cathedraledetunis

Day: July 6, 2021

สารโพแทสเซียมมีประโยชน์อย่างไร

โพแทสเซียม Potassium จัดเป็นธาตุเคมีในกลุ่มโลหะ โดยเป็นโลหะอัลคาไล มีลักษณะเป็นผงสีขาว-เงินอ่อนๆ ซึ่งโพแทสเซียมในธรรมชาติมักเป็นสารประกอบร่วมกับธาตุอื่น สามารถออกซิไดซ์ได้อย่างรวดเร็วในอากาศ และมีสมบัติทางเคมีใกล้เคียงกับโซเดียม มีเลขอะตอม 19 สัญลักษณ์ K ชื่อโพแทสเซียม มาจากคำว่า โพแทส ซึ่งเป็นชื่อเรียกแร่ชนิดหนึ่งที่ สามารถสกัดธาตุโพแทสเซียมได้ ส่วนสัญลักษณ์ของโพแทสเซียม มาจากภาษาละตินว่า Kalium

เครดิตฟรี

สำหรับในร่างกายมนุษย์นั้น โพแทสเซียมจัดเป็นแร่ธาตุประจุบวกที่พบได้มากที่สุดในร่างกายของมนุษย์และยังเป็นร่าตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายเป็นปกติ ส่วนประเภทของโพแทสเซียมนั้น ในธรรมชาติโพแทสเซียมจะสามารถแยกเป็นสารประกอบได้หลายประเภท อาทิเช่น โพแทสเซียมคลอไรด์ โพแทสเซียมไนเตรต โพแทสเซียมคาร์บอเนต โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ โพแทสเซียมฟอสเฟส โพแทสเซียมไทรฟลูออโรอะซีเตต โพแทสเซียมฟลูออไรด์ โพแทสเซียมเมทิลไทรฟลูออโรโบเรต โพแทสเซียม เฮกซะโบรโมเทลลูเรต โพแทสเซียมโบรไมด์

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ร่างกายมนุษย์ได้รับโพแทสเซียมหลักๆจากแหล่งอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยโพแทสเซียมพบอยู่ในอาหารหลายประเภท เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง,ธัญพืช,ลูกพรุน,ลูกเกด,ผงโกโก้,เนื้อสัตว์,ผักใบเขียวและผักต่างๆรวมถึงผลไม้บางชนิด

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยพบว่าคนปกติต้องการโพแทสเซียมจากอาหารประมาณวันละ 1,950-3900 มิลลิกรัมเทียบเท่ากับ 50-100 มิลลิอินวิวาเลนท์ *1มิลลิอิควิวาเลนท์ของโพแทสเซียม = โพแทสเซียม 39 มิลลิกรัม ซึ่งความต้องการโพแทสเซียมจะขึ้นอยู่กับความต้องการพลังงาน โดยกำหนดค่าความต้องการ โพแทสเซียมเป็น 3-5 มิลลิอิควิวาเลนท์ต่อความต้องการพลังงาน 100 กิโลแคลอรีต่อวัน

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับการกำหนดค่าความต้องการโพแทสเซียมจะพิจารณาจากประมาณความต้องการพลังงานเพื่อการเจริญเติบโต การเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อ และการสูญเสียโพแทสเซียม ซึ่งความต้องการโพแทสเซียมในแต่ละเพศและกลุ่มอายุต่างๆ จะมีค่าเท่ากับ 3-5 มิลลิอิควิวาเลนท์ต่อพลังงาน 100 กิโลแคลอรีต่อวัน ดังนั้นจึงมีการกำหนดค่าอ้างอิงปริมาณโพแทสเซียมที่ควรได้รับต่อวันของเพศและกลุ่มอายุต่าง ๆ ดังนี้

สล็อต

ส่วนอีกข้อมูลหนึ่งระบุว่า ในคนปกติที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป ควรได้รับโพแทสเซียมในปริมาณ 4.7 กรัมต่อวัน (ข้อมูลจาก Food and Nutrition Board, Institute of Medicine)

ประโยชน์และโทษ

โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่แตกตัวเป็นอิเล็กโทรไลต์ที่สำคัญของของเหลวภายในเซลล์ เป็นไอออนที่มีประจุบวกมีอิทธิพลต่อการกระจายของน้ำในร่างกาย ควบคุมความดันออสโมติกภายในเซลล์ โดยทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อรักษาภาวะสมดุลน้ำในร่างกาย กำหนดศักย์ทำงาน (action potential) ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงศักย์ไฟฟ้าของเซลล์ส่งผลให้เกิดกระบวนการต่างๆ นำไปสู่การตอบสนองต่อสิ่งเร้า เช่น การส่งกระแสประสาท การหดตัวของกล้ามเนื้อ เป็นต้น และมีบทบาทเฉพาะเกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และทำงานร่วมกับแมกนีเซียมในการคลายตัวของกล้ามเนื้อ ช่วยรักษาสมดุล กรด-ด่าง โดยร่วมกับฮีโมโกลบิน ฟอสเฟต และคาร์บอเนตในสภาพเกลือโพแทสเซียมซึ่งทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ให้แก่เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่ในการ Metabolism (กระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นในเซลล์) ปฏิกิริยาของน้ำย่อยและการสังเคราะห์กล้ามเนื้อโปรตีนจากกรดอะมิโนในเลือด ช่วยกระตุ้นไตในการกำจัดของเสียของร่างกาย และยังมีหน้าที่รวมกับฟอสฟอรัสเพื่อส่งออกซิเจนไปที่สมอง

นอกจากนี้โพแทสเซียมยังทำให้การขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะลดลง จึงช่วยลดโอกาสการเกิดนิ่วลงได้ ส่วนสารประกอบเกลือโพแทสเซียมที่เป็นด่าง เช่น โปตัสเซียมไบคาร์บอเนตหรือโปตัสเซียมซิเตรต ยังช่วยป้องกันการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

สำหรับโทษของโพแทสเซียมนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ(hypokalemia)คือ การที่ระดับความเข้มข้นของโพแทสเซียมในกระแสเลือดต่ำกว่า 3.6 มิลลิอิควิวาเลนท์ต่อลิตร เป็นภาวะที่พบได้บ่อยประมาณร้อยละ 21 ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยภาวะนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ไม่รุนแรง (mild) ปานกลาง (moderate) และรุนแรง (severe) ซึ่งภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำจะทำให้เกิดภาวะ hyperpolarization ของเยื่อหุ้มเซลล์และการหดตัวของกล้ามเนื้อผิดปกติได้ นอกจากนี้แล้วผู้ป่วยมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง การหายใจล้มเหลว ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งจะพบมากในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ส่วนอีกประเภทหนึ่ง ได้แก่ ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (hyperkalemia) คือ การที่ระดับความเข้มข้นของโพแทสเซียมในกระแสเลือดสูงกว่า 5 มิลลิอิควิวาเลนท์ต่อลิตร ซึ่งสามารถพบได้ในผู้ป่วยประมาณร้อยละ 10 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยภาวะนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ไม่รุนแรง ปานกลาง และรุนแรง เช่นเดียวกัน โดยในภาวะนี้ผู้ป่วยในระดับไม่รุนแรงส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงจนกว่าระดับโพแทสเซียมในเลือดจะมากกว่า 5.5 มิลลิอิควิวาเลนท์ต่อลิตร และอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้หากมีระดับโพแทสเซียมในเลือดมากกว่า 6.5 มิลลิอิควิวาเลนท์ต่อลิตร

ซึ่งผู้ป่วยมักแสดงอาการต่างๆ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก อ่อนเพลีย ตะคริว กล้ามเนื้อกระตุก กล้ามเนื้ออ่อนแรงการหายใจล้มเหลว ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่เปลี่ยนแปลงหรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหัวใจหยุดเต้นได้

ทั้งนี้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับโพแทสเซียมปกติในเลือด 3.5 – 5.0 mEq/L ระดับโพแทสเซียมต่ำในเลือดน้อยกว่า 3.5 mEq/L ระดับโพแทสเซียมสูงในเลือดมากกว่า 5.0 mEq/L

jumboslot

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยทางคลินิกของโพแทสเซียมในร่างกายมนุษย์ พบว่าโพแทสเซียมเป็นสารประจุบวกที่อยู่ในสารนํ้าในเซลล์ร้อยละ 90-98 หรือประมาณ 140 มิลลิโมล/ลิตร และอยู่ในสารนํ้านอกเซลล์ร้อยละ2 หรือประมาณ 4 มิลลิโมล/ลิตรโดยความเข้มข้นของโพแทสเซียมภายในเซลล์สูงกว่าภายนอกเซลล์ 20-23 เท่า และค่าปกติของโพแทสเซียมในซีรัมของผู้ใหญ่เท่ากับ 3.5-4.5 มิลลิโมล/ลิตร ส่วนในเด็กแรกเกิดเท่ากับ 3.7-5.9 มิลลิโมล/ลิตร

ซึ่งโพแทสเซียมจะถูกเก็บสะสมอยู่ภายในเซลล์ต่างๆ(intracellular) โดยเฉพาะเซลล์กล้ามเนื้อลายเป็นหลัก และอาจพบได้ในเซลล์เม็ดเลือดแดงหรือเซลล์ตับ และบริเวณเยื่อหุ้มเซลล์มีตัวควบคุมที่ชื่อว่า Na+ -K + -ATPase pump ที่ทำหน้าที่ในการขนส่งแบบใช้พลังงาน (active transport) นำโพแทสเซียมเข้าสู่เซลล์เพื่อรักษาระดับความเข้มข้นของโพแทสเซียมภายในเซลล์เอาไว้โดยระดับของโพแทสเซียมภายนอกเซลล์อยู่ที่ 3.5-5 มิลลิอิควิวาเลนท์(mEq) ต่อลิตร

ส่วนการกำจัดโพแทสเซียมที่เกินความจำเป็นนั้น ไตถือเป็นอวัยวะหลักในการกำจัดโพแทสเซียมออกจากร่างกาย โดยจะถูกกรองผ่านโกลเมอรูลัสประมาณ 700 มิลลิอิควิวาเลนท์ต่อวัน ซึ่งเกือบทั้งหมดจะถูกดูดกลับเข้าสู่กระแสเลือดที่บริเวณท่อไตส่วนต้น (proximal tubule) และหลอดไตเฮนเลขาขึ้น (thick ascending limb) เหลือเพียงประมาณร้อยละ 10-20 ที่ถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะนอกจากนี้ฮอร์โมนและสภาวะบางอย่างบางมีผลต่อการควบคุมระดับโพแทสเซียม เช่น อินซูลิน (insulin) แคทีโคลามีน (catecholamine) แอลโดสเตอโรน (aldosterone) และภาวะความเป็นกรด-ด่างของเลือด เป็นต้น และยังมีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการบริโภคโพแทสเซียมอีกหลายฉบับ เช่น มีการศึกษาวิจัยพบว่าการบริโภคโพแทสเซียมในปริมาณที่ต่ำมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคนิ่วในไต และอาการของความหนาแน่นของมวลกระดูกต่ำส่วนการเพิ่มการบริโภคโพแทสเซียมจะช่วยลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และช่วยบรรเทาผลเสียจากการที่ได้รับโซเดียมเกินความต้องการของร่างกายได้ การบริโภคโพแทสเซียมที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 กรัม จะช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคอ้วนลงพุง และภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ร้อยละ 11 และ 10 ตามลำดับ การบริโภคโพแทสเซียมปริมาณ 90-120 มิลลิอิควิวาเลนท์ หรือ 3,510-4,680 มิลลิกรัมต่อวัน จะทำให้ความดันโลหิตลดลงมากที่สุด โดยจะช่วยลดความดันซิสโตลิกและไดแอสโตลิกลงได้เฉลี่ย 7.16 และ 4.01 มิลลิเมตรปรอทตามลำดับ

slot

ส่วนการศึกษาวิจัยด้านความเป็นพิษของโพแทสเซียมนั้นระบุว่า โดยปกติไตสามารถขับโพแทสเซียมออกทางปัสสาวะได้ถึงวันละ 7,800 มิลลิกรัม โดยความสามารถนี้จะเสียไปหากการทำงานของไตลดลงร้อยละ 90 และความเป็นพิษเกิดขึ้นจากการมีโพแทสเซียมในเลือดสูงกว่า 5.5 มิลลิอิควิวาเลนท์ต่อลิตรจึงมีผลทำให้การทำหน้าที่ของอวัยวะผิดปกติ เช่น ภาวะที่เลือดเป็นกรด เม็ดเลือดแดงแตกในหลอดเลือด และการที่ไตไม่สามารถขับถ่ายโพแทสเซียมออกทางปัสสาวะได้โดยเกิดจากความผิดปกติของไต ไตวาย หรือภาวะขาดฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน โดยที่โพแทสเซียมเข้าเซลล์ไม่ได้ หรือขับถ่ายออกทางไตไม่ทัน ถ้าโพแทสเซียมในซีรัมเพิ่มขึ้น 2 มิลลิอิควิวาเลนท์ต่อลิตร ก็อาจทำให้เกิดอาการรุนแรงที่หัวใจได้

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ในผู้ที่ดื่มกาแฟ รับประทานของหวาน หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เป็นประจำ อาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในร่างกายต่ำได้
โพแทสเซียมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่วางขายตามตลาด ร้านค้าทั่วไป มักจะเป็นในรูปแบบวิตามินและแร่ธาตุรวม สำหรับการรับประทานและขนาดในการรับประทานควรปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทาน
ผู้ที่มีความบกพร่องในการขจัดโพแทสเซียมออกจากร่างกาย เช่น ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง เบาหวานและภาวะหัวใจล้มเหลว ควรได้รับโพแทสเซียมน้อยกว่า 4.7 กรัมต่อวัน (ซึ่งปริมาณเท่าใดที่จะเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนนั้น ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแล) เพื่อป้องกันภาวะ การมีโพแทสเซียมที่มากเกินไป (hyperkalemia) ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงการบริโภคผัก ผลไม้ที่มีปริมาณโพแทสเซียม (potassium) สูง ทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมเกิน (hyperkalemia) ไตต้องทำงานหนักในการขับแร่ธาตุ เช่น น้ำลูกยอ (Noni juice) เพราะน้ำลูกยอมีปริมาณโพแทสเซียมประมาณ 2,195.7 มิลลิกรัม รวมถึงผลไม้บางชนิด ได้แก่ ทุเรียนก้านยาว ทุเรียนชะนี กล้วยหอม และส้มสายน้ำผึ้งซึ่งมีค่าโพแทสเซียมสูงเมื่อเปรียบเทียบกับส้มชนิดอื่นๆ ในปริมาณที่เท่ากัน

ประโยชน์ดีๆของเลซิติน

เลซิตินเป็นไขมันประเภทหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อเซลล์ทุกชนิดในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเลซิตินแยกได้ครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1850 โดยนักเภสัชเคมีชาวฝรั่งเศสชื่อมอริส โกเบลย์ (Maurice Gobley) ที่สกัดแยกเลซิตินได้จากไข่แดง และตั้งชื่อเป็นภาษากรีกว่า เลกิธอส (Lekithos) ต่อมาในปี ค.ศ. 1874 มีการพิสูจน์โครงสร้างของเลซิทินอย่างสมบูรณ์ พบว่าเลซิทินเป็นลิพิด

หรือไขมันชนิดหนึ่งที่อยู่ในรูปเอสเทอร์ที่เรียกว่า ฟอสโฟลิพิด (Phospholipids) ซึ่งฟอสโฟลิพิดสำคัญมีอยู่ 4 ชนิด โดยเฉพาะฟอสฟาทิดิลโคลีนสามารถให้วิตามินบีหายากที่เรียกว่าโคลีน ซึ่งเป็นสารเริ่มต้นในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทที่ชื่อ อะเซทิลโคลีน อีกทั้งเลซิตินยังมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ เช่น กรดลิโนเลอิก กรดแอลฟาลิโนเลนิก และกรดอะราชิโดนิก

เครดิตฟรี

ทั้งนี้ในทางชีวเคมีเลซิตินจะหมายถึง ฟอสฟอทิดิลโคลีน (phosphatidylcholine) ที่เป็นเอสเทอร์ ของกรดฟอสฟาทิดิลกับโคลีน ซึ่งเป็นไขมันประเภทฟอสโฟไลปิด(phospholipid) ชนิดหนึ่ง (ฟอสโฟไลปิด คือ ไขมันที่มีกลุ่มของกรดฟอสโฟริค (phosphorie acid) จับอยู่กับคาร์บอนตำแหน่งที่ 3 ของ glycerol backbone ส่วนคาร์บอนตำแหน่งที่ 1 และ 2 จะจับกับกรดไขมัน) แต่ในการการค้าเลซิติน จะหมายถึง สารผสมของฟอสโฟไลปิดที่สกัดได้จากอาหารต่างๆ เช่น ไข่แดง ซึ่งจะประกอบไปด้วย ฟอสโฟไลปิดชนิดต่างๆ เช่น phosphatidylcholine , phosphatidyl ethanol nine และ phosphatidyl inositol เป็นต้น โดยมีเลซิตินอยู่มากที่สุด และโมเลกุลของเลซิตินจะประกอบด้วย กลีเซอรอล (glycerol) , กรดฟอสโฟริก (phosphoric acid) , กรดไขมัน (fatty acid) และมี โคลีน (nitrogen-containing base choline) จับอยู่กับกรดฟอสโฟริค

ส่วนกรดไขมันในโมเลกุลส่วนใหญ่จะเป็นหรดปาลมิติก (palmitic acid) เสตรียริก (stearie acid) โอเลอิก (oleic acid) และอะราชิโดนิก (arachidonic acid) สำหรับประเภทของเลซิตินนั้นอาจแบ่งตามแหล่งที่พบได้ 2 แหล่ง คือ ในร่างกายมนุษย์ที่สามารถผลิต “เลซิติน” ขึ้นได้เองโดยเป็นการสังเคราะห์โดยกระบวนการกลไกของร่างกายที่ “ตับ“ โดยสารตั้งต้นที่ร่างกายใช้ผลิตเลซิติน ได้แก่ กรดไขมันจำเป็น วิตามินบี และสารอาหารสำคัญอื่นๆ และจากแหล่งธรรมชาติ ที่พบได้ทั้งในพืชและสัตว์ โดยจะพบมากในแหล่งอาหารต่างๆ ซึ่งแหล่งอาหารเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็จะให้โคเลสเตอรอลสูงตามไปด้วย

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าร่างกายสามารถผลิต เลซิตินขึ้นมาเองได้ที่ตับ แต่หากร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตเลซิตินไม่เพียงพอก็จะทำให้ไม่สามารถผลิตเลซิตินได้มากพอที่ร่างกายต้องการ และเกิดภาวะขาดเลซิตินตามมา ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็นต้องได้รับเลซิตินจากแหล่งอาหารธรรมชาติร่วมดัวย ซึ่งแหล่งอาหารในธรรมชาติที่มีเลซิตินอยู่ อาทิ เช่น ถั่วเหลือง ไข่แดง นมสด ชีส เนย ถั่วลิสง เนื้อวัว ปลา ตับ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เมล็ดทานตะวัน เมล็ดดอกคำฝอย ข้าวโอ๊ต จมูกข้าวสาลี และเมล็ดธัญพืชอื่นๆ เป็นต้น

สล็อต

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณของเลซิตินที่ร่างกายต้องการต่อวันนั้น มีการศึกษาวิจัยพบว่าร่างกายของเราต้องการเลซิตินวันละ 6 กรัม แต่โดยมากแล้วในคนปกติที่มีการบริโภคอาหารครบ 5 หมู่ มักจะไม่พบว่ามีภาวะขาดเลซิติน แต่ปัจจุบันที่คนนิยมรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ จึงอาจจะทำให้เกิดการขาดสารเลซิตินได้ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการผลิตเลซิตินในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารออกมาจำหน่ายโดยมีการกำหนดขนาดการรับประทานที่เหมาะสมของเลซิติน (Lecithin) ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพนั้นควรรับประทานดังนี้

เพื่อเสริมความจำ ป้องกันสมองเสื่อม ควรรับประทาน 1,200-3,600 มิลลิกรัม/วัน
เพื่อบำรุงตับ ลดการทำลายเซลล์ตับ ควรรับประทาน 1,200-3,600 มิลลิกรัม/วัน
เพื่อลดไขมันโคเลสเตอรอล ป้องกันโรคสมองและหัวใจขาดเลือด ควรรับประทาน 3,600-7,200 มิลลิกรัม/วัน

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเลซิตินจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย แต่การรับประทานเลซิตินที่มากเกินไป ก็อาจเกิดอาการข้างเคียง อังนั้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้และควรระมัดระวังในการใช้

ประโยชน์และโทษ

เลซิตินเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากชนิดหนึ่ง ซึ่งมีผลการศึกษาวัยระบุว่าในร่างกายมนุษย์จะพบเลซิตินมากในอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง หัวใจ ตับ และไต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองจะพบเลซิตินเป็นส่วนประกอบมากถึง30%

สล็อตออนไลน์

ทั้งนี้เลซิตินมีความสำคัญต่อสมองเนื่องจากในการส่งขอมูลระหว่างเซลล์สมองแต่ละเซลล์ และระหว่าสมองกับส่วนต่างๆ ในร่างกายต้องอาศัยสารที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (neurotransmitters) ซึ่งทำหน้าที่ในการถ่ายทอดข้อมูลและความรู้สึกเพื่อให้แสดงพฤติกรรมต่างๆ ได้ตามความต้องการของสมอง โดยสารที่สำคัญได้แก่อะซิทิลโคลีน (acetycholine) ที่ผลิตมาจากสารโคลีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเลซิติน อีกทั้งในปัจจุบันแพทย์ยังใช้เลซิตินในการบำบัดโรคทางสมองต่างๆ เช่น tardive Dyskinesis ซึ่งเป็นโรคทางสมอง ที่เกิดจากเซลล์ประสาทของสาร acetylcholine รวมถึงยังใช้รักษาโรคพาร์กินสันและโรคความจำเสื่อมอีกด้วย

นอกจากนี้เลซิตินยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีก เช่น ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลซึ่งการควบคุมไลโพโปรตีนที่ขนส่งโคเลสเตอรอล คือ “แอลดีแอล” (LDL) และ “เอชดีแอล” (HDL) ดังนั้นกลไกของเลซิตินต่อการควบคุมโคเลสเตอรอล คือ ลดการดูดซึมของโคเลสเตอรอลในทางเดินอาหารออกทางลำไส้ใหญ่ และขับถ่ายออกไปและเลซิตินยังมีส่วนในการสร้างไลโพโปรตีนและเร่งปฏิกิริยาการขนย้าย โคเลสเตอรอลออกจากกระแสเลือดช่วยในกระบวนการเผาผลาญไขมันและนำไขมันไปใช้เป็นพลังงานให้ดีขึ้นเพราะเลซิตินเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการสร้างโมเลกุลที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เช่น เอนไซม์ฮอร์โมนสารเคมีระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด การแข็งตัวของเลือด เป็นต้น

ช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันให้ดีขึ้นการรับประทานเลซิตินจะช่วยให้ร่างกายสามารถนำวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอีและวิตามินเค ดูดซึมและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นองค์ประกอบของเยื่อบุผิวของเซลล์เพราะเลซิตินจะถูกใช้ในกระบวนการสร้างเยื่อบุผิวเซลล์ต่างๆ เช่น เซลล์เม็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ผิวหนัง รวมถึงเซลล์ของอวัยวะต่างๆ

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว เลซิตินยังช่วยไม่ให้ไขมันในเลือดตกตะกอน โดยทำให้ไหลเวียนไปกับกระแสเลือด ช่วยให้เกิดการเผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงาน ลดอันตรายจากโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัว การเกิดนิ่วในถุงน้ำดี และลดความเสี่ยงโรคไขมันในตับอีกด้วย

jumboslot

สำหรับโทษของเลซิตินนั้นในคนสุขภาพดีที่รับประทานอาหารครบ 5 หมู่จะไม่พบภาวะขาดเลซิติน อีกทั้งภาวะขาดเลซิตินนั้นจะพบน้อยมากหรือแทบไม่พบเลย แต่จะพบภาวะการได้รับเลซิตินมากเกินไปโดยจะมีผลข้างเคียง คือ คลื่นไส้ อาเจียน น้ำลายหลั่งออกมาก เบื่ออาหาร เหงื่อออกมาก เป็นต้น

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเลซิตินกับการป้องกันและรักษาโรคต่างๆ หลายฉบับ อาทิเช่น เลซิตินกับการลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดบทบาทของเลซิตินที่มีต่อการลดอัตราความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดจะอยู่ที่กลไกลที่มีผลต่อโคเลสเตอรอลมีการศึกษาวิจัย โดยการให้เลซิตินแก่ผู้ที่อยู่ในภาวะไขมันสูงภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลาที่ควบคุมพบว่า ระดับไลโพโปรตีนชนิดแอลดีแอลลด ลงในขณะที่เอชดีแอลสูงขึ้น โดยกลไกลดังกล่าวสามารถอธิบายได้จากคุณสมบัติของเลซิติน คือ ช่วยลดการดูดซึมของโคเลสเตอรอลในทางเดินอาหารและเลซิตินยังมีผลต่อการดูดกลับน้ำดีในทางเดินอาหารให้ลดลง โดยดึงโคเลสเตอรอลในเลือดที่เป็นองค์ประกอบการ สร้างน้ำดีมาใช้เพิ่มขึ้น ทำให้การขนส่งโคเลสเตอรอลจากเลือดไปสู่ตับเพิ่มขึ้น และเลซิตินยังส่งผลต่อไตรกลีเซอไรด์ในกระบวนการเร่งการสลายอีกด้วยทำให้ลดความเสี่ยงของโคเลสเตอรอล ที่จะเกาะตามผนังหลอดเลือดได้

เลซิตินกับภาวะโรคตับมีผลการศึกษาวิจัยในปี 1994 ระบุว่า จากการศึกษาวิจัยลิงบาบูนที่มีปัญหาการสะสมไขมันในตับและตับแข็งอันเป็น ผลมาจากแอลกอฮอล์ โดยให้ได้รับการเสริมเลซิตินชนิดที่มีฟอสฟาติดิลโคลีน ซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง สามารถบรรเทาอาการลงได้ นอกจากนี้การเสริมเลซิตินยังสามารถชะลอปัญหาการสะสมไขมันในตับของลิงบาบูน อันจะนำไปสู่ปัญหาตับแข็ง

นอกจากนี้ยังมีรายงานทางการแพทย์ในปี ค.ศ.2003 ซึ่งเป็นการศึกษาทั้งหมด 20 ศูนย์ในอเมริกา โดยมีผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 789 ราย โดยผู้ป่วยจะได้รับฟอสฟาทิดิลโคลีน จากผลการตรวจชิ้นเนื้อของตับที่ 24 เดือน หลังจากการรักษาพบว่าผู้ป่วยโรคตับจากแอลกอฮอล์ที่ได้รับฟอสฟาทิดิลโคลีน มีแนวโน้มที่ดีและค่าเอมไซม์ของตับดีขึ้น

slot

เลซิตินกับการลดความเสี่ยงของนิ่วในถุงน้ำดี มีการศึกษาวิจัยพบว่านิ่วในถุงน้ำดีมีสาเหตุมาจากในน้ำดีมีปริมาณของไขมันคอเลสเตอรอลสูงจนเกินไปและจากการทำงานของเลซิตินซึ่งมีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลายของน้ำดี จึงช่วยให้น้ำดีไม่จับตัวจนเป็นก้อนนิ่ว

เลซิตินกับโรคความจำเสื่อม โดยมีงานวิจัยพบว่าผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการดีขึ้นเมื่อได้รับประทานเลซิตินวันละ 25 กรัม เป็นเวลาหลายๆ เดือนติดต่อกัน และพบว่าการให้โคลีนเป็นระยะเวลา 6 เดือนจะช่วยให้ความจำดีขึ้นได้ หรือการให้โคลีนร่วมกับยาที่ใช้รักษา (Cholinesterase inhibitors) ก็ทำให้มีการพัฒนาความสามารถที่ต้องใช้ความจำด้วย

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

หากรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อยู่เป็นประจำ ก็จะทำให้ร่างกายได้รับเลซิตินในปริมาณที่เพียงพอโดยที่ไม่ต้องรับประทานเลซิตินในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแต่อย่างใด แต่หากมีความจำเป็นต้องรับประทานเลซิติน ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรเลือกเลซิตินจากพืชเพราะเลซิตินจากพืช มีส่วนประกอบของกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว หากซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเลซิตินจากแหล่งวัตถุดิบที่เป็นสัตว์ หรือไข่แดงอาจได้รับกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับโคเลสเตอรอลได้ นอกจากจะได้รับเลซิตินจากอาหารหรือเลซิตินเสริมอาหารแล้ว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ก็จะช่วยเสริมและเพิ่มปริมาณเลซิตินให้กับกล้ามเนื้ออีกทางหนึ่งได้อีกด้วย

ประโยชน์ดีๆของโมลิบดีนัม

โมลิบดีนัมเป็นธาตุโลหะมีสัญลักษณ์ คือ Mo และอยู่ในกลุ่ม 6A ในตารางธาตุ : มีวาเลนซี 2 ถึง 6 สามารถแสดงคุณสมบัติเป็นได้ทั้งกรดและด่าง โดยที่วาเลนซีต่ำจะแสดงความเป็นกรดและที่วาเลนซีสูงจะแสดงความเป็นด่าง สารประกอบที่เสถียรมากที่สุดคือ สารประกอบของ Mo (VI) ชื่อโมลิบดีนัม มาจากภาษากรัก คือ molybdos ที่แปลว่า lead หรือ ตะกั่ว

เครดิตฟรี

เพราะมีลักษณะเหมือนตะกั่วมาก ต่อมาในปี ค.ศ.1816 จึงได้มีการตั้งชื่อธาตุนี้ว่า molybdenum สำหรับการค้นพบโมลิบดีนัมนั้น ในปี ค.ศ.1778 Carl Welheim Scheele นักเคมีชาวสวีเดน ได้ค้นพบโมลิบดีนัมในแร่ที่ชื่อว่า molybdenite โดยเขาสามารถแสดงให้เห็นว่า เมื่อนำแร่นี้มาทำปฏิกิริยากับกรดไนตริกจะเกิดสารสีขาวพิเศษชนิดหนึ่งซึ่งเขาเรียกว่าเป็น “peculiar white earth” ซึ่งมีสมบัติเป็นกรด และเขาเรียกสารนี้ว่า กรดโมลิบดิก (molybdic acid) นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อนำแร่นี้มาเผาจะเกิดควันซัลฟุรัสขึ้น จึงทำให้เขาเชื่อว่าแร่โมลิบดีไนต์ คือ ซัลไฟด์ของโมลิบดีนัม และต่อมาในปี ค.ศ.1781 Peter Jacob Hjelm จึงสามารถแยกโลหะโมลิบดีนัมบริสุทธิ์จากแร่ molybdenite ได้สำเร็จ

ทั้งนี้ธาตุโมลิบดีนัมในธรรมชาติจะไม่พบในรูปธาตุอิสระ แต่จะพบในรูปของสารประกอบแร่โมลิบดีไนต์ (Mos2) เป็นแร่ที่สำคัญที่สุดสำหรับธาตุนี้ และโมลิบดีนัมเกือบทั้งหมดมีแหล่งมาจากแร่นี้ นอกจากนี้โมลิบดีนัมยังสามารถเกิดในรูปของ molybdate ร่วมกับธาตุอื่นๆ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม และโคบอลด์ โดยจะเป็นแร่ belonosite (MgMoO4) molybdite (FeMoo4) powellite (caMoO4) และ pateraite (CoMoO4) ความสำคัญอีกด้วย และสำหรับสมบัติทางกายภาพของโมลิบดีนัม มีดังนี้

ส่วนในร่างกายมนุษย์จะพบธาตุโมลิบดีนัมในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่โมลิบดีนัมก็เป็นธาตุที่สำคัญที่มีส่วนช่วยที่ทำหน้าที่เป็นโดแฟกเตอร์ของร่างกาย รวมถึงยังช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและไขมันอีกด้วย ส่วนประเภทของโมลิบดีนัมนั้น หากนับเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการของร่างกายมนุษย์แล้วนั้น จะมีเพียงประเภทเดียว คือ รูปแบบของโมลิบดีนัมอิออน (MoO2-4)

สล็อต

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

โมลิบดีนัมมีมากในพืชประเภทถั่ว ถั่วขาว ถั่วเหลือง ถั่วแระตัน และธัญพืช นมและผลิตภัณฑ์จากนม เครื่องในสัตว์ ยีส รวมถึงผลไม้บางชนิด โดยผลไม้ที่พบมากคือกล้วย กล้วยน้ำว้า
ทั้งนี้ปริมาณโมลิบดินัมที่ได้รับจากอาหารขึ้นกับปริมาณของโมลิบดินัมที่มีอยู่ในอาหาร ซึ่งพบว่าโมลิบดินัมในอาหารจะถูกดูดซึมได้ 40-100% เมื่อถูกสร้างเป็น Molybdopterin แล้วจะถูกเก็บไว้ที่ตับ ไต และกระดูก ส่วนโมลิบดีนัมส่วนที่เกินจากที่ร่างกายต้องการจะถูกขับออกทางไต

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับค่าเฉลี่ยในปริมาณการบริโภคโมลิบดีนัมในแต่ละวันของผู้ใหญ่ชาวยุโรป พบว่าในผู้หญิงเท่ากับ 58 ไมโครกรัมต่อวัน ผู้ชาย 74 ไมโครกรัมต่อวัน

ประโยชน์และโทษ

โมลิบดินัมทำหน้าที่เป็นโคแฟกเตอร์ของเอนไซม์ในร่างกาย ได้แก่ sulphite oxidase , oxidase และ aldehyde oxidase โดยเอนไซม์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับ catabolism ของกรดอะมิโนที่มีกำมะถัน เป็นส่วนประกอบและสารประเภท heterocyclic compound รวมทั้งเบสของ DNA ทั้ง purine และ pyrimidine โดยที่เอนไซม์ sulphite oxidase ทำหน้าที่เปลี่ยน sulphite ให้เป็น sulfate ก่อนที่จะถูกนำไปสร้างกรดอะมิโน methionine และ cysteine เอนไซม์ xanthine oxidase ทำหน้าที่เปลี่ยน hypoxanthine ให้เป็น xanthine และเปลี่ยนต่อไปเป็นกรดยูริค ซึ่งเป็นแหล่งสร้างสารอนุมูลอิสระในเลือด และยังมีส่วนช่วยในการนำธาตุเหล็กออกจากตับ ส่วนเอนไซม์ aldehyde oxidase ทำหน้าที่ออกซิไดซ์และกำจัดพิษใน purine , pyrimidine , pteridine และสารจำพวกเดียวกัน และยังมีความสำคัญกับปฏิกิริยาการออกซิเดชันของไขมัน ซึ่งจะช่วยในการสลายไขมัน นอกจากนี้นั้นโมลิบดินัมยังมีความเกี่ยวข้องกับการปกป้อง receptor ของ glucocorticoid ซึ่งเป็นสเตอรอยด์ฮอร์โมนที่สำคัญในร่างกายอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

สำหรับโทษของโมลิบดินัมนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาวะขาดโมลิบดินัมซึ่งโดยทั่วไปไม่พบการขาดธาตุโมลินดินัมในคน แต่ผู้ป่วยที่ได้รับอาหารทางสายยางเป็นเวลานาน อาจมีการขาดโมลิบดินัมได้ รวมถึงผู้ที่มีพันธุกรรมผิดปกติที่ไม่สามารถสร้าง Molybdopterin ได้ดังนั้น เอนไซม์ที่ต้องพึ่งโมลิดินัมจึงไม่สามารถทำงานได้ ทำให้มี sulfite , hypoxanthine , xanthine คั่งในเลือด แต่ระดับกรดยูริกและซัลเฟตในเลือดต่ำมาก โดยผู้ป่วยจะแสดงอาการตั้งแต่วันแรกที่คลอด โดยจะชักไม่หยุด มีเลนส์ตาขุ่น ปัญญาอ่อนรุนแรง ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในเวลาไม่นาน

ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ ภาวะการที่ได้รับโมลิบดีนัมมากเกินไป โดยมีรายงานว่าการได้รับโมลิบดินัมจากอาหารสูงถึง 10-15 มิลลิกรัมต่อวัน ทำให้มีอาการข้างเคียงคล้ายโรคเกาต์ คือ ทำให้กรดยูริกและ ceruloplasmin ในเลือดสูงขึ้น เกิดอาการ ปวดข้อ ข้ออักเสบเฉียบพลัน ปวดท้อง ตับอักเสบ บางรายมีอาการคลุ้มคลั่ง ประสาทหลอน เสียการรับรู้ และซัก (มีรายงานในคนงานเหมือนแร่โมลิบดีนัม และพวกที่รับประทานโมลิบดินัมเสริมอาหารในขนานตั้งแต่ 300 ไมโครกรัม/วัน ขึ้นไป) นอกจากนี้ยังมีภาวะไตขับทองแดงออกมาทางปัสสาวะมากขึ้นและปริมาณทองแดงในร่างกายลดลงร่วมด้วย

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยการดูดซึมโมลิบดินัมของร่างกายมนุษย์พบว่า โมลิบดินัมในร่างกายจะถูกดูดซึมในรูปของเกลือโซเดียมและแอมโมเนียโมลิบเดต ซึ่งปริมาณที่ถูกดูดซึมและขับถ่ายจะขึ้นอยู่กับอิทธิพลของปริมาณของซัลเฟตที่มีอยู่ในอาหาร เนื่องจากซัลเฟตจะมีส่วนช่วยในการการขับถ่ายปัสสาวะพวกโมลิบดินัม ส่วนโมลิบดินัมที่ถูกดูดซึมสู่ร่างกายจะถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกายไว้ที่ตับ ไต และกระดูก และในส่วนที่เกินจากความต้องการจะถูกขับออกทางไตจนหมดภายในเวลาประมาณ 5 วัน

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจับพว่าค่าปกติของระดับโมลิบดินัมในเลือด คือ 0.6-0.4 ng/mL และในซีรั่มเท่ากับ 0.3-2.0 ng/mL ส่วนในปัสสาวะโดยเฉลี่ยเท่ากับ 69 ng/mL และยังมีผลการศึกษาวิจัยด้านพิษของโมลิบดินัมในสัตว์ทดลองพบว่า พิษของโมลิบดินัมสามารถรักษาได้ด้วยการให้ทองแดง (copper) เพราะโมลิบดินัมจะขับทองแดงในทางเดินอาหารไม่ให้ดูดซึม และยังเพิ่มการขับทองแดงออกทางปัสสาวะ แต่สัตว์ทดลองขาดทองแดง ดังนั้นการให้ทองแดงจึงช่วยให้อาการทุกอย่างดีขึ้น แต่ทั้งนี้การศึกษาในคนยังไม่ยืนยันวิธีนี้และยังไม่มีวีการรักษาจำเพาะสำหรับการรักษาพิษของโมลิบดินัม

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

⦁ ภาวการณ์ขาดโมลิบดินัมพบได้น้อยมากหรือแทบไม่พบเลย โดยเฉพาะในคนที่ใช้ชีวิตประจำวันเป็นปกติรับประทานอาหารได้เอง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโมลิบดินัมแต่อย่างใด
⦁ โมลิบดินัมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีหลายรูปแบบ เช่น molybdenum chlonde , ammonium molybdate ,molybdenum glycinate , sodium molybdate และโมลิบดินัมที่ตรึงกับกรดอะมิโน แต่ไม่แนะนำให้ซื้อรับประทานเอง เพราะผู้ที่ใช้ต้องเป็นผู้ที่มีภาวะขาดโมลิบดินัมเท่านั้น และควรได้รับการสั่งใช้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากซื้อมารับประทานเองอาจทำให้เกิดพิษของโมลิบดินัม
⦁ ปริมาณสูงสุดของโมลิบดินัมที่รับได้ในแต่ละวัน {Tolerable lntake Level (UL)} คือ 0.6 มิลลิกรัมต่อวัน

slot

คำแนะนำในการรับประทานโมลิบดีนัม
ปัจจุบันยังไม่มีขนาดแนะนำให้รับประทานต่อวันอย่างเป็นทางการ แต่โดยทั่วไปแล้วควรรับประทานประมาณ 75 – 250 ไมโครกรัม ถือเป็นปริมาณที่เพียงต่อความต้องกายของร่างกาย
โมลิบดีนัมในรูปแบบอาหารเสริมมักมีวางจำหน่ายโดยทั่วไปในรูปของวิตามินรวมและแร่ธาตุรวมที่มีคุณภาพ โดยจะมีส่วนผสมของโมลิบดีนัมอยู่ประมาณ 75 ไมโครกรัม
โดยทั่วไปแล้วไม่จำเป็นต้องหาโมลิบดีนัมมารับประทานเสริมอีกก็ได้ แม้ว่ามันจะมีความสำคัญต่อร่างกายก็ตาม นอกจากว่าอาหารที่เรารับประทานเป็นประจำไม่มีแร่ธาตุนี้อยู่เลย
ประโยชน์ของโมลิบดีนัม
โมลิบดีนัมช่วยการป้องกันโรคโลหิตจาง
ช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวมให้ดีขึ้น
ช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและไขมัน
เป็นส่วนสำคัญของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ในการนำธาตุเหล็กมาใช้

สรรพคุณของแอสตาแซนธิน

แอสตาแซนธิน เป็นสารรงควัตถุ (pigment) ในตระกูลแคโรทีนอยด์ ( Carotenoid ) ที่มีสีชมพูถึงแดงส้ม และจัดเป็นสารสีในกลุ่มแซนโทฟิลล์ (Xanthophyll) ส่วนโครงสร้างทางเคมีของแอสตาแซนธิน (3,3’-dihydroxy-β-β’-carotene -4-4’-dione) ก็จะมีโครงสร้างอยู่ในลักษณะที่อยู่ในรูปของเบต้า-แคโรทีนที่ถูกเติมออกซิเจน โดยโครงสร้างหลักประกอบไปด้วยแกนไฮโดรคาร์บอน

เครดิตฟรี

ระหว่างคาร์บอนอะตอมจะเชื่อมต่อกันด้วยพันธะคู่ ที่เรียกว่า polyene โดยปลายทั้งสองข้างเป็นวงแหวนแบบปิด (Ionone rings) ของไฮโดรคาร์บอน ตรงปลายวงแหวนจะมีหมู่ของไฮดรอกซิลและออกซิเจน ลักษณะโครงสร้างแบบ polyene มีส่วนสำคัญที่ช่วยในการเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ลักษณะการดูดกลืนคลื่นแสงตลอดจนมีคุณสมบัติ lipophilic อีกทั้งวงแหวนค่อนข้างมีขั้ว ซึ่งความมีขั้วจะลดลงเมื่อแอสตาแซนธินถูกเอสเทอริไฟด์แอสตาแซนธินสามารถพบโดยอยู่อย่าง อิสระ หรือทำปฏิกิริยาทางเคมีร่วมกับโปรตีนที่เรียกว่า Carotenoproteins หรือทำปฏิกิริยากับ lipoproteins ที่เรียกว่า Carotenolipoproteins ก็ได้

นอกจากนี้คุณสมบัติของแอสตาแซนธินยังมีลักษณะเป็นของแข็งสีชมพูถึงแดงเข้มไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ในไขมันมีสูตรเคมีคือ C40H52O4 มีมวลโมเลกุล 596.8 g/mol สำหรับประเภทของแอสตาแซนธินนั้น สามารถแบ่งได้จากการสกัดซึ่งในปัจจุบันมีการทำการสกัดได้จากสองแหล่งหลักที่สำคัญ คือ จากการสังเคราะห์ด้วยกระบวนการทางเคมี (Synthetic astaxanthin) และจากการสกัดธรรมชาติ (Natural astaxanthin) โดยแอสตาแซนธินที่มีจำหน่ายทางการค้าในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้มา จากการสังเคราะห์ด้วยกระบวนการทางเคมีซึ่งไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของ กระบวนการสังเคราะห์เนื่องจากเป็นสิทธิบัตรของแต่ละบริษัท ส่วนแอสตาแซนธินที่สกัดได้จากธรรมชาติจะได้มาจากการสกัดจุลชีพ พืชและสัตว์ต่างๆ แต่โดยส่วนใหญ่เป็นผลผลิตมาจากสาหร่ายสีเขียวชนิดหนึ่งมีชื่อว่า Haematococcus pluvialis

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

แอสตาแซนธินเป็นวัตถุที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นได้เองตามธรรมชาติ และสามารถพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ เช่น ในกล้ามเนื้อ ไข่ของสัตว์ทะเล ปลาเทราต์ ปลาแซลมอน กุ้ง ปู ลอปสเตอร์ เคย (krill) ไข่ปลาคาเวียร์ และยังพบมากในสาหร่ายทะเลสีแดง Microalgae สายพันธุ์ Haematococcus pluvialis ซึ่งสาหร่ายชนิดนี้จะสร้างสาร “แอลตาแซนธิน” ธรรมชาติ ที่มีฤทธิ์เป็นสารค้านอนุมูลอิสระ เพื่อปกป้องตัวเอง จากการถูกน้ำทะเลชะล้าง และแสงแดดแผดเผา ส่วนในร่างกายมนุษย์จะไม่สามารถสร้างสารแอสตาแซนธินได้ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องได้รับสารชนิดนี้จากแหล่งอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งในการรับประทานอาหารนั้นร่างกายจะได้รับแอสตาแซนธินในปริมาณที่น้อยมาก โดยปริมาณที่พบ แอสตาแซนธินในแหล่งอาหารตามธรรมชาติอาจแตกต่างกัน เช่น ปลาแซลมอน 200 กรัม จะมีแอสตาแซนธิน เพียง 1 มิลลิกรัม เท่านั้น

สล็อต

ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีสารสกัดแอสตาแซนธินขึ้นมาโดยการสกัดจะมีทั้งการสกัดด้วยกระบวนการทางเคมี และการสกัดจากสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งแอสตาแซนธิน ที่สกัดมาจากธรรมชาติจะได้จากการสกัดจากจุลชีพ (microorganism) พืช และสัตว์ต่าง ๆ เช่น สาหร่ายขนาดเล็ก (Haematococcus pluvialis และ Chlorella vulgaris) ยีสต์รา (Phaffiarhodozyma)แบคทีเรีย (Agrobacteriumaurantiacum)และสัตว์กลุ่มครัสตาเซียน เช่น กุ้ง และปู ซึ่งสะสมแอสตาแซนธินในส่วนเปลือก โดยแอสตาแซนธินธรรมชาติส่วนใหญ่จะผลิตจากสาหร่าย Haematococcus pluvialis ซึ่งจะให้น้ำหนักสุทธิของแอสตาแซนธินที่ค่อนข้างสูงประมาณ 1.5-3.0% (โดยน้ำหนักแห้ง)

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณที่ควรได้รับแอสตาแซนธินต่อวันนั้นในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดอย่างแน่นอน ซึ่งการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีขนาดการแนะนำให้รับประทานที่แตกต่างกันอยู่ เช่น องค์การอนามัยโลกรายงานปริมาณการได้รับแอสตาแซนธินที่เหมาะสมในแต่ละวันอยู่ที่ 0.34-0.85 มิลลิกรัม/วัน

ส่วนอีกการศึกษาวิจัยหนึ่งระบุว่า การกินปลาแซลมอน 165 กรัม ทำให้ร่างกายได้รับแอสตาแซนธิน ปริมาณ 3.6 มิลลิกรัม ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการต่อวันของร่างกายแล้ว นอกจากนี้แอสตาแซนธินในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแต่ละบริษัทยังมีคำแนะนำให้รับประทานต่างกัน เช่น ในผู้ใหญ่ (18 ปีขึ้นไป) หากรับประทานเป็นสารต้านอนุมูลอิสระโดยทั่วไป ผู้ผลิตส่วนใหญ่ แนะนำให้กินแอสตาแซนธิน ขนาด 4-8 มิลลิกรัม 2-3 ครั้งต่อวัน พร้อมกับอาหาร
⦁ สำหรับ อาการอาหารไม่ย่อยแนะนำให้กินแอสตาแซนธินขนาด 40 มิลลิกรัม เป็นประจำทุกวัน
⦁ สำหรับ เพิ่มความสามารถในการออกกำลังกาย ผู้ผลิตบางบริษัทแนะนำกินแอสตาแซนธิน 1 แคปซูล ขนาด B มิลลิกรัม ก่อนและหลังการออกกำลังกาย หรือ 4 มิลลิกรัมในตอนเช้าพร้อมอาหาร
⦁ สำหรับ ผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง มีการแนะนำให้กินแอสตาแซนธิน ขนาด 6,12 และ 18 มิลลิกรัม ทุกวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดี มีการแนะนำให้กินแอสตาแซนธิน ขนาด 3.6,7.2 และ 14.4 มิลลิกรัม โดยผสมในเครื่องดื่มทุกวัน เป็นเวลาสองสัปดาห์
⦁ สำหรับผู้ชายที่มีภาวะมีบุตรยาก มีการแนะนำให้กินแอสตาแซนธินขนาด 16 มิลลิกรัม ทุกวันเป็นเวลาสามเดือน
⦁ สำหรับฟื้นฟูสภาพผิวมีการแนะนำให้กินแอสตาแซนธิน 1 แคปซูล ขนาด 2 มิลลิกรัม วันละสองครั้ง เช้า-เย็น พร้อมอาหาร เป็นเวลา 6 สัปดาห์
⦁ สำหรับการปลูกถ่าย (ไต) มีการแนะนำให้กินแอสตาแซนธิน ขนาด 12 มิลลิกรัม เป็นเวลาหนึ่งปี

สล็อตออนไลน์

ประโยชน์และโทษ

แอสตาแซนธินจัดเป็นสารโภชนาการเภสัช (Nutraceutical) ซึ่งหมายถึงสารที่จัดอยู่ในรูปอาหาร หรือส่วนประกอบของอาหารที่ให้ประโยชน์ทางยาหรือมีประโยชน์ต่อสุขภาพรวมถึงการป้องกันและรักษาโรค แอสตาแซนธินมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย เช่น ป้องกันและฟื้นฟูจอตาที่เสื่อมในผู้สูงแยะ และผู้ป่วยเบาหวาน ช่วยยับยั้งการสะสมของกรดในดวงตาอันเป็นสาเหตุให้ดวงตาอ่อนล้า ช่วยบำรุงสายตา ลดอาการเมื่อยล้าของสายตากลางแสงแดด โดยช่วยป้องกันดวงตาจากรังสีอัสตร้าไวโอเลต ช่วยดูแลสุภาพกระเพาะอาหาร อาหารไม่ย่อย อาการประสาทมือชา อาการวัยทอง ภาวะมีบุตรยาก ข้ออักเสบ รูมาตอยด์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และภาวะเส้นเลือดในสมองแตก นอกจากนี้แอสตาแซนธินยังใช้รักษาโรคความจำเสื่อมโรคพาร์กินสัน คอเลสเตอรอล และล่าสุดพบว่าแอสตาแซนธิน มีบทบาทช่วยในการชะลอความเสี่ยมของร่างกายได้อีกด้วย

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยของแอสตาแซนธินถึงฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์การช่วยป้องกันโรคต่างๆ ดังนี้
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นถึง คุณสมบัติที่สำคัญในการเป็นแอนติออกซิแดนท์ (antioxidant) หรือสารต้านอนุมูลอิสระของแอสตาแซนธิน ซึ่งพบว่าประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าเบตาแคโรทีน (β-carotene) ลูทีน (Lutein) ซีแซนธิน (zeaxanthin) และแคนธาแซนธิน (Canthaxantin) ประมาณ 10 เท่าสูงกว่า วิตามินอี (α-tocopherol) ประมาณ 500 เท่า วิตามินซี 6000 เท่า CoQ10 800 เท่า คาเทชินจากชาเขียว 550 เท่า Alpha lipoic acid 75 เท่า เบต้า แคโรทีน 40 เท่า และสูงกว่าสารสกัดจากเมล็ดองุ่น 17 เท่า โดยสารแอสตาแซนธิน มีคุณสมบัติละลายในไขมัน จึงสามารถผ่านเข้าไปทำงานในทุกอวัยวะได้ เช่น ตา สมอง ระบบหัวใจ หลอดเลือด และผิวหนัง ด้วยโครงสร้างอันเป็นเอกลักษณ์ จึงสามารถปกป้องเซลล์ได้ทั้งจากภายใน และภายนอกเซลล์ ซึ่งแตกต่างกับสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ที่ปกป้องได้เฉพาะด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น

ซึ่งแอสตาแซนธินมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระด้วยการให้ไฮโดรเจน หรืออิเล็คตรอนแก่อนุมูลอิสระโดยตรง ทำให้อนุมูลอิสระเหล่านั้น เปลี่ยนเป็นสารที่มีความเสถียรได้เนื่องจากแอสตาแซนธินมีลักษณะ โครงสร้างแบบโพลิอิน คือ มีพันธะคู่สลับกับพันธะเดี่ยว ซึ่งพันธะคู่จะให้อิเล็คตรอนกับอนุมูลอิสระแล้วเชื่อมต่อกับโครงสร้างของแอสตาแซนธิน นอกจากนี้ที่ปลายของวงแหวนทั้งสองข้างของ แอสตาแซนธินมีหมู่ไฮดรอกซิล (-OH) ซึ่งสามารถให้ไฮโดรเจนกับอนุมูลอิสระได้เช่นกัน และยังมีรายงานว่าการบริโภคแอสตาแซนธินสามารถช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในมนุษย์ดีขึ้นได้อีกด้วย

jumboslot

ฤทธิ์ช่วยป้องกันโรคในระบบหลอดเลือดหัวใจเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การสะสม LDLcholesterol ในร่างกาย มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดความภาวะหลอดเลือดอุดตันเกิดความดันในเลือดสูง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเกิดโรคหัวใจที่จะเกิดขึ้นตามมา โดยสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ได้แก่ เบตาแคโรทีน แคนธาแซนธิน รวมทั้งแอสตาแซนธิน พบว่ามีส่วนช่วยในการยับยั้งการเกิดออกซิเดชันของ LDL-cholesterol ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยลดโอกาสการเกิดการอุดตัน ในระบบหลอดเลือดหัวใจ

ฤทธิ์ช่วยป้องกันมะเร็ง (Rendering anticancer activity) มีการศึกษาวิจัยพบว่าคุณประโยชน์ต่อสุขภาพประการหนึ่ง คือ แอสตาแซนธินอาจมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดมะเร็ง โดยส่วนใหญ่ได้ทำการในสัตว์ทดลองได้มีการรายงานผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่าแอสตาแซนธินอาจมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ ระบบทางเดินอาหาร ระบบปัสสาวะ หรืออาจช่วยยับยั้ง การเกิดเนื้องอกและกระตุ้นภูมิคุ้มกันในหนูได้

ช่วยชะลอความเสื่อมของผิวหนังและจุดด่างดำ มีการศึกษาโดยนักวิจัยชาวญี่ปุ่น ได้ทำการศึกษาในหญิงและชายที่สุขภาพดีจำนวน 30 คน และ 36 คน โดยให้รับประทานแอสตาแซนธินเสริม 6 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ และ 6 สัปดาห์โดยในหญิงทั้ง 30 คนนั้นให้ทางแอสตาแซนธิน 2 มิลลิลิตรต่อวัน ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ด้วย พบว่าริ้วรอยในผู้หญิงทั้งบริเวณหางตาขนาดของจุดด่างดำที่บริเวณแก้ม ความยืดหยุ่นของผิว ความเรียบเนียม ความชุ่มชื้อของผิว และเซลล์ผิวหนังคอนีโอไซท์ในชั้นผิวหนังกำพร้าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขณะที่ในผู้ชายพบว่า ริ้วรอยบริเวณหางตาลดลง ความยืดหยุ่นของผิวความชุ่มชื้นของผิวดีขึ้น และผิวมีการสูญเสียน้ำลดลง

[NPC5]
ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

⦁ ในเด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี สตรีมีครรภ์ รวมถึงสตรีที่ให้นมบุตร ยังไม่มีข้อมูลถึงความปลอดภัยปริมาณที่ควรใช้ และ ประสิทธิภาพในการใช้ดังนั้นจึงไม่ควรใช้แอสตาแซนธิน
⦁ อาจจะเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ โดยเฉพาะคนที่แพ้สารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ อาจจะแพ้ แอสตาแซนธินด้วย
⦁ อาจทำให้ความดันโลหิตต่ำ ควรระมัดระวังการใช้ร่วมกับสมุนไพรหรือยาลดความดันโลหิต
⦁ แอสตาแซนธินมีฤทธิ์ห้ามเอนไซม์ 5 แอลฟ่ารีดักเตส (5 alpha reductase) ลดฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน อาจมีผลข้างเคียงทำให้ผู้ชายลดความต้องการทางเพศ นมโต ปริมาณน้ำอสุจิลดลง จำนวนอสุจิลดลง อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หมดสมรรถภาพทางเพศ อ้วน ซึมเศร้า จึงควรระมัดระวังหากต้องใช้ร่วมกับยาลดฮอร์โมนเพศชาย หรือยาที่มีฤทธิ์ ห้ามเอนไซม์ 5 แอลฟ่า รีดักเตส
⦁ แอสตาแซนธินอาจลดระดับ แคลเซียมในเลือด ควรระมัดระวังในคนกระดูกพรุน คนไข้โรคต่อมพาราไทรอยด์ หรือคนไข้ที่มีปริมาณแคลเซียมในเลือดต่ำ
⦁ แอสตาแซนธิน อาจมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน (diabetes) และผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) รวมถึงผู้ที่กินยาสมุนไพรหรืออาหารเสริมที่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้นการบริโภคควรอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์

ประโยชน์ดีๆของใยอาหาร

ใยอาหารหรือที่ศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า“ไดเอททารีไฟเบอร์”(Dietary Fiber) หมายถึง ส่วนประกอบของผนังเซลล์ของพืชที่ไม่ใช่อาหารและไม่สามารถถูกย่อยสลายต่อไปได้อีก ภายในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ ซึ่งอาจเป็นส่วนประกอบของเปลือก ราก ใบ ลำต้น ผล หรือเยื่อหุ้มเมล็ดของพืชชนิดต่างๆ หรือคาร์โบไฮเดรตซึ่งประกอบไปด้วยโอลิโกเซ็กคาไรด์ (oltgosaccharide) resistant starches และสารประกอบอื่นๆ เช่น พอลิฟินอล (polyphenol) และลิกนิน (lignin) ซึ่งทนต่อการย่อยและการดูดซึมภายในลำไส้มนุษย์ โดยใยอาหารจะไม่มีสารอาหารและไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย

เครดิตฟรี

ทั้งนี้คำว่า “ใยอาหาร” {dietary fiber (DF)} ที่ใช้กันในปัจจุบันเป็นคำที่บัญญัติขึ้นมาใช้แทนคำว่า “เส้นใยหยาบ” (crude fiber) ซึ่งหมายถึงส่วนประกอบของอาหารจากพืชที่ทนต่อการย่อยของกรดและด่าง โดยคำนิยามของใยอาหาร มีการปรับปรุงเรื่อยมา ตั้งแต่คำนี้ถูกบัญญัติขึ้นในปี พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) ปัจจุบันคำนิยามของใยอาหารที่ใช้กันกำหนดโดย Codex Committee on Nutrition and Foods for Special Dietary Uses ในการประชุมครั้งที่ 31 ณ ประเทศเยอรมนี เมื่อปี พ.ศ. 2552 (ค.ศ.2009) ซึ่งให้คำนิยามว่าใยอาหารหมายถึงโพลิเมอร์ของคาร์โบไฮเดรตที่มีความยาวของสายโมโนเมอร์ 10 หน่วยหรือ มากกว่า ซึ่งไม่ถูกย่อยโดยเอนไซม์ที่ลำไส้เล็กในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ หรือเป็นคาร์โบไฮเดรต ที่ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้ (unavailable carbohydrate) แต่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์สามารถย่อย ใยอาหารบางส่วนได้ การย่อยนี้จะทำให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน มีเทนและกรดไขมันสายสั้น ๆ (short chain fatty acid)

ถึงแม้ว่าใยอาหารไม่ใช่สารอาหาร และไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็มีบทบาทสำคัญต่อภาวะ โภชนาการและสุขภาพของมนุษย์หลายด้าน สำหรับประเภทของใยอาหารนั้น จะแบ่งตามความสามารถในการละลายน้ำ โดยสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ใยอาหารที่ละลายน้ำ (Soluble dietary fiber,IDF) และใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ (Insoluble dietary fiber,IDF)

ใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำ (Soluble dietary fiber, DF) เป็นใยอาหารที่มีอยู่ในเซลล์ของพืชทั่วๆ ไปมักปะปนอยู่กับส่วนที่เป็นแป้งในพืชสามารถย่อยสลายได้บ้าง มีคุณสมบัติในการสร้างความหนืด เมื่อรวมตัวกับน้ำจะเกิดการกระจายโครงสร้างที่อัดแน่น และอาจเปลี่ยนไปให้อยู่ในรูปของเจลทำให้ดูดซับสารที่มีประจุช้าลง เช่น น้ำตาล คอเลสเตอรอลและเกลือแร่บางชนิด ส่งผลให้ ชะลอและลดการดูดซึมของสารอาหารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งชนิดของใยอาหารประเภทนี้ ได้แก่ กัม เพคติน เบต้ากลูแคน และมิวซิเลจส์ เป็นต้น

สล็อต

ใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำ (Insoluble dietary fiber, IDF) เป็นพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มี ลักษณะเหนียว ส่วนใหญ่เป็นส่วนโครงสร้างของผนังเซลล์พืชสามารถย่อยสลายได้ยากแต่สามารถอุ้มน้ำได้ดี เมื่อจับกับน้ำแล้วเกิดการพองตัวลักษณะคล้ายฟองน้ำทำให้ช่วย เพิ่มปริมาตรของกากอาหาร ทำให้กากอ่อนนิ่ม ส่งผลให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น ใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำมีหลาย ชนิด ได้แก่ เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส คิวติน และแวกซ์เป็นต้น

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ใยอาหารสามารถพบในอาหารจากพืชเท่านั้น ซึ่งพืชแต่ละชนิดจะมีปริมาณเส้นใย อาหารที่แตกต่างกัน โดยใยอาหารจะพบมากในรำข้าวที่มาจากข้าวสาลีและข้าวโพด ส่วนแหล่งของใยอาหารที่รองลงมาคือ ธัญพืชและพืชตระกูลถั่ว ซึ่งจะมีปริมาณสูงกว่าใยอาหารจากผักและผลไม้ สำหรับเส้นใยอาหารจากธัญพืชส่วนใหญ่จะอยู่ที่เยื่อหุ้มเมล็ดชั้นนอก ซึ่งจะหลุดออกไปเมื่อถูกขัดสี ดังนั้นธัญพืชเต็มเมล็ด (wholegrains) ซึ่งเป็นธัญพืชที่ไม่ขัดสีหรือขัดสีแต่น้อย และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธัญพืชเหล่านี้ จึงมีใยอาหารอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบใยอาหารในผักอีกหลายชนิดเช่น แครอท ดอกกะหล่ำ ถั่วฝักยาว ผักกวางตุ้ง ที่มีใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำสูง ในส่วนของผลไม้ อาทิเช่น กล้วยน้ำว้า ละมุด ฝรั่ง เงาะ มะขาม มะขามหวาน มะม่วง แอปเปิล ส้มเขียวหวาน ฯลฯ มักจะมีปริมาณน้ำและน้ำตาลสูง จึงส่งผลให้มีปริมาณเส้นใย อาหารต่ำ ซึ่งส่วนต่างๆ ของ ผลไม้ ที่มีใยอาหารสูงได้แก่ เปลือก แกน เมล็ด ฯลฯ

ปริมาณที่ควรได้รับ

มีรายงานจากหน่วยงาน FASEB (Federation of American Societies for Experimental Biology) ในการแนะนำให้บริโภคใยอาหารสำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีว่าควรบริโภควันละ 25-35 กรัม ได้ ซึ่งใช้ในการจัดทำฉลากโภชนาการ สำหรับคนไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ที่กำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุขสรุปให้ใช้ปริมาณใยอาหาร ที่ควรได้รับสำหรับคนไทย ดังนี้

สล็อตออนไลน์

⦁ เด็ก จำนวนอายุเป็นปี +5 เท่ากับปริมาณกรัมของใยอาหารต่อวัน
⦁ ผู้ใหญ่ 25 กรัมต่อวัน

ในส่วนหน่วยงานในต่างประเทศหลายหน่วยงานกำหนดปริมาณใยอาหารที่ควรบริโภคต่อวัน เช่น ในประเทศอังกฤษ หน่วยงาน Health Care Financing (HCF) Diabetes Foundation ได้กำหนดปริมาณใยอาหารที่ควรปริโภคต่อวันในรูปปริมาณใยอาหารทั้งหมดจำนวน 20-35 ก.ต่อวันสำหรับคนปกติ และสำหรับผู้ที่อยู่ในความควบคุมของแพทย์ควรจะได้รับวันละ 35-50 ก.

ประโยชน์และโทษ

ใยอาหารแม้จะมีคุณค่าทางโภชนาการเพียงเล็กน้อย แต่ก็ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งได้แก่ วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่หลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหารและการขับถ่ายและยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง โรคมะเร็งต่างๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคอื่นๆ อีกหลายโรค

นอกจากนี้ใยอาหารยังช่วยในระบบการย่อยตั้งแต่ที่ปาก การเคี้ยวอาหารจำพวกใยอาหาร เป็นการกระตุ้นการไหลของน้ำลาย และน้ำย่อยในกระเพาะจะเริ่มหลั่งออกมาด้วย เมื่ออาหารถูกกลืนใยอาหารจะดูดน้ำพองตัวขึ้น โดยเฉพาะใยอาหารที่ละลายน้ำได้ จะช่วยให้อาหารในกระเพาะข้นเหนียวอันเป็นผลให้เกิดความรู้สึกอิ่มและทำให้อาหารเคลื่อนตัวออกจากกระเพาะไปยังลำไส้ใหญ่ช้าลง ทำให้ร่างกายมีเวลาที่จะดูดซึมเอาสิ่งที่ย่อยแล้วไปใช้ได้

ส่วนผลข้างเคียงของการบริโภคใยอาหารมากเกินไปนั้น ปัจจุบันยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับความเป็นพิษของใยอาหาร แต่การบริโภคใยอาหารในปริมาณมากอาจทำให้ เกิดผลข้างเคียง เช่น อาจทำให้ เกิดอาการท้องเสียและท้องอืด เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของแก๊สและการสร้างกรดไขมันสายสั้นในลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ส่วนใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ (โดยเฉพาะเส้นใยที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูป) เช่น รำข้าวสาลีและข้าวกล้อง จะมีกรดไฟติก (phytic acid) อยู่สูง ซึ่งกรดไฟติกนี้หากมีมากเกินไป จะไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็กในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดธาตุเหล็กในผู้หญิงหรืออาการขาดแคลเซียมในเด็กได้

jumboslot

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยพบว่าใยอาหารมีประโยชน์ทั้งในด้านการบรรเทาอาการ และลดความเสี่ยงต่อโรคบางชนิด ซึ่งมีรายงานถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคใยอาหารกับตัวชี้วัดและหรือ อาการของโรคบางชนิดที่สำคัญ ดังนี้

ป้องกันการเกิดโรคระบบทางเดินอาหาร ใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำ มีคุณสมบัติเป็นยาถ่ายหรือยาระบายที่ดี เนื่องจากใยอาหารชนิดนี้จะดูดซับน้ำมากกว่าน้ำหนักของตัวมันหลายเท่าขณะผ่านระบบทางเดินอาหาร ซึ่งก็จะกลายเป็นกากอาหารที่มีความอ่อนนุ่ม แล้วเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร ผ่านไปตามลำไส้ และถูกขับถ่ายออกจากร่างกาย ช่วยในการลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก ใยอาหารจากพืชที่มีเพคติน เฮมิเซลลูโลส และกลูโคแมนแนน เป็นองค์ประกอบจะสามารถดูดซึมน้ำได้มาก ดังนั้นผู้รับประทานอาหารที่มีใยอาหารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ อาหารจะขยายตัวและเพิ่มปริมาตรในกระเพาะอาหาร จึงทำให้เกิดความรู้สึกว่าอิ่มนานกว่าปกติ ทั้งๆ ที่ปริมาณที่เข้าไปไม่ได้เพิ่มมากกว่าที่เคยรับประทาน

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (colon cancer) ใยอาหารมีความเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ โดยการลดความเข้มข้นของสารก่อมะเร็งและเร่งเวลาในการขับถ่าย ดังนั้นจึงลดโอกาสที่เนื้อเยื่อของ ลำไส้ใหญ่สัมผัสกับสารก่อมะเร็งที่อาจมีอยู่ในอาหาร

นอกจากนี้ยังอาจมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของ โรคมะเร็งเต้านม (breast cancer) โรคหัวใจและหลอดเลือด {coronary heart disease (CHD)} การศึกษาทางระบาดวิทยาแสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ในเชิงบวกระหว่างอาหารที่มีใยอาหารสูงและการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ใยอาหารบางชนิด มีผลในการลดระดับคอเลสเตอรอล ทั้งนี้การที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงเป็นตัวแปรที่สำคัญอย่างหนึ่งของ ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันโรคไส้ติ่งอักเสบ จากการวิจัยของแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันพบว่า การกินใยอาหารจะลดการเป็นไส้ติ่งอักเสบได้ถึงครึ่ง ใยอาหารช่วยได้คือทำให้อุจจาระนุ่ม หากกินอาหารที่มีใยอาหารน้อยทำให้อุจจาระแข็ง ซึ่งอาจเข้าไปติดอยู่ในไส้ติ่งและเกิดการอักเสบทำให้ไส้ติ่งอักเสบได้

slot

โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) ใยอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งใยอาหารที่ละลายน้ำได้ จะช่วยเพิ่มความหนืด ทำให้การไหลของอาหารจากกระเพาะอาหารผ่านสู่ลำไส้ช้าลง มีผลในการชะลอการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่ กระแสเลือด ช่วยลดระดับของ glycated protein (ทั้ง HbA1c และ fructosamine) ดังนั้นการบริโภคอาหาร ที่มีใยอาหารสูงจึงเป็นประโยชน์ในการควบคุมอาการของโรคเบาหวาน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สำหรับการบริโภคใยอาหารเพื่อให้ได้ปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวันนั้นมีหลักการง่ายๆ ในการปฏิบัติ คือ ควรรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก โดยเฉพาะข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ และรับประทานผักผลไม้ควรรับประทานให้มากๆ สำหรับผลไม้ควรรับประทานทั้งเปลือก เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล องุ่น ดื่มน้ำมากๆ เพราะเส้นใยอาหารบางชนิดจะทำงานได้ดีต้องมีน้ำช่วย แต่ทั้งนี้มีรายงานการศึกษาวิจัยพบว่าการได้รับใยอาหารมากกว่า 50-60 กรัมต่อวัน อาจขัดขวางการดูดซึมวิตามินและเกลือแร่บางชนิดได้

สารโคเอนไซม์คิวเท็นมีสรรพคุณอย่างไร

โคเอนไซม์ คิวเท็น มีชื่อเรียกต่างๆกัน เช่น Ubiquinone หรือ Ubidecarenone Ubiquitous หรือ Coenzyme quinine แต่มีชื่อเรียกทางเคมีว่า 2,2- dimethoxy-5-methyl-6-decaprenyl benzoquinone มีสูตรโครงสร้างทางเคมี ที่ประกอบไปด้วยวงแหวนของเบนโซควิโนน (benzoquinone ring) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญในการป้องกันหรือ ยับยั้งการเกิดปฏิกิริยารีดอกซ์ (redox) และส่วนของสายยาว จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละหน่วยไอโซปรีน (isoprene unit, 5 carbon structure) ที่มาเชื่อมในส่วนหางของโมเลกุล

เครดิตฟรี

ส่วนหางนี้เองที่เป็นส่วนที่ละลายไขมันได้ดีทำให้โคเอนไซม์ คิวเท็น สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้ โดยปกติโคเอนไซม์ คิวเท็น จะไม่ละลายในน้ำแต่จะละลายได้เล็กน้อยในแอลกอฮอล์ และเมื่อเกิดปฏิกิริยาการรีดิวซ์วงแหวนควิโนนจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นควินอล (quinol) ซึ่งจะมีสภาพขั้วสูงกว่า โดยโคเอนไซม์ คิวเท็น จัดเป็นสารประกอบสำคัญที่อยู่ในหน่วยย่อยภายในเซลล์ที่เรียกว่า ไนโตคอนเดรีย (mitochondria) และเป็นสารชีวภาพที่มีน้ำหนักโมเลกุล 863.36 จุดหลอมเหลวที่ 48 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำหน้าที่รับส่งอิเล็กตรอนที่เป็นกระบวนการสำคัญในขั้นตอนการสร้างพลังงานเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้

ทั้งนี้โคเอนไซม์ คิวเท็น ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1957 โดย Fredenck Crane โดยแยกได้จากไทโทคอนเดรียของหัวใจวัว มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีส้ม เรียกว่า Ubiquinone ซึ่งหมายถึงสารควินินที่พบจำนวนมาก (Ubiquinone) ต่อมาในปี ค.ศ.1958 ศาสตราจารย์ Karl Folkers และคณะได้พบสูตรโครงสร้างของโคเอนไซม์ คิวเท็น และได้รับการสังเคราะห์ครั้งแรกโดยใช้กระบวนการหมัก (fermentation) หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการสนใจและศึกษาโคเอนไซม์ คิวเท็นมากขึ้น

สำหรับประเภทของโคเอนโซม์ คิวเท็นนั้น หากจะแบ่งเป็นประเภทตามแหล่งที่ร่างกายได้รับแล้ว จะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ร่างกายสังเคราะห์ได้เอง ซึ่งถือเป็นแหล่งโคเอนไซม์ คิวเท็นที่สำคัญของร่างกาย ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือประเภทที่เป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติที่มีโคเอนไซม์ คิวเท็นอยู่ในอาหารนั้น ซึ่งโคเอนไซม์ คิวเท็นจากแหล่งนี้จะมีบทบาทสำคัญหลังจากที่ร่างกายเริ่มสังเคราะห์ หรือสร้างโคเอนไซม์ คิวเท็นได้น้อยลง

สล็อต

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

โคเอนไซม์ คิวเท็นที่ร่างกายมนุษย์นำมาใช้งานส่วนใหญ่ได้มาจากการสังเคราะห์เอง โดยปกติแล้วร่างกายมนุษย์ก็จะสามารถสังเคราะห์โคเอ็นไซม์ คิวเท็นได้เองจากรกอะมิโนไทโรซีน (tyrosine) และฟินิลอะลานีน (Phenylalanine) โดยกรดอะมิโน 2 ชนิดนี้จะสร้างวงแหวนควิโนน (quinone ring) ส่วนสายยาว (side chain) สร้างจากอะซิติลโคเอ (acetyl CoA) ร่วมกับวิตามิน 7 ชนิด ได้แก่ วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 กรดโฟลิก กรดแพนโททีนิก และแร่ธาตุอีกจำนวนหนึ่ง แต่เมื่ออายุมากขึ้นปริมาณการสร้างโคเอนไซม์ คิวเท็น ของร่างกายจะลดลง ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่าปริมาณโคเอนไซม์ คิวเท็นในร่างกายจะมีมาก 3-5 เท่าเมื่ออายุแรกเกิดจนถึง 20 ปี และเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่ออายุมากกว่า 20 ปี โดยเฉลี่ยแล้วความหนาแน่นของโคเอนไซม์ คิวเทนในร่ากายของเราจะลดลงอย่างชัดเจนเมื่อมีอายุ 30 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายนอกที่ทำให้ปริมาณ โคเอนไซม์ คิวเท็นในร่างกายลดลงได้อีก เช่น ผลกระทบจากสภาพแวดล้อม การพักผ่อนไม่เพียงพอ การได้รับยา หรือสารเคมี แม้แต่ความเครียด ก็ล้วนแต่มีผลทำให้ปริมาณโคเอนไซม์ คิวเท็น ในร่างกายลดลงทั้งสิ้น ดังนั้นร่างกายจึงควรได้รับ โคเอนไซม์ คิวเท็น จากแหล่งอาหารด้วย ซึ่งแหล่งอาหารที่มีปริมาณโคเอนไซม์ คิวเท็น สูงได้แก่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อวัว เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแมคคอเรล ปลาเเซลมอน น้ำมันตับปลา น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง ผักขม ถั่วลิสง บร็อคโคลี เป็นต้น ทั้งนี้โคเอนไซม์ คิวเท็นเป็นสารที่ไวต่อความร้อน ดังนั้นในการปรุงอาหารจึงควรใช้ระดับความร้อนและกรรมวิธีที่ช่วยรักษาโคเอนไซม์ คิวเท็นเอาไว้ เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างสูงสุด นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการสกัดและผลิตโคเอนไซม์ คิวเท็น จากวัตถุดิบต่างๆโดยอยู่ในรูปแบบของยาและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพมาวางจำหน่ายตามท้องตลาดเพื่อเป็นทางเลือดในการใช้อีกด้วย

สล็อตออนไลน์

ปริมาณที่ควรได้รับ

มีการศึกษาวิจัยกับปริมาณของโคเอนไซม์ คิวเท็นที่ควรรับประทานต่อวันระบุว่าร่างกายของคนสุขภาพดีทั่วไปควรได้รับโคเอนไซม์ คิวเท็นในปริมาณวันละ 30 mg. ต่อวันเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี ซึ่งปริมาณโคเอนไซม์ คิวเท็น 30 mg. นี้อาจเทียบเท่าได้กับการรับประทานปลาซาร์ดีน 480 กรัม หรือเนื้อวัว 900 กรัม หรือถั่วลิสง 1,150 กรัม (โดยควรรับประทานร่วมกับอาหารที่มีไขมัน เพราะ “คิวเท็น” ละลายได้ดีในไขมัน)

ส่วนโคเอนไซม์ คิวเท็น ที่อยู่ในรูปการสกัด ยา อาหารเสริมโคเอนไซม์ คิวเท็น เพื่อสุขภาพนั้น ควรเลือกประเภทที่ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี โดยจะต้องอยู่ในรูปแบบที่ละลายในน้ำมันและน้ำ เช่น รูปแบบที่เรียกว่า อีมัลชัน ในแคปซูลนิ่ม ที่ร่างกายจะดูดซึมได้ดีกว่า โคเอนไซม์ คิวเท็น ที่อยู่ในรูปผงในแคปซูลชนิดแข็งหรือเม็ดแข็ง และขนาดที่แนะนำให้รับประทานจะขึ้นอยู่กับการสั่งใช้ของแพทย์ ซึ่งแพทย์อาจจะสั่งใช้ตามลักษณะอาการดังนี้
⦁ ผู้ที่ใช้ยาลดไขมันคลอเลสเตอรอลกลุ่มสแตติน
⦁ ขนาดรับประทานที่แนะนำ ครั้งละ 50 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
⦁ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรืออ่อนเพลียเรื้อรัง
⦁ ขนาดรับประทานที่แนะนำ ครั้งละ 50 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
⦁ ผู้ที่ใช้ยาลดไขมันคลอเลสเตอรอลกลุ่มสแตติน มีโรคเบาหวาน และหรือ ความดันโลหิตสูงร่วม
⦁ ขนาดรับประทานที่แนะนำ ครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
⦁ ผู้ที่มีภาวะการทำงานของสมองผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ
⦁ ขนาดรับประทานที่แนะนำ ครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
⦁ ผู้ที่ต้องการเสริมเพื่อป้องกันโรคจากความเสื่อมต่าง ๆ ของร่างกาย หรือเป็นโรคเหงือกอักเสบ
⦁ ขนาดรับประทานที่แนะนำ ครั้งละ 50 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง เป็นต้น

jumboslot

ประโยชน์และโทษ

จากผลการศึกษาวิจัยพบว่าโคเอนไซม์ คิวเท็นมีหน้าที่หลัก 3 ประการ ได้แก่ สร้างพลังงานให้เซลล์ ป้องกันและต่อต้านอนุมูลอิสระ และลดการสะสมของไขมันบริเวณผนังหลอดเลือดและผนังดันไขมันชนิด LDL (Low-density lipprotein) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

รูปโคเอนไซม์ คิวเท็น

หน้าที่สร้างพลังงานให้แก่เซลล์ โคเอนไซม์ คิวเท็น จะทำหน้าที่เป็นเอนไซม์หลัก ในวงจรเครป หรือวงจรกรดชิดริก (Kreb’s or Citric Acid Cycle) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำการเปลี่ยนแปลงอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตและไขมันให้อยู่ในรูปของพลังงานที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ โดยหน้าที่ของเอนไซม์โดยทั่วไป ก็คือจะเข้าไปช่วยเร่งปฏิกิริยาภายในร่างกาย โดยตัวของเอนไซม์เองไม่ถูกทำลายหรือถูกเปลี่ยนแปลงเมื่อปฏิกิริยาดังกล่าวสิ้นสุดลง และเนื่องจากโคเอนไซม์ คิวเท็นเป็นสาระสำคัญที่มีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานจึงมักพบได้ในทุกเซลล์ของร่างกาย โดยพบมากในเซลล์ที่ใช้พลังงานสูง เช่น หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ตับอ่อน ต่อมหมวกไต สมอง และยังพบในชั้นหนังกำพร้า (epidermis) มากกว่าหนังแท้ (dermis) อีกด้วย

ปริมาณโคเอนไซม์ คิวเท็นในอวัยวะต่างๆ

ป้องกันและต่อต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาพบว่าระดับโคเอนไซม์ คิวเท็นในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน มีปริมาณโคเอนไซม์ คิวเท็น ในสมองลดลงและเมื่อให้โคเอนไซม์ คิวเท็น แล้วช่วยให้อาการต่างๆของโรคดีขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยให้ออกกำลังการได้นานขึ้น ลดอาการเหนื่อย อ่อนเพลียเรื้อรัง และช่วยลดภาวะเหงือกอักเสบ ป้องกันอันตรายที่เกิดจากรังสียูวี และชะลอการเกิดริ้วรอยของผิวได้อีกด้วย

slot

ลดการสะสมของไขมันบริเวณผนังหลอดเลือดและป้องกันไขมัน LDL โคเอนไซม์ คิวเท็นช่วยยับยั้งคอเลสเตอรอลไม่ให้จัดตัวอยู่ตามผนังหลอดเลือด ลดการเกิดปัญหาเส้นเลือดอุดตัน บรรเทาอาการปวดร้าวบริเวณหน้าอก อันเกิดจากโรคความดันโลหิตสูงและภาวะแทรกซ้อน

สามารถป้องกันความเสียหายของ กล้ามเนื้อหัวใจระหว่างการผ่าตัด โดยมีการทดลองให้ โคเอนไซม์ คิวเท็น กับผู้ป่วยก่อนผ่าตัดและพบว่า การทำงาน ของกล้ามเนื้อหัวใจหลังผ่าตัดฟื้นฟูได้ดีขึ้น และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหัวใจ22 นอกจากนี้ยังพบว่าการ ให้โคเอนไซม์ คิวเท็น ร่วมกับกระบวนการฟื้นคืนชีพผู้ป่วย (cardiopulmonary resuscitation: CPR) จะทำให้ผู้ป่วยมี การฟื้นฟูของระบบประสาทได้ดีขึ้นได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าถ้าระดับของโคเอนไซม์ คิวเท็น ลดลง การหายใจระดับเซลล์แบบใช้ออกซิเจนขาดประสิทธิภาพ ในการสร้างพลังงานเซลล์หรืออวัยวะต่างๆ ก็จะทำงานได้ ไม่เต็มศักยภาพ ดังนั้นจึงจะทำให้เกิดการเจ็บป่วย ร่างกายอ่อนเพลีย ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมสภาพตามมาได้

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยถึงบทบาทของโคเอนเซนไซม์ คิวเท็นต่อการป้องกัน รักษา ลดภาวะและความเสี่ยงของโรคต่างๆ หลายฉบับดังรายละเอียดดังนี้
การป้องกันความเสื่อมของระบบประสาท อัน เนื่องมาจากภาวะเครียดออกซิเดชัน โรคความเสื่อมของระบบประสาท (neurodegenerative disease) พบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะเครียดออกซิเดชัน ของเซลล์ประสาท และความเสียหายต่อไมโทคอนเดรียอัน นำไปสู่การตายของเซลล์ประสาท เช่น มีรายงานว่าสาเหตุของโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) นั้นสัมพันธ์กับ ความเสียหายจากภาวะเครียดออกซิเดชัน ร่วมกับการสูญ เสียหน้าที่ของไมโทคอนเดรีย ซึ่งการให้โคเอนไซม์ คิวเท็น เข้าไปจะช่วยในการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น รวม ทั้งการป้องกันความเสียหายต่อไมโทคอนเดรียเพื่อป้องกัน การปลดปล่อยสารที่เป็นอันตรายต่อเซลล์

โคเอนไซม์ คิวเท็น กับการรับประทานร่วมกับ ยาลดโคเลสเตอรอล เนื่องจากวิถีชีวสังเคราะห์ของโคเอนไซม์ คิวเท็น มีวิถีร่วมกันกับชีวสังเคราะห์ของโคเลสเตอรอล ดังนั้นการให้ยายับยั้งการสังเคราะห์โคเลสเตอรอล ในกลุ่มยาสเตติน (statin) จึงมีผลต่อการลดระดับของโคเอนไซม์ คิวเท็น ในซีรัมของผู้ป่วยด้วย และคาดว่าอาการข้างเคียงจากการใช้ ยาสเตติน เช่น การปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาจมาจากผลของการลดระดับโคเอนไซม์ คิวเท็น แม้ประเด็นผลข้างเคียงของ ยากับการลดระดับของโคเอนไซม์ คิวเท็น ยังคงเป็นประเด็น ที่ถกเถียงกันอยู่ 23 แต่การให้โคเอนไซม์ คิวเท็น รูปแบบรับประทานร่วมกับการใช้ยาสเตติน พบว่าจะช่วยลดภาวะเครียด ออกซิเดชัน ลดอัตราส่วนระหว่างโคเลสเตอรอลและไขมันดี (HDL: High Density Lipoprotein) และช่วยรักษา ระดับไนตริกออกไซด์ในเลือดของผู้ป่วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อ ระบบหัวใจร่วมหลอดเลือดได้