cathedraledetunis

Day: July 5, 2021

ไลโคปีนมีสรรพคุณอย่างไร

ไลโคปีนเป็นวัตถุสีแดงที่พบตามธรรมชาติ (natural pigment) เป็นหนึ่งในสารประกอบของกลุ่มแคโรทีนอยด์ (พบในปัจจุบันประมาณ 600 กรัม) โครงสร้างของไลโคปีนประกอบด้วยอะตอมคาร์บอน 40 อะตอม และอะตอมไฮโดรเจน 56 อะตอม โดยมีสูตรโมเลกุลเป็น C40,H56 และมีน้ำหนักโมเลกุล 536.89 ดาลตัน ส่วนประกอบของโมเลกุล (molecular composition) คิดเป็นอะตอมคาร์บอนร้อยละ 89.49 และอะตอมไฮโดรเจนร้อยละ 10.51

เครดิตฟรี

ส่วนสูตรโครงสร้างของไลโคปีนจะเป็นสายของไฮโดรคาร์บอนสายยาวไม่เป็นวง (aogdic) ที่มีปลายทั้งสองข้างเป็นแบบเปิด ประกอบด้วยพันธะคูณจำนวน 13 พันธะ โดยมีหมู่เมทิล (CH3) เป็นหมู่แสดงหน้าที่ (functional group) และประกอบด้วย conjugated double bonds 11 ตำแหน่งและ non-conjugated double bonds 2 ตำแหน่ง จากลักษณะโครงสร้างดังกล่าว จึงทำให้ไลโคปีนเป็นสารประกอบที่มีจำนวน conjugated double bonds มากที่สุดในกลุ่มอนุพันธ์ของแคโรทีนอยด์ทั้งหมด ในส่วนคุณสมบัติของไลโคปีนเป็นสารที่ไม่ชอบน้ำ (Lipophilic) จึงไม่สามารถละลายน้ำหรือละลายได้น้อย แต่สามารถละลายได้ดีในน้ำมัน ซึ่งมีความสามารถในการละลายประมาณ 0.2 กรัมต่อลิตร ที่อุณหภูมิห้อง

นอกจากนี้ไลโคปีนยังสามารถละลายได้ดีใน ตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น แอลกอฮอล์ เอทิลอีเทอร์ เอทิลอะซีเตต คลอโรฟอร์ม และ อะซิโตน เป็นต้น

นอกจากนี้สารไลโคปีนยังเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่สามารถดูดกลืนพลังงานแสงในช่วงความยาวคลื่นของ รังสีอัลตร้าไวโอเลตและวิสิเบิลได้ (UV-Vis) จึงทำให้สามารถวัดค่าการดูดกลืนแสง (Absorbance) ของสารที่ความยาวคลื่นต่างๆได้ด้วยเทคนิคทางสเปคโตรสโคปี (Spectroscopy) ได้อีกด้วย

สำหรับประเภทของไลโคปีนนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้ โดยปกติแล้วในธรรมชาติพบสารไลโคปีนอยู่ในรูป แบบ all-trans-isomer เช่น ผัก หรือผลไม้สดๆ แต่ไลโคปีนดังกล่าว อาจเปลี่ยนไปอยู่ในรูป แบบ cis-isomer ได้ใน ระหว่างกระบวนการผลิตอาหาร หรืออาหารได้รับความร้อนในระดับที่ไม่สูงมากเกินไป ซึ่งไลโคปีนในรูป cis สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายและมีความสำคัญต่อหน้าที่เชิงชีวภาพมากกว่าอยู่ในรูป แบบ all-trans-isomer แต่อย่างไรก็ตามหากไลโคปีนรูปแบบ all-trans-isomer ถูกความร้อนนานเกินไปไลโคปีนก็จะทำให้สารไลโคปีนที่มีสลายไปได้เช่นกัน

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

สล็อต

ไลโคปีนจะพบได้ในผักผลไม้บางชนิดที่มีสีแดงส้ม อาทิเช่น มะเขือเทศ ฟักข้าว มะละกอ แตงโม พริกหยวก (เก๋ากี้)โกจิเบอรี่ เกรฟฟรุต และฝรั่งพันธุ์สีชมพู เป็นต้น ดังนี้อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าแหล่งอาหารในธรรมชาติที่มีสารไลโคปีนมากที่สุดนั้นก็คือ มะเขือเทศ โดยจะพบไลโคปีนในปริมาณตั้งแต่ 0.9 –9.30 กรัม ในน้ำหนัก 100 กรัมของมะเขือเทศสดเลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกัน หากผ่านกระบวนการและขั้นตอนการผลิตที่ผ่านความร้อนแล้วนั้น ก็จะทำให้ปริมาณของไลโคปีนเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ปริมาณที่ควรได้รับ

ปัจจุบันข้อมูลและเกณฑ์การบริโภค สารประกอบแคโรทีนอยด์ในอาหารไทย ยังไม่ครอบคลุมอาหารทุกชนิด จึงทำให้การหาปริมาณแคโรทีนอยด์อ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน สำหรับคนไทยยังไม่สามารถทำได้ แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการศึกษาปริมาณสารประกอบแคโรทีนอยด์ที่บริโภคอย่างละเอียด ซึ่งมีการประมาณว่าใน 1 วัน ผู้ชายควรบริโภคแคโรทีนอยด์ประมาณ 6 มิลลิกรัมต่อวัน โดยแบ่งเป็นเบต้าแคโรทีน 2.9 มิลลิกรัม ลูทีน 2.2 มิลลิกรัม และไลโคปีน 2.3 มิลลิกรัม ส่วนผู้หญิงควรบริโภคเบต้าแคโรทีนเท่ากับ 2.5 มิลลิกรัม ลูทีน 1.9 มิลลิกรัม และไลโคปีน 2.1 มิลลิกรัม ส่วนอีกข้อมูลหนึ่งระบุว่าไลโคปีนเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ ดังนั้นต้องอาศัยการรับประทานในผักผลไม้เข้าไปเท่านั้น และเมื่อรับประทานเข้าไปร่างกายก็จะดูดซึมสารไลโคปีนไปใช้ในส่วนต่างๆ ทันที และจะทำการขับออกจากร่างกายตลอดเวลา ทั้งนี้จึงควรรับประทานให้ได้ไลโคปีนในปริมาณที่เพียงพอแก่ ร่างกายประมาณ คือไม่เกิน 75 มิลลิกรัมต่อวัน

ประโยชน์และโทษ

สล็อตออนไลน์

สำหรับประโยชน์และคุณสมบัติของไลโคปีนต่อสุขภาพนั้น ไลโคปีนจะเป็นสารที่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงว่า Beta-Carotene 2 เท่า และสูงกว่า วิตามินอี 10 เท่า ซึ่งจะช่วยต้านอนุมูลอิสระของเซลล์ ช่วยชะลอวัย และป้องกันการเกิดออกซิเดชันในอาหารได้อีกด้วย

บำรุงต่อมลูกหมากและต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยไลโคปีนจะช่วยป้องกันการทำลายดีเอ็นเอของเซลล์ภูมิต้านทาน ทำให้ต่อสู้กับเชื้อโรคหรือมะเร็งได้ และยังช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งทำให้มีฤทธิ์ต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก และลดค่า PSA (Prostate Specific Antigen) ที่บ่งบอกความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก

ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดอุดตันและโรคหัวใจ โดยไลโคปีนช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันของไขมัน บริเวณหลอดเลือด ลดการอักเสบ ช่วยลดระดับไขมันตัวร้าย LDL คอเลสเตอรอลที่เป็นสาเหตุของโรงหลอดเลือดหัวใจ

ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี โดยไลโคปีนทำหน้าที่คล้าย sunscreen ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี UVA, UVB จากภายใน ทำให้ผิวทนต่อแสงแดดได้ดีขึ้น และยังช่วยป้องกันริ้วรอยและความหมองคล้ำจากภัยแสงแดดได้อีกด้วย

ผลต่อระบบภูมิต้านทาน โดยไลโคปีนจะทำให้เม็ดเลือดขาวชนิด T-Lymphocyte ทำงานในการต้านทานต่อสิ่ง แปลกปลอมได้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นการเสริมภูมิต้านทางให้กับร่างกายอีกทางหนึ่งส่วนโทษของไลโคปีนนั้น จากการศึกษาวิจัยพบว่ายังไม่มีงานวิจัยใดที่ระบุถึงการพบพิษแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าหากรับประทานไลโคปีนเข้าไปมากเกินในระดับสูง อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเล็กน้อยได้ เช่น อาการคลื่นไส้ หรือตัวเหลือง แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อหยุดรับประทาน

jumboslot

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับไลโคปีนหลายฉบับโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับโรงมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยมีรายละเอียดดังนี้

สาร lycopene สามารถตรวจพบได้ในเลือด (serum) และที่อวัยวะภายในต่างๆ ในร่างกาย เช่น ตับ ไต ม้าม ตับอ่อน แต่จะพบมากที่ต่อมหมวกไต และลูกอัณฑะ (testis) ในเพศชาย ซึ่งจากการศึกษาในคน พบว่าผู้ที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ระดับ lycopene ในร่างกายจะลดลง โดยมีการศึกษาทางระบาดวิทยาในอาสาสมัคร 47,894 คน ซึ่งยังไม่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และติดตามด้วยการส่งแบบสอบถามให้ตอบทุก 2 ปี ในปี 1988 1990 1992 จากนั้นคำนวณหาความเสี่ยงสัมพันธ์ (Relative Risk) ระหว่างพฤติกรรมการบริโภคกับอัตราอุบัติการณ์เกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก พบว่าในระหว่างปี 1988-1992 พบผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก 812 คน รวม non – stage A1 773 คน ซึ่งพบว่าการบริโภคอาหารที่มีสาร lycopene เช่น มะเขือเทศสามารถลดอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยที่ค่าความเสี่ยงสัมพันธ์ = 0.79 และพบว่าการบริโภคมะเขือเทศสด ซอมมะเขือเทศ ร่วมกันมากกว่า 10 ส่วนของปริมาณอาหารที่บริโภค/สัปดาห์ มีโอกาสเป็นมะเร็งต่อลูกหมากได้น้อยกว่าผู้ที่บริโภค 1.5 ส่วนของปริมาณอาหารที่บริโภค/สัปดาห์

ส่วนการศึกษาทางคลินิกในประเทศสหรัฐอเมริกา กับผู้ป่วยใหม่ที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจำนวน 26 คน โดยแบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 จำนวน 15 คน เป็นกลุ่มศึกษาได้รับประทาน 15 มิลลิกรัมของ lycopene วันละ 2 ครั้ง นาน 3 สัปดาห์ ก่อนที่จะทำการผ่าตัดต่อมลูกหมาก (prostatectomy) ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มควบคุมไม่ได้รับประทานใดๆ หลังสิ้นสุดการศึกษา พบว่า 73% (11 คน) ของกลุ่มที่ศึกษา และ 18% (2 คน) ของกลุ่มควบคุมไม่มีการลุกลามของมะเร็งเพิ่มขึ้น 14% (7 คน) อีกฉบับศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากจำนวน 26 คน โดยทำการแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ให้รับประทานสารสกัดมะเขือเทศขนาด 30 มิลลิกรัมของ lycopene นาน 3 สัปดาห์ จำนวน 15 คน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบไม่มีการให้อาหารเสริมใดๆ หลังสิ้นสุดการทดลองพบว่ากลุ่มที่ได้รับสารสกัดมะเขือเทศขนาดของก้อนเนื้อมีขนาดเล็กลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (80% VS 45%) ระดับ PSA เฉลี่ยในกระแสเลือดมีระดับลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม

slot

ส่วนการศึกษาวิจัยด้านการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของไลโคปีนนั้น มีการศึกษาวิจัยไลโคปีนโดยระบุว่า ไลโคปีนทำหน้าที่เป็นแอนติออกติออกซิแดนท์ ในการป้องกันความเสียหายต่อ ดีเอ็นเอ โปรตีน และลิพิดที่เกิดจาก ROS โดยเฉพาะ singlet oxygen และ peroxyl radicals เช่น เดียวกับอนุพันธ์ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ จากการศึกษาพบว่าไลโคปีนทำหน้าที่เป็นแอนติออกซิแดนท์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในอนุพันธ์กลุ่มแคโรทีนอยด์ จำนวน conjugated double bonds ยิ่งมากยิ่งมีผลต่อการทำหน้าที่แอนติออกซิแดนท์ โดยไลโคปีนมีจำนวน conjugated double bonds มากที่สุดเมื่อเทียบกับอนุพันธ์ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ คือมี conjugated double bonds 11 ตำแหน่ง และ non conjugated double bonds 2 ตำแหน่ง ซึ่งไลโคปีนจะใช้บริเวณ conjugated double bonds ในการดับสัญญาณ (quenching) ROS โดย conjugated double bonds ของไลโคปีนจะรับพลังงานจากภาวะกระตุ้น (excited state) ของ ROS พลังงานที่ได้รับนี้จะถูกส่งต่อเป็นทอดๆ ระหว่างพันธะคู่ภายในสาย conjugated double bonds โดยที่ระหว่างที่มีการส่งต่อพลังงานภายในสาย conjugated double bonds ของไลโคปีนนั้นจะมีการค่อยๆ ปลดปล่อยพลังงานที่ได้รับในรูปของพลังงานความร้อน (thermal energy) เพื่อลดความเป็นอันตรายที่จะเกิดกับเซลล์ และยังส่งผลให้สามารถดับสัญญาณของ ROS ลงได้ จึงเป็นการป้องกันความเสียหายที่เกิดกับเซลล์ร่างกายอันสืบเนื่องมาจาก ROS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกทั้งยังมีการศึกษาวิจัยด้านการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็ง โดยระบุว่า ไลโคปีนเป็นแอนติออกซิแดนท์ช่วยในการกำจัด ROS จึงยับยั้งการเกิด oxidized LDL. ซึ่งลดสาเหตุการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตามทฤษฎีของ macrophage ได้ นอกจากนี้ยังพบว่าไลโคปีนมีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการลดระดับคลอเลสเทอรอลดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเป็นเหตุผลที่สนับสนุนว่าไลโคปีนมีความสำคัญในการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ และจากการศึกษาทางระบาดวิทยาในแง่ความสัมพันธ์ของไลโคปีนกับความเสี่ยงของโรคหัวใจพบว่าไลโคปีนมีความสัมพันธ์ในการป้องกันความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดหัวใจ และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเนื่องจากขาดเลือด (myocardial infarction)

ส่วนด้านการป้องกันโรคมะเร็งนั้นการที่ไลโคปีนมีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนท์ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในกลุ่มแคโรทีนอยด์ และยังมีบทบาทเกี่ยวกับการทำหน้าที่เป็นสารต้านมะเร็งต่อมลูกหมากดังกล่าวข้างต้น เป็นเหตุผลให้ไลโคปีนมีส่วนสำคัญในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งชนิดอื่นๆได้อีกด้วย
นอกจากนี้ยังพบว่าการรับประทานมะเขือเทศสามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งได้มากกว่าร้อยละ 50 ส่วนการศึกษาวิจัยด้านพิษวิทยาพบว่ามีการศึกษาในหนู (rat)โดยให้หนูกินอาหารที่มีส่วนผสมของ lycopene ในขนาดสูงถึง 500 มก./กก.(น้ำหนักตัว) นาน 14 สัปดาห์ หรือ 1,000 มก./กก. (น้ำหนักตัว) นาน 4 สัปดาห์ พบว่าไม่มีพิษกับตัวอ่อน ไม่มีพิษต่อยีน

สรรพคุณของคาเทชิน

คาเทชินเป็นสารประกอบฟีนอล ในกลุ่มฟลาวานอล หรือฟลาวาน-3-ออล (flavanols หรือ flavan-3-ols) มีสูตรทางเคมี คือ C15H14O6 และมีน้ำหนักโมเลกุลเท่ากับ 290.28 กรัมต่อโมล มีจุดหลอมเหลว (meling point) อยู่ระหว่าง 212-216 องศาเซลเซียล โดยเป็นสารที่ให้สีขาวเหลือง และให้รสชาติฝาด สามารถละลายได้เล็กน้อยในน้ำเย็น และละลายได้มากในน้ำร้อน แอลกอฮอล์ กรดน้ำส้ม (glacial acetic acid) และอะซิโตร (acetone) แต่ไม่ละลายใน เบนซีน (benzene) คลอโรฟอร์ม (chloroform) และ ปิโตรเลียม อีเทอร์ (petroleum ether)
โครงสร้างของคาเทชินที่มีในชาเขียว

เครดิตฟรี

สำหรับประเภทของคาเทชินหากจะแบ่งออกเป็นประเภทนั้น คงต้องแบ่งตามผลการศึกษาวิจัยคาเทชินในชาเขียวที่ระบุไว้ว่ามีคาเทชิน อยู่ 8 กลุ่ม ได้แก่ คาเทชนิ (caterhin, C) อิพิคาเทชนิ (epicatechins , EC) แกลโลคาเทชิน (gallocatechin , GC) อิพิแกลโลคาเทชิน (epigallocatechin, EGC) คาเทชินแกลเลต (catechin gallate , CG) แกลโลคาเทชินแกลเลต (gallocatechin gallate, GCG) อิพิคาเทชินแกลเลต (Epicatechin gallate, ECG)และอิพิแกลโลคาเทชินแกลเลต (epigallocatechin gallate, EGCG) ซึ่งเป็นคาเทชินที่พบได้มากที่สุด

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

สารคาเทชินเป็นฟลาโวนนอยด์ (flavonoid) ชนิดพิเศษที่พบในชาโดยเฉพาะในชาเขียว และบางครั้งก็เรียกว่าพอลิฟีนอลชาเขียว (green tea polyphenol) ซึ่งมีสรรพคุณเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ดังนั้น แหล่งของคาเทชินจะพบในใบชาเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตามในใบชาประเภทต่างๆ ก็ไม่ได้มีปริมาณของสารคาเทชินเท่ากัน โดยหากแบ่งประเภทของชาตามกระบวนการ ผลิตเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ ชาเขียว ชาอู่หลง และชาดำ ซึ่งชาเขียวเป็นชาที่ไม่ผ่านการหมัก ส่วนชาอู่หลงเป็นชา ที่หมักบางส่วน และชาดำเป็นชาหมักอย่างสมบูรณ์ ในระดับการหมักที่ต่างกันทำให้ชาแต่ละชนิดมีปริมาณสารคาเทชินไม่เท่ากัน กล่าวคือ ชาเขียวมีสารคาเทชิน (catechins) สูงที่สุด (10-30% โดยน้ำหนัก) ส่วนชาอู่หลงมีสาร และชาดำเป็นชาที่ผ่านการหมักอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น คาเทชินจะถูกออกซิไดซ์ออกไป จึงทำให้มีสารคาเทชินน้อยที่สุด

นอกจากนี้ยังมีรายงานศึกษาวิจัยพบว่านอกจากใบชา (ยอดชา) ซึ่งเป็นแหล่งที่มีคาเทชินอยู่มากที่สุดแล้ว ยังมีแหล่งของคาเทชินอื่นๆ อีกเช่น โกโก้ แอปเปิล ไวน์ มะเขือเทศ และสตรอเบอร์นี่ ฯลฯ แต่จะมีปริมาณของสารคาเทชินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับใบชา

สล็อต

ปริมาณที่ควรได้รับ

มีผลการศึกษาวิจัยพบว่าสารคาเทชินที่มีปริมาณเหมาะสมกับร่างกาย คือ วันละ 200 มิลลิกรัมซึ่งใน ชาเขียวร้อน 1 ถ้วยมี EGCG ประมาณ 100 – 200 มก. มีรายงานเกี่ยวกับการบริโภคชาเขียวที่มีสารคาเทชินระบุว่าหากบริโภคในปริมาณสูงและติดต่อกันเป็นเวลานานสามารถอาจส่งผลเสียต่อตับได้ โดยมีรายงานการวิจัยในหนูเม้าส์พบว่าสาร epigallocatechin gallate (EGCG) จะส่งผลให้ตับถูกทำลายเล็กน้อยเมื่อบริโภคในปริมาณสูง (2,500 มก./กก.) ติดต่อกัน 5 วัน และความเป็นพิษต่อตับจะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อบริโภคในขณะที่เป็นไข้

ประโยชน์และโทษ

คาเทชิน (catechins) เป็นสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ คาเทชินมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant capacity) ซึ่งคาเทชินมีสมบัติในการจับอนุมูลอิสระ ดังที่มีรายงานความสามารถใน การจับอนุมูลอิสระประเภท superoxide anions (O2 • – ) , singlet oxygen (1O2 ) , และ 1,1-diphenyl-2- picrylhydrazyl (DPPH) ดังในตารางความสามารถในการจับอนุมูลอิสระ (free radicals และ reactive oxygen species; ROS) ต่อไปนี้

ลำดับความสามารถในการจับอนุมูลอิสระ (free radicalsและ reactive oxygen species; ROS)

ดังนั้น จึงทำให้คาเทชิน Catechin มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง ได้แก่ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของในโรคเบาหวาน และช่วยลดความอ้วน เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

อีกทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน และไขมันจึงส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักของร่างกาย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้อีกด้วยและนอกจากจะมีคุณสมบัติหลักในการเป็นสารต้าน อนุมูลอิสระแล้ว คาเทชินยังมีคุณสมบัติในเป็นสารยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และไวรัสได้เช่นกัน ส่วนสำหรับโทษของคาเทชินนั้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้วคือ หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้ส่งผลเสียต่อตับได้

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาโครงสร้างของคาเทชินระบุว่า คาเทชินมีการจัดเรียง สเตอริโอเคมี (stereochemistry) 2 ลักษณะคือ epi-form และ nonepi-form โดยคาเทชินที่มีโครงสร้างแบบ epi-form มีการจัดเรียงสเตอริโอเคมีที่คาร์บอนตำแหน่งที่ 2 และ 3 ของวง C แบบ2,3-cis (2R,3R) ได้แก่ EC,ECG,EGC และ EGCG ส่วนคาเทชินที่มีโครงสร้างแบบ nonepi-from มีการจัดเรียงสเตอริโอเคมีคอลที่คาร์บอนตำแหน่งที่ 2 และ 3 ของวง C แบบ 2,3-trans (2S,3R) ได้แก่ C,CG, GC และ GCG

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของคาเทชินอีกหลายด้าน เช่น ฤทธิ์ในการต้านออกซิเดชัน (Antioxidant activity) พบว่า สารคาเทชิน (Catechins) เช่น อีพิแกลโลคาเทชิน-3-แกลเลต (Epigallocatechin-3-gallate (EGCG)) ออกฤทธิ์ทั้งยับยั้งและก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากกลไกทั้งสองอย่างร่วมกัน (combination) ส่งผลต่อฤทธิ์ในการต้านออกซิเดชัน โดยสารกลุ่มคาเทชินออกฤทธิ์ยับยั้งอนุมูลอิสระ โดยจับกับโลหะหนักที่กระตุ้นการเกิดปฏิกิริยารีดอกซ์ (chelating redox active transition metal ions) ได้ เป็นอย่างดี รวมทั้งยับยั้ง redox sensitive transcription factors และยังยั้งเอนไซม์ pro-oxidant รวมถึงกระตุ้น การสร้าง phase II detoxification enzymes เช่น glutathione S-transferases และกระตุ้นการสร้าง เอนไซม์ต้านการเกิดออกซิเดชัน เช่น superoxide dismutases

jumboslot

โดยมีการทดลองทางคลินิก พบว่า การให้ชาเขียว ครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ซึ่งเท่ากับสารคาเทชิน 250 มิลลิกรัมต่อวัน ในอาสาสมัครสุขภาพดี เป็นเวลา 6 สัปดาห์ มีผลเพิ่มระดับการต้านออกซิเดชัน โดย วิธีการทดสอบ 2, 2-azobis (3-ethylbenzothialzoline-6- sulfonic acid) หรือ ABTS และลดระดับ เปอร์ ออกไซด์(peroxide) ในพลาสมาอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้การให้สารสกัดชาเขียว 6 แคปซูลต่อวัน (สารสกัดชาเขียว 1 แคปซูล เท่ากับ ใบชาแห้ง 1 กรัม ซึ่งมีปริมาณอีพิแกลโลคาเทชิน-แกลเลต (Epigallocatechin-gallate (EGCG)) 62.5 มิลลิกรัม) ในอาสาสมัครสุขภาพดี เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ส่งผลให้เพิ่มความสามารถในการต้าน ออกซิเดชันในซีรัม (serum antioxidation capacity

ฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง มีผลการศึกษาระบุว่า สารกลุ่มโพลิฟีนอล (Polyphenols) ได้แก่ สารคาเทชิน (Catechins) ออก ฤทธิ์ในการต้านมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งล้าไส้ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งล้าไส้ใหญ่

โดยสารคาเทชิน (Catechins) ออกฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง โดยมีกลไกในการออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงในการ ทำให้เกิดเซลล์ตาย (apoptosis) เพิ่มการทำงานของ pro-apoptotic protiens ลดการทำงานของ antiapoptotic protiens ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยยับยั้งการสร้างหลอดเลือด (inhibition of angiogenesis) กระตุ้นการทำงานของอินเตอร์ลิวคิน (interleukins) นอกจากนี้ยังยับยั้งขบวนการออกซิเดชัน ของไขมัน รวมถึงการต้านการอักเสบ และสารอีพิแกลโลคาเทชิน-3-แกลเลต (Epigallocatechin-3- gallate (EGCG)) ซึ่งเป็นสารคาเทชินชนิดหนึ่งออกฤทธิ์ในการต้านมะเร็งโดยชักนำการตายแบบอะพอพโตซิส (apoptotic pathways) โดยผ่านทางวิถีภายนอก ลดการแสดงออกของ antiapoptotic proteins และเพิ่มการแสดงออกของ proapoptotic proteins ช่วยหยุดวงวัฏจักรของเซลล์ที่ระยะ G1 ยับยั้งการทำงานของ NFKB ในเซลล์มะเร็ง อีกทั้งยับยั้งการสร้าง หลอดเลือดใหม่ยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง และยับยั้งการอักเสบที่เกิดจากเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี

slot

ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ มีผลการศึกษาอิทธิพลของคาเทชินต่อระบบทางเดินอาหาร พบว่าคาเทชินสามารถยับยั้งการทำงานของแอลฟา-อะไมเลส (α-amylase) ในลำไส้เล็ก และยังพบว่าคาเทชินมีผลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร แต่ไม่ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่สร้างกรดเล็กติก (lactic acid bacteria) แต่อย่างใด และยังมีการศึกษาประสิทธิภาพของคาเทชิน ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของ Escherichia coli O157:H7 และการสร้างสารพิษของเชื้อดังกล่าว พบว่า เมื่อนับเชื้อที่บ่มไว้ 3-5 ชั่วโมง ไม่มีจุลินทรีย์ที่ยังมีชิวิตอยู่รอด (ความเข้มข้น 1.25-2.5% น้ำชาเขียว) เมื่อศึกษาจากสกัด EGCG ที่ 25-50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร พบว่าช่วยลดปริมาณของเชื้อ Escherichia coli และการสร้างสารพิษของเชื้อดังกล่าวได้

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาถึงความสามารถของสารสกัดจากชาเขียวในการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ พบว่า EGCG มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายชั้นไขมันที่ผนังเซลล์ของจุลินทรีย์ในขณะที่ EC มีประสิทธิภาพต่ำกว่าสามารถทำลายได้น้อยกว่า และยังพบอีกว่า แบคทีเรียแกรมลบสามารถต้านทานต่อการทำลายชั้นไขมันที่ผนังเซลล์ได้ดีกว่าแบคทีเรียแกรมบวก

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ถึงแม้ว่าคาเทชินจะเป็นสารที่มีประโยชน์กับสุขภาพในหลายๆ ด้าน และในปัจจุบันก็ยังไม่มีการกำหนดปริมาณการใช้ที่ชัดเจนซึ่งหากใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ดังนั้นจึงควรใช้ในปริมาณที่พอดี และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันนานจนเกินไป อีกทั้งหากกล่าวถึงคาเทชินหลายคนอาจนึกถึงชาเขียว ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของคาเทชิน แต่ควรรู้ไว้สักนิดว่าในชาเขียวนั้นยังมีสารอื่นๆ อีกหลายชนิด นอกจากคาเทชินอยู่ เช่น สารคาเฟอินซึ่งหากรับประทานมากเกินไปอาจส่งผลให้นอนไม่หลับได้

ไฟโคไซยานินมีประโยชน์อย่างไร

ไฟโคไซยานิน คือไฟโคบิลิโปรตีนหนึ่ง ซึ่งเป็นรงควัตถุที่มีสีน้ำเงินหรือเป็นสารประกอบที่มีสีฟ้าเรืองแสงได้และสามารถละลายน้ำได้ โดยทั่วไป ไฟโคไซยานินจะให้ค่าการดูดกลืนแสงสูงสุด(λmax ) ในช่วงความยาวคลื่น 610ถึง 620 นาโนเมตรและเมื่อเรืองแสงจะวัดค่าการดูดกลืนแสงสูงสุดได้ที่ช่วงความยาวคลื่น 636 ถึง 650 นาโนเมตร

เครดิตฟรี

ส่วนโมเลกุลของไฟโคไซยานินจะรวมตัวอยู่ในรูปไตรเมอร์ (α3β3)เฮกซะเมอร์(α6β6) และโอลิโกเมอร์ (Oligomers) แบบอื่นๆ สารประกอบเชิงซ้อนเหล่านี้ก่อตัวขึ้นจากโมโนเมอร์(αβ-monomer) ของไฟโคไซยานิน ซึ่งประกอบด้วย หน่วยย่อยอัลฟา (α-subunit) และหน่วยย่อยเบต้า (β-subunit) โดยที่หน่วยย่อยอัลฟา และหน่วยย่อยเบต้าดังกล่าวแต่ละหน่วยจะมีใบลินเกาะอยู่กับกรดอะมิโนซิสเตอีนบนอะโพโปรตีนของหน่วยย่อย 1 และ 2 หมู่ตามลำดับ

สำหรับประเภทของไฟโคไซอินนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามสัญลักษณ์หรือการเขียนชื่อของไฟโคไซยานิน ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้คำนำหน้า (Prefix) ของคำว่า Phycocyanin เช่น C- หรือ R- เพื่อบอกถึงเหล่าที่มาของสารประกอบนั้นที่ค้นพบเป็นครั้งแรก โดยไฟโคไซยานินที่พบมากคือ C-Phycocyanin ซึ่งเป็นไฟโคไซยานินที่พบในไซยาโนแบคทีเรีย ส่วน R-Phycocyanin เป็นไฟโคไซยานินที่พบในสาหร่ายสีแดงในคลาส Rhodophyceae เป็นต้น

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ไฟโคไซยานินเป็นรงควัตถุหรือสารประกอบที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์และสกัดจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินทุกชนิด สาหร่ายสีแดง และสาหน่ายสีทอง บางชนิด อาทิ เช่น Spirulina sp. ,Phormidium sp. , Lyngbya sp. ,Anacystis nidulans,Spirulina (Arthrospira) fusiformis,Thermosynechcoccus vulcanus,Porphyridium cruentum เป็นต้น

ทั้งนี้สาหร่ายที่เป็นแหล่งที่มาของไฟโคไซยานินอาจมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและค่าการดูดกลิ่นแสงที่ต่างกันได้ โดยจะขึ้นอยู่กับประเภท-สปีชี่ของสาหร่าย แหล่งที่มาวิธีการเพาะเลี้ยงวิธีการสกัดออกจากเซลล์และกระบวนการหลังการสกัด เป็นต้น

ปริมาณที่ควรได้รับ

ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์และรูปแบบการใช้ไฟโคไซยานินที่แน่ชัดเหมือนกับการกำหนดเกณฑ์ของปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน เพราะไฟโคไซยานินไม่ได้เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายโดยเป็นเพียงสารที่ใช้ในการป้องกันการเกิดภาวะการเจ็บป่วยบางประการ ของร่างกายเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันได้มีการสกัดไฟโคไซยานินจากสาหร่ายมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวางจำหน่ายตามร้านค้าต่างๆ มากมาย ดังนั้นในการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยจากผลข้างเคียงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

สล็อต

ประโยชน์และโทษ

สำหรับประโยชน์ของไฟโคไซยานินนั้น จากการศึกษาพบว่าไฟโคไซยานินมีประโยชน์อย่างมากในทางอุตสาหกรรมและเภสัชกรรม โดยเฉพาะคุณสมบัติของรงควัตถุที่ทำให้เกิดสีในสาหร่ายจึงมีการนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเป็นสารแต่งสีจากธรรมชาติแทนการใช้สารแต่งสีสังเคราะห์ในอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องสำอาง อาทิ ไอศกรีม เจลลี่ลูกกวาด อายไลน์เนอร์ และลิปสติก เป็นต้น

นอกจากนี้ในทางเภสัชกรรมและทางการแพทย์ยังมีการศึกษาวิจัยสารไฟโคไซยานิน พบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory) และช่วยป้องกันเซลล์สมองไม่ให้ถูกทำลาย (neuroprotective) ได้ ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการสกัดไฟโคไซยานินจากสาหร่ายมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง อัลไซเมอร์ ภาวะแก่ก่อนวัย โดยหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการอักเสบต่างๆ ของร่างกายโดยการสกัดไฟโคไซยานินในปัจจุบันอาศัยหลักการทำลายผนังเซลล์เพื่อให้ไฟโคไซยานินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเยื่อไทลาคอยด์จะถูกปลดปล่อยออกสู่ภายนอกเซลล์ โดยสามารถทำได้หลายวิธี แต่สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ (1) การใช้แรงกล เช่น เครื่องบด คลื่นอัลตราโซนิก และการใช้แรงดันสูง (2) การทำลายทางกายภาพ เช่นความร้อน หรือการแช่เยือกแข็งสลับกับการละลาย และ (3) การย่อยด้วยเอนไซม์หรือสารเคมี อย่างไรก็ตาม วิธีที่เหมาะสมที่ใช้ในการสกัดไฟโคไซยานินในสาหร่ายแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันและปริมาณของไฟโคไซยามินก็จะแตกต่างกันเช่นกัน

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยถึงคุณสมบัติของไฟโคไซยานินด้านการแพทย์พบว่ามีฤทธิ์ต่างๆดังนี้

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จาการศึกษาวิจัยพบว่าสารไฟโคไซยานินมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลไฮดรอกซิล (Hydroxyl radicals) และอนุมูลเปอร์ออกซิล (Peroxyl radical) โดยมีไฟโคไซยาโนไบลินทำหน้าที่ในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นและกำจัดอนุมูลอิสระ โดยไฟโคไซยานินที่สกัดจากสาหร่าย Aphanizomenon flos-aquae (AFA) ซึ่งอยู่ในกลุ่มไซยาโนแบคทีเรียมีความสามารถกําจัดอนุมูลเปอร์ออกซิลได้เช่นเดียวกันและยังพบว่าไฟโคไซยานินจากสาหร่าย S. platensis จะสร้างอนุมูลไฮดรอกซิลในสภาวะที่มีแสง แต่จะกำจัดอนุมูลโฮดรอกซิลในสภาวะที่ไม่มีแสง

สล็อตออนไลน์

การทําให้ไฟโคไซยานินเสียสภาพทางธรรมชาติโดยใช้สารเคมีจะทำให้ความสามารถในการสร้างอนุมูลดังกล่าวหมดไป และในทางตรงกันข้ามไฟโคไซยานินที่สูญเสียสภาพทางธรรมชาติจะมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลโฮดรอกซิลเพิ่มขึ้น ซึ่งชี้ว่าไฟโคไซยาโนไบลินทำหน้าที่หลักในการกำจัดอนุมูลโฮดรอกซิล และพบว่าส่วนของอะโพโปรตีนก็มีคุณสมบัตินี้ด้วยเช่นเดียวกัน ความสามารถในการกำจัดอนุมูลไฮดรอกซิลดังกล่าวยังเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของไฟโคไซยานินที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

และยังมีอีกการศึกษาหนึ่งพบว่าซี-ไฟโคไซยานิน (C-phycocyanin) มีคุณสมบัติที่สามารถกำจัดสารอนุมูลอิสระได้ โดยการสร้างพันธะหรือให้อิเล็กตรอนกับโมเลกุลที่เป็นอนุมูลอิสระ เช่น อนุมูลอิสระแอลคอกซี (alkoxy radical) อนุมูลอิสระไฮดรอกซี (hydroxyl radical) อนุมูลอิสระเปอร์ออกซี (peroxyl radical) อนุมูลอิสระเปอร์ออกซีไนไตรท (peroxinitrite) อนุมูลอิสระ DPPH และอนุมูลอิสระ ABTS เป็นต้น ส่งผลให้เกิดความเสถียรของอิเล็กตรอนช่วยปกป้องและลดความรุนแรงจากการทำปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระภายในเซลล์ได้ส่วนศึกษาสมบัติการต้านอนุมูลอิสระของซี-ไฟโคไซยานิน (C-phycocyanin) ที่สกัดได้จากไซยาโนแบคทีเรีย 3 ชนิด ได้แก่Lyngbya sp., Phormidium sp. และ Spirulina sp.

พบว่าสามารถต้านอนุมูลอิสระเปอร์ออกซี และอนุมูลอิสระไฮดรอกซีได้ โดยซี-ไฟโคไซยานินที่ได้จาก Phormidium sp. สามารถต้านอนุมูลอิสระไฮดรอกซีได้ดีกว่าซี-ไฟโคไซยานินจาก Lyngbya sp. และ Spirulina sp. ตามล าดับ และพบว่าซี-ไฟโคไซยานินที่ได้จาก Lyngbya sp. สามารถต้านอนุมูลอิสระเปอร์ออกซีได้ดีกว่า Spirulina sp. และ Phormidium sp. ตามลำดับ

ฤทธิ์ต้านอักเสบมีการรายงานว่าซี-ไฟโคไซยานิน (C-phycocyanin) สามารถยับยั้งและชะลอการก่อตัวของสาร iNOS (inducible nitric oxide synthase) COX-2 (Cyclooxygenase-2) PGE2 (prostaglandin E2) และสารที่ชักนำให้เกิดเนื้อร้าย TNFa (tumornecrosis factor-a) อีกทั้งยังลดการแทรกซึมของนิวโทรฟิล (neutrophil) ซึ่งถูกเหนี่ยวนำด้วยสารคาราจีแนนบริเวณอุ้งเท้าหนูได้โดยสารดังกล่าวนี้ เป็นสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบ และความเจ็บปวด

ฤทธิ์ปกป้องเซลล์ประสาท มีการศึกษาบทบาทของซี-ไฟโคไซยานินในการปกป้องเซลล์ประสาทหนูโดยชักนำให้เซลล์สมองหนูเกิดการตายโดยการขาดโพแทสเซียมและซีรัม (K/S) ส่งผลให้เกิดภาวะออกซิเดชันเกินสมดุล พบว่าซี-ไฟโคไซยานินสามารถป้องกันการตายของเซลล์สมองหนูได้ซึ่งอาจเกิดจากการยับยั้งการก่อตัวของสารอนุมูลอิสระที่ส่งผลทำลายเซลล์ประสาทของหนู

jumboslot

นอกจากนี้ในกระบวนการผลิตและสกัดไฟโคไซยานินยังมีผลการศึกษาวิจัยระบุว่าการสังเคราะห์พิกเมนต์กลุ่มไฟโคบิลิโปรตีนของสาหร่ายจะตอบสนองได้ดีต่อการเหนี่ยวนำทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะคุณภาพแสง โดยพบว่าสภาวะของแสงและอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการผลิตไฟโคบิลิโปรตีนของสาหร่ายSpirulina platensis ในการเลี้ยงแบบคราวเดียวคือที่ 2,000 lux และที่ 35 องศาเซลเซียส ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งพบว่าเซลล์ของสาหร่ายสดจะให้ผลผลิตไฟโคไซยานินสูงกว่าการใช้เซลล์แห้ง โดยที่การทำแห้งสาหร่ายสไปรูไลนาด้วยวิธีต่างๆกัน เช่น การทำแห้งด้วยเครื่องทำแห้งแบบพ่นฝอย และการทำแห้งด้วยตู้อบลมร้อนจะสูญเสียไฟโคไซยานินถึงร้อยละ 45 เมื่อเทียบกับการใช้เซลล์สด

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

มีรายงานการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการผลิตทางการค้าของไฟโคไซยานิน กล่าวว่าไฟโคไซยานินที่ใช้ในอุตสาหกรรมยาต้องใช้ชนิดที่มีความบริสุทธิ์ 4.0 ส่วนชนิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารต้องใช้ชนิดที่มีความบริสุทธิ์ 2.0 ดังนั้นในการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากไฟโคไซยานินจึงควรสอบถามหรือสืบค้นของแหล่งที่มา แหล่งผลิต รวมถึงความบริสุทธิ์ของวัตถุดิบและสารสกัดที่นำมาใช้ผลิต นอกจากนี้ในการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากยังไม่มีเกณฑ์และข้อกำหนดในการใช้ที่แน่ชัด อีกทั้งขนาดและปริมาณในการใช้ก็ยังไม่มีข้อมูลที่แน่นอน ดังนั้นก่อนการใช้จึงควรต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้เสมอ

slot

แท้จริงแล้วสารสีน้ำเงินจากสาหร่ายมีชื่อเรียกว่า “ไฟโคไซยานิน” (Phycocyanin) เป็นโปรตีนสีน้ำเงิน ละลายน้ำได้ อยู่ในกลุ่มไฟโคบิลิโปรตีน (Phycobiliprotein) ซึ่งสามารถดูดซับพลังงานแสงที่ช่วงความยาวคลื่นแสง 610-620 นาโนเมตร สารสีน้ำเงินหรือไฟโคไซยานินนี้ สามารถพบได้ในสาหร่ายกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไซยาโนแบคทีเรีย โดยเฉพาะสาหร่ายเกลียวทอง หรือแม้แต่สาหร่ายสีแดงจนกระทั่งสาหร่ายสีทอง โดยทั่วไปถ้าไฟโคไซยานินที่ได้จากสาหร่ายกลุ่มไซยาโนแบคทีเรีย มักนิยมเรียกว่า ซี-ไฟโคไซยานิน ส่วนไฟโคไซยานินที่พบในสาหร่ายสีแดงมักจะเรียกว่า อาร์-ไฟโคไซยานิน

สารสีน้ำเงิน หรือไฟโคไซยานินจากสาหร่าย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์มากมายหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรมอาหารคน เช่น การนำไปใช้เป็นส่วนผสมในอาหารชนิดต่างๆ ในแง่ของการเพิ่มสีสัน เช่น ไอศกรีมหมากฝรั่ง ลูกอม แม้กระทั่งเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น น้ำอัดลม ส่วนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์นิยมนำไปใช้เป็นส่วนผสมกับอาหารสัตว์น้ำชนิดต่างๆ เช่น ปลาและกุ้ง เป็นต้น เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตให้กับสัตว์น้ำ เนื่องจากคุณสมบัติการเป็นโปรตีนของสารสีน้ำเงิน หรือไฟโคไซยานินนั่นเอง นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ในแง่ของการเป็นสารสีธรรมชาติที่ใช้แทนสีสังเคราะห์ ซึ่งนับว่ามีความปลอดภัยสูง เช่น การผลิตลิปสติก ดินสอเขียนขอบตา

ไม่เพียงแต่ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอางเท่านั้น ยังพบว่าในด้านการแพทย์สารดังกล่าวมีคุณสมบัติการมีความไวต่อการดูดกลืนแสง จึงสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องหมายติดฉลากฟลูออเรสเซนต์ โดยใช้เป็นสารตรวจติดตามเนื้องอกในการบำบัดรักษา ความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ความสามารถเป็นสารต้านการอักเสบ สารปกป้องเซลล์ตับ เซลล์มะเร็ง และการอักเสบตามข้อต่างๆ ซึ่งสารสีน้ำเงิน หรือไฟโคไซยานินสามารถจำเพาะต่อการยับยั้งเอนไซม์ไซโคออกซีจีเนส-2 ซึ่งเป็นสาเหตุในการกระตุ้นให้เกิดการอักเสบหรือเกิดมะเร็งนั่นเอง และจากการศึกษาในสัตว์ทดลองประเภทหนู ยังพบว่า สารสีน้ำเงิน หรือไฟโคไซยานินมีความสามารถในการต้านทานความเครียดที่มีสาเหตุมาจากโรคทางระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ และพาร์กินสันด้วยเช่นกัน

ประโยชน์ของอัลบูมิน

อัลบูมิน (Albumin) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในเลือด และยังเป็นโปรตีนที่มีปริมาณมากที่สุดในพลาสม่า คือ ประมาณร้อยละ 60 ของปริมาณโปรตีน ทั้งหมดในพลาสม่า ซึ่งอัลบูมินจัดเป็น simple protein ที่มีขนาดอณูเล็กประมาณ 6,000 ดาลตัน แต่มีหมู่โพล่าร์และประจุลบสุทธิมาก จึงทำให้สามารถ ละลายน้ำได้ดี และมีจุดไฟฟ้าเสมอ (pI) ต่ำกว่าพลาสม่าโปรตีนอื่นๆ ในการทำอีเล็คโตรโฟรีสิสจึงสามารถ เคลื่อนที่ไปได้ไกลที่สุดรองลงมาจาก prealbumin

เครดิตฟรี

โดยอัลบูมินนี้จะทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดและซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกายให้สมบูรณ์แก่ร่างกาย ส่วนประเภทของอัลบูมินนั้นประกอบด้วย โอแวลบูมิน (ovalbumin) ที่จัดเป็นฟอสโฟไกลโคโปรตีน (phospoglycoprotein) มีจุดไอโซอิลเลกตริก (isoelectric point) ที่ pH 4.6 และตกตะกอนที่ pH 4.6-4.8 สามารถทนความร้อนได้ดี โคแนลบลูมิน (conalbumin) มีจุดไอโซอิลเลกตริกที่ pH 6.6 ทนความร้อนได้น้อยกว่า

แต่สูญเสียสภาพธรรมชาติได้ดีกว่าโอแวลบูมิน โอโวมิวคอยด์ (ovomucoid) ไอโซอิลเลกตริกที่ pH 3.9-4.3 ในสภาวะที่เป็นกรดจะทนความร้อนได้ดี แต่จะสูญเสียสภาพอย่างรวดเร็วหากอยู่ในสารละลายด่างที่อุณหภูมิ 80 องศาเซียลเซียส ไลโซโซม (lysosome) มีจุดไอโซอิลเลกตริกที่ pH 10.7 มีสมบัติเป็นสารกันเสีย แต่ถูกทำลายได้ด้วยความร้อนจากการหุงต้ม หรือพาสเจอไรซ์ที่อุณหภูมิ 63.5 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 10 นาที โอโวอินฮิบิเตอร์ (ovoinhibitor) ซิสตาติน (cystatin)

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ความจริงแล้วอัลบูมินจะถูกสังเคราะห์ขึ้นมาจากกรดอะมิโนในเซลล์ตับและส่งออกมาสู่พลาสม่าตับ โดยอัลบูมินในพลาสม่านั้นจะมีอายุกึ่งชีพ ประมาณ 20 วัน ในบางครั้งร่างกายอาจจะสังเคราะห์อัลบูมินได้น้อยกว่าจำนวนที่ต้องการใช้หากร่างกายได้รับกรดอะมิโนน้อยเกินไป ซึ่งจะทำให้ระดับของอัลบูมินในเลือดลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้ภูมิต้านทานต่ำและเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนง่ายขึ้น

ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็นได้รับอัลบูมินที่อยู่ในแหล่งอาหารตามธรรมชาติเสริมอีกทางหนึ่ง โดยแหล่งอาหารตามธรรมชาติที่มีการศึกษาวิจัยว่าเป็นแหล่งของอัลบูมินที่ดีที่สุด คือ ไข่ โดยเฉพาะในไข่ขาว ซึ่งนอกจากนี้โปรตีนอัลบูมินแล้ว ยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายและจำเป็นต่อการสังเคราะห์อัลบูมินอีกด้วย และยังมีรายงานการศึกษาวิจัยถึงแหล่งอาหารที่มีอัลบูมินเพิ่มเติมพบว่าในถั่วเหลืองและน้ำนมก็มีโปรตีนอัลบูมินอยู่เช่นกัน แต่จะมีในปริมาณที่น้อยกว่าไข่ขาว

สล็อต

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนด ปริมาณที่ร่างกายควรได้รับอัลบูมินต่อวันว่ามีปริมาณเท่าใด แต่ทางการแพทย์มีการใช้อัลบูมินในรูปแบบของยาฉีดมารักษาผู้ป่วยที่มีภาวะโปรตีนในเลือดต่ำ ผู้ที่สูญเสียเลือดมาก ภาวะตับวาย การผ่าตัดบายพาสหัวใจ โดยมีขนาดการใช้ดังนี้

ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด (Neonatal Hperbilirubinemia) ให้ในปริมาณ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยให้ก่อนการเปลี่ยนถ่ายเลือด ความเร็วในการให้ ไม่เกิน 5 มิลลิลิตรต่อนาที (สำหรับสารละลายความเข้มข้น 5%) หรือ 1-2 มิลลิลิตรต่อนาที (สำหรับสารละลายความเข้มข้น 20%)

ภาวะโปรตีนอัลบูมินในเลือดต่ำ (Hypoproteinaemia) ผู้ใหญ่ ไม่เกิน 2 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ความเร็วในการให้ ไม่เกิน 5 มิลลิลิตรต่อนาที (สำหรับสารละลายความเข้มข้น 5%) หรือ 1-2 มิลลิลิตรต่อนาที (สำหรับสารละลายความเข้มข้น 20%)

ภาวะช็อกจากการสูญเสียน้ำและเกลือแรอย่างเฉียบพลัน (Acute Hypovolaemic Shock) ผู้ใหญ่ เบื้องต้นให้สาร Albumin 25 กรัม แล้วค่อยๆ เพิ่มหรือลด ตามการตอบสนองของผู้ป่วย ความเร็วในการให้ไม่เกิน 5 มิลลิลิตรต่อนาที (สำหรับสารละลายความเข้มข้น 5%) หรือ 1-2 มิลลิลิตรต่อนาที (สำหรับสารละลายความเข้มข้น 20%) เด็กไม่เกิน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แล้วค่อยๆ เพิ่มหรือลด ตามการตอบสนองของผู้ป่วย ความเร็วในการให้ ไม่เกิน 5 มิลลิลิตรต่อนาที (สำหรับสารละลายความเข้มข้น 5%) หรือ 1-2 มิลลิลิตรต่อนาที (สำหรับสารละลายความเข้มข้น 20%)

สล็อตออนไลน์

นอกจากนี้ยังมีการตรวจหาค่าอัลบูมินในกระแสเลือดว่ามีระดับปกติหรือไม่ ซึ่งระดับของอัลบูมินจะบ่งชี้ถึงภาวะทางโภชนาการของร่างกายในระยะยาว โดยค่าเฉลี่ยนของระดับ albumin ในพลาสม่าผู้ใหญ่ปกติเท่ากับ 3.5-5.5 ก./ดล.ซึ่งหากค่าอัลบูมินในเลือดต่ำหรือสูงกว่าค่าปกตินี้แสดงว่าร่างกายมีภาวะทางโภชนาการที่ผิดปกติและอาจมีภาวะการเกิดโรคต่างๆตามมาได้

ประโยชน์และโทษ

บทบาทหน้าที่หลักในร่างกายของอัลบูมิน มีอยู่หลายประการ ได้แก่ ช่วยรักษาแรงดันออสโมติคของเลือด โดยเฉพาะแรงดันออสโมติคในส่วนที่เกิดจากโปรตีนใน พลาสม่า ที่เรียกว่า oncotic pressure ซึ่ง oncotic pressure ในพลาสม่าถึงร้อยละ 80 ได้มาจากอัลบูมิน เนื่องจากอัลบูมิน เป็นโปรตีนที่มีปริมาณสูงที่สุดในพลาสม่าปกติ ทั้งยังมีประจุสุทธิมากจึงสามารถอุ้มน้ำไว้กับอณูได้มากอีกด้วย ดังนั้นในภาวะที่ร่างกายมีระดับอัลบูมิน ในพลาสม่าลดลง จึงทำให้ oncotic pressure ลดต่ำลง และอาจส่งผลให้เกิดการเคลื่อนที่สุทธิของน้ำออกนอก หลอดเลือด (น้ำถูกขับออกนอกหลอดเลือดมากขึ้นและถูกดูดกลับเข้าสู่หลอดเลือดน้อยลง) ผลที่เกิดขึ้นทำให้ ปริมาตรของเลือดลดลงและมีน้ำสะสมอยู่ใน interstitial compartment จนเกิดอาการบวมน้ำ (edema) ขึ้นได้ในที่สุด อนึ่งระดับพลาสม่าโปรตีนที่ต่ำที่สุดที่ยังไม่ทำให้เกิดอาการบวมน้ำเรียกว่า edema level ในคนปกติเท่ากับ 5.5 กรัมของพลาสม่าโปรตีน หรือ 2.5 กรัมของอัลบูมิน อีกทั้งอัลบูมินยังช่วยในการขนส่งสารต่างๆ ในกระแสโลหิต เช่น ฮอร์โมน cortisol, กรดไขมัน, แคลเซียม, บิลิรูบิน ตลอดจนยาบางชนิด โดยอัลบูมิน จะช่วยขนส่งสารต่างๆ เหล่านี้จากแหล่งสังเคราะห์หรือเนื้อเยื่อที่มีการ ดูดซึมไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย เพื่อการออกฤทธิ์, เมตาบอลิซึม หรือการสลายสารนั้นๆ ต่อไป เช่น อัลบูมินมีบทบาทหน้าที่ในการขนส่งกรดไขมันสายยาว เช่น oleic acid, stearic acid, palmitic acid ซึ่งจัดเป็น hydrophobic molecule การจับกับ albumin จึงช่วยในการละลายของกรดไขมันดังกล่าวในพลาสม่า ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น hydrophilic และ การขนส่งสารของ albumin ยังอาจมีบทบาทในการลดหรือทำลายพิษของสารบางชนิด ตัวอย่างเช่น การขนส่ง unconjugated bilirubin ซึ่งละลายน้ำได้น้อยมากไปยังตับ ซึ่งการจับกับอัลบูมินจะช่วยป้องกันไม่ให้unconjugated bilirubin ผ่าน blood brain barrier เข้าสู่เซลล์สมองได้

jumboslot

อีกทั้งอัลบูมินยังมีความสามารถในการจับกับยาหลายชนิด เช่น salicylates, penicillin ดังนั้นอัลบูมิน จึงมีบทบาทสำคัญในการละลายของยาในพลาสม่า ตลอดจนการออกฤทธิ์ของยาต่างๆ ในร่างกาย นอกจากนี้อัลบูมินยังทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ โดยอัลบูมินสามารถจับกับ H+ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย จึงมีบทบาทช่วยลดความเป็นกรดในเลือดได้

ส่วนความผิดปกติของระดับ อัลบูมินในเลือด อาจพบได้ในภาวะทางคลินิกหลายภาวะ เช่น Analbuminemia ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบได้น้อยมาก โดยจะมีการถ่ายทอดแบบ autosomal recessive ซึ่งผลที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความบกพร่องในการสังเคราะห์ อัลบูมินจนไม่สามารถตรวจพบอัลบูมินในเลือดได้หรือตรวจพบได้ในระดับที่ต่ำมาก อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าภาวะดังกล่าวไม่ได้ส่งผลให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตแต่อย่างใด

Microalbuminuria คือ ภาวะที่มีการขับอัลบูมิน ทางปัสสาวะในปริมาณระหว่าง 30 -300 มิลลิกรัม ภายในเวลา 24ชม. หรือปริมาณ 30 – 30 ไมโครกรัมต่อมิลลิกรัม ของครีอาตินีน และจะต้องพบ 2 ใน 3 ครั้งของปัสสาวะที่เก็บต่างเวลากัน ภาวะนี้สามารถบ่งชี้ถึงการเสื่อมหน้าที่ของไตที่ในระยะเริ่มแรกได้ อนึ่งการตรวจไมโครอัลบูมินในปัสสาวะนี้ เป็นการวัดระดับของอัลบูมินในปริมาณที่น้อยกว่าการตรวจหาโปรตีนหรืออัลบูมินปัสสาวะด้วยวิธีทั่วไป (ที่มีปริมาณมากกว่า 300 มิลลิกรัมในปัสสาวะ 24ชม. หรือ มากกว่า 30 ไมโครกรัมต่อมิลลิกรัมครีอาตินีน) อย่างไรก็ดีภาวะไมโครอัลบูมินนูเรียที่ไม่เกี่ยวกับภาวะไตเสื่อมหน้าที่ อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ได้ เช่น ภาวะไข้สูง ปัสสาวะมีเม็ดเลือดแดงปน การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ขณะมีประจำเดือน มีตกขาว การตั้งครรภ์ ภาวะหัวใจวาย การออกกำลังกายอย่างหนัก และมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่า 300 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

Hypoalbuminemia คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับ อัลบูมินในเลือดต่ำกว่าปกติ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายประการ อาทิ การสังเคราะห์โดยตับที่น้อยลง เช่น ภาวะทุโภชนาการ, ภาวะความผิดปกติในการทำงานของตับ เป็นต้น การสูญเสีย albumin ออกนอกร่างกาย เช่น การสูญเสียทางปัสสาวะที่พบในโรคไตบางชนิด, การสูญเสียที่ทางเดินอาหารที่พบได้ในภาวะความผิดปกติของเยื่อบุผนังลำไส้บางชนิด, การสูญเสียทางผิวหนัง พบได้ในผู้ป่วยที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก เป็นต้น การสลาย albumin ที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ภาวะต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ ส่วนการเพิ่มขึ้นของระดับ albumin ในเลือดอาจพบได้ในภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งส่งผลให้ความเข้มข้นของ albumin ในเลือดสูงขึ้น แต่ปริมาณสุทธิไม่เปลี่ยนแปลง

slot

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ในปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัย พบว่าการให้ยาในกลุ่ม Angiotensin Converting Enzyme Inhibitor (ACE Inhibitor) เช่น ยา Enalapril ซึ่งเป็นกลุ่มยาลดความดันโลหิตสูง จะมีผลช่วยลด ปริมาณอัลบูมินในปัสสาวะในรายที่มีการตรวจพบภาวะไมโครอัลบูมินนูเรียได้ และสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่ยืนยันได้ว่าภาวะไมโครอัลบูมินนูเรีย นับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันของประชากรทั่วไป โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงอีกด้วย

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

⦁ ในการใช้อัลบูมินทั้งในรูปแบบยาฉีดเพื่อรักษาโรคและรูปแบบยารับประทาน เพื่อป้องกันและรักษาโรคต้องได้รับอนุญาตจากแพทย์จึงจะใช้ได้ และต้องเป็นแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ให้สารชนิดนี้แก่ผู้ป่วย ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อมาใช้เองเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
⦁ สำหรับสตรีมีครรภ์ อัลบูมิน เป็นสารที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาด เพราะสารชนิดนี้มีอันตรายต่อเด็กทารกในครรภ์ แต่หากจำเป็นต้องใช้ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้สั่งใช้เท่านั้น

ฟูโคแซนทินมีประโยชน์อย่างไร

ฟูโคแซนทินเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (carotenoids) ที่พบได้มากกว่า 10% ของสารกลุ่ม carotenoids ทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นในธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิ่งแวดล้อมทางทะเล ฟูโคแซนทินเป็นสารที่มีสีส้ม (orange-colored pigment) คล้ายกับสารจำพวก chlorophylls a, chlorophylls c และ β-carotene ซึ่งฟูโคแซนทินจะสามารถดูดซับแสงเป็นหลักในส่วนสีเขียวอมฟ้าถึงสีเหลือง และเขียวของสเปกตรัมที่มองเห็นได้โดยมีจุดสูงสุดที่ประมาณ 510-525 นาโนเมตร

เครดิตฟรี

โดยการประมาณต่างๆ และดูดซับอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 450 ถึง 540 นาโนเมตร และมีสูตรทางเคมี คือ C 42 H 58 O 6 ส่วนโครงสร้างของฟูโคแซนทินจะมีหมู่ functional อยู่ที่ terminal ring ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ไม่เหมือนใครและมีทั้งพันธะอีพอกไซด์และหมู่ไฮดรอกซิลพร้อมด้วยพันธะอัลเลนิก (พันธะคู่คาร์บอน – คาร์บอน) และหมู่คาร์บอนิลคอนจูเกต (พันธะคู่คาร์บอน – ออกซิเจน) ในสายโซ่โพลีอีน ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดนี้ทำให้ฟูโคแซนทินมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง โดยฟูโคแซนทินถูกแยกออกมาจากสาหร่ายสีน้ำตาลครั้งแรกโดย Willstatter and Page ในปี 1914

สำหรับประเภทของฟูโคแซนทินนั้นมีเพียงประเภทเดียวแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงสารในการงานการดูดซึมของฟูโคแซนทินโดยฟูโคแซนทินจะเปลี่ยนเป็น ฟูโคแซนทินนอลในระบบทางเดินอาหารและลำไส้ และจะถูกเปลี่ยนเป็น amarouciaxantrin เป็นต้น

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ฟูโคแซนทินสามารถพบได้ในสาหร่ายทะเล โดยเฉพาะสาหร่ายสีน้ำตาล(BROWN ALGAE) เช่น Undaria (สาหร่ายวากาเมะ) และ Laminaria (สาหร่ายคอมบู) เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่า สาหร่ายไดอะตอมหรือแพลงตอนไดอะตอม ซึ่งเป็นสาหร่ายเซลล์เดียว หรือแพลงตอนพืชชนิดหนึ่ง (Bacillariophyta) ยังเป็นแหล่งของฟูโคแซนทินอีกด้วยและโดยทั่วไปไดอะตอมมีฟูโคแซนทิน มากกว่าสาหร่ายทะเล ถึง 4 เท่า จึงทำให้ไดอะตอมเป็นแหล่งที่มีประสิทธิภาพสำหรับฟูโคแซนทินในระดับอุตสาหกรรม

สล็อต

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับในปัจจุบันฟูโคแซนทินยังไม่ถูกจัดเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายมีความต้องการและมีความจำเป็นต้องได้รับเหมือนกับสารอาหารหลักอื่นๆ ดังนั้นจึงยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์หรือขนาดการบริโภค โดยในปัจจุบันนั้น การใช้การใช้สารฟูโคแซนทินจะเป็นการสกัดเพื่อนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมฟูโคแซนทินเพื่อสุขภาพเสียมากกว่า นอกจากนี้ยังได้เริ่มมีการศึกษาวิจัยและพัฒนานำฟูโคแซนทินมาประยุกต์ใช้ทำยาในการป้องกันและรักษาโรคตามฤทธิ์การชีวภาพของมัน

ประโยชน์และโทษ

จากข้อมูลการศึกษามากมายแสดงให้เห็นว่า ฟูโคแซนทินมีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายประการได้แก่ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant), ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory), ฤทธิ์ต้านมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม (anticancer), ฤทธิ์ป้องกันโรคอ้วน (anti-obecity), ฤทธิ์ต้านเบาหวาน (anti-diabetic), ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย (antimalarial), ฤทธิ์ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง (cardiovascular and cerebrovascular protective effect) และฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษ (hepatoprotective effect) เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

โดยในฤทธิ์การต้านมะเร็งนั้นฟูโคแซนทินจะทำให้เกิดการจับกุมวงจรเซลล์ G1และการตายของเซลล์ในเซลล์มะเร็งต่างๆ และการเติบโตของเนื้องอกได้ และนอกจากผลในการยับยั้งเซลล์มะเร็งแล้ว ในการทดลองในหนูทดลอง ยังพบว่าฟูโคแซนทินยังมีส่วนช่วยเพิ่มจำนวน ของ docosahexaenoic acid (DHA) และ arachidonic acid (AA) ในตับของหนูทดลองได้ ซึ่งกรดไขมันทั้งสอง ชนิดนี้มีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ และโคเลสเตอรอลในเลือด ต้านการอักเสบ และมีผลในการต้านเซลล์มะเร็งได้เช่นกัน พบว่าฟูโคแซนทินที่สกัดได้จาก Sargassum siliquastrum ยังมีความสามารถในการป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายด้วย UV-B ได้ถึง 81.47% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าฟูโคแซนทินนั้นสามารถใช้เพื่อเป็นสารป้องกันการเกิด oxidative stress ที่ถูกกระตุ้นด้วยรังสี UV-B และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้

สำหรับข้อมูลต้านความปลอดภัยของฟูโคแซนทินพบว่า เมื่อให้ฟูโคแซนทิน (95% purity) ทางปากในหนู rats เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าฟูโคแซนทินไม่ทำให้เกิดความเป็นพิษในหนู rats นอกจากนี้ ฟูโคแซนทินอล ซึ่งเป็นสาร metabolites ก็ไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่มีความสำคัญอีกด้วย

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษากระบวนการดูดซึมและการเปลี่ยนแปลงของฟูโคแซนทินในร่างกายโดย มีการศึกษาใน in vivo โดยทำการทดลองในหนู mice พบว่า fucoxanthin จะถูก hydrolyzed อย่างรวดเร็วไปเป็น fucoxanthinol ในระบบทางเดินอาหารและลำไส้เล็ก ภายใน 2 ชั่วโมง หลังการรับประทาน และบางส่วนจะยังคงอยู่ในรูปที่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถตรวจพบได้ในพลาสมาและในตับจากนั้น fucoxanthinol จะถูกเปลี่ยนเป็น amarouciaxanthin A และจะถูกดูดซึมไปยังระบบต่างๆ ของร่างกายของหนู mice ซึ่งสามารถตรวจพบได้ใน liver microsomes microsomes ของหนู mice ส่วนการศึกษาวิจัยฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระพบว่า สารฟูโคแซนทินที่พบในสาหร่ายสีน้ำตาลนี้มีความสามารถในการต้านอนุมูล อิสระได้สูงกว่าวิตามินอี ถึง 13.5 เท่า และผลจากการวิเคราะห์ความสามารถในการต้านอนุมูล superoxide ด้วย การใช้ electron spin resonance (ESR) พบว่าสารฟูโคแซนทินมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการออกฤทธิ์ เช่น เดียวกับสารโพลีฟีนอล โดยมีการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูล DPPH, peroxy และ ABTS ของสารสกัดเมทานอลจากสาหร่าย 5 ชนิด

jumboslot

ผลการศึกษาพบว่า Sargassum honeri และ Cystoseira hakodatensis มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้ดีที่สุดโดยมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับปริมาณโพลีฟีนอล และฟูโคแซนทินที่พบได้สูงในสำรสกัดของสาหร่ายทั้งสองชนิดนี้ และยังมีผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านมะเร็งของฟูโคแซนทินซึ่งระบุว่า จากการศึกษาฟูโคแซนทิน(fucoxanthin) และ นีโอแซนทิน (neoxanthin) ต่อการรอดชีวิตของเซลล์มะเร็ง human colorectal carcinoma Caco-2, human colorectal adenocarcinoma HCT116, mouse melanoma B16, human normal embryonic lung fibroblast MRC-5 และ human male umbilical cord fibroblast HUC-Fm พบว่าฟูโคแซนทิน และ นีโอแซนทิน ออกฤทธิ์ต่อเซลล์ที่ใช้ศึกษาเหมือนๆ กัน

โดยสารทั้งสองชนิด มีประสิทธิภาพในการลดการรอด ชีวิตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักชนิด HCT116 มากกว่าเซลล์มะเร็งชนิดอื่นๆ และเซลล์ปกติ (normal cell) ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่งพบว่าฟูโคแซนทินสามารถยับยั้งการเพิ่ม จำนวนของ human colon cancer cell lines ชนิด WiDr และ HCT116 cells โดยเหนี่ยวนำให้เกิดการ ยับยั้งการดำเนินของวัฎจักรของเซลล์ในระยะ G0/G1 ผ่านทางการเพิ่มการแสดงออกของ cyclindependent kinase inhibitory protein p21WAF1/Cip1 และ retinoblastoma protein (pRB) ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกลไกการช่วยลดความอ้วนของฟูโคแซนทินระบุว่า กลไกในการเกิดฤทธิ์ในการลดความอ้วนนั้นเกิดจากการที่ฟูโคแซนทินกระตุ้นให้มีการสร้าง uncoupled protein-1 (UCP-1) ในเซลล์ไขมันสีขาว (White adipose tissue) ซึ่งปกติ UCP-1 นั้นจะมีหน้าที่ในการสลายไขมันเพื่อทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย 3 โดยจะสามารถพบ UCP-1 ได้มากในเซลล์ไขมันสีน้ำตาล (brown adipose tissue) ซึ่งมีจำนวนน้อยในร่างกายคน โดย UCP-1 พบได้น้อยในเซลล์ไขมันสีขาวซึ่งพบเป็นส่วนมากในร่างกายมนุษย์ 4 ดังนั้นการเพิ่ม UCP-1 จึงทำให้มีร่างกายมีการสลายไขมันมากขึ้น

slot

โดยได้ทำการศึกษาในหนูทดลองโดยในให้หนูทดลองกินอาหารที่มีไขมันสูงแล้วแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับฟูโคแซนทินและกลุ่มที่ไม่ได้รับฟูโคแซนทินโดยติดตามน้ำหนักของหนูทดลองเป็นเวลา 5 สัปดาห์ พบว่าในกลุ่มหนูที่ได้รับฟูโคแซนทินมีน้ำหนักขึ้นน้อยกว่ากลุ่มหนูที่ไม่ได้รับฟูโคแซนทิน และพบว่ากลุ่มที่ได้รับฟูโคแซนทินมีน้ำหนักที่ใกล้เคียงกับหนูที่เป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับอาหารในแบบปกติอีกด้วย

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ถึงแม้ว่าในการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลอง หรือการศึกษาวิจัยทางคลินิก จะระบุถึงประโยชน์และสรรพคุณของฟูโคแซนทินมากมายสักเพียงใด แต่สำหรับในการใช้จริงก็ยังไม่มีข้อกำหนด ขนาด ปริมาณในการใช้ที่ปลอดภัยอย่างชัดเจน ดังนั้นในการใช้ฟูโคแซนทินในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญก่อนนำมาใช้เสมอ

สารเคอร์คูมินมีประโยชน์อย่างไร

สารเคอร์คูมิน (Curcumin)หรือ diferuloyl methane มีชื่อเรียกตามโครงสร้างทางเคมีว่า 1, 7–bis (4– hydroxyl–3–methoxyphenyl) 1, 6–heptadiene 3, 5 dione มีมวลโมเลกูลเท่ากับ 368.28 g/mol และมีสูตรโมเลกุลเป็น C21H20O6 ซึ่งสารเคอร์คูมินนี้เป็นสารกลุ่มโพลีฟินอล และเป็นองค์ประกอบหลักในสารกลุ่มเคอร์คูมินนอยด์ มีลักษณะเป็นผงหรือผลึกขนาดเล็ก สีเหลืองอมส้ม ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ อะซีโตน โพรพิลีนไกลคอล (propylene glycol) กรดน้ำส้มเข้มข้นและเบนซิน

เครดิตฟรี

โดยจะมีสีน้ำตาลแดงในด่าง สีเหลืองในกรด และช่วงที่เปลี่ยนแปลงสี คือ ช่วงที่ค่า pH ประมาณ 8-9 มีจุดหลอมเหลวประมาณ183 องศาเซลเซียส และสารเคอร์คูมินยังเป็นสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย ดังที่จะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป สำหรับประเภทของเคอร์คูมินนั้นมีอยู่เพียงประเภทเดียว แต่เมื่อสารเคอร์คูมินไปรวมกับสารอนุพันธ์อีก 2 ชนิดคือ Monodesmethoxycumin หรือ desmethoxy curcumin และ Didesmethoxycurcumin หรือ bis–desmethoxy curcumin ก็จะได้สารกลุ่มเคอร์คูมินอยล์ (Curcuminoids)

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

สำหรับแหล่งสำคัญที่พบสารเคอร์คูมินนั้นพบว่าได้มาจากพืชในวงค์ขิง (Zingiberaceae) เช่น ขิง ขมิ้น ข่า กระชาย ดาหลา กระเจียว ว่านชักมดลูก ว่านนางคำ ฯลฯ โดยเฉพาะขมิ้นชันจะพบปริมาณของสารเคอร์คูมินมากกว่าพืชชนิดอื่นในวงศ์เดียวกัน โดยพบว่าในขมิ้นชันที่ได้จากแหล่งต่างๆ ในประเทศไทย จะมีปริมาณของสารเคอร์คูมินต่างกันไปตามสภาพภูมิประเทศ และสภาพของดิน แต่จากการศึกษาพบว่าจะมีค่าเฉลี่ยของสารเคอร์คูมินในขมิ้นชันที่เตรียมโดยไม่ผ่านความร้อน (การต้ม) ถึง 43.22 เปอร์เซ็นต์ ของเคอร์คูมินอยด์ทั้งหมด และขมิ้นชันที่ได้จากร้านจำหน่ายยาแผนโบราณ (เตรียมโดยการผ่านการต้มมาแล้ว) จะมีปริมาณผงเคอร์คูมินเพียง 40.35 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับสารเคอร์คูมินนั้นยังไม่ถูกจัดเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายมีความต้องการและจำเป็นต้องได้รับเหมือนกับสารตามหลักชนิดอื่นๆ ดังนั้นจึงยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์หรือขนาดการบริโภคต่อวัน แต่สำหรับการใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้มีประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2560 ระบุว่าให้ใช้สารเคอร์คูมินอยด์ (เคอร์คูมิน) จากเหง้าขมิ้นที่สกัดด้วยน้ำและสกัดด้วยน้ำและเอทานอลในปริมาณไม่เกิน 2000 มิลลิกรัม/วัน

สล็อต

ประโยชน์และโทษ

จากการศึกษาวิจัยพลว่า สารเคอร์คูมิน มีคุณสมบัติเป็นตัวต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (antioxidation) ทำลายอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ยังสามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารและผิวหนังได้ ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษ ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันภาวะสมองเสื่อม ต้านเชื้อจุลินทรีย์ ส่วนพิษและผลข้างเคียงของการใช้สารเคอร์คูมินนั้น จากการศึกษาวิจัยพบว่าการใช้สารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ในขนาดสูงอาจมีผลต่อการทำงาน และโครงสร้างตับได้แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กลับเป็นปกติได้เมื่อหยุดใช้เคอร์คูมินอยด์ และการรับประทานเคอร์คูมินในปริมาณที่สูงมากนั้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อการตายของเซลล์เยื่อบุจอตาได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยด้านพิษวิทยาของสารเคอร์คูมินและสารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์พบว่าให้ผู้ป่วนมะเร็งรับประทานเคอร์คิวมินสูงถึง 8 กรัมต่อวัน แต่ไม่พบว่าเกิดผลข้างเคียงใดๆ หรือเป็นพิษต่อผู้ป่วย และจากการศึกษาพิษเรื้อรังนาน 6 เดือน ของสารเคอร์คิวมินอยด์ ในหนูขาวสายพันธุ์วิสตาร์ ที่แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 15 ตัวต่อเพศ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำ กลุ่มควบคุมที่ได้รับ tragacanth และกลุ่มทดลองที่ได้รับน้ำยาแขวนตะกอนเคอร์คิวมินอยด์ ใน tragacanth ทางปากในขนาด 10, 50 และ 250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับ 1, 5 และ 25 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนต่อวัน ส่วนหนูทดลองกลุ่มที่ 4 ได้รับน้ำยาแขวนตะกอนเคอร์คิวมินอยด์ ขนาด 250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน นาน 6 เดือน แต่หยุดให้ยา 2 สัปดาห์ ก่อนผ่าซาก เพื่อดูว่าหากมีอาการพิษจากเคอร์คิวมินอยด์เกิดขึ้น จะกลับมาหายเป็นปกติได้หรือไม่หลังจากหยุดยา พบว่าอัตราการเจริญของหนูเพศผู้ที่ได้รับเคอร์คิวมินอยด์ ขนาด 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับ tragacanth อย่างมีนัยสำคัญ

สารเคอร์คิวมินอยด์ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าทางโลหิตวิทยาใดๆ ที่มีความสัมพันธ์กับขนาดของสารที่ให้ในหนูเพศผู้ที่ได้รับเคอร์คิวมินอยด์ ขนาด 250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน พบว่าน้ำหนักจริง และน้ำหนักสัมพัทธ์ของตับ และระดับ alkaline phosphatase สูงกว่ากลุ่มควบคุมทั้งสองกลุ่ม แต่ยังอยู่ในช่วงของค่าปกติ แม้ว่าหนูกลุ่มนี้ดูเหมือนจะมีอุบัติการณ์ของไขมันสะสมในตับ และชั้น cortex ของต่อมหมวกไตสูง แต่อุบัติการณ์ดังกล่าวไม่ได้แตกต่างจากกลุ่มควบคุมทั้งสองอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการให้เคอร์คิวมินอยด์ ในขนาดที่ใช้ในคน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ทำให้เกิดพิษในหนูขาวแต่อย่างใด

สล็อตออนไลน์

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยของกระบวนการดูดซึมเคอร์คูมินระบุว่า จากการทดลองในหนูทดลองโดยให้สารประกอบเคอร์คูมินที่ใส่สารกัมมันตภาพรังสีพบว่ามีส่วนของกัมมันตภาพรังสีเข้าสู่กระแสโลหิตและอวัยวะต่างๆ แต่ไม่พบเคอร์คูมินในรูปเดี่ยวซึ่งแสดงว่าเคอร์คูมินอาจถูกเปลี่ยนแปลงเป็นรูปอื่นตอนที่ดูดซึมในลําไส้และยังมีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศพบว่าเมื่อให้สารประกอบเคอร์คูมินแก่หนูขาวโดยการรับประทานเคอร์คูมินจะถูกขับถ่ายออกทางอุจจาระ 75 เปอร์เซ็นต์ และในน้ำดี 11 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่ปัสสาวะพบเพียงปริมาณเล็กน้อย

โดยภายหลังการให้เคอร์คูมิน 0.1 กรัมต่อกิโลกรัม แก่หนูทดลองเป็นเวลา 1 ชั่วโมง จะสามารถพบปริมาณของเคอร์คูมินในลำไส้เล็ก ม้าม ตับ และไต เท่ากับ 177, 26, 27 และ 7.5 ไมโครกรัมต่อกรัมตามลำดับ แต่พบได้น้อยมากในสมองโดยเคอร์คูมินจะเปลี่ยนเป็นรูปสารเมแทบอไลท์ในพลาสมา เช่น dihydrocurcumin, tetrahydrocurcumin และ hexahydrocurcumin จากนั้นจะรวมตัว (conjugated) กับ glucoronideโดยการไฮโดรไลท์ซึ่งอาศัยเอนไซม์ ß-glucosidase ได้ curcumin-glucoronide, dihydrocurcuminglucoronide, tetrahydrocurcumin- glucoronide และ hexahydrocurcumin-glucoronide แล้วเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตต่อไป

นอกจากนี้ยังมีรายงานผลการศึกษาวิจัยของสารเคอร์คูมินในโรคต่างๆ ดังนี้

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory activity)มีงานวิจัยหลายเรื่องที่ได้ศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของเคอร์คูมินที่แยกได้จากขมิ้นชันพบว่า สามารถแสดงฤทธิ์ลดการอักเสบได้และเมื่อนำสารเคอร์คิวมินมาทดสอบเทียบกับยามาตรฐาน phenylbutazone พบว่ามีฤทธิ์เท่าๆกัน ในกรณีการอักเสบเฉียบพลัน (model of acute inflammation) ส่วนกรณีการอักเสบเรื้อรัง (model of chronic inflammation) จะมีฤทธิ์เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่ฤทธิ์ทำให้เกิดแผลน้อยกว่า phenylbutazone นอกจากนี้ยังพบว่าเคอร์คิวมินแสดงความเป็นพิษน้อยกว่ายามาตรฐานด้วย และมีรายงานว่าเคอร์คิวมินแสดงฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์ leukotriene B4 ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบได้ด้วย ส่วนในต่างประเทศมีการศึกษากระบวนการออกฤทธิ์ต้านการอักเสบของเคอร์คูมิน พบว่าเคอร์คูมินยับยั้ง 5-lipoxygenase ของperitoneal neutrophils ของหนูยับยั้ง 12-lipoxygenase และ cyclooxygenase ในเกล็ดเลือดของมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระใน cell free peroxidation system ซึ่งการออกฤทธิ์เช่นนี้ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการให้อิเล็กตรอนแก่อนุมูลอิสระของเคอร์คูมิน

jumboslot

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากเคอร์คูมินเป็นสารประกอบในกลุ่มของ phenolic compound ซึ่งมีคุณสมบัติในการ ต้านการเกิดออกซิเดชั่น โดยหมู่phenolic OH และ methylene CH2 ที่ติดอยู่กับ ß-diketone มีบทบาทสำคัญในการกำจัดอนุมูลอิสระ (scavenging activity) โดยกลไกการต้านอนุมูลอิสระของเคอร์คูมินเริ่มจากในขั้นแรกเคอร์คูมินจะรับอนุมูลอิสระที่ตำแหน่งของหมู่phenolic เปลี่ยนเป็นเคอร์คูมินแรดิคอล (curcumin radical) ที่ไม่เสถียรอิเลคตรอนที่ไม่เข้าคู่นี้สามารถเคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งที่เหมาะสมได้ โดยเคอร์คูมินแรดิคอลรวมตัวกับเคอร์คูมินแรดิคอลอีกโมเลกุลหนึ่งที่หมู่ไฮดรอกซิล

และจะได้เป็นโครงสร้างวงแหวนเรียกว่า เคอร์คูมินไดเมอร์(curcumindimer) แต่ในสภาวะที่มีออกซิเจนสารเคอร์คูมินเมื่อจับกับอนุมูลอิสระแล้วจะเปลี่ยนเป็นเคอร์คูมินแรดิคอลที่ไม่เสถียรและเกิดการออกซิไดซ์ที่หมู่ benzylic และ ketone ได้อนุพันธุ์ ที่ 2 และ 3 คือ vanillin และ ferulic acid ferulic acid มีชื่อเรียกตามโครงสร้างทางเคมีว่า 4-hydroxy-3-methoxycinnamic acid มีสูตรโมเลกุลเป็น C10H10O4 ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ( superoxide, nitric oxide และ hydroxyl radical) ช่วยลดระดับของ cholesterol และ triglyceride ดังนั้นจะช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันและต้านการเกิดมะเร็งหลายชนิดเช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ เป็นต้น

ฤทธิ์ต้านมะเร็ง (anti-cancer activity) มีการศึกษาวิจัยและทดสอบสารเคอร์คิวมินกับหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดเนื้องอกที่ผิว พบว่าสารเคอร์คิวมินสามารถลดการเกิดเนื้องอกของหนูได้ ซึ่งมีงานวิจัยสนับสนุนว่าอาจเกิดจากสารเคอร์คิวมินไปยับยั้งการสังเคราะห์ DNA และ RNA และยังมีการศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งของสารเคอร์คิวมินอยด์ทั้ง 3 ชนิด คือ เคอร์คิวมินดีเมทอกซีเคอร์คิวมิน และบีสดีเมทอกซีเคอร์คิวมิน ทั้งในระดับเซลล์ทดลอง (In vitro) และสัตว์ทดลอง (In vivo) พบว่าสารเคอร์คิวมินอยด์แสดงฤทธิ์ในการยับยั้งการเกิดมะเร็งทั้งสองการทดลองในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกัน คือเคอร์คิวมิน ดีเมทอกซีเคอร์คิวมิน และบีสดีเมทอกซีเคอร์คิวมินแสดงฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งทดลอง P450 (CYP 450) ได้ที่ระดับความเข้มข้น 32, 78 และ 88 ไมโครโมลาร์ตามลำดับ ซึ่งเคอร์คิวมินแสดงฤทธิ์ได้สูงที่สุด แต่เมื่อทดสอบกับเซลล์ทดลอง CYP 1A1, 1A2 และ 2B1 เคอร์คิวมินอยด์ทั้ง 3 ชนิด แสดงฤทธิ์การยับยั้งได้ที่ความเข้มข้น 2.5-21 ไมโครโมลาร์ โดยบีสดีเมทอกซีเคอร์คิวมินแสดงฤทธิ์ได้สูงที่สุด และเมื่อให้ขมิ้นชัน ความเข้มข้น 1 เปอร์เซ็นต์ กับหนูทดลองพบว่าลดการเหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งที่ตับ ปอด และกระเพาะอาหารลงอย่างมีนัยสำคัญ

[NPC5]
การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยธาลัสซีเมียมีผลการศึกษาในหลอดทดลองของ ผศ.ดร.สมเดช ศรีชัยรัตนกุล และคณะ จากคณะแพทยศาตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่าสารเคอร์คูมินอยด์ สามารถลดระดับของเหล็กในรูปที่ไม่ได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-tranferrin bound iron, NTBI) ในพลาสมาของผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชนิดเบต้าธาลัสซีเมีย อีกทั้งยังเสริมฤทธิ์ยาขับเหล็ก deferiprone ในการกำจัดเหล็กในรูป NTBI ได้อีกด้วย

การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ มีการศึกษาทางคลินิกโดยเจาะเลือดจากผู้ป่วยอัลไซเมอร์ 6 คน และอาสาสมัครสุขภาพดี 3 คน แล้วแยก macrophage มาทำการทดสอบ โดยให้สาร curcumin พบว่า macrophage ของผู้ป่วยที่ได้รับ curcumin มีการเก็บและย่อยสลาย amyloid protein เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับ macrophage ของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ curcumin แสดงให้เห็นว่าเคอร์คิวมิน มีบทบาทช่วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการทำลาย amyloid protein

การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีการศึกษาวิจัยในระดับคลินิกกับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ดื้อต่อเคมีบำบัด จำนวน 15 คน โดยให้ผู้ป่วยรับประทานสารสกัดเคอร์คิวมา (Curcuma extract) วันละ 2-10 แคปซูล หรือประมาณวันละ 440-2200 มิลลิกรัม เป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งใน 1 แคปซูล ประกอบด้วย เคอร์คิวมิน 18 มิลลิกรัม ดีเมทอกซีเคอร์คิวมิน 2 มิลลิกรัม และน้ำมันหอมระเหยเคอร์คิวมา (Curcuma essential oil) อีก 200 มิลลิกรัม (tumerone, atlantone, zingiberene) พบว่าผู้ป่วยทนต่อยาได้ดี ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ และผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดเคอร์คิวมาขนาด 440 มิลลิกรัม ทุกวัน จะทำให้ lymphocytic glutathione S-transferase activity ลดลง โดยไม่มีผลต่อการเกิด DNA adduct ในเม็ดเลือดขาว นอกจากนี้ยังมีการทดสอบเคอร์คิวมินกับผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง (high-risk หรือ pre-malignant lesion) จำนวน 25 คน โดยให้ผู้ป่วยรับประทานเคอร์คิวมินวันละ 0.5 กรัม ถึง 12 กรัม พบว่าการรับประทานเคอร์คิวมินที่ขนาดต่ำกว่า 8 กรัมต่อวัน ไม่ทำให้เกิดพิษต่อผู้ป่วยและยังส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าจะมีผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับที่ได้ระบุว่าเคอร์คูมินสามารถช่วยป้องกันและรักษาโรคต่างๆที่สำคัญได้ แต่สำหรับขนาดและปริมาณการใช้รวมถึงรายละเอียดระยะเวลาในการใช้ที่ปลอดภัยยังไม่มีข้อกำหนดหรือข้อบ่งใช้ที่ชัดเจน ดังนั้นในการใช้เคอร์คูมินในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงถึงปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญก่อนใช้เสมอ ส่วนในการใช้สารเคอร์คูมินโดยการบริโภค ขมิ้น ขิง ข่า กระชาย ฯลฯ ซึ่งเป็นแหล่งของเคอร์คูมินนั้นก็ควรระมัดระวังในการบริโภคด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่แพ้พืชตระกูลชิง ซึ่งไม่ควรบริโภคอย่างเด็ดขาด อีกทั้งพืชตระกูลนี้หากบริโภคในปริมาณที่มากอาจส่งผลกระทบ/ผลข้างเคียงได้ เช่น เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ปวดหัว นอนไม่หลับ มีกรดในกระเพาะมากกว่าปกติ นอกจากนี้ยังควรระวังในการใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เนื่องจากจะเสริมฤทธิ์กัน ซึ่งอาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าและหยุดไหลได้ยาก