cathedraledetunis

Day: July 25, 2021

ผู้ที่ไม่เหมาะจะทำหมันหญิง

ผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีลูกหรือไม่ในอนาคต หรือผู้ที่ยังต้องการมีลูกอีกในอนาคต (สำหรับผู้ที่มีอายุน้อยหรือลูกยังไม่โตควรคิดให้ดีก่อนทำหมัน)
ผู้ที่อายุยังน้อยและยังไม่มีลูกหรือมีลูกเพียง 1 คน ถ้าไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงจริง ๆ แพทย์มักจะไม่ยอมทำหมันให้ครับ เนื่องจากอายุยังน้อย ยังมีโอกาสเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตได้อีกมาก เพราะอนาคตไม่มีความแน่นอน เพราะลูกอาจป่วย

เครดิตฟรี

มีพัฒนาการไม่ดี ลูกหรือสามีอาจเสียชีวิต อาจเกิดการหย่าร้าง แต่งงานมีครอบครัวใหม่ (สามีใหม่ต้องการมีลูกไว้สืบสกุล) ฯลฯ ในภายหลังเมื่อทำหมันไปแล้วเกิดอยากมีลูกใหม่ การผ่าตัดแก้หมันจะทำได้ยาก มีค่าใช้จ่ายสูง และโอกาสสำเร็จก็ไม่มาก เพราะเทียบกันแล้ว ยังมีการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการทำหมัน (หรือมากกว่า) อีกหลายวิธี เช่น การใช้ยาฝังคุมกำเนิด การใส่ห่วงอนามัย การฉีดยาคุมกำเนิด ฯลฯ ที่สามารถคุมกำเนิดได้ยาวนานกว่าปกติอะไรแบบนั้นจะดีกว่า แล้วรอให้คุณแม่อายุมากขึ้นหน่อยและมั่นใจจริง ๆ ว่าไม่ต้องการที่จะมีลูก แล้วจึงค่อยมาทำหมันก็ยังไม่สายครับ (ในกรณีที่ผู้ป่วยยืนยันจะทำหมัน แพทย์ก็คงต้องดูเป็นราย ๆ ไปครับ แต่โดยส่วนมากแล้วจะแนะนำทางเลือกอื่น ๆ ตามที่บอกมาแล้วมากกว่า)
ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือโรคปอด
ผู้ที่มีภาวะการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานหรือมีการอักเสบของเยื่อบุช่องท้อง หรือเป็นวัณโรคช่องท้อง
มีภาวะไส้เลื่อนที่หน้าท้องหรือกะบังลม
มีการติดเชื้อที่ผิวหนังหน้าท้องบริเวณที่จะผ่าตัด หรือมีพังผืดในช่องท้องมาก
ผู้ที่เคยผ่าตัดในช่องท้องมาแล้วหลายครั้ง หรือมีก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่ในท้อง

ข้อจำกัดในการทำหมันหญิง
ต้องเข้ารับการผ่าตัดในห้องผ่าตัด และทำการผ่าตัดโดยแพทย์ผู้มีความรู้และความชำนาญในการผ่าตัดทำหมัน
ต้องใช้ยาระงับปวดและยาดมสลบในระหว่างการผ่าตัด
ผู้เข้ารับการผ่าตัดทำหมันจะมีแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง
ในบางรายที่เคยผ่าตัดในช่องท้องมาก่อนอาจจะมีพังผืดมาก หรือรายที่มีก้อนเนื้องอกบริเวณท่อนำไข่ซึ่งพบโดยบังเอิญ หรือท่อนำไข่มีหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่อยู่ใกล้ ๆ การผ่าตัดทำหมันอาจเสี่ยงต่อการเสียเลือดมากได้ ในกรณีเหล่านี้แพทย์อาจยุติการผ่าตัดทำหมันเพื่อความปลอดภัยก็เป็นได้

สล็อต

ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดทำหมันจะต้องไม่มีภาวะแข็งตัวของเลือดผิดปกติ หากได้รับยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือดควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนและงดยาก่อนทำการผ่าตัดตามที่แพทย์สั่ง
ผู้ที่มีการเสียเลือดมากจากการคลอดจนความดันโลหิตต่ำ (ควรแก้ไขให้สัญญาณชีพคงตัวและร่างกายพร้อมรับการผ่าตัดก่อน)
หากการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ล้มเหลว จะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูง
เนื่องจากวิธีนี้เป็นการคุมกำเนิดแบบถาวร หากต้องการกลับมาตั้งครรภ์หรือมีลูกอีกจะต้องมาผ่าตัดแก้ไข ซึ่งอัตราการประสบความสำเร็จจากการแก้หมันจะต่ำและมีค่าใช้จ่ายสูง
การเตรียมตัวก่อนการทำหมันหญิง
ควรเตรียมประวัติโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา ยาที่รับประทานอยู่ รวมทั้งยาที่ซื้อมารับประทานเอง หากรับประทานยา aspirin, ibuprofen ควรจะหยุดรับประทานยาก่อนทำหมันประมาณ 7 วัน แต่หากรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด warfarin ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนการหยุดยา
ก่อนเข้ารับการผ่าตัดทำหมันหญิงควรถอดฟันปลอมและคอนแทคเลนส์ออกก่อนเข้าห้องผ่าตัด
ควรปัสสาวะเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะแฟบก่อนเข้ารับการผ่าตัด เพื่อลดโอกาสการเกิดการบาดเจ็บต่อกระเพาะปัสสาวะ
การผ่าตัดในบางครั้งจำเป็นต้องใช้ยาดมสลบหรือยาฉีดให้สลบ ดังนั้น เพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการสำลักอาหารจากกระเพาะอาหารระหว่างที่สลบ จึงควรงดน้ำ งดอาหารก่อนทำหมันอย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมง
การดูแลตัวเองหลังการทำหมันหญิง
ส่วนใหญ่ผู้เข้ารับการผ่าตัดทำหมันหญิงจะสามารถกลับบ้านได้เลยหลังจากตื่นจากยาสลบ แต่บางรายอาจจะต้องนอนโรงพยาบาลอีก 1 คืน
หลังผ่าตัดทำหมันหญิงควรนอนพักเพื่อสังเกตอาการอย่างน้อยประมาณ 2-3 ชั่วโมง ในบางครั้งยังอาจมีอาการมึนงงจากยาชาและยาสลบ จึงควรมีญาติพากลับบ้าน ไม่ควรเดิน ขับรถ หรือกลับบ้านเพียงลำพัง จากนั้นจึงสังเกตอาการด้วยตนเอง หากมีอาการปวดแผลผ่าตัดมากหรือมีเลือดออกบริเวณผ่าตัด ให้รีบกลับไปโรงพยาบาล

สล็อตออนไลน์

หลังการผ่าตัดแผลจะหายเป็นปกติภายใน 4-5 วัน ในระหว่างนี้ควรระมัดระวังไม่ให้แผลผ่าตัดถูกน้ำ ไม่ควรอาบน้ำร้อน หรือว่ายน้ำจนกว่าจะครบกำหนดเปิดแผล หรือประมาณ 1 สัปดาห์หลังการผ่าตัด
ควรหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือน เช่น การยกของหนัก การเดินนาน ๆ การเล่นกีฬาที่ต้องออกแรงมาก ๆ หรือการทำงานหนักหลังการผ่าตัดทำหมันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือจนกว่าแผลจะหายสนิทดีแล้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันการตกเลือดหรืออาการปวดแผลหลังการผ่าตัด (หากเย็บแผลด้วยไหมละลาย หลังเปิดแผลถ้าแผลหายดีก็สามารถอาบน้ำได้เลย แต่ถ้าเป็นการเย็บแผลด้วยไหมธรรมดา ต้องไปตัดไหมก่อนเมื่อครบ 7 วัน แล้วจึงจะอาบน้ำได้)
สำหรับการทำหมันแห้งควรงดมีเพศสัมพันธ์หลังการทำหมันอย่างน้อย 7 วัน หรือจนกว่าจะไม่เจ็บแผลผ่าตัด ส่วนการทำหมันเปียก สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้หลังจากคลอดบุตรแล้วประมาณ 4-6 สัปดาห์
หากมีอาการปวดแผลผ่าตัดให้รีบประทานยาเพื่อบรรเทาอาการปวด เช่น พาราเซตามอล (แต่ส่วนมากจะมีอาการปวดเพียงเล็กน้อย และไม่จำเป็นต้องใช้ยาครับ) แต่หากมีอาการปวดมากก็ควรรีบไปพบแพทย์ครับ และหากมีอาการดังต่อไปนี้ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เช่นกัน เช่น มีอาการปวดท้องมาก ทานยาแก้ปวดแล้วยังไม่หายปวด, มีน้ำหรือเลือดออกจากแผลผ่าตัด, มีอาการตกเลือดมาก, หายใจหอบ หน้ามืด, มีไข้มากกว่า 100.5 °F หรือหนาวสั่น, คลื่นไส้อาเจียน
ในระยะยาวอาจมีอาการปวดแปลบ ๆ บริเวณท้องน้อยทั้งสองข้างเล็กน้อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากพังผืดจากการผ่าตัด ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ตามปกติ แต่หากมีอาการปวดท้องน้อยมาก ควรรีบไปพบแพทย์
ในกรณีที่ประจำเดือนขาดหลังทำหมันควรรีบตรวจการตั้งครรภ์ เพราะการทำหมันหญิงไม่สามารถคุมกำเนิดได้เต็ม 100% หากพบมีการตั้งครรภ์ควรรีบไปพบแพทย์ เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูง
เมื่อครบกำหนดเวลานัด หรือครบกำหนด 1 เดือนหลังการผ่าตัดทำ หรือมีอาการผิดปกติ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอีกครั้ง และควรมาตรวจสุขภาพทั่วไปและตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกปีละ 1 ครั้ง

ผลข้างเคียงจากการทำหมันหญิง
อันตรายจากการผ่าตัดทำหมันหญิงมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เพราะในปัจจุบันมีเครื่องมือที่ทันสมัยและมีความปลอดภัยมาก ส่วนอาการแทรกซ้อนอาจพบได้บ้างแต่ก็มีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย หรือพบได้น้อยกว่า 1% (การทำหมันหญิงอันตรายน้อยกว่าการคลอดลูกและการทำแท้งหลายสิบเท่า และมีเพียง 1-2 คนใน 100,000 คน เท่านั้นที่เสียชีวิตจากการทำหมัน) เพราะโดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดทำหมันเป็นหัตถการที่สามารถทำได้โดยง่าย ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนจะใช้เวลาในการผ่าตัดไม่เกิน 15-30 นาที จึงจัดเป็นหัตถการที่พบภาวะแทรกซ้อนได้น้อยมาก ซึ่งภาวะแทรกซ้อนส่วนใหญ่มักมาจากการดมยาสลบ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนด้วยการเปลี่ยนมาใช้ยาชาเฉพาะที่พร้อมกับงดน้ำและอาหารก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก็จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนส่วนนี้ได้ โดยผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้หลังการผ่าตัดทำหมันหญิงมีดังนี้

jumboslot

อวัยวะข้างเคียงภายในอาจได้รับบาดเจ็บร่วมด้วย เช่น มดลูก กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้
อาจเกิดภาวะเสียเลือด ในระหว่างการผ่าตัดอาจมีการฉีกขาดของหลอดเลือดบริเวณท่อนำไข่ได้ หรือไหมที่ผูกบริเวณท่อนำไข่ที่เป็นตัวช่วยห้ามเลือดจากแผลผ่าตัดท่อนำไข่หลุด ทำให้มีเลือดออกในช่องท้องได้
การติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน การติดเชื้อที่แผลผ่าตัดทำหมัน เป็นต้น
หลังการทำหมันอาจเกิดอาการดังต่อไปนี้ได้ประมาณ 2-4 วัน ได้แก่ เจ็บไหล่ แสบคอ ท้องใหญ่และเกร็งหน้าท้อง อาจมีเลือดออกทางช่องคลอด และมีตกขาว
ในบางรายอาจพบว่ามีอาการปวดท้องน้อย ส่วนมากแล้วจะเป็นอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังหรือปวดพอรำคาญ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการมีพังผืดบริเวณที่ตัดผูกท่อนำไข่ แต่ไม่พบว่าเป็นอันตรายแต่อย่างใด
ในบางรายอาจพบว่ามีอาการแพ้ยาชาหรือยาดมสลบ หรือมีปัญหาต่อระบบไหลเวียนเลือดและการหายใจในกรณีที่ได้รับการดมยาสลบ
การตั้งครรภ์นอกมดลูก แม้ว่าการทำหมันจะเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง แต่ก็ยังมีโอกาสทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ ซึ่งถ้ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูกสูง
ผลข้างเคียงอื่น ๆ เช่น การแพ้ยา การติดเชื้อ ปอดบวม โรคแทรกซ้อนทางหัวใจ เป็นต้น
ข้อดีของการทำหมันหญิง
การทำหมันหญิงเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการวางแผนครอบครัว
เป็นวิธีที่ประหยัด สะดวก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการคุมกำเนิด ไม่ต้องกลัวลืมรับประทานหรือฉีดยาคุมกำเนิด และไม่ต้องเสียเวลาในการเข้ารับบริการการคุมกำเนิด
เนื่องจากไม่ใช่วิธีการคุมกำเนิดโดยใช้ฮอร์โมน จึงช่วยลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนได้
ไม่ขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคในการมีเพศสัมพันธ์

slot

ไม่มีผลต่อการให้นมบุตร
ข้อเสียของการทำหมันหญิง
ผู้เข้ารับการผ่าตัดทำหมันจะมีแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง
หากการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ล้มเหลว จะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูง
ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
ทำหมันหญิงแล้วเขาลือกันว่า… ?
ทำหมันแล้วโทรม ทำงานหนักไม่ไหว !! : ไม่จริง เพราะการทำหมันหญิงจะเป็นการผูกท่อนำไข่ ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับอวัยวะส่วนอื่นของร่างกายแต่อย่างใด ส่วนที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรมนั้นมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น หลงเชื่อข่าวลือผิด ๆ เกี่ยวกับการทำหมันหรือมีความกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งเหล่านี้เป็นภาวะทางด้านจิตใจ หรือบางคนอาจมีโรคอยู่ก่อนแล้วหรือเพิ่งเกิดโรคหลังจากที่ทำหมัน ซึ่งเป็นไปตามกาลเวลา แต่ไม่รู้จะโทษอะไรดี ก็เลยไปโทษว่าสาเหตุเป็นเพราะการทำหมัน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่เกี่ยวข้องกันเลย หรือในอีกกรณีที่บางคนใช้การทำหมันเป็นข้ออ้างไม่อยากทำงานหนัก แต่ความจริงแล้วไม่เกิน 1 สัปดาห์แผลก็หายสนิทแล้วครับ สามารถทำงานหนักได้ทุกชนิด ไม่ต่างจากช่วงก่อนทำหมันเลย
ทำหมันหญิงแล้วจะอ้วนขึ้นหรือผอมลงหรือไม่ ? : ไม่เกี่ยวครับ เพราะการทำหมันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อต่อมหรืออวัยวะใด ๆ ที่เกี่ยวกับการกินอาหารและระบบการย่อยอาหารแต่อย่างใด การที่คนเราจะอ้วนหรือผอมนั้นหลัก ๆ แล้วจะขึ้นอยู่กับอาหารการกินหรือเกี่ยวกับสุขภาพทั่วไปของคน ๆ นั้นมากกว่า คนที่อ้วนขึ้นก็อาจเป็นเพราะพันธุกรรมเดิมหรือเกิดความสบายใจทำให้กินดีอยู่ดีจนอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้น ส่วนคนที่ผอมลง ก็อาจเกิดจากการเจ็บป่วยอย่างอื่นก็ได้ ซึ่งมีอยู่หลายปัจจัยครับ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหมันอย่างแน่นอน
ทำหมันหญิงแล้วก็ยังตั้งท้องได้ : ได้ครับ แต่โอกาสมีก็น้อยมาก ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ปีกมดลูกที่ตัด ผูก หรือใช้ไฟฟ้าจี้ มาต่อกันเองได้สำหรับบางคน หรือใช้วงแหวนพลาสติกรัด แล้ววงแหวนเกิดหลุดก็ทำให้ตั้งครรภ์ได้ หรืออีกกรณีก็คือคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์อ่อน ๆ แล้ว แต่ยังไม่รู้ตัว คือไข่มีการผสมและผ่านท่อนำไข่มาแล้ว ก่อนที่จะมาทำหมันโดยการผูกท่อนำไข่ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าทำหมันแล้วเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาจริง ๆ ลูกน้อยในครรภ์ก็ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด ขอให้สบายใจได้เลยครับ
ทำหมันแล้วจะเป็นโรคประสาท : ไม่เกี่ยวกันครับ เพราะการทำหมันไม่ได้ทำลายระบบประสาทแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดอาการหงุดหงิด ปวดศีรษะ หรือเป็นโรคประสาทได้ ถ้าจะเป็นก็เป็นเองครับ ไม่เกี่ยวกับการทำหมัน อย่างบางคนที่เคยมีอาการดังกล่าว พอทำหมันแล้วอาการหายไปเลยก็มี ซึ่งอาจเพราะไม่ต้องมากังวลเรื่องจะมีลูกนั่นเอง
ทำหมันแล้วจะไม่มีประจำเดือน : ไม่จริง การทำหมันหญิงจะไม่มีผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะมดลูกและรังไข่ยังคงมีอยู่ตามปกติ จึงไม่มีผลต่อรังไข่และมดลูก ไม่มีผลรบกวนฮอร์โมนเพศในร่างกาย ผู้ที่ทำหมันแล้วยังสามารถมีประจำเดือนได้ตามปกติเหมือนเดิมจนถึงอายุ 49-50 ปี
ทำหมันแล้วมดลูกจะอักเสบ : ไม่จริง เพราะการทำหมันไม่ได้ไปแตะต้องส่วนของมดลูกเลย
ทำหมันแล้วจะเป็นมะเร็งที่มดลูก : ไม่จริง 100% เพราะในทางกลับกันคนที่มีลูกน้อยจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกน้อยกว่าคนที่มีลูกมากครับ
ทำหมันแล้วไข่ที่ตกออกมาจากรังไข่จะไม่มีทางออก จึงตกค้างและเกิดอันตรายได้ : ก็ไม่จริงอีกแหละครับ ถ้าไข่ตกและไม่ได้รับการผสมก็จะฝ่อไปเองตามธรรมชาติ ไม่สะสมไว้ในร่างกาย

วิธีทำหมันและแก้หมันหญิง

การทำหมันในบ้านเรามีมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2470 แล้ว ในสมัยแรกจะนิยมทำกันในหมู่คนที่มีการศึกษาสูงหรือผู้มีฐานะดี โดยจะทำกันเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ แต่ในปัจจุบันนี้การทำหมันได้รับความนิยมมากขึ้นและแพร่หลาย และเมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิตเราก็ต้องตัดสินใจได้แล้วว่าจะไม่มีลูกอีกต่อไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การทำหมันก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ควรใช้ เพราะเป็นการคุมกำเนิดถาวรที่ทำได้ง่าย สะดวก ปลอดภัย ใช้เวลาน้อย สุขภาพร่างกายไม่เปลี่ยนแปลง และได้ผลดีเกือบ 100% เพราะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเชื้ออสุจิของฝ่ายชายมาพบกับไข่ของฝ่ายหญิง ซึ่งก็สามารถทำได้ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะการทำหมันหญิงครับ

เครดิตฟรี


การทําหมันหญิง
การทำหมันหญิง (Female Sterilization) คือ การคุมกำเนิดชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เป็นวิธีที่ประหยัด ปลอดภัย มีอัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์น้อยมาก เหมาะสำหรับผู้ที่มีบุตรเพียงพอแล้ว และเกิดจากการตัดสินใจร่วมกันทั้งสามีและภรรยา รวมถึงผู้ที่มีข้อห้ามในการตั้งครรภ์ โดยจะเป็นการทำให้ท่อนำไข่ (Fallopian Tube) อุดตัน โดยการใช้ไฟฟ้าจี้ (D), ผูกและตัด (A), ใช้คลิปหนีบ (C), หรือใช้วงแหวนพลาสติก (B) รัดทางเดินของท่อนำไข่ หรือที่เรียกกันว่าปีกมดลูกทั้งสองข้าง ไข่ที่ตกจากรังไข่เดือนละ 1 ใบ จะไม่สามารถเข้ามาผสมกับตัวอสุจิจากฝ่ายชายได้ เมื่อไข่ไม่ถูกผสมก็จะฝ่อไปเองภายใน 1 วัน ส่วนรังไข่ก็ผลิตไข่และฮอร์โมนไปตามปกติ หลังทำหมันแล้วก็สามารถทำงานได้ตามปกติ เพียงแต่ห้ามยกของหนักในช่วง 3-4 วันแรกเท่านั้น ไม่มีข้อห้ามอื่น ๆ สามารถร่วมเพศได้เลย เพราะให้ผลในการคุมกำเนิดแบบทันที ไม่ต้องรอนาน 3-4 เดือนเหมือนที่เข้าใจกัน

ในสมัยก่อนนั้นการทำหมันหญิงจะทำกันเฉพาะในรายที่เพิ่งคลอดบุตรใหม่ ๆ เพราะสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากหลังคลอดใหม่ มดลูกยังสูงอยู่ จึงง่ายที่จะผ่าแผลเล็ก ๆ แพทย์จะทำบริเวณใต้สะดือหรือในขอบสะดือ โดยผ่าประมาณ 2-3 เซนติเมตร เข้าไปหาท่อนำไข่แล้วทำให้อุดตัน ซึ่งวิธีนี้เรียกว่า “การทําหมันเปียก” (การทำหมันหลังคลอด) เมื่อทำเสร็จแล้วต้องนอนพักโรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน จึงจะกลับบ้านได้ แต่ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์พัฒนาไปมาก จึงทำให้การทำหมันหญิงเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว มีความปลอดภัย และประหยัดมาก ทั้งยังสามารถทำได้ในระยะเวลาปกติโดยไม่ต้องรอทำหลังการคลอดบุตร วิธีนี้จึงได้รับความนิยมกันมากขึ้นและแพร่หลายไปทั่วโลก หรือที่เรียกว่า “การทําหมันแห้ง” ซึ่งใช้เวลาไม่นานครับ เมื่อทำเสร็จแล้วหมอจะให้นอนพักประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้เลย

สล็อต

ประเภทของการทำหมันหญิง
1.) การทำหมันหลังคลอด (การทำหมันเปียก) เป็นการทำหมันภายใน 6 สัปดาห์แรกหลังการคลอดบุตร โดยนิยมทำในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังการคลอดบุตร เนื่องจากสามารถทำได้โดยง่าย แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก เนื่องจากมดลูกยังมีขนาดโตลอยอยู่ในช่องท้องเหนืออุ้งเชิงกราน จึงทำให้สามารถหาท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างได้ง่าย วิธีที่นิยมทำกันก็คือ การลงแผลผ่าตัดใต้สะดือ ขนาดแผลยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร แล้วทำการผูกท่อนำไข่และตัดท่อนำไข่บางส่วนออกทั้งสองข้าง เมื่อทำเสร็จแล้วต้องนอนพักโรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน จึงจะกลับบ้านได้ หลังผ่าตัดประมาณ 6-7 วัน จึงมาตัดไหม ส่วนคนที่ผ่าท้องคลอด แพทย์จะทำหมันไปพร้อมกันเลย จะได้ไม่ต้องมาทำใหม่อีก ซึ่งจะต้องนอนพักในโรงพยาบาลประมาณ 4-5 วัน และแพทย์ส่วนใหญ่มักจะแนะนำให้ทำหมันด้วยวิธีนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว เพราะฉะนั้นผู้ที่คิดจะทำหมันด้วยวิธีนี้จะต้องคิดและตัดสินใจให้แน่วแน่ในขณะที่กำลังตั้งครรภ์ เมื่อคลอดเสร็จจะได้ทำหมันได้เลย

2.) การทำหมันปกติ (การทำหมันแห้ง) เป็นการทำหมันในระยะที่ไม่ใช่ในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังการคลอดบุตร มดลูกจะมีขนาดปกติและอยู่ในอุ้งเชิงกราน การผ่าตัดจึงมีความยากในการหาท่อนำไข่มากกว่าการทำหมันเปียก แต่ก็ใช้เวลาไม่นานครับ เพียงแค่ 10-15 นาที เมื่อทำเสร็จแล้วหมอจะให้นอนพักประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้เลย พร้อมกับให้ยาแก้ปวดไปกิน อีกประมาณ 6-7 วันจึงค่อยกลับมาให้หมอตัดไหม ซึ่งการทำหมันแห้งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ

สล็อตออนไลน์

การผ่าตัดหน้าท้อง (Laparotomy) เป็นการลงแผลผ่าตัดบริเวณเหนือหัวหน่าว จากนั้นหาท่อนำไข่เพื่อทำการผูกและตัด (A) ท่อนำไข่บางส่วนออกทั้ง 2 ข้าง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดด้วยวิธีนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ในขั้นตอนแรกนั้น ผู้เข้ารับการผ่าตัดทำหมันจะถูกจัดให้อยู่ในท่านอนหงาย แล้วแพทย์จะทำการฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณที่จะทำการผ่าตัด (ในบางรายอาจใช้วิธีการบล็อกหลัง หรือในรายที่คาดว่าจะทำการผ่าตัดได้ยาก เช่น ผู้ที่อ้วนมาก แพทย์อาจเลือกใช้วิธีการดมยาสลบ ซึ่งการที่แพทย์จะเลือกใช้วิธีใดก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมครับ) หลังจากนั้นพยาบาลจะทำความสะอาดบริเวณหน้าท้องด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และปูผ้าสะอาดปราศจากเชื้อโรคคลุมหน้าท้องเหลือไว้เฉพาะบริเวณที่จะทำการผ่าตัด แล้วคุณหมอจะทำการผ่าเป็นแผลขนาดเล็กในตำแหน่งที่เหมาะสม ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร เมื่อผ่าเข้าไปในช่องท้องจะใช้อุปกรณ์จับท่อนำไข่ ไล่ไปจนเห็นปลายเปิดของท่อนำไข่ซึ่งมีลักษณะคล้ายปากแตร เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นท่อนำไข่ (ท่อนำไข่จะมีอยู่ 2 ข้าง ซ้ายและขวา มีขนาดยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางผิวนอก 3-4 มิลลิเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางในรูท่อ 1 มิลลิเมตร) แล้วใช้ไหมผูกท่อนำไข่ 2 ปม (แบบข้าวต้มมัด) แล้วตัดส่วนกลางของท่อนำไข่ให้แยกออกจากกัน (เนื่องจากท่อนำไข่มี 2 ข้าง การผูกและตัดจึงต้องทำกับท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง) หลังจากนั้นแพทย์จะตรวจดูว่าบริเวณส่วนของปลายท่อที่เหลือมีเลือดออกหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จะทำการเย็บปิดแผลหน้าท้องก็เป็นอันเสร็จ
การทำหมันหญิง

การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopy) เป็นการใช้จี้ไฟฟ้าจี้ท่อนำไข่ร่วมกับตัดท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างออกบางส่วน หรือใช้อุปกรณ์รัดท่อนำไข่ ใช้คลิปหนีบท่อนำไขทั้ง 2 ข้างให้เกิดการอุดตัน โดยส่วนที่ทำได้จะมีอยู่ 2 ตำแหน่ง คือ บริเวณใกล้สะดือ แพทย์จะทำการฉีดยาชา แล้วเจาะรูเล็ก ๆ ขนาดเท่าปากกา และใช้กล้องสอดเข้าไปทำหมัน เมื่อเสร็จแล้วก็เย็บแผลปิดเพียงเข็มเดียว ส่วนอีกที่คือบริเวณเหนือหัวหน่าว แพทย์จะฉีดยาชาแล้วผ่าแผลเล็ก ๆ ประมาณ 2-3 เซนติเมตร เพื่อเข้าไปทำหมัน เสร็จแล้วจึงเย็บแผลปิด 1-2 เข็ม แต่การทำหมันผ่านกล้องนี้มีข้อจำกัดคือ ต้องดมยาสลบ นอนในท่าศีรษะต่ำ และต้องใช้ก๊าซในช่องท้องระหว่างการผ่าตัดทำหมัน ซึ่งเป็นข้อห้ามของผู้ป่วยโรคหัวใจหรือผู้มีภาวะผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด รวมทั้งอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับอวัยวะข้างเคียงในกรณีที่ใช้จี้ไฟฟ้าในรายที่มีการตัดส่วนของท่อนำไข่ออกมา ถ้ายังไม่แน่ว่าเป็นท่อนำไข่จริงหรือไม่ แพทย์หรือพยาบาลที่ช่วยผ่าตัดจะทำการตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าเป็นท่อนำไข่อีกครั้ง (เพราะอาจไปตัดส่วนของเอ็นที่ยึดมดลูกออกมาก็ได้) ด้วยการร้อยไหมให้ผ่านรูของชิ้นเนื้อที่ตัดออกมา หากร้อยไหมได้แสดงว่าส่วนที่ตัดออกมาเป็นท่อนำไข่จริง แต่ในกรณีที่แพทย์ไม่สามารถมองเห็นส่วนปลายของท่อนำไข่หรือพยาบาลไม่สามารถร้อยไหมผ่านรูชิ้นเนื้อได้ หรือมีข้อสงสัยอื่น ๆ แพทย์อาจจะส่งชิ้นเนื้อที่ตัดออกมาไปตรวจทางพยาธิวิทยาว่าเป็นท่อนำไข่จริงหรือไม่

jumboslot

3.) การทำหมันแบบ Essure เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดมากกว่า 2 วิธีแรก โดยกระบวนการ Essure จะเป็นการสกัดกั้นไม่ให้ไข่กับสเปิร์มมาเจอกัน โดยใช้วัตถุขนาดเล็กที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือนิกเกิลที่มีลักษณะเป็นขดลวด 2 ขด (ข้างละ 1 ขด) สอดเข้าไปในท่อนำไข่ โดยใช้กล้องส่องตรวจโพรงมดลูก ใส่เข้าไปทางช่องคลอด ผ่านปากมดลูก ซึ่งกล้องที่ใส่เข้าไปนี้สามารถหมุนเข้าไปอุดท่อนำไข่ได้ เพื่อสร้างปฏิกิริยากระตุ้นให้ร่างกายสร้างพังผืดขึ้นมาปิดท่อนำไข่ ซึ่งใช้เวลาในการทำเพียง 5 นาทีเท่านั้น พูดได้ว่าพักงานเที่ยงไปทำหมันเสร็จกลับมาบ่ายก็ไม่มีใครรู้ เพราะไม่จำเป็นต้องพักฟื้น หลังทำเสร็จก็ไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดแต่อย่างใด แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำหมันด้วยวิธีนี้คือช่วงแรกหลังจากประจำเดือนหมด เนื่องจากเยื่อบุโพรงมดลูกจะบางมากจนสามารถมองเห็นท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างได้อย่างชัดเจน และเพียงชั่วเวลา 3 เดือนหลังทำหมัน เนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ ขดลวดก็จะเจริญเติบโตจนท่อนำไข่ถูกอุดตันลงอย่างสมบูรณ์ หลังจากใส่อุปกรณ์เข้าไป ผู้ทำหมันสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ แต่ต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วยเพื่อรอให้ร่างกายสร้างพังผืดขึ้นมาปิดท่อรังไข่ได้ทั้งหมดก่อน

หลังจากใส่เครื่องมือไปแล้ว 3 เดือน แพทย์จะนัดกลับมาตรวจอีกครั้งเพื่อดูความคืบหน้าของการทำหมันว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ ด้วยการฉีดสีเข้าไป หรือเอกซเรย์ดูว่าตัวโลหะที่ใส่เข้าไปอยู่ในจุดที่ถูกต้องดีหรือไม่ ถ้าเรียบร้อยดีจึงจะถือว่าเป็นการทำหมันถาวรได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ในส่วนของผลข้างเคียงนั้น อุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปจะเป็นนิกเกิลกับไทเทเนียม ซึ่งเป็นโลหะที่มีปฏิกิริยาต่อร่างกายต่ำอยู่แล้ว จึงไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด

slot

4.) การทำหมันโดยการตัดมดลูกในเพศหญิง (Hysterectomy) เป็นการผ่าตัดเพื่อเอามดลูกออกไปจากร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงการตัดรังไข่ออกด้วย ซึ่งเป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ได้แบบถาวร และวิธีนี้ยังใช้สำหรับการรักษาโรคบางโรคได้อีกด้วย เช่น มะเร็งของระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี เช่น เนื้องอกมดลูก, มดลูกหย่อน, เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่, ประจำเดือนมามาก, มะเร็งปากมดลูก มะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก มะเร็งท่อนำไข่ หรือมะเร็งรังไข่ เป็นต้น

หมายเหตุ : ปกติแล้วถ้าพูดถึงการทำหมันสตรี ในความหมายของคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นการทำหมันเปียกหรือการทำหมันแห้งครับ

ประสิทธิภาพในการทำหมันหญิง
การทำหมันหญิงถือเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีผลข้างเคียงน้อย และมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง (แม้จะไม่ 100% ก็ตาม) ซึ่งตามหลักการแล้วการทำหมันหญิงอย่างถูกต้อง (Perfect use) จะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 0.5% ซึ่งหมายความว่า จำนวนการตั้งครรภ์ต่อปีของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยการทำหมันแบบ Tubal ligation จำนวน 200 คน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 1 คน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น ความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด วิธีการผ่าตัด ความยาวของท่อนำไข่ที่ตัดออก หรือผู้เข้ารับการผ่าตัดมีการตั้งครรภ์อยู่ก่อนแล้วก่อนการทำหมัน ฯลฯ และแม้ว่าจะทำการผ่าตัดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทำการผ่าตัดอย่างถูกต้อง แต่ก็ยังมีรายงานพบการเชื่อมต่อกันเองของปลายท่อนำไข่และทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้อยู่ และในส่วนของการทำหมันหญิงแบบ Essure อย่างถูกต้อง พบว่าจะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 0.26% หรือคิดเป็น 1 ใน 384 คน ส่วนด้านล่างนี้เป็นตารางเปรียบเทียบระหว่างการคุมกำเนิดด้วยวิธีการทำหมันหญิงกับวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจครับ

ฟองน้ำคุมกำเนิดเป็นอย่างไร

ฟองน้ำคุมกำเนิด (Contraceptive Sponge) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวของสตรีชนิดหนึ่ง ตัวฟองน้ำมีลักษณะเป็นรูปกลม รูปรี หรือเป็นรูปคล้ายโดนัท ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว ที่ปลายด้านหนึ่งจะมีสายไว้สำหรับนำออกจากช่องคลอด

เครดิตฟรี

ตัวฟองน้ำจะมีลักษณะเป็นโฟมที่ทำมาจากสารสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ (Polyurethane) มีคุณลักษณะเป็นสารปรุพรุนและเคลือบไปด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออสุจิ (Spermicide) มีไว้ใช้สำหรับสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดของสตรีให้ลึกที่สุดก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ โดยอาจใส่ไว้ในช่องคลอดได้นานถึง 24 ชั่วโมง (แต่ไม่ควรใส่ไว้นานเกิน 30 ชั่วโมง) ในระหว่างนี้ถ้ามีการร่วมเพศหลายครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใส่ยาเพิ่ม

ส่วนการจะเอาฟองน้ำออกจะต้องทิ้งเอาไว้ในช่องคลอดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไปหลังจากมีเพศสัมพันธ์เสร็จแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้ตัวยาฆ่าเชื้อได้ออกฤทธิ์ทำลายอสุจิ แต่ฟองน้ำที่ว่านี้ในบ้านเรายังไม่มีขายนะครับ ถ้าอยากจะลองใช้ก็คงต้องรอไปก่อนครับ แต่ถึงจะมีขายก็ยังไม่แนะนำให้ใช้ครับ เพราะการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้มีโอกาสล้มเหลวสูง และอาจทำให้เกิดผลแทรกซ้อนรุนแรงได้ ซึ่งผลแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ๆ คือ การระคายเคืองตัวเยื่อบุช่องคลอดทั้งจากยาฆ่าเชื้ออสุจิที่เหลือไว้หรือจากตัวฟองน้ำที่ทำมาจากสารสังเคราะห์ ทางที่ดีควรเปลี่ยนไปใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นแทนจะดีกว่าครับ

ประสิทธิภาพของฟองน้ำคุมกำเนิด
ฟองน้ำคุมกำเนิดสามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้โดยการฆ่าเชื้ออสุจิและป้องกันเชื้ออสุจิเข้าสู่ปากมดลูก โดยตัวฟองน้ำจะเป็นตัวช่วยซับเชื้ออสุจิเอาไว้ ป้องกันไม่ให้เชื้ออสุจิผ่านเข้าสู่ช่องคลอดได้ ส่วนน้ำยาฆ่าเชื้อที่อยู่บนฟองน้ำจะเป็นตัวยาฆ่าเชื้ออสุจิไปด้วยอีกทางหนึ่ง ซึ่งตามหลักแล้วการใช้ฟองน้ำคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง จะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ 9% (สำหรับสตรีที่ไม่มีบุตร) และ 20% (สำหรับสตรีที่มีบุตรแล้ว) ซึ่งหมายความว่าจำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยการใช้ฟองน้ำคุมกำเนิดจำนวน 100 คน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 9 และ 20 คน แต่โดยทั่วไปแล้วจากการใช้งานจริง (Typical use) กลับพบว่าอัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงมากขึ้นเป็น 12% (สำหรับสตรีที่ไม่มีบุตร) และ 24% (สำหรับสตรีที่มีบุตรแล้ว) หรือคิดเป็น 1 ใน 4 คน จากผู้ที่คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ ส่วนด้านล่างนี้เป็นตารางเปรียบเทียบระหว่างการคุมกำเนิดด้วยวิธีการใช้ฟองน้ำคุมกำเนิดกับวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจครับ

สล็อต

ผู้ที่ไม่ควรใช้ฟองน้ำคุมกำเนิด
คนส่วนใหญ่ที่คุมกำเนิดโดยใช้วิธีนี้จะไม่มีปัญหาในการใช้งาน แต่สำหรับในกลุ่มคนดังต่อไปนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้ฟองน้ำคุมกำเนิด
สตรีที่แพ้ยาซัลฟา หรือแพ้วัสดุที่ใช้ทำจากโฟมคุมกำเนิด
มีความผิดปกติเกี่ยวกับช่องคลอด มีเลือดออกจากช่องคลอด
มีการติดเชื้อทางระบบสืบพันธุ์
สตรีที่เพิ่งจะแท้งบุตรหรือสตรีหลังคลอด
สตรีที่เคยมีอาการ Toxic shock syndrome
วิธีการใช้ฟองน้ำคุมกำเนิด
ในขั้นตอนแรกให้ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ ใส่น้ำสะอาด 2 ช้อนโต๊ะลงในฟองน้ำคุมกำเนิด จากนั้นให้ใช้นิ้วบีบฟองน้ำให้เป็นวงรี โดยให้ปลายฟองน้ำอยู่ด้านล่าง และจึงใส่ฟองน้ำคุมกำเนิดเข้าไปในช่องคลอด แล้วใช้นิ้วชี้ดันเข้าไปให้ลึกที่สุด ส่วนการจะเอาฟองน้ำออกนั้นต้องรอให้ครบ 6 ชั่วโมงเสียก่อน แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่ ใช้นิ้วสอดเข้าไปในช่องคลอดแล้วเกี่ยวเอาสายฟองน้ำและดึงออกมา

สล็อตออนไลน์

วิธีฟองน้ำคุมกำเนิด

ข้อดีของฟองน้ำคุมกำเนิด
เป็นอุปกรณ์การคุมกำเนิดที่พกพาได้สะดวก พกไปไหนได้ง่าย
ไม่ต้องพึ่งพาการคุมกำเนิดจากฝ่ายชายในการใช้ถุงยางอนามัย และสามารถใช้ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรทางการแพทย์
การมีเพศสัมพันธ์ไม่มีการสะดุดเพราะต้องใส่ฟองน้ำคุมกำเนิดก่อนการมีเพศสัมพันธ์ ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนการใส่ถุงยางอนามัย
ฟองน้ำคุมกำเนิดไม่มีส่วนผสมของฮอร์โมน จึงไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนเหมือนยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด ยาฝังคุมกำเนิด และแผ่นแปะคุมกำเนิด
ไม่มีผลต่อประจำเดือน ทำให้ประจำเดือนมาตามปกติ เมื่อหยุดใช้ภาวะการเจริญพันธุ์จะกลับมาทันที
สามารถใช้ได้ในขณะให้นมบุตร

jumboslot

ข้อเสียของฟองน้ำคุมกำเนิด
ขั้นตอนการใส่และถอดฟองน้ำคุมกำเนิดค่อนข้างจะยุ่งยาก และอาจทำให้เลอะเทอะ
ต้องใส่ก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ จึงอาจทำให้ขัดจังหวะในการร่วมเพศ
ในบางรายอาจมีการระคายเคืองในช่องคลอด
โอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์จากการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ยังอยู่ในระดับเสี่ยง แม้จะใช้อย่างถูกต้องก็ตาม และจะยิ่งมีโอกาสล้มเหลวมากขึ้นไปอีกหากใช้อย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม
ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เนื่องจากช่องคลอดยังมีการสัมผัสกับอวัยวะเพศของฝ่ายชายอยู่

การทำงานของฟองน้ำคุมกำเนิด
อันดับแรก ผู้หญิงต้องทำให้ฟองน้ำชุ่มด้วยน้ำ จากนั้นใส่ฟองน้ำคุมกำเนิดเข้าไปในช่องคลอด โดยควรใส่ให้ลึกที่สุดจนถึงบริเวณปากมดลูก ซึ่งฟองน้ำคุมกำเนิดเป็นอุปกรณ์ ที่คุมกำเนิดได้เนื่องจากมีสารฆ่าเซลล์อสุจิ เป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง โดยคุณสามารถมีเพศสัมพันธ์ในเวลาดังกล่าว โดยไม่ต้องการยาฆ่าเซลล์อสุจิเพิ่ม ออกแบบมาเพื่อขัดขวาง และดูดซึมอสุจิ ก่อนที่อสุจิจะเข้าสู่บริเวณปากมดลูก ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างมดลูกกับช่องคลอด ทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้น ระหว่างอสุจิและปากมดลูก ความเสี่ยงของฟองน้ำคุมกำเนิด

ประสิทธิภาพของฟองน้ำคุมกำเนิด
ประสิทธิภาพของฟองน้ำคุมกำเนิด คือจากผู้หญิง 100 คนที่ใช้ฟองน้ำคุมกำเนิด พบว่า 9-11 คนตั้งครรภ์ภายในปีแรก

slot

ความเสี่ยง และผลข้างเคียง จากการใช้ฟองน้ำคุมกำเนิด
สำหรับความเสี่ยงคือ ฟองน้ำคุมกำเนิดไม่ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted infections, STIs)

นอกจากนี้ฟองน้ำและยาฆ่าอสุจิ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง ดังนี้

ช่องคลอดแห้ง หรือระคายเคือง

เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือติดเชื้อในช่องคลอด

เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ กลุ่มอาการท็อกซิกช็อก (Toxic shock syndrome)

วิธีใช้ฟองน้ำคุมกำเนิด
ก่อนใช้ฟองน้ำคุมกำเนิด ควรอ่านฉลากผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด หรือปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ และมีขั้นตอนการใช้ฟองน้ำคุมกำเนิด ดังนี้

ทำฟองน้ำให้เปียกด้วยน้ำเปล่าสะอาด 2 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 30 มิลลิลิตร

บีบเบา ๆ จนกระทั่งเปียกหมาด ๆ แต่ไม่ควรให้แห้งสนิท โดยน้ำจะกระตุ้นยาฆ่าอสุจิในฟองน้ำคุมกำเนิด

เมื่ออยู่ในท่าที่ถนัดแล้ว ให้ใส่ฟองน้ำคุมกำเนิดเข้าไปในช่องคลอด โดยควรให้ด้านที่มีเชือกอยู่ด้านนอก และควรใส่เข้าไปจนปิดปากมดลูก

ข้อควรระวังคือ ไม่ควรกดนิ้วลงบนฟองน้ำขณะที่ใส่เข้าไป

ควรทิ้งไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ แต่ไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

การเอาออก ให้ค่อย ๆ ดึงฟองน้ำคุมกำเนิดออกมา และควรระวังไม่ให้นิ้วกดบริเวณฟองน้ำ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการหลั่งนอก

หลั่งน้ำอสุจิภายนอกช่องคลอด หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า “หลั่งข้างนอก” หรือ “หลั่งภายนอก” (Coitus interruptus, Rejected sexual intercourse, Withdrawal, Pull-out method) เป็นวิธีที่ช่วยลดโอกาสการตั้งครรภ์อย่างหนึ่งที่เมื่อร่วมเพศไปในระยะแรกจะเป็นไปอย่างปกติ (ฝ่ายชายจะไม่ได้สวมถุงยางอนามัย) จนกระทั่งฝ่ายชายรู้สึกใกล้จะหลั่งน้ำอสุจิ ฝ่ายชายจะถอนอวัยวะเพศออกจากช่องคลอดก่อนที่จะถึงจุดสุดยอด และหลั่งน้ำอสุจิออกมาภายนอกช่องคลอดของฝ่ายหญิงแทน โดยไม่ให้น้ำอสุจิเปื้อนบริเวณปากช่องคลอด เพราะอาจจะทำให้เชื้ออสุจิเข้าไปในช่องคลอดได้ โดยคิดไปเองว่าจะไม่ทำให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ของฝ่ายหญิงได้และไม่เกิดการตั้งครรภ์ ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ !! เพราะในระหว่างที่เรากำลังมีเพศสัมพันธ์ อาจจะมีเชื้ออสุจิออกมากับน้ำเมือกบ้างแล้วบางส่วน หรือเมื่อใกล้ถึงจุดสุดยอดแล้วแต่ฝ่ายชายถอนอวัยวะเพศไม่ทัน จนหลั่งน้ำอสุจิเข้าไปภายในช่องคลอดหรือบริเวณปากช่องคลอด เหล่านี้เชื้ออสุจิก็สามารถผ่านเข้าไปในช่องคลอดได้แล้วครับ จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์สูง

เครดิตฟรี

สำหรับสาเหตุที่วิธีการหลั่งนอก (แตกนอก) เป็นที่นิยมกันมากโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ก็คงมาจากความง่าย ความสะดวกสบาย ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ป้องกันใด ๆ แถมยังให้ความรู้สึกถึงอารมณ์แบบเนื้อแนบเนื้ออีกต่างหาก อีกทั้งวัยรุ่นส่วนใหญ่ก็อายที่จะไปซื้อถุงยางอนามัยในร้านสะดวกซื้อมาใช้ หรือบางครั้งก็ฉุกเฉินเกินกว่าจะเตรียมอุปกรณ์ป้องกันได้ทันที ส่วนอีกสาเหตุสำคัญก็คงมาจากความมั่นอกมั่นใจของฝ่ายชายนี่แหละที่บางคนคิดเอาแต่ได้ โดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา หรือมาจากความมั่นใจแบบผิด ๆ ว่าปล่อยนอกยังไงก็ไม่ท้องอย่างแน่นอน คราวนี้เรามาดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการหลั่งนอกกันเลยดีกว่า จะได้หายสงสัยสักทีว่าทำไมหลั่งนอกแล้วแต่ก็ยังท้องได้อยู่ !!

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการหลั่งนอก
การหลั่งนอกเป็นวิธีการป้องกันการตั้งครรภ์ที่มีประสิทธิภาพน้อยมาก มีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้สูง
ในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ ในน้ำหล่อลื่นของฝ่ายชายนั้นจะมีเชื้ออสุจิปะปนออกมาด้วยอยู่แล้ว แต่ไม่เยอะเท่าตอนถึงจุดสุดยอดเท่านั้นเอง !! เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปได้สูงที่ตัวอสุจิเหล่านี้จะเดินทางไปปฏิสนธิกับไข่ในระหว่างการทำกิจกรรม
ในกรณีที่หลั่งไม่ไกลจากช่องคลอดมากพอ เชื้ออสุจิก็ยังสามารถแหวกว่ายเข้าไปในช่องคลอดของฝ่ายหญิงและทำการปฏิสนธิได้อยู่ดี เนื่องจากทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างก็มีน้ำหล่อลื่นที่เป็นตัวช่วยทำให้อสุจิสามารถเดินทางได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
การมีเพศสัมพันธ์ต่อครั้งที่ 2, 3, 4 ฯลฯ ในทันทีจะยิ่งมีความเสี่ยงสูงมากขึ้นไปอีก แม้จะล้างทำความสะอาดมาอย่างดีแล้วก็ตาม เพราะปลายอวัยวะเพศชายยังอาจมีเชื้ออสุจิหลงเหลืออยู่ แต่ที่แน่ ๆ คือในท่อปัสสาวะจะยังมีน้ำเชื้อค้างอยู่จากรอบที่แล้วอย่างแน่นอน ซึ่งมันอาจจะออกมาปิ๊ดหนึ่งในระหว่างร่วมเพศก่อนที่คุณจะหลั่งในรอบถัดไปก็ได้ ในกรณีที่ทำได้ก็คือการปัสสาวะทิ้งก่อนจะมีเพศสัมพันธ์รอบถัดไป ซึ่งจะถือเป็นการล้างท่อไปด้วยในตัว และทำความสะอาดที่ปลายองคชาตเพื่อล้างอสุจิที่ตกค้างออกให้เรียบร้อยก่อนที่ปฏิบัติภารกิจในรอบถัดไป
ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของการหลั่งนอก
ข้อมูลจาก Contraceptive technology (20th revised ed.) ระบุว่าตามหลักแล้วการหลั่งภายนอกช่องคลอดอย่างถูกต้อง (Perfect use) ตามหลักทฤษฎีเป๊ะ ๆ จะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 4% ซึ่งหมายความว่าการตั้งครรภ์จากการคุมกำเนิดด้วยการหลั่งนอกจำนวน 100 คน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ประมาณ 4 คน แต่โดยทั่วไปหรือในโลกความเป็นจริงแล้ว มันก็ต้องมีเป๊ะบ้าง ไม่เป๊ะบ้างเป็นธรรมดา ทำให้การคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ (Typical use) มีอัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้สูงมากขึ้นเป็น 22% หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 คน จากผู้ที่คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ ส่วนด้านล่างนี้เป็นตารางเปรียบเทียบระหว่างการคุมกำเนิดด้วยวิธีการหลั่งนอกกับวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจครับ

สล็อต

หลั่งนอกอย่างถูกวิธี (ไกลจากช่องคลอดมากพอ) > เสี่ยง
หลั่งนอกแบบผิดวิธี (ไม่ไกลช่องคลอดมากพอ) > เสี่ยงมาก
หลั่งนอกและล้างอวัยวะเพศสะอาดแล้ว + มีเพศสัมพันธ์ต่อทันที > โครตเสี่ยง
หลั่งนอกและล้างอวัยวะเพศไม่สะอาดดีพอ + มีเพศสัมพันธ์ต่อทันที > เตรียมเลี้ยงลูก
ข้อดีของการหลั่งนอก
เป็นวิธีที่ใช้ได้เสมอ ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ อาศัยแต่เพียงความอดทนและเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้น โดยสามีจะต้องไม่หลั่งน้ำอสุจิเร็ว ยิ่งถ้าควบคุมการหลั่งน้ำอสุจิได้ด้วยแล้ว โดยรอให้ฝ่ายภรรยาถึงจุดสุดยอดเสียก่อนก็จะได้ผลดีต่อทั้งคู่
เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก ประหยัด ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือแพทย์ใด ๆ
ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับฮอร์โมน จึงไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนเหมือนยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด ยาฝังคุมกำเนิด และแผ่นแปะคุมกำเนิด
ไม่มีผลต่อประจำเดือน ทำให้ประจำเดือนมาตามปกติ เมื่อหยุดใช้ภาวะการเจริญพันธุ์จะกลับมาทันที
ข้อเสียของการหลั่งนอก
วิธีนี้เป็นวิธีที่มีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์สูง สามีบางคนอาจสงสัยว่าทำไมภรรยาถึงตั้งครรภ์ได้ทั้ง ๆ ที่หลั่งนอกทุกครั้ง ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับว่ามันมีโอกาสผิดพลาดได้ง่ายมาก !!
ทำให้คู่สมรสมีความสุขจากการร่วมเพศได้ไม่เต็มที่ (โดยเฉพาะฝ่ายสามี) ส่วนฝ่ายหญิงก็มีโอกาสถึงจุดสุดยอดน้อยลง เพราะฝ่ายสามีต้องฝืนใจเอาอวัยวะเพศออกขณะที่จะถึงจุดสุดยอดทั้งที่ไม่อยากทำ
ในบางกรณี (โดยเฉพาะวัยรุ่นมือใหม่) มักเกิดอาการตื่นเต้นจนทำให้หลั่งเร็วหรือไม่สามารถควบคุมการหลั่งได้ ความเสี่ยงก็จะสูงมากขึ้น
ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ โดยเฉพาะ เอดส์ เริม หนองใน ซิฟิลิส ฯลฯ
หลากหลายคำถามเกี่ยวกับการหลั่งนอก
มีอะไรกันแล้วแตกนอกจะท้องหรือเปล่า ?

สล็อตออนไลน์

ฟันธงไม่ได้ครับ เพราะขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย แต่ถ้าให้เดาก็ถือว่าอยู่ในระดับ เสี่ยง ครับ
มีอะไรกับแฟน โดยที่ไม่ได้ป้องกันอะไรเลย แต่หลั่งนอกจะมีโอกาสเสี่ยงไหม ?

เสี่ยงเหมือนกันครับ แต่อาจจะบอกเป็นตัวเลขไม่ได้ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างตามที่กล่าวมา และขึ้นอยู่กับวันที่มีประจำเดือนรอบสุดท้าย วันที่มีเพศสัมพันธ์อยู่ในช่วงตกไข่ด้วยหรือไม่ เป็นต้น
มีอะไรกับแฟน แต่ทำไม่เสร็จ ในช่วงที่สอดใส่ อยากรู้ว่าจะมีน้ำอสุจิปะปนมากับน้ำหล่อลื่นหรือเปล่า เครียดมากกลัวท้อง ?

ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยครับ ยิ่งนานก็ยิ่งมีโอกาสมาก ถึงจะเสร็จไม่เสร็จก็ตาม
ไม่ได้สอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในช่องคลอดและหลั่งนอก จะมีโอกาสตั้งครรภ์หรือไม่ ?

เป็นคำถามที่น่าสนใจครับ แต่ขอตอบว่า ไม่ตั้งครรภ์อย่างแน่นอนครับ เพราะการจะตั้งครรภ์ได้จะต้องมีการสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปแล้วเท่านั้น หากเพียงแค่ถูภายนอก จะไม่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ เนื่องจากไม่มีของเหลวหรือสารคัดหลั่งพาอสุจิให้แหวกว่ายเข้าไปได้ อีกทั้งอสุจิที่อยู่ภายนอกช่องคลอดก็สามารถมีชีวิตได้เพียงไม่กี่นาที (ไม่เหมือนในช่องคลอดที่มีสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม ทำให้อสุจิสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายวันหรือหลายชั่วโมง)
มีอะไรกับแฟน โดยสอดใส่เข้าไปข้างใน แต่หลั่งข้างนอก กลัวท้องมาก อยากทราบว่ามีความจำเป็นต้องกินยาคุมฉุกเฉินหรือไม่ ?

การหลั่งนอกคือวิธีการช่วยลดโอกาสการตั้งครรภ์ ไม่ใช่วิธีนี้คุมกำเนิดแต่อย่างใด เนื่องจากตัวอสุจิสามารถหลุดรอดออกมาในระหว่างการร่วมเพศและมีโอกาสที่จะเกิดการปฏิสนธิและตั้งครรภ์ได้ อีกทั้งการหลั่งนอกยังมีโอกาสผิดพลาดได้สูงมาก ดังนั้นจึงไม่ควรใช้การหลั่งนอกในการคุมกำเนิด แต่ควรหันมาใช้ถุงยางอนามัยแทน สำหรับในกรณีนี้อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินเข้าช่วยเพื่อลดโอกาสในการตั้งครรภ์
ครั้งแรกเขาหลั่งนอก แต่พอครั้งที่ 2 เขาใส่ถุงยางอนามัย จะมีโอกาสท้องหรือเปล่า ?

jumboslot

ตั้งแต่ครั้งแรกที่ไม่ได้ใส่ถุงยางก็ถือว่าเสี่ยงแล้วครับ
มีอะไรกันวันที่ประจำเดือนหมดพอดีและหลั่งข้างนอก จะมีโอกาสตั้งครรภ์สูงไหม ?

โอกาสตั้งครรภ์ก็มีครับ แต่ก็น้อย เพราะยังอยู่ในช่วงปลอดภัย แต่จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นหากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ยิ่งใกล้ประจำเดือน
สามีหลั่งนอกแต่หลั่งอยู่บริเวณปากช่องคลอดจะท้องหรือเปล่า ?

เสี่ยงตั้งครรภ์สูงครับ เพราะในกรณีที่หลั่งไม่ไกลจากช่องคลอดมากพอ เชื้ออสุจิจะยังสามารถแหวกว่ายเข้าไปในช่องคลอดของฝ่ายหญิงและทำการปฏิสนธิได้อยู่
แฟนหลั่งนอก แต่หลั่งใส่กางเกงในตรงบริเวณจุดนั้นพอดี แต่หนูไม่ได้อาบน้ำทันที จะมีโอกาสท้องหรือไม่ ?

ไม่ได้ใส่ถุงก็ถือว่าเสี่ยงแล้ว แต่กรณีนี้คงมีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีกครับ
มีอะไรกับแฟนเสร็จแล้ว เอาออกมาหลั่งข้างนอก แล้วเอากระดาษทิชชูเช็ด แล้วมีเพศสัมพันธ์กันต่อ จะท้องหรือเปล่า ?

เสี่ยงสูงมากครับ เพราะในท่อปัสสาวะจะยังคงมีน้ำเชื้อค้างอยู่ และพร้อมจะปิ๊ดออกมาได้ในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งต่อไป
มีเพศสัมพันธ์กับแฟนครั้งแรกแล้วหลั่งนอก จากนั้นจึงไปล้างหัวออกและลองรีดตรงหัวดูและไม่พบน้ำอสุจิ แล้วไปมีเพศสัมพันธ์ต่อในทันทีจะมีโอกาสท้องรึเปล่า ?

เสี่ยงสูงมากครับ เพราะแม้จะรีดน้ำออกหมดแล้วก็จริง แต่ในท่อปัสสาวะอาจจะยังมีน้ำเชื้อค้างอยู่ ซึ่งน้ำเชื้อที่ค้างอยู่จากรอบที่แล้วอาจจะออกมาในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งใหม่ ก่อนที่คุณจะหลั่งในรอบถัดไปก็ได้
มีอะไรกับแฟนไม่ได้ใส่ถุงและหลั่งนอกตลอด พอจะแตก ก็ชักออกมาแล้ววิ่งไปชักต่อในห้องน้ำจนเสร็จ + ฉี่และล้างทำความสะอาดอย่างดี แล้วมาทำต่อรอบสอง แบบนี้จะมีโอกาสท้องหรือเปล่า ?

เสี่ยงมากครับ หาชื่อลูกไว้รอได้เลย
คห.สมาชิกหมายเลข 1274171 บอกว่า “ของพี่ก็ทำแบบน้องล่ะค่ะ ตอนนี้ได้มา 2คน แล้วค่ะ หญิง 1 คน ชาย 1 คน”
คห.shaman king บอกว่า “เพื่อนเราใช้วิธีนี้ ลูกสองแล้วค่ะ”
คห.Kiruna บอกว่า “ผมเองก็ทำแบบนี้ 4-5 ปีก็ไม่ท้อง (แต่ไม่เคยเช็ด) พอพร้อมที่จะมีลูก แตกในเดือนแรกก็ท้องเลย”
แฟนบอกว่ามีน้ำแตกนิดเดียวแล้วเอาออกจะมีสิทธิ์ท้องหรือไม่ ?

[NPC5]
ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยในเลยครับ พูดง่าย ๆ คือ มีความเสี่ยงสูงมากครับ
มีเพศสัมพันธ์กับแฟนติดกันหลายวัน โดยไม่ได้ใส่ถุง แต่แตกนอกตลอด จะท้องหรือเปล่า ?

หาคู่มือการเลี้ยงลูกมาอ่านรอได้เลยครับ ราคาเล่มละไม่เกิน 200 บาท
นอนกับแฟนมาหลายวัน แตกนอกตลอด ประจำเดือนไม่มา จะท้องหรือเปล่า ?

เตรียมเลี้ยงลูกได้เลยครับ
สามีชอบหลั่งนอก แต่ดิฉันอยากมีลูกมาก เพราะอายุมากแล้ว บางครั้งใช้นิ้วป้ายอสุจิที่หลั่งนอกแล้วสอดเข้าไปในช่องคลอด ก็ยังไม่ท้องสักที ควรจะทำยังไงดี ?

ข้อพึงระลึก
หากไม่ได้ป้องกัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถุงยางอนามัยกล่องหนึ่ง 60-70 บาท ใช้ซะจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวล ที่แจกฟรีก็มีเยอะไปครับ
การคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้มีโอกาสผิดพลาดเยอะ ไม่เชื่อลองค้นใน Google คำว่า “ใครใช้วิธีหลั่งนอกแล้วท้องบ้าง” แล้วไปหาอ่านใน pantip ดูได้เลย ความเห็นส่วนใหญ่บอกว่าจากประสบการณ์ใช้วิธีนี้ในการคุมกำเนิดแล้วพบว่าท้องมากกว่าคนไม่ท้องซะอีก อย่าได้ลองเชียว ถ้าไม่จำเป็นฉุกเฉินจริง ๆ
จากผลการวิจัยจากนิตยสาร Human Fertility ISSUE เปิดเผยว่า 41% ของผู้ชายที่มีน้ำใส ๆ ที่ออกมาก่อนสำเร็จความใคร่จะมีน้ำอสุจิจำนวนมากถึง 40 ล้านตัว !!
สรุป สำหรับใครที่คิดจะถามคำถามเดิม ๆ ว่าจะท้องหรือไม่ คำตอบแบบฟันธงว่าท้องหรือไม่ท้องคงไม่มีหรอกครับ เพราะหลาย ๆ คู่ ตั้งใจจะมีลูกปล่อยในตลอดทั้งเดือนก็ยังไม่มีสักที ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีปัญหาสุขภาพใด ๆ ส่วนโอกาสท้องที่จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คงวัดกันได้ยาก เพราะแต่ละคู่มีปัจจัยแตกต่างกัน เช่น สุขภาพของทั้งคู่, รอบเดือนของฝ่ายหญิง, ระยะเวลาการมีเพศสัมพันธ์, จังหวะการปล่อยนอก, จำนวนครั้งที่มีเพศสัมพันธ์, การเช็ดล้างทำความสะอาด, ฝ่ายชายพลาดปล่อยในไปบ้างแล้วแต่ไม่บอกฝ่ายหญิง ฯลฯ เรื่องเหล่านี้คงไม่มีใครรู้เท่าตัวเราเองหรอกจริงไหมครับ แต่เท่าที่ผมรู้ได้อย่างหนึ่งก็คือ ถ้ายิ่งทำแบบนี้บ่อย ๆ และไม่ระวัง โอกาสเสี่ยงก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็อยากจะฝากบอกน้อง ๆ ที่ยังไม่พร้อมจะมีลูกนะครับ ว่าอย่าคิดทำอะไรเสี่ยง ๆ หาทางป้องกันไว้จะดีกว่า เพราะถ้าพลาดมาแล้วชีวิตเราทั้งชีวิตอาจเปลี่ยนไปเลยก็ได้ ขอให้โชคดีครับ

ข้อสรุปเกี่ยวกับหน้า7หลัง7

หน้า 7 หลัง 7 คือ การนับระยะปลอดภัย (แบบโบราณ) ที่ใช้กันมานานแล้ว แต่ก็ยังใช้กันแบบผิด ๆ ถูก ๆ โดยเป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ใช้ได้เฉพาะกับสตรีที่มีรอบเดือนปกติ มาตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน (รอบเดือน หมายถึง จำนวนวันในแต่ละรอบประจำเดือน ไม่ใช่รอบเดือนตามปฏิทิน) คือ ประมาณ 26-32 วัน ซึ่งโดยปกติแล้วสตรีทั่วไปจะมีรอบเดือนประมาณ 28 วัน แต่บางคนก็มีรอบเดือนที่สั้นกว่าหรือยาวกว่าปกติ คือ ไม่ต่ำกว่า 26 วัน และไม่ยาวกว่า 32 วัน โดยระยะปลอดภัยที่ว่านี้ก็คือ ช่วง 7 วันก่อนที่ประจำเดือนจะมารอบหน้า และ 7 วันหลังจากที่ประจำเดือนมาวันแรก (เริ่มนับตั้งแต่วันที่ประจำเดือนมาวันแรก)

เครดิตฟรี

กรณีของหน้า 7 หรือ 7 วันก่อนมีประจำเดือน ก็แปลว่าคุณจะต้องรู้ว่าประจำเดือนคราวต่อไปจะมาวันที่เท่าไร จึงจะสามารถกะได้ว่า 7 วันนั้นคือวันไหนบ้าง สมมติกะได้ว่าประจำเดือนรอบหน้าจะมาวันที่ 15 คุณก็จะรู้ได้ว่าวันปลอดภัยคือวันที่ 14, 13, 12, 11, 10, 9, 8 ดังนั้นพอถึงวันที่ 8 ก็จะรู้ว่าถึงวันปลอดภัยที่พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะตั้งครรภ์
กรณีของหลัง 7 หรือ 7 วันหลังจากประจำเดือนมาวันแรก ก็แปลว่าจะมีวันที่มีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัยแค่ไม่กี่วัน (ถ้าคุณไม่ฝ่าไฟแดง) สมมติว่า ถ้ารอบเดือนนั้นมีประจำเดือนมา 4 วัน ก็จะมีวันปลอดภัยเหลือ 3 วัน ถ้าประจำเดือนมา 5 วัน ก็จะมีวันปลอดภัยเหลือ 2 วัน แต่ถ้ากลัวไม่คุ้มและอยากจะฝ่าไฟแดงก็สามารถทำได้ครับ เพราะไม่มีอันตรายแต่อย่างใด แต่ก็ต้องสวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งครับ เพราะการมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่มีประจำเดือนอาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือติดโรคได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นหนองใน ซิฟิลิส ฯลฯ รวมถึงอาจเกิดการถลอกเป็นแผลได้ง่ายขึ้นด้วย
หน้า 7 หลัง 7 นับยังไง
การนับหน้า 7 หลัง 7 จะใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัยในเฉพาะสตรีที่มีรอบเดือนปกติและมาอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน เพราะหากคลาดเคลื่อนเพียงวันเดียวนั้นอาจหมายถึงการตั้งครรภ์ !! โดยเฉพาะในกรณีของ “หน้า 7” หรือก่อนมีประจำเดือน 7 วัน ถ้าสมมติประจำเดือนในรอบเดือนนั้นมาคลาดเคลื่อนหรือมาช้าไป 1-3 วัน แล้วมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาดังกล่าว โอกาสเกิดการตั้งครรภ์ก็สูงมาก

ก่อนอื่นผมมีความจำเป็นจะต้องอธิบายให้ความเข้าใจถึงคำว่า “ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ” เสียก่อน เพราะมีหลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจแบบแจ่มแจ้ง เมื่อนำไปปฏิบัติตามก็ซวย เกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมาดื้อ ๆ โดยข้อมูลที่มักเข้าใจกันผิด ๆ ก็คือ

บางคนเข้าใจว่า “หลัง 7” คือหลังจากประจำเดือนหมดแล้วก็เริ่มนับเป็นวันที่ 1 ผิดนะครับ แบบนี้เตรียมเลี้ยงลูกได้ ความจริงคือต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ประจำเดือนมาวันแรกเลยครับ
บางคนเริ่มนับวันแรกเป็นหลังวันที่ประจำเดือนมา แบบนี้ผิดครับ ความจริงจะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ประจำเดือนมาเลยครับ เช่น มาวันที่ 7 ก็ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 7 เป็นวันแรกเลยครับ
บางคนเข้าใจว่าประจำเดือนตัวเองมาทุกเดือน ก็เลยคิดไปเองว่า “รอบเดือนมาสม่ำเสมอ” แต่ความจริงแล้วแม้ประจำเดือนจะมาทุกเดือน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีรอบเดือนมาสม่ำเสมอนะครับ เพราะบางคนมาแบบสวิง เดือนแรกมีรอบเดือน 26 วัน เดือนถัดมามี 30 วัน มาอีกเดือนมี 32 วัน และเดือนล่าสุดมี 28 วัน ถ้าไปใช้วิธีนี้ในการนับก็เรียกว่าพลาดแล้วล่ะครับ
รอบเดือนมาสม่ำเสมอ หรือ รอบเดือนมาตรงกำหนด หมายถึง ผู้ที่มีจำนวนวันในแต่ละรอบประจำเดือนเท่ากันทุกเดือน เช่น

สล็อต

นางสาว A มีรอบเดือนจำนวน 28 วัน ก็แปลว่าเมื่อครบ 28 วัน ประจำเดือนก็จะเริ่มมาแล้ว ถ้านางสาว A ประจำเดือนมาวันแรกวันที่ 15 กันยายน เมื่อนับไปอีก 28 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม พอวันที่ 13 ตุลาคมประจำเดือนของนางสาว A ก็จะมา เดือนหน้าก็นับไปอีก 28 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 9 พฤศจิกายน และประจำเดือนจะเริ่มมาวันที่ 10 พฤศจิกายน
นางสาว B มีรอบเดือนจำนวน 26 วัน ก็แปลว่าเมื่อครบ 26 วัน ประจำเดือนก็จะเริ่มมาแล้ว ถ้านางสาว B ประจำเดือนมาวันแรกวันที่ 15 กันยายน เมื่อนับไปอีก 28 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม พอวันที่ 11 ตุลาคม ประจำเดือนของนางสาว B ก็จะมา เดือนหน้าก็นับไปอีก 26 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน และประจำเดือนจะเริ่มมาวันที่ 6 พฤศจิกายน แบบนี้แหละครับที่เรียกว่ารอบเดือน “มาสม่ำเสมอ” หรือ “มาตรงกำหนด” แม้จะไม่ตรงกับวันที่ในปฏิทินก็ตาม
มาถึงการคำนวณหน้า 7 หลัง 7 แบบคร่าว ๆ กันบ้าง ถ้าเข้าใจหลักการแล้วก็ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ โดยสามารถคำนวณได้ดังนี้ (แต่ยังไม่แนะนำครับ)

สมมติว่า นางสาว ก. ประจำเดือนมาตรงกันทุกเดือนและมาสม่ำเสมอ โดยประจำเดือนเริ่มมาวันแรกคือวันที่ 15 ดังนั้น
ช่วงระยะปลอดภัยหน้า 7 ก็คือช่วงก่อนวันที่ 15 นับไปอีก 7 วัน คือ วันที่ 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14
ช่วงระยะปลอดภัยหลัง 7 ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ประจำเดือนมาวันแรก ถ้าประจำเดือนมาตรงกับวันเดิมคือวันที่ 15 ก็ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 15 ไปอีก 7 วัน คือ วันที่ 15, 16, 17, 18, 19, 20, 21 (แต่ถ้ารอบเดือนนั้นประจำเดือนเกิดมาคลาดเคลื่อน สมมติว่ามาวันที่ 16 ก็ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 ไปอีก 7 วันครับ คือ วันที่ 16, 17, 18, 19, 20, 21, 22)
เพราะฉะนั้น ระยะที่ปลอดภัยที่นางสาว ก. สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัยก็คือตั้งแต่วันที่ 8-21
จากตัวอย่างนี้หากนำไปปฏิบัติตามอย่างจริง ๆ ผมเชื่อว่าไม่พลาดครับ หมายถึง ไม่พลาดที่จะมีลูกนะครับ !! เพราะเป็นการคำนวณแบบหยาบ ๆ ซึ่งข้อมูลหลาย ๆ แห่งก็ยังแนะนำการนับหน้า 7 หลัง 7 ด้วยวิธีแบบนี้อยู่ น่าใจหายเสียเหลือเกินว่าประชากรในบ้านเราจะเพิ่มขึ้นจากการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมมากน้อยเพียงใด เพราะอย่าลืมครับว่าจำนวนวันของแต่ละรอบเดือนในแต่ละคนไม่เท่ากัน แม้รอบเดือนของคน ๆ นั้นจะมาตรงเวลาสม่ำเสมอก็ตาม เพราะอย่างบางคนมีรอบเดือนสั้น ส่วนบางคนก็มีรอบเดือนยาว หากนำไปปฏิบัติตามก็คงไม่พ้นได้เลี้ยงลูกเป็นแน่แท้ บางคนนึกภาพไม่ออก ผมจึงขอสมมติเหตุการณ์ดังนี้ครับ

สล็อตออนไลน์

นางสาว ข. มีรอบเดือนสม่ำเสมอ คือ 32 วัน มีประจำเดือนมาวันแรก คือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ (เดือนนี้มี 28 วัน) ถ้าใช้หลักการนับวันข้างต้นโดยเอารอบเดือนหน้า คือ วันที่ 1 มีนาคมเป็นตัวตั้ง ก็จะได้ระยะปลอดภัยคือวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 7 มีนาคม แต่อย่าลืมว่านางสาว ข. มีรอบเดือนเฉลี่ยคือ 32 วัน นั่นหมายความว่าวันปลอดภัยจะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ไล่ไปจนครบ 32 วัน ซึ่งจะตรงกับวันที่ 4 มีนาคม ดังนั้นระยะปลอดภัยที่แท้จริงของนาวสาว ข. ก็คือ ก่อนวันที่ 4 มีนาคม นับเพิ่มไปอีก 7 วัน และนับย้อนจากวันที่ 4 ไปอีกจนครบ 7 วัน ดังนั้น ระยะปลอดภัยจริง ๆ ของนางสาว ข. คือวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 10 มีนาคม !! คุณเห็นอะไรไหมครับ ?? ถ้านางสาว ข. ใช้หลักการนับวันข้างต้นคำนวณ แล้วเริ่มมีเพศสัมพันธ์กันตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ มันจะเกิดอะไรขึ้น ?? ทั้ง ๆ ที่วันก่อนปลอดภัยจริง ๆ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ คลาดเคลื่อนไปถึง 4 วันเต็ม ๆ !! มันก็เสี่ยงท้องสิครับแบบนี้
คราวนี้เรามาดูวิธีการคำนวณหน้า 7 หลัง 7 แบบถูกต้องกันดีกว่าครับ ว่าถ้ามีรอบเดือนมาตรงกันทุกเดือนจะมีวิธีการคำนวณแบบถูกต้องกันอย่างไร ผมจะสมมติว่า

นางสาว ค. มีรอบเดือนมาสม่ำเสมอ โดยมีจำนวนวันในแต่ละรอบเดือน คือ 28 วัน สมมติว่าประจำเดือนของนางสาว ค. ประจำเดือนมาวันแรก คือ วันที่ 1 มกราคม 2558 ดังนั้น
ช่วงระยะปลอดภัย “หลัง 7” จะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ประจำเดือนมาวันแรก คือ วันที่ 1 มกราคมไล่ไปจนครบ 7 วัน คือ วันที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6 และ 7 มกราคม 2558 (1-7 ม.ค. นี่จะคือช่วงปลอดภัยของ “หลัง 7” ครับ)
ช่วงระยะปลอดภัย “หน้า 7” จากตัวอย่างข้างต้น นางสาว ค. มีจำนวนวันในแต่ละรอบเดือน คือ 28 วัน ก็ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมไปจนครบ 28 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 27 มกราคม ก็ให้เอาวันที่ 27 มกราคมนี่แหละครับเป็นวัน “กำหนดหน้า 7” ฉะนั้นหน้า 7 จะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 27 มกราคมย้อนกลับมาจนครบ 7 วัน คือ วันที่ 27, 26, 25, 24, 23, 22, 21 มกราคม 2558 นี้จะเป็นช่วงปลอดภัยครับ นางสาว ค. สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ
จากนี้นางสาว ค. ก็ต้องรอให้ประจำเดือนมาก่อนครับ เพื่อความชัวร์ (ซึ่งคาดว่าวันที่ 28 มกราคม ประจำเดือนก็จะต้องมาแล้ว) แล้วจึงค่อยเริ่มการนับ “หลัง 7” ใหม่อีกรอบ และก็วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ครับ นี่แหละครับคือการนับหน้า 7 หลัง 7 ที่ถูกต้อง 🙂
แต่อย่างที่บอกไปครับหลักการนี้มันใช้ได้เฉพาะกับสตรีที่มีรอบเดือนมาสม่ำเสมอแบบเป๊ะ ๆ อย่างนางสาว ค. เท่านั้น ซึ่งคนส่วนมากรอบเดือนจะไม่เป๊ะขนาดนั้นไงครับ ซึ่งในหัวข้อถัดไปผมจะอธิบายให้ฟังครับว่า ถ้าจะคำนวณวันปลอดภัยอย่างถูกต้องสำหรับคนทั่วไปที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ แต่ไม่ตรงเป๊ะแบบนางสาว ค. เราจะคำนวณกันอย่างไร ในหัวข้อ “การนับวันปลอดภัย” ครับ

jumboslot

ข้อสงสัยเรื่องหน้า 7 หลัง 7
หน้า 7 หลัง 7 หลั่งนอก จะท้องไหม ?

ตอบ หากรอบเดือนมาสม่ำเสมอและใช้วิธีการนับอย่างถูกต้อง โอกาสการตั้งครรภ์ก็น้อยมากครับ

หน้า 7 หลัง 7 หลั่งใน จะท้องไหม ?

ตอบ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการคุมกำเนิดใดที่ให้ผล 100% (นอกจากการงดมีเพศสัมพันธ์) ในกรณีของหน้า 7 หลัง 7 ก็เช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะปัจจัยอื่น ๆ หลายอย่าง เช่น วันตกไข่ของสตรีที่แต่ละคนมักมีไม่เท่ากัน ถ้าไปใช้วิธีการนับแบบหน้า 7 หลัง 7 แล้วเกิดประจำเดือนในรอบนั้นมาคลาดเคลื่อนและเป็นช่วงตกไข่พอดี ก็เสี่ยงต่อการปฏิสนธิทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยรุ่นที่เป็นวัยเจริญพันธุ์ การตกไข่ก็จะยิ่งมีบ่อยกว่าวัยอื่น ๆ จึงทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์สูงมากขึ้นตามไปด้วย

นับหน้า 7 หลัง 7 แบบถูกต้องจะท้องไหม ?

ตอบ อย่างที่บอกไม่มีอะไรแน่นอน 100% ครับ ขนาดฝ่าไฟแดงแล้วท้องก็ยังมีกรณีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ที่ตอบได้ก็คือ “ยังมีโอกาสท้อง” อยู่ครับ แต่ถ้านับอย่างถูกต้องโอกาสท้องก็จะลดน้อยลง

ถ้ามีเพศสัมพันธ์ในวันที่มีประจำเดือนจะปลอดภัยหรือไม่ ?

ตอบ ตามปกติแล้วปลอดภัยครับ ถ้ารอบเดือนของคุณไม่มามากกว่าคราวละ 7 วัน

รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ สามารถใช้วิธีนับหน้า 7 หลัง 7 ได้หรือไม่ ?

ตอบ ไม่ได้ครับ เพราะบางคนรอบเดือนมาแบบสะเปะสะปะมาก เดือนก่อนโน้นมาวันที่ 10 ของปฏิทิน เดือนต่อมาประจำเดือนมาวันที่ 7 แล้วเดือนล่าสุดมาวันที่ 14 เรียกได้ว่าเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย มาบ้างไม่มาบ้าง แบบนี้ใช้วิธีการนับหน้า 7 หลัง 7 ไม่ได้ครับ

[NPC5]
หากมีเพศสัมพันธ์ก่อน 7 วัน หรือหลัง 7 วัน ประมาณ 1-2 วัน จะปลอดภัยหรือไม่ ?

ตอบ ก่อนอื่นต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนว่า “เมื่อไหร่ก็ตามที่ไข่ตก แล้วไม่มีการปฏิสนธิอีก 14 วัน ประจำเดือนก็จะมา” สมมติว่าไข่ตกวันที่ 1 มกราคม แล้วไม่มีเพศสัมพันธ์เลย ในวันที่ 14 มกราคม ประจำเดือนก็จะมา ในกรณีของคนที่รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เอาแน่เอานอนไม่ได้ จะไม่มีทางคำนวณหาวันที่ไข่จะตกได้ แต่สำหรับคนที่มีรอบเดือนมาสม่ำเสมอ ก็จะสามารถกะวันที่ประจำเดือนจะมาในคราวหน้าได้ครับ เช่น

นางสาว C มีรอบเดือนมาทุก ๆ 30 วันแน่นอน เมื่อครบ 30 วัน ประจำเดือนของนางสาว C ก็จะมา สมมติว่า ประจำเดือนของนางสาว C มาวันที่ 1 มกราคม เมื่อนับไปอีก 30 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 30 มกราคม เมื่อถึงวันที่ 31 มกราคม ประจำเดือนของนางสาว C ก็จะมา
เมื่อคำนวณหาวันตกไข่ ก็ให้นับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 30 มกราคมไปจนครบ 14 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 17 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ไข่ตกหรือวันที่ไม่ปลอดภัยมาก ๆ (เสี่ยงตั้งครรภ์สุด ๆ)
แต่วันที่ไข่ตกมันอาจจะมาตรงบ้างไม่ตรงบ้าง แต่บวกลบแล้วไม่เกิน 2 วัน จึงต้องเผื่อวันไข่ตกเพิ่มเข้าไปอีก 4 วัน นั่นคือวันที่ 15, 16, 18, 19 มกราคม สรุปแล้วช่วงไม่ปลอดภัยจะรวมเป็น 5 วัน คือวันที่ 15, 16, 17, 18, 19 มกราคม
เมื่อไข่ตกแล้วก็จะมีชีวิตอยู่ได้อีก 24 ชั่วโมง (ถ้าสมมติว่ามีเพศสัมพันธ์วันที่ 20 มกราคม แต่ไข่ตกวันที่ 19 ก็ยังมีสิทธิตั้งครรภ์ได้ครับ) ดังนั้น การนับวันไม่ปลอดภัยจึงต้องบวกเพิ่มไปอีก 1 วัน คือวันที่ 20 มกราคม รวมแล้วเป็น 6 วัน คือวันที่ 15, 16, 17, 18, 19, 20 มกราคม
แต่ยังไม่หมดแค่นั้นครับ เพราะเชื้ออสุจิเมื่อเข้ามาอยู่ในช่องคลอด มันจะมีชีวิตอยู่รอผสมกับไข่ได้นานถึง 48 ชั่วโมง (ถ้าสมมติว่ามีเพศสัมพันธ์วันที่ 13 หรือ 14 มกราคม แต่ไข่ตกวันที่ 15 มกราคมก็ยังมีสิทธิ์ตั้งครรภ์ได้นั่นเอง) ดังนั้น วันที่ไม่ปลอดภัยจึงมีเพิ่มขึ้นมาอีก 2 วัน !! คือวันที่ 13 และ 14 มกราคม รวมแล้ววันไม่ปลอดภัยจึงมีเพิ่มขึ้นรวมเป็น 8 วัน !! คือวันที่ 13, 14, 15, 16, 17, 18, 19, 20 มกราคม
สรุป โอกาสเสี่ยงขึ้นอยู่กับรอบเดือนของแต่ละคนว่าสั้นหรือยาว ถ้ารอบเดือนยาว (32-33 วัน) ก็สามารถมีเพศสัมพันธ์เลย 7 วันหลังมา 1-2 วันได้อย่างปลอดภัย แต่ถ้ารอบเดือนสั้น (26 วัน) ก็ไม่ควรครับ เพราะเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ และควรลดวันปลอดภัยจาก 7 วันหลัง ลงมาเหลือ 6 วัน

ข้อสรุปเกี่ยวกับหน้า 7 หลัง 7
ในกรณีที่รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ในช่วงที่มีประจำเดือน (ไม่เกิน 7 วัน นับจากวันที่ประจำเดือนมา) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ารอบเดือนของคุณสั้นหรือยาวแค่ไหนด้วย
การจะใช้วิธีนับวันปลอดภัยหน้า 7 หลัง 7 จะต้องมีรอบเดือนมาสม่ำเสมอ และมาแบบเป๊ะ ๆ เท่านั้น เช่น 28, 28, 28 หรือ 30, 30, 30 ฯลฯ
ในกรณีที่มีรอบเดือนสั้น การมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 7 วันหลังมีประจำเดือน โดยเฉพาะวันท้าย ๆ ก็จะเริ่มหมิ่นเหม่แล้วครับ และเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้ โดยเฉพาะวันที่ 6 หรือ 7 แต่ถ้ารอบเดือนยาวก็ไม่มีปัญหาอะไร วันที่ 7 ก็ยังคงปลอดภัยสบายใจหายห่วงครับ
ในกรณีของ “หลัง 7 หรือ 7 วันหลัง” (นับจากวันแรกที่ประจำเดือนมา) ความปลอดภัยในการคุมกำเนิดจะลดลงเรื่อย ๆ ครับ และก็จะมาถึง 8 วันอันตรายที่ไม่ปลอดภัย พอพ้นจาก 8 วันอันตรายนี้ไปแล้ว ความปลอดภัยจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนถึง 7 วันก่อนที่ประจำเดือนจะมา ซึ่งจะเป็นช่วงปลอดภัยที่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้นั่นเองครับ
สำหรับคนที่ใช้วิธีนี้แล้วท้อง หลัก ๆ แล้วจะมีแค่ 2 กรณีครับ คือ นับไม่ถูกหลัก (นับแบบหยาบ ๆ) และรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอแต่ดันไปใช้การนับหน้าเจ็ดหลังเจ็ด ถ้าท้องก็ไม่ต้องแปลกใจเลยครับ !! ส่วนอีกกรณีที่พบได้น้อยมากก็คือ นับอย่างถูกวิธีก็แล้ว รอบเดือนมาสม่ำเสมอก็แล้ว หรือแม้กระทั่งฝ่าไฟแดง แต่ก็ยังท้อง !! ถ้าคุณเป็นหนึ่งในนี้ก็ไม่ต้องแปลกใจครับ คุณยังมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์อีกหลายคน

วิธีการหาระยะปลอดภัย

ระยะปลอดภัย คือ วิธีการคุมกำเนิดโดยวิธีธรรมชาติอย่างหนึ่ง ในบ้านเราใช้วิธีนี้กันมานานและกำหนดวันที่ปลอดภัยกันแบบง่าย ๆ คือ “ก่อน 7 หลัง 7” (เจ็ดวันก่อนมีประจำเดือน และเจ็ดวันหลังมีประจำเดือนคือช่วงที่ปลอดภัย สามารถร่วมเพศได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะตั้งครรภ์) แต่สูตรนี้อาจมีความผิดพลาดได้ถ้าประจำเดือนของสตรีมาไม่สม่ำเสมอ ในปัจจุบันจึงมีวิธีหาระยะปลอดภัยซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น การนับวัน (Calendar method), การวัดอุณหภูมิหลังตื่นนอน (Basal body temperature method), การสังเกตมูกที่ปากมดลูก (Cervical mucous method) และวิธีอื่น ๆ หรืออาจใช้ร่วมกันก็ได้ เพราะจะช่วยทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงขึ้น โดยจะขออธิบายอย่างละเอียดดังนี้

เครดิตฟรี

การนับหน้า 7 หลัง 7
หน้า 7 หลัง 7 เป็นการนับระยะปลอดภัยที่ใช้กันมานานแล้ว โดยเป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ใช้ได้เฉพาะกับสตรีที่มีรอบเดือนปกติ มาตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน (รอบเดือน หมายถึง จำนวนวันในแต่ละรอบประจำเดือน ไม่ใช่รอบเดือนตามปฏิทิน) คือ ประมาณ 26-32 วัน ซึ่งโดยปกติแล้วสตรีทั่วไปจะมีรอบเดือนประมาณ 28 วัน แต่บางคนก็มีรอบเดือนที่สั้นกว่าหรือยาวกว่านี้ แต่โดยปกติแล้วจะบวกลบไม่เกิน 2 วัน คือ ไม่สั้นกว่า 26 วัน และไม่ยาวกว่า 32 วัน โดยระยะปลอดภัยที่ว่านี้ก็คือ ระยะในช่วง 7 วันก่อนที่ประจำเดือนจะมารอบหน้า และระยะ 7 วันหลังจากที่ประจำเดือนมาวันแรก (ให้เริ่มนับวันแรกตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนมา)

ตัวอย่าง : นางสาว ก. มีรอบเดือนมาสม่ำเสมอ โดยมีจำนวนวันในแต่ละรอบเดือน คือ 28 วัน สมมติว่าประจำเดือนของนางสาว ก. มาวันแรก คือ วันที่ 1 มกราคม 2558 ดังนั้น ช่วงระยะปลอดภัย “หลัง 7” จะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ประจำเดือนมาวันแรก คือ วันที่ 1 มกราคมไล่ไปจนครบ 7 วัน คือ วันที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 มกราคม 2558 ส่วนช่วงระยะปลอดภัย “หน้า 7” นั้น นางสาว ก. มีจำนวนวันในแต่ละรอบเดือน คือ 28 วัน ก็ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมไปจนครบ 28 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 27 มกราคม ก็ให้เอาวันที่ 27 มกราคมนี่แหละครับเป็นวัน “กำหนดหน้า 7” ฉะนั้นหน้า 7 จะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 27 มกราคมย้อนกลับมาจนครบ 7 วัน คือ วันที่ 27, 26, 25, 24, 23, 22, 21 มกราคม 2558 ซึ่งจะเป็นช่วงปลอดภัย ที่นางสาว ก. สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติครับ จากนี้นางสาว ก. ก็ต้องรอให้ประจำเดือนมาก่อนเพื่อความชัวร์ (ซึ่งคาดว่าวันที่ 28 มกราคม) แล้วจึงค่อยเริ่มการนับ “หลัง 7” ใหม่อีกรอบ และก็วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ครับ

สล็อต

การนับวันปลอดภัย
การนับวันปลอดภัย (Calendar method, Calendar rhythm method, Knaus-Ogino method) จะอาศัยหลักทางชีววิทยาที่ว่า “ทุก ๆ 28 วัน สตรีจะมีการตกไข่ในวันที่ 14 ของรอบเดือน (เริ่มนับเป็นวันแรกตั้งแต่วันที่ประจำเดือนมา) ก่อนที่จะมีประจำเดือนครั้งต่อไป ซึ่งอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ไม่เกิน 2 วัน ดังนั้นโอกาสตกไข่จึงอยู่ในช่วงวันที่ 12-16 ของรอบเดือน เมื่อไข่ตกแล้วจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 1 วัน โอกาสการตั้งครรภ์จึงมีเพิ่มขึ้นจนถึงวันที่ 17 ของรอบเดือน ส่วนเชื้ออสุจิจะมีชีวิตรอผสมอยู่ได้ประมาณ 2 วันก่อนไข่ตก ดังนั้นช่วงที่จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้อีกก็คือวันที่ 10 และ 11 ของรอบเดือน พอรวมแล้วก็จะได้วันปลอดภัยคือวันที่ 10-17 ของรอบเดือน” (เริ่มนับวันแรกตั้งแต่วันที่ประจำเดือนมา)” จากสูตรนี้ถ้ารอบเดือนมาสม่ำเสมอก็คงคำนวณได้ไม่ยาก แต่ในกรณีที่รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอนั้น การหาช่วงเวลาปลอดภัยจะต้องทำโดยการจดบันทึก “ความยาวของรอบเดือน” ไว้ทุกเดือนเป็นเวลา 8-12 เดือน (12 เดือนจะชัวร์สุด) แล้วดูว่ารอบเดือนครั้งไหนมีจำนวนวันที่สั้นที่สุดและยาวที่สุด แล้วจึงนำมาคำนวณด้วยสูตร

วันแรกของระยะไม่ปลอดภัย = จำนวนวันที่สั้นที่สุดของรอบเดือน – 18
วันสุดท้ายของระยะไม่ปลอดภัย = จำนวนวันที่ยาวที่สุดของรอบเดือน – 11
ยกตัวอย่าง : นางสาว ข. ได้จดจำนวนวันในแต่ละรอบประจำเดือนไว้ 12 เดือน คือ 26, 24, 25, 28, 26, 27, 29, 30, 26, 28, 26, 29 จะเห็นได้ว่ารอบประจำเดือนที่สั้นที่สุดคือ 24 วัน และยาวสุดคือ 30 วัน เมื่อนำมาคำนวณจะได้วันแรกของระยะไม่ปลอดภัย = 24-18 = 6 ส่วนวันสุดท้ายของระยะไม่ปลอดภัย = 30-11 = 19 ดังนั้น ระยะไม่ปลอดภัยที่นางสาว ข. ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 จนถึงวันที่ 19 ของรอบเดือนหน้า (ไม่ใช่เดือนหรือวันตามปฏิทินนะครับ) ซึ่งสูตรนี้จะแม่นยำมากกว่าสูตรหน้า 7 หลัง 7 ครับ ส่วนผู้ที่อายุยังน้อยหรือวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นวัยที่มีการตกไข่บ่อยกว่าวัยอื่น สตรีหลังแท้งบุตร หรือคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรใหม่ ๆ ประจำเดือนยังมาไม่ค่อยสม่ำเสมอ รังไข่จะยังทำงานไม่ปกติ ไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ครับ เพราะมีโอกาสผิดพลาดได้สูงมากครับ

สล็อตออนไลน์

การนับวันปลอดภัย

การกำหนดระยะเวลาเจริญพันธุ์
การกำหนดระยะเวลาเจริญพันธุ์ (The standard days method – SDM) เป็นการกำหนดช่วงเวลาไปเลยว่าในวันที่ 8-19 (แถบสีฟ้า) ของรอบเดือนมีโอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ โดยเป็นการคำนวณค่าเฉลี่ยของรอบประจำเดือนของสตรีทั่วไปที่มีรอบประจำเดือน 26-32 วัน หากต้องการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ ก็ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาดังกล่าว

หน้า7หลัง7คืออะไร

การสังเกตมูกที่ปากมดลูก
การตรวจมูกที่ปากมดลูก (Cervical mucus หรือ Ovulation method หรือ Billings method) จะอาศัยหลักที่ว่า “มูกปากมดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะของความเหนียวข้นและความยืดหยุ่นไปตามอิทธิพลของฮอร์โมนเอสโตรเจนในแต่ละรอบเดือน” วิธีการสังเกตนี้เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย โดยให้สตรีสังเกตลักษณะของมูกในช่องคลอดของตนเอง ซึ่งในทางการแพทย์การเปลี่ยนแปลงของมูกที่ปากมดลูกจะมีอยู่ด้วยกัน 5-6 ระยะ แต่เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายอาจจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

jumboslot

ระยะปลอดภัยก่อนไข่ตก : เป็นช่วงหลังประจำเดือนหยุดใหม่ ๆ ในช่วงแรกจะไม่มีมูก ต่อมาจะมีมูกสีขาวขุ่น ๆ หรือสีเหลืองจำนวนไม่มากนัก
ระยะตกไข่ : ช่วงนี้จะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์ได้มากที่สุด ระยะนี้จะมีมูกที่ปากมดลูกมาก โดยมูกจะมีลักษณะใสและลื่น (คล้ายไข่ขาวดิบ) สามารถดึงยืดเป็นเส้นได้ยาวเกินกว่า 6 เซนติเมตร ทำให้ตัวอสุจิสามารถผ่านมูกนี้เข้าไปสู่โพรงมดลูกได้สะดวก หากมีการร่วมเพศในช่วงนี้ก็จะเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้สูง ดังนั้น หากต้องการคุมกำเนิด ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้
ระยะปลอดภัยหลังการตกไข่ : เป็นระยะที่ปลอดภัยเช่นเดียวกับระยะก่อนตกไข่ เพราะใกล้จะมีประจำเดือนครั้งต่อไป ในระยะนี้มูกจะมีจำนวนน้อยลง มูกจะมีลักษณะขุ่นข้นขึ้นและดึงยืดไม่ได้มากนัก
การสังเกตมูกที่ปากมดลูก

วิธีการตรวจมูกที่ปากมดลูก : ตรงนี้คงต้องถามตัวเองก่อนว่ากล้าสอดนิ้วเข้าไปในช่องคลอดหรือไม่ เพราะการตรวจมูกที่ปากมดลูกจะต้องทำทุกวัน โดยการสอดนิ้วเข้าไปในช่องคลอด เพื่อสังเกตดูการหล่อลื่นและตรวจมูกที่ติดนิ้วออกมา แต่วิธีการสังเกตมูกนี้ก็นับว่าค่อนข้างยาก เพราะการเปลี่ยนแปลงของมูกในแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน และหลาย ๆ คนอาจจะไม่สามารถแยกแยะหรือสังเกตความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ยิ่งถ้ามีอาการอักเสบในช่องคลอดหรือมีการร่วมเพศด้วยแล้ว มูกที่ปากมดลูกก็อาจเปลี่ยน ทำให้ตรวจได้ยากขึ้นด้วย

ข้อดี : ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ และมีความปลอดภัยมาก เนื่องจากไม่ได้ใช้สารเคมีหรือยาใด ๆ อีกทั้งยังไม่ขัดต่อหลักการของบางศาสนาที่เคร่งครัดในเรื่องการคุมกำเนิด วิธีนี้เมื่อเลิกใช้แล้วก็ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ตามมา และเมื่อพร้อมจะมีลูกก็สามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ
ข้อเสีย : ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดยังน้อย มีความยุ่งยากในทางปฏิบัติ เพราะต้องคอยสอดนิ้วเข้าไปในช่องคลอดเพื่อสังเกตมูกทุกวัน ทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกเบื่อหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของคู่สมรสได้ เช่น บางครั้งต้องการจะมีแต่ไม่ตรงกับระยะที่ไม่ปลอดภัย พอถึงระยะปลอดภัยแต่กลับไม่รู้สึกว่ามีความต้องการ เป็นต้น
การวัดอุณหภูมิร่างกาย
การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย (Basal body temperature – BBT) เป็นการใช้ความรู้ด้านสรีรวิทยาที่ว่าอุณหภูมิในร่างกายจะลดลง 12-24 ชั่วโมงก่อนที่จะมีการตกไข่ หลังจากนั้นก็จะสูงขึ้นประมาณครึ่งองศาฯ เมื่อมีการตกไข่ (0.5 degree Celsius/C) ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) การจะคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ ฝ่ายหญิงจะต้องมีการตรวจวัดอุณหภูมิของตนเองทุกเช้าหลังจากนอนหลับสนิทติดต่อกันอย่างน้อย 5 ชั่วโมง ด้วยการใช้ปรอทวัดไข้ธรรมดาหลังจากตื่นนอนและก่อนทำกิจกรรมใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลุกไปกินน้ำ ทานอาหาร เดินไปแปรงฟัน หรือแม้แต่การพูดจา รวมไปถึงการสะบัดปรอท (ควรสะบัดปรอทให้พร้อมตั้งแต่ก่อนเข้านอนและควรวางปรอทไว้ใกล้ ๆ ตัว และพร้อมที่จะหยิบใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องลุกจากที่นอน) แล้วจดบันทึกเอาไว้

slot

การวัดอุณหภูมิร่างกาย

ในการวัดปรอทสามารถวัดได้ทั้งทางรักแร้ ทางปาก ทางทวารหนัก หรือทางช่องคลอด ในการวัดปรอทแต่ละครั้งจะต้องนานประมาณ 5 นาที เวลาในการวัดหลังตื่นนอนก็ควรจะใกล้เคียงกันทุกครั้งในแต่ละวัน และควรทำการวัดล่วงหน้าติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 เดือน เพื่อดูแนวโน้มและจะได้ประมาณวันตกไข่ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เมื่อวัดปรอทเสร็จแล้วก็ทำความสะอาดปรอทวัดไข้ให้เรียบร้อย รวมถึงการสะบัดปรอทให้พร้อมใช้สำหรับวันรุ่งขึ้นด้วย เมื่อดูจากค่าอุณหภูมิที่บันทึกไว้ เราก็สามารถเลือกวันที่จะมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ได้

ตัวอย่าง : จากกราฟอุณหภูมิร่างกายด้านล่าง จะเห็นว่าวันที่ 1-13 เป็นช่วงก่อนตกไข่ อุณหภูมิของร่างกายจะอยู่ในระดับต่ำ พอถึงวันที่ 14 ซึ่งเป็นช่วงตกไข่ อุณหภูมิร่างกายจะลดลงมาต่ำสุด และจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวันถัดไป ตั้งแต่วันที่ 15 เป็นต้นไป อุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นช่วงที่มีการตกไข่ไปแล้ว เมื่อถึงวันที่ 29 ที่เริ่มมีประจำเดือน อุณหภูมิก็จะค่อย ๆ ลดต่ำลงอีกครั้ง

หาระยะปลอดภัย

หมายเหตุ : การใช้ชุดทดสอบการตกไข่ (LH ovulation test) จะช่วยบอกว่าการตกไข่กำลังจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ดังนั้น หากใช้ชุดทดสอบการตกไข่ร่วมกับการวัดอุณหภูมิร่างกาย (BBT) ก็จะช่วยให้การตรวจหาวันตกไข่มีความแม่นยำมากขึ้น

การสังเกตอาการอื่นร่วมกับการตรวจวัดอุณหภูมิ
การสังเกตอาการอื่น ๆ ประกอบการตรวจวัดอุณหภูมิ (Sympto-thermal method) จะเป็นการใช้หลาย ๆ วิธีข้างต้น เช่น การนับวันปลอดภัย การวัดอุณหภูมิ และการสังเกตมูกที่ปากมดลูก ร่วมกับการสังเกตอาการปวดหน่วงท้องน้อยที่คาดว่าจะเกิดการตกไข่ อาการเจ็บคัดตึงเต้านม และการมีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อยเมื่อมีการตกไข่ (เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเพศ) ซึ่งจะช่วยให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงมากขึ้น