานไม่รู้โรย เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ บ้างก็ว่ามีถิ่นกำเนิดในเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกา โดยจัดเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุประมาณ 1 ปี มีความสูงของต้นประมาณ 50 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านบริเวณยอดต้น กิ่งก้านเป็นเหลี่ยมและมีร่อง ลำต้นอ่อนมีขนสีขาวปกคลุม ตามข้อต้นพองออกเล็กน้อย ข้อต้นเป็นสีแดง แต่บางต้นข้อต้นก็เป็นสีเขียว นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด แม้เมล็ดที่ร่วงหล่นลงใต้ต้นก็ยังสามารถนำไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้โดยไม่ต้องเพาะ โดยให้ปลูกไว้กลางแจ้งที่ได้รับแสงแดดแบบเต็มที่ และสามารถปลูกในดินชนิดใดก็ได้ แต่ควรเติมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยผสมลงไปในดินก่อนปลูก ส่วนการรดน้ำก็ให้รดตามความจำเป็น เพราะพรรณไม้ชนิดนี้จะทนแล้งได้ดีกว่าแฉะ จึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวันจนน้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้ต้นเน่าตายได้ โดยสายพันธุ์ที่นิยมใช้ปลูกมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ Tall Mixture (เป็นพันธุ์ต้นสูง มีความสูงของพุ่มประมาณ 18 นิ้ว มีทั้งสีขาวและสีแดงอมม่วง) และพันธุ์ Buddy (พุ่มสูงเพียง 9 นิ้ว ดอกเป็นสีแดงอมม่วง เหมาะที่จะนำมาปลูกเป็นกลุ่มก้อนเพื่อประดับอาคารหรือปลูกเป็นพืชคลุมดิน)

ใบบานไม่รู้โรย ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบมีขนสีขาว เนื้อใบมีลักษณะนิ่ม ก้านใบสั้น ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร และมีขนสีขาว

ดอกบานไม่รู้โรย ออกดอกเป็นกระจุกทรงกลมบริเวณปลายกิ่ง มีดอกย่อยอัดกันแน่น แต่ละช่อดอกจะมีดอกย่อยประมาณ 2-3 ดอก ลักษณะของดอกเป็นรูปทรงกลมขนาดเท่าผลพุทรา ดอกเป็นสีขาว สีแดงแก่ สีม่วง หรือสีชมพูอ่อน (แต่จะใช้ดอกขาวมาเป็นยา เพราะสีขาวเป็นสีที่บริสุทธิ์ เมื่อนำมาทำยาแล้วจะไม่มีสีอะไรมาเจือปน) มีลักษณะแข็ง กลีบดอกมีขนาดเล็กเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ทั้งดอก ปลายกลีบแหลมคล้ายขนแข็ง ๆ และมีใบประดับหรือกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว มีอยู่ด้วยกัน 2 กลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร อีกทั้งกลีบดอกยังไม่หลุดร่วงได้ง่าย แม้ว่าดอกจะแก่หรือแห้งแล้วก็ตาม จึงเป็นที่มาของชื่อ “บานไม่รู้โรย”

[NPC5]
สรรพคุณของบานไม่รู้โรย
ทั้งต้นและรากมีรสเย็นขื่น นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้กษัย (ทั้งต้นและราก)
ดอกและต้นมีรสหวาน ขื่น ชุ่ม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอดและตับ ใช้เป็นยาแก้ตับร้อนหรือธาตุไฟเข้าตับ ช่วยแก้ตาเจ็บ ตามัว อันเนื่องจากธาตุไฟเข้าตับ (ต้น, ดอก)
ใช้แก้เด็กตัวร้อนตาเจ็บ ด้วยการใช้ดอกสดประมาณ 10-14 ดอกนำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้ผสมกับฟักเชื่อมแห้ง นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยา (ดอก)
ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้ลมขึ้นศีรษะ ทำให้เวียนศีรษะ ด้วยการใช้ดอก 10 กรัมและหญ้าแซ่ม้า 20 กรัมนำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ดอก)
ใช้แก้เด็กเป็นโรคลมชัก ด้วยการใช้ดอก 10 ดอกผสมกับตั๊กแตนแห้ง 7 ตัว (Oxya chinensis thumb.) นำมาตุ๋นเป็นยารับประทาน (ดอก)
ช่วยแก้อาการไอ (ทั้งต้นและราก, ดอก) แก้อาการไอเป็นเลือด เลือดออกตามทวารทั้งเก้า (ดอกและต้น, ทั้งห้าส่วน) แก้ไอกรน (ดอก)
ใช้แก้หืดหอบ ไอหืด ไอหอบ หลอดลมอักเสบ ด้วยการใช้ดอกแห้งประมาณ 10-15 กรัมนำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้ดอก 10 ดอกนำมาต้มผสมกับเหล้าเล็กน้อย ใช้ดื่มวันละ 3 ครั้ง หรือให้ใช้สารที่สกัดได้จากดอกทำเป็นยาฉีด โดยใช้ครั้งละ 0.3 ซีซี ถ้าหากมีเสมหะมากให้เพิ่มปริมาณได้อีกตามที่แพทย์สั่ง (ดอก)
ช่วยขับเสมหะ (ดอก)
ช่วยรักษาโรควัณโรคในปอด (ดอก)
ช่วยรักษาโรคบิด (ทั้งต้นและราก, ดอก) ช่วยแก้บิดมูก ให้ใช้ดอก 10 ดอกนำมาต้มกับน้ำผสมกับเหล้าเล็กน้อย ใช้ดื่มเป็นยา (ดอก)

สรรพคุณของมะปราง

มะปรางเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดและเป็นพืชพื้นถิ่นของภูมิภาคเอเชียตุวันออกเฉียงใต้ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในหลายๆประเทศในภูมิภาคนี้ โดยเชื่อกันว่าถิ่นกำเนิดของมะปรางอยู่ในประเทศ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย โดยมักพบได้ทั่วไปตามแหล่งต่างๆ สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะมีทั้งพันธุ์หวานและพันธุ์เปรี้ยว

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณมะปราง

มะปรางจัดเป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีทั้งพันธุ์เปรี้ยวและพันธุ์หวาน จึงมีการนำมาใช้รับประทานกันหลายๆรูปแบบ เช่น พันธุ์หวานใช้รับประทานเป็นผลไม้ที่ให้ความหวาน และอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ หรือนำมาแปรรูปเป็นของหวาน เช่น มะปรางเชื่อม มะปรางกวน ส่วนพันธุ์เปรี้ยวบางสายพันธุ์ (มะปริง หรือ มะปรางป่า ตะลิงปลิง) ใช้มาประกอบเป็นน้ำพริก หรือนำมาใส่ในแกงส้ม หรือในบางสายพันธุ์ก็นิยมนำมาดอง รับประทานเป็นต้น ส่วนเนื้อไม้ของมะปรางที่เป็นไม้เนื้อแข็งจึงมีการนำมาใช้ทำเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนหรือเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการปลูกมะปรางเพื่อให้ร่มเงาตามบริเวณบ้านอีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของมะปรางนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ราก ให้รสจืดเย็น ใช้แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้กลับ ถอนพิษสำแดง ใบ รสจืด ใช้เป็นยาพอกแก้ปวดศีรษะ ผล รสเปรี้ยวอมหวาน ใช้ฟอกโลหิต ช่วยแก้น้ำลายเหนียว กัดเสมหะในลำคอ แก้เสมหะ แก้เสลดหางวัว น้ำจากต้น ใช้เป็นยาอมกลั้วคอ แก้ไอ แก้เสมหะ

ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุถึงสรรพคุณของมะปรางว่าสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยบำรุงฟัน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและช่วยบำรุงสายตาได้

ลักษณะทั่วไปมะปราง

มะปรางจัดเป็นไม้ผลยืนต้นมีลักษณะทรงพุ่มค่อนข้างเป็นทรงกระบอกแหลม เนื่องจากแตกกิ่งในระดับต่ำและมีทรงพุ่มค่อนข้างทึบ เพราะจำนวนกิ่งมาก โดยเฉพาะกิ่งแขนงที่แตกออกจากกิ่งหลัก และในแต่ละกิ่งจะมีใบติดตลอดจนถึงเรือนยอด ลำต้นมีความสูง 15-30 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีเทาดำมียาง ส่วนเนื้อไม้จัดเป็นไม้เนื้อแข็ง ออกสีเหลืองส้มหรือเหลืองแดง

สล็อต

ใบออกเป็นใบเดี่ยว โดยแทงออกจากิ่งย่อยในลักษณะตรงกันข้ามเป็นคู่ๆ ออกดกหนาทึบไม่ผลัดใบและสามารถแตกใบใหม่ได้ตลอดปี ใบมีลักษณะคล้ายในมะม่วงแต่มีขนาดเล็กกว่า เนื้อใบเหนียว ขอบใบเรียบ ใบกว้างประมาณ 3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 14 เซนติเมตร ใบอ่อนมีสีม่วงแดง มองเห็นเส้นใบ ใบแก่มีสีเขียวเข้มเป็นมัน

ดอกออกเป็นช่อ บริเวณปลายกิ่งแขนง ช่อดอกยาว 8-15 เซนติเมตร เป็นดอกสมบูรณ์เพศ โดยใน 1 ช่อดอกจะมีดอกย่อยเล็กๆหลายช่อ ดอกมีสีเหลือง มีจำนวน 4 กลีบ ส่วนกลีบเลี้ยงมีสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวอมเหลือง

ผลมีลักษณะเป็นรูปวงรีหรือรูปไข่ ปลายผลเรียวเล็กน้อย เปลือกผลเรียบ เกลี้ยง เป็นมัน ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อนและเปลี่ยนเป็นสีเขียวแก่ และเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีเหลืองทอง สีเหลืองอมส้มหรืออมส้มเข้ม เนื้อหนาหรือบางมีรสหวาน รสหวานอมเปรี้ยว รสเปรี้ยว แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ เช่นเดียวกันกับขนาดของผล

เมล็ดมี 1 เมล็ด ลักษณะเมล็ดค่อนข้างแบนยาวรีตามลักษณะทรงผล เปลือกหุ้มเมล็ดมีเส้นใยปกคลุมหนาแข็ง สีน้ำตาลอมเหลือง (ที่เรียกว่ากะลาเมล็ด) ด้านในเมล็ดเป็นเนื้อมีสีชมพูอมม่วง มีรสขม และฝาด

การขยายพันธุ์มะปราง

มะปรางสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การตอนกิ่ง การเพาะเมล็ด การทาบกิ่งและการติดตา เป็นต้น แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การเพาะเมล็ดเอาต้นพันธุ์แล้วทาบกิ่ง เนื่องจากเพาะง่าย รวดเร็ว และสะดวก ทำให้ได้จำนวนต้นพันธุ์จำนวนมาก ส่วนต้นพันธุ์ที่ได้ก็จะเหมือนต้นแม่พันธุ์ โดยต้นพันธุ์ที่พร้อมสำหรับย้ายปลูกควรมีอายุ 2-3 เดือน

สำหรับการนำต้นพันธุ์ลงปลูก ควรปลูกในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม-กันยายน โดยต้องเว้นระยะปลูกที่ 4-8 x 4-8 เมตร เมื่อปลูกเสร็จควรนำกิ่งไม้ไผ่เสียบข้างลำต้น และมัดด้วยเชือกฟางหลวมๆ เพื่อค้ำยันด้วย

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษา องค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของมะปรางพบว่ามีสารสำคัญๆตามส่วนต่างๆดังนี้ ในเมล็ดพบสาร ellagic acid anthocganin และ gallicacid ในเปลือกต้นพบ santonin ในเนื้อผลพบ β-carotene และ ascorbic acid เป็นต้น นอกจากนี้ผลสุกของมะปรางยังมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของผลสุกมะปราง (100 กรัม)

พลังงาน 47 กิโลแคลอรีลูกมะปราง
โปรตีน 0.4 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 11.3 กรัม
เส้นใย 1.5 กรัม
วิตามินบี 1 0.11 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.5 มิลลิกรัม
วิตามินซี 100 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 9 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.3 มิลลิกรัม
เบตาแครอทีน 230 ไมโครกรัม

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ฟอกโลหิต แก้น้ำลายเหนียว กัดเสมหะในลำคอ แก้เสมหะ แก้เสลดหางวัวโดยนำผลสุกของมะปรางมารับประทานสด
ใช้แก้ไข้ตัวร้อน แก้อาการไข้กลับ ถอนพิษสำแดง โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม
ใช้แก้ปวดศีรษะโดยใช้ใบมาตำให้ละเอียดแล้วจำมาพอกแล้วพันด้วยผ้าตามบริเวณที่ปวดศีรษะ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งปอด มีการศึกษาวิจัยสารสกัดของเมล็ดมะปรางที่สกัดด้วย คลอโรฟอร์ม อะซิโตไนไตร เอทานอล และน้ำ โดยนำมาทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งปอดที่ไวและดื้อต่อยาดอกโซรูบิซิน พบว่าสารสกัดเมล็ดมะปรางทั้ง 4 ส่วนสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง K562, K562/ adr, GLC4 และ GLC4/adr ได้ โดยสารสกัดเมล็ดมะปรางที่สกัดด้วยเอทานอลออกฤทธิ์ดีที่สุด และมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการเจริญของเซลล์ 50% (IC50) ต่อเชื้อ K562, K562/ adr, GLC4 และ GLC4/adr เท่ากับ 8.9 ± 2.6, 5.8 ± 2.2, 10.9 ± 2.2 และ 6.9 ± 1.0 มคก./มล. ตามลำดับ โดยฤทธิ์ดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการชักนำการตายของเซลล์แบบอะพอพโตซิส

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผู้ที่แพ้ยางของมะม่วงควรระมัดระวังการสัมผัสน้ำยางของมะปรางด้วย เพราะเป็นพืชในวงศ์เดียวกัน
การรับประทานมะปรางมากเกินไปอาจทำให้มีอาการท้องเสีย ท้องเดิน ได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานแต่พอดี
ในการใช้มะปรางเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ตามตำรายาต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้เชียวเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดี ตามที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นประจำ ก่อนจะใช้มะปรางเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

รามใหญ่เป็นอย่างไร

รามใหญ่เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนบริเวณทวีปอเมริกาใต้ แต่อีกข้อมูลหนึ่งระบุว่ามีเขตการกระจายพันธุ์ในทวีปเอเชีย เช่น ในอินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และนิวกินี สำหรับในประเทศไทยมักพบมากทางภาคใต้ในบริเวณ ป่าชายเลน ป่าเบญจพรรณ ริมชายฝั่งทะเล หรือป่าดิบบนภูเขา ที่มีระดับความสูงไม่เกิน 500 เมตร จากระดับน้ำทะเล

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณรามใหญ่

มีการใช้ประโยชน์จากรามใหญ่โดยใช้ยอดอ่อนรับประทานเป็นผักแกล้มกับน้ำพริก สำหรับสรรพคุณทางยาของรามใหญ่นั้น ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ผล มีรสร้อน ฝาด สุขุม มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้ซาง แก้ท้องเสีย แก้ธาตุพิการ ราก มีรสเฝื่อนเมา เปรี้ยวเล็กน้อย มีสรรคุณแก้ท้องเสีย แก้กามโรค แก้โรคหนองใน แก้ลมเป็นพิษ

ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ถอนพิษงู ใบ มีรสเฝื่อนร้อน ใช้แก้ไอ แก้ลม แก้ตับพิการ บำรุงธาตุ แก้ปอดพิการ ดอก มีรสเฝื่อนขมเมา ฆ่าเชื้อโรค เปลือกต้น มีรสเฝื่อนเมา ใช้แก้ไข้ หรือใช้บำรุงผสมกับสมุนไพรอื่น แก้โรคเรื้อน ฆ่าพยาธิผิวหนัง

ลักษณะทั่วไปรามใหญ่

รามใหญ่จัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก โดยทั่วไปจะสูง 1-4 เมตร (แต่ในบางต้นอาจสูงได้ถึง 10 เมตร) ลำต้นตั้งตรงเปลือกลำต้นสีน้ำตาลอมเทา แตกกิ่งก้านสาขาไปรอบๆต้นจำนวนมาก ลักษณะกิ่งก้านกลม สีน้ำตาลอมเทา ส่วนกิ่งอ่อนมีสีน้ำตาลแดง ใบออกหนาแน่นบริเวณยอกและปลายกิ่ง โดยจะออกเป็นใบเดี่ยว แบบเรียงสลับ ลักษณะเป็นรูปใบหอก หรือรูปรีแกมขอบขนาน ปลายเป็นติ่งแหลมหรือกลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ กว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร สีเขียวเมื่อใบแก่ เนื้อใบหนาเป็นมัน หลังใบและท้องใบเรียบเกลี้ยง

สล็อต

ดอกออกจากซอกใบ และปลายกิ่ง เป็นแบบช่อเชิงลดในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยช่อละ 4-8 ดอก โดยกลีบดอกมีสีขาวแกมชมพู ส่วนก้านดอกย่อยยาว 8-15 มิลลิเมตร เป็นที่โคนเป็นหลอดสั้นๆติดกันเป็น 5 แฉก แต่ละแฉกรูปใบหอก ปลายกลีบดอกแหลม กลีบเลี้ยงสีเขียว โคนเชื่อมติดกัน ผลมีเป็นรูปทรงกลมแป้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร ผิวเรียบ

ปลายผลมีติ่งแหลมสั้นๆ เนื้อผลนุ่ม ผลอ่อนเป็นสีเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดง และเมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำคล้ายสีของมะเกี๋ยง ในผลมีเมล็ดมี 1 เมล็ดลักษณะกลมแข็ง

การขยายพันธุ์รามใหญ่

รามใหญ่สามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ดและการตอนกิ่ง โดยเป็นพืชที่ขอบดินร่วนปนทราย และเป็นพืชที่ชอบแสงแดดแบบเต็มวันรวมถึงยังชอบความชื้นปานกลาง สำหรับวิธีการขยายพันธุ์รามใหญ่นั้น สามารถทำได้เช่นเดียวกับการใช้เมล็ดและการตอนกิ่งไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่มอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของรามใหญ่พบสาระสำคัญดังนี้ Bauerenol , α-amyrin , β-amyrin , Bergenin , syringic acid , quercetin , stillbene และ Isorhamnetin เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไข้ แก้ธาตุพิการ แก้ท้องเสีย แก้ตานซาง ตานขโมย โดยใช้ผลแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ปอดพิการ ตับพิการ บำรุงธาตุ แก้ไอ แก้ลม โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไอ แก้ท้องเสีย แก้หนองใน แก้กามโรค โดยใช้รากแห้งต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ลมพิษ ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้พิษงู โดยใช้รากมาตำกับสุราคั้นเอาน้ำรับประทานแล้วใช้กากปิดแผลที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อยหรืองูกัด

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของรามใหญ่พบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและยีสต์ ฤทธิ์ต้านอาการท้องร่วง เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาด้านพิษวิทยา ของรามใหญ่โดยการทดสอบพิษเฉียบพลันในหนู mice โดยการให้สารสกัดจากผลสุกของพิลังกาลาในความเข้มข้น10 g/kg ทางปากและฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด

ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่ง โดยมีการทดสอบพิษเฉียบพลันในหนูถีบจักรโดยกรอกสารสกัด จากผลของรามใหญ่สองครั้งๆละ 2.5 ก./กก. พบว่าไม่ก่อให้เกิดอาการผิดปกติใดๆและไม่ทำให้หนูเสียชีวิต ส่วนผลการศึกษาพิษกึ่งเรื้อรังในหนูแรทพันธุ์วิสตาร์ จำนวน 100 ตัว แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มๆ ละ 20 ตัว (เพศละ 15 ตัว) โดยกลุ่มควบคุมสองกลุ่มได้รับน้ำกลั่นและสารละลายทรากาคานต์ ส่วนกลุ่มทดลอง 3 กลุ่มได้รับสารสกัดรามใหญ่ขนาด 20 200 และ 2000 มก./กก./วัน ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 90 วัน พบว่า สารสกัดรามใหญ่ไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว สุขภาพ

น้ำหนักอวัยวะสัมพัทธ์ และค่าทางเคมีคลินิกแต่อย่างใด และการตรวจค่าทางโลหิตวิทยาพบว่า หนูเพศผู้กลุ่มที่ได้รับสารสกัดขนาด 200 มก./กก./ วัน มีค่า MCHC สูงกว่ากลุ่มควบคุมด้วยน้ำอย่างมีนัยสำคัญแต่ไม่สัมพันธ์กับขนาดที่ได้รับ และกลุ่มที่ได้รับสารสกัดขนาด 2000 มก./กก./วัน มีเซลล์นิวโทรฟิลลดลง แต่เซลล์อิโอสิโนฟิล เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมด้วยน้ำแต่ยังคงอยู่ในช่วงค่าปกติของหนูแรท

jumboslot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้รามใหญ่เป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ความระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยการใช้ในขนาดที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็กสตรีมีครรภ์ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้รามใหญ่เป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นรามใหญ่ มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ จัดเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 1.5-3 เมตร แตกกิ่งก้านสาขารอบ ๆ ต้นมาก เปลือกลำต้นและกิ่งเรียบเกลี้ยงเป็นสีน้ำตาลอมเทา กิ่งอ่อนมนกลมหรือเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย เป็นสีน้ำตาลอมแดง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง ชอบความชื้นปานกลางและแสงแดดแบบเต็มวัน มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย ศรีลังกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบได้ทางภาคใต้ มักขึ้นกระจายตามชายฝั่งทะเล ริมแม่น้ำ แนวหลังป่าชายเลน ขึ้นแทรกอยู่ตามป่าเบญจพรรณ หรือป่าดิบบนภูเขาหินทราย ที่ระดับความสูงไม่เกิน 500 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ใบรามใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ลักษณะของใบเป็นรูปรี รูปรีแกมขอบขนาน หรือรูปใบหอกถึงรูปไข่กลับ ปลายใบกลมทื่อถึงเป็นติ่งแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม ส่วนขอบใบเรียบ มีจุดเล็ก ๆ สีเขียวอ่อนแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อใบแก่ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง นุ่ม และอวบน้ำ หลังใบและท้องใบเรียบเกลี้ยง มีจุดโปร่งแสงสีเขียวคล้ำกระจายทั่วแผ่นใบ หลังใบด้านบนเป็นสีเขียวคล้ำ ส่วนท้องใบด้านล่างเป็นสีเขียวนวล เส้นใบเป็นแบบร่างแหขนนก เส้นใบมองเห็นไม่ค่อยชัดเจน ก้านใบสั้นเป็นสีแดง

slot

ดอกรามใหญ่ ออกดอกเป็นช่อเชิงลดรูปบพัดคล้ายซี่ร่ม โดยจะออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อจะมีดอกประมาณ 5-8 ดอก ก้านช่อดอกยาวประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร ก้านดอกเรียว ดอกตูมเป็นรูปทรงกรวย เมื่อดอกบานจะเป็นรูปวงล้อสีชมพูอ่อน มีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกเรียงบิดเวียน ปลายกลีบเรียวแหลม มีจุดต่อมโปร่งแสงสีม่วง ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียว โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก รูปไข่กว้างถึงรูปมนกลม

ผลรามใหญ่ ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือกลมแป้น ผิวผลเรียบ ปลายผลมีติ่งแหลมสั้น เนื้อในผลนุ่ม ผลอ่อนเป็นสีเขียว สีแดงเรื่อ เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลมแข็ง ออกดอกและผลในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน

ใบมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ
ผลใช้เป็นยาแก้ธาตุพิการ
ผลมีรสร้อน ฝาด สุขุม มีสรรพคุณเป็นยาแก้ซาง แก้ตานขโมย
ผลมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้
ช่วยแก้อาการไอ
ใช้เป็นยาแก้ลม
ผลใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย
ดอกใช้เป็นยาแก้พยาธิ
รากมีรสเฝื่อนเมา เปรี้ยวเล็กน้อย ใช้เป็นยาแก้กามโรคและหนองใน
ใบมีรสเฝื่อนร้อน ใช้เป็นยาแก้ตับพิการ ปอดพิการ

สรรพคุณของหญ้าฝรั่น

ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของหญ้าฝรั่นนั้นเชื่อกันว่าอยู่ในแถบเอเชียไมเนอร์ และแถบทะเลเมติเตอเรเนียน โดยเป็นพืชที่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการมาช้านานตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน จากนั้นจึงมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ในปัจจุบันมีการปลูกหญ้าฝรั่นสำหรับการค้าขายเชิงพาณิชย์กันมากในประเทศ อิหร่าน อินเดีย สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส และเยอรมัน

เครดิตฟรี

ส่วนในประเทศไทยยังไม่สามารถปลูกหญ้าฝรั่นได้ เพราะสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของหญ้าฝรั่น

ประโยชน์และสรรพคุณหญ้าฝรั่น

ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ของหญ้าฝรั่นนั้นคือเกสรตัวเมีย ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นเครื่องเทศ/สมุนไพรที่มีราคาแพงเพราะมีราคา ซื้อ-ขาว ที่อยู่ระหว่า 37,400-374,000 บาท/กก. (ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัตถุดิบ) เนื่องจากใน 1 ดอกจะมีเกสรตัวเมียเพียง 3 เส้น และกว่าจะได้เกสรตัวเมียหรือหญ้าฝรั่นประมาณหนึ่งปอนด์ (ประมาณ 0.45 กก.) จะต้องใช้ดอกหญ้าฝรั่นถึง 75,000 ดอก หรือต้องใช้เกสรตัวเมียจำนวน 225,000 อันเลยทีเดียว ส่วนในการนำมาใช้ประโยชน์นั้นมีการนำมาใช้เป็นเครื่องเทศในอาหารเปอร์เซีย อาหรับ และยุโรป

โดยใส่ในข้าวปรุงรสหรืออาหารจากต่างประเทศด้วยการนำมาชงด้วยน้ำร้อนแล้วกรองเอาแต่น้ำ หรือนำมาบดให้ละเอียดจากนั้นลงในอาหารหรือนำไปใส่เป็นเส้นๆ เช่น ซุปทะเลรวมมิตรแบบฝรั่งเศส ข้าว Risotto Milanese ของ อิตาเลียน หรือข้าวปลาฬ Pilaf Rice ของอินเดีย และข้าวปาเอญ่า Paella ของสเปน

สำหรับสรรพคุณทางยาของหญ้าฝรั่นนั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า หญ้าฝรั่นมีรสเผ็ดและขมอมหวาน ใช้แก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ ชูกำลัง ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ไอ ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อในคนออกหัด ขับระดูในสตรี แก้ซางในเด็ก แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้เป็นตัวยาในตำรับยาต่างๆ และใช้ทำเป็นน้ำกระสายยา

สล็อต

ลักษณะทั่วไปหญ้าฝรั่น

หญ้าฝรั่นจัดเป็นพืชล้มลุกมีอายุหลายปี มีลำต้นจริงอยู่ใต้ดินคล้ายกระเทียมหรือหอมแดง ลักษณะกลมสีน้ำตาลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร และมีเส้นใยหุ้มหัวอยู่หนาแน่น ส่วนลำต้นเทียมจะโผล่ออกมาจากดินลักษณะเป็นกาบใบหุ้มซ้อนกันขึ้นมาและมีความสูงประมาณ 10-30 เซนติเมตร ใบมีลักษณะแคบยาวเรียวแหมยาวได้ถึง 40 เซนติเมตร

โดยใบเป็นสีเขียวซึ่งใบบริเวณโคนต้องจะแผ่กว้างลงดินส่วนในอ่อนจะชูตั้งขึ้น ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวโดย 1 ต้นจะมีดอก 1 ดอกซึ่งก้านดอกจะแทงออกมาจากหัวใต้ดิน ส่วนลักษณะของดอกจะเป็นสีม่วงกลีบดอกลักษณะเรียวยาว รูปไข่ปลายกลีบมน และมีเกสรตัวเมียสีแดงยาวโผล่พ้นเหนือดอก สำหรับดอกหญ้าฝรั่นจะสามารถอยู่ได้นานประมาณ 2-3 สัปดาห์

การขยายพันธุ์หญ้าฝรั่น

หญ้าฝรั่นสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้หัวปลูกโดยในอิตาลี จะปลูกโดยการฝั่งหัวลึก 15 ซม. แล้วเว้นระยะห่างแต่ละแถวประมาณ 2-3 ซม. ส่วนในพื้นที่อื่นจะปลูกในความลึกและระยะห่างที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและภูมิประเทศ ทั้งนี้หญ้าฝรั่นจะเจริญเติบโตได้ดีในที่เชิงเขาหรือที่ราบที่เอียงเข้าหาแสงแดดที่มีอากาศหนาวจัดและกึ่งแห้งแล้ง

โดยสามารถทนความเย็นได้ถึง -10°C นอกจากนี้ยังชอบดินที่มีความร่วนซุยอุ้มน้ำได้ดีและดินเหนียวปนหินปูนที่มีสารอินทรีย์สูง

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของเกสรหญ้าฝรั่นที่ถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรพบว่ามีสารสำคัญ ดังนี้

สารกลุ่ม monoterpene aldehyde เช่น picrocrocin,safranal สารกลุ่ม carotenoid เช่น Crocin,crocetin ,β-carotene ,lycopene ,zeaxanthin และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ เช่น kaempherol

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลในส่วนที่รับประทานได้ของหญ้าฝรั่นระบุว่ามีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

สล็อตออนไลน์

คุณค่าทางโภชนาการของหญ้าฝรั่น ส่วนที่รับประทานได้ (100 กรัม)

พลังงาน 310 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 65.37 กรัม
ใยอาหาร 3.9 กรัม
ไขมัน 5.85 กรัม
โปรตีน 11.43 กรัม
วิตามินA 530 หน่วยสากล
วิตามินบB1 0.115 มิลลิกรัม
วิตามินB2 0.267 มิลลิกรัม
วิตามินB3 1.46 มิลลิกรัม
วิตามินB6 1.01 มิลลิกรัม
วิตามินB9 93 ไมโครกรัม
วิตามินC 80.8 มิลลิกรัม
แคลเซียม 111 มิลลิกรัม
เหล็ก 11.1 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 264 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 252 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 1,724 มิลลิกรัม
โซเดียม 148 มิลลิกรัม
สังกะสี 1.09 มิลลิกรัม
ซีลีเนียม 5.6 ไมโครกรัม

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ในการใช้หญ้าฝรั่นสำหรับบำบัดรักษาโรคตามสรรพคุณในตำรายาไทย หากใช้เป็นยาเดี่ยวจะใช้ชงกับน้ำร้อนหรือต้มน้ำดื่ม แต่โดยมากแล้วจะนำไปใช้เข้าเครื่องยาอื่นๆ เพื่อใช้รักษาอาการต่างๆตามสรรพคุณมากกว่า

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดความดันโลหิต มีการศึกษาผลของสารสกัดน้ำจากหญ้าฝรั่น และสารสำคัญสองชนิดในหญ้าฝรั่น ได้แก่ crocin และ safranal ต่อความดันโลหิต โดยทำการทดลองในหนูแรทสองกลุ่ม หนูกลุ่มแรกมีความดันโลหิตเป็นปกติ และหนูกลุ่มที่สองเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงด้วยการฉีด desoxycorticosterone acetate ให้สารสกัดหญ้าฝรั่นแก่หนูแรททั้งสองกลุ่มโดยการสอดท่อเข้าเส้นเลือดดำใหญ่ที่คอด้านขวา (right jugular vein) แล้วทำการวัดความดันโลหิตโดยสอดท่อเข้าเส้นเลือดแดงใหญ่ที่คอด้านซ้าย (left carotid artery)และ วัดค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดแดง วัดค่าเฉลี่ยความดันโลหิตของหลอดเลือดแดง (mean arterial blood pressure, MABP) และอัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate, HR) ก่อนให้สารสกัดหญ้าฝรั่นเพื่อเป็นค่าควบคุม ให้สาร crocin 50, 100 และ 200 มก./กก. safranal 0.25, 0.5 และ 1 มก./กก. สารสกัดน้ำจากหญ้าฝรั่น 2.5, 5 และ 10 มก./กก. การให้สารสกัดแต่ละครั้งให้ห่างกันครั้งละประมาณ 10 นาที เพื่อรอให้ค่า MABP หลังจากให้สารสกัดแต่ละครั้งกลับมาสู่ภาวะปกติ

ผลจากการทดลองพบว่าสารสกัดหญ้าฝรั่นทั้งสามชนิดมีผลลดค่า MABP ในหนูทั้งสองกลุ่มขึ้นกับปริมาณที่ให้ (dose-dependent manner) โดยสารสกัดน้ำจากหญ้าฝรั่น 10 มก./กก. ทำให้ค่า MABP ลดลง 60±8.7 มม.ปรอท, safranal 1 มก./กก. ลดลง 50±5.2 มม.ปรอท และ crocin 200 มก./กก. ลดลง 51±3.8 มม.ปรอท จากการทดลองสามารถสรุปได้ว่าสารสกัดหญ้าฝรั่นมีฤทธิ์ลดความดันโลหิต (hypotensive) โดยสารสกัด safranal มีบทบาทในการลดความดันโลหิตมากกว่า Crocin

slot

ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดและระดับไขมันในเลือด มีการศึกษาฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือดของสาร crocin ในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานชนิดที่สอง (ชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน) ด้วย streptozotocin (STZ) โดยในการทดลองจะแบ่งหนูทดลองออกเป็น 5 กลุ่ม เหนี่ยวนำให้หนูเป็นเบาหวานโดยการฉีด STZ (90 mg/kg) 3 กลุ่ม และเป็นหนูปกติที่ไม่ถูกฉีดด้วย STZ 2 กลุ่ม และฉีดสาร crocin เข้าทางช่องท้องแก่หนูกลุ่มที่เป็นเบาหวาน 2 กลุ่ม ความเข้มข้น 50 และ 100 mg/kg ตามลำดับ และหนูกลุ่มปกติ 1 กลุ่ม ส่วนหนูปกติ และหนูที่เป็นเบาหวานที่เหลือไม่ได้รับสาร croton หลังจากนั้น 5 เดือน ประเมินความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาล (โดยวัดระดับน้ำตาลในเลือด สารพิษที่เกิดจากขบวนการไกลเคชั่น (advanced glycation end products [AGEs]) และน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (Hemoglobin A1C [HbA1c]) ประเมินภาวะดื้ออินซูลิน (โดยวัดค่า fasting serum insulin และ homeostasis model assessment for insulin resistance [HOMA-IR] index) และภาวะของไต (โดยวัดระดับไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ) พบว่าหนูกลุ่มเบาหวานกลุ่มที่ได้รับสาร croton มีค่าระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือด, AGEs, HbA1c, fasting insulin, HOMA-IR และระดับไมโครอัลบูมินในปัสสาวะลดลง เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มที่เป็นเบาหวานที่ไม่ได้รับ crocin นอกจากนี้ หนูกลุ่มที่ได้รับ crocin ยังมีระดับ คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และ LDL ลดลง ส่วน HDL เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าสาร crocin มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มความไว

ฤทธิ์ปกป้องสมอง มีการศึกษาฤทธิ์ปกป้องสมองของสาร safranal จากหญ้าฝรั่น (Crocus sativas ) ในหนูแรท โดยแบ่งหนูออกเป็น 5 กลุ่ม (กลุ่มละ 7 ตัว) กลุ่มที่ 1 ฉีดน้ำเกลือเข้าทางช่องท้องขนาด 10 มล./กก. จากนั้น 30 นาที ฉีดน้ำเกลือขนาด 1 มคก. เข้าทางสมองส่วน hippocampus (กลุ่มควบคุม) กลุ่มที่ 2 ฉีดน้ำเกลือเข้าทางช่องท้องขนาด 10 มล./กก. จากนั้น 30 นาที ฉีดสาร quinolinic acid (QA) ขนาด 300 นาโนโมล/ลิตร เข้าทางสมองส่วน hippocampus เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดความเป็นพิษต่อสมอง กลุ่มที่ 3 – 5 ฉีดสาร safranal เข้าทางช่องท้องขนาด 72.75, 145.5 และ 291 มก./กก ตามลำดับ จากนั้น 30 นาที ฉีดสาร quinolinic acid ขนาด 300 นาโนโมล/ลิตร เข้าทางสมองส่วน hippocampus จากนั้น 24 ชั่วโมง ทำการชำแหละซากและแยกเก็บสมองส่วน hippocampus เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงการเกิดกระบวนการต้านอนุมูลอิสระ และความเสียหายของดีเอ็นเอ ด้วยวิธี ferric reducing/antioxidant power (FRAP) assay และ comet assay วิเคราะห์หาค่า total sulfhydryl (thiol) groups ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหนึ่งถึงการเกิดกระบวนการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี Ellman method และวิเคราะห์ตัวชี้วัดถึงการเกิดอนุมูลอิสระได้แก่ thiobarbituric acid reactive substance (TBARS) โดยการวัดค่าการเกิดปฏิกิริยา lipid peroxidation (วัดระดับ malondialdehyde; MDA) ผลจากการทดลองพบว่า หนูที่ได้รับการฉีดสาร safranal จากหญ้าฝรั่นก่อนเหนี่ยวนำให้เกิดความเป็นพิษต่อสมองด้วย QA ทุกขนาดมีผลกระตุ้นให้เกิดกระบวนการต้านอนุมูลอิสระ โดยมีผลเพิ่มค่า FRAP value, total thiol concentration และลดค่าความเสียหายของดีเอ็นเอ และระดับของ MDA ลง เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มที่ฉีดน้ำเกลือก่อนเหนี่ยวนำให้เกิดความเป็นพิษต่อสมองด้วย QA

ฤทธิ์ต้านความวิตกกังวล และทำให้นอนหลับ มีการศึกษาฤทธิ์ต้านความวิตกกังวล และทำให้นอนหลับของสารสกัดน้ำ สาร crocin และ safranal ที่แยกได้จากหญ้าฝรั่นในหนูเม้าส์ โดยฉีดสารสกัดน้ำ ขนาด 56, 80, 320 และ 560 มก./กก. สาร crocin ขนาด 50, 200 และ 600 มก./กก. และสาร safranal ขนาด 0.05, 0.15 และ 0.35 มล./กก. เข้าทางช่องท้องของหนู เปรียบเทียบกับยา diazepam ขนาด 3 มก./กก. เมื่อทดสอบฤทธิ์ต้านความวิตกกังวลด้วยวิธี Elevated plus maze พบว่าสารสกัดน้ำ ขนาด 56 และ 80 มก./กก. สาร safranal ขนาด 0.15 และ 0.35 มล./กก. และยา diazepam จะให้ผลในการต้านวิตกกังวลในหนู โดย diazepam จะให้ผลดีที่สุด ขณะที่ crocin ไม่มีผล ในการทดสอบการนอนหลับ พบว่าสารสกัดน้ำที่ขนาดสูง 560 มก./กก. สาร safranal ทุกขนาด และ diazepam จะทำให้ระยะเวลาในการนอนหลับของหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้นอนหลับด้วย sodium pentobarbital เพิ่มขึ้น ขณะที่ crocin ไม่มีผล นอกจากนี้สารสกัดน้ำ และ diazepam ยังมีผลลดการทรงตัว (motor coordination) และการเคลื่อนไหว (locomotor) ของหนู เมื่อทดสอบด้วยวิธี Rotarod และ Open field และสาร safranal ที่ขนาด 0.05 และ 1.5 มล./กก. มีผลลดบางการเคลื่อนไหวของหนูได้เช่นกัน แต่ไม่มีผลต่อการทรงตัว ขณะที่ crocin ไม่มีผลทั้งต่อการทรงตัวและการเคลื่อนไหว แสดงว่าสารสกัดน้ำ และ safranal จากหญ้าฝรั่นมีผลต้านความวิตกกังวล และทำให้นอนหลับได้

ประโยชน์ของเฉียงพร้านางแอ

เชื่อกันว่าเฉียงพร้านางแอมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนของทวีปแอฟริกาบริเวณเกาะมาดากัสการ์แล้วจึงมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนใกล้เคียง เช่นภูมิภาค เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบันสามารถพบได้ในเขตร้อนของโลกในหลายๆทวีป ส่วนในทวีปเอเชีย สามารถพบได้ในอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1800 เมตร บริเวณ ป่าเบญจพรรณป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และตามป่าพรุน้ำจืด

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณเฉียงพร้านางแอ

เฉียงพร้านางแอถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ผลสุกมีรสเปรี้ยวอมหวานใช้รับประทานเล่นได้ ส่วนเนื้อไม้มีความคงทนแข็งแรงและมีลวดลายไม้ส่วยงาม สามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในบ้านเรือนรวมถึงเครื่องมือทางการเกษตรก็ได้

นอกจากนี้ยังสามารถนำต้นเฉียงพร้านางแอมาปลูกเพื่อให้ร่มเงาได้ เพราะมีทรงพุ่มทึบและกว้าง และดอกยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆอีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของเฉียงพร้านางแอนั้น ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า เปลือกต้นรสฝาดเย็น ใช้แก้โลหิตปิดธาตุ แก้ไข้ ขับเสมหะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้บิด สมานแผล แก้พิษผิดสำแดง ต้น บำรุงร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร แก้ไข้

ส่วนในตำรายาพื้นบ้านอีสานใช้ ลำต้น บำรุงร่างกาย ช่วยเจริญอาหาร แก้ไข้ แก้ผิดสำแดง เปลือกต้น รักษาไข้ตัวร้อน แก่น ช่วยขับลม ระบายความร้อน

ลักษณะทั่วไปเฉียงพร้านางแอ

เฉียงพร้านางแอ จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ สูง 25-30 เมตร เรือนยอดทึบทรงพุ่มมีขนาด 6-8 เมตร รูปกรวยกว้าง ลำต้นตั้งตรง ผิวเรียบ เปลือกสีน้ำตาลอมแดงถึงน้ำตาลอมเทา มีรูอาการมาก หรือในบางต้นอาจพบเปลือกหนาแตกเป็นร่องลึกตามยาว และอาจพบลักษณะคล้ายรากค้ำจุนแบบ prop root เป็นเส้นยาว หรึอออกเป็นกระจุกตามลำต้นและโคนต้น ใบ ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง 3-6 ซม.และยาว 5-14 ซม. โคนใบสอบเรียว ปลายใบมนมีติ่งเล็ก ขอบใบเรียบ เป็นคลื่น แผ่นใบเกลี้ยง หนาและเหนียว

สล็อต

หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างสีเขียวอมเหลือง มีจุดสีเข้มกระจาย มีก้านใบยาว 0.4-1 ซม. ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกแยกแขนง โดยจะออกบริเวณตามซอกใบปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมากขนาดเล็ก มักเรียงตัวแน่นเป็นช่อลมประมาณ 3-6 ดอก แต่ไม่มีก้านดอกย่อย กลีบดอกมี 5 กลีบ ซึ่งแต่ละกลีบมีขนาดเล็ก รูปร่างเป็นแผ่นกลม

สีเขียวอมเหลืองมีเกสรเพศผู้ 10-16 อัน ส่วนกลีบเลี้ยง มี 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูประฆังปลายแยก 5-8 แฉก ผล เป็นผลสดแบบมีเนื้อ ลักษณะกลมแป้น มีขนาดเล็กโดยจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5-1 ซม.และออกเป็น กระจุก มีกลีบเลี้ยงด้านบน คล้ายมงกุฎ ผิวผลเป็นมันสีเขียว เมื่อสุกมีสีแดงอมส้ม เมล็ดมี 1 เมล็ด เป็นรูปไต สีน้ำตาลเข้มหรือดำ

เฉียงพร้านางแอ

การขยายพันธุ์เฉียงพร้านางแอ

เฉียงพร้านางแอ สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด โดยส่วนมากแล้วในปัจจุบันการขยายพันธุ์ของเฉียงพร้านางแอ จะเป็นการขยายพันธุทางธรรมชาติมากกว่าการถูกนำมาปลูกเพื่อใช้ประโยชน์หรือเพื่อการค้าขายเชิงพาณิชย์ เมื่อต้องการจะใช้ประโยชน์จากเฉียงพร้านางแอก็จะเป็นการไปเก็บมาใช้จากธรรมชาติเสียมากกว่า แต่หากต้องการจะปลูกเฉียงพร้านางแอก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับวิธีการขยายพันธุ์ (การเพาะเมล็ด) ไม้ยืนต้นทั่วไป ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

สล็อตออนไลน์


มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของเฉียงพร้านางแอพบว่ามีสารสำคัญหลายชนิดในส่วนต่างๆ เช่น ในเปลือกรากพบสารกลุ่ม Ditepene เช่น Sterviol , ent-kaur-lb-en13-hydroxy-19-21 ในใบพบสารกลุ่ม Tritepenoid เช่น αและ β amyrin, taraxerol , lupcol , betulin, ursolic acid , gymnorhizol สารกลุ่ม β – sitosterol , stigmasterol , campesterol ในเปลือกต้นพบสารกลุ่ม Alkaloid เช่น cassipoureamide A และ B นอกจากนี้ยังพบสารอื่นๆอีกเช่น triacontanol , α-catechin , brugierol และ leucocyanidin เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ช่วยบำรุงร่างกาย เจริญอาหาร แก้ไข้ โดยใช้เนื้อไม้มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไอขับเสหะ แก้บิด โดยใช้เปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ผิดสำแดงโดยใช้เนื้อไม้หรือเปลือกต้นมาผสมกับเปลือกตับเต่าต้น กับไม้แคด ต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไข้ตัวร้อน ระบายความร้อนในร่างกายเนื่องจากพิษไข้โดยใช้เปลือกต้นมาต้มกับน้ำอาบ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของเปลือกต้นเฉียงพร้านางแอ โดยได้ทำการแยกสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH จากสารสกัดขั้นไดคลอโรมีเธน และชั้นเอธิลอะซีเตดจากเปลือกต้นเฉียงพร้านางแอ พบสารกลุ่ม proanthocyanidin ได้แก่ carallidin และ mahuarmin นอกจากนั้นยังพบสารฟีนอลิกชนิด p-hydroxybenzoic acid อีกด้วย

จากการศึกษาวิจัยพบว่า สาร caralldin แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH ที่ IC50 102 μM และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ superoxide radical ท 1.47 ที่ μM ส่วนสาร mahuarmin แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ IC50 182 μM และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ superoxide ที่ IC50 9.74 μM นอกจากนี้นั้น carallidin และ mahuarmin ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ xanthine oxidase ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกรดยูริกที่ IC50 12.9 และ 16.0 μM ตามลำดับ

jumboslot

มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์รักษาแผลของเปลือกต้นเฉียงพร้านางแอ โดยได้ทำการสกัดสารจากเปลือกต้นเฉียงพร้านางแอ ด้วยปิโตรเลียมอีเธอร์เอธิลอะซีเดต และเมธานอล เพื่อทดสอบฤทธิ์รักษาแผล พบว่าสารสกัดชั้นเอธลอะซีเดต และเมธานอล มีฤทธิ์รักษาแผลในหนูทดลองอย่างมีนัยสำคัญ และจากการตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีเบื้องต้นพบว่าสารสกัดประกอบด้วยสารหลายกลุ่ม เช่น สารกลุ่มเทอร์ปินอยด์ สเตอรอล ฟีนอล และแทนนิน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆของเฉียงพร้านางแอระบุว่า สารสกัดแอลกอฮอล์จากส่วนเหนือดิน มีฤทธิ์แก้แพ้ และลดการบีบตัวของลำไส้เล็กน้อยสัตว์ทดลอง

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาในส่วนของเปลือกต้นของเฉียงพร้านางแอ โดยทำการกรอกสารสกัดทางปาก และฉีดเข้าใต้ผิวหนังแก้หนูถีบจักรในปริมาณ 10 กรัม /น้ำหนักตัว (1 กิโลกรัม) ปรากฏว่าไม่พบความเป็นพิษเฉียบพลันแต่อย่างใด

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้เฉียงพร้านางแอเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ตามตำรับตำรายาต่างๆ ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยการใช้ในขนาดที่พอเหมาะที่ระบุไว้ในตำรับตำรายานั้นๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มาก หรือใช้ต่อเนื่องกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้เฉียงพร้านางแอเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

slot

ประโยชน์ของเฉียงพร้านางแอ
ผลสุกใช้รับประทานได้ มีรสเปรี้ยวอมหวาน
ต้นเฉียงพร้านางแอ เป็นไม้ไม่ผลัดใบในช่วงฤดูแล้ง อีกทั้งดอกมีกลิ่นหอม จึงเหมาะที่จะปลูกเป็นไม้ให้ร่มเงาหรือเป็นไม้ประดับอย่างยิ่ง
ต้นเฉียงพร้านางแอจัดเป็นไม้โตเร็ว จึงเป็นพรรณไม้เพื่อปลูกป่าป้องกันอุทกภัยได้
เนื้อไม้เฉียงพร้านางแอเป็นไม้ที่คงทนแข็งแรงและมีลายไม้ที่สวยงาม จึงนำมาใช้ในการก่อสร้างทั่วๆ ไปได้ดี หรือทำเป็นเครื่องมือทางการเกษตรก็ได้ ทำเฟอร์นิเจอร์ ใช้ทำฟืนเผาถ่านให้ความร้อนสูง
ผลสุกเป็นอาหารที่โปรดปรานของนก กระรอก และสัตว์ป่าขนาดเล็กหลายชนิด จึงช่วยดึงดูดสัตว์เหล่านี้ได้ดีลำต้นใช้ต้มน้ำดื่มช่วยบำรุงร่างกาย (ต้น)
ลำต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มช่วยทำให้เจริญอาหาร หรือใช้เป็นยาเจริญอาหารสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร (ต้น)
ลำต้นใช้ฝนน้ำดื่มช่วยแก้ไข้ หรือใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำอาบจะช่วยรักษาไข้ตัวร้อน (ต้น,เปลือกต้น)
ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ (เปลือกต้น) ช่วยระบายความร้อน (เปลือกต้น)
ช่วยขับเสมหะและโลหิต ปิดธาตุ (เปลือกต้น)
แก่นช่วยขับลม (แก่น)
ช่วยแก้บิด (เปลือกต้น)
ช่วยแก้พิษผิดสำแดง (กินอาหารแสลงไข้ ทำให้อาการของโรคกำเริบ และอาจมีอาการท้องเสีย) ด้วยการใช้ลำต้นผสมกับลำต้นแคด เปลือกของต้นตับเต่า นำมาต้มกับน้ำดื่ม (เปลือก)
ช่วยในการสมานแผล (เปลือกต้น)
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของเฉียงพร้านางแอ สารสกัดแอลกอฮอล์จากส่วนเหนือดินมีฤทธิ์แก้แพ้ ช่วยลดการบีบตัวของลำไส้ได้เล็กน้อยในสัตว์ทดลอง และไม่พบว่ามีพิษเฉียบพลันในสัตว์ทดลอง