cathedraledetunis

Day: June 28, 2021

น้ำมันปลามีประโยชน์อย่างไร

“น้ำมันปลา” (fish oil) ในที่น้ำมิได้ หมายถึง “น้ำมันตับปลา” (fish liver oil) ที่เรารู้จักกันมานานแล้ว แต่หมายถึง น้ำมันสกัดได้จากไขมันในส่วนของเนื้อปลา , หนังปลา และหางของปลาทะเลน้ำลึก โดยเฉพาะในทะเลเขตหนาว เช่น ปลาแมคเคอเรล แอนโชวี เฮอริงทูนาแมนฮาเดน และเซลมอน เป็นต้น

เครดิตฟรี

โดยในน้ำมันปลาจะอุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty acid) ซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้เอง กรดไขมันชนิดนี้เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturatedfatty acid ; PUFA) ที่มีชื่อเรียกกว่า โอเมก้า-3 (OMEGA-3) ซึ่งกลุ่มโอเมก้า-3 นี้ ยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด สำคัญที่พบในน้ำมันปลา ได้แก้ กรดโดโคซะเฮกซะอิโนอิก (Docosahexaenoic acid) หรือ ดีเอชเอ (DHA) กรดไอโคซาเพนตะอิโนอกิ (Eicosapentaenoic acid) หรืออีพีเอ(EPA)

สำหรับประเภทของน้ำมันปลานั้นในปัจจุบันในปัจจุบันมีเพียงประเภทเดียวแต่หากจะมีความแตกต่างดังนั้น ก็จะมีความแตกต่างกัน แต่แหล่งของวัตถุดิบที่นำมาสกัดเป็นน้ำมันปลาเท่านั้น ซึ่งไม่ค่อยส่งผลกับปริมาณและคุณประโยชน์เท่าไหร่นัก

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ดังที่กล่าวไปแล้วนั้นว่า น้ำมันปลาสกัดมาจากไขมันเป็นส่วนของหนังปลา พุงปลา เนื้อปลา และหางของปลาทะเลน้ำลึกในทะเลเขตหนาว เช่น ปลาแซลมอน ปลาแอนโชวี ปลาแมนฮาเดน ปลาเฮอริ่ง ปลาทูนา และปลาแมคเคอเรล เป็นต้น แต่ปลาแต่ละชนิดที่กล่าวมาเมื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันปลา ก็มีกรดไขมันในกลุ่ม โอเมกา 3 ไม่เท่ากัน ดังตาราง

สำหรับการผลิต สกัดน้ำมันปลานั้นต้องเป็นปลาธรรมชาติที่ได้จากปลาที่อยู่ในแหล่งน้ำเย็น มาจากแหล่งน้ำที่สะอาดที่ไม่มีการป่นเปื้อนของโลหะหนัก เช่น ปรอทและตะกั่ว และจะต้องผลิตในรูปน้ำมันปลาบริสุทธิ์ โดยใช้น้ำปลาดิบ (crude fish oil) มาผ่านขั้นตอนต่างๆ เพื่อทำให้บริสุทธิ์ เช่น การฟอกสี (bleaching) กำจัดกลิ่น (deodorization) การแยกกรดไขมันอิ่มตัวออกด้วยกระบวนการ winterization ในรูปของเหลวข้นหรือบรรจุในแคปซูลซึ่งเป็นการผลิตสกัดในรูปแบบอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ

สล็อต

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับคำแนะนำการรับประทานน้ำมันปลาในคนปกตินั้น หากเป็นการบริโภค เช่น ปลาทะเลเป็นอาหาร ควรรับประทานปลาทะเล (เนื้อปลา , พุงปลา , หางปลา) ประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์หรือประมาณ 240 กรัมต่อสัปดาห์ แต่หากบริโภคน้ำมันปลาในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรรับประทานในปริมาณที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำแต่มีอีกข้อมูลหนึ่งระบุว่าในน้ำมัน ปลาควรจะมีปริมาณกรดไขมันโอเมกา3 อยู่ 30% และมี EPA ที่ 18% และ DHA12% เช่น น้ำมันปลา 1 แคปซูลน้ำหนัก 1 กรัม ควรจะมี EPA 180 มิลลิกรัม และ DHA 120 มิลลิกรัม

และในการใช้น้ำมันปลาในรูปแบบอาหารเสริมควร อยู่ที่ 3-5 กรัมต่อวัน และการรับประทานที่ดีที่สุด คือรับประทานพร้อมอาหาร ในขณะที่ US National Institutes of Health แนะนำให้ผู้ใหญ่ได้รับ EPA และ DHA 650 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งเทียบเท่าน้ำมันปลา 2,000-3,000 มิลลิกรัม/วัน ส่วนองค์การอนามัยการอนามัยโลกแนะนำให้บริโภค EPA/DHA 0.3-0.5 กรัม/วัน และ alpha-linolenicacid 0.8-1.1 กรัม/วัน

ประโยชน์และโทษ

การใช้ประโยชน์น้ำมันปลามุ่งเน้นไปที่กรดไขมัน (fatty acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย อย่างโอเมกา 3 ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย จึงเชื่อกันว่าการบริโภคน้ำมันปลาอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน เช่น สารในกลุ่มกรดไขมัน โอเมกา 3 ส่วนเกี่ยวข้องในการควบคุม ระบบการแข็งตัวของเลือด การหดตัวของหลอดเลือด และการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ซึ่งเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อ ที่อยู่ตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกายและยังสามารถช่วยลดอาการหลอดเลือดตีบได้ โดยการช่วยทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรส์ในเลือดต่ำลง และมีผลต่อการควบคุมการหลั่งสารกลุ่มโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin, PG) ช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ลดความดันโลหิต บรรเทาความรุนแรงของหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ป้องกันข้ออักเสบ

สล็อตออนไลน์

และภาวะอักเสบอื่นๆ และยังช่วยป้องกันและรักษาดวงตาได้อีกด้วย สำหรับโทษของน้ำมันปลานั้นจะเกิดจากการบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งจะก่อให้ผลข้างเคียง เช่น อาจเกิดอาการแพ้ในบางราย โดยจะมีอาการขึ้นผื่นคัน อาหารไม่ย่อย ท้องร่วง คลื่นไส้ โดยเฉพาะคนอ้วน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า เมื่อเรอจะมีกลิ่นคาวปลา และเมื่อใช้ไปนานมากๆ จะมีกลิ่นคาวออกมาจากผิวหนัง

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยน้ำมันปลาอยู่หลายฉบับ เช่น น้ำมันปลาป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด (Ischaemic heart disease) โดยมีรายงานการศึกษาวิจัยระบุว่ากรดไขมันโอเมกา-3 ในน้ำมันปลามีความเกี่ยวข้องกับการสร้างและรักษาสมดุลของสารกลุ่มที่เรียกว่า อีโคซานอย (Ecosanoid) ซึ่งประกอบด้วย ลิวโคทริอีน (Leukotiene) โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) และทรอมบอกเซน (Thromboxane) ซึ่งเป็นสารที่มีลักษณะคล้ายฮอร์โมน มีหน้าที่สำคัญทางชีววิทยา ซึ่งสารจำพวกอีโคซานที่สำคัญ และมีการศึกษากันมาแล้วคือ โพรสตาแกลมนดินไอ-2 (PGI) ทรอมบอกเซนเอ-2 (TXA) และทรอมบอกเซนเอ-3 (TAX) โดย PGI และ TXA สร้างขึ้นจากกรดอะราชิโดนิค (AA) ส่วน TXA สร้างจากอีพีเอ (EPA) ซึ่งสารเหล่านี้มีบทบาทโดยตรงต่อการควบคุมการเกิดหลอดเลือดอุดตัน

เม็ดเลือดและเกล็ดในร่างกายเราจะแขวนลอยอยู่อย่างอิสระในน้ำเลือด เมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บเกิดเป็นแผลมีเลือดออก (Bleeding) เซลล์เกล็ดเลือดจะมารวมตัวกัน (Aggregation) ที่ปากแผลและถูกประสานให้แน่นหนาด้วยร่างแหที่เรียกว่า ไฟบริน (Fibrin) เกิดเป็นก้อนแข็งที่เรียกว่า คลอท (Clot) มาอุดปากแผลที่เกิดการฉีกขาดของหลอดเลือดเอาไว้ และการที่เกล็ดเลือดมารวมตัวกันได้นั้นต้องอาศัยสารอีโคซานอยชนิด TXA ดังนั้นหากมีบาดแผลภายนอกร่างกายเกิดขึ้น การเกิดคลอทจะห้ามการสูญเสียเลือดจากบาดแผลและช่วยสมานให้บาดแผลสนิทและหายเร็วขึ้น แต่หากมีบาดแผลภายในผนังหลอดเลือดคลอทจะทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดขึ้น ทำให้มีการคั่งของเลือดเป็นผลให้มีการไหลของกระแสเลือดสะดุด ทำให้ไลโปโปรตีน LDL และคลอเลสเตอรอลมาเกาะรวมกับก้อนคลอทขวางทางเดินของกระแสเลือด และเพิ่มการอุดตันได้มากขึ้น

jumboslot

รักษาโรคที่เกี่ยวกับการอักเสบ

ได้มีวิเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการเสริมน้ำมันปลาในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาทอยด์จำนวน 10 งานวิจัยที่มีรูปแบบการศึกษาเป็น randomized placebo-controlled studies ด้วยวิธี meta-analysis พบว่าการเสริมน้ำมันปลาในการรักษาผู้ป่วยโรคอับเสบรูมาทอยด์เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน จะช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดระยะเวลาของอาการข้อติดได้ นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมผลการศึกษาจำนวน 13 งานวิจัยที่มีรูปแบบการศึกษาเป็น double-blind randomized trials พบว่าการเสริมน้ำมันปลาในผู้ป่วยในปริมาณ 3.1 กรัมต่อวันโดยเฉลี่ยจะช่วยลดความรุนแรงของอาการของโรคได้ ทั้งยังสามารถปรับลดขนาดของยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs ที่ใช้ลงได้ด้วย ในขณะที่มีผลการศึกษาผลของการให้น้ำมันปลาทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยที่ผ่าตัดช่องท้องจำนวน 30 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 18-80 ปี

การศึกษาเป็นแบบ double-blind randomized placebo-controlled study โดยกลุ่มควบคุม จำนวน 16 คนจะได้รับสารอาหารทางหลอดเลือดดำซึ่งประกอบด้วยอิมัลชันไขมันของน้ำมันถั่วเหลือง ส่วนในกลุ่มทดลองจำนวน 14 คน จะได้รับอิมัลซันไขมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันปลาร้อยละ 10 ของปริมาณน้ำมันทั้งหมด ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ผลโดยทำการแยกเม็ดเลือดขาวจากกลุ่มตัวอย่างทั้งสองและเปรียงเทียบปริมาณของสารในกลุ่ม leukotrienes พบว่ากลุ่มทดลองมีปริมาณ LTB มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ

slot

รักษาโรคสะเกิดเงิน (psoriasis) การให้ EPA ในปริมาณ 1.8 กรัมต่อวันร่วมกับการรักษาด้วยยา etretinate ในขนาด 20 มิลลิกรัม ในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าทำให้ผู้ป่วยมีอาการของโรคดีขึ้นถึงร้อยละ 75 โดยอาการคัน บวมแดงและการเกิดสะเก็ดของผิวหนังในผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และลดระยะเวลาในการรักษาได้ถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับน้ำมันปลา และการเสริมน้ำมันปลาช่วยลดขนาดของยาที่ใช้จากขนาดปกติ คือ 0.75-1 มิลลิกรัม เป็น 0.3-0.5 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันได้ โดยให้ผลการรักษาที่ดีขึ้นด้วย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผู้ที่แพ้ปลาทะเลและอาหารทะเลไม่ควรรับประทานน้ำมันปลา
ผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงผ่าตัด หรือกำลังคลอดบุตรไม่ควรรับประทานน้ำมันปลาเพราะอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดได้
น้ำมันปลามีอันตรกริยากับยาตัวอื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับยาด้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Coumarin , aspirin , warfarin ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้น้ำมันปลา เนื่องจากน้ำมันปลาและยาต้านการแข็งตัวของเลือดจะมีฤทธิ์ในการทำให้เลือดเหลวและอาจจะทำให้เลือดหยุดไหลได้ยาก
การรับประทานน้ำมันปลาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องควรรับประทานวิตามินและอาหารเสริมในกลุ่ม ต้านอนุมูลอิสระร่วมด้วย เช่นวิตามินอี วิตามินซี หรือฟลาโวนอยด์ เพื่อป้องกันกันความเสี่ยงจากรับประทานกรด EPA จากน้ำมันปลาซึ่งมีโครงสร้างเป็นไขมันไม่อิ่มตัวชนิดหลายพันธะคู่ และมีความไวต่อการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นอนุมูลอิสระจำพวก hydroxyl ion และ superoxide anion ซึ่งมีผลทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องในการทำลายเยื่อบุเซลล์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของเซลล์เสี่ยงต่อการเกิดเซลล์มะเร็งได้

สรรพคุณของไอโอดีน

ไอโอดีนเป็นธาตุเฮโลเจน (haiogen eiement) ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 7A ของตรารางธาตุ (periodic table) ซึ่งประกอบด้วยฟลูออรีน (F) คลอรีน (CI) โบรมีน (Br) ไอโอดีน (I) และแอสเททีน (At) โดยไอโอดีนเป็นธาตุที่มีปฏิกิริยารุนแรง จึงไม่อยู่ในสภาพอิสระตามธรรมชาติรวมตัวได้อย่างรวดเร็วกับธาตุอื่น ๆ เกือบทั้งหมด ยกเว้นก๊าซเฉื่อยซัลเฟอร์ และซีลีเนียม อีกทั้งไม่ทำปฏิกิริยาโดยตรงกับคาร์บอนไนโตรเจน หรือออกซิเจน และปฏิกิริยาของไอโอดีนยังมีความรุนแรงและความคงตัวน้อยกว่าธาตุเฮโลเจนอื่น ๆ อีกด้วย

เครดิตฟรี

ส่วนไอโอดีนในสภาพปกติ จะมีลักษณะเป็นของแข็งสีดำน้ำเงิน (bluish – black) มีน้ำหนักอะตอม (atomic weight) 126.9 จุดหลอมเหลว 113.6 องศาเซลเซียส จุดเดือด 185.2 องศาเซลเซียส มีกลิ่นเฉพาะตัว ส่วนไอสีม่วงมีฤทธิ์กัดกร่อนมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 99.5 ระเหิดได้ที่อุณหภูมิห้องซึ่งจะได้ไอสีม่วงเข้ม ละลายได้ดีในสารละลายของไอโอไดด์ และในตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น เบนซิน คาร์บอลไดซัลไฟด์ (CS2) เอทานอล และเอทิลอีเทอร์ โดยละลายได้ 14.1,16.5,21.4 และ 25.2 กรัม ไอโอดีนต่อ 100 กรัม

ตัวทำละลายที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสละลายน้ำได้เล็กน้อย แต่สามารถละลายในน้ำเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น เช่น ที่อุณหภูมิ 25 และ 100 องศาเซลเซียส ไอโอดีนละลายในน้ำได้ 0.34 และ 4.48 กรัมไอโอดีนต่อน้ำ 1 ลิตร ตามลำดับโดยได้สารละลายสีน้ำตาลมีสภาวะเป็นกรด

สำหรับประวัติของไอโอดีนนั้นมีการค้นพบไอโอดีนได้โดยบังเอิญในปี ค.ศ.1811 โดยนักเคมีชาวฝรั่งเศส ชื่อเบอร์นาร์ด เคอร์ทอยส์ (Bernaed Courtois) ซึ่งค้นพบในขณะผลินโพแทสเซียมไนเทรตส่งให้กับกองทัพฝรั่งเศส โดยได้สังเกตเห็นว่าถังทองแดง ซึ่งบรรจุของเหลวที่ได้จากการสกัดเถ้าสาหร่ายทะเล (seaweed ash) ถูกกัดกร่อน ขณะเดียวกันเมื่อเติมกรดซัลฟิวริก (H2SO4) เข้มข้นลงไปในของเหลวนี้ จะเห็นตะกอนสีดำตกลงมาและตะกอนที่ได้นี้มีคุณสมบัติให้ไอสีม่วงเกิดขึ้นขณะถูกความร้อน เมื่อส่งตัวอย่างนี้ไปให้ เจ แอล เกย์ ลุสแซก (J.L Gay Lussac)

พิจารณาและตรวจสอบจึงได้ผลสรุปว่า ตัวอย่างดังกล่าวเป็นธาตุชนิดไหม ต่อมาในปี ค.ศ. 1813 นักเคมีชาวอังกฤษ ชื่อ เซอร์ ฮัมฟรีย์ เดวี (Sir Humphey Davy) ได้ตรวจสอบและมีความเห็นว่าเป็นธาตุที่มีคุณสมบัติเหมือนคลอรีน จึงตั้งชื่อเป็น ไอโอดีน ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษากรีซว่า ไอโอดีนเดส (ioeides) หมายถึง สีม่วง ส่วนประเภทของไอโอดีนนั้น จะมีเพียงประเภทเดียวซึ่งก็คือ ธาตุที่มีสัญลักษณ์ I และมีหมายเลขอะตอม 53 ในตารางธาตุนั้นเอง ซึ่งธาตุไอโอดีนนี้ จัดเป็นธาตุที่มีความจำเป็นแก่ร่างกาย แม้ต้องการเพียงเล็กน้อยแต่ก็ขาดไม่ได้เพราะเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในการผลิตฮอร์โมน ที่ควบคุมการทำหน้าที่และเสริมความเจริญเติบโตตามปกติของสมอง ประสาท และเนื้อเยื่อของร่างกาย

สล็อต

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ไอโอดีน เป็นแร่ธาตุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทั้งในดิน หิน น้ำใต้ดิน น้ำทะเล และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ แต่มีปริมาณน้อยมาก ส่วนไอโอดีนที่อยู่ในอาหารมักอยู่ในรูปเกลือ “ไอโอไดด์” มีสีขาวและละลายน้ำดี พบได้ในอาหารทั่วไป พบมากในสาหร่ายและอาหารทะเล เช่น สาหร่ายทะเลสีน้ำตาลวงศ์ลามินาเรีย (Laminaria family) มีปริมาณไอโอดีนค่อนข้างสูง คือ ประมาณร้อยละ 0.45 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสาหร่ายทะเล (Seaweed) มีปริมาณไอโอดีนร้อยละ 0.4-0.6 ของน้ำหนักแห้ง แต่สาหร่ายทะเลเคลป์ (Kelp) จะมีปริมาณไอโอดีน 0.8-4.5 กรัมต่อกิโลกรัม ปกติอาหารทะเลจะเป็นแหล่งขอไอโอดีน โดยหอยนางรม (oyster) จะมีปริมาณไอโอดีนสูงสุด ตามด้วยหอยกาบ (clam) กุ้งล็อปสเตอร์ (lobster) กุ้ง (shrimp) ปูและปลา แต่สำหรับปลาแซลมอน (salmon) จะมีปริมาณไอโอดีนน้อยที่สุดในกลุ่มอาหารทะเล และเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารตามธรรมชาติเช่น ปลาในน้ำเค็ม มีปริมาณไอโอดีน 300 – 3,000 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ขณะที่ปลาน้ำจืดมีปริมาณไอโอดีน 20-40 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม

ส่วนไอโอดีนในอาหารประเภทต่าง ๆ จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของอาหารนั้น และการเติมเสริมลงไป เช่น ปริมาณไอโอดีนในน้ำดื่มจะมาจากไอโอดีนในดินและหินที่น้ำสัมผัส ในพืชและผักจะมาจากไอโอดีนในดิน น้ำและปุ๋ย และในเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ ส่วนใหญ่มาจากน้ำและอาหารสัตว์ที่มีการเสริมไอโอดีนลงไป โดยแหล่งอาหารที่มีไอโอดีนมีหลากหลายชนิด จกตัวอย่างเช่น

ปริมาณที่ควรได้รับ

มีผลการศึกษาวิจัยพบว่า ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์จะมีไอโอดีนในร่างกาย 15-20 มก. ซึ่งจะอยู่ในต่อมไธรอยด์ร้อยละ 70-80 ที่เหลืออยู่ในกล้ามเนื้อ เลือดและอวัยวะอื่นๆ สำหรับคนทั่วไปที่รับประทานอาหารปกติ มักไม่ขาดไอโอดีน เพราะปริมาณไอโอดีนที่ร่างกายต้องการไม่มาก(แต่ก็ไม่สามารถขาดได้) ซึ่งปริมาณของไอโอดีนที่ควรได้รับต่อวันตามคำแนะนำของ WHO,UNICEF และ ICCIDDในปี ค.ศ. 2007 นั้นแนะนำแตกต่างกันในแต่ละวัย ดังนี้

ปริมาณไอโอดีนที่ควรได้รับต่อวันแบ่งตามช่วงอายุ

สล็อตออนไลน์

ประโยชน์และโทษ

ไอโอดีน เป็นแร่ธาตุจำเป็นต่อร่างกาย จัดเป็นส่วนประกอบของไธรอยด์ฮอร์โมน โดยเป็นแร่ธาตุสำคัญในการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งได้แก่ ฮอร์โมน ไทรอกซิน (thyroxin; T4) และฮอร์โมนไตรไอโอโดไทโรนีน (triiodothyronine; T3) ซึ่งจำเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาสติปัญญา ร่างกาย และควบคุมระบบเผาผลาญของร่างกาย โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์เพราะทารกในครรภ์จำเป็นที่จะต้องได้รับไอโอดีนเพื่อพัฒนาเครือข่ายของระบบเซลล์ประสาทให้สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างหนาแน่น หากมารดาไม่ได้รับสารไอโอดีนอย่างเพียงพอและมีระดับไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เด็กในครรภ์จะมีการพัฒนาของระบบประสาทผิดปกติ สมองของตัวอ่อนในครรภ์จะเสียหาย โดยเฉพาะเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาทมีรูปร่างผิดปกติ การเคลื่อนที่ไปเจริญในตำแหน่งที่เหมาะสมผิดปกติ จนเกิดผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของทารกได้

ดังนั้นจึงมีการศึกษาวิจัยแล้วสรุปผลเกี่ยวกับ ภาวะผิดปกติจากการขาดสารไอโอดีน ซึ่งสามารถแบ่งได้ตามช่วงวัย ดังนี้

ในภาวะตั้งครรภ์ การแท้ง การผิดปกติของทารกในครรภ์ การคลอดก่อนกำหนด การตายระหว่างคลอดและหลังคลอด การเจริญเติบโตช้าทั้งทางร่างกายและสมอง เชาว์ปัญญาลดลง มีความผิดปกติของระบบประสาทและการเคลื่อนไหว มีบางงานวิจัยพบว่าหญิงที่ตั้งครรภ์ที่มีภาวะการขาดไอโอดีนในระดับเพียงเล็กน้อยหรือระดับที่ยังไม่มีอาการแสดงทางคลินิก (subclinical deficiency) อาจมีผลกระทบต่อการพัฒนาทางสมองของทารกได้

วัยทารก เตี้ย แคระแกร็น เป็นใบ้ หูหนวก เฉื่อยชา เชื่องช้า พัฒนาการช้า เชาว์ปัญญาต่ำ ปัญญาอ่อน มีความผิดปกติของระบบประสาทและการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะทารกแรกเกิดที่มีภาวะ การขาดสารไอโอดีนอย่างรุนแรงและไม่ได้รับการรักษาจะเกิดเป็นโรคเอ๋อ มีอัตราการป่วยและตายสูง

เด็กและวัยรุ่น ร่างการแคะแกร็น เฉื่อยชา มีความเจริญทางสมองสติปัญญา และการเจริญเติบโตทางร่างกายช้าเป็นคนปัญญาอ่อน

ผู้ใหญ่ มีภาวะคอพอกและมีอาการแอบแฝง ทำให้การทำหน้าที่ของร่างกายด้อยลง ทั้งทางร่างกายจิตใจ เฉื่อยชา เกียจคร้าน เชาวน์ปัญญา และไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ร่างกายและจิตใจเสื่อมถอย เพศชายจะมีอาการเสื่อสมรรถภาพทางเพศ สำหรับผู้หญิงประจำเดือนอาจมาไม่ปกติ

jumboslot

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยพบว่า ไอโอดีนในอาหารส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของไอโอไดด์ จึงถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้ ส่วนไอโอดีนในรูปอื่นๆ จะถูกรีดิวซ์ให้เป็นไอโอไดด์ก่อนถูกดูดซึมแล้วกระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถพบไอโอดีนตามเนื้อเยื่อของร่างกายถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะและเหงื่อ ทั้งนี้ปริมาณไอโอดีนทั้งหมดในร่างกายมีน้อยมาก สำหรับผู้ใหญ่มีประมาณ 10-50 มิลลิกรัม ประมาณร้อยละ 70-90 ของไอโอดีนทั้งหมด ยึดกับโปรตีนไทโรโกลบิวลิน (Thyroglobuiin) ของต่อมไทรอยด์ (thyroid gland) ส่วนปริมาณไอโอดีนที่รับเข้ามามากเกิน จะถูกขับออมทางปัสสาวะดังนั้นปริมาณไอโอดีนในปัสสาวะ จึงเป็นส่งชี้วัดถึงสภาวะของไอโอดีนในร่างกายได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการขับไอโอดีนที่ได้รับเกินความต้องการของร่างกายออกทางปัสสาวะได้ โดยอ้างอิงจาก Institute of Medicine , USA และ Scientific Committee on Food, European commission โดยได้กำหนดค่าปริมาณสูงสุดที่รับไอโอดีนได้โดยไม่เกิดอันตราย (Tolerable upper limit, UL) ในทุกกลุ่มอายุดังนี้

ปริมาณการรับสารไอโอดีนของร่างกายที่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้(ไมโครกรัม/วัน)

slot

แต่อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่เป็น โรคคอพอก โรคไทรอยด์เป็นพิษ หากได้รับ ไอโอดินมากเกินไปจะทำให้เกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษ หรือโรคหัวใจ หรือโรคมะเร็ง หรืออาจเสียชีวิตได้ อีกทั้งยังมีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลข้างเคียงของการใช้ไอโอดีน โดยแหล่งข้อมูลดังกล่าวระบุว่าการรับประทานไอโอดีนโดยตรงทางปากในปริมาณ 2 กรัม อาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นเหียนอาเจียน และท้องร่วง เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ปอดอักเสบ โลหิตจาง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ไตวาย หมดสติ และตาย นอกจากนี้การสัมผัสกับสารนี้โดยตรงทางผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังไหม้ ไอของสารไอโอดีนจะทำความระคายเคืองตา จมูกและปอด ระดับความปลอดภัยสูงสุด เมื่อสัมผัสเป็นเวลา 30-60 นาที ที่ความเข้มข้นของไอโอดีน 0.3 ส่วนในล้านส่วน แต่ถ้าสัมผัสเป็นเวลานานหลายวัน จะอยู่ที่ความเข้มข้นของไอโอดีน 0.1 ส่วนในล้านส่วน

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

สำหรับความต้องการไอโอดีนของร่างกายมนุษย์นั้น ในแต่ละวันต้องการเพียงปริมาณที่ไม่มาก ดังนั้นหากรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเป็นแหล่งของไอโอดีน รวมถึงใช้เกลือเสริมไอโอดีนในการประกอบอาหารรับประทานแล้ว ก็จะทำให้ได้รับไอโอดีนในปริมาณที่เพียงพอโดยไม่ต้องไปรับประทานไอโอดีนเสริม ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงในภาวะ การได้รับไอโอดีนมากเกินไป

ประโยชน์ของสารOPC

สาร OPC เป็นสารที่จัดอยู่ในกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสารตระกูลฟลาโวนอยด์ถูกค้นพบครั้งแรกโดย ศาสตราจารย์ดอกเตอร์แจ๊ค มาสเควอริเย (Dr. Jack Masquelier) ชาวฝรั่งเศส จากการสกัดเปลือกถั่วลิสง โดยบังเอิญ OPC เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เคลื่อนที่ได้คล่องแคล่ว เพราะสาร OPC มีขนาดโมเลกุลเล็ก คือมีสาร Proanthocyanidins มีเพียง 2–3 กลุ่มโมเลกุล (หรือไม่เกิน 5 โมเลกุล)และยังมีฤทธิ์แรงกว่าวิตามินซี ถึง 20 เท่า และสูงกว่าวิตามินอี 50 เท่า จึงได้รับขนานนามว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง (Super antioxidant)

เครดิตฟรี

อีกทั้งยังสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและในน้ำมัน จึงสามารถแทรกซึมไปได้ทุกส่วนของเซลล์ร่างกาย แม้กระทั่งเซลล์สมอง เพราะสามารถผ่านเยื่อหุ้มหลอดเลือดสมองไปยังเนื้อสมองได้(Blood Brain Barrier)

สำหรับประเภทของสาร OPC นั้น มีอยู่ในรูปแบบเดียว แต่อาจมีความแตกต่างกันในเรื่องของแหล่งที่มา และความบริสุทธิ์ของสาร OPC ที่สกัดได้จากแหล่งที่มานั้นๆ

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

สาร OPC เป็นสารที่พบในเมล็ด ดอก หรือ เปลือก ของพืชและผลไม้ต่างๆ โดยจะพบมากในพืชหลายชนิด เช่น เมล็ดและเปลือกขององุ่น เปลือกสน เปลือกต้นมะนาว เครนเบอร์รี่ เปลือกส้ม และชา เป็นต้น ซึ่งความเข้มข้นของสาร OPC ที่สกัดจากเมล็ดองุ่น มีความเข้มข้นถึง 80-95 % ในขณะที่สกัดจากเปลือกสนจะมี 85% ส่วนสาร OPC จากแหล่งอื่นๆ จะมีความเข้มข้นลดหลั่นกันลงมา

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับขนาดที่ควรได้รับ ควรรับประทานของสาร OPC ใน 1 วันนั้น จะมีความแตกต่างกันโดยจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ว่าต้องการประโยชน์ในด้านใด เช่น ในการใช้เพื่อต้านอนุมูลอิสระในชีวิตประจำวัน มีการแนะนำให้ใช้ในขนาด 50-100 มิลลิกรัม/วัน หากใช้เพื่อรักษาโรคเฉพาะโรค มีการแนะนำให้ใช้ในขนาด 100-400 มิลลิกรัม/วัน เป็นต้น

ประโยชน์และโทษ

สล็อต

สำหรับประโยชน์ของสาร OPC นั้นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเป็นสารที่มีความปลอดภัยและมีฤทธิ์เป็น free radical scavenger ทั้งในโมเดล in vitro และ in vivo โดยสามารถป้องกัน lipid peroxidation และความเสียหายต่อ DNA ได้มากกว่า วิตามิน C, E และ บีต้าแคโรทีนหลายเท่าและยังมีรายงานว่าสาร OPC สามารถควบคุมเมตาบอลิซึมของ nitric oxide (NO) ในเซลล์macrophage โดย quenching NO radical และยับยั้ง inducible nitric oxide synthase (iNOS) mRNA expression และ iNOS activity

แต่ในทางกลับกันOPC สามารถกระตุ้นการสร้าง NO ใน endothelial cells ได้โดยปริมาณของ NO ที่เหมาะสมจะช่วยลดการเกาะกลุ่มของ platelet (platelet aggregation) และยับยั้ง low-density lipoprotein (LDL) cholesterol oxidation ได้และยังสามารถเสริมสร้างคอลลาเจนในผิวหนัง ทำให้ผิวหนังแข็งแรงโดยลดการทำงานของเอ็นไซม์คอลลาจีเนส (Collagenase) ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) และอิลาสเตส (Elastase) นอกจากนี้เมื่อรับประทานร่วมกับวิตามินซีจะช่วยเสริมฤทธิ์วิตามินซี ช่วยในการนำวิตามินซีกลับมาใช้ใหม่ หรือเรียกว่าเป็น Vitamin C cofactor ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีกเช่น ป้องกัน การเสื่อมของดวงตา โรคต้อกระจก โรคจอประสาทตาเสื่อม จากโรคเบาหวาน (หลอดเลือดฝอยเสื่อมสภาพจากน้ำตาลล้นเกิน) ช่วยยับยั้งการเกาะตัวของคอเลสเตอรอลที่ผนังหลอดเลือด เพิ่มความสามารถในการไหลเวียนโลหิต ส่งเสริมให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงไม่เปราะหรือแตกหักง่าย ช่วยบรรเทาอาการเส้นเลือดขอดหรือโป่งพองได้ป้องกันโรคหัวใจ บรรเทาอาการมือและเท้าชา ป้องกันสมองมิให้เสียหายจากอนุมูลอิสระป้องกันโรคสมองเสื่อมหรือ โรคอัลไซเมอร์

โดยสาร OPC จะเข้าไปขัดขวางการทำลายเซลล์สมองจากอนุมูลอิสระ ลดการหลั่งสารพรอสตาแกลนดินบางชนิด ที่ทำให้ปวดและอักเสบ จึงอาจใช้ลดอาการปวดก่อนมีประจำเดือนได้ ลดอาการภูมิแพ้ และหอบหืดโดยมีคุณสมบัติต้านสารฮีสตามีน ช่วยลดริ้วรอย ฝ้าและกระให้จางลง ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และป้องกันโรคเบาหวาน ประเภท 2 ลดไขมันคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) เพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ช่วยบรรเทาอาการโรคสมาธิสั้น หรือ ADHD ( Attention Deficit Hyperactivity Disorder ) บำรุงสมอง เพิ่มความจำและกิจกรรมการเรียนรู้

สล็อตออนไลน์

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยกลไกลการทำงานของสาร OPC ในการต้านอนุมูลอิสระในร่างกายของมนุษย์ระบุว่า สาร OPC เป็น Super antioxidant สามารถจับกับอนุมูลอิสระได้ดี และต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากได้ทุกรูปแบบ โดยถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว ภายใน 20 – 30 นาที จากนั้นจึงกระจายไปสู่อวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ และยังคงอยู่ภายในร่างกายได้นาน 72 ชั่วโมง

และสามารถรวมตัวได้ดีกับคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของผิวหนัง หลอดเลือดและอวัยวะต่างๆ จึงทำให้เซลล์ผิวหนังแข็งแรงไม่เหี่ยวย่น รวมถึงทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดี ไม่เปราะหรือแตกง่าย โดยเฉพาะอวัยวะที่มีเส้นเลือดฝอยที่ละเอียดอ่อนมากที่สุด คือดวงตา ซึ่ง Retina ต้องใช้เลือดหล่อเลี้ยงมาก และยังทำงานร่วมกับวิตามินซี ในการทำให้คอลลาเจนทั่วร่างกายแข็งแรงขึ้น และยังช่วยป้องกันการสูญเสียวิตามินซี และวิตามินอี

นอกจากนี้ยังสามารถต้านอนุมูลอิสระที่มาทำลายคอลลาเจน อิลาสตินและการผลิตเม็ดสี อันเป็นสาเหตุทำให้ผิวเสื่อมสภาพและเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร

ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด

มีการศึกษาวิจัยในยุโรป โดยมีการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวาน จำนวน 1,200 คนที่ได้รับพิกนอจินอล (สาร OPC สกัดจากเปลือกสน มาริไทน์ฝรั่งเศส) วันละ 20-160 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือน จากผลการศึกษาวิจัย พบว่าพิกไนจินอลช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานลดลง และจากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าสารที่มีฤทธิ์เป็นตัวยับยั้งกลูโคส (Alpha-glucosidase inhibitors) คือ สารชนิดหนึ่งที่พบอยู่ในสาร OPC ที่สกัดจากเปลือกสนของต้นสนมาริไทม์ฝรั่งเศส

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยในด้านอื่นๆ อีก เช่น ฤทธิ์ปกป้องเซลล์ประสาทของสาร OPC จากเมล็ดองุ่นต่อการสร้างอนุมูลอิสระและการทำลายสมองจากการเหนี่ยวนำด้วยอาหารไขมันสูงในหนู โดยมีการศึกษานี้ใช้หนูเพศผู้พันธุ์วิสตาร์จำนวน 40 ตัว ซึ่งจะแบ่งหนูแบบสุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 8 ตัว ในกลุ่มที่ 1 ได้รับอาหารพื้นฐาน กลุ่ม 2 ได้รับอาหารไขมันสูง กลุ่ม 3 ได้รับอาหารไขมันสูงร่วมกับยาลดไขมัน fenofibrate 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน โดยการป้อนทางปากและเริ่มให้ในสัปดาห์ที่ 4 ของการทดลองจัดเป็นกลุ่มอ้างอิง กลุ่ม 4 และ 5 ได้รับอาหารไขมันสูงร่วมกับ สาร OPC จากเมล็ดองุ่นที่ความเข้มข้น 0.5% และ 1.0% ตามลำดับโดยให้ ผสมในอาหารไขมันสูงติดต่อกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ เมื่อครบกำหนดระยะเวลา ทำให้หนูหมดความรู้สึกโดยการสลบด้วย pentobarbital 60 มิลลิลิตร/กิโลกรัม เจาะเก็บเลือดจากช่องหัวใจล่างซ้ายและเก็บสมอง แยกส่วนของสมองออกเป็น 2 ส่วน

ด้านซ้ายแยกออกเป็น 3 ส่วน คือ cerebral cortex, cerebellum และ hippocampus เพื่อศึกษาการตายของเซลล์ประสาทโดยการนับจำนวน dark neuron และ สมองซีกขวานำมาเตรียม brain homogenate เพื่อตรวจวัดปริมาณ malondialdehyde (MDA) ซึ่งเป็น marker ของการเกิด lipid peroxidation และ ตรวจหาปริมาณ MDA ในเลือดและในสมองลดลง และยังลดปริมารการสร้าง NO(nitric oxide) ที่สร้างขึ้น ผลการทดลองพบว่า สาร OPC จากเมล็ดองุ่นมีผลทำให้ปริมาณ MDA ในเลือดและในสมองลดลง และยังลดปริมาณการสร้าง NO ในสมองที่เพิ่มสูงขึ้นจากการได้รับอาหารไขมันสูง

slot

และระดับ NO ที่สร้างขึ้นในเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับอาหารไขมันสูง ผลการศึกษาทางพยาธิวิทยา แสดงให้เห็นการตายของเซลล์ประสาทได้เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับอาหารไขมันสูงผลจากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าสาร OPC จากเมล็ดองุ่นมีประโยชน์ในการปกป้องเซลล์ประสาทถูกทำลายจากอนุมูลอิสระที่เหนี่ยวนำด้วยอาหารไขมันสูงโดยมีฤทธิ์ลดไขมันใน เลือดและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน
งดใช้ สาร OPC ร่วมกับยาที่ทำให้เกล็ดเลือดจับตัวช้า เช่น Warfarin , Heparin , Aspirin
การใช้ OPC อาจทำให้เกิดการต้านฤทธิ์กินของยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น ยา tetracyclin เป็นต้น
สาร OPC อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงคือทำให้เลือดออกง่าย และไม่จับตัวกัน ดังนั้นก่อนหรือหลังการผ่าตัด ประมาณ 1 เดือน ไม่ควรบริโภคสาร OPC

เวย์โปรตีนมีประโยชน์อย่างไร

เวย์โปรตีน คือ โปรตีนที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในน้ำนม โดยปกติในน้ำนมต่าง ๆ นั้นประกอบด้วยโปรตีน 2 ชนิดหลัก คือ เวย์โปรตีน (Whey Protein) และเคซีนโปรตีน (Casein Protein) และในส่วนของเวย์โปรตีนจะเป็นส่วนผสมของโปรตีน (globular proteins) ที่แยกได้จากเวย์ (whey) ในระหว่างกระบวนการผลิตเนยแข็งจากนม ซึ่งเมื่อนมแข็งตัว เวย์จะลอยแยกออกมาและมีองค์ประกอบทุกอย่างเช่นเดียวกันกับที่มีในนม (เฉพาะส่วนที่ละลายในนม) เมื่อผ่านกระบวนการบางอย่าง จะทำให้มีปริมาณโปรตีนมากขึ้น หลังจากผ่านการกรองก็จะทำให้ได้โปรตีนแยกออกมาจากเวย์

เครดิตฟรี

เวย์โปรตีนเป็นโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมีกรดอะมิโนจำเป็นสูง เป็นแหล่งของ Sulfur amino acids คือ Methionine, Cysteine และเป็นแหล่งของ Branched-chain amino acids (ลิวซีน ไอโซลิวซีน วาลีน หรือที่เรียกว่า BCAA) อีกทั้งยังเป็นแหล่งของกลูตามีน ไกลซีน Alpha-Lactoglobulin, Beta-Lactoglobulin, Bovine Serum Albumin, Immunoglobulin (Ig Gl, IgGll, Secretory lgA, lgM) และยังประกอบไปด้วยเอ็นไซม์, Iron Binding Protein, Calcium, Potassium, Sodium, Phosphorus, Vitamin A,C,B1,B2,B3,B5,B12, Folic Acid และ Biotin อีกด้วย

สำหรับประเภทของเวย์โปรตีนนั้น สามารถแบ่งตามองค์ประกอบของโปรตีนและสารอาหารอื่น ๆ ที่พบร่วมได้ 3 ชนิด ดังนี้

เวย์โปรตีน คอนเซนเดรท ( Whey Protein Concentrate : WPC) ขบวนการผลิต WPC ได้จากการนำเวย์ที่ได้ในขบวนการผลิตมาผ่านการกรอง Ultrafiltration หรือกระบวนการอื่น ๆ เพื่อแยกแลกโดสและไขมันที่มีผสมออกไป แล้วทำให้แห้ง ผงเวย์โปรตีนที่ได้จะมีความเข้มข้นของเวย์โปรตีนประมาณ กว่า 25-89% โดยน้ำหนักมีลักษณะเป็นผงสีครีมอ่อนและมีกลิ่น รสตามธรรมชาติแบบนม WPC ที่สกัดได้จะอุดมไปด้วยกรดอะมิโนครบถ้วยทั้ง 20 ชนิด มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนทั้ง 8 ชนิด ที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ และยังมี Branched-chain amino acid สูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับ Growth Hormone ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนและไกลโคเจน เพื่อช่วยเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ และเวย์โปรตีนชนิดนี้ ยังมี Bioactive compound สูง ช่วยป้องกันการติดเชื้อและเพิ่มภูมิคุ้มกัน ได้อีกด้วย

เวย์โปรตีน ไอโซเลต ( Whey Protein Isolate : WPI ) ได้จากการนำ WPC มาผ่านกระบวนการผลิตเพิ่มเติม คือ Ion-exchange (IE) หรือ Cross-flow microfiltration (CFM) เพื่อแยกเอาแลกโตสและไขมันที่ ยังคงมีผสมอยู่บ้างออกไปอีก ทำให้ความเข้มข้นของเวย์โปรตีนสูงขึ้น คือมากกว่า 90% กระบวนการ IE จะใช้วิธีแยกโมเลกุลของสารต่างๆ ออกจากกันโดย อาศัยประจุไฟฟ้าบนโมเลกุลลที่ต่างกัน สามารถทำให้เวย์โปรตีนบริสุทธิ์ได้มากที่สุด โดยอาจทำให้มีความเข้มข้นของเวย์โปรตีนได้ถึง 97-98% โดยน้ำหนักแห้ง แต่กระบวนการ CFM ซึ่งใช้ตัวกรองที่ทำจากเซรามิกจะสามารถรักษาโปรตีนชนิดย่อยๆ ที่มีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ ไว้ได้ดีกว่า และมีปริมาณเกลือโซเดียมน้อยกว่าเวย์โปรตีนที่ผ่านกระบวนการ IE โดยเวย์โปรตีนชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นผงสีครีมอ่อนและมีกลิ่นรสธรรมชาติแบบนม เช่นกัน แต่ราคาแพงกว่าเวย์โปรตีนชนิด WPC

สล็อต

เวย์โปรตีน ไฮโดรไลซ์ ( Hydrolysed Whey Protein : HWP) คือการนำเวย์โปรตีนWPC หรือ WPI มาผ่านกระบวนการ hydrolyze ที่ทำให้โมเลกุลของเวย์โปรตีนที่มีขนาดใหญ่มาก ถูกย่อยจนอยู่ในรูปของโมเลกุลเล็กๆ ที่เรียกว่า เปปไทด์(peptides) และบางส่วนถูกย่อยลงไปจนถึงขั้นกระอะมิโนเลยทีเดียว ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่าโปรตีนที่อยู่ในรูปของ peptides สั้นๆ ถูกร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าในรูปโมเลกุลใหญ่ๆ และดีกว่ากรดอะมิโนอิสระ จึงเชื่อกันว่า HWP เป็นเวย์โปรตีนที่ถูกย่อยและดูดซึมได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ HWP ยังมีโอกาสทำให้เกิดการแพ้โปรตีนน้อยลงกว่าเวย์โปรตีนชนิดอื่นๆ ด้วยแต่ข้อเสียของเวย์โปรตีน HWP คือมีรสชาติที่ขมมาก และ ในกระบวนการ hydrolyze อาจทำลายโปรตีนชนิดย่อยๆ ที่มีคุณสมบัติพิเศษต่างบางตัวไป และยังเป็นเวย์โปรตีนที่มีราคาแพง ดังนั้นเวย์โปรตีนชนิดที่เป็น HWP 100% จึงไม่มีวางขาย ตามท้องตลาดแต่ในบางยี่ห้อมีการนำ HWP มาผสมกับเวย์โปรตีนชนิดอื่น มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่สูตรของผู้ผลิตเพื่อเพิ่มข้อดีบางประการดังกล่าว และมีราคาเพิ่มขึ้นด้วย แต่โดยปกติแล้วเวย์โปรตีนที่วางขาย มักมี HWP ผสมอยู่ไม่เกิน 20%
โครงสร้างเวย์โปรตีน

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

เวย์โปรตีนเป็นโปรตีนที่ได้จากนมซึ่งโดยปกติแล้วโปรตีนในน้ำนมวัวจะมีทั้งเวย์โปรตีน และเคซีน โดยมีสัดส่วน 20:80 ซึ่งเคซีนจะเป็นโปรตีนหลักในนมที่มีปริมาณมากแต่ดูดซึมช้า คงอยู่ในกระเพาะอาหารนาน ส่วนเวย์โปรตีนแม้จะมีปริมาณน้อยแต่เป็นโปรตีนที่ดูดซึมได้เร็วกว่าเคซีน

ดังนั้นจึงมีการศึกษาวิจัยในส่วนของเวย์โปรตีนซึ่งเป็นโปรตีนที่อุดมไปด้วย กรดอะมิโนจำเป็นและเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง จากนั้นจึงมีการแยกเวย์โปรตีนออกจากนมโดยการนำนมวัวมาทำให้เป็นตะกอนโปรตีนโดยใช้ความร้อนร่วมกับการเติมเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อให้เปลี่ยนน้ำตาลแลคโตสเป็นกรดแลคติก โปรตีนที่ตกตะกอนจะเป็นส่วนของเคซีน ส่วนเวย์โปรตีนจะไม่ตะกอนแต่จะอยู่ในส่วนของน้ำ ซึ่งมีโปรตีนประมาณ 65%

จากนั้นเวย์เหลวจะถูกนำพาผ่านฉากตัวกรองที่เป็นสเตนเลสเพื่อแยกเอา curds ออก หลังจากนั้นนำไปอุ่นที่ 30 องศาเซลเซียสและกรองผ่านที่กรองด้วยอุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียสปรับความเป็นกรด-ด่างให้อยู่ที่ 3 ด้วยกรดซิดริค ของเหลงถูกกรองอีกครั้งให้เหลือ 1 ใน 5 ของปริมาตรเดิม เวย์จะมีความเข้มข้นของโปรตีนเพิ่มขึ้นเป็น 80% การกรองด้วย micro-filter จะทำให้โปรตีนเพิ่มความเข้มขจ้นได้ถึงร้อยละ 95 ในขั้นตอนสุดท้าย เวย์โปรตีนจะถูกอุ่นและพ่นด้วยเทคนิค spray dry จนได้ผงเวย์หรืออาจจะนำเวย์เหลวไปผ่านกระบวนการ ion-exchange เพื่อกำจัดไขมันและแลคโตสออกก่อนที่จะมาพ่นด้วยเทคนิค spray dry ก็ได้

สล็อตออนไลน์

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณที่ควรได้รับเวย์โปรตีนต่อวันนั้นขึ้นอยู่กับการบริโภคอาหารประเภทโปรตีนในแต่ละวัน กล่าวคือเวย์โปรตีนก็เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายควรได้รับ เพียงแต่มีการดูดซึมที่ดีกว่าโปรตีนชนิดอื่น และมีปริมาณไขมันและองค์ประกอบอื่น ๆ น้อยกว่า ซึ่งหากใน 1 วันร่างกายได้รับสารอาหารประเภทโปรตีนอย่างเพียงพอก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานเวย์โปรตีนแต่อย่างใด ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายต้องการโปรตีน 1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน แต่หากมีกิจกรรมการออกกำลังกายในแต่ละวันก็จะทำให้กร่างกายต้องการโปรตีนมากขึ้นเพื่อไปฟื้นฟูซ่อมแซมกล้ามเนื้อเยื่อที่สูญเสียไป โดยอาจรับประทานเวย์โปรตีนเสริมจากอาหารปกติเพื่อให้ได้ประโยชน์ดังกล่าว

ประโยชน์และโทษ

เวย์โปรตีนประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นทุกชนิด ในปริมาณที่สูงกว่าพืช นอกจากนั้นแล้วกรดอะมิโนที่อยู่ในเวย์โปรตีนยังถูกดูดซึมและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งเวย์โปรตีนประกอบด้วยกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง (branched-chain amino acids):BACC ได้แก่ วาลีน ลิวซีน และไอโซลิวซีน ที่จำเป็นต่อการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ลิวซีนเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเผาผลาญโปรตีน (protein metabolism) อีกทั้งเวย์โปรตีนยังประกอบด้วยกรดอะมิโนที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบสูง (sulfur-containing amino acids) คือ ซีสเตอีนและเมทไธโอนีน ซึ่งจำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกัน โดยการนำไปสร้างเป็น กลูคาไธโอน นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่มีประโยชน์ที่อยู่ในเวย์โปรตีนดังนี้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยถึงคุณประโยชน์อื่นๆ ของเวย์โปรตีนอีก เช่น ช่วยกำจัดสารพิษ เสริมระบบภูมิคุ้มกันและลดความดันโลหิต เป็นต้น ส่วนโทษของเวย์โปรตีนนั้น พบว่าบุคคลที่แพ้น้ำนมครบส่วน (frank milk allergy) อาจไม่เหมาะผลิตภัณฑ์จากเวย์โปรตีนโดยพบว่า บุคคลที่แพ้อาหารประเภทนมนั้น เคซีน (casein) ที่อยู่ในนมเป็นสาเหตุสำคัญของการแพ้อย่างไรก็ตามบุคคลที่แพ้อาหารประเภทนมนั้นอาจสามารถรับประทานเวย์โปรตีนได้ หากอยู่รูป hydrolyzed whey เพราะจากกระบวนการผลิตมีการกำจัดเคซีนออกไปจำนวนหนึ่งและบางคนที่แพ้นมเพราะน้ำตาลแลคโดส ในกระบวนการผลิตเวย์โปรตีนขั้นตอนท้ายๆ จะขจัดแลดโตสออกไปดังกล่าวแล้วทำให้มีปริมาณแลคโตสเหลืออยู่น้อยมาก หากจะบริโภคควรค่อยๆ เริ่มรับประทานทีละน้อยๆ จะช่วยลดอาการท้องเสียจากแลคโตสได้

jumboslot

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

เวย์โปรตีนจะถูกดูดซึมทางลำไส้เล็กอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะ Beta- Lacto globulin โดยเวย์โปรตีนจะถูกส่งผ่านจากกระเพาะอาหาร สู่ลำไส้เล็กอย่างเร็ว ซึ่งต่างกับโปรตีนชนิดอื่นๆ ที่ต้องถูกย่อยด้วยเอ็นไซม์จากตับอ่อนก่อน และเวย์โปรตีนยังเป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติของการต้านอนุมูลอิสระเนื่องจากมีโปรตีนที่มีหมู่ซีสเคอีนสูง (cysteine-richprotein) ซึ่งซีสเคอีนนี้ประกอบด้วยหมู่ “ไธออล” หรือซัลไฮดริล (-SH) เป็นตัวรีดิวซ์ที่แรงในการป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นและความเสียหายของเนื้อเยื่อ มีบทบาทสำคัญต่อการสังเคราะห์กลูตาไธโอนจะประกอบด้วยกรดอะมิโนสามชนิด ได้แก่ ไกลซีน กลูตาเมทและซีสเดอีน ตามกระบวนการชีวสังเคราะห์ และกลูตาไธโอนที่อยู่ในรูปรีดิวซ์ (reduced form), riboflavin, niacinamide และ glutathione peroxidase เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญในกลไกการต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย

สำหรับการศึกษาวิจัยด้านการเสริมสร้างกล้ามเนื้อนั้น มีการศึกษาแบบปกปิดสองทาง (double-blind) ในผู้ชาย 42 คนอายุระหว่าง 18-31 ปี ได้รับการสุ่มให้ได้รับอาหารเสริมต่างกัน 3 ชนิด ดังนี้ เวย์โปรตีน 1.2 กรัม/นน.ตัว 1 กก./วัน เวย์โปรตีนชนิด multi-ingredient sports supplement 1.3 กรัม/นน.ตัว 1 กก./วัน และยาหลอก (maltodextrin) 1.2 กรัม/นน.ตัว 1 กก./วัน โดยที่ทั้งสามกลุ่ม มีการออกกำลังกาย (weight training) ใกล้เคียงกันและมี weight resistance-training program ใกล้เคียงกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 12 พบว่ากลุ่มที่ได้รับเวย์โปรตีนร่วมกับ weight training มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดีขึ้น 1 ใน 4 การทดสอบความแข็งแรง และมีมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นดีกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก

ผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต มีการแยกเปปไทด์ที่มีฤทธิ์ลดความดันโลหิตได้จาก betalactoglobuline ของวัวทำให้ตั้งสมมติฐานได้ว่าเวย์โปรตีนสามารถลดความดันโลหิตลงได้ โดยค้นพบว่า เปปไทด์ที่แยกได้นี้มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ angiotensin converting ชนิดที่ 1 และยังมีอีกหนึ่งการทดลองพบว่า beta-lactoglobulin มีฤทธิ์ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ในสัตว์ทดลองพบว่า beta-lactoglobulin มีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้เล็กโดยไปเปลี่ยนแปลสภาพการละลายของ cholesterol micelle ในลำไส้

ส่วนการศึกษาผลของเวย์โปรตีนต่อโรคในระบบไหลเวียนโลหิตโดยพบว่า เวย์โปรตีนสามารถทำให้ความดันโลหิตและระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติให้กลับสู่ภาวะปกติได้ โดยมีการศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดีเพศชาย 20 คน ที่รับประทานนมเปรี้ยว (ที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ Lactobacillus casei และ Streptococcus thermophilus) โดยมีการสุ่มให้กลุ่มหนึ่งรับประทานนมเปรี้ยวแบบที่ใส่เวย์โปรตีน (whey protein concentrate) 200 มล. วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์ เทียบกับกลุ่มที่รับประทานนมเปรี้ยวโดยไม่ใส่เวย์โปรตีนพบว่ากลุ่มที่ได้รับประทานนมเปรี้ยวผสมเวย์โปรตีนมีระดับ HDL สูงกว่ากลุ่มควบคุม ในขณะที่ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์และความดัน โลหิตขณะหัวใจบีบตัวต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ระดับคอเลสเตอรอลรวม กับ LDL ไม่มีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ

[NPC5]
ผลต่อภาวะโรคติดต่อ ในผู้ที่มีภาวะภูมคุ้มกันบกพร่อง จะมีระดับกลูตาไธโอนบกพร่องและทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาส ดังนั้นจึงมีการทดลองในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV 30 ราย ให้ได้รับเวย์โปรตีนเสริมวันละ 45 กรัม เป็นเวลา 14 วัน พบว่า ระดับกลูตาไธโอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและมีการทดลองอีกครั้งแต่ใช้เวลาทดลอง 6 เดือน ด้วยขนาดของเวย์โปรตีนแบบเดียวกันก็พบว่าระดับกลูตาไธโอนในผู้ติดเชื้อสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับก่อนได้รับเวย์โปรตีน โรคตับอักเสบจากไวรัสเป็นโรคเรื้อรังอีกชนิดหนึ่งที่มีผุ้สนใจนำเวย์โปรตีนมาศึกษา มีการศึกษาในหลอดทดอลงพบว่า bovine lactoferrin สามารถยับยั้งการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี ของเซลล์ตับมนุษย์ (human hepatocyte line) ได้

ผลต่อโรคมะเร็ง มีการศึกษาในหนูแฮมสเตอร์ (harnster) พบว่าเวย์โปรตีนสามารถป้องกันและรักษาภาวะ 5-fluorouracil-induced mucositis ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังพบว่า lactoferrin mucositis ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังพบว่า lactoferrin และ beta-lactoglobulin ที่อยู่ในเวย์โปรตีนแสดงฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ยังไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้เพียงพอต่อการรับรองว่าสตรีมีครรภ์ หรือสตรีให้นมบุตรจะสามารถบริโภคเวย์โปรตีนได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้จะดีที่สุด
เวย์โปรตีนอาจทำปฏิกิริยากับยาบางชนิดทำให้ร่างกายดูดซึมยาไปใช้ได้น้อยลง ดังนั้นไม่ควรรับประทานเวย์โปรตีนร่วมกับยาเลโวโตปาและอัลเบนดาโซล ไม่ควรรับประทานเวย์โปรตีนหลังจากใช้ยาอะเลนโดเนท ภายใน 2 ชั่วโมง ส่วนยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลน หลังจากรับประทานยากลุ่มนี้ควรรอให้ผ่านไปอย่างน้อย 1 ชั่วโมงจึงสามารถรับประทานเวย์โปรตีนได้
สำหรับยาปฏิชีวนะกลุ่มเดตราไซคลีน เนื่องจากในเวย์โปรตีนประกอบด้วยแคลเซียมที่สามารถยึดติดกับยากลุ่มนี้และลดการดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย หากรับประทานเวย์โปรตีนก่อนควรรับประทานเวย์โปรตีน 2 ชั่วโมงก่อนรับประทานยาหรือหากเป็นการรับประทานเวย์โปรตีนหลังรับประทานยาควรรับประทานหลังจากรับประทานยาแล้ว 4 ชั่วโมง

ประโยชน์ของเบต้ากลูแคน

เบต้ากลูแคนเป็นพอลินแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) ชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากสารประกอบน้ำตาลกลูโคส (D-glucose) ที่เป็นรูปวงแหวน 6 ด้านหลายโมเลกุลมาเชื่อมต่อกันด้วยพันธะเบตาไกลโคซิดิก (β-glycosidic) ซึ่งสารเบต้ากลูแคน จะมี 1,3-β-glucan เป็นโครงสร้างหลักบริเวณแกนกลาง (backbone) และมีสายกิ่งที่แตกแขนงออกมา (branch) โดยสายกิ่งอาจเป็นชนิด 1,4-β-glucan หรือ 1,6-β-glucan ก็ได้ และยังสามารถเรียกได้อีกอย่างว่า 1,3/1,4-β-glucan หรือ 1,3/1,6-β-glucan

เครดิตฟรี

ส่วนการค้นพบและการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเบต้ากลูแคนครั้งแรกเริ่มขึ้นในทศวรรษที่ 40 เมื่อ Louis Pillemer ได้ ศึกษาตัวยา Zymosan ซึ่งได้จากการสกัดผนังเซลล์ของยีสต์ ที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน แต่ในขณะนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า โปรตีน ไขมัน น้ำตาลเชิงซ้อนหรือองค์ประกอบใดของ Zymosan ที่สามารถออกฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกันได้ หลังจากนั้นในทศวรรษที่ 50 Nicholas DiLuzio จากมหาวิทยาลัย Tulane ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการวิจัยเพิ่มเติมจนพบว่าสารที่มีผลต่อการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในยา Zymosan ที่จริงแล้ว คือ เบต้ากลูแคนโดยเฉพาะ Beta-1,3-D-glucan ซึ่งเป็นพอลิแซ็กคาไรด์สายยาวของน้ำตาลกลูโคสที่เชื่อมต่อกันด้วย

จนถึงยุคปี 80 Joyce K. Czop จากมหาวิทยาลัย Harvard ได้ค้นพบตัวรับที่จำเพาะต่อเบต้ากลูแคนบนผิวเซลล์ของ macrophage โดยตัวรับดังกล่าวเป็นกลุ่มของโปรตีนที่มีขนาดประมาณ 1 ไมครอน ซึ่งจะพบอยู่บนผิวเซลล์ macrophage ตั้งแต่เริ่มสร้างจากไขกระดูกจนตาย โดย Joyce K. Czop อธิบายว่าเมื่อสาย α-Helix ซึ่งเป็นโครงสร้างสามมิติของเบต้ากลูแคนที่ประกอบไปด้วยน้ำตาลประมาณ 7 หน่วย เข้าไปจับที่ตัวรับบนผิวเซลล์ ก็จะไปกระตุ้นเซลล์ macrophage ให้อยู่ในสภาวะตื่นตัว เพื่อทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อไปแต่ในภาวะปกติแล้วเซลล์ macrophage ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในสภาวะสงบ

สำหรับประเภทของเบต้ากลูแคนนั้น สามารถแยกได้ตามแหล่งที่ได้มาโดยจะมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสภาพการละลายน้ำ ความยาวของสายพอลิแซ็กคาไรด์ความยาวของเส้นแขนงที่เชื่อมต่อ รวมทั้งคุณสมบัติการออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่แตกต่างกันออกไปด้วย ซึ่งเบต้ากลูแคนจากแหล่งที่มาต่างๆ จะมีลักษณะการจัดเรียงตัวกันของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว คือน้ำตาลกลูโคสที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้เบต้ากลูแคนแต่ละแหล่งที่มามีโครงสร้างที่ต่างกันออกไป

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

สล็อต

เบต้ากลูแคนสามารถพบได้ในสิ่งมีชีวิตหลายชนิดทั้งในแบคทีเรีย รา ยีสต์ ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ แต่โครงสร้างที่พบจากแหล่งต่างๆ ดังกล่าวจะมีความแตกต่างกัน แต่แหล่งของเบต้ากลูแคนที่ปัจจุบันเป็นที่นิยมกันมาก คือ เห็ด ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเห็ดสามารถนำมาใช้ทำเป็นอาหาร และมีความคุ้นเคยในการนำเห็ดมาบริโภคมาเป็นเวลานานแล้ว และโดยส่วนมากแล้วเห็ดที่สามารถนำมารับประทานได้นั้นจะมีเบต้ากลูแคนอยู่เกือบทั้งหมด แต่จะมีมากมีน้อยแตกต่างกันไป สำหรับเห็ดที่นิยมนำมารับประทานหรือนำมาสกัดเบต้ากลูแคน และมีการศึกษาวิจัยรอบรับ เช่น เห็ดแครง เห็ดหลินจือ เห็ดชิตาเกะ เห็ดนางฟ้าภูฐาน เห็ดนางรม เห็ดดาวดินกลม ฯลฯ นอกจากนี้ในสหรัฐอเมริกายังนิยมนำยีสต์ดำมาสกัดเบต้ากลูแคน อีกด้วย

ปริมาณที่ควรได้รับ

ปัจจุบันข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นพิษหรือความปลอดภัยในการใช้สารเบต้ากลูแคนยังมีจำนวนน้อยและยังเป็นข้อมูลที่ทดสอบในสัตว์ทดลอง โดยมีการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า การรับประทานเบต้ากลูแคนจากเห็ดในขนาด 2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน ไม่แสดงความเป็นพิษและความผิดปกติของอวัยวะรวมถึงระบบการทำงานของร่างกายแต่อย่างใด ส่วนในสำหรับอเมริกา จากข้อมูลของ United States Department of Ageiculture (USDA) มีการแนะนำให้บริโภคเบต้ากลูแคนที่สกัดได้จากยีสต์ดำ ดังนี้

ปริมาณสารเบต้ากลูแคนที่สกัดได้จากยีสต์ดำ ที่แนะนำในการบริโภคต่อวัน

ประโยชน์และโทษ

มีการศึกษาวิจัยพบว่า เบต้ากลูแคนมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน เช่น เบต้ากลูแคนทำงานร่วมกับเซลล์แมคโครฟากจ์ (macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงที่สุดในร่างกาย โดยจะทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อรวมตัวกับเบต้ากลูแคน และช่วยในการป้องกันยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งและยับยั้งเนื้องอก ช่วยกระตุ้นวงจรการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำงานเซลล์แปลกปลอกที่เข้ามาในร่างกาย รวมถึงพวกไวรัสและแบคทีเรีย ช่วยปรับสภาพอื่นๆ ของร่างกาย เช่น ระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือดต้านการอักเสบและยังมีคุณสมบัติด้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

ส่วนอาการที่ไม่พึงประสงค์จากการรับประทานสารเบต้ากลูแคนที่สกัดได้จากแหล่งต่างๆ นั้น พบว่า มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับผลจากการรับประทานสารเบต้ากลูแคนที่สกัดได้จากข้าวบาร์เลย์ ระบุว่าหลังจากให้สารเบต้ากลูแคนต่อเนื่องกัน 12 สัปดาห์ ในอาสาสมัครสุขภาพดีและผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย (diarrhea) ท้องอืด (bloating) และท้องเฟ้อ (flatulence) เป็นต้น

ซึ่งอาการข้างเคียงข้างต้น สอดคล้องกับการศึกาสารสกัดเบต้ากลูแคนจากยีสต์ ซึ่งพบว่าหลังจากให้ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอ้วน (obesity) และมีภาวะไขมันในเลือดสูง (hypercholesterolemia) เป็นเวลาต่อเนื่องกัน 8 สัปดาห์ พบอาการท้องเสีย (diarrhea) ท้องอืด (bloating) และคลื่นไส้ (nausea) แต่อาการดังกล่าวไม่จัดว่ามีความรุนแรง จนทำให้เสียชีวิต ส่วนเบต้ากลูแคนที่สกัดได้จากเห็ดไม่พบว่ามีรายงานเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์แต่อย่างใด

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีการศึกษาวิจัยพบว่าสารเบต้ากลูแคน ที่สกัดได้จากเห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum) ว่ามีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของ macrophage , inteukin-1 และ tumor necrosis factor ในหนูทดลอง นอกจากนี้ยัง พบว่าหลังจากให้สารเบต้ากลูแคน เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ในหนูทดลอง พบว่า ตับ ม้ามและลำไส้เล็ก ของหนูทดลอง มีเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน คือ macrophage , natural killer cell (NK-cell) และ mononuclear cell เพิ่มขึ้นทั้งขนาดและจำนวน

ส่วนฤทธิ์ของสารเบต้ากลูแคนที่สกัดได้จากเห็ดนางฟ้า (Pleurotus floruda) ซึ่งเป็นการทดลองในหลอดทดลอง (In Vitro) ในเซลล์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เมื่อให้สารเบต้ากลูแคนพบว่าเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทั้ง macrophage , splenocyte และ thymocyte มีการเพิ่มขึ้นทั้งขนาดและจำนวน และการทดสอบฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจากสารสกัดเบต้ากลูแคนที่ได้จากเห็ดชิตาเกะ (Grifola frondosa) ที่ทำการทดสอบฤทธิ์ในผู้ป่วยมะเร็งในระยะที่ 2-4 และมีอายุระหว่าง 22-57 ปี พบว่าหลังรับประทานสารเบต้ากลูแคนต่อเนื่องกัน 50 วัน อาการทางคลินิกของผู้ป่วยดีขึ้น คิดเป็น 58.3% ในผู้ป่วยมะเร็งตับ 68.8% ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และ62.5% ในผู้ป่วยมะเร็งปอด

jumboslot

ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด (Anti-diabetes activity) สารเบต้ากลูแคน ที่สกัดได้จากเห็ด Agaricus blazei มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดหนูสายพันธุ์ Sprague Dawley ซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้เบาหวาน (Diabetes Mellitus) ด้วย streptozotocin เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่ากลุ่มหนูที่ได้รับสารเบต้ากลูแคน มีน้ำหนักลดลงเมื่อเทียบกับเริ่มต้น นอกจากนี้ยังพบกลุ่มหนูที่ได้รับสารเบต้ากลูแคน มีระดับน้ำตาลเบต้ากลูแคน มีน้ำหนักลดลงเมื่อเทียบกับเริ่มต้น

นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มหนูที่ได้รับสารเบต้ากลูแคน มีระดับน้ำตาลกลูโคส (glucose) ไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglyceride) คอเลสเตอรอล (total cholesterol) และอินซูลิน (insulin) ในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และมี HDL cholesterol เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammation activity) มีศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดเบต้ากลูแคนจากเห็ดนางฟ้าภูฐาน (Pleurotus pulmonarius) พบว่ามีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบด้วย formalin เมื่อเปรียบเทียบกับยาไดโคลฟีแนค (diclofenac) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาฤทธิ์ของสารเบต้ากลูแคนในเห็ด Lactarius rufus โดยทดลองในหนู Swiss mice ขนาด 25-35 g ทำการฉีด formalin ความเข้มข้น 2.5% ปริมาณ 20 μL เข้าไปยังพังผืดใต้อุ้งเท้าขวาด้านหลังของหนู เพื่อให้เกิดการอักเสบของอุ้งเท้าพบว่าผลของสารเบต้ากลูแคนที่สกัดได้จากเห็ด Lactarius rufrs มีฤทธิ์ระงับอาการปวดที่เกิดจากระบบประสาท (Neurogenic pain)

ฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการเกิดเนื้องอก (Anti-tumor activity) มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ของสารเบต้ากลูแคนที่สกัดได้จากเห็ดในกลุ่ม Basidiomycetes พบว่าสารเบต้ากลูแคนที่มีโครงสร้าง (1-3) –glycosidic linkage สามารถยับยั้ง Sacroma 180 solid cancer และ Ehrtish solidcancer ช่วยยับยั้งกระบวนการเกิดเนื้องอกได้ ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่ง ได้ศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งกระบวนการเกิดเนื้องอกของสารเบต้ากลูแคนจากเห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum) ในผู้ป่วยมะเร็ง ผลการทดลองพบว่าหลังจากให้สารเบต้ากลูแคนเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ปริมาณของ Interleukin-2,Interleucin-6 และ IFN-GAMMA ในเลือดเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังพบว่าช่วยป้องกันรังสีและลดอาการข้างเคียงที่เกิดจากการทำเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็ง ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยลดขนาดของเนื้องอกมะเร็งในลำไส้ได้

slot

ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย (Anti-bacterial activity) สารเบต้ากลูแคน ที่สกัดได้จากเห็ด Agaricus blazei พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้าง Biofilm จากเชื้อ Pseudomonas aeruginosa ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่พบบ่อยในสถานพยาบาล อีกทั้งยังพบว่าฤทธิ์ของสารสกัดเบต้าต้ากลูแคนที่สกัดได้จากเห็ดหูหนู (Auricularia auricular-judae) สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Escherichia coli และ Staphylococcus aureus เมื่อพิจารณาจาก Inhibition zone ของเชื้อทั้งสองชนิด

สารเบต้ากลูแคนที่สกัดได้จากเห็ดนางรม (Pleurotus ostreatu) เมื่อให้ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน ในอาสาสมัครที่เป็นนักกีฬาเพศชาย จำนวน 50 ราย ผลการทดสอบพบว่า อุบัติการณ์การติดเชื้อในระบบทางเดินของอาสาสมัครลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม

งานวิจัยเห็ดแครงในประเทศไทยพบว่า สารสกัดน้ำและสารสกัดเอทานอลของเห็ดแครง มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยยับยั้งที่เมแทบอลิซึมของโปรสตาแกลนดิน (prostaglandin E2) สารสกัดน้ำและสารสกัดเอทานอล มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน โดยยับยั้งการหลั่งไซโดไคน์ (cytokine) ชนิด TNF-? และ IL-6 ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยความเป็นพิษกึ่งเรื้อรัง (subchronic toxicity) ในหนู Sprague dawley ที่ได้รับสารเบต้ากลูแคนจากเห็ด ขนาดสูงสุดถึง 2,000 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน ไม่แสดงความผิดปกติต่อวัยวะและการทำงานของร่างกาย และไม่พบการก่อกลายพันธุ์หรือผ่าเหล่าของเซลล์ (mutagenicity) ใน Salmonella typhimurium

ข้อแนะนำข้อควรปฏิบัติ

สารเบต้ากลูแคน อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ ภาวะท้องเสีย (diarrhea) ท้องอืด (bloating) และท้องเฟ้อ (flatulence) เป็นต้น แต่จะมีอาการที่ไม่รุนแรง
สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้เบต้ากลูแคน เนื่องจากเบต้ากลูแคนมีฤทธิ์เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน แต่ในสตรีมีครรภ์ร่างกายจะสร้างสมดุล Treg เพื่อปกป้องตัวอ่อนในท้องจากระบบภูมิคุ้มกัน
สำหรับการฉีดสารเบต้ากลูแคนเข้าทางเส้นเลือดดำ (intravenous route) ซึ่งเป็นการรักษาโดยแพทย์อาจจะทำให้เกิด ไข้หนาวสั่น (chills) ปวดบริเวณตำแหน่งที่ฉีด (pain) ปวดศีรษะ (headache) ปวดหลังและข้อต่อ (back and joint pain) คลื่นไส้ อาเจียน (nausea and vomit) และท้องเสีย (diarrhea) อย่างรุนแรง เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินบี6

วิตามินบี 6 (Pyridoxine)จัดเป็นวิตามินกลุ่มที่ละลายได้ในน้ำ ซึ่งเป็นสรประกอบ ไพริดีน (Pyridoxine) ที่มีส่วนประกอบสำคัญ 3 ชนิด ที่มีคุณสมบัติทางชีววิทยาคล้ายกัน คือ ไพริดอกซีน (Pvridoxine) ไพริดอกซาล (Pyridoxal) และไพริดอกซามีน (Pyridoxamine) และเพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายขึ้นจึงเรียกสารเหล่านี้แบบรวมๆ ว่า ไพริดอกซีน Pyridoxine

เครดิตฟรี

และเมื่อทำให้วิตามินบี 6 (Pyridoxine) เป็นผลึกก็จะได้ผลึกลักษณะขาวละลายน้ำได้มีรสเค็มและไม่มีกลิ่น ละลายในน้ำได้ และละลายในสารละลายที่เป็นกรดและด่างปานกลาง แต่จะสลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกแสงแดด โดยไพริดอกซีนจะทนต่อความร้อนมากกว่าไพริดอกซาลและไพริดอกซามิน อีกทั้งไพริดอกซาลและไพริดอกซามีนจะพบมากในสัตว์ ส่วนไพริดอกซีนจะพบในพืชเป็นส่วนมาก

สำหรับประเภทของวิตามินบี 6 (Pyridoxine) นั้น ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่มีอยู่ในแหล่งอาหาร (ทั้งในพืชและสัตว์) ทั่วไปที่มนุษย์รับประทานเข้าไปแล้วร่างกายจะสังเคราะห์และดูดซึมนำไปใช้สู่กระบวนการต่างๆ ของร่างกาย ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ ประเภทที่สกัดจากแหล่งอาหารในธรรมชาติที่มีวิตามินบี 6 (Pyridoxine) อยู่ซึ่งจะได้ออกมาในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งแบบชนิดเม็ดหรือแคปซูล ทั้งในรูปแบบวิตามินแบบแยกเดี่ยว , วิตามินรวม รวมถึงในรูปแบบวิตามินบีรวม เป็นต้น

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ความจริงแล้วร่างกายของมนุษย์สามารถสังเคราะห์วิตามินบี 6 ได้เองจากแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ แต่ปริมาณที่ร่างกายสังเคราะห์ได้ในแต่ละวันก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดังนั้นร่างกายจึงต้องการวิตามินบี 6 เพิ่มจากแหล่งอาหาร ซึ่งแหล่งอาหารที่มีวิตามินบี 6 นั้นจะมาจากทั้งพืชและสัตว์ โดยในผักผลไม้จะพบในรูปของไพริดอกซีน เช่น ถั่วต่างๆ , ข้าวไม่ขัดสี , กล้วย , จมูกข้าวสาลี , ข้าวโอ๊ต , แคนตาลูป , ลูกวอลนัท , ทุเรียน , ขนุน , มันฝรั่ง ฯลฯ ส่วนในเนื้อสัตว์จะพบในรูปของไพริดอกซานและไพรริดอกซามีน เช่น ปลา ไข่ไก่ ตับสัตว์ นม เนื้อปลา เนื้อวัว เนื้อหมู เป็นต้น

สล็อต

ทั้งนี้ในอาหารจะค่อนข้างคงทน หากนึ่งหรือต้มอาหารที่เป็นแหล่งวิตามินบี 6 จะสูญเสียวิตามินบี 6 ไปเพียง 10-20% และสำหรับการหุงต้มอาหารในสภาพที่เป็นกรดอ่อน (มีการเติม/ปรุง สารที่ทำให้เป็นกรดลงไป เช่น น้ำส้มสายชู , มะนาว , มะเขือเทศ) ก็จะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้วิตามินบี 6 ในอาหารสลายได้

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณของวิตามินบี 6 (Pyridoxine) ที่ควรได้รับในแต่ละวัน โดยอ้างอิงจากตารางสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป (THAI RDI) ตามบัญชีหลายเลข 3 แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541 ระบุ ควรบริโภค วิตามินบี 6 (Pyridoxine) 2 มิลลิกรัม/วัน สำหรับในส่วนของสารกสัดวิตามินบี 6 ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะมีขนาดตั้งแต่ 50-500 มิลลิกรัม ทั้งในรูปแบบแยกเดี่ยว แบบเป็นวิตามินรวม รวมถึงในรูปของวิตามินบีรวม ควรหาซื้อที่เป็นสูตรแตกตัวช้า โดยควรบริโภคไม่เกินวันละ 200 มิลลิกรัม

ประโยชน์และโทษ

วิตามินบี 6 (Pyridoxine) มีประโยชน์หลายประการ เช่น เร่งปฏิกิริยาของการเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโนและกรดไขมันในร่างกาย ,เสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง , ป้องกันการเกิดนิ่วในไต , ลดอาการคลื่อนไส้ อาเจียน , ช่วยชะลอวัย , ช่วยสร้างเซโรโทนิน Serotonin ที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อเรียบหดตัวดีขึ้น ช่วยควบคุมการทานของสมองและเนื้อเยื่อให้ทำงานเป็นปกติ , เปลี่ยนทริปโทเฟนให้เป็นวิตามินบี 3 (niacin) , ลดการเป็นตะคริว แขนขาและช่วยขับปัสสาวะ , สร้างน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร , ลดอาการปากแห้งและปัญหาด้านการปัสสาวะที่เกิดจากการรับประทานยาต้านอาการซึมเศร้าในกลุ่มไตรโซคลิก

สล็อตออนไลน์

สำหรับโทษของวิตามินบี 6 (Pyridoxine) หากเป็นการรับประทานในรูปแบบของอาหารนั้น ยังไม่พบการรายงานการเกิดพิษ เพราะเป็นวิตามิน ที่สามารถละลายในน้ำ และยังสามารถขับออกจากร่างกายได้หากได้รับเกินความจำเป็น แต่หากเป็นการรับประทานในรูปแบบของสารสกัดและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนั้นพบว่า หากรับประทานเกินขนาดตั้งแต่ 1000 มิลลิกรัม/วัน ขึ้นไป เป็นระยะเวลานานหลายเดือน จะมีอาการเสียการทรงตัว มึนงง ปากและมือเท้าชา มีผื่นขึ้น และแสบร้อนเวลาโดนแสง ส่วนกรณีการขาดวิตามินบี 6 (Pyridoxine) นั้น

โดยส่วนมาแล้วจะไม่ค่อยพบการขาดวิตามินบี 6 แต่อย่างใด เพราะในแหล่งอาหารที่รับประทานเข้าไปมีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอยู่แล้ว แต่อาจพบได้ในกลุ่มคนบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีภาวการณ์ดูดซึมอาหารผิดปกติ (Malabsorption syndrome) ผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง , ผู้ที่ได้รับยาบางชนิด ที่ต้านฤทธิ์กับวิตามินบี 6 เช่น lsoniazid , prednisolone , Carba mazepin , Pyraziramide และ Cyclosporin เป็นต้น จึงทำให้ได้รับวิตามินบี 6 จากอาหารน้อยกว่าปกติ ผู้ที่กินยาคุมกำเนิดอย่างต่อเนื่อง เพราะยาคุมมีฤทธิ์ที่จะทำให้ร่างกายต้องการวิตามินบี 6 มากกว่าคนปกติ จึงอาจทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี 6 , ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ต้องฟอกเลือดเป็นประจำ ซึ่งคนที่มีภาวะขาดวิตามินบี 6(Pyridoxine) จะมีอาการดังนี้ ปัสสาวะจะพบ xanthurenie acid มากกว่าปกติ และมีอาการอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน บ่อยๆ ผมร่วง มีผื่นแดงในส่วนที่โดนแดด ในบางคนก็อาจมีริมฝีปากแห้งแตก ซึมเศร้า กระวนกระวาย สับสน มีอาการทางประสาทและโลหิตจาง เป็นต้น

jumboslot

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยระบบ metabolism ของวิตามินบี (Pyridoxine) ระบุว่า ร่างกายของคนเราสามารถดูดซึมวิตามินบี 6 ได้ดีที่สุดบริเวณลำไส้เล็กตอนต้น โดยจะเข้าไปเปลี่ยนเป็นโคเอนไซม์ในรูปของไพริดอกซาลฟอสเฟค ส่วนวิตามินบี 6 ที่เหลือก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะภายใน 8 ชั่วโมง โดยจะไม่มีการเก็บไว้ที่ตับเหมือนกับวิตามินตัวอื่น ๆ ดังนั้นในปัสสาวะจึงมักจะมี วิตามินบี 6 อยู่เสมอ และวิตามินบี 6 ยังเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์โคเอนไซม์ Pyridoxal phosphate (PLP) และ Pyridoxamine phosphate ซึ่งทั้งสองชนิดมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเมแทบอลิซึมของโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ยังช่วยในการสังเคราะห์ฮีม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเฮโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง และยังเกี่ยวข้องในการเปลี่ยนกรดอะมิโนทริปโทเฟนไปเป็น nicotinic acid (วิตามินบี 3) ดังนั้นถ้าขาดวิตามินบี 6 อาจทำให้เกิดการขาดวิตามินบี 3 ด้วย

ส่วนผลรายงายการศึกษาอีกฉบับหนึ่งระบุว่า เมตาบอลิซึมของกรดอะมิโนและโปรตีนจำเป็นต้องมีเอนไซม์ที่มีวิตามินบี 6 เป็นส่วนประกอบเป็นตัวทำให้เกิดปฏิกิริยา ไพริดอกซาลฟอสเฟคช่วยในการปล่อยกลุ่มคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากกลุ่มคาร์บอกซิล (-COOH) ไนไทโรซีน อารจินีน กรดกลูตามิคและกรดอะมิโนอื่น ๆ หรือเรียกปฏิกิริยานี้ว่าดีคาร์บอกซีเลชัน (decarboxylation) โคเอนไซม์นี้จะช่วยย้ายกลุ่มอะมิโน (-NH2) จากสารประกอบสารหนึ่งไปยังสารประกอบอีกสารหนึ่ง (transamination) และย้ายกำมะถันจากกรดอะมิโนเมทไทโอนีนไปทำให้เกิดกรดอะมิโนซิสเตอีน (transamination)โคเอนไซมืนี้จำเป็นในการเปลี่ยนกรดอะมิโนทริปโตเฟนเป็ฯไนอะซิน นอกจากนั้น ไพริดอกซาลฟอสเฟตยังเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยขนถ่ายกรดอะมิโนเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ช่วยในปฏิกิริยาทางเคมีที่สำคัญในระบบประสาทและสมองและสร้างสารที่เปลี่ยนเป็นสารฮีม (heme) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบิน

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ อีกเช่น วิตามินบี 6 เป็นตัวสำคัญที่จะทำให้การดูดซึมของวิตามิน บี 6 เป็นตัวสำคัญที่จะทำให้การดูดซึมของวิตามิน บี 12 เข้าสู่ร่างกายได้เต็มที่และสมบูรณ์ และช่วยวิตามินF (Linoleic acid หรือ Unsaturated fatty acid) ปฏิบัติหน้าที่ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการปล่องน้ำตาล (Glycogen) จากตับและกล้ามเนื้อออกมาเป็นกำลังงาน และวิตามินบี 6 ยังเป็นตัวสำคัญในการสังเคราะห์ และควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของ DNA และ RNA ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการบ่งบอกพันธุกรรมอีกด้วย

slot

ส่วนผลการศึกษาความเป็นพิษของวิตามินบี 6 (Pyridoxine) นั้นระบุว่ามีรายงานพบความเป็นพิษของวิตามินบี 6 ถ้าได้รับในปริมาณสูงหลาย ๆ กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (ร่างกายต้องการวิตามินบี 6 วันละ 2 มิลลิกรัม) จะทำให้ประสาทรับสัมผัสสูญเสียหน้าที่ไป มีอาการชัก ระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ ส่วนใหญ่จะเกิดจากขนาดที่ใช้ในการรักษาที่มากกว่า 50 มิลลิกรัมต่อวัน

ส่วนการศึกษาวิจัยอีกฉบับหนึ่งระบุว่า มีรายงานความเป็นพิษของวิตามินบี 6 (Pyridoxine) โดยพบในรายที่รับประทานยาที่มีไพริด็อกซิน > 200 mg/วัน ติดต่อกันเกิน 1 ปี (วันหนึ่งเราต้องการเพียง 2 มิลลิกรัม) โดยจะเสียการทรงตัวเวลาเคลื่อนไหว ชาแขน มีผื่นกดเจ็บเวลาโดนแสง คลื่นไส้อาเจียน และยังมีรายงานความพิการของทารกที่มารดารับประทานไพริด็อกซินเสริมตั้งแต่ครรภ์อ่อนๆ ในขนาด 50-200 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะวเลานานอีกด้วย

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ในการใช้สารสกัดวิตามินบี 6 ในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ไม่ควรรับประทานยาเกินขนาดที่แนะนำ และห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ยานี้
สตรีรับประทานยาคุมกำเนิดต่อเนื่องควรได้รับวิตามินบี 6 เพิ่ม เพราะยาคุมกำเนิดมีฤทธิ์ลดวิตามินบี 6 ในร่างกาย
วิตามินบี 6 จะทำภงานได้ดีหากรับประทานร่วมกับวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 5 วิตามินซี และแมกนิเซียม
การขาดวิตามินบี 6 อาจทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี 3 และวิตามินบี 12 ไปด้วย เพราะวิตามินบี 6 ช่วยในการดูดซึมและสังเคราะห์วิตามินทั้ง 2 ชนิด ดังกล่าว