ภาวะมีบุตรยากของฝ่ายนั้นมีหลากหลาย และอาจมีบางกรณีที่หาสาเหตุชัดเจนไม่ได้ อย่างไรก็ตามการรักษาภาวะมีบุตรยากของฝ่ายนั้นก็สามารถทำให้สำเร็จได้ แม้ในกรณีที่หาสาเหตุไม่ได้ก็ตาม โดยสิ่งที่แพทย์จะตรวจนั้นมีดังนี้

เครดิตฟรี

ประวัติและการตรวจร่างกาย อาจช่วยบอกความผิดปกติที่เป็นสาเหตุได้ เช่น ประวัติการติดเชื้อหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, เนื้องอกในอัณฑะ, ประวัตการผ่าตัด, กิจกรรมทางเพศ, การใช้ยา, การใช้หรือการสัมผัสสารบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ บุหรี่ รังสี สารสเตียรอยด์ การทำเคมีบำบัด และสารเคมีที่เป็นพิษ เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัย รวมถึงการดูองค์ประกอบอื่นเช่น ขนาดของลูกอัณฑะ, ความผิดปกติทางร่างกายบางอย่าง (เช่น เส้นเลือดขอดที่อัณฑะ), การพัฒนาของลักษณะทางเพศ เป็นต้น
ตรวจน้ำอสุจิ หัวใจสำคัญในการประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชายคือการตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิหรือนับจำนวนอสุจิด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งการตรวจนี้จะทำให้ทราบถึงคุณภาพและปริมาณโดยรวมของน้ำเชื้อ จำนวนอสุจิ รูปร่างและการเคลื่อนไหวของอสุจิ ก่อนการตรวจฝ่ายชายควรงดการมีเพศสัมพันธ์หรือสำเร็จความใคร่ก่อนการเก็บตัวอย่างน้ำเชื้ออสุจิประมาณ 2-7 วัน หากผลการวิเคราะห์พบว่าอสุจิมีความผิดปกติ แพทย์มักจะมีการขอตัวอย่างน้ำอสุจิเพิ่มเติมเพื่อตรวจซ้ำอีกครั้งในอีก 1-2 สัปดาห์ถัดไป
การตรวจเลือด โดยปกติแล้วแพทย์จะขอตรวจเลือดถ้าสงสัยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากฮอร์โมน (จะตรวจเมื่อพบความผิดปกติของน้ำเชื้อ) และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การทดสอบทางพันธุกรรม ในรายที่แพทย์สงสัยก็อาจจะทำการตรวจสอบเลือดอย่างเฉพาะเจาจง เพราะบางกรณีปัญหาการมีบุตรยากอาจเกิดจากการขาดหายไปหรือความผิดปกติของโครโมโซมเพศชาย (Y) ผู้ชายบางคนอาจสืบทอดยีนที่เกี่ยวข้องกับโรค Cystic fibrosis ซึ่งทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากเนื่องจากจำนวนตัวอสุจิต่ำกว่าเกณฑ์ ในกรณีแพทย์จะต้องหารือกับคู่สมรสถึงความเป็นไปได้และผลที่จะตามมาจากพันธุกรรมที่อาจถ่ายทอดไปถึงลูกได้
การตรวจอื่น ๆ ถ้าแพทย์สงสัยว่ามีการอุดตันในส่วนของท่อส่งอสุจิ ก็อาจจะมีการตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านช่องทวารหนัก ซึ่งการอุดตันนี้อาจเป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นจากการอักเสบติดเชื้อในภายหลังก็ได้ หรือในกรณีที่มีอสุจิต่ำกว่าเกณฑ์หรือไม่มีเลย แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจชิ้นเนื้ออัณฑะเพื่อวิเคราะห์น้ำอสุจิ (ทำในห้องผ่าตัดโดยใช้ยาดมสลบ) และอาจนำเซลล์อสุจิไปแช่แข็งเพื่อใช้ในการทำเด็กหลอดแก้วต่อไป
การประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายหญิง
ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจมากมายที่ช่วยประเมินภาวะมีบุตรยากของฝ่ายหญิงได้ ซึ่งในแต่ละรายอาจใช้วิธีการตรวจและการตรวจพิเศษแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมและอาจไม่จำเป็นต้องตรวจทั้งหมดครบทุกวิธีก็ได้ โดยสิ่งที่แพทย์จะตรวจนั้นมีดังนี้ครับ

ประวัติทางการแพทย์ หรือประวัติสุขภาพที่ผ่านมาก็อาจช่วยให้ทราบถึงสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก โดยแพทย์จะถามเกี่ยวกับความผิดปกติของรอบเดือน, การเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศในช่วงวัยรุ่น, อาการปวดท้องน้อยเวลามีประจำเดือน ประวัติการอักเสบในอุ้งเชิงกราน, ประวัติทางเพศหรือการเจ็บป่วยจากการติดโรคทางเพศสัมพันธ์, การสัมผัสสารบางชนิด เช่น สารสเตียรอยด์ ทำเคมีบำบัด ฉายรังสี ดื่มแอลกอฮอล์ และสารเคมีที่เป็นพิษ รวมทั้งประวัติเกี่ยวกับการมีบุตรที่ผ่านมา
ตรวจร่างกายทั่วไปและตรวจภายใน จะบอกได้ถึงความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ส่วนการตรวจภายในจะทำให้ทราบถึงความผิดปกติของอวัยวะระบบสืบพันธุ์ภายในได้
ตรวจเลือด จะบอกได้ว่าระดับฮอร์โมนต่าง ๆ อย่างฮอร์โมน FSH (Follicle-stimulating hormone), ฮอร์โมน TSH เพื่อดูการทำงานของต่อมไทรอยด์ และฮอร์โมนโปรแลกติน (Prolactin) เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง
ประเมินการตกไข่ ภาวะการตกไข่ที่ผิดปกติอาจตรวจพบได้จากประวัติประจำเดือน อุณหภูมิของร่างกาย หรือระดับฮอร์โมนที่ผิดปกติ เช่น การตรวจระดับฮอร์โมน LH ก่อนการตกไข่ หรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในช่วงครึ่งหลังของรอบประจำเดือน

สล็อต

อัลตราซาวนด์บริเวณอุ้งเชิงกราน (ผ่านทางช่องคลอด) วิธีนี้จะเผยให้เห็นภาพของมดลูกและรังไข่ได้ชัดเจนกว่าการอัลตราซาวนด์ผ่านหน้าท้อง โดยจะสามารถตรวจวัดขนาดหรือรูปร่างของมดลูกและรังไข่ได้ รวมไปถึงความปกติต่าง ๆ เช่น เนื้องอก ถุงน้ำในรังไข่ เป็นต้น หากตรวจพบความผิดปกติอาจจะต้องมีการขอตรวจเพิ่มเติมด้วย
การฉีดสีเพื่อดูท่อนำไข่และมดลูก (Hysterosalpingogram – HSG) เป็นการใช้สายยางขนาดเล็กสอดผ่านปากมดลูกเข้าไปยังโพรงมดลูกและฉีดน้ำที่สามารถมองเห็นได้จากการเอกซเรย์เข้าไปในโพรงมดลูกและท่อนำไข่ เพื่อให้เห็นโครงสร้างของโพรงมดลูกและท่อนำไข่ ถ้ามดลูกที่มีรูปร่างผิดปกติหรือมีการตันของท่อนำไข่จะสามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีนี้จากการเอกซเรย์ สามารถทำได้โดยไม่ต้องวางยาสลบ ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดท้องน้อยในระดับปานกลางถึงมาก (ในขณะฉีดน้ำเข้าไปในโพรงมดลูก) แต่อาการจะดีขึ้นภายใน 10 นาที
การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopy) เป็นการสอดท่อขนาดเล็กผ่านปากมดลูกเข้าไปยังโพรงมดลูก แล้วจะมีการฉีดอากาศหรือของเหลวเข้าไปในขยายโพรงมดลูก เพื่อตรวจดูเยื่อบุโพรงมดลูกและท่อนำไข่ เป็นวิธีที่มักใช้ในรายที่คิดว่ามีความผิดปกติของมดลูกหลังจากซักประวัติ ฉีดสี และตรวจอัลตราซาวนด์แล้ว
การผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง (Laparoscopy) เป็นการใช้ท่อขนาดเล็กสอดผ่านแผลขนาดเล็กที่บริเวณหน้าท้อง เพื่อตรวจดูอวัยวะภายในช่องท้องและอุ้งเชิงกรานโดยเฉพาะมดลูก รังไข่ และท่อนำไข่ การผ่าตัดผ่านกล้องนี้จะสามารถตรวจพบความผิดปกติและการอุดตันของท่อนำไข่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้ อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดผ่านกล้องนี้ไม่ใช่การตรวจทั่วไปของภาวะมีบุตรยาก แต่จะทำเฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นเท่านั้น
ทดสอบทางพันธุกรรม แพทย์จะแนะนำให้ตรวจเมื่อสงสัยว่าความผิดปกติของโครโมโซมเป็นสาเหตุทำให้มีบุตรยาก ซึ่งการตรวจจะใช้เลือดปริมาณเพียงเล็กน้อย ส่งเข้าห้องปฏิบัติการในการวิเคราะห์ ถ้าพบความผิดปกติ แพทย์จะหารือถึงความเป็นไปได้และประเมินผลที่จะตามมาของกรรมพันธุ์ที่จะถูกส่งต่อไปยังลูก
เมื่อทำการตรวจเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะสามารถทราบถึงสาเหตุของการมีบุตรยากได้ และจะทำการรักษาโดยเริ่มจากการแก้ไขที่สาเหตุนั้นก่อน ในกรณีที่รักษาหรือผ่าตัดแก้ไขสำเร็จ คู่สมรสจะสามารถมีบุตรได้เองตามธรรมชาติ แต่หากแก้ไขแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ หรือในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีอายุมากเกินไปจนไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ แพทย์ก็อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์อย่างการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ต่อไป

วิธีรักษาภาวะมีบุตรยาก
ดูแลสุขภาพตนเอง การดูแลสุขภาพของคู่สมรสทั้ง 2 ฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญเบื้องต้นที่ควรจะทำก่อนการรักษาภาวะมีบุตรยาก เนื่องจากการดูและสุขภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างก็สามารถช่วยเพิ่มโอกาสการมีบุตรได้ โดยพบว่าคู่สมรสส่วนหนึ่งที่ทำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวแล้วสามารถตั้งครรภ์ได้เองโดยไม่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์หรือใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แต่อย่างใด สำหรับการดูแลตนเองในเบื้องต้นที่คุณสามารถทำได้ก็คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบถ้วนทุก 5 หมู่, นอนหลับพักผ่อนให้พออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง, ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน, ลดปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความเครียด, งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวจะช่วยให้การสร้างและการหลั่งฮอร์โมนเพศที่ทำหน้าที่ควบคุมการตกไข่และการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ทำงานได้อย่างเป็นปกติมากขึ้นและทำให้อสุจิแข็งแรง นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงสารพิษและสารเคมีต่าง ๆ เช่น สารตะกั่ว เพราะสารเหล่านี้อาจส่งผลต่อทั้งการทำงานของรังไข่และอัณฑะ ทำให้เซลล์สืบพันธุ์ทำงานผิดปกติได้

สล็อตออนไลน์

การรักษาเบื้องต้นเมื่อพบแพทย์ ในเบื้องต้นแพทย์จะทำการรักษาไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น การผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติปกติของท่อนำไข่ การผ่าตัดแก้หมันที่เคยทำไว้ การผ่าตัดรักษาโรคถุงน้ำรังไข่ (PCOS) หรือโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยวิธีกล่าว พบว่าคู่สมรสจำนวนไม่น้อย ไม่อาจมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้อีกในภายหลังการรักษา เนื่องจากการตั้งครรภ์นั้นยังมีความจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยทางธรรมชาติอื่น ๆ อีกมาก รวมทั้งความผิดปกติบางอย่างก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น ภาวะเชื้ออสุจิผิดปกติในฝ่ายชาย
ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ จากสาเหตุดังกล่าวที่คู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการรักษาแล้วแต่ก็ยังไม่อาจตั้งครรภ์ได้ จึงทำให้ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาแนวทางการรักษาแบบใหม่ คือ การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มาช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ เนื่องจากวิธีเหล่านี้ส่วนหนึ่งไม่ได้พึ่งพากระบวนการทางธรรมชาติ แต่เป็นการนำเอาเซลล์สืบพันธุ์ของทั้งสองฝ่ายมาเลี้ยงภายนอกร่างกาย ให้ผสมเป็นตัวอ่อน ก่อนที่จะใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขความผิดปกติที่เป็นสาเหตุบางอย่างได้ เช่น ท่อรังไข่ตัน เชื้ออสุจิผิดปกติ เป็นต้น โดยการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีดังนี้
การผสมเทียม หรือ การฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง (Intra-Uterine Insemination – IUI) คือ การนำเชื้ออสุจิที่ได้จากการเตรียมและการคัดเชื้อ (คัดเอาตัวที่ดี) มาฉีดเข้าไปภายในโพรงมดลูกของสตรีในช่วงที่มีการตกไข่ เพื่อหวังจะให้มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายไม่แพงนัก เหมาะกับผู้หญิงที่ไม่มีปัญหาท่อนำไข่ตัน ในผู้หญิงที่มีอายุไม่มากนักภายหลังการผสมเทียมแล้วจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ประมาณ 15-20% และมักจะประสบความสำเร็จภายใน 3-6 รอบเดือนของการรักษา ส่วนในคนที่มีอายุ 35-40 ปีขึ้นไป โอกาสในการตั้งครรภ์ก็จะลดลงเหลือประมาณ 10%
มีบุตรยาก
การทำกิ๊ฟท์ (Gamete Intrafallopian Transfer – GIFT) ในขั้นตอนแรกแพทย์จะทำการกระตุ้นไข่ จนเมื่อถึงวันไข่ตก แพทย์จะทำการเก็บอสุจินำมาผสมกับไข่ แล้วใส่เข้าในหลอดเล็ก ๆ ใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ของฝ่ายหญิง เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิที่บริเวณท่อนำไข่ ไข่ที่ผสมแล้วจะเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนและเดินทางเข้าไปฝังตัวในโพรงมดลูก ดังนั้นฝ่ายหญิงจึงต้องมีท่อนำไข่ที่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง ภายหลังจากการทำกิ๊ฟท์จะมีอัตราการตั้งครรภ์ได้ครั้งละประมาณ 20-30% ขึ้นอยู่ความแข็งแรงของเชื้ออสุจิ ความผิดปกติภายในอุ้งเชิงกรานของฝ่ายหญิง และอายุของฝ่ายหญิงเป็นสำคัญ ถ้าอายุน้อยก็จะได้ผลการรักษาดีกว่าผู้ที่อายุมาก แต่ในปัจจุบันการทำกิ๊ฟท์มีความนิยมลดลง เนื่องจากมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เกิดการติดเชื้อได้มากกว่าการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) และมีโอกาสตั้งครรภ์ได้น้อยกว่าการทำเด็กหลอดแก้ว
การทำซิฟท์ (Zygote Intrafallopian Transfer – ZIFT) วิธีนี้จะคล้าย ๆ กับการทำกิ๊ฟท์ แต่จะต่างกันตรงที่เมื่อนำอสุจิมาผสมกับไข่แล้ว จะนำไปเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนเกิดการปฏิสนธิตัวอ่อนในระยะที่เรียกว่า Zygote ก่อน แล้วจึงค่อยใส่กลับเข้าไปในบริเวณท่อนำไข่ ซึ่งการทำซิฟท์นี้จะต้องมีการเจาะผนังหน้าท้องเพื่อนำไข่และอสุจิใส่เข้าไปในท่อนำไข่ด้วย จึงทำให้ไม่เป็นที่นิยมใช้กันนักในปัจจุบัน
การทำเด็กหลอดแก้ว หรือ การปฏิสนธินอกร่างกาย (In Vitro Fertilization: IVF) เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน คือ แพทย์จะทำการเก็บไข่ผ่านทางช่องคลอดและนำมาผสมกับอสุจิในจานทดลองเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการจนมีการเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อน แล้วจึงทำการย้ายตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องใช้การเจาะผนังหน้าท้อง โดยผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 38 ปี ภายหลังการรักษาพบว่าจะมีโอกาสสำเร็จทำให้ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 30-50% ส่วนในคนที่มีอายุมากกว่า 38 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ต่ำกว่า 30% แต่การเลือกใช้วิธีการทำเด็กหลอดแก้วจะพิจารณาทำกันในรายที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิคุณภาพไม่ดีหรือมีเชื้ออสุจิต่ำมาก, คู่สมรสที่ล้มเหลวจากการผสมเทียม, ฝ่ายหญิงที่มีความผิดปกติของท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง หรือมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน แพทย์ผู้ทำการรักษาจะพิจารณาทำการฉีดอสุจิเข้าสู่เซลล์ของฟองไข่โดยตรง (ICSI) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสของการตั้งครรภ์มากขึ้น
อยากมีลูก

[NPC4]
การทำอิ๊กซี่ (Intracytoplasmic Sperm Injection – ICSI) จะเป็นการฉีดอสุจิเข้าไปในเซลล์ไข่ ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) จะใช้ในกรณีที่ฝ่ายชายมีอสุจิคุณภาพไม่ดีและไม่สามารถปฏิสนธิกับไข่ได้ ส่วนในกรณีที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิต่ำมากหรือไม่มีเชื้ออสุจิอยู่ในน้ำเชื้อเลย ก็จะมีวิธีการนำเอาเชื้ออสุจิออกมาจากลูกอัณฑะหรือหลอดอสุจิเพื่อมาใช้ในขั้นตอนการทำอิ๊กซี่ (ICSI) ต่อได้ เช่น PESA (Percutaneous Epididymal Sperm Aspiration), MESA (Microsurgical Epididymal Sperm Aspiration) หรือ TESE (Testicular Biopsy Sperm Extraction)

ทั้งนี้ความสำเร็จในการรักษาและโอกาสในการตั้งครรภ์จะขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอายุ ความผิดปกติและวิธีการที่ใช้ เมื่อคู่สมรสตัดสินใจเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยาก แพทย์จะเป็นผู้ช่วยพิจารณาว่าควรเลือกใช้วิธีใด เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในการตั้งครรภ์โดยคุ้มค่ากับเวลา ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงจากการใช้ยาต่าง ๆ ให้มากที่สุด

ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้วมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย เช่น อายุของคู่สมรส, การทำงานของรังไข่, ระยะเวลาในการเป็นหมัน (กรณีที่เป็นหมันและผ่าตัดแก้หมัน), การรักษาภาวะมีบุตรยากที่ได้รับมาก่อน (ถ้าเคยรักษามาแล้ว โอกาสสำเร็จก็ลดลง), คุณภาพของน้ำเชื้ออสุจิของฝ่ายชาย, คุณภาพของตัวอ่อน, การตอบสนองของการกระตุ้นการตกไข่, จำนวนตัวอ่อนที่ย้ายไปสู่โพรงมดลูก เป็นต้น ซึ่งในแต่ละคู่อาจมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกันก็ได้

ปัจจัยที่ทำให้การรักษาภาวะมีบุตรยากล้มเหลว
อายุของฝ่ายหญิงซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมาก เพราะอายุที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้การสร้างฟองไข่และการเจริญของฟองไข่ผิดปกติไป
ปริมาณความเข้มข้นของเชื้ออสุจิของฝ่ายชาย
การผ่าตัดแก้หมัน เนื่องจากพบว่าจะมีโอกาสตั้งครรภ์ภายหลังการแก้หมันมีประมาณ 70% และยังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้โอกาสการตั้งครรภ์ลดลงจากเดิมด้วย เช่น วิธีที่ใช้ในการทำหมันครั้งก่อน, ความยาวของท่อนำไข่ที่เหลือหลังจากการทำหมัน, การติดเชื้อภายในอุ้งเชิงกรานหลังการผ่าตัด เป็นต้น
ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ปัจจัยที่มีผลต่อความล้มเหลว คือ พังผืด, ขนาดของถุงน้ำรังไข่ และความผิดปกติของท่อนำไข่ที่พบร่วมกันด้วย โดยพบว่าโรคเยื่อบุโพรงมดลูกที่พยาธิสภาพของโรคที่รุยแรง ส่วนใหญ่จะมีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกประมาณ 50-80% ในกรณีนี้แพทย์จึงมักจะแนะนำให้ทำการรักษาเรื่องการมีบุตรยาก ภายหลังจากการฟื้นตัวจากการผ่าตัด และเพื่อลดโอกาสเกิดการเป็นซ้ำ ก็อาจแนะนำให้ทำการผสมเทียมหรือทำเด็กหลอดแก้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความผิดปกติที่ตรวจพบ
หากล้มเหลวจากการรักษาวิธีหนึ่ง จะใช้วิธีอื่นแก้ไขภาวะมีบุตรได้หรือไม่
ภายหลังการแก้ไขสาเหตุการมีบุตรแล้ว หากคู่สมรสยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ด้วยวิธีธรรมชาติ การรักษาในขั้นตอนต่อไปจะขึ้นอยู่อายุของฝ่ายหญิง พยาธิสภาพต่าง ๆ ที่ตรวจพบทั้งจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิง รวมถึงความสมบูรณ์ของเชื้ออสุจิ ในกรณีที่ไม่ตั้งครรภ์ภายหลังจากการผ่าตัดแก้หมันนานกว่า 6 เดือน แพทย์มักจะแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้วมากกว่าผ่าตัดแก้หมันซ้ำ เนื่องจากท่อนำไข่มักจะสั้นมากอยู่แล้วและมักมีความผิดปกติในผิวท่อนำไข่ อีกทั้งอัตราความสำเร็จจากการผ่าตัดแก้ไขก็มีต่ำมากด้วย ส่วนในรายที่มีสาเหตุมาจากโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มักจะรักษาภาวะมีบุตรยากไปตามพยาธิสภาพที่พบ ในรายที่มีไม่ร้ายแรงหรือมีพยาธิสภาพของโรคเพียงเล็กน้อย อาจจะเริ่มจากการให้ตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติหรือทำการผสมเทียม แต่หากไม่ประสบความสำเร็จ แพทย์มักจะแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้วเป็นวิธีที่สุดท้าย และในกรณีที่คู่สมรสตรวจไม่พบสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก แพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยการทานยากระตุ้นการตกไข่ร่วมกับการนับวันตกไข่เพื่อมีเพศสัมพันธ์, การผสมเทียม และทำเด็กหลอดแก้ว ไปตามลำดับ

[NPC5]
ผลข้างเคียงจากการแก้ไขภาวะมีบุตรยาก
โดยทั่วไปแล้วการแก้ไขภาวะมีบุตรยากจะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนได้ไม่เกิน 1% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการรักษา เช่น กรณีที่ต้องผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติของท่อนำไข่ / ผ่าตัดรักษาถุงน้ำรังไข่ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ, การบาดเจ็บต่ออวัยวะข้างเคียง, การเสียเลือดในขณะผ่าตัด, การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด, หลังการผ่าตัดอาจเกิดการตีบตันของท่อนำไข่ได้ใหม่อีกครั้ง และในบางรายพบว่าอาจเกิดการตั้งครรภ์ที่บริเวณท่อนำไข่ที่ได้รับการผ่าตัดแก้ไข, มีถุงน้ำรังไข่เกิดขึ้นได้ใหม่ภายหลังการผ่าตัด ฯลฯ ดังนั้น หลังการผ่าตัด คู่สมรสจึงต้องติดตามการรักษาเป็นระยะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะดังกล่าว

กรณีที่ผสมเทียม (IUI) / ทำกิ๊ฟท์ (GIFT) / ทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) อาจมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เช่นกัน ที่พบได้บ่อยคือการตั้งครรภ์มากกว่า 1 คน หรือการตั้งครรภ์แฝด โดยการผสมเทียม (IUI) จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้น้อยกว่าวิธีอื่น ๆ แต่ในกรณีที่ทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) พบว่าจะมีความเสี่ยงเพิ่มเติม ดังนี้

ไม่ตั้งครรภ์จากการรักษา ในขั้นตอนการกระตุ้นการตกไข่ รังไข่อาจไม่ตอบสนองต่อยา แพทย์จึงอาจเก็บไข่ไม่ได้ หรืออาจผสมแล้วแต่ไม่ได้ตัวอ่อน หรืออาจไม่ได้ย้ายตัวอ่อน เนื่องจากคุณภาพตัวอ่อนไม่ดีพอหรือมีความผิดปกติ แต่ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะพบได้น้อยมาก และมักจะพบในผู้หญิงที่มีอายุมากและเคยมีประวัติการผ่าตัดที่รังไข่มาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการตกเลือดและติดเชื้อในช่องท้องจากขั้นตอนการเก็บไข่อีกด้วย แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นได้นั้นก็มีน้อยกว่า 0.5%
ภาวะแทรกซ้อนทีเกิดจากการใช้ยากระตุ้นไข่ ทำให้ร่างกายผลิตไข่ได้มากกว่าปกติและเกิดภาวะบวมน้ำทั่วร่างกาย (Ovarian hyperstimulation syndrome) หากได้รับการกระแทกแรง ๆ บริเวณท้องน้อยก็อาจเสี่ยงต่อรังไข่แตกได้ เนื่องจากรังไข่นั้นมีขนาดใหญ่มากกว่าปกติ โดยโอกาสเกิดภาวะบวมน้ำที่อยู่ในระดับอันตรายนั้นจะมีโอกาสเกิดขึ้นไม่เกิน 1% เฉพาะในกรณีที่การกระตุ้นไข่นั้นได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม ส่วนในรายที่บวมน้ำ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ในระดับที่ไม่รุนแรง ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา (หรือเพียงแค่รักษาประคับประคองอาการ) จะพบได้ประมาณ 10-15% นอกจากนี้การฉีดยากระตุ้นไข่ตกยังอาจทำให้เกิดรอยแดงคันบริเวณที่ฉีด มีเลือดออกใต้ผิวหนัง และทำให้ผิวหนังเขียวช้ำได้ และในช่วงที่ฉีดยากระตุ้น ในบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องอืด ท้องมีขนาดโตขึ้น ปวดหน่วงท้องน้อย มีตกขาวมากกว่าปกติ เป็นต้น
ภาวะตั้งครรภ์แฝด โดยเฉพาะการตั้งครรภ์แฝดที่มากกว่า 2 คน ภาวะแทรกซ้อนนี้จะทำให้โอกาสในการคลอดบุตรก่อนกำหนดมีสูงขึ้นและเสี่ยงต่อการแท้งบุตร เพื่อลดการแทรกซ้อนดังกล่าว แพทย์จึงมักทำการใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูกน้อยลงเพียง 1-2 ตัวอ่อน (ไม่เกิน 3 ตัวอ่อน) เพื่อลดโอกาสการตั้งครรภ์แฝด
การแก้ไขภาวะมีบุตรยากจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหรือไม่
จากการศึกษาพบว่าอัตราการเกิดมะเร็งไข่และมะเร็งเต้านมในสตรีที่เข้ารับการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ที่มีความจำต้องใช้ยาฮอร์โมนในการกระตุ้นไข่ในปริมาณมากกว่าปกติ ไม่มีความแตกต่างจากกลุ่มประชากรปกติที่มีภาวะมีบุตรยากและไม่ได้รับการรักษาด้วยยา ส่วนในด้านการเกิดมะเร็งในทารกที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ พบว่าอัตราการเกิดมะเร็งต่าง ๆ ไม่แตกต่างจากทารกที่เกิดจากการปฏิสนธิตามธรรมชาติเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามภาวะการมีบุตรก็ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในสตรีอยู่แล้ว

ทารกที่เกิดจากวิธีแก้ไขภาวะมีบุตรยากจะปกติดีหรือไม่
ในปัจจุบันทารกที่คลอดจากการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการศึกษาติดตามพบว่า ทารกส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งดี แม้ในช่วงแรกเกิดทารกอาจจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าทารกปกติทั่วไปและเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดก็ตาม นอกจากนี้อัตราการเกิดความพิการแต่กำเนิดหรือทารกมีความผิดปกติก็ไม่แตกต่างจากทารกที่เกิดจากการปฏิสนธิตามธรรมชาติ และเมื่อติดตามทารกเหล่านี้จนเข้าโรงเรียนก็พบว่า ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ พฤติกรรมที่เหมาะสมตามวัย ระดับความจำ และการเข้าสังคม ไม่แตกต่างจากทารกที่เกิดจากการปฏิสนธิตามธรรมชาติเช่นกัน