cathedraledetunis

Day: July 27, 2021

ประโยชน์ของการฉีดยาคุมกำเนิด

การดูแลตนเองหลังฉีดยาคุมกำเนิด : ก็ไม่มีอะไรมากเป็นพิเศษครับ แต่หลังการฉีดยาคุมกำเนิดควรงดมีเพศสัมพันธ์หลังฉีดประมาณ 7 วัน เพื่อที่ฮอร์โมนจะยับยั้งการตกไข่ได้ทั้งหมดก่อน ในระหว่างนี้ก็ให้ใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นไปก่อนครับ เช่น การใส่ถุงยางอนามัย แค่ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และต้องไปฉีดยาเข็มต่อไปให้ตรงเวลานัด โดยไม่ต้องรอจนกว่าประจำเดือนจะมา

เครดิตฟรี

ระหว่างใช้ยาคุมกำเนิดสามารถกินยาปฏิชีวนะได้หรือไม่ ? : การใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะในระหว่างการฉีดยาคุมกำเนิดสามารถทำได้โดยไม่มีปัญหา เพราะยาฉีดคุมกำเนิดไม่ได้มีปฏิกิริยากับยาปฏิชีวนะหรือไปลดทอนประสิทธิภาพของยาแต่อย่างใด ซึ่งจะแตกต่างจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

เมื่อมีเลือดออกกะปริดกะปรอยหลังฉีดยาคุมกำเนิดควรทำอย่างไร ? : เมื่อฉีดยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสติน (ที่ใช้ฉีดทุก 2 หรือ 3 เดือน) ถ้าอยากให้อาการเลือดออกกะปริดกะปรอยหยุดไหลหรือให้ประจำเดือนไม่มานาน ๆ ก็สามารถไปพบแพทย์ได้เลยครับ โดยแพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือแนะนำให้เปลี่ยนมาฉีดยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม (ฉีดทุก 1 เดือน) หรือเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิดมาใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแทนก็ได้

ฉีดยาคุมกำเนิดแล้วจะเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ ? : จากข้อมูลในปัจจุบันยังไม่พบว่ายาฉีดคุมกำเนิดเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง เช่น โรคมะเร็งเต้านม

สามารถฉีดยาคุมกำเนิดได้นานเท่าไร ? : เรื่องนี้ยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัด เพราะยังไม่มีการกำหนดที่แน่นอนว่าควรจะฉีดเท่าไรจึงจะไม่เป็นอันตราย แต่ก็สามารถฉีดไปได้เรื่อย ๆ จนถึงอายุ 45 ปี เพราะหลายคนที่ฉีดยาคุมกำเนิดนานถึง 10-15 ปี ก็ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่หมอบางท่านแนะนำว่าไม่ควรฉีดยาคุมกำเนิดนานเกินกว่า 5 ปี เพราะยังไงก็ต้องถึงเวลาที่ควรจะตัดสินใจว่าจะมีลูกหรือไม่ ถ้าอยากมีก็ให้หยุดฉีดยาคุมกำเนิด แต่ถ้าไม่ต้องการที่จะมีลูกเลยก็ควรไปทำหมัน ก็ดูจะปลอดภัยมากกว่า

เมื่อหยุดฉีดยาคุมกำเนิดจะพร้อมมีลูกได้เมื่อไหร่ ? : โดยทั่วไปแล้วเมื่อหยุดฉีดยาคุมกำเนิดหลังจากครบกำหนดฉีด ระดับยาที่ฉีดยังคงค้างอยู่ในกระแสเลือด จึงทำให้การกลับมาของประจำเดือนจะมาช้ากว่าการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดที่ต้องทานแบบวันต่อวัน ซึ่งกว่าประจำเดือนจะกลับมาเป็นปกติก็จะใช้เวลาประมาณ 8 เดือนหรืออาจนานกว่านั้น แต่โดยทั่วไปแล้วประมาณ 70% สามารถตั้งครรภ์ได้หลังจากหยุดฉีดยาคุมกำเนิด และในปีที่สองประมาณ 90%

สล็อต

ประโยชน์ของการฉีดยาคุมกำเนิด
ลดอาการเครียดก่อนมีประจำเดือน
ลดอุบัติการณ์ของภาวะโลหิตจาง
ลดภาวะซีดและอาการปวดประจำเดือน เนื่องจากทำให้ไม่มีประจำเดือนหรือประจำเดือนมาน้อย
ลดโอกาสในการเกิดการตั้งครรภ์หรือท้องนอกมดลูกได้ เพราะโอกาสในการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานมีน้อยลง
ลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เนื่องจากยาฉีดคุมกำเนิดจะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลงและไม่มีการแบ่งเซลล์
ลดโอกาสการติดเชื้อหรือเกิดการอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เนื่องจากปากมดลูกเหนียวข้นจะช่วยป้องกันเชื้อต่าง ๆ ไม่ให้ผ่านเข้าไปในมดลูกได้
ช่วยป้องกันอุบัติการณ์เกิดเนื้องอกมดลูก
ลดอุบัติการณ์เกิดซีสต์ในรังไข่ (Ovarian Cysts)
ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่
ลดอุบัติการณ์เกิดเชื้อรา
DMPA สามารถช่วยป้องกัน Sickle cell crisis ได้
ช่วยลดจำนวนความถี่ของการชัก
ใช้รักษาภาวะผิดปกติและโรคทางนรีเวชได้ เช่น endometriosis, endometrial hyperplasia, precocious puberty และถ้าใช้หลังหมดระดูจะช่วยลดอาการ vasomotor symptoms (กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทอัตโนมัติ อาการที่พบได้แก่ ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากในตอนกลางคืน)

สล็อตออนไลน์

ผลข้างเคียงของยาฉีดคุมกำเนิด
อาการข้างเคียงของการฉีดยาคุมกำเนิดในชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (Noristerat®, Depo-Provera®) มีดังนี้
ประจำเดือนเปลี่ยนแปลง หลังจากฉีดยาคุมกำเนิดอาจมีเลือดออกคล้ายประจำเดือน ในบางรายอาจมีเลือดออกแบบกะปริดกะปรอย ออกบ้างหยุดบ้าง หรือออกทั้งเดือนก็มี ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่พบได้บ่อย แต่จะเกิดขึ้นเมื่อฉีดยาเข็มแรก ๆ แล้วต่อไปจะมีเลือดออกแบบกะปริดกะปรอยน้อยลงและเว้นระยะเวลานานขึ้น จนกลายเป็นไม่มีประจำเดือน หรือในบางรายฉีดยาไปแล้วประจำเดือนอาจขาดไปเลยก็มี แต่ไม่มีอันตรายอย่างใดครับ แถมยังช่วยป้องกันโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็กได้อีกด้วย (ประจำเดือนไม่มา ไม่ได้หมายความว่าจะมีเลือดคั่งค้างอยู่ในร่างกาย เพราะเลือดเสียในร่างกายจะถูกขับออกทางตับและน้ำดีที่ออกมากับอุจจาระและปัสสาวะ) แต่ถ้าอยากให้เลือดออกกะปริดกะปรอยหยุดไหลหรือประจำเดือนไม่มานาน ๆ และอยากให้ประจำเดือนมาก็ไปหาหมอได้เลยครับ เพราะจะมีตัวยาที่กินแล้วจะช่วยให้ประจำเดือนหยุดไหลหรือมาได้
การหลั่งน้ำนมแม่ ผู้ฉีดยาคุมกำเนิดจะมีปริมาณน้ำนมแม่มากกว่าปกติ (ไม่ได้เพิ่มมากนัก) แต่ส่วนประกอบของสารอาหารในน้ำนมแม่ยังคงเป็นปกติ แม้ว่ายาที่ฉีดเข้าไปจะถูกขับออกมาทางน้ำนมได้ แต่ก็มีจำนวนน้อยจนไม่เกิดผลเสียต่อลูกน้อยแต่อย่างใด
น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ที่กลัวอ้วน ไม่แนะนำให้ใช้วิธีฉีดยาคุมกำเนิด เพราะจากผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ฉีดยาคุมกำเนิดจำนวน 3 ใน 5 รายมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้น 1-5 กิโลกรัมต่อปี) อีก 1 รายมีน้ำหนักคงที่ ส่วนอีกรายน้ำหนักลดลง แต่จริง ๆ แล้วอาหารก็มีส่วนเยอะครับ จะโทษแต่ยาฉีดคุมกำเนิดอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ถ้าควบคุมอาหารได้ก็ไม่ต้องกังวลอะไรครับ ถ้าใช้ไปแล้วน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 กิโลกรัมหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แพทย์อาจแนะนำให้หยุดใช้ยาแล้วเปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่นแทน
ผลต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย การฉีดยาคุมกำเนิดอาจทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือด การทำงานของตับ และระบบการเผาผลาญสารอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมัน อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตามถ้าเป็นโรคในระบบเหล่านี้อยู่ก็ควรไปปรึกษาหมอก่อนจะฉีดยาคุมกำเนิด หรือในขณะที่ฉีดอยู่แล้วถ้าเป็นก็ควรบอกให้หมอทราบด้วย
ภาวะกระดูกบาง เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสตินจะไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่ ทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงและมีผลทำให้มวลกระดูก ความหนาแน่นของกระดูกลดลง แต่จะเป็นผลแบบชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหยุดฉีดยาคุมชนิดนี้แล้ว ความหนาแน่นของมวลกระดูกจะกลับคืนมาปกติ แต่จากการศึกษาและการรวบรวมรายงานของสุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล ไม่พบความแตกต่างระหว่างความแน่นของกระดูกในกลุ่มผู้ฉีดยาคุมกำเนิดนานกว่า 3 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งผลการศึกษานี้แตกต่างจากการศึกษาในสตรีจากนิวซีแลนด์ ที่พบว่าความหนาแน่นของกระดูกลดลง เมื่อใช้ยาฉีดนานกว่า 5 ปี
อาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น อาจมีการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ มึนงง ใจสั่น อารมณ์เปลี่ยนแปลง หงุดหงิด อ่อนเพลีย อึดอัดในท้อง ปวดท้อง แต่อาการเหล่านี้ยังไม่แน่นอนครับ เพราะอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้
อาการข้างเคียงของยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Cyclofem®) ที่อาจพบได้คือ อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เป็นฝ้า จุดด่างดำ มีอาการคัดตึงหน้าอกหรือเต้านม

jumboslot

ข้อดีของการฉีดยาคุมกำเนิด
สามารถรับบริการได้ง่าย เนื่องจากวิธีการและอุปกรณ์สำหรับการให้บริการไม่ยุ่งยาก เลือกให้บริการแก่สตรีทั่วไปได้อย่างกว้างขวาง เพราะยาฉีดมีข้อห้ามในการใช้ยาน้อย
มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงมาก (มากกว่าหรือเทียบเท่ากับการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด)
ราคาถูกเมื่อเทียบกับวิธีคุมกำเนิดแบบอื่น เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด หรือ การใส่ห่วงอนามัย
ให้ความสะดวก ใช้งานง่าย ฉีดครั้งเดียวก็สามารถคุมกำเนิดได้นานถึง 3 เดือน โดยไม่ต้องใช้ทุกวันเหมือนยาเม็ดคุมกำเนิด
ไม่ขัดขวางขั้นตอนต่าง ๆ ของการร่วมเพศ
สามารถใช้ได้ดีในขณะให้นมลูก เพราะไม่ทำให้น้ำนมแห้ง
การไม่มีประจำเดือนภายหลังการฉีดมีผลดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง
มีผลพลอยได้ทางด้านสุขภาพอื่น ๆ หลายอย่างตามที่กล่าวมา

slot

ข้อเสียของยาฉีดคุมกำเนิด
จะต้องเสียเวลาไปสถานที่รับบริการบ้างและอาจทำให้ลืมเวลานัดได้
ต้องให้แพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรทางสาธารณสุขเป็นคนฉีดยาให้
ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
ประจำเดือนอาจเปลี่ยนแปลง มาไม่สม่ำเสมอ มากะปริดกะปรอย หรือไม่มีประจำเดือน และหลาย ๆ รายอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
เนื่องจากการที่มีเลือดออกแบบกะปริดกะปรอย (ในช่วงแรกของการฉีด หรืออาจจะหลายเดือน) จึงทำให้ต้องใส่ผ้าอนามัยอยู่ตลอดเวลา จะไม่ใส่ก็ไม่ได้ เพราะบางครั้งก็มาโดยไม่ได้นัดแนะ ปัญหาที่ตามมาก็คือทำให้เกิดความอับชื้น มีตกขาว เป็นต้น
เมื่อเกิดอาการข้างเคียงจะต้องรอจนกว่ายาคุมจะหมดฤทธิ์ อาการถึงจะหายไปเอง
เมื่อหยุดฉีดร่างกายจะยังไม่พร้อมมีลูกได้ทันที (มีลูกได้ช้ากว่าการคุมกำเนิดแบบอื่น) โดยอาจจะต้องรอไปเกือบ 1 ปี ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าการฉีดยานาน ๆ จะทำให้เป็นหมัน เรื่องนี้ไม่จริงครับ แต่อาจจะทำให้มีลูกได้ช้า ไม่ทันใจ คนที่ฉีดยาคุมกำเนิดจึงต้องวางแผนไว้อย่างดี เพราะไม่ใช่เมื่อพร้อมจะมีลูกก็จะหยุดฉีดแล้วจะมีได้ทันที แต่ต้องรอไประยะหนึ่งก่อนครับ เช่น บางคนฉีดยาไป 3 ปีกว่า กว่ายาจะหมดฤทธิ์ก็ต้องรอไปอีก 10 เดือน แต่ถ้าฉีดนานกว่านั้นก็อาจจะรอยาวนานขึ้นไปอีก โดย NET-EN จะทำให้ภาวการณ์เจริญพันธุ์กลับคืนมาเร็วกว่า DMPA สรุปคือ “การฉีดยาคุมกำเนิดไม่ทำให้มีบุตรยากหรือเป็นหมันแต่อย่างใด แต่จะทำให้มีบุตรได้ช้า เพราะฤทธิ์ยายังคงอยู่”

การฉีดยาคุมกําเนิด

ยาฉีดคุมกำเนิด (Injectable contraceptive) คือ วิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวแบบหนึ่ง โดยจะเป็นการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อของสตรีในระยะเวลาตามที่แพทย์กำหนด หลังจากฉีดตัวยาจะค่อย ๆ ขับฮอร์โมนออกมา เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากในรายที่ต้องการเว้นระยะการมีบุตร เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง ทำได้ง่าย สะดวก และมีราคาถูก

เครดิตฟรี

การฉีดยาคุมกําเนิด เริ่มมีครั้งแรกทางภาคเหนือในไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 ต่อมาได้มีการศึกษาและทดลองใช้ จึงได้พบว่ามีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง ทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยาฉีดที่ใช้ในอดีตและยังใช้กันมากในปัจจุบันคือ Depot medroxyprogesterone acetate (DMPA) โดยใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 3 เดือน นอกจากจะช่วยคุมกำเนิดแล้ว ยานี้ยังมีฤทธิ์ทำให้รอบเดือนเปลี่ยนแปลง มาไม่ตรงเวลา อาจมีประจำเดือนน้อย กะปริดกะปรอย หรือประจำเดือนไม่มา เป็นต้น

ชนิดของยาฉีดคุมกำเนิด
ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว ซึ่งเป็นยาฉีดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) เพียงอย่างเดียว แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ดังนี้
ยา Depot Medroxyprogesterone acetate (DMPA) ขนาด 150 มิลลิกรัม เป็นตัวยาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน มีชื่อทางการค้าว่า Depo-Provera® (ยี่ห้ออื่นก็มีครับ) ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 3 เดือน (12 สัปดาห์ หรือ 84 วัน) เลยได้ไม่เกิน 5 วัน หลังจากฉีด DMPA จะสามารถตรวจพบได้ในกระแสเลือดภายใน 30 วินาที ระดับฮอร์โมนไม่สะสมในร่างกาย เมื่อเข้าไปในกระแสเลือดจะออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมายโดยตรง และจะออกฤทธิ์คุมกำเนิดภายใน 24 ชั่วโมง
การฉีดยาคุมกำเนิด
ยา Norethisterone Enanthate (NET-EN) ขนาด 200 มิลลิกรัม มีชื่อทางการค้าว่า Noristerat® ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 2 เดือน (8 สัปดาห์) หลังฉีดตัวยาจะเข้าไปอยู่ในไขมันทั่วร่างกาย แล้วกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ระดับของฮอร์โมนจะลดลงเร็ว ฮอร์โมนนี้เมื่อเข้าในกระแสเลือดจะต้องถูกเปลี่ยนที่ตับให้เป็น Norethisterone ก่อน จึงจะออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมายได้ โดยการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนตัวยาจะถูกดูดซึมได้เร็วกว่าและระดับฮอร์โมนจะสูงกว่าการฉีดเข้ากล้ามบริเวณสะโพก
ยาฉีดคุมกำเนิด
ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม เป็นยาฉีดคุมกำเนิดแบบใหม่ที่ผลิตมาเพื่อลดอาการผิดปกติของประจำเดือน ในยาฉีดจะมีทั้งฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) และฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ชนิดนี้มีชื่อทางการค้าว่า Cyclofem® และ Lunelle™ ยาฉีดจะประกอบไปด้วยตัวยา Medroxyprogesterone acetate 25 มิลลิกรัม และ Estradiol cypionate 5 มิลลิกรัม และอีกยี่ห้อคือ Mesigyna® จะประกอบไปด้วยยา Norethisterone Enanthate (NET-EN) ขนาด 50 มิลลิกรัม และ Estradial valerate 5 มิลลิกรัม แต่โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะใช้ Cyclofem® มากกว่ายี่ห้ออื่นครับ
ผลข้างเคียงของการฉีดยาคุมกำเนิดโดยยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมนี้ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อด้อยของยาฉีดชนิดฮอร์โมนเดี่ยวและเพื่อเป็นการเลียนแบบฮอร์โมนของร่างกาย ทำให้มีประจำเดือนมาทุกเดือน ช่วยให้เกิดการสร้างเยื่อบุมดลูกขึ้น ช่วยลดภาวะเลือดประจำเดือนออกผิดปกติ และทำให้สามารถตั้งครรภ์ได้เร็วขึ้นหลังจากหยุดใช้ยา แต่ต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นประจำทุก ๆ 1 เดือน (4 สัปดาห์) ซึ่งจากการศึกษาผล พบว่าผู้ที่ฉีดยาคุมกำเนิดชนิดนี้จะมีอัตราการเลิกใช้ยาในช่วงแรกน้อยกว่าชนิดแรก เนื่องจากปัญหาประจำเดือนขาด ไม่มีประจำเดือน เลือดออกกะปริดกะปรอยเกิดได้น้อยกว่า แต่ทั้งนี้ผู้ที่ใช้ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมจะใช้ยาต่อเนื่องได้ไม่นานเท่าชนิดฮอร์โมนเดี่ยว ด้วยสาเหตุอาการข้างเคียงอย่างอื่น เช่น มีน้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดศีรษะ ฯลฯ

สล็อต

การออกฤทธิ์ของยาฉีดคุมกำเนิด
ฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) จะเป็นตัวยับยั้งการตกไข่ ทำให้ไม่มีไข่มารอปฏิสนธิ นอกจากนั้นยังทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางตัวไม่เหมาะสมแก่การฝังตัวของไข่ และทำให้มูกที่ปากมดลูกมีความเหนียวข้น ส่งผลให้ตัวอสุจิไม่สามารถว่ายผ่านเข้าไปผสมกับไข่ได้ (ผ่านเข้าไปได้ยาก) จึงสามารถช่วยคุมกำเนิดได้

ประสิทธิภาพของยาฉีดคุมกำเนิด
ตามที่กล่าวมาแล้วว่าการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพสูง เพราะตามหลักแล้วการฉีดยาคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง (Perfect use) ทั้งยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยวและฮอร์โมนรวมจะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 0.2% ซึ่งหมายความว่าจำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยการฉีดยาคุมกำเนิดจำนวน 1,000 คน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 2 คน

แต่โดยทั่วไปแล้วจากการใช้งานจริง (Typical use) กลับพบว่าอัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ของการใช้ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (Depo-Provera®) จะเพิ่มสูงมากขึ้นเป็น 6% หรือคิดเป็น 1 ใน 33 คน ส่วนยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Cyclofem®, Lunelle™) จะมียังมีประสิทธิภาพคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง (0.2%)

ผู้ที่เหมาะจะฉีดยาคุมกำเนิด
สตรีที่ต้องการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่มีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัย
สตรีที่ลืมรับประทานยาคุมกำเนิดบ่อย ๆ ต้องการความสะดวก ไม่ต้องการรับประทานยาคุมกำเนิดแบบเดิมทุก ๆ วัน
สตรีหลังคลอดที่กำลังให้นมบุตร (ต้องเป็นยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว)
สตรีที่มีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำ
สตรีที่สูบบุหรี่
ผู้ที่ไม่เหมาะจะฉีดยาคุมกำเนิด
ปกติแล้วจะไม่แนะนำให้ใช้ยาฉีดคุมกำเนิดเป็นทางเลือกแรกของสตรีที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หรือสตรีที่มีอายุเกิน 45 ปีขึ้นไป เพราะยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (โปรเจสติน) จะมีผลต่อความหนาแน่นของกระดูก
สงสัยว่าตัวเองตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์

สล็อตออนไลน์

มีความดันโลหิตสูงเกิน 160/100 มม.ปรอท
เป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้
เป็นโรคมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์หรือเกี่ยวกับการเจริญพันธุ์ เช่น มะเร็งเต้านม หรือเคยเป็นมะเร็งเต้านมเกินกว่า 5 ปี
เป็นโรคหลอดเลือด โรคเส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจขาดเลือด
เป็นโรคไมเกรนที่มี Aura (อาการที่เกี่ยวกับความรู้สึก เช่น เห็นแสงวาบ เห็นจุดดำ ๆ หรือรู้สึกซ่าบริเวณใบหน้าและมือ)
มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
เป็นโรคไต โรคตับอักเสบ ตับแข็ง หรือมะเร็งตับ
เป็นโรคเลือดออกง่ายและหยุดยาก
มีภาวะกระดูกพรุน ไม่ควรใช้ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (โปรเจสติน)
มีภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง
สตรีที่อ้วนมากเกินไป
หมายเหตุ : ข้อมูลจาก bangkokhealth.com (นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ) ระบุว่า จากการศึกษาผลในระยะยาวของ DMPA พบว่า มีผลต่อสุขภาพจิตและความรู้สึกทางเพศไม่เปลี่ยนแปลง ไม่พบอุบัติการณ์เกี่ยวกับการเกิดมะเร็งเต้านมและปากมดลูก รวมถึงความดันโลหิต และไม่พบการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของการทำงานของไตและต่อมไทรอยด์ ส่วนในตับพบว่าในรายที่ใช้ยาเกิน 4 ปีจะมีความผิดปกติ 3% บางข้อมูลระบุว่า ยาฉีดคุมกำเนิดไม่สามารถใช้ได้กับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไขมันในเลือดสูง โรคลมชัก โรคถุงน้ำดี นอกจากนี้การใช้ยายังอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาด้วย เช่น เป็นสิว ขนดก มีความต้องการทางเพศลดลง (siamhealth.net)

jumboslot

วิธีการฉีดยาคุมกำเนิด
ระยะเวลาในการคุมกำเนิดจะขึ้นอยู่กับชนิดของยาฉีดที่นำมาใช้ ซึ่งจะมีระยะตั้งแต่ 1-3 เดือน ถ้าเป็นยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินอย่างเดียว ตัว Depo-Provera® ขนาด 150 มิลลิกรัม จะต้องใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 3 เดือน โดยไม่เกี่ยวกับน้ำหนักตัวของสตรีที่มารับการฉีดแต่อย่างใด (ในต่างประเทศจะมีขนาด 104 มิลลิกรัม ที่ใช้สำหรับฉีดเข้าใต้ผิวหนังด้วย) แต่ถ้าเป็นตัวยา Norethisterone Enanthate (Noristerat®) ขนาด 200 มิลลิกรัม จะใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 2 เดือนครับ ส่วนยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ตัว Cyclofem® จะต้องฉีดทุก ๆ 1 เดือน ซึ่งยาในกลุ่มนี้จะทำให้มีประจำเดือนมาทุกเดือนครับ

ฉีดยาคุมกำเนิดได้เมื่อไหร่ ? : วันที่ฉีดยาคุมกำเนิดจะต้องเริ่มฉีดยาภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน (เหมือนกับการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด) ส่วนสตรีหลังคลอดบุตร สามารถฉีดยาได้ทันทีหลังการคลอดหรือเริ่มฉีดยา DMPA หลังคลอดประมาณ 4-6 สัปดาห์ ส่วนสตรีแท้งบุตรให้ฉีดได้ทันทีหลังการแท้งหรือเมื่อตรวจติดตาม เมื่อถึงกำหนดฉีดยาในครั้งหน้าก็ต้องไปฉีดยาให้ตรงเวลาตามที่แพทย์นัด โดยไม่ต้องรอให้มีประจำเดือนมาครับ สำคัญมาก ๆ คือ “ห้ามรอจนกว่าจะมีประจำเดือนมาแล้วค่อยไปฉีด” เพราะอาจทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ถึงเวลาครบกำหนดฉีดก็ต้องไปครับ ส่วนในรายที่ไม่ได้ไปฉีดยาตรงตามกำหนดหรือประจำเดือนหยุดเกิน 7 วัน แล้วจึงค่อยไปฉีด จะต้องระวังเรื่องการตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัวด้วย และควรใช้วิธีการคุมกำเนิดรูปแบบอื่นไปก่อน เช่น การใช้ถุงยางอนามัย หรือถ้ามีอาการแปลก ๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ก็ควรไปตรวจปัสสาวะว่าตั้งครรภ์หรือไม่ด้วยเช่นกัน

สถานที่ฉีดยาคุมกำเนิด : ในปัจจุบันการฉีดยาคุมกำเนิดยังไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเองเหมือนกับการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ดังนั้น จึงต้องไปรับบริการจากสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เช่น โรงพยาบาล สถานีอนามัย คลินิกวางแผนครอบครัว หรือตามคลินิกต่าง ๆ โดยแพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรทางสาธารณสุขจะเป็นคนฉีดยาให้ครับ เอาเป็นว่าสะดวกที่ไหนก็ไปที่นั่นครับ เมื่อถึงกำหนดฉีดครั้งหน้าจะได้เดินทางมาได้สะดวก

ค่าฉีดยาคุมกำเนิด : ราคาไม่แพงครับ เข็มละ 100-500 บาทครับ ขึ้นอยู่กับสถานที่ฉีด

อาการหลังฉีดยาคุมกำเนิด : ปกติแล้วแพทย์หรือพยาบาลจะฉีดยาคุมกำเนิดเข้าเนื้อบริเวณต้นแขนหรือสะโพก หลังจากฉีดยาอาจมีอาการปวดตึง ๆ ในบริเวณที่ฉีดยาประมาณ 1 วัน แต่หลังจากนี้จะหายไปครับ ที่สำคัญอย่างมากก็คือหลังฉีดเสร็จแล้วไม่ควรเอามือไปคลึงหรือขยี้บริเวณที่ฉีดยา เพราะจะทำให้ตัวยาถูกดูดซึมเร็วเกินไปและทำให้ระดับยาเหลือไม่สูงพอที่จะป้องกันการตั้งครรภ์ได้จนครบกำหนดเวลา อย่างแทนที่ตัวยาจะได้ 3 เดือน (84 วัน) ก็อาจลดลงเหลือเพียงแค่ 77 วัน เป็นต้น ส่วนอีกในกรณีก็คือ DMPA ที่นัดฉีดทุก 3 เดือน 90 วัน จะพบการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้ภายในช่วง 84-90 วัน ดังนั้น แพทย์ส่วนใหญ่จึงนัดมาฉีดยาก่อนครบกำหนดประมาณ 1 สัปดาห์

[NPC5]
การดูแลตนเองหลังฉีดยาคุมกำเนิด : ก็ไม่มีอะไรมากเป็นพิเศษครับ แต่หลังการฉีดยาคุมกำเนิดควรงดมีเพศสัมพันธ์หลังฉีดประมาณ 7 วัน เพื่อที่ฮอร์โมนจะยับยั้งการตกไข่ได้ทั้งหมดก่อน ในระหว่างนี้ก็ให้ใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นไปก่อนครับ เช่น การใส่ถุงยางอนามัย แค่ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และต้องไปฉีดยาเข็มต่อไปให้ตรงเวลานัด โดยไม่ต้องรอจนกว่าประจำเดือนจะมา

ระหว่างใช้ยาคุมกำเนิดสามารถกินยาปฏิชีวนะได้หรือไม่ ? : การใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะในระหว่างการฉีดยาคุมกำเนิดสามารถทำได้โดยไม่มีปัญหา เพราะยาฉีดคุมกำเนิดไม่ได้มีปฏิกิริยากับยาปฏิชีวนะหรือไปลดทอนประสิทธิภาพของยาแต่อย่างใด ซึ่งจะแตกต่างจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

เมื่อมีเลือดออกกะปริดกะปรอยหลังฉีดยาคุมกำเนิดควรทำอย่างไร ? : เมื่อฉีดยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสติน (ที่ใช้ฉีดทุก 2 หรือ 3 เดือน) ถ้าอยากให้อาการเลือดออกกะปริดกะปรอยหยุดไหลหรือให้ประจำเดือนไม่มานาน ๆ ก็สามารถไปพบแพทย์ได้เลยครับ โดยแพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือแนะนำให้เปลี่ยนมาฉีดยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม (ฉีดทุก 1 เดือน) หรือเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิดมาใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแทนก็ได้

ฉีดยาคุมกำเนิดแล้วจะเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ ? : จากข้อมูลในปัจจุบันยังไม่พบว่ายาฉีดคุมกำเนิดเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง เช่น โรคมะเร็งเต้านม

สามารถฉีดยาคุมกำเนิดได้นานเท่าไร ? : เรื่องนี้ยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัด เพราะยังไม่มีการกำหนดที่แน่นอนว่าควรจะฉีดเท่าไรจึงจะไม่เป็นอันตราย แต่ก็สามารถฉีดไปได้เรื่อย ๆ จนถึงอายุ 45 ปี เพราะหลายคนที่ฉีดยาคุมกำเนิดนานถึง 10-15 ปี ก็ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่หมอบางท่านแนะนำว่าไม่ควรฉีดยาคุมกำเนิดนานเกินกว่า 5 ปี เพราะยังไงก็ต้องถึงเวลาที่ควรจะตัดสินใจว่าจะมีลูกหรือไม่ ถ้าอยากมีก็ให้หยุดฉีดยาคุมกำเนิด แต่ถ้าไม่ต้องการที่จะมีลูกเลยก็ควรไปทำหมัน ก็ดูจะปลอดภัยมากกว่า

เมื่อหยุดฉีดยาคุมกำเนิดจะพร้อมมีลูกได้เมื่อไหร่ ? : โดยทั่วไปแล้วเมื่อหยุดฉีดยาคุมกำเนิดหลังจากครบกำหนดฉีด ระดับยาที่ฉีดยังคงค้างอยู่ในกระแสเลือด จึงทำให้การกลับมาของประจำเดือนจะมาช้ากว่าการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดที่ต้องทานแบบวันต่อวัน ซึ่งกว่าประจำเดือนจะกลับมาเป็นปกติก็จะใช้เวลาประมาณ 8 เดือนหรืออาจนานกว่านั้น แต่โดยทั่วไปแล้วประมาณ 70% สามารถตั้งครรภ์ได้หลังจากหยุดฉีดยาคุมกำเนิด และในปีที่สองประมาณ 90%

ผลข้างเคียงของการฝังยาคุมกำเนิด

ยาฝังคุมกำเนิด หรือ ยาคุมกำเนิดแบบฝัง (Contraceptive implant หรือ Implantable contraception) คือ วิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวชนิดหนึ่ง โดยเป็นการใช้ฮอร์โมนชนิดเดียว คือ โปรเจสติน (Progestin) ที่บรรจุเอาไว้ในหลอดหรือแท่งพลาสติกเล็ก ๆ ขนาดเท่าไม้จิ้มฟันชนิดกลม นำมาฝังเข้าไปที่ใต้ผิวหนังบริเวณใต้ท้องแขนด้านที่ไม่ถนัด ซึ่งฮอร์โมนจะค่อย ๆ ซึมผ่านออกมาจากแท่งยาเข้าสู่ร่างกายและไปยับยั้งการเจริญเติบโตของฟองไข่ ส่งผลทำให้ไม่มีการตกไข่ตามมา จึงช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้

เครดิตฟรี

ในอดีตยาฝังคุมกำเนิดจะเป็นฮอร์โมนที่บรรจุอยู่ในแท่งพลาสติกขนาดเล็กจำนวน 6 แท่ง (แต่ละแท่งมีขนาด 3.4 x 0.24 เซนติเมตร) ใช้สำหรับฝังเข้าไปที่ใต้ผิวหนังใต้ท้องแขนทั้ง 6 แท่ง (ฝังเป็นรูปพัด) สามารถช่วยคุมกำเนิดได้นาน 5 ปี เช่น ยา Norplant® (นอร์แพลนท์) ก่อนฝังจะต้องฉีดยาชาก่อน แล้วหมอจะใช้เข็มขนาดใหญ่เป็นตัวนำ ขั้นตอนการทำนั้นไม่ยุ่งยากครับ แต่จะมีปัญหาในเรื่องการถอดออก เพราะจะใช้เวลาในการถอดนานพอสมควร จึงไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในอดีต

แต่ในปัจจุบันยาฝังคุมกำเนิดแบบใหม่ได้มีการพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยจะใช้เพียงแค่ 1 แท่ง ฝังเข้าที่ใต้ผิวหนังใต้ท้องแขน เช่น Implanon® (อิมพลานอน) ตัวแท่งมีขนาด 4.0 x 0.20 เซนติเมตร มีชุดฝังบรรจุเสร็จพร้อมใช้งาน ทำให้ฝังได้สะดวกขึ้นมาก แต่จะคุมกำเนิดได้น้อย เพียง 3 ปี เนื่องจากมีแค่หลอดเดียว เมื่อครบกำหนดก็สามารถถอดออกได้โดยง่าย ถ้าต้องการจะคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ต่อก็สามารถฝังแท่งใหม่เข้าไปได้เลย นอกจากชนิด 1 แท่ง คุมกำเนิดได้ 3 ปี แล้ว ยังมีอีกชนิดหนึ่งที่สามารถใช้คุมกำเนิดได้นานถึง 5 ปี คือ Jadelle® (จาเดลล์) ตัวแท่งมีขนาด 4.3 x 0.25 เซนติเมตร มีอยู่ด้วยกัน 2 แท่ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วิธีการคุมกำเนิดแบบฝังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนอาการข้างเคียงก็จะคล้าย ๆ กับการฉีดยาคุมกำเนิดครับ แต่จะดีกว่าตรงที่ไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงของประจำเดือนน้อยกว่า

สล็อต

ประโยชน์ของยาฝังคุมกำเนิด
ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน
ช่วยลดโอกาสการเกิดอาการซีดจากการมีประจำเดือนมามากผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการหนาตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก
ช่วยป้องกันการหนาตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้
ผลข้างเคียงของการฝังยาคุมกำเนิด
ในระยะเวลา 2-3 เดือนแรก ประจำเดือนอาจมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมาแบบกะปริดกะปรอย หรือตกขาวมาก ซึ่งเป็นอาการพบได้มากที่สุด แต่ก็พบได้ไม่มากครับ หรือในบางรายประจำเดือนมามากติดต่อกันหลายวัน ไม่มีประจำเดือน หรือประจำเดือนขาดไปเลยก็มีครับ บางครั้งก็อาจจำเป็นต้องใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน 0.05 มิลลิกรัม วันละ 1 เม็ด ประมาณ 7-10 วัน เพื่อช่วยลดอาการเลือดออกกะปริดกะปรอย
บางรายอาจมีอาการปวดท้องน้อยและปวดประจำเดือนบ้างในระยะ 2-3 เดือนแรก
ในระยะแรกอาจมีอาการปวดแขนบริเวณที่ฝังแท่งยาคุมกำเนิด
แผลที่ฝังยาคุมกำเนิดอาจเกิดการอักเสบหรือมีรอยแผลเป็นได้
มีอารมณ์แปรปรวน
มีอาการปวดหรือเจ็บเต้านม
บางรายอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น (แต่ปัจจัยหลักคืออาหารครับ ถ้าควบคุมอาหารได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร)
อาจทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ

สล็อตออนไลน์

หากเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น จะมีโอกาสการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้มากกว่าปกติ
ส่วนข้อมูลจาก siamhealth.net ระบุว่า มีผลข้างเคียงทำให้เป็นสิว ขนดก และมีความต้องการทางเพศลดลง (ข้อมูลอื่นไม่ได้ระบุไว้)
ข้อดีของยาฝังคุมกำเนิด
ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงมาก (สูงที่สุดในโลก) รองจากการไม่มีเพศสัมพันธ์ ชนิดที่ว่ายาเม็ดคุมกำเนิดก็เทียบไม่ติด !!
เป็นวิธีที่มีความสะดวก ฝังครั้งเดียวสามารถคุมกำเนิดได้นาน 3-5 ปี (แล้วแต่ชนิดของยา)
ไม่ต้องรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดทุกวัน จึงช่วยลดโอกาสการลืมกินยา หรือลดโอกาสฉีดยาคุมคลาดเคลื่อนไม่ตรงกำหนด ที่ต้องไปฉีดยาทุก ๆ 1-3 เดือน
เนื่องจากยาฉีดคุมกำเนิดมีฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงอย่างเดียว จึงทำให้ไม่ได้รับผลข้างเคียงจากฮอร์โมนเอสโตรเจนเหมือนการคุมกำเนิดรูปแบบอื่น เช่น คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ เป็นฝ้า ฯลฯ
สามารถเลิกใช้เมื่อใดก็ได้ เมื่อต้องการจะมีบุตรหรือเปลี่ยนเป็นใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น
ใช้ได้ดีในผู้ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะไม่มีผลต่อการหลั่งของน้ำนม
ไม่ทำให้การทำงานของตับเปลี่ยนแปลง
หลังจากถอดออกจะสามารถมีลูกได้เร็วกว่าการฉีดยาคุมกำเนิด เนื่องจากฮอร์โมนกระจายออกในปริมาณน้อยและไม่มีการสะสมในร่างกาย
มีผลพลอยได้จากการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น ทำให้อาการปวดประจำเดือนมีน้อยลง, ลดโอกาสการตั้งครรภ์นอกมดลูก, ป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก, ลดอุบัติการณ์ของภาวะโลหิตจาง ฯลฯ

jumboslot

ข้อเสียของยาฝังคุมกำเนิด
การฝังและการถอดจะต้องทำโดยแพทย์ที่ได้รับการอบรมแล้ว (ไม่สามารถถอดหรือฝังโดยแพทย์ทั่วไปได้) จึงไม่สามารถใช้หรือถอดได้เอง
ในบางรายสามารถคลำแท่งยาในบริเวณท้องแขนได้
ประจำเดือนอาจมาแบบกะปริดกะปรอย จึงทำให้ต้องใส่ผ้าอนามัยอยู่เสมอ จะไม่ใส่ก็ไม่ได้ เพราะบางครั้งก็มาแบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งหลาย ๆ คน กังวลกับปัญหาเหล่านี้ (แต่เมื่อผ่านระยะหนึ่งปีขึ้นไปแล้ว ปัญหาเหล่านี้จะน้อยลง)
อาจพบภาวะแทรกซ้อนหลังการฝังยาคุมกำเนิดได้ เช่น มีก้อนเลือดคั่งบริเวณที่กรีดผิวหนัง
อาจพบว่าตำแหน่งของแท่งยาเคลื่อนไปจากตำแหน่งเดิม (พบได้น้อย)

slot

ขั้นตอนการถอดยาฝังคุมกำเนิด : หากต้องการมีลูกหรือเปลี่ยนยาฝังคุมกำเนิดเมื่อครบตามกำหนด (3 หรือ 5 ปี) คุณสามารถไปถอดยาฝังคุมกำเนิดออกได้ตามโรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งการถอดยาฝังคุมกำเนิดก็ใช้เวลาไม่นานครับ พอ ๆ กับตอนใส่ คือ ประมาณ 10-20 นาที (จริง ๆ แล้วแค่ตอนถอด 3-4 นาทีก็เสร็จแล้ว) สามารถทำได้เลยที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก โดยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล แต่แผลจากการถอดยาฝังนี้จะใหญ่กว่าตอนใส่เล็กน้อยครับ และอาจต้องเย็บแผลด้วยไหม 1 เข็ม ซึ่งแพทย์จะมีการฉีดยาชาเฉพาะที่เล็กน้อยข้างใต้ส่วนปลายของแท่งฮอร์โมน และกรีดแผลขนาดเล็กที่ผิวหนัง แล้วจึงดันหรือใช้อุปกรณ์ดึงแท่งฮอร์โมนออกมาตามรอยแผลที่กรีดไว้ เสร็จแล้วรัดแผลด้วยผ้าพันแผล ซึ่งต้องพันทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง ถ้าต้องการมีลูก หลังจากถอดยาฝังคุมกำเนิดออกแล้ว ผลการคุมกำเนิดจะลดลงอย่างรวดเร็วและภาวะเจริญพันธุ์จะสามารถกลับมาเป็นปกติ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเริ่มมีประจำเดือนได้ตามปกติภายใน 1-12 เดือน (โดยทั่วไปประมาณ 1-3 เดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็มีไข่ตกแล้วครับ) ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงและอายุของสตรี รวมทั้งระยะเวลาในการคุมกำเนิดก่อนหน้านี้ด้วย ส่วนในกรณีที่ต้องการคุมกำเนิดต่อไปโดยใช้วิธีเดิม ก็สามารถเปลี่ยนและฝังแท่งฮอร์โมนอันใหม่ได้ทันทีที่เอาแท่งฮอร์โมนอันเดิมออก ส่วนภาพด้านล่างนี้คือขั้นตอนการถอดยาฝังคุมกำเนิดครับ

การถอดยาฝังคุมกำเนิด
เมื่อไหร่ที่ต้องไปพบแพทย์ก่อนกำหนดนัด ? : เมื่อมีอาการปวดแขนข้างที่ฝังยาคุมกำเนิดแบบผิดปกติ หรือมีอาการอักเสบ เป็นแผลบวม แดงร้อน หรือเป็นหนอง, มีอาการปวดศีรษะมากผิดปกติ, หายใจลำบาก แน่นหน้าอก (อาการของการแพ้ยา), แขน ขา อ่อนแรง (อาจเป็นอาการของภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำหรือโรคทางสมอง)

การฝังยาคุมกำเนิด

ยาฝังคุมกำเนิด หรือ ยาคุมกำเนิดแบบฝัง (Contraceptive implant หรือ Implantable contraception) คือ วิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวชนิดหนึ่ง โดยเป็นการใช้ฮอร์โมนชนิดเดียว คือ โปรเจสติน (Progestin) ที่บรรจุเอาไว้ในหลอดหรือแท่งพลาสติกเล็ก ๆ ขนาดเท่าไม้จิ้มฟันชนิดกลม นำมาฝังเข้าไปที่ใต้ผิวหนังบริเวณใต้ท้องแขนด้านที่ไม่ถนัด ซึ่งฮอร์โมนจะค่อย ๆ ซึมผ่านออกมาจากแท่งยาเข้าสู่ร่างกายและไปยับยั้งการเจริญเติบโตของฟองไข่ ส่งผลทำให้ไม่มีการตกไข่ตามมา จึงช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้

เครดิตฟรี

ในอดีตยาฝังคุมกำเนิดจะเป็นฮอร์โมนที่บรรจุอยู่ในแท่งพลาสติกขนาดเล็กจำนวน 6 แท่ง (แต่ละแท่งมีขนาด 3.4 x 0.24 เซนติเมตร) ใช้สำหรับฝังเข้าไปที่ใต้ผิวหนังใต้ท้องแขนทั้ง 6 แท่ง (ฝังเป็นรูปพัด) สามารถช่วยคุมกำเนิดได้นาน 5 ปี เช่น ยา Norplant® (นอร์แพลนท์) ก่อนฝังจะต้องฉีดยาชาก่อน แล้วหมอจะใช้เข็มขนาดใหญ่เป็นตัวนำ ขั้นตอนการทำนั้นไม่ยุ่งยากครับ แต่จะมีปัญหาในเรื่องการถอดออก เพราะจะใช้เวลาในการถอดนานพอสมควร จึงไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในอดีต

แต่ในปัจจุบันยาฝังคุมกำเนิดแบบใหม่ได้มีการพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยจะใช้เพียงแค่ 1 แท่ง ฝังเข้าที่ใต้ผิวหนังใต้ท้องแขน เช่น Implanon® (อิมพลานอน) ตัวแท่งมีขนาด 4.0 x 0.20 เซนติเมตร มีชุดฝังบรรจุเสร็จพร้อมใช้งาน ทำให้ฝังได้สะดวกขึ้นมาก แต่จะคุมกำเนิดได้น้อย เพียง 3 ปี เนื่องจากมีแค่หลอดเดียว เมื่อครบกำหนดก็สามารถถอดออกได้โดยง่าย ถ้าต้องการจะคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ต่อก็สามารถฝังแท่งใหม่เข้าไปได้เลย นอกจากชนิด 1 แท่ง คุมกำเนิดได้ 3 ปี แล้ว ยังมีอีกชนิดหนึ่งที่สามารถใช้คุมกำเนิดได้นานถึง 5 ปี คือ Jadelle® (จาเดลล์) ตัวแท่งมีขนาด 4.3 x 0.25 เซนติเมตร มีอยู่ด้วยกัน 2 แท่ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วิธีการคุมกำเนิดแบบฝังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนอาการข้างเคียงก็จะคล้าย ๆ กับการฉีดยาคุมกำเนิดครับ แต่จะดีกว่าตรงที่ไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงของประจำเดือนน้อยกว่า

ยาฝังคุมกําเนิด

การออกฤทธิ์ของยาฝังคุมกำเนิด
ยาฝังคุมกําเนิด ประกอบไปด้วยฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) เพียงชนิดเดียว จึงทำให้ไม่มีผลข้างเคียงจากฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เหมือนกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด (ฮอร์โมนรวม) โดยฮอร์โมนที่ปล่อยออกมาจากแท่งยาฝังคุมกำเนิดจะมีผลทำให้ฟองไข่ไม่พัฒนา จึงไม่สามารถโตต่อไปจนตกไข่ได้ เมื่อไม่มีไข่ที่จะรอผสมกับเชื้ออสุจิ จึงไม่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ ฮอร์โมนโปรเจสตินที่ปล่อยออกมายังทำให้มูกที่ปากมดลูกเหนียวข้น ส่งผลให้เชื้ออสุจิว่ายผ่านเข้าไปยาก จึงช่วยลดโอกาสเกิดการผสมกับไข่ได้อีกทางหนึ่ง โดยยาฝังคุมกำเนิดที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ดังนี้

Implanon® (ฝัง 1 แท่ง คุมกำเนิด 3 ปี) จะเป็นฮอร์โมน Etonogestrel 68 มิลลิกรัม แท่งยาฝังจะค่อย ๆ ปล่อยฮอร์โมนออกมาวันละ 70-60 ไมโครกรัม

สล็อต

ยาคุมกำเนิดแบบฝัง

Jadelle® (ฝัง 2 แท่ง คุมกำเนิด 5 ปี) จะเป็นฮอร์โมน Levonorgestrel 75 มิลลิกรัม ที่ปล่อยฮอร์โมนออกมาวันละ 100-40 ไมโครกรัม ซึ่งระดับฮอร์โมนที่ปล่อยออกมาจะสูงในช่วงแรก ๆ แล้วจะค่อย ๆ ลดลงจนคงที่ระยะเวลาต่อมา
การฝังยาคุมกำเนิด

ประสิทธิภาพของยาฝังคุมกำเนิด
ถ้าจะบอกว่า “ยาฝังคุมกำเนิดเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูงสุด” ก็คงจะไม่ผิด เพราะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้น้อยมากรองจาก “การไม่มีเพศสัมพันธ์” เท่านั้น !! โดยจะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 0.05% (1 ใน 2,000 คน) ถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่า แล้วการทำหมัน การฉีดยาคุมกำเนิด รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด การใส่ห่วงอนามัย รวมถึงการสวมถุงยางอนามัยล่ะ ไม่ใช่วิธีการคุมกำเนิดที่มีอัตราการล้มเหลวต่ำที่สุดหรือ ? ขอตอบเลยว่า “ยังไม่ใช่” ครับ

เนื่องจากการทำหมันชายยังมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้อยู่ คือ 0.1% (1 ใน 666 คน), ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Cyclofem®) และการใส่ห่วงอนามัยชนิดโปรเจสโตเจนจะมีโอกาสล้มเหลวได้เท่ากัน คือ 0.2% (1 ใน 500 คน), ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (Depo-Provera®) เท่ากับ 0.2% (อัตราทั่วไป 6%), ยาเม็ดคุมกำเนิด เท่ากับ 0.3% (อัตราทั่วไป 9% หรือ 1 ใน 11 คน), การทำหมันหญิงแบบผูกท่อนำไข่ (Tubal ligation) เท่ากับ 0.5% (1 ใน 384 คน), การใส่ห่วงอนามัยหุ้มทองแดง เท่ากับ 0.6% (อัตราทั่วไป 0.8% หรือ 1 ใน 125 คน) และการสวมถุงยางอนามัย เท่ากับ 2% (อัตราทั่วไป 18% ที่จะล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์) ฯลฯ จากข้อมูลเหล่านี้จึงอาจระบุได้ว่า “ยาฝังคุมกำเนิดเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีอัตราการล้มเหลวน้อยที่สุดในโลก” เลยก็ว่าได้ !!

สล็อตออนไลน์

ผู้ที่เหมาะจะใช้ยาฝังคุมกำเนิด
ผู้ที่ลืมรับประทานยาคุมกำเนิดบ่อย ๆ หรือเป็นคนขี้ลืม
ต้องการวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและคุมกำเนิดได้ในระยะยาว (ต้องการคุมกำเนิดในระยะเวลา 3-5 ปีขึ้นไป)
ผู้ที่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนจากการคุมกำเนิดรูปแบบอื่น เช่น สตรีที่อยู่ในช่วงกำลังให้นมบุตร (สามารถใช้ได้ถ้าทารกอายุมากกว่า 6 สัปดาห์)
ผู้ที่ไม่ควรใช้ยาฝังคุมกำเนิด
สงสัยว่าตั้งครรภ์หรือยังไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์หรือไม่
ไม่ชอบการฉีดยาหรือไม่ต้องการให้สิ่งใดมาฝังอยู่ใต้ผิวหนัง หรือกังวลเรื่องการมีประจำเดือนผิดปกติ
มีปฏิกิริยาไวต่อส่วนประกอบของแท่งบรรจุฮอร์โมน
ผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดหรือตามอวัยวะเพศต่าง ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากยาฝังคุมกำเนิดอาจกระตุ้นให้เลือดออกได้มากขึ้น
มีภาวะเลือดออกง่ายและหยุดยาก เนื่องจากยาฝังคุมกำเนิดอาจไปรบกวนการทำงานของเกล็ดเลือดที่มีหน้าที่ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวในภาวะเลือดออกได้
ผู้ที่สงสัยหรือเป็นมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น มะเร็งเต้านม หรือมีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านม เนื่องจากยาฝังคุมกำเนิดอาจไปกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งลุกลามแพร่กระจายได้
ผู้ที่เป็นโรคตับ เนื่องจากผลข้างเคียงของยาฝังอาจส่งผลทำให้เกิดตับอักเสบเพิ่มขึ้นได้
มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนโปรเจสโตเจน หรือมีเนื้องอกที่สัมพันธ์กับการใช้โปรเจสโตเจน
ส่วนข้อมูลจาก siamhealth.net ระบุว่า ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคลมชัก โรคถุงน้ำดี ไม่ควรใช้ยาฝังคุมกำเนิด
หมายเหตุ : ควรขอคำแนะนำจากแพทย์จะดีที่สุด

jumboslot

วิธีการฝังยาคุมกำเนิด
เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่า จะคุมกำเนิดโดยใช้ยาฝังคุมกำเนิด คุณสามารถไปขอรับบริการได้ที่โรงพยาบาลประจำอำเภอขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือสอบถามตามคลินิกสูตินรีเวชต่าง ๆ โดยการฝังยาสามารถทำได้ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกได้เลย และไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลแต่อย่างใด ซึ่งจะใช้เวลาไม่นาน แค่ประมาณ 10-20 นาทีก็เสร็จแล้วครับ (จริงแล้ว ๆ ใช้เวลาฝังเฉลี่ยเพียง 1-2 นาที เท่านั้นแหละครับ ไม่ทันรู้ตัวก็เสร็จแล้ว)

เวลาที่เหมาะสมในการฝังยาคุมกำเนิด : ควรรับการฝังยาคุมกำเนิดภายใน 5 วันแรกหลังมีประจำเดือน หรือภายหลังการแท้งบุตรไม่เกิน 1 สัปดาห์ หรือหลังการคลอดบุตรไม่เกิน 4-6 สัปดาห์

ค่าใช้จ่ายในการฝังยาคุมกำเนิด : ถ้าฝังยาคุมกำเนิดในโรงพยาบาลของรัฐจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 2,500-4,000 บาท แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนหรือตามคลินิกค่าบริการจะเพิ่มขึ้นมาพอสมควรครับ อยู่ที่ประมาณ 5,000-7,000 บาท ซึ่งก็แล้วแต่สถานที่ครับ ส่วนในเด็กอายุน้อยกว่า 20 ปี ตอนนี้มีสวัสดิการฝังให้ฟรีนะครับ ถ้าใครสนใจก็ไปติดต่อขอรับบริการที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้เลย

ขั้นตอนการฝังยาคุมกำเนิด : เริ่มแรกแพทย์จะทำรอยขนาดเล็กไว้บนท้องแขนด้านในข้างที่ต้องการจะฝังยา ทำความสะอาดผิวหนังด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วทำการฉีดยาชาเฉพาะที่เข้าที่ใต้ท้องแขน ซึ่งอาจทำให้เจ็บบ้างเล็กน้อย แต่จะช่วยทำให้การฝังยาไม่รู้สึกเจ็บ (ขั้นตอนการทำไม่ต้องดมยาสลบแต่อย่างใด) จากนั้นแพทย์จะใช้เข็มนำเปิดแผลที่ท้องแขนขนาด 0.3 เซนติเมตร และทำการสอดใส่แท่งตัวนำหลอดยาที่มียาบรรจุอยู่เข้าไปในเข็มนำนี้ หลังจากหลอดยาเข้าไปเรียบร้อยแล้วก็จะถอนแท่งนำยาและเข็มนำออก แล้วทำการปิดแผล (โดยไม่ต้องเย็บแผล) ด้วยปลาสเตอร์เล็ก ๆ แล้วพันแผลด้วยผ้าพันแผลพันทับอีกชั้นหนึ่งก็เป็นอันเสร็จ และแพทย์จะให้ยาแก้ปวดกลับไปรับประทานหากมีอาการปวดแผล โดยผ้าพันแผลจะต้องพันทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันเลือดออกหรือหยุดจุดเลือดต่าง ๆ ในวันรุ่งขึ้นอาจพบว่า มีรอยฟกช้ำและเจ็บแขนเล็กน้อยบริเวณรอบ ๆ แท่งฮอร์โมนอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วรอยฟกช้ำจะค่อย ๆ หายไปเอง โดยรอยแผลจะเริ่มหายเป็นปกติภายใน 3-5 วัน หลังจากทำไปแล้วห้ามให้ถูกน้ำ 7 วัน เมื่อครบ 7 วัน แพทย์จะนัดมาดูแผลอีกครั้ง

slot

ข้อปฏิบัติภายหลังการฝังยาคุมกำเนิด : หลังฝังยาคุมกำเนิด ควรปิดแผลไว้ประมาณ 3-5 วัน โดยไม่ให้แผลถูกน้ำ และควรมาตรวจหลังจากการฝังยา 7 วัน เพื่อดูความผิดปกติ ในระหว่างนี้ควรหลีกเลี่ยงการถูกกระทบกระแทกบริเวณที่ฝังยาคุมกำเนิด และต้องมาเปลี่ยนยาฝังคุมกำเนิดตามที่แพทย์นัด (ห้ามลืม) ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น มีอาการของการตั้งครรภ์ แผลมีเลือด มีน้ำเหลือง มีหนอง บวมแดง คุณควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ขั้นตอนการถอดยาฝังคุมกำเนิด : หากต้องการมีลูกหรือเปลี่ยนยาฝังคุมกำเนิดเมื่อครบตามกำหนด (3 หรือ 5 ปี) คุณสามารถไปถอดยาฝังคุมกำเนิดออกได้ตามโรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งการถอดยาฝังคุมกำเนิดก็ใช้เวลาไม่นานครับ พอ ๆ กับตอนใส่ คือ ประมาณ 10-20 นาที (จริง ๆ แล้วแค่ตอนถอด 3-4 นาทีก็เสร็จแล้ว) สามารถทำได้เลยที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก โดยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล แต่แผลจากการถอดยาฝังนี้จะใหญ่กว่าตอนใส่เล็กน้อยครับ และอาจต้องเย็บแผลด้วยไหม 1 เข็ม ซึ่งแพทย์จะมีการฉีดยาชาเฉพาะที่เล็กน้อยข้างใต้ส่วนปลายของแท่งฮอร์โมน และกรีดแผลขนาดเล็กที่ผิวหนัง แล้วจึงดันหรือใช้อุปกรณ์ดึงแท่งฮอร์โมนออกมาตามรอยแผลที่กรีดไว้ เสร็จแล้วรัดแผลด้วยผ้าพันแผล ซึ่งต้องพันทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง ถ้าต้องการมีลูก หลังจากถอดยาฝังคุมกำเนิดออกแล้ว ผลการคุมกำเนิดจะลดลงอย่างรวดเร็วและภาวะเจริญพันธุ์จะสามารถกลับมาเป็นปกติ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเริ่มมีประจำเดือนได้ตามปกติภายใน 1-12 เดือน (โดยทั่วไปประมาณ 1-3 เดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็มีไข่ตกแล้วครับ) ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงและอายุของสตรี รวมทั้งระยะเวลาในการคุมกำเนิดก่อนหน้านี้ด้วย ส่วนในกรณีที่ต้องการคุมกำเนิดต่อไปโดยใช้วิธีเดิม ก็สามารถเปลี่ยนและฝังแท่งฮอร์โมนอันใหม่ได้ทันทีที่เอาแท่งฮอร์โมนอันเดิมออก ส่วนภาพด้านล่างนี้คือขั้นตอนการถอดยาฝังคุมกำเนิดครับ

เมื่อไหร่ที่ต้องไปพบแพทย์ก่อนกำหนดนัด ? : เมื่อมีอาการปวดแขนข้างที่ฝังยาคุมกำเนิดแบบผิดปกติ หรือมีอาการอักเสบ เป็นแผลบวม แดงร้อน หรือเป็นหนอง, มีอาการปวดศีรษะมากผิดปกติ, หายใจลำบาก แน่นหน้าอก (อาการของการแพ้ยา), แขน ขา อ่อนแรง (อาจเป็นอาการของภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำหรือโรคทางสมอง)

ประโยชน์ของยาฝังคุมกำเนิด
ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน
ช่วยลดโอกาสการเกิดอาการซีดจากการมีประจำเดือนมามากผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการหนาตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก
ช่วยป้องกันการหนาตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้

คำแนะนำในการใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด

แผ่นแปะคุมกำเนิดหลุด : ในกรณีที่แผ่นแปะหลุดออกหรือลอกออกได้ “ไม่นาน” ให้ลองกดปิดแผ่นเดิมให้สนิทแล้วรอดูว่ายังใช้ได้ต่อหรือไม่ ถ้ายังติดได้สนิทอยู่ก็ใช้ต่อไปได้เลยครับ แต่ถ้ายางของแผ่นแปะไม่เหนียวแล้วและไม่สามารถติดได้เหมือนเดิมก็ต้องเปลี่ยนแผ่นใหม่ครับ โดยให้แปะต่อไปเท่าเวลาที่เหลือ เช่น ใช้แผ่นแรกไปได้เพียง 4 วันแล้วหลุด (เหลืออีก 3 วัน จึงจะครบกำหนดเปลี่ยน) ก็ให้แปะแผ่นใหม่แค่ 3 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วก็ให้เปลี่ยนแผ่นใหม่อีกครั้งตามรอบเดิม แต่ถ้าในกรณีที่หลุดนานเกิน 1 วัน ให้เริ่มนับใหม่ และแปะแผ่นแรกใหม่ ทั้งนี้ในช่วง 7 วันแรกจะต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นไปก่อน (แต่จริง ๆ แล้วโอกาสที่จะลอกหลุดได้มีน้อยมากครับ คือ ประมาณ 1-2%)

เครดิตฟรี

ลืมเปลี่ยนแผ่นแปะคุมกำเนิด : ในกรณีที่ลืมแปะแผ่นยาแผ่นที่ 2 หรือ 3 (ยังแปะแผ่นเก่าอยู่) ถ้าเลื่อนไปไม่เกิน 48 ชั่วโมง แนะนำให้แกะแผ่นเก่าออกและแปะแผ่นใหม่ในทันทีที่จำได้ แล้วเปลี่ยนแผ่นยาแผ่นใหม่ตามกำหนดเดิม (แผ่นแรกเริ่มวันไหน ก็ต้องเปลี่ยนวันนั้นของสัปดาห์ถัดมา) โดยไม่ต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย แต่ถ้าเลื่อนไปนานเกินกว่า 48 ชั่วโมง แนะนำให้แกะแผ่นเดิมออก แล้วเริ่มต้นแปะแผ่นคุมกำเนิดแผ่นใหม่ในทันที โดยเริ่มนับเป็นวันแรกของการแปะแผ่นยา และกำหนดเป็นวันเปลี่ยนแผ่นใหม่ในสัปดาห์ถัดไป แต่ในระหว่างนี้ต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย (ที่ไม่ใช่การใช้ยาในกลุ่มฮอร์โมน) เช่น การสวมถุงยางอนามัย ในระยะ 7 วันแรกของการแปะแผ่นยาแผ่นใหม่ เพราะในระหว่างนี้อาจมีโอกาสทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ (หากลืมลอกแผ่นสุดท้ายออก แนะนำให้ลอกแผ่นออกได้ทันทีที่นึกได้ และเริ่มใช้แผ่นต่อไปตามกำหนดเดิม โดยไม่ต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยแต่อย่างใด) ส่วนในกรณีที่ลืมแปะแผ่นยาในวันแรกของรอบเดือนใหม่ แนะนำว่าให้เริ่มแปะแผ่นแรกในทันทีที่จำได้ แล้วเริ่มต้นนับเป็นวันแรกของการแปะแผ่นยาใหม่ พร้อมกับกำหนดเป็นวันเปลี่ยนแผ่นใหม่ในสัปดาห์ถัดไป และในระหว่างนี้ให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วยในช่วง 7 วันแรก เช่น การสวมถุงยางอนามัย (อนึ่ง ถ้าลืมเปลี่ยนหรือลืมแปะแผ่นยา ไม่ควรรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเพิ่มเติม เพราะยาเหล่านี้ไม่ได้ช่วยลดโอกาสการตั้งครรภ์ แต่จะส่งผลทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากยาสูงขึ้น เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกกะปริดกะปรอย ฯลฯ)

แผ่นแปะคุมกำเนิดจะเริ่มคุมกำเนิดได้เมื่อใด ? : โดยปกติแล้วหลังจากแปะแผ่นคุมกำเนิดในวันแรกของการมีประจำเดือนก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ทันที แต่โดยทั่วไปแล้วในช่วง 1 เดือนแรก (หรือ 1 สัปดาห์แรก) ของการใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด แพทย์มักจะแนะนำให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่น ๆ ร่วมด้วยเสมอเพื่อความชัวร์ เช่น การใช้ถุงยางอนามัย เป็นต้น

สล็อต

สามารถใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดไปได้นานเท่าไร ? : ตามปกติแล้วคุณสามารถใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดไปได้นานหลายปีเท่าที่ต้องการ เหมือนกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด แต่การใช้ไปนาน ๆ เกินกว่า 5 ปีขึ้นไปก็คงจะไม่เหมาะ แนะนำว่าคุณควรปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อหาวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมอื่น ๆ แทนจะดีกว่า เช่น การใส่ห่วงอนามัย การสวมถุงยางอนามัย ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อลดผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนในระยะยาวนั่นเอง เนื่องจากการใช้ฮอร์โมนในระยะยาวอาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปากมดลูก ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ ฯลฯ ได้ครับ

อาการฉุกเฉินที่ควรรีบไปพบแพทย์ : หลังจากใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด หากคุณมีอาการผิดปกติต่าง ๆ หลังการใช้ เช่น ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น (โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง), ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่เป็นเบาหวาน), อาเจียน, ไอเป็นเลือด, ปวดศีรษะอย่างเฉียบพลัน รุนแรง หรือปวดศีรษะแบบไมเกรน, วิงเวียนคล้ายจะเป็นลม, หายใจลำบาก, ปวดเค้นหน้าอก, มีของเหลวหลั่งจากเต้านม, ปวดท้องช่วงบน, ปวดท้องอย่างรุนแรง, ปวดขา แขน หรือขาหนีบ, ประจำเดือนผิดปกติ, มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด, ตัวเหลือง ตาเหลือง (โรคดีซ่าน), ผื่นแดง บวม คัน, มือบวม เท้าบวม หรือข้อบวม, ปวดตามผิวหนัง, น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว, หมดแรงซีกหนึ่งของร่างกายอย่างเฉียบพลัน หรือมีอาการของการตั้งครรภ์ (สงสัยว่าตั้งครรภ์หรือประจำเดือนขาด) ต้องรีบไปพบแพทย์หรือสูตินรีแพทย์ทันที (หากไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ผู้ใช้ยาควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายทุก 1 ปี)

การหยุดใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด : หากต้องการหยุดใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดเพื่อต้องการมีบุตร หรือเปลี่ยนไปใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นแทน ในรอบเดือนนั้นหากแปะแผ่นยาครบ 3 แผ่น ก็สามารถหยุดใช้ได้ทันที โดยภาวะตกไข่ตามธรรมชาติจะเริ่มกลับมาภายในเดือนแรกหลังจากหยุดยา (แต่โดยทั่วไปแล้ว มักจะมาภายใน 3 เดือนหลังจากหยุดยา) ดังนั้นการตั้งครรภ์จึงอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เดือนแรกหลังหยุดแปะแผ่นยา

ต้องการเปลี่ยนจากยาเม็ดคุมกำเนิดมาใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด : สามารถเริ่มเปลี่ยนมาใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดในวันแรกที่ประจำเดือนมาได้เลย ส่วนการจะเปลี่ยนจากแผ่นแปะคุมกำเนิดไปใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็เช่นเดียวกันครับ

สล็อตออนไลน์

คำแนะนำในการใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด
ไม่ควรตัดแบ่งแผ่นแปะคุมกำเนิดให้เล็กลง เพราะจะทำให้ตัวยามีประสิทธิภาพน้อยลง จนไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้
ควรเก็บยานี้ให้พ้นมือเด็ก และควรทิ้งยานี้เมื่อหมดอายุ
สำหรับแผ่นแปะที่ใช้แล้ว ควรพับด้านเหนียวเข้าหากันและทิ้งลงถังขยะที่ห่างไกล เพื่อป้องกันการคุ้ยเขี่ย
ไม่ควรใช้ยานี้ในระหว่างที่ให้นมบุตร เพราะยาจะซึมเข้าสู่หลอดเลือดและผ่านเข้าสู่น้ำนมได้ จึงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อทารกที่ดื่มนมแม่ได้
หากผู้ใช้ยาต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่ากำลังใช้ยานี้ เนื่องจากอาจมีเหตุจำเป็นต้องหยุดยานี้เป็นเวลา 1 เดือนก่อนเข้ารับการผ่าตัด
หากผู้ใช้เกิดการติดเชื้อราในช่องคลอด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและทำการรักษา
หากผู้ใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดจะต้องเข้าเครื่องตรวจ MRI ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อน เนื่องจากแผ่นแปะมีส่วนประกอบอะลูมิเนียมที่จะร้อนเมื่อได้รับรังสีและอาจทำให้ผิวหนังไหม้ได้ (ให้ดึงแผ่นแปะออกชั่วคราวก่อน)
หากผู้ใช้แผ่นแปะใส่คอนแทคเลนส์ มีอาการเห็นภาพผิดปกติหรือรู้สึกไม่สบายเมื่อใส่คอนแทคเลนส์ คุณควรปรึกษาจักษุแพทย์
ในบางรายที่มีอาการเหงือกบวมหรือมีเลือดออกเล็กน้อย ควรแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบ (การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดอาการดังกล่าวได้)
แผ่นแปะคุมกำเนิดอาจเพิ่มความไวต่อแสงแดด ทำให้ผิวหนังเกิดอาการไหม้แดดได้ง่ายกว่าปกติ ดังนั้น จึงควรใช้ครีมกันแดดและสวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิดหากต้องอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ๆ
เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้ยาในเด็ก คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
ผลข้างเคียงของแผ่นแปะคุมกำเนิด
ผลข้างเคียงของแผ่นแปะคุมกำเนิดจะเหมือนการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมครับ แต่ผลข้างเคียงของแผ่นแปะคุมกำเนิดที่เกิดจะมีอาการน้อยกว่า โดยอาการข้างเคียงที่อาจจะพบได้ มีดังนี้ครับ

jumboslot

อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ อารมณ์เปลี่ยนแปลง ซึมเศร้า วิตกกังวล หงุดหงิด ฉุนเฉียว เหงือกอักเสบ ความอยากอาหารเพิ่มขึ้นหรือลดลง เป็นสิวหรือกระ ผื่นขึ้น มีอาการอ่อนเพลีย หน้าอกคัดตึงหรือใหญ่ขึ้น แน่นท้องเล็กน้อย (เป็นอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างการใช้ยา หากเป็นต่อเนื่องและรบกวนชีวิตประจำวัน คุณควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ)
น้ำหนักตัวอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หรือรู้สึกว่าตัวบวมขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล รวมถึงการควบคุมอาหาร
อาจมีความต้องการทางเพศเปลี่ยนไป โดยอาจลดลงบ้าง
อาจมีเลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอด
อาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปากมดลูก เนื้องอกตับชนิดรุนแรง (Hepatic adenoma)
มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ (พบได้น้อยมาก)
บางรายอาจเป็นผื่นแพ้หรืออาการคันบริเวณที่แปะแผ่นยา (ปกติแล้วอาการคันจะหายไปได้เองภายในไม่กี่วัน)
ข้อดีของแผ่นแปะคุมกำเนิด
ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดสูงเทียบเท่ากับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดหากใช้อย่างถูกต้อง ผู้ใช้รู้ตัวเองว่ากำลังคุมกำเนิดอยู่มั่นใจได้
ผู้ใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดจะมีประจำเดือนมาอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา
ช่วยแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด แล้วลืมทานบ่อย ๆ
สามารถอาบน้ำ ว่ายน้ำ อบไอน้ำ เซาน่า และออกกำลังกายได้ตามปกติ โดยไม่ต้องแกะแผ่นแปะคุมกำเนิดออกแต่อย่างใด

slot

มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด
เนื่องจากแผ่นแปะคุมกำเนิดใช้ฮอร์โมนเดียวกับยาเม็ดคุมกำเนิด (Yasmin, Oilezz) จึงสามารถช่วยลดสิวที่เกิดจากฮอร์โมนได้
เมื่อต้องการมีบุตร หลังจากเลิกใช้จะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะเจริญพันธุ์หรือพร้อมตั้งครรภ์ได้รวดเร็วตั้งแต่หยุดแปะแผ่นยา
ข้อเสียของแผ่นแปะคุมกำเนิด
ต้องมีความร่วมมือจากผู้ใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด ในการแปะแผ่นยาอย่างถูกต้อง
ก่อนใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด จะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
อาจมีอาการข้างเคียงบ้างเหมือนยาเม็ดคุมกำเนิด (แต่จะมีน้อยกว่าและจะหายไปได้เองภายในเวลาไม่กี่วัน)
ต้องคอยเปลี่ยนแผ่นยาเมื่อครบ 7 วัน
ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้

แนะนำแผ่นแปะคุมกำเนิด

แผ่นแปะคุมกําเนิด หรือ ยาคุมแผ่นแปะ หรือ ยาคุมกำเนิดชนิดแปะผิวหนัง (Contraceptive patch หรือ Birth control patch) คือ วิธีการคุมกำเนิดโดยใช้ยาฮอร์โมนที่มีลักษณะเป็นแผ่นแปะ ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมน 2 ชนิด คือ ยาในกลุ่มเอสโตรเจนสังเคราะห์ (Synthetic estrogen) และยาในกลุ่มโปรเจสติน (Progestin) ใช้สำหรับแปะบริเวณผิวหนังเพื่อให้ตัวยาในแผ่นแปะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดไปออกฤทธิ์ป้องกันการตั้งครรภ์ ส่วนกลไกการออกฤทธิ์หลัก ๆ ก็เหมือนกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดหรือยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมครับ เพราะฮอร์โมนที่นำมาใช้จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน

เครดิตฟรี


ยาคุมกำเนิดแบบแผ่นแปะ เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบใหม่ที่เพิ่งนำมาใช้ในบ้านเราได้ไม่นานมานี้เองครับ โดยได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) เมื่อปี ค.ศ.2001 (พ.ศ.2544) โดยแผ่นแปะที่ว่านี้จะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีขนาดประมาณ 20 ตารางเซนติเมตร หรือมีขนาดกว้างด้านละ 1 3/4 นิ้ว ผิวแผ่นแปะมีลักษณะเรียบ บาง เป็นสีเบจหรือสีเนื้อ (Beige) แผ่นยาจะมีฮอร์โมนอยู่ 2 ชนิด คือ โปรเจสตินและเอสโตรเจน (เหมือนยาเม็ดคุมกำเนิด) โดยแผ่นแปะคุมกำเนิดยี่ห้อ Ortho Evra® (อีฟร่า) จะประกอบไปด้วย Norelgestromin (NGMN) 6 มิลลิกรัม และ Ethinyl Estradiol (EE) 0.75 มิลลิกรัม

การออกฤทธิ์ของแผ่นแปะคุมกำเนิด
เนื่องจากแผ่นแปะคุมกำเนิดนี้ ประกอบไปด้วยฮอร์โมน 2 ชนิด เช่นเดียวกับยาเม็ดคุมกำเนิด หลังจากแปะแผ่นยาไปแล้วประมาณ 48 ชั่วโมง ตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง (ไม่ผ่านตับ แต่จะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะและอุจจาระ) โดยระดับตัวยาที่ปล่อยออกมาจะอยู่ในระดับคงที่และสม่ำเสมอ คือ NGMN จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดต่อแผ่นวันละประมาณ 150 ไมโครกรัม ส่วนปริมาณของ EE ในกระแสเลือดต่อวันคือ 20 ไมโครกรัม ระดับตัวยาที่ปล่อยออกมานี้จะใกล้เคียงกันทุกตำแหน่งที่แปะ ไม่ว่าจะแปะบริเวณสะโพก หน้าท้อง ต้นแขนด้านนอก หรือแผ่นหลังด้านบนก็ตาม จึงทำให้ยามีการออกฤทธิ์ได้นาน ซึ่งยาคุมกำเนิดชนิดนี้จะมีกลไกการป้องกันการตั้งครรภ์เหมือนการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ได้แก่ การช่วยป้องกันการตกไข่ ป้องกันไม่ให้ตัวอสุจิผ่านเยื่อเมือกบริเวณปากช่องคลอดเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ที่อยู่บริเวณโพรงมดลูกและในท่อนำไข่ได้ นอกจากนี้ยังมีผลทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลงจนไม่เหมาะในการฝังตัวของตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธิ

แผ่นแปะคุมกำเนิด

ยาคุมกำเนิดแบบแปะ

สล็อต

ประสิทธิภาพของแผ่นแปะคุมกำเนิด
ตามหลักแล้วการใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง (Perfect use) จะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 0.3% ซึ่งหมายความว่า จำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยการใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดจำนวน 1,000 คน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 3 คน แต่โดยทั่วไปแล้วจากการใช้งานจริง (Typical use) กลับพบว่าอัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงมากขึ้นเป็น 9% หรือคิดเป็น 1 ใน 11 คน จากผู้ที่คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ ส่วนด้านล่างนี้เป็นตารางเปรียบเทียบระหว่างการคุมกำเนิดด้วยการใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดกับวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจครับ

ผู้ที่เหมาะจะใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด
เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์หรือมีอายุระหว่าง 18-50 ปี ที่ยังไม่พร้อมจะมีบุตร
ไม่ต้องการคุมกำเนิดนานกว่า 5 ปี (เพราะถ้าต้องการคุมกำเนิดนานกว่านี้ ควรเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นแทน เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของฮอร์โมนในระยะยาว)
ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นประจำ
ผู้ที่ไม่มีโรคหรือข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนหรือยาชนิดนี้
ผู้ที่มีข้อห้ามใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด
หากคุณมีภาวะดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือสูตินรีแพทย์เพื่อขอคำแนะนำก่อนการใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด
ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 90 กิโลกรัมขึ้นไป เพราะอาจทำให้ตัวยาในแผ่นแปะมีประสิทธิภาพน้อยลง
ผู้ที่สูบบุหรี่ เพราะการใช้แผ่นคุมกำเนิดจะเสริมฤทธิ์กันจนก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ รวมทั้งลิ่มเลือดอุดตันในสมองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี
ผู้ที่มีประวัติการแพ้ยาในกลุ่มฮอร์โมน

สล็อตออนไลน์

ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคตับ เพราะตัวยาจะส่งผลทำให้โรคที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้น
ผู้ที่มีประวัติเลือดจับตัวเป็นก้อนง่าย เพราะตัวยาจะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดได้
ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เพราะตัวยาอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคดังกล่าวได้
ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เพราะอาจทำให้โรคลุกลามแพร่กระจายได้
ผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
สิ่งที่ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด
การแพ้ฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือโปรเจสติน หรือยาฮอร์โมนอื่น ๆ รวมถึงการแพ้อาหาร สารแต่งสี หรือวัตถุกันเสีย
การวางแผนในการตั้งครรภ์หรือการให้นมบุตร
โรคที่เป็นอยู่ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, โรคหัวใจหรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการไหลเวียนโลหิต, มีปัญหาลิ่มเลือด, ลิ่มเลือดอุดตันในสมอง, เนื้องอกในมดลูก, โรคลูปัส, โรคถุงน้ำดี, ดีซ่าน, โรคตับ, มีอาการซึมเศร้า, ปวดศีรษะแบบไมเกรน, สูบบุหรี่, ประจำเดือนผิดปกติ, เป็นมะเร็งที่เต้านม ปากมดลูก รังไข่ ช่องคลอด หรือมีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดโดยที่ยังไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ เป็นต้น หากคุณเป็นโรคหรือมีอาการเหล่านี้ควรจะต้องแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนเสมอ
ผู้ที่ต้องใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น ยาปฏิชีวนะ ยารักษาเชื้อรา ยากันชัก เพราะยาคุมจากแผ่นแปะอาจไปลดประสิทธิภาพของยาเหล่านั้น หรือทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของแผ่นแปะลดลงได้ ดังนั้นเมื่อมีอาการเจ็บป่วยและต้องมีการใช้ต่าง ๆ คุณควรปรึกษาแพทย์ถึงผลกระทบจากการใช้ยาเหล่านี้ก่อนว่าส่งผลต่อแผ่นแปะคุมกำเนิดหรือไม่ หรือต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย เช่น การใช้ถุงยางอนามัย
วิธีใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด
ในยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะผิวหนัง ใน 1 ชุด จะมีอยู่ 3 แผ่น ให้ใช้แปะสัปดาห์ละ 1 แผ่น หลังจากแปะแผ่นยาคุมกำเนิดแล้ว ตัวยาจะค่อย ๆ ซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดไปออกฤทธิ์ป้องกันการตั้งครรภ์ โดยการยับยั้งการตกไข่ และเนื่องจากตัวยาเข้าไปในร่างกายได้น้อย อาการแทรกซ้อนจึงมีน้อยตามไปด้วย โดยในขั้นตอนการแปะแผ่นยาคุมกำเนิด ผมขออธิบายไปทีละหัวข้อทีละขั้นตอน ดังนี้

jumboslot

ราคาแผ่นแปะคุมกำเนิด : ยาคุมกำเนิดแบบแปะผิวหนัง โดยทั่วไปแล้วจะมีราคาแพงกว่ายาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งอาจจะแพงมากหรือน้อยกว่าก็ขึ้นอยู่กับชนิดของยาคุมกำเนิดเดิมที่รับประทานอยู่ และขึ้นอยู่กับชนิดของแผ่นแปะ ปริมาณยาและบริษัทผู้ผลิต เช่น ถ้าเป็นของอีฟรา (Evra) 1 กล่อง 3 แผ่น ราคาก็ประมาณ 500-600 บาทครับ (+/-)

วันที่ควรแปะแผ่นคุมกำเนิด : แผ่นแปะคุมกำเนิด 1 แผ่นจะสามารถคุมกำเนิดได้เพียง 7 วัน เพราะฉะนั้นในรอบ 1 เดือนจะใช้แผ่นแปะทั้งหมด 3 เว้น (เว้น 1 สัปดาห์เพื่อให้ประจำเดือนมา เช่นเดียวกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบ 21 เม็ด) ดังนั้น เมื่อประจำเดือนเริ่มมาวันแรกก็ให้แปะแผ่นแรกได้เลย เมื่อแปะครบ 7 วัน พอวันที่ 8 ก็ให้เปลี่ยนแผ่นใหม่ พอถึงวันที่ 15 ก็ให้แปะแผ่นสุดท้ายอีก 1 แผ่น จนถึงวันที่ 22 ของรอบประจำเดือนก็ให้ลอกแผ่นสุดท้ายออก แล้วไม่ต้องแปะไปอีก 7 วัน (นับเป็น 1 เดือน หรือ 4 สัปดาห์พอดี) ซึ่งในช่วงหลังนี้ประจำเดือนก็จะเริ่มมาแล้วครับ เมื่อเว้นมาครบ 7 วันแล้วจึงเริ่มแปะแผ่นคุมกำเนิดชุดใหม่ได้เลย แต่สำหรับคนที่ชอบลืม แนะนำให้แปะแผ่นแรกใน “วันอาทิตย์” ในช่วงที่มีประจำเดือน หลังจากนั้นก็ให้เปลี่ยนแผ่นใหม่ทุกวันอาทิตย์อีก 2 ครั้ง แล้วหยุด 1 อาทิตย์ (ช่วงที่แปะแผ่นแรกอาจจะยังไม่สามารถยับยั้งการตกไข่ได้เต็มที่มากนัก จึงควรใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย เช่น การสวมถุงยางอนามัย หรืองดการมีเพศสัมพันธ์ไปก่อนใน 7 วันแรก คือให้ระวังเฉพาะในเดือนแรกเท่านั้น พอเดือนถัดไปประจำเดือนเริ่มเข้าที่เมื่อแปะแล้วก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ)

สำหรับสตรีที่เพิ่งแท้งบุตร สามารถเริ่มแปะแผ่นยาคุมกำเนิดได้ภายใน 2 สัปดาห์ หลังการแท้งที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น มีการติดเชื้อ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดอยู่ เป็นต้น เพราะในภาวะเช่นนี้การคุมกำเนิดด้วยการใช้ยาฮอร์โมนมักมีประสิทธิภาพลดน้อยลง ส่วนคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรได้ประมาณ 4-6 สัปดาห์ ก็สามารถเริ่มแปะแผ่นคุมกำเนิดได้เลยโดยไม่ต้องรอให้มีประจำเดือนมาก่อน

บริเวณที่ควรแปะแผ่นคุมกำเนิด : ให้เลือกแปะบริเวณผิวหนังที่แปะแล้วแผ่นยาจะไม่หลุดออกง่าย เช่น ท้องน้อย สะโพก แผ่นหลังส่วนบน และต้นแขนด้านนอก (ทั้งซ้ายและขวา รวมเป็น 8 จุด) และเมื่อเปลี่ยนแผ่นยาใหม่ ต้องเปลี่ยนตำแหน่งการแปะแผ่นยาทุกครั้ง (การเปลี่ยนแผ่นเมื่อลอกออกแล้ว แผ่นใหม่ที่แปะจะต้องไม่แปะซ้ำรอยเดิม แต่ให้แปะบริเวณใกล้เคียงหรือบริเวณอื่นแทน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นได้พักฟื้นจากการดูดซึมยา) เช่น แผ่นแรกแปะบริเวณแผ่นหลังด้านบนขวา แผ่นที่ 2 ก็ให้เปลี่ยนไปแปะแผ่นหลังด้านบนซ้าย แผ่นที่ 3 ก็เปลี่ยนมาแปะบริเวณสะโพกด้านขวา เป็นต้น

slot

ยาคุมแผ่นแปะราคา

ขั้นตอนการแปะแผ่นยา : การแปะแผ่นยาจะต้องระวังไม่ใช้เครื่องสำอาง แป้ง ครีม หรือโลชั่นทาบริเวณผิวหนังที่จะแปะ และห้ามแปะแผ่นยาในขณะที่ผิวหนังไม่แห้งสนิทแล้วเท่านั้น ไม่แปะบนผิวหนังที่ไม่สะอาด มีผื่นแดง เป็นแผล จากนั้นให้ฉีกซองยาที่รอยบากตรงมุมซอง แล้วดึงแผ่นยาสีเนื้อพร้อมแผนพลาสติกใสที่ติดอยู่ออกมาด้วยพร้อม ๆ กัน (ห้ามโดนบริเวณที่เป็นกาว) และลอกแผ่นพลาสติกใสซีกหนึ่งออกจากแผ่นยา จากนั้นติดแผ่นยาลงไปทันทีที่ลอกแผ่นพลาสติกด้านหนึ่งออก (ในตำแหน่งที่ต้องการ) บนผิวที่สะอาดและแห้งสนิท หลังจากนั้นจึงดึงแผ่นพลาสติกอีกด้านออกจากแผ่นยา พร้อมทั้งติดแผ่นคุมกำเนิดส่วนที่เหลือให้แนบสนิทกับผิวหนังทั่วแผ่นยา (ควรรีดแผ่นแปะนี้ให้ทุกส่วนของแผ่นยาแนบสนิทกับผิวหนัง และค่อย ๆ กดไว้ให้แน่นประมาณ 10 วินาที)

วิธีใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด

แผ่นแปะคุมกำเนิดหลุด : ในกรณีที่แผ่นแปะหลุดออกหรือลอกออกได้ “ไม่นาน” ให้ลองกดปิดแผ่นเดิมให้สนิทแล้วรอดูว่ายังใช้ได้ต่อหรือไม่ ถ้ายังติดได้สนิทอยู่ก็ใช้ต่อไปได้เลยครับ แต่ถ้ายางของแผ่นแปะไม่เหนียวแล้วและไม่สามารถติดได้เหมือนเดิมก็ต้องเปลี่ยนแผ่นใหม่ครับ โดยให้แปะต่อไปเท่าเวลาที่เหลือ เช่น ใช้แผ่นแรกไปได้เพียง 4 วันแล้วหลุด (เหลืออีก 3 วัน จึงจะครบกำหนดเปลี่ยน) ก็ให้แปะแผ่นใหม่แค่ 3 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วก็ให้เปลี่ยนแผ่นใหม่อีกครั้งตามรอบเดิม แต่ถ้าในกรณีที่หลุดนานเกิน 1 วัน ให้เริ่มนับใหม่ และแปะแผ่นแรกใหม่ ทั้งนี้ในช่วง 7 วันแรกจะต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นไปก่อน (แต่จริง ๆ แล้วโอกาสที่จะลอกหลุดได้มีน้อยมากครับ คือ ประมาณ 1-2%)

ลืมเปลี่ยนแผ่นแปะคุมกำเนิด : ในกรณีที่ลืมแปะแผ่นยาแผ่นที่ 2 หรือ 3 (ยังแปะแผ่นเก่าอยู่) ถ้าเลื่อนไปไม่เกิน 48 ชั่วโมง แนะนำให้แกะแผ่นเก่าออกและแปะแผ่นใหม่ในทันทีที่จำได้ แล้วเปลี่ยนแผ่นยาแผ่นใหม่ตามกำหนดเดิม (แผ่นแรกเริ่มวันไหน ก็ต้องเปลี่ยนวันนั้นของสัปดาห์ถัดมา) โดยไม่ต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย แต่ถ้าเลื่อนไปนานเกินกว่า 48 ชั่วโมง แนะนำให้แกะแผ่นเดิมออก แล้วเริ่มต้นแปะแผ่นคุมกำเนิดแผ่นใหม่ในทันที โดยเริ่มนับเป็นวันแรกของการแปะแผ่นยา และกำหนดเป็นวันเปลี่ยนแผ่นใหม่ในสัปดาห์ถัดไป แต่ในระหว่างนี้ต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย (ที่ไม่ใช่การใช้ยาในกลุ่มฮอร์โมน) เช่น การสวมถุงยางอนามัย ในระยะ 7 วันแรกของการแปะแผ่นยาแผ่นใหม่ เพราะในระหว่างนี้อาจมีโอกาสทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ (หากลืมลอกแผ่นสุดท้ายออก แนะนำให้ลอกแผ่นออกได้ทันทีที่นึกได้ และเริ่มใช้แผ่นต่อไปตามกำหนดเดิม โดยไม่ต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยแต่อย่างใด) ส่วนในกรณีที่ลืมแปะแผ่นยาในวันแรกของรอบเดือนใหม่ แนะนำว่าให้เริ่มแปะแผ่นแรกในทันทีที่จำได้ แล้วเริ่มต้นนับเป็นวันแรกของการแปะแผ่นยาใหม่ พร้อมกับกำหนดเป็นวันเปลี่ยนแผ่นใหม่ในสัปดาห์ถัดไป และในระหว่างนี้ให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วยในช่วง 7 วันแรก เช่น การสวมถุงยางอนามัย (อนึ่ง ถ้าลืมเปลี่ยนหรือลืมแปะแผ่นยา ไม่ควรรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเพิ่มเติม เพราะยาเหล่านี้ไม่ได้ช่วยลดโอกาสการตั้งครรภ์ แต่จะส่งผลทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากยาสูงขึ้น เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกกะปริดกะปรอย ฯลฯ)