cathedraledetunis

Day: June 23, 2021

สรรพคุณของถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองจัดเป็นพืชที่เก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลกโดยเชื่อกันว่ามีหลักฐานจารึกเกี่ยวกับถั่วเหลืองมากกว่า 5000 ปี มาแล้ว ในประเทศจีน บริเวณหุบเขาแม่น้ำเหลือง จากนั้นจึงได้มีการกระจายพันธุ์ไปยังบริเวณใกล้เคียงและกระจายพันธุ์ไปในทวีปยุโรปและอเมริกาประมาณปี พ.ศ.2143 และ พ.ศ.2347 ตามลำดับ

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทย เชื่อกันว่าถั่วเหลืองได้กระจายพันธุ์เข้ามาโดยชาวจีนอพยพในสมัยกรุงศรีอยุธยา (แต่ไม่มีบันทึกหลักฐาน) และในพ.ศ.2473 จึงมีการแนะนำให้เกษตรกรปลูกในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ในปัจจุบันถั่วเหลืองของไทยมีการปลูกกันมากในแถบภาคเหนือและภาคกลางตอนบน

ประโยชน์และสรรพคุณถั่วเหลือง

ใช้เป็นอาหาร มีการนำเมล็ดถั่วเหลืองที่ไม่แก่หรือสุกเต็มที่มาต้มรับประทานที่เรียกกันว่าถั่วแระ ซึ่งจะให้รสชาดหวานมันและมีประโยชน์อย่างมาก หรือนำถั่วเหลืองที่แก่จัดมาใช้ทำเป็นอาหารคาวหวานต่างๆ เช่น ซุปถั่ว ทอดมันถั่วเหลือง ผัดถั่วเหลืองเต้าหู้เห็นหอม น้ำเต้าหู้ หม้อแกงถั่ว และขนมถั่วกวน เป็นต้น หรือถั่วบางพันธุ์มีเมล็ดโตใช้บรรจุกระป๋อง เมื่อเมล็ดสุกแล้วก็ใช้ทำถั่วงอกซึ่งให้ลักษณะต้นถั่วงอกคล้ายถั่วเขียว หรืออาจใช้หมักทำเต้าเจียว เต้าหู้ ซีอิ้ว หรืออาจใช้ผลิตเป็นแป้งแล้วปรับปรุงให้เป็นเนื้อคล้ายเนื้อสัตว์ซึ่งเรียกว่าเนื้อเทียม โดยอาจทำให้มีลักษะเป็นเนื้อไก่ วัว ไก่งวง แฮม เบคอน ฯลฯ ก็ได้ นอกนั้นแป้งถั่วเหลืองใช้ผสมหรือปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น ทำขนมต่างๆ อาหารทารก ฯลฯ นอกจากนี้ถั่วเหลืองยังมีน้ำมันซึ่งสามารถสกัดจากถั่วเหลืองใช้เป็นน้ำมันในการปรุงอาหารหรือทำมาการีนและน้ำสลัด เป็นต้น

ใช้ในทางอุตสาหกรรม ถั่วเหลืองยังสามารถใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมได้เช่น ผลิตกาว ใช้เป็นส่วนผสมยาฆ่าแมลง สี ปุ๋ย กระดาษ ผ้าฉนวนไฟฟ้า หมึกพิมพ์ สบู่ เครื่องสำอาง เบียร์ เส้นใย วิตามิน และยาต่างๆ ซึ่งถั่วเหลืองนั้นอาจเป็นส่วนสำคัญของผลิตภัณฑ์หรือเป็นส่วนประกอบที่ช่วยให้มีคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ดีขึ้น

ในด้านเกษตรกรรม ถั่วเหลืองจัดเป็นพืชบำรุงดิน เมื่อไถกลบถั่วเหลืองลงไปในดินก่อนที่ถั่วเหลืองจะแก่ ก็จะเป็นปุ๋ยพืชสดที่ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์และมีคุณสมบัติดี นอกจากนี้กากของถั่วเหลืองยังสามารถใช้เลี้ยงสัตว์หรือใช้ทำเป็นอาหารสัตว์ได้อีกด้วย

สล็อต

สำหรับสรรพคุณทางยาของถั่วเหลืองนั้น ตามตำรายาไทยนั้นได้ระบุถึงสรรพคุณของถั่วเหลืองไว้ว่า เปลือกเมล็ดใช้บำรุงโลหิต แก้ปวดศีรษะ ขับปัสสาวะ แก้เหงื่อออกมาก รักษาแผลเปื่อย แผลเน่า เมล็ด ช่วยบำรุงเลือด บำรุงกำลัง ช่วยฟื้นไข้ ช่วยขับร้อน ถอนพิษ สลายน้ำแก้ตานขโมย ใช้เป็นยาระบายหล่อลื่นลำไส้ ใช้ขับปัสสาวะ แก้อาการร้อนวูบวาบในสตรีหมดประจำเดือน แก้พิษเฉียบพลันในสตรีมีครรภ์ ใบใช้แก้รักษาเลือดออก แก้พิษงู ดอกใช้รักษาต้อกระจก

ลักษณะทั่วไปถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองจัดเป็นไม้พุ่มแตกแขนงค่อนข้างมาก ลำต้นตั้งตรง และมีความสูงประมาณ 30-150 เซนติเมตร สีเขียวหรือสีเขียวอมเหลืองมีขนปกคลุมอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ต้นถั่วเหลืองยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ชนิดทอดยอด คือ ประเภทที่ช่อดอกไม่เกิดที่ยอดของลำต้นแต่จะเกิดตามมุมของใบ และชนิดไม่ทอดยอด คือ ประเภทที่ช่อดอกเกิดเป็นกลุ่มที่ยอดของลำต้น ราก เป็นระบบรากแก้ว (tap root system) โดยอาจหยั่งลึกถึง 50-100 เซนติเมตร (แต่ทั่วๆไประบบรากจะอยู่ในความลึก 30-45 ซม.จากระดับผิวดิน) ซึ่งตามรากจะพบปม (nodule) ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียพวก Rhizobium japonicum เข้าไปอาศัยอยู่ ใบ เป็นแบบเรียงสลับ บนลำต้น แต่ใบจริงคู่แรกเป็นใบเดี่ยว (simple leaf) และใบที่เกิดต่อๆ มาเป็นใบรวม (compound leaves) มีขนาดรูปร่างต่างกัน

มักเป็นแบบมีใบย่อย 3 ใบ มีก้านใบรวมยาว 5-10 ซม. ส่วนก้านของใบย่อย ใบกลางยาวกว่าก้านของใบย่อยอีก 2 ใบ ตรงโคนก้านใบทุกชนิดมีข้ออ่อนเรียก pulvinus ใบมีรูปร่างหลายแบบเช่นรูปไข่ (ovate) จนถึงเรียวยาว (lanceolate) ใบสีเขียวแต่จะมีขนสีเทาหรือสีน้ำตาลปกคลุมอยู่ทั่วไป ส่วนมากใบจะร่วงเมื่อผลเริ่มแก่ และเมื่อผลแก่เต็มที่ใบจะร่วงหมด ดอก ออกเป็นช่อ แบบกระจะโดยจะเกิดตามมุมของก้านใบหรือที่ยอดของลำต้นดังได้กล่าวมาแล้ว ในช่อดอกหนึ่งๆมีดอกตั้งแต่ 3-15 ดอก มีวีขาวหรือสีม่วง และเมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 3-8 มม. ซึ่งดอกสีขาวจะเป็นลักษณะด้อย (recessive) ผลออกเป็นฝักซึ่งจะเกิดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-10 ฝัก ฝักเป็นรูปรีปลายแหลมสีเขียวมีความยาว 2-7 เซนติเมตรและมีขนสีเทาหรือสีน้ำตาลปกคลุมอยู่ ในฝักมีเมล็ด 1-3 เมล็ด และเมื่อฝักแก่จะมีสีน้ำตาล และมักตกอ้าออกซึ่งจะทำให้เมล็ดร่วงออกมาได้ เมล็ด เมล็ดมีขนาดและรูปร่างต่างๆกัน โดยอาจมีรูปร่างตั้งแต่กลมรีจนถึงยาวและอาจมีสีเหลือง เขียว น้ำตาล และดำ

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์ถั่วเหลือง

การเตรียมดิน ไถดินให้ลึกประมาณ 15-20 ซม. ตากดินทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ ปล่อยให้น้ำท่วมแปลงแล้วระบายน้ำออกตากหน้าดินไว้อีก 1-2 วัน แล้วไถพรวนซ้ำอีกครั้งก่อนปลูก เมื่อจัดหาเมล็ดพันธุ์ได้แล้วก่อนที่จะปลูกควรทำการทดสอบความงอกก่อน โดยวิธีการทดสอบความงอกแบบง่ายๆ คือ นำเมล็ดถั่วเหลือง 100 เมล็ด ปลูกในกระบะดิน ตรวจนับหลังจากปลูก 5-7 วัน ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีควรงอกไม่ต่ำกว่า 70 ต้น แล้วจึงทำการเลือกสายพันธุที่ผ่านเกณฑ์นี้ จากนั้นจึงทำการคลุกเชื้อไรโซเบียมโดยการใส่น้ำตาล 5 ช้อนแกงลงในกระป๋องนมข้น ใส่น้ำลงไปประมาณ 3 ใน 4 ของกระป๋องนมข้น คนน้ำตาลให้ละลายในน้ำจนหมดเติมน้ำลงไปให้เต็มกระป๋อง คนให้ทั่ว จากนั้นเทน้ำเชื่อมเจือจางจากกระป๋องนมข้นที่ได้ คลุกเคล้ากับเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง 15 กก. หรือ 1 ถัง เทไรโซเบียมลงบนเมล็ดพันธุ์ที่คลุกน้ำเชื่อมแล้ว ในอัตราไรโซเบียม 1 ถุงต่อเมล็ดพันธุ์ 15 กก. คลุกเคล้าเบาๆ ให้ทั่ว แล้วจึงนำไปผึ่งลมในที่ร่มให้แห้ง ประมาณ 20-30 นาที ผงไรโซเบียมจะติดกับเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองไม่หลุดร่วงง่าย นำไปปลูกได้แต่ทั้งนี้หลังจากคลุกไรโซเบียมเสร็จแล้วควรปลูกทันที

ส่วนวิธีการปลูกที่ให้ผลผลิตสูง มีอยู่ 2 วิธี คือ

ปลูกเป็นหลุม โดยควรใช้ระยะห่างระหว่าหลุม 20-30 ซม. ระยะแถว 25-30 ซม. โดยปลูก หลุมละ 3-4 ต้น (ควรหยอดเมล็ดหลุมละ 3-5 เมล็ด เพื่อจะงอก 3-4 ต้น)

ปลูกโดยโรยเป็นแถว โดยใช้เครื่องหยอด ซึ่งควรใช้ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 30 ซม. ให้มีจำนวนต้นประมาณ 20 ต้นต่อระยะแถวยาวประมาณ 1 เมตร เพราะการใช้ระยะระหว่างแถว 30 ซม. จะสัมพันธ์กับการใช้เครื่องเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองแบบวางรายได้มีประสิทธิภาพ

jumboslot

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของเมล็ดถั่วเหลืองที่นิยมนำมาบริโภค ปรากฏว่าพบสารสำคัญ ๆ ดังนี้ พบสารกลุ่ม Isoflavones เช่น genistein , daidzein , glycitein

นอกจากนี้ยังพบสารอื่นๆ อีกเช่น lecithin , globulin , phytic acid และ Sayasaponin I เป็นต้น ส่วนเมล็ดถั่วเหลืองยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงเลือดบำรุงกำลัง ช่วยฟื้นไข้ ช่วยขับร้อน สลายน้ำ แก้ตานขโมย ใช้เป็นยาระบาย โดยใช้เมล็ดของถั่วเหลืองมาประกอบอาหารคาว-หวานรับประทาน ใช้ขับปัสสาวะ โดยใช้เมล็ดแห้ง 30-90 กรัม หรือใช้เปลือกเมล็ดแห้ง 10-15 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงโลหิต แก้ปวดศีรษะ แก้เหงื่อออกมาก โดยใช้เปลือกแห้ง 10-15 กรัมมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้เลือดออกโดยใช้สดมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้แผลงูกัด แก้พิษงู โดยใช้ใบสดมาตำพอกวันละ 3 ครั้ง บริเวณที่โดนกัด

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดการสะสมไขมันในตับ มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง (Glycine max L.) ช่วยลดการสะสมไขมันในตับที่ไม่มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ (non-alcoholic fatty liver disease: NAFLD) ซึ่งมีการทดลองในสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะไขมันในตับด้วยการกินอาหารไขมันสูง ทำการทดลองโดยแบ่งหนูแรท ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มควบคุมซึ่งได้รับอาหารไขมันสูงเพียงอย่างเดียว กลุ่มที่ 2 และ 3 ได้รับอาหารไขมันสูงร่วมกับสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลืองในขนาด วันละ 10 และ 20 มก./กก. ตามลำดับ ติดต่อกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าสารไอโซฟลาโวนสามารถลดการสะสมไขมันในตับได้ ทำให้ระดับเอนไซม์ตับชนิด alanine transaminase (ALT) ลดลง และปรับปรุงโครงสร้างของเซลล์ตับ (liver lobule structure)

slot

นอกจากนี้ยังมีผลลดการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างไขมันของร่างกาย ได้แก่ sterol regulatory element binding protein (SREBP1c) และ fatty acid synthase (FAS) ลง ร่วมกับเพิ่มระดับของ peroxisome proliferator activated receptor (PPAR) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมกระบวนการออกซิเดชันของกรดไขมันอิสระ โดยหากเกิดความบกพร่องของ PPAR จะทำให้กระบวนการออกซิเดชันของกรดไขมันเสียไปและเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ ดังนั้นจากผลการทดลองจึงสรุปได้ว่าสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลืองสามารถชะลอการเกิดภาวะไขมันพอกตับ โดยกลไกลดการสะสมไขมันผ่านการยับยั้งการสังเคราะห์ไขมันและเพิ่มระดับ PPAR ซึ่งกระตุ้นการเกิดออกซิเดชันของกรดไขมันในตับ

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและลดภาวะดื้ออินซูลินในหญิงที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ มีการศึกษาผลของสาร oligosaccharides จากถั่วเหลือง (Glycine max (L.) Merr.) ต่อการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระและภาวะดื้ออินซูลินในหญิงที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จำนวน 97 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับสาร oligosaccharides จากถั่วเหลือง ขนาด 10 ก. ผสมในน้ำอุ่น 200-300 ซีซี ต่อวัน รับประทานก่อนนอน ร่วมกับการฉีดอินซูลิน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมที่ได้รับอินซูลินอย่างเดียว พบว่าสาร oligosaccharides จากถั่วเหลือง มีผลเพิ่มเอนไซม์ superoxide dismutase, catalase, glutathione peroxidase ลดระดับของ thiobarbituric acid reactive substance ลดระดับน้ำตาลในเลือด อินซูลิน ค่า insulin resistance index, ค่า islet βcells function index และเพิ่ม adiponectin นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มที่ได้รับสาร oligosaccharides จากถั่วเหลือง เวลาในการรักษาด้วยอินซูลินจะเพิ่มขึ้น แต่ขนาดของอินซูลินที่ใช้จะลดลง แสดงว่าสาร oligosaccharides จากถั่วเหลืองสามารถลดภาวะดื้ออินซูลินในหญิงที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ โดยเป็นผลมาจากฤทธิ์ในต้านอนุมูลอิสระของสารดังกล่าว

ฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และฤทธิ์ต้านการอักเสบของเปปไทด์จากโปรตีนในถั่วเหลือง มีการศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารเปปไทด์ที่แยกได้จากโปรตีนในถั่วเหลืองที่กำลังงอก (germinated soybean proteins) ซึ่งโปรตีนดังกล่าวจะถูกย่อยด้วยเอนไซม์ pepsin/pancreatin จนได้เปปไทด์ขนาดต่างๆ จากการศึกษาพบว่าเปปไทด์ในขนาดที่มากกว่า 10 kDa, ขนาด 5-10 kDa, และขนาดที่มากกว่า 5 kDa แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิด Caco-2, HT-29, และ HCT-116 นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบภายในเซลล์ macrophages ชนิด RAW 264.7 ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสาร lipopolysaccharide อีกด้วย โดยเปปไทด์ที่มีขนาด 5–10 kDa แสดงฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และต้านการอักเสบได้ดีที่สุด หลังจากนำเปปไทด์ขนาดดังกล่าวไปทำให้บริสุทธิ์ด้วยเทคนิค semi-preparative chromatography และพิสูจน์โครงสร้างทางเคมีด้วยวิธี HPLC-MS/MS พบว่าสารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ β-conglycinin และ glycinin ซึ่งมีกรดอะมิโนชนิด glutamine อยู่เป็นจำนวนมาก จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าสารเปปไทด์ที่แยกได้จากโปรตีนในถั่วเหลืองที่กำลังงอกมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ

สรรพคุณของทองกวาว

ทองกวาวนับเป็นพืชพื้นเมืองดั้งเดิมของไทยอีกชนิดหนึ่ง เพราะมีถิ่นกำเนิดที่เขตร้อนในบริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ เช่นใน ประเทศไทย พม่า กัมพูชา ลาว มาเลเซีย ศรีลังกา เนปาล อินเดีย ปากีสถาน และบังคลาเทศ สำหรับในประเทศไทย พบขึ้นทุกภาคโดยจะกระจายทั่วไปตามที่ราบลุ่มและในป่าเบญจพรรณ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 80-300 เมตร แต่มักจะพบมากทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่าภาคอื่นๆ

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณทองกวาว

มีการนำส่วนต่างๆของทองกวาวมาใช้ประโยชน์ในหลายๆด้าน เช่น ใช้เปลือกของต้นทองกวาว ทำเชือกและกระดาษได้ ส่วนกิ่งก้านและเนื้อไม้ทองกวาวใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน หรือยังใช้ก่อสร้างบ้านเรือน (ส่วนที่อยู่ในร่ม) และยังใช้ทำฟืนหรือเผาถ่าน สำหรับใบของทองกวาวชาวพิจิตรยังนิยมนำมาใช้ตากมะม่วงกวน เพราะจะได้มะม่วงกวนที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และในปัจจุบันยังนิยม นำทองกวาวมาปลูกในบริเวณอาคารบ้านเรือน สวนสาธารณะ และตามข้างถนนหนทาง เพราะสามารถให้ร่มเงาได้ดี และมีดอกงดงามสวยสะดุดตา ในส่วนสรรพคุณทางยาของทองกวาวนั้น

ตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณของทองกวาวไว้ว่า ราก รสเมาร้อน ใช้บำรุงธาตุ บำรุงประสาท แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ขับพยาธิ แก้ริดสีดวงทวาร แก้ตะคริว ดอก ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ หยอดตาแก้ตาแดง ตาแฉะ ตามัว ปวดเคืองตา ใช้แก้พิษฝี สมานแผล ปากเปื่อย ใบ ตำพอกแก้ฝีและสิว ถอนพิษ แก้ปวด แก้ท้องขึ้น แก้ริดสีดวง บำรุงกำลัง เมล็ด ขับไส้เดือน พยาธิ แก้ผิวหนังอักเสบ คันและแสบร้อน ผิวหนังเป็นผื่นแดง ยางจากต้น ใช้ฝาดสมาน ภายนอก และกินแก้ท้องเสีย ท้องร่วง

ลักษณะทั่วไปทองกวาว

ทองกวาวจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 8-15 เมตร ลำต้นส่วนมากจะคดงอ เนื่องจากตอนต้นยังเล็กๆจะมีลักษณะเป็นไม้กึ่งเลื้อย และแตกกิ่งต่ำ เมื่อยืนต้นได้จะแตกเรือนยอดแผ่กว้างไม่เป็นระเบียบและมีเปลือกสีเทาคล้ำแตกระแหงเป็นร่องตื้นๆ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย สีเขียวและมองเห็นเส้นใบชัดเจนจำนวน 3 ใบออกสลับกันโดยออกจากปลายก้านเดียวกันคล้ายใบทองหลาง ส่วนใบย่อยที่ปลายเป็นรูปไข่ หรือรูปป้อม โคนเบี้ยวปลายมนคล้ายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ส่วนใบย่อยด้านข้างทั้งสองจะไม่ค่อยเบี้ยว

สล็อต

ขนาดของใบกว้างประมาณ 10-12 เซนติเมตร มีความยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อ บริเวณปลายกิ่งและบริเวณกิ่งเหนือรอยแผลใบ โดยช่อดอกจะยาว 40-60 เซนติเมตร ส่วนดอกย่อยจะยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ดอกมีสีแสด ลักษณะคล้ายดอกถั่วหรือดอกแคขนาดใหญ่มี 5 กลีบ มีเกสรเพศผู้มี 10 อัน ส่วนโคนก้านเชื่อมติดกันเป็นหลอด ฝักรูปร่างแบน เมื่ออ่อนจะมีสีเขียวและเมื่อแก่เต็มที่จะเป็นสีน้ำตาลเหลือง กว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ส่วนในฝักมีเมล็ดบริเวณปลายฝัก 1-2 เมล็ด

การขยายพันธุ์ทองกวาว

ทองกวาวสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด และการปักชำกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในการขยายพันธุ์ในปัจจุบัน คือ การเพาะเมล็ด เพราะจะได้ต้นทองกวาวที่มีระบบรากที่แข็งแรง สามารถรองรับน้ำหนักและยึดกับดินได้ดี เมื่อมีลมพายุพัด นอกจากนี้ทองกวาวยังเป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกง่ายทนแล้งได้ดี ชอบดินร่วนที่มีความชื้นปานกลาง สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและการปลูกทองกวาวนั้น สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและการปลูกไม้ยืนต้นประเภทอื่นๆตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมีของดอกทองกวาวพบว่า มีสารสำคัญหลายชนิด อาทิเช่น Glabrin, Butrin, Kaempferol, Sulfurein, sitosterol, Glabrosaponin,Isobutrin, coreopsin, Isomonospermoside, Isocoreopsin, monospermoside, Stearic acid, Palmitic acid, และ Pongamin เป็นต้น

สล็อตออนไลน์


รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงธาตุ บำรุงประสาท แก้ท้องเฟ้อ ท้องขึ้น แก้ริดสีดวงทวาร โดยใช้รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงกำลัง แก้ท้องขึ้น แก้ริดสีดวงทวาร โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ถอนพิษไข้ แก้กระหายน้ำขับปัสสาวะ โดยใช้ดอกแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม หรือ บดชงแบบชาก็ได้ ใช้ขับพยาธิไส้เดือน โดยใช้เมล็ดมาบุบพอแตกต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้อาการตาแดง ระคายเคืองตา เจ็บตา ตามัว ตาแฉะ ตาฟาง โดยใช้ดอกมาบีบเอาน้ำหยอดตา ใช้แก้อาการคัน แสบร้อน เป็นผื่นแดง โดยใช้เมล็ดบดให้ละเอียดผสมกับน้ำมะนาวทาบริเวณที่เป็น ใช้แก้ตะคริวโดยใช้รากสดมาทุบแล้วใช้ประคบบริเวณที่เป็น ใช้แก้สิว แก้ฝี แก้แผลอักเสบ โดยใช้ใบสดมาตำพอกบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดความอ้วน คอเรสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และระดับน้ำตาลในเลือด มีการศึกษาฤทธิ์ต้านความอ้วนของสารสกัดเมทานอลจากดอกทองกวาว (Butea monosperma (Lam.) Taub.) ในหนูแรทที่เหนี่ยวนำให้เกิดภาวะอ้วนด้วยการป้อนอาหารไขมันสูง จากนั้นป้อนหนูแรทที่ถูกเหนี่ยงนำให้อ้วนด้วยสารสกัดเมทานอลจากดอกทองกวาวขนาด 100, 200 และ 400 มก./กก./วัน เป็นเวลา 40 วัน จากนั้นทำการประเมินน้ำหนักตัวทุก 5 วัน ประเมินการสะสมไขมันในอวัยวะและร่างกาย การเคลื่อนไหว และตรวจวัดระดับคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์

รวมถึงน้ำตาลในเลือดในวันที่ 39 และ 40 ของการศึกษา ผลพบว่าการป้อนสารสกัดจากดอกทองกวาวที่ขนาด 400 มก./กก./วัน สามารถลดน้ำหนัก ระดับคอเลสเตอรอลรวม ไตรกลีเซอไรด์ และระดับน้ำตาลในเลือด ร่วมกับมีผลในการเพิ่มกิจกรรมการเคลื่อนไหวและอุณหภูมิร่างกายที่ลดลงจากภาวะอ้วนให้กลับสู่ค่าปกติ แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากดอกทองกวาวสามารถปรับปรุงดัชนีน้ำหนักและปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้

jumboslot

ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ มีการศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพของสารสกัดเมทานอลจากใบ, ลำต้น และดอกทองกวาว ( Butea monosperma Kuntze ) โดยแบ่งเป็นส่วนสกัดของเฮกเซน (n-hexane), เอทิล อะซีเตต (ethyl-acetate) และ บิวทานอล (n-butanol) จากนั้นนำแต่ละส่วนสกัดไปทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อโดยวิธี disk diffusion ปรากฏว่าให้ผลดังนี้ ส่วนสกัดเอทิล อะซีเตตของใบมีฤทธิ์แรงในการต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus และ S. epidermidis และต้านเชื้อรา Trichophyton mentagrophytes และ Microsporium gypseum

สารสกัดเมทานอล และส่วนสกัดเฮกเซนของดอกมีฤทธิ์แรงในการต้านเชื้อแบคทีเรีย Klebsiella pneumoniae และต้านเชื้อรา Aspergillus niger ส่วนสกัดเฮกเซน และเอทิล อะซีเตต ของสารสกัดเมทานอลจากลำต้น แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย K. pneumoniae และต้านเชื้อรา M. gypseum, T. mentagrophytes และ Sporothrix schenckii.

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาของดอกทองกวาวในต่างประเทศพบว่า มีฤทธิ์รักษาและปกป้องตับ มีฤทธิ์รักษาโรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคท้องเสียได้อีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดดอกทองกวาว ในหนูที่เป็นเบาหวานซึ่งทำการทดสอบพิษเฉียบพลันโดยการป้อนสารสกัดครั้งเดียวในขนาด 1,000 1,500 และ 2,000 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าสารสกัดทุกขนาดไม่ทำให้หนูทดลองตายและไม่แสดงอาการความเป็นพิษหลังให้สารสกัดภายใน 24 ชั่วโมง และสังเกตอาการต่อ 14 วัน และหนูทดลองทุกตัวมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่แตกต่างกัน (p<0.05)

slot

และมีผลการทดสอบพิษกึ่งเฉียบพลันด้วยการป้อนสารสกัดดอกทองกวาวขนาด 2,000 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แก่หนูทดลองทุกสองวัน เป็นเวลา 14 วัน ไม่พบหนูตายหรือแสดงอาการความเป็นพิษใดๆ ส่วนค่าเคมีโลหิต พบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดดอกทองกวาวในขนาดแตกต่างกันมีค่า BUN , Cr , Ab , TP , TG และ ALP สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับหนูควบคุม และค่าโลหิตวิทยา ได้แก่ Het , Hb , RBC และ WBC พบว่าหนูทดลองทุกกลุ่มมีค่าโลหิตวิทยาไม่แตกต่างกัน ยกเว้น WBC ในกลุ่มหนูปกติที่ได้รับสารสกัดในขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม มีจำนวน WBC ต่ำกว่าหนูปกติควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และหนูทุกตัวมีน้ำหนักตัวไม่แตกต่างกัน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ทองกวาวเป็นสมุนไพรเพราะในเมล็ดทองกวาวพบสาร Butin ที่คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนของเพศหญิงโดยจะออกฤทธิ์ทำให้เกิดการบีบตัวของมดลูก
ในการใช้ทองกวาวเป็นสมุนไพรควรใช้ด้วยความระมัดระวังไม่ควรใช้เกินขนาดและไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากหลักฐานทางด้านความเป็นพิษยังมีอยู่น้อยมาก
เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ทองกวาวเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ปอเต่าไห้มีประโยชน์อย่างไร

ปอเต่าไห้เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย โดยเชื่อกันว่าบริเวณที่เป็นถิ่นกำเนิดดั้งเดิมนั้นอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ โดยมีรายงานว่ามีการค้นพบพืชชนิดนี้ครั้งแรกที่ประเทศไทย และในปัจจุบันมีเขตการกระจายพันธุ์ไปทั่วทั้ง 2 ภูมิภาคดังกล่าว สำหรับประเทศไทยสามารถพบปอเต่าไห้ได้เกือบทุกภาคของประเทศยกเว้นภาคใต้ จะพบได้บริเวณชายป่า หรือตามป่าเบญจพรรณป่าเต็งรัง ที่ค่อนข้างชื้น และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 500 เมตร

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณปอเต่าไห้

ในสมัยก่อนมีการนำเส้นใยของเปลือกต้นปอเต่าไห้มาฟั่นทำเป็นเชือกปอ และใช้ทำเครื่องจักสานต่างๆ เนื่องจากมีความเหนียวและทนทาน นอกจากนี้ยังมีการใช้ปอเต่าไห้มาเป็นสมุนไพรโดยมีสรรพคุณทางยาตามตำรายาไทยดังนี้ รากใช้เป็นยาระบาย แก่น แก้ไอ ขับเสมหะ แก้ประดง แก้หืด ขับลม แก้ผื่นคันตามผิวหนัง แก้โรคเรื้อน คุดทะราด ใบ ใช้รักษาโรคตา ผลใช้เป็นยาถ่าย

ลักษณะทั่วไปปอเต่าไห้

ปอเต่าไห้จัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยตั้งลำต้นตรง หรือไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง สูงได้ 2-5 เมตร เปลือกต้น สีน้ำตาลเข้มผิวเรียบ เปลือกมีความเหนียวและมีมือเกาะออกตรงข้าม ส่วนกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง ประปราย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม กว้าง 3-6 ซม. ยาว 5-10 ซม. ลักษณะรูปไข่หรือรูปรีขอบเรียบ ปลายแหลมหรือมน มีติ่งหนามเล็ก ๆ โคนรูปลิ่ม แผ่นใบหนา ด้านบนเป็นสีเขียวเกลี้ยงด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขนสีเทาสั้นนุ่มตามร่องเส้นใบด้านล่างและที่เส้นแขนงใบ โดยมีเส้นแขนงใบข้างละ 15-25 เส้น สามารถมองเห็นชัดเจนทั้งสองด้าน และก้านใบยาว 6-8 มม. ช่อดอก เป็นแบบช่อซี่ร่ม ออกบริเวณปลายกิ่ง ซึ่งจะมีจำนวนดอก 3-15 ดอก

ดอกเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ รูปลิ้น ยาวประมาณ 2.5 มม. เป็นแบบอวบน้ำ ปลายเป็นแฉกลึก 2 แฉก รูปขอบขนาน มีเกสรเพศผู้ 10 อัน เรียงเป็น 2 วง รังไข่รูปรี อยู่เหนือวงกลีบ ยาว 1-2 มม. ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยาว 1.5-2 มม. ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่ม มีก้านช่อดอก ยาว 2-5 ซม. ผลเป็นแบบผลสดลักษณะผลเกลี้ยงรูปไข่มีสีเขียว กว้าง 6-8 มม. ยาว 1-1.5 ซม. ปลายแหลมและมีผนังชั้นในแข็ง มีก้านผลยาว มีใบประดับ 2 ใบ สีน้ำตาลอ่อน ขนาด 2-4 เซนติเมตร เมล็ดรูปไข่ กว้าง 4-5 มม. ยาว 6-8 มม.

สล็อต

ต้นปอเต่าไห้ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อยตั้งตรง หรือเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง มีความสูงได้ประมาณ 2-5 เมตร เปลือกต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลเข้ม เหนียว มีมือเกาะออกตรงข้าม ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงขึ้นประปราย มีเขตการกระจายพันธุ์จากอินเดียจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบขึ้นแทบทุกภาค ยกเว้นทางภาคใต้ ขึ้นทั่วไปตามชายป่า บริเวณที่ค่อนข้างชื้น ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง โดยมักพบขึ้นปะปนอยู่กับต้นไม้พวกยางชนิดต่าง ๆ ที่ความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงที่ความสูงประมาณ 500 เมตร

ใบปอเต่าไห้ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม พบบ้างที่ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปรี พบบ้างที่มีลักษณะกลม ปลายใบแหลมหรือมน มักมีติ่งหนามเล็ก ๆ โคนใบเป็นรูปลิ่มหรือมน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นสีเขียว มีขนสีเทาสั้นนุ่มขึ้นประปรายถึงหนาแน่นตามร่องเส้นกลางใบ ด้านล่างเป็นสีเทา มีขนสั่นนุ่มขึ้นประปรายถึงแน่น โดยเฉพาะตรงเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบ เส้นแขนงใบมีข้างละ 15-25 เส้น เห็นได้ชัดเจนทั้งสองด้าน ก้านใบเกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่ม ยาวได้ประมาณ 0.6-0.8 เซนติเมตร เป็นร่องทางด้านบน

ดอกปอเต่าไห้ ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกเป็นแบบช่อซี่ร่ม มีจำนวนดอกประมาณ 3-15 ดอก ดอกเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง ก้านช่อดอกยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร ใบประดับเป็นเยื่อบางสีครีมแกมสีเขียวอ่อน ลักษณะเป็นรูปรี ปลายและโคนมน มีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร มีขนทั้งสองด้านติดทน ส่วนใบประดับย่อยมีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นรูปแถบ ติดทน กลีบเลี้ยงที่โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร มีขนทั้งสองด้าน สำหรับกลีบดอกนั้นจะมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปลิ้น มีความยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร อวบน้ำ ที่ปลายเป็นแฉกลึก 2 แฉก

ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน เรียงเป็น 2 วง ก้านชูอับเรณูเกลี้ยง ยาวได้ประมาณ 0.5-1.5 มิลลิเมตร อับเรณูยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร รังไข่เป็นรูปรี อยู่เหนือวงกลีบ ยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร มีขนคล้ายเส้นไหมหนาแน่น มี 1 ช่อง มีออวุล 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยาวได้ประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่ม

สล็อตออนไลน์

ผลปอเต่าไห้ เป็นผลสด ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ปลายแหลม ผิวเกลี้ยงหรือมีขนละเอียด ผนังชั้นในแข็ง ผลเป็นสีเขียว มีขนาดกว้างประมาณ 0.6-0.8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีก้านผลยาว มักพบร่องรอยของกลีบเลี้ยงที่โคนผล มีใบประดับสีน้ำตาลอ่อน 2 ใบ ขนาดประมาณ 2-4 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดลักษณะเป็นรูปไข่ ขนาดกว้างประมาณ 0.4-0.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.6-0.8 เซนติเมตร จะออกดอกและติดผลในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

การขยายพันธุ์ปอเต่าไห้

ปอเต่าไห้สามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด ซึ่งในปัจจุบันยังไม่นิยมนำมาปลูกเป็นพืชทางการเกษตรหรือปลูกในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการขยายพันธุ์ของปอเต่าไห้จะเป็นการขยายพันธุทางธรรมชาติ แต่หากต้องการที่จะทำการปลูกหรือขยายพันธุ์ปอเต่าไห้ก็สามารถทำได้ โดยมีวิธีการเช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของรากปอเต่าไห้พบว่ามีสาระสำคัญดังนี้ รากพบ umbelliferone,chamaejasmin, nordentatin, linobiflavonoid,7-O-β-d-glucopyranosyl chamaejasmin, ormocarpin , ( – )-wikstromol, matairesinol, clausarin, carthamidin ,daphnoretin, (+)-lariciresinol

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้เป็นยาระบายโดยการนำรากประมาณ 2 ข้อนิ้ว มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไอขับเสมหะ ขับลม แก้หืด แก้ประดง แก้ผื่นคันตามผิวแห้ง แก้คุดตะราด โดยนำแก่นต้นมาทำให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วตากให้แห้ง จากนั้นนำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิโดยใช้ผลแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

jumboslot

ปอเต่าไห้ มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาทั่วไปไทยและต่างประเทศน้อยมาก แต่มีผลการศึกษาฉบับหนึ่งระบุว่า ในสารสกัดจากรากพบสาร daphnoretin ที่แสดงฤทธิ์กดการแสดงออกของยีนไว้รัสตับอักเสบบีในเซลล์ตับของมนุษย์ในหลอดทดลอง

ตำรายาไทยจะใช้แก่นปอเต่าไห้ เป็นยาแก้หืด, แก้ไอ, ขับเสมหะ, ขับลม, แก้ประดง (อาการของโรคผิวหนัง เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด มีอาการคันมาก และมักมีไข้ร่วมด้วย), แก้ผื่นคันตามผิวหนัง, แก้โรคเรื้อน, คุดทะราด (แก่น)
ใบนำมาต้มเป็นยารักษาโรคตา (ใบ)
ผลใช้เป็นยาถ่าย (ผล)
รากมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ยาพื้นบ้านจะใช้รากประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบาย (ราก)

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ปอเต่าไห้เป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคตามสรรพคุณในตำรายาต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้ เพราะยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทางพิษวิทยาและในการศึกษาทางเภสัชวิทยานั้นก็เป็นเพียงการศึกษาในหลอดทดลองเท่านั้น ดังนั้นในการใช้ควรใช้ในขนาดที่พอเหมาะไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้องรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ปอเต่าไห้เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

slot

ไม้พุ่มรอเลื้อยตั้งตรง หรือไม้เถาเนื้อแข็ง สูง 2-5 เมตร เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลเข้ม เหนียว มีมือเกาะออกตรงข้าม กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง มีขนประปราย ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม พบบ้างที่เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปรี พบบ้างที่เป็นรูปกลม กว้าง 3-6 ซม. ยาว 5-10 ซม. ปลายแหลมหรือมน มักมีติ่งหนามเล็ก ๆ โคนรูปลิ่มหรือมน ขอบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ด้านบนสีเขียวเกลี้ยง มีขนสีเทาสั้นนุ่มตามร่องเส้นใบด้านล่างและที่เส้นแขนงใบ ประปรายถึงหนาแน่น เส้นแขนงใบข้างละ 15-25 เส้น ชัดเจนทั้งสองด้าน ก้านใบยาว 6-8 มม. เกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่ม ช่อดอก แบบช่อซี่ร่ม ออกที่ปลายกิ่ง จำนวนดอก 3-15 ดอก ดอกสีเขียวหรือสีเหลือง ออกเป็นช่อที่ปลากิ่ง

ก้านช่อดอก ยาว 2-5 ซม. ใบประดับเป็นเยื่อบางสีครีมแกมเขียวอ่อน รูปรี กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 2-5 ซม. ปลายและโคนมน มีขนทั้งสองด้านติดทน ใบประดับย่อย ขนาดเล็กรูปแถบ ติดทน กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ยาว 7-8 มม. ปลายแยกเป็น 5 แฉก กว้าง 1.5-2 มม.ยาว 3-4 มม. มีขนทั้งสองด้าน กลีบดอก 5 กลีบ รูปลิ้น ยาวประมาณ 2.5 มม. อวบน้ำ ปลายเป็นแฉกลึก 2 แฉก รูปขอบขนาน เกสรเพศผู้ 10 อัน เรียงเป็น 2 วง ก้านชูอับเรณู ยาว 0.5-1.5 มม. เกลี้ยง อับเรณูยาวประมาณ 1 มม. รังไข่รูปรี อยู่เหนือวงกลีบ ยาว 1-2 มม. มีขนคล้ายไหมหนาแน่น มี 1 ช่อง มีออวุล 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยาว 1.5-2 มม. ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่ม ผลสดรูปไข่ คล้ายผลผนังชั้นในแข็ง ผลมีสีเขียว กว้าง 6-8 มม. ยาว 1-1.5 ซม. ปลายแหลม เกลี้ยงหรือมีขนละเอียด มีก้านผลยาว มักพบร่องรอยของกลีบเลี้ยงที่โคนผล มีใบประดับ 2 ใบ สีน้ำตาลอ่อน ขนาด 2-4 เซนติเมตร เมล็ดรูปไข่ กว้าง 4-5 มม. ยาว 6-8 มม. พบทั่วไปตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ มักพบขึ้นปะปนอยู่กับไม้ต้นพวกยางชนิดต่างๆ ที่ความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 500 เมตร ออกดอกและติดผลระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน

ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงของมะม่วง

มะม่วงจัดเป็นผลไม้เมืองร้อนตระกลูเดียวกับมะปราง มีถิ่นกำเนิดแถบภาคตะวันออกของอินเดีย ต่อมาได้กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณเขตร้อนใกล้เคียง รวมถึงประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

เครดิตฟรี

ปัจจุบันสามารถพบมะม่วงได้ในเขตร้อนต่างๆ เช่น กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮาวาย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย อินเดีย แอฟริกาตะวันออกและใต้ อียิปต์ อิสราเอล และตอนใต้ของอเมริกาและมีสายพันธุ์กว่า 50 สายพันธุ์ สำหรับในประเทศไทยมะม่วงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยได้ส่งออกมะม่วงเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากฟิลิปปินส์ และเม็กซิโกและสามารถเพาะปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ส่วนมากจะมีการปลูกมากในภาคเหนือและภาคกลาง

ประโยชน์และสรรพคุณมะม่วง

ประโยชน์ของมะม่วงที่เราคุ้นเคยเป็นประจำก็คือ นำมารับประทานเป็นผลไม้สดทั้งดิบและสุก โดยอาจใช้รับประทานสดๆ ทั้งที่รสเปรี้ยวหรือหวาน หรือมีการไปทำเป็นอาหารคาว-หวานต่างๆ เช่น มะม่วงยำ ตำมะม่วง ใช้เป็นเครื่องทำข้าวคลุกกะปิ หรือจะทำเป็นข้าวเหนียวมะม่วง มะม่วงแผ่น มะม่วงน้ำปลาหวาน มะม่วงกวน มะม่วงแช่อิ่ม มะม่วงแก้ว เป็นต้น ส่วนใบอ่อนยังสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารได้ เช่น ยำยอดมะม่วง หรือใช้เป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริกต่างๆ ในภาคเหนือ นอกจากนี้ยังมีการนำส่วนต่างๆของมะม่วงมาใช้ประโยชน์อื่นๆอีกเช่น ใบแก่ของมะม่วงนำมาใช้ย้อมผ้าโดยจะให้สีเหลือง

และเปลือกต้นของมะม่วงเมื่อนำมาย้อมผ้าจะให้สีเขียว ส่วนเนื้อไม้มะม่วงยังมีการนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน รวมถึงเครื่องมือทางการเกษตรอีกด้วย และสำหรับสรรพคุณทางยาของมะม่วงนั้น ตามตำรายาไทยและตำรายาพื้นบ้านภาคต่างๆ นั้น ได้ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ดังนี้ ผลสดใช้บำรุงธาตุ บำรุงกระเพาะอาหาร ทำให้กระปรี้กระเปร่า แก้ร้อนในกระหาย้ำ แก้บิดมูกเลือด ใช้เป็นยาระบายช่วยในการขับถ่าย ขับปัสสาวะ แก้วิงเวียนศีรษะ ใบช่วยแก้เบาหวาน แก้ลำไส้อักเสบ แก้ท้องอืด แก้ตานขโมยในเด็ก ใช้ล้างบาดแผล สมานแผล เปลือกต้น แก้ไข้ตัวร้อน แก้จมูกอักเสบ แก้คอตีบ เมล็ดใช้ขับพยาธิ เปลือกผลใช้ แก้ปวดเมื่อยปวดประจำเดือน

ลักษณะทั่วไปมะม่วง

มะม่วงจัดเป็นไม้พุ่มยืนต้นมีน้ำยางสีขาวขุ่นอยู่ในทุกส่วน สูงประมาณ 10-15 ม. ซึ่งขนาดของลำต้นจะขึ้นอยู่กับพันธุ์และอาจะ แต่โดยทั่วไปแล้วลำต้นจะมีลักษณะตรง ผิวลำต้นสีเทาหรือเกือบดำ เปลือกอ่อนมีสีเขียว เปลือกแก่เป็นสีน้ำตาล ผิวขรุขระแข็งมีเกล็ดมากและมีกิ่งก้านสาขาขนาดใหญ่ แข็งแรง ลักษณะทรงพุ่มเป็นรูปครึ่งวงกลมหรือรูปไข่ ส่วนเนื้อไม้เมื่ออายุน้อยจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลือกเป็นสีน้ำตาลแกมแดง

สล็อต

สำหรับระบบรากเป็นแบบรากแก้ว โดยความยาวของรากมีตั้งแต่ 6-8 เมตร (หรือมากกว่า) และมีรากดูดอาหารนั้นอยู่หนาแน่ในบริเวณผิวดิน ลึกประมาณ 30-60 เซนติเมตร และแผ่กว้างออกประมาณ 750 เซนติเมตร แต่ถ้าหากขาดการพรวนดินพูนโคนเป็นเวลานานก็จะทำให้รากมะม่วงเจริญโผล่ขึ้นมาบนดิน ใบเป็นแบบใบเดี่ยวเรียงตัวแบบสลับบริเวณปลายกิ่งมีใบเกิดถี่ ใบเป็นรูปหอกยาวแกมของขนาน เรียวยาว โดยยาวประมาณ 8-40 ซม. กว้าง 2-10 ซม.(แล้วแต่สายพันธุ์) ฐานใบค่อยๆ กว้างออกคล้ายรูปลิ่มแหลม ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่น ไม่มีขน ไม่มีหูใบ ใบอ่อนสีออกแดง แต่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเป็นมัน ก้านใบยาว 1-10 เซนติเมตร ดอกออเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ซึ่งจะออกตามปลายกิ่งหรือตาดอกที่อยู่ปลายกิ่งโดยในช่อดอกหนึ่งๆ จะมีช่อย่อยหลายช่อ

และบริเวณก้านช่อดอกจะมีสีเขียวออกแดงและมีขน ในแต่ละช่อดอกประกอบด้วยดอก 2 ประเภท คือ ดอกเพศผู้ และดอกสมบูรณ์เพศอยู่ร่วมช่อดอกเดียวกัน ส่วนกลีบดอกโดยทั่วไปมี 5 กลีบแยกกัน และมีร่องสีเหลืองเข้มบริเวณโคนกลีบดอก ในระหว่างวงกลีบดอก และวงเกสรเพสผู้จะมีแผ่นจานกลมคั่นอยู่ ส่วนสีของดอกนั้นดอกมีหลายสีแตกต่างกัน ได้แก่ แดง ชมพู หรือขาว แล้วแต่สายพันธุ์ และสำหรับ (ดอกสมบูรณ์เพศ คือ ดอกที่มีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน และสามารถเจริญกลายเป็นผลได้เมื่อได้รับการผสมเกสร) กลีบเลี้ยงจะมี 4-5 กลีบ แยกกัน

ลักษณะโค้งนูนมีสีเขียวอมเหลือง และมีขนแข็งขนาดยาวปกคลุม ผลเป็นแบบผลสดโดยจะออกเป็นผลเดี่ยว โดยขนาดของรูปร่าง รูปทรงสีปริมาณเสี้ยน รสชาติ และกลิ่น จะมีความต่างในแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งขนาดความยาวของผลจะมีตั้งแต่ 5-20 เซนติเมตร ความกว้าง 4-8 เซนติเมตร ส่วนรูปร่างของผลมีตั้งแต่กลมไปจนถึงรูปไข่ค่อนข้างยาว

สีเปลือกด้านนอกของผลประกอบด้วยส่วนผสมของสีต่างๆ เช่น เขียว เหลือง แดงและม่วง เนื้อในเมื่อยังอ่อน เนื้อแน่นแข็งรสหวานหรือเปรี้ยงแล้วแต่สายพันธุ์ แต่เมื่อผลสุกเนื้อจะอ่อนนุ่ม มีรสชาติหวานหอม เมล็ดอยู่ถัดจากเนื้อ มีขนาดใหญ่ไปจนถึงเกือบไม่มีเมล็ด (แล้วแต่สายพันธุ์) เมล็ดจะมีสีขาวขุ่นมีเส้นใยขึ้นปกคลุม เปลือกหุ้มเมล็ดมีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น คือ ชั้นนอก (testa) และชั้นใน (tegmen)

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์มะม่วง

มะม่วงสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง การเพาะเมล็ด และการเปลี่ยนยอด โดยการปลูกช่วงต้นฤดูฝน เพื่อให้มะม่วงตั้งตัวได้เร็วเนื่องจากอากาศและดินมีความชุ่มชื้นดี และเป็นการสะดวกที่ไม่ต้องรดน้ำในระยะแรก ส่วนระยะการปลูกมีอยู่ 2 ลักษณะคือ การปลูกชิดและการปลูกห่าง แต่ในปัจจุบันจะนิยมการปลูกระยะห่างมากกว่าเพราะลงทุนต่ำกว่าและดูแลรักษาง่ายกว่า ซึ่งปกติแล้วมักจะใช้ระยะปลูกประมาณ 6-10 x 6-10 เมตร ซึ่งจะปลูกได้ไร่ละประมาณ 16-25 ต้น

สำหรับหลุมปลูกควรให้มีขนาดความกว้าง x ยาว x ลึก ไม่น้อยกว่า 30x30x30 ซม. โดยหากดินในพื้นที่ไม่อุดมสมบูรณ์ต้องขุดหลุมปลูกให้มีขนาดใหญ่ จากนั้นนำดินที่ขุดไปผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หรือนำดินที่อุดมสมบูรณ์มาใส่เพื่อให้มะม่วงในระยะแรกเจริญเติบโตได้ดี ส่วนการปลูกนั้นเมื่อขุดหลุมเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วก็นำต้นกล้าลงปลูกจากนั้นกลบดินที่ผสมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกให้พูนสูงกว่าระดับดินเดิม 20-30 ซม. จากนั้นกลมดินให้แน่นรดน้ำให้ชุ่ม แล้วใช้ไม้รวกปักแล้วใช้เชือกมัดยึดกับลำต้นเพื่อกันลมโยก ถ้าแสงแดดจัดอาจพรางแสงด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ทางมะพร้าว เป็นต้น

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีในส่วนต่างๆของมะม่วงพบว่ามีสารสำคัญ lycopene , β-carotene เช่น anthocyanins และยังพบสารประกอบ phenolicที่สําคัญซึ่งพบในเปลือก เนื้อ และเมล็ดมะม่วง ได้แก่ mangiferin, gallic acid , caffeic acid และ tannin เป็นต้น

นอกจากนี้ผลของมะม่วงยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

jumboslot

คุณค่าทางโภชนาการของมะม่วงดิบ 100 กรัม

พลังงาน 60 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม
น้ำตาล 13.7 กรัม
ใยอาหาร 1.6 กรัม
ไขมัน 0.38 กรัม
โปรตีน 0.82 กรัม
วิตามิน A54 ไมโครกรัม
วิตามิน B1 0.03 มิลลิกรัม
วิตามิน B2 0.04 มิลลิกรัม
วิตามิน B3 0.67 มิลลิกรัม
วิตามิน B6 0.2 มิลลิกรัม
วิตามิน B9 43 ไมโครกรัม
วิตามิน C36 มิลลิกรัม
แคลเซียม 11 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.16 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 168 มิลลิกรัม
สังกะสี 0.09 มิลลิกรัม
เบตาแคโรทีน 640 ไมโครกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงกระเพาะอาหาร แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้วิงเวียนศีรษะ ปรับสมดุลร่างกาย ทำให้กระปรี้กระเปร่า แก้อาการบิดมูกเลือด ช่วยในการขับถ่าย ใช้เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ โดยการนำมะม่วงสุกมารับประทานเป็นผลไม้ เป็นประจำ

ใช้แก้ โรคเบาหวาน โดยใช้ใบมะม่วงมาล้างให้สะอาด (ประมาณ 15 ใบ) แล้วนำมาต้มในน้ำสะอาด 1 ถ้วย (ใช้ไฟอ่อน ๆ นาน 1 ชั่วโมง) ถ้าน้ำแห้งก็เดิมเรื่อย ๆ เมื่อเสร็จแล้วทิ้งค้างคืนไว้ 1 คืน แล้วจึงนำมากรองเอาแต่น้ำดื่มติดต่อกันประมาณ 3-4 วัน

แก้ซางตานขโมยในเด็ก แก้ท้องอืด แก้ลำไส้อักเสบ โดยใช้ใบมะม่วง ประมาณ 15 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ภายนอก โดยใช้ล้างบาดแผลภายนอกก็ได้

ใช้แก้โรคคอตีบ แก้ไข้ตัวร้อนจมูกอักเสบ โดยใช้เปลือกต้นมะม่วงมาต้มกับน้ำดื่ม

ใช้ขับพยาธิ โดยใช้เมล็ดแก่มาตากแห้งแล้วต้มเอาน้ำดื่ม หรือจะบดให้เป็นผงนำมารับประทานก็ได้

แก้อาการปวดประจำเดือนและอาการปวดเมื่อยโดยการนำเปลือกผลดิบมาคั่วรับประทานร่วมกับน้ำตาล

ใช้สมานแผลสด โดยใช้ใบมะม่วงสดล้างให้สะอาดแล้วนำมาตำพอกบริเวณแผล

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดเบาหวาน มีการศึกษาวิจัยพบว่า สาร mangiferin จากใบมะม่วง เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย streptozotocin ในขนาด 10 และ 20 มก./กก. วันละ 1 ครั้ง นาน 28 วัน จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดลงสูงสุด 49.77 และ 51.89% ตามลำดับ เมื่อให้สารนาน 14 วัน จะช่วยต้านการเกิดภาวะหลอดเลือดหนาและแข็ง (atherogenic) โดยจะลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ลด low density lipoprotein และเพิ่ม high density lipoprotein และจะเพิ่ม glucose talerance ในหนูขาวปกติที่ได้รับสารดังกล่าวนาน 14 วัน

ฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร มีการทดสอบความสามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของสาร mangiferin จากเปลือกต้นมะม่วง โดยการป้อน mangiferin ขนาด 3, 10 และ 30 มก./กก. 60 นาที ให้หนูถีบจักรก่อนที่จะถูกเหนี่ยวนำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหารด้วยเอทานอล เปรียบเทียบกับยาที่ออกฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร N-acetylcysteine พบว่า ไม่พบการทำลายของ mucosa ในกระเพาะอาหารหนู และลดการเกิดแผลได้ 30, 35 และ 63% ตามลำดับ ในหนูที่ได้รับ mangiferin ส่วนหนูที่ได้รับ N-acetylcysteine ลดการเกิดแผลได้ 50% และเมื่อป้อน mangiferin ขนาด 3, 10 และ 30 มก./กก. 60 นาที ให้หนูถีบจักรก่อนที่จะถูกเหนี่ยวนำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหารโดยการอดอาหาร 15 ชม. และได้รับ indomethacin เปรียบเทียบกับยาที่ออกฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร lansoprazole ขนาด 30 มก./กก. พบว่า สาร mangiferin ลดการเกิดแผลได้ 22, 24 และ 57% ตามลำดับ ส่วน lansoprazole ลดการเกิดแผลได้ 76% เมื่อศึกษากลไกการออกฤทธิ์ พบว่าสาร mangiferin ขนาด 30 มก./กก. จะช่วยเพิ่มปริมาณ non-protein sulfhydryl ที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร แต่ N-acetylcysteine ออกฤทธิ์ได้ดีกว่า ซึ่งเป็นผลการต้านอนุมูลอิสระ และการให้ mangiferin ขนาด 30 มก./กก. เข้าทางลำไส้เล็กส่วนต้นในหนูที่ผูกกระเพาะอาหารส่วนปลายของ pylorus เป็นเวลา 4 ชม. พบว่าสาร mangiferin ยังลดปริมาณสารคัดหลั่งทั้งหมดและกรดในกระเพาะอาหาร ในขณะที่ยา cimetidine ขนาด 100 มก./กก. สามารถลดการหลั่งกรดได้เพียงอย่างเดียว

ฤทธิ์บรรเทาปวด มีการศึกษาฤทธิ์บรรเทาปวดของเปลือกต้นมะม่วง (Mangifera indica L.) ในหนูแรทที่เกิดความเจ็บปวดแบบเฉียบพลัน และบรรเทาอาการปวดจากการตอบสนองในระยะยาว (long-term secondary machano-hyperalgesia) จากการกระตุ้นด้วยการฉีดฟอร์มาลีน 5% ผลการศึกษาพบว่า เมื่อป้อนสารสกัดน้ำจากเปลือกต้นมะม่วง (MSBE) วันละ 125, 250 และ 500 มก./กก.น้ำหนักตัว หรือป้อน MSBE ขนาด 250 มก./กก.น้ำหนักตัว ร่วมกับการฉีด ascorbic acid ขนาด 1 มก./กก.น้ำหนักตัว ให้หนูแรท ติดต่อกัน 7 วันก่อนการฉีดฟอร์มาลีน สามารถบรรเทาอาการปวดแบบเฉียบพลันที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยฟอร์มาลีน และยังช่วยบรรเทาอาการปวดจากการตอบสนองในระยะยาวได้ต่อเนื่อง 7 วันหลังการฉีดฟอร์มาลีน โดยหนูแรทที่ได้รับ MSBE จะลดพฤติกรรมการยกเท้าขึ้นเลีย การกัด และถอยหนีได้ในช่วงระยะเวลา 15-45 นาทีหลังการฉีด (phase II) และมีผลต่อเนื่องไปถึงระยะอาการปวดแบบเรื้อรังได้ นอกจากนี้การใช้ MSBE ร่วมกับ ascorbic acid มีผลช่วยลดอาการผงะหรือการถอยหนีของสัตว์ทดลองได้ดีกว่าการใช้ MSBE เพียงอย่างเดียว ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของ ascorbic acid นอกจากนี้เมื่อป้อน mangiferin ซึ่งเป็นสารสำคัญที่แยกได้จากสารสกัด MSBE ขนาด 12.5-50 มก./กก.น้ำหนักตัว ให้แก่หนูแรทต่อเนื่องกัน 7 วัน หลังการฉีดฟอร์มาลิน ก็ให้ผลลดปวดได้เช่นเดียวกับการใช้ MSBE การศึกษานี้จึงชี้ให้เห็นว่าสารสกัดน้ำจากเปลือกต้นมะม่วงและสาร mangiferin มีฤทธิ์บรรเทาปวด นอกจากนี้พืชชนิดอื่นที่มีสาร mangiferin เป็นองค์ประกอบน่าจะแสดงฤทธิ์บรรเทาปวดได้เช่นเดียวกัน

ฤทธิ์ต้านเอนไซม์ในพิษงู มีการศึกษาฤทธิ์ต้านเอนไซม์ในพิษงูจากสารสกัดเอทานอลของเม็ดมะม่วงพันธุ์ฟ้าลั่นด้วยเอทานอล โดยทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดต่อการทำงานของเอนไซม์ phospholipase A2 (PLA2) hyaluronidase และ L-amino acid oxydase (LAAO) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่พบในพิษของงูกะปะ และงูเห่า ในหลอดทดลอง (in vitro test) และศึกษาฤทธิ์ห้ามเลือด (anti-hemorrhagic) และฤทธิ์ยับยั้งการ9kp-v’เซลล์ผิวหนัง (anti-dermonecrotic) ในหนูทดลอง ผลการทดลองพบว่า สารสกัดจากเม็ดมะม่วงมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ทั้งสามชนิด และยังมีฤทธิ์ห้ามเลือด และยับยั้งการตายของเซลล์ผิวหนัง ซึ่งเป็นผลจากพิษของงูกะปะและงูเห่าได้ นอกจากนี้ ได้ทำการศึกษาความสามารถในการจับกันระหว่างโมเลกุลของเอนไซม์กับสารสกัดเมล็ดมะม่วงด้วยวิธี Molecular docking พบว่าสารสกัดเมล็ดมะม่วงสามารถจับกับบริเวณ active site หรือบริเวณที่ใกล้เคียงกันของเอนไซม์ หรือสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบริเวณที่สำคัญต่อการเกิดปฏิกิริยาของเอนไซม์ PLA2 และเลือกจับตำแหน่ง binding pocket ของเอนไซม์ LAAO จากพิษของงูกะปะและงูเห่า ทำให้เอนไซม์ไม่สามารถทำงานได้

สรรพคุณของหัวร้อยรู

หัวร้อยรูเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียโดย มีแหล่งกระจายพันธุ์ในประเทศอินเดียและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่เมียนม่าห์ ถึงอินโดนีเซียรวมถึงในหมู่เกาะแปซิฟิก และนิวกินี เป็น โดยมักจะพบในป่าดงดิบทั่วไป ส่วนในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณหัวร้อยรู

หัวร้อยรูถูกนำใช้เป็นยาสมุนไพรของไทยมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว โดยถูกนำมาใช้ทั้งในแบบสมุนไพรเชิงเดี่ยวและนำมาใช้เป็นส่วนประกอบเครื่องยาอื่นๆ ตามตำรายาต่างๆ ซึ่งสรรพคุณทางยาของหัวร้อยรูในตำรายาไทยได้ระบุไว้ว่า หัวมีรสเมาใช้บำรุงหัวใจ แก้โรคปอด ช่วยขับชีพจร แก้ปวดศีรษะ แก้พิษในข้อในกระดูก แก้เบาหวาน แก้พิษประดง แก้ข้อเข่าข้อเท้าบวม บำรุงน้ำนมในสตรีหลังคลอด และแก้มะเร็ง แก้ท้องร่วง ขับพยาธิ

นอกจากนี้หัวร้อยรูยังเป็น 1 ในส่วนผสมที่จัดอยู่ใน “พิกัดมหากาฬทั้ง 5” ที่ประกอบไปด้วย หัวร้อยรู หัวถั่วพู มหากาฬใหญ่ หัวกระเช้าผีมด มหากาฬนกยูง ซึ่งมีสรรพคุณ ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้พิษไข้ ใช้พาฬแก้พิษอักเสบ บวมช้ำ แก้น้ำเหลืองเสีย

ลักษณะทั่วไปหัวร้อยรู

หัวร้อยรูจัดเป็นพืชจำพวกฝาชนิดมีหัว ซึ่งเป็นไม้ที่อิงอาศัยเกาะตามต้นไม้อื่น ลำต้นสูง 25-60 เซนติเมตร มีลำต้นเป็นแบบอวบน้ำ โดยส่วนโคนต้นจะขยายใหญ่เป็นรูปกลมป้อมหรือโป่งพอง ต้นแก่บางต้นอาจจะมีหัวกลมโตขนาดเท่าลูกมะพร้าว ภายในหัวเป็นรู พรุนไปทั่วหัว สีของเนื้อเป็นสีน้ำตาลเข้มเนื้อนิ่ม ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามเป็นรูปหอกกว้างหรือรูปวงรี โคนใบสอบ ปลายใบมน กว้าง 2-7 เซนติเมตรและยา 4-15 เซนติเมตร แผ่นใบอวบน้ำหนาเรียบเนียน ผิวเรียบเกลี้ยงทั้งสองด้าน และมีก้านใบสั้น ประมาณ 2-5 มิลลิเมตร

ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวโดยจะออกเป็นกระจุก 2-5 ดอก ตามง่ามใบที่อยู่บนกิ่งและบริเวณรอบ ลักษณะดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกมี 4 กลีบเป็นแฉกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอดไม่มีก้านชูอับเรณูและไม่มีก้านดอก ผลเป็นผลสดรูปไข่กลับหรือรูปรี ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง ผลมีขนาดเล็กมาก กว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร

สล็อต

หัวร้อยรู หรือ ว่านหัวร้อยรู จัดเป็นพืชจำพวกหัว เป็นไม้ที่อิงอาศัยเกาะอยู่ตามต้นไม้อื่น หรือเรียกว่าไม้กาฝาก ลำต้นสูง 30-60 เซนติเมตร โคนต้นขยายใหญ่เป็นรูปกลมป้อมหรือเป็นพู มีลำต้นอวบน้ำ ที่โคนต้นโป่งพอง ต้นแก่จะมีหัวกลมโตขนาดเท่าลูกมะพร้าวห้าว ภายในหัวจะเป็นรูย้อนขึ้นและย้อนลง พรุนไปทั่วหัว เมื่อผ่าออกดูมักจะมีมดดำอาศัยอยู่ภายในหัว เนื้อนิ่ม มีสีน้ำตาลไหม้ หัวมีรสเมา

หัวร้อยรูมักขึ้นตามคาคบไม้ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดและวิธีการแยกกอ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน เป็นพืชที่ชอบความชื้นมากและแสงแดดปานกลาง มักขึ้นในป่าดงดิบทั่วไป ในประเทศไทยหัวร้อยรูมีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาค สำหรับในต่างประเทศที่พบก็ได้แก่ ประเทศพม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินโดจีน

ใบหัวร้อยรู มีใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน โคนใบสอบ ปลายใบมน แผ่นใบหนาเรียบเนียน อวบน้ำ ใบกว้างประมาณ 2-7 เซนติเมตรและยาวประมาณ 4-15 เซนติเมตร ผิวใบเรียบเกลี้ยงทั้งสองด้าน มีเส้นแขนงใบประมาณ 5-7 คู่เห็นไม่เด่นชัด ส่วนก้านใบสั้น ยาวประมาณ 2-5 มิลลิเมตร ส่วนหูใบเล็ก ลักษณะเป็นรูปไข่

ดอกหัวร้อยรู ออกดอกเดี่ยวเป็นกระจุกอยู่ตามง่ามใบและรอบข้อประมาณ 2-5 ดอก ดอกมีขนาดเล็ก ไม่มีก้านดอก กลีบดอกสีขาว กลีบดอกมี 4 แฉก เชื่อมติดกันเป็นหลอดไม่มีก้านชูอับเรณู และจะออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม

ผลหัวร้อยรู ลักษณะของผลเป็นรูปรี ผลสีเขียวและมีขนาดเล็กมาก มีขนาดกว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสดใส

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์หัวร้อยรู

หัวร้อยรูสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด การปักชำและการตอนกิ่ง แต่วิธีที่จะทำให้เกิดหัวจากการขยายพันธุ์มีเพียงการเพาะเมล็ดเท่านั้น ส่วนวิธีการปักชำและตอนกิ่งพันธุ์ที่ได้จะไม่สามารถพัฒนาให้เป็นหัวได้ ดังนั้นหากต้องการขยายพันธุ์หัวร้อยรูเพื่อให้ได้หัวนั้นต้องใช้วิธีเพาะเมล็ดแล้วนำต้นกล้าที่ได้ไปปลูกเท่านั้น ส่วนวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปลูกนั้นก็สามารถทำได้ เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและปลูกพืชชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมีหัวร้อยรู

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของหัวร้อยรูพบว่ามีสาระสำคัญที่อยู่ในหัวร้อยรู ได้แก่ สารกลุ่ม flavonoids และ phenolic compounds เช่น isoliquiritigenin, butin, protocatechualdehyde, butein รวมถึงสารกลุ่ม phytosterol เช่น stigmasterol β-silosterol และยังพบ Shapinic acid อีกด้วย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงหัวใจ แก้พิษประดง แก้พิษในข้อในกระดูก แก้ข้อเข่าเท้าบวม แก้ปวดศีรษะ บำรุงน้ำนมสตรีหลังคลอด โดยใช้หัวแห้งฝานเป็นแผ่นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้เบาหวาน โดยนำหัวร้อยรูมาผสมกับต้นกำแพงเจ็ดชั้น หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ แก่นสัก หญ้ากันชาดทั้งต้น และรากทองพันชั่ง แล้วนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากหัวร้อยรูที่สกัดจากตัวทำละลายต่างๆ ในต่างประเทศหลายฉบับพบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้หัวร้อยรูเพื่อเป็นสมุนไพรทั้งในรูปแบบสมุนไพรเชิงเดี่ยว หรือใช้เป็นเครื่องยาหรือส่วนประกอบของตำรับยาต่างๆ ก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้เครื่องยาที่ถูกจัดเตรียมโดยผู้เชี่ยวชาญหรือหาซื้อตามห้างร้านที่น่าเชื่อถือและได้รับอนุญาตจาก อย.และควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำราต่างๆ ไม่ควรใช้เกินขนาดหรือใช้ติดเนื่องกันเป็นระยาเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังรวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะได้หัวร้อยรูเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ว่านหัวร้อยรูช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยขับชีพจร
ใช้เป็นยารักษาเบาหวาน ด้วยการนำหัวร้อยรูมาผสมกับแก่นสัก รากทองพันชั่ง ต้นกำแพงเจ็ดชั้น หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ และหญ้ากันชาดทั้งต้น นำมาต้มเป็นน้ำดื่ม
ใช้เป็นยาแก้พิษประดงหรืออาการของโรคผิวหนังที่มีผื่นคันเป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด มีอาการคันมาก และมักมีไข้ร่วมด้วยเสมอ (หัว)
หัวใช้ตำกินเป็นยาขับพยาธิ (หัว)
หัวใช้ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น ต้มกับน้ำดื่ม ช่วยรักษาโรคปอด (หัว)

slot

ใช้เป็นยาแก้พิษในข้อกระดูกหรือโรคกระดูกที่มีอาการเจ็บปวด กระดูกเปราะ ผิวหนังเป็นจ้ำ มีผื่น อาจจะเป็นแผลกินลึกถึงกระดูกได้ (หัว)
ช่วยแก้อาการปวดเข่า แก้ข้อเข่า แก้ข้อเท้าปวดบวม (หัว)
หัวร้อยรูช่วยป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง (หัว) สูตรยารักษามะเร็งของศูนย์อภิบาลผู้ป่วยมะเร็งธรรมชาติบำบัด อโรคยศาล วัดคำประมง สาขาเกาะสีชัง ระบุว่าให้ใช้ หัวร้อยรู 50 กรัม, โกฐจุฬา 50 กรัม, โกฐเชียง 50 กรัม, กำแพงเจ็ดชั้น 50 กรัม, ทองพันชั่ง 200 กรัม, เหงือกปลาหมอ 200 กรัม, หญ้าหนวดแมว 50 กรัม, ผีหมอบ (ไมยราบ) 100 กรัม, ข้าวเย็นเหนือ 200 กรัม, ข้าวเย็นใต้ 200 กรัม และไม้สักหิน 50 กรัม ก่อนการต้มยาให้จุดธูป 3 ดอก พร้อมเทียนคู่ และให้ทำสมาธิ ให้ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พร้อมทั้งสวดพระคาถาสักกัตวาฯ 3 จบ และอัญเชิญบารมีของพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา และท่านบรมครูชีวกโกมารภัจจ์ ที่เป็นผู้คิดค้นตำรับยานี้ แล้วให้นำไปปักไว้กลางแจ้ง เป็นอันเสร็จพิธี สำหรับวิธีทำให้นำสมุนไพรทั้งหมดใส่ในหม้อดินที่ใหญ่ที่สุด และให้ใส่น้ำฝนลงไปในหม้อดินพอท่วม เพื่อแช่ยาไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นให้ตั้งไฟแรงปานกลางแล้วปิดฝาหม้อ ต้มให้เดือดนาน 15 นาที (เริ่มนับตั้งแต่ยาเริ่มเดือดเต็มที่) แล้วยกหม้อยาลง แล้วรินน้ำยาเก็บไว้ในหม้อเคลือบใหญ่ที่มีหูหิ้ว เบอร์ 32 (ครั้งที่ 1) หลังจากนั้นให้เติมน้ำลงไปพอท่วมยา แล้วต้มให้เดือดประมาณ 15 นาที (เริ่มนับตั้งแต่ยาเริ่มเดือดเต็มที่) แล้วรินน้ำยามาเก็บรวมกับของเก่า (ครั้งที่ 2) เมื่อเสร็จแล้วให้ใส่น้ำให้ท่วมตัวยาอีกครั้ง แล้วทำเหมือนครั้งที่ 2 ส่วนกากที่เหลือทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำไปเทที่บริเวณต้นไม้โพธิ์
หัวร้อยรู จัดอยู่ในตำรับยา “พิกัดมหากาฬทั้ง 5” ซึ่งประกอบไปด้วย หัวร้อยรู หัวถั่วพู หัวกระเช้าผีมด มหากาฬใหญ่ และมหากาฬนกยูง โดยมีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อน แก้พิษไข้ ถอนพิษไข้ ไข้กาฬ ประดงผื่นคัน แก้พิษอักเสบ ช้ำบวม น้ำเหลืองเสีย (หัว)
ช่วยบำรุงน้ำนมของสตรี (หัว)

สรรพคุณของกระเบา

กระเบาเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย แถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณประเทศ พม่า , ไทย , ลาว ,กัมพูชา , มาเลเซีย และมีการกระจายพันธุ์ไปยับบริเวณใกล้เคียง โดยจะสามารถพบได้ตามเขาหินปูน ป่าดิบ และตามชายป่าริมน้ำทั่วไป ที่มีความสูงไม่เกิน 1300 เมตร จากระดับน้ำทะเล สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณกระเบา

มีการใช้ผลแก่จัดของกระเบามารับประทานกับน้ำกะทิมะพร้าวโดยจะให้รสมันอร่อย ส่วนผลสุกก็นำเนื้อในมารับประทานโดยจะให้รสหวานมัน ส่วนเนื้อไม้ของต้นกระเบาก็สามารถนำมาใช้ในงานก่อสร้างบ้านเรือนได้เป็นอย่างดีเพราะเนื้อไม้ละเอียดมีความแข็งทนทาน โดยจะออกสีน้ำตาลอมเทา นอกจากนี้น้ำมันที่ได้จากการบีบเมล็ดของกระเบายังสามารถนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมได้อีกด้วย

สำหรับสรรณคุณทางยาของกระเบานั้นตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ไม้ใช้แก้เสมหะเป็นพิษ ดับพิษทั้งปวง , รักษาบาดแผลต่างๆ ฆ่าพยาธิผิวหนัง ใบใช้รักษาแผลสด ฆ่าพยาธิบาดแผล รักษากลากเกลื้อน น้ำมันจากเมล็ดใช้แก้กลากเกลื้อน แก้มะเร็ง คุดทะราด โรคเรื้อน กุฏฐัง แก้โรคผิวหนังผื่นคันต่างๆ

ลักษณะทั่วไปกระเบา

กระเบาจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ประมาณ 10-20 เมตร ลำต้นเปลาตรง รูปทรงสูงโปร่ง ไม่ผลัดใบ เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีเทา หรือเทาดำ ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับออกตามกิ่งโดยจะออกหนาทึบ ใบเป็นรูปหอกแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมสอบเรียว โคนใบสอบหรือมน ขอบใบเรียบ เนื้อใบแข็งกรอบ เป็นสีเขียวเข้ม หลังใบเป็นมัน ส่วนท้องใบไม่เป็นมัน และมีสีอ่อนกว่ามีเส้นแขนงใบเห็นได้ชัด ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตรและยาวประมาณ 8-20 เซนติเมตร ดอกจะเป็นชนิดแยกเพศอยู่ต่างต้นกัน โดยดอกตัวผู้จะออกแบบเดี่ยวๆ ตามซอกใบซึ่งลักษณะดอกจะมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบและมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน ซึ่งกลิ่นของดอกตัวผู้ของกระเบาใหญ่จะหอมมาก เรียกกันว่า “แก้วกาหลง” และมีความยาวของก้านดอกประมาณ 1.5-3 ซม.

สล็อต

ส่วนดอกตัวเมียจะออกตามซอกใบเป็นช่อสั้นๆ โดยแต่ละช่อจะมีดอกย่อย 5-10 ดอก มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกเหมือนดอกตัวผู้ แต่บริเวณตรงปลายเกสรตัวเมียจะมี 5 แฉก บริเวณรังไข่เป็นรูปไข่กับและจะมีขนสั้นๆ คลุมอยู่ ผลเป็นรูปทรงกลม ผลมีขนาดกว้างประมาณ 6-12 เซนติเมตร ผิวเรียบเปลือกผลหนาแข็งเป็นสีน้ำตาล ผิดผลมีขนสั้นๆคล้ายกำมะหยี่สีน้ำตาลคลุมอยู่ ในเนื้อผลเป็นสีขาวอมเหลือง มีเมล็ดสีดำอยู่ประมาณ 30-50 เมล็ด ส่วนเมล็ดมีลักษณะรูปรีหรือรูปไข่เบี้ยว ปลายมนทั้งสองข้าง กว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร

การขยายพันธุ์กระเบา

กระเบาสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปลูกก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและปลูกไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ แต่ในปัจจุบันการขยายพันธุ์ของกระเบาส่วนใหญ่จะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติมากกว่าการนำมาปลูกโดยมนุษย์ เพราะต้นกระเบาเป็นไม้ยืนต้นที่มีความสูงมากและไม่ค่อยเป็นที่นิยม จึงทำให้การใช้ประโยชน์จากกระเบาจะเป็นการไปเก็บจากธรรมชาติมากกว่าการปลูกใช้เอง

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆ ของกระเบาพบว่ามีสารสำคัญหลายชนิด เช่น เมล็ดและใบสดมีสาร Hydrocyanic acid (ซึ่งเป็นสารที่มีความเป็นพิษ) ส่วนน้ำมันที่บีบได้จากเมล็ดเรียกว่า น้ำมันกระเบา (Chaulmoogra oil หรือ Hydnocarpus oil) พบสาร chaulmoogric acid , hydnocarpic acid, palmitic acid , oleic acid , Linolenic acid, Cyclopentenylglycine, Alepric acid, Aleprolic acid และ Aleprylic acid, Gorlic acid

สล็อตออนไลน์

นอกจากนี้เนื้อกระเบายังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อกระเบา (100 กรัม)

แคลเซียม 60.92 มิลลิกรัม
โซเดียม 1.48 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 573.39 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 65.24 มิลลิกรัม
โครเมียม 0.24 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 1.98 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้เสมหะเป็นพิษ ดับพิษต่างๆ รักษาบาดแผล โดยใช้รากและเนื้อไม้มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ฆ่าพยาธิบาดแผล รักษากลากเกลื้อน รักษาแผลสด โดยใช้ใบสดมาตำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล ใช้ทางรักษาโรคผิวหนังต่างๆ โรคเรื้อน กุฏฐังคุดทะราดกลากเกลื้อน แก้ปวดบวมตามข้อ โดยใช้ รากและเนื้อไม้ใช้แก้เสมหะเป็นพิษ ใช้แก้โรเรื้อนโดยใช้น้ำมันที่บีบจากเมล็ด 3 มล. น้ำนม 30 มล. น้ำเชื่อม 40 มล. น้ำ 160 มล.แล้วนำทั้งหมดต้มผสมกัน ใช้ดื่มหลังอาหารวันละ 3 เวลา ใช้รักษาอีสุกอีใส โดยใช้กระเบา 50 กรัมและกระเทียม 20 กรัม นำมาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำ 100 cc. จากนั้นนำมาต้มให้เดือดปล่อยให้เย็น แล้วจึงนำมาใช้ทาบริเวณที่เป็นแผลอีสุกอีใส

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ มีผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านแบคทีเรียของน้ำมันกระเบา โดยการเตรียมความเข้มข้นต่างๆของน้ำมันกระเบาด้วยสารก่ออิมัลชัน (span 20 และ tween 80) แล้วนำมาทดสอบกับแบคทีเรีย 14 ชนิด และรา 1 ชนิด โดยวิธี broth dlilution ผลการทดสอบแสดงถึงค่า mirimum bactericidal concenteation (MBC) ของน้ำมันกระเบาที่ร้อยละ 20-45 ซึ่งผล MBC ต่อ S.aureus และ S.epidermidis ที่ร้อยละ 27 ส่วนผลการศึกษาวิจัยอีกฉบับหนึ่งระบุว่า น้ำมันเมล็ดกระเบา สารสกัดเอธานอลและสารสกัดน้ำจากเนื้อเมล็ด สามารถยับยั้งเชื้อ Streptococcus pneumonia, S. Pyogenes, Haemophilus influenza, Mycobacterium tuberculosis, Trichophyton rubrum, T. mantagrophytes, Candida albicans และ Aspergillus niger ได้

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านการอักเสบพบว่า สารสกัดเอธานอลจากเปลือกเมล็ดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบดีกว่าสารสกัดเอธานอลจากเนื้อเมล็ด ส่วนน้ำมันเมล็ดกระเบา สารสกัดน้ำจากเปลือกเมล็ด และสารสกัดน้ำจากเนื้อเมล็ดมีแนวโน้มเพิ่มการอักเสบ

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกระเบาอีกหลายฉบับ โดยระบุว่ามีฤทธิ์ยับยั้งการบีบตัวของมดลูก ฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ ฤทธิ์ยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ฤทธิ์ฆ่าพยาธิ ฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเม็ดสีของผิว เป็นต้น

slot

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาทางพิษวิทยาพบว่า ใบ และเมล็ดมีความเป็นพิษ ซึ่งมี cyanogenetic glycoside ที่เป็นพิษต่อมนุษย์

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

เมล็ดกระเบาส่วนมากในตำรายาต่างๆ จะนำมาใช้เป็นยาภายนอก แต่หากต้องการใช้ผสมกับตำราอื่นเพื่อรับประทาน จะต้องมีวิธีการกำจัดพิษในเมล็ดก่อนที่จะนำมาใช้ โดยผู้เชี่ยวชาญหรืออาจหาซื้อตามร้านค้าที่เชื่อถือได้และได้รับอนุญาตจาก อย. และห้ามที่สำคัญรับประทานเกินจากขนาดที่กำหนด
น้ำมันกระเบาได้จากการบีบเมล็ด ห้ามนำมาใช้โดยไม่ผ่านความร้อนเนื่องจากมีสารไซยาไนต์ซึ่งเป็นพิษต่อกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และถึงแก่ความตายได้หากรับประทานเป็นจำนวนมาก
เด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้กระเบาเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ตามตำรับตำรายาต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ