ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ แต่ถ้าไม่รู้ว่าตั้งครรภ์และกินยาไปบ้างแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ต้องหยุดกินทันที และไม่ต้องไปกังวลว่าจะมีผลต่อลูกในครรภ์ เพราะโอกาสเกิดผลข้างเคียงมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย
ห้ามใช้ในสตรีที่ยังไม่เริ่มมีประจำเดือน รวมถึงสตรีสูงอายุที่หมดประจำเดือนแล้วด้วย
ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปี วัยนี้อาจมีปัญหาในการกินยาคุมกำเนิดได้ เพราะมีโอกาสเกิดโรคระบบไหลเวียนของเลือดได้ง่าย เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ฯลฯ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการคุมกำเนิดแล้วหันไปใช้วิธีอื่นแทน
ผู้ที่มีหรือเคยมีการแข็งตัวของเลือด ในหลอดเลือดที่ขา (ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน) ที่ปอด (ภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดที่ปอด) หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการแข็งตัวตัวของเลือด เพราะการกินยาคุมกำเนิดจะทำให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น จึงมีโอกาสที่เกิดเส้นเลือดอุดตันมากเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เครดิตฟรี

ผู้ที่มีหรือเคยมีอาการหัวใจวาย หรือภาวะที่สมองขาดเลือดอย่างเฉียบพลัน (Stroke) (มีสาเหตุมาจากการแข็งตัวของเลือดหรือหลอดเลือดแตกในสมอง) รวมถึงผู้ที่มีหรือเคยมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดหัวใจวาย (เช่น อาการปวดเค้นหน้าอก) หรือภาวะที่สมองขาดเลือดอย่างเฉียบพลัน (เช่น ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวที่ไม่มีผลรุนแรงตามมา ที่เรียกว่า Transient ischaemic attack)
ผู้ที่โรคหัวใจบางชนิด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ
ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นไมเกรนชนิดรุนแรงหรือไมเกรนบางชนิดร่วมกับความผิดปกติเฉพาะที่ของระบบประสาท เช่น การมองเห็นผิดปกติ การพูดผิดปกติ มีอาการอ่อนเพลีย หรือชาบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย
ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่มีความผิดปกติของหลอดเลือด
ผู้ที่มีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ผู้ที่เป็นเนื้องอกของอวัยวะสืบพันธุ์ ทั้งชนิดธรรมดาและชนิดร้ายแรงหรือมะเร็ง หากมีประจำเดือนครั้งละหลายวันหรือนานกว่าปกติ มีประจำเดือนเดือนละหลาย ๆ รอบ หรือหลังร่วมเพศแล้วมีเลือดออกมาจากช่องคลอด จะมีโอกาสที่เนื้องอกจะโตขึ้นด้วย
ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นโรคมะเร็งที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศ เพราะอาจมีส่วนทำให้เซลล์มะเร็งเจริญขึ้นได้ เช่น ที่อวัยวะสืบพันธุ์ หรือเต้านม
ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม เนื้องอกเต้านม ทั้งชนิดธรรมดาและร้ายแรง ซึ่งมักจะมีอาการเจ็บหน้าอกบ่อย ๆ มีก้อนหรือคลำก้อนได้ที่เต้านม และมีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลออกมาจากหัวนม
ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นโรคตับ ซึ่งอาจมีอาการตัวเหลืองหรือมีอาการคันทั่วร่างกาย และตับยังคงทำงานผิดปกติ เพราะตามปกติแล้วยาคุมกำเนิดจะถูกทำลายที่ตับ เมื่อตับทำงานได้ไม่ดี ยาคุมก็ไม่ถูกทำลาย จึงเป็นอันตรายอย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคตับ
ผู้ที่เป็นโรคไต หรือมีภาวะการทำงานของไตบกพร่องอย่างรุนแรง หรือภาวะไตวายเฉียบพลัน
ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นเนื้องอกในตับชนิดไม่ร้ายแรงหรือชนิดร้ายแรง
ผู้ที่แพ้ต่อตัวยาสำคัญหรือส่วนประกอบอื่นในยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการคัน เป็นผื่น หรือบวมได้
หมายเหตุ : หากมีความผิดปกติในข้อหนึ่งข้อใดที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในขณะกินยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ให้หยุดยาทันทีและไปพบแพทย์

ผู้ที่ควรระวังในการใช้ยาคุมกำเนิด
ก่อนการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด คุณควรสังเกตตัวเองก่อนว่าในระยะ 12 เดือนที่ผ่าน หรือ 1 ปีก่อนการตั้งครรภ์ คุณเคยมีความรู้สึกหรือมีอาการเหล่านี้หรือไม่ ถ้าไม่มีอาการเหล่านี้ก็สามารถใช้ยาคุมกำเนิดได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อรวมกันก็ไม่ได้ความว่าจะใช้ยาคุมกำเนิดไม่ได้นะครับ (ไม่ใช่ข้อห้าม) เพียงแต่ขอให้ระมัดระวังในการกินยามากขึ้น ถ้าจะใช้ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยดูว่าเป็นโรคหรือไม่ หรือหากใช้ยาไปแล้วและเกิดมามีอาการเหล่านี้ขึ้นภายหลัง ก็ควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจและขอคำแนะนำเช่นกันว่าควรใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดต่อไปหรือไม่

สล็อต

มีน้ำหนักตัวมากเกินไป
ผู้ที่สูบบุหรี่ ทั้งบุหรี่ซองและบุหรี่พื้นเมือง (หากสูบบุหรี่พร้อมกับกินยาคุมกำเนิดจะมีโอกาสเกิดเส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูงได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่ได้กินยาคุมกำเนิด) ความเสี่ยงจะมีเพิ่มขึ้นตามปริมาณการสูบบุหรี่และอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะในสตรีที่มีอายุมากกว่า 35 ปี หากต้องการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด คุณควรงดสูบบุหรี่ในขณะที่ใช้
สตรีให้นมบุตร คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาคุมกำเนิด เพราะโดยปกติแล้วจะไม่แนะนำให้กินยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมในระหว่างการให้นมบุตร หากต้องการกินยาคุมกำเนิดในระหว่างให้นมบุตร คุณควรปรึกษาแพทย์
ผู้ที่มีอายุมาก
เมื่ออยู่ในภาวะที่เคลื่อนไหวไม่ได้ติดต่อกันนาน ๆ เช่น การเข้าเฝือกที่ขา, ได้รับการผ่าตัดใหญ่ ผ่าตัดที่ขา หรือมีบาดแผลใหญ่ ในกรณีเหล่านี้ควรหยุดกินยาคุมกำเนิด (หากต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรหยุดกินยาก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์) และจึงกลับมาเริ่มกินยาใหม่หลังจากที่สามารถเดินได้ปกติแล้ว 2 สัปดาห์
มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงเป็นประจำหรือเป็นไมเกรน
มีปัญหาทางจิต เช่น เป็นโรคประสาท โรคซึมเศร้า
หายใจหอบ เหนื่อย ออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกเหนื่อยมาก
ตาเหลือง ตัวเหลือง (อาการของโรคดีซ่าน)
มีอาการเจ็บหน้าอกบ่อย ๆ หรือมีก้อนหรือคลำก้อนได้ที่เต้านม
มีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลออกจากหัวนม
มีประจำเดือนครั้งละหลายวันหรือนานกว่าปกติ หรือมีประจำเดือนเดือนละหลายครั้ง
หลังร่วมเพศแล้วมีเลือดออกมาจากช่องคลอด
มีอาการปวดและบวมที่น่อง
เป็นโรคเบาหวาน
เป็นโรคความดันโลหิตสูง (ปวดศีรษะอย่างรุนแรงบ่อย ๆ หายใจหอบหรือเหนื่อยได้ง่ายมาก)
ท่านหรือสมาชิกในครอบครัวเคยมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงหรือเป็นโรคไขมันในเลือดสูง
สมาชิกในครอบครัวเคยมีเลือดแข็งตัว (ภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดที่ชา ภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดที่ปอด หรือบริเวณอื่น ๆ) เป็นโรคหัวใจวาย หรือมีภาวะที่สมองมีการขาดเลือดอย่างเฉียบพลัน (Stroke) ตั้งแต่อายุยังน้อย
มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจหรือหัวใจเต้นผิดปกติ

สล็อตออนไลน์

มีอาการอักเสบของหลอดเลือดดำ
มีญาติที่ใกล้ชิดเป็นหรือเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านม
เป็นโรคตับหรือโรคของถุงน้ำดี หรือเคยมีประวัติถุงน้ำดีอักเสบ
มีเส้นเลือดขอด เช่น ที่ขามีเส้นเลือดขอดเส้นโต ๆ
เป็นโรคลมชัก
มีระดับโพแทสเซียมในเลือดเพิ่มสูงขึ้น (เช่น เนื่องจากการทำงานของไตที่ไม่ปกติ) และมีการใช้ยาขับปัสสาวะที่อาจเพิ่มระดับโพแทสเซียมในเลือดร่วมด้วย ควรจะปรึกษาแพทย์หากท่านไม่แน่ใจ
มีหรือเคยมีปื้นสีน้ำตาลหรือฝ้าที่เรียกว่า Pregnancy patch โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรง
หากเกิดสภาวะบางอย่างเมื่อเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หรือเคยมีอาการแย่ลงในระหว่างการตั้งครรภ์ หรือเมื่อเคยใช้ฮอร์โมนเพศ เช่น การได้ยินผิดปกติ โรคเกี่ยวกับกระบวนการเมแทบอลิซึมที่เรียกว่า porphyria, โรคทางระบบประสาทที่เรียกว่า Sydenham’s chorea, โรคผิวหนังที่เรียกว่า Herpes gestationis
เป็นโรค Angioedema ตั้งแต่กำเนิด ควรพบแพทย์ทันทีหากเกิดอาการที่แสดงถึงอาการของโรคนี้ เช่น หน้าบวม ลิ้นบวม คอบวม และ/หรือ มีอาการกลืนลำบาก หรือมีลมพิษเกิดขึ้นพร้อมกับการหายใจลำบาก ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจทำให้เกิดอาการของ Angioedema ได้ หรืออาจทำให้อาการแย่ลง
เป็นโรคดังต่อไปนี้ คือ โรคเลือดชนิด Sickle cell, โรค Hemolytic Uremic Syndrome – HUS (ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด มีผลทำให้ไตวาย), โรค Systemic Lupus Erythematosus – SLE (โรคของระบบภูมิคุ้มกัน), โรค Crohn’s disease หรือ โรคลำไส้ใหญ่เป็นแผลอักเสบ (โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง)
การเลือกใช้ยาคุมกำเนิด
ผู้ที่มีประจำเดือนมามากและนานกว่าปกติ รอบประจำเดือนสั้น ไม่มีสิวหรือขนตามตัว ขอแนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนสูง ๆ
ผู้ที่มีประจำเดือนมาน้อย รอบประจำเดือนยาว มีลักษณะคล้ายเพศชาย เช่น มีสิว ผิวมน และขนดก แนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง
ผู้ที่มีประจำเดือนมาสม่ำเสมอ ปริมาณปานกลาง มีน้ำหนักตัวปกติ แนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีความสมดุลกันระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน
สำหรับสตรีให้นมบุตร วัยรุ่นที่กลัวผลเสียของยาคุมกำเนิดที่มีเอสโตรเจน และสตรีที่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ควรใช้ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนเพียงอย่างเดียว และควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เมื่อเลิกให้นมบุตรแล้วจึงค่อยเปลี่ยนไปใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมแทน

คำแนะนำ : การเริ่มใช้ยาคุมกำเนิดควรทดลองใช้ไปก่อน 1 แผง ระหว่างทดลองให้สังเกตอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นด้วย เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นฝ้า ฯลฯ หากมีอาการข้างเคียงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเปลี่ยนไปใช้ยาคุมกำเนิดตัวอื่นเพื่อลดปริมาณฮอร์โมนในตัวยา (การกินยาคุมกำเนิดก่อนนอนจะช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้)

jumboslot

รีวิวยาคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิดสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 รุ่น (การจะสรุปว่ายาคุมกำเนิดยี่ห้อไหนดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็ควรจะลองใช้ไปอย่างน้อย 3-5 แผง) ดังนี้

ยาเม็ดคุมกำเนิดรุ่นแรก (First generation) เป็นรุ่นที่มีฮอร์โมนค่อนข้างสูง ใช้แล้วทำให้เกิดอาการข้างเคียงสูง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ น้ำหนักตัวเพิ่ม และยังมีผลกับการเผาผลาญไขมันและคาร์โบไฮเดรตในร่างกายอีกด้วย จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือภาวะแทรกซ้อนได้หากใช้เป็นนาน ๆ อย่างเช่นยี่ห้อ
Margaret (มากาเร็ต : 28 เม็ด) จะมี Norethisterone 1 mg. / Mestranol 0.05 mg.
One day (วันเดย์ : 28 เม็ด) จะมี Norethisterone 1 mg. / Mestranol 0.05 mg.
ยาคุมกําเนิด
ยาคุมมากาเร็ต
ยาเม็ดคุมกำเนิดรุ่นที่ 2 (Second generation) เป็นรุ่นปรับปรุงเพื่อลดอาการข้างเคียงให้น้อยลง โดยเลือกใช้โปรเจสโตเจนที่พัฒนาขึ้นใหม่ และเปลี่ยนเอสโตรเจนจาก Mestranol มาใช้ Ethinyl estradiol (EE) แทน จึงช่วยลดอาการข้างเคียงลงได้ แต่การที่ระดับ EE มีปริมาณลดลง อาจจะเพิ่มโอกาสการเกิดประจำเดือนกะปริดกะปรอยได้ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นอันตราย นอกจากนี้ยังพบปัญหาที่ทำให้อ้วนได้ และยังคงมีผลต่อกระบวนการเผาผลาญไขมันอยู่บ้างครับ รุ่นนี้มีอยู่หลายยี่ห้อด้วยกันครับ เช่น
Jeny – fmp (เจนนี่-เอฟเอ็มพี : 28 เม็ด) และ MARNON (มาร์นอน : 28 เม็ด) จะมี Norgestrel 0.5 mg. / EE 0.05 mg.
ยาเม็ดคุมกำเนิด
ยาคุมเจนนี่-เอฟเอ็มพี
Dior 21 (ดิออร์ : 21 เม็ด) และ Diora 28 (ดิออร์รา : 28 เม็ด) จะมี D-norgestrel 0.15 mg. / EE 0.03 mg.
ยาคุม
ยาคุมดิออร์รา : แผงละประมาณ 50 บาท
Anna (แอนนา : 28 เม็ด), Microgynon 30 ED (ไมโครไกนอน 30 อีดี : 28 เม็ด), Microgest ED (ไมโครเจสต์ อีดี : 28 เม็ด), Microlenyn ED (ไมโครเลนิน อีดี : 28 เม็ด), Rigevidon (ริเกวิดอน : 28 เม็ด) และ R-den (อาร์เดน : 28 เม็ด) จะมี Levonorgestrel 0.15 mg. / EE 0.03 mg.
ยาคุม 28 เม็ด
ยาคุมไมโครไกนอน : ราคาแผงละประมาณ 55 บาท
Triquilar ED (ไตรควีล่าร์ อีดี : 28 เม็ด) แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ เม็ดสีน้ำตาลอ่อน 6 เม็ด (Levonorgestrel 0.05 mg. / EE 0.03 mg.), เม็ดสีขาว 5 เม็ด (Levonorgestrel 0.075 mg. / EE 0.04 mg.), เม็ดสีเหลือง 10 เม็ด (Levonorgestrel 0.125 mg. / EE 0.03 mg.) ส่วนเม็ดใหญ่สีขาวอีก 7 เม็ดที่เหลือจะเป็นเม็ดแป้ง
ยาคุมกำเนิด
ยาคุมไตรควีล่าร์ : ราคาแผงละประมาณ 55 บาท
ยาเม็ดคุมกำเนิดรุ่นที่ 3 (Third generation) รุ่นนี้อาการข้างเคียงจะน้อยกว่าสองรุ่นแรก บางตัวยังมีฤทธิ์ลดการสร้างไขมันที่ต่อมไขมัน ช่วยลดสิวที่เกิดจากฮอร์โมนได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่ม HDL และลด LDL ได้อีกด้วย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ มีหลายยี่ห้อเช่นกันครับ ได้แก่
Yasmin (ยาสมิน : 21 เม็ด) มี Drospirenone 3 mg. / EE 0.03 mg. ส่วน Yaz (ยาส : 28 เม็ด มีฮอร์โมน 24 เม็ด) จะมี Drospirenone 3 mg. / EE 0.02 mg. โดยตัว Drospirenone (ดรอสไพรีโนน) จะมีความคล้ายคลึงธรรมชาติมาก มีฤทธิ์ต้านการคั่งของน้ำในร่างกาย เสมือนว่าเป็นยาขับปัสสาวะอ่อน จึงช่วยลดอาการบวมน้ำ ทำให้น้ำหนักตัวคงที่ไม่เพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับสตรีร่างอวบที่ไม่อยากอ้วน (รวมถึงผู้ที่ไม่เคยกินยาคุมกำเนิดยี่ห้อใด ๆ เลย โดยเฉพาะตัว Yaz ที่มีระดับ EE น้อย) นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการคัดตึงเต้านม ช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน แถมยังมีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย (แอนโดรเจน) ที่สามารถช่วยลดสิวที่เกิดจากฮอร์โมน ความมันของผิวหนังและเส้นผมได้ (ประสิทธิภาพในการรักษาสิวจัดว่าได้ผลดีครับ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นสิวปานกลาง) และยาชนิดนี้สามารถควบคุมประจำเดือนได้ดี พบอาการไม่พึงประสงค์น้อย เนื่องจากมีระดับ EE น้อย (โดยเฉพาะตัว Yaz) จึงช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน (เช่น อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย เจ็บคัดเต้านม ท้องอืด ปวดท้องได้) และอาการปวดประจำเดือนได้ด้วย (Yaz จะมีปริมาณ EE น้อยกว่า Yasmin จึงมีผลข้างเคียงอย่างอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน น้อยกว่าครับ)

[NPC5]
ข้อควรทราบ : สำหรับผู้ที่เริ่มกินยาคุมแผงแรก ในช่วงแรกอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากกว่าปกติ แต่อาการจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อกินแผงต่อไป แต่สำหรับคนที่กลัวว่าจะเกิดผลข้างเคียงหรือทนอาการข้างเคียงไม่ไหว ก็ให้เลือกใช้ยาคุมกำเนิดที่มีปริมาณเอสโตรเจน (Ethinyl estradiol – EE) น้อย ๆ ก็ได้ครับ

สรุป ถ้าเน้นเรื่องลดสิว เคยกินยาคุมกำเนิดมาบ้างแล้ว และไม่แพ้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ถ้าจะให้สิวหายเร็ว ๆ ช่วงแรกแนะนำให้ใช้ Diane-35 ไปก่อน และยาตัวนี้ยังเหมาะกับสาวประเภทสองด้วยครับ เพราะกินแล้วจะทำให้อึ๋ม ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดูมีน้ำมีนวลมากขึ้น ถ้าเป็นสาวโสดอยู่แนะนำให้กิน Diane-35 ต่อไปครับ แต่ถ้ามีสามีแฟนหรือมีสามีแล้ว จะลองเปลี่ยนมาใช้ Oilezz ดูก็ได้ครับ เพราะนอกจากจะช่วยลดสิวได้แล้ว ช่องคลอดก็ไม่แห้งจนเกินไปด้วย ส่วนผู้ที่กลัวอ้วนและอยากลดสิวไปด้วย Yasmin กับ Yazz ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีครับ แต่จะมีราคาแพงกว่าปกติครับ

วิธีการกินยาคุม
การเริ่มกินยาเม็ดแรก ให้เริ่มภายใน 5 วันแรกของรอบประจำเดือน เช่น ประจำเดือนมาวันที่ 1 ก็เริ่มกินได้ตั้งแต่วันที่ 1 เลย หรือมีเวลาอีก 4 วัน คือ วันที่ 2, 3, 4 และวันที่ 5 ส่วนคนกินยาคุมกำเนิดเฉพาะวันที่มีการร่วมเพศ แบบนั้นเสี่ยงมากครับ มีโอกาสตั้งครรภ์สูง เพราะยาจะไม่มีผล แถมยังอาจมีเลือดออกกะปริดกะปรอยบางเวลาได้ด้วย ส่วนการเริ่มกินยาหลัง 5 วันแรกของการมีประจำเดือนก็สามารถทำได้ครับ (ไม่แนะนำ) แต่ต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วยเสมออย่างน้อย 7 วันหลังจากกินยาเม็ดแรก

โดยทั่วไปแล้วการกินอะไรก็ตามจะต้องกินตามวิธีใช้ของยาชนิดนั้น ๆ หากกินผิดวิธีหรือกินไม่ตรงตามที่กำหนด ก็อาจจะทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดน้อยลงหรือไม่ได้ผลได้ หรือบางชนิดก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้อีกด้วย สำหรับการกินยาคุมกำเนิดนั้นก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจและดูให้ดีก่อนว่า “แผงยาคุมมีวันกำกับไว้หรือไม่” เช่น อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. หรือ Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat ซึ่งใช้แทนวันอาทิตย์ถึงวันเสาร์ แต่แผงยาบางยี่ห้อก็ไม่มีวันกำกับไว้ หรือมีแต่ตัวเลขตั้งแต่ 1-21 ซึ่งขึ้นอยู่กับบริษัทที่ผลิตยาออกมา โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้

ยาคุมกำเนิดชนิด 21 เม็ดและมีวันกำกับ เป็นยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเท่ากันทุกเม็ด ใน 1 ชุด จะมีอยู่ 21 เม็ด (ไม่มีแป้งหรือยาหลอก) ใช้กินวันละ 1 เม็ด ตามลูกศรทุกวันจนยาหมดแผง และเว้นอีก 7 วันก่อนที่จะเริ่มกินแผงใหม่ โดยด้านหลังของแผนยาชนิดนี้จะเป็นสีเขียว มีวันเรียงกันครบ 3 สัปดาห์หรือ 21เม็ด สมมติว่าเริ่มกินยาวันจันทร์ เม็ดสุดท้ายจะตรงกับวันอาทิตย์ หลังจากนี้ก็เว้นไปอีก 7 วัน พอถึงวันจันทร์ถัดไปจึงเริ่มกินยาแผงใหม่ต่อทันที (ส่วนยาคุมกำเนิดชนิด 22 เม็ด เมื่อกินแผงแรกหมดแล้วให้หยุดกินไปอีก 6 วัน แล้วจึงค่อยเริ่มกินแผงใหม่)
ยาคุมกำเนิดชนิด 28 เม็ดและมีวันกำกับ ใน 1 แผง จะมีฮอร์โมนอยู่ 21 เม็ด และอีก 7 เม็ดจะเป็นแป้งเพื่อกินกันลืม ด้านหลังของแผงยาจะมี 2 สี ในแถบสีจะเป็นเม็ดแป้ง 7 เม็ด (บางบริษัทอาจทำเป็นแถบสีแดงหรือสีทอง) และส่วนที่เหลือจะเป็นเม็ดยาคุมกำเนิด เมื่อเริ่มกินยาเม็ดแรกจะต้องเริ่มกินจากส่วนที่เป็นแถบสีซึ่งมี 7 เม็ดเสมอ โดยให้เริ่มกินตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือนมา ที่สำคัญจะต้องเริ่มให้ตรงกับวันในสัปดาห์ที่ระบุในแผงยานั้นด้วย เช่น ถ้าประจำเดือนมาวันแรกคือวันอังคาร ก็ให้เริ่มกินยาเม็ดแรกวันอังคารในแถบสีที่มี 7 เม็ด จากนั้นก็ให้กินยาตามลูกศรไปเรื่อย ๆ วันละ 1 เม็ด โดยกินในเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน เช่น ถ้ากินก่อนนอนก็ให้กินก่อนนอนตลอดเพื่อจะได้ไม่สับสน พอกินแผงเก่าหมดแผงก็ให้เริ่มกินแผงใหม่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องหยุด และไม่ต้องสนใจว่าประจำเดือนจะมาหรือไม่มา เช่น แผงเก่าเม็ดสุดท้ายกินวันจันทร์ แผงใหม่ก็ให้เริ่มกินวันอังคาร โดยประจำเดือนจะมาในขณะที่กินยาในส่วนที่เป็นแถบสี 7 เม็ดของแผงนั้น ๆ เสมอ
ยาชนิดที่ไม่มีวันกำกับหรือไม่มีตัวเลขกำกับ ซึ่งมีทั้งแบบ 21 และแบบ 28 เม็ด สำหรับชนิดที่มี 21 เม็ดนั้นให้เริ่มกินยาเม็ดแรกภายใน 5 วันแรกของรอบประจำเดือน โดยให้กินวันละ 1 เม็ดตามลูกศรจนครบ 21 เม็ด แล้วเว้นไปอีก 7 วัน จึงเริ่มกินแผงใหม่ ส่วนชนิด 28 เม็ด ก็ให้กินจนหมดแผงครบ 28 เม็ด แล้วเริ่มแผงใหม่ต่อได้เลยโดยไม่ต้องหยุดกินยา (7 เม็ดหลังจะเป็นแป้ง) หรือจะจดวันไว้บนแผงเลยก็ได้ครับ จะได้เหมือนกับ 2 ชนิดแรก