cathedraledetunis

Day: July 14, 2021

การรักษาเยื่อบุช่องท้องอักเสบ

สำหรับปัจจัยของการเกิดช่องท้องอักเสบ ประกอบด้วย ตับแข็ง โรคท้องมาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคในช่องเชิงกราน ไส้ติ่งอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้บิด ลำไส้ขาดเลือด ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อักเสบ อุบัติเหตุ การล้างไตผ่านทางหน้าท้อง

เครดิตฟรี

สาเหตุของการเกิดโรคช่องท้องอักเสบ

เกิดจากการมีน้ำในช่องท้อง การล้างไตทางหน้าท้อง กระเพาะอาหารอักเสบ ไส้ติ่งแตก ช่องเชิงกรานอักเสบ หรือ อุบัติเหตุ โดยสาเหตุของการอักเสบที่ช่องท้องสามารถแบ่งได้ 2 สาเหตุใหญ่ๆ คือ การติดเชื้อ และ การไม่ติดเชื้อ โดยรายละเอียดดังนี้

สาเหตุการอักเสบช่องท้องที่เกิดจากการติดเชื้อ

การที่อวัยวะภายในช่องท้องอักเสบติดเชื้อ โดยหากอวัยวะที่ถูกหุ้มด้วยเยื่อบุช่องท้องเกิดการอักเสบติดเชื้อ ก็จะทำให้เยื่อบุช่องท้องบริเวณใกล้เคียงเกิดการอักเสบไปด้วย ซึ่งก็จะเป็นการอักเสบเฉพาะที่ ตัวอย่างที่พบบ่อยที่สุดคือ การเกิดไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการผ่าตัด ไส้ติ่งก็จะแตกและทำให้เกิดการอัก เสบของเยื่อบุช่องท้องทั่วช่องท้องได้ หรือการอักเสบของลำไส้ส่วนที่พองเป็นกระเปาะชนิดเป็นมาแต่กำเนิด เรียกว่า Meckel’s diverticulitis ก็เป็นสาเหตุที่พบบ่อยเช่นกัน (แต่โรคMeckel’s นี้เป็นโรคพบได้น้อย)
การติดเชื้อที่เกิดจากการทะลุของช่องทางเดินอาหาร โดยช่องทาง เดินอาหารทุกตำแหน่งสามารถเกิดการทะลุได้ ซึ่งจะทำให้แบคทีเรียที่อาศัยอยู่เป็นปกติในช่องทางเดินอาหารเหล่านั้น (แบคทีเรียประจำถิ่น หรือ Normal flora) ออกมาอยู่ในช่องท้อง และแบคทีเรียเหล่านั้นก็ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุช่องท้องขึ้น
การติดเชื้อที่เกิดจากเยื่อบุช่องท้องฉีกขาด โดยที่ทางเดินอาหารไม่ ได้ฉีกขาด เช่น การถูกแทงด้วยมีดและของแหลมคมต่างๆ ทะลุผ่านหน้าท้อง เชื้อโรคจากสิ่งของภายนอกนั้นๆ และจากผิวหนังจะผ่านเข้าสู่ช่องท้อง และทำให้เยื่อบุช่องท้องเกิดการอักเสบขึ้นมา ทั้งนี้การผ่าตัดหน้าท้องที่ไม่สะอาด ก็อาจนำเชื้อโรคเข้าสู่ช่องท้องได้เช่นกัน
การติดเชื้อที่เกิดจากการมีน้ำในช่องท้อง เรียกว่า Spontaneous bacterial peritonitis หรือเรียกว่า Primary peritonitis โดยส่วนใหญ่จะพบในคนที่เป็นโรคตับแข็ง ซึ่งจะทำให้มีน้ำในช่องท้อง โดยช่องทางที่เชื้อแบคทีเรียเข้ามาและทำให้เยื่อบุช่องท้องอักเสบนั้นไม่ชัดเจน สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะตับที่เป็นโรคนี้ สูญเสียหน้าที่การกรองเชื้อโรคในเลือดจากหลอดเลือดที่เดินทางมาจากลำไส้เพื่อเข้าสู่ตับ ร่วม กับน้ำในช่องท้องที่มีอยู่ในผู้ป่วยเหล่านี้ เป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย แต่การมีน้ำในช่องท้องจากสาเหตุอื่นๆ เช่น โรคหัวใจวาย หรือโรคไตชนิดที่เรียกว่า Nephrotic syndrome ก็สามารถทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบได้เช่น กัน เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของ Spontaneous bacterial peritonitis มักจะเกิดจากเชื้อเพียงชนิดเดียวเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากการทะลุของช่อง ทางเดินอาหารที่จะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหลายๆชนิดร่วมกัน

สล็อต

การติดเชื้อที่เกิดจากการฟอกไตด้วยวิธีผ่านทางช่องท้อง โดยผู้ป่วยโรคไตวายที่ต้องฟอกเลือดผ่านการเจาะสายเข้าช่องท้อง เชื้อโรคจากผิวหนังอาจเข้าช่องท้องผ่านมากับสายท่อที่ใช้เจาะ หรือเชื้อโรคอาจปนเปื้อนมากับน้ำยาที่ใช้ในการฟอกไตก็ได้
การติดเชื้อที่เกิดจากร่างกายมีการติดเชื้อบางอย่างที่ทำให้เกิดการอักเสบในหลายๆอวัยวะ เช่น เชื้อที่ทำให้เกิดวัณโรค สามารถทำให้เกิดการอักเสบได้เกือบทุกอวัยวะ รวมทั้งเยื่อบุช่องท้องด้วย
สาเหตุของการอักเสบที่เกิดจากการไม่ติดเชื้อ

เลือด อาจมาจากการเกิดอุบัติเหตุกระแทกช่องท้องรุนแรงที่ทำให้ตับ หรือม้ามแตก เลือดจึงไหลเข้าช่องท้อง และทำให้เยื่อบุช่องท้องอักเสบได้ หรืออาจเกิดจากมีช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate cyst) ของรังไข่ (เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่) หรือเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในช่องท้องน้อย เมื่อเกิดการแตกของซีสต์ หรือเยื่อบุ จะทำให้เลือดออกมาอยู่ในช่องท้องน้อยและเกิดการอักเสบตามมาได้
น้ำย่อยที่เป็นกรดจากกระเพาะอาหาร ดังที่ได้กล่าวแล้วในข้างต้น หากกระเพาะอาหารเกิดการทะลุในช่วงที่มีปริมาณน้ำย่อยมาก ความเป็นกรดของน้ำย่อยจะทำลายเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหารได้ แต่ความเป็นกรดของน้ำย่อยเองจะทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุได้
น้ำย่อยจากตับอ่อน ในกรณีตับอ่อนเกิดการอักเสบ หรือเกิดอุบัติเหตุกระแทกช่องท้องที่รุนแรงจนตับอ่อนแตก น้ำย่อยก็จะไหลเข้าสู่ช่องท้องและทำให้เยื่อบุช่องท้องอัก เสบได้
น้ำดี โดยถุงน้ำดีอาจเกิดแตกทะลุจาก มีนิ่วในถุงน้ำดี จากโรคถุงน้ำดีอักเสบ หรือจากโรคมะเร็งถุงน้ำดี โดยปกติน้ำดีจะไม่มีแบคทีเรีย แต่องค์ประกอบของน้ำดีสามารถทำให้เยื่อบุช่องท้องอักเสบได้
ปัสสาวะ โดยการเกิดอุบัติเหตุกระแทกบริเวณท้องน้อยที่รุนแรงจนทำให้กระเพาะปัสสาวะฉีกขาด น้ำปัสสาวะจึงไหลเข้าสู่ท้องน้อย และทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุท้องน้อยได้
อาการของผู้ป่วยโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ

สล็อตออนไลน์

ผู้ป่วยจะปวดท้อง ท้องอืด มีไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน หิวน้ำ เบื่ออาหาร ปัสสาวะได้น้อย ปัสสาวะสีเข้ม ไม่ถ่ายอุจาระ ไม่ผายลม หัวใจเต้นเร็ว ต้องระวังโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากช่องท้องอักเสบ เช่น โลหิตเป็นพิษ ช็อคจากโลหิตเป็นพิษ ซึ่งเชื้อแบคทีเรียจะเข้าไปสร้างสารพิษ ทำให้ความดันโลหิตต่ำ อันตรายถึงชีวิต การแข็งตัวของเลือด เกิดพังพืดในช่องท้องทำให้เกิดลำไส้อุดตัน ภาวะหายใจล้มเหลว

การตรวจโรคช่องท้องอักเสบ

สามารถทำได้โดย การเจาะเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเลือด การเจาะเลือดเพื่อตรวจการทำงานของไต ทำอัลตราซาวน์

การรักษาโรคช่องท้องอักเสบ

สำหรับารรักษาอาการช่องท้องอักสบนั้น สามารถทำได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ งดน้ำ งดอาหาร และให้สารอาหารแก่ร่างกายโดยให้น้ำเกลือ ผ่าตัดล้างช่องท้อง ผู้ป่วยโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบจะถูกรับไว้รักษาในโรงพยาบาล โดยการรักษาแบ่งออกเป็น การรักษาสาเหตุ การรักษาเยื่อบุช่องท้องอักเสบ และการรักษาแบบประคับประคอง

การรักษาสาเหตุ เช่น กรณีช่องทางเดินอาหารแตกทะลุ อวัยวะภาย ในที่ฉีกขาด หรือมีซีสต์แตก ก็ต้องรักษาโดยการผ่าตัด หากฟอกไตทางหน้าท้องอยู่ก็ต้องถอดสายที่ต่อเข้าช่องท้องออก เป็นต้น
การรักษาเยื่อบุช่องท้องอักเสบ การรักษาหลัก คือการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ โดยให้ยาผ่านเข้าทางหลอดเลือด โดยยาจะต้องครอบคลุมเชื้อที่เป็นสาเหตุ
ส่วนการรักษาแบบประคับประคองก็จะทำร่วมไปด้วยกัน เช่น การให้ยาลดไข้ ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน การให้สารน้ำ และเกลือแร่
การป้องกันการเกิดโรคช่องท้องอักเสบ

jumboslot

สามารถทำได้โดย รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินบี และแคลเซี่ยม โปรตีนที่มาจากถั่ว เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช ผักใบเขียว เต้าหู้ ปลา และหลีกเลี่ยงเนื้อแดง หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป เช่น ขนมปัง และน้ำตาล งดชา กาแฟ และสุราดื่ม ให้น้ำวันละ 6-8 แก้ว

เยื่อบุช่องท้องอักเสบ ( Peritonitis ) เกิดจากหลายสาเหตุ อาการของโรค คือ ปวดท้อง ท้องอืด มีไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน หิวน้ำ เบื่ออาหาร ปัสสาวะได้น้อย ปัสสาวะสีเข้ม ไม่ถ่ายอุจาระ ไม่ผายลม หัวใจเต้นเร็ว ต้องระวังโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากช่องท้องอักเสบ เช่น โลหิตเป็นพิษ การรักษาโรคช่องท้องอักเสบ

สาเหตุที่พบบ่อยคือการแตกทะลุของกระเพาะลำไส้เป็นเหตุให้มีเชื้อแบคทีเรียหรือสิ่งระคายเคืองไปทำให้เยื่อบุช่องท้องเกิดการอักเสบ เช่น กระเพาะอาหารทะลุ ไส้ติ่งแตก ลำไส้ทะลุจากไข้ไทฟอยด์ ลำไส้ทะลุจากอุบัติเหตุ กระเพาะหรือลำไส้อุดกั้น ปีกมดลูกอักเสบ ครรภ์นอกมดลูก ถุงน้ำดีอักเสบ ท่อน้ำดีอักเสบ ฝีตับอะมีบา ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น

อาการ
อาการปวดท้องรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉพาะที่หรือปวดทั่วท้องเกิดขึ้นแล้วแต่สาเหตุที่ทำให้เกิด เมื่อเคลื่อนไหวจะรู้สึกเจ็บต้องนอนนิ่งๆ มักปวดติดต่อกันนานหลายชั่วโมงหรือหลายวัน และยังอาจามีอาการท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ เบื่ออาหาร หรือท้องเดินได้ ผู้ป่วยอาจมีอาการกระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวเย็น ใจสั่น เป็นลม และเกิดช็อกได้หากเป็นขั้นรุนแรง

สิ่งตรวจพบ
มีไข้สูง บางครั้งอาจพบปากแห้ง ลิ้นเป็นฝ้า ตาโบ๋เนื่องจากภาวะขาดน้ำ

slot


มักมีอาการเกร็งแข็งของกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เรียกว่า ท้องแข็ง กดเจ็บหน้าท้องแม้ใช้มือเคาะถูกเบาๆ เมื่อกดหน้าท้องลึกๆ แล้วปล่อยทันทีจะเจ็บมาก ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรค ได้ยินเสียงโครกครากของลำไส้เมื่อใช้เครื่องฟังตรวจท้อง อาจพบชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตตก ถ้าเป็นขั้นรุนแรงและแสดงว่าเกิดภาวะช็อกขึ้นแล้ว
ภาวะแทรกซ้อน
ผู้ป่วยมักมีภาวะขาดน้ำรุนแรง ภาวะโลหิตเป็นพิษ ภาวะช็อกหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

อาจมีหนองขังที่บริเวณช่องเชิงกาน ใต้กะบังลมได้ในบางราย

การรักษา
หากสงสัยว่าเป็นโรคนี้หรือไม่จากอาการแสดง เช่น ปวดท้องรุนแรง ท้องกดเจ็บและท้องแข็ง ควรงดน้ำและอาหารในระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาลและควรให้น้ำเกลือหากเกิดภาวะขาดน้ำเพื่อเตรียมพร้อมการผ่าตัดฉุกเฉิน อาจจะค้นหาสาเหตุของโรคโดยการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ อัลตราซาวนด์ ก่อนทำการผ่าตัดอย่างรีบด่วนควรให้น้ำเกลือ ยาปฏิชีวนะ ใส่ท่อยางเข้าหลอดอาหารและกระเพาะอาหารเพื่อดูดเศษอาหารและของเหลวออกมาก่อน

ข้อแนะนำ
ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีด้วยการผ่าตัดและการใช้ยาปฏิชีวนะ ก็มักจะปลอดภัยและหายขาดได้ แม้โรคนี้จะเป็นภาวะร้ายแรง ดังนั้นหากพบผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวแล้วก็ควรนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

โรคแอสเปอร์จิลโลซิสเป็นอย่างไร

แอสเปอร์จิลโลซิส ภาษาอังกฤษ เรียก Aspergillosis เป็นโรคระบาด คือ โรคติดต่อที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา โรคนี้พบว่าเกิดกับคนครั้งแรกปี พ ศ. 2390 ปัจจุบันโรคนี้มีอัตราการเกิดโรคสูงขึ้นเรื่อยๆ โรคนี้เป็นโรคเกิดกับสัตว์ต่อมาได้ติดต่อสู่คน เชื้อราที่พบ คือ แอสเปอร์จิลลัส ฟูมิกาตัส ( Aspergillus fumigatus ) ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆที่ระบบทางเดินหายใจ การรักษาโรคแอสเปอร์จิลโลซิส และ การป้องกันการเกิดโรค

เครดิตฟรี

โรคแอสเปอร์จิลโลซิส พบว่ามี 3 แบบ คือ โรคแพ้เชื้อรา (Allergic aspergillosis) โรคเชื้อราชนิดอยู่เฉพาะที่ ( aspergilloma) และ โรคเชื้อราชนิดกระจายในเนื้อเยื่อปอด ( invasive aspergillosis )

โรคแพ้เชื้อรา ( Allergic aspergillosis ) คนไข้ จะมีอาการหอบ หืด พบว่ามีเม็ดเลือดขาว ชนิดอีโอซิโนฟิล ( eosinophils ) สูง เกิดจากการแพ้เชื้อรา ซึ่งเชื้อราเข้าไปในร่างกายและเจริญเติบโตบนเยื่อบุทางเดินลมหายใจ หลอดลม ผู้ป่วยมักมีอาการเช่นเดียวกับ โรค asthma แต่มีอาการเรื้อรังและรุนแรง และอาจจะทำให้เกิดการอุดตันภายในหลอดลม
โรคเชื้อราชนิดอยู่เฉพาะที่ ( aspergilloma ) เกิดจากเชื้อราเข้าสู่ร่างกายและไปเจริญเติบดตในโพรงปอด จนทำให้ โพรงหลอดลมพอง และเกิดโรคภายในปอดตามมา ผู้ป่วยจะมีอาการ อาการไอ มีเสมหะ อาจไอเป็นเลือด
โรคเชื้อราชนิดกระจายในเนื้อเยื่อปอด ( invasive aspergillosis ) เชื้อราเข้าสู่ร่ายกายไปเจริญเติบโตที่ปอด ส่งผลให้เกิดโรคเกี่ยวกับปอด ทำให้ภูมิต้านทานร่างกายต่ำลง ผู้ป่วยมักมีอาการปอดบวม และมีไข้สูงไอ หายใจลำบาก มีเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ เชื้อโรคอาจลามไปสู่หัวใจและสมองได้
สาเหตุของการติดเชื้อแอสเปอร์จิลโลซิส

โรคแอสเปอร์จิลโลซิส เกิดจากการติดเชื้อรา แอสเปอร์จิลลัส ฟูมิกาตัส ( Aspergillus fumigatus ) ที่พบในสัตว์ปีก คือ นก ซึ่งเกิดการระบาดทางการหายใจ ทำให้ระบบทางเดินหายใจมีปัญหา

อาการของโรคแอสเปอร์จิลโลซิส

โรคแอสเปอร์จิลโลสิส จะแสดงอาการที่ระบบทางเดินหายใจ หายใจติดขัด ไอ และ มีเสมหะ ทำให้ปอดอักเสบ ซึงลักษณะของอาการโรคนี้มี 3 ลักษณะ ประกอบด้วย การแพ้เชื้อรา แบบก้อนเชื้อรา แบบทำลายปอดเรื้อรัง และ แบบลุกลาม โดยรายละเอียด มีดังนี้

สล็อต

อาการแบบแพ้เชื้อรา ( ABPA ) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายต่อการยึดครองพื้นที่ในทางเดินหายใจของเชื้อ Aspergillus fumigatus มักเกิดในผู้ป่วยที่เป็นโรคทางเดินหายใจอยู่ก่อน เช่น โรคซิสติคไฟโบรสิส (cystic fibrosis) หรือผู้ป่วยโรคหอบหืด (asthma) อาการ คือ มีไข้ ไอ เสมหะเหนียวอุดหลอดลม เอ็กซเรย์พบฝ้าในปอด บางรายมีอาการไอเป็นเลือด บางคนมีอาการคัดจมูกเรื้อรัง น้ำมูกเป็นหนองปนเลือด มีกลิ่นเหม็น แบบไซนัสอักเสบเรื้อรัง ไม่ดีขึ้นแม้จะรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
อาการแบบก้อนเชื้อรา ( aspergilloma ) เป็นเชื้อราที่รวมตัวกันเป็นก้อนอยู่ภายในปอด มักเกิดในปอดที่มีโพรงของถุงลมอยู่ก่อน ก้อนของเชื้อราจะอยู่ภายในโพรงถุงลม กลิ้งไปมาได้ภายในโพรง ในระยะแรกจะไม่มีอาการ อาจตรวจพบโดยบังเอิญจากการเอ็กซเรย์ ต่อมาจึงจะมีอาการไอเป็นเลือด และมักออกมาเป็นจำนวนมากจนถึงขั้นเสียชีวิต
อาการแบบทำลายปอดเรื้อรัง ( chronic necrotizing pulmonary aspergillosis, CNPA ) มักพบในผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง ( COPD ) ที่ต้องพึ่งยาสเตอรอยด์ ผู้ป่วยที่ติดสุรา อาการคือมีไข้ ไอ หอบ เจ็บหน้าอก เป็นสัปดาห์ถึงเดือน เสมหะมีเลือดปนหนอง น้ำหนักลด เอ็กซเรย์พบมีปอดอักเสบหรือเป็นฝีในปอด แต่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะโดยทั่วไป
อาการแบบลุกลาม ( invasive aspergillosis ) มักพบในผู้ป่วยที่มีระดับเม็ดเลือดขาวในเลือดต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะและต้องรับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยที่เป็นลูคีเมีย มะเร็งของต่อมน้ำเหลือง เชื้อแอสเปอร์จิลลัสจะลุกลามจากปอดเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้มีไข้สูง หนาวสั่น ไอเป็นเลือด หายใจเร็ว หอบ เขียว และเกิดการติดเชื้อของอวัยวะต่าง ๆ ได้ทั่วรางกาย ในรายที่เริ่มเป็นที่ไซนัส เมื่อเชื้อลุกลามจะมีการทำลายกระดูกบริเวณใบหน้า ทำให้เจ็บปวด มีเลือดออกจากจมูก
การรักษาโรคแอสเปอรืจิลโลซิส

สำหรับการรักษาโรคนี้ สามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคแอสเปอร์จิลโลสิสที่ได้ผลดี คือ Voriconazole , Posaconazole , Amphothericin B , Itraconazole , และ Caspofungin ในช่วงแรกที่ผลการตรวจยังไม่ยืนยันกลับมาทั้งหมดควรให้ยา Amphothericin B ไปก่อน เพราะเป็นยาครอบจักรวาลของโรคติดเชื้อราแทบบทุกชนิด แต่ยา Voriconazole ใช้ไม่ได้ผลกับเชื้อ Zygomycetes ที่ทำให้เกิดโรค Mucormycosis ที่มีอาการคล้ายกันแบบไซนัสอักเสบ

สล็อตออนไลน์

โรคแอสเปอร์จิลโลสิสแบบก้อนเชื้อราที่ยังไม่แสดงอาการอะไรอาจยังไม่ต้องรักษา เพราะยารับประทานหรือฉีดโดยทั่วไปได้ผลเพียง 60% แต่เมื่อเริ่มมีอาการไอเป็นเลือดแล้วควรรักษาทันที เพราะบางครั้งเลือดออกมากจนหายใจไม่ทันและอาจเสียชีวิต การรักษามีทั้งการผ่าตัดและการใช้ยาฆ่าเชื้อราหยดเข้าไปในก้อนโดยตรง ขึ้นกับขนาดและตำแหน่งของก้อน

โรคแอสเปอร์จิลโลสิสแบบแพ้เชื้อราเป็นอาการที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ การรักษาต้องใช้ยา Corticosteroids ชนิดรับประทาน (ชนิดสูดดมที่ใช้กันเป็นประจำในภาวะหลอดลมตีบไม่ได้ผล) และอาจให้ยา Itraconazole ร่วมด้วยก็ได้ นอกจากนั้นควรใส่ผ้าปิดจมูกกันฝุ่นละอองเมื่อเข้าไปในแหล่งกักตุนของเชื้อ เช่น ฟาร์มไก่ กรงนก และในห้องปรับอากาศ

โรคแอสเปอร์จิลโลซิสจะควบคุมและป้องกันอย่างไร ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค ใส่ผ้าปิดจมูกกันฝุ่นละออง ในคนที่มีประวัติการแพ้เชื้อราควรหลีกเลี้ยงการทำงานใกล้กับสัตว์ปีก

เชื้อแอสเปอร์จิลลัสเมือเข้าอยู่ในร่างกายอาจทำให้เกิดโรคได้ 3 แบบ คือ

  1. โรคแพ้เชื้อรา (Allergic aspergillosis) คนไข้ส่วนใหญ่มาด้วยอาการหอบหืดพบเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล (eosinophils) ในเลือดสูง โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการแพ้เชื้อรา หรือสปอร์ของเชื้อรารวมทั้งเศษของเชื้อรา (fungal debris) ในบางครั้งสปอร์ของเชื้อราอาจเจริญดีบนเยื่อบุทางเดินลมหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลอดลม เรียกว่า bronchopulmonary aspergillosis ผู้ป่วยมักมีอาการเช่นเดียวกับโรค asthma แต่เป็นเรื้อรังและรุนแรงกว่า ทั้งนี้เกิดจากการอุดตันภายในหลอดลม โดยปฏิกิริยาไวต่อแอสเปอร์จิลลัสเอนติเจน

jumboslot

  1. โรคเชื้อราชนิดอยู่เฉพาะที่ ( aspergilloma or aspergillus mycetoma) โรคแอสเปอร์จิลโลมา เกิดจากเชื้อราพวกแอสเปอร์จิลลัสเข้าไปเจริญอยู่ภายในโพรงในปอดซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว เช่นโพรงหลอดลมพอง หรือโพรงที่เกิดจากโรคอื่นในปอด ผู้ป่วยมักมีอาการไอเนื่องจากเสมหะเพิ่มขึ้นจากการระคายเคือง ผู้ป่วยบางคนอาจไอเป็นเลือดหรือมีการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน โรคนี้พบกันมากในประเทศไทย มีรายงานผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาทางศัลยกรรมที่โรงพยาบาลโรคทรวงอกจังหวัดนนทบุรี ในระหว่างปี พ.ศ. 2502 – 2519 รวม 55 ราย เป็นชาย 33 ราย และ หญิง 22 ราย พบมีคนไข้หายเป็นปกติหลังการผ่าตัด 53 ราย และตายเพียง 2 ราย (ด้วยโรคดีซ่านและภาวะการหายใจล้มเหลว)
  2. โรคเชื้อราชนิดกระจายในเนื้อเยื่อปอด ( invasive aspergillosis ) โรคเชื้อราแอสเปอร์จิลโลซิสชนิดนี้พบได้มากพอสมควรในปัจจุบัน โรคนี้มักมีอาการของโรคเฉพาะที่ปอด บางครั้งเชื้อราอาจแพร่กระจายเร็วมากในภาวะที่ผู้ป่วยมีโรคร้ายสำคัญอยู่ก่อน หรือภูมิต้านทานต่ำเนื่องจากได้รับการรักษาโรคด้วยยาปฏิชีวนะ หรือสเตียรอยด์ หรือการรับยารักษาโรคมะเร็งเป็นเวลานานๆ ผู้ป่วยมักมีอาการปอดบวม และมีไข้สูงไอ หายใจลำบาก ตรวจเม็ดโลหิตขาวพบมีมากกว่าปกติ (leukocytosis) ถ้าเชื้อราแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว (rapid fulminating) ก็ทำให้ผู้ป่วยตายเร็วมาก ได้มีรายงานโรคคริปโตค๊อคโคซิส (cryptococcosis) และแอสเปอร์จิลโลซิสชนิดแพร่กระจายในผู้ป่วยรายเดียวกันในประเทศไทย โดยนายแพทย์ ทวี เลาหะพันธ์ และนายแพทย์ อร่าม ธรรมธัชในปี พ.ศ. 2521 ผู้ป่วยเป็นหญิงอายุ 23 ปี ป่วยด้วยโรค Systemic Lupus erythrematosus ได้รับการรักษาด้วยสเตอรอยด์ ต่อมามีการติดเชื้อคริปโตค็อกคัสร่วมกับแอสเปอร์จิลโลซิส จากการตรวจศพพบเชื้อแอสเปอร์จิลลัสในปอด หัวใจและสมองเป็นการติดเชื้อแบบแพร่กระจาย ในปี พ.ศ. 2523 มีรายงานการติดเชื้อแอสเปอร์จิลลัส ฟูมิกาตัส และโนคาร์เดียแอสเทอรอยตีส (Nocardiaasteroides ) ในผู้ป่วยโรคเดียวกันโดย นายแพทย์ อมร ลีลารัศมี และคณะ ผู้ป่วยได้รับการรักษาจนทุเลาลงได้

slot

โรคแอสเปอร์จิลโลซิสในปอด (pulmonary aspergillosis) โรคเชื้อราที่ทำลายชีวิตสัตว์และทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจมากที่สุด ในวงการอุตสาหกรรมเลี้ยงไก่และไก่งวง โรคนี้พบมากในไก่ที่เพิ่งเกิดใหม่เรียกว่า brooder pneumonia หรือ pneumonic cu couveuse โรคนี้ยังพบได้ทั่วไปในนกต่างๆ เช่น นกกระจอกเทศ นก- เพ็นควิน นกนางนวล นกในป่า และนกป่าที่จับมาเลี้ยงในสวนสัตว์ นอกจากนี้ยังพบในสัตว์อื่นๆ ทั่วไป เช่น วัว แกะ สุกร แมว กระต่าย และหนูตะเภา สำหรับในประเทศไทยมักพบมีการระบาดเสมอๆ ในลูกไก่อายุเพิ่งเกิดใหม่ๆ อย่างเมื่อปี พ.ศ. 2517- 2518 มีการระบาดของโรคนี้ในลูกไก่จากตู้ฟักของฟาร์มต่างๆ ดังมีรายงานว่า ลูกไก่อายุ 2 – 3 วัน แต่ละชุดมีจำนวนตั้งแต่ 2,000 – 5,000 ตัว พบป่วยเป็นโรคนี้ร้อยละ 1 – 20 ส่วนใหญ่ไก่ที่มีอาการป่วยมักตายทุกตัว ดูตารางที่ 45.1 ลูกไก่ที่ป่วยแสดงอาการอ้าปากหายใจด้วยความลำบาก ส่วนใหญ่จะชูคอขึ้นเพื่อหายใจ บางตัวสลัดหัวไปมา คล้ายมีสิ่งอุดตันอยู่ภายในทางเดินหายใจ ไก่ป่วยส่วนมากเบื่ออาหารและน้ำ ไก่จะจับกลุ่มกันในระหว่างไก่ป่วยด้วยกัน และยืนสุมกันอยู่กับที่ ส่วนใหญ่ไก่ที่แสดงอาการป่วยดังกล่าวจะตายภายในวันนั้นหรือในวันต่อมาตรวจเชื้อราดูพบว่าส่วนใหญ่เป็นเชื้อรา แอสเปอร์จิลลัส ฟูมิกาตัส ( A. fumigatus) เมื่อตัดชิ้นเนื้อปอดมาดูด้วยกล้องจุลทัศน์พบการเปลี่ยนแปลงในเนื้อเยื่อปอดแบบ granulomatousnodules

อาการถุงน้ำดีอักเสบ

ถุงน้ำดี ( Gallbladder ) เป็นอวัยวะที่ช่องท้องที่มีลักษณะเป็นถุงขนาดเล็กที่มีความจุประมาณ 35-50 มิลลิลิตร ซึ่งมีหน้าที่หลักในการเก็บสำรองน้ำดีที่สร้างจากตับและทำให้น้ำดีเข้มข้นขึ้น เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร (โดยเฉพาะอาหารไขมัน) โดยจะมีโครงสร้างที่ติดต่อกับตับซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตน้ำดี และลำไส้เล็กตอนต้น ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการปล่อยน้ำดีออกสู่ทางเดินอาหาร

เครดิตฟรี

น้ำดี ของมนุษย์เกิดจากตับเป็นตัวสร้างน้ำดี และเก็บน้ำดีไว้ที่ถุงน้ำดี น้ำดีจะนำไปย่อยไขมันและย่อยอาหาร เมื่อน้ำดีในร่งกายลดลงจะก็ทำให้ เกิดนิ่ว ซึ่งพบว่ามีนิ่วอยู่ 2 ชนิด คือ นิ่วที่เกิดจาก cholesterol และ นิ่วที่เกิดจากเกลือ นิ่วในถุงน้ำดีสามารถหลุดและเข้าไปอุดทางเดินของน้ำดีได้ เป็นต้นเหตุทำให้ตัวเหลือง ตาเหลือง ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดถุงน้ำดีอักเสบ

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดของโรคถุงน้ำดีอักเสบ จะเกิดจากนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีและถุงน้ำดีอักเสบ โดยปัจจัยของการเกิดถุงน้ำดีอักเสบ ประกอบด้วย

เพศหญิง
การคุมกำเนิด
พันธุกรรม
เชื้อชาติ
ผู้สูงอายุ
อาหาร
ภาวะอ้วน
การลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว
การกินยาลดไขมันในเลือดบางชนิด
คอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงขึ้น
การอักเสบเรื้อรังของถุงน้ำดี
โรคเบาหวาน
ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเรื้อรัง
สาเหตุของถุงน้ำดีอักเสบ

สล็อต

ถุงน้ำดีอักเสบ ( Cholecystitis ) เกิดจากนิ่วในถุงน้ำดี นิ่วไปอุดตันทางเดินของน้ำดี และผนังของถุงน้ำดีหนาตัว โรคถุงน้ำดีอักเสบเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ สาเหตุจากนิ่วในถุงน้ำดี และสาเหตุที่ไม่ใช่มาจากนิ่วในถุงน้ำดี

สาเหตุจากนิ่วในถุงน้ำดี เป็นกรณีที่พบได้สูงประมาณ 90-95% อาจเกิดเนื่องจากก้อนนิ่วที่ไปอุดตันท่อน้ำดีจนส่งผลให้น้ำดีไหลออกจากถุงน้ำดีเข้าสู่ลำไส้ไม่ได้ ทำให้ถุงน้ำดีมีแรงดันเพิ่มขึ้นและมีการยืดขยายตัวมากขึ้นจนไปกดเบียดหลอดเลือดต่าง ๆ ที่หล่อเลี้ยงถุงน้ำดี ทำให้เยื่อบุผนังของถุงน้ำดีขาดเลือด เป็นผลให้เกิดการบาดเจ็บและเกิดการอักเสบขึ้นตามมา หรืออาจเกิดจากการระคายเคืองของสารเคมีบางชนิดอันเป็นผลมาจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายในถุงน้ำดี หรือเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้ออีโคไล ( E.coli ) เชื้อเคล็บซิลลา ( Klebsiella ) เชื้อสแตฟีโลค็อกคัส (Staphylococcus), เชื้อสเตรปโตค็อกคัส ( Streptococcus ) เป็นต้น ทั้งนี้ ถ้าขาดเลือดมากขึ้นจะส่งผลทำให้เนื้อเยื่อถุงน้ำดีเน่าตายหรือเกิดการแตกทะลุของถุงน้ำดี ก่อให้การเกิดติดเชื้อรุนแรงในช่องท้องได้ด้วย
สาเหตุที่ไม่ใช่มาจากนิ่วในถุงน้ำดี เป็นกรณีที่พบได้เพียงส่วนน้อยประมาณ 5-10% โดยอาจเกิดจากถุงน้ำดีติดเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากเนื้องอกของถุงน้ำดีหรือของท่อน้ำดี เกิดจากท่อน้ำดีตีบตันจากสาเหตุต่าง ๆ ที่ไม่ใช่จากนิ่ว เช่น โรคไทฟอยด์ ถุงน้ำดีได้รับอุบัติเหตุและเกิดการฉีกขาด นอกจากนี้ ยังอาจพบได้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัด มีบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกที่มีการทำลายของเนื้อเยื่อจำนวนมาก ภาวะโลหิตเป็นพิษ หรือเจ็บป่วยหนัก เป็นต้น
อาการถุงน้ำดีอักเสบ

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้อง ปวดตามชายโครงด้านขวาและปวดร้าวไปถึงสะบักข้างขวา เวลาหายใจเข้าลึกๆ จะปวดมากขึ้น หลังจากนั้นอาการปวดท้องจะลามไปที่กล้ามเนื้อหน้าท้อง เมื่อกดจะเจ็บ มีไข้สูง คลื่นไส้ และอาเจียน ปัสสาวะเหลือง ตัวเหลือง

การรักษาอาการถุงน้ำดีอักเสบ

แพทย์จะให้น้ำเกลือ และยาแก้ปวด งดอาหารเพื่อให้ถุงน้ำดีได้พักการทำงาน และผ่าตัดถุงน้ำดี ผู้ป่วยเป็นโรคถุงน้ำดีอักเสบ ต้องระวังโรคแทรกซ้อน จากถุงน้ำดีอักเสบ โรคแทรกซ้อนที่พบ เช่น ภาวะโลหิตเป็นพิษ ถุงน้ำดีเป็นหนอง ถุงน้ำดีเน่า ตับอ่อนอักเสบ ช่องท้องอักเสบ

สล็อตออนไลน์

ป้องกันโรคถุงน้ำดีอักเสบ

สำหรับการป้องกันถุงน้ำดีอักเสบนั้น ไม่สามารถป้องกันได้อย่างเด็ดขาด แต่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้ โดยลดปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้ของการเกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดี ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยง ซึ่งที่สำคัญ คือ

จำกัดการกินอาหารไขมัน
ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
ป้องกัน รักษา ควบคุม โรคเบาหวาน
ป้องกัน รักษา ควบคุม โรคไขมันในเลือดสูง
เมื่อจะลดน้ำหนัก ควรต้องค่อยๆลดช้าๆ
โรคถุงน้ำดีอักเสบ สาเหตุเกิดจากนิ่ว ทำให้ปวดท้อง ปวดตามชายโครงด้านขวาและปวดร้าวไปถึงสะบักข้างขวา เวลาหายใจเข้าลึกๆจะปวดมากขึ้น ปวดท้องจะลามไปที่กล้ามเนื้อหน้าท้อง มีไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะเหลือง ตัวเหลือง ที่ถุงน้ำดี การให้ยาปฏิชีวนะเป็นวิธีรักษาโรคถุงน้ำดีอักเสบ หากอาการหนักจำเป็นต้องตัดถุงน้ำดีทิ้งเพื่อรักษาชีวิต

ต้นเหตุของถุงน้ำดีอักเสบ
สาเหตุของถุงน้ำดีอักเสบแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ

ถุงน้ำดีอักเสบจากนิ่ว เป็นสาเหตุของโรคถุงน้ำดีอักเสบที่พบมากถึง 95% อาจเกิดจากก้อนนิ่วในถุงน้ำดี (Gallstone) หรือตะกอนของถุงน้ำดี (Biliary Sludge) ไปอุดตันทางออกถุงน้ำดี (Cystic Duct) จนทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบ ต่อมาอาจเกิดถุงน้ำดีเป็นหนอง ถุงน้ำดีขาดเลือดเกิดเนื้อตายเน่า ถุงน้ำดีแตกทะลุ ท่อน้ำดีติดเชื้อ หรือติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งร้ายแรงอาจถึงชีวิตได้
ถุงน้ำดีอักเสบจากสาเหตุอื่น พบได้ประมาณ 5% เช่น ถุงน้ำดีได้รับอุบัติเหตุฉีกขาด ถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดีเกิดเนื้องอก ท่อน้ำดีตีบตันจากพังผืด การทำงานที่ผิดปกติของถุงน้ำดีในผู้ป่วย ICU ผู้ป่วยสูงอายุที่มีเส้นเลือดเสื่อม ติดเชื้อ หรือได้รับอาหารทางเส้นเลือดนาน ๆ เป็นต้น

jumboslot

อาการถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน
ผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (Acute Cholecystitis) จะมาด้วยอาการปวดท้องรุนแรง จุกเสียดแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้าลึก ๆ จะปวดมาก หากเป็นมากในบางรายอาจมีภาวะดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลืองเข้ม อุจจาระสีซีด เนื่องจากน้ำดีไหลลงลำไส้ไม่ได้จนย้อนเข้ากระแสเลือด หรือเมื่อถุงน้ำดีแตกทะลุ ผู้ป่วยจะมีไข้หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็ง ปวดบิดเกร็งเป็นพัก ๆ อาจมีปวดร้าวไปยังหัวไหล่ขวาหรือหลัง เจ็บทุกส่วนของช่องท้อง หากมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์อย่างเร่งด่วน

ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน, ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน สาเหตุ, ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน อาการ, ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน ผ่าตัด, ผ่าตัดถุงน้ำดี, ผ่าตัดถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน, ผ่าตัดถุงน้ำดีผ่านกล้อง​

ตรวจวินิจฉัย
แพทย์จะซักถามอาการ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบนเพื่อวินิจฉัยแยกจากโรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องที่คล้ายกัน อาทิ โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น ผู้ป่วยบางรายอาจมีนิ่วอุดตันในท่อน้ำดีหลักร่วมด้วย อาจจำเป็นต้องตรวจทางเดินน้ำดี (Magnetic Resonance Cholangiopancreatography : MRCP) ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพิ่มเติม

รักษาก่อนสาย
โดยทั่วไปถุงน้ำดีอักเสบเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ถ้าผู้ป่วยมีอาการภายใน 1 สัปดาห์แพทย์มักจะแนะนำทำการผ่าตัด แต่หากผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน เกิดถุงน้ำดีอักเสบรุนแรง แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะหรือเจาะถุงน้ำดีใส่สายระบายการติดเชื้อ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ หากผู้ป่วยมีอาการมานานกว่า 1 สัปดาห์และมีการตอบสนองต่อยาดีจึงทำการผ่าตัดต่อไปใน 6 – 12 สัปดาห์ ถ้าผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยาหรือมีการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือถุงน้ำดีเป็นหนองและมีเนื้อตายอาจต้องตัดสินใจผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

slot

วิธีผ่าตัดถุงน้ำดี
วิธีการผ่าตัดถุงน้ำดีอาจทำได้โดย

การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบเปิดหน้าท้อง (Open Cholecystectomy) เป็นวิธีผ่าตัดแบบดั้งเดิม ปัจจุบันแพทย์จะเลือกใช้ในกรณีที่ถุงน้ำดีมีอาการอักเสบมากหรือแตกทะลุ
การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบผ่านกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy) โดยศัลยแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะและมีความชำนาญสูง เนื่องจากการผ่าตัดแบบผ่านกล้องในภาวะที่มีการอักเสบของถุงน้ำดีทำได้ยาก ปัจจุบันการผ่าตัดผ่านกล้องได้กลายเป็นวิธีผ่าตัดมาตรฐาน โดยแพทย์จะเจาะรูขนาดเล็กบริเวณหน้าท้องด้วยเครื่องมือ จากนั้นจึงใส่กล้องเข้าไปเลาะถุงน้ำดีให้หลุดออกจากตับ ตัดขั้วของถุงน้ำดี แล้วนำถุงน้ำดีที่ตัดใส่ถุงปลอดเชื้อออกมาทางสะดือ หลังผ่าตัดแผลมีขนาดเล็ก อาการปวดแผลน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเดิม ลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยสามารถลุกเดินได้ภายใน 4 – 6 ชั่วโมงหลังผ่าตัด (ในผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงก่อนผ่าตัด) ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลระยะสั้นเพียง 1 – 2 วัน ฟื้นตัวเร็ว และกลับไปทำงานได้เร็วขึ้น

จุดเด่นของการรักษา คือ การรักษาโดยทีมแพทย์ที่มีความชำนาญถือเป็นองค์ประกอบสำคัญร่วมกับเทคนิคการผ่าตัดแผลเล็ก รวมถึงการนำเอาเทคโนโลยีผ่าตัดที่คมชัดสูงผ่านกล้องแบบ 3 มิติ (3D) หรือใช้กล้องชนิดที่ให้ความละเอียดของภาพในระดับ 4K เข้ามาใช้ช่วยให้แพทย์สามารถเห็นภาพถุงน้ำดีและอวัยวะต่าง ๆ ในมิติลึกได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้การผ่าตัดมีความถูกต้อง อีกทั้งการผ่าตัดเลาะถุงน้ำดีออกจากตับต้องทำด้วยความระวังเพื่อลดความเสี่ยงที่ถุงน้ำดีรั่วแตก หรือเลือดออกขณะผ่าตัด การตัดถุงน้ำดีที่มีอักเสบหรือผังผืดเกาะติดเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างยากและมีความเสี่ยงสูง อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะใกล้เคียง เช่น ตับ ลำไส้ หรือท่อน้ำดี เกิดภาวะน้ำดีรั่วหลังผ่าตัด หรือท่อน้ำดีถูกผูก เป็นต้น บางครั้งแพทย์จะทำการฉีดสีเข้าท่อน้ำดีขณะผ่าตัด (Intraoperative Cholangiography) เพื่อดูกายวิภาคของทางเดินน้ำดีร่วมด้วย เพื่อลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บต่อท่อน้ำดี นอกจากนี้การนำถุงน้ำดีที่ตัดออกผ่านถุงปลอดเชื้อ ช่วยลดโอกาสติดเชื้ออีกด้วย โดยตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการรักษา ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลโดยทีมแพทย์สหสาขา (Multidisciplinary Team) อาทิ รังสีแพทย์ ศัลยแพทย์ผ่าตัดผ่านกล้อง แพทย์เฉพาะทางด้านการระงับอาการปวด ทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัด พยาบาลเฉพาะทาง นักโภชนาการ เภสัชกร ที่พร้อมให้การรักษาในภาวะเร่งด่วนตลอด 24 ชั่วโมง

โรคตับอ่อนอักเสบ

ตับอ่อน นอกจากย่อยอาหารแล้ว แล้ว ตับอ่อนจะสร้างฮอร์โมน เข้ากระแสเลือด เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อ ตับอ่อนอักเสบ จะทำให้ ระบบการย่อยอาหาร และ การลดระดับน้ำตาลในเลือด มีปัญหา ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเซลล์ของตับอ่อน (Pancreas) โดยมีทั้งการอักเสบชนิดเฉียบพลันที่เกิดขึ้นทันทีทันใด

เครดิตฟรี

แต่ส่วนใหญ่อาการจะเป็นอยู่ไม่นานและมักจะทุเลาดีขึ้นได้เอง และการอักเสบชนิดเรื้อรังซึ่งจะมีการทำลายเซลล์ของตับอ่อนจนไม่สามารถฟื้นตัวได้ โดยสาเหตุของโรคนี้หลัก ๆ แล้วจะมาจากโรคนิ่วในถุงน้ำดี และจากการดื่มแอลกอฮอล์จัด การอักเสบของตับอ่อน นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ตับอ่อนอักเสบชนิดเฉียบพลัน และ ตับอ่อนอักเสบชนิดเรื้อรัง โดยรายละเอียด ดังนี้

โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ( Acute pancreatitis ) เกิดการอักเสบขึ้นกับเซลล์ของตับอ่อนอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยบางรายอาจพบว่ามีอาการรุนแรง
โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง (Chronic pancreatitis) การอักเสบของตับอ่อนอย่างต่อเนื่องจนเกิดอาการเรื้อรัง โดยอาจจะเกิดขึ้นตามหลังการอักเสบเฉียบพลัน รักษาไม่หาย ซึ่งในการอักเสบเรื้อรังนี้เซลล์ของตับอ่อนจะค่อย ๆ ถูกทำลายจนไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่
ตับอ่อนอักเสบ โรคตับ การติดเชื้อ อาการโรคตับ

สาเหตุที่ทำให้ตับอ่อนอักเสบ

โรคตับอ่อนอักเสบเกิดจากนิ่วในท่อน้ำดีไปอุดตัน ทางเดินน้ำย่อยของตับอ่อน และ การดื่มสุรา เกิดจาก ยาบางชนิด ระดับไขมันในเลือดสูง การผ่าตัด ซึ่งส่งผลให้ เลือดไปเลี้ยงตับอ่อนน้อยลง อุบัติเหตุที่หน้าท้อง เนื้องอกในตับอ่อน

ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคตับอ่อน

ปัจจัยเสี่ยง สำหรับการเกิดโรคตับอ่อนอักเสบ พบว่า ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี นักดื่มสุรา คนสูบบุหรี่ การฝ่าตัด และคนทีมีไขมันในเลือดสูง มีความเสี่ยงในการเป็น โรคตับอ่อนอักเสบสูง

อาการของโรคตับอ่อนอักเสบ

สำหรับอาการของโรคตับอ่อนอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการ ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ลามไปถึงด้านหลัง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ เหงื่อออกมาก เจ็บเวลากดที่หน้าท้อง หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว อาการตับอ่อนอักเสบ ใหแต่ละชนิด มีรายละเอียด ดังนี้

สล็อต

อาการตับอ่อนอักเสบชนิดเฉียบพลัน

ปวดท้องตรงกลางส่วนบน มีอาการปวดอย่างรุนแรง โดยจะปวดแบบตื้อ ๆ ต่อเนื่องกันหลายวัน ปวดร้าวไปถึงหลัง
มีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย แน่นท้อง
มีไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน
กดหน้าท้องจะเจ็บ
หัวใจเต้นเร็วและหายใจเร็ว
ผู้ป่วยจะมีอาการของภาวะขาดน้ำและมีอาการจากการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ปอดอักเสบ หรือไตวายเฉียบพลัน
อาการตับอ่อนอักเสบชนิดเรื้อรัง

อาการเบื้องต้นเหมือนตับอ่อนอักเสบชนิดเฉียบพลัน
มีอาการท้องเสียแบบเรื้อรัง อุจจาระมีลักษณะเป็นไขมัน และมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการท้องผูกน้ำหนักตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้ม และน้ำดีไหลลงลำไส้ไม่ได้
บางรายอาการปวดท้องอาจหายไปแม้ว่าโรคจะเลวลงก็ตาม
การตรวจวินิจฉัยโรคตับอ่อนอักเสบ
สำหรับการตรวจวินิจฉัย โรคเราจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ เราสามารถตรวจได้โดย การ ตรวจเลือด ทำอัลตราซาวน์

สล็อตออนไลน์

การรักษาโรคตับอ่อนอักเสบ

การรักษาโรคตับอ่อนอักเสบ จะต้องให้ผุ้ป่วยงดน้ำและอาหาร เพื่อให้กระเพาะอาหารทำงานน้อยลง ให้สารอาหารทางน้ำเกลือ ให้ยาแก้ปวด และยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรคติดเชื้อ หากพบว่ามีนิ่วที่ถุงน้ำดี ต้องทำการผ่าตัด เฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนตามมา เช่น เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ โรคเบาหวาน โรคไตวาย ขาดอาหาร

การป้องกันตับอ่อนอักเสบ

สำหรับการป้องกันการเกิดโรค สามารถทำได้โดย งดการดื่มสุรา รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ รายละเอียด ดังนี้

หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดี
งดการดื่มแอลกอฮอล์
งดการสูบบุหรี่
ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เสมอก่อนที่จะซื้อยาใด ๆ มารับประทานเอง
รักษาสุขอนามัยพื้นฐานให้ดี เพื่อช่วยลดโอกาสการติดเชื้อต่าง ๆ
ตับอ่อนอักเสบ ( Pancreatitis ) สาเหตุเกิดจากนิ่วในท่อน้ำดี การดื่มสุรา การกินยาบางชนิด ไขมันในเลือดสูง เนื้องอกในตับอ่อน เป็นต้น อาการปวดท้องตรงกลางส่วนบนปวดอย่างรุนแรง ท้องอืด มีไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว การรักษาโรคตับอ่อนอักเสบ

jumboslot

โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (Acute Pancreatitis) คือ ภาวะที่ตับอ่อนเกิดการอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน โดยเป็นการอักเสบที่บริเวณเซลล์ของตับอ่อน เกิดขึ้นจากการที่น้ำย่อยในตับอ่อนไหลผ่านท่อของตับอ่อนไม่ได้ ทำให้น้ำย่อยย่อยเนื้อเยื่อตับอ่อนแทนจึงทำให้เกิดการอักเสบขึ้น โดยจะเป็นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ปกติอาการจะดีขึ้นหลังเข้ารับการรักษากับแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญใน 1 – 2 สัปดาห์ แต่ในกรณีที่รุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาได้

อาการบอกโรค
อาการที่บ่งบอกว่าเป็นตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

ปวดบริเวณกลางหน้าท้องรุนแรงและเฉียบพลัน
ปวดนานตั้งแต่ 10 นาทีจนถึงชั่วโมง
ปวดร้าวลงไปบริเวณกลางหลัง
คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง
มีไข้ ทั้งไข้สูงและต่ำ
กดแล้วเจ็บท้อง แต่ท้องไม่แข็ง
หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว
ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน​

slot

ตัวการของโรค
สาเหตุหลักของโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากติดต่อกันนาน ส่วนใหญ่ดื่มมากกว่า 50 กรัมต่อวัน ไม่น้อยกว่า 5 ปี พบมากถึง 25 – 35%
นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstone) พบมากถึง 40 – 70% มักเกิดจากนิ่วที่หลุดออกมาจากถุงน้ำดีและมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร
สาเหตุอื่น ๆ เช่น ระดับแคลเซียมในเลือดสูง ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ยาชนิดต่าง ๆ เนื้องอกตับอ่อน โรคตับอ่อนที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

ประเภทตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

ตับอ่อนอักเสบบวมน้ำ (Interstitial Edematous Pancreatitis) พบมากในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โดยเนื้อตับอ่อนจะบวม มีการสะสมของสารน้ำรอบตับอ่อน
ตับอ่อนอักเสบที่มีเนื้อตาย (Necrotizing Pancreatitis) พบได้ประมาณ 5 – 10% โดยมีเนื้อตายของตับอ่อนจากการที่เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอและมีเนื้อตายรอบตับอ่อน ส่วนใหญ่จะเกิดร่วมกัน แต่อาจเกิดลักษณะใดลักษณะหนึ่งได้แต่ค่อนข้างน้อย

โรคหูดับมีอาการอย่างไร

ผู้ที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคหูดับ ( Sudden Hearing Loss : SHL ) มักเกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ช่วงอายุ 30-60 ปี โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดังมากๆ เช่น ดารา นักแสดง พิธีกร นักร้อง หรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ตามสถานบันเทิงที่มีเสียงดัง รวมถึงผู้ที่ใส่หูฟังและเปิดเพลงเสียงดังๆ

เครดิตฟรี

หู เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย เป็นที่ตั้งของอวัยวะรับเสียงเพื่อการได้ยิน เป็นอวัยวะเพื่อการทรงตัว ถ้าเราไม่สามารถได้ยินชัดเจน มีอาการหูอื้อ เราจะไม่อาจพูดคุยติดต่อสื่อสารและเข้าสังคมได้ตามปกติ ถ้ามีอาการเวียนหัว บ้านหมุน คลื่นไส้อาเจียน หรือหูดังมีเสียงรบกวนด้วยจะยิ่งทรมาน การหาสาเหตุของโรคและการให้การรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ สาเหตุของโรคอาจเป็นจากหูเอง หรือจากประสาทเกี่ยวข้อง หรือโรคทางสมอง หรืออาจมาจากโรคทางกายหลายๆอย่างที่เป็นต้นเหตุก็ได้ ถ้าเด็กเกิดใหม่มีการเสียการได้ยินตั้งแต่แรกเกิด ถ้าเป็นรุนแรงจะไม่อาจพูดได้ ทำให้ไม่อาจพัมนาตนเองและไม่อาจศึกษาเล่าเรียนได้อย่างเด็กปกติ และอาจเป็นใบ้

สาเหตุของการเกิดโรคหูดับ

สำหรับสาเหตุของการเกิดหูดับ พบว่ามีสาเหตุ 4 ประการ หลักๆ คือ

เกิดจากเชื้อไวรัสบางชนิด โรคหูดับเกิดจากเชื้อไวรัส พบว่ามี 60% เป็นโรคหูดับจากติดเชื้อไวรัส เชื้อไวรัสจะทำให้หูชั้นในอักเสบ ไวรัสที่ทำให้เป็นโรคหูดับ ได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ type B ไวรัสซัยโตเมกาโล ไวรัสคางทูม รูบิโอลา ไวรัสอีสุกอีใส ไวรัสงูสวัส
การขาดเลือดไปเลี้ยงหูชั้นใน หากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นในเกิดอุดตัน ตีบตัว หรือแตก ก็สามารถทำให้เกิดโรคหูดับ ได้
ผู้ป่วยโรคออโตอิมมูน เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหูดับ โรคในกลุ่มออโตอิมมูน เช่น โรคลูปัส อาจจะเกิดจากสภาวะร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ชนิดแอนติบอดี้ต่อเนื้อเยื่อในร่างกายตัวเอง
การฉีกขาดของเยื่อหูชั้นใน การได้ยินเสียงดังมาก ๆ เช่น เสียงระเบิด เสียงฟ้าผ่าในบางรายเป็นโรคหูดับ จากความเครียดพักผ่อนไม่เพียงพอ
อาการของผู้ป่วยโรคหูดับ

สล็อต

สำหรับอาการที่พบสำหระบอาการหูดับ ในช่วงเช้าหลังจากตื่นนอน ปวดศีรษะ อาเจียน เวียนศีรษะ โดยอาการของโรคหูดับนั้น สามารถสังเกตุได้ดังนี้

ไข้สูง ผู้ป่วยอาจมี
อาการจากการติดเชื้อในกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด)
อุจจาระร่วง/ท้องเสีย
มีอาการจากการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองทำให้ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
อาจมีอาการติดเชื้อชนิดเป็นหนองที่ข้อ
มักมีประสาทหูอักเสบจนหูดับ/หูหนวกทั้งสองข้าง
การรักษาโรคหูดับ

สามารถรักษาได้ด้วยการพักผ่อน เพื่อฟื้นฟูประสาทหูให้กลับมาโดยเร็ว ระหว่างการพักผ่อนห้ามฟังเสียงดังๆ อาการของผู้ป่วยโรคหูดับ หายได้เองประมาณ 70 เปอร์เซ็นของผู้ป่วยทั้งหมด หากเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ก็ให้ยาต้านไวรัส อะซัยโคลเวีย (Acyclovir) และยาแก้อักเสบ กลุ่มสเตียรอยด์

การป้องกันโรคหูดับ

สล็อตออนไลน์

โรคหูดับสามารถการป้องกันได้โดย หลีกเลี่ยงการฟังเสียงดัง หลีกเลี่ยงสถานที่ หรือสิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดังๆ สำหรับการป้องกันโรคหูดับนั้นควรปฏิบัติ ดังนี้

สวมรองเท้าบู๊ต สวมถุงมือ สวมเสื้อผ้าที่รัดกุม ระหว่างปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับหมู/สุกรทุกขั้นตอน จะป้องกันการแพร่เชื้อจากสุกรมาสู่คนได้
ล้างมือ ล้างเท้า ล้างตัวให้สะอาดหลังการสัมผัสสุกร และเนื้อสุกร
เมื่อเกิดแผลต้องระวังในการสัมผัสสุกร
กำจัดเชื้อจากฟาร์ม โดยการเลี้ยงหมูตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อของหมู
ไม่รับระทานเนื้อหมูที่ไม่สุกดี เช่น จิ้มจุ่มที่ต้มไม่สุกพอ หรือ ลาบสุกๆดิบๆ เป็นต้น
ไม่กินหมูที่ป่วย หรือหมูตายจากโรค
ไข้หูดับ หรือโรคติดเชื้อสเตรฟโตคอกคัส ซูอิส ( Streptococcus suis ) โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ( Zoonotic infectious disease ) ซึ่งในโรคนี้เป็นการติดต่อจากหมู/สุกรสู่คน ไข้หูดับ เป็นโรคพบได้ประปรายทั่วโลก โดยมักพบในประเทศที่มีการเลี้ยงหมูเป็นอุตสาห กรรม และในปี พ.ศ. 2548 พบมีการระบาดครั้งใหญ่ในประเทศจีน มีผู้ติดเชื้อทั้งหมดประมาณ 100 คน ซึ่งในชั้นต้นของการระบาดครั้งนี้ มีการเสียชีวิตมากกว่า 20 คน

โรคหูดับ ภาวะติดเชื้อไวรัสที่หู เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดภาวะการสูญเสียการได้ยินอย่างกะทันหัน ส่วนมากโรคหูดับจะมีอาการสูญเสียการได้ยินเพียงข้างเดียว เกิดได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดังมากๆ

jumboslot

ปัจจุบันภาวะประสาทหูดับฉับพลัน หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “หูดับ” คือการที่มีภาวการณ์ได้ยินที่ลดลงจากเดิมฉับพลัน ยังไม่สามารถค้นพบสาเหตุที่แน่ชัดได้ และไม่มีอาการบ่งชี้ให้ทราบล่วงหน้า แต่จะเกิดขึ้นฉับพลันทันที เช่น ตื่นขึ้นมาแล้วหูข้างหนึ่งอื้อหรือได้ยินลดลงจนถึงขั้นดับไปเลย โดยไม่มีสาเหตุอะไรนำมาก่อนและสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกอายุ ส่วนมากกลุ่มเสี่ยงคือผู้ใหญ่ โดยเพศชายและหญิงมีอัตราการเกิดภาวะหูดับพอ ๆ กัน

ภาวะหูดับไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่มักเกิดขึ้นบริเวณหูชั้นใน สามารถระบุปัจจัยที่ทำให้เกิดได้หลายอย่าง อาทิเช่น มีการติดเชื้อ มีเนื้องอก มีการขาดเลือดที่จุดในหูชั้นใน ซึ่งหูชั้นในเป็นอวัยวะที่เล็กมาก เส้นเลือดจึงเป็นเส้นเลือดที่เล็กมากเช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อเกิดอาการขาดเลือดก็ส่งผลต่อภาวะหูดับได้

การเจาะเลือดเพื่อตรวจภาวะการอักเสบติดเชื้อ เช่น เชื้อซิฟิลิส อาจทำให้มีอาการประสาทหูดับฉับพลัน หรืออาจจะต้องตรวจประสาทก้านสมอง เพื่อดูว่ามีเนื้องอกตรงเส้นประสาทหรือไม่ บางทีเนื้องอกจะค่อย ๆ โตขึ้นเรื่อย ๆ ตอนที่เนื้องอกยังเล็ก ๆ มักจะไม่ส่งผลต่อภาวะหูดับ แต่พอมันใหญ่ขึ้นก็จะไปเบียดกดทับประสาทการได้ยิน หรือแม้แต่การตรวจผลเลือดอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูง เรื่องความเข้มข้นเลือด หรืออาจจะมีสาเหตุจากโรคอื่นที่ไม่ชัดเจน เป็นต้น

เนื่องจากหูดับเกิดขึ้นบริเวณหูชั้นใน..จึงไม่สามารถตรวจหรือมองเห็นได้ แพทย์ผู้รักษาจึงต้องทำการตรวจหาสาเหตุต่างๆ โดยอาจจะเป็นการเจาะเลือด การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือว่าการตรวจพื้นฐานในเรื่องของการได้ยิน หากไม่สามารถหาสาเหตุที่ชัดเจนได้ อาจจะเกิดขึ้นเพราะมีการติดเชื้อ แพทย์จะให้ยาลดการอักเสบและสันนิษฐานว่าสาเหตุเกิดจากการอักเสบของหูชั้นใน

slot

ภาวะหูดับ…สามารถรักษาได้หรือไม่?
หลังจากการตรวจหาสาเหตุเบื้องต้นแล้ว แพทย์จะพิจารณารักษาตามความรุนแรงของโรค เช่น บางคนมีภาวะหูดับ แต่ไม่ถึงกับดับไปเลย บางคนแค่เสียการได้ยินเหมือนหูตึง หรือบางคนดับไปเลย
หากเป็นไม่มาก ในเบื้องต้นแพทย์จะให้ยากิน และต้องอธิบายให้คนไข้ทราบว่าไม่รับประกันผลการรักษา เพราะภาวะดังกล่าวไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร การให้ยากิน เป็นแนวทางที่จะช่วยลดการอักเสบภายในหูชั้นใน หลังจากกินยาแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณาฉีดสเตียรอยด์ เข้าไปในแก้วหูชั้นในผ่านเยื่อแก้วหูเข้าไป เพื่อให้ตัวยาเหมือนไปขังในหูชั้นใน จากนั้น ตัวยาจะแทรกซึมเพื่อลดอาการอักเสบ ซึ่งการฉีดยาเข้าไปเป็นเพียงการเพิ่มโอกาสในการรักษาเท่านั้น
เมื่อไร? ที่ต้องฉีดสเตียรอยด์แก้วหู
การฉีดสเตียรอยด์แก้วหู ใช้กับผู้ป่วยที่มีภาวะหูดับฉับพลันหรือหูดับเท่านั้น ปริมาณในการฉีดขึ้นอยู่กับช่องของหูชั้นกลาง เวลาฉีดต้องฉีดผ่านเยื่อแก้วหู ซึ่งแพทย์จะพิจารณาปริมาณในการฉีดโดยดูปัจจัยหลักด้านกายวิภาคของคนไข้
การฉีดสเตียรอยด์เป็นทางเลือกในการรักษาที่แพทย์เลือกใช้บ่อย เนื่องจากจะช่วยลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้น ผลข้างเคียงมีค่อนข้างน้อยเพราะเป็นการฉีดแค่เฉพาะที่ จึงไม่ค่อยส่งผลต่อระบบอื่นของร่างกาย คนไข้สามารถมาฉีดสัปดาห์ละหนึ่งครั้งติดต่อกันเป็นเวลาสามสัปดาห์ จากนั้นแพทย์ผู้รักษาจะติดตามผล ดูการตอบสนอง การรักษาอาการหูดับด้วยการฉีดสเตียรอยด์ใช้เวลาไม่นาน

โรคหูดับไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต
ภาวะหูดับไม่ใช่โรคที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่ว่าส่งผลต่อคุณภาพชีวิตค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องการฟัง การสื่อสาร ปกติคนไข้ที่ประสบภาวะหูดับ จะดับเพียงข้างเดียวและอีกข้างยังได้ยิน แต่คนไข้จะกังวลไม่สบายใจ และต้องใช้เวลาปรับตัวให้ชิน ดังนั้น แพทย์ที่รักษาต้องพยายามช่วยให้ดีที่สุด เพราะไม่ใช่รักษาเพียงแต่ภาวะหูดับเท่านั้น แต่ภาวะดังกล่าวยังส่งผลต่อโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการได้ยิน และจะส่งผลต่อสภาวะจิตใจของคนไข้
หูดับ…ไม่สามารถหายขาดได้
แพทย์ผู้รักษาต้องคุยกับคนไข้ให้เข้าใจว่าภาวะหูดับไม่สามารถรักษาให้หายได้สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่มีสิ่งนำ ไม่มีเหตุการณ์มาก่อน และโรคนี้สามารถเกิดได้กับทุกคน และต้องอธิบายให้เขาฟังว่าที่เป็นไม่ใช่โรคที่รุนแรงที่ทำให้เขาถึงแก่ชีวิต โรคนี้ไม่ใช่โรคอันตราย และยังเกิดขึ้นได้กับทุกคน
แม้ว่าทั่วโลกยังไม่มีวิธีการรักษาที่แน่นอน แต่ทางการแพทย์ได้เสนอวิธีการรักษาที่ดีสุดเท่าที่มี เพื่อให้คนไข้ดีขึ้น ถึงแม้สุดท้ายไม่ประสบผลสำเร็จ…แต่โรคนี้ไม่ได้ทำให้คุณกลายเป็นผู้พิการ มันไม่ได้ทำให้คุณขาดความสามารถใด ๆ แต่คนไข้จะต้องปรับตัวกับการที่หูข้างหนึ่งได้ยินไม่เท่ากับอีกข้างหนึ่ง

ภาวะโลหิตเป็นพิษ

ภาวะโลหิตเป็นพิษ หมายถึง การที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายติดเชื้อ หรือ สารพิษ ทำให้เกิดการอักเสบตามร่างกาย ซึ่งทำให้อวัยวะต่างๆของร่างกายเสียหาย ทำให้ความสามารถในการไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของเลือดลดลง ส่งผลทำให้อาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อลดลง รุนแรงความดันโลหิตจะต่ำ ซึ่งอันตรายมาก

เครดิตฟรี

โลหิตที่เป็นพิษ ทำให้เกิดการอักเสบตามร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆของร่างกายเสียหาย ส่งผลทำให้อาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อลดลง รุนแรงความดันโลหิตจะต่ำ ซึ่งอันตรายต่อชีวิต

สาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือด

สำหรับสาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือด เราสามารถแบ่งสาเหตุตามอวัยวะที่ติดเชื้อ ได้ดังนี้

การติดเชื้อที่ช่องท้อง ได้แก่ ไส้ติงอักเสบ ไส้ติ่งแตก ลำไส้ทะลุ ถุงน้ำดีอักเสบ ช่องท้องอักเสบหรือเป็นหนอง ลำไส้อักเสบ ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น
การติดเชื้อที่ระบบประสาท ได้แก่ ไขสันหลังอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
การติดเชื้อที่ระบบหายใจได้แก่ ไซนัสอักเสบ ปอดบวม
การติดเชื้อที่ผิวหนัง ได้แก่ แผลติดเชื้อ หนองที่ผิวหนัง แผลเบาหวาน ฝี ผื่นแพ้ที่มี
การติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ กรวยไตอักเสบ
ปัจจัยที่สุงผลให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด มีหลายสาเหตุที่ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อสุ่กระแสเลือด ซึ่งจำแนกได้ ดังนี้

สล็อต

ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันภายในร่างกายอ่อนแอ เช่น ผู้ที่ป่วยโรคเอดส์ ผู้เป็นมะเร็ง
การรับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ผู้ที่รับประทานยา steroid เรื้อรัง เป็นต้น
ทารก ซึ่งเด็กยังไม่มีภูมคุ้มกันในร่างกายมากนัก
ผู้สูงอายุ ซึ่งร่ายกายเริ่มเสื่อมลงตามอายุไข
ผู้ป่วยที่ต้องใส่สายต่างๆเข้าร่ายกาย เช่น สายสวนปัสสาวะ สายสำหรับป้อนอาหาร ท่อช่วยหายใจ
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
คนที่มีแผลตามผิวหนัง เช่น แพ้ยา หรือน้ำร้อนลวก
อาการของผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อในกระแสโลหิต จะมีอาการปวดตามอวัยวะที่ติดเชื้อ มีไข้สูง หนาวสั่น หายใจหอบ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ซึม ปัสสาวะได้น้อย ที่ผิวจะอุ่นและมีสีแดง ตัวซีด ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว

การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด

สำหรับแนวทางการรักษาภาวะติดเชือในกระแสเลือด แบ่งออกเป็น 3 แนวทางรักษาหลักๆ ได้แก่ การรักษาโดยการให้ยา การรักษาโดยการจัดการที่ต้นเหตุ และ การรักษาด้วยการประคับประคองตามอาการ เริ่มจากการตรวจเลือด เพื่อหาเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ จากนั้นใช้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ซึ่งแนวทางการรักษา มีดังนี้

สล็อตออนไลน์

การให้ยาปฏิชีว สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าเป็นเชื้อโรคชนิดใด
กำจัดต้นเหตุของการติดเชื้อ เช่น หากผู้ป่วยใส่สายสวนปัสสาวะอยู่ แล้วมีการติดเชื้อที่กรวยไต ก็ต้องนำสายสวนปัสสาวะออก เปลี่ยนเส้นใหม่ เป็นต้น
ให้ออกซิเจนและการเพิ่มความดันโลหิต โดยประเมินจากระดับ lactate ในเลือดให้ต่ำกว่า 4
ให้น้ำอย่างเพียงพอ เพื่อให้ความดันเลือดอยู่ภาวะปรกติ
เติมเลือดเข้าไปในร่างกาย
ใช้เครื่องช่วยหายใจ
การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ ให้ยาลดกรด
การรักษาอาการโลหิตเป็นพิษ

การให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยจะต้องให้ให้เร็วที่สุดก่อนที่ผลเพาะเชื้อจะออก แพทย์จะเริ่มให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดโดยครอบคลุมเชื้อที่น่าจะเป็นสาเหตุ โดยพิจารณาจากอายุ โรคประจำตัวของผู้ป่วย แหล่งต้นเหตุของการติดเชื้อ รวมทั้งพิจารณาว่าเป็นการได้รับเชื้อจากภายในโรงพยาบาล หรือจากภายนอกโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อผลการเพาะเชื้อสามารถระบุชนิดเชื้อ และความไวของเชื้อต่อชนิดยาปฏิชีวนะได้แล้ว แพทย์ก็จะเปลี่ยนชนิดยาให้เหมาะสมต่อไป
การกำจัดต้นเหตุที่มีการติดเชื้อ และทำให้เกิดภาวะพิษเหตุติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด เช่น หากผู้ป่วยใส่สายสวนปัสสาวะอยู่ แล้วมีการติดเชื้อที่กรวยไต ก็ต้องนำสายสวนปัสสาวะออก ถ้าจำเป็นต้องใส่ ก็ต้องเปลี่ยนเส้นใหม่ หรือหากมีการติดเชื้ออักเสบเป็นหนองในบริเวณไหน ก็ต้องเจาะระบายเอาหนองออก เป็นต้น
การให้ออกซิเจนอย่างเพียงพอโดยการให้ออกซิเจนอย่างเพียงพอ การเพิ่มความดันโลหิตโดยประเมินจากระดับ lactate ในเลือดให้ต่ำกว่า 4
การให้สารน้ำอย่างเพียงพอ เมื่อได้สารน้ำอย่างเพียงพอแล้วหากความดันโลหิตไม่เพิ่มจะต้องได้รับยาเพิ่มความดันโลหิต
การเติมเลือดในกรณีที่ความเข็มของเลือดต่ำกว่า 30

jumboslot

การควบคุมเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงปรกติ
การใช้เครื่องช่วยหายใจ
การรักษาประคับประคอง ได้แก่ การให้ยาลดไข้ ให้ยาลดกรดป้องกันภาวะเลือดออกจากความเครียด
การป้องกันติดเชื้อในกระแสเลือด

สำหรับโรคนี้แนวทางการป้องกันโรค คือ การหลีกเลี่ยงการติดเชื้อในทุกช่องทาง แนวทางการป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด มีดังนี้

พยายามดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
พักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
โลหิตเป็นพิษ ( Sepsis ) ภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด เลือดมีเชื้อโรคมีความเป็นพิษต่ออวัยวะต่างๆ ทำให้ร่างกายอักเสบทั่วร่างกาย อาการมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดทั่วร่างกาย ต้องหาสาเหตุของเชื้อโรค เพื่อรักษา โรคร้ายแรง

slot

โลหิตเป็นพิษหมายถึงภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อ หรือสารพิษของเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย การอักเสบดังกล่าวจะทำให้อวัยวะต่างๆเสียหาย ระบบแข็งตัวของเลือดผิดปรกติ เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆลดลง อาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อลดลง ในรายที่เป็นรุนแรงความดันโลหิตจะต่ำเรียกว่า Septic shock ซึ่งอันตรายมาก

คำนิยามโลหิตเป็นพิษ
Sepsis หมายถึงภาวะที่มีการอักเสบทั่วร่างกายซึ่งเกิดจากการที่ภูมิของร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อ และสารพิษที่เกิดขึ้น

Septicemia หมายถึงภาวะที่เชื้อเข้าไปอยู่ในกระแสเลือด แหล่งที่ติดเชื้ออาจจะมาจากผิวหนัง ทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ

Severe sepsis หมายถึงภาวะ sepsis ที่มีภาวะอวัยวะทำงานบกพร่อง เช่น ตับ ปอด หัวใจ ประสาท

Septic shock เป็นภาวะ sepsis ที่มีความดันโลหิตต่ำแม้ว่าจะได้รับสารน้ำอย่างเพียงพอ

หากพิจารณาจากตัวเชื้อที่ให้เกิดโรคติดเชื้อเข้ากระแสโลหิตแบ่งตามความถี่ดังนี้

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเข้ากระแสเลือดประมาณร้อยละ 40 เป็นแบคทีเรียรูปแท่งชนิดแกรมลบ (Gram negative bacteria เวลาย้อมสีจะติดสีแดง) เชื้อชนิดนี้จะพบได้ในทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ ทางเดินหายใจ
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเข้ากระแสเลือดประมาณร้อยละประมาณ 30 เป็นแบคทีเรียรูปกลมชนิดแกรมบวก (Gram positive bacteria)เป็นเชื้อที่พบตามผิวหนัง ระบบหายใจ
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเข้ากระแสเลือดประมาณร้อยละ5 เกิดจากแบคทีเรียชนิดก่อภาวะนี้ได้บ่อย เช่น H.influenzae, Neisseria meningitidis, Streptococcus pyogenes และ S.pneumoniae
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเข้ากระแสเลือดประมาณร้อยละ 6 เกิดจากเชื้อรา
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเข้ากระแสเลือดประมาณร้อยละ 16 เกิดจากเชื้อหลายชนิด