cathedraledetunis

Day: July 10, 2021

โครเมียมมีประโยชน์อย่างไร

โครเมียมเป็นธาตุชนิดหนึ่งในตารางธาตุที่มีสัญลักษณ์ Cr. และมีหมายเลขอะตอม 24 เป็นธาตุโลหะทรานซิตัน (Transution metal) ในบล็อก D ซึ่งชื่อของโครเมียมนี้รากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า Crome ที่หมายถึงสีสำหรับหน้าที่ของธาตุโครเมียมที่เกี่ยวข้องกับระบบร่างกายของมนุษย์นั้น อาจกล่าวได้ว่าโครเมียม เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการในปริมาณที่น้อยแต่ก็มีความจำเป็นต่อร่างกายเพื่อการเจริญเติบโตและสุขภาพที่ดี ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคส คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เพื่อให้ได้พลังงานไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกาย รวมถึงหน้าที่ที่สำคัญอื่นๆอีกมากมาย

เครดิตฟรี

ส่วนประเภทของโครเมียมนั้น หากแบ่งตาม Valence จะสามารถแบ่งเป็น 6 กลุ่ม (valence) คือ จำนวนอิเล็กตรอนในอะตอมที่สามารถสร้างพันธุเคมีกับธาตุอื่น) ได้แก่ โลหะโครเมียม (Cr0,Cr(0)) โมโนวาเลนต์โครเมียม (Cr+,Cr(I)) ไดวาเลนต์โคเมียม (Cr2+,Cr(II)) ไตรวาเลนต์โครเมียม (Cr3+,Cr(III)) เต็ตตระวาเลนต์โครเมียม (Cr4+,Cr(IV)) เฮกซะวาเลนต์โครเมียม (Cr6+,Cr(VI)) โดยโครเมียมที่พบตามธรรมชาติส่วนใหญ่อยู่ในรูปไตรวาเลนต์โครเมียม ซึ่งไตรวาเลนต์โครเมียมนี้เองที่เป็นธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย

นอกจากยังสามารถแบ่งโครเมียมออกเป็นกลุ่มตามคุณสมบัติทางเคมีได้อีก เช่น chromium metal และ alloy กลุ่มนี้จะรวมถึงเหล็กกล้าไร้สนิม (stainless steel) และ chromium containing-alloy โดยทั่วไปกลุ่มนี้จะมีความเป็นพิษค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น divalent chromium compound (Cr2+) หรือ chromous compoundsได้แก่ chromous chloride (CrCl2) และ chromous sulfate (CrSO4) กลุ่มนี้จะมีความเป็นพิษน้อย trivalent chromium compound (Cr3+) หรือ chromic compoundเป็นที่ทราบกันว่า trivalent chromium เป็นธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกายในขบวนการ glucose metabloism ส่วน compound อื่นๆที่พบในกลุ่มนี้ ได้แก่ chromic oxide (Cr2O3), chromic sulfate (Cr2[SO4]3), chromic chloride (CrCl3), chromic potassium sulfate (KCr[SO4]2) และ chromite ore (FeOCr2O3) hexavalent chromium copound (Cr6+) ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อยคือ

กลุ่มที่ละลายน้ำได้ (water-soluble hexavalent compounds) ได้แก่ chromic acid, anhydride of chromic acid, monochromate, dichromate of sodium, potassium, ammonium, cesium, rubidium และ lithium เป็นต้น
กลุ่มที่ไม่ละลายน้ำได้ (water-insoluble hexavalent compounds) ได้แก่ zinc chromate, calcium chromate, lead chromate, barium chromate, strontium chromate และ sintered chromium trioxide เป็นต้น

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

เนื่องจากโครเมียมที่ร่างกายต้องการเป็นโครเมียมที่อยู่ในรูปไตรวาเลนต์โครเมียมเท่านั้น ซึ่งแหล่งของไตรวาเลนต์โครเมียมของมนุษย์มักพบมากในแหล่งอาหารธัญพืช ข้าวกล้อง ถั่ว ถั่วเหลือง หอย ตับ เนื้อไก่ ไข่แดง เครื่องในสัตว์ เห็ด ไข่ น้ำมันข้าวโพด เนยแข็ง คาร์กช็อกโกแลต บริเวอร์ยีสต์ กากน้ำตาล ส่วนในผักและผลไม้พบในปริมาณน้อย

สล็อต

นอกจากนี้ในน้ำดื่มยังพบธาตุโครเมียมได้อีกด้วย โดยระดับความเข้มข้นสูงสุดที่ยอมให้มีได้ตามเกณฑ์คุณภาพน้ำบริโภคกรมอนามัย พ.ศ. 2553 และ Guideline for Drinking Water ขององค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้มี ธาตุโครเมียม(ทุก Valence)ในน้ำไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งหากมีความเข้มข้นมากกว่านี้ อาจทำให้อันตรายได้

ประโยชน์และโทษ

สำหรับประโยชน์ด้านสุขภาพนั้น โครเมียมกลุ่ม Trivalent chromium compound (Cr3+) หรือ chromic compound จะเป็นกลุ่มที่มีความจำ เป็นต่อร่างกาย ซึ่งจะประกอบไปด้วย chromic oxide (Cr2 O3 ), chromic sulfate (Cr2 [SO4 ] 3 ), chromic chloride (CrCl3 ), chromic potassium sulfate (KCr[SO4 ] 2 ) และ chromite ore (FeOCr2 O3 ) โดยจะทำหน้าที่เสริมการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน จากการศึกษาพบว่า chromium-binding substance ที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำ มีบทบาทในเมตาบอลิสมของคาร์โบไฮเดรตและไขมันผ่านกลไกของอินซูลินซึ่งสารดังกล่าวจะจับกับ insulin receptor (IR) และจะกระตุ้นการทำงานของ insulin receptor tyrosine kinase ทำให้ inactive IR เปลี่ยนเป็น active IR และยังสามารถควบคุมระดับของปริมาณโคเรสเตอรอลในเลือดได้ โดยจะไปเพิ่มปริมาณโคเรสเตอรอลชนิด HDL (high density lipoprotein) ซึ่งเป็นชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และลดการสร้าง LDL (low density lipoprotein) ช่วยรักษาสมดุลของน้ำตาลในร่างกายของผู้ป่วยเบาหวาน

ผู้สูงอายุและเด็กที่ขาดสารอาหาร ส่วนโทษของโครเมียมสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ภาวะขาดโครเมียม เมื่อร่างกายได้รับโครเมียมน้อยกว่าปกติ จะทำให้ไกลโคเจนที่สะสมไว้ในร่างกายลดลงไปอย่างรวดเร็ว และทำให้อินซูลินทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ และการเผาผลาญกรดอะมิโนมีความผิดปกติ รวมถึงระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดจะเพิ่มขึ้นและทำให้มีอาการต่างๆ คือ ผนังเส้นเลือดเป็นแผล มีอาการคล้ายคนเป็นเบาหวาน คือ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ชาปลายมือปลายเท้า มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้น แต่ HDL ลดลง มีน้ำตาลในเลือดสูงหลังอาหาร (impaired glucose tolerance แบบเดียวกับที่พบในหญิงมีครรภ์) และอีกประเภทหนึ่ง คือ ภาวะได้รับโครเมียมเกิน ในกรณีได้รับโครเมียมเกินพบ ความเป็นพิษแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งความเป็นพิษแบบเฉียบพลัน มักพบในกรณีได้รับโดยการกิน โครเมียมเฮกซาวาเลน เช่น chromic acid ทำให้เกิดการระคายเคือง ทำ ให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องเป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหารและลำ ไส้ ไตวายและเสียชีวิตได้ซึ่งปริมาณโครเมียมเฮกซาวาเลนที่ทำ ให้เสียชีวิตได้ในผู้ใหญ่ คือ 1-3 กรัม

สล็อตออนไลน์

ส่วนความเป็นพิษแบบเรื้อรัง มักพบในคนงานที่ต้องทำงานสัมผัสกับโครเมียมและสารประกอบโครเมียมเป็นเวลานานๆ สามารถแบ่งออกเป็นความเป็นพิษต่อผิวหนังและทางเดินหายใจ มักมีสาเหตุจากการสัมผัสโครเมียมเฮกซาวาเลนเป็นระยะเวลานานๆ ทำให้เกิดแผลเรื้อรังได้ โดยบริเวณที่สัมผัสมักได้แก่ มือและแขน ระบบทางเดินหายใจเกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุโพรงจมูกตาแดง น้ำตาไหล น้ำมูกไหล คัดและแสบจมูก ในกรณีที่รุนแรงอาจเกิดแผลเรื้อรังในเยื่อบุจมูกจนเกิดผนังกั้นจมูกทะลุได้ อีกลักษณะหนึ่ง คือ เป็นสารก่อให้เกิดมะเร็ง (carcinogenicity) โดยหน่วยงาน The International Agency for Research on Cancer (IARC) และ US Toxicology Program จัดโครเมียมเฮกซาวาเลนเป็น human carcinogen เพราะมีความสามารถในการละลายน้ำที่ดี ในคนงานที่ทำงานสัมผัสกับโครเมียมเฮกซาวาเลนเป็นเวลามากกว่า 30 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคมะเร็งและพบว่าเป็นโรคมะเร็งปอดมากกว่าโรคมะเร็งชนิดอื่น

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาเกี่ยวกับการดูดซึมของโครเมียมในร่างกายระบุว่า ในคนทั่วไปจะได้รับโครเมียมในรูป trivalent จากอาหารที่บริโภคประจำวัน 50-200 ไมโครกรัม และประมาณ 3-5% ของอาหารที่บริโภค จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เมื่อโครเมียมเข้าสู่ร่างกายแล้ว trivalent chromium จะรวมกับ transferrin ใน plasma และกระจายไปทั่วร่างกาย มีเพียงส่วนน้อยที่เข้าไปในเม็ดเลือดแดง อีกทั้งโครเมียมที่ถูกดูดซึมเข้าไปแล้วสามารถเก็บสะสมได้ที่ตับ ม้าม กระดูก และเนื้อเยื่อทั่วไป และจะถูกขับออกทางไต โดยมีการประมาณว่าผู้ใหญ่ที่ได้รับโครเมียมจากอาหารวันละ 30-100 ไมโครกรัม จะมีระดับโครเมียมเฉลี่ยในปัสสาวะ 2-10 ไมโครกรัม/ลิตร อีกทั้งพบว่าการดูดซึมโครเมียมจะดีขึ้นเมื่อรับประทานร่วมกับวิตามินซี (vitamin-c ,aspx?M=k&G=f) วิตามิน B3 (vitamin-B3.aspx?M=k&G=f)

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยถึงภาวการณ์ขาดโครเมียม พบว่ามีรายงานภาวะขาดโครเมียมในผู้ป่วยหญิงที่ได้รับอาหารทั้งหมดทางหลอดเลือดดำโดยไม่ได้เสริมโครเมียมเป็นเวลานานกว่า 3 ปี โดยพบว่าน้ำหนักตัวลดลงและมีอาการชาปลายมือปลายเท้า ระดับกลูโคส และกรดไขมันอิสระในเลือดผิดปกติ เมื่อให้โครเมียม 250 ไมโครกรัมต่อวันในสารละลายที่ให้ทางหลอดเลือดดำเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าเมตาบอลิสมของกลูโคสดีขึ้น และการเสริมโครเมียมได้ผลดีในคนที่มี glucose tolerance test ผิดปกติ แต่จะไม่มีผลในคนที่มี glucose tolerance test ปกติ ส่วนการศึกษาในอาสาสมัครที่มีระดับคอเลสเตอรอลมากกว่า 240 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร การเสริมโครเมียมวันละ 150 ไมโครกรัม ช่วยลดระดับ total cholesterol, LDL-cholesterol และ apolipoprotein B

ส่วนการศึกษาด้านความเป็นพิษของโครเมียม ระบุว่าไม่พบพิษของ trivalent chromium จากการรับประทานอาหารทั่วไป แต่การให้ trivalent chromium แบบฉีดในขนาดที่สูงจะทำให้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดระคายเคือง ส่วนการให้แบบเม็ดและขนาดไม่เกิน 1000 ไมโครกรัม/วัน ยังไม่มีรายงานอาการผิดปกติ เว้นแต่ในผู้ที่มีไตเสื่อมหรือเป็นโรคตับ พบว่าจะทำให้การทำงานของตับและไตแย่ลง

slot

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ค่าปกติของโครเมียมในเลือดสำหรับคนทั่วไป (serum หรือ plasma) จะเท่ากับ 0.5 ไมโครกรัม/ลิตร
ค่าปกติของโครเมียมในปัสสาวะสำหรับคนทั่วไป ไม่ควรเกิน 5 ไมโครกรัม/กรัม ของครีเอตินิน
ถึงแม้ว่าโครเมียมเป็นธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายแต่ร่างกายก็ต้องการในปริมาณน้อย ซึ่งการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละวัน ก็ได้รับธาตุโครเมียมเพียงพอแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องไปรับประทานธาตุโครเมียมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะอาจทำให้ได้รับธาตุโครเมียมมากเกินไปได้ ซึ่งอาจก่อนให้เกินอันตรายต่อสุขภาพได้

สรรพคุณของทองแดง

ทองแดง (Copper) เป็นธาตุโลหะที่มีความหนาแน่น มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง พบได้ตามธรรมชาติ ทั้งในดิน หิน น้ำและอากาศ อาจอยู่ในรูปธาตุอิสระหรือสารประกอบ เช่น Cu2O, Cu2S, CuF, CuSO4, CuFeS2 ซึ่งเราอาจได้รับทองแดงจากการหายใจ การน้ำดื่ม และการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวันทั้งนี้ ทองแดงยังมีความจำเป็นต่อร่างกายสิ่งมีชีวิตหากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย

โดยทองแดงจัดเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและมนุษย์ และมักจะจับกับโปรตีน หรือเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิด โดยเฉพาะเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์กรดอะมิโน เนื้อเยื่อคอลลาเจนและอีลาสติน รวมถึงบทบาทสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

เครดิตฟรี

ส่วนประเภทของทองแดงนั้นสามารถแยกตามสารประกอบในอาหารทั่วไป ได้อยู่ 2 รูป คือ

Copper (l) (cuprous, Cu1) เช่น cuprous oxide (Cu2O), cuprous chloride (Cu2Cl2) และ cuprous sulfide (Cu2S) Copper (ll) (cuprous, Cu2) เช่น cupric oxide (CuO), cupric chloride (CuCl2) และ cupric sulfide (CuSo2)
โดยประเภท cuprous คือประเภทที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้เลย ส่วนประเภท cupric จะต้องถูกรีดิวส์ให้เป็น cuprous ก่อนถึงจะดูดซัมได้ การรีดิวส์ cupric เป็น cuprous ต้องอาศัยวิตามินซี แต่เมื่อดูดซึมเข้าไปแล้ว cuprous จะถูกเปลี่ยนเป็น cupric เพราะจับกับอัลบูมินในเลือดได้ดีกว่าและเสถียรกว่า

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

โดยปกติแล้วในร่างกายจะพบทองแดงอยู่แต่จะพบในปริมาณที่น้อยมากและจะพบในเนื้อเยื่อของตามากที่สุด และในเด็ก ทารกจะพบทองแดงในตับมากกว่าผู้ใหญ่ 5-10 เท่า และเนื่องจากปริมาณทองแดงในร่างกายมีอยู่ในจำนวนน้อยมาก ดังนั้นร่างกายจึงต้องการทองแดงจากแหล่งอาหารเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการบวนการต่างๆของร่างกาย ซึ่งแหล่งอาหารที่มีปริมาณทองแดงสูง ได้แก่ ตับ ไข่แดง อาหารทะเล และ โกโก้ ช็อคโกแลต เห็ด มันเทศ ผักใบเขียว หน่อยไม้ อะโวคาโด ผลไม้แห้ง ลูกพรุน มะม่วง ข้าวขัดสี ถั่วทุกชนิด เป็นต้น ซึ่งทั้งนี้ปริมาณของทองแดงในพืชจะมากหรือน้อย ก็จะมีปัจจัยขึ้นอยู่กับแร่ทองแดงที่อยู่ในดินที่ปลูกด้วยเช่นกันเพราะหากต้องการมีปริมาณทองแดงมากเกินไปจะทำให้เป็นพิษ

สล็อต

ประโยชน์และโทษ

ประโยชน์ของทองแดงมีมากมายหลายประการ เช่น ทองแดงเป็นสิ่งจำเป็นในการเผาผลาญโปรตีนและผลิต RNA (Ribonucleic acid) ซึ่งจะช่วยควบคุมการสร้างเซลล์ต่างๆ ให้เป็นไปอย่างปกติและถูกต้อง และมีความสำคัญเกี่ยวกับระบบโครงสร้างเนื้อเยื่อ รวมทั้งการผลิต ฟอสโฟไลปิด (Phospholipid) ช่วยในการเกิดสีของผม และสีของผิวหนัง และยังเป็นสารสำคัญในการกระบวนการสังเคราะห์ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับอารมณ์ เช่น โดพามีนและซีโรโตนิน ฮอร์โมนความเครียดการควบคุมอารมณ์และกระบวนการคิดของสมอง

นอกจากนี้ยังเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์มากมาย เรียกว่า “cuproenzymes” ซึ่งมีหน้าที่เผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน ช่วยพัฒนาสมองของเด็ก มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึมของธาตุเหล็ก (Fe)ควบคุมการแสดงออกของยีน เม็ดเลือดขาว หลอดเลือดขาว หลอดเลือดใหญ่ และยังเป็นส่วนประกอบให้กระดูกแข็งแรงขึ้น และยังทองแดงเพิ่มประสิทธิภาพในการออกซิไดส์วิตามินซีให้กับร่างกาย โดยจะทำงานร่วมกับวิตามินซี เพื่อเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกายและสร้างอีลาสติน ที่มีความสำคัญในการบำรุงและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนังอีกด้วย ส่วนโทษของทองแดงนั้น จะเกิดขึ้นในกรณีที่ร่างกายมีภาวะสะสมทองแดงมากๆ หรือกลุ่มที่เรียกว่า Wilson’s disease ซึ่งเป็นโรคที่มีความผิดปกติ ทางพันธุกรรม จะพบทองแดงสะสมที่ตับ สมอง ที่ Cornea ของลูกนัยน์ตา และที่ไต และจะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายอัตราส่วน 4:1 และภาวะที่ร่างกายขาดทองแดงเป็นเวลานานๆ โดยจะมีความเสี่ยงต่อ Crohn’s disease, Cystic Fribrosis และโรคท้องร่วง (Tropical Sprue) เป็นต้น

อีกทั้งภาวะการขาดทองแดง จะมีผลทำให้มีภาวะโลหิตจาง และจะพบควบคู่กับการขาดธาตุเหล็กร่วมด้วย ซึ่งจะเกิดภาวะภูมิต้านทานโรคต่ำโดยเฉพาะความผิดปกติเกี่ยวกับโรคต่อมไทรอยด์ การสร้างคอลลาเจน ตลอดจนทำให้ผมแข็งกระด้าง มีสีจางลงอาจเป็นสีน้ำตาลจนสีขาว เป็นต้น ในกลุ่มผู้ที่ป่วยเป็นโรคท้องร่วงเรื้อรัง โรคไต หรือผู้ที่ได้รับอาหารทางหลอดเลือดนานๆ และกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ และสารเสพติด เป็นต้น นอกจากนี้กลุ่มที่ได้รับวิตามินซีสูงๆ ก็จะทำให้การดูดซึมทองแดง และเซลลูโลพลาสมิน (Celuroplasmen) ในพลาสม่าจะลดลง ซึ่งมักจะพบควบคู่กับการขาดธาตุเหล็กร่วมด้วย และจากผลงานวิจัยพบว่าการขาดธาตุทองแดงจะเชื่อมโยงกับภาวะการเกิดโรคหัวใจ โรคไขข้อ และโรคกระดูกบางอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยระบบการดูดซึมทองแดงของร่างกายพบว่า ร่างกายของมนุษย์จะสามารถดูดซึมทองแดงได้ดีในส่วนของกระเพาะและลำไส้เล็กตอนต้นและจะถูกนำไปเก็บไว้ที่ตับ ไต สมองและหัวใจมากที่สุด ส่วนการขับทองแดงที่มากเกินความจำเป็นนั้นจะถูกขับออกทางอุจจาระและน้ำดีเป็นส่วนใหญ่(ขับออกทางปัสสาวะน้อยมาก) ทั้งนี้ร่างกายจะมีความต้องการทองแดงมากแต่ปกติ เมื่อได้รับธาตุสังกะสี โมลิบดีนัม และแคดเมียม ในปริมาณสูง เพราะธาตุเหล่านี้จะทำให้การดูดซึมทองแดงลดต่ำลง และยังมีการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าแร่ธาตุทองแดง (copper, Cu) ยังมีบทบาทในกระบวนการเมแทบอลิซึม การควบคุมการทำงาน และการรักษาสมดุลของร่างกาย รวมถึงการรักษาระดับ oxidationreduction และยังพบว่าระดับทองแดงมีความสัมพันธ์กับค่าความดันโลหิต การขาดทองแดงมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยพบว่าการขาดทองแดงจะเหนี่ยวนำให้เกิด oxidative damage และการป้องกันสารต้านอนุมูลอิสระในหัวใจได้ อีกทั้งในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่มีระดับของธาตุทองแดงที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสัมพันธ์นั้น สัมพันธ์กับค่าความดันโลหิตที่สูงขึ้นด้วย

ส่วนอีกผลการศึกษาวิจัยหนึ่งพบความแตกต่างของระดับทองแดงระหว่างกลุ่มควบคุมผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะ metabolic syndrome ร่วมกับระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยพบว่าภาวะ hyperglycemia จะไปกระตุ้นกระบวนการ glycation ทำให้มีการหลั่งทองแดงและองค์ประกอบของทองแดงเพิ่มขึ้น

ส่วนการศึกษาวิจัยความเป็นพิษของทองแดงพบว่า การเกิดพิษขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับเข้าไปตามช่องทางที่ได้รับและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เมื่อได้รับทองแดงในปริมาณมากจะทำให้เกิดความเป็นพิษต่อร่างกาย คือ คลื่นเหียนอาเจียน เกิดการอักเสบในช่องท้องและกล้ามเนื้อ ท้องเสีย การทำงานของหัวใจผิดปกติ กดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางจิต ส่วนอาการเรื้อรังจากการได้รับติดต่อกันเป็นเวลานาน และตับทำหน้าที่บกพร่อง ไม่สามารถขับทองแดงออกจากร่างกายได้ตามปกติ จึงทำให้มีการสะสมอยู่ในร่างกายเป็นปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของร่างกาย หรือกลุ่มอาการ Wilson’ Diseases คือ ร่างกายสั่นเทาอยู่ตลอดเวลา กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง มีน้ำมูกน้ำลายไหล ควบคุมการพูดลำบาก

jumboslot

แต่ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยพบการเป็นพิษของทองแดง จากการรับประทานอาหารมากนักเพราะผู้ที่ได้รับพิษจากทองแดง จากการรับประทานอาหารมักจะเป็นผู้ที่บริโภคทองแดงมากกว่า 30 เท่าของปริมาณที่เหมาะสมและบริโภคต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ผู้ที่มีภาวะทองแดงคั่งในร่างกาย (Wilson’s Disease) ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานที่มีปริมาณของทองแดงมาก รวมถึงไม่ควรรับประทานอาหารเสริมทองแดงทุกชนิด เพราะจะยิ่งทำให้อาการแย่ลง
ผู้ที่รับประทานเครื่องในสัตว์อาหารทะเล ผักใบเขียวสด ๆ ธัญพืชชนิดไม่ขัดสีและโกโก้เป็นประจำ ก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานทองแดงเสริม
ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับระบบน้ำดี โรคตับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทองแดง
ในการรับประทานอาหารเสริมทองแดง ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซึมทองแดงได้ไม่เต็มที่

slot

ทองแดงเป็นโลหะที่มีคมเหนียว และเนื้ออ่อน สามารถดัดให้มีรูปร่างตามที่ต้องการได้ มีคุณสมบัติเป็นตัวนำคมร้อนและไฟฟ้าได้ดี (รองจากเงิน) เป็นโลหะที่มีคมทนทานต่อการกัดกร่อน มีเลขออกซิเดชัน +1, +2 และ +3 แต่โดยทั่วไปพบทองแดงที่มีเลขออกซิเดชัน +1 (cuprous ion) และ +2 (cupric ion) เท่านั้น ซึ่งในสารละลายคิวปริกไอออน (Cu2+) มีความเสถียรกว่า คิวปรัสไอออน (Cu+) เนื่องจาก คิวปรัสไอออนจะเกิดออกซิเดชันและรีดักชันได้ง่ายกว่า แต่คมเสถียรของทั้ง Cu+ และ Cu2+ นั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของไอออนลบหรือลิแกนด์ ค่าคงที่ในการละลาย และชนิดของอะตอมในผลึกด้วย

ทองแดงละลายได้ดีในกรดซัลฟูริก และกรดไนตริก รวมทั้งสารละลายแอมโมเนียมไซยาไนด์ และโปตัสเซียมไซยาไนด์ โดยคิวปริกไอออนส่วนใหญ่ละลายได้ในน้ำ คิวปริกไฮดรอกไซด์ (Cu(OH)2) สามารถตกตะกอนเป็นตะกอนเบา หรือผลึกได้ แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น คิวปริกไฮดรอกไซด์อาจเปลี่ยนเป็นคิวปริกออกไซด์ (CuO) ซึ่งละลายได้ดีในกรดแก่ แต่บางครั้งอาจพบคิวปริกไอออนอยู่ในรูปคอปเปอร์ซัลเฟตที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย เช่น Cu2SO4.5H2O รวมทั้งทองแดงยังสามารถเกิดเป็นสารประกอบของ ซัลไฟด์ อาร์ซีไนด์ คลอไรด์ และคาร์บอเนตได้เช่นกัน

ทองแดง เป็นโลหะที่มีความสำคัญในการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็กโทรนิก รวมถึงเครื่องเรือนต่างๆ เพราะมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ ได้แก่ เป็นโลหะที่สื่อไฟฟ้า และถ่ายเทคมร้อนได้ดี มีความทนทานต่อการกัดกร่อนสูง สามารถรีดขึ้นรูปได้ง่าย อุตสาหกรรมที่มีการใช้ทองแดง ได้แก่
– อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเลคทรอนิกส์
– อุตสาหกรรมเครื่องประดับ
– อุตสาหกรรมก่อสร้าง
– อุตสาหกรรมยานยนต์
– อุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ เครื่องเรือน
– อุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็น
– อุตสาหกรรมการผลิตกระป๋องบรรจุภัณฑ์

ธาตุเหล็กมีประโยชน์อย่างไร

ธาตุเหล็กเป็นเกลือแร่ชนิดหนึ่ง ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง โดยเป็นส่วนประกอบสำคัญของโปรตีนที่นำออกซิเจน เช่น ฮีโมโกลบินซึ่งอยู่ในเม็ดเลือดแดง ไมโอโกลบิน ซึ่งอยู่ในกล้ามเนื้อ สำหรับประเภทของธาตุเหล็กนั้นสามารถแบกออกได้เป็น 2 ประเภท ตามรูปแบบในอาหาร ได้แก่ ธาตุเหล็กที่อยู่ในรูป heme ซึ่งเป็นองค์ประกอบของฮีโมโกลบิน และมัยโอโกลบิน ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ ธาตุเหล็กที่อยู่ในรูปของ inorganic iron หรือ ferritin ที่เรียกว่าเป็น non-heme iron ซึ่งความแตกต่างของรูปแบบทั้ง 2 กลุ่มนี้คือ ธาตุเหล็กในรูปแบบ heme จะสามารถดูดซึมไปใช้ได้โดยตรง และมักจะดูดซึมได้สูง ส่วนรูปแบบ none-heme –iron การดูดซึมจะมีปัจจัยส่งเสริมหรือขัดขวางจากอาหารอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง และดูดซึมได้น้อย

เครดิตฟรี

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

โดยปกติแล้วในร่างกายมนุษย์จะมีธาตุเหล็กอยู่ประมาณ 40-50 มก./นน. ตัว 1 กก. (หรืประมาณ 2-4 กรัม ของเหล็ก) โดยร้อยละ 60-70 ของธาตุเหล็กในร่างกายจะอยู่ในฮีโมโกบิน (hemoglobin) ในเม็ดเลือดแดง [red blood cell (RBC)] ส่วนที่เหลือจะถูกเก็บสะสมในตับและม้าม ในรูปของ ferritin และ hemosiderin ซึ่งปริมาณดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดังนั้นร่างกายจึงควรได้รับ ธาตุเหล็กจากอาหารต่างๆ โดยอาหารที่เป็นแหล่งของธาตุเหล็กสามารถแยกตามกลุ่มโครงสร้าง หรือประเภทของธาตุเหล็กได้ดังนี้

กลุ่มอาหารที่มีธาตุเหล็กที่อยู่ในรูป heme มักจะได้จากแหล่งเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์ ซึ่งแหล่งอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ตับ เครื่องใน มีธาตุเหล็กในรูปของ heme ประมาณร้อยละ 30-50 เลือดหมู เลือดไก่มีธาตุเหล็กทั้งหมด ส่วนอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปลาหมึก มีธาตุเหล็ก รูป heme ร้อยละ 1-10 หอยบางชนิดมีธาตุเหล็กโดยรวมและสัดส่วนที่เป็นรูป heme สูงใกล้เคียงกับกลุ่มเครื่องในและเนื้อแดง ส่วนเนื้อเป็ด ไก่และปลา มีทั้งที่มี heme สูง ได้แก่ส่วนของเนื้อสีคล้ำ เช่น ส่วนอกของเป็ด ไก่ และปลา ส่วนใหญ่ มี heme อยู่เพียงร้อยละ 10-15 ซึ่งอาหารในกลุ่มนี้คือเป็นแหล่งอาหารชั้นดีที่มีธาตุเหล็กสูง

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ อาหารพวกพืชต่างๆ ได้แก่ ธัญพืช ต่างๆ รวมทั้ง ข้าว ถั่วเมล็ดแห้ง และถั่วเหลือง รวมถึงใน ผักต่างๆ ผักเขียวเข้ม อยู่ในรูป non-heme รวมทั้งธาตุเหล็กในน้ำนมวัว และไข่ แม้จะเป็นกลุ่มเนื้อสัตว์แต่อยู่ในรูป non-heme เช่นกัน

ปริมาณที่ควรได้รับ

ในภาวะปกติ ร่างกายจะมีความต้องการธาตุเหล็กประมาณ ๒๐ ถึง ๒๕ มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในการสังเคราะห์ฮีโมโกลบิน โดยแหล่งหลัก ได้แก่ ม้าม ซึ่งทำหน้าที่สลาย ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุและปลดปล่อยเหล็กในโมเลกุลฮีโมโกลบินกลับเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อให้ร่างกายสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้อีก

สล็อต

ความต้องการธาตุเหล็ก หมายถึง ค่าความต้องการธาตุเหล็กของร่างกายในกลุ่มอายุต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับการสูญเสียธาตุเหล็ก หรือความต้องการธาตุเหล็กที่เพิ่มขึ้นจากภาวะทางสรีรวิทยาของร่างกาย ได้แก่ การสูญเสียประจำวัน การสูญเสียประจำเดือน การเจริญเติบโต และการตั้งครรภ์ เป็นต้น

ปริมาณธาตุเหล็กที่แนะนำที่ร่างกายควรได้รับ หมายถึง การกำหนดการบริโภคธาตุเหล็กจากแหล่งอาหารที่ควรได้รับประจำวันซึ่งใช้ค่า bioavailability ที่ร้อยละ 10

ไม่มีการกำหนดค่าความต้องการธาตุเหล็ก เนื่องจากมีความต้องการสูงเกินกว่าธาตุเหล็กที่ได้รับจากอาหารประจำวัน มีความจำเป็นต้องได้รับการเสริมธาตุเหล็กทุกวันในปริมาณวันละ 60 มิลลิกรัม และยังคงมีข้อแนะนำในเรื่องอาหาร เช่นเดียวกับหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์

ประโยชน์และโทษ

ธาตุเหล็กมีหน้าที่สำคัญในร่างกายมนุษย์ คือ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดงโดยธาตุเหล็กจะอยู่ที่เม็ดเลือดแดงในรูปของฮีโมโกลบิน และเก็บสะสมอยู่ที่ตับและม้าม จากนั้นจะออกมาอยู่ในกระแสเลือดทำหน้าที่นำออกซิเจนไปยังปอดและเซลล์เนื้อเยื่อต่าง ๆ ซึ่งเม็ดเลือดแดงจะมีอายุประมาณ 120 วัน หลังจากนั้นเม็ดเลือดแดงจะถูกทำลาย และธาตุเหล็กจะถูกปล่อยออกมา และนำกลับไปใช้ใหม่ในการสร้างฮีโมโกลบินและสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่อีกครั้ง อีกทั้งธาตุเหล็กยังมีความสำคัญกับร่างกายมนุษย์ในแต่ละช่วงวัย เช่น

กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และทารก สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจากจากการขาดธาตุเหล็ก จะมีภาวะเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด และหากเสียเลือดมากในการคลอด อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดก็จะมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และมีธาตุเหล็กสะสมน้อย

สล็อตออนไลน์

กลุ่มเด็กปฐมวัยและเด็กวัยเรียน ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางด้านร่ายกาย และมีผลต่อพัฒนาการทางสมอง สติปัญญา ส่วนในเด็กที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนั้น ส่งผลเสียต่อศักยภาพการเรียนรู้ ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้และมีพัฒนาการได้เท่ากับเด็กปกติ

กลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ ในหญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และมีประจำเดือน จะสูญเสียธาตุเหล็ก จากการมีประจำเดือน ดังนั้นธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อหญิงวัยเจริญพันธุ์ ถ้าหญิงวัยเจริญพันธุ์มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กจะทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนหรือการทำงานลดลง และอาจมีผลกระทบสำหรับการตั้งครรภ์ในอนาคตได้

กลุ่มผู้ใหญ่ ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการพัฒนะศักยภาพด้านสมรรถภาพในการทำงาน ในวัยผู้ใหญ่ทั้งหญิงและชาย หากผู้ใหญ่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย จนมีผลกระทบกับหน้าที่การงานได้

นอกจากนี้หากมีภาวการณ์ขาดธาตุเหล็กอาจทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์ต่างๆ จะเกิดภาวะผิดปกติได้ เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง มีฮีโมโกลบินลดลง มีการนำและสะสมออกซิเจนลดลง ทำให้ซีด อ่อนล้าง่าย เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร ภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างรุนแรง อาจทำให้ลิ้นเลี่ยน เยื่อบุหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เรียบบาง ทำให้น้ำย่อยลดลง การย่อยและการดูดซึมอาหารลดลง การเจริญเติบโตช้าลง ความสามารถในการทำงานของกล้ามเนื้อลดลง เนื่องจากภาวะขาดธาตุเหล็กทำให้ไมโอโกลบินลดลง

ส่วนในปัจจุบันมีการผลิตยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กมาใช้ในทางการแพทย์ และวงการอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เพื่อให้ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็กได้รับประทานเสริมจากมื้ออาหาร แต่ก็มีรายงานการพบอาหารไม่พึงประสงค์จากการรับประทานธาตุเหล็ก ได้แก่ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย หรือท้องผูก ดังนั้นทางการแพทย์จึงมีข้อแนะนำในการรับประทานซึ่งหากมีอาการข้างเคียงเหล่านี้อาจรับประทานธาตุเหล็กพร้อมหรือหลังมื้ออาหารทันที แต่หากอาการข้างเคียงไม่ลดลงควรปรึกษาแพทย์ทันที

jumboslot

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยระบบดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกายจากอาหารที่รับประทานเข้าไปพบว่า ธาตุเหล็กในอาหารอยู่ในรูปของ heme(ได้แก่ เหล็กที่อยู่ในเลือดเนื้อสัตว์) หรือ non-heme (เหล็กที่อยู่เป็น inorganic form หรืออย่างอื่น ได้แก่ เหล็กที่อยู่ในพืชทั้งหมด เช่น ข้าว ถั่วเมล็ด รวมทั้งในไข่แดง และนม) ร่างกายจะมีระบบการดูดซึมผ่านลำไส้ที่แตกต่างกัน โดยในรูปของ heme สามารถถูกดูดซึมเข้าไปโดยตรง โดยอาศัย heme iron transporter (HCP1) ที่ควบคุมโดยปัจจัย เช่น การขาดเหล็ก หรือ hypoxia ส่วนเหล็กในรูป non-heme ในอาหารที่รับประทานต้องถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของ ferric iron ในลำไส้ ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนกลับให้เป็น ferrous โดยอาศัย enzyme พวก ferric reductase ได้แก่ duodenal cytochrome b (DCYTB) ที่ brush border หรือวิตามินซีที่อยู่ในอาหารที่รับประทานในมื้อเดียวกันนั้น จากนั้นเหล็กจะอาศัย HCP1 นำเข้าสู่ enterocyte แล้วถูกส่งต่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโดยโปรตีน Ferroportin1 และมี hephaestin และceruloplasmin ซึ่งเป็น oxidaseenzyme ในการช่วยให้เหล็กสามารถผ่านผนังของ enterocyte และ macrophage ตามลำดับ และการดูดซึมธาตุเหล็กในรูป non-heme iron จากอาหารยังขึ้นอยู่กับชนิด และปริมาณของสารอื่นที่อยู่ในอาหารที่ช่วยเสริม (absorption enhancer)

หรือขัดขวางการดูดซึม (absorption inhibitor) วิตามินซี กรดอะมิดนและเปปไทด์จากโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และกรดอินทรีย์ในพืชผัก ผลไม้ ช่วยเสริมการดูดซึม ในขณะที่อาหารที่มีส่วนประกอบของ phytate และสาร polyphenols ขัดขวางการดูดซึม ข้าวที่ไม่ขัดสีหรือขัดสีเพียงเล็กน้อย มักมีปริมาณของ phytate สูง ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเหลืองมีทั้ง non-heme iron และ phytate สูง ปักใบเขียวที่มีสีเข้ม พริกขมิ้น มี polyphenols ในเกณฑ์สูง นอกจากนี้ยังพบว่า การรับประทานนมในมื้อเดียวกับอาหารที่มีเหล็กในรูปของ non-heme ยังมีผลขัดขวางการดูดซึมได้ด้วย ทั้งนี้ธาตุเหล็กที่ใช้เสริมในนมผง หรืออาหารต่างๆ ในอุตสาหกรรมก็มักเป็นสารประกอบที่เป็น non-heme iron เช่นกัน

slot

เหล็กส่วนที่ไม่ถูกนำเข้าเซลล์จะเก็บสะสมในรูปของ ferritin ที่ผนังลำไส้และหลุดลอกออกตามปกติ นอกจากนี้ยังพบว่าฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุม การดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร และการทำงานของ macrophage คือ hepcidin ซึ่งเป็นโปรตีนซึ่งถูกสังเคราะห์ที่เซลล์ตับเป็นหลัก โดยอยู่ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยต่างๆ ปริมาณเหล็กในร่างกาย: ปริมาณเหล็กในร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้นจะกระตุ้นการสังเคราะห์ hepcidin โดยเซลล์ตับสามารถรับรู้ปริมาณเหล็กในพลาสมาในรูปของ diferric transferrin และ transferrin saturation ผ่านทางกลไกซึ่งต้องอาศัยการทำงานของโปรตีนหลายชนิด การทำงานของไขกระดูกในการสังเคราะห์เม็ดเลือดแดง ในภาวะที่ไขกระดูกมีการสังเคราะห์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น ตับจะลดการสังเคราะห์ hepcidin นอกจากระดับการสังเคราะห์เม็ดเลือดแดงของไขกระดูกแล้ว ภาวะ ineffective erythropoiesis ยังมีอิทธิพลกดการสังเคราะห์ hepcidin เช่นเดียวกัน การอับเสบ การสังเคราะห์ hepcidin จะได้รับการกระตุ้นในภาวะที่ร่างกายมีการอักเสบ ทั้งนี้เป็นผลจากฤทธิ์ของ cytokine โดยเฉพาะอย่างยิ่ง IL-6 ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการเหนี่ยว- นำการสังเคราะห์ hepcidin ผ่านทาง JAK-STAT pathway โดยทำงานเป็นอิสระจากกลไกควบคุม hepcidin ของปริมาณเหล็กในร่างกาย นอกจาก IL-6 แล้ว cytokine ชนิดอื่นๆอาจมีบทบาทควบคุม การสังเคราะห์ hepcidin

จากการที่ hepcidin และกลไกควบคุมสมดุลเหล็กในระดับร่างกาย อยู่ภายใต้อิทธิพลของ ปัจจัยกลุ่มเดียวกัน โดยระดับการสังเคราะห์ hepcidin มีความสัมพันธ์ในเชิงปฏิภาคกับปริมาณเหล็ก ที่ผ่านเข้าสู่พลาสมา ทำให้เชื่อว่า hepcidin อาจทำหน้าที่เป็นตัวจักรสำคัญในกลไกดังกล่าว ซึ่งได้รับการพิสูจน์โดยการศึกษาการออกฤทธิ์ของ hepcidin ที่พบว่า hepcidin มีหน้าที่ลดปริมาณ เหล็กในพลาสมาโดยยับยั้งการดูดซึมเหล็กที่ลำไส้เล็ก ตลอดจนการปลดปล่อยเหล็กจากม้ามกลับสู่ กระแสโลหิต ผลการศึกษากลไกการทำงานของ hepcidin บ่งชี้ว่า hepcidin สามารถลด การขนส่งเหล็กออกจากเซลล์ได้ โดยการเหนี่ยวนำให้เกิดการเคลื่อนย้ายโปรตีน ferroportin เข้าสู่ ไซโตพลาสม ก่อนที่จะถูกย่อยสลายที่ไลโซโซมโดยผ่านขบวนการ ubiquitination

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียที่มีระดับความรุนแรงของโรคปานกลาง และรุนแรงมาก ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก รวมถึงอาหารที่มีธาตุเหล็ก
สตรีมีครรภ์ , สตรีให้นมบุตร ทารก เด็กก่อนวัยเรียน สตรีวัยรุ่น-วัยเจริญพันธุ์ เป็นกลุ่มบุคคลที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก ดังนั้นการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของธาตุเหล็ก โดยเฉพาะ (heme)
มีรายงานว่าการรับประทานธาตุเหล็กมากเกินไปอาจก่อนให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเซลล์ต่างๆ ได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด