cathedraledetunis

Day: June 30, 2021

คอลลาเจนมีประโยชน์อย่างไร

คอลลาเจนเป็นโปรตีนในกลุ่มโปรตีนเส้นใยที่อยู่ภายนอกเซลล์ มีขนาดใหญ่ ซึ่งพบมากที่สุดในร่างกายของคนและสัตว์โดยพบประมาณร้อยละ 30 ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของสัตว์ทุกชนิดและมีมากสุดในทุกอวัยวะเมื่อเทียบกับน้ำหนักของอวัยวะนั้น เช่น พบ 64% ในเลนส์ตา 4% ที่ตับ 12-24% ในเส้นเลือดใหญ่ 10% ที่ปอด 23% ในกระดูก 50%ในกระดูกอ่อน และ 75%ที่ผิวหนัง

เครดิตฟรี

ซึ่งคอลลาเจนจะมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน ชนิดไกลซีน 33% อะลานีน 11% โปรตีน 12% และไฮดรอกซีโปรลีน 11% เรียงต่อกันด้วยพันธะเปปไทด์ ลําดับของกรดอะมิโนมักเป็นเส้นใยยาวที่เป็นระเบียบแข็งแรง

ส่วนประวัติของคอลลาเจนเชื่อกันว่า Collagen (คอลลาเจน) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก จากคำว่า “Kolla” ที่แปลว่า กาวซึ่งสมัยก่อนมีการทำกาวโดยการนำหนังและเอ็นม้ามาเคี่ยวจนกลายเป็นกาว ตามหลักฐานที่พบการใช้งานกาวลักษณะนี้มากกว่า 8000 ปีแล้ว โดยใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตเชือกและตะกร้าสานเพื่อให้มีความแข็งแรง

สำหรับประเภทและชนิดของคอลลาเจนนั้นโดยหลักการแล้วคอลลาเจนอาจมีได้มากถึง 10,000 ชนิด ซึ่งขึ้นอยู่กับหลักการแบ่งประเภทที่มีการศึกษาวิจัยและพิสูจน์ทราบแล้วมี 15 ชนิด ทั้งนี้คอลลาเจนที่สำคัญในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่พบมากในร่างกายคนและสัตว์ได้แก่ คอลลาเจนชนิด I , II , III และ V

คอลลาเจนชนิด I เป็นคอลลาเจนหลักของผิวหนังและกระดูก มีมากที่สุดในร่างกาย (ประมาณ 90% ของคอลลาเจนในร่างกาย)
คอลลาเจนชนิด II พบในกระดูกอ่อน
คอลลาเจนชนิด III พบในผิวหนัง หลอดเลือดและอวัยวะภายใน
คอลลาเจนชนิด V เป็นคอลลาเจนที่อยู่ในรูปโครงข่าย ซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการสร้างพอติเมอร์ ซึ่งทำให้เกิดขึ้นปกคลุมผิวด้านนอก หรือบุผิวที่เป็นโพรง

สล็อต

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา
ดังที่กล่าวไปแล้วว่าเป็นโปรตีนประเภทเส้นใยที่พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของคนและสัตว์ ดังนั้นคอลลาเจนจึงเป็นสิ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ ซึ่งตลอดทั้งชีวิตคนเรามีการขบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนใหม่เพื่อทดแทนคอลลาเจนเดิมที่เสื่อมสลายแต่ขบวนการจะนี้เริ่มไม่สมดุลเมื่อเราอายุมากขึ้น เพราะการเสื่อมสลายของคอลลาเจนจะมีมากกว่าการสร้างเพื่อทดแทน โดยเฉพาะในคนที่มีอายุมากขึ้นโดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ขึ้นไปพบว่าการสังเคราะห์คอลลาเจนจะลดลงรวมถึงที่เกิดจากปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายได้ง่าย เช่น รังสียูวี จากแสงแดดผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ที่มีความเครียด การบริโภคอาหารที่ไม่ดีพอ รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่

นอกจากนี้คอลลาเจนยังสามารถพบได้ในแหล่งอาหาร ทั้งในพืช ผักผลไม้ และในสัตว์ เช่น สาหร่ายทะเล ถั่วเหลือง เห็ด หัวบุก ส้มโอ แอปเปิ้ล แก้วมังกร แตงกวา คื่นฉ่าย เอ็นหมู เอ็นวัว เอ็นไก่ ตับ ปลาทะเลน้ำลึก ปลาทู ปลากระเบน ซึ่งจะพบมากในกระดูกของปลาและตาปลา รวมถึงในกระดูกอ่อนของไก่และหมู และในปัจจุบันยังมีคอลลาเจนในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จำนวนหลายชนิด ทั้งในแบบชนิดเม็ดชนิดผงละลายน้ำ ชนิดน้ำบรรจุขวด รวมถึงประเภทที่ผสมอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มนานาชนิด

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณที่ควรบริโภคคอลลาเจนใน 1 วัน อ้างอิงตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่แนะนำให้รับประทาน คือ 5-7 กรัม (5,000-7,000 มิลลิกรัม) /วัน และไม่ควรรับประทานเกิน 10 กรัม (10,000 มิลลิกรัม) ต่อวัน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อผู้บริโภคได

สล็อตออนไลน์

ประโยชน์และโทษ

ประโยชน์ของคอลลาเจน คือ ทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงและเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย โดยเฉพาะในกระดูก หลอดเลือด ข้อกระดูก กระดูกอ่อน เส้นเอ็น รวมถึงผิวหนัง ทั้งยังป้องกันอวัยวะภายในร่างกาย และเชื่อมโครงสร้างอวัยวะต่างๆ โดยคอลลาเจนใต้ผิวหนังของคนจะอยู่ในผิวหนังชั้นหนังแท้ ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อ เสริมความเรียบตึงของผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวตึงกระชับ แข็งแรง เรียบเนียน ชุ่มชื้น ซึ่งบทบาทของคอลลาเจนนี้จะอยู่คู่กับโปรตีนที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ อีลาสติน โดยคอลลาเจนจะทำหน้าที่เสมือนโครงสร้างของผิว และทำให้ผิวเต่งตึง ในขณะที่อีลาสตินจะมีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว และจะทำให้ผิวไม่เกิดริ้วรอย

ทั้งนี้ประสิทธิภาพในการช่วยชะลอริ้วรอย หรือช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผิว จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การดูดซึมของคอลลาเจน การสะสมของคอลลาเจนบริเวณผิวหนังหลังจากดูดซึมแล้ว รวมถึงการทำลายและขับออกของคอลลาเจนจากร่างกาย เป็นต้น

ส่วนโทษของคอลลาเจนนั้นส่วนมากแล้วหากเป็นคอลลาเจนที่มีในอาหารแล้วร่างกายได้รับเข้าไปโดยการรับประทานในรูปแบบอาหารในแต่ละวัน ไม่พบว่ามีโทษต่อร่างกายแต่อย่างใด แต่จะพบในกรณีที่เป็นคอลลาเจนที่ได้จากการสกัดในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม โดยอาจเกิดการติดเชื้อต่างๆ จากแหล่งผลิตคอลลาเจน เช่น เชื้อโรคจากวัว หมูและจากปลา รวมถึงอาการแพ้สำหรับผู้ที่มีภูมิต้านทานน้อย หรือเลือกใช้แหล่งคอลลาเจนที่ไม่ได้คุณภาพ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีโทษที่เกิดจากผลกระทบจากการขาดคอลลาเจน เช่น การเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม กระดูกอ่อนเสื่อมสภาพ ผิวหนังหย่อนคล้อยเหี่ยวย่น และเกิดริ้วรอยบนผิวหนัง

jumboslot

การศึกษาวิจัยเกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยเรื่องการดูดซึมของคอลาเจน โดยมีการศึกษาในสัตว์ทดลอง ซึ่งให้สัตว์ทดลองทานคอลลาเจนในรูป hydrolysed collagen ที่มีขนาดโมเลกุลเล็กกว่าคอลลาเจนปกติ สามารถดูดซึมสู่กระแสโลหิตผ่านทางเดินอาหารได้ โดยตรวจพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของคอลลาเจนบริเวณกระดูกอ่อนของสัตว์ทดลอง ส่วนการศึกษาในมนุษย์พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครรับประทาน hydrolysed collagen พบว่ามีการดูดซึมสู่กระแสโลหิตในรูปของเปปไทด์สายสั้น ดังนั้นผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่อยู่ในรูป hydrolysate/hydrolysed จึงน่าจะสามารถดูดซึมได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์คอลลาเจนในรูปแบบปกติ และยังมีผลการศึกษาวิจัย และทดสอบทางคลินิกด้านฤทธิ์ ลดเลือนริ้วรอยและเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว

โดยได้ทำการศึกษาในอาสาสมัครหญิง 33 ราย อายุระหว่าง 40-59 ปี โดยให้รับประทานคอลลาเจนในรูปสารละลาย วันละ 10 กรัม ติดต่อกัน 8 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่รับประทานคอลลาเจนมีความชุ่มชื่นของผิวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 28 และผิวมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (กลุ่มที่ไม่ได้รับประทานคอลลาเจน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนั้นริ้วรอยขนาดเล็กยังมีจำนวนน้อยลงในกลุ่มที่รับประทานคอลลาเจน และยังมีผลงานวิจัยของสถาบันผิวหนังประเทศญี่ปุ่น ในอาสาสมัครเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 35-55 ปี จำนวน 47 คน โดยให้รับประทานคอลลาเจนในลักษณะเครื่องดื่มปริมาณ 10 กรัมต่อวัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่าผิวหนังมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ริ้วรอยลดเรือนลง แผลเป็นดูจางลงและมีความชุ่มชื่นเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัย ฤทธิ์รักษาอาการข้อเสื่อมโดยมีจากการศึกษาในประเทศเยอรมณี จากประชากรที่มีภาวะข้อเสื่อมจำนวน 2,000 คน พบว่าผู้ที่มีปัญหาจากโรคข้อเสื่อมที่ได้รับคอลลาเจน (Collogen Hydrosate) ในปริมาณ 5 กรัมต่อวัน เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือน พบว่าคอลลาเจนสามารถช่วยลดการอักเสบและอาการเจ็บปวดจากการเคลื่อนไหวในบริเวณเซลล์กระดูกอ่อนได้

slot

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

สำหรับการรับประทานคอลลาเจนในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ควรปฏิบัติดังนี้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร(คอลลาเจน)ที่ได้รับการรับรองจาก อย. และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นคอลลาเจนลายสั้น (Hydrolyzed collagen) เพราะจากการศึกษาวิจัยพบว่าร่างกายจะดูดซึมได้ดีกว่าคอลลาเจนลายยาว

ควรรับประทานขณะท้องว่าง ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่า การเลือกรับประทานคอลลาเจนชนิดเม็ดหรือน้ำนั้น ควรรับประทานตอนเช้าขณะท้องว่าง หรือก่อนรับประทานอาหารเช้า 30 นาที เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมคอลลาเจนที่ดียิ่งขึ้น และต้องดื่มน้ำตามมากๆ เพราะคอลลาเจนนั้นต้องการสารละลายในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย หากร่างกายได้รับน้ำในปริมาณที่ไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะไม่สามารถดูดซึมคอลลาเจนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

นอกจากนี้รับประทานวิตามินซี ควบคู่ไปกับการรับประทานคอลลาเจนด้วย เพราะวิตามินซีมีส่วนช่วยในการดูดซึมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายและวิตามินซี ยังช่วยให้ร่างกายสามารถสร้างคอลลาเจนด้วยตัวเองได้ดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้น เราจึงควรรับประทานคอลลาเจนควบคู่ไปกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง

วิตามินดีมีประโยชน์อย่างไร

วิตามินดี (Calciferol) จัดเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน โดยวิตามินดี ที่มีความบริสุทธิ์ จะมีลักษณะเป็นผลึกสีขาวและไม่มีกลิ่น ทนต่อความร้อนได้ไม่เกิน 140 องศาเซลเซียส และยังทนต่อการออกซิเดชั่น ของกรดและด่างอ่อน แต่จะไวต่อแสงอัลตร้าไวโอเลต

เครดิตฟรี

สำหรับประวัติของวิตามินดีนั้น ถูกค้นพบขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1922 โดย แมคคอลลัม (McCollum) ซึ่งการค้นพบมีสาเหตุมาจากการพยายามหาวิธีในการรักษาโรคกระดูกที่มีความผิดรูปของแขน ขา อวัยวะต่างๆ และอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในแถบเขตเมืองอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ และทางทวีปยุโรปตอนเหนือ จากนั้นจึงมีการนำมาสกัดเป็นวิตามินดีได้ในเวลาต่อมา ส่วนประเภทของวิตามินดี มีอยู่ประมาณ 16ประเภท แต่จะมีอยู่เพียง 2 ประเภท ที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับทางโภชนาการ คือ

วิตามินดี 2 (Ergocalciferol) ซึ่งวิตามินดีชนิดนี้มีสารตั้งต้นมาจากสารเออร์โกสเตอรอล (Ergosterol) จากพืชและยีสต์ ที่สัมผัสกับแสงอัลตราไวโอเลต ในช่วงความถี่ 230 นาโนเมตร (nm)
วิตามินดี 3 (Cholecalciferol) เกิดจากการสังเคราะห์แสงแดดที่ผิวหนังทั้งคนและสัตว์ โดยวิตามินชนิดนี้เริ่มจาก ในผิวหนังซึ่งจะมีสาร7-ดีไฮโดรคอเลสเตอรอล เมื่อถูกแสงอัลตราไวโอเลต จากแสงแดดหรือจากเครื่องมือ ในช่วงความถี่ 275 – 300 นาโนมิเตอร์ (nm) จะเปลี่ยนเป็นสาร คอลีแคลซิเฟอรอล (Cholecalciferol) หรือวิตามินดี3

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

สำหรับแหล่งที่มาของวิตามินดีนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ vitamin D2 (ergocalciferol) สามารถพบได้ใน รา ยีสต์ เห็ดหอม และ พืช โดยเมื่อพืชเหล่านี้ได้รับแสงแดด จะถูกเปลี่ยนไปเป็น vitamin D2 ส่วน vitamin D3(Cholecaiferol) สามารถพบได้จากปลาทะเลน้ำลึกที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอล ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า รวมถึงน้ำมันตับปลา และไข่แดงด้วย

นอกจากนี้ vitamin D3 ยังสามารถสังเคราะห์ได้จากแสงแดดที่มีรังสี ultraviolet B (UVB) ที่ระดับ 290-315 nm ที่มากระทบผิวหนัง จากนี้รังสี UVB จะกระตุ้นการสร้างวิตามินดีโดย เปลี่ยน 7-dehydrocholesterol ใน keratinocytes cells ที่อยู่ชั้น stratum basale และชั้น stratum spinosum ของผิวหนังกำพร้า โดยเปลี่ยนไปเป็น precholecalciferol (pre-vitamin D3) อย่างสมบูรณ์ภายในระยะเวลา 2-3 วัน ซึ่งมีรายงานว่าร้อยละ 90 วิตามินดีได้จากการสังเคราะห์ทางผิวหนัง

สล็อต

ส่วนวิตามินดี ที่อยู่ในรูปแบบของอาหารเสริมที่ดัดแปลงมาจากน้ำมันตับปลา ทั้งชนิดเม็ดและแคปซูล จะมีขนาด 400 IU โดยขนาดที่แนะนำรับประทาน โดยทั่วไป คือ 400-1,000 IU

นอกจากนี้ยังมีอีกข้อมูลหนึ่งระบุว่า ร่างกายมนุษย์ต้องการวิตามินดี วันละ 20 mcg (800IU) แต่ต้องการจากอาหารเพียงวันละ 5 mcg (200 IU) และในผู้สูงอายุจะต้องการอาหารเพิ่มขึ้นเพราะถูกแดดน้อย ดังนั้นจึงควรให้ได้วิตามินดีจากอาหาร 10-15 mcg (400-600IU)/วัน

ประโยชน์และโทษ

วิตามินดี มีประโยชน์มากมายหลายประการ ซึ่งสามารถแยกได้ดังนี้

ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากลำไส้ โดยวิตามินดีจะไปช่วยให้การดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากล้าไส้ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้การสร้างกระดูกและฟันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเด็กและยังช่วยปกป้องกระดูกจากการเป็นโรคกระดูกผุ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการแตกหักของกระดูกที่เกิดจากโรคกระดูกผุได้อีกด้วย
ช่วยรักษาระดับความดันเลือด วิตามินดี จะช่วยให้ระบบของหลอดเลือดในร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้นโดยสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันสูง ได้
ช่วยสังเคราะห์ Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นสารที่จ้าเป็นในการสร้าง คอลลาเจน
ช่วยลดอาการปวดหัวจากโรคไมเกรน โดยวิตามินดีจะไปช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือด ท้างานได้ดีขึ้นจึงส่งผลให้หลอดเลือดเกร็งและคลายตัวตามปกติ
ช่วยสังเคราะห์น้ำย่อยใน Mucous Membrane ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแบบ Active Transport ของแคลเซียม
ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า เนื่องจากวิตามินดี จะไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลิตฮอร์โมน เซโรโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดที่ช่วยท้าให้รู้สึกอารมณ์ดี ลดความวิตกกังวลจากภาวะของโรคซึมเศร้า
ช่วยปรับการเจริญเติบโตของเซลล์ โดยควบคุมการแบ่งตัว และการตายของเซลล์เมื่อหมดอายุขัย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน
ช่วยการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อและยังช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้อีกด้วย

สล็อตออนไลน์

ส่วนโทษของวิตามินดีนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ การได้รับวิตามินดีน้อยเกินไป จะก่อให้เกิดภาวะต่างๆ เช่น ภาวะกระดูกอ่อนในเด็ก (Ricket) โดยจะพบได้ในเด็กอายุประมาณ 1-3 ขวบ ซึ่งมีอาการที่สำคัญของโรค ดังนี้ ขาโก่ง (Bow Legs) และข้อเข่าโค้งเข้าหากัน (Knock-knees) เนื่องจาก กระดูกขาอ่อนและข้อเข่าไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัวไหว รอยต่อกะโหลกที่กระหม่อมปิดช้า เพราะกะโหลกศีรษะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ และมีความอ่อนนุ่มถ้ากด อาจจะยุบเรียกว่า Craneotabes เกิดความผิดปกติขึ้นที่กระดูกซี่โครง ทำให้กระดูกอกและกระดูกซี่โครงโก่งขึ้น (Concave Breast หรือ Pigion Breast) กระดูกข้อต่างๆ มีการขยายขนาด เช่น กระดูกข้อมือ ข้อเท้า และหัวเข่าโตผิดปกติ ภาวะกระดูกอ่อนในผู้ใหญ่ (Osteomalacia) ซึ่งจัดเป็นโรคกระดูกโรคชนิดหนึ่ง มีอาการที่สำคัญของโรคดังนี้ กระดูกจะอ่อนและไม่แข็งแรง ส่วนใหญ่จะเป็นกระดูกบริเวณขา กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกเป็นโพรงเปราะและหักได้ง่าย เนื่องจากแคลเซียมและฟอสฟอรัสสลายตัวออกจากกระดูกไปเรื่อยๆ รู้สึกเจ็บและปวดตามข้อ ตามกระดูกบริเวณทั่วร่างกาย อาการชัก (Tetany) การขาดวิตามินดี ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการเหน็บชามีอาการกล้ามเนื้อกระตุก และอาจมีอาการชักในบางครั้งซึ่งเกิดจากการที่ปริมาณของแคลเซียมในเลือดลดต่ำลงกว่า 7.5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ทั้งนี้เพราะร่างกายดูดซึมแคลเซียมและวิตามินดีได้น้อยกว่าปกติหรืออาจเกิดจาก การต่อมพาราธัยรอยด์ถูกกระทบกระเทือนย่างแรง ฟันผุ (Dental Caries) หากร่างกายขาดวิตามินดี จะทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม จึงส่งผลกระทบให้เกิดอาการฝันพุมากกว่าคนปกติ

ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ การได้รับวิตามินดีมากเกินไป ซึ่งจะก่อให้เกิด อาการเป็นพิษเนื่องจากได้รับวิตามินดีเกิน (Hypervitaminosis D) โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ได้รับปริมาณวิตามินดีมากถึง 3 แสน ถึง 8 แสน I.U. ต่อวันเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ส่วนในเด็กทารกหากร่างกายได้รับวิตามินดีประมาณ 3 หมื่น I.U ต่อวันหรือมากกว่า จะเกิดอันตรายได้ และในเด็กวัยกำลังโต หากได้รับปริมาณมากถึง 5 หมื่น I.U. ก็จะเป็นอันตรายได้ เช่นกัน โดยอาการที่พบจากการได้รับวิตามินดีเกิน เช่น มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเดินปัสสาวะมากกว่าปกติ ทั้งกลางวันและกลางคืน หิวน้ำตลอดเวลา น้ำหนักตัวลดลง เนื่องจากมีการสลายของแคลเซียมออกมาจากกระดูก บางรายที่อาการหนัก สามารถเสียชีวิตได้ จากการล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย สำหรับในการรักษาอาการวิตามินดีเกินในร่างกาย

jumboslot

แต่อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้วร่างกายมนุษย์มักจะไม่ขาดวิตามินดี หากมีการทำกิจกรรมกลางแจ้งตามปกติ ให้ผิวหนังถูกแสงแดด ร่างกายก็จะได้รับวิตามินดีจากการสร้างที่ผิวหนัง แต่ในผู้ที่มีพฤติกรรมเลี่ยงแสงแดด ชอบอยู่ในที่ร่ม หรือผู้ป่วยที่นอนติดเตียง หรือผู้สูงอายุที่ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีได้ลดลง จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดวิตามินดีและอาจเกิดโรคกระดูกพรุนตามมาได้ จากการสำรวจสุขภาพประชากรไทย ปี พ.ศ. 2551 พบจำนวนผู้ที่มีภาวะวิตามินดีไม่เพียงพอ และภาวะขาดวิตามินดีเท่ากับร้อยละ 45.2 และ 5.7 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาในสตรีวัยทองและสูงอายุของจังหวัดขอนแก่น เมื่อปี พ.ศ. 2549 พบว่าจำนวนสตรีวัยทองร้อยละ 60.2 และ สตรีสูงอายุที่อยู่ในเมืองร้อยละ 65.4 มีภาวะขาดวิตามินดี แต่สตรีสูงอายุที่อยู่ในชนบทที่มีภาวะขาดวิตามินดี มีเพียงร้อยละ 15.44

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ผลการศึกษาวิจัยระบบ metabolism ของวิตามินดี (Calciferol) ระบุว่า เมื่อรังสี CVB เปลี่ยน 7-dehydrocholesterol ไปเป็น precholecalciferol จากนั้นสารดังกล่าว กับ vitamin D2 และ vitamin D3 ที่ได้จากอาหาร จะเข้าสู่กระบวนการเมแทบอลิซึมในตับ แล้วถูกเปลี่ยนไปเป็น 25-hydroxy-vitamin D หรือ 25 (OH) D ซึ่งไหลเวียนในกระแสเลือด (การวัดระดับของวิตามินดีโดยทั่วไปจะวัดจากค่า 25(OH) D) จากนั้นจะถูกส่งไปที่ไตเพื่อปรับให้เป็นวิตามินดีที่อยู่ในรูปแบบพร้อมใช้งานได้ คือ 1,25-dihydroxyvitamin D (active form) แล้วส่งต่อไปยัง vitamin D receptors (VDR) ที่อวัยวะเป้าหมาย ได้แก่ ลำไส้ กระดูก สมอง หัวใจ กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ผิวหนัง และเนื้อเยื่ออื่นๆ ต่อไป

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยพบว่า พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างระดับวิตามินดี (วัดจากระดับ 25-hydroxy vitamin D3 ในที่นี้จะเรียกสั้นๆ ว่า วิตามินดี) ในกระแสเลือดกับภาวะซีมเศร้า โดยผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำจะแสดงอาการของโรคซึมเศร้ามากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่มีสุขภาพปกติ ความรุนแรงของอาการจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อวิตามินดีมีระดับต่ำลงมาก กลไกที่ทำให้วิตามินดีมีความเกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้ายังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าสมองส่วน hypothalamus มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะซึมเศร้า โดยผ่านกลไกของ vitamin D receptor ในร่างกายของมนุษย์จะพบ vitamin D receptor มากในส่วน hypothalamus ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของต่อมไร้ท่อที่ถูกควบคุมโดยระบบประสาท

slot

โดยวิตามินดีกระตุ้นเอนไซม์ที่ใช้ในการสังเคราะห์สารสื่อประสาท (neurotransmitter) จำพวก monoamines เช่น serotonin dopamine และ norepinephrine ซึ่งสารสื่อประสาทเหล่านี้มีผลช่วยลดความเครียดและภาวะซึมเศร้าได้ นอกจากนี้วิตามินดียังมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาของสมองและเซลล์ประสาท และมีความเกี่ยวข้องกับอาการทางจิตประสาทอื่น ๆ เช่น ความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล (seasonal affective disorder หรือ SAD) และโรคจิตเภท (Schizophrenia) เป็นต้น

และยังมีผลการศึกษาวิจัยอีกฉบับหนึ่งระบุว่า มีการศึกษาเกี่ยวกับผลของการเสริมวิตามินดีต่อสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ที่ได้ศึกษาโดยการเสริมวิตามินดีให้แก่ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีภาวะขาดวิตามินดี โดยผู้ป่วยได้รับปริมาณวิตามินดีปริมาณ 40,000 IU ต่อสัปดาห์ เป็นเวลาหกเดือน และทุกสามเดือนคณะผู้วิจัยได้ทดสอบสมรรถภาพของผู้ป่วย โดยวัดกำลังของการกำมือ (grip strength) และทดสอบสมรรถภาพทางกายภาพ (physical performance) ประกอบด้วย การทดสอบ timed up and go (TUGT) การทดสอบ sit to stand (STS) และการทดสอบ six-minute walk (6-MW) ผลการศึกษาพบว่าวิตามินดีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแรงบีบมือ และสมรรถภาพทางร่างกายของผู้ป่วยโรคข้อเข้าเสื่อมที่มีภาวะขาดวิตามินดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้วิตามินดีมีหน้าที่สำคัญในการช่วยลดสารอนุมูลอิสระได้แก่ protein carbonyl (สารที่ก่อให้เกิดการทำลายของโปรตีนในเซลล์) และระดับไขมันในเลือด ทำให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยของศูนย์วิจัยโรคมะเร็งของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่าหากได้รับวิตามินดีขนาด 25 ไมโครกรัมทุกวัน จะสามารถป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึงร้อยละ 50 อีกด้วย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผู้ที่มีพฤติกรรมเลี่ยงแดด ผู้ที่ใช้ครีมกันแดดเวลาโดนแดด ผู้ที่ทำงานในห้องที่มิดชิด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยนอนติดเตียง มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดวิตามินดีได้
ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดวิตามินดี เมื่อไม่สามารถโดนแสงแดดหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ ควรรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินดี หรือรับประทานวิตามินดีในรูปแบบอาหารเสริม เพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดวิตามินดี
โดยปกติแล้วร่างกายของคนปกติจะไม่ขาดวิตามินดี ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรับประทานวิตามินดีในรูปแบบอาหารเสริม เพราะอาจก่อให้เกิดภาวการณ์ได้รับวิตามินดีมากเกินไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

กลูตาไธโอนมีประโยชน์อย่างไร

กลูตาไธโอน (Glutathione) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่สำคัญ 3 ชนิดรวมกัน คือ กลูตาเมท (Glutamate) ซิสเตอิน (Cystein) และไกลซิน (Glycine) โดยจัดเป็นสารประกอบไทออล (thiol) ที่มีพันธะเพปไทด์แกมมาระหว่างหมู่คาร์บอกซิลของหมู่ข้างกลูตาเมตและหมู่เอมีนของซิสทีน และพันธะเพปไทด์ธรรมดาระหว่างซีสทีนกับไกลซีน ซึ่งเริ่มจาการสร้าง glutamyl linkage ระหว่าง L-glutamic acid กับ L-cysteine โดยการเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ g-glutamyl-cysteine synthaseปฏิกิริยานี้เป็น rate-limting step ของการสังเคราะห์

เครดิตฟรี

ซึ่งเอนไซม์นี้จะถูกยับยั้งโดยระดับของกลูตาไธโอนและ cysteine ที่เพิ่มขึ้น ปฏิกิริยาถัดมาเป็นการเชื่อมหรือคอนจูเกดระหว่าง glutamylcysteine กับ glycine โดยการเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ glutathione synthase ซึ่ง cysteine จะมีหมู่ thiol หรือ α-sulphydryl (-SH) ที่ไวต่อการเกิดปฏิกิริยา กลูตาไธโอนมีน้ำหนักโมเลกุลเพียง 307 จึงจัดเป็น thiol compound ที่มีขนาดเล็ก

สำหรับประเภทของกลูตาไธโอนนั้นมีเพียงประเภทเดียวแต่สามารถแยกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ กลูตาไธโอนในธรรมชาติ ซึ่งจะพบในพืช สัตว์ เห็ดรา แบคทีเรีย และอาเดียบางชนิด ซึ่งรวมถึงในพืชและสัตว์ที่เป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ด้วย ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือ กลูตาไธโอนที่ถูกสกัดและสังเคราะห์ขึ้นโดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งพบเห็นได้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ ที่วางขายตามท้องตลาด

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ความจริงแล้วกลูตาไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง โดยในเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ซึ่งถูกผลิตมากที่สุดที่ตับ ปอด ไต ม้าม ตับอ่อน และเลนส์แก้วตา แต่ปริมาณการสังเคราะห์กลูตาไธโอนในร่างกายจะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ รวมถึง กิจกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อมีอายุที่มากขึ้น ปริมาณกลูตาไธโอนที่ร่างกายสังเคราะห์เองได้ก็จะน้อยลง โดยมีการศึกษาวิจัยพบว่าเมื่อย่างเข้าอายุ 20 ปี ปริมาณกลูตาไธโอน ในร่างกายจะลดลงเฉลี่ย 8-12% ต่อ 10 ปี แต่หากร่างกายมีการบริโภคยาหรือเคมีมากเกินไป ปริมาณการลดลงของกลูตาไธโอนในร่างกายจะลดเร็วขึ้น

สล็อต

ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับจากแหล่งอาหาร สำหรับแหล่งอาหารในธรรมชาติที่มีกลูตาไธโอนอยู่ เช่น โปรตีน นม ไข่ ถั่วเหลือง ผลอะโวคาโด หน่อไม้ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่ มะเขือเทศ ถั่วลันเตา ผักบร็อคโคลี่ เห็ด ส้มเกรปฟรุต บีทรูท กระเจี๊ยบเขียว และผักโขม เป็นตัน

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการสังเคราะห์และสกัด กลูตาไธโอนออกมาในรูปแบบ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ เพื่อใช้รับประทานเสริมจากแหล่งอาหารในกรณีที่ร่างกายไม่ได้รับ กลูตาไธโอนจากแหล่งอาหารอย่างเพียงพอ

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณของกลูตาไธโอนที่ร่างกายควรได้รับใน 1 วันนั้น ยังไม่เป็นที่ยืนยันแน่นอนว่าควรได้รับในปริมาณมากเท่าไหร่ เพราะจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ของบุคคลว่ามีการใช้กลูตาไธโอนไปเท่าไหร่ เช่น ปัจจุบันด้าน อายุ เพศ สภาพร่างกาย การใช้พลังงานในแต่ละวัน รวมถึงพฤติกรรมการดำเนินชีวิต และการบริโภค เป็นต้น อีกทั้งปริมาณกลูตาไธโอนที่มีอยู่ในแหล่งอาหารตามธรรมชาติก็ไม่สามารถระบุออกมาได้ชัดเจนว่าอาหารชนิดไหนมีปริมาณเท่าใด แต่เชื่อกันว่าหากรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของกลูตาไธโอนในมื้ออาหารก็น่าจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว

สล็อตออนไลน์

แต่ในปัจจุบันมีการสกัดและสังเคราะห์กลูตาไธโอน ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมความงาม มาวางขายเพื่อให้รับประทานเสริมจากมื้ออาหารปกติ ซึ่งปริมาณที่ร่างการควรได้รับกลูตาไธโอนในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยอ้างอิงตามตารางแนบท้ายประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่องข้อกำหนดการใช้ส่วนประกอบที่สำคัญของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดกรดอะมิโน ลงวันที่ 28 กันยายน 2549 ระบุว่า ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ตามคำแนะนำให้บริโภค 1 วัน คือ ไม่เกินวันละ 250 มิลลิกรัม

ประโยชน์และโทษ

มีผลการศึกษาวิจัยถึงประโยชน์ของกลูตาไธโอนอย่างกว้างขวางทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยสรุปสารสำคัญได้ดังนี้

ทำหน้าที่กำจัดสารพิษที่ผ่านเข้าในร่างกาย โดยจะจับสารพิษที่ไม่ละลายน้ำให้เปลี่ยนเป็นสารที่ละลายน้ำ และกำจัดออกทางไตหรือทางลำไส้ ดังนั้นตับและไตซึ่งเป็นอวัยวะที่มีของเสียและสารพิษสะสมมากที่สุด จึงพบ กลูตาไธโอนถูกผลิตออกมามากที่สุด เพื่อทำหน้าที่กำจัดของเสีย ส่วนในปอดก็พบกลูตาไธโอนในปริมาณสูง เพื่อกำจัดของเสียที่เราหายใจเอาฝุ่นละอองและควันพิษเข้าไปที่ปอด

jumboslot

สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย โดยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมอื่นๆที่เข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งเซลล์มะเร็ง โดยกลูตาไธโอนจะส่งผลในการเพิ่มความสามารถในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophils และยังเพิ่มความสามารถในการทำงานของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานของร่างกายด้วย ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น และยังสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอม รวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส น

อกจากนี้กลูตาไธโอนยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีนและ prostaglandin ได้อีกด้วย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งกลูตาไธโอนจะผลิตขึ้นเองโดยธรรมชาติในทุกเซลล์ในร่างกาย มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ปกป้องเซลล์ให้แข็งแรง ช่วยการไหลเวียนของระบบเลือด รักษาการทำงานของหัวใจและปอด ช่วยชะลออายุของเซลล์ทุกเซลล์ และชะลอความเสื่อมโทรมของร่างกายและของอวัยะวะทุกส่วน โดยกลูตาไธโอนจะถูกเปลี่ยนเป็นเอนไซม์ glutathione peroxidase ที่มีคุณสมบัติเป็นสาร antioxidant ททที่สำคัญของร่างกาย ซึ่งจะทำงานร่วมกับวิตามินซี และสามารถช่วยความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ส่วนโทษของกลูตาไธโอนนั้นมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าหากรับประทานมากเกินไป อาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงได้ เช่น ปวดหัว มึนงง ตาพล่ามัว และอาจมีสารตกค้าง ทำให้เป็นนิ่วที่ไต และกระเพาะปัสสาวะ

slot

โดยหน้าที่หลักของสารตัวนี้มีสามประการคือ

  1. Detoxification กลูต้าไธโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่างในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathione-S-transferase ที่ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย โดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดที่ไม่ละลายน้ำ (ละลายในน้ำมัน) เช่น โลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับถูกทำลายจากแอลกอฮอล์ สารพิษจากบุหรี่ ยาพาราเซตตามอนเกิดขนาด
  2. Antioxidant กลูต้าไธโอน มีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกริยาออกซิเดชั่น ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซี และวิตามินอี อาจทำงานได้ไม่เต็มที่
  3. Immune Enhancer ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิด เพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอม รวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้กลูตาไธโอน ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีน prostaglandin

แหล่งที่พบกลูต้าไธโอน

พบสารชนิดนี้ได้ในพืชผักชนิด ต่างๆ ผลไม้ทั่วไปและเนื้อสัตว์ แต่พบมากในหน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus) อโวคาโด และ วอลนัท ร่างกายเราก็สามารถสร้างกลูตาไธโอนได้และมีสารหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มการสร้างกลูต้าไธโอน ได้แก่ Alpha lipo acid , Glutamine , Methionine , Whey Protein , Vitamin B6 , Vitamin B2 , Vitamin C และ Selenium

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยรายการดูดซึมกลูตาไธโอนของร่างกายระบุว่า กลูตาไธโอนสามารถถูกดูดซึมสู่ร่างกายได้จากทางเดินอาหาร โดยเฉพาะลำไส้เล็กบริเวญส่วนต้นของ jejunum โดยไม่ถูกทำลายเป็นกรดอะมิโน หรือกลไกการดูดซึม กรดอะมิโนโดยเอนซ์ gamma-glutamyl transpeptidase (GGT) โดยขึ้นกับความเข้มข้นของกรดอะมิโนในทางเดินอาหาร ถ้าความเข้มข้นต่ำ จะเกิดการดูดซึมผ่าน glutathione pathway ซึ่งมีการใช้กลูตาไธโอนเป็น co-substrate แต่ถ้ามีความเข้มข้นสูง กรดอะมิโนก็สามารถเกิดกระบวนการซึมผ่านได้ (diffusion pathway) โดยมีการศึกษาหลายการศึกษาที่ยืนยันว่าการรับประทานกลูตาไธโอนสามารถถูกดูดซึมได้ในมนุษย์ Richie และคณะในปี 2015 โดยพยว่า ปริมาณของกลูตาไธโอนและระยะเวลาของการับประทานที่ยาวนานขึ้น สัมพันธ์กับระดับของกลูตาไธโอนในเลือดที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน และการศึกษานี้มีระยะเวลาติดตามนานถึง 6 เดือน และยังพบว่า สารกลูตาไธโอนมีผลข้างเคียงน้อยและไม่รุนแรง

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยด้านต่างๆ อีกหลายฉบับ เช่น มีรายงานว่ากลูตาไธโอนช่วยปกป้องเซลล์ตับจากการได้รับสารบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ สารพิษจากสูบบุหรี่ และพาราเซตามอล (paracetamol) เกินขนาด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดอนุมูลอิสะของวิตามินซีและวิตามินอี เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและกำจัดสารพิษโดยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย และไวรัส โดยเฉพาะไวรัสเอดส์ ช่วยควบคุมการสร้าง prostaglandins จึงลดอาการอักเสบได้ และช่วยรักษาสมดุลของเซลล์ (cellular homeostasis) การสังเคราะห์และการทำลายกลูตาไธโอนจะเกิดขึ้นใน Ƴ-glutamyi cycle ซึ่งจะพบความผิดปกติของวัฏจักรนี้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคระบบประสาทส่วนกลาง กลูตาไธโอนไม่เพียงปกป้องเยื้อหุ้มเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ sulphydryl group ของโปรตีนหลายชนิดคงตัวอยู่ในรูปที่ถูกรีดิวซ์เพื่อให้ร่างกายทำงานเป็นปกติอีกด้วย

และยังมีการศึกษาวิจัยทางคลินิกว่ากลูตาไธโอนสามารถป้องกันการเกิดพิษต่อไต (nephrotoxicity) ของยาเคมีบำบัด cisplatin ซึ่งจัดเป็นยาที่มีพิษต่อเซลล์ (cytotoxic drug) ได้ นอกจากนี้กลูตาไธโอนยังไม่มีผลกระทบต่อฤทธิ์ต้านเนื้องอก (antitumor activity) ของ cisplatin อีกด้วย อีกทั้งกลูตาไธโอนช่วยลดความเป็นพิษต่อหู (ototoxicity) ของยาปฏิชีวนะ gentamicin โดยพบว่าหลังจากการฉีด gentamicin เข้าใต้ผิวหนัง (10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน) ของหนูทดลองที่ได้รับโปรตีนหรือกรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์ไม่สามารถช่วยป้องกันความเป็นพิษต่อหูที่เกิดจาก gentamicin เมื่อได้รับ glutathione monoethyl ester (1.2 กรัม/กิโลกรัม/วัน) ร่วมกับวิตามินซี (100) มิลลกิรัม/กิโลกรัม/วัน)

สารแอลอาร์จินีนมีประโยชน์อย่างไร

แอล-อาร์จินีน (L-Arginine) เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มกรดอะมิโนจำเป็น มีสูตรโครงสร้างทางเคมี C6H14N4O2 และยังเป็นกรดอะมิโนชนิดเบส (basic amino acid) โดยสามารถรับโปรตอนได้ที่ค่า pH เป็นกลาง และยังใช้สังเคราะห์เป็นยูเรียได้ ซึ่งถูกค้นพบออกมาครั้งแรกในปี 1886

เครดิตฟรี

สำหรับประเภทของ แอล-อาร์จินีนนั้นมีเพียงประเภทเดียวแต่รูปแบบ แอล-อาร์จินีนนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ แอล-อาร์จินีน ที่อยู่ในแหล่งอาหารต่างๆ ตามธรรมชาติและแอล-อาร์จินีนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมา โดยจะอยู่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตามท้องตลาดทั่วไป

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

แอล-อาร์จินีน (L-Arginine) เป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ ดังนั้นร่างกายจึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับจากแหล่งอาหารในธรรมชาติ โดยอาหารที่เป็นแหล่งของ แอล-อาร์จินีน ได้แก่ อาหารโปรตีนสูงทุกชนิด เช่น ไข่แดง เนื้อแดง เนื้อจากสัตว์ปีก และอาหารทะเล เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน กุ้ง ปู ถั่ว เมล็ดแห้งต่างๆ เช่น ถั่งลิสง ถั่วเหลือง อัลมอลด์ วอลนัท อาร์เซลนัท เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ และในธัญพืช เช่น เมล็ดงาดำ งาขาว เมล็ดทานตะวัน ลูกเกด ข้าวโพด ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ส่วนในผักพบมากในผักโขม นอกจากนี้ยังพบในผลิตภัณฑ์ Whole Grains ต่างๆ เช่น ขนมปังโฮลวีต พาสตา ข้าวสาลีชนิดไม่ขัดสี รวมถึง ของหวาน เช่น เยลลี่ และช็อคโกแลต เป็นต้น

สำหรับในปัจจุบันยังมีการสังเคราะห์ แอล-อาร์จินีน ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบต่างๆ เพื่อความสะดวกในการรับประทานเพื่อให้ร่างกายได้รับ แอล-อาร์จินีนในปริมาณที่เพียงพอมากขึ้น

ปริมาณที่ควรได้รับ

สล็อต

สำหรับปริมาณที่ควรบริโภคต่อวันของ แอล-อาร์จินีนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น อายุ เพศ สภาพร่างกาย เป็นต้น โดยหากอาร์จินีนได้รับอยู่ในรูปแบบของอาหารต่างๆ ในธรรมชาติที่รับประทานเข้าไปตามสัดส่วนที่พอดีนั้น ก็น่าจะเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการก็จะไม่ส่งผลให้เกิดภาวการณ์ขาด แอล-อาร์จินีน นอกจากจะรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของแอล-อาร์จินีนน้อยเกินไป หรือเป็นผู้รับประทานมังสวิรัตที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ก็อาจจะทำให้จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (แอล-อาร์จินีน) ช่วยเสริมอีกทางหนึ่ง ซึ่งขนาดรับประทานในของ แอล-อาร์จินีนในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ตามตารางบัญชีรายชื่อส่วนประกอบที่สำคัญของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดกรดอะมิโน แนบท้ายประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง ข้อกำหนดการใช้ส่วนประกอบที่สำคัญของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดกรดอะมิโน ลงวันที่ 28 กันยายน 2549 ระบุว่า ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ตามคำแนะนำให้บริโภค 1 วัน คือ ไม่เกิน 1000 มิลลิกรัม

ประโยชน์และโทษ

กระตุ้นการหลั่ง Human Growth Hormone (HGH) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตของร่างกาย เป็นสารตั้งต้นในการสร้าง Nitric Oxide ซึ่งจะช่วยเรื่องการไหลเวียนและการสูบฉีดโลหิตของร่างกายโดยการเพิ่มการขยายตัวของหลอดเลือด และกล้ามเนื้อจะรับสารอาหารและออกซิเจนได้มากขึ้น ช่วยลดความดันโลหิตของผู้ที่มีสุขภาพดี และผู้ที่มีความดันโลหิตสูง รวมถึงลดความดันโลหิตในสตรีตั้งครรภ์ได้ ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคหัวใจโรคหลอดเลือดสมองเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยลดอาการเหนื่อย และเพิ่มความทนทานในการออกกำลังกาย เมื่อรับประทานถึง แอล-คานิทีน จะช่วยในการเผาผลาญไขมันที่สะสมตามร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อกระชับ

สล็อตออนไลน์

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า แอล-อาร์จินีน อาจมีส่วนช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในเพศชายที่เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้การที่ร่างกายได้รับแอล-อาร์จินีนมากเกินไปอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องอืด เก๊าท์ เลือดผิดปกติ ซึมเศร้า ภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ หอบหืดทรุดลง และความดันโลหิตต่ำได้

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยของ อาร์จินีน ในกระบวนการสร้างไนตริค ออกไซด์ (nitric oxide) พบว่าจะอาศัยการทำงานของเอนไซม์ nitric oxide synthetase ทำปฏิกิริยา deamination ซึ่งผลของการเกิดไนตริค ออกไซด์ จะทำให้หลอดเลือดขยายตัว (vasodilate)

โดยเมื่อ acetyl choline ถูกหลั่งจากปลายเซลล์ประสาทมาที่ผนังหลอดเลือดจะกระตุ้นให้ endothelial cells สร้างไนตริค ออกไซด์ จากอาร์จินีน (L–arginine) ซึ่งจะซึมผ่านผนังเซลล์ออกมาที่เซลล์กล้ามเนื้อเรียบ ที่อยู่ใกล้เคียง แล้วแพร่ผ่านผนังเซลล์ของเซลล์กล้ามเนื้อเรียบเข้าไปจับกับอะตอมของเหล็กที่เอนไซม์ guanylyl cyclase ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อเรียบผลิต cGMP สูงขึ้น นำไปสู่การคลายตัวของเซลล์กล้ามเนื้อเรียบ มีผลให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้หลอดเลือดขยายได้ อีกทั้งควบคุมการคืนตัว การใช้น้ำตาลในกระแสเลือดได้ แต่ทั้งนี้งานวิจัยบางชิ้นก็มีการระบุว่ามีไนตริคออกไซด์มากเกินไป ก็อาจทำให้ระบบย่อยอาหารกำเริบได้ เช่นกัน และยังมีการศึกษาวิจัยตรวจสอบผลของแอลอาร์จินีนต่อความดันเลือด และการทำงานของเซลล์บุผนังหลอดเลือด ในหนูแรทความดันเลือดสูงที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสารแอลเนม

jumboslot

โดยให้หนูแรทเพศผู้สายพันธุ์ Sprague-Dawley ได้รับสารแอลเนม (40 มก./กก./วัน) ในน้ำดื่มเป็นเวลา 5 สัปดาห์ เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะความดันเลือดสูง จากนั้นหนูทดลองที่มีภาวะความดันเลือดสูงจะได้รับการป้อนด้วยแอลอาร์จินีน (100 มก./กก./วัน) หรือสารหลอกใน 2 สัปดาห์สุดท้าย ได้วัดความดันซิสโทลิกสัปดาห์ละครั้ง แล้วทำการประเมินการทำงานของหลอดเลือด ระดับ NOx ในพลาสมา และวัดการสร้าง O2•− ในหลอดเลือด

จากการศึกษาพบว่าหนูทดลองที่ได้รับสารแอลเนมมีความดันเลือดสูงและการทำงานที่ผิดปกติของชั้นเอนโดทีเลียมของหลอดเลือด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการลดลงของระดับพลาสมา NOx และการสร้าง O2•− ในหลอดเลือดเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (p<0.05) โดยแอลอาร์จินีนช่วยลดความดันเลือด และปรับปรุงการการทำงานของเซลล์บุผนังหลอดเลือดในหนูแรทความดันเลือดสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) นอกจากนี้แอลอาร์จินีนสามารถเพิ่มชีวปริมาณออกฤทธิ์ของไนตริกออกไซด์ โดยการฟื้นฟูระดับพลาสมา NOx และลดการสร้าง O2•− (p<0.05) ได้

จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าแอลอาร์จินีนสามารถลดความดันเลือด บรรเทาการทำงานที่ผิดปกติของชั้นเอนโดทีเลียมของหลอดเลือด ในหนูแรทความดันเลือดสูงที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสารแอลเนม ผลดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มชีวปริมาณออกฤทธิ์ของไนตริกออกไซด์

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยอีกหลายด้านของแอล-อาร์จินีน เช่น ฤทธิ์ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกัน มีการศึกษาพบว่า แอล-อาร์จีนีนช่วยเพิ่มจำนวนของทีเซลล์ และช่วยเพิ่มการสร้างเม็ดเลือดขาว โดยเข้าไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไทมัส ซึ่งเป็นศูนย์รวมเม็ดเลือดขาวทีเซลล์ (T-lymphocytes) ที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับโรคติดเชื้อ ซึ่งที่เซลล์จะถูกปล่อยออกมาเมื่อร่างกายติดเชื้อ

slot

อีกทั้งยังมีรายงานการศึกษาที่น่าสนใจอีกฉบับหนึ่งระบุว่า การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีแอล-อาร์จีนีน ไม่ควรใช้สำหรับผู้ที่เป็นโรคเริม ไมเกรน ซึมเศร้า หรือผู้ที่กำลังรับประทานยาในกลุ่ม ACE inhibitors (ซึ่งเป็นยาในกลุ่มยาลดความดัน) เพราะ แอล-อาร์จีนีนอาจเข้าไปขยายขนาดยา เช่นเดียวกับยากลุ่มไนเทรต และ เอมิลไนเทรต

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ไม่ควรใช้แอล-อาร์จินีนในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในผู้ที่ปวดศีรษะไมเกรน เพราะการคลายตัวของหลอดเลือดจากฤทธิ์ของ แอล-อาร์จินีนอาจทำให้อาการเลวร้ายลง เช่นเดียวกันกับโรคซึมเศร้างและโรคแพ้ภูมิตนเอง เช่น SLE,Multiple sclerosis และ Rheumatoid aethritis ซึ่งอาจทำให้อาการแย่ลงได้
ไม่ควรรับประทานแอล-อาร์จินีนในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในขนาดที่เกินกว่า 20-30 กรัมต่อวัน เพราะมีรายงานการศึกษาพบว่าอาจทำให้ข้อบวม และเกิดความผิดปกติของกระดูกขึ้นได้

ประโยชน์ดีๆของแอลลิวซีน

แอล-ลิวซีนจัดเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่เป็นหนึ่งในกรดอะมิโนจำเป็นของร่างกาย มีสูตรโมเลกุลคือ C6H13NO2 มีความเป็นกรด ส่วนภายในโครงสร้างมีหมู่ฟังก์ชัน ซึ่งประกอบด้วยหมู่อะมิโน 1 หมู่ และหมู่คาร์บอกซิลอีก 1 หมู่ โดยจัดอยู่ในกลุ่ม branched-chain amino acid (leucine , isoleucine , valine) คือ กรดอะมิโนที่มีหมู่ 2 เป็นกลุ่มไฮโดรคาร์บอนสายยาวที่เป็นกลาง ไม่มีขั้วและไม่ชอบน้ำ สำหรับประเภทของแอล-ลิวซีนนั้น มีเพียงประเภทเดียว แต่สามารถแยกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ แอล-ลิวซีนในรูปแบบที่มีอยู่ในแหล่งอาหารตามธรรมชาติ

เครดิตฟรี

ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือ รูปแบบของแอล-ลิวซีนที่มีการสังเคราะห์และสกัดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่วางขายกันอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในรูปแบบของ แอล-ลิวซีน เพียงชนิดเดียว และ BBCA ((leucine , isoleucine และ valine)

แอล-ลิวซีน(L- leucine) เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายเราไม่สามารถผลิตได้ด้วยตัวเอง ต้องได้รับจากการรับประทานเท่านั้น ช่วยส่งเสริมสังเคราะห์ฮอร์โมนการเจริญเติบโต เพิ่มระดับพลังงานเซลล์กล้ามเนื้อ ช่วยรักษากล้ามเนื้อให้สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา และยังช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ฉีกขาดไป หน้าที่ในการแตกเซลล์ไขมัน กระตุ้นให้เกิดการสร้างโปรตีนของกล้ามเนื้อ จึงช่วยทำให้กล้ามเนื้อกระชับ แข็งแรง และไม่เสื่อม
แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

แอล-ลิวซีนจัดเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของ แอล-ลิวซีน เท่านั้น โดยอาหารที่เป็นแหล่งของแอล-ลิวซีน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อ ปลา นม ไข่ พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง และโปรตีนจากถั่วเหลือง ถั่วลิสง จมูกข้าวสาลี อัลมอนด์ ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง ถั่วเขียวต้ม ข้าวโพดเหลือง ข้าว น้ำตาล เป็นต้น

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการสังเคราะห์และสกัด แอล-ลิวซีน ให้อยู่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อให้เกิดความสะดวกในการรับประทานและเพื่อให้ร่างกายได้รับ แอล-ลิวซีน อย่างเพียงพอ โดยไม่ต้องกังวลกับชนิดและปริมาณของอาหารที่ต้องรับประทาน

ปริมาณที่ควรได้รับ

สล็อต

สำหรับปริมาณของ แอล-ลิวซีน ที่ร่างกายควรได้รับใน 1 วัน นั้น ยังไม่เป็นที่แน่นอน เนื่องจากมีตัวแปรหลายอย่างที่ขึ้นอยู่กับอายุ เพศ สภาพร่างกาย รวมถึงสภาวะการใช้พลังงานของร่างกายในแต่ละวัน แต่เชื่อกันว่าหากร่างกายได้รับอาหารที่เป็นแหล่งของแอล-ลิวซีน ทั้งในพืชและในสัตว์ในมื้ออาหารก็เพียงพอแล้วกับความต้องการใน 1 วัน (ซึ่งปริมาณในมื้ออาหารอาจมาก-น้อย แตกต่างกัน) และในปัจจุบันที่มีการสังเคราะห์และสกัด แอล-ลิวซีนในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อให้รับประทานเสริจากมื้ออาหาร ดังนั้นปัจจุบันจึงไม่ค่อยพบภาวการณ์ขาด แอล-ลิวซีนกันมากนัก สำหรับปริมาณที่ควรรับประทาน แอล-ลิวซีนในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ซึ่งอ้างอิงตามตารางแนบท้ายประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่องข้อกำหนดการใช้ส่วนประกอบที่สำคัญของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดกรดอะมิโน ลงวันที่ 28 กันยายน 2549 ระบุว่า ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ตามคำแนะนำให้บริโภค 1 วัน คือ ไม่เกินวันละ 700 มิลลิกรัม

ประโยชน์และโทษ

ประโยชน์ของแอล-ลิวซีน คือ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่กระตุ้นอินซูลิน ช่วยสมานบาดแผลและกระโกที่ได้รับความเสียหายได้เร็วกว่าปกติ ช่วยลดการสูญสลายของโปรตีนจากกล้ามเนื้อ ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยให้เซลล์ประสารทแข็งแรง ช่วยควบคุมความอยากอาหาร นอกจากนี้ยังเป็น 1 ใน 3 กรดอะมิโนที่เรียกว่า Branched chain amino acids (BCAA) ซึ่งประกอบไปด้วย isoleucine และ valine ที่มีหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานในการเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ และซ่อมแซมกล้ามเนื้ออีกด้วย ส่วนโทษของแอล-ลิวซีนนั้นมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าผู้ที่มีภาวะขาด แอล-ลิวซีน จะมีอาการคล้ายคนที่มี ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ วิงเวียนศีรษะ เหนื่อยล้า หรือ อ่อนเพลีย มีอาการปวดหัว สับสน และหงุดหงิดง่าย

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยในต่างประเทศหลายฉบับระบุถึงคุณสมบัติต่างๆ ของแอล-ลิวซีน เช่น แอล-ลิวซีน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของอีโมโกลบิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเม็ดเลือดแองที่มีหน้าที่ขนถ่ายออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายและมีการศึกษาทดลอง เรื่อง การควบคุมความอยากอาหารของลิวซีน ซึ่งมีการทดลองในหนูทดลองโดยฉีดลิวซีนให้หนูทดลอง พบว่าหนูลดการกินอาหารลงรวมถึงมีพฤติกรรมการกินที่ลดลงด้วย

สล็อตออนไลน์

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

กรดอะมิโน แอล-ลิวซีน เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกายที่ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของแอล-ลิวซีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่หากไม่สามารถรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของ แอล-ลิวซีนได้หรือรับประทานได้ไม่เพียงพอก็สามารถ รับประทานแอล-ลิวซีนในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เสริมจากมืออาหารได้ แต่ทั้งนี้ควรระมัดระวังในการรับประทาน โดยควรรับประทานตามฉลากหรือเอกสารกำกับอย่างเคร่งครัด แต่อย่างไรก็ตามก่อนจะเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง

L-Leucine: ช่วยเสริมการทำงานของตับ ล้างพิษ เสริมภูมิคุ้มกัน ทำให้ดูอ่อนเยาว์

  1. มีประโยชน์ในส่วนของ ผิว กระดูก และ เนื้อเยื่อ
  2. ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยกระตุ้นการหลั่ง growth hormone
  3. ช่วยในเรื่องการปรับสมดุล ทำให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ อีกทั้งมีส่วนช่วยให้ร่างการมีพลังมากขึ้น เพิ่มปริมาณฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต
  4. ช่วยในการเผาผลาญไขมัน ที่อยู่ลึกข้างในไขมันเหล่านั้นจะสลายได้ยากถ้าออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว
  5. เป็นหนึ่งในกรดอะมิโนจาก (BCAA’s) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีหน้าที่รักษากล้ามเนื้อให้สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลาและยังช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ฉีกขาดไป

jumboslot

เมื่อพูดถึง “กรดอะมิโน” หลายคนอาจไม่รู้จัก ส่วนใหญ่จะรู้จักโปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายในเรื่องของการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทั้งที่ความจริงแล้ว กรดอะมิโน ก็คือ โปรตีนที่ถูกย่อยให้มีขนาดเล็กที่สุด เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งานได้ โดยร่างกายจะดึงกรดอะมิโนมาสร้างเนื้อเยื่อ ฮอร์โมน หรือเอนไซม์ ขึ้นอยู่กับความต้องการของร่างกายแต่ละคน

กรดอะมิโน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ “กรดอะมิโนจำเป็น” มี 8 ชนิด ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จึงต้องได้รับจากการรับประทานอาหารเท่านั้น และ “กรดอะมิโนไม่จำเป็น” มี 12 ชนิด ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ หากได้รับกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน

ผศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ร่างกายของเราต้องการกรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 8 ชนิด เพราะแต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกัน บางชนิดถ้ารวมกลุ่มกับชนิดอื่นจะยิ่งทำหน้าที่ได้ดีกว่าเดิม เช่น ไอโซลิวซีน (Isoleucine) ลิวซีน (Leucine) วาลีน (Valine) เป็นต้น โดยแต่ละคนมีความต้องการปริมาณของกรดอะมิโนมากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอายุและร่างกายว่ากำลังจะสร้างอะไร ยกตัวอย่างคนที่เป็นโรคไต ซึ่งจะถูกจำกัดการบริโภคโปรตีน ทำให้ต้องได้รับกรดอะมิโนจำเป็นบางชนิดมากกว่าคนอื่น”

เมื่อกรดอะมิโนจำเป็นมีบทบาทสำคัญต่อร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเราจึงควรรับประทานอาหารที่มีกรดอะมิโนจำเป็นเป็นประจำทุกวัน ที่สำคัญเราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย เนื่องจากอาหารแต่ละอย่างมีกรดอะมิโนจำเป็นแต่ละชนิดมากน้อยแตกต่างกัน อาทิ ข้าวมีไลซีน (Lysine) ต่ำ งามีเมไธโอนีน (Methionine) สูง เป็นต้น

slot

เราสามารถได้รับกรดอะมิโนจำเป็นจากอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว โดยเฉพาะถั่วเหลืองที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนทั้ง 8 ชนิด และมีในปริมาณสูงเมื่อเทียบกับถั่วชนิดอื่น นอกจากนี้ยังมีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งช่วยในการลดคอเลสเทอรอลอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากจะรับประทานถั่วเหลืองจากเมล็ดเป็นประจำทุกวันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นเครื่องดื่มในรูป “นมถั่วเหลือง” ที่ผลิตจากถั่วเหลืองคุณภาพดี ผ่านกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัยที่สามารถคงคุณค่าของกรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 8 ชนิด จึงเป็นทางเลือกที่ใกล้ตัว สะดวก ประหยัด เหมาะสำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติซึ่งไม่สามารถได้รับกรดอะมิโนจากเนื้อสัตว์ได้ และยังตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่และผู้ที่รักสุขภาพได้เป็นอย่างดี

กรดอะมิโนจำเป็น 8 ชนิด

ไอโซลิวซีน (Isoleucine) ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบประสาท ช่วยพัฒนาการเรียนรู้

ลิวซีน (Leucine) กระตุ้นการทำงานสมอง เพิ่มพลังให้กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาทแข็งแรง

ไลซีน (Lysine) ซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สึกหรอ เป็นสารตั้งต้นของแอลคาร์นิทีนที่ช่วยเผาผลาญไขมัน ช่วยให้มีสมาธิ และดูดซึมแคลเซียม จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

เมไธโอนีน (Methionine) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย และช่วยย่อยสลายไขมัน

ฟีนีลอะลานีน (Phenylalanine) เพิ่มความตื่นตัวทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉง เสริมความจำ บรรเทาอาการซึมเศร้า และลดความอยากอาหาร

ทรีโอนีน (Threonine) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยเผาผลาญไขมัน มีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และการดูดซึมสารอาหารต่างๆ ในร่างกาย

ทริปโตแฟน (Tryptophan) ลดความเครียดและภาวะซึมเศร้า บรรเทาอาการไมเกรน ช่วยส่งเสริมการนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ

วาลีน (Valine) ช่วยกระตุ้นสมรรถนะของสมองและการประสานงานกันของกล้ามเนื้อ

สารคลอโรฟีลล์มีประโยชน์อย่างไร

คลอโรฟีลล์ เป็นสารประกอบอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้ในทุกส่วนของพืชที่เป็นสีเขียว มักพบมากในใบและส่วนอื่นๆ ที่มีสีเขียว โดยจะมีลักษณะเป็นสารสีที่ปรากฏอยู่ใน organelle ที่เรียกว่า คลอโรพลาสต์ (chloroplast) ซึ่งจะพบในส่วน cytoplasm ของเซลล์พืช ซึ่งเป็นกลุ่มของสารสีที่มีสีเขียว ทำหน้าที่ในกระยวนการสังเคราะห์แสงเพื่อให้ได้พลังงานทางชีวเคมีแก่พืช

เครดิตฟรี

โดยคลอโรฟิลล์จะสามารถดูดกลืนพลังงานแสงเพื่อนำมาใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ ให้กลายเป็นออกซิเจน และกลูโคส ส่วนโครงสร้างของคลอโรฟีลล์ตามธรรมชาตินั้นพบว่าคลอโรฟีลล์มีโครงสร้างพื้นฐานที่เรียกว่า porphyrin ring ที่คล้ายคลึงกับโครงสร้างของฮีมในฮีโมโกลบินของเซลล์เม็ดเลือดแดง แต่จะต่างกันที่อะตอมที่ศูนย์กลางของคลอโรฟีลล์เป็นแมกนีเซียม (Mg) แทนที่จะเป็นธาตุเหล็ก (Fe) แบบของฮีม และยังประกอบไปด้วยไฮโดรคาร์บอนสายยาว (phytol side chain)

นอกจากนี้คลอโรฟีลล์ในธรรมชาติจะอยู่ในรูปของคลอโรฟิลล์ที่ละลายในน้ำมันเท่านั้น และยังเป็นโมเลกุลซึ่งไม่ค่อยเสถียรสลายตัวได้ง่ายจากความร้อน ออกซิเจน และสารเคมีอื่นๆ ส่วนหางถูกย่อยออกจากโมเลกุลได้ง่ายด้วยสารละลายที่มีคุณสมบัติเป็นด่างอ่อน และเอนไซม์ chlorophyllase ในขณะที่แมกนีเซียมในส่วนของ tetrapyrrole ถูกดึงออกได้ง่ายด้วยสารละลายที่เป็นกรดอ่อน

เชื่อว่าหากร่างกายของเราได้รับคลอโรฟิลล์เข้าไปก็จะไปเป็นสารตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดแดงให้กับร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดความบกพร่องในการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ในภาวะโลหิตจาง เป็นต้น โดยปกติแล้วในร่างกายของเราจะมีการสร้างและทำลายเซลล์มากกว่า 2.5 ล้านเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ร่างกายทำงานหนัก เม็ดเลือดแดงในร่างกายก็จะถูกทำลายมากขึ้นตามไปด้วย และร่างกายของเราก็ต้องมีการสร้างขึ้นมาทดแทนในจำนวนเท่า ๆ กัน ตลอดเวลา แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายของเรามีความบกพร่องในการสร้างเม็ดเลือดแดง สาเหตุอาจจะมาจากการขาดสารตั้งต้นอย่างคลอโรฟิลล์ เมื่อปล่อยให้มีความบกพร่องเป็นระยะเวลานาน ๆ ก็จะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติตามมา เพราะเม็ดเลือดแดงถือเป็นระบบขนส่งอาหารที่สำคัญอย่างมากในร่างกาย

แต่ก็มีข้อโต้แย้งออกมาว่าสารสกัดจากคลอโรฟิลล์นั้นไม่สามารถนำไปใช้สร้างเม็ดเลือดแดงได้ เนื่องจากมันมีองค์ประกอบของโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างจากเม็ดเลือดแดงอย่างสิ้นเชิง เพราะหน้าที่หลักของคลอโรฟิลล์นั้นช่วยในการสังเคราะห์แสงของพืชเท่านั้น

สล็อต

สำหรับประเภทของคลอโรฟีลล์นั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.คลอโรฟีลล์จากธรรมชาติ โดยสามารถแบ่งย่อยออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่

คลอโรฟีลล์ เอ (chlorophyll a) ซึ่งมีสูตรเคมี คือ C55 H72 O5 N4 Mg มีคุณสมบัติมละลายน้ำเป็นคลอโรฟีลล์ที่มีสีเขียวแกมน้ำเงิน ซึ่งสารคลอโรฟีลล์ เอ จัดเป็น primary pigment ที่ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์แสงโดยตรง ส่วนสารสีชนิดอื่นๆ ต้องรับแสงแล้วส่งต่อให้คลอโรฟีลล์ บี ประมาณ 2-3 เท่า โดยคลอโรฟีลล์ เอ จะมีช่วงการดูดกลืนแสงที่ 420 นาโนเมตร และ 660 นาโนเมตร ส่วนมากจะพบคลอโรฟีลล์ เอ ในพืชชั้นสูงทุกชนิดที่มีการสังเคราะห์แสงได้
คลอโรฟีลล์ บี (chlorophyll b) มีสูตรเคมี คือ C55 H70 O6 N4 Mg ซึ่งมีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำ เป็นคลอโรฟีลล์ที่มีสีเขียวแกมเหลือง โดยคลอโรฟีลล์ บี จะมีช่วยการดูดกลืนแสงที่ 435 นาโนเมตร และ 643 นาโนเมตร ส่วนมากพบคลอโรฟีลล์ บี ได้ทั่วไปในพืชชั้นสูงทุกชนิด และสาหร่ายสีเขียว (green algae)
คลอโรฟีลล์ ซี (chlorophyll c) เป็นคลอโรฟีลล์ชนิดที่พบได้ในพวกสาหร่ายสีน้ำตาล (brown algae) และสาหร่ายสีทอง (golden algae) แต่ไม่พบในพืชชั้นสูง
คลอโรฟีลล์ ดี (chlorophyll d) เป็นคลอโรฟีลล์ชนิดที่พบในพวกสาหร่ายสีแดง (red algae) รวมถึงแบคทีเรียบางชนิดที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ แต่ไม่พบในพืชชั้นสูงเช่นกัน

  1. คลอโรฟีลล์ สังเคราะห์ ที่นำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ที่มีชื่อว่า โซเดียมคอปเปอร์คลอโรฟีลลิน (Sodium Copper Chlorophyllin) เป็นการดัดแปลงโครงสร้างคลอโรฟีลล์ตามธรรมชาติทำให้ได้สารคลอโรฟีลลินที่ยังคงมีสีเขียวอยู่ แต่มีความคงตัวและสามารถละลายน้ำได้ดีจึงนำมาผสมในอาหารเครื่องดื่ม

สล็อตออนไลน์

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า คลอโรฟีลล์เป็นสารสีที่พบในเซลล์ของพืชที่มีสีเขียว ดังนั้น แหล่งของคลอโรฟีลล์ก็คือ ผักและผลไม้สีเขียว เช่น ผักชีฝรั่ง ผักกาด ผักขม ถั่วเขียว ถั่วฝักยาว แอปเปิ้ลเขียว กล้วย กล้วยน้ำว้า ส้มโอ แตงไทย เป็นต้น รวมถึง สาหร่ายต่างๆ และแบคทีเรียบางชนิด ดังในตารางต่อไปนี้

นอกจากนี้ยังมีการนำคลอโรฟีลล์จากธรรมชาติ มาสังเคราะห์และดัดแปลงโครงสร้างให้ละลายในน้ำได้ ซึ่งเป็นสารที่มีชื่อว่า Sodium copper chlorophyllin เพื่อใช้ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อีกด้วย

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับขนาดและปริมาณที่ใช้คลอโรฟีลล์โดยทั่วไป ในกรณีที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เสริมอาหารจะใช้ในปริมาณ 100 มก./วัน นอกจากนี้ในอเมริกากำหนดความปลอดภัยของสารคลอโรฟีลลินในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือใช้เป็นสีผสมอาหารได้ไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่ส่วนเด็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป สามารถรับประทานคลอโรฟีลลินได้ในขนาด 90 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (USFDA) ได้รับรองความปลอดภัยเฉพาะคลอโรฟีลล์ชนิดที่ละลายในน้ำเท่านั้น เนื่องจากคลอโรฟีลล์ที่ละลายในน้ำหากได้รับมากเกินไปสามารถละลายออกมาทางปัสสาวะได้แต่หากได้รับคลอโรฟีลล์ชนิดละลายในไขมันมากเกินไป จะทำให้มีการสะสมเกิดขึ้นซึ่งอาจทำให้เกิดผลเสียต่อตับและไตได้

ประโยชน์และโทษ

jumboslot

จากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า คลอโรฟีลล์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของคลอโรฟีลล์ มีฤทธิ์ยับยั้งเนื้องอกที่เต้านม ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งตับ ช่วยเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว ช่วยลดกลิ่นตัว กลิ่นของอุจจาระ และกลิ่นของปัสสาวะ ช่วยให้รอยแผลบริเวณผิวหนังซึ่งเกิดจากการฉายแสงเพื่อรักษามะเร็งหายเร็วขึ้น และช่วยขับสารพิษ (อย่างไรก็ตาม การได้รับคลอโรฟีลล์มากเกินไปอาจเกิดการสะสมและมีผลเสียต่อตับและไตได้)

นอกจากนี้คลอโรฟีลล์ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกเช่น ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ช่วยควบคุมความเป็นกรดในกระเพราะอาหาร และส่งเสริมการย่อยอาหาร ช่วยป้องกันแผลอักเสบ และระงับเชื้อ ช่วยรักษาสมดุลจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในระบบทางเดินอาหาร ส่วนผลข้างเคียงของการรับประทานคลอโรฟีลล์อาจเกิดขึ้นได้โดยอาจทำให้เกิดอาการต่างๆ ดังนี้

ปัสสาวะมีสีเปลี่ยนไปเป็นสีเขียว อุจจาระมีสีเขียว ลิ้นเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเกือบดำ และยังมีรายงานว่าทำให้ท้องเสียได้ นอกจากนี้ยังพบรายงานการเกิดอาการแพ้สารคลอโรฟีลลิน โดยอาจพบผื่นแพ้ขึ้นตามตัว เวียนศีรษะ เหงื่ออกมากและความดันโลหิตตกอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีการศึกษาในคนของคลอโรฟีลล์ พบว่ามีฤทธิ์ต้านมะเร็งเต้านมและป้องกันการเกิดมะเร็งที่ตับ ซึ่งขนาดที่ใช้รับประทานในการศึกษาคือคลอโรฟิลล์ชนิดเม็ดขนาด 100 มก./วัน รับประทานวันละ 3 ครั้ง นาน 3-4 เดือน นอกจากนี้ยังพบว่ามีฤทธิ์เพิ่มปริมาณและกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ยับยั้งสารพิษ ปกป้องผิวหนังจากรังสีอีกด้วย และยังมีผลการศึกษาวิจัยของสถาบัน Linus Pauling, มหาวิทยาลัย Oregon state แสดงให้เห็นว่าทั้งคลอโรฟิลล์และคลอโรฟิลลิน มีประสิทธิภาพเท่าๆ กันในการยับยั้งสารก่อมะเร็ง (aflatoxin B1) เข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตามงานวิจัยเหล่านี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังคงต้องทำการวิจัยต่อไปเพื่อให้ได้ผลการศึกษาวิจัยที่คลอบคลุมทุกมิติรวมถึงยังต้องศึกษาวิจัยในคนอีกต่อไป

slot

นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับคลอโรฟีลล์รูปแบบรับประทานนี้ คือ การดูดซึม (absorption) เนื่องจากคลอโรฟีลล์จะมีผลในการสร้างสารพิษในร่างกายได้ ต้องถูกดูดซึมเพื่อให้เข้าสู่กระแสเลือดก่อนเท่านั้น ซึ่งการศึกษาเกี่ยวกับการดูดซึมและประสิทธิภาพเกี่ยวกับการล้างสารพิษของคลอโรฟีลล์ในมนุษย์ อ้างอิงจาก Natural Medicines Comprehensive มีค่อนข้างจำกัด และผลการศึกษาส่วนใหญ่ ได้มากจากสัตว์ทดลองหรือเซลล์ในหลอดทดลอง จึงทำให้ต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกมากในอนาคต

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

การรับประทาน chlorophyll และ chlorophyllin เสริมนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
ห้ามใช้ในผู้ที่มีอาการแพ้หรือไวต่อสิ่งกระตุ้นที่มี chlorophyll และ chlorophyllin เป็นส่วนประกอบ
หากต้องการรับประทานผักผลไม้ให้ได้ปริมาณของคลอโรฟีลล์อย่างเต็ม ที่ควรรับประทานในรูปแบบ ผักและผลไม้สด เพราะหากมีการนำไปผ่านความร้อนมากเท่าไหร่ก็จะทำให้ปริมาณของคลอโรฟีลล์สูญเสียไปมากขึ้น