cathedraledetunis

Day: June 25, 2021

สุดยอดสรรพคุณของวิตามินเอ

วิตามินเอ ถูกค้นพบโดย ดร. E.V. McCollum , นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน โดยวิตามินA นี้ เป็นวิตามินที่เป็นสารประกอบ ไอโซพรีนอยด์ที่ ประกอบด้วย คาร์บอน ไฮโดรเจนและออกซิเจน และเป็น 1 ในวิตามินที่ละลายในไขมัน (Fat soluble vitamins) ซึ่งจะดูดซึมพร้อมกับการดูดซึมไขมันของร่างกาย เมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะไม่สามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้ แต่ถ้าหากร่างกายได้รับวิตามินกลุ่มนี้มากไปก็จะถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกาย ดังนั้นวิตามินชนิดนี้จึงไม่จำเป็นต้องได้รับจากอาหารทุกวันก็ได้

เครดิตฟรี

ทั้งนี้วิตามินA สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่อยู่ในรูปแบบวิตามินอยู่แล้ว (Proformed Vitamin A) หรือที่เรียกว่า Retinol ซึ่งเป็นวิตามินเอ บริสุทธิ์สามารถออกฤทธิ์ (active form) ได้ทันที และ2. กลุ่มที่อยู่ในรูปแบบของโปรวิตามินที่อยู่ในรูปสารสีหรือรงควัตถุของพืช (carotenes) เช่น β-carotene , α-carotene และ cryptoxanthin โดยกระบวนการเปลี่ยนโปรวิตามินให้กลายเป็นวิตามินA(retinol) บริสุทธิ์ จะเกิดที่ลำไส้เล็ก (intestinal mucosa)

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

แหล่งของวิตามินเอ ในธรรมชาติมีอยู่หลายรูปแบบ เช่น ที่มาของวิตามินA ที่อยู่ในรูปแบบวิตามินบริสุทธิ์ (retinol) ได้แก่ ในน้ำมันตับปลา , ปลาทะเล , ตับ , เนื้อสัตว์ , ไข่แดง , นม , เนย ฯลฯ ส่วนที่มาของวิตามินA ที่อยู่ในรูปแบบโปรวิตามิน หรือรงควัตถุของพืช (carotenes) ได้แก่ ผักที่มีสีส้ม สีเขียว และสีเหลือง มะละกอสุก ฟักทอง ตำลึง มะม่วงสุก ผักโขม บร็อคโคลี่ แครอท เป็นต้น

ปริมาณที่ควรได้รับ

ค่าความต้องการวิตามินเอ ต่อ 1 วัน สำหรับคนไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (ตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541) ระบุไว้ว่าประมาณ 800 ไมโครกรัม RE ( μg RE)

ประโยชน์และโทษ

วิตามินA มีประโยชน์กับร่างกายมนุษย์หลายประการ เช่น

ช่วยในการมองเห็น โดย 11-cis-ratinol + opsin จะเปลี่ยนเป็น rhodopsin ซึ่งถ้าขาดวิตามินเอ มากจะทำให้มองไม่เห็นในเวลากลางคืน หรือในที่ที่มีแสงสลัว หรือที่เรียกว่า โรคตาบอดกลางคืน
ช่วยบำรุงผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ ของร่างกาย เช่น เยื่อบุผิวระบบย่อยอาหาร ระบบการหายใจ ผิวบริเวณขุมขน และที่สำคัญที่สุดคือเยื่อบุนัยน์ตา โดยหากพบว่าถ้าขาดวิตามินA จะทำให้ต่อมน้ำตาแห้ง เป็นเกล็ดกระดี่ (Bitot’s spot) และกลายเป็น Keratamalasia และทำให้ตาบอดในที่สุด ส่วนในระบบขับถ่ายและระบบสืบพันธุ์ วิตามินเอ ยังมีผลต่อการสร้างส่วนประกอบของเมือก (mucus) เช่น มิวโคโปรตีนและมิวโคโพลี่แซคคาไรด์ ทำให้เยื่อผิวมีความแข็งแรง มีความต้านทานโรคและแบคทีเรีย

สล็อต

ช่วยในการเจริญเติบโต โดยเฉพาะการสร้างกระดูกและฟันในเด็กเล็ก

นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ลดการอักเสบของสิว ลบจุดด่างดำ และช่วยบรรเทาโรคเกี่ยวกับไทรอยด์ ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะการเจริญเติบโตของกระดูก ในส่วนโทษของวิตามินA นั้น โดยมากแล้วจะเกิดในกรณีที่มีการได้รับปริมาณวิตามินเอ มากจนเกินไป และได้รับสะสมเป็นเวลานาน ซึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติ เช่น กระวนกระวาย ปวดกระดูก ผมร่วง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ตามัว ท้องเสีย ผิวลอก มีผดผื่น และมีอาการตับบวมโต

วิตามินเอ

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยระบบเมตาโบลิซึม (Metabolism) ของวิตามินA ระบุไว้ว่า ร่างกายจะดูดซึมวิตามินA และแคโรทีนได้ดีที่ลำไส้เล็ก โดยอาศัยไขมันเป็นตัวทำละลายและน้ำดีเป็นตัวช่วยในการดูดซึม แล้วส่งไปสู่ตับซึ่งเป็นที่เก็บสะสม โดยตับเป็นอวัยวะที่สำคัญที่จะจัดการกับระดับของวิตามินA ในร่างกาย ทั้งนี้ 90% ของวิตามินA ที่ร่างกายได้รับจะถูกเก็บไว้ที่ตับ และตับยังมีหน้าที่แจกจ่ายวิตามินA ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และยังมีรายงานว่าร่างกายของมนุษย์สามารถสะสมวิตามินA ได้ถึง 600,000 IU นอกจากนี้ส่วนที่เหลือจะถูกสะสมในไต ปอด ต่อมอดรีนัลและเนื้อเยื่อไขมัน (adipose tissue) ต่างๆ

เมื่อร่างกายต้องการจะใช้วิตามินA ก็จะสลายออกมาในรูป Retinal และ ถูกลำเลียงโดย retinal binding protein และเข้าสู่เนื้อเยื่อที่ต้องการ นอกจากนี้ retinol บริสุทธิ์ในอาหารยังสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ ส่วน carotenes จะถูกดูดซึมได้ 1 ใน 3 ของที่มีอยู่ในอาหาร ที่เหลือจะถูกขับออกทางอุจจาระ

สล็อตออนไลน์

ส่วนการศึกษาทางพิษวิทยาพบว่า ขนาดของวิตามินเอ(retinol) ที่ทำให้เกิดอาการพิษเฉียบพลันในผู้ใหญ่อยู่ระหว่าง 2-5 ล้าน IU หลังได้รับเข้าไปในร่างกายภายใน 8 ชั่วโมง จะเกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง มึนงง อาเจียน และท้องเสีย ตามด้วย ผิวหนังบวมแดง แตก และลอก โดยสาเหตุเกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิวหนัง (mucoid cell) เซลล์จะแบ่งตัว(mitosis) อย่างรวดเร็ว ทำให้มีการเปลี่ยน (turnover) เซลล์ผิวหนังเป็นจำนวนมากและรวดเร็ว ผิวหนังจะมีอาการ บวมแดง แตก และลอก แต่อาการเหล่านี้หายไปได้เมื่อหยุดรับวิตามินA ส่วนในเด็กจะมีอาการ เบื่ออาหาร กระสับกระส่าย อาเจียน ผิวหนังลอก กระหม่อมบวม(bulging fontanelles) เนื่องจากความดันในสมองเพิ่มขึ้น

สำหรับการเกิดพิษเรื้อรังจากวิตามินเอ จะมีอาการแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ซึ่งไม่สัมพันธ์กับขนาดที่ได้รับหรือไม่สัมพันธ์กับระดับวิตามินA ในพลาสม่า โดยทั่วไปคนที่เกิดพิษจะมีระดับ retinol ในเลือดสูงกว่า 100 μg/100 ml (ค่าปกติ 20-60 μg/100 ml) โดยอาการพิษ จะพบการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เช่น ผิวหนังแห้ง ผิวแตก ริมฝีปากแตกมีเลือดออก เหงือกแดง เลือดกำเดาออก ศีรษะล้าน มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักลด ปวดกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกาย และอาจพบตับ ม้ามโต และซีด มีอาการปวดศีรษะด้านหน้า ตาพล่ามัว หรือ เห็นภาพซ้อน อาการทางระบบประสาทอาจรุนแรง และอาจพบสมองอักเสบเฉียบพลันได้ เป็นต้น

โครงสร้างวิตามินเอ

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

jumboslot

หญิงมีครรภ์ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือสารสกัดวิตามินเอ เพราะออกฤทธิ์แรง ซึ่งอาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้
การเก็บสารสกัดวิตามินเอ ที่อยู่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรเก็บไว้ในที่มืดและเย็นจัดเพราะจะไวต่อแสง และความร้อน ซึ่งอาจทำให้วิตามินA สลายตัวได้
ยาลดไขมันในเลือด หรือยาลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด อาจมีผลทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินA ได้น้อยลง ดังนั้น จึงไม่ควรรับประทานพร้อมกัน

วิตามิน A เป็นวิตามินที่มีส่วนช่วยในการมองเห็น, เพิ่มภูมิคุ้มกัน, ทำให้อาการป่วยหายเร็วขึ้น, ทั้งยังเสริมสร้างให้กระดูก ฟัน และเล็บแข็งแรง นอกจากนี้ยังป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร, ระบบทางเดินหายใจและระบบปัสสาวะ ผิวและผมแข็งแรง ช่วยบรรเทาโรคที่เกี่ยวกับไทรอยด์ได้

ส่วนในด้านของผิวพรรณนั้น วิตามินเอ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่, ลดอาการอักเสบของผิว, ช่วยลดเลือนจุดด่างดำได้ วิตามินเอจะมีชื่อเสียงในเรื่องของการลดสิว โดยเฉพาะสิวอักเสบ ในอุตสาหกรรมเวชสำอางค์ จึงได้นำวิตามินเอมาผสมทั้งครีม, แป้ง และผลิตภัณฑ์อีกหลาย ๆ ตัว

อาหารที่มีวิตามินเอโดยธรรมชาติ อยู่ในผักใบเขียว ใบเหลือง ไข่แดง ตับ นม เนย ปลา มะเขือเทศ แครอท เป็นต้น โดยวิตามินเอ ที่ได้จากเนื้อสัตว์จะดูดซึมได้ดีกว่า ในด้านของตัววิตามิน หรืออาหารเสริม จะมีการนำวิตามินเอมาผสมในปริมาณ 5,000 – 10,000 IU ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณ ที่กำลังพอดีต่อร่างกาย และได้มีการนำมาทำแบบเป็นน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ในการทาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

slot


โทษของวิตามิน A
สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ ควรได้รับในปริมาณที่แพทย์สั่ง หรือแนะนำเท่านั้น เพราะถ้าได้รับวิตามินเอมาเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะแท้งลูกได้ง่าย หรือเสี่ยงต่อทารกพิการ และมีอาการกระดูกผิดรูปอีกด้วย

เกิดอาการเจ็บกระดูก และข้อต่อ ง่วง ซึม นอนไม่หลับ ผมร่วง กระวนกระวาย ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ท้องผูก ทั้งหมดเป็นโทษในระยะยาว จากการได้รับวิตามินเอ ที่มากจนเกินไป

ผิวหนังลอก ผัวหนังแห้งแตก และคันตามตัว

มีอาการกระดูกผิดรูป ตับโต ม้ามโตกว่าคนปกติ

ทั้งนี้วิตามินเอ ที่เป็นรูปแบบสารสังเคราะห์ แบบเม็ดนั้น ถ้ารับประทานเข้าไปมาก จะเกิดการสะสม เพราะวิตามินเอเป็นวิตามินที่มีรูปแบบ ในการสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งปริมาณที่แนะนำในการรับประทานนั้น อยู่ที่ไม่เกิน 50,000 IU ต่อวัน และถ้ามีการรับประทานยาคุม ก็ไม่ควรทานวิตามินเอร่วมด้วย

สรรพคุณของสารสกัดเปลือกสน

P.pinaster , ต้นกำเนิดมาจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นลุ่มน้ำภาคเหนือเช่น ตูนิเซีย , แอลจีเรีย และ โมร็อกโก ภายหลังยุคล่าอาณานิคม จึงแพร่กระจายในยุโรป . คาบสมุทรเคป ในช่วงปีปลายศตวรรษที่ 18 และในยุคเริ่มต้น ศตวรรษที่ 19 (1825 – 1850) P.pinaster ปลูกในเชิงพาณิชย์เป็นทรัพยากรป่าไม้ ในส่วนของยุโรปขายมากใน โปรตุเกสและภาคเหนือของสเปน ไปยังตอนใต้และตะวันตกของฝรั่งเศส ,อิตาลี ,โครเอเชีย

เครดิตฟรี

ในปัจจุบันสารสกัดจากเปลือกสน เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในวงการความงามและสมุนไพรเนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีต่อการบำรุงผิวพรรณ และยังเป็นยาพื้นบ้านได้ แต่ในความเป็นจริงต้นสนมีอยู่หลายสายพันธุ์ เพราะฉะนั้นเราจึงควรรู้จักต้นสนสายพันธุ์ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นสารสกัดเปลือกสนที่มีคุณสมบัติที่ดีและปลอดภัย 100 %

ประโยชน์และสรรพคุณสารสกัดเปลือกสน
ช่วยให้สารต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยให้วิตามินซีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เป็นวิตามินบำรุงผิว ช่วยลดเลือนริ้วรอยลึกให้ตื้นและเรียนเนียนขึ้น
ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ผิว
ช่วยเพิ่มคอลลาเจน และอิลาสตินในผิว
ปรับสภาพผิวที่หมองคล้ำ ฝ้า กระ สีผิวไม่สม่ำเสมอจากการทำลายของแสง UV
ลดระดับน้ำตาลในเลือด และป้องกันโรคเบาหวาน ประเภท 2
ช่วยให้หลอดเลือดคลายตัว เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง และภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว
รักษาเส้นเลือดขอด และลดความเสี่ยงของหลอดเลือดดำอุดตัน
ป้องการเกิดลิ่มเลือด และโรคหัวใจ
บรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ , หอบหืด,หูอื้อ
ลดอาการก่อนและในระหว่างมีประจำเดือน
ลดไขมันคอเลสเตอรอลไม่ดี(LDL) เพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี(HDL)
ลดอาการวัยทอง

สล็อต

บำรุงสายตา ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม และลดความเสี่ยงการเกิดโรคต้อกระจก
บรรเทาอาการโรคสมาธิสั้น หรือ ADHD ( Attention Deficit Hyperactivity Disorder )
บำรุงสมอง เพิ่มความจำและกิจกรรมการเรียนรู้ ป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์(Alzheimer’s disease)
ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบในระดับเซลล์
เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

รูปแบบขนาดวิธีใช้สารสกัดเปลือกสน

หากต้องการรับประทานสารสกัดเปลือกสน เพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์จากการเป็น แอนตี้ออกซิเดนท์ เฉยๆ การรับประทานวันละเพียง 20-25 มิลลิกรัมโอพีซีต่อวันก็เพียงพอแล้ว และหากต้องการรับประทานเพื่อฤทธิ์ในการป้องกันและเป็นแอนติออกซิเดนท์ในตัว ขนาดรับประทานวันละ 50 มิลลิกรัมต่อวันเป็นปริมาณที่เหมาะสม สำหรับการรับประทานเพื่อวัตถุประสงค์ในเชิงการรักษาโรคควรเพิ่มขนาดรับประทานเป็นวันละ 150-400 มิลลิกรัม

ลักษณะทั่วไปต้นเปลือก
Pinus pinaster เป็นขนาดกลาง ต้นไม้ ถึง 20-35 เมตรสูงและมีเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นสูงถึง 1.2 เมตรล้ำ 1.8 เมตร เปลือกเป็นสีส้มแดงหนาและ มีรอยแตกลึก ที่ฐานของลำต้นค่อนข้างหนา ไปจนถึงยอดของลำต้น ใบ ( ‘เข็ม’) อยู่เป็นคู่อ้วนมาก (2 มิลลิเมตรกว้าง) ยาวถึง 25 ซม., ที่จะเห็นได้ชัดสีเขียวเหลือง สนมาริไทม์มีไปที่ยาวที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุดของทุกสายพันธุ์สนยุโรป ดอกเป็นรูปทรงกรวยยาว 10-20 เซนติเมตร และกว้างที่ฐาน 4 – 6 ซม. สีเขียวในตอนแรกหากสุกจะมันวาวสีน้ำตาลแดงประมาณ 24 เดือนหลังจากที่ถูกความร้อนด้วย ไฟป่า จะแตกและเมจะตก เมล็ดมีความยาว 8-10 มิลลิเมตร สนมาริไทม์จะต้องมี

สล็อตออนไลน์

ลักษณะทางสัณฐานวิทยาคงที่ตลอดทั้งช่วงชีวิต
การขยายพันธุ์ โดยปกติ ต้นสนเมอริไทม์ จะขึ้นในป่า ใรระดับความสูงมากกว่าระดับน้ำทะเล 600 – 2000 เมตร โดยธรรมชาติ ในป่านั้น จะขยายพันธุ์ เมื่อโดน (ดอกหุ้มเมล็ด) แต่จัดหรือโดนความร้อนเมล็ดจะร่วงลงพื้นและงอกเป็นต้นขึ้นมาเมื่ออุณหภูมิเหมาะสม โดยอีกส่วนหนึ่งจะถูกลมพัดไปยังพื้นที่ต่างๆ ทำให้สามารถพบได้ทั่วไปในป่าแถบที่ต้นพ่อพันธุ์อาศัยอยู่

องค์ประกอบทางเคมี สารสำคัญที่สกัดได้จากเปลือกต้นสนมาริไทม์ ประกอบด้วยกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์(bioflavonoids) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่เข้มข้น พบว่ามีสารสำคัญโปรแอนโธไซยานิดิน(proanthocyanidins) คล้ายกับที่พบใน สารสกัดเมล็ดองุ่น(grape seed extract) ซึ่งออกฤทธิ์ในการทำลายอนุมูลออกซิเจนที่ไวต่อปฏิกิริยา(Reactive Oxygen Species) ซึ่ง OPC ในเปลือกของสนมาริไทม์ฝรั่งเศส หรือพิกโนจีนอล(Pycnogenol) ยังให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆ อีกมากมาย

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากเปลือกสน
“โปรแอนโธไซยานิดิน” (Oligomeric Proanthocyanidin Complexes – OPCs) ซึ่งมีคุณสมบัติ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง(Super Antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามิน C ถึง 20 เท่า และสูงกว่าวิตามิน E ถึง50 เท่า นอกจากนี้ยังช่วยเสริมฤทธิ์ของวิตามิน C และ E ซึ่งมีหน้าที่ช่วยป้องกันและลดการทำลายเซลล์จากสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกายตลอดเวลา ข้อดีของสาร OPCs ก็คือ ทนความร้อนและละลายน้ำได้ดีมาก มีฤทธิ์อยู่ในร่างกายได้นาน และยังไม่ก่อให้เกิด สารสกัดจากเปลือกสน เป็นที่ยอมรับด้านประสิทธิภาพอย่างสูงทั่วโลก เพราะได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ และผ่านการทดลองทางคลินิกมากมาย ประกอบกับได้รับการยืนยันความปลอดภัยในการบริโภค ด้วยการทดลองที่เกี่ยวกับผลของการออกฤทธิ์ และข้อมูลสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ กระทั่งผ่านการรับรองคุณภาพ จากคณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา ว่ามีความปลอดภัยในการใช้อย่างต่อเนื่อง แม้จะใช้เป็นระยะเวลานานโดยไม่มีผลข้างเคียง

jumboslot

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2545 รายงานว่าการรับประทานพิคโนจีนอล 75 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 1 เดือน ทำให้พื้นที่และความเข้มข้นของฝ้าลดลง โดยไม่ส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายแต่อย่างใด งานวิจัยเจาะลึกพบว่า พิคโนจีนอล ช่วยลดปัญหาสีผิวได้โดยเป็นสารต้านอนุมูลิอิสระประสิทธิภาพสูง จึงจับอนุมูลอิสระซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ นอกจากนี้ยังไปกระตุ้นให้เซลล์สร้างเอนไซน์ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้เองเพิ่มอีกถึงสองเท่า และช่วยให้เซลล์สามารถนำวิตามินและวิตามินอีกลับมาใช้ได้อีก

การวิจัยในปี 2547 รายงานว่า พิคโนจีนอล ช่วยปกป้องไม่ให้คอลลาเจนและอิลาตินในชั้นผิวถูกทำลาย และยังช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวอีกด้วย การทดลองในผู้หญิง 62 คน พบว่า ความยึดหยุ่นในชั้นผิวเพิ่มขึ้นถึง 9% ในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ Translate

งานวิจัยที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นการศึกษาที่ทำในประเทศจีน โดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Zhigang Ni และคณะวิจัย พวกเขาค้นพบว่า คุณสมบัติในการเป็นแอนติอกกซิเดนท์ในเปลือกสนสกัดนี้ จะช่วยลดปฎิกริยาและการเพิ่มเม็ดสีที่ผิวหนังเมื่อถูกแสงแดดทำให้ผิวขาวขึ้น สารโอพีซีในเปลือกสนสกัดสามารถลดขนาด และความเข้มของฝ้าโดยไม่มีผลข้างเคียงกับผิวบริเวณอื่นเลย

การศึกษาทางพิษวิทยา

ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานความเป็นพิษของสารสกัดเปลือกสนเมอริไทม์

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
ปฎิกริยากับสารอื่น: เช่นเดียวกันกับสารโอพีซีจากแหล่งอื่นๆ สารสกัดจากเปลือกสนไม่มีปฎิกริยาข้างเคียงกับยา สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวอื่นๆ

slot

ในที่นี้หมายถึง เปลือกของต้นสนมาริไทม์ ในประเทศฝรั่งเศส นั่นเอง ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพสูง (Super Anti-oxidation) เเละยังเสริมฤทธิ์การทำงานของ วิตามิน C เเละ วิตามิน E ช่วยป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ ที่เกิดขึ้นในร่างกายตลอดเวลา
รวมทั้ง ปัจจัยภายนอกต่างๆ อันเป็นสาเหตุของ ความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น หลอดเลือด หัวใจ ดวงตา ผิวหนัง รวมไปถึงระบบประสาท เป็นต้น
สารสกัดที่ได้จากเปลือกสน ก็คือ โปรเเอนโธชัยยานิดีน (Oligomeric Proanthocyanidin Complexes – OPC) หรือ พิกโนจีนอล (Pycnogenol)
นอกจาก สามารถสกัดได้จากเปลือกสนเเล้ว ยังสามารถสกัดได้จาก เมล็ดองุ่น เมล็ดลำไย เมล็ดทุเรียน เป็นต้น
และนอกจาก จะสามารถลดความเสี่ยงต่อ การเป็นโรคหัวใจ เส้นเลือดขอด เเละ การอุดตันของลิ่มเลือด โดยจะเข้าไปเสริมความเเข็งเเรงของหลอดเลือด ซึ่งทำให้เกิดความยืดหยุ่น ไม่เปราะ เเละเเตกร้าว
นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน อัมพาต ยังช่วยให้เลือดนำออกซิเจน ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้มากขึ้น เเถมยัง ช่วยลดภาวะเเทรกซ้อนจากการติดเชื้อ เเขนขาลีบ เเละกล้ามเนื้ออ่อนเเรง อีกด้วย
ช่วยให้สารต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยให้วิตามินซีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เป็นวิตามินบำรุงผิว ช่วยลดเลือนริ้วรอยลึกให้ตื้นและเรียนเนียนขึ้น
ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ผิว
ช่วยเพิ่มคอลลาเจน และอิลาสตินในผิว
ปรับสภาพผิวที่หมองคล้ำ ฝ้า กระ สีผิวไม่สม่ำเสมอจากการทำลายของแสง UV
ลดระดับน้ำตาลในเลือด และป้องกันโรคเบาหวาน ประเภท 2
ช่วยให้หลอดเลือดคลายตัว เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง และภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว
รักษาเส้นเลือดขอด และลดความเสี่ยงของหลอดเลือดดำอุดตัน
ป้องการเกิดลิ่มเลือด และโรคหัวใจ
บรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ , หอบหืด,หูอื้อ
ลดอาการก่อนและในระหว่างมีประจำเดือน

สรรพคุณของมะม่วงหิมพานต์

มะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ โดยเชื่อกันว่าน่าจะอยู่บริเวณประเทศบราซิล แล้วจึงมีการแพร่กระจายไปยังบริเวณภูมิภาคอื่นๆของโลก เช่นในทวีปแอฟริกา อเมริกาเหนือ ยุโรป และทวีปเอเชีย สำหรับในทวีปเอเชียนั้น เมื่อประมาณศตวรรษที่ 16 ชาวโปรตุเกสได้นำเมล็ดมะม่วงหิมพานต์เข้ามาทดลองปลูกในประเทศอินเดีย เพื่อเป็นแนวป้องกันการกัดเซาะตามชายฝั่ง ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี

เครดิตฟรี

ต่อมาจึงมีการขยายปลูกเพื่อการค้ามากขึ้น จากนั้นจึงมีการขยายพื้นที่ลงมาทางประเทศศรีลังกา และเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มาเลเชีย และเข้าสู่ประเทศไทยทางภาคใต้ ส่วนในประเทศไทยนั้น มะม่วงหิมพานต์ ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. 2444 โดยถูกนำเข้ามาจากประเทศมาเลเชีย โดยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี เทศาภิบาลจังหวัดตรัง ซึ่งนำมาทดลองปลูกครั้งแรกที่จังหวัดตรัง ปรากฏว่าได้ผลดี จากนั้นจึงเริ่มนิยมปลูกมากขึ้นในภาคใต้ สามารถพบเห็นมะม่วงหิมพานต์ได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่จะพบได้มากในภาคใต้ ส่วนภาคอื่นๆนั้นพบได้ประปราย

ประโยชน์และสรรพคุณมะม่วงหิมพานต์

ทั่วทั้งโลกมีความนิยมในการนำเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ มาใช้เป็นอาหารขบเคี้ยวมากกว่าเมล็ดธัญพืชเกือบทุกชนิด เนื่องจากมีความกรอบ ให้รสมัน และมีกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังสามารถใช้ประกอบอาหารหลายเมนู อาทิ ใส่ส้มตำ ใส่ยำต่างๆ ทำไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์หรือใช้ใส่ในไอศกรีมต่างๆ เป็นต้น

ส่วนผลเทียมที่มีความฉ่ำด้วยน้ำหวาน มีรสต่อมฝาดเล็กน้อย ยังสามารถใช้สำหรับรับประทานเป็น ไวน์มะม่วงหิมพานต์ ไอศรีมมะม่วงหิมพานต์ และแยม ได้อีกด้วย ในส่วนของใบอ่อน ยอดอ่อนสามารถใช้รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือแกงเผ็ด ลาย ก้อย ขนมจีนน้ำยาได้ และเปลือกเมล็ดก็ยังสามารถนำมาสกัดกรดในน้ำมันเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น ใช้ทำหมึกพิมพ์ ใช้ผลิตสีทาบ้าน ใช้ในกระบวนการทำผ้าเบรกรถ ใช้ฟอกหนัง ใช้เป็นส่วนผสมของกาว ใช้ผลิตพลาสติก เป็นต้น

สล็อต

สำหรับสรรพคุณทางยาจากส่วนต่างๆของมะม่วงหิมพานต์นั้น ตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณว่า ผล บำรุงสมอง ฆ่าเชื้อ ขับปัสสาวะ พอกดับพิษ แก้อาเจียน ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้ลักปิดลักเปิด เมล็ด แก้กลากเกลื้อน แก้เนื้อหนังชาในโรคเรื้อน แก้โรคผิวหนัง แก้ตาปลา แก้เนื้องอก บำรุงไขข้อ บำรุงกระดูก บำรุงเส้นเอ็น บำรุงกำลัง บำรุงผิวหนัง ใบ แก้ท้องร่วง แก้ริดสีดวงทวาร แก้ไอ แก้เจ็บคอ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เปลือก แก้บิด ขับน้ำเหลืองเสีย แก้ท้องเสีย แก้กามโรค ทำยาอมรักษาแผลในปาก แก้ปวดฟัน พอกดับพิษ ยอดอ่อน รักษาริดสีดวงทวาร ยาง ทำลายตาปลา กัดทำลายเนื้อที่ด้านเป็นปุ่มโต แก้เลือดออกตามไรฟัน รักษาหูด รักษาขี้กลาก แผลเนื้องอก โรคเท้าช้าง น้ำมัน ฆ่าเชื้อ ทาถูนวดให้ร้อนแดง ยาชา รักษาโรคเรื้อน กัดหูด แก้ตาปลา แก้บาดแผลเน่าเปื่อย

ลักษณะทั่วไปมะม่วงหิมพานต์

มะม่วงหิมพานต์ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีลำต้นสูงประมาณ 6-12 เมตร เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลักษณะลำต้นทรงกลม ตั้งตรง เปลือกลำต้นเรียบแล้วค่อนข้างหนา สีเทาอมน้ำตาล แตกกิ่งหลักที่ความสูงไม่มาก แต่มีกิ่งย่อยมาก โดยกิ่งแขนงหลักแตกออกเป็นแนวขนานกับพื้นดินทำให้รูปทรงพุ่ม กว้างประมาณ 4-10 เมตร ใบออกเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน เป็นรูปไข่กลับถึงรูปรีกว้าง โคนใบสอบแคบแหลม ปลายใบกลม กว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร เนื้อใบหนาเหมือนแผ่นหนัง เกลี้ยงเป็นมันสีเขียวสดมีกลิ่นหอม ดอก ออกเป็นช่อตรงซอกใบบริเวณปลายกิ่ง โดยจะออกเป็นช่อแยกแขนงหรือช่อเชิงหลั่ง ซึ่งแต่ละช่อจะมีช่อดอกย่อย 5-10 ดอก เรียงสลับกันบนก้านช่อหลัก ทั้งนี้ ในก้านดอกหลักจะมีดอก 3 ประเภท คือ ดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกสมบูรณ์เพศ

สำหรับดอกจะมีสีขาวหรือสีเหลืองนวล และจะเปลี่ยนไปเป็นสีชมพู ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียวขนาดเล็ก โคนดอกเชื่อมติดกันในดอกหนึ่งๆจะมีปลายแยกเป็นกลีบ 5 กลีบ และในแต่ละกลีบปลายดอกจะแหลมเรียว นอกจากนี้ดอกยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย ผลมีทั้งผลแท้และผลเทียมซึ่งผลเทียม เป็นส่วนที่เป็นก้านผล ที่มีการพองขยายตัวจนมีรูปร่างคล้ายผล ขนาดผลยาวประมาณ 5-12 เซนติเมตร เมื่อผลยังอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่หรือสุกจะมีสีแดงเรื่อหรือสีชมพูหรือสีเหลืองตามสายพันธุ์ เนื้อผลฉ่ำน้ำ ให้รสหวานอมฝาด หากเริ่มสุกจะมีรสฝาดมาก หากสุกมากจะมีรสหวานเพิ่มขึ้น

สล็อตออนไลน์

ส่วนผลจริง เป็นส่วนที่มีรูปร่างคล้ายไต ห้อยติดด้านล่างของผลเทียม(ที่เราเรียกว่าเมล็ดมะม่วงหิมพานต์) เมื่อผลยังอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะมีสีเทาหรือสีน้ำตาล และจะมีความยาวประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร มีเปลือกหุ้มผลหนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ด้านในเป็นที่อยู่ของเมล็ด แบ่งออกเป็น 2 ซีก ประกบกันอยู่ เนื้อเมล็ดนี้มีสีขาวรสมันมีกลิ่นหอม

การขยายพันธุ์มะม่วงหิมพานต์

มะม่วงหิมพานต์สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การใช้เมล็ด การตอนกิ่ง การติดตา การเสียบยอด เป็นต้น แต่สำหรับวิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การเพาะเมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้

การคัดเลือกพันธุ์ต้องคัดเลือกจากต้นพันธุ์ที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ ให้ผลผลิตสม่ำเสมอทุกปี มีความต้านทานโรค และลักษณะเมล็ดที่นำมาเพาะ จะต้องอวบใหญ่ เมล็ดไม่ลีบ เปลือกเมล็ดเป็นมันวาว ไม่มีรอยกัดแทะของแมลง และที่สำคัญ เมล็ดจะต้องไม่เก็บมาแล้วนานเกิน 1 ปี ทั้งนี้ ควรนำไปแช่น้ำคัดแยกออก โดยเมล็ดที่ลอยหรือกึ่งจมกึ่งลอยให้คัดแยกออก

จากนั้นเตรียมวัสดุเพาะโดยควรใช้ดินร่วนผสมกับแกลบดำ และปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 2 : 1 : 1 นำมาคลุกผสมให้เขากัน แล้วนำเมล็ดพันธุ์เพาะกับวัสดุเพาะในถุงเพาะชำขนาด 5×8 นิ้ว โดยคลุกปุ๋ยคอกหรือวัสดุอินทรีย์กับดินในถุงเพาะชำ ก่อนกดเมล็ดด้านเว้าลงดิน และให้เมล็ดเอียงประมาณ 45 องศา จากนั้นรดน้ำและนำไปเก็บไว้ในเรือนเพาะชำ หลังจากเพาะกล้าในถุงจนได้อายุประมาณ 4 เดือน แล้ว ก็พร้อมที่จะนำกล้าพันธุ์ลงปลูกในแปลง แต่ไม่ควรเพาะกล้านานเกิน 4 เดือน

ส่วนการเตรียมแปลงและหลุมปลูกควรกำจัดวัชพืชแล้วทำการไถพรวนแปลง จากนั้น ขุดหลุมปลูกกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุม และแถว 6-8 เมตร ซึ่ จากนั้น ตากหลุมทิ้งไว้นาน 5-7 วัน จากนั้นนำปุ๋ยคอกโรยก้นหลุม ประมาณ 1 ถังเล็ก/หลุม ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ/หลุม แล้วทำการกรีดถุงเพาะชำ แล้วนำต้นพันธุ์ที่ติดอยู่กับดินในถุงเพาะวางลงหลุม พร้อมเกลี่ยหน้าดินลงกลบให้แน่น แล้วให้นำหลักไม้ไผ่เสียบไว้ด้านข้างลำต้นให้แน่น พร้อมรัดด้วยเชือกฟางหลวมๆบริเวณกลางต้นเข้ากับลำไม้ไผ่

jumboslot

ทั้งนี้หลังจากการปลูกมะม่วงหิมพานต์ในช่วง 1 ปี แรก หากถึงช่วงฤดูแล้งที่ดินแห้งมาก ควรให้น้ำเป็นครั้งคราวเพื่อให้ต้นรอดได้ แต่หลังจาก 1 ปีไปแล้ว ต้นมะม่วงหิมพานต์จะสามารถทนแล้งได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องให้น้ำก็ได้ และหลังจากการปลูกมะม่วงหิมพานต์จะเริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกเมื่อมีอายุ 3-4 ปี เมล็ดมะม่วงหิมพานต์จะเก็บได้มากในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และควรเก็บเมล็ดจากผลที่ร่วงลงพื้น เพราะเมล็ดที่ยังห้อยอยู่กับผลมักจะเป็นเมล็ดอ่อนที่ยังไม่แห้ง หลังเก็บมาแล้วจะขึ้นรา และทำให้เมล็ดเหี่ยวลีบได้

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของเปลือกหุ้มเมล็ดและส่วนต่างๆของมะม่วงหิมพานต์ พบว่ามีสาระสำคัญในกลุ่ม Phenol ได้แก่ Anacardic acid , cardol , methylcardol และ carnadol เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสาระสำคัญอื่นๆ อีกเช่น arginine Quercetin และ Triacontane เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงสมอง ขับปัสสาวะ แก้ลักปิดลักเปิด ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้อาเจียน โดยใช้ผลสุก (ผลเทียม) มารับประทานเป็นผลไม้ใช้บำรุงไขข้อ บำรุงกำลัง บำรุงกระดูก บำรุงเส้นเอ็น บำรุงผิวหนัง แก้บวมน้ำ ช่วยย่อยอาหาร โดยใช้เมล็ดมาคั่วรับประทาน ใช้แก้บิด ขับน้ำเหลือง แก้ท้องเสีย แก้กามโรค โดยใช้เปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ท้องร่วง แก้ริดสีดวงทวาร โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาหูดและตาปลาโดยใช้ยางจากต้นสด ทาตรงตาปลา หรือเนื้อที่ด้านเป็นปุ่มโต หรือบริเวณที่เป็นหูดโดยให้ทาบ่อยๆ จนกว่าจะหาย แก้อาการอักเสบ รักษาแผลในช่องปาก โดยใช้เปลือกต้นมาต้มกับน้ำแล้วนำไปกลั้วปาก และลำคอ ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยนำใบแกนำมาบดผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนนำมาพอกบริเวณที่เป็นแผล

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งเม็ดเลือกขาว มีการศึกษาการกลั่นน้ำมันหอมระเหยด้วยไอน้ำ ของใบมะม่วงหิมพานต์ (Anacardium occidentale L.) ที่ให้ปริมาณน้ำมัน 0.78% v/w เมื่อนำไปวิเคราะห์หาองค์ประกอบเคมีด้วยวิธี Gas Chromatography – Mass Spectroscopy (GC-MS) พบว่ามีสารประกอบอย่างน้อย 14 ชนิด โดยเป็นสารกลุ่มโมโนเทอร์ปีนส์ 78.1% และสารกลุ่มเซสควิเทอร์ปีนส์ 15.7% โดยสารประกอบที่พบเด่นชัดเป็นส่วนใหญ่ คือ tran-beta-ocimene 76.0%, alpha-copaene 4.8%, gamma-cadinene 3.3%, cis-ocimene 2.1% และ beta-caryophyllene 1.9% จากนั้นนำน้ำมันหอมระเหยที่ได้ไปทดสอบหาความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CEM-SS พบว่ามีค่า CD50 เท่ากับ 12.5 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ดังนั้นจึงมีศักยภาพที่อาจพัฒนาสู่การใช้เป็นสารต้านเนื้องอกได้เนื่องจากมีค่า CD50 ต่ำกว่า 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรซึ่งเป็นค่า cut-off point ที่ Wall และคณะแนะนำ

สารมีการศึกษาวิจัย cardanol หรือ ginkgol ซึ่งเป็นสารที่สกัดได้จากใบของแปะก๊วย (Ginkgo biloba L.) และของเหลวที่ได้จากเปลือกหุ้มเมล็ด (nutshell liquid) ของมะม่วงหิมพานต์ (Anacardium occidentale L.) ซึ่งมีผลในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาท NSC-34 และพบว่าการให้หนูแรทเพศผู้ อายุ 5 สัปดาห์ กินสาร cardanol acetate ในขนาด 100 มก./กก./วัน เป็นเวลา 2 เดือน สามารถเพิ่มการทำงานของสมองที่เกี่ยวความจำในส่วนของการเรียนรู้ของหนูแรทได้ เมื่อทดสอบด้วย eight-arm radial maze tasks ทำให้สามารถสรุปได้ว่า สาร cardanol ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่อยู่ในใบแปะก๊วย และเปลือกหุ้มเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ มีส่วนช่วยในเรื่องของความจำและการเรียนรู้ได้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของผลสดมะม่วงหิมพานต์ (Cashew apple) พบว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายๆด้าน เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของแบคทีเรีย ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สำหรับคนที่แพ้โปรตีนจากถั่ว หรือมีอาการผิดปกติเมื่อรับประทานถั่ว เช่น มีอาการบวมที่ใบหน้าและคอ มีผดผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง หายใจลำบาก คลื่นไส้อาเจียนหรือท้องเสีย คุณควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์
เม็ดมะม่วงมะม่วงหิมพานต์ทอดที่นิยมรับประทานกันนั้น จะมีน้ำมันมากและให้พลังงานสูง ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป
เปลือกหุ้มเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด เนื่องจาก มีน้ำมันกรดจำนวนมาก หากรับประทานจะทำให้ระคายเคืองในระบบทางเดินอาหารได้

สรรพคุณของลูทีน

ลูทีนมีชื่อมาจากภาษาลาตินว่า ลูเทียส (Luteus) หมายถึงสีเหลือง ลูทีน แคโรทีนอยด์ (carotenoids ) ซึ่งมีลักษณะเป็นสารสีเหลือง ที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตมิน เอ ได้ (non-provitamin A carotenoids)

เครดิตฟรี

โดยทั่วไป หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นกลุ่มแซนโทฟิลล์ (Xanthophyll) ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างสารประกอบทั้งสองนี้ได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ลูเทอินและซีอาแซนทินเป็นแคโรทีนอยด์ 2 ตัวเท่านั้นที่พบอยู่ที่แมคูลา (macula) และที่เลนส์ของตา ที่ทราบกันดีว่ามีประโยชน์ต่อดวงตาของคนเรา ซึ่งชาวต่างประเทศรู้จักสารอาหารลูทีน (lutein) กันอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นสารอาหารที่ช่วยชะลออาการจอประสาทตาเสื่อมของผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม สารอาหารลูทีนนี้ ร่างกายของคนเราไม่สามารถสังเคราะห์สารลูทีนขึ้นมา ใช้เองได้ จะต้องกินเข้าไปเท่านั้น

ประโยชน์และสรรพคุณของลูทีน
ลูทีนและซีแซนทินเป็นแคโรทีนอยด์ที่สะสมอยู่บริเวณเรตินาของดวงตา ซึ่งเม็ดสีนี้จะทำหน้าที่ปกป้องเรตินาและจอประสาทตาจากกระบวนการ OxidativeStress ซึ่งนั่นหมายความว่าจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ และลูทีน (lutein) และซีแซนทีน (zeaxanthin) ทำหน้าที่เป็นสารต้านออกซิเดชันเพื่อป้องกันเซลล์รับแสง (photoreceptor cells) จากอันตรายจากอนุมูลอิสระที่เซลล์สร้างขึ้นเนื่องมาจากมีปริมาณออกซิเจนสูง (oxygen tension) และจากการถูกแสง

นอกจากนี้ยังเชื่อว่าสารประกอบทั้งสองนี้มีหน้าที่ในการกรองแสงสีฟ้าที่เป็นคลื่นแสงที่มีพลังงานสูง โดยประมาณว่าจะสามารถกรองแสงสีฟ้าลงได้ถึง 40 % ก่อนที่แสงจะตกถึงแมคูลา ดังนั้นจะสามารถลดสภาวะความเครียดออกซิเดชันต่อจอประสาทตาได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ลูทีนยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในดวงตาของคนเราอีกด้วย เพราะดวงตาของเราจะมีสารอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นตัวทำลายเซลล์รับภาพและทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับจอประสาทตาทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ได้ ลูทีนถือเป็นสารอาหารที่มีความ สำคัญในการปกป้องจอประสาทตา

สล็อต

โดยลูทีนจะทำงานร่วมกันกับกรดไขมันดีเอชเอและเอเอซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการด้านการมองเห็นของเด็ก โดยดีเอชเอและเอเอ จะทำหน้าที่เหมือนเป็นหลอดไฟ ส่วนลูทีนจะทำหน้าที่เหมือนเป็นสารเคลือบหลอดไฟไม่ให้เสื่อมเร็ว และนอกจากลูทีนจะพบมากในดวงตาของคนเราแล้ว ยังพบได้ในสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการมองเห็นถึงร้อยละ 66 จึงเชื่อว่าลูทีนมีส่วนช่วยในการรับภาพและส่งต่อไปยังสมองได้ดีขึ้นอีกด้วย

จากการศึกษาทางระบาดวิทยา พบหลักฐานว่า ลูทีนและซีแซนทีนช่วยลดโรคจอประสาทตาเสื่อม (Age-related macular degeneration: AMD) สำนักงาน อาหารและยาสหรัฐอเมริกา ให้การรับรองผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลูทีนและซีแซนทีน ในการลดความเสี่ยงของการเกิดความเสื่อมของตา อันมีสาเหตุมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น นอกจาก ลูทีนและซีแซนทีน จะมีคุณสมบัติในการช่วยชะลอความเสื่อมของเรตินา และเลนส์ตาแล้ว ยังทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก และป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

ขนาดและปริมาณที่ควรใช้

จากการศึกษาพบว่า ระดับลูทีน 2.0 – 6.9 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยป้องกันความเสื่อมของจุดด่างในดวงตาได้แต่ลูทีนก็ยังไม่ได้มีการกำหนดปริมาณที่ควรรับประทานต่อวัน (Dietary Recommended Intake (DRI)) แต่งานวิจัยพบว่า ต้องรับประทาน 6-10 มิลลิกรัมต่อวัน จึงจะมีประสิทธิภาพในการดูแลดวงตา และจะมีความปลอดภัยหากรับประทานไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อวัน

รูปภาพองค์ประกอบทางเคมีของลูทีน

แหล่งกำเนิดลูทีน

ลูทีน(Lutein) นั้นเป็นสารที่มีอยู่ในระบบร่างกายของมนุษย์อยู่แล้ว กล่าวคือ ภายในจอประสาทตาของคนเรา มีร่องเล็กๆ อยู่จุดหนึ่งที่มีเซลล์รับภาพจอประสาทตา ซึ่งเป็นจุดที่แสงตกกระทบ และทำให้คนเราสามารถมองเห็นภาพที่ชัดเจนในแต่ละวัน ซึ่งบริเวณเซลล์รับภาพนี้มีสารสีเหลือง หรือลูทีนอยู่หนาแน่นมากที่สุด โดยจะพบได้ตรงชั้นเนื้อเยื่อที่หล่อเลี้ยงเส้นประสาท หรือเรตินาตรงบริเวณ Macula Luta ซึ่งจุดดังกล่าวเป็นจุดที่สำคัญมากต่อการมองเห็น หากบริเวณดังกล่าวเสื่อม หรือเสียไป อาจทำให้สูญเสียการมองเห็น หรือตาบอดได้

สล็อตออนไลน์

แหล่งที่มาของลูทีน

ถึงแม้ว่าลูทีน (Lutein) จะเป็นสารที่มีอยู่แล้วในร่างการมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายมนุษย์ก็ไม่สามารถที่จะสังเคราะห์สารลูทีน (Lutein) ขึ้นมาใช้เองได้ จึงต้องจำเป็นที่จะต้องได้รับจากอาหารต่างๆที่มีสารลูทีนนั่นเอง ซึ่งโดยธรรมชาตินั้น ลูทีน (Lutein) เป็นสารธรรมชาติที่มีในนมมารดา และ ในพืชผักผลไม้หลายชนิด เป็นสารในตระกูลของสารแคโรทีนอยด์ ในธรรมชาติ

แคโรทีนอยด์ในอาหารธรรมชาติมีประมาณ 600 ชนิด แต่ที่พบมากมี 6 ชนิด คือ

แอลฟา-แคโรทีน (Alpha-carotene)

บีตา-แคโรทีน (Beta-carotene)

บีตา-คริพโตแซนทิน (Beta-cryptoxanthin)

ไลโคพีน (Lycopene)

ลูทีน (Lutein)

ซีแซนทีน (Zeaxanthin)

โดยพืชผักที่มีสารลูทีนโดยมากมักจะเป็นผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ข้าวโพด แครอท ฟักทอง ผักปวยเล้ง คะน้า ผักโขมฯ การบริโภคพืชผักที่มีลูทีน หรือแม้แต่อาหารสุขภาพที่มีสารสำคัญนี้มีประโยชน์ในโรคหลายชนิดด้วยกัน ที่สำคัญคือ โรคต้อกระจก และโรคจุดรับภาพเสื่อม แหล่งที่พบลูทีนในธรรมชาตินอกจาก จะพบมากในดอกดาวเรือง และโกจิเบอร์รี่(เก๋ากี้)แล้ว ยังพบใน กะหล่ำ ถั่วลันเตา ผักกาด ต้นอ่อนกะหล่ำดาว ถั่วพิสตาชิโอ บรอกโคลี ไข่

jumboslot

กลไกการทำงานของลูทีน

สารลูทีนในเซลล์รับภาพของจอประสาทตานี้ จะทำหน้าที่สำคัญคือ คอยกรองแสงสีฟ้า ซึ่งเป็นอันตรายต่อจอประสาทตา และเป็นแสงที่หลีกเลี่ยงได้ยากเพราะมีอยู่ทั่วไปรอบๆ ตัวเรา ซึ่งทั้งแสงจากดวงอาทิตย์ แสงจากโทรทัศน์ แสงจากจอคอมพิวเตอร์ แสงจากหลอดไฟ เป็นต้น ลูทีนกับโรคต้อกระจก กลไลของลูทีน สามารถลด ป้องกัน หรือชะลอการเกิดต้อกระจกได้นั้น เป็นเพราะลดกลไกการเกิดความเสื่อมของโรคต้อกระจกโดยตรง และการที่แคโรทีนอยด์มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดต้อกระจก

มีการวิจัยในกลุ่มผู้สูงอายุ ต่างๆ พบว่ากลุ่มที่มีระดับของลูทีนใน กระแสเลือดสูงจะมีความขุ่นของเลนส์ตาน้อยกว่า ซึ่งเป็นการวิจัยของจักษุแพทย์และผู้วิจัยสรุปว่า ลูทีนน่าจะลดการเกิดความเสื่อมของเลนส์ตาในผู้สูงอายุได้จริง ยังมีการวิจัยว่าการรับประทานลูทีนในปริมาณสูงเพิ่มความสามารถในการมองเห็นของผู้ป่วยที่เป็นต้อกระจกไปแล้ว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยที่มีการออกแบบแผนการวิจัยมาอย่างดี และทาการทดลองเป็นเวลานานถึงสองปี ลูทีนกับโรคจุดรับภาพเสื่อม นอกจากลูทีน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกแล้ว ยังพบว่ามีประโยชน์ในโรคจุดรับภาพเสื่อม ซึ่งมีหลายๆ การศึกษาสนับสนุนข้อมูลดังกล่าว โดยพบว่าถ้าปริมาณลูทีนในลูกตาลดน้อยลง จะพบความเสื่อมมากขึ้นในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมและความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมจะลดลง หากมีปริมาณลูทีนในเลือดสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่า การบริโภคอาหารที่มีลูทีนสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้

การศึกษาทางระบาดวิทยาและการศึกษาทางคลินิก

มีรายงานการวิจัยที่ Harvard School of Public Health, Boston ในผู้ชาย 36,644 คน ที่ได้รับอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ พบว่ากลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมเที่มีลูทีน จะลดความเสื่อมของโรคต้อกระจกถึง 19% และที่ University of Massachusetts ทาวิจัยในสุภาพสตรีถึง 50,461 คนพบว่าการได้รับลูทีน จะลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกถึง 22% การวิจัยที่ University of Wisconsin Madison Medical School ในผู้สูงอายุ 43-48 ปี จานวน 1,354 คน พบว่า ลูทีนช่วยลดอุบัติการณ์ของต้อกระจกที่เกิดตรงกลางเลนส์ (Nuclear Cataracts) ได้ถึง 50% จากรายงานการศึกษาทางระบาดวิทยา ซึ่งเป็นการศึกษาในประชากรกลุ่มใหญ่ 12 ฉบับ พบว่ากลุ่มคนที่รับประทานอาหารที่มีผักและผลไม้ที่มีลูทีนและซีแซนทีนสูงสุด หรือกลุ่มคนที่มีระดับลูทีนและซีแซนทีนในเลือดสูงสุด (เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ต่ำสุด) จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมน้อยกว่ามาก นอกจากนี้การศึกษาทางคลินิก (การศึกษาในคน) 7 ฉบับ พบว่าการได้รับลูทีนและซีแซนทีน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีผลทำให้ระดับของลูทีนในเลือดและในแมคูลาสูงขึ้น และทำให้การวัดการมองเห็นต่างๆดีขึ้นและมีแนวโน้มในการป้องกันการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม การรับประทานแคโรทีนอยด์ในปริมาณที่สูงที่สุดจะมี อัตราเสี่ยงต่ำกว่า 43%

slot

สำหรับภาวะการเสื่อมของจอประสาทตาตามอายุอย่างเฉียบพลันของจอประสาทตา เมื่อเปรียบเทียบการรับประทานในปริมาณที่ต่ำที่สุด จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 876 คนซึ่งมีอายุ ระหว่าง 55-80 ปี การได้รับลูทีนและซีซานทีน ในอัตราสูงจะช่วยลดความเสี่ยงของจอประสาทตาเสื่อมอย่างเฉียบพลันตามอายุได้ จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า หญิงและชายที่ได้รับ ลูทีนในระดับสูงที่สุดจะเป็นต้อกระจกในอัตราที่ต่ำกว่า ผู้ที่ไม่รับประทานลูทีนจากผักและผลไม้เละสารลูทีนอาจช่วยป้องกันมะเร็งปอด มะเร็งสำไส้ และมะเร็งเต้านม พบว่าการรับประทานสารลูทีน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ในทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และการลดอัตราเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือการตรวจพบการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มแรก การรับประทานผักที่อุดมไปด้วยแคโรทีนอยด์ ซึ่งประกอบด้วยลูทีนในปริมาณสูงจะมีความสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมที่ลดลง โดยเฉพาะสำหรับสตรีที่มีประวัติว่ามีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านม

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ด้วยที่ว่าลูทีน (Lutein) เป็นสารที่มีในร่างกายมนุษย์ แล้วแหล่งที่มีลูทีนก็เป็นพืชผักและไข่ที่เราใช้ประกอบอาหารอยู่เป็นประจำ จึงคาดว่าไม่น่าจะมีอันตรายหากรับประทานลูทีนในแหล่งอาหารจากธรรมชาติเหล่านี้ แต่หากเป็นสารสกัดหรืออาหารเสริมที่มีลูทีนสกัดเข้มข้นแล้ว ควรรับประทานไม่เกินวันละ 20 มิลลิกรัม เพราะหากรับประทานมากเกิน จะเกิดการสะสมที่ตับและทำให้เกิดอาการตัวเหลืองที่เรียกว่า Carotenemia แต่หากหยุดรับประทานสักพักอาการก็จะหายไปเองและกลับมาเป็นปกติ

สุดยอดสรรพคุณของชะมวง

ชะมวง จัดเป็นพันธุ์พืชท้องถิ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทย พม่า มาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยมักจะพบตามป่าดิบชื้นทั่วไป รวมถึงที่ราบลุ่มที่มีความชื้นพบสมควร ซึ่งมักจะพบตามป่าที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 600 เมตร ขึ้นไป สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศ แต่จะพบได้มากในแถบพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก ส่วนภาคอื่นๆจะพบได้ประปรายบริเวณใกล้แม่น้ำลำคลองหรือลำห้วย

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณชะมวง

ชะมวงนับเป็นพืชพื้นเมืองของไทยมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะในภาคใต้ ดังนั้นจึงมาการนำส่วนต่างๆของชะมวงมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน เช่น ยอดอ่อนหรือใบอ่อนที่มีรสเปรี้ยวสามารถนำมารับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือนำไปใช้ปรุงอาหารหลายประเภท เช่น แกงส้ม ต้มส้มปลาไหล ต้มส้มปลาแห้ง แกงชะมวง ต้มซี่โครงหมูใบชะมวง ทำหมูชะมวง หรือนำมาใส่ในยำต่างๆ

ผลชะมวงสุกสีเหลืองส้มมีรสเปรี้ยวอมหวานใช้รับประทานเป็นผลไม้ หรือนำมารับประทานเป็นยาระบายได้ ผลและใบแก่นำมาหมักให้เกิดกรด ใช้สำหรับการฟอกหนังวัวหรือหนังควายได้ ส่วนเปลือกต้นและยางของต้นชะมวงจะให้สีเหลือง สามารถนำมาใช้สกัดทำสีย้อมผ้าได้ นอกจากนี้เนื้อไม้ยังสามารถนำมาใช้ในงานก่อสร้างต่างๆ หรือใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆได้

ส่วนสรรพคุณทางยาของชะมวงนั้นตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ใบหรือผล รสเปรี้ยว แก้ไข้ กระหายน้ำ เป็นยาระบาย กัดฟอกเสมหะ แก้ธาตุพิการ รากมีรสเปรี้ยว แก้บิด แก้ไข้ตัวร้อน แก้เสมหะ ใบมีรสเปรี้ยว ปรุงเป็นยาฟอดโลหิต กัดฟอกเสมหะ ใช้ขับเลือดเสีย ใบและดอก แก้ไข้ เป็นยาระบายท้อง กัดฟอกเสมหะ รักษาธาตุพิการ บำรุงผิวพรรณ ผล แก้บิด ใช้เป็นยาระบาย ช่วยย่อยอาหาร เปลือก และแก่นลำต้น แก้ผลติดเชื้อ แผลเป็นหนอง รักษาแผล รักษาโรคผิวหนัง เป็นยาระบาย รักษาโรคท้องร่วง แก้กระหายน้ำ ขับเสมหะ ลดอาการไอ

ส่วนตำรายาพื้นบ้านอีสานระบุว่า ใช้รากผสมรากตูมกาขาว รากปอต่อน และรากกำแพงเจ็ดชั้น ต้มน้ำดื่มเป็นยาระบาย แก่น แก้อาการเหน็บชา

สล็อต

ลักษณะทั่วไปชะมวง

ชะมวงจัดเป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็กถึงกลาง ไม้ผลัดใบ สูง 15-30 เมตร แตกทรงพุ่มเป็นกรวยคว่ำทรงสูงเปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลปนเทา แต่เมื่อต้นมีอายุมากขึ้นจะมีน้ำยางสีเหลือง ใบ ออกเป็นใบเดี่ยวบริเวณปลายกิ่ง โดยใบออกเป็นคู่ตรงข้ามสลับตั้งฉากเป็นรูปรี กว้างประมาณ 2.5-5 ซม. ยาว 8-15 ซม. ปลายใบป้านหรือแหลมเล็กน้อย โคนใบมน แผ่นใบเรียบค่อนข้างหนา แต่เนื้อใบจะกรอบเกลี้ยงเป็นมัน ขอบใบเรียบมองเห็นเส้นใบไม้ชัดเจน ใบอ่อนมีสีม่วงแดงแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน และสีเขียวเข้มตามอายุใบ เนื้อใบมีรสเปรี้ยว

ในส่วนของก้านใบมีสีแดงยาว 0.5-1 ซม. ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวแบบแยกเพศอยู่ต่างต้นโดย ดอกตัวผู้จำนวนดอกเป็นกระจุกตามซอกใบและมีดอกย่อย 3-8 ดอก กลีบดอกมีสีเหลือง จำนวน 4 กลีบ รูปรีแข็งหนา มีกลิ่นหอม และมีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ เป็นรูปรีแถบรูปขอบขนาน ปลายกลีบกลม เส้นผ่าศูนย์กลางดอก 2-2.5 ซม.

ส่วนดอกตัวเมียเป็นดอกเดี่ยว ออกตามปลายกิ่ง มีขนาดใหญ่กว่าดอกตัวผู้เล็กน้อย มีปลายเกสรเป็น 4-8 เหลี่ยม ผลเป็นผลสดมีลักษณะกลม หรือเบี้ยวเล็กน้อย ขนาดประมาณ 2.5-6.0 ซม. ผิวเรียบเป็นมัน มีร่องเป็นพู 5-8 ร่องปลายด้านบนบุ๋ม ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่หรือสุกจะมีสีเหลือง และเมื่อสุกจัดมีสีเหลืองออกส้ม เนื้อด้านในหนามีเปลือกผลมียางสีเหลือง เนื้อหุ้มเมล็ดสีเหลือง ฉ่ำน้ำ ผลดิบมีรสฝาดอมเปรี้ยว ผลสุกความฝาดลดลงและจะออกเปรี้ยวมากกว่า เมล็ด รูปแบนรี หนาขนาดใหญ่ จำนวน 4-6 เมล็ด เรียงตัวกันเป็นวงรอบผล

การขยายพันธุ์ชะมวง

ชะมวงสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด การปักชำกิ่ง และการตอนกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือการเพาะเมล็ดแล้วนำต้นกล้าที่ได้ไปปลูก โดยการเพาะเมล็ดจะใช้เมล็ดจากผลแก่ที่ร่วงจากต้นแล้วนำมาแกะเปลือก และนำมาตากแห้ง 5-7 วัน หลังจากนั้นจึงนำไปเพาะในถุงเพราะชำที่มีวัสดุเพาะเช่นแกลบ ขี้เถ้า และขุยมะพร้าว จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มแล้วนำไปเก็บไว้ในเรือนเพาะชำรอให้ต้นกล้าออกและมีอายุประมาณ 2 เดือน จึงนำไปปลูกต่อไป ส่วนวิธีการปลูกชะมวงนั้นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการปลูกส้มแขก ซึ่งได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

สล็อตออนไลน์

ทั้งนี้ชะมวงสามารถเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน แต่ในระยะแรกมักชอบดินชุ่มชื้นพอสมควร และเมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้ก็มีความทนต่อสภาพอาการแล้วได้ดีเช่นกัน

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆ ของชะมวงพบว่าในส่วนต่างๆ มีสาระสำคัญดังนี้

ในใบพบสารกลุ่ม flavonoids ชนิด C-glycoside เช่น vitexin, orientin สารกลุ่ม steroids เช่น beta-sitosterol และยังพบสาร chamuangone ที่มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งอีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการของใบชะมวง ( 100 กรัม )

พลังงาน 51 กิโลแคลอรี

โปรตีน 1.9 กรัม

คาร์โบไฮเดรต 9.6 กรัม

ใยอาหาร 3.2 กรัม

ไขมัน 0.6 กรัม

เถ้า 0.6 กรัม

น้ำ 84.1 กรัม

วิตามินA 7,333 หน่วยสากล

วิตามินB1 0.7 มิลลิกรัม

วิตามินB2 0.04 มิลลิกรัม

วิตามินB3 0.2 มิลลิกรัม

วิตามินC 29 มิลลิกรัม

ธาตุแคลเซียม 27 มิลลิกรัม

ธาตุเหล็ก 1.1 มิลลิกรัม

ธาตุฟอสฟอรัส 13 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ใบชะมวงที่นิยมนำมารับประทานยังมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้ ในกิ่งชะมวงพบสาร garcicowin B , C และ D ในเปลือกต้นพบสาร dulxanthone A และในน้ำยางของชะมวงพบสารกลุ่ม xanthone เช่น α-mangostin , cowanol และ 7-o-methylgarcinone E ส่วนในผลอ่อนพบสารกลุ่ม tetraoxygenated xanthones เช่น β-mangostin , fuscaxanthane A , cowaxanthone D และ rubeaseanthane เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้เป็นยาระบาย ช่วยในการย่อยอาหาร โดยใช้ผลสุกมารับประทานสดๆ ใช้แก้บิด แก้ไข้ตัวร้อน แก้เสมหะโดยนำรากสด หรือรากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาแก้ไข้ กระหายน้ำ กัดฟอกเสมหะ แก้ธาตุพิการ เป็นยาระบาย โดยนำผลแก่ที่ตากแห้งและใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้บิด แก้ไข้ตัวร้อน แก้เสมหะโดยนำรากสด หรือรากแห้งมาต้มกับน้ำ ใช้เป็นยาแก้ไข้ รักษาธาตุพิการ ขับเสมหะ บำรุงผิวพรรณ โดยใช้ดอกมาตากแห้งแล้วต้มกับน้ำดื่มใช้แก้ท้องร่วง ขับเสมหะ ลดอาการไอ แก้กระหายน้ำ โดยใช้เปลือกต้นและแก่นต้นมาต้มกับน้ำดื่ม เป็นต้น

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดระดับไขมันในเลือดมีการศึกษาวิจัยสารสกัดเฮกเซน และไดคลอโรมีเทนจากใบชะมวง ในขนาด 10 ug/mL โดยจากการศึกษาในหลอดทดลอง (invitro enzymatic test) พบว่ามีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ HMG-CoA reductase ได้อย่างสมบูรณ์ ร้อยละ 100 และ 80.55 ตามลำดับ ซึ่งเป็นการยับยั้งการทำหน้าที่ของเอนไซม์ที่ใช้ในการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล และสารสกัดทั้งสองยังยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ pancreatic lipase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยไขมัน โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 67.45 และ 342.80 ug/mL ตามลำดับ

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการศึกษาวิจัยสารสกัดอะซีโตนจากผลอ่อนของชะมวง โดยเมื่อนำสารมาศึกษาองค์ประกอบทางเคมี พบว่าประกอบด้วยสารในกลุ่ม tetraoxygenated xanthones ได้แก่ garcicowanones A และ B ซึ่งเป็นสารที่ค้นพบใหม่ และที่เคยมีรายงานมาก่อน ได้แก่ α-mangostin, β-mangostin, 9-hydroxycalaba-xanthone, fuscaxanthone A, cowaxanthone D, cowanin, , cowagarcinone E และ rubraxanthone โดยเมื่อนำสารเหล่านี้มาทดสอบฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียทั้งแกรมบวก (Bacillus cereus TISTR 688, Bacillus subtilis TISTR 008, Micrococcus luteus TISTR 884, Staphylococcus aureus TISTR 1466) และแกรมลบ (Escherichia coli TISTR 780, Pseudomonas aeruginosa TISTR 781, Salmonella typhimurium TISTR 292, Staphylococcus epidermidis ATCC 12228) พบว่าสารส่วนใหญ่สามารถต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกได้ดีกว่าแกรมลบ โดยสาร α-mangostin จะมีฤทธิ์ดีที่สุดในการต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกทั้ง B. cereus , B. subtilis และ M. luteus โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ต้านเชื้อแบคทีเรีย (MIC) อยู่ในช่วง 0.25-1 มคก./มล. ส่วนสาร garcicowanone A และ β-mangostin แสดงฤทธิ์ที่ดีเช่นกันในการยับยั้งเชื้อ B. cereus โดยมีค่า MIC เท่ากับ 0.25 มคก./มล.

slot

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของส่วนสกัดจากยางส่วนต้นชะมวง โดยใช้ MeOH เป็นตัวทำละลายแล้วแยกองค์ประกอบของสารให้บริสุทธิ์โดยใช้เทคนิคโครมาโทกราฟฟีแบบคอลัมน์ และ โครมาโทกราฟฟีแบบเยื่อบาง ทำให้ได้สารในกลุ่มเซนโทน 5 ชนิด ได้แก่ cowaxanthone , cowanin ,cowanol , 1,3,6-trihydroxy-7-methoxy-2,5-bis (3-methyl-2-butenyl) xanthone และ norcowanin เมื่อนำสารดังกล่าวไปทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อ Stapphylococcus aureus ATCC 25923 และ S. aureus ที่ดื้อต่อยา penicillin พบว่า cowanin ทำให้เกิด clear zone เส้นผ่านศูนย์กลาง 13.50, 12.25, 0.0และ 0.0 mm ในจานเลี้ยงเชื้อ S. aureus และ 12.75, 12.00, 0.0 และ 0.0mm ในจากเลี้ยงเชื้อ S. aureus สายพันธุ์ที่ดื้อยา penicillin ในขณะที่ cowanol ทำให้เกิด clear zone เส้นผ่านศูนย์กลาง 15.25, 14.25, 11.0 และ 0.0 mm ในจานเลี้ยงเชื้อ S. aureus 25923 และ 15.50, 13.25, 10.0 และ 0.0 mm ในจานเลี้ยงเชื้อ S. aureus penicillin ตามลำดับ

และยังมีผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาฉบับอื่นๆ อีกเช่น สาร chamuangone จากใบชะมวง มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ปอด และมะเร็งเม็ดเลือดขาว สาร garcicowin B, C และ D จากกิ่งชะมวง มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งลําไส้ และสาร dulxanthone A จากเปลือกต้นชะมวงมีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งตับ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผลสุกของชะมวงมีรสหวานอมเปรี้ยวในการนำมารับประทานควรรับประทานแต่พอดีเพราะหากรับประทานมากเกินไป อาจทำให้ปวดมวนท้องและทำให้ท้องเสียได้
ในการใช้ชะมวงเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆที่ได้ระบุไว้ในตำรายาต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดและปริมาณที่พอดี ที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณมากหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ชะมวงเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ประโยชน์ดีๆของต้นนมวัว

ต้นนมวัวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียตั้งแต่จีนตอนใต้ (มลฑลกวางสีและยูนาน) อินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม กัมพูชา พม่า ไทย ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย และนิวกินีตะวันตก โดยในประเทศไทยจะพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งจะพบได้ในบริเวณที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 500-1600 เมตร เช่นป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ รวมถึงบริเวณชายหาดทั่วไปด้วย

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณต้นนมวัว

ต้นนมวัวถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรตั้งแต่ในอดีตแล้ว โดยสามารถใช้ส่วนต่าง ๆ มาทำยาสมุนไพรได้ตามที่ตำรายาไทยระบุไว้ดังนี้

แก่น ใช้เป็นยาบำรุงน้ำนม ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วในสตรีหลังคลอด เป็นยาบำรุงร่างกายหลังเจ็บป่วย เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ท้องบวม แก้กษัย ปวดเมื่อยตามตัว ปัสสาวะขุ่นข้น รักษาฝีในท้อง แก้ไข้ ถอนพิษสำแดง รักษาไข้ที่ไม่มีเหงื่อออก ส่วนในตำรายาพื้นบ้านอีสานระบุว่า ใช้ราก แก้ผิดสำแดง แก้ไข้ ลำต้น บำรุงกำลัง บำรุงน้ำนม แก้ปวดเมื่อย แก้ลมบ้าหมู

ส่วนในต่างประเทศก็มีการใช้ต้นนมวัวเป็นสมุนไพร เช่น ประเทศอินเดีย ใช้เปลือกต้น และใบ ใช้ภายนอก รักษาโรคผิวหนัง ผล ใช้ ฟอกเลือด แก้งูกัด ประเทศจีนใช้ใบ ต้มกินรักษาโรคตา แก้ปวดกระเพาะอาหาร และใช้ภายนอก และแก้แผล

ลักษณะทั่วไปต้นนมวัว

ต้นนมวัวจัดเป็น ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก 2-5 เมตร แต่ก็สามารถ สูงได้ถึง 7 เมตร ลำต้นและกิ่งก้าน เมื่อยังอ่อนมีสีเขียวและมีขนนุ่มและยังมีหนามแหลมแข็ง ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มๆ กระจายทั่วลำต้น ส่วนลำต้นเมื่อแก่จะแตกเป็นร่องลึก เปลือกลำต้น และเปลือกในจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นเดี่ยว เรียงเวียนสลับ ลักษณะรูปรีแกมรูปไข่หรือรูปขอบขนาน กว้าง 5 เซนติเมตร ยาว 18 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ใบแก่แผ่นใบหนา หลังใบเรียบ เป็นมัน ท้องใบผิวเกือบเกลี้ยง ที่เส้นกลางใบมีร่องเล็กตามยาว ก้านใบมีขนนุ่ม ดอกออกจากลำต้น และซอกใบออกเป็นช่อเชิงลด มีช่อดอกอัดแน่นรูปทรงกระบอก

สล็อต

ช่อดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ร่วมต้น ดอกขนาดเล็ก สีเขียวแกมเหลือง มีกลีบรวม5 กลีบ ซ้อนเหลื่อมกัน ช่อดอกเพศผู้เป็นแบบช่อหางกระรอกออกรวมกันเป็นกลุ่ม มีกลิ่นเหม็น มีก้านดอกย่อยสั้น ส่วนดอกเพศเมีย มีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ เป็นแบบช่อกระจะ รังไข่อยู่ต่ำกว่าวงกลีบ ไม่มีก้านดอก ผลเป็นแบบผลส ทรงลูกแพร์หรือรูปไข่ ปลายผลเป็นตุ่มแหลมมี ขนาด 1.3-2.6 เซนติเมตร เมล็ดรูปทรงกลมแข็งมี 1-3 เมล็ดต่อผล

การขยายพันธุ์ต้นนมวัว

ต้นนมวัวสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง ในปัจจุบันการขยายพันธุ์ของต้นนมวัวนั้นจะเป็นการขยายพันธุ์โดยอาศัยเมล็ดร่วงหล่นแล้วเกิดต้นขึ้นมาใหม่ ในธรรมชาติมากกว่าการถูกนำมาปลูกโดยมนุษย์ เพราะต้นนมวัวยังไม่มีการนิยมนำมาใช้ประโยชน์มากเหมือนในอดีต จึงทำให้การใช้ประโยชน์ในปัจจุบันจะเป็นการเก็บส่วนต่าง ๆ ของต้นนมวัวที่ขึ้นเองในธรรมชาติมาใช้ประโยชน์มากกว่าการปลูกใช้เอง แต่หากต้องการจะปลูกต้นนมวัวไว้ใช้ประโยชน์เอง ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกับการเพาะเมล็ดไม้ยืนต้นอื่น ๆ ให้ได้ต้นกล้าแล้วจึงนำไปปลูกตามปกติ

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีจาก ใบ และกิ่ง ของต้นนมวัวพบว่าสามารถตรวจพบสารสำคัญหลายชนิดเช่นisoorientin, potalioside B, vicenin-2, vitexin, isoschaftoside , apigenin.

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

สล็อตออนไลน์

ใช้บำรุงน้ำนม ช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ โดยใช้แก่นต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ช่วยฟื้นไข้ แก้ปวดเมื่อยตามตัว แก้กษัย แก้ท้องบวม ปัสสาวะขุ่นข้น แก้ไข้ รักษาฝีในท้อง ถอนพิษสำแดง โดยใช้แก่ต้นนำมาต้มกับตาไก้ ข้างน้าว และตานกกด แล้วใช้ดื่ม ใช้แก้ลมบ้าหมู แก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลัง โดยใช้ลำต้นต้มน้ำดื่ม หรือใช้ต้มร่วมกับรากนมราชสีห์ใหญ่ ช่วยบำรุงน้ำนม ใช้แก้ไข้ แก้ผิดสำแดง ใช้รากต้นนมวัว ต้มน้ำดื่มหรือใช้รากผสมกับแก่นจันทน์แดงต้มน้ำดื่มก็ได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดความดันโลหิต มีการทดสอบและศึกษาวิจัย ในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดจากเปลือกผลด้วย น้ำ เอทานอล และอะซิโตน มีฤทธิ์ยับยั้ง angiotensin converting enzyme (ACE) ที่ระดับ 61%, 68% และ 73% ตามลำดับ ซึ่งมีผลทำให้ความดันโลหิตลดลง

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ต้นนมวัวเป็นสมุนไพร ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ต่อเนื่องกันนานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ต้นนมวัวเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

jumboslot

ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 7 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมแข็ง ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มๆ กระจายทั่วลำต้น ลำต้นและกิ่งอ่อนมีสีเขียว ลำต้นที่แก่จะแตกเป็นร่องลึก เปลือกลำต้น และเปลือกใน สีน้ำตาลอ่อน กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปรีแกมรูปไข่หรือรูปขอบขนาน กว้างได้ถึง 5 เซนติเมตร ยาวได้ถึง 18 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ใบแก่แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง หลังใบเรียบ เป็นมัน ท้องใบผิวเกือบเกลี้ยง ที่เส้นกลางใบมีร่องเล็กตามยาว ก้านใบมีขนนุ่ม ไม่มีหูใบ ดอกช่อเชิงลดออกจากลำต้น และซอกใบ ช่อดอกอัดแน่นรูปทรงกระบอก

ช่อดอกแยกเพศหรือสมบูรณ์เพศอยู่ร่วมต้น ดอกมีขนาดเล็ก กลีบรวม5 กลีบ ซ้อนเหลื่อมกัน สีเขียวแกมเหลือง ช่อดอกเพศผู้เป็นแบบช่อหางกระรอกออกรวมกันเป็นกลุ่ม มักออกจากลำต้น ดอกมีกลิ่นเหม็น มีก้านดอกย่อยสั้นมาก ดอกเพศเมียไม่มีก้านดอก ดอกมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ เป็นช่อดอกแบบช่อกระจะ รังไข่อยู่ต่ำกว่าวงกลีบ ในดอกที่สมบูรณ์เพศมักมีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน ผลสดเมล็ดในแข็ง ทรงลูกแพร์หรือรูปไข่ ขนาด 1.3-2.6 เซนติเมตร เมล็ดมี 1-3 เมล็ด รูปทรงกลม การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือการตอนกิ่ง พบตามป่าเต็งรัง ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 600-1,600 เมตร ออกดอกราวเดือนมกราคมถึงมีนาคม ติดผลราวเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม

ยาพื้นบ้านอีสานใช้ ลำต้น ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลัง แก้ลมบ้าหมู ผสมรากนมราชสีห์ ต้มน้ำดื่ม บำรุงน้ำนม ราก ฝนน้ำดื่ม แก้ผิดสำแดง ผสมแก่นจันทน์แดง ฝนน้ำดื่ม แก้ไข้
ตำรายาไทย แก่น เป็นยาบำรุงน้ำนม ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วในสตรีหลังคลอด เป็นยาอายุวัฒนะได้ทั้งชายและหญิง โดยนำมาแก่นมาต้มกินเป็นยาเดี่ยว หรือผสมกับยาอื่นเป็นตำรับ เช่น ตาไก้ ช้างน้าว ตานกกด เป็นยาบำรุงร่างกายหลังเจ็บป่วย แก้กษัย ปวดเมื่อยตามตัว แก้ท้องบวม ปัสสาวะขุ่นข้น รักษาไข้ที่ไม่มีเหงื่อออก รักษาฝีในท้อง แก้ไข้ ถอนพิษสำแดง ไม่ระบุส่วนที่ใช้ รักษามาลาเรีย รักษาวัณโรค
ประเทศอินเดีย เปลือกต้น ใบ ใช้ภายนอก รักษาโรคผิวหนัง ผล แก้งูกัด ฟอกเลือด
ประเทศจีนใช้ ใบ ต้มกินรักษาโรคตา หรือนำมาหมัก หรือต้มกิน และใช้ภายนอก แก้ปวดกระเพาะอาหาร และแก้แผลถูกปืนยิง

slot

แพทย์พื้นบ้านอีสานจะนิยมใช้นมควายเป็นหนึ่งในสมุนไพรรักษากามโรค (ไม่ได้ระบุส่วนที่ใช้)
รากใช้เป็นยากระตุ้นการคลอดบุตรของสตรี ซึ่งชาวบ้านในแถบหมู่เกาะลูซอนและมินดาเนาของประเทศฟิลิปปินส์จะใช้รากนมควายนำมาแช่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ให้หญิงที่จะคลอดบุตรรับประทาน
เป็นยาเพิ่มการบีบตัวของมดลูก ช่วยเร่งการคลอดบุตร (ราก)
รากนมควายกะจำนวนพอประมาณนำมาต้มกับน้ำจนเดือด ใช้ดื่มครั้งละแก้ว วันละ 1-2 ครั้ง เป็นยาแก้โรคไตพิการได้ดีในระดับหนึ่ง (ราก)
รากช่วยบำรุงน้ำนมของสตรี (ราก)
รากมีรสเย็นช่วยแก้ผอมแห้ง โรคผอมแห้งของสตรีหลังการคลอดบุตรและอยู่ไฟไม่ได้ (ราก) ในตำรายาพื้นบ้านทางภาคอีสานจะใช้รากนมควาย รากหญ้าคา เหง้าต้นเอื้องหมายนา และลำต้นอ้อยแดง อย่างละเท่ากัน กะใช้ตามความเหมาะสม นำมาต้มกับน้ำเดือด ใช้ดื่มขณะอุ่น ๆ ให้สตรีที่ผอมแห้งแรงน้อย และบำรุงเลือดได้ดี (ราก)
ผลสุกมีรสหวานอมเปรี้ยว ใช้รับประทานเป็นผลไม้ได้ อีกทั้งยังให้วิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่ประโยชน์ต่อร่างกาย และสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้หลากหลายชนิด เช่น น้ำผลไม้ ไวน์ และผลไม้อบแห้ง เป็นต้น
ชาวชนบททางภาคอีสานจะนิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเตรียมสีย้อมฝ้ายหรือไหม โดยการสกัดสีจากกิ่งของต้นด้วยตัวทำละลาย
ต้นนมควายเป็นไม้หายาก มีผลรับประทาน ให้ดอกสวยงาม จึงเหมาะแก่การนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ