cathedraledetunis

Day: July 4, 2021

สารเคอร์คูมินมีประโยชน์อย่างไร

สารเคอร์คูมิน (Curcumin)หรือ diferuloyl methane มีชื่อเรียกตามโครงสร้างทางเคมีว่า 1, 7–bis (4– hydroxyl–3–methoxyphenyl) 1, 6–heptadiene 3, 5 dione มีมวลโมเลกูลเท่ากับ 368.28 g/mol และมีสูตรโมเลกุลเป็น C21H20O6 ซึ่งสารเคอร์คูมินนี้เป็นสารกลุ่มโพลีฟินอล และเป็นองค์ประกอบหลักในสารกลุ่มเคอร์คูมินนอยด์ มีลักษณะเป็นผงหรือผลึกขนาดเล็ก สีเหลืองอมส้ม ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ อะซีโตน โพรพิลีนไกลคอล (propylene glycol) กรดน้ำส้มเข้มข้นและเบนซิน

เครดิตฟรี

โดยจะมีสีน้ำตาลแดงในด่าง สีเหลืองในกรด และช่วงที่เปลี่ยนแปลงสี คือ ช่วงที่ค่า pH ประมาณ 8-9 มีจุดหลอมเหลวประมาณ183 องศาเซลเซียส และสารเคอร์คูมินยังเป็นสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย ดังที่จะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป สำหรับประเภทของเคอร์คูมินนั้นมีอยู่เพียงประเภทเดียว แต่เมื่อสารเคอร์คูมินไปรวมกับสารอนุพันธ์อีก 2 ชนิดคือ Monodesmethoxycumin หรือ desmethoxy curcumin และ Didesmethoxycurcumin หรือ bis–desmethoxy curcumin ก็จะได้สารกลุ่มเคอร์คูมินอยล์ (Curcuminoids)

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

สำหรับแหล่งสำคัญที่พบสารเคอร์คูมินนั้นพบว่าได้มาจากพืชในวงค์ขิง (Zingiberaceae) เช่น ขิง ขมิ้น ข่า กระชาย ดาหลา กระเจียว ว่านชักมดลูก ว่านนางคำ ฯลฯ โดยเฉพาะขมิ้นชันจะพบปริมาณของสารเคอร์คูมินมากกว่าพืชชนิดอื่นในวงศ์เดียวกัน โดยพบว่าในขมิ้นชันที่ได้จากแหล่งต่างๆ ในประเทศไทย จะมีปริมาณของสารเคอร์คูมินต่างกันไปตามสภาพภูมิประเทศ และสภาพของดิน แต่จากการศึกษาพบว่าจะมีค่าเฉลี่ยของสารเคอร์คูมินในขมิ้นชันที่เตรียมโดยไม่ผ่านความร้อน (การต้ม) ถึง 43.22 เปอร์เซ็นต์ ของเคอร์คูมินอยด์ทั้งหมด และขมิ้นชันที่ได้จากร้านจำหน่ายยาแผนโบราณ (เตรียมโดยการผ่านการต้มมาแล้ว) จะมีปริมาณผงเคอร์คูมินเพียง 40.35 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับสารเคอร์คูมินนั้นยังไม่ถูกจัดเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายมีความต้องการและจำเป็นต้องได้รับเหมือนกับสารตามหลักชนิดอื่นๆ ดังนั้นจึงยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์หรือขนาดการบริโภคต่อวัน แต่สำหรับการใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้มีประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2560 ระบุว่าให้ใช้สารเคอร์คูมินอยด์ (เคอร์คูมิน) จากเหง้าขมิ้นที่สกัดด้วยน้ำและสกัดด้วยน้ำและเอทานอลในปริมาณไม่เกิน 2000 มิลลิกรัม/วัน

สล็อต

ประโยชน์และโทษ

จากการศึกษาวิจัยพลว่า สารเคอร์คูมิน มีคุณสมบัติเป็นตัวต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (antioxidation) ทำลายอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ยังสามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารและผิวหนังได้ ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษ ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันภาวะสมองเสื่อม ต้านเชื้อจุลินทรีย์ ส่วนพิษและผลข้างเคียงของการใช้สารเคอร์คูมินนั้น จากการศึกษาวิจัยพบว่าการใช้สารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ในขนาดสูงอาจมีผลต่อการทำงาน และโครงสร้างตับได้แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กลับเป็นปกติได้เมื่อหยุดใช้เคอร์คูมินอยด์ และการรับประทานเคอร์คูมินในปริมาณที่สูงมากนั้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อการตายของเซลล์เยื่อบุจอตาได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยด้านพิษวิทยาของสารเคอร์คูมินและสารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์พบว่าให้ผู้ป่วนมะเร็งรับประทานเคอร์คิวมินสูงถึง 8 กรัมต่อวัน แต่ไม่พบว่าเกิดผลข้างเคียงใดๆ หรือเป็นพิษต่อผู้ป่วย และจากการศึกษาพิษเรื้อรังนาน 6 เดือน ของสารเคอร์คิวมินอยด์ ในหนูขาวสายพันธุ์วิสตาร์ ที่แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 15 ตัวต่อเพศ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำ กลุ่มควบคุมที่ได้รับ tragacanth และกลุ่มทดลองที่ได้รับน้ำยาแขวนตะกอนเคอร์คิวมินอยด์ ใน tragacanth ทางปากในขนาด 10, 50 และ 250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับ 1, 5 และ 25 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนต่อวัน ส่วนหนูทดลองกลุ่มที่ 4 ได้รับน้ำยาแขวนตะกอนเคอร์คิวมินอยด์ ขนาด 250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน นาน 6 เดือน แต่หยุดให้ยา 2 สัปดาห์ ก่อนผ่าซาก เพื่อดูว่าหากมีอาการพิษจากเคอร์คิวมินอยด์เกิดขึ้น จะกลับมาหายเป็นปกติได้หรือไม่หลังจากหยุดยา พบว่าอัตราการเจริญของหนูเพศผู้ที่ได้รับเคอร์คิวมินอยด์ ขนาด 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับ tragacanth อย่างมีนัยสำคัญ

สารเคอร์คิวมินอยด์ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าทางโลหิตวิทยาใดๆ ที่มีความสัมพันธ์กับขนาดของสารที่ให้ในหนูเพศผู้ที่ได้รับเคอร์คิวมินอยด์ ขนาด 250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน พบว่าน้ำหนักจริง และน้ำหนักสัมพัทธ์ของตับ และระดับ alkaline phosphatase สูงกว่ากลุ่มควบคุมทั้งสองกลุ่ม แต่ยังอยู่ในช่วงของค่าปกติ แม้ว่าหนูกลุ่มนี้ดูเหมือนจะมีอุบัติการณ์ของไขมันสะสมในตับ และชั้น cortex ของต่อมหมวกไตสูง แต่อุบัติการณ์ดังกล่าวไม่ได้แตกต่างจากกลุ่มควบคุมทั้งสองอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการให้เคอร์คิวมินอยด์ ในขนาดที่ใช้ในคน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ทำให้เกิดพิษในหนูขาวแต่อย่างใด

สล็อตออนไลน์

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยของกระบวนการดูดซึมเคอร์คูมินระบุว่า จากการทดลองในหนูทดลองโดยให้สารประกอบเคอร์คูมินที่ใส่สารกัมมันตภาพรังสีพบว่ามีส่วนของกัมมันตภาพรังสีเข้าสู่กระแสโลหิตและอวัยวะต่างๆ แต่ไม่พบเคอร์คูมินในรูปเดี่ยวซึ่งแสดงว่าเคอร์คูมินอาจถูกเปลี่ยนแปลงเป็นรูปอื่นตอนที่ดูดซึมในลําไส้และยังมีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศพบว่าเมื่อให้สารประกอบเคอร์คูมินแก่หนูขาวโดยการรับประทานเคอร์คูมินจะถูกขับถ่ายออกทางอุจจาระ 75 เปอร์เซ็นต์ และในน้ำดี 11 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่ปัสสาวะพบเพียงปริมาณเล็กน้อย

โดยภายหลังการให้เคอร์คูมิน 0.1 กรัมต่อกิโลกรัม แก่หนูทดลองเป็นเวลา 1 ชั่วโมง จะสามารถพบปริมาณของเคอร์คูมินในลำไส้เล็ก ม้าม ตับ และไต เท่ากับ 177, 26, 27 และ 7.5 ไมโครกรัมต่อกรัมตามลำดับ แต่พบได้น้อยมากในสมองโดยเคอร์คูมินจะเปลี่ยนเป็นรูปสารเมแทบอไลท์ในพลาสมา เช่น dihydrocurcumin, tetrahydrocurcumin และ hexahydrocurcumin จากนั้นจะรวมตัว (conjugated) กับ glucoronideโดยการไฮโดรไลท์ซึ่งอาศัยเอนไซม์ ß-glucosidase ได้ curcumin-glucoronide, dihydrocurcuminglucoronide, tetrahydrocurcumin- glucoronide และ hexahydrocurcumin-glucoronide แล้วเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตต่อไป

นอกจากนี้ยังมีรายงานผลการศึกษาวิจัยของสารเคอร์คูมินในโรคต่างๆ ดังนี้

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory activity)มีงานวิจัยหลายเรื่องที่ได้ศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของเคอร์คูมินที่แยกได้จากขมิ้นชันพบว่า สามารถแสดงฤทธิ์ลดการอักเสบได้และเมื่อนำสารเคอร์คิวมินมาทดสอบเทียบกับยามาตรฐาน phenylbutazone พบว่ามีฤทธิ์เท่าๆกัน ในกรณีการอักเสบเฉียบพลัน (model of acute inflammation) ส่วนกรณีการอักเสบเรื้อรัง (model of chronic inflammation) จะมีฤทธิ์เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่ฤทธิ์ทำให้เกิดแผลน้อยกว่า phenylbutazone นอกจากนี้ยังพบว่าเคอร์คิวมินแสดงความเป็นพิษน้อยกว่ายามาตรฐานด้วย และมีรายงานว่าเคอร์คิวมินแสดงฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์ leukotriene B4 ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบได้ด้วย ส่วนในต่างประเทศมีการศึกษากระบวนการออกฤทธิ์ต้านการอักเสบของเคอร์คูมิน พบว่าเคอร์คูมินยับยั้ง 5-lipoxygenase ของperitoneal neutrophils ของหนูยับยั้ง 12-lipoxygenase และ cyclooxygenase ในเกล็ดเลือดของมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระใน cell free peroxidation system ซึ่งการออกฤทธิ์เช่นนี้ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการให้อิเล็กตรอนแก่อนุมูลอิสระของเคอร์คูมิน

jumboslot

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากเคอร์คูมินเป็นสารประกอบในกลุ่มของ phenolic compound ซึ่งมีคุณสมบัติในการ ต้านการเกิดออกซิเดชั่น โดยหมู่phenolic OH และ methylene CH2 ที่ติดอยู่กับ ß-diketone มีบทบาทสำคัญในการกำจัดอนุมูลอิสระ (scavenging activity) โดยกลไกการต้านอนุมูลอิสระของเคอร์คูมินเริ่มจากในขั้นแรกเคอร์คูมินจะรับอนุมูลอิสระที่ตำแหน่งของหมู่phenolic เปลี่ยนเป็นเคอร์คูมินแรดิคอล (curcumin radical) ที่ไม่เสถียรอิเลคตรอนที่ไม่เข้าคู่นี้สามารถเคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งที่เหมาะสมได้ โดยเคอร์คูมินแรดิคอลรวมตัวกับเคอร์คูมินแรดิคอลอีกโมเลกุลหนึ่งที่หมู่ไฮดรอกซิล

และจะได้เป็นโครงสร้างวงแหวนเรียกว่า เคอร์คูมินไดเมอร์(curcumindimer) แต่ในสภาวะที่มีออกซิเจนสารเคอร์คูมินเมื่อจับกับอนุมูลอิสระแล้วจะเปลี่ยนเป็นเคอร์คูมินแรดิคอลที่ไม่เสถียรและเกิดการออกซิไดซ์ที่หมู่ benzylic และ ketone ได้อนุพันธุ์ ที่ 2 และ 3 คือ vanillin และ ferulic acid ferulic acid มีชื่อเรียกตามโครงสร้างทางเคมีว่า 4-hydroxy-3-methoxycinnamic acid มีสูตรโมเลกุลเป็น C10H10O4 ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ( superoxide, nitric oxide และ hydroxyl radical) ช่วยลดระดับของ cholesterol และ triglyceride ดังนั้นจะช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันและต้านการเกิดมะเร็งหลายชนิดเช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ เป็นต้น

ฤทธิ์ต้านมะเร็ง (anti-cancer activity) มีการศึกษาวิจัยและทดสอบสารเคอร์คิวมินกับหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดเนื้องอกที่ผิว พบว่าสารเคอร์คิวมินสามารถลดการเกิดเนื้องอกของหนูได้ ซึ่งมีงานวิจัยสนับสนุนว่าอาจเกิดจากสารเคอร์คิวมินไปยับยั้งการสังเคราะห์ DNA และ RNA และยังมีการศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งของสารเคอร์คิวมินอยด์ทั้ง 3 ชนิด คือ เคอร์คิวมินดีเมทอกซีเคอร์คิวมิน และบีสดีเมทอกซีเคอร์คิวมิน ทั้งในระดับเซลล์ทดลอง (In vitro) และสัตว์ทดลอง (In vivo) พบว่าสารเคอร์คิวมินอยด์แสดงฤทธิ์ในการยับยั้งการเกิดมะเร็งทั้งสองการทดลองในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกัน คือเคอร์คิวมิน ดีเมทอกซีเคอร์คิวมิน และบีสดีเมทอกซีเคอร์คิวมินแสดงฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งทดลอง P450 (CYP 450) ได้ที่ระดับความเข้มข้น 32, 78 และ 88 ไมโครโมลาร์ตามลำดับ ซึ่งเคอร์คิวมินแสดงฤทธิ์ได้สูงที่สุด แต่เมื่อทดสอบกับเซลล์ทดลอง CYP 1A1, 1A2 และ 2B1 เคอร์คิวมินอยด์ทั้ง 3 ชนิด แสดงฤทธิ์การยับยั้งได้ที่ความเข้มข้น 2.5-21 ไมโครโมลาร์ โดยบีสดีเมทอกซีเคอร์คิวมินแสดงฤทธิ์ได้สูงที่สุด และเมื่อให้ขมิ้นชัน ความเข้มข้น 1 เปอร์เซ็นต์ กับหนูทดลองพบว่าลดการเหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งที่ตับ ปอด และกระเพาะอาหารลงอย่างมีนัยสำคัญ

[NPC5]
การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยธาลัสซีเมียมีผลการศึกษาในหลอดทดลองของ ผศ.ดร.สมเดช ศรีชัยรัตนกุล และคณะ จากคณะแพทยศาตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่าสารเคอร์คูมินอยด์ สามารถลดระดับของเหล็กในรูปที่ไม่ได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-tranferrin bound iron, NTBI) ในพลาสมาของผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชนิดเบต้าธาลัสซีเมีย อีกทั้งยังเสริมฤทธิ์ยาขับเหล็ก deferiprone ในการกำจัดเหล็กในรูป NTBI ได้อีกด้วย

การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ มีการศึกษาทางคลินิกโดยเจาะเลือดจากผู้ป่วยอัลไซเมอร์ 6 คน และอาสาสมัครสุขภาพดี 3 คน แล้วแยก macrophage มาทำการทดสอบ โดยให้สาร curcumin พบว่า macrophage ของผู้ป่วยที่ได้รับ curcumin มีการเก็บและย่อยสลาย amyloid protein เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับ macrophage ของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ curcumin แสดงให้เห็นว่าเคอร์คิวมิน มีบทบาทช่วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการทำลาย amyloid protein

การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีการศึกษาวิจัยในระดับคลินิกกับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ดื้อต่อเคมีบำบัด จำนวน 15 คน โดยให้ผู้ป่วยรับประทานสารสกัดเคอร์คิวมา (Curcuma extract) วันละ 2-10 แคปซูล หรือประมาณวันละ 440-2200 มิลลิกรัม เป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งใน 1 แคปซูล ประกอบด้วย เคอร์คิวมิน 18 มิลลิกรัม ดีเมทอกซีเคอร์คิวมิน 2 มิลลิกรัม และน้ำมันหอมระเหยเคอร์คิวมา (Curcuma essential oil) อีก 200 มิลลิกรัม (tumerone, atlantone, zingiberene) พบว่าผู้ป่วยทนต่อยาได้ดี ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ และผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดเคอร์คิวมาขนาด 440 มิลลิกรัม ทุกวัน จะทำให้ lymphocytic glutathione S-transferase activity ลดลง โดยไม่มีผลต่อการเกิด DNA adduct ในเม็ดเลือดขาว นอกจากนี้ยังมีการทดสอบเคอร์คิวมินกับผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง (high-risk หรือ pre-malignant lesion) จำนวน 25 คน โดยให้ผู้ป่วยรับประทานเคอร์คิวมินวันละ 0.5 กรัม ถึง 12 กรัม พบว่าการรับประทานเคอร์คิวมินที่ขนาดต่ำกว่า 8 กรัมต่อวัน ไม่ทำให้เกิดพิษต่อผู้ป่วยและยังส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าจะมีผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับที่ได้ระบุว่าเคอร์คูมินสามารถช่วยป้องกันและรักษาโรคต่างๆที่สำคัญได้ แต่สำหรับขนาดและปริมาณการใช้รวมถึงรายละเอียดระยะเวลาในการใช้ที่ปลอดภัยยังไม่มีข้อกำหนดหรือข้อบ่งใช้ที่ชัดเจน ดังนั้นในการใช้เคอร์คูมินในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงถึงปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญก่อนใช้เสมอ ส่วนในการใช้สารเคอร์คูมินโดยการบริโภค ขมิ้น ขิง ข่า กระชาย ฯลฯ ซึ่งเป็นแหล่งของเคอร์คูมินนั้นก็ควรระมัดระวังในการบริโภคด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่แพ้พืชตระกูลชิง ซึ่งไม่ควรบริโภคอย่างเด็ดขาด อีกทั้งพืชตระกูลนี้หากบริโภคในปริมาณที่มากอาจส่งผลกระทบ/ผลข้างเคียงได้ เช่น เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ปวดหัว นอนไม่หลับ มีกรดในกระเพาะมากกว่าปกติ นอกจากนี้ยังควรระวังในการใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เนื่องจากจะเสริมฤทธิ์กัน ซึ่งอาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าและหยุดไหลได้ยาก

สารเคอร์คูมินมีประโยชน์อย่างไร

สารเคอร์คูมิน (Curcumin)หรือ diferuloyl methane มีชื่อเรียกตามโครงสร้างทางเคมีว่า 1, 7–bis (4– hydroxyl–3–methoxyphenyl) 1, 6–heptadiene 3, 5 dione มีมวลโมเลกูลเท่ากับ 368.28 g/mol และมีสูตรโมเลกุลเป็น C21H20O6 ซึ่งสารเคอร์คูมินนี้เป็นสารกลุ่มโพลีฟินอล และเป็นองค์ประกอบหลักในสารกลุ่มเคอร์คูมินนอยด์ มีลักษณะเป็นผงหรือผลึกขนาดเล็ก สีเหลืองอมส้ม ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ อะซีโตน โพรพิลีนไกลคอล (propylene glycol) กรดน้ำส้มเข้มข้นและเบนซิน

เครดิตฟรี

โดยจะมีสีน้ำตาลแดงในด่าง สีเหลืองในกรด และช่วงที่เปลี่ยนแปลงสี คือ ช่วงที่ค่า pH ประมาณ 8-9 มีจุดหลอมเหลวประมาณ183 องศาเซลเซียส และสารเคอร์คูมินยังเป็นสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย ดังที่จะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป สำหรับประเภทของเคอร์คูมินนั้นมีอยู่เพียงประเภทเดียว แต่เมื่อสารเคอร์คูมินไปรวมกับสารอนุพันธ์อีก 2 ชนิดคือ Monodesmethoxycumin หรือ desmethoxy curcumin และ Didesmethoxycurcumin หรือ bis–desmethoxy curcumin ก็จะได้สารกลุ่มเคอร์คูมินอยล์ (Curcuminoids)

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

สำหรับแหล่งสำคัญที่พบสารเคอร์คูมินนั้นพบว่าได้มาจากพืชในวงค์ขิง (Zingiberaceae) เช่น ขิง ขมิ้น ข่า กระชาย ดาหลา กระเจียว ว่านชักมดลูก ว่านนางคำ ฯลฯ โดยเฉพาะขมิ้นชันจะพบปริมาณของสารเคอร์คูมินมากกว่าพืชชนิดอื่นในวงศ์เดียวกัน โดยพบว่าในขมิ้นชันที่ได้จากแหล่งต่างๆ ในประเทศไทย จะมีปริมาณของสารเคอร์คูมินต่างกันไปตามสภาพภูมิประเทศ และสภาพของดิน แต่จากการศึกษาพบว่าจะมีค่าเฉลี่ยของสารเคอร์คูมินในขมิ้นชันที่เตรียมโดยไม่ผ่านความร้อน (การต้ม) ถึง 43.22 เปอร์เซ็นต์ ของเคอร์คูมินอยด์ทั้งหมด และขมิ้นชันที่ได้จากร้านจำหน่ายยาแผนโบราณ (เตรียมโดยการผ่านการต้มมาแล้ว) จะมีปริมาณผงเคอร์คูมินเพียง 40.35 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับสารเคอร์คูมินนั้นยังไม่ถูกจัดเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายมีความต้องการและจำเป็นต้องได้รับเหมือนกับสารตามหลักชนิดอื่นๆ ดังนั้นจึงยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์หรือขนาดการบริโภคต่อวัน แต่สำหรับการใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้มีประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2560 ระบุว่าให้ใช้สารเคอร์คูมินอยด์ (เคอร์คูมิน) จากเหง้าขมิ้นที่สกัดด้วยน้ำและสกัดด้วยน้ำและเอทานอลในปริมาณไม่เกิน 2000 มิลลิกรัม/วัน

สล็อต

ประโยชน์และโทษ

จากการศึกษาวิจัยพลว่า สารเคอร์คูมิน มีคุณสมบัติเป็นตัวต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (antioxidation) ทำลายอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ยังสามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารและผิวหนังได้ ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษ ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันภาวะสมองเสื่อม ต้านเชื้อจุลินทรีย์ ส่วนพิษและผลข้างเคียงของการใช้สารเคอร์คูมินนั้น จากการศึกษาวิจัยพบว่าการใช้สารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ในขนาดสูงอาจมีผลต่อการทำงาน และโครงสร้างตับได้แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กลับเป็นปกติได้เมื่อหยุดใช้เคอร์คูมินอยด์ และการรับประทานเคอร์คูมินในปริมาณที่สูงมากนั้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อการตายของเซลล์เยื่อบุจอตาได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยด้านพิษวิทยาของสารเคอร์คูมินและสารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์พบว่าให้ผู้ป่วนมะเร็งรับประทานเคอร์คิวมินสูงถึง 8 กรัมต่อวัน แต่ไม่พบว่าเกิดผลข้างเคียงใดๆ หรือเป็นพิษต่อผู้ป่วย และจากการศึกษาพิษเรื้อรังนาน 6 เดือน ของสารเคอร์คิวมินอยด์ ในหนูขาวสายพันธุ์วิสตาร์ ที่แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 15 ตัวต่อเพศ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำ กลุ่มควบคุมที่ได้รับ tragacanth และกลุ่มทดลองที่ได้รับน้ำยาแขวนตะกอนเคอร์คิวมินอยด์ ใน tragacanth ทางปากในขนาด 10, 50 และ 250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับ 1, 5 และ 25 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนต่อวัน ส่วนหนูทดลองกลุ่มที่ 4 ได้รับน้ำยาแขวนตะกอนเคอร์คิวมินอยด์ ขนาด 250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน นาน 6 เดือน แต่หยุดให้ยา 2 สัปดาห์ ก่อนผ่าซาก เพื่อดูว่าหากมีอาการพิษจากเคอร์คิวมินอยด์เกิดขึ้น จะกลับมาหายเป็นปกติได้หรือไม่หลังจากหยุดยา พบว่าอัตราการเจริญของหนูเพศผู้ที่ได้รับเคอร์คิวมินอยด์ ขนาด 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับ tragacanth อย่างมีนัยสำคัญ

สารเคอร์คิวมินอยด์ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าทางโลหิตวิทยาใดๆ ที่มีความสัมพันธ์กับขนาดของสารที่ให้ในหนูเพศผู้ที่ได้รับเคอร์คิวมินอยด์ ขนาด 250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน พบว่าน้ำหนักจริง และน้ำหนักสัมพัทธ์ของตับ และระดับ alkaline phosphatase สูงกว่ากลุ่มควบคุมทั้งสองกลุ่ม แต่ยังอยู่ในช่วงของค่าปกติ แม้ว่าหนูกลุ่มนี้ดูเหมือนจะมีอุบัติการณ์ของไขมันสะสมในตับ และชั้น cortex ของต่อมหมวกไตสูง แต่อุบัติการณ์ดังกล่าวไม่ได้แตกต่างจากกลุ่มควบคุมทั้งสองอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการให้เคอร์คิวมินอยด์ ในขนาดที่ใช้ในคน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ทำให้เกิดพิษในหนูขาวแต่อย่างใด

สล็อตออนไลน์

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยของกระบวนการดูดซึมเคอร์คูมินระบุว่า จากการทดลองในหนูทดลองโดยให้สารประกอบเคอร์คูมินที่ใส่สารกัมมันตภาพรังสีพบว่ามีส่วนของกัมมันตภาพรังสีเข้าสู่กระแสโลหิตและอวัยวะต่างๆ แต่ไม่พบเคอร์คูมินในรูปเดี่ยวซึ่งแสดงว่าเคอร์คูมินอาจถูกเปลี่ยนแปลงเป็นรูปอื่นตอนที่ดูดซึมในลําไส้และยังมีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศพบว่าเมื่อให้สารประกอบเคอร์คูมินแก่หนูขาวโดยการรับประทานเคอร์คูมินจะถูกขับถ่ายออกทางอุจจาระ 75 เปอร์เซ็นต์ และในน้ำดี 11 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่ปัสสาวะพบเพียงปริมาณเล็กน้อย

โดยภายหลังการให้เคอร์คูมิน 0.1 กรัมต่อกิโลกรัม แก่หนูทดลองเป็นเวลา 1 ชั่วโมง จะสามารถพบปริมาณของเคอร์คูมินในลำไส้เล็ก ม้าม ตับ และไต เท่ากับ 177, 26, 27 และ 7.5 ไมโครกรัมต่อกรัมตามลำดับ แต่พบได้น้อยมากในสมองโดยเคอร์คูมินจะเปลี่ยนเป็นรูปสารเมแทบอไลท์ในพลาสมา เช่น dihydrocurcumin, tetrahydrocurcumin และ hexahydrocurcumin จากนั้นจะรวมตัว (conjugated) กับ glucoronideโดยการไฮโดรไลท์ซึ่งอาศัยเอนไซม์ ß-glucosidase ได้ curcumin-glucoronide, dihydrocurcuminglucoronide, tetrahydrocurcumin- glucoronide และ hexahydrocurcumin-glucoronide แล้วเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตต่อไป

นอกจากนี้ยังมีรายงานผลการศึกษาวิจัยของสารเคอร์คูมินในโรคต่างๆ ดังนี้

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory activity)มีงานวิจัยหลายเรื่องที่ได้ศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของเคอร์คูมินที่แยกได้จากขมิ้นชันพบว่า สามารถแสดงฤทธิ์ลดการอักเสบได้และเมื่อนำสารเคอร์คิวมินมาทดสอบเทียบกับยามาตรฐาน phenylbutazone พบว่ามีฤทธิ์เท่าๆกัน ในกรณีการอักเสบเฉียบพลัน (model of acute inflammation) ส่วนกรณีการอักเสบเรื้อรัง (model of chronic inflammation) จะมีฤทธิ์เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่ฤทธิ์ทำให้เกิดแผลน้อยกว่า phenylbutazone นอกจากนี้ยังพบว่าเคอร์คิวมินแสดงความเป็นพิษน้อยกว่ายามาตรฐานด้วย และมีรายงานว่าเคอร์คิวมินแสดงฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์ leukotriene B4 ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบได้ด้วย ส่วนในต่างประเทศมีการศึกษากระบวนการออกฤทธิ์ต้านการอักเสบของเคอร์คูมิน พบว่าเคอร์คูมินยับยั้ง 5-lipoxygenase ของperitoneal neutrophils ของหนูยับยั้ง 12-lipoxygenase และ cyclooxygenase ในเกล็ดเลือดของมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระใน cell free peroxidation system ซึ่งการออกฤทธิ์เช่นนี้ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการให้อิเล็กตรอนแก่อนุมูลอิสระของเคอร์คูมิน

jumboslot

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากเคอร์คูมินเป็นสารประกอบในกลุ่มของ phenolic compound ซึ่งมีคุณสมบัติในการ ต้านการเกิดออกซิเดชั่น โดยหมู่phenolic OH และ methylene CH2 ที่ติดอยู่กับ ß-diketone มีบทบาทสำคัญในการกำจัดอนุมูลอิสระ (scavenging activity) โดยกลไกการต้านอนุมูลอิสระของเคอร์คูมินเริ่มจากในขั้นแรกเคอร์คูมินจะรับอนุมูลอิสระที่ตำแหน่งของหมู่phenolic เปลี่ยนเป็นเคอร์คูมินแรดิคอล (curcumin radical) ที่ไม่เสถียรอิเลคตรอนที่ไม่เข้าคู่นี้สามารถเคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งที่เหมาะสมได้ โดยเคอร์คูมินแรดิคอลรวมตัวกับเคอร์คูมินแรดิคอลอีกโมเลกุลหนึ่งที่หมู่ไฮดรอกซิล

และจะได้เป็นโครงสร้างวงแหวนเรียกว่า เคอร์คูมินไดเมอร์(curcumindimer) แต่ในสภาวะที่มีออกซิเจนสารเคอร์คูมินเมื่อจับกับอนุมูลอิสระแล้วจะเปลี่ยนเป็นเคอร์คูมินแรดิคอลที่ไม่เสถียรและเกิดการออกซิไดซ์ที่หมู่ benzylic และ ketone ได้อนุพันธุ์ ที่ 2 และ 3 คือ vanillin และ ferulic acid ferulic acid มีชื่อเรียกตามโครงสร้างทางเคมีว่า 4-hydroxy-3-methoxycinnamic acid มีสูตรโมเลกุลเป็น C10H10O4 ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ( superoxide, nitric oxide และ hydroxyl radical) ช่วยลดระดับของ cholesterol และ triglyceride ดังนั้นจะช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันและต้านการเกิดมะเร็งหลายชนิดเช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ เป็นต้น

ฤทธิ์ต้านมะเร็ง (anti-cancer activity) มีการศึกษาวิจัยและทดสอบสารเคอร์คิวมินกับหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดเนื้องอกที่ผิว พบว่าสารเคอร์คิวมินสามารถลดการเกิดเนื้องอกของหนูได้ ซึ่งมีงานวิจัยสนับสนุนว่าอาจเกิดจากสารเคอร์คิวมินไปยับยั้งการสังเคราะห์ DNA และ RNA และยังมีการศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งของสารเคอร์คิวมินอยด์ทั้ง 3 ชนิด คือ เคอร์คิวมินดีเมทอกซีเคอร์คิวมิน และบีสดีเมทอกซีเคอร์คิวมิน ทั้งในระดับเซลล์ทดลอง (In vitro) และสัตว์ทดลอง (In vivo) พบว่าสารเคอร์คิวมินอยด์แสดงฤทธิ์ในการยับยั้งการเกิดมะเร็งทั้งสองการทดลองในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกัน คือเคอร์คิวมิน ดีเมทอกซีเคอร์คิวมิน และบีสดีเมทอกซีเคอร์คิวมินแสดงฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งทดลอง P450 (CYP 450) ได้ที่ระดับความเข้มข้น 32, 78 และ 88 ไมโครโมลาร์ตามลำดับ ซึ่งเคอร์คิวมินแสดงฤทธิ์ได้สูงที่สุด แต่เมื่อทดสอบกับเซลล์ทดลอง CYP 1A1, 1A2 และ 2B1 เคอร์คิวมินอยด์ทั้ง 3 ชนิด แสดงฤทธิ์การยับยั้งได้ที่ความเข้มข้น 2.5-21 ไมโครโมลาร์ โดยบีสดีเมทอกซีเคอร์คิวมินแสดงฤทธิ์ได้สูงที่สุด และเมื่อให้ขมิ้นชัน ความเข้มข้น 1 เปอร์เซ็นต์ กับหนูทดลองพบว่าลดการเหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งที่ตับ ปอด และกระเพาะอาหารลงอย่างมีนัยสำคัญ

[NPC5]
การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยธาลัสซีเมียมีผลการศึกษาในหลอดทดลองของ ผศ.ดร.สมเดช ศรีชัยรัตนกุล และคณะ จากคณะแพทยศาตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่าสารเคอร์คูมินอยด์ สามารถลดระดับของเหล็กในรูปที่ไม่ได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-tranferrin bound iron, NTBI) ในพลาสมาของผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชนิดเบต้าธาลัสซีเมีย อีกทั้งยังเสริมฤทธิ์ยาขับเหล็ก deferiprone ในการกำจัดเหล็กในรูป NTBI ได้อีกด้วย

การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ มีการศึกษาทางคลินิกโดยเจาะเลือดจากผู้ป่วยอัลไซเมอร์ 6 คน และอาสาสมัครสุขภาพดี 3 คน แล้วแยก macrophage มาทำการทดสอบ โดยให้สาร curcumin พบว่า macrophage ของผู้ป่วยที่ได้รับ curcumin มีการเก็บและย่อยสลาย amyloid protein เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับ macrophage ของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ curcumin แสดงให้เห็นว่าเคอร์คิวมิน มีบทบาทช่วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการทำลาย amyloid protein

การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีการศึกษาวิจัยในระดับคลินิกกับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ดื้อต่อเคมีบำบัด จำนวน 15 คน โดยให้ผู้ป่วยรับประทานสารสกัดเคอร์คิวมา (Curcuma extract) วันละ 2-10 แคปซูล หรือประมาณวันละ 440-2200 มิลลิกรัม เป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งใน 1 แคปซูล ประกอบด้วย เคอร์คิวมิน 18 มิลลิกรัม ดีเมทอกซีเคอร์คิวมิน 2 มิลลิกรัม และน้ำมันหอมระเหยเคอร์คิวมา (Curcuma essential oil) อีก 200 มิลลิกรัม (tumerone, atlantone, zingiberene) พบว่าผู้ป่วยทนต่อยาได้ดี ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ และผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดเคอร์คิวมาขนาด 440 มิลลิกรัม ทุกวัน จะทำให้ lymphocytic glutathione S-transferase activity ลดลง โดยไม่มีผลต่อการเกิด DNA adduct ในเม็ดเลือดขาว นอกจากนี้ยังมีการทดสอบเคอร์คิวมินกับผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง (high-risk หรือ pre-malignant lesion) จำนวน 25 คน โดยให้ผู้ป่วยรับประทานเคอร์คิวมินวันละ 0.5 กรัม ถึง 12 กรัม พบว่าการรับประทานเคอร์คิวมินที่ขนาดต่ำกว่า 8 กรัมต่อวัน ไม่ทำให้เกิดพิษต่อผู้ป่วยและยังส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าจะมีผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับที่ได้ระบุว่าเคอร์คูมินสามารถช่วยป้องกันและรักษาโรคต่างๆที่สำคัญได้ แต่สำหรับขนาดและปริมาณการใช้รวมถึงรายละเอียดระยะเวลาในการใช้ที่ปลอดภัยยังไม่มีข้อกำหนดหรือข้อบ่งใช้ที่ชัดเจน ดังนั้นในการใช้เคอร์คูมินในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงถึงปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญก่อนใช้เสมอ ส่วนในการใช้สารเคอร์คูมินโดยการบริโภค ขมิ้น ขิง ข่า กระชาย ฯลฯ ซึ่งเป็นแหล่งของเคอร์คูมินนั้นก็ควรระมัดระวังในการบริโภคด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่แพ้พืชตระกูลชิง ซึ่งไม่ควรบริโภคอย่างเด็ดขาด อีกทั้งพืชตระกูลนี้หากบริโภคในปริมาณที่มากอาจส่งผลกระทบ/ผลข้างเคียงได้ เช่น เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ปวดหัว นอนไม่หลับ มีกรดในกระเพาะมากกว่าปกติ นอกจากนี้ยังควรระวังในการใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เนื่องจากจะเสริมฤทธิ์กัน ซึ่งอาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าและหยุดไหลได้ยาก

สุดยอดประโยชน์จากซูคราโลส

ซูคราโลสเป็นสารให้ความหวานสังเคราะห์ (artificial sweetener) ชนิดที่ไม่ให้พลังงาน ซึ่งมีความหวานเป็น 600 เท่าของน้ำตาลทราย ชื่อทางเคมีคือ Trichlorogalactosucrose และมีสูตรทางเคมีคือ C12 H19 Cl3 O8 ละลายน้ำได้ 283 กรัม/ลิตร ที่ 20 °C และมีจุดหลอมเหลว 125.5 °C ส่วนลักษณะของซูคราโลสจะมีลักษณะเป็นผลึกแข็งสีขาวร่วนคงตัวได้ดี ไม่มีกลิ่น

เครดิตฟรี

ไม่ดูดความชื้นและละลายน้ำได้ดี มีรสหวานเป็นธรรมชาติแบบน้ำตาลไม่มีรสขมติดลิ้น รวมถึงสามารถทนความร้อนสูงในการหุงต้มและอบได้ ทั้งนี้ซูคราโลสถูกค้นพบโดยบังเอิญ โดยนักวิจัยจากคิงส์คอลเลจลอนดอน ร่วมกับเทตแอนด์ไลล์ (Tate & Lyle) ซึ่งเป็นบริษัทอุตสาหกรรมอาหารสัญชาติอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1976

สำหรับซูคราโลสนั้นมีเพียงชนิดเดียว ซึ่งหากจะแบ่งเป็นกลุ่มจริงๆแล้วนั้น ต้องแบ่งเป็นกลุ่มสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ชนิดที่มีคุณค่าทางโภชนาการและให้พลังงาน ได้แก่ ฟรุกโทส ซึ่งเป็นน้ำตาลจากผลไม้มอลทิทอล (maltitol) ซอร์บิทอล (sorbitol) อีริทริทอล (erythritol) และไซลิทอล (xylitol) ซึ่งสารให้ความหวานกลุ่มนี้ ไม่เหมาะส่าหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ส่วนอีกชนิดหนึ่ง คือ ชนิดที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการและไม่ให้พลังงาน ได้แก่ ซูคราโลส สตีเวียหรือสารสกัดจากหญ้าหวาน แอสปาแตม อะซิซัลเฟม-เค แซคคารินหรือขัณฑสกร โดยสารให้ความหวานกลุ่มนี้ เหมาะส่าหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้ป่วยโรคเบาหวาน

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ซูคราโลสจัดเป็นไดแซ็กคาไรด์หรือน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่มีที่มาจากซูโครส โดยถูกสังเคราะห์จากากรใช้น้ำตาลซูโครสมาเป็นสารตั้งต้น หรือ นำน้ำตาลซูโครสมาปรับปรุงโครงสร้างให้ร่างกายไม่สามารถย่อยได้โดยแทนที่ด้วยกลุ่มไฮดรอกซีล 3 ตำแหน่งด้วย อะตอมคลอไรด์ทำให้มีโครงสร้างคลายน้ำตาลแต่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้จึงไม่ให้พลังงาน และไม่ทำให้ฟันผุ ซึ่งซูคราโลสจะมีรสชาติหวานคล้ายน้ำตาลซูโครสมาก และเมื่อใช้ในปริมาณที่เท่ากันซูคราโลสให้รสหวานมากกว่าน้ำตาลซูโครส 600เท่า

สล็อต

ทั้งนี้องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้ให้การยอมรับซูคราโลส ตั้งแต่ปี ค.ศ.1988 อนุญาตให้ใช้ซูคราโลสเป็นวัตถุเจือปนในอาหารชนิดต่างๆ 14 ชนิด และยังอนุญาตให้สามารถใช้เป็นสารที่เติมในอาหาร รวมถึงอาหารที่ต้องปรุงโดยใช้ความร้อน น้ำหวาน หรือน้ำ เชื่อมที่ได้จากการสกัดของน้ำตาลเจลาตินของหวานที่มีส่วนผสมของนมและน้ำแข็ง และในอุตสาหกรรมการแปรรูปน้ำผลไม้ เป็นต้น

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณของซูคราโลสที่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในคนที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้รับประทานได้(ADI) คือ ไม่เกิน 15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน โดยองค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ให้การยอมรับความปลอดภัยของซูคราโลสตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 ทำให้ประเทศต่างๆมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก เช่น แคนาดา อเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ได้ให้การยอมรับการใช้สารนี้ในอาหาร และจากการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยของซูคราโลสมากกว่า 100 ชิ้น ที่มีทั้งการศึกษาทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งรวมไปถึงการศึกษาเรื่องเภสัชจลนศาสตร์ การก่อให้เกิดกลายพันธุ์ ความเป็นพิษต่อการสืบพันธุ์ผลต่อทารกในครรภ์ ผลต่อการเกิดมะเร็ง ผลต่อระบบประสาท และผลต่อระบบภูมิต้านทานจากการทดลองซูคราโลสในระดับต่างๆ พบว่าไม่พบความเป็นพิษและไม่เป็นสารก่อมะเร็งแต่อย่างใด

ประโยชน์และโทษ

ซูคราโลสถูกนำมาใช้เป็นสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด เช่น อาหารกระป๋อง ไอศกรีม ขนมขบเคี้ยว ซอส ลูกกวาด หมากฝรั่ง ผลิตภัณฑ์นม แยม เยลลี่ ผักและผลไม้ดอง หรือใช้เป็นน้ำตาลสำหรับโรยหน้าขนมและเครื่องดื่มต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกายังได้อนุญาตให้ใช้ซูคราโลสเป็นวัตถุเจือปนในอาหารชนิดต่างๆ 14 ชนิด ดังนี้

สล็อตออนไลน์

Baked goods and baking mixes
Beverage and beverage bases
หมากฝรั่ง (chewing gum)
ชาและกาแฟ (coffee and tea)
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม เช่น โยเกิร์ต และ dairy productanalogues อื่น ๆ
Fats and oils (salads dressings)
Frozen dairy desserts and mixes
Fruit and water ices
เจลาตินและขนมพุดดิง (gelatins and pudding)
แยมและเจลลี่ (jams and jellies)
ผลิตภัณฑ์นม (milk products)
Processed fruits and fruit juices
สารทดแทนน้ำตาล (sugar substitute)
ซอสรสหวานต่าง ๆ, น้ำตาลสำหรับโรยหน้าขนม, และน้ำเชื่อมต่างๆ (sweet sauces, toppings, and syrups)

นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัติของซูคราโลสที่เป็นสารที่ไม่ให้พลังงานและไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดหรือระดับอินซูลินจึงนิยมใช้ในอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้ป่วยเบาหวาน โดยสามารถใช้ปรุงอาหารและขนมทุกชนิด เพราะซูคราโลสทนความร้อนสูงมาก และเป็นสารให้ความหวานที่ปลอดภัย ที่ได้รับการรับรอบจากหลายสถาบัน แต่เนื่องจากซูคราโลสมีความหวานสูงมาก ทำให้มีการใช้ในปริมาณน้อยมาก ซึ่งผลิตภัณฑ์อาหารประเภทที่น้ำตาลมีผลต่อความคงตัวและลักษณะเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์จึงไม่สามารถใช้ซูคราโลสเป็นสารให้ความหวานเพียงชนิดเดียวได้ โดยส่วนใหญ่จะมีการใช้ร่วมกับสารให้ความหวานในกลุ่มน้ำตาลแอลกอฮอล์และมีคุณสมบัติเป็นสารที่ให้เนื้อ (bulking agent) เช่น มอลทิทอล ที่มีความหวาน 0.9 เท่าของซูโครส และให้พลังงานเท่ากับ 2.1 กิโลแคลอรี/กรัมหรือซอร์บิทอล ที่มีความหวาน 0.6 เท่าและให้พลังงานเท่ากับ 2.6 กิโลแคลอรี/กรัม หรืออีริทริทอล ที่มีความหวาน 0.7 เท่า และให้พลังงานเท่ากับ 0.2 กิโลแคลอรี/กรัม เป็นต้น ซึ่งสารให้ความหวานในกลุ่มนี้จะดูดซึมช้าและไม่สมบูรณ์ ท่าให้การหลั่งอินซูลินได้ไม่เร็วเหมือนน้ำตาลทราย จึงใช้ส่าหรับผู้ป่วยเบาหวานได้ดีแต่ก็ไม่ควรบริโภคเกิน 20-40 กรัม/วัน

jumboslot

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการขับซูคราโลสออกของร่างกายระบุว่าซูคราโลสจะถูกร่างกายขับออกมาทางปัสสาวะและอุจจาระ และยังพบว่าซูคราโลสมีการดูดซึมในร่างกายน้องมาก โดยเมื่อรับประทาน sucralose เข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมได้ประมาณ 15% และปริมาณที่ถูกดูดซึมนั้นจะถูกขับออกในรูปเดิมทางปัสสาวะ และปริมาณส่วนใหญ่ที่ไม่ถูกดูดซึมจะถูกขับออกในรูปเดิมทางอุจจาระ และยังมีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของซูคราโลสอีกหลายฉบับ ซึ่งมีผลการศึกษาไปในแนวทางเดียวกับว่าเมื่อรับประทานซูคราโลสในปริมาณท่กำหนด (15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน) จะไม่มีผลข้างเคียงและไม่มีผลต่อระดับของอินซูลินและระดับน้ำตาล ไม่เป็นสารก่อมะเร็ง ไม่มีผลต่อยีน ไม่มีผลต่อทารกในครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตรและไม่มีพิษสะสมในร่างกาย

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้ซูคราโลส ร่วมกับสารอื่นทดแทนน้ำตาลทรายโดยมีการใช้สารให้ความหวานซอร์บิทอลร่วมกับซูคราโลสทดแทนน้ำตาลทรายในวุ้นกะทิสูตรต้นแบบ ที่ระดับการทดแทนร้อยละ 25, 50, 75 และ 100 ปรากฎว่าไม่ทำให้ค่าปริมาณน้ำอิสระ (aw) แตกต่างจากสูตรต้นแบบ แต่ท่าให้ปริมาณความชื้นเพิ่มขึ้น และปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับสูตรต้นแบบ ส่วนการประเมินทางประสาทสัมผัสนั้นพบว่า คะแนนความชอบด้านเนื้อสัมผัสที่ระดับการทดแทนร้อยละ 100 จะลดลง

slot

แต่ไม่ส่งผลต่อคะแนนความชอบด้านอื่นๆอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติดังนั้นจึงสามารถท่าการทดแทนน้ำตาลในวุ้นกะทิสูตรต้นแบบด้วยสารให้ความหวานได้สูงสุดถึงร้อยละ 100 ส่วนอีกการศึกษาหนึ่ง มีการใช้อีริทริทอลกับซูคราโลสในปริมาณต่างๆ เพื่อทดแทนน้ำตาลในการผลิตชิฟฟอนเค้ก พบว่าเมื่อมีการทดแทนในปริมาณที่มากขึ้น มีผลทำให้ปริมาณจำเพาะ (specific volume) ของเค้กลดลง แต่การสูญเสียน้ำหนัก (weight loss) และ ค่าปริมาณน้ำอิสระ (aw) เพิ่มขึ้น และพบว่าชิฟฟอนเค้กที่ใช้อีริทริทอลกับซูคราโลสในปริมาณ ร้อยละ 50 มีความใกล้เคียงกับสูตรควบคุม และเมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีพบว่าสามารถลดพลังงานได้ร้อยละ 21.3 เมื่อเปรียบเทียบกับสูตรควบคุม

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

มีข้อสรุปจากการศึกษาวิจัยหลายๆ ฉบับ ขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาโดยสรุปจากข้อมูลที่มีการทดลองทั้งในคนสัตว์ทดลองมากกว่า 110 การศึกษา พบว่าไม่พบอันตราใดๆ ในคนที่ได้รับ sucralose รวมทั้งสามารถใช้ในสตรีมีครรภ์สตรีในนมบุตร ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ป่วย phenylketonuria ได้

แต่ถึงอย่างไรก็ตามในการใช้ซูคราโลสเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลนั้น ก็คงใช้ในขนาดและปริมาณที่ได้ระบุไว้ตามเกณฑ์การใช้อย่างเคร่งครัดไม่ควรใช้ในขนาดที่มากเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้

สรรพคุณของฟลูออไรด์

ฟลูออไรด์ (Fluoride) สารประกอบที่เกิดจากธาตุฟลูออรีน (Fluorine) หรือเป็นเกลือของฟลูออรีน โดยเป็นธาตุที่มีประจุไฟฟ้าเป็นลบ และเป็นแร่ธาตุที่พบได้ตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถพบได้ ตามแหล่งต่างๆ เช่น ดิน หิน อากาศ เป็นต้น โดยในดินจะมีค่าเฉลี่ยฟลูออไรด์ประมาณ 200-290 ส่วนในล้านส่วน ในน้ำทะเลที่ 0.8-1.4 ส่วนในล้านส่วน และในน้ำจืดมีฟลูออไรด์อยู่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ เช่น ในสหรัฐอเมริกา มีฟลูออไรด์ในน้ำบริโภคตามธรรมชาติ 0.16 ส่วนในล้านส่วน ในอังกฤษมี 0.58 ส่วนในล้านส่วน

เครดิตฟรี

สำหรับฟลูออไรด์ในรูปแบบของแร่ธาตุมักอยู่ในรูปของแร่ฟลูออไรด์ (CaF2) โดยแร่ธาตุที่พบฟลูออไรด์มาก ได้แก่ ฟลูโอสปาร์, คริโอไลท์ ,และ อะพาไทต์ เป็นต้น ซึ่งฟลูออไรด์ที่สกัดออกได้จะอยู่ในรูปฟลูออโรซิลิเคท (fluorosilicates) ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการเติมฟลูออไรด์ในน้ำ หรืออาหารเสริมฟลูออไรด์ ทั้งนี้ในการใช้ประโยชน์จากฟลูออไรด์ยังมีบันทึกหลักฐานที่อ้างอิงถึงการใช้เป็นครั้งแรกในวารสารรายเดือน ชื่อ Memorabilia ของประเทศเฮอรมัน ซึ่งแสดงถึงการใช้ฟลูออไรด์เพื่อประโยชน์การป้องกันโรคเกี่ยวกับฟัน (dental purpose) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1874 โดย Erhadt

ส่วนประเภทของฟลูออไรด์นั้นหากจะแบ่งเป็นประเภทที่นำมาใช้ทางทันตกรรม ก็จะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ฟลูออไรด์ชนิดรับประทาน ซึ่งเป็นฟลูออไรด์เสริมโดยมีทั้งชนิดเม็ด ที่ใช้สำหรับเติมลงไปในน้ำดื่ม และชนิดน้ำที่เป็นฟลูออไรด์ผสมวิตามินที่ทันตแพทย์จะจ่ายให้กับเด็ก ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ ฟลูออไรด์เฉพาะที่ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ฟลูออไรด์ที่ใช้เคลือบฟันในเด็ก และอีกชนิดหนึ่งคือฟลูออไรด์ที่ผสมในยาสีฟัน หรือ น้ำยาบ้วนปากที่วางจำหน่ายทั่วไป

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าฟลูออไรด์เป็นแร่ธาตุที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติทั่วไป ซึ่งมักอยู่ในรูปสารของประกอบปะปนอยู่ในน้ำเศษหินที่ผุพังและในดิน ดังนั้นในชีวิตประจำวันร่างกายจึงได้รับฟลูออไรด์จากธรรมชาติ ทางน้ำดื่ม อาหาร และเครื่องดื่มต่างๆ ดังนี้

ฟลูออไรด์จากน้ำดื่ม ฟลูออไรด์ที่มีอยู่ในน้ำดื่มมาจากธรรมชาติ ในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยมีปริมาณฟลูออไรด์ แตกต่างกัน เช่น ในกรุงเทพมหานคร (ปี พ.ศ. 2549-2550) มีระดับฟลูออไรด์ในน้ำบริโภคระหว่าง 0.16-0.22 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำดื่มและน้ำใช้ของโรงเรียนและหมู่บ้านในเขตชายแดนของประเทศไทยพบว่ามีปริมาณฟลูออไรด์ตั้งแต่ 0.01-0.92 ส่วนในล้านส่วน 14 นอกจากนี้ชนิดของน้ำที่นำมาบริโภคจะมีปริมาณ ฟลูออไรด์ที่แตกต่างกัน การศึกษาปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำ 3 ชนิด คือ น้ำฝน น้ำผิวดิน (น้ำลำธาร น้ำสระ เป็นต้น) และน้ำบาดาล พบว่าน้ำบาดาลมีปริมาณฟลูออไรด์มากที่สุด (0.31±0.23 ส่วนในล้านส่วน) รองลงมาคือน้ำผิวดิน (0.11±0.15 ส่วนในล้านส่วน) และน้ำฝน (0.03±0.03 ส่วนในล้านส่วน) ตามลำดับ

สล็อต

ฟลูออไรด์ในอาหาร ปริมาณฟลูออไรด์ที่ได้รับจะแตกต่างกันไปตามชนิดของอาหาร เช่น ปลาทะเลมีฟลูออไรด์ 0.4-6.7 ไมโครกรัมต่อกรัม ปลาน้ำจืด 0.15-0.71 ไมโครกรัมต่อกรัม ผักมีฟลูออไรด์ต่ำมากยกเว้น ตะไคร้ ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย และใบยอ ที่มีฟลูออไรด์ >0.2 ไมโครกรัมต่อกรัม ในใบชาเขียวมีปริมาณฟลูออไรด์สูงถึง 85.16 ไมโครกรัมต่อกรัม โดยมีการศึกษาวิจัยในอาหารกลุ่มต่างๆ พบว่ามีปริมาณฟลูออไรด์ดังนี้

ปริมาณฟลูออไรด์ในอาหารบางชนิด (มิลลิกรัม/ลบ.ดม.) เนื้อ 0.01-7.70 , ปลา 0.10-24.0 ,ไข่ 0-0.25 , ผลไม้รสเปรี้ยว 0.04-0.36, ผลไม้ทั่วไป 0.02-1.32, ธัญพืช 0.01-20.0, เนย 0.04-1.50, ผัก (รวมทั้งหน่อ, หัว) 0.01-3.00, กาแฟ 0.02-1.60

ฟลูออไรด์ในน้ำนม ปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำนมจะแตกต่างกันตามชนิดของน้ำนม เช่น น้ำนมแม่มีปริมาณฟลูออไรด์ทั้งหมดน้อยมาก คือ 0.017±0.02 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนนมผงสูตรต่างๆ สำหรับเด็กมีปริมาณฟลูออไรด์ ดังนี้ นมผงสำหรับทารกอายุก่อน 6 เดือน มีปริมาณฟลูออไรด์ 0.14-0.38 ส่วนในล้านส่วน นมผงสำหรับทารกอายุมากกว่า 6 เดือน มีปริมาณฟลูออไรด์ 0.23-0.64 ส่วนในล้านส่วน นอกจากนี้ในการศึกษาน้ำนมพร้อมดื่ม 69 ชนิด พบปริมาณฟลูออไรด์มีค่าอยู่ในช่วง 0.01-3.52 ส่วนในล้านส่วน

นอกจากนี้ยังมีแหล่งอื่นๆ ของฟลูออไรด์ที่ร่างกายจะได้รับอีกเช่น ฟลูออไรด์เสริมชนิดรับประทานสำหรับเด็ก น้ำดื่มผสมฟลูออไรด์ ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์รวมถึงยาดมหรือน้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ เป็นต้น

ปริมาณที่ควรได้รับ

ปัจจุบันไม่มีข้อแนะนำให้ประชาชนทั่วไปบริโภคฟลูออไรด์ แต่ในทางทันตกรรมการใช้ฟลูออไรด์เสริมในรูปของ ยาน้ำและยาเม็ด จะแนะนำเป็นรายบุคคลโดยเฉพาะเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุสูง และจะต้องมีการตรวจประเมิน สุขภาพช่องปากเป็นระยะ

สล็อตออนไลน์

ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 ทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยได้จัดสัมมนาทบทวนแนวทางการใช้ฟลูออไรด์สำหรับเด็ก สรุปว่า ฟลูออไรด์เสริมแนะนำให้ใช้สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปีที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุสูงและบริโภคน้ำที่มีความเข้มข้นของ ฟลูออไรด์น้อยกว่า 0.3 ส่วนในล้านส่วน โดยปริมาณฟลูออไรด์เสริมที่แนะนำในแต่ละช่วงอายุมีดังนี้

ปริมาณฟลูออไรด์เสริมที่แนะนำในแต่ละช่วงอายุ

ส่วนน้ำสำหรับบริโภคนั้น องค์การอนามัยโลกกำหนดแนวทางน้ำบริโภคให้มีฟลูออไรด์ได้สูงสุดไม่เกิน 1.5 มิลลิกรัมต่อลิตร และแนะนำ ให้แต่ละประเทศพิจารณาปรับปริมาณให้เหมาะสมตามสภาพภูมิอากาศและปริมาณการบริโภคน้ำของประชาชน สำหรับประเทศไทยระดับฟลูออไรด์ในน้ำดื่มที่เหมาะสมคือ 0.5-0.6 ส่วนในล้านส่วน (0.5-0.6 มิลลิกรัมต่อลิตร)
แต่ทั้งนี้เนื่องจากฟลูออไรด์ไม่ใช่สารจำเป็นของร่างกายจึงไม่มีข้อแนะนำว่าควรได้รับฟลูออไรด์เท่าใดแต่ร่างกาย ไม่ควรได้รับฟลูออไรด์เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เมื่อคำนวณต่อน้ำหนักตัวที่อ้างอิงของ ประชากรไทย พบว่าปริมาณฟลูออไรด์สูงสุดที่ร่างกายรับได้ในแต่ละวันคนไทยจะเป็นดังนี้

ปริมาณฟลูออไรด์สูงสุดที่รับได้ในแต่ละวันของคนไทย

ประโยชน์และโทษ

ฟลูออไรด์ในขนาดที่เหมาะสมสามารถป้องกันและลดการลุกลามของโรคฟันผุ และมีความจำเป็นในการสร้างระบบกระดูก และฟัน ทำหน้าที่ในการเพิ่มขนาดของผลึกพาไทต์ และลดค่าการละลายของผลึก ทำให้กระดูก และฟันแข็งแรง โดยกลไกของฟลูออไรด์ในการควบคุมโรคฟันผุ สามารถอธิบายได้ 3 แนวทาง คือ

jumboslot

การกระตุ้นการคืนกลับแร่ธาตุและลดการละลายตัวของแร่ธาตุจากตัวฟัน โครงสร้างหลักของฟันในส่วนที่เป็นเคลือบฟันประกอบด้วย แคลเซียม และฟอสเฟต ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของผลึกไฮดรอกซีอะพาไทท์ (Hydroxyapatite) ซึ่งในภาวะปกติที่ pH 6-7 จะเกิดกระบวนการของการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุระหว่างฟันกับไอออนต่างๆ ภายในช่องอย่างสมดุล แต่เมื่อเราบริโภคอาหาร ค่า pH ในช่องปากจะลดลง เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์จะย่อยสลายอาหารจนเกิดกรดแลคติกขึ้นทำให้แร่ธาตุที่ตัวฟันละลายออกมา ซึ่งกระบวนการสูญเสียแร่ธาตุนี้จะเกิดขึ้นช้าลงหากสิ่งแวดล้อมในช่องปากมีฟลูออไรด์อยู่ โดยฟลูออไรด์จะไปจับตัวกับ แคลเซียมและฟอสเฟตแทนไอออนของไฮดรอกซิล เกิดเป็นสารประกอบของฟลูอออะพาไทด์ (fluoapatite crystal) (ดังสมการ) ซึ่งผลึกนี้จะมีความคงตัว (stable) และมีขนาดใหญ่ขึ้นพื้นผิวที่สัมผัสกับกรดจึงลดลงและการละลายของผลึกในกรดลดลง

ฟลูออไรด์ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวฟัน ในกระบวนการสร้างฟันนั้น ระยะก่อนการขึ้นของฟัน (pre-eruptive) เป็นระยะที่มีการสะสมแร่ธาตุ ในช่วงเวลาดังกล่าวหากร่างกายได้รับฟลูออไรด์เข้าสู่ระบบ ฟลูออไรด์จะถูกดูดซึมเข้าสู่ฟันทางพลาสมาไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ที่อยู่รอบหน่อฟัน แล้วจับตัวกับธาตุแคลเซียมและฟอสเฟตที่หน่อฟัน เกิดเป็นผลึกฟลูอออะพาไทท์บนตัวฟัน ซึ่งสารประกอบฟลูอออะพาไทท์นี้มีความแข็งแรงและทนต่อกรดมากกว่าสารไฮดรอกซีอะพาไทท์ซึ่งเป็นโครงสร้างปกติของตัวฟัน ทำให้ฟันที่ขึ้นมาในช่องปากสามารถทนต่อสภาวะที่เป็นกรดในช่องปากได้นานกว่า

ฟลูออไรด์มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ เนื่องจากฟลูออไรด์เป็นธาตุในกลุ่มที่มี electro-megativity สูงมาก ซึ่งธาตุในกลุ่มนี้จะมีผลต่อกระบวนการย่อยสลายอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ ทำให้เชื้อจุลินทรีย์หยุดการเจริญเติบโตและตายได้

ถึงแม้ว่าฟลูออไรด์จะมีประโยชน์ต่อกระดูกและฟัน แต่การได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณมากเกินความต้องการของร่างกายไม่ว่าจากทางใดก็ก่อให้เกิดโทษได้

ภาวะเป็นพิษจากการได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป เกิดได้ 2 แบบคือ พิษฟลูออไรด์อย่างเฉียบพลัน (acute toxicity) เกิดจากการได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณที่มากครั้งเดียว เช่น อาจเกิดจากการกินยาเม็ดฟลูออไรด์ครั้งละมากๆ หรือเกิดจากการเคลือบฟันด้วยฟลูออไรด์ในคลินิกซึ่ง ปริมาณฟลูออไรด์ที่ใช้สูงมาก อาการของการเกิดพิษจะขึ้นกับปริมาณฟลูออไรด์ที่เด็กได้รับ อาการที่พบได้ คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดขึ้นน้อย หรือรุนแรงถึงตายได้ ขนาดที่อาจทำให้เกิดพิษอย่าง เฉียบพลันหรือ PTD (probably toxic dose) คือ 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ พิษฟลูออไรด์อย่างเรื้อรัง (chronic toxicity) เกิดจากการได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณที่มากเป็นระยะ เวลานาน อาการที่พบได้คือ ฟันตกกระ (dental fluorosis) ซึ่งเป็นพิษของฟลูออไรด์ที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการได้รับฟลูออไรด์มากกว่า 0.05 ถึง 0.07 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือสูงสุดไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในขณะ ที่กำลังมีการสร้างฟัน การได้รับฟลูออไรด์ก่อนอายุ 3-4 ปีจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดฟันตกกระในฟันหน้าตัด (incisor) และฟันกรามซี่ที่หนึ่ง34 โดยฟลูออไรด์จะมีผลต่อการยับยั้งเอนไซม์ในการทำงานของ ameloblast ทำให้การสร้าง matrix บกพร่อง และ เกิด hypomineralization ลักษณะฟันตกกระ จะรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับ ปริมาณฟลูออไรด์และระยะเวลาที่ได้รับ ถ้ารุนแรงมาก ผิวเคลือบฟันจะมีความพรุนมาก จะดูดซับสีได้มากและ สึกกร่อนได้ง่าย

[NPC5]
Osteofluorosis การได้รับฟลูออไรด์ระดับสูงในขณะที่มีการสร้างกระดูกจะมีผลต่อเซลล์ของกระดูกได้แก่ osteoblast และ osteoclast โดยพบประมาณร้อยละ 10 ในผู้ที่ดื่มน้ำที่มีฟลูออไรด์มากกว่า 8 ส่วนในล้านส่วนอย่างต่อเนื่องผู้ป่วยไม่ได้มีอาการ แต่ตรวจพบได้ทางภาพรังสี ซึ่งจะพบว่ากระดูกมีความหนาแน่น (density) มากขึ้น ปริมาณฟลูออไรด์ที่จะทำให้เกิดมีอาการผิดปกติ เช่น มีการแข็งตัวของข้อต่อ เคลื่อนไหวยากขึ้น ซึ่งจะต้องได้รับฟลูออไรด์ตั้งแต่ 10- 25 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 10-20 ปี

นอกจากนี้การได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป (สูงกว่า 4-6 ppm) ยังทำให้กระดูกเกิดความผิดปกติเพราะฟลูออไรด์จะไปจับที่ข้อต่อบริเวณคอ หัวเข้า เชิงกราน และหัวไหล่ มีผลทำให้เคลื่อนไหวและเดินลำบาก โดยในระยะแรกจะมีอาการคล้ายภาวะข้ออักเสบ ปวด เหน็บชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีแคลเซียมเกาะที่กระดูกและเส้นเอ็น หากเป็นระยะที่รุนแรงจะมีภาวะกระดูกพรุน กระดูกหยุดการเจริญเติบโต กระดูกสันหลังเชื่อมติดกันทำให้เกิดความพิการได้ในที่สุด บางราย (พบไม่มาก) อาจเป็นมะเร็งที่กระดูกได้

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการดูดซึมของฟลูออไรด์ของร่างกาย ระบุว่าเมื่อร่างกายได้รับฟลูออไรด์จากอาหารหรือน้ำดื่ม ฟลูออไรด์สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วในทางเดินอาหาร และในภาวะปกติ ฟลูออไรด์จากทางเดินอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดประมาณร้อยละ 90 ของฟลูออไรด์ จะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ซึ่งฟลูออไรด์ในร่างกายส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของ calcified tissue โดยในผู้ใหญ่ที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกน้อย จะมีเพียงร้อยละ 10 ของฟลูออไรด์ที่ถูกนำไปสะสมที่กระดูก แต่ในเด็กที่กำลังมีการเจริญเติบโต จะมีการสะสมไว้ในกระดูกมากกว่าร้อยละ 50 และฟลูออไรด์ที่เหลือร้อยละ 50 จะถูกขับถ่ายที่ไต ต่อมเหงื่อและอุจจาระ

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยฟลูออไรด์ในด้านอื่นๆ อีกดังนี้ มีการศึกษากลไกการทำงานของฟลูออไรด์ในระยะแรกนั้น เชื่อว่าฟลูออไรด์ช่วยป้องกันฟันผุได้โดยขณะที่กำลังมีการสร้างฟัน ฟลูออไรด์จะเข้าไปทำปฏิกิริยาในชั้นเคลือบฟัน ทำให้เกิดผลึกที่แข็งแรงและทนต่อกรดได้ คือ ผลึกฟลูอออะพาไทต์ (fluorapatite crystal) แต่จากการศึกษาในระยะต่อมาพบว่าการมีระดับของฟลูออไรด์ที่ผิวเคลือบฟันสูง ไม่มีความสัมพันธ์กับการลดลงของดัชนีฟันผุ ถอน อุด ซึ่งได้มีการศึกษาถึงกลไกของฟลูออไรด์ ต่อมาพอสรุปได้ว่าฟลูออไรด์จะมีผลในระยะหลังฟันขึ้น โดยทำให้มีการเสริมสร้างแร่ธาตุกลับ ในบริเวณที่มีการสูญเสียแร่ธาตุไป และยังมีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า การใช้ฟลูออไรด์ความเข้มข้น 45 ส่วนในล้านส่วนในน้ำดื่ม จะทำให้ Streptococcus mutans มีความสามารถทำให้เกิดฟันผุได้ลดลง และยังมีการวิจัยเกี่ยวกับระดับของฟลูออไรด์ในน้ำดื่มกับการเกิดโรคฟันผุ โดยเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1944-1945 โดยทำการเติมฟลูออไรด์ในน้ำประปาของเมืองแกรนด์ แรปพิดส์ (Grand Rapids) ในปริมาณ 1 ส่วนในล้านส่วนและทำการติดตามผล ต่อมาเป็นเวลา 10 ปี และ 15 ปี พบว่าค่าเฉลี่ย ฟันผุ ถอน อุด ของเด็กอายุ 11 ปี ลดจาก 6.4 ซี่ต่อคนในปี 1944 เหลือเพียง 3 ซี่ต่อคน ในปี 1954 และค่าเฉลี่ย ฟันผุ ถอน อุด ของเด็กอายุ 15 ปี ลดจาก 12.5 ซี่ต่อคน ในปี 1944 เหลืองเพียง 6.2 ซี่ต่อคนในปี 1959 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าฟลูออไรด์ในน้ำดื่มสามารถลดการเกิดฟันผุได้

ไฮยาลูโรนิคมีประโยชน์อย่างไร

กรดไฮยาลูโรนิคเป็นเฮเทอโรพอลีแซ๊คคาไรด์ในกลุ่มไกลโคสะมิโนไกลแคน (glycosaminoglycan,GAG) สายตรงที่มีความหนืดสูงและมีความยึดหยุ่นไม่มีสีและมีคุณสมบัติเก็บรักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ดี และมีสภาพความเป็นขั้นสูง จึงสามารถลอยได้ในน้ำแต่จะไม่ละลายในตัวทำละลายอินทรีย์ และมีน้ำหนักโมเลกุลสูง ซึ่งสามารถพบได้ตั้งแต่ 106-107 ดาลตัน และมีสูตรโมเลกุลคือ (C14H20NNaO11) โดย n มีค่ามากกว่า 1000 ขึ้นไป ส่วนโครงสร้างและรูปร่างโมเลกุลของกรดไฮยาลูโรนิคนั้น จะมีลักษณะเป็นเกลียวแบบสุ่ม (random coil structure) ที่เกี่ยวพันกันเป็นร่างแห

เครดิตฟรี

ทั้งนี้กรดไฮยาลูนิค ถูกค้นพบครั้งแรก โดย Meyer และ Palmer ในปี 1934 ซึ่งพบในวุ้นตาของวัวและจากการศึกษาต่อๆ มาทำให้ทราบว่ากรดไฮยาลูโรนิคเป็นพอลิแซคคไรด์ ที่พบกระจายอยู่ทั่วไปในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของสิ่งมีชีวิตทั้งที่มีกระดูกสันหลังและ ไม่มีกระดูกสันหลัง สำหรับประเภทของกรดไฮยาลูโรนิคนั้น สามารถแบ่งประเภทตามแหล่งที่พบในธรรมชาตะและที่แยกได้ เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเกลือโซเดียมไฮยาลูโรเนต และเกลือโพแทสเซียมไฮยาลูโรเนต

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ความจริงแล้วกรดไฮยาลูโรนิคจะพบได้ในสิ่งมีชีวิตทั่วไป เช่น ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ สายรก กระดูกอ่อน เป็นต้น และนอกจากจะพบกรดไฮยาลูโรนิคได้ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแล้วยังสามารถพบกรดไฮยาลูโรนิคที่เป็นส่วนประกอบหลักของวุ้นตา น้ำไขข้อ (synovial fluid) และผิวหนังอีกด้วย

สำหรับในร่างกายมนุษย์ที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัมจะพบกรดไฮยาลูโรนิค ประมาณ 15 กรัม จะอยู่ที่ชั้นผิวหนัง 50% และอยู่ที่กระดูกอ่อนและส่วนอื่นๆ อีก 50% และโดยปกติร่างกายจะสามารถผลิต กรดไฮยาลูโรนิคออกมาได้ใหม่ ด้วยการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ และจะมีอายุอยู่ได้ 24 วัน ตามสภาพร่างกายปกติ แต่ทั้งนี้กรดไฮยาลูโรนิคจะอายุสั้นลงด้วยภาวะความเครียด และความเจ็บป่วยบางประการของร่างกาย นอกจากแหล่งที่พบกรดไฮยาลูโรนิคที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นนั้น เรายังสามารถพบกรดไฮยาลูโรนิคในแคปซูล (capsule) ของแบคทีเรียบางชนิด เช่น Staphylococci และ Streptococci Group A และ C ได้อีกด้วย

สล็อต

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณแหละขนาดการใช้ของกรดไฮยาลูโรนิคนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์การใช้อย่างตายตัว แต่มีการระบุถึงการใช้กรดไฮยาลูโรนิคไว้ว่า ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ ซึ่งอาจมีขนาดและปริมาณการใช้ที่แตกต่างกันออกไปตามประเภทการใช้งาน เช่น การใช้รักษาโรคเข่าเสื่อม โดยแพทย์หรือการใช้เป็นสารเติมเต็มเพื่อเพิ่มปริมาณของส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยศัลยแพทย์ เป็นต้น

ประโยชน์และโทษ

สำหรับประโยชน์ของกรดไฮยาลูโรนิคนั้นพบว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในสารระหว่างเซลล์ (intercellular substance) โดยมีหน้าที่สำคัญทางกระบวนการชีวภาพต่างๆ เช่น ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันกรดไฮยาลูโรนิคจะทำหน้าที่ในการโอบอุ้มน้ำ โดยพบว่าสารละลายกรดไฮยาลูโรนิค 2% จะสามารถเก็บน้ำได้ถึง 98% หรือปริมาณน้ำ 1 ลิตร จะถูกตรึงในโครงสร้างเกลียวของกรดไฮยาลูโรนิค 1 กรัม อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นโครงร่างยึดเกาะให้กับโปรตีนและ ไกลโคสะมิโนไกลแคนอื่นๆ เพื่อช่วยรักษาโครงสร้างของเนื้อเยื่อ และทำให้เนื้อเยื่อมีความยืดหยุ่น ส่วนในน้ำไขข้อ กรดไฮยาลูโรนิคจะทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่น (lubricant) ช่วยดูดซับแรงกด และแรงกระแทกรวมทั้งป้องกันเซลล์จากสิ่งแวดล้อม และยังพบว่ากรดไฮยาลูโรนิคยังมีหน้าที่ในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บ โดยจะไปกระตุ้นการสร้าง fibrin ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

นอกจากนี้ กรดไฮยาลูโรนิคยังมีบทบาทเกี่ยวกับกระบวนการทางชีวภาพต่างๆ เช่น การสร้างโลหิตและการเจริญของหลอดเลือด เป็นต้น ทั้งนี้ในปัจจุบันยังมีการนำกรดโฮยาลูโรนิคมาใช้ในทางการแพทย์และศัลยกรรมอีก เช่น การใช้รักษาอาการอักเสกของข้อต่อต่างๆ ใช้แทนวุ้นน้ำตาในการผ่าตัดตา ใช้เป็นส่วนประกอบของยาหยอดตา ใช้เป็นสารที่ให้ความชุ่มชื้นในโลชั่นและครีมทาหน้า และที่สำคัญคือการใช้เป็นสารเติมเต็มบนใบหน้า เนื่องจากกรดไฮยาลูโรนิคเป็นสารที่มีคุณสมบัติเฉื่อย ไม่ทำให้เกิดการแพ้มีความคงตัว และอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานาน อีกทั้งยังสามารถทำให้เสื่อมสลายไปได้ในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยเอ็นไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (hyarulonidase)

สล็อตออนไลน์

โดยกรดไฮยาลูโรนิคที่มีขนาดของโมเลกุลเล็กจะเหมาะกับการใช้รักษาริ้วรอยตื้นๆ และคงอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6 เดือน ในขณะที่กรดไฮยาลูโรนิคมีขนาดของโมเลกุลใหญ่จะใช้สำหรับการเพิ่มปริมาตรของใบหน้า และการรักษาริ้วรอยหรือร่องขนาดลึก ซึ่งจะคงอยู่ในร่างกายได้นาน 6-12 เดือน ซึ่งริ้วรอยที่นิยมใช้การฉีดสารเติมเต็มเพื่อรักษา เช่น รอยย่นบริเวณหว่างคิ้ว รอยตีนกา และรอยย่นบนหน้าผาก สารเติมเต็มยังสามารถเพิ่มปริมาตรของใบหน้าบริเวณแก้ม ร่องแก้ม และบริเวณอื่นๆ ได้ด้วย

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยโครงสร้างทางเคมีของกรดไฮยาลูนิคระบุว่ากรดไฮยาลูโรนิคมีโครงสร้างทางเคมีเป็นพอลิเมอร์สายตรงที่มีหน่วยย่อยไดแซ็กคาไรด์ ประกอบด้วยน้ำตาล 2 ชนิด คือ β(1,4)-N-acetylglucosamine เรียงตัวสลับกัน สามารถจับกันประจุบวกได้ดี เช่น K+,Na+ และ Ca2+ นอกจากนี้ยังมีหมู่ฟังก์ชั่นพวก carboxyl และ N-acetyl ที่มีขั้วอยู่ในปริมาณสูงเมื่อละลายในน้ำหมู่ฟังก์ชั่นเหล่านี้สามารถสร้างพันธะไฮโดรเจนกับโมเลกุลของน้ำได้ ดังนั้นกรดไฮยาลูโรนิค จึงมีความสามารถดูดเก็บน้ำได้ดี โดยสารละลายของกรดไฮยาลูโรนิคมีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ มีความหนืดและความยืดหยุ่น (viscoelastic) เมื่อทำให้สารละลายมีลักษณะคล้ายเจล ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและน้ำหนักโมเลกุลของกรดไฮยาลูโรนิค และกรดไฮยาลูโรนิคจะสามารถถูกย่อยได้โดยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิคเดส (hyaluronidase)

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยกลไกการสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิคระบุว่า กลไลการสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิคใน ระยะแรกนั้นศึกษาโดยใช้ Group A Streptococcus เป็นต้นแบบในการศึกษาจนกระทั่งได้มีการเสนอกลไกการสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิค จากการทดลองสกัดเอนไซม์เร่งปฏิกิริยาการสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิคจาก UDP-glucoronic acid และ UDP-N-Acetylglucosamine จาก Group A Streptococcus พบว่าในการสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิคนั้นต้องการ Mg2+,M2+ ,Co2+ เพื่อกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ hyaluronan synthase และยังพบว่าการทำงานของเอนไซม์ hyaluronan synthase จะถูกกระตุ้นมากที่สุดเมื่อเดิม 10 mM Mg2+ หรือลงไป นอกจากนี้ยังพบว่าการต่อสายโพลิเมอร์ของกรดไฮยาลูโรนิคเกิดจากการย้ายน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวจากยูรีดีนนิวคลีโอไซด์ไดฟอสเฟตไปยังปลาย non-reducing ของสายโพลิเมอร์ ของกรดไฮยาลูโรนิค และค่าความเป็นกรดด่างที่เหมาะสมในการสังเคราะห์สายโพลิเมอร์ของกรดไฮยาลูโรนิคคือ pH7.1

jumboslot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

⦁ การใช้กรดไฮยาลูโรนิคนั้นควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ไม่ควรนำไปใช้เอง เพราะอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง (Soft tissue wecrosis) ได้
⦁ สำหรับผู้ที่ศัลยแพทย์ทำการรักษาโดยใช้กรดไฮยาลูโรนิคเป็นการเติมเต็มมีข้อควรปฏิบัติทั้งก่อนและหลังการรักษาดังนี้
⦁ หากท่านรับประทานยาละลายลิ่มเลือด วิตามินเสริมบางชนิดซึ่งอาจก่อให้เกิดการไหลของเลือดได้ง่ายขึ้นและอาจเกิดรอยช้ำ ควรแจ้งแพทย์ผู้ทำการรักษาก่อนทุกครั้ง
⦁ ให้ประคบเย็นประมาณ 10 นาทีทุกชั่วโมง ในวันที่รับการรักษา (ไม่ควรประคบน้ำแข็งโดยตรงลงบนผิวหน้า)
⦁ ห้ามนวดบริเวณที่ฉีดรักษายกเว้นแต่แพทย์เป็นผู้สั่งให้ทำ
⦁ ภายใน 24 ชั่วโมง ให้ลดการแต่งหน้ารวมทั้งงดการทาสารที่มีส่วนประกอบของ AHA (alpha hydroxyl acid) หรือ วิตามินซี
⦁ ไม่ควรอยู่ในที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด จนกว่าบริเวณที่บวมหรือแดงจะหายไป
⦁ หากต้องการลดการช้ำ ท่านอาจจะทายาลดการเกิดจ้ำเขียวหรือรอยช้ำ ตามคำแนะนำของแพทย์
⦁ หากมีอาการปวด สามารถทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลร่วมด้วย
⦁ ภายใน 24 ชั่วโมง หลังการฉีดควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หักโหมและหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
⦁ บริเวณที่ได้รับหากรักษาด้วยไฮยาลูโรนิค โดยปกติอาจพบการบวมแดงปวด รู้สึกตึง เป็นจำเขียว หรือมีอาการคัน ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเอง ภายใน 2-3 วันหลังจากฉีด หรือภายใน 1 สัปดาห์กรณีที่ฉีดบริเวณริมฝีปากยิ่งถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ผู้ฉีด

slot

เพราะธรรมชาติของผิวเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จากรูปหน้าที่เคยเป็น V-Shape กลับหย่อนคล้อยกลายเป็น U-Shape ซึ่งสารHyaluronic Acid (ไฮยาลูโรนิค เอซิด) จึงถูกคิดค้นมาเพื่อเรียกคืนความอ่อนเยาว์ให้กับทุกคน ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมยอดนิยมที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ เพื่อแก้ปัญหาริ้วรอยแห่งวัย ร่องลึกบนใบหน้า ทั้งบริเวณหน้าผาก ร่องจมูก ร่องแก้ม พร้อมฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง เปลี่ยนสภาพใบหน้าที่ผันแปรไปตามเวลาให้กลับมาดูอ่อนกว่าวัยได้อย่างเป็นธรรมชาติ และปลอดภัย

สุขภาพผิวก็ไม่ต่างจากสุขภาพกาย ที่เมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องเสื่อมสภาพลงเป็นธรรมดา โดยเฉพาะกับผิวหน้า ยิ่งเวลาล่วงเลย องค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างผิวอย่างคอลลาเจนและไฮยาลูโรนิค แอซิด ยิ่งลดลงทำให้ผิวที่เคยแข็งแรง ยืดหยุ่น กระชับ และชุ่มชื่น แปรเปลี่ยนสภาพไปอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ผิวบอบบาง อ่อนแอ ผิวแห้งเหี่ยว หย่อนคล้อย จนกลายเป็นร่องลึกตามบริเวณต่างๆของใบหน้า นอกจากนี้ยังกระทบต่อความหนาแน่นของเซลล์ผิวทั่วใบหน้าอีกด้วย

ความหนาแน่นของเซลล์ผิวหนังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ผิวหน้ามีความเต่งตึง กระชับ แต่เมื่อเซลล์ไขมันใต้ผิวหนังลดลงและกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ ทำให้บางตำแหน่งมีมากขึ้น เช่น ใต้คาง แก้ม ถุงใต้ตา และบริเวณโหนกแก้ม ซึ่งส่งผลให้ใบหน้าดูหย่อนคล้อยมากขึ้น แต่จำนวนเซลล์ไขมันก็กลับน้อยลง (Fat Loss) เช่น รอบดวงตา หน้าผาก รอบคาง เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วจะเห็นได้ชัดว่า โครงหน้าทั้งหมดดูแปรเปลี่ยนไป โดยส่วนหนึ่งก็อาจเกิดจากปัจจัยภายนอกอย่างแรงโน้มถ่วงโลกและมวลกระดูกที่เสื่อมลง ร่วมด้วย ดังนั้น เพื่อหยุดการเปลี่ยนแปลงของใบหน้าหรือคงทรงหน้าให้เหมือนวัยเยาว์ จึงต้องอาศัยนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้าช่วย ซึ่ง Hyaluronic Acid (ไฮยาลูโรนิค เอซิด) เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงในการแก้ไขปัญหาผิว ด้วยหลักการทำงานที่สามารถทดแทนได้ทั้งคอลลาเจนและไฮยาลูโรนิค แอซิด ให้คุณมั่นใจว่า ความงดงามดั่งสาวรุ่นจะกลับมาหาคุณอีกครั้ง

สรรพคุณของคลอไรด์

คลอไรด์เป็นไอคอนของคลอรีนเป็นธาตุที่มีประจุลบ (anion) ที่มีมากที่สุดในร่างกายและกระจายอยู่ในส่วนของของเหลงภายนอกเซลล์( Extracellular anion) คือประมาณ 103 mmol/L ของประจุไฟฟ้าลบทั้งหมด (154mmol/L) ส่วนใน RBC จะมีคลอไรด์ประมาณ 49-54 mmol/L และใน Whole blood มีคลอไรด์ประมาณ 77-87 mmol/L

เครดิตฟรี

และในเนื้อเยื่อทั่วๆไป จะมีคลอไรด์ประมาณ 1 mmol/L ซึ่งด้วยเหตุนี้คลอไรด์จึงจัดเป็นธาตุที่มีความสำคัญมาก โดยจะเป็นตัวควบคุมความสมดุลของน้ำและอิเล็กโทรไลต์ทั้งในเซลล์และน้ำนอกเซลล์ ควบคุมปริมาณเลือด ความดันดลหิต และความเป็นกรดด่าง และมักจะโซเดี่ยม โพแทสเซียม และไนคาร์บอเนตเสมอ

สำหรับประเภทของคลอไรด์นั้น มีมากมายหลายและชนิดขึ้นอยู่กับธาตุอีกชนิดหนึ่งที่จะมาจับกับธาตุคลอรีนที่เป็นธาตุต้นกำเนิดของคลอไรด์ ซึ่งตัวอย่างสารประกอบคลอไรด์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เช่น โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) แคลเซียมคลอไรด์ (CaCI2) ไฮโดรเจนคลอไรด์ (HCI) และคาร์ออนเตตระคลอด์ (CCI4) เป็นต้น

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

สำหรับคลอไรด์ที่ร่างกายได้รับมักจะได้รับจากการบริโภคเป็นส่วนใหญ่ โดยจะอยู่ในรูปของเกลือโซเดียมคลอไรด์ (sodloride) หรือเกลือแกงที่เราใช้ประกอบอาหารและร่างกายยังได้รับคลอไรด์จากแหล่งน้ำธรรมชาติอีกด้วย ดังนั้นแหล่งอาหารของคลอไรด์จึงเป็นแหล่งเดียวกับโซเดียม ซึ่งอาหารที่ปรุงสำเร็จจะเป็นแหล่งของคลอไรด์ที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าพบคลอไรด์ในผักและอาหารหลายชนิด เช่น มะเขือเทศ มะกอก ผักกาดหอม ผักชีฝรั่ง และสาหร่ายทะเล

ปริมาณที่ควรได้รับ

ปริมาณคลอไรด์อ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับกลุ่มบุคคลวัยต่างๆ

สล็อต

ทั้งนี้ในภาวะปกติจะไม่พบการขาดคลอไรด์จากการบริโภคอาหาร แต่อาจจะพบได้บ้างในเด็กทารกที่ได้รับคลอไรด์จากน้ำนมไม่เพียงพอ และโดยทั่วไปในผู้ใหญ่เพศชายและเพศหญิงจะได้รับปริมาณคลอไรด์ในอาหารประมาณ 7.8-11.8 และ 5.8-7.8 กรัมต่อวัน ตามลำดับ ส่วนการสูญเสียคลอไรด์มักเกิดร่วมกับการสูญเสียโซเดียม เช่น อาเจียน การเสียเหงื่อมาก โรคอุจจาระรวงเรื้อรัง การเกิดบาดแผล และโรคไต

ประโยชน์และโทษ

คลอไรด์มีความสำคัญในการช่วยรักษาปริมาณน้ำและสารอีเล็กโทรไลค์ทั้งหมดในร่างกายให้อยู่ในสภาพสมดุล โดยจะมีบทบาทสร้างสภาวะความสมดุลหลักๆ 4 ประการ คือ

รักษาสมดุลระหว่างของเหลวภายในและภายนอกเซลล์
รักษาปริมาตรของน้ำเลือดทั้งระบบให้มีขนาดพอดี ๆ
รักษาความดันเลือดให้อยู่ในระดับปกติ และ
รักษาระดับความเป็นกรดด่าง (pH)

กล่าวคือคลอไรด์ช่วยให้เกิดสภาพสมดุลของน้ำและออสโมลาริตีภายในร่างกาย โดยอาศัยการทำงานร่วมกับโซเดียมโดยคลอไรด์จะถูกดูดซึมร่วมไปกับโซเดียมทั้งที่ไตและทางเดินอาหาร และยังมีความสำคัญในการควบคุมสมดุลกรด-ด่างในเลือดโดยทำงานตรงกันข้ามกับไบคาร์บอเนตนอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ (buffer) ของน้ำภายในเซลล์ โดยเมื่อเกิดมีไฮโดรเจนไอออน (H+ ) เพิ่มขึ้นในน้ำภายนอกเซลล์ คลอไรด์ไอออน (CI- ) จะเข้าไปในเซลล์เพื่อแลกที่กับไบคาร์บอเนต (HCO3 ) ไบคาร์บอเนตที่ออกมาจากเซลล์ จะรวมตัวกับไฮโดรเจนไอออน (H+ ) เกิดเป็นกรดคาร์บอนิก (H2 CO 3 ) ซึ่งเป็นกรดอ่อนและแตกตัวเป็นน้ำ (H2 O) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) เป็นผลให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน (H+ ) ลดลง อีกทั้งคลอไรด์ ยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและน้ำไขสันหลังอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

สำหรับค่าปกติของคลอไรด์ในเลือดและในปัสสาวะที่ใช้ในทางการแพทย์นั้นพบว่า มีค่าดังนี้

ในส่วนของภาวะผิดปกติของคลอไรด์ในร่างกายนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาวะคลอไรด์ในเลือดต่ำ ซึ่งเกิดขึ้นจากร่างกายสูญเสียคลอไรด์ในรูปแบบต่างๆ อาทิ การสูญเสียจากทางเดินอาหาร เช่น ผู้ที่มีอาการอาเจียน อุจจาระร่วงเรื้อรัง (congenital chloride diarrhea) การได้รับอาหารทางสายยาง (nasogastric tube) การสูญเสียทางผิวหนัง เช่น การเสียเหงื่อมาก ผู้ที่เป็นโรค cystic fibrosis หรือสูญเสียคลอไรด์จากโรคทางไต เช่น โรคไตเรื้อรังการได้รับยาขับปัสสาวะ หรือโรคทางพันธุกรรม Bartter’s syndrome ซึ่งจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งและเป็นตะคริว มือสั่น หายใจตื้นและเร็วอันเนื่องมาจากเลือดเป็นด่าง หากไม่ได้รับการแก้ไขจนเกิดภาวะคลอไรด์ต่ำรุนแรง อาจทำให้เกิดอาการชักเกร็งหัวใจเต้นผิดจังหวะและอาจหยุดหายใจได้

และอีกประเภทหนึ่ง คือ ภาวะคลอไรด์ในเลือดสูง (hyperchloremia) ซึ่งมักจะเกิดร่วมกับภาวะเลือดเป็นกรด โดยมีสาเหตุเกิดจากอุจจาระร่วงอย่างรุนแรง การบริโภคสารประกอบคลอไรด์ต่างๆมากเกินไป เช่น เกลือ (sodium chloride) แคลเซียมคลอไรด์ หรือแอมโมเนียมคลอไรด์ หรือการใช้ยาบางประเภท เช่น อะเซตาโซลาไมด์ (acetazolamide) และไตรแอมเตอรีน (triamterene) โดยภาวะคลอไรด์ในเลือดสูงจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียกล้ามเนื้ออ่อนแรง สับสน ปวดศีรษะ เลือดเป็นกรด และความไวของรีเฟล็กซ์ลดลง

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

jumboslot

มีผลการศึกษาวิจัยถึงการดูดซึมและการขับถ่าย คลอไรด์ในร่างกาย พบว่า เมื่อร่างกายได้รับคลอไรด์เข้าไปแล้ว จะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็กส่วนต้น บริเวณปลายของท่อไตส่วนต้นพร้อมกับโซเดียม การดูดซึมต้องใช้พลังงาน (active transport) ส่วนการขับถ่ายออกจะถูกขับออกทางเหงื่ออุจจาระและปัสสาวะร่วมกบโซเดียมและโพแทสเซียมไออน การควบคุมคลอไรด์ต้องอาศัยฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต และต่อมใต้สมองกลีบหน้า เช่นเดียวกับโซเดียมและโพแทสเซียมเป็นส่วนประกอบของกรดเกลือในน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร เป็น cofactor ของเอนไซม์ amylase มีบทบาทเกี่ยวกับเรื่อง chloride shift ในการแลกเปลี่ยน CO2 ที่ปอดและเนื้อเยื่อ และมีบทบาทร่วมกับ Sodium โดยทำหน้าที่เกี่ยวกับการกระจายของน้ำในส่วนต่างๆของร่างกายและเกี่ยวกับแรงดันออสโมติค ช่วยในการรักษาสมดุลของประจุไฟฟ้าลบและประจุไฟฟ้าบวกในภาวะปกติของประจุไฟฟ้าในของเหลวภายนอกเซลล์

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าในผู้ที่มีสุขภาพดีในภาวะปกติจะไม่พบการขาดคลอไรด์ และแหล่งหลักของคลอไรด์ที่ร่างกายได้รับจะอยู่ในรูปของเกลือแดง (Sodium Chloride) ที่ใช้ประกอบอาหารรับประทาน ดังนั้นถึงควรระมัดระวังในการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบจากเกลือเพื่อป้องกันการเกิดภาวะคลอไรด์ในเลือดสูง เช่น เดียวกันกับโซเดียม

slot

จะเห็นได้ว่าเมื่อจัดกลุ่มธาตุโดยใช้สูตรและสมบัติของสารประกอบคลอไรด์เป็นเกณฑ์ จะจัดกลุ่มธาตุได้ 8 กลุ่ม ตามแนวดิ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับการจัดกลุ่มธาตุโดยใช้ความเป็นโลหะ ความแข็งและความไวเป็นเกณฑ์ แต่ก็มีบางธาตุที่เปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มใหม่ เช่น K Al B Si O บางธาตุที่จัดกลุ่มไม่ได้ เมื่อพิจารณาสมบัตคลอไรด์กํสามารถจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้ เช่น P กับ N และ S กับ C ถ้าเรียงตามมวลอะตอม จะต้องแยก Ar ออกจาก He และ Ne ซึ่งก็แสดงว่าการใช้มวลอะตอมเป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่มยังมีปัญหาอีกบางส่วน ทำให้ต้องหาวิธีการอื่น ๆ อีกต่อไป

ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสารอื่น ๆ เช่น ผลิตโซดาไฟ (NaOH) โดยการแยกสารละลาย NaCl ด้วยไฟฟ้า ซึ่งจะได้ Cl2 และH2 เป็นผลพลอยได้ เมื่อ Cl2 และ H2 เกิดปฏิกิริยารวมกันโดยตรงจะได้ก๊าซ HCl ซึ่งละลายน้ำได้เป็นกรดไฮโดรคลอริก ที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมได้ เช่น แช่เหล็กกล้า เพื่อขจัดสนิมก่อนที่จะฉาบด้วยสารกันสนิม ก๊าซ Cl2 ยังใช้ทำปูนคลอรีน เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรด์ แคลเซียมไฮโปคลอไรด์ ซึ่งเป็นสารเคมีฟอกขาวสำหรับฟอกสีหรือฟอกขาวเยื่อกระดาษและใช้ฆ่าแบคทีเรีย และสาหร่ายในน้ำปะปา และในสระว่ายน้ำ นอกจากนี้ NaCl ยังใช้ผลิต NaHCO3 (โซดาทำขนม) และ Na2CO3 (โซดาแอช)