แคลเซียม Calcium เป็นธาตุเคมีในตารางธาตุซึ่งมีสัญลักษณ์เป็น Ca มีเลขอะตอมเป็น 20 แคลเซียมเป็นธาตุโลหะหนักประเภทอะคาไลสีเทาอ่อน และอยู่ในกลุ่ม 50 ธาตุที่มีมากที่สุดบนเปลือกโลก สำหรับในร่างกายมนุษย์แคลเซียมจัดเป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย ที่มีหน้าที่หลักคือรักษาความแข็งแรงและรูปร่างของกระดูกและยังมีความสำคัญต่อระบบอื่นๆของร่างกายอีกมากมายหลายประการ ส่วนประเภทของแคลเซียมนั้น ในปัจจุบันมีการผลิตแคลเซียมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทนั้นจะมีข้อแตกต่างกันตรงรูปเกลือที่มีปริมาณธาตุแคลเซียมและการละลายน้ำมาก-น้อยต่างกัน เช่น ประเภทและปริมาณธาตุ แคลเซียม

เครดิตฟรี

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ในร่างกายมนุษย์ ร้อยละ 98 ของแคลเซียมจะอยู่ในกระดูกและฟัน โดยแคลเซียมที่อยู่ในกระดูกจะอยู่ในรูปของไฮดรอกซีอะพาไทต์ (hydroxyapatite) ดังนั้นกระดูกจึงเป็นแหล่งเก็บแคลเซียมที่สำคัญที่ช่วยรักษาระดับแคลเซียมในเลือดให้คงที่ ส่วนอีก 2% จะพบในเลือดและเนื้อเยื่อบางชนิด แต่อย่างไรก็ตามการที่ร่างกายจะได้รับแคลเซียมมาใช้งานนั้น จำเป็นที่จะต้องได้รับจากอาหารที่รับประทาน โดยอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมนั้น พบว่าน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมเป็นแหล่งอาหารแคลเซียมที่ดีที่สุด เพราะมีปริมาณแคลเซียมสูง และแคลเซียมจากน้ำนมก็สามารถดูดซึมได้ดีมาก หากดื่มนมโคไม่ได้ก็สามารถดื่มนมถั่วเหลืองที่เสริมแคลเซียม โยเกิร์ต นมเปรี้ยวแต่ทั้งนี้นมถั่วเหลืองมีปริมาณแคลเซียมไม่มากนัก

ส่วนพืชเมล็ด เช่น ถั่วเมล็ดแห้งและงา ก็มีแคลเซียมอยู่ปานกลางถึงสูงแตกต่างกันไปแต่ในกลุ่มนี้ก็มีไฟเตท (phytate) ที่อาจจะขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้ และผักใบเขียวที่เป็นแหล่งของแคลเซียมที่สำคัญมีแคลเซียมปานกลางถึงสูงและออกซาเลตต่ำ เช่น คะน้า กวางตุ้ง ขี้เหล็ก ตำลึง บัวบก ถั่วพู

นอกจากนี้ยังมีอาหารที่มีแคลเซียมสูง (เกิน 50 มิลลิกรัมต่อ100 กรัม) ประเภทพืช ได้แก่ รำข้าว กลอย มันเทศ สาคูเม็ดงาดำ งาขาว ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เต้าหู้ทุกชนิด รวมทั้งฟองเต้าหู้ ถั่วแขก ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วแปบ ถั่วพู ถั่วฝักยาว ถั่วแระถั่วลิสง ถั่วหรั่ง ถั่วเหลือง ดอกคำฝอย ทานตะวัน เมล็ดบัว เมล็ดหางนกยูงฝรั่ง เมล็ดอัลมอนด์มันฮ่อ นอกจากนี้ ปลาตัวเล็กที่บริโภคทั้งตัว หรือกุ้งแห้งซึ่งมีแคลเซียมที่เปลือก (รวมถึงกะปิด้วย) ก็เป็นแหล่งแคลเซียมที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งอีกด้วย

สล็อต

ประโยชน์และโทษ

แคลเซียมเป็นธาตุที่มีความสำคัญกับร่างกายโดยมีหน้าที่หลัก คือ เป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน รวมถึงมีหน้าที่ที่สำคัญ อื่นๆเช่น ทั้งนี้ควบคุมการทำงานของหลอดเลือด ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ควบคุมการเต้นของหัวใจ การส่งความรู้สึกไปตามเส้นประสาท การปลดปล่อยฮอร์โมน และการแบ่งตัวของเซลล์ และเป็นตัวเร่งในขบวนการที่ต้องใช้สารย่อย (Enzymatic re action) เป็นต้น ทั้งนี้ร่างกายจะมีกลไกที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับแคลเซียมในเลือดให้สมดุล หากในเลือดมีระดับแคลเซียมต่ำ ร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมในกระดูกเพื่อรักษาสมดุลของแคลเซียมในเลือด

ส่วนโทษของแคลเซียมนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ ภาวะขาดแคลเซียม ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายจะไม่สามารถสร้างแคลเซียมขึ้นมาได้เอง จึงต้องอาศัยการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมเข้าไปเพื่อทดแทนแคลเซียมที่ถูกนำไปใช้หรือถูกขับทิ้งออกจากร่างกาย ซึ่งถ้าร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคกระดูกพรุน เป็นภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง ทำให้กระดูกเปราะบางและมีโอกาสหักได้ง่าย โดยคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปจะเริ่มมีการสูญเสียมวลกระดูกมากขึ้น และอัตราการสูญเสียจะเพิ่มขึ้นทุกปี

โรคความดันโลหิตสูง มีการศึกษาพบว่าคนที่ความดันโลหิตสูงมักจะรับประทานแคลเซียมน้อยกว่าคนปกติ และระดับแคลเซียมที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ความดันโลหิตลดลง เพราะแคลเซียมช่วยให้กล้ามเนื้อบีบตัวได้ดีและทำให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาการก่อนมีประจำเดือน เช่น ปวดหัว อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า อยากอาหาร เป็นต้น โดยมีการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่รับประทานแคลเซียมขนาด 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน จะลดอาการก่อนมีประจำเดือนได้ร้อยละ 50

สล็อตออนไลน์

ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ ภาวะได้รับแคลเซียมเกิน ซึ่งอาจเกิดจาก การบริโภคแคลเซียมมากเกินไปโดยส่วนมากมักพบในคนที่กินแคลเซียมมากกว่า 3,000 มิลลิกรัมต่อวันและมีภาวะอื่นร่วมด้วย ได้แก่ กินยาลดกรดจำพวก alum milk ที่มีฤทธิ์เป็นด่างจำนวนมากร่วมด้วย (milk-alkaline syndrome หรือ calcium-alkaline syndrome)มีการทำงานของไตบกพร่องอยู่เดิม หรือได้รับวิตามินดีร่วมด้วย

นอกจากนี้ผลข้างเคียงที่พบบ่อย จากการบริโภคแคลเซียมเม็ดมากเกินไป (โดยเฉพาะที่เป็นแคลเซียมคาร์บอเนต) คือ อืดแน่นท้อง ท้องผูก และส่งผลรบกวนการดูดซึมของแร่ธาตุบางตัว เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี เป็นต้น

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบการดูดซึมของแคลเซียมในร่างกายพบว่า แคลเซียมส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมผ่านลำไส้เล็กส่วน Duodenumและ Jejunumส่วนต้น สำหรับลำไส้เล็กส่วนปลายต่อจากนี้และลำไส้ใหญ่บางส่วนจะดูดซึมแคลเซียมได้เล็กน้อย กลไกที่ใช้ดูดซึมแบ่งเป็น 3 วิธี คือ Acitve transport , Passive diffusion และ Solventdragซึ่ง 2 วิธีแรกจำเป็นต้องใช้ 1,25-dihydroxyvitamin D ช่วยในการดูดซึม

โดยสัดส่วนการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย (Fractional absorption) จะขึ้นกับหลายๆ ปัจจัย เช่น ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน ซึ่งพบว่าสัดส่วนการดูดซึมจะเพิ่มมากขึ้นถ้าร่างกายได้รับ แคลเซียมแต่ละวันในปริมาณที่ต่ำ เช่น แคลเซียม 500 มิลลิกรัมแรกจะถูกดูดซึมผ่านลำไส้โดย วิธี Active transportส่วนปริมาณมากเกิน 500 มิลลิกรัม ร่างกายจะดูดซึมโดยวิธีอื่นๆ ความเป็นกรดด่างในทางเดินอาหาร โดยแคลเซียมจะถูกดูดซึมได้ดีในภาวะที่ทางเดินอาหารมีสภาพเป็นกรดเล็กน้อย คือ pH ประมาณ 5-7 ชนิดของอาหาร ซึ่งพบว่าอาหารประเภทเส้นใยจะขัดขวางการดูดซึม แคลเซียม รวมถึงอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นสารจำพวก Oxalates , Phytates และ Sulfates ก็จะจับกับแคลเซียมและตกตะกอนในทางเดินอาหาร ทำให้ลดการดูดซึมแคลเซียมในร่างกายได้ ระดับของ 1,25-dihydroxyvitamin D

jumboslot

ซึ่งเป็นตัวช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ระดับของ ฮอร์โมน Parathyroidที่จะกระตุ้นให้มีการสร้าง 1,25-dihydroxyvitamin D จากไตเพื่อเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมให้เพิ่มขึ้น ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน พบว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนจะช่วยกระตุ้นการทำงานของ 1α-hydroxylaseในไตทำให้มีการสร้าง 1,25-dihydroxyvitamin D เพิ่มขึ้นและมีผลกระตุ้นลำไส้ให้ดูดซึมแคลเซียมโดยตรงได้มากขึ้น และยังมีมีการศึกษาในหญิงไทยอายุ 20-45 ปี เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารพบว่า หากดื่มน้ำนมจะสามารถดูดซึมแคลเซียมจากน้ำนมได้ร้อยละ 55.2 ± 11.9 ถ้าบริโภคถั่วพูและตำลึง ร่างกายจะสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ร้อยละ 39.1 ± 12.8 และ 47.6 ± 10.9 ตามลำดับ 27แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ไม่นิยมการดื่มน้ำนมหรือดื่มน้ำนมไม่ได้เพราะร่างกายไม่ย่อยทำให้ท้องอืดหรือท้องเสียนั้นควรหันมาเลือกบริโภคผักบางชนิด

เพราะถึงแม้ว่าปริมาณแคลเซียมที่ได้จากอาหารเหล่านี้จะไม่มากเทียบเท่าที่ได้จากน้ำนม แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดเนื้องอกและมะเร็งจากการได้รับแคลเซียมสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดเนื้องอกและมะเร็งได้ เช่น จากการศึกษาของสถาบัน Nurses’ Health Study ซึ่งทำการศึกษาวิจัยในหญิงจำนวน 30,000 คน พบว่าหญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนกลุ่มที่ ได้รับแคลเซียมปริมาณสูง (มากกว่า 800 มิลลิกรัมต่อวัน) มีโอกาสในการเกิดมะเร็งเต้านมน้อยกว่ากลุ่มที่ได้ รับแคลเซียมปริมาณต่ำ (น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน) และงานวิจัยของสถาบัน National Institutes of Health-American Association of Retired Persons (NIH-AARP)และสถาบัน Diet and Health Study ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยใน ชาย 293,000 คน หญิง 198,000 คน พบว่าการ รับประทานแคลเซียมปริมาณสูงในแต่ละวัน

slot

ทั้งจากอาหารและจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะสามารถช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ในผู้ชายได้ 20% และ ในผู้หญิงลดลงได้ 20% ส่วนงานวิจัยของสถาบัน Nurses’ Health Study and the Health Professionals Follow-up Study ที่ทำการศึกษาวิจัย ในชายและหญิงมากกว่า 135,000 คน พบว่าคนที่รับประทานแคลเซียมมากกว่า 700มิลลิกรัมต่อวันจะช่วยลด โอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายได้ 35-45 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ได้รับแคลเซียมน้อยกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ไม่ได้มีส่วนช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนต้นแต่อย่างใด และมีการศึกษาของสถาบัน European Cancer Prevention Organization Intervention Study ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยในคนที่มีประวัติ เป็นเนื้องอกที่ลำไส้ จำนวน 665 คน โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม, ในกลุ่มที่ 1 จะได้รับแคลเซียม 2 กรัมต่อวัน, ส่วนกลุ่มที่ 2 จะได้ รับผลิตภัณฑ์เสริมใยอาหาร 3 กรัมต่อวัน, และในกลุ่มที่ 3 ได้รับยาหลอก ผลการศึกษาวิจัยพบว่ากลุ่มที่ได้รับแคลเซียมมีโอกาสการกลับมา เป็นซ้ำของเนื้องอกที่ลำไส้น้อยที่สุด แต่ยังไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcemia) หมายถึงระดับแคลเซียมในเลือดมากกว่า 10.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่โดยทั่วไปพบไม่บ่อยในคนแข็งแรงดีและบริโภคแคลเซียมไม่มากเกินไป แต่อาจสาเหตุอื่นที่ทำให้แคลเซียมสูงที่พบบ่อยคือ ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง หรือเป็นมะเร็ง เป็นต้น
การได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้มีปริมาณแคลเซียมสูงขึ้นในปัสสาวะ (hypercalciuria) และเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งต่อการเกิดนิ่วในไต โดยมีรายงานพบนิ่วในไตสูงขึ้นหากได้รับแคลเซียมต่อวันในปริมาณสูง มากกว่า 2,150 มิลลิกรัมต่อวัน
การที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แคลเซียมเสริมชนิดใด หลักเกณฑ์ในการพิจารณานอกจากต้องคำนึกถึงเรื่องของสัดส่วนของธาตุแคลเซียมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ การดูดซึม รวมถึงผลข้างเคียงของธาตุแคลเซียมแต่ละชนิด