cathedraledetunis

Day: June 22, 2021

ประโยชน์ดีๆของต้นลำโพง

ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของลำโพง เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่แถบภูเขาทางภาคตะวันตกของประเทศปากีสถานและประเทศอัฟกานิสถาน แล้วจึงได้แพร่กระจายออกไปในเขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก เช่นในทวีปอเมริกาใต้ แอฟริกา รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศโดยมักขึ้นตามบริเวณชายป่าที่รกร้างว่างเปล่า รวมถึงบริเวณข้างทางและข้างแม่น้ำลำคลอง เป็นต้น

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณลำโพง

ลำโพงถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว โดยทุกส่วนจะถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพร ซึ่งตามตำรายาสมุนไพรไทยได้ระบุถึงสรรพคุณของลำโพงไว้ดังนี้ ราก รสเมาเบื่อหวาน แก้ปวดบวมแก้อักเสบ แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ แก้คุ้มคลั่ง ไข้เซื่องซึม ฝนทาพิษร้อน ดับพิษฝี ใบ รสขมเมาเบื่อ ตำพอกฝี ทำให้ยุบ แก้สะอึกในไข้พิษไข้กาฬ ยาพอกแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน แก้แผลเรื้อรัง แก้พิษสัตว์กัดต่อย แก้พิษฝี แก้ปวดแสบบวมที่แผล แก้ปวดบวม อักเสบ ใช้ทาแก้อักเสบเต้านม มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ แก้อาการปวดเกร็งท้อง และขยายหลอดลม แก้หอบหืด มีฤทธิ์กดสมอง

แก้อาเจียนจากเมารถเมาเรือ ดอก รสเมาเบื่อ แก้หอบหืด แก้ริดสีดวงจมูก โพรงจมูกอักเสบ แก้การตีบตันของหลอดลม เปลือกผล รสเมาเบื่อ แก้กระษัย แก้มะเร็ง คุดทะราด แก้ริดสีดวง เมล็ด รสเมาเบื่อ บำรุงประสาท แก้ปวดฟัน ปวดกระเพาะ แก้ลมขึ้น เหน็บชา แก้ไข้พิษ แก้กระสับกระส่าย น้ำมันจากเมล็ด รสเมาเบื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย ขัดยอก แก้ผื่นคัน กลากเกลื้อน หิดเหา

ลักษณะทั่วไปลำโพง

สำหรับลักษณะทั่วไปของลำโพงดอกขาว และลำโพงดอกสีม่วงนั้นมีจุดสังเกตที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน คือ ต้นลำโพงขาวจะมีต้นสีเขียว ดอกสีขาวส่วนลำโพงดอกสีม่วงจะมีต้นสีแดงเกือบดำ ดอกเป็นชั้นๆสีม่วง ส่วนลักษณะทั่วไปในส่วนอื่นๆก็คล้ายกันดังนี้

ต้นลำโพงจัดเป็นไม้ล้มลุกกึ่งไม้พุ่มอายุหลายปี สูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นกลมแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มคล้ายต้นมะเขือแต่ใหญ่กว่า ลำต้นเปราะแต่เปลือกต้นเหนียวและกิ่งก้านมีสีเขียวหรือม่วง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับรูปไข่ โคนใบมนของใบเป็นแบบมีจักห่างๆ ใบเรียบ กว้าง 8-15 เซนติเมตร ยาว 14-22 เซนติเมตร ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณง่ามใบหรือยอดต้นมีลักษณะทรงกรวยยาวรูปแตรทรัมเปตหรือลำโพงขนาดใหญ่ โคนดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด และมีขนปกคลุมดอกเป็นสีขาวชั้นเดียว

สล็อต

หรือสีม่วงกลีบซ้อนแล้วแต่สายพันธุ์ โคนดอกมีกลีบเลี้ยงสีเหลืองอ่อนหรือสีเขียวหุ้มอยู่ สำหรับกลีบดอกจะยาวประมาณ 10-17 เซนติเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงดอกยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร โดยดอกลำโพงจะเป็นดอกสมบูรณ์เพศ เกสรตัวผู้ 5 อัน ก้านเกสรติดอยู่ที่ด้านในของหลอดกลีบดอก รังไข่เป็นชนิดอยู่สูง ผลรูปทรงค่อนข้างกลม ผิวเป็นขนคล้ายหนามเป็นตุ่ม เนื้ออ่อนๆอยู่รอบๆ ขนาดของผลประมาณ 3-4 เซนติเมตร เป็นสีเขียวหรือเขียวอมม่วง เมื่อผลแห้งจะแตกออกด้านในมีเมล็ดมีจำนวนมาก ลักษณะเมล็ดจะกลมแบนเหมือนเมล็ดมะเขือ

การขยายพันธุ์ลำโพง

ลำโพงเป็นพืชกลางแจ้งที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายเช่นเดียวกันกับมะเขือโดยสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด และสามารถเจริญเติบโตได้เกือบทุกสภาพดินของประเทศไทย แต่จะเจริญได้ดีในความชื้นสูง และมีธาตุอาหารในดินมาก สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปลูกลำโพงนั้นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการปลูกพืชล้มลุกหรือไม้พุ่มอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมี จากส่วนต่างๆของลำโพงพบสารสำคัญหลายชนิด โดยสารสำคัญที่พบในต้นลำโพง เป็นสารในกลุ่มอัลคาลอยด์ โดยส่วนใหญ่คือ สาร (-)-scopolamine (hyoscine) ซึ่งสูงถึง 75% ของสารอัลคาลอยด์ทั้งหมด รองลงไปจะเป็น (-)-hyoscyamine, (-)-norhyoscyamine, (-)-norscopolamine, hydroxyl-6-(-)-hyoscyamine ,atropine และ meleloidine สามารถพบสารกลุ่มนี้ได้ทุกส่วนของต้นลำโพง โดยในส่วนใบจะมีอยู่ประมาณ 0.2 – 0.6% ส่วนดอก 0.1 – 0.8% และในเมล็ด 0.2 – 0.5%

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้พิษไข้ แก้เซื่องซึม แก้ไข้กาฬ แก้คลุ้มคลั่ง โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้รากเผาให้เป็นถ่านแล้วนำมาปรุงเป็นยากิน ใช้แก้ฝีดับพิษฝี แก้ปวดบวมอักเสบ ใช้รากมาฝนทาบริเวณที่เป็น แก้ปวดหู แก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน แก้แผลไฟไหม้ แก้ฝี แก้แผลเรื้อรัง แก้ปวดบวมอักเสบฝีแผล โดยใช้ใบมาโขลกให้ละเอียด แล้วนำน้ำจากใบที่ได้หยอดหูหรือทาบริเวณที่เป็น ใช้แก้หอบหืด แก้โพรงจมูกอักเสบ แก้ไซนัส ขยายหลอดลม โดยใช้ใบหรือดอกแห้ง มวนบุหรี่สูบแก้หืด แต่ไม่ควรใช้ลำโพงหนักเกิน 1 บาท

ใช้แก้กระสับกระส่าย แก้ไข้พิษโดยใช้เมล็ดมาคั่วจนน้ำมันหมดไป แล้วนำไปปรุงเป็นยา ใช้แก้อาการปวดเมื่อยหรือขัดยอก ปวดฟันโดยใช้เมล็ดประมาฯ 30 กรัม นำมาทุบให้พอแหลก แล้วแช่กับน้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าวไว้ประมาณ 7 วัน แล้วจึงนำมาทาบริเวณที่มีอาการ หรือจะใช้ดอกลำโพงมาดองกับเหล้า 500 ซีซี เป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้วนำมารับประทานครั้งละ 1 ถ้วยชาจีน วันละ 2 ครั้งก็ได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของออกฤทธิ์ต่างๆ ที่พบในทุกๆส่วนของลำโพง พบว่าสาร (-)-hyoscyamine ที่พบในต้นลำโพงมีฤทธิ์ anticholinergic (คลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ) โดยสามารถลดอาการปวดเกร็งในช่องทางเดินอาหาร และบรรเทาอาการปวดเกร็งของโรคนิ่วในไต ส่วนสาร (-)-scopolamine จะมีฤทธิ์คล้ายกับสารกดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางด้วย สามารถใช้แก้อาการปวดอันเกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อและเป็นองค์ประกอบของยาชา ช่วยระงับความรู้สึกในการทำให้สลบ

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยฉบับอื่นๆระบุว่าลำโพงมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ สารสกัดน้ำจากส่วนดอกและเมล็ดลำโพงขนาด 8 มก./มล. มีผลลดความตึงตัวและการหดตัวของลำไส้เล็กส่วน lleum ของหนูแรท ฤทธิ์บรรเทาอาการหอบหืด สารสกัดน้ำจากเมล็ดลำโพงขนาด 10-20 มก./มล. มีผลทำให้หลอดลมหนูตะเภาคลายตัว การเหนี่ยวนำให้หลอดลมตีบตัวด้วย acetylcholine และ histamine ฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง สารสกัดน้ำจากเมล็ดลำโพง 3 ก./กก. ฉีดเข้าช่องท้องหนูแรท ส่งผลให้หนูมีอาการเซื่องซึม อ่อนเปลี้ย กล้ามเนื้อไม่มีแรง หายใจช้าลง ภายใน 10 นาที ฤทธิ์ลดความดันโลหิต การฉีดสารสกัดน้ำเมล็ดลำโพงขนาด 0.25-1.0 ก./กก. มีผลลดความดันโลหิตลงอย่างรวดเร็วและทำให้หนูตาย

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาถึงความเป็นพิษของทุกๆส่วนของลำโพงพบว่า ทุกส่วนของลำต้น ใบ ดอก ผลของลำโพง มีคุณสมบัติ เป็นพิษทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมล็ดลำโพง จะมีพิษสูงมาก (เมล็ดลำโพง 10 เมล็ดจะมีปริมาณของ atropine 1 มิลลิกรัม) ซึ่งสารพิษในต้นลำโพงจะไม่สามารถทำลาย ด้วยความ ร้อนได้

สำหรับอาการเมื่อได้รับพิษจากลำโพงแล้วจะทำให้มีอาการที่แสดงออกมาคือ ม่านตาขยาย สายตาพร่ามัว สู้แสงไม่ได้ ปากแห้ง กระหายน้ำมาก กลืนน้ำลำบาก ผิวหนังร้อนแดง มีผื่นแดงตามใบหน้า คอ และหน้าอก ปวดศีรษะ ไข้ขึ้นสูง อาจสูงถึง 43 องศาเซลเซียส รู้สึกสับสน การทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ เคลิ้มฝัน เพ้อคลั่ง มีอาการทางจิตและประสาท

slot

วิกลจริต ในเด็กเล็กอาจเกิดการชัก ชีพจรเต้นอ่อนและหรือมีแนวโน้มที่จะเต้นไม่เป็นจังหวะ ท้องผูก ปัสสาวะขัด ในกรณีที่เป็นรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการไม่รู้สึกตัว โคม่า หายใจช้าและ ตัวเขียว และอาจเสียชีวิตได้

โดยทั่วไปแล้วอาการแสดงที่เกิดจากพิษลำโพงจะมีอาการ ภายในเวลา 30 นาที ถึง 60 นาที หลังจากกินเมล็ดลำโพง หรือส่วนต่างๆ ของลำโพง และอาการจะดำเนินต่อไปอีก 2-3 วันเนื่องจากสารอัลคาลอยด์ (alkaloid) ในลำโพงจะออกฤทธิ์อย่าง ช้าๆ ในระบบทางเดินอาหาร

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

เด็ก สตรีมีครรภ์ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ที่เป็นหวัดไอร้อน โดยตับและไต ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้
เนื่องจากทุกส่วนของลำโพงจะมีสาร alkalaloid ที่มีฤทธิ์เป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นในการใช้จึงควรใช้ความระมัดระวังโดยเฉพาะเมล็ดลำโพงที่มีความเป็นพิษสูงมาก โดยในการเตรียมตัวยาที่จะนำมาใช้ไม่ควรเตรียมตัวยาเอง ควรให้ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่ได้รับการอบรมเรียนรู้และได้รับอนุญาตจาก อย. มาทำการเตรียมตัวยาให้หรืออาจหาซื้อได้ตามร้านขายยาแผนโบราณที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตจาก อย.
ในการใช้ส่วนต่างๆของลำโพงเป็นสมุนไพรควรใช้ในปริมาณที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆอย่างเคร่งครัดไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาจนเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงได้

สรรพคุณของไม้เท้ายายม่อม

ไม้เท้ายายม่อมเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ในแถบประเทศอินเดีย แล้วต่อมามีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณเขตร้อนใกล้เคียง เช่นในบังคลาเทศ พม่า ไทย ลาว และมาเลเซีย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศตามบริเวณป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง หรือบริเวณชายป่าทั่วไปที่มีความชื้นพอประมาณ

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณไม้เท้ายายม่อม

ในบางท้องถิ่นมีการนำยอดอ่อนและดอกของไม้เท้ายายม่อมมาใช้ทำเป็นผักจิ้มน้ำพริกรับประทาน โดยนำยอดอ่อนและดอกมาลวกในน้ำร้อนก็สามารถนำไปรับประทานได้แล้ว สำหรับสรรพคุณทางยาของไม้เท้ายายม่อมนั้นตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ราก รสจืดขื่น แก้พิษ ไข้ ไข้เหนือ พิษกาฬ กระทุ่งพิษ ลดความร้อนในร่างกาย ถอนพิษไข้ทุกชนิด แก้หืดไอ

ขับเสมหะลงสู่เบื้องต่ำ ตัดไข้จับ แก้ไข้เพื่อดีพิการ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาเจียน ดับพิษฝี แก้พิษสัตว์กัดต่อย พิษงู รากและใบ ใช้แก้หืด ต้นรสจืดเฝื่อน ใช้ขับเสมหะให้ลงเบื้องต่ำ แก้ร้อนใน ส่วนตำรายาพื้นบ้านล้านนา ใช้ รากผสมกับสมุนไพรอื่นๆ ใช้ถอนพิษไข้กาฬ (ไข้ที่มีตุ่มสีดำที่ผิวหนัง)

นอกจากนี้ในบัญชียาจากสมุนไพรตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติยังได้ระบุการใช้รากเท้ายายม่อมในตำรับ “ยาห้าราก” ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ที่มีส่วนประกอบของรากเท้ายายม่อมร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ในตำรับ (รากไม้เท้ายายม่อม , รากชิงชี ,รากคนทา , รากมะเดื่อชุมพรและรากย่านาง) โดยมีสรรพคุณบรรเทาอาการใช้ต่างๆ (ไข้กาฬ ไข้พิษ ไข้เพื่อดี และโลหิต) และช่วยถอนพิษสำแดง เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปไม้เท้ายายม่อม

ไม้เท้ายายม่อมจัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1-2.5 เมตร เป็นพันธุ์ไม้ที่มีรากแก้วอันเดียวไม่มีรากฝอยหรือรากแขนง พุ่งตรงลงในดินลึก ลักษณะรากกลมโดยรากแท้มีสีดำ ส่วนลำต้นตั้งตรง มีสีเขียวหรือเขียวอมเหลืองไม่มีกิ่งก้านสาขา แต่จะแตกกิ่งเล็กๆบริเวณใกล้ยอด และบริเวณปลายกิ่งจะเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบออกเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม โดยจะออกรอบข้อของลำต้น ข้อละ 3-5 ใบ จนถึงส่วนยอด ใบมีขนาดเล็กรูปวงรีแกมขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมใบหอกกลับ กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12-18 เซนติเมตร

สล็อต

ปลายใบและโคนใบแหลม แผ่นใบสีเขียว มีเส้นกลางใบขนาดใหญ่งอโค้งเข้าหาลำต้น จนเกือบเป็นรูปครึ่งวงกลม ดอกออกเป็นช่อแบบแยกแขนง บริเวณปลายกิ่ง โดยจะออกเป็นพุ่มกระจาย คล้ายฉัตรเป็นชั้นๆ ตั้งขึ้น กลีบดอกมีสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว กว้าง 1.5 เซนติเมตร ก้านดอกยาว 10-12 เซนติเมตร ผลเป็นผลสดรูปทรงแป้น ขนาด 4-6 มิลลิเมตร กลมหรืออาจเป็นผลกลมแยกเป็นพู โดยจะมี 4 พูติดกัน เมื่อผลอ่อนเป็นสีเขียว แต่เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแกมดำ หรือสีดำแดง หรือบางทีอาจเป็นสีดำ ซึ่งในแต่ละผลจะมีกลีบเลี้ยงสีแดงขนาดใหญ่ติดอยู่

การขยายพันธุ์ไม้เท้ายายม่อม

ไม้เท้ายายม่อมสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำกิ่ง แต่การขยายพันธุ์ของไม้เท้ายายม่อมนั้นส่วนมากจะเป็นการขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ดในธรรมชาติมากที่สุด ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะเริ่มมีการนำมาปลูกในเชิงพาณิชย์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดเพื่อให้ได้ต้นกล้าของไม้เท้ายายม่อมมาปลูกนั้นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดไม้พุ่มชนิดอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้าที่

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของรากไม้เท้ายายม่อมที่มีการนำมาใช้เป็นสมุนไพรโดยพบว่ามีสารสำคัญหลายกลุ่มดังนี้

สารกลุ่ม flavonoids เช่น hispidulin,pectolinarigenin สารกลุ่ม triterpenoids เช่นlupeol , oleanolic acid-3-acetate, taraxerol, 3beta-hydroxy-D:B-friedo-olean-5-ene สาร steroids และ steroid glycosides เช่น clerosterol, (22E)-stigmasta-4,22,25-trien-3-one , stigmasta-4,22-dien-3-one ,stigmasta-4,25-dien-3-one , 22-dehydroclerosterol, 22-dehydroclerosterol-3-O-beta-D-glucopyranoside, stigmasterol, clerosterol-3-O-beta-D-glucopyranoside, stigmasterol-3-O-beta-D-glucopyranoside เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและสรรพคุณ

ใช้แก้พิษ , แก้ไข้ต่างๆ , กระทุ้งพิษไข้ , ขับเสมหะ , แก้ร้อนในกระหายน้ำ โดยใช้รากสดหรือรากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้หืดโดยใช้รากและใบมาต้มกับน้ำดื่ม ตำรายาพื้นบ้านล้านนาใช้แก้พิษไข้กาฬ โดยใช้รากไม้เท้ายาม่อนเหง้าว่านกีบแรด เนระพูสีทั้งต้นและใบพิมเสนต้น มาบดให้เป็นผลใช้ผสมกันแล้วใช้น้ำซาวข้าวและน้ำเกสรดอกขุนนาคเป็นน้ำกระสายยาจากนั้นปั้นเป็นลูกกลอนกิน ใช้แก้พิษ แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้อาการแพ้ ดับพิษฝี แก้อักเสบ ปวดบวม โดยใช้รากสดมาตำเอากากพอกบริเวณที่มีอาการ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาในต่างประเทศหลายฉบับพบว่า รากและใบของไม้เท้ายายม่อมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ , ฤทธิ์ระงับปวด , ต้านการอักเสบ และต้านเชื้อจุลชีพ

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของรากและลำต้นไม้เท้ายายม่อม โดยป้อนสารสกัดดังกล่าวให้หนูถีบจักรในปริมาณ 10 กรัม/กิโลกรัม ซึ่งเปรียบเทียมกับการรักษาในคน 50,000 เท่าพบว่าไม่เป็นพิษ จากนั้นทำการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูถีบจักรในปริมาณ 0.01 มิลลิลิตร/กิโลกรัม ก็ไม่พบความเป็นพิษเช่นกัน

jumboslot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ส่วนต่างๆของไม้เท้ายายม่อมเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำราต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปและใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้องรังรวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้ไม้เท้ายายม่อมเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสนอ

สมุนไพรไม้เท้ายายม่อม มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า พญาเลงจ้อน พญาเล็งจ้อน เล็งจ้อนใต้ (เชียงใหม่), พินพี (เลย), ท้าวยายม่อมป่า (อุบลราชธานี), พมพี (อุดรธานี), โพพิ่ง (ราชบุรี), ว่านพญาหอกหล่อ (สระบุรี), หญ้าลิ้นจ้อน (ประจวบคีรีขันธ์), กาซะลอง จรดพระธรณี ดอกคาน (ยะลา), ปิ้งขม ปิ้งหลวง ไม้เท้าฤาษี (ภาคเหนือ), ดอกไม้มอญ จรดพระธรณี พญาลิงจ้อน ปู่เจ้าปทุมราชา ไม้ท้าวยายม่อม เท้ายายม่อม (ภาคกลาง), พญารากเดียว ไม้เท้าฤาษี (ภาคใต้), พวกวอ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร), ท่าละม่อม, ท้าวยายม่อม, เท้ายายม่อมตัวเมีย, ปู่เจ้าหายใจไม่รู้ขาด เป็นต้น

หมายเหตุ : เท้ายายม่อมที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นพืชคนละชนิดกันกับเท้ายายม่อม (หัว) ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze

ต้นไม้เท้ายายม่อม จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดย่อม ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง สูงได้ประมาณ 1-2.5 เมตร ไม่มีกิ่งก้านสาขาหรือแตกกิ่งน้อยบริเวณยอด ลักษณะโปร่ง บริเวณปลายกิ่งเป็นสันสี่เหลี่ยม ไม้เท้ายายม่อมเป็นไม้ลงรากแก้วอันเดียวลึก พุ่งตรง รากมีลักษณะกลม ดำ โต ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง หรือวิธีการปักชำกิ่ง ไม้เท้ายายม่อมเป็นพรรณไม้ที่ปลูกง่ายและโตเร็ว เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ในประเทศไทยพบขึ้นทั่วไปตามป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง

slot

ใบไม้เท้ายายม่อม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม หรือออกรอบข้อ ข้อละประมาณ 3-5 ใบ สลับกันจากตามข้อของลำต้นจนถึงส่วนยอด จะแตกกิ่งใหม่ ๆ ตามยอดสูง ๆ ของลำต้น ใบมีขนาดเล็กเรียว ลักษณะเป็นรูปวงรีแกมขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมใบหอกกลับ ปลายใบและโคนใบแหลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 12-20 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว เส้นกลางใบงอโค้งเข้าหาลำต้น เกือบเป็นรูปครึ่งวงกลม ตัดใบให้งอตามไปด้วยเมื่อแตกกิ่งใหม่

ดอกไม้เท้ายายม่อม ออกดอกเป็นช่อแยกแขนงตั้งตรง โดยจะออกที่ปลายกิ่งเป็นพุ่มกระจายคล้ายฉัตรเป็นช่อสั้น ๆ ตั้งชูขึ้น ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีขาว ยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร กลีบดอกเป็นสีขาว ที่โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 5 กลีบ โค้งมน กลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วยสีเขียว 5 แฉก เมื่อแก่เป็นสีแดง ดอกมีเกสรเพศผู้สีม่วงแดง 4 อัน ยื่นงอนพ้นออกมาจากกลีบดอก ส่วนก้านดอกยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร ออกดอกในช่วงประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนพฤศจิกายน

ผลไม้เท้ายายม่อม ผลเป็นผลสดลักษณะกลมแป้นหรือมี 4-5 พูติดกัน ผิวผลเป็นมัน ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแกมสีดำ สีดำแดง หรือสีดำ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-6 มิลลิเมตร ผลมีกลีบเลี้ยงสีแดงติดอยู่

หัวในดินสามารถนำมาใช้ทำเป็นแป้งได้ ซึ่งเรียกว่า “แป้งท้าวยายม่อม” ซึ่งตำรายาไทยจะนำแป้งท้าวยายม่อมมาละลายกับน้ำ น้ำตาลกรวด ตั้งไฟแล้วกวนให้สุก แล้วนำมาให้คนไข้ที่เป็นโรคเบื่ออาหารและมีอาการอ่อนเพลียกิน จะทำให้เกิดกำลังและชุ่มชื่นหัวใจ (หัวในดิน)

สรรพคุณของสนขี้มด

สนขี้มดจัดเป็นพันธุ์ไม้ที่มีการกระจายพันธุ์ในทวีปเอเชีย (แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในภูมิภาคไทยของทวีปเอเชีย) แต่สำหรับในประเทศไทยพบได้ประปราย โดยพบได้ในบางจังหวัดทางภาคอีสาน ภาคตะวันออกและภาคใต้ โดยมักพบตามชายป่าหรือตามแหล่งรกร้างที่มีความชื้นและมีต้นไม้ใหญ่หนาทึบ

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณสนขี้มด

ในสมัยก่อนเมื่อผู้คนเข้าป่าเพื่อหาของป่าหรือล่าสัตว์ เมื่อเกินการกระหายน้ำหรือหิวก็มีการนำผลสุกของสนขี้มดมาใช้รับประทานเพื่อระงับความหิวหรือแก่กระหายน้ำ ดังนั้นจึงถือได้ว่าสนขี้มดเป็นผลไม้ป่าชนิดหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีการนำยอดอ่อนของสนขี้มดมาใช้รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกรวมถึงนำมาใช้ประกอบอาหาร เช่น นำมาใช้เป็นผักเพื่อใส่ในแกงเลียง และแกงส้ม เป็นต้น สำหรับสรรพคุณทางยาของสนขี้มดนั้น ตามตำรายาพื้นบ้านและตำรายาในท้องถิ่นต่างๆ ระบุถึงสรรพคุณว่า เถา ราก และใบ ใช้เป็นยาแก้ไอ แก้โลหิต ขับเสมหะ หรือแก้เสมหะ แก้ริดสีดวงจมูกได้

ใบใช้เป็นยาแก้หอบหืด รากใช้เป็นยาถ่ายพรรดึก เถาและใบใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ทำให้อุจจาระนิ่ม และใช้เป็นยาขับฟอกโลหิตระดู เนื้อไม้และกระพี้ ใช้แก้ปัสสาวะขัด ปัสสาวะขุ่น แก้นิ่ว และขับปัสสาวะ เถา เนื้อไม้และราก ใช้เป็นยาถ่ายเส้นเอ็น ช่วยทำให้เส้นเอ็นหย่อน แก้อาการช้ำใน เมล็ดใช้แก้เบาหวาน

ลักษณะทั่วไปสนขี้มด

สนขี้มดจัดเป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อยมีเถาไว้พาดพันกับต้นไม้อื่น เถาแก่มีสีน้ำตาลเข้ม เถาอ่อนมีสีเขียวและมีแห้งสีขาวเคลือบบริเวณเถา มีความสูงจากพื้นได้ประมาณ 3-6 เมตรและหากเลื้อยพันเต็มที่อาจยาวได้ถึง 13 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกแบบเรียงสลับ ลักษณะของใบกว้างประมาณ 1.2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-8 เซนติเมตร เป็นรูปของขนาดแกมวงรี ปลายใบเรียวแหลม ผิวหน้าใบสีเขียวเข้มเกลี้ยงเป็นมัน ขอบใบเรียงส่วนหลังใบมีสีเขียวอมขาว เนื้อใบกรอบเกรียม ดอกออกเป็นช่อแยกแขนง ปลายกิ่งคล้ายช่อพริกไทย โดยในแต่ละช่อจะยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร

สล็อต

ส่วนดอกย่อยมีขนาดเล็กเป็นสีเทา ส่วนกลีบดอกปลายแยกเป็นแฉกลึก ลักษณะเป็นรูปวงรี ยาวประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตรมีเกสรสีขาว ด้านนอกมีขนขึ้นหนาแน่น และมีกลีบเลี้ยงดอกเชื่อติดกัน ผลเป็นผลสดออกเป็นช่อหรือเป็นพวงยาวประมาณ 2 นิ้ว โดยใน 1 ช่อจะมี 20-30 ผล ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม มีขนาดเท่าผลพริกไทยหรือมีขนาดประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงหรือดำ

การขยายพันธุ์สนขี้มด

สนขี้มดสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ดและการปักชำเถาแก่ แต่ในการขยายพันธุ์หรือกระจายพันธุ์ของสนขี้มดในปัจจุบันนั้นจะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติมากกว่า การถูกนำมาขยายพันธุ์โดยมนุษย์ ซึ่งการขยายพันธุ์ในธรรมชาตินั้นก็จะเป็นการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดทั้งสิ้น โดยเมื่อผลสุกตกลงไปยังพื้นดินหรือมีสัตว์มากินผลสุกแล้วไปถ่ายอุจจาระในบริเวณพื้นที่อื่นๆ จึงทำให้มีการงอกของต้นใหม่ในบริเวณนั้นๆ จึงทำให้เกิดการกระจายพันธุ์ต่อไป

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีในทุกส่วนของสนขี้มดปรากฏว่าพบสารสำคัญหลายชนิด เช่น embelin, tannin , Vanillic acid , Chrorogenic acid , Cinnamic acid , quercitol, vilangin, D-querecitol,และ christenbine เป็นต้น

โครงสร้างสนขี้มด

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้เบาหวานโดยใช้เมล็ดที่นำมาตากให้แห้งแล้วนำมาป่นเป็นผง 1-2 ช้อนชา แล้วนำมาชงกับน้ำร้อนดื่ม เช้า เย็น

สล็อตออนไลน์

ใช้แก้โลหิต แก้ไอ ขับเสมหะ โดยใช้รากหรือใบ มาต้มกับน้ำดื่ม

ใช้เป็นยาระบาย ฟอกโลหิตระดู โดยใช้เถาและใบมาต้มกับน้ำดื่ม

ใช้เป็นยาถ่ายเส้นเอ็นทำให้เอ็นหย่อน แก้ช้ำใน โดยใช้เถาราก และเนื้อไม้ มาต้มกับน้ำดื่ม

ใช้แก้ริดสีดวงจมูก โดยใช้รากหรือเถาของสนขี้มดมาผสมกับตัวยาอื่นๆ อีก 11 ชนิด นำมามวนสูบ

ใช้แก้ปัสสาวะขัด ขับปัสสาวะ แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขุ่น ช่วยชะล้างทางเดินปัสสาวะ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ในการรักษาแผล มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์รักษาแผลของสารสกัดจากใบสนขี้มด ในหนูขาวโดยแบ่งหนูออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับยามาตรฐาน Framycetin ointment กลุ่มที่ 3 และ 4 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอลจากใบสนขี้มด และได้รับสารสกัด embelin จากใบสนขี้มดตามลำดับ ซึ่งได้ทำการศึกษาในแผล 3 ชนิด คือ แผลที่ถูกตัด (excision wound) แผลที่เป็นรอยเชือด (incision wound) และแผลที่มีเนื้อตาย (dead space wound) โดยแผลที่ถูกตัด (excision wound) หนูจะถูกทำเกิดแผลขนาด 500 ตารางมิลลิเมตร

jumboslot

และให้หนูแต่ละกลุ่มทายา ointment ดังนี้ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมไม่ได้รับอะไร กลุ่มที่ 2 ทายา Framycetin ointment กลุ่มที่ 3 ทา 0.2% (w/w) gel ของสารสกัดเอทานอลจากใบสนขี้มด(สารสกัดหยาบ 200 มก. ผสมกับ 100 ก. sodium alginate) กลุ่มที่ 4 ได้รับ 0.2% (w/w) gel ของสารสกัด embelin จากใบสนขี้มด (embelin 100 มก. ผสมกับ 50 ก. Sodium alginate) ทาที่แผลทุกวันๆ ละ 1 ครั้ง จนกว่าแผลจะปิด ซึ่งใช้เวลาทดลองทั้งหมด 16 วัน จากผลการทดลองพบว่ากลุ่มที่ได้รับยาทาจากสารสกัดเอทานอลของใบสนขี้มดและสาร embelin สามารถรักษาแผลโดยทำให้แผลปิดได้ 97.00 ± 2.61 และ 98.50 ± 1.64% ในวันที่ 16 ซึ่งใกล้เคียงกับยามาตรฐาน Framycetin ที่ทำให้แผลปิด 99.17 ± 0.75% ในขณะที่การศึกษาในแผลที่เป็นรอยถูกเชือด (incision wound) ก็ได้รับยาทาเช่นเดียวกับกลุ่ม excision wound โดยทาทุกวันจนกว่าแผลจะหาย พบว่ากลุ่มที่ได้รับยาทาจากสารสกัดเอทานอล และสาร embelin จากใบสนขี้มด จะมีผลทำให้ความยืดหยุ่นของบาดแผล (tensile strength) และ breaking strength สูงขึ้น

ซึ่งใกล้เคียงกับยามาตราฐาน Framycetin และในแผลที่มีเนื้อตาย (dead space wound) ทำการทดลองโดยให้หนูกลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมได้รับ 1 มล./กก. ของ 1% gum tragacanth ป้อนทางสายยาง กลุ่มที่ 2 และ 3 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารแขวนลอยของสารสกัดใบสนขี้มด30 มก./มล. ผสมกับ 1% (w/v) gum tragacanth และสารแขวนลอยของสาร embelin 4 มก./มล. ผสมกับ 1% (w/v) gum tragacanth ป้อนทางสายยาง ขนาด 30 มก./มล. และ 4 มก./มล. ตามลำดับ พบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากใบสนขี้มดและสาร embelin จะมีการเพิ่มขึ้นของเนื้อเยื่อ (granulation tissue) และความยืดหยุ่นของบาดแผล (tensile strength) สูงขึ้น ได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม

ฤทธิ์ปกป้องระบบประสาทต่อการขาดเลือดไปเลี้ยงที่สมอง มีการศึกษาวิจัยในหนูขาวเพศผู้ 60 ตัว แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มๆ ละ 10 ตัว กลุ่มที่ 1-3 ต้องทำ sham operation คือการผ่าตัดเปิดเส้นเลือด carotid artery เพื่อใส่ลวดเข้าไปแต่ลวดยังไม่ได้ใส่ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่ม sham + vehicle คือกลุ่มที่ได้รับ 1% Tween 80 ในน้ำกลั่น นาน 30 วัน + sham operated กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่ม sham + ER-100 คือกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอลของผลสนขี้มด 100 มก./กก. ป้อนทางปากนาน 30 วัน + sham operated กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่ม sham + ER 200 คือกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอลของผลสนขี้มด 200 มก./กก. ป้อนทางปากนาน 30 วัน + sham operated กลุ่มที่ 4-6 ต้องเหนี่ยวนำให้เกิด middle cerebreal artery occlusion (MCAO) คือทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองส่วนกลางจนถึงสมองส่วนหน้า และมีผลให้เกิดการขาดเลือดไปเลี้ยงที่สมอง กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่ม MCAO + vehicle คือกลุ่มที่ได้รับ 1% Tween 80 ในน้ำกลั่นนาน 30 วัน + MCAO

slot

กลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่ม MCAO + ER-100 คือกลุ่มที่ได้รับสารเอทานอลของผลสนขี้มด 100 มก./กก. ป้อนทางปากนาน 30 วัน + MCAO กลุ่มที่ 6 เป็นกลุ่ม MCAO + ER-200 คือกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอลของผลสนขี้มด 200 มก./กก. ป้อนทางปากนาน 30 วัน + MCAO พบว่าในกลุ่มที่ทำให้เกิดการขาดเลือดไปเลี้ยงที่สมอง (กลุ่มที่ 4, 5, 6) ระดับ glutathione (GSH), glutathione peroxidase (GPx), glutathione reductase (GR) และ glutathione-S-transferase (GS+) ในสมองส่วน hippocampus และสมองส่วนหน้าลดลง และการทำงานของกล้ามเนื้อ (grip strength) ลดลง ในขณะที่ lactate dehydrogenase (LDH) ในเลือด และสารอนุมูลอิสระ thiobarbituric acid reactive substance (TBARS) ในสมองส่วน hippocampus และสมองส่วนหน้าเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับ sham operation (กลุ่ม 1, 2, 3) นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอลของสนขี้มด จะช่วยเพิ่มการทำงานของ grip strength เพิ่มระดับ GSH, GPx, GR และ GST ลดระดับ LDH ในเลือด และระดับ TBARS ในสมองส่วน hippocampus และสมองส่วนหน้า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับ MCAO และ vehicle group

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการทดสอบความเป็นพิษของเมล็ดสนขี้มด เมื่อฉีดสารสกัดเอทานอล 50% จากเมล็ดสนขี้มด เข้าที่ช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้หนูทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าเท่ากับ 750 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้สนขี้มดมาเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไวในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในขนาดและปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้สนขี้มดเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของหางไหลแดง

หางไหลแดงเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน จากนั้นจึงได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณใกล้เคียงในเขตร้อนของเอเชีย เช่น ในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับในประเทศไทยมีรายงานว่ามีชาวจีนนำหางไหลแดงเข้ามาปลูกในปี พ.ศ.2470 แต่ในปัจจุบันสามารถพบหางไหลแดงได้ตามธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศ

เครดิตฟรี

โดยจะพบมากในบริเวณป่าลุ่มแม่น้ำหรือในพื้นที่ราบลุ่ม ที่มีฝนตกชุก หรือมีความชื้นสูง ทั้งนี้ในประเทศไทยจะพบได้ทั้งหางไหลแดงและหางไหลขาว (Derris malaccensis)

ประโยชน์และสรรพคุณหางไหลแดง

ในสมัยโบราณมีการนำรากของหางไหลแดงมาทุบแช่น้ำ 0.5-1 กก.ต่อวัน 20 ลิตร ค้างคืนไว้ 2-3 วัน หลังจากนั้น นำน้ำหมักมากรองแยกเอาเฉพาะส่วนน้ำนำมารดหรือฉีดพ่นบริเวณแปลงผักหรือแปลงเกษตรอื่นๆ เพื่อป้องกัน และกำจัดหนอนหรือแมลงศัตรูพืชต่างๆ และยังมีการนำหางไหลแดงมาใช้เป็นยาเบื่อปลา โดยนำรากหรือลำต้นมาทุบแล้วนำไปแช่ไว้ในลำห้วย จะทำให้ปลาเมา สามารถจับมากินได้ง่าย

นอกจากนี้ยังสามารถใช้หางไหลแดงในการกำจัดแมลงหรือปรสิตให้แก่สัตว์เลี้ยง โดยการสับ และบดเถาหรือราก ให้เป็นผงละเอียดแล้วใช้โรยป้องกัน กำจัดหมัด เห็บ ไรไก่ ปลวก ทาก เรือด แมลงวัน และเพลี้ยบางชนิด ซึ่งอาจใช้โรยตามพื้นดินหรือโรยบนตัวสัตว์เลี้ยงก็ได้

สำหรับสรรพคุณทางยาของหางไหลแดงนั้น ตามตำรายาท้องถิ่นภาคต่างๆของไทยนั้นได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า เถาหรือรากหางไหลแดงใช้ผสมกับเครื่องยาอื่นๆ สำหรับเป็นยาขับประจำเดือนสตรี แก้ระดูเป็นลิ่มหรือก้อน เถาหางไหลแดงหั่นเป็นชิ้นตากแห้ง และนำมาดองสุรารับประทาน สำหรับเป็นยาขับลม บำรุงโลหิต ขับระดู ลดเสมหะ ถ่ายเส้นเอ็นทำให้เอ็นหย่อน ใช้รักษาหิดเหาและเรือดตามเส้นผม

ลักษณะทั่วไปหางไหลแดง

หางไหลแดงจัดเป็นไม้เถา เนื้อแข็ง เถาหรือลำต้นมีลักษณะกลม โดยเถาที่แก่จะมีสีน้ำตาลปนแดง ส่วนเถาอ่อนและบริเวณเถาใกล้ๆปลายยอดจะมีสีเขียวซึ่งจะเห็นได้ชัดตรงปล้องที่อยู่ก่อนถึงยอดประมาณ 2-3 ปล้อง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่เรียงสลับ ยาว 22.5-37.5 ซม.โดยจะมีใบย่อยสีเขียว 9-13 ใบ แต่ส่วนมากจะพบ 9 ใบ

สล็อต

โดยใบจะเกิดเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน ซึ่งใบคู่แรก (นับจากโคนก้านใบ) จะมีขนาดเล็กที่สุดและเริ่มใหญ่ขึ้นเป็นลำดับจนถึงใบสุดท้ายที่อยู่ตรงยอดจะเป็นใบเดี่ยว ซึ่งมีขนาดของใบใหญ่ที่สุดลักษณะของใบจะเป็นรูปขอบขนานถึงรูปใบหอกแกมขอบขนาน กว้าง 2.5-3.5 ซม. ยาว 7.5-15 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม ขอบใบเรียบ พื้นใบด้านบนเป็นสีเขียวมัน มองเห็นเส้นแขนงลักษณะด้านท้องใบมีสีเขียวและเห็นเส้นใบชัดกว่าด้านบน ใบอ่อนและยอดอ่อนจะมีสีน้ำตาลแดงและปกคลุมไปด้วยขนสั้นๆ

ดอกออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบ ลักษณะคล้ายดอกแคฝรั่งซึ่งช่อดอกแต่ละช่อมีความยาวประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร มีขนสั้นหนานุ่ม ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปดอกถั่ว ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร กลีบล่างเป็นรูปโล่ กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยหรือรูประฆัง กลีบเลี้ยงยาวได้ถึงประมาณ 6 มิลลิเมตร ดอกเป็นสีชมพูอมม่วง เมื่อบานเต็มที่จะเป็นสีชมพูอ่อนและจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว ผลออกเป็นฝักลักษณะแบนรูปขอบขนานปลายแหลม กว้าง 2 เซนติเมตร ยาว 3.5-8.5 เซนติเมตร ตะเข็บบนจะแผ่เป็นปีก ฝักอ่อนมีสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนแดงเมื่อฝักแก่ และปริแตกเมื่อฝักแห้ง ภายในมีเมล็ดลักษณะกลมแบนเล็กน้อย 1-4 เมล็ด

การขยายพันธุ์หางไหลแดง

หางไหลแดงสามารถขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ
การปักชำกิ่ง และการปลูกด้วยเมล็ด แต่ในปัจจุบันนิยมปลูกด้วยการปักชำกิ่งเป็นส่วนใหญ่ โดยการปลูกด้วยการปักชำกิ่งจะใช้กิ่งพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป ซึ่งควรจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 25 เซนติเมตร จากนั้นตัดในแนวเฉียงให้มีข้อ 2-4 ข้อต่อท่อน และแช่ท่อนพันธุ์ด้วยฮอร์โมนเร่งรากแล้วจึงนำท่อนพันธุ์ไปปักชำตามแปลงดินที่ว่างหรือปักชำใส่ถุงเพาะชำหรือกระถางเพาะชำ ด้วยการใช้วัสดุเพาะชำที่เป็นมูลสัตว์หรือ เศษใบไม้หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรผสมกับดินในอัตราส่วน ดินต่อวัสดุเพาะชำ 2:1 หรือ 1:1 ก็ได้ โดยควรมีระยะปลูกอย่างน้อย 1x.5 เมตร

สล็อตออนไลน์

ทั้งนี้ในระหว่างการปักชำ ควรมีการรดน้ำอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง และควรใส่ปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ต่างๆเป็นประจำทุกๆ 1-2 เดือน เมื่อกิ่งพันธุ์แตกราก และยอดประมาณ 45 วัน จึงย้ายลงปลูกตามจุดที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้พิจารณาจุดที่จะปลูกให้เหมาะสมต่อไป

สำหรับการเก็บเกี่ยวรากหรือเถาหางไหลแดงเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ควรเก็บเมื่อหางไหลมีอายุอย่างน้อย 2 ปี ด้วยการเก็บเพียงบางส่วนของรากหรือเถา ไม่ควรตัดรากหรือทั้งลำต้น

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของรากและเถาของหางไหลแดงพบว่า พบสารต่างๆมากมาย โดยจะพบสาร Rotenone มากที่สุด (ซึ่งเป็นสารที่มีความเป็นพิษกับมนุษย์และสัตว์) นอกจากนี้ยังพบสารอื่นๆอีกเช่น Deguelin , Elliptone , α-toxicarol , Luteolin , Formonnetin , Apigenin 7-0-B-D-glucoside ฯลฯ

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ขับลม ขับเสมหะ บำรุงโลหิต ขับระดู ถ่ายเส้นเอ็นทำให้เส้นเอ็นหย่อน โดยใช้เถาหางไหลแดงหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากให้แห้งแล้วนำมาดองกับเหล้าโรงกินเป็นยาวันละ 1 ครั้ง ใช้รักษา หิด เหา โดยใช้เถาสดยาว 2-3 นิ้วฟุต ตำให้ละเอียดผสมน้ำมันพืช ชะโลมบนเส้นผมทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง จึงสระให้สะอาด โดยควรสระติดต่อกัน 2-3 วัน ใช้ขับประจำเดือนแก้ระดูเป็นลิ่มหรือเป็นก้อนโดยใช้เถาหรือรากของหางไหลแดงผสมกับตัวยาอื่นๆในตำรับยาท้องถิ่นต่างๆ

jumboslot

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีรายงานสารสำคัญที่พบในหางไหลแดงส่วนใหญ่ คือ โรติโนน (rotenone) โดยพบในส่วนของโคนต้น ก้านใบ ลำต้น ใบ รากกิ่ง รากขนาดเล็ก รากขนาดใหญ่ ในขนาด 0.4, 0.5, 2.7, 16.6, 26.7, 1003.9 และ 8981.1 ppm ตามลำดับ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าพบสารโรติโนนมากในส่วนของราก และในการศึกษาความเป็นพิษของสาร rolenone พบว่าสารพิษเฉียบพลันทางปากต่อหนู (rats) LD50 132-1500 มก./กก. ความเป็นพิษทางปากต่อหนูตะเภา (guinea pig) LD50 60-1500 มก./กก.

ส่วนการศึกษาในหนูเม้าส์พบว่า ระดับที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (ค่า LD50) ของสารสกัดคลอโรฟอร์ม น้ำร้อน และปิโตรเลียมอีเธอร์จากส่วนราก มีค่า 700, 600 และ 700 มก./กก. ตามลำดับ

ส่วนในการศึกษาความเป็นพิษเรื้อรังใช้เวลาในการศึกษา 90 วัน ทางปากของหนูทดลองพบว่า ทำให้หนูเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ อาเจียนบ่อย เบื่ออาหาร และเมื่อศึกษาเนื้อเยื่อที่อยู่ภายในกระเพาะ ลำไส้ ตับ ไต พบว่ามีความพิษปกติของเนื้อเยื่อ

สำหรับการทดสอบเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ พบว่า เมื่อหนู กระต่าย และหนูตะเภา ได้รับสาร rotenone หนูตัวเมียจะลดการตั้งครรภ์ และหนูที่ตั้งครรภ์แล้วลูกหนูจะตายในครรภ์แม่ ส่วนลูกหนูที่รอดตายน้ำหนักตัวจะน้อยกว่าปกติซึ่งแสดงให้เห็นว่าrotenone เป็นพิษกับตับอ่อนเมื่อเริ่มปฏิสนธิ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

slot

ในการใช้หางไหลแดงควรระมัดระวังในการใช้เพราะสาร rotenone ที่พบในหางไหลแดงมีฤทธิ์ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร โดยจะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน และเจ็บคอ เยื่อตาขาวอักเสบมีเลือดคั่งในตาถ้าได้รับในปริมาณมาก สารนี้จะไปกระตุ้นระบบหายใจ แล้วกดการหายใจ ทำให้เกิดอาการชัก หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้

ในการจะใช้หางไหลแดงเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการตามสรรณคุณทางยาในตำรายาต่างๆนี้ ไม่ควรเตรียมตัวยาใช้โดยลำพัง ควรมีการเตรียมตัวยาโดยผู้เชี่ยวชาญหรือหาซื้อตัวยาพร้อมใช้ตามห้างร้านที่สามารถเชื่อถือได้หรือตามห้างร้านที่ได้มีการขึ้นทะเบียนตัวยากับ อย.เท่านั้น

ข้าวเย็นใต้คืออะไร

ข้าวเย็นใต้เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน แล้วต่อมามีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังเขตหนาวใกล้เคียง ส่วนในประเทศไทยไม่มีรายงานว่าพบได้ในภาคใดของประเทศและยังไม่สามารถปลูกได้ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวย สำหรับการนำมาใข้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นจะเป็นการนำเข้ามาจากประเทศจีนทั้งหมด

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณข้าวเย็นใต้

ข้าวเย็นใต้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องยาของจีนและไทย มาตั้งแต่ในอดีต โดยเฉพาะเครื่องยาไทยจะมีการนำมาเข้ากันกับข้าวเย็นเหนือ เป็นเครื่องยาชื่อ “ข้าวเย็นทั้งสอง“ ซึ่งมีสรรพคุณทางยามากมาย แต่หากนำข้าวเย็นใต้มาใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยวๆ ก็จะมีสรรพคุณทางยาตามตำรายาต่างๆดังนี้ ซึ้งในตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ใช้แก้มะเร็ง แก้เส้นพิการ แก้ไอ แก้ประดง แก้ไข้ตัวร้อน แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้เบาหวาน ฆ่าเชื้อหนอง แก้กามโรค ดับพิษในกระดูก แก้ปัสสาวะพิการ แก้อักเสบในร่างกาย ฝีแผลเน่าเปื่อยพุพอง ทำให้แผลฝียุบแห้ง แก้เม็ดผื่นคัน แก้เคล็ดขับยอก

ตำรายาพื้นบ้าน ใช้แก้มะเร็ง บำรุงเลือด ลดปวด ในหญิงหลังคลอดบุตร ส่วนในตำรายาจีนระบุว่า ข้าวเย็นใต้มีรสหวาน ชุ่มชื่นสมดุล แสดงฤทธิ์ผ่านตับและกระเพาะอาหาร มีสรรพคุณขับไล่ความเย็น ระงับพิษช่วยให้ข้อเข่าทำงานเป็นปกติ ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการไข้ เนื่องจากความเย็นชื้น ปวดข้อเข่า มีน้ำมูกไหล อาการปวดบวม เป็นฝีหนองบวมอาการบวมของต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณลำคอ อาการเป็นหิดคัน โรคซิฟิลิส อาการพิษจากปรอท อาการหดเกร็งของแขนและขา ปวดข้อและเอ็น

ลักษณะทั่วไป ข้าวเย็นใต้

ข้าวเย็นใต้จัดเป็นเถาไม้เลื้อย มีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดินส่วน ลำต้นหรือเถามีสีน้ำตาลแก่ ส่วนเหง้าใต้ดินมีลักษณะเป็นก้อน รูปร่างไม่แน่นอน ผิวเป็นหลุมลึกๆหรืออาจไม่เรียบ โดยจะพบก้อนแข็งนูน แยกออกมาจากเหง้าคล้ายแขนงสั้น ๆ โดยเหง้าจะมีความกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5-20 เซนติเมตร ผิวของเหง้าเป็นสีน้ำตาลออกเหลืองหรือสีน้ำตาลเทา และอาจพบรอยแยกแตกเป็นร่อง ๆ บนผิวเปลือก สำหรับเนื้อในเหง้าเป็นสีขาวอมเหลือง มีรสมันกร่อยออกหวานเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยวออกแบบเรียงสลับ โคนใบมนปลายในแหลม ใบกว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาวประมาร 5-15 เซนติเมตร

สล็อต

ใบมีขนาดบางด้านหน้าใบ ผิวมันมีเส้นตามความยาวของใบ 3 เส้น ที่สามารถมองเห็นได้ชัด ส่วนหลังใบมีสีอ่อนกว่าด้านหน้าและมีผลเหมือนแห้งสีขาว ส่วนก้านใบมีขนาดสั้น ยาวประมาณ 9-15 มิลลิเมตร ดอกออกเป็นช่อตามง่ามใบ ซึ่งในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยมากถึง 20 ดอก โดยดอกย่อยมีสีเหลืองอมเขียวขนาดเล็ก ในดอกย่อยแต่ละดอกจะมีกลีบดอก 6 กลีบ ขนาดประมาณ 2.5-3 มิลลิเมตร และมีก้านดอกยาว 4-15 มิลลิเมตร ผลเป็นแบบผลสด รูปทรงกลม มีสีเขียวและเมื่อผลแก่จะกลายเป็นสีแดงออกดำ ซึ่งผลจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง

การขยายพันธุ์ ข้าวเย็นใต้

ข้าวเย็นใต้เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดและมีการปลูกขยายพันธุ์ในประเทศจีนและเขตหนาวใกล้เคียง ซึ่งในประเทศไทยยังไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ แต่สำหรับวิธีการขยายพันธุ์นั้น สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการแยกเหง้าปลูก ซึ่งมีวิธีการเช่นเดียวกันกับข้าวเย็นเหนือ (ที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความ ข้าวเย็นเหนือ) โดยสามารถเข้าไปอ่านได้ในบทความ “ข้าวเย็นเหนือ”

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของเครื่องยาข้าวเย็นใต้ที่ได้จากเหง้าของข้าวเย็นใต้ พบว่า พบสารสำคัญต่างๆ เช่น Diosgennin,Smilacin, Dioscoralide B , Saponin, Smilax, Rosmarinic acid , Tanin และ Parillin เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้มะเร็ง เส้นเอ็นพิการ แก้ประดง แก้กามโรค ร้อนในกระหายน้ำ แก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้ปวดในหญิงหลังคลอด แก้อักเสบ ดับพิษในกระดูก โดยใช้เหง้าแห้งต้มกับน้ำดื่ม

สล็อตออนไลน์

ใช้บำรุงเลือด บำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย โดยใช้เหง้าแห้งบดละเอียดผสมกับส้มโมงแล้วนำไปต้มจนน้ำแห้ง นำตะกอนที่เหลือมาผสมกับน้ำผึ้งปั้นกินวันละ 1 เม็ด

ใช้แก้ไอ โดยใช้หัวข้าวเย็นใต้และหัวข้าวเย็นเหนือ อย่างละ 5 บาท นำมาต้มในหม้อดิน เติมเกลือทะเลเล็กน้อย ใช้ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น

ใช้แก้ฝีทุกชนิด โดยใช้หัวข้าวเย็นใต้, หัวข้าวเย็นเหนือ, กำมะถันเหลือง, ขันทองพยาบาท, หัวต้นหนอนตายยาก ,กระดูกควายเผือก หนักอย่างละ 20 บาท เหง้าสับปะรดหนัก 10 บาท, กระดูกม้า 4 บาท, ต้นพริกขี้หนูรวมราก 1 ต้น, และผิวไม้รวก 3 กำมือ นำมาต้มกับน้ำในหม้อดิน ใช้ดื่มหลังอาหารครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 เวลา ส่วนในการใช้ตามสรรพคุณของแพทย์แผนจีนให้ใบในขนาด 15-60 กรัม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านมะเร็ง มีผลการศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งในเหง้าข้าวเย็นใต้พบว่า สารสกัดของหัวข้าวเย็นใต้ มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม ซึ่งมีฤทธิ์โดดเด่นและมีประสิทธิภาพดีที่สุด รองลงมาคือเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากและเซลล์มะเร็งตับ

ฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV มีผลการศึกษาวิจัยถึงฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV พบว่า สารสกัดของหัวข้าวเย็นใต้มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ HIV-1 protease ซึ่งจากการศึกษาวิจัยจึงมีการแนะนำให้ใช้ข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้คู่กันในการต้านHIV เพราะ สารสกัดของหัวข้าวเย็นเหนือมีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ HIV-1 integrase ซึ่งหากใช้คู่กันจะได้ผลมากกว่าการใช้เพียงตัวเดียว

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของข้าวเย็นใต้อีกหลายฉบับ โดยระบุว่ามีฤทธิ์ต่างๆ เช่นฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์เพิ่มภูมิต้านทาน และฤทธิ์ห้ามเลือด เป็นต้น

jumboslot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ข้าวเย็นใต้สมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดี ที่กำหนดไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้องรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ข้าวเย็นเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

หัวใต้ดินมีลักษณะยาว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร ยาวราว 10-15 เซนติเมตร ที่ผิวไม่เรียบ ผิวด้านนอกสีน้ำตาล หัวที่มีเนื้อสีแดงเข้ม เนื้อละเอียด มีรสมัน มักเกิดทางภาคเหนือและอีสาน เรียกว่าข้าวเย็นเหนือ อีกชนิดมักส่งมาจากเมืองแต้จิ๋ว หัวมีเนื้อสีขาว เรียกว่า ข้าวเย็นใต้ มีรสมันกร่อยหวานเล็กน้อย

ตำรายาไทย: หัว แก้ประดง แก้มะเร็งคุดทะราด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้น้ำเหลืองเสีย ฆ่าเชื้อหนอง แก้เส้นเอ็นพิการ แก้กามโรค เข้าข้อออกดอก เข้าข้อ ฝีแผลเน่าเปื่อยพุพอง ทำให้แผลฝียุบแห้ง แก้ประดง แก้เม็ดผื่นคัน ดับพิษในกระดูก แก้ปัสสาวะพิการ แก้อักเสบในร่างกาย นิยมใช้คู่กันทั้งข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้ เรียกว่า ข้าวเย็นทั้งสอง

ตำรายาพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี: ใช้ หัว ต้มน้ำกิน เพื่อลดปวด สำหรับหญิงอยู่ไฟหลังคลอดบุตร ใช้หัวในยาตำรับ นำมาต้มน้ำดื่ม แก้มะเร็ง โดยบดยาหัวให้ละเอียด ผสมกับส้มโมง ต้มจนแห้ง แล้วผสมกับน้ำผึ้ง กินวันละ 1 เม็ด หัวต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงเลือด

ในตำรายาพื้นบ้านมุกดาหาร และประเทศมาเลเซีย: ใช้ เหง้า เป็นยาบำรุง

slot

ไม้เถาเนื้อแข็ง ลงหัว เลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น หรือตามพื้นดิน อาจยาวได้ถึง 5 เมตร ลำต้นกลมหรือเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย เถามีหนาม กระจายห่างๆ หัวมีเนื้อแข็ง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี ถึงรูปรีแกมรูปใบหอก กว้าง 2.5-7 เซนติเมตร ยาว 5-18 เซนติเมตร ปลายกลมหรือเว้าตื้น และเป็นติ่งแหลมสั้น โคนกลม ขอบเรียบ แผ่นใบหนา คล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน เส้นใบหลัก 5-7 เส้น มี 3 เส้นกลาง ที่เด่นชัดกว่าเส้นที่เหลือด้านข้าง เชื่อมกับเหนือโคนใบ 3-5 มิลลิเมตร ก้านใบยาว 0.5-2 เซนติเมตร มือจับยาวได้ถึง 12 เซนติเมตร ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม 1-3 ช่อดอก ออกที่ซอกใบ ใกล้ปลายกิ่ง

ดอกแยกเพศต่างต้น ใบประดับย่อยรูปไข่กว้าง ดอกสีเขียว กลีบรวม 6 กลีบ รูปรี หรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน กลีบวงในมักแคบกว่ากลีบวงนอก ช่อดอกเพศผู้มี 20-40 ดอกต่อช่อ เกสรเพศผู้มีจำนวน 6 อัน อับเรณูรูปขอบขนาน ช่อดอกเพศเมียมี 15-30 ดอกต่อช่อ รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปรี ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 1-2 เมล็ด มีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน 3 อัน รูปคล้ายเข็ม ผลทรงกลม แบบผลมีเนื้อ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร มี 1 หรือ 2 เมล็ด เกิดตามป่าโปร่ง ป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ออกดอกและผล ราวเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม หัวที่มีเนื้อสีแดงเข้ม เนื้อละเอียด มีรสมัน มักเกิดทางภาคเหนือและอีสาน เรียกว่าข้าวเย็นเหนือ อีกชนิดมักส่งมาจากเมืองแต้จิ๋ว หัวมีเนื้อสีขาว เรียกว่า ข้าวเย็นใต้

ตำรายาพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ หัว ต้มน้ำกิน เพื่อลดปวด สำหรับหญิงอยู่ไฟหลังคลอดบุตร ใช้หัวในยาตำรับ นำมาต้มน้ำดื่ม แก้มะเร็ง โดยบดยาหัวให้ละเอียด ผสมกับส้มโมง ต้มจนแห้ง แล้วผสมกับน้ำผึ้ง กินวันละ 1 เม็ด หัวต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงเลือด

ตำรายาไทย ใช้ หัว มีรสมันกร่อยหวานเล็กน้อย แก้ประดง แก้มะเร็งคุดทะราด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้กามโรค เข้าข้อออกดอก เข้าข้อ ฝีแผลเน่าเปื่อยพุพอง ทำให้แผลฝียุบแห้ง แก้ประดง แก้เม็ดผื่นคัน ดับพิษในกระดูก แก้ปัสสาวะพิการ แก้อักเสบในร่างกาย นิยมใช้คู่กันทั้งข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้ เรียกว่า ข้าวเย็นทั้งสอง ต้น รสจืดเย็น แก้ไข้เรื้อรัง ไข้ตัวร้อน ใบ รสจืดเย็น แก้ไข้เหนือ แก้ไข้สันนิบาต ผล รสขื่นจัด แก้ลมริดสีดวง

ตำรายาพื้นบ้านมุกดาหาร และประเทศมาเลเซีย ใช้ เหง้า เป็นยาบำรุง

กุหลาบมอญมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

สำหรับถิ่นกำเนิดของกุหลาบมอญนั้นเชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียจนถึงเขตอบอุ่นของยุโรปตั้งแต่อินเดีย อิหร่าน ประเทศแถบตะวันออกกลางไปจนถึงตุรกีและบัลแกเรีย แล้วจึงมีการแพร่กระจายพันธุ์ออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในเอเชียและยุโรป สำหรับในประเทศไทยเชื่อกันว่าถูกนำเข้ามาปลูกในช่วงรัชกาลที่ 2

เครดิตฟรี

ส่วนอีกข้อมูลหนึ่งระบุว่าสมเด็จพระนเรศวร ทรงนำกุหลาบมอญที่เป็นดอกไม้พื้นเมืองของมอญกลับมาปลูกในประเทศไทยหลังจากเสร็จสงครามในสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนในปัจจุบันสามารถพบกุหลาบมอญได้ทั่วทุกภาคของประเทศ

ประโยชน์และสรรพคุณกุหลาบมอญ

ในประเทศไทยกุหลาบมอญถูกนำมาใช้ประโยชน์ในหลายๆด้าน เช่น ด้านอาหาร สามารถนำกลีบดอกมาชุบแห้งทอด เพื่อใช้รับประทานร่วมกับน้ำพริก แล้วยังใช้นำมายำเป็นเมนู ยำดอกกุหลาบ นอกจากนี้ยังใช้ทำเป็นชากุหลาบที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันนี้ โดยใช้กลีบกุหลาบที่ตากแห้งมาชงเป็นชากุหลาบที่มีกลิ่นหอมและมีสีสดสวยงาม

ด้านการนำมาใช้ในทางอุตสาหกรรมก็ยังมีการนำกลีบของดอกกุหลาบมอญมาสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยมาใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและยาโดยใช้แต่งกลิ่นเครื่องสำอางและรวมถึงใช้กลิ่นอาหารและน้ำเชื่อมอีกด้วย

ส่วนด้านการใช้เป็นไม้ดอกไม้ประดับ ยังมีการนิยมนำกุหลาบมอญมาปลูกตามอาคารถานที่บริเวณบ้านเรือน สวนสาธารณะต่างๆเนื่องจากมีกลิ่นหอมแรงและกลีบดอกมีสีสันและมีลักษณะซ้อนกันเป็นชั้นๆสวยงามบานได้หลายวันและยังสามารถออกดอกได้ตลอดปีอีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยานั้น ตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณของกุหลาบมอญได้ดังนี้ กลีบดอกมีรสสุขมกลิ่นหอมเย็น ใช้เข้ายาหอมเป็นยาบำรุงหัวใจ ดอกแห้งช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ บำรุงกำลัง ช่วยขับน้ำดี แก้ไข้ตัวร้อน

ส่วนน้ำมันดอกกุหลาบมอญ เรียกว่าน้ำดอกไม้เทศ ได้จากการละลายน้ำมันดอกกุหลาบในน้ำต้มสุก นิยมนำมาใช้เป็นน้ำกระสายยาในยาขนานต่างๆคล้ายกับมะลิ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปกุหลาบมอญ

กุหลาบมอญจัดเป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง เปลือกต้นเรียบแต่ละมีหนามทั้งบริเวณลำต้นและกิ่งก้านสูงได้ประมาณ 1-2 เมตร แตกกิ่งก้านตั้งแต่โคนต้น ส่วนหนามมีมากลักษณะตรงหรือโค้งเล็กน้อย หนามอ่อนเป็นสีน้ำตาลแกมสีแดง ส่วนหนามแก่เป็นสีเทา แต่จะความยาวไม่เท่ากัน

ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกแบบเรียงสลับ โดยมีใบย่อย 5-7 ใบ ขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตรและยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร ลักษณะของใบย่อยเป็นสีเขียวรูปไข่ ปลายแหลม โคนใบมน ส่วนขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย แผ่นใบด้านล่างมีขนเล็กน้อย ส่วนก้านใบเป็นสีน้ำตาลแดง ดอกออกเป็นช่อแบบกระจะหรือช่อแบบกระจุกแตกแขนง บริเวณปลายกิ่งและปลายยอด มีดอกย่อยประมาณ 3-12 ดอก ซึ่งจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว้าง 4.5-7 เซนติเมตร กลีบดอกมีลักษณะช้อนกันเป็นชั้นๆ จำนวนมากกลีบค่อนข้างกลม ปลายกลีบดอกมน หรือเป็นหยักตื้นๆมีกลิ่นหอมแรงและบานได้หลายวัน

โดยปกติแล้วใน 1 ดอกจะมีกลีบออกประมาณ 20-30 กลีบ ซึ่งสีของดอกจะมีตั้งแต่สีขาว ชมพูอ่อน ชมพูเข้มและสีแดง แต่ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นสีชมพูและแดง ส่วนกลีบเลี้ยงดอกจะมีสีเขียว ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม เป็นติ่งแหลมกว้าง ม้วนโค้งและจะร่วงในเวลาต่อมา ผลเป็นผลสดรูปทรงกลม หรือรูปไข่ ยาวได้ถึง 2.5 เซนติเมตร มีสีแดงอ่อนถึงเข้ม ด้านในของผลมีเมล็ดสีน้ำตาลประมาณ 1-3 เมล็ด เป็นรูปสามเหลี่ยมกลม ยาวประมาณ 0.3-0.5 เซนติเมตร

การขยายพันธุ์กุหลาบมอญ

กุหลายมอญสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด การปักชำ การติดตา และการตอนกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือ การตอนกิ่งและการติดตา สำหรับวิธีการก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการตอนกิ่ง

สล็อตออนไลน์

และติดตาไม้พุ่มชนิดอื่นๆทั่วไปที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้าที่ ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการปลูกกุหลาบควรเป็นพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่วนดินควรเป็นดินร่วนปนเหนียว มีอากาศถ่ายเทได้ดี และการเตรียมพื้นที่ก่อนปลูกควรกำจัดวัชพืชให้หมด แล้วจึงขุดร่องลึกประมาณ 50 เซนติเมตร จากนั้นผสมส่วนผสมที่ประกอบด้วยขี้วัวและแกลบ

อัตราส่วน 1:1 เพื่อนำไปใส่ในร่องนั้น เพื่อเป็นปุ๋ย จากนั้นขุดหลุมในแปลงให้ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นหลุมปลูก ส่วนระยะปลูกควรเว้นระยะระหว่างต้นxระยะระหว่างแถวประมาณ 30×30 เซนติเมตร โดยควรปลูกแบบสลับฟันปลา

หลังจากปลูก (ส่วนใหญ่จะปลูกประมาณเดือนพฤษภาคม) จะเริ่มตัดดอกได้ประมาณ 45-60 วัน ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนจะตัดดอกได้ประมาณ 45-50 วัน ถ้าปลูกในฤดูหนาวจะตัดดอกได้ประมาณ 50-60 วัน

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของกุหลาบมอญ พบว่า มีสารสำคัญๆ เช่นnerol, geraniol, citronellol, phenylethyl alcohol ส่วนในน้ำมันหอมระเหยพบสาร β-phenylethyl benzoate , nonadecene , docosane และ heneicosane เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงกำลัง แก้อาการอ่อนเพลีย แก้ไข้ตัวร้อน ช่วยขับน้ำดี และใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ โดยการใช้กลีบแห้งมาต้มกับน้ำดื่มหรือชงแบบชาดื่ม หรืออาจนำมาบดเป็นผงรับประทานเป็นยาผงก็ได้เช่นกัน ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง บำรุงเลือด แก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน แก้วิงเวียน หน้ามืดตาลาย โดยใช้กลีบแห้งเข้ายาหอมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์คลายกังวล มีการศึกษาวิจัยโดยทดสอบให้หนูเจอร์บิลดมกลิ่น้ำมันหอมระเหยกุหลาบมอญเป็นเวลา 20 ชม. พบว่าหนูจะแสดงพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความคลายกังวล และเมื่อให้หนูดมน้ำมันหอมระเหยติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หนูจะมีพฤติกรรมคลายกังวลมากขึ้น โดยไม่ก่อให้เกิดอาการง่วงซึม (sedation) เมื่อเปรียบเทียบกับยาคลายกังวล diazepam

jumboslot

ฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์acethylcholinesterase มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ป้องกันการทำงานของระบบประสาทจากน้ำมัน และสารที่มีกลิ่นหอมที่สกัดได้จากกุหลาบมอญโดยทำการทดสอบในหลอดทดลองและการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ acetylcholinesterase (AChE) และ butyrylcholinesterase (BChE) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำลายสารสื่อประสาท acetylcholine และทดสอบฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นโดยการวัดปฏิกิริยาต้านออกซิเดชั่นต่างๆได้แก่ DPPH radical scavenging, metal-chelation (การวัดการจับกับโลหะเพื่อต้านการเกิดออกซิเดชั่น) และ ferric-reducing antioxidant power (FRAP) assays (การทดสอบความสามารถของสารในการจับอนุมูลอิสระโดยใช้ ascorbic acid)

และวัดระดับสารประกอบสำคัญด้วยเทคนิค Gas Chromatography-Mass Spectrometry (GC-MS) จากผลการทดสอบพบสารต่างๆในกุหลาบมอญได้แก่ citronellol, geraniol, nerol, และ phenylethyl alcohol มีฤทธิ์ยับยั้ง AChE (60.86 ± 1.99%) และ BChE (51.08 ± 1.70%) ที่ 1000 มคก./มล. โดยพบว่า phenylethyl alcohol มีฤทธิ์ยับยั้ง AChE ได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับสารอื่น

ฤทธิ์ปรับปรุงสมรรถภาพทางเพศชาย มีการศึกษาแบบ double-blind, randomized, placebo-controlled trial ในอาสาสมัครเพศชายที่มีภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการได้รับยาเมทาโดน (methadone) เพื่อบำบัดอาการติดฝิ่น จำนวน 50 คน (อายุเฉลี่ย 40 ปี) โดยสุ่มให้อาสาสมัครรับประทานน้ำมันหอมระเหยจากดอกกุหลาบมอญ (Rosa Damascena) ในรูปแบบหลอดหยด วันละ 2 มล. (ใน 1 ดรอป ประกอบด้วย citronellol 17 มก.) หรือยาหลอก เป็นเวลา 8 สัปดาห์ จากนั้นให้อาสาสมัครตอบแบบประเมินตนเอง Self-assessment of sexual dysfunction: the Brief Sexual Function Inventory (BSFI)

และแบบวัดดัชนีสากลของการทดสอบสมรรถภาพทางเพศ (International Index of Erectile Function: IIEF) พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบมอญสามารถช่วยปรับปรุงสมรรถภาพทางเพศ รวมถึงเพิ่มระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนที่ลดลงจากการได้รับยาเมทาโดน และสมรรถภาพเพศชายที่เพิ่มขึ้นไม่มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเพศ แสดงให้เห็นว่าน้ำมันหอมระเหยจากดอกกุหลาบมอญสามารถปรับปรุงสมรรถภาพทางเพศชายในผู้ป่วยที่มีภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศจากการได้รับยาเมทาโดนได้

slot

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาวิจัยในหนูแรทโดยให้ดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยนาน 28 วัน พบว่าระดับ lipid peroxidation ในสมองของหนูลดลง และระดับสารต้านอนุมูลอิสระได้แก่ วิตามิน A , E และ C และเบต้าแคโรทีน สูงกว่ากลุ่มควบคุม

ฤทธิ์ต่อการนอนหลับ ทดสอบฉีดสารสกัดเอทานอลและสารสกัดน้ำของดอกกุหลาบมอญ ที่ขนาด 500 และ 1000 มก./กก. เข้าทางช่องท้องของหนูเม้าส์ เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาคลายกังวล diazeoam (3 มก./กก.) และกลุ่มควบคุมที่ให้น้ำเกลือ (10 มล./กก.) หลังจากนั้น 30 นาที ฉีดยานอนหลับ pentobarbital ขนาด 30 มก./กก. พบว่าสารสกัดทีผลทำให้ระยะเวลาการออกฤทธิ์ ของยานอนหลับ pentobarbital ยาวนานขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับยา diazeoam

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาทางพิษวิทยาในน้ำมันกุหลาบมอญโดยป้อนทางปากให้กับหนูขาวพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) มีขนาดมากกว่า 5 กรัมต่อกิโลกรัม

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าการทดสอบความเป็นพิษของกุหลาบมอญจะระบุว่ามีความเป็นพิษต่ำมากรวมถึงมีการนำกุหลาบมอญมารับประทานเป็นอาหารได้ แต่การใช้กุหลาบมอญเพื่อเป็นสมุนไพรก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดทีพอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึง ผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้กุหลาบมอญเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ