cathedraledetunis

Day: June 26, 2021

สุดยอดสรรพคุณจากวิตามินบี9

วิตามินบี 9 (folic acid/folate) จัดเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1930 โดย Lucy Wills ซึ่งรายงานว่าสารสกัดจากยีสต์สามารถรักษาภาวะโลหิตจางชนิดเมกาโลบลาสติก (megaloblastic anemia) ในหญิงตั้งครรภ์ได้ จากนั้นสารนี้ได้ถูกพบในพืชผักอีกหลายชนิด เช่น ผักขม อัลฟาฟา จึงถูกเรียกว่า “โฟเลต” ซึ่งมาจากคำในภาษาลาตินว่า “folium” ที่หมายถึงใบไม้

เครดิตฟรี

วิตามินบี 9 ยังมีหลากหลายอนุพันธ์ เช่น folic acid tetrahydrofolate 5.10-methylene tetrahydrofolate ฯลฯ ซึ่งจะสลายตัวได้ง่ายเมื่อโดนแสง ความร้อน และอากาศ เช่น เมื่ออาหารที่มีกรดโฟลิกถูกความร้อนจึงมักจะสูญเสียคุณประโยชน์ได้ง่าย จึงต้องใช้วิธีการปรุงอาหารด้วยไฟอ่อนๆ หรือทานผักผลไม้สดแทนเพื่อให้ได้รับกรดโฟเลดกอย่างครบถ้วน

สำหรับประเภทของวิตามินบี 9 (Folic acid) นั้น ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ประเภทที่มีอยู่ในแหล่งอาหารทั่วไป หรือที่เรียกว่า โฟเลต (folate) ซึ่งประเภทนี้จะพบในอาหารหลายชนิด เมื่อมนุษย์รับประทานเข้าไปแล้ว ร่างกายจะสังเคราะห์และดูดซึมนำไปใช้ในกระบวนการต่างๆ ของร่างกายต่อไป โดยโฟเลตที่พบในธรรมชาติ มักเป็น pteroylpolyglutamate ซึ่งมี glutamyl 2-7 หมู่เชื่อมต่อกันด้วยพันธะเพปไทด์ติดอยู่กับส่วน pteroic acid ส่วนอีกประเภทหนึ่งจะได้จากการสังเคราะห์โดยมนุษย์ เช่น ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในท้องตลาดจะอยู่ในรูป pteroylmonglutamic acid (PteGlu1) ซึ่งมี glutamyl เพียงหนึ่งหมู่

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ร่างกายของคนเราไม่สามารถสังเคราะห์โฟเลตได้ ดังนั้นอาหารจึงเป็นแหล่งที่สำคัญของโฟเลต (วิตามินบี 9) แต่อย่างไรก็ตามอาหารแต่ละชนิดก็มักมีโฟเลตในปริมาณต่ำและแตกต่างกันไป ซึ่งแหล่งที่มีโฟเลต (วิตามินบี 9) สูง เช่น ผักสีเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง ตับ เนื้อสัตว์ นมสด ยีสต์ ข้าวซ้อมมือ ทุเรียน สตอเบอรี่ มะม่วง เป็นต้น

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณของวิตามินบี 9 (Folic acid) ที่ควรได้รับในแต่ละวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป โดยอ้างอิงตาม THAI RDI ระบุว่าควรได้รับในปริมาณ 200-400 ไมโครกรัม/วัน ตามช่วงอายุดังนี้

สล็อต

ทั้งนี้ กรดโฟลิก (Folic acid) ที่ได้จากการสังเคราะห์มีชีวปริมาณออกฤทธิ์ (bioavallability) ที่ดีกว่าโฟเลตจากธรรมาชาติเนื่องจากร่างกายดูดซึมโฟเลตที่มี glutamy เพียงหนึ่งหมู่ได้ดีกว่า โดยมีการศึกษาพบว่าได้รับกรดโฟลิกที่ได้จากการสังเคราะห์ 100 ไมโครกรัมจะเทียบเท่ากับโฟเลตในธรรมชาติ 170 ไมโครกรัม

ประโยชน์และโทษ

โฟเลต หรือวิตามินบี 9 มีประโยชน์หลายประการ เช่น มีส่วนสำคัญที่ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย การสืบพันธุ์ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคโลหิตจากชนิดเมกะโลบลาสติกแอนนีเมีย โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดประสาทปลายเปิด โรคมะเร็ง โรคสมองเสื่อม และป้องกันทารกในครรภ์เป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ความผิดปกติของแขน ขา ความพิการของระบบทางเดินปัสสาวะ และโรคไม่มีรูทวารหนัก เป็นต้น

สำหรับโทษของวิตามินบี 9 นั้น ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานแต่อย่างใด รวมถึงในการรับประทานเกินขนาด ก็มีรายงานว่าอาจมีอาการผื่นแพ้แค่เล็กน้อยเท่านั้น ส่วนในกรณีของการขาดวิตามินบี 9 หรือโฟเลตนั้น พบว่าผู้ที่ขาดจะมีอาการเกิดโรคโลหิตจากชนิดที่เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่มีปริมาณน้อยลง และอาจมีอาการปวดศีรษะ ท้องเดิน ขี้หงุดหงิด เหนื่อยง่าย มีกรดในกระเพาะอาหารน้อยเกินไป และความจำสั้น ส่วนสตรีมีครรภ์ที่มีภาวะขาดโฟเลต (วิตามินบี 9) เมื่อคลอดออกมาทารกจะมีภาวะผิดปกติของแขนและขา เป็นโรคหัวใจพิการ โรคปากแหว่งเพดานโหว่ รวมถึงโรคไม่มีรูทวาร เป็นต้น สำหรับสาเหตุที่ทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี 9 (โฟเลต) มีอยู่หลายประการ เช่น ร่างกายมีความต้องการวิตามินโฟเลตสูงขึ้น เช่น ในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ สตรีที่ให้นมบุตร และผู้ป่วยโรค โลหิตจากธัลลัสซีเมีย เป็นผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการฟอกไตต่อเนื่อง ผุ้ที่ทานอาหารไม่หลากหลาย มีภาวะทุพโภชนาการ ผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง หรือผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ต้านการทำงานของโฟเลต

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

สล็อตออนไลน์

มีผลการศึกษาวิจัยระบบ metabolism ของวิตามินบี 9 (Folic acid) ระบุว่า โฟเลตที่อยู่ในอาหารนั้น ร่างกายจะสามารถดูดซึมได้เพียง 50% และบางส่วนเป็นโฟเลตอิสระ (free folate) ที่ร่างกายดูดซึมได้ทันที แต่ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 75 เกาะอยู่กับสารอื่น (bound folate) หรือในสภาพของโพลีกลูทาเมท (polyglutamates) ซึ่งร่างกายจะดูดซึมโฟเลตอิสระเข้าทางลำไส้เล็ก ส่วนที่เกาะอยู่กับสารอื่นต้องย่อยก่อนจึงดูดซึมได้ แล้วมีเอนไซม์เปลี่ยนเป็น PGA ที่ผนังลำไส้เล็กขณะที่ซึมผ่านผนังลำไส้เล็ก PGA เปลี่ยนเป็น 5 เมทิลเตตราไฮโดรโฟลเท (5-methyltetrahydrofolate) เข้าสู่เส้นเลือดใหญ่ไปสู่ตับ ประมาณ 5 มิลลิกรัมและในส่วนที่เกินจะถูกร่างกายขับถ่ายออกมาทางใด

ส่วนในร่างกายกรดโฟลิกถูกรีดิวซ์เป็นกรดเดตระไฮโดรโฟลิก (tetrapybro Folic acid) (THF.FH) เพื่อทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ สำหรับขนส่งหมู่ที่ประกอบด้วยคาร์บอนหนึ่งอะตอม เช่น เมทิล (-CH) ฟอร์มิโน (-CHO) ไอดรอกซีเมทิล (-CH-HO) เมทินิล (=CH) เมทิลิน (-CH-) ฟอร์มิโน (-CH=NH=)

และการขนส่งหมู่คาร์บอนหนึ่งอะตอมพบว่าคาร์บอนจะจับที่ตำแหน่ง 5 และ/หรือ 10 กล่าวคือโฟลิกจะทำหน้าที่สารประกอบแกนกลางที่สามารถเพิ่มหน่วยคาร์บอนได้อีกหนึ่งหน่วยแก่สารที่มารับ เช่น ในปฏิกิริยาการเติมหมู่เมทิล (methylation) ชีวสังเคราะห์ของเบส adenine guanine และ thymine ซึ่งเป็นองค์ประกอบของกรดนิวคลีอิก การสังเคราะห์กรดอะมีโน methionine และการเปลี่ยนกรดอะมิโนชนิดหนึ่งไปเป็นกรดอะมิโนอีกชนิดหนึ่ง เช่น serine ↔ glycine หรือ histidine ↔ glutamate เป็นต้น

jumboslot

นอกจากนี้กรดโฟลิกยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมกระบวนการสร้างและการสลายกรดอะมิโนที่ชื่อว่า โฮโมซีสทีน (homocysteine) ที่เป็นสารที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อหลอดเลือดภายในร่างกาย ซึ่งหากร่างกายมีสารดังกล่าวคั่งสะสมในกระแสเลือดสูงเกิน 15 ไมโครโมลต่อลิตร จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนที่มีระดับปกติ โดยในภาวะปกติร่างกายจะอาศัยการทำงานของกรดโฟลิกเป็นตัวช่วยในกระบวนการสลายโฮโมซีสทีน เป็นซีสเตอีน (cysteine) เพื่อไม่ให้เกิดการคั่งสะสมของโฮโมซีสทีนในกระแสเลือด

ทั้งนี้มีรายงานการศึกษาวิจัยพบว่าผู้ที่มีระดับโฮโมซีสทีนในเลือดสูงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน จากกลไกดังกล่าวชี้ให้เห็นว่ากรดโฟลิกมีบทบาทหน้าที่สำคัญที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญโฮโมซีสทีนให้อยู่ในภาวะปกติ และช่วยลดการเกิดภาวะที่มีโฮโมซีสทีนเหลือคั่งค้างในเลือดสูง (homocysteinemia) และยังมีการศึกษาวิจัย ในปี 2018 ที่ได้ทำการศึกษาผลของกรดโฟลิกกับโรคหลอดเลือดสมอง โดยเสริมกรดโฟลิกปริมาณ 0.8 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับการใช้ยาปกติในผู้ป่วยชายโรคหลอดเลือดสมอง เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาปกติโดยไม่ได้รับการเสริมกรดโฟลิก กลุ่มอาสาสมัครในการศึกษานี้มีจำนวนทั้งสิ้น 8,384 พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการเสริมกรดโฟลิกปริมาณ 0.8 มิลลิกรัมต่อวัน มีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

slot

ส่วนในการศึกษาทางพิษวิทยา มีผลการศึกษาวิจัยระบุว่า ไม่พบความเป็นพิษจากการได้รับกรดโฟลิกแม้ในปริมาณสูงกว่า 1 มิลลิกรัมต่อวัน และอย่างไรก็ตามเชื่อว่า หากได้รับกรดโฟลิกในปริมาณสูงเกินความต้องการอาจจะบดบังอาการและการวินิจฉัยภาวะขาดวิตามินบี 12 และโลหิตจากชนิด pernicious anemia ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ ซึ่งภาวะดังกล่าวอาจทำให้ระบบประสาทถูกทำลายได้

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรจะมีความต้องการของร่างกายเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิค หรือรับประทานกรดโฟลิคในรูปแบบยาเม็ดเสริมเข้าไป
ผู้ที่รับประทานอาหารไม่หลากหลาย หรือผู้ที่รับประทานอาหารในปริมาณน้อย มีโอกาสเสี่ยงในการขาดวิตามินบี 9 (folic acid) ดังนั้นควรรับประทาน folic acid ในรูปแบบยาเม็ดเสริมด้วย
folic acid ในรูปแบบยาเม็ดจะมีความไวต่อแสงและความร้อน ดังนั้นควรเก็บในภาชนะทับแสง และเก็บไว้ห่างความร้อน และความชื้น

สุดยอดสรรพคุณจากวิตามินบี7

วิตามินบี 7 Biotin ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1930 โดย Dr.Helen Parson ต่อมา Kogl Tonnis ได้ทำการแยกสารออกมาจากไข่แดงแล้วทำการตั้งชื่อว่า “ไบโอติน” (Biotin) ในปี ค.ศ.1936 ในปัจจุบัน วิตามินบี 7 (Biotin) มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น vitamin และ coenzyme R เป็นต้น ซึ่งจัดเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ และมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสร้างพลังงานในวัฎจักรเครบส์ (Krebs cycle) เช่นเดียวกับวิตามินบีอื่นๆ

เครดิตฟรี

โดยวิตามินบี 7 (Biotin) เป็นสารที่ประกอบด้วยวงแหวนไทโอฟีน (Thiophene) ที่มีธาตุกำมะถันเป็นองค์ประกอบคล้ายกับวิตามินบี 1 (Thiophene) มีลักษณะเป็นผลึกรูปเข็มไม่มีสี ทนต่อความร้อน สามารถละลายได้ในน้ำและแอลกอฮอล์ แต่ไม่ละลายไนอีเทอร์ คลอโรฟอร์มและอะซิโตน และยังมีความทนทานต่อแสงแดด แต่ไม่ทนต่อกรดและด่างเข้มข้น

สำหรับประเภทของวิตามินบี 7 (Biotin) ประเภทนี้แบ่งย่อยได้เป็น 2 รูปแบบ คือ ไบโอตินอิสระ (free biotin หรือ D-biotin)และไบโอตินที่จับกับโปรตีน lysine (เรียกว่า biocytin) ซึ่งไบโอตินอิสระนี้ร่างกายสามารถดูดซึมได้เลย แต่ biocytin ยังไม่สามารถดูดซึมได้ทันที ต้องถูกเอนไซม์ Biotinase ในทางเดินอาหารแตกให้เป็น free biotin กับ lysine ก่อน จากนั้นยังจะต้องอาศัยตัวพา hSWVT (human sodium-dependent multivitamin transporter) จึงจะสามารถดูดซึมเข้าที่ลำไส้เล็กได้

ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ ประเภทที่สกัดจากอาหารในธรรมชาติที่เป็นแหล่งของวิตามินบี 7 (Biotin) ซึ่งจะถูกสกัดออกมาในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งแบบชนิดเม็ดและแคปซูล โดยมักจะอยู่ในรูปแบบวิตามินบีรวม

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

โดยปกติแล้วร่างกาย สามารถสร้างวิตามินบี 7 (Biotin) ขึ้นมาได้ โดยแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของเราที่เรียกว่า นอร์มอลฟอร์ร่า (nomal flora) ซึ่งเป็น probiotic จะสามารถสร้างวิตามินบี 7 (Biotin) ขึ้นมาได้ แต่ก็สร้างได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องอาศัยจากแหล่งอาหารที่รับประทานเข้าไปด้วย ซึ่งแหล่งอาหารที่มีวิตามินบี 7 (Biotin) นั้น ทั้งในพืชและในสัตว์

สำหรับอาหารที่มีไบโอตินมากที่สุด ได้แก่ ตับ ไต เครื่องในสัตว์ นม ไข่แดง และยีสต์ นอกจากนี้ยังมีมากในผักและผลไม้สดหลายชนิด เช่น หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ แครอท อะโวคาโด กล้วย อัลมอนด์ เป็นต้น ส่วนอาหารที่มีไบโอตินน้อยมากคือ เนื้อสัตว์ เมล็ดธัญพืช และผลิตผลจากข้าวและแป้ง

สล็อต

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณของวิตามินบี 7 (Biotin)ที่ควรได้รับในแต่ละวัน โดยอ้างอิงจากตารางสารอาหารที่ แนะนำให้บริโภคประจำวัน สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (THAI RDI) ตามบัญชีหมายเลข 3 แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541 ระบุว่าควรบริโภควิตามินบี 7 (Biotin) 150 ไมโครกรัม (μg)/วัน สำหรับในส่วนของสารสกัดวิตามินบี 7 (Biotin) ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อยู่ในรูปของวิตามินบีรวม ขนาด 25-300 ไมโครกรัม มีการแนะนำให้บริโภคในปริมาณ 100-300 ไมโครกรัม/วัน

ประโยชน์และโทษ

วิตามินบี 7 (Biotin) มีประโยชน์หลายประการ โดยหน้าที่หลักของวิตามินไบโอติน (Biotin) ในร่างกายต้องการทำหน้าที่เป็นตัวร่วมเร่งปฏิกิริยาทางชีวเคมีหรือที่เรียกว่า โคเอนไซม์ (co-enzyme) ในปฏิกิริยาต่างๆ ซึ่งได้แก่ เป็นโคเอ็นไซม์ (co-enzyme) ในกระบวนการเผาผลาญไขมัน , ช่วยให้ร่างกายสามารถนำไขมันมาใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น และนำไขมันมาสร้างเป็นกรดไขมัน (fatty acid) ที่เป็นสารตั้งแต่ของสารสำคัญในร่างกายอื่นๆ ได้ดีขึ้น และยังมีส่วนในการบำรุงรักษาผิวหนัง ผม เล็บ เซลล์ประสาท ไขกระดูก ช่วยบรรเทาอาหารปวดกล้ามเนื้อ

และมีส่วนร่วมในการสังเคราะห์ วิตามินบี 3 (nicotinic) จากกรดอะมิโนทริปโทเฟน (tryptophan) และ biotin ยังเป็นปัจจัยร่วม (cofactor) ที่จะช่วยให้เอนไซม์ carboxylases 5 ตัว ทำงานได้ ซึ่งเอนไซม์เหล่านี้ได้แก่ Acetyl-CoA carboxylase , 3-Methylcrotonyl-CoA carboxylase , Pyruvate carboxylase , Methylcrtonyl-CoA carboxylase โดยเอนไซม์เหล่านี้ทำหน้าที่สร้างพลังงานในวัฎจักรเครบส์ (Krebs cycle) ซึ่งเปลี่ยนกรดไขมันและกรดอะมิโนให้เป็นกลูโคส สังเคราะห์กรดไขมันและกรดอะมิโนบางตัว

สล็อตออนไลน์

นอกจากนี้ ไบโอตินยังมีบทบาทในการสร้างอินซูลิน ปรับแต่งฮีสโตน ควบคุมการแสดงออกของเย็น และการส่งสัญญาณต่าง ๆ ของเซลล์อีกด้วย

สำหรับโทษของวิตามินบี 7 (Biotin) นั้น ยังไม่มีรายงานการเกิดพิษของวิตามินบี 7 (Biotin) แต่อย่างใด ส่วนภาวะขาดวิตามินบี 7 (Biotin) นั้นก็พบได้บ่อยมาก เนื่องจากการรับประทานอาหารก็เพียงพอแล้ว อีกทั้งร่างกายยังสามารถเก็บสะสมไว้ที่ตับเพื่อนำมาใช้ได้ แต่ก็มีบางสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินบี 7 (Biotin) ได้เช่น

ได้รับยาปฏิชีวนะ (antibiotic) ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะยาดังกล่าวจะฆ่าแบคทีเรียในลำไส้ที่ช่วยสร้าง Biotin ไปหมด
คนที่ชอบรับประทานไข่ขาวดิบ เพราะในไข่ขาวดิบมีสาร avidin ที่ยับยั้งการดูดซึม Biotin
ผู้ที่สูบบุหรี่จัด เพราะนิโคตินเพิ่มการทำลายไบโอตินเพิ่มการทำลายไบโอติน
โรคพันธุ์กรรมที่ขาดเอนไซม์ biotinidase ทำให้ Biotin ไม่สามารถกลับมาใช้ใหม่ได้
ผู้ป่วยที่รับประทานยากันชักนานๆ เพราะยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ลดการดูดซึมและเพิ่มการทำลายไบโอติน
ผู้ที่รับประทานอาหารเสริมที่มี pantothenic acid (vitamin B5) หรือ liopoic acid ในปริมาณสูง เพราะทั้งสองตัวนี้ใช้ตัวพา hSMVT ตัวเดียวกับไบโอติน

โดยการขาดวิตามินบี 7 (Biotin) จะมีอาการดังนี้ อาการที่พบ ส่วนใหญ่จะมีอาการอักเสบของผิวหนังตามเยื่อบุต่างๆ ผิวคล้ำ ตกสะเก็ด มีสะเก็ดแดงรอบตา จมูก ปาก เยื่อบุอักเสบ ผิวหนังลอก เล็บเปราะหักง่าย ผมร่วง ซึมเศร้า เบื่ออาหาร วิงเวียน แน่นท้อง อาเจียน ปวดตามกล้ามเนื้อ มีผื่นแดงบริเวณอวัยวะเพศ โลหิตจาง เมื่อตรวจเลือดจะพบว่าระดับเฮโมโกลบินต่ำ ระบบประสารทผิดปกติ คอเลสเตอรอลในเลือดสูง

jumboslot

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยระบบ metabolism ของวิตามินบี 7 (Biotin) ระบุว่า Biotin ถูกดูดซึมได้ดีในลำไส้เล็ก โดยส่วนใหญ่จะสามารถพบไบโอตินได้ทุกเซลล์ แต่มีมีมากสุดก็คือ ตับ และไต โดยไบโอตินเป็นโคเอนไซม์ของเอนไซม์ไพรูเวดคาร์บอกซิเลส (pyruvate carboxylase) ซึ่งช่วยเร่งในปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงไพรูเวด (pyruvate) ให้เป็นออกซาโลอิซิเตต (oxaloacetale) ในไมโตคอนเดรียซึ่งออกซาโลอะซิเตต เป็นสารตัวกลางในการสังเคราะห์กลูโคส และเมื่ออกซาโลอะซิเตตรวมตัวกบอะซิติลโคเอนไซม์เอ (Acetyl-CoA) จะเปลี่ยนเป็นซิเตรทก่อนที่จะเข้าสู่ไซโตพลาสซึม เพื่อเข้าขั้นตอนของการสังเคราะห์ไขมัน

อะซิติลโคเอนไซม์เอ คาร์บอกซิเลส เป็นเอนไซม์ที่มีไบโอตินเป็นโคเอนไซม์จะช่วยเร่งการเปลี่ยนอะซิติลโคเอนไซม์เอให้เป็นมาโลนิลโคเอนไซม์เอ ซึ่งเกี่ยงข้องกับการสังเคราะห์กรดไขมัน นอกจากนี้ไบโอตินยังเป็นโคแอนไซม์ไพรพิออนิลโคเอนไซม์เอคาร์บอกซิเลส (propionyl CoA carboxylase) ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงโพรพิออนิล โคเอนไซม์เอ ให้เป็น เมทิลมาโลนิล โคเอนไซม์เอ (methyl malonyl CoA) สารนี้เป็นตัวกลางในการเปลี่ยนแปลงกรดโพรพิออนิก เป็นกรดไขมันที่ระเหยได้ง่าย ที่สำคัญชนิดหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นกลูโคส หรือเปลี่ยนแปลงให้พลังงานปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงกรดโพรพิออนิกให้เป็นพลังงานได้ นอกจากนั้นเอนไซม์อื่นๆ ที่มีใบโอตินเป็นโคเอนไซม์จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการเกิดกลูโคสจากสารอื่น และการสังเคราะห์ไขมัน

นอกจากนี้ Biotin ยังทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ คาร์บอกซิเลส (carboxylases) หลายชนิด เช่นในปฏิกิริยาต่าง ๆ ของร่างกาย ในการจับตัวกับ enzyme protein เป็น CO2 -biotin enzyme complex ซึ่งเป็นรูปที่ active CO2เพื่อเปลี่ยน leucine เป็น isoleucine และเปลี่ยน active CO2 เป็น Malonyl-CoA นอกจากนี้ biotin ยับงมีความจำเป็นในกระบวนการ Gluconeogenesis เพื่อควบคุม Blood glucose ในร่างกาย โดยเปลี่ยนจากไขมันและโปรตีนเมื่อร่างกายขาดอาหารที่มี carbohydrate ซึ่งช่วยเร่งปฏิกิริยาในเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และลิพิด และยังเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์กรดแอสพาร์ติดอีกด้วย

slot

ส่วนผลการศึกษาความเป็นพิษของ วิตามินบี 7 Biotin นั้นระบุว่า การรับประทานไข่ขาวดิบเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายขาดไบโอติน เพราะ avidin ซึ่งเป็นโปรตีนในไข่ขาวสามารถจับไบโอตินอย่างแน่นหนา จึงทำให้ไบโอตินไม่ถูกดูดซึมในลำไส้เล็กแต่ถ้าทำให้ไข่ให้สุก avidin จะสูญเสียสภาพธรรมชาติและไม่สามารถจับไบโอติน ไอโบตินก็ถูกดูดซึมได้

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาทางคลินิก โดยการให้ Biotin เสริมขนาดสูงในเด็กที่มีภาวะขาด Biotin ในขนาดรับประทาน 200 mg. ต่อวันหรือให้ทางหลอดเลือดดำ 20 mg.ต่อวันยังไม่พบรายงานข้างเคียงที่เกิดขึ้น แต่ผลการศึกษาวิจัยอีกฉบับหนึ่งระบุว่า การรับประทานวิตามินบี 7 Biotin ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในขนาด 10-300 mg./วัน เป็นเวลานานมีผลทำให้เกิดการรบกวนผลแล็บ เช่น ทำให้ค่า pro-BNP และ Troponin ลดลงจนไม่สามารถวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลวได้ , ทำให้การวัดระดับ 25-hydroxyvitamin D สูงขึ้นจนเป็นปกติทั้งที่ผู้ป่วยขาดวิตามินดี , ทำให้การวัดระดับฮอร์โมนไทรอยด์สูงขึ้นผิดปกติโดยที่ไม่ได้ป่วย

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

โปรตีน avidin ในไข่ดิบจะลดการดูดซึม วิตามินบี 7 Biotin ดังนั้นควรต้มไข่ให้สุกก่อนรับประทานเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินบี 7 Biotin อย่างเพียงพอ
ผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลานาน และผู้ที่สูบบุหรี่จัด มีโอกาสเกิดภาวะขาดวิตามินบี 7 Biotin สูง ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่งไม่ควรใช้เอง และในผู้ที่สูบบุหรี่ควรเลิกสูบบุหรี่เพื่อลดภาวะเสี่ยงดังกล่าว
ในการรับประทานวิตามินบี 7 Biotin ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรรับประทานร่วมกับวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 3 และวิตามินบี 6 เพราะวิตามินดังกล่าวจะทำงานเสริมซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี

สรรพคุณของพิษนาศน์

สำหรับถิ่นกำเนิดของพิษนาศน์นั้นยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในบริเวณใดของโลก แต่ในประเทศไทยนั้น สามารถพบขึ้นทั่วไปในภาคเหนือและภาคอีสาน บริเวณที่เป็นดินทรายในป่าผลัดใบและป่าโปร่งทั่วไป และยังมีการนำมาใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรตามภูมิปัญญาชาวบ้านมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณพิษนาศน์

สำหรับนำพิษนาศน์มาใช้ประโยชน์นั้น ส่วนมากแล้วจะนำมาใช้เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคทั้งในแบบใช้เป็นตัวยาเดี่ยว และใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องยาในตำรับยาต่างๆ โดยมีสรรพคุณดังนี้

ตำรายาไทยระบุว่า ราก รสจืดเฝื่อนซ่า ขับน้ำ ขับพิษภายใน แก้คางทูม แก้ฟกบวมตามข้อ ตามกล้ามเนื้อ ส่วนตำรายาพื้นบ้านระบุว่า ราก ช่วยลดไข้ในเด็ก บำรุงน้ำนม แก้ฝี แก้พิษงู บำรุงน้ำนม และใน บัญชียาจากสมุนไพร ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ระบุการใช้เหง้าพิษนาศน์ เป็นส่วนประกอบ ใน “ตำรับยาเขียวหอม” ซึ่งมีสรรพคุณ บรรเทาอาการไข้ ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด พิษอีสุกอีใส (บรรเทาอาการไข้จากหัด และอีสุกอีใส)

นอกจากนี้ยังปรากฏการใช้พิษนาศน์ ตำรับยาแผนโบราณดังนี้

พระคัมภีร์ชวดารตำรับยาประสรรณี มีสรรพคุณ แก้อาเจียน มือเท้าเขียว ตำรับยามหาสมมิทใหญ่มีสรรพคุณ แก้มะเร็งคุดทะราดพระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ตำรับยาสมิทธิสวาหะมีสรรพคุณแก้หัวใจให้พิการต่างๆ ตำรับยามหาสมมิทใหญ่ มีสรรพคุณ แก้ไข้สันนิบาตพระคัมภีร์ปฐมจินดาตำรับยาผายพิษสรรพพิษมีสรรพคุณ แก้ปวดมวนท้อง ตำรับยากินแก้พิษหละจับ มีสรรพคุณ แก้ลิ้นกระด้างคางแข็ง แก้พิษหละ เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปพิษนาศน์

พิษนาศน์จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงได้ 15-30 เซนติเมตร ลำต้นลักษณะสั้นประมาณ 5-8 เซนติเมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ แนบกับพื้นดินมีใบย่อย 9-13 ใบ โดยจะเป็นรูปวงรี รูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมวงรี ปลายใบรูปไข่กลับ กว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ยาว 2-5 เซนติเมตร ผิวใบมีขนละเอียดสีขาวขึ้นปกคลุม ดอกเป็นแบบช่อกระจะ โดยจะออกที่ปลายยอด และมีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกคล้ายรูปดอกถั่ว เป็นสีม่วงเข้ม และมีก้านช่อดอกยาว ผลออกเป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนละเอียดสีขาว ปกคลุมด้านในมีเมล็ดเดียว

สล็อต

การขยายพันธุ์พิษนาศน์

พิษนาศน์สามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ดแต่จะเป็นพืชที่ค่อนข้างโตช้า ซึ่งในธรรมชาติจะอาศัยฝักแก่ที่ร่วงหล่นและแตกออกมาทำให้เมล็ดด้านในตกสู่ดินแล้วจึงเจริญเติบโตเป็นต้นต่อไป แต่ทั้งนี้เราสามารถนำเมล็ดของพิษนาศน์มาทำการเพาะปลูกได้ โดยใช้วิธีการเพาะเมล็ดและการปลูกเช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและปลูกพืชตระกูลถั่วอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของรากพิษนาศน์พบว่า พบสารกลุ่ม flavonoids ชนิด flavanone ที่มีหมู่พีนิลมาต่อในโครงสร้าง จากรากของถั่วดินโคก ได้แก่ สาร exiguaflavanone A – M, Sophoraflavanone G และ 5,7,2’-trihydroxy-8-lavandulylflavanone (Ruangrungsi et al., 1992; Iinuma et al., 1993; Iinuma et al., 1994) และยังพบสารกลุ่ม benzochromones ที่มีหมู่พีนิลมาต่อในโครงสร้าง ได้แก่ exiguachromone A และ exiguachromone B (Iinuma et al., 1993; Iinuma et al., 1994และพบสารกลุ่ม alkaloidsได้แก่ cytisine, (-)-12-cytisineacetamide, (-)-12-hydroxycytisine, (-)-N-formylcytisine, (-)-N-methylcytisine (Takamatsu et al., 1991)

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้คางทูม , ขับพิษ ขับน้ำ แก้ปวดบวมตามขับ ใช้บำรุงน้ำนม โดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ลดไข้ในเด็กโดยการนำรากมาฝนกับน้ำดื่ม ใช้แก้ฝีโดยใช้รากมาฝนกับน้ำแล้วนำไปทาบริเวณที่เป็น ส่วนในการใช้พิษนาศน์ที่มีในตำรับยาต่างๆดังที่กล่าวมานั้น ให้ใช้ตามขนาดและวิธีใช้ของยาตำรับนั้นๆ

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย การทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดจากรากพิษนาศน์ด้วยเฮกเซน เอทิลอะซีเตต และเมทานอล ต่อเชื้อแบคทีเรีย 5 สายพันธุ์ ได้แก่ Escherichia coli O157:H7, Listeria monocytogenes, Pseudomonas aeruginosa, Salmonella typhimurium และ Staphylococcus epidermidisn ด้วยวิธี agar diffusion ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเอทิลอะซีเตต มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Pseudomonas aeruginosa และ Staphylococcus epidermidis โดยมีค่าเฉลี่ยเส้นผ่านศูนย์กลางของบริเวณยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเท่ากับ 18.75±0.43 และ 20.00±0.50 มิลลิเมตร ตามลำดับ สารสกัดเมทานอล มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus epidermidis โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางการยับยั้งเท่ากับ 14.00±0.00 มิลลิเมตร

เนื่องจากการติดเชื้อ P. aeruginosa อาจเป็นสาเหตุของอาการมีไข้ เจ็บคอแบบมีเสมหะเขียว การติดเชื้อแบคทีเรียสกุล Staphylococcus อาจเป็นสาเหตุของการเกิดฝีหนองได้ ผลการทดลองจึงสอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ใช้รากพิษนาศน์ฝนน้ำดื่มรักษาอาการเป็นไข้ อมแก้เจ็บคอ และใช้รากฝนน้ำทารักษาฝี สารสกัดหยาบเอทิลอะซีเตต และสารสกัดหยาบเมทานอลมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ แต่สารสกัดหยาบเฮกเซนไม่มีฤทธิ์ดังกล่าว แสดงว่าสารออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ของรากพิษนาศน์เป็นสารที่มีขั้วปานกลาง และมีขั้วมาก

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยอีกฉบับหนึ่งที่ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย (anti-bacterial activity) เช่นเดียวกัน โดยในรายงานระบุว่าสาร sophoraflavanone G ที่พบในรากของพิษนาศน์มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย โดยสาร sophoraflavanone G ที่มีความเข้มข้น 0.05 µg/ml มีผลท้าให้ลด membrane fluidity ของเยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย เปรียบเทียบกับสาร naringenin ต้องใช้ความเข้มข้นมากกว่า 2.5 µg/ml จึงเห็นผลการลด membrane fluidity ของเยื่อหุ้ม เซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย โดยหมู่ 8-lavandulyl และหมู่ 2’-hydroxyl ของสาร sophoraflavanone G มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มการลด membrane fluidity ของเยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย

นอกจากนี้สารกลุ่ม flavanone ที่มีหมู่แทนที่ 2’,4’- หรือ 2’,6’-dihydroxy ที่วง Bและหมู่ 5,7-dihydroxy ที่วง A จะมีฤทธิ์ต้านเชื อแบคทีเรีย methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) สูงอย่างมีนัยสำคัญ และการมีหมู่แทนที่เป็นหมู่ aliphatic ที่ตำแหน่ง 6 หรือ 8 จะช่วยเพิ่มฤทธิ์มากขึ้น สารtetranhydroxyflavanone ที่ แยกได้จาก รากถั่วดินโคก คือ sophoraflavanone G ซึ่งมีโครงสร้าง5,7,2’,4’-tetrahydroxyflavanone และมีหมู่ lavandulyl เป็นหมู่แทนที่ที่ตำแหน่งที่ 8 มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย MRSA สูง โดยมีค่า MIC (Minimal Inhibitory Concentration) ในช่วงระหว่าง 3.13-6.25 µg/ml

ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง (anti-cancer activity) สาร sophoraflavanone G ที่พบในรากของพิษนาศน์ สามารถยับยั้งกระบวนการส่งสัญญาณของโปรตีน STATs (Signal transducerand activator of transcription proteins) ซึ่งนำไปสู่กระบวนการอะพอพโตซิสของเซลล์มะเร็ง เช่น การยับยั้งกระบวนการ tyrosine phosphorylation ของโปรตีน STATs ใน Hodgkin’s lymphoma

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้พิษนาศน์เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่น เพราะยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทางพิษวิทยาดังนั้น จึงควรใช้ในปริมาณที่พอดี ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้พิษนาศน์เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

slot

ต้นพิษนาศน์ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสั้นมาก มีความสูงได้เพียง 15-30 เซนติเมตร
ใบพิษนาศน์ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ แนบไปกับพื้นดินเป็นแนวรัศมี ใบย่อยมี 9-13 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปวงรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนานแกมรูปวงรี ปลายใบเป็นรูปไข่กลับ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร ผิวใบมีขนละเอียดสีขาวขึ้นปกคลุม

ดอกพิษนาศน์ ออกดอกเป็นช่อกระจะ โดยจะออกที่ปลายยอด ดอกย่อยมีจำนวนมาก กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม มีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว ก้านช่อดอกยาว

ผลพิษนาศน์ ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนละเอียดสีขาว ภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด

ยาสมุนไพรพื้นบ้านของจังหวัดอุบลราชธานี จะใช้รากพิษนาศน์ นำมาฝนกับน้ำดื่มเป็นยาช่วยลดไข้ในเด็ก ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงน้ำนมของสตรี (กินมากไม่ดี) ใช้ฝนทาแก้พิษงู (ต้องว่าคาถาด้วย) และใช้ลำต้น ราก เหง้า และใบนำมาฝนทาเป็นยาแก้ฝี
ยาพื้นบ้านอีสานจะใช้รากพิษนาศน์ ฝนกับน้ำทาแก้ฝี
บางข้อมูลระบุว่า สมุนไพรชนิดนี้ชาวบ้านจะใช้ส่วนของรากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับพิษภายใน ขับน้ำค้างขังตามที่ต่าง ๆ แก้คางทูม แก้ฟกบวมตามข้อ ตามกล้ามเนื้อ และใช้ส่วนของต้นเป็นยาแก้ไข้เซื่องซึม ช่วยดับพิษกาฬที่ทำให้หมดสติ พูดไม่ออก (ยังไม่ยืนยัน)

สรรพคุณอันหลากหลายของแอลคาร์นิทีน

แอลคาร์นิทีน (L-carnitine) หรือ คาร์นิทีน (carnitine) มาจากภาษาละติน แปลว่า เนื้อสด เนื่องจากครั้งแรกสกัดได้ จากกล้ามเนื้อของหมูคาร์นิทีน มีโครงสร้างเป็น quaternary amine เป็นสารที่สร้างในตับ และไตของคนเรา คาร์นิทีน เป็นสารประกอบจตุรภูมิของ (L-carnitine) แอมโมเนียมที่สังเคราะห์ได้จากกรดอะมิโนสองชนิด คือ ไลซีนและเมธไทโอนีน ในการสังเคราะห์คาร์นิ-ทีน ภายในร่างการอาศัย cofactor ได้แก่ วิตามินซี, ไนอะซิน, วิตามินบี และเหล็ก โดยสามารถใช้พลังงานจาก fatty acid oxidation ได้ทั้งนี้ คาร์นิทีน จะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ และน้ำดี คาร์นิทีนมีอยู่ 2 stereoisomers : Active firm คือ L-carnitine ขณะที่ inactive form คือ D-carnitine เดิมคาร์นิทีน พบว่าเป็นปัจจัยในการเจริญเติบโตของหนอนนก และมีอยู่บนฉลากวิตามินบี

เครดิตฟรี

แอลคาร์นิทีน ประกอบด้วย คาร์นิทีน เป็นกรดอะมิโนจำเป็น (Essential Amino Acids) ที่ร่างกายสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์ กรดอะมีโน 2 ตัว คือ ไลซีน (Lysine) และเมทไธโอนีน (Methionone) โดยกรดอะมิโนทั้ง 2 ชนิดนี้ มีสาระสำคัญดังนี้
• ไลซีน (Lysine) คือ กรดอะมิโน ชนิดหนึ่ง ซึ่งจัดเป็น กรดอะมิโนจำเป็น ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากสารอาหารอื่นๆ ไลซีน มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการสร้างโปรตีนที่สำคัญต่อร่างกาย

โดยร่างกายต้องการไลซีนเพื่อการเจริญเติบโต การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การสร้างภูมิต้านทาน ฮอร์โมน รวมถึงเอนไซม์ต่างๆ

ประโยชน์ที่ได้แอลคาร์นิทีน
• เมทไธโอนีน จะถูกนำไปใช้สร้างเป็นกรดอะมิโน ซีสตีน (cysteine) ซึ่งหากร่างกายได้รับกรดอะมิโนเมทไธโอนีนไม่เพียงพอจะมีผลให้เกิดอาการซึมเศร้า ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และผิวหนังที่เป็นแผลจะหายช้ากว่าปกติ
• นอกจากนี้ เมไธโอนีน ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเกิด โฮโมซีสเทอีน ซึ่งเป็น กรดอะมิโนที่ประกอบไปด้วยซัลเฟอร์ (Sulfur) เป็นการเผาผลาญของกรดอะมิโนเมไธโอนีน ในช่วงระหว่างการเผาผลาญปกติภายในร่างกาย มันจะถูกย่อยให้อยู่ในรูปของ โฮโมซีสเทอีน โดยจะถูกย่อย และถูกเปลี่ยนเป็น ซีสเทอีน อีกครั้งหนึ่ง (ไม่ก่อให้เกิดอันตราย) และมันจะถูกเปลี่ยนกลับเป็น เมไธโอนีน ในขั้นตอนนี้เอนไซม์ต้องการวิตามินบี 12 และกรดโฟลิก เป็นผู้ช่วยในการเปลี่ยนสสสารชนิดนี้กลับไปเป็น เมไธโอนีน อีกครั้งหนึ่ง
• ระดับของโฮโมซีสเทอีน ที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลต่อความเป็นพิษโดยตรง และเกิดผลแห่งการอักเสบบริเวณเยื่อบุผิดของหลอดเลือด จึงเป็นผลให้กลุ่มคนที่มีโฮโมซีสเทอีน สูงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสูงถึง 3 เท่า ยิ่งระดับของ โฮโมซีสเทอีนยิ่งมาก ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหบอดเลือกสมองตีบ จากผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่มีระดับโฮโมซีสเทอีนสูง มีการขาดแคลน วิตามินบี6, วิตามินบี12 และกรดโฟลิก
• เมทไธโอนีน สามารถเปลี่ยนไปเป็น SAMe (S-Adenosyl Methionine) ซึ่งเป็นสารเคมีธรรมชาติที่มีอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย ช่วยบรรเทาอาการปวดจากโรคข้ออังเสบด้วยการเพิ่มระดับสารโปรทีโอไกลแคน (proteglycan) ในเลือด โปรทีโอไกลแคน มีบทบาทสำคัญในการปกป้องกระดูกอ่อน โดยรักษาสภาพกระดูกอ่อน และเพิ่มปริมาณออกซิเจนในข้อ มีงานวิจัยพบว่า SAM-e มีประสิทธิภาพบรรเทาอาการปวดจากข้ออักเสบได้เท่ากับยาไอบูโพรเฟน

สล็อต

• เมทไธโอนีน เป็นสารต้านอีสตามีน (anti-histamine) เนื่องจากฮิสตามีนเป็นสารเคมีตัวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการแพ้ต่างๆ เมทไธโอนีน จึงช่วยลดอาการแพ้ต่างๆ ยับยั้งการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้ฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้อื่นๆจากการบริโภคอาหารที่มีระดับของฮีสตามีน (Histamine) สูง สารก่อภูมิแพ้ (allergen) ได้แก่ สารต่างๆทั้งที่มีอยู่เองตามธรรมชาติ หรือสารที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น โดยทั่วไปคนที่เป็นโรคภูมิแพ้สารต่อไปนี้ คือ ละอองเกสรดอกไม้ ขนสัตว์ พิษแมลง อาหาร (เช่นไข่ นม ปลา อาหารทะเล)
• เมทไธโอนีน เสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับอ่อน จึงช่วยแก้ปัญหาระบบการย่อยอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

ขนาดรับประทานแอล-คาร์นิทีน
เนื่องจากแอล-คาร์นิทีน เป็นสารที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง และพบได้ในอาหารหลายๆชนิด จาการทดสอบหาค่า ความเป็นพิษ Lathal dose (LD) ของแอล-คาร์นิทีน ในหนู พบว่ามีค่าเท่ากับ 8.9 – 9.1 กรัม / กิโลกรัมหรือเทียบเท่ากับขนาดในคนคือ 630 กรัม / วัน อย่างไรก็ตามการรับประทานแอล-คาร์นิทีน ในขนาดมากกว่า 4 กรัม / วัน จะส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองในทางเดินอาหารได้ ดังนั้นปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน คือ 2 กรัม / วัน
การรับประทานแอล-คาร์นิทีน ในขนาดที่เหมาะสมคือ 2 กรัม / วัน จะช่วยให้กล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพการทำงานและเกิดเมแทบอลิซึมโดยเฉพาะ fatty acid oxidation ได้เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการนำไปใช้ในระยะยาวเพื่อหวังผลในการเสริมสร้างกำลังของนักกีฬายังต้องมีการศึกษาต่อไป ดังนั้นจะเป็นการดีที่สุดหากเราเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่พอเพียงที่ร่างกายต้องการ รวมถึง หมั่นออกกำลังกายร่วมด้วยก็จะเป็นการดีที่สุด ที่จะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง

ประโยชน์ของกรดอะมิโนไลซีน ที่มีต่อร่างกาย
• ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย มีส่วนในการช่อยซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย
• เสริมสร้างภูมิต้านทาน ฮอร์โมน และเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกาย
• กำจัดโรคต่างๆ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น โรคเริม (Herpes) , โรคติดเชื้อไวรัสเอ็มสไตบาร์ โรคติดเชื้ออีบีวี (Epstein-Barr virus infection) ,โรคงูสวัด (Shingles)

สล็อตออนไลน์

• ช่วยเสริมสร้างสมาธิให้ดียิ่งขึ้น
• ช่วยให้ร่างกายนำกรดไขมันมาใช้เผาผลาญให้เป็นพลังงาน
• ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ป้องกันและรักษาโรคกระเพาะ
• ป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน
• ช่วยบรรเทาปัญหาด้านการสืบพันธุ์บางประการ
• ช่วยรักษาเด็กส่าไข้
• ช่วยปรับสมดุลของระดับไนโตรเจน ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง
• ช่วยรักษาอาการที่มีจากหัวใจขาดเลือด

อาการที่บ่งบอกถึงภาวการณ์ขาดกรดอะมิโนไลซีน
หากคุณรู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีสมาธิ ตาแดงเพราะเส้นเลือดฝอยแตก คลื่นไส้ วิงเวียน ผมร่วง และมีภาวะโลหิตจาง สำหรับผู้เป็นมังสวิรัติอาจมีความเสี่ยงที่ร่างกายจะขาดไลซีนได้ หากร่างกายได้รับไลซีนไม่เพียงพอ เราสามารถรับรู้ถึงสัญญาณบางอย่างของการขาดไลซีน อย่างเช่น การเป็นโรคโลหิตจาง อาการเมื่อยล้า เบื่ออาหารคลื่นไส้ และอาจทำให้เกิดโรคนิ่วในไต คนสูงอายุโดยเฉพาะในเพศชาย จะต้องการ ไลซีน มากกว่าคนอายุน้อย แต่อายุต่ำกว่า 10 ขวบ ไม่ควรรับประทานไลซีนเสริม หากคุณเป็นโรคเริ่ม แนะนำให้รับประทานไลซีนเสริมในขนาด 3 – 6 กรัมต่อวัน ร่วมกับอาหารที่มีไลซีนสูง สำหรับตุ่มน้ำใสหรือแผลพุพอที่ปาก แนะนำให้รับประทานไลซีนเสริม 500 – 1000 มิลลิกรัมต่อวัน จะป้องกันอาการกำเริบได้ดีมาก

jumboslot

แหล่งที่มีพบกรดอะมิโนไลซีน ในธรรมชาติ ไข่ นม ชีส ยีสต์ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง และอาหาร ที่มีโปรตีนสูงทุกชนิด
• เมทไธโอนีน (Methionone) จัดอยู่ในกลุ่ม กรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acids) เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร
• เมไธโอนีน เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยในการย่อยสลายไขมัน มีบทบาทสำคัญในการช่วยป้องกันการสะสมของไขมันในตับ และช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง เช่นเดียวกับซีสทีน ช่วยป้องกันร่างกายจากสารพิษ ช่วยรักษาอาการของผู้ป่วยโรคจิตเภทบางราย โดยจะช่วยลดระดับของสารฮีสตามีนในเลือดซึ่งอีสตามีนเป็นตัวการที่ทำให้สมองส่งผ่านสื่อประสาทที่ผิดไปจากความเป็นจริง
• เมไธโอนีน ยังมีประโยชน์ผู้หญิงทีรับประทานยาคุมกำเนิด เนื่องจาก ช่วยเพิ่มการขับเอสโทรเจนส่วนเกินออกจากร่างกายได้ เมทไธโอนี ยังเป็นผู้ให้ เมธิน ที่เรียกว่ากลุ่มเมธิล ที่ให้ความหลากหลายทางเคมีและปฏิกิริยาการเผาผลาญภายในร่างกาย
• หน้าที่สำคัญของเมไธโอนีน คือ เป็นแหล่งที่ให้ซัลเฟอร์ (Sulfur) หรือที่เราเรียกว่ากำมะถัน และสารประกอบอื่นๆ ที่จำเป็นแกร่างกาย โดยร่างกายจะใช้กำมะถันสำหรับการเผาผลาญและการเจริญเติบโตตามปกติ หากร่างกายขาดหรือมีปริมาณของกำมะถันที่ไม่เพียงพอ ร่างกายจะไม่สามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ และไม่สามารถนำสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับมาจากแหล่งต่างๆ มาใช้ให้เกิด

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา ของแอลคาร์นิทินในธรรมชาติ
อาหาร แหล่งของคาร์นิทีนที่มีมากพบในเนื้อแดง และผลิตภัณฑ์จากนม คาร์นิทีนจากแหล่งธรรมชาติอื่นๆ ประกอบด้วยถั่วและเมล็ดพืช (เช่น ฟักทอง ทานตะวัน งาดำ) พืชตระกูลถั่วหรือเมล็ดถั่ว (ถั่วเหลือง, ถั่วเขียว, ถั่วแขก, ถั่วลิสง,ถั่วขาว) ผัก (อาร์ติโชค, หน่อไม้ฝรั่ง, หัวผักกาดเขียว, บร็อคโคลี่, กะหล่ำดาว, ผักคอลลาร์ด, กระเทียม, ผักกาดเขียวปลี, กระเจี๊ยบมอญ, พาสลี่ย์, คะน้า) ผลไม้ (แอปปริคอท, กล้วย) ธัญพืช ( บัควีท(buckwheat), ข้าวโพด, ลูกเดือย, ข้าวโอ๊ต, รำข้าว, ข้าวไรย์, ข้าวสาลี, รำข้าวสาลี, จมูกข้าวสาลี) และอื่นๆที่เป็นอาหารน้ำส้มสุขภาพ (ละอองเกสรดอกไม้, ยีสต์ที่ใช้หมักสุรา, carob)

slot

โดยทั่วไป 20 ถึง 200 มิลลิกรัมคือปริมาณของแอลคาร์นิทีนที่ควรได้รับต่อวัน ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เคร่งครัดในการทานมังสวิรัติจะรับประทานเพียง 1 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่มีประโยชน์เกิดขึ้นถ้ารับประทานคาร์นิทีนมากกว่า 2 กรัมภายในครั้งเดียว เพราะว่าร่างกายสามารถดูดซึมได้สูงสุดได้เพียง 2 กรัม

แหล่งที่มาอื่นๆของแอลคาร์นิทีน
โดยทั่วไปร่างกายได้รับแอลคาร์นิทีนจากอาหารแระมาณร้อยละ 75 ที่เหลือจึงได้จากการสังเคราะห์ภายในร่างกาย แหล่งคาร์นิทีนอื่น ที่พบได้อยู่ในวิตามิน, เครื่องดื่มชูกำลังและผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกหลากหลาย
กลไกการทำงานในร่างกายมนุษย์ เมื่อรับประทานแอลคาร์นิทีนแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เมื่อรับประทานคาร์นิทีน ซึ่งปกติในปริมาณ 24-81 มิลลกรัมต่อวันก็เพียงพอต่อการทำงานของผู้ใหญ่ คาร์นิทีนจะดูดซึมจากลำไส้เล็กเข้าสู่ร่างกาย และการดูดกลับที่ไต เกิดขึ้นโดยอาศัย Organic cation transporters (OCTNs) ซึ่ง transporter หลักที่เกี่ยวข้องคือ OCTN2 เมื่อเข้าสู่ร่างกายคาร์นิทีน จะกระจาย (distribution) ไปอยู่ในเนื้อเยื่อมากกว่าในเลือด โดยเฉพาะกล้ามเนื้อลาย และกล้ามเนื้อหัวใจ

นอกจากนี้ปริมาณแอลคาร์นิทีนในร่างกาย แตกต่างกันขึ้นอยู่กับอายุและเพศ โดยเพศชายจะมีปริมาณคาร์นิทีนมากกว่าเพศหญิง เนื่องจากฮอร์โมนเพศชายมีผลต่อระดับคาร์นิทีนในเลือด อีกทั้งยังพบว่ามีฮอร์โมนอีกหลายชนิดที่มีผลเพิ่มปริมาณคาร์นิทีนในเนื้อเยื่อ เช่น thyroxin, pituitary hormones, Insulin และ glucagon

ประโยชน์ดีๆจากไคโตซาน

ไคโตซาน คือ สารธรรมชาติชนิดหนึ่งที่มีในสัตว์กระดองแข็งและขาเป็นปล้อง เช่น เปลือกกุ้ง กั้ง และกระดองปู ซึ่งเมื่อนำมาสกัดแยกเอาแคลเซียม โปรตีน และแร่ธาตุที่ไม่ต้องการออกไป ก็จะได้สารสำคัญที่มีโครงสร้างทางเคมีคล้ายเซลลูโลส เรียกว่า “ไคติน” (chi-tin) ไคโตซานถูกค้นพบในปี 1859 โดยศาสตราจารย์ C.Rouget

เครดิตฟรี

ไคโตซาน (Poly (1, 4-2- amino-2-deoxy-β-D-glucosamine)
ไคโตซานเกิดจากปฏิกิริยาการกำจัดหมู่อะซีติล (Deacetylation) ของไคตินด้วยด่างเข้มข้น ทำให้โครงสร้างของไคตินบางส่วนเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการเปลี่ยนหมู่ฟังก์ชันที่มีหมู่อะเซตามิโด (-NHCOCHᴣ)เปลี่ยนไปอยู่ในรูปของหมู่อะมิโน (-NH₂) ที่ตำแหน่งคาร์บอนตัวที่ 2 สมบัติทางกายภาพและทางเคมีของไคโตซานเป็นโพลิมเมอร์สายยาว มีประจุบวก เนื่องจากเกิดโปรโตเนตหมู่อะมิโน (ในรูป-NHᴣ⁺) ปกติไคโตซานละลายได้ดีในกรดอินทรีย์ เช่น กรดอะซีติกกรดโพรพาโนอิก กรดแลคติก เป็นต้น pKₐ ของไคโตซานขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของโพลิเมอร์ขอบเขตของความสะเทินของประจุและค่าระดับการกำจัดหมู่อะซีติล (%DD) ที่มีเศษส่วนโมลเดียวกันกับคู่กรดที่ถูกสะเทิน pKₐ ของไคโตซานมีค่าอยู่ในช่วง 6.2 และ 6.8

สารละลายของไคโตซานมีความเหนียวใส มีพฤติกรรมแบบนอน – นิวโตเนียน (non-newtonian) แต่ถ้าหากจะกล่าวถึงบิดาแห่งไคโตซานแล้วต้องยกให้กับ ดร.ชิกิฮิโร่ ฮิราโน่ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโตเกียวประเทศญี่ปุ่นเพราะได้ทำการศึกษาวิจัยในเรื่องไคโตซานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 200 งานวิจัย ซึ่งนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เขาสามารถตอบได้ทุกข้อสงสัยและทุกรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวของไคโตซานได้อย่างชัดเจน

ไคโตซาน (chitosan) เป็นสารธรรมชาติที่รู้จักกันมานานกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว แต่ไม่ได้มีการศึกษาเพื่อนำมาใช้ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้มีการรวมตัวกันของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เพื่อศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของสารตัวนี้ ซึ่งคุณสมบัติพื้นฐานของไคโตซาน ที่นักวิทยาศาสตร์ต่างศึกษาออกมาได้ผลตรงกัน คือ ไคโตซานเป็นสารที่มีประจุบวก จึงสามารถดักจับไขมันต่างๆที่เป็นประจุลบได้ โดยมีการทดลองใช้สารไคโตซานครั้งแรกในการบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหลังจากนั้นไคโตซานก็ได้เข้าไปมีบทบาทในวงการอุตสาหกรรมหลายสาขา

สล็อต

ประโยชน์และสรรพคุณ ไคโตซาน
• ด้านอาหาร ไคโตซานมีสมบัติในการต่อต้านจุลินทรีย์และเชื้อราบางชนิด โดยมีกลไกคือไคโตซานมีประจุบวก สามารถจับกับเซลล์เมมเบรนของจุลินทรีย์ที่มีประจุลบได้ ทำให้เกิดการรั่วไหลของโปรตีนและสารอื่นของเซลล์ ในหลายประเทศได้ขึ้นทะเบียนไคตินและไคโตซานให้เป็นสารที่ใช้เติมในอาหารได้ โดยนำไปใช้เป็นสารกัดบูด สารช่วยรักษา กลิ่น รส และสารให้ความข้น ใช้เป็นสารเคลือบอาหาร ผัก และผลไม้ เพื่อรักษาความสดหรือผลิตในรูปฟิล์มที่รับประทานได้ (edible film) สำหรับบรรจุอาหาร• ด้านการแพทย์ ไคตินเป็นสารที่ไม่ก่อให้เกิดการต่อต้านจากร่างกาย เนื่องจากไคติน-ไคโตซาน เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติสามารถเข้าได้รับร่างกายมนุษย์ ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย ทั้งยังช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อคนอีก ใช้ส่งเสริมการเจริญของแบคทีเรียในลำไส้ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ ต่อต้านมะเร็ง ช่วยลดสารพิษและยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่เป็นอันตราย จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่าสามารถย่อยสลายได้ภายในสัตว์ เนื่องจากมีเอนไซม์หลายชนิดสามารถย่อยสลายได้ นอกจากนี้ ไคติน – ไคโตซานยังสามารถยับยั้งการเจริญของจุลชีพบางชนิดด้วย
• ด้านอาหารเสริม ไคโตซานช่วยลดคอเลสเตอรอส และไขมันในเส้นเลือด โดยไคโตซานไปจับกับคอเลสเตอรอส ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไปใช้หรือดูดซึมได้น้อยลง
• คุณสมบัติอื่น ที่เป็นประโยชน์ต่อการลดน้ำหนักตัวของไคโตซานก็คือ ความสามารถในการดูดน้ำได้ดีทำให้ผู้บริโภครู้สึกอิ่ม และความสามารถในการเกาะกับน้ำดีซึ่งถือเป็นตัวขนย้ายไขมันตัวหนึ่ง ทำให้ง่ายต่อการขับไขมันออกจากร่างกาย โดยไม่มีกาย่อยเกิดขึ้น เพราะเอนไซม์ในร่างกายของคนเราไม่สามารถย่อยไคโตซานได้ เรายังพบอีกว่าไคโตซานช่วยในการลดคอเลสเตอรอสในเลือด ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในการจับกับน้ำดีของไคโตซาน เป็นหลักฐานอย่างดีในการศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของไคโตซานในโรคหัวใจ แม้ว่าไคโตซานจะรบกวยการย่อยและการดูดซึมโปรตีนเลย ไคโตซานถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการต่อไปนี้
• อ้วน
• โรคหัวใจ
• คอเลสเตอรอสสูง
• ป้องกันมะเร็ง

สล็อตออนไลน์

กลไกการทำงาน ในร่างกายมนุษย์ของไคโตซาน มีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่มากทำให้ไม่ถูกดูดซึม แต่จะถูกขับถ่ายออกมาก นอกจากการจับไขมันแล้ว ไคโตซานยังมีคุณสมบัติที่ช่วยจับพวกโลหะหนัก ซึ่งมากจากฝุ่นไอเสียรถยนต์ ยาฆ่าแมลง และ สีผสมอาหาร ได้เป็นอย่างดี วงการเภสัชกรรมจึงได้ใช้คุณสมบัติในการดักจับไขมันในทางเดินอาหารของไคโตซาน มาใช้ในการรับประทานเพื่อลดน้ำหนัก คอเลสเตอรอล และ ไตรกรีเซอร์ไรด์อย่างได้ผล
ไขมันที่จับตัวกับไคโตซาน จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต แต่จะถูกขับถ่ายออกมาพร้อมอุจจาระ ซึ่งหมายความว่า ไขมันในอาหารมื้ออร่อยปากที่เรารับประทานเข้าไป จะถูกดักจับเสียก่อน โดยไม่มีการดูดซึมเข้าร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับไขมันจากอาหารน้อยลง
ไคโตซานช่วยดักจับไขมันและช่วยลดน้ำหนัก ไคโตซานไม่ถูกย่อย เช่นเดียวกับเส้นใยทั้งหลาย จึงไม่ให้แคลอรี่ แต่ที่ต่างจากเส้นใยจากพืชทั่วไป คือ ไคโตซานสามารถดักจับไขมันได้สูง ประมาณ 8 – 10 เท่าของน้ำหนักตัวมันเอง กลายเป็นเหมือนก้อนวุ้นไขมันในทางเดินอาหาร และ ถูกขับถ่ายออกในที่สุด

ขนาดรับประทานและปริมาณที่ควรรับประทานไคโตซาน

ไคโตซาน ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ช่วยลดความอ้วนได้ โดยขัดขวางการดูดซึมของไขมัน ในขณะที่ผ่านทางเดินอาหาร ไคโตซานจะช่วยดูดซับไขมันได้ 4-6 เท่าของน้ำหนักตัว ส่งผลให้ไขมันถูกขับออกจากร่างกาย ก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมและเก็บไว้เป็นน้ำหนักส่วนเกิน
ขนาดรับประทาน ในขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดขนาดรับประทาน หรือปริมาณที่แนะนำต่อวัน (RDA) ของไคโตซานอย่างแน่นอน แต่จากการศึกษาหลายกรณีชี้ให้เห็นว่าไคโตซาน 8 กรัม (ไคโตซานแคปซูล 250 มิลลิกรัมจำนวน 8 เม็ดต่อวัน หรือขนาดแคปซูลละ 500 มิลลิกรัมจำนวน 4 เม็ดต่อวัน) จะสามารถดูดซับไขมันได้ 10 กรัม และกำจัดออกจากร่างกายไปกับของเสีย
งานวิจัยทางการแพทย์ พบว่าไคโตซาน มีความปลอดภัยต่อมนุษย์สูง และ ไม่พบอันตรายจากการใช้ รวมทั้ง US Environmental Protection Agency ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ให้การรับรองว่า ปราศจากสารพิษ และ สารที่ก่อให้เกิดมลภาวะ

jumboslot

แหล่งกำเนิดไคโตซาน

ไคโตซาน (Chitosan) เป็นสารอนุพันธ์ที่ไม่ละลายน้ำของไคติน ซึ่งสามารถสกัดได้จากเปลือกของกุ้งขนาดกลางและเล็ก กุ้งกร้ามกราม หรือปู
ไคติน (Chitin) เป็นพอลิเมอร์ชีวภาพเกิดในธรรมชาติ จัดอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตผสม ประกอบด้วยอนุพันธ์ของน้ำตาลกลูโคสที่มีธาตุไนโตรเจนอยู่ในโครงสร้างทำให้มีคุณสมบัติที่โดดเด่น และหลากหลาย ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ดังนั้นจึงเป็นสารที่มีความปลอดภัยในการใช้กับมนุษย์ สัตว์และสิ่งแวดล้อม สารไคติน-ไคโตซานนี้มีลักษณะพิเศษในการนำมาใช้ดูดซับและจับตะกอนต่างๆ สารละลาย แล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ซึ่งเป็นการหมุนเวียนตามระบบธรรมชาติ
โครงสร้างทางเคมีของสารไคติน (Poly (1,4-2-acetamido-2-deoxy-β-D-glucosamine)) คล้ายคลึงกับเซลลูโลส คือ สารพอลิแซ็กคาไรด์ที่มีกลูโคสเป็นองค์ประกอบหลัก ไคตินที่เกิดในธรรมชาติมีโครงสร้างของผลึกที่แข๊งแรงมีการจัดตัวของรูปแบบของผลึกเป็น 3 ลักษณะได้แก่ แอลฟ่าไคติน, บีต้าไคติน, และแกมม่าไคติน ไคตินที่เกิดในเปลือกกุ้งและปู ส่วนใหญ่อยู่ในปลาหมึกพบว่าส่วยใหญ่เป็นบีต้าไคติน ซึ่งทั้งสองชนิดมีความแตกต่างในการจัดเรียงตัวของโครงสร้างตามธรรมชาติ โดยพบว่าแอลฟ่าไคตินมีคุณลักษณะของเสถียรภาพทางเคมีสูงกว่าบีต้าไคติน ดังนั้นจึงมีโอกาสที่บีต้าไคตินสามารถจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเป็นแอลฟ่าไคตินได้ในสารละลายของกรดแก่ เช่น กรดเกลือ เป็นต้น ส่วนแกมม่าไคตินเป็นโครงสร้างผสมระหว่างแอลฟ่าและบีต้าไคติน

ไคติน (Poly (1, 4-2- acetamido-2-deoxy-β-D-glucosamine)) ไคตินมีสูตรทางเคมีของโมโนเมอร์ คือ C₈ H₁₃ NO₅ ประกอบด้วย C 47.29% H 6.45% N 6.89% และ O 39.37% พบได้ในเปลือกของสัตว์ เช่น กุ้ง ปู หมึก แมลง ตัวไหม หอยมุก และผนังเซลล์ของพวกรา ยีสต์ และจุลินทรีย์อีกหลายชนิด ไคตินในธรรมชาติเป็นของแข็งอันยรูปในทางปฏิบัติไคตินละลายได้ในกรดอนินทรีย์ เช่น กรดเกลือ กรดกำมะถัน และกรดฟอสฟอริกกรดฟอร์มิกที่ปราศจากน้ำ แต่ไม่ละลายในน้ำต่างเจือจาง แอลกอฮอล์ และตัวทำละลายอินทรีย์อื่นๆ โครงสร้างของไคตินแสดงไว้ในรูป

แหล่งที่มาและแหล่งอาหารที่มีไคโตซาน
แหล่งอาหาร เปลือกกุ้งขนาดกลางและเล็ก กุ้งก้ามกราม และปู รวมทั้งแพลงตอนและผนังเซลล์ของเชื้อรา ผลิตภัณฑ์ของไคโตซานชนิดรับประทานที่พบในท้องตลาดจะอยู่ไปรูปยาตอกเม็ดแคปซูลปลอกแข็ง แคปซูลนิ่มเจลาติน และบางครั้งพบอยู่ในรูปส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่นๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในการลดน้ำหนัก
แหล่งที่พบ ในธรรมชาติเราพบไคติน – ไคโตซาน มีปริมาณมากเป็นดับสองรองจากเซลลูโลส แต่ไม่พบเป็นโครง สร้างหลักเดี่ยวๆ ในสิ่งมีชีวิต โดยพบในรูปที่เป็นสารประกอบปะปนอยู่กับสารอื่นๆเช่น อยู่ร่วมกับหินปนู หรือแคลเซียม และโปรตีน ในรูปสารประกอบเชิงซ้อน แหล่งวัตถุดิบสําคัญของไคติน – ไคโตซาน ดังแสดงในตาราง

slot

การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัช/เภสัชวิทยาของไคโตซาน

จากการทดลองในหนู พบว่า ไคโตซานและไคติน ช่วยลดการเพิ่มของน้ำหนักได้ 143% และจากการทดลองในคนอ้วน โดยให้รับประทานไคโตซาน วันละ 3 กรัม เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าช่วยลดการเพิ่มของน้ำหนักได้ 22%
ในปีค.ศ.2007 มีการศึกษาเชิงระบาดวิทยากับประชากรกลุ่มใหญ่ เพื่อศึกษาการลดน้ำหนัก พบว่ากลุ่มที่รับประทานไคโตซาน มีน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญเฉลี่ย 1.7 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานไคโตซาน
มีรายงานการใช้ไคโตซาน ในงานวิจัยลดน้ำหนักที่เมือง Helsinki ประเทศ Finland ในคน 100 คน น้ำหนักตัวเฉลี่ย 80 กิโลกรัมต่อคน พบว่าไคโตซาน สามารถลดปริมาณไขมันในร่างกายได้ถึง 8% และ ลดน้ำหนักเฉลี่ยได้ถึง 8 กิโลกรัม ต่อคน ภายใน 4 สัปดาห์ รวมทั้งลดความดันโลหิตลงด้วย
ที่จริงเรื่องของไคโตซานนี้ได้มีนักวิทยาศาสตร์ในประเทศต่างๆ เช่น ยุโรป และอเมริกา ทำการศึกษาวิจัยกันมากมาย แต่ศาสตราจารย์ ดร.ชิกิฮิโร่ ฮิราโน่ (Prof. Shigehiro Hirano) จากมหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นนักเคมีชาวญี่ปุ่นที่ทำการศึกษาวิจัยเรื่องไคตินไคโตซานอย่างจริงๆจังๆ มานานเกือบตลอดชีวิต กว่า ๒๐๐ งานวิจัย เขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งไคโตซาน ดร.ฮิราโน่กล่าวว่า ถึงแม้เขาจะทำงานวิจัยเรื่องไคโตซานมามาก แต่สารธรรมชาติชนิดนี้ก็ยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเขาอยู่เสมอ เพราะทุกๆครั้งที่ทำการวิจัย เขาก็จะพบคุณสมบัติและประโยชน์ใหม่ๆของไคโตซานอยู่เรื่อยๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อคน สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม มีการใช้ไคโตซานคลุกกับอาหารเม็ด เพื่อให้กุ้งกิน โดยวัตถุประสงค์คือ เพื่อให้ไคโตซานไปกระตุ้นภูมิต้านทานโรคในตัวของกุ้ง และกระตุ้นในการย่อยอาหารของกุ้งทำให้กุ้งเจริญเติบโตอย่างเต็มที่

ข้อแนะนำและข้อระวังในการใช้ไคโตซาน
ใช้ในผู้ที่แพ้อาหารทะเล เพราะเสมือนว่ารับประทานอาหารทะเลเข้าไป จึงทำให้เกิดอาการในผู้ที่แพ้อาหารทะเล รวมทั้งเด็ก หญิงมีครรภ์ และหญิงให้นมบุตรก็ไม่ควรรับประทานไคโตซาน ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีปัญหาการย่อยผิดปกติ
ไคโตซานจะดูดซับวิตามินที่ละลายในไขมันที่สำคัญอย่าง วิตามินเอ, วิตามินดี, วิตามินอี และวิตามินเค ไปด้วย จึงควรรับประทาน เฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็น และไม่ควรรับประทานต่อเนื่องกันนานเกินกว่า 2 สัปดาห์ และหากคุณรับประทานไคโตซาน จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินที่ละลายในไขมัน และกรดไขมันที่จำเป็นเพิ่มขึ้นด้วย

สุดยอดวิตามินบี1

วิตามินบี 1 (Thiamine) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ (Water solublevitamin) และร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารที่รับประทาน แต่สามารถสะสมในร่างกายได้ 30 วัน หลังจากนั้นจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ และสามารถถูกทำลายได้ด้วยความร้อนเมื่ออยู่ในสารละลายที่เป็นด่างหรือเป็นกลาง และยังทนความร้อนได้ถึง 120 องศาเซลเซียส เมื่ออยู่ในสารละลายที่เป็นกรด

เครดิตฟรี

สำหรับวิตามินบี 1 จัดเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต โดยมีหน้าที่สำคัญ คือ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเผาผลาญอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ให้เกิดเป็นพลังงานเพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญของระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านนำกระแสความรู้สึกของเส้นประสาท

ส่วนประเภทของวิตามินบี 1 นั้น ในอดีตร่างกายได้รับ วิตามินบี 1 จากอาหารที่รับประทานเพียงอย่างเดียวแต่ในปัจจุบันมีการผลิตวิตามินบี 1 ในรูปแบบอาหารเสริม โดยการสกัดพืชต่างๆที่เป็นแหล่งอาหารของวิตามินบี 1 ดังนั้น ในปัจจุบันจึงสามารถเลือกรับวิตามินบี 1 ได้สะดวกมากขึ้น ทั้งในรูปแบบการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินบี 1 หรือจะเลือกรับประทานสารสกัดวิตามินบี 1 ในรูปแบบอาหารเสริมก็ได้

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

แหล่งอาหารของวิตามินบี 1 ในธรรมชาติมีอยู่หลายชนิด เช่น ปลา เนื้อหมู ตับ ไข่ เนื้อไก่ เนื้อวัว กุ้งกุลาดำ หอย ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวมันปู เป็นต้น

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณของวิตามินบี 1 ที่มีการแนะนำให้บริโภคประจำวัน สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI) ระบุไว้ว่า ควรบริโภคประมาณ 1.5 มิลลิกรัม/วัน ส่วนหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรบริโภค 1.6 มิลลิกรัม/วัน และสำหรับวิตามินบี 1 ในรูปแบบอาหารเสริมนั้น ขนาดที่แนะนำให้รับประทาน คือ 100-300 มิลลิกรัม/วัน

สล็อต

ประโยชน์และโทษ

วิตามินบี 1 มีประโยชน์ต่อร่างการของมนุษย์หลายประการ เช่น เป็นตัวเร่งในการเผาผลาญอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมันทำให้เกิดเป็นพลังงานนำกระแสความรู้สึกของเส้นประสาท ป้องกันและรักษาโรคเหน็บชา ตะคริว,เสริมสร้างการเจริญเติบโต,ช่วยบำรุงประสาท บำรุงสมอง บำรุงกล้ามเนื้อ และหัวใจ ซึ่งวิตามินบี 1 ที่ได้รับจากอาหารที่เรากินเข้าไปส่วนใหญ่อยู่ในรูปของ ไทอะมินอิสระ และไทอะมิน ไพโรฟอสเฟต (Thiamin Pyrophosphate, TPP) หรือรวมอยู่กับโปรตีน-ฟอสเฟค เป็นสารเชิงซ้อน ซึ่งจะต้องถูกต่อยสลายในระบบทางเดินอาหารก่อนที่จะดูดซึมผ่านผนังลำไส้ และร่างกายจะสะสมไทอะมีนไว้ได้เพียงเล็กน้อย และจะกระจายอยู่ตามเนื้อเยื้อต่างๆ ได้แก่ ตับ ไต หัวใจ สมองและกล้ามเนื้อ ซึ่งจะมีความเข้มข้นสูงกว่าในเลือดเล็กน้อย จากนั้นไทอะมินจะถูกนำไปใช้จนหมดอย่างรวดเร็วถ้าไม่ได้รับเพิ่มจากอาหารอีก

ส่วนโทษของวิตามินบี 1 นั้น ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการรับประทานวิตามินบี 1 (Thiamine) ปริมาณสูง และโดยทั่วไปการรับประทานวิตามินบี 1 (Thiamine) ปริมาณสูงหรือการฉีดเข้าเส้นเลือดดำค่อนข้าง ปลอดภัยเพราะเป็นวิตามินที่สามารถละลายได้ในน้ำและไม่สามารถเก็บสะสมได้ โดยหากได้รับวิตามินบี 1 (Thiamine) ในปริมาณที่สูงเกินความต้องการของร่างกายก็จะไม่ถูกดูดซึมและถูกขับออกมาใน ปัสสาวะเกือบหมดภายใน 4 ชั่วโมง

แต่หากร่างกายได้รับวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดภาวะต่างๆ คือ กลุ่มอาการที่เกิดจากการขาดไทอามีน มีชื่อเรียกง่ายๆ ว่า beriberi (เบอริ-เบอรี่) อาการและอาการแสดงในผู้ที่ขาดไทอามีนมักเกี่ยวข้องกับระบบประสาทและหัวใจ7 ซึ่งมีอาการดังนี้

Dry (paralytic or nervous) beriberi คืออาหารที่เกี่ยวกับระบบประสาทผิดปกติมีอาการเฉพาะระบบประสาทส่วนปลาย และเส้นประสาทมีอาการขาปลายเท้า และถ้าเป็นมากมักจะชาที่ปลายมือลักษณะชาเท่ากันทั้ง 2 ข้าง กล้ามเนื้อแขนขาไม่มีแรง โดยเฉพาะส่วนปลายจนกล้ามเนื้อฝ่อ

สล็อตออนไลน์

Wet (cardiac) beriberi คืออาการเกี่ยวกับระบบหัวใจ และหลอดเลือดผิดปกติ จะมีอาการขาบวมมีน้ำคั่วในช่องท้องและปอดโดยมีอาการหอบเหนื่อยใจสั่น ความดันโลหิตต่ำ เกิดภาวะที่เรียกว่า HighoutputFailure เนื่องจากมีเส้นเลือดในร่างกายทั่วไปขยายตัว และเลือดไหลเวียนกลับมาที่หัวใจน้อยลง ในขณะที่หัวใจห้องซ้ายกลับต้องทำงานมากขึ้นในการส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายจนกระทั่วหัวใจห้องซ้ายมีภาวะหัวใจและเสียชีวิตได้
อาการทางสมอง โดยอาการเฉียบพลัน คือ Wernicke’s encephalopathy และถ้ารอดชีวิตจะเกิดอาการทางจิต (Korsakoff’s psychosis) พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ซึ่งโรค Wernicke’s encephalopathy จะมีอาการทางสมอง 3 อย่างคือ การเคลื่อนไหวของลูกตากระดกผิดปกติ จนกระทั่งมีอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อลูกตา มีอาการซึมอาจรุนแรงจนไม่รู้ตัว เดินเซ ถ้ารอดชีวิตเมื่อฟี้นขึ้นมาจะมีสมองส่วนความจำในปัจจุบันผิดปกติเสียความจำระยะหลัง ทั้งหมดเป็นกลุ่มอาการ Wernicke-Korsakoff syndrome
วิตามินบี 1

สำหรับสาเหตุการขาดวิตามินบี 1 นั้น สามารถแยกได้ดังนี้

กลุ่มคนที่มีข้อจำกัดเรื่องชนิดของอาหารเป็นระยะเวลานานๆ เช่น ผู้ลี้ภัยในค่ายอพยพ และชาวประมงที่ออกเรือเป็นเวลานานๆ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่สามารถเลือกชนิดอาหารได้ตามต้องการเนื่องจากมีเหตุปัจจัยที่ไม่เป็นใจ รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องอาหาร เช่น ผลไม้ และเนื้อสัตว์ จึงมักพบว่า อาหารที่กลุ่มคนเหล่านี้รับประทานจะเป็นอาหารจำพวกแป้งเป็นหลัก ซึ่งเป็นอาหารที่มีวิตามินบี 1 น้อย แต่ร่างกายต้องใช้วิตามินบี 1 ในการเผาผลาญแป้งในปริมาณมาก สุดท้ายจึงทำให้เกิดการขาดวิตามินบี 1

ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีโอกาสขาดวิตามินบี 1 เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลยับยั้งการดูดซึมของวิตามินบี 1 ที่บริเวณลำไส้เล็ก นอกจากนี้ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมักรับประทานอาหารโดยภาพรวมลดลง ทำให้ได้รับวิตามินบี 1 จากอาหารน้อยลงตามไปด้วย

jumboslot

ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีสารต้านไธอามีน (anti-thiamine factors) โดยสารนี้แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดแรกเมื่อเข้าไปในร่างกาย จะทำปฏิกิริยากับไธอามีน เกิดเป็นสารประกอบที่ไม่สามารถทำงานได้ ร่างกายจึงขาดไธอามีน ส่วนสารอีกชนิดหนึ่งนั้นสามารถทำลายไธอามีนได้โดยตรง ตัวอย่างอาหารที่มีสารต้านไธอามีนอยู่มาก ได้แก่ หมาก, ปลาดิบ, หอยดิบ และอาหารที่ผ่านการหมักแล้วมีการเจือปนของ mycotoxin ต่างๆ
หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงดังกล่าวนี้เป็นสภาวะที่ร่างกายของแม่ต้องการใช้พลังงานสูงมาก จึงมีความต้องการใช้ไธอามีนซึ่งเป็นโคเอนไซม์ในปฏิกิริยาการสร้างพลังงานจากอาหารมากขึ้นด้วย ดังนั้นร่างกายจึงต้องการวิตามินบี 1 เพิ่มมากขึ้นและหากรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 เท่าเดิมก็จะมีโอกาสเกิดการขาดวิตามินบี 1 ได้

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีการศึกษาวิจัยถึงกระบวนการทำงานของวิตามินบี 1 ในร่างกาย ระบุว่า วิตามินบี1 หรือ Thiamine ในอาหารจะถูกดูดซึมในลำไส้เล็กบริเวณ jejunum และ ในร่างกายจะมีวิตามินบี 1 ( Thiamine) ประมาณ 30 มิลลิกรัม คึ่งหนึ่งจะอยู่ในกล้ามเนื้อ นอกจากนั้นจะกระจายอยู่ในตับ ไต หัวใจ สมองและเนื้อเยื่อระบบประสาท โดยจะอยู่ในรูป Thiamine Pyrophosphate (TPP) ถึงร้อยละ 80 ทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ หรือเป็นตัวเร่งปฏิกิรกยาช่วยในกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมันและกรดอะมิโนชนิดโซ่กิ่งทำให้สามารถนำไปสร้าพลังงานให้ร่างกายสามารถทำงานได้ และอีกร้อยละ 10 อยู่ในรูป Thiamine triphosphate (TTP) และที่เหลือร้อยละ 10 จะอยู่ในรูป Thiamine monophosphate (TMP) และ free Thiamine ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของผนังเซลล์ประสาท (neural membrane)

สำหรับไทอะมินที่ออกฤทธิ์ภาย ในร่างกายคือ TTP และ TMP โดยที่ TPP เป็นโคเอนไซม์ในขบวนการเมตาบอลิสมของคาร์โบไฮเดรต และกรดอะมิโนชนิดโซ่กิ่ง หน้าที่ของ TPP ที่ส าคัญมีดังนี้

slot

เป็นโคเอนไซม์ของเอนไซม์ pyruvate dehydrogenase ซึ่งมีความส าคัญโดยทำหน้าที่เชื่อมระหว่าง glycolytic pathway และ citric acid cycle
เป็นโคเอนไซม์ของ a – ketoglutarate dehydrogenase ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ citric acid cycle
เป็นโคเอนไซม์ ของเอนไซม์ transketolase ซึ่งเกี่ยวข้องกับ pentose phosphate pathway
เป็นโคเอนไซม์ของเอนไซม์ branched-chain keto acid dehydrogenase ในขบวนการเมตาบอลิสมของกรดอะมิโนชนิดโซ่กิ่ง
และสำหรับ TTP พบว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อประสาท ( neural membrane) ถูกหลั่งออกจากสมอง ไขสันหลัง และ sciatic nerves เมื่อได้รับการกระตุ้นโดยสื่อไฟฟ้า มีหลักฐานบ่งชี้ว่า TTP เกี่ยวข้องกับ การทำงานของระบบประสาทการส่งผ่านกระแสความรู้สึก

นอกจากนี้ยังมี การศึกษาวิจัยทางคลินิกพบว่าผู้ใหญ่ปกติเมื่อได้รับไทอะมินต่ำกว่า 0.16 มิลลิกรัม ต่อพลังงาน 1,000 กิโลแคลอรี่ จะเกิดอาการทางคลินิกของโรคเหน็บชา คือ ตัวบวมและหัวใจล้มเหลว (wet beriberi) และชาปลายมือปลายเท้า (dry beriberi) เมื่ออาสาสมัครได้รับไทอะมินเพิ่มขึ้น 0.3 มิลลิกรัมต่อพลังงาน 1,000 กิโลแคลอรี่ อาการคลินิกนั้นจะหายไป รวมทั้งค่าไทอะมินในปัสสาวะและเอนไซม์ transketolase ในเม็ดเลือดแดงจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับปกติการกำหนดค่าปริมาณไทอะมินอ้างอิงที่ ควรได้รับประจำวัน (Dietary Reference Intake, DRI)

โครงสร้างวิตามินบี1

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

หญิงที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรควรรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินB 1 ให้มากกว่าปกติ หรือรับประทานวิตามินในรูปแบบอาหารเสริม เพราะร่างกายต้องการวิตามินบี 1 มากขึ้น
แอลกอฮอล์มีผลยับยั้งการดูดซึมวิตามินB 1 บริเวณลำไส้เล็ก ดังนั้นผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินบี 1 ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด
การรับประทานยาลดกรดในกระเพาะหลังอาหาร อาจมีผลทำให้ลดการดูดซึมวิตามินบี 1 ได้
การเก็บวิตามินบี 1 ในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ควรเก็บในอุณหภูมิห้องโดยไม่ให้อยู่ในที่ร้อนมากกว่า 30 องศาเซลเซียส และไม่ควรเก็บในบริเวณที่ถูกแสงแดดโดยตรง หรือในบริเวณที่เปียกหรือชื้น