cathedraledetunis

Day: June 29, 2021

อินูลินมีประโยชน์อย่างไร

อินูลิน (Inulin) เป็นโพลีแซคคาไรค์ชนิดหนึ่งในกลุ่มฟรุกแตน (Fructan) ประกอบด้วยน้ำตาลฟรุกโตสที่เชื่อมต่อกันเป็นสายยาว จำนวน 2 ถึง 60 หน่วย (DP 2-60) บางโครงสร้างอาจมีน้ำตาลกลูโคสเชื่อมต่อที่ปลายสายด้วย โดยโครงสร้างของ inulin ประกอบด้วย ฟรุกโตส (fructose) 80% และกลูโคส (glucose) 20% เชื่อมต่อกันด้วยพันธะ β-(2-1) โดยทั่วไป inulin มีขนาดโครงสร้างหรือค่าดัชนีการสังเคราะห์โพลิเมอร์ (degree of polymerization, DP) ประมาณ 10 (ส่วนค่า DP ของ fructo-oligosaccharide โดยทั่วไปเท่ากับ 4) และตามโครงสร้างจะมี oligofructose ประกอบอยู่เป็นโครงสร้างกลุ่มย่อย

เครดิตฟรี

และยังสามารถละลายน้ำได้ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในน้ำร้อน ที่อุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียส แต่ละลายได้เพียงเล็กน้อยในน้ำเย็น และแอลกอฮอล์และมีความคงตัวสูง ไม่มีผลข้างเคียงต่อประสาทสัมผัส รสชาติหวานเล็กน้อย มีการนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพต่างๆ ทั้งนี้อินูลินมีลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาว ดูดความชื้นได้ง่าย สามารถละลายน้ำได้ดี ให้ลักษณะที่เรียบเนียน และเป็นครีมในปากคล้ายกับการบริโภคไขมัน ถ้าใช้ที่ความเข้มข้นต่ำช่วยให้ความหนืด

สำหรับประเภทของอินูลินนั้นในการผลิตทางการค้า สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ อินูลินสายสั้น และอินูลินสายยาว โดยมีความแตกต่างดังนี้ อินูลินสายสั้น มีขนาดโมเลกุลเฉลี่ยเท่ากับ 2-10 และอินูลินสายยาวมีขนาดโมเลกุลเฉลี่ยเท่ากับ 23 หรือมากกว่าและอินูลินสายสั้นจะช่วยให้รสหวานเป็นธรรมชาติ ส่วนอินูลินสายยาวหากใช้ที่ความเข้มข้นมากกว่า 15% จะทำให้เกิด เจลที่มีลักษณะทนความร้อนและมีเนื้อเจลคล้ายไขมัน นอกจากนี้ยังมีข้อแตกต่างกัน ดังตารางต่อไปนี้

ตารางเปรียบเทียบสมบัติทางเคมี-กายภาพของอินูลินสายสั้นและสายยาว

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

อินูลินเป็นเส้นใยอาหารที่พืชเก็บสะสมไว้ พบได้ในพืช ผัก และผลไม้หลายชนิด มากกว่า 3,600 ชนิด โดยพบในผักตระกูล chicorium เช่น ชิคอรี (chicory) และพืชในตระกูลหอม เช่น หอมใหญ่กระเทียม และยังพบในแก่นตะวัน กล้วย กล้วยน้ำว้า หน่อไม้ฝรั่ง และเห็ด นอกจากนี้ยังพบในแบคทีเรีย และราบางชนิด อีกด้วย ส่วนอินูลินที่จำหน่ายในทางการค้าในปัจจุบันในทางการค้าในปัจจุบัน กว่า 90% ได้จากการสกัดซิคอรี่ด้วยน้ำร้อนจะได้สารผสมของอินูลินที่มีขนาดโมเลกุลหลายขนาด ซึ่งสามารถน้ำมาย่อยด้วยเอนไซม์อินูลิน (inulinase) ภายได้สภาวะควบคุม เพื่อให้อินูลินที่มีขนาดโมเลกุลอยู่ในช่วงที่ต้องการ

สล็อต

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณ ขนาดและวิธีใช้อินูลินชนิดเม็ดหรือชนิดแคปซูล ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดนั้น แบ่งออกตามจุดประสงค์ในการใช้ ได้แก่ใช้เป็นแหล่งของใยอาหารกำหนดให้ใช้วันละ 2 – 15 กรัม (ผลิตภัณฑ์ที่มีอินูลินตั้งแต่ 5 กรัมต่อมื้อขึ้นไป ต้องรับประทานร่วมกับน้ำ 250 มิลลิลิตร) ใช้ช่วยส่งเสริมและคงสภาพปกติของระบบย่อยอาหารกำหนดให้ใช้วันละ 2 – 15 กรัม (ผลิตภัณฑ์ที่มีอินูลินตั้งแต่ 5 กรัมต่อมื้อขึ้นไป ต้องรับประทานร่วมกับน้ำ 250 มิลลิลิตร)ใช้ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพในลำไส้และทางเดินอาหารกำหนดให้ใช้วันละ 5 – 15 กรัมต่อวัน (ผลิตภัณฑ์ที่มีอินูลินตั้งแต่ 5 กรัมต่อมื้อขึ้นไป ต้องรับประทานร่วมกับน้ำ 250 มิลลิลิตร) ส่วนในการใช้อินูลินเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้กำหนดให้ใช้ได้ในปริมาณไม่เกินวันละ 25 กรัม/วัน (รวมถึงการใช้ร่วมกับใยอาหาร)

ประโยชน์และโทษ

อินูลิน จัดเป็นใยอาหารชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจและถูกนำมาใช้เติมในผลิตภัณฑ์อาหารมากมาย เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดน้ำหนัก กาแฟควบคุมน้ำหนัก รวมทั้งผลิตภัณฑ์นมผงดัดแปลงสำหรับทารก เป็นต้น ทั้งนี้อาจเนื่องจากประโยชน์หลายด้านของอินูลินที่ช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ดังนี้

อินูลินเป็นใยอาหาร ซึ่งสามารถทนต่อการย่อยโดยเอนไซม์ในตับอ่อนของมนุษย์ แต่สามารถถูกย่อยได้โดยจุลลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่ จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพเมื่อผ่านกระบวนการทางสรีรวิทยา ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ เช่น ความสามารถกระจายตัวได้ในน้ำ จึงถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ได้มากกว่า เมื่อถูกย่อยจะมีความหนืดเพิ่มขึ้น

โดยความหนืดจะเพิ่มขึ้น 9 ตามค่าการละลาย และความสามารถดูดซับจับสารประกอบตัวอื่น และเนื่องจากอินูลินจะไม่ถูกย่อยในลำไส้เล็กแต่จะถูกหมักโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ และได้เป็นกรดไขมันสายสั้น จะกระตุ้นการเจริญเติบโตเฉพาะแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เช่น bifidobacteria, lactobacilli และ eubacteria ซึ่งแบคทีเรีย bifidobacteria นั้นมีความสามารถในการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคในมนุษย์ได้และสามารถลดอันตรายจากจุลินทรีย์ก่อโรคและโรคในลำไส้ได้ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก (อาหารของแบคทีเรียที่มีประโยชน์อยู่ในลำไส้ใหญ่มนุษย์) จึงทำให้แบคทีเรียเหล่านี้เพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย รวมถึงให้พลังงานต่ำมากเพียง 1.4 Cat/g inulin ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือดและไตกลีเซอรไรด์

สล็อตออนไลน์

รวมถึงมีค่า Glycemicindex ต่ำ และยังมีรายงานทางคลินิกมากมายที่นำอินูลินมาใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันและรักษาผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด โรคอ้วนหรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวหรือท้องผูก โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคกระดูกพรุน กระตุ้นภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

สำหรับในปัจจุบันยังมีการนำอินูลินมาใช้เป็นส่วนผสมในอาหารต่างๆ เพื่อเป็นสารทดแทนไขมันได้แก่ เค้ก ช็อคโกแลต ผลิตภัณฑ์นม สเปรด และไส้กรอก บทบาทของอินูลินในอาหารไขมันต่ำ คือช่วยปรับปรุงความรู้สึกในปาก ช่วยเพิ่มกลิ่น รส และช่วยลดค่าพลังงานของอาหาร โดยอินูลินให้พลังงาน 1 กิโลแคลอรี่/กรัม ในขณะที่ไขมันให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่/กรัม

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีการศึกษาวิจัยหาปริมาณอินูลินและฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรค์ในพืชไทย ในปีค.ศ. 2011 พบว่าตัวอย่างพืชที่มีอินูลินสูง ได้แก่กระเทียมโทนหัวใหญ่ กระเทียมจีน กระเทียมไทย และแก่นตะวัน (29.16±5.62, 24.29±1.94, 22.44±2.86 และ 19.36±1.04 กรัมต่อ 100 กรัมน้ำหนักสดตามลำดับ) และพบตัวอย่างที่มีปริมาณอินูลินปานกลางคือหอมแดง และหอมแขก (8.86±0.75 และ 3.56±0.95 กรัมต่อ100 กรัมน้ำหนักสด ตามลำดับ)

มีการศึกษาทดลองในต่างประเทศ ของได้ทำการศึกษาความสามารถของอินูลินต่อการทนทานต่อการย่อยและการถูกดูดซึมในท้อง และลำไส้เล็กของมนุษย์โดยใช้วิธีศัลยกรรมสร้างทางผ่านเข้าไปในลำไส้เล็กท่อนปลายโดยผ่านผนังช่องท้อง (ileostomy) ของอาสาสมัคร พบว่าอินูลิน (ความเข้มข้น 10, 17, 30 กรัม) ที่ถูกปล่อยออกมาจากลำไส้เล็กมีปริมาณ ถึง 86-88%

jumboslot

แสดงผลให้เห็นว่าในทางปฏิบัติอินูลินไม่สามารถถูกย่อยได้ในลำไส้เล็กของมนุษย์ และมีการสูญเสียอินูลินเล็กน้อยระหว่างการเดินทางผ่านลำไส้เล็กอาจเนื่องมาจากการถูกหมักโดยแบคทีเรียที่ส่วนปลายสุดของลำไส้เล็ก (ileum) ซึ่งจำนวนแบคทีเรียในผู้ที่ผาตัดเปิดลำไส้เล็กส่วนปลายจะมากกว่าในคนปกติ เป็น 100 เท่านอกจากนี้การบริโภคอินูลินช่วยให้อุจจาระมีความอ่อนนุ่มและถ่ายได้ง่ายขึ้นเนื่องจากเพิ่มมวลจุลินทรีย์และปริมาณน้ำในเซลล์ของแบคทีเรีย ดังนั้น อินูลินจึงสามารถช่วยปรับปรุงการระบายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีอาการท้องผูก โดยมีรายงานว่าอินูลิน 1 กรัมที่บริโภคเข้าไปจะช่วยเพิ่มมวลอุจจาระ (Bulking capacity) 1.2 – 2.1 กรัม

นอกจากนั้น คุณสมบัติของจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่ ในการหมักอินูลิน โดยจะช่วยเสริมการป้องก้นเยื่อบุผิวของลำไส้และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะจะทำให้จุลทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคจะมีจำนวนลดลง และลำไส้เคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น และยังมีการศึกษาทดลองโดยให้อาสาสมัครรับประทานอินูลิน 15 กรัม/วัน ติดต่อกันเป็นเวลา 15 วัน พบว่า ระหว่างช่วงเวลานั้นปริมาณจุลินทรีย์ Bifidobacterium และ Lactobacillus ในลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ และจุลินทรีย์ก่อโรคมีปริมาณลดลง ซึ่งส่งผลให้สุขภาพ ผู้ที่รับประทานอาหารนั้นๆ ดีขึ้น

slot

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

การรับประทานอินูลิน หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีอินนูลินเป็นส่วนผสมในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบย่อยอาหารได้ เช่น รู้สึกอึดอัด เกิดแก๊สในลำไส้ ท้องอืด เรอ จุกเสียด ปวดท้อง หรือผายลมบ่อย เป็นต้น
เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากจะรับประทานอินูลินหรือผลิตภัณฑ์ที่มีอินูลินเป็นส่วนผสมตั้งแต่ 5 กรัม/มื้อขึ้นไป ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชก่อนรับประทาน
การรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีอินูลินตั้งแต่ 5 กรัม/มื้อขึ้นไป ควรรับประทานห่างจากการรับประทานยาหรือภัณฑ์ เพื่อสุขภาพอื่น อย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไป

แอลกลูตามีนมีประโยชน์อย่างไร

แอล-กลูตามีนเป็นกรดอะมิโน ชนิดที่ไม่จำเป็น (Non-essential amino acid) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีขั้ว แต่ไม่มีประจุ ชอบน้ำ และยังเป็น เอมีน (amine) ของกรดกลูตามิน (glutamic acid) อีกด้วย โดยกลูตามีนมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยหมู่คาร์บอกซิลิก (Carboxylic group, -COOH) หมู่อะมิโน(Amino group, NH2 ) อะตอมไฮโดรเจน และหมู่ R (Side chain) ต่ออยู่กับอะตอมของคาร์บอนที่ตำแหน่งแอลฟา(α-carbon)

เครดิตฟรี

สำหรับประเภทของ แอล-กลูตามีน นั้น มีเพียงประเภทเดียวแต่สามารถแยกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ แอล-กลูตามีนในรูปแบบที่มีอยู่ในแหล่งอาหารตามธรรมชาติ ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือ รูปแบบที่ถูกสังเคราะห์และสกัดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่วางขายกันอยู่ในปัจจุบัน

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

แอล-กลูตามีนเป็นกรดอะมิโนไม่จำเป็นชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นการสร้างแอล-กลูตามีนจะลดลง โดยแอล-กลูตามีนจะพบได้มากที่สุดในเลือด โดยมีความเข้มข้นในเลือดประมาณ 500/900 μmd/L นอกจากนี้ยังสามารถพบ แอล-กลูตามีนได้ในแหล่งอาหารตามธรรมชาติ เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู ปลา นม ไข่ กะหล่ำปลี เนย โยเกิร์ต ถั่ว ผักขม และผักชีฝรั่ง ฯลฯ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการสังเคราะห์และสกัด ให้เป็น L-glutamine ในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เพื่อให้สะดวกในการบริโภคเพื่อให้ร่างกายได้รับ แอล-กลูตามีน อย่างเพียงพอ

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ แอล-กลูตามีน ใน 1 วัน นั้นขึ้นอยู่กับ เพศ อายุ และกิจกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ส่วนมากมักไม่พบการขาด แอล-กลูตามีน โดยเฉพาะหากรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของ แอล-กลูตามีน อย่างเพียงพอแล้ว ร่างกายก็ไม่จำเป็นต้องรับ แอล-กลูตามีนจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแต่อย่างใด แต่หากรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของ แอล-กลูตามีนไม่เพียงพอ มีอาการเครียดรุนแรง หรือมีการใช้พลังงานในแต่ละวันมาก เช่น ออกกำลังกาย ทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาสุขภาพ ก็อาจทำให้ร่างกายขาด แอล-กลูตามีนได้

สล็อต

ดังนั้นปัจจุบันจึงมีการสังเคราะห์และสกัด แอล-กลูตามีนในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อให้รับประทานเสริม โดยปริมาณที่ควรบริโภคในแต่ละวันนั้น อ้างอิงตามตารางแนบท้ายประกาศสำนักคณะกรรมการอาหารและยา เรื่องข้อกำหนดการใช้ส่วนประกอบที่สำคัญของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดกรดอะมิโน ลงวันที่ 28 กันยายน 2549 ระบุว่า ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ตามคำแนะนำให้บริโภค 1 วัน ของแอล-กลูตามีน คือ ไม่เกินวันละ 2000 มิลลิกรัม

ประโยชน์และโทษ

ประโยชน์ของแอล-กลูตามีนมีหลายด้าน เช่น ช่วยบำรุงสมองให้เรียนรู้จดจำและลดความเครียด ซึ่งกลูตามีนจะเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) GABA; Gamma-Aminobutyric Acid ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเรียนรู้และจดจำของสมอง รวมไปถึงสมดุลด้านอารมณ์ ช่วยเสริมสร้างและป้องกันการสลายตัวของกล้ามเนื้อ กลูตามีนเป็นกรดอะมิโนที่เป็นโครงสร้างสำคัญของกล้ามเนื้อและยังช่วยลดปริมาณกรดแล็คติก (Lactic Acid) ที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าระหว่างทำงานหรือออกกำลังกาย ช่วยเสริมสร้างโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone)

โดยกลูตามีนกระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมน เพิ่มขึ้น 4 เท่า ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดอาการเครียด และช่วยในการนอนหลับได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังช่วยลดความอยากอาหารประเภทแป้ง และอาหารที่มีรสชาติหวาน เป็นตัวช่วยทำลายกรดแลคติค ที่เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อและช่วยลดการสูญสลายกล้ามเนื้อในระหว่างการออกกำลังกาย ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งจะช่วยในการไหลเวียนในกระแสเลือดบริเวณสมอง และยังช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว และลดความเสี่ยงการเกิดความจำเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ ช่วยให้การดูดซึมสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการติดเชื้อแบคทีเรีย ลดความเสี่ยงการเป็นโรคระบบทางเดินอาหาร

สล็อตออนไลน์

ช่วยในการปรับสมดุลของไต ทำให้ไตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจากผลการศึกษาวิจัยพบว่า แอล-กลูตามีนยังทำหน้าที่ในการปกป้องร่างกายจากระดับแอมโมเนียที่สูงเกินไป นอกจากนี้ยังเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์โปรตีน ฟิวรีน ไพริมิดีน นิดคตินาไมด์อะดีนีนไดนิวคลีโอไทด์ (Nicotinamide adenine dinucleotide; NAD+) และนิวคลีโอไทด์ โดยจะมีการดูดซึมที่ลำไส้เล็ก และเปลี่ยนกลูตามีนกลายเป็นซิทรูลีน (Citruline) เพื่อใช้ในการสังเคราะห์อาร์จินีน และยังเป็นกรดอะมิโนตัวหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกายในกรณีได้รับความเครียดจากกระบวนการเมแทบอลิซึม การบาดเจ็บ

การติดเชื้อในร่างกาย การควบคุมสมดุลกรด-ด่าง ควบคุมการขับกรดในไต ป้องกันการเกิดภาวะที่กระเพาะมีสภาพเป็นกรด และป้องกันร่างกายจากการเกิดสารพิษอีกด้วย

ส่วนโทษของแอล-กลูตามีนนั้นจากผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับระบุว่าในการรับประทานแอล-กลูตามีนในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจมีผลข้างเคียงในบางรายดังนี้ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ปวดกล้ามเนื้อปวดหลัง ปวดศีรษะ วิงเวียน เหนื่อย ระคายเคืองผิวหนัง ปากแห้ง เหงื่อออกมาก เจ็บบริเวณหน้าอก มือเท้าบวม มีไข้ เจ็บคอ มีแผลในปาก ฯลฯ

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยระบบ metabolism ของแอล-กลูตามีน ระบุไว้ว่า เซลล์สิ่งมีชีวิตสามารถสังเคราะห์กลูตามีน ได้จากกลูตาเมทในกระบวนการเมเทบอลิซึมของร่างกายและเพื่อให้ได้กลูตามีนร่างกายจึงจะต้องอาศัยการทำงานของเอ็นไซม์กลูตามีนซินทีเทส ในการเร่งปฏิกิริยาจากกลูตาเมทและแอมโมเนีย ซึ่งภายในไมโตคอนเดรียกลูตามีน จะถูกกระตุ้นโดยเอ็นไซมืกลูตามิเนส (Glutaminase)ให้เปลี่ยนกลูตาเมทและแอมโมเนียเพื่อใช้ในกระบวนการต่างๆ โดยจะเกิดขึ้นมากที่สุดในกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการสังเคราะห์กลูตามีน และอวัยวะที่ใช้ประโยชน์จากกลูตามีนมากที่สุด คือลำไส้เล็กส่วนเจจูนัม กลูตามีนพบปริมาณมากในกล้ามเนื้อ ตับ สมอง และเยื่อบุกระเพาะอาหาร โดยพบในเซลล์กล้ามเนื้อปริมาณสูงถึง 60% ของปริมาณกลูตามีนที่พบในร่างกาย

ในเวลาที่ร่างกายได้รับความเครียดจากการเผาผลาญพลังงาน กลูตามีนจะถูกปลดปล่อยให้มีการหมุนเวียนในเนื้อเยื่อเพื่อปรับตัวให้ร่างกายมีการตอบสนองต่อความเครียดให้ดีขึ้น โดยการออกซิไดซ์คาร์บอนของกลูตามีนจะเกิดขึ้นในวัฎจักรของไดรคาร์บอกซิลิก (Tricarboxylic acid) ผลผลิตสุดท้ายที่ได้ คือ อะดีโนซีนไดรฟอสเฟต (Adenosine triphosphate; ATP) โดยกลูตามีนจะถูกเปลี่ยนไปเป็นกลูตาเมท อะลานีน ซิตรูลีนและโพรลีน

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยอื่นๆ ของแอล-กลูตามีน เช่น แอล-กลูตามีนส่วนใหญ่จะถูกสังเคราะห์และเก็บไว้ในกล้ามเนื้อลายซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างพลังงาน จำเป็นในการผลิตกลูโคส ไกลโคเจนและยัสามารถเป็นแหล่งพลังงานของเอนเทอร์โรไซทืและลิมโฟไซท์ กลูตามีนยังเป็นสารตั้งต้นในการให้อะตอมของไนโดรเจนเพื่อใช้ในการสังเคราะห์กลูตามีนเอง และมีบทบาทสำคัญในการควบคุมความสมดุลกรด-ด่าง การเกิดแอมโมเนียระดับสูงที่ไต มีส่วนสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีน ลดการเสื่อมสภาพของโปรตีนในกล้ามเนื้อโดยการกระตุ้นการสังเคราะห์ของไกลโคเจน

และยังมีงานวิจยแสดงให้เห็นว่ากรดอะมิโนในอาหาร สามารถลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ในลำไส้ได้ โดยเฉพาะกลูตามีนสามารถใช้ประโยชน์ในการเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของเนื้อเยื่อลำไส้ และมีประโยชน์ในการกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มจำนวนของเซลล์ โดยจะไปส่งเสริมกิจกรรมการทำงานของเอ็นไซม์ออนิทีนดีคาร์บอกซิเลส (Ornithine decarboxylase)ที่มีผลในการส่งเสริมพื้นที่การดูดซึมของเนื้อเยื่อในลำไส้ และยังเป็นสารตั้งต้นในการสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มอวัยวะ เช่น ทูเมอร์เนโครซีสแฟคเตอร์ (Tumor necrosis factor)และอินเตอร์ลิวคินชนิดที่ 1 (Interleukin-1) นอกจากนั้นกลูตามีนยังจำเป็นในการสร้างฟอสโฟไลปิดเพื่อให้เยื่อหุ้มเซลล์มีความแข็งแรง และทนต่อการถูกพิโนไซโตซิส (Pinocytosis)หรือฟาโกไซโตซิส (Phagocytosis) ตามปกติลิมโฟไซท์ และแมคโครฟาจต้องการกลูตามีนเพื่อเป็นสารอาหารโดยกลูตามีนมีผลในการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนเซลล์ลิมโฟไซท์ และทำให้อัตราส่วน CD4/CD8 เพิ่มขึ้นสำหรับการสร้างภูมิต้านทานของลำไส้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความปกติของเยื่อบุลำไส้ที่ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค ซึ่งต้องอาศัยการทำหน้าที่ของทีเซลล์ซีครีทอรีอิมมูโนโกลบูลินชนิดเอ (T-cell secretory IgA) และแมคโครฟาจ โดยมีการทดลองเสริมกลูตามีนในอาหารหนู พบว่ากลูตามีนมีบทบาทสัมพันธ์ กับการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในลำไส้เล็ก

โดยสามารถเพิ่มการทำงานของออนิทีนดีคาร์บอกซิเลส นอกจากนั้นยังสามารถยกระดับการถอดรหัสทางพันธุกรรม โดยไปเพิ่มการทำงานของโปรตีนไคเนส (Protein kinase) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นกระบวนการไมโตจีเนซิส (Mitogenesis) อีกทั้งยังมีผลต่อการเพิ่มจำนวนของเซลล์เอนเทอโรไซท์ในลำไส้และเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น ลิมโฟไซท์ (Lymphocyte) นิวโทรฟิล (Nutrophil) การเพิ่มจํานวนของทีลิมโฟไซท์ (T-lymphocyte) และบีลิมโฟไซท์ (B-lymphocyte) ได้อีกด้วย

slot

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

การรับประทานแอล-กลูตามีน ในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอาจส่งผลข้างเคียงได้ ดังนั้น ควรระมัดระวังในการรับประทานและควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานทุกครั้ง นอกจากนี้ แอล-กลูตามีนยังอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิด เช่น lactulose ยาดำหรือใช้รักษาโรคมะเร็ง รวมถึงยารักษาอาการชัก เช่น Primidone , depakine , tegretol , Phenobarbital , carbamazepine เป็นต้น

สารทอรีนมีประโยชน์อย่างไร

ทอรีน (Taurine หรือ 2-Aminoethane Sulfonic Acid) เป็นกรดอะมิโนอิสระชนิดเบตา (β-amino acid) ที่มีซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบแต่ไม่ได้เป็นกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน (Non Protein Amino Acid) ภายในโครงสร้างของทอรีนมีกำมะถันหรือซัลเฟอร์ (Sulfur) เป็นองค์ประกอบและร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นสามารถสร้างทอรีนขึ้นมาเอง

เครดิตฟรี

โดยชื่อของทอรีน (Taurine) นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินที่แปลว่า ราศีพฤษก ซึ่งหมายความว่า วัว ซึ่งเป็นการตั้งชื่อตามแหล่งที่พบทอรีนครั้งแรก เพราะสามารถแยกได้จากน้ำดีของวัวในปี ค.ศ.2827 จากนั้นในปี ค.ศ.1846 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันจึงได้ค้นพบทอรีนในน้ำดีของมนุษย์ สำหรับประเภทของทอรีนนั้น จากการศึกษาวิจัยพบว่า เป็นกรดอะมิโนอิสระที่มีเพียงประเภทเดียว

แต่รูปแบบของทอรีนในปัจจุบันนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ ทอรีนที่มีอยู่ในแหล่งอาหารต่างๆ และทอรีนสังเคราะห์ ซึ่งสังเคราะห์ได้จากการแอมโมเนียมของกรด isethionic ( กรด 2-hydroxyethanesulfonic) ซึ่งจะได้รับจากปฏิกิริยาของเอทิลีนออกไซด์กับโซเดียมไบซัลไฟต์ในน้ำ ส่วนทอรีนที่สังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการสามารถสังเคราะห์ได้โดยการอัลคีเลชั่นของแอมโมเนียด้วยเกลือโบรโมเอธานซัลโฟเนต

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ถึงแม้ทอรีนจะเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ แต่อย่างไรก็ตามปริมาณทอรีนที่ร่างกายสังเคราะห์ได้นั้น อาจไม่เพียงพอต่อการใช้งาน เพราะเมื่ออายุเรามากขึ้น ร่างกายจะสร้างทอรีนได้น้อยลง ดังนั้นร่างกายต้องรับทอรีนเพิ่มจากการบริโภคอาหารที่มีทอรีนสูง เช่น อาหารทะเล กุ้ง หอยนางรม ปลา เนื้อวัว เนื้อหมู ทูน่า ตับหมู เนื้อไก่ โยเกิร์ต สาหร่ายทะเล สาหร่ายแดง และนมวัว เป็นต้น

โดยอาหารแต่ละประเภทแต่ละชนิดนั้นมีปริมาณทอรีนอยู่มากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งหากมีการบริโภคอาหารแบบปกติในชีวิตประจำวันแล้ว มนุษย์มีโอกาสได้รับทอรีนจากอาหารประมาณ 40– 400 มิลลิกรัม (ไม่นับรวมที่ได้รับจากผัก)

นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการนำทอรีนสังเคราะห์ไปใช้ในทางอุตสาหกรรมอาหาร เช่น การใช้ทอรีนเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มชูกำลังในปริมาณสูงถึง 1000–3000 มิลลิกรัมอีกทั้งยังมีการนำทอรีนไปใช้เป็นส่วนผสมในนมผงสำหรับเด็ก ซึ่งนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเสริมทอรีนให้แก่ร่างกาย อย่างไรก็ตามปริมาณทอรีนที่มีอยู่ในแหล่งอาหารตามธรรมชาติจะลดลงเมื่อผ่านความร้อน หรือกระบวนการปรุงสุก ซึ่งก็จะทำให้ร่างกายได้รับทอรีนน้อยลงกว่าปริมาณที่ควรจะได้รับ

สล็อต

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณของทอรีนที่ควรบริโภคต่อวันนั้น จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น อายุ สภาพร่างกาย และการใช้พลังงานของร่างกายในแต่ละวัน เป็นต้น แต่โดยปกติแล้วในวัยผู้ใหญ่จะต้องการทอรีนวันละประมาณ 125-500 ไมโครโมลต่อกรัม แต่อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า การบริโภค ทอรีนที่มีขนาดถึง 3000 มิลลิกรัม/วัน ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายแต่งอย่างใด อีกทั้งตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่องข้อกำหนดการใช้ส่วนประกอบที่สำคัญของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ชนิดกรดอะมิโน (รายการที่14) ลงวันที่ 28 กันยายน 2549 ก็ระบุว่าให้ใช้ทอรีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผลิตภัณฑเสริมอาหารได้ไม่เกิน 3000 มิลลิกรัม สำหรับบริโภคใน 1 วัน

ประโยชน์และโทษ

ทอรีนนั้นมีบทบาทในการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อลาย เรตินาและในเลือดซึ่งหากอวัยวะเหล่านี้มีการทำงานผิดปกติก็จะทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตามมาและทอรีนยังเป็นหนึ่งในสารที่ส่งผลต่อการพัฒนาระบบประสาทและสมอง ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของมนุษย์ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือด และทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย ดังมีรายละเอียด เช่น

เสริมสร้างกล้ามเนื้อทำงานได้ดียิ่งขึ้นเลย โดยทอรีนจะไปเพิ่มศักยภาพในการยืด-หดตัวของกล้ามเนื้อในร่างกาย ช่วยให้สามารถทำงานหนักขึ้น หรือเล่นออกกำลังกายที่หนักขึ้นได้โดยที่เหนื่อยน้อยลง
ช่วยให้จอประสาทตาแข็งแรง ทอรีนมีอยู่ในจอประสาทตา (retina) และสมอง มีหน้าที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้เซลล์ประสาทตา โดยเฉพาะเซลล์ประสาทตาในส่วนที่รับแสงด้านนอกของเรตินา จึงช่วยป้องกันไม่ให้จอประสาทตาเสื่อมจากแสงสว่างหรือสารเคมีที่กระทบเข้าดวงตา

สล็อตออนไลน์

ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทอรีนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะการรับประทานทอรีนร่วมกับกรดอะมิโนฮิสทีนก็จะช่วยให้ร่างกายต้องการอินซูลินลดน้อยลง
ลดความกระสับกระส่าย กระวนกระวาย โดยทอรีนทำหน้าที่เป็นตัวนำกระแสประสาทในสมอง มีฤทธิ์บรรเทาความเครียดหรือช่วยระงับประสาทในสภาวะที่สมองตื่นตัวมากกว่าปกติ
ช่วยพัฒนาและปกป้องสมองโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองของทารกแรกเกิด โดยในวัยทารกจะมีปริมาณทอรีนมากกว่าในผู้ใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในช่วงวัยเจริญเติบโต ร่างกายจะต้องการทอรีนในปริมาณมากเป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ในเม็ดเลือดขาวและในปอด
นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ปกป้องสมอง และทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมน้ำในเซลล์ของสมอง และยังเชื่อกันว่าทอรีนจะทำหน้าที่เป็นตัวนำกระแสประสาทในสมองอีกด้วย
ส่วนการได้รับทอรีนน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการหรือภาวะขาดทอรีน (ซึ่งพบได้น้อยมาก) นั้น อาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะ เซื่องซึม สูญเสียกล้ามเนื้อและไขมัน เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด จอประสาทตาเสื่อม หรืออาจเป็นโรคเบาหวานได้ เป็นต้น

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาเรื่องการสังเคราห์ทอรีนของร่างกายระบุว่าทอรีนเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ โดยเกิดจากกระบวนการเมตาบอลิซึมของซีสเทอีน (Cysteine) และเมธไทโอนีน (Methionine) และเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำดี สามารถพบได้ในลำไส้ใหญ่และมีสัดส่วนถึง 0.1% ของน้ำหนักตัวทั้งหมด และทอรีนจะถูกขับออกทางปัสสาวะ

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยอีกฉบับหนึ่งระบุว่า ทอรีนมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของมนุษย์เป็นอย่างมากโดยเฉพาะในวัยเด็ก ซึ่งหากเด็กมีภาวะขาดทอรีนอาจทำให้เกิดการเจริญเติบโตได้ช้ากว่าปกติและถ้ามีภาวะขาดทอรีนอย่างรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการเซื่องซึม ผมเปลี่ยนสี ตับถูกทำลาย และจะสูญเสียกล้ามเนื้อและไขมัน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

วิตามินบี 6 ถือเป็นวิตามินที่สำคัญในกระบวนการสังเคราะห์ทอรีนในร่างกายมนุษย์ ดังนั้นร่างกายจึงควรได้รับวิตามินบี 6 อย่างเพียงพอ เพราะหากร่างกายขาดวิตามินบี 6 แล้ว ก็จะทำให้ขาดทอรีนด้วยเช่นกัน
การดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถใช้ทอรีนได้เท่าที่ควร
การรับประทานทอรีนในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรรับประทานก่อนอาหารประมาณครึ่งชั่วโมง รวมถึงไม่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีทอรีนร่วมกับโปรตีนอื่น

สำหรับแหล่งอาหารที่สามารถพบได้ทั่วไปของทอรีนก็ได้แก่ เนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น เนื้อวัว ตับวัว หมู ตับหมู เนื้อแกะ เนื้อไก่ ปลาค็อด ปลาโดยเฉพาะปลาทูน่า แมลง ไข่ หอยต่าง ๆ อย่างหอยแมลงภู่ หอยนางรม รวมไปถึงสาหร่ายทะเลโดยเฉพาะสาหร่ายแดง และนมโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำนมโคลอสตรัมจากคนและวัว เป็นต้น และทอรีนจะไม่มีอยู่ในพืชผัก หรือถ้ามีก็ถือว่ามีน้อยมาก ๆ คือประมาณ 0.01 ไมโครโมลต่อกรัม
ร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์กรดอะมิโนชนิดนี้ขึ้นมาเองได้อยู่แล้ว ถ้าตราบใดที่ร่างกายของเรายังมีวิตามินบี 6 อยู่
หากร่างกายขาดวิตามินบี 6 จะไปขัดขวางการสร้างกรดอะมิโนทอรีน
การดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป จะส่งผลให้ร่างกายของคุณไม่สามารถใช้ทอรีนได้อย่างเหมาะสม
การขาดทอรีนในระดับปานกลาง ร่างกายจะมีระดับโปรตีนสำคัญ ๆ ในเลือดต่ำ ส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตช้า แต่ถ้าขาดทอรีนอย่างรุนแรงจะทำให้เกิดอาการเซื่องซึม เหงาหงอย อ่อนเพลีย ตัวผอม ผิวหนังแห้งหรืออักเสบ เส้นผมเปลี่ยนสี บวม ตับอาจถูกทำลาย เกิดการสูญเสียกล้ามเนื้อและไขมัน

slot

ประโยชน์ของทอรีนช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกาย
ทอรีนจัดว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการของระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองของทารกแรกเกิด และในวัยทารกจะมีปริมาณทอรีนมากกว่าในผู้ใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในช่วงวัยเจริญเติบโต ร่างกายจะต้องการทอรีนในปริมาณมาก
เป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ในเม็ดเลือดขาวและในปอด
ช่วยทำหน้าที่ปกป้องสมอง และทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมน้ำในเซลล์ของสมอง และยังเชื่อกันว่าทอรีนจะทำหน้าที่เป็นตัวนำกระแสประสาทในสมองอีกด้วย
ช่วยคลายความเครียด ช่วยรักษาโรควิตกกังวล
ช่วยรักษาความคงตัวของผนังเซลล์ในร่างกาย
ช่วยรักษาโรคลมชัก
ทอรีนช่วยลดความดันโลหิต ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจ และช่วยทำให้หัวใจทำงานได้อย่างแข็งแรงมากขึ้น
ช่วยในการทำงานของแคลเซียม ช่วยลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด
ทอรีนจะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจใช้แคลเซียมได้อย่างสมดุลในการหดตัว ซึ่งไม่ทำให้เกิด Calcium Overload ต่อหัวใจแม้จะอยู่ในสภาวะที่มีระดับแคลเซียมสูง ทำให้เชื่อว่าสามารถช่วยรักษาภาวะหัวใจวายได้
ช่วยส่งเสริมการมองเห็นและป้องกันศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม และช่วยในการทำงานของเรตินาในการรับแสง
ร่างกายจำเป็นต้องใช้ในการย่อยไขมัน ซึ่งจะมีเป็นตัวช่วยในการดูดซึมไขมัน รวมไปถึงการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันด้วยเช่นกัน
ช่วยส่งเสริมการทำงานของอินซูลิน
ช่วยในการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิสำหรับผู้ที่เป็นหมัน อันเนื่องมาจากสเปิร์มไม่มีกำลังในการเคลื่อนที่

คอนดรอยตินซัลเฟตคืออะไร

คอนดรอยตินซัลเฟต เป็นสารที่อยู่ในและรอบๆ เซลล์กระดูกอ่อน มีลักษณะเป็นองค์ประกอบของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex carbohydrate) ที่ช่วยให้กระดูกอ่อนอุ้มน้ำและช่วยรักษาสมดุลในการสร้างและสลายกระดูกอ่อน ซึ่งคอนดรอยตินซัลเฟลเป็นสารหลักในกลุ่มโคสมิโนไกลแคนนอกเหนือไปจากเดอร์มาแตน (dermtan) เคอราแตน (keratin) และเฮปปาแรน (heparan) ซัลเฟต

เครดิตฟรี

คอนดรอยตินซัลเฟตมีลักษณะเป็นสายเฮเทอโรพอลิแซ็กคาไรด์ที่ไม่แตกกิ่งก้าน (unbranched) ประกอบด้วยไดแซ็กคาไรด์ของ N-acetyl-D-galactosamine และ D-glucoronic acid เรียงต่อกันด้วยพันธะ β(1-3) และ β(1-4) สลับกัน (Figure6) เป็นสายยาวที่มีน้ำหนักโมเลกุลในช่วงกว้าง ขนาดโมเลกุลของมิวโคพอลิแซ็คคาร์ไรด์หรือไกลโคสมิโนไกลแคนของสัตว์อยู่ในช่วง 30-800 KDa ในขณะที่ขนาดโมเลกุลของคอนดรอยดินซัลเฟตของผลิตภัณฑ์ทางการค้าอยู่ในช่วง 5-40 KDa(Petito และPetito,2002; Bioiberica,2008) และโมเลกุลของคอนดรอยตินซัลเฟตยังมีความเป็นประจุลบสูงเนื่องจากมีหมู่ซัลเฟตมาก จึงทำให้อุ้มน้ำได้ดี

สำหรับประเภทของคอนดรอยตินซัลเฟตนั้น มีหลายชนิดโดยจะมีความแตกต่างกันที่ตำแหน่งของหมู่ซัลเฟต โดยปกติแล้วคอนดรอยตินซัลเฟต ทั่วไปจะมีหมู่ซัลเฟต 1 หมู่ เช่น คอนดรอยตินซัลเฟต A มีหมู่ซัลเฟตจับกับ R-group ที่ C -4 ของ N-acetyl-D-galactosamine และคอนดรอยตินซัลเฟต C มีหมู่ซัลเฟตจับกับ R-group ที่ C-6 ของ N-acetyl-D-galactosamine แต่ยังมีคอนดรอยตินซัลเฟตอีกประเภทหนึ่ง ที่มีหมูซัลเฟตมากกว่าหนึ่ง แต่มักพบในปริมาณน้อย เช่น คอนดรอยตินซัลเฟต D และ E ที่ประกอบด้วย 2 หมู่ ซัลเฟตโดยคอนดรอยตินซัลเฟต D มีหมู่ซัลเฟตจับกับ R-group ทที่ C-6 ของ N-acetyl-D-galactosamine และที่ C-2ของ D-glucoronic acid ในขณะที่คอนดรอยตินซัลเฟต E จะมีหมู่ซัลเฟตจับกับ R-group ที่ C-4 และC-6ของ N- acetyl-D-galactosamine เป็นต้น

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

คอนดรอยตินซัลเฟต เป็นองค์ประกอบสำคัญของเนื้อกระดูกอ่อนผิวข้อ ที่พบได้ในร่างกาย โดยถูกสร้างขึ้นโดยเซลล์กระดูกอ่อน (chondrocyte) ซึ่งตามปกติกระดูกอ่อนผิวข้อจะมีขบวนการสร้างและสลายสารเหล่านี้อย่างสมดุล แต่เมื่อใดที่เกิดพยาธิสภาพใดๆ ก็ตามที่ทำให้กระดูดอ่อนถูกทำลาย ก็จะมีการสลายคอนดรอยตินซัลเฟตนี้ออกมาอยู่ในน้ำไขข้อมากกว่าปกติ และทำให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อม ปวดข้อ ข้ออักเสบ เป็นต้น

สล็อต

ดังนั้นร่างกายจึงต้องการ คอนดรอยตินซัลเฟต เพื่อเข้าไปเสริมมากขึ้น ดังนั้น จึงมีการสกัดสารคอนดรอยตินซัลเฟตในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาใช้รับประทานเสริมจากอาหารมื้อหลัก สำหรับแหล่งที่พบคอนดรอยตินซัลเฟตที่มีการนำมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น มีทั้งที่ผลิตจากกระดูกอ่อนของปลาฉลาม หลอดลมของโค หูและจมูกของสุกร แต่อย่างไรก็ตามปัญหาในเรื่องโรคต่างๆ ในโคทำให้เกิดความกังวลในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากโค รวมถึงการใช้กระดูกอ่อนจากสุกรก็เป็นข้อจำกัดของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ในปัจจุบัน จึงมีการนำวัตถุดิบชนิดอื่นๆ ที่เป็นแหล่งของคอนดรอยตินซัลเฟตมาเป็นทางเลือดหรือใช้ทดแทน เช่น กระดูกอ่อนจระเข้ ปลากระเบน หน้าอกไก่ และเกล็ดปลา เป็นต้น

นอกจากนี้สัดส่วนองค์ประกอบของ Disaccharides ของคอนดรอยตินซัลเฟต แต่ละชนิดจะแตกต่างกันตามสายพันธุ์และแหล่งเนื้อเยื่อของสัตว์ ดังนั้น จึงมีการศึกษาวิจัยพบว่าโครงสร้างของคอนดรอยตินซัลเฟต ที่มาจากสัตว์บก เช่น โค และสุกร จะมี disaccharide ของ chondroitin-4-sulfate มากกว่า disaccharideของchondroitin-6-sulfate ในขณะที่โครงสร้างของคอนดรอยตินซัลเฟตที่มาจากปลาฉลามมีลักษณะตรงข้าม ซึ่งจากการศึกษาค่าดังกล่าวของคอนดรอยตินซัลเฟตที่สกัดจากแหล่งต่างๆ พบว่า คอนดรอยตินซัลเฟตจากกระดูกอ่อนฉลามมีค่า sulfate ion /GaIN มากกว่า 1 แต่หากเป็นคอนดรอยตินซัลเฟตจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีค่าน้อยกว่า 1 ปัจจุบันมีการผลิตคอนดรอยตินซัลเฟตในรูปแบบอาหารเสริมมากมาย โดยใช้วัตถุดิบที่เป็นกระดูกอ่อนของสัตว์ เช่น ครีบปลาฉลาม หลอดลมวัว หูและจมูกสุกร เป็นวัตถุดิบ

โดยรูปแบบของผลิตภัณฑ์อาจอยู่ในรูปกระดูกอ่อนบดละเอียดหรือสารสกัดคอนดรอยตินซัลเฟต แต่ในกรณีผลิตภัณฑ์จากครีบปลาฉลาม มักเป็นการนำกระดูกอ่อนครีบปลาฉลามมาบดละเอียดได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่อุดมไปด้วยธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส สารไกลโคสมิโนไกลแคน และสารมิวโคพอลิแซคคาไรด์ ที่ใช้เป็นอาหาเสริมทั้งในแบบแคปซูลที่เคลือบด้วยเลจาตินหรืออัดเป็นเม็ดและในลักษณะของเหลวเป็นต้น

สล็อตออนไลน์

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับขนาดประมาณการรับประทานคอนดรอยตินซัลเฟตนั้น สามารถแยกได้เป็นการรับประทานเพื่อการรักษาโรคต่างๆ และการรับประทานเป็นอาหารเสริม เช่น ในผู้ป่วย โรคข้อเข้าเสื่อม ข้อเข่าอักเสบมีรายงานการศึกษาวิจัยระบุแนะนำให้รับประทาน 600-1200 มิลลิกรัม/วัน ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน-กระดูกเปราะ แนะนำให้รับประทาน 600 มิลลิกรัม/วัน โดยแบ่งเป็น 3 มื้อ และอาจใช้ร่วมกับ glucosamine ผลของการรักษาอาการจะเห็นได้หลังจากรับประทานเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ส่วนผู้ที่ต้องการรับประทานเป็นอาหารเสริมแนะนำให้รบประทาน 600 มิลลิกรัม/วัน หรือรับประทานตามแพทย์/ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ

ประโยชน์และโทษ

ประโยชน์ของคอนดรอยตินซัลเฟตจากการรวบรวมผลการศึกษาวิจัยจากแหล่งต่างๆ นั้น โดยส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับภาวการณ์เสื่อมหรือการอักเสบของกระดูกอ่อน โดยมีสรรถคุณที่ช่วยในภาวะดังกล่าว คือ ลดอาการบวมแดง ลดปริมาณของเหลวในข้อกระดูก ทำให้ผู้ป่วยลดปริมาณการใช้ยา NSAID หรือยาแก้ปวดอื่นๆ ลงได้ ให้ผลต่อการลดอาการปวดยาวนานถึง 3 เดือน หลังได้รับยา ทำให้ป่วยเดินหรือเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ทำให้พัฒนาการของโรคช้าลง แต่ก็มีผลการศึกษาวิจัยอีกหลายฉบับที่มีผลขัดแย้ง เช่น จากการศึกษาทบทวนงานวิจัย (systematic review) ที่เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากฐานข้อมูลต่างๆ เช่น Medline, EMBASE, CINAHL และอื่นๆ งานวิจัยประเภท randomized และ quasi-randomized controlled trials ที่ศึกษาการรักษาผู้ป่วยข้อเข่าหรือข้อสะโพกอักเสบด้วยคอนดรอยตินซัลเฟต chondroitin. และมีตัวชี้วัดผลคือ การลดอาการปวดข้อ และตัวชี้วัดรองคือช่องว่างในข้อเพิ่มขึ้นหรือไม่.

พบว่าผลการรวบรวมจากงานวิจัย 20 ชิ้นจากผู้ป่วยทั้งสิ้น 3,856 คน พบว่าผลการศึกษาของรายงานต่างๆ มีความขัดแย้งกันมาก จึงเลือกวิเคราะห์ผลสรุปจากการศึกษาที่มีคุณภาพสูง 3 รายงาน ซึ่งโดยรวมพบว่าสรุปว่าการใช้คอนดรอยตินซัลเฟตร่วมกับกลูโคซามีนในขนาดสูง คือ ใช้กลูโคซามีน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ คอนดรอยติน 800 มิลลิกรัมต่อวัน พบว่า ได้ผลดีเหนือยาหลอก ลดอาการปวด ทำให้ข้อทำหน้าที่ได้ดีขึ้น เทียบเท่ากับยา Celecoxib การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) อื่นๆ ก็เสนอแนะว่าสารทั้งสองหากกินในขนาดสูงนาน 2 – 3 ปี อาจจะมีผลเล็กๆ

jumboslot

ในการลดความก้าวหน้าของโรคเข่าเสื่อมแต่ก็ไม่ช่วยให้อาการปวดข้อดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และไม่พบว่ายานี้มีอาการข้างเคียงที่แตกต่างจากกลุ่มควบคุมการใช้ยา chondroitin ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงไม่มีประสิทธิผล ส่วนการที่ใช้ยานี้ร่วมกับ glucosamine ก็ไม่ได้มีผลดีแตกต่างจากกลุ่มที่ไม่ได้ยาอย่างมีนัยสำคัญ แต่มีข้อดีคือโดยที่ยาเหล่านี้ไม่ค่อยมีผลข้างเคียง

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีการศึกษาวิจัยในการใช้คอนดรอยตินซัลเฟตในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมพบว่าช่วยลดอาการเจ็บข้อและสามารถชะลอการแคบลงของช่องว่างระหว่างข้อ โดยการศึกษานี้คือ The Study on Osteoarthritis Progression Prevention (STOPP) ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 622 คนจากยุโรปและอเมริกา ผู้เข้าร่วมการศึกษามีอายุระหว่าง 45-80 ปี เป็นข้อเข่าเสื่อมบริเวณ medial tibiofemoral โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาถูกสุ่มให้ได้รับคอนดรอยตินซัลเฟตในขนาด 800 มิลลิกรัม วันละครั้ง (309 คน) หรือ ได้รับยาหลอก (313 คน) เป็นระยะเวลา 24 เดือน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับคอนดรอยตินซัลเฟต chondroitin มีการแคบลงของข้อ 0.07 มิลลิเมตร กลุ่มควบคุมมีการแคบลงของข้อ 0.31 มิลลิเมตร โดยกลุ่มที่ได้รับคอนดรอยตินซัลเฟต มีการแคบลงของข้อน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.0001) โดยพบว่าผู้ที่ได้รับคอนดรอยตินซัลเฟตช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการแคบลงของข้อได้ร้อยละ 33 นอกจากนั้นผู้ที่ได้รับ คอนดรอยตินซัลเฟตมีความปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมโดยพบผลลดปวดตั้งแต่เดือนแรกจนถึงเดือนที่ 9 ของการศึกษา และผู้ป่วยร้อยละ 90 ทนต่อการใช้ยาได้ดี โดยไม่พบผลข้างเคียงจากการใช้ยา อย่างไรก็ตามขนาดของคอนดรอยตินซัลเฟตที่ใช้เป็นขนาดที่ใช้เพื่อการรักษาไม่ควรนำขนาดยา

และยังมีการศึกษาวิจัยเพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของสารคอนดรอยตินซัลเฟต ซึ่งมีการถกเถียงกันมาเป็นเวลานานว่า มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการและรักษาโรคข้อเสื่อมได้จริงหรือไม่ โดยมีอาสาสมัครซึ่งได้รับการวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อมเข้าร่วมในการศึกษานี้รวม 194 ราย แบ่งสุ่มออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ได้รับสาร คอนดรอยตินซัลเฟต ในขนาด 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน และกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยา celecoxib ในขนาด 200 มิลลิกรัมต่อวัน และมีเกณฑ์การวัดผลคือ อาการปวดที่วัดจาก visual analogue scale (VAS) และการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนและน้ำไขข้อภายในข้อเข่าซึ่งตรวจด้วยการถ่ายภาพ MRI

slot

เมื่อสิ้นสุดการศึกษาวิจัยที่ 2 ปี ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับ คอนดรอยตินซัลเฟตมีการเสื่อมของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนและน้ำในข้อเข่าน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับยา celecoxib ค่อนข้างชัดเจน แต่จากการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยความเปลี่ยนแปลงในแง่ของการชะลอความเสื่อมของข้อนั้น สามารถเห็นได้จากการตรวจ MRI ตั้งแต่ 12 เดือนของการรักษา ส่วนในแง่ของการบรรเทาอาการปวดข้อนั้น พบว่า คอนดรอยตินซัลเฟตสามารถบรรเทาอาการปวดได้ดีพอ ๆ กับยา celecoxib

ได้มีการศึกษาปริมารของคอนดรอยตินซัลเฟต ในวัตถุดิบที่เหลือใช้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ พบว่าประเทศไทยมีกระดูกอ่อนครีบปลาฉลาม กระดูกอ่อนปลาฉลาม และปลากระเบน รวมทั้งกระดูกอ่อนจากซากจระเข้ในปริมาณมาก ซึ่งอาจใช้เป็นแหล่งของสารคอนดรอยตินซัลเฟต การศึกษาปริมาณแผลกระดูกอ่อนจากตัวอย่างปลาฉลาม (โรนัน) พบว่ามีกระดูกอ่อนเท่ากับร้อยละ 12.2 ต่อน้ำหนักปลาทั้งตัว ในส่วนครีบปลาฉลามโรนันมีกระดูกอ่อนเท่ากับ 21.6-23 กรัม ต่อครีบ 100 กรัม สำหรับปลากระบางหรือปลากระเบนปากแหลมพบว่ามีกระดูกอ่อนเฉลี่ยร้อยละ 10.2 ของน้ำหนักปลาสดทั้งตัว นอกจากนั้นยังพบว่าโครงกระดูกจระเข้ที่มีน้ำหนัก 20-25 กิโลกรัมประกอบด้วยกระดูกเชิงกราน และกระดูกซี่โครง หลอดลม โคนลิ้น และส่วนปลายข้อต่อรวมทั้งส่วนปลายกระดูกเชิงกราน และกระดูกซี่โครง เป็นสัดส่วนร้อยละ 0.6 ของน้ำหนักจระเข้ทั้งตัว โดยแยกเป็นกระดุกอ่อนจากสันอกและซี่โครงเท่ากับ 0.47 กระดูกอ่อนจากหลอดลมและกระดูกอ่อนโคนลิ้นเท่ากับ 0.13

จากนั้นได้ศึกษาปริมาณของคอนดรอยตินซัลเฟตจากกระดูกอ่อนครีบฉลาม กระดูกอ่อนกระเทบและจระเข้ส่วนสันอก โคนลิ้น หลอดลม และซี่โครงอ่อนที่สกัดโดยเอนไซมืปาเปนและตรวจวิเคราะห์ปริมาณโรย sulfated GAG assay ผลการทดลองพบว่าปริมาณคอนดรอยตินซัลเฟตในสารสกัดที่วิเคราะห์โดยใช้ Chondroitin-4-sulgate และ Chondroitin-6-sulfateเป็นสารมาตรฐาน มีค่าน้อยกว่าน้ำหนักของคอนดรอยตินซัลเฟตที่สกัดได้ ซึ่งอาจเกิดจากยังมีไกลโคสอะมิโนไกลแคนชนิดอื่นๆ หรือคอนดรอยตินชนิดอื่นปนอยู่ด้วย หรือไกลโคสอะมิโนไกลแคนต่างชนิดกันมีความสามารถในการเกิดปฏิกิริยากับสีย้อม Dimethylmethylene blueได้ไม่เท่ากัน และไกลโคสอะมิโนไกลแคนชนิดที่ไม่มีหมู่ซัลเฟตหรือกรดไฮยาลูโรนิกที่อาจละลายออกไปกับสารละลายโซเดียมคลอไรด์ความเข้มข้น 00.4 ทำให้ปริมาณคอนดรอยตินซัลเฟตมีปริมาณน้อยกว่าของแข็งในสารสกัด อย่างไรก็ตามจากปริมาณคอนดรอยตินซัลเฟตในกระดูกอ่อนที่วิเคราะห์ได้ มีปริมาณ เรียงลำดับจากมากไปน้อยดังนี้คือ กระดูกอ่อนจระเข้ส่วนโคนลิ้น สันอก ครีบฉลาม กระดูกอ่อนจระเข้ส่วนหลอดลมและซี่โครงอ่อน กระดูกอ่อนกระเบนตามลำดับ

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

เนื่องจากมีผลงานวิจัยที่ยังขัดแย้งกันในเรื่องสรรพคุณของสารคอนดรอยตินซัลเฟตดังนั้นในการเลือดที่จะนำมารับประทานเพื่อรักษาโรค หรือรับประทานเป็นอาหารเสริมปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมออีกทั้ง สารสกัดคอนดรอยตินซัลเฟตยังเป็นยาที่อยู่นอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งในการใช้อาจต้องเสียเงินเพิ่มในราคาสูง ส่วนที่มีขายในท้องตลาดในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริมก็มีราคาแพงเช่นกัน ดังนั้นควรใช้ในกรณีที่จำเป็นและได้รับคำแนะนำจากแพทย์เภสัชกรหรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ประโยชน์ดีๆของซัลโฟราเฟน

ซัลโฟราเฟน เป็นสารชนิดหนึ่งในกลุ่มไอโซไทโอไซยาเนตที่ถูกเปลี่ยนมาจากสารกลูโคราฟฟานิน โดยกระบวนกาของเอนไซม์ไมโรซิเนส และยังมีบทบาทสำคัญทางโภชนพันธุศาสตร์ (nutrigenomic) ที่มีผลต่อยีน ช่วยปกป้องเซลล์จากการเกิดภาวะ oxidative stress ซึ่งเป็นสาเหตุพื้นฐานของการเกิดโรคและความผิดปกติต่างๆ ในร่างกาย

เครดิตฟรี

สำหรับประเภทของสารซัลโฟราเฟนนั้นมีเพียงประเภทเดียว แต่ทั้งนี้ปริมาณของสารซัลโฟรเฟนที่พบในพืชที่เป็นแหล่งอาหารของมนุษย์นั้น อาจมีปริมาณแตกต่างกัน รวมถึงพืชชนิดเดียวกันก็อาจมีปริมาณของสารซัลโฟราเฟนต่างกันได้ เนื่องจากสารกลูโคราฟฟานินในพืช ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ออกมาเป็นสารซัลโฟราเฟนจะถูกกำหนดโดยปัจจัยต่างๆ ได้แก่

ชนิดและจีโนไทป์ของพืช โดยมีผลการศึกาวิจัยเปรียบเทียบปริมาณสารซัลโฟราเฟนในผักตระกูลกะหล่ำ พบว่ากะหล่ำปลีเขียว บร็อคโคลี่ และกะหล่ำดาว พบสารซัลโฟราเฟนมากที่สุด ตามลำดับ นอกจากปัจจัยทางด้านชนิดของผักแล้ว สายพันธุ์และสภาพแวดล้อม พื้นที่เพาะปลูกก็มีผลต่อปริมาณสารกลูโคราฟานินและซัลโฟราเฟนเช่นกัน

ส่วนต่างๆ ของพืชก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้พบปริมาณสารกลูโคราฟานินแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น บริเวณใบเลี้ยง (cotyledon) สามารถพบสารกลูโคราฟานินได้มากกว่าบริเวณรากของบร็อคโคลี่ เป็นต้น
ระยะการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งพบว่าในเนื้อเยื่อของพืชที่มีการเจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่มีแนวโน้มที่จะพบปริมาณสารกลูโคราฟานินและสารซัลโฟราเฟนน้อยกว่าในเนื้อเยื่อของพืชที่ยังเป็นต้นอ่อน
กิจกรรมของเอนไซม์ไมโรซีเนส (myrosinase activity) เนื่องจากเป็นเอนไซม์ที่ช่วยเปลี่ยนกลูโคราฟนินให้กลายเป็นซัลโฟราเฟน ดังนั้น ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ไมโรซีเนสก็จะส่งผลต่อปรมาณสารซัลโฟราเฟนด้วย
กระบวนการประกอบอาหาร โดยพบว่าหากผักตระกูลกะหล่ำผ่านกระบวนการให้ความร้อนน้อยที่สุด หรือรับประทานแบบดิบจะได้รับสารกลูโคซิโนเลตและไอโซไทโอไซยาเนตในปริมาณมากกว่า

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

สารซัลโฟราเฟนพบมากในพืชตระกูลกะหล่ำ เช่น บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักเคล กะหล่ำดาว กวางตุ้ง กะหล่ำปม ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาวปลี แรดิซ วอเตอร์เดรส และมัสตาร์ด เป็นต้น

สล็อต

โดยมีผลรายงานการศึกษาวิจัยพบว่าจากการเปรียบเทียบปริมาณซัลโฟราเฟน ในต้นอ่อนของบรอกโคลีพันธุ์ Top Green และ Big Green ที่มีอายุ 3,5 และ 7 วันหลังงอก พบว่าต้นอ่อนที่มีอายุ 5 วัน ของบรอกโคลีทั้งสองพันธุ์ มีปริมาณซัลโฟราเฟนสูงที่สุดคือ 57 และ 30 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง ตามลำดับ นอกจำนี้ในบรอกโคลีมีกลูโคราฟานิน (glucoraphanin) ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านมะเร็งและเมื่อเข้าสู่ร่างกายถูกเปลี่ยนเป็นซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ที่มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเอนไซม์ที่ใช้ในการกำจัดเซลล์มะเร็งที่เกิดจากสารพิษต่างๆ และช่วยควบคุมการกลายพันธุ์ของเซลล์ที่อาจนำไปสู่การเกิดเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งในร่างกายได้ โดยซัลโฟราเฟนนี้พบมากในต้นอ่อนของบร็อคโคลี่

ปริมาณที่ควรได้รับ

มีผลการศึกษาวิจัยในต่างประเทศระบุว่า การบริโภคอาหารที่เป็นแหล่งของสารซัลโฟราเฟนในปริมาณ 200-400 ไมโครกรัมต่อวัน จะสามารถช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการสกัดสารซัลโฟราเฟนจากพืชตระกูลกะหล่ำ (ซึ่งพบมากในรูปแบบสารสกัดจากบร็อคโคลี่) ออกมาในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อให้ง่ายต่อการบริโภคอีกด้วย

ประโยชน์และโทษ

สารซัลโฟราเฟนได้รับการยอมรับและมีหลักฐานทางการวิจัยที่ช่วยสนับสนุนและยืนยันว่ามีคุณสมบัติในการช่วยลดหรือป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาค อาทิเช่น จากรายงานวิจัยที่ผ่านมา พบว่าซัลโฟราเฟนมีศักยภาพป้องกันมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็ง ตับอ่อน ปอด กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ และต่อมลูกหมาก โดยมีคุณสมบัติในการป้องกันมะเร็ง ดังนี้ จับสารก่อมะเร็งและอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญของเนื้องอก และเอนไซม์ ส่งเสริมเอนไซม์ที่ขับสารพิษของสารก่อมะเร็ง รักษาสมดุลของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่งเสริมระบบภูมคุ้มกัน และยังช่วยป้องกันการทำลายเซลล์ประสาทและฟื้นฟูความจำ ป้องกันอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคกระเพาะ และโรคหลอดเลือดหัวใจ อีกทั้งยังเพิ่มการสร้างเซลล์กระดูก ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

สล็อตออนไลน์

ช่วยป้องกันและช่วยต้านไวรัสหวัด (influenza) และช่วยต้านอนุมูลอิสระรวมถึงยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้หลักฐานที่นำมาสนับสนุนในปัจจุบันจะชี้ชัดว่าซัลโฟราเฟนมีประโยชน์ต่อสุขภาพผ่านทางกลไกการออกฤทธิ์ที่หลากหลาย แต่มีบางประเด็นที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนและยังคงต้องการข้อมูลการศึกษาเพิ่มเติม เช่น การศึกษาความสัมพันธ์ของขนาดกับผลกระทบต่อสุขภาพที่มีความแม่นยำถูกต้อง (dose effect relationship) รวมถึงยังคงต้องการงานวิจัยเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลของการได้รับสารซัลโฟราเฟนและการทำงานของยา (sulforaphanedrug interaction)

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการงานการชีวเคมีทางร่างกายของสารซัลโฟราเฟน ระบุว่า กระบวนการสังเคราะห์เริ่มจาก สารกลูโคราฟานิน (glucoraphanin) ซึ่งเป็นสารรกลูโรคซิโนเลตชนิดหนึ่ง และเป็นสารตั้งต้นของปฏิกิริยาการสังเคราะหืสารซัลโฟราเฟนโดยอาศัยการทำงานของเอนไซม์ไมโรซีเนสในการดำเนินปฏิกิริยา ซึ่งจะได้สารซัลโฟราเฟนและพร้อมที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็วแต่ในขณะเดียวกันก็สามารถถูกขจัดออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยภายหลังจากการดูดซึมของสารซัลโฟราเฟนอ่านทางลำไส้เล็กบริเวณเจจูนัม (jejunum) สารซัลโฟราเฟนจะจับกับกลูตาไทโอน (glutathione;GST) โดยอาศัยเอนไซม์ glutathione-s-transferase (GST) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา

จากนั้นจะถูกดัดบริเวณตำแหน่งของกรดอะมิโนไกลซีน (glycine:gly) และกลูตามีน (glutamine:glu) โดยอาศัยเอนไซม์ gamma-glutamyl transpeptidase (GTP) และ cysteinyglycinase (CGase) ในการดำเนิปฏิกิริยา ตามลำดับ สุดท้ายสารซัลโฟราเฟนในร่างกายจะถูกเติมหมู่ acetyl โดยการทำงานของเอนไซม์ N-acetyl-L-cysteine conjugate (NAT) เกิดเป็นสาร N-acetyl-L-cysteine conjugate (mercapturic acid derivative) ก่อนที่จะถูกขจัดออกทางปัสสาวะในเวลาต่อมา

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยด้านฤทธิ์ในการยับยั้งโรคต่างๆ เช่น ฤทธิ์ป้องกันมะเร็งและเนื้องอก มีการแยกองค์ประกอบของบล็อคโคลี่ และทำให้บริสุทธิ์พบว่ามีสารซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) และเมื่อนำไปผสมในอาหารให้หนูทดลองที่มีก้อนเนื้องอกกิน พบว่าเนื้องอกในหนูทดลองนั้นชะลอการเจริญเติบโต และในบางกรณีมีขนาดเล็กลง ในขณะที่เอ็นไซม์ที่อยู่ในตับทำหน้าที่ขับสารพิษได้ดีขึ้น และอีกการศึกษาวิจัยหนึ่งระบุว่า กลไกหลักในการป้องกันโรคมะเร็งของสารซัลโฟราเฟนคือการเป็น cancer-blocking agent หรือออกฤทธิ์ป้องกันการก่อมะเร็งในระยะเริ่มต้นโดยกระตุ้นเอนไซม์ phase II และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ phase I เพื่อป้องกันเซลล์ไม่ให้ได้รับบาดเจ็บจากสารว่องไวปฏิกิริยาที่สร้างขึ้นจากฤทธิ์ของเอนไซม์ใน phase I เนื่องจากเอนไซม์ใน phase I หลายชนิดมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความ เสี่ยงของมะเร็งที่จำเพาะในตำแหน่งต่างๆ

ต่อมาภายหลังมีการรวบรวมกลไกการป้องกันมะเร็ง (Jiang et al., 2018) ที่พบว่าสารซัลโฟราเฟนนอกจากออกฤทธิ์ยับยั้งสารก่อมะเร็งแล้วอาจมีฤทธิ์ช่วยกดการพัฒนาของเซลล์มะเร็งร่วมด้วยเนื่องจากช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งโดยกระตุ้นให้เกิดการหยุดของวัฏจักรเซลล์ (cell cycle arrest) ชักนำให้เกิดการตายของเซลล์ผิดปกติที่ซ่อมแซมตัวเองไม่ได้ (apoptosis) และควบคุมการแสดงออกของยีนเพื่อควบคุมเซลล์มะเร็ง (epigenetic regulation)

ฤทธิ์ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ มีการศึกษาวิจัยพบว่าสารซัลโฟราเฟนจะช่วยชะลอการเสื่อมของสมอง โดยมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเกิดภาวะ oxidative stress และช่วยดักจับอนุมูลอิสระที่เกิดจากการเหนี่ยวนำของ Aβ ในเซลล์สมอง

ฤทธิ์ป้องกันโรคพาร์กินสัน มีผลการศึกษาวิจัยระบุว่าการบริโภคผักตระกูลกะหล่ำที่มีสารซัลโฟราเฟนจะช่วยกระตุ้นกระบวนการสังเคราะห์กลูตาไทโอน เพื่อขจัดสารพิษและป้องกันการตายของเซลล์ DAdopaminergic neurons

slot

ฤทธิ์รักษาโรคเบาหวาน มีรายงานการทดลองโดยได้ศึกษาความสัมพันธ์ของการได้รับสารซัลโฟราเฟน และการรักษาโรคเบาหวานในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นโรคโดยฉีดสารสเตรปโทโซโทซิน (streptozotocin: STZ) ผลการศึกษาพบว่าซัลโฟราเฟนสามารถป้องกันความเสียหายของหลอดเลือดแดง ยับยั้งสารที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นขบวนการอักเสบในร่างกายหลายชนิดและช่วยป้องกันการเกิดภาวะ oxidative stress ส่งผลให้เบต้าเซลล์ (β-cells) ในตับอ่อน ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทำงานได้เป็นปกติ

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ในการนำพืชตระกูลกะหล่ำมาทำการประกอบอาหารเพื่อให้ได้รับสารซัลโฟราเฟนมากที่สุด ควรทำโดยผ่านความร้อนให้น้อยที่สุด เนื่องจากงานวิจัยพบว่าการใช้อุณหภูมิสูงในกระบวนการปรุงสุกในผักตระกูลกะหล่ำก่อนนำมาบริโภคจะทำให้เอนไซม์ไมโรซีเนสสูญเสียการทำงาน ส่งผลให้สารกลูโคซิโนเลตไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นสารกลุ่มไอโซไทโอไซยาเนต ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้ถึงแม้เอนไซม์ไมโรซีเนส จากแบคทีเรียในลำไส้มนุษย์จะสามารถเปลี่ยนสารกลูโคซิโนเลตแต่ปริมาณสารไอโซไทโอไซยาเนตที่ผลิตได้จะน้อยกว่าประมาณ 3 เท่าโดยมีผลการศึกษาที่พบว่าเอนไซม์ไมโรซีเนสในบร็อคโคลี่มีเสถียรภาพทางความร้อน (thermal stability) ต่ำที่สุด (ช่วงอุณหภูมิไม่เกิน 30-40 องศาเซลเซียส)

อีกรายงานวิจัยหนึ่งพบว่า การนึ่งบร็อคโคลี่ในระยะเวลาเพียง 2 นาทีจะยับยั้งการเกิดสารซัลโฟราเฟน โดยปริมาณสารซัลโฟราเฟนลดลงประมาณ 50% นอกจากวิธีการประกอบอาหารแล้วระยะเวลาที่ใช้ในการประกอบอาหารก็มีผลเช่นเดียวกัน ยิ่งใช้ระยะเวลานานจะยิ่งสูญเสียปริมาณสารซัลโฟราเฟนในอาหารมากขึ้น เช่น การให้ความร้อนในระดับเล็กน้อยโดยใช้ไมโครเวฟ ระยะเวลา 2 นาที (จำนวน 3 ครั้ง) จะรักษาปริมาณสารซัลโฟราเฟนได้มากกว่าการใช้ความร้อนสูง ในระยะเวลาต่อเนื่อง 5 นาทีเป็นต้น

สรรพคุณของน้ำมันตับปลา

น้ำมันตับปลาคือ น้ำมันที่ได้จากสารสกัดตับของปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาค็อด ( Cod ) ปลาทูน่า ปลาแมคคาเรล ปลาซาดีน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแฮลิบัท เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่ ปลาที่นิยมนำมาสกัดจะเป็นปลาค๊อด ดังนั้นน้ำมันตับปลาจึงมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Cod liver oil”

เครดิตฟรี

สำหรับลักษณะของน้ำมันตับปลาจะมีลักษณะคล้ายกับน้ำมันพืชโดยทั่วไป คือ ประกอบด้วยกรดไขมัน 3 โมเลกุลและกลีเซอรอล 1 โมเลกุล แต่กรดไขมันที่เป็นองค์ประกอบมีความแตกต่างจากน้ำมันพืช โดยกรดไขมันในน้ำจากตับปลาจะประกอบด้วยกรด ไขมันไม่อิ่มตัวสูงมาก (highly polyunsaturated fatty acid) ที่มีจำนวนพันธะคู่มากกว่า 4 พันธะ อยู่ในสัดส่วนที่สูง และองค์ประกอบของน้ำมันตับปลา จะประกอบด้วยไตรกลีเซอร์ไรด์ เอสเทอร์ของกรดไขมัน กรดไขมันอิสระ สารให้สี ไฮโดรคาร์บอน ฟอสฟิปิค และสเตอรอยด์ เป็นต้น

ส่วนประเภทของน้ำมันตับปลานั้น โดยมากแล้วมีองค์ประกอบของโมเลกุลและสารอาหารคล้ายกัน ทั้งหมดแต่จะมีแตกต่างกันในเรื่องแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่นำมาสกัด (ชนิดของปลาที่นำมาสกัด)

โครงสร้างน้ำมันตับปลา

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่าน้ำมันตับปลา เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสกัดส่วนตับของปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาคอด , ปลาทูน่า , ปลาซาดีน , ปลานแมคเคอเรล , ปลาเฮอริ่งและปลาแฮลินัท ฯลฯ ซึ่งโดยปกติแล้วตับปลาเป็นแหล่งสะสมของ วิตามินเอ และ วิตามิน ดี ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ดังนั้น ในน้ำมันตับปลาจึงมีปริมาณวิตามินเอ และวิตามินดี สูง

นอกจากนี้น้ำมันตับปลาจึงจัดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดแรกๆ ที่ได้เข้ามามีบทบามวงการอาหารเสริมสุขภาพของไทย โดยมักจะพบได้หลายรูปแบบ เช่นในรูปของแคปซูลซอฟด์เจล หรือแบบชนิดน้ำ สำหรับวิธีการสกัดน้ำมันตับปลานั้น จะมีวิธีที่เหมาะสมในการสกัดที่แตกต่างกัน โดยวิธีการสกัดน้ำมันจากตับปลาแบ่งออกเป็น การใช้ไอน้ำ ซึ่งจะใช้สำหรับสกัดตับของปลาชนิดที่มีน้ำมันในตับมาก และการใช้ตัวทำละลาย ซึ่งจะใช้สำหรับสกัดตับของปลาชนิดที่มีน้ำมันในตับน้อย

สล็อต

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับการใช้น้ำมันตับปลานั้นได้มีการนำมาใช้ในการรักษาโรคมาเป็นเวลานานแล้ว โดยส่วนมากมักเป็นการนำไปใช้ในรูปแบบยาเสริมวิตามินและวิตามินดี โดยปริมาณการใช้น้ำมันตับปลาเพื่อเสริมวิตามินเอ วิตามินดี และกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 แก่ร่างกายนั้นจะขึ้นอยู่กับคำแนะนำบนผลิตภัณฑ์ แต่โดยทั่วไปไม่ควรรับประทานเกิน 30 มิลลิลิตร หากใช้เพื่อลดความดันโลหิตหรือลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ไม่ควรบริโภคเกิน 20 มิลลิลิตรต่อวัน แต่ทั้งนี้ควรตรวจสอบระดับของวิตามินเอ และวิตามีดี ด้วยเพื่อป้องกันการบริโภควิตามินทั้ง 2 ชนิดมากเกินไป (วิตามินเอไม่ควรเกิน 1000 IU /วัน , วิตามินดีไม่ควรเกิน 5000/IU/วัน) ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ สำหรับหลักการใช้น้ำมันตับปลามาใช้ปฏิบัติมีดังนี้

รับประทานตามฉลากหรือตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยไม่ควรใช้มากกว่าปริมาณที่กำหนด
หลังการใช้ควรปิดฝาให้สนิท เก็บในที่แห้งและเย็น รวมถึงหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกแสงแดด
หากลืมรับประทานตามเวลาที่กำหนด
ในการรับประทานน้ำมันตับปลา ควรรับประทานน้ำมันปลาควรรับประทานพร้อมมื้ออาหารเพื่อลดการเกิดผลข้างเคียง และอาการที่ไม่พึงประสงค์

สล็อตออนไลน์

ประโยชน์และโทษ

น้ำมันตับปลามีองค์ประกอบของสารอาหารที่ทั้งในกลุ่มวิตามิน และไขมันที่ สำคัญหลายชนิด เช่นวิตามินเอ วิตามินดี (ซึ่งมีในปริมาณสูง) และกรดไขมันชนิดไม่มีอิ่มตัว (Polyunsaturated Fatty Acid) และกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า-3 (Omega-3) ดังนั้นจึงมีกานำน้ำมันตับปลามาใช้ประโยชน์ทั้งในรูปแบบและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีการระบุสรรพคุณและประโยชน์ ดังนั้นใช้เป็นยาเสริมวิตามินเอ และวิตามวิตามินดีในผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินทั้ง 2 ชนิด ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย เพิ่มภูมิต้านทางแก่ร่างกาย บรรเทาอาการปวดข้อ ขับสารพิษในร่างกาย ช่วยลดอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด บำรุงสมอง ช่วยสมานแผล ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดระดับไตกลีเซอไรด์ ลดการอักเสบจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง ลดความดันโลหิต ป้องกันโรคหัวใจ

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยระบุว่าน้ำมันตับปลายังช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งอีกด้วย ส่วนโทษของน้ำมันตับปลานั้นจะเกิดจากการรับประทานน้ำมันตับปลาในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งในน้ำมันตับปลาจะมีวิตามินเอและวิตามินดีสูง และในการรับประทานมากเกินไปนั้นอาจจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากพิษของวิตามินเอได้ เช่น ผิวแห้ง ปวดศีรษะ หิวน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะบ่อย ผมร่วง มีผลต่อระบบประสาท และทำให้ตับถูกทำลายได้ และเช่นเดียวกันกับวิตามินเอ การรับประทานน้ำมันตับปลามากเกินไปนั้นก็อาจทำให้เกิดภาวะวิตามินดีสะสมมากเกินไป ซึ่งอาจจะมีผลเสียต่อระบบเลือดได้

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

jumboslot

สำหรับการนำน้ำมันตับปลามาใช้นั้น เริ่มจากความสนใจต่อกรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้า-3 หลังจากการศึกษาในชาวเอสกิโมแถบกรีนแลนด์ โดยพบว่าชาวเอสกิโมมีอัตราการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดต่ำ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากอาหารที่บริโภคจึงมีการศึกษาวิจัยต่อมาพบว่าสัตว์น้ำและปลาทะเลที่ชาวเอสกิโมบริโภคในชีวิตประจำวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้า 3 ปริมาณสูง และกรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้า 3 นี้ยังสามารถป้องกันโรคและภาวะผิดปกติบางชนิดได้ เช่น โรคข้อ และโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเปื่อยและยังมีความสำคัญต่อการพัฒนะการของร่างกาย ดังนั้นจึงมีการศึกษาวิจัยหลายฉบับในระยะต่อมาแล้วจึงมีการนำตับปลามาสกัดเอาน้ำมันมาใช้รับประทานจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยในด้านประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันตับปลาระบุว่า

ฤทธิ์ชะลอการเกิดริ้วรอย

น้ำมันตับปลา จะช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ และพัฒนาเซลล์ที่มีหน้าที่ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ส่งผลให้เซลล์ผิวมีการเสื่อมช้าลง และกระตุ้นให้มีการผลิตเซลล์ที่ตาย รวมถึงช่วยกระตุ้นการสร้างสารสำหรับสังเคราะห์คอลลาเจนใต้ผิวหนังทำให้ผิวหนังเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เป็นการช่วยชะลอวัยการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

ฤทธิ์ช่วยบำรุงสมอง น้ำมันตับปลา มีส่วนผสมของกรดโอเมก้า-3 ที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์สมอง โดยเฉพาะในเด็กทารกหรือทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาให้มีเซลล์สมองที่มากพอต่อการพัฒนาสมอง ดังนั้นเซลล์สมองที่สร้างขึ้นมานั้นก็มีความแข็งแรงสมบูรณ์ส่งผลให้เด็กมีพัมนาการที่ดี เรียนรู้ไว

ฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง น้ำมันตับปลามีองค์ประกอบของกรดไขมันที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น สควาลีน ( Squalene ) วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี ที่มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการทำงานของอนุมูลอิสระที่เข้ามาในร่างกายให้ไม่สามารถทำลายเซลล์ และป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ที่เกิดจากอนุมูลอิสระ จึงส่งผลให้ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้

ฤทธิ์เพิ่มภูมิต้านทาน น้ำมันตับปลา จะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ( Immune System ) โดยน้ำมันตับปลาจะเข้าไปจับกับเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีความแข็งแรงมากขึ้น ส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

slot

ฤทธิ์บรรเทาอาการปวดข้อ น้ำมันตับปลาที่มีองค์ประกอบที่เป็นน้ำมันจะเข้าไปเพิ่มความชุ่มชื่นด้วยน้ำมันตามข้อต่อภายในร่างกาย เพื่อลดแรงกระทบกันระหว่างกระดูกและลดการอักเสบที่เกิดขึ้นตามข้อต่อจึงช่วยลดอาการปวดตามข้อ โดยเฉพาะอาการปวดจากโรคข้อต่ออักเสบ

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

การใช้น้ำมันตับปลาในขนาดที่เหมาะสมนั้นค่อนข้างมีความปลอดภัย แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงได้โดยผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป เช่น ทำให้รู้สึกอยากเรอ มีกลิ่นปาก ลมหายใจมีกลิ่นคาวปลา แสบร้อนกลางอก หรือมีเลือดกำเดาไหล
สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานน้ำมันตับปลา เพราะมีปริมาณของวิตามินเอสูง อาจทำให้เกิดความผิดปกติของเด็กทารกในครรภ์ได้
เนื่องจากน้ำมันตับปลามีคุณสมบัติป้องกันไม่ให้เลือดจับตัวเป็นก้อน ซึ่งอาจส่งผลให้มีเลือดออกง่ายขึ้น ดังนั้นผู้ที่กำลังรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดและผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้น้ำมันตับปลา