cathedraledetunis

Day: July 28, 2021

วิธีกินยาคุมฉุกเฉิน

ยาคุมฉุกเฉิน หรือ ยาคุมกําเนิดฉุกเฉิน หรือ ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน (Emergency contraception pill) คือยาฮอร์โมนเช่นเดียวกับยาคุมกำเนิดธรรมดา ที่ผลิตออกมาเพื่อใช้เฉพาะในเหตุการณ์จำเป็นฉุกเฉินเท่านั้น แต่ตัวยาจะมีขนาดฮอร์โมนสูงกว่า ใช้กินเพื่อลดโอกาสการตั้งครรภ์หลังจากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน โดยจะเกิดผลดีหากใช้อย่างถูกต้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้เต็ม 100% เพราะในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการคุมกำเนิดแบบใดที่ให้ผลเต็มร้อย ไม่ว่าจะเป็นการทำหมันหรือใส่ถุงยางอนามัยก็ตาม โดยตัวยาจะทำให้เยื่อบุมดลูกเปลี่ยนแปลงจนไม่เหมาะกับการฝังตัวของไข่ที่ผสมแล้ว

เครดิตฟรี

สรุปแล้วยาคุมฉุกเฉินก็คือยาคุมที่เหมือนกับยาคุมกำเนิดธรรมดาทั่วไปนั่นแหละครับ เพียงแต่จะมีปริมาณฮอร์โมนต่อเม็ดสูงกว่า และมีไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น และต้องกินหลังจากมีเพศสัมพันธ์ภายในเวลาที่กำหนด ไม่ควรใช้เพื่อการคุมกำเนิดในระยะยาว ถ้าจะคุมกำเนิดยาว ๆ แนะนำให้กินเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดแบบธรรมดาจะดีกว่าครับ เพราะจะมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อผู้ใช้มากกว่า หรือจะเลือกใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นก็ได้ เช่น การใส่ห่วงอนามัย การใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด การฝังยาคุมกำเนิด เป็นต้น

ข้อบ่งใช้ยาคุมฉุกเฉิน
ยาคุมฉุกเฉินมีข้อบ่งใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์ใน “กรณีฉุกเฉินเท่านั้น” ซึ่งคำว่าฉุกเฉินในที่นี้หมายถึง

สตรีที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา หรือการมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่เต็มใจหรือไม่ตั้งใจ
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้มีการคุมกำเนิดด้วยวิธีใด ๆ
การมีเพศสัมพันธ์ในคู่สามีภรรยาที่มีการคุมกำเนิดอยู่ แต่การใช้วิธีคุมกำเนิดปกติเกิดความผิดพลาด ไม่ถูกต้อง หรือมีเหตุฉุกเฉิน เช่น การนับระยะปลอดภัยผิดพลาด, ถุงยางอนามัยรั่ว แตก หรือฉีกขาด, ห่วงอนามัยหลุด, ลืมฉีดยาคุมกำเนิด, ลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิดเกิน 3 วันขึ้นไป
วิธีการกินยาคุมฉุกเฉิน
การกินยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน (แบบเดิม) อย่างถูกต้อง มีดังนี้

สล็อต

ต้องกินยาคุมฉุกเฉินเม็ดแรก “ให้เร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน” โดยไม่ควรนานเกินกว่า 120 ชั่วโมง (5 วัน) หลังจากการมีเพศสัมพันธ์ (แต่ถ้าจะให้ได้ผลดีไม่ควรเกิน 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน และจะให้ผลดีที่สุดคือไม่เกิน 12 ชั่วโมง) และต้องกินยาคุมฉุกเฉิน (เม็ดที่ 2) ซ้ำอีก 1 เม็ด หลังจากกินยาเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมง เช่น มีเพศสัมพันธ์เสร็จและเริ่มกินยาเม็ดแรกเวลา 0.00 น. เมื่อครบ 12 ชั่วโมงให้กินซ้ำอีก 1 เม็ด คือ เวลา 12.00 น.
เพื่อความสะดวก สามารถกินยาคุมฉุกเฉินได้พร้อมกัน 2 เม็ดในครั้งเดียว ซึ่งเป็นขนาดที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้กิน โดยที่ประสิทธิภาพและความปลอดภัยจะไม่แตกต่างจากการแบ่งกินเป็น 2 ครั้ง ซึ่งในต่างประเทศจะนิยมรูปแบบการกินในครั้งเดียวมากกว่า โดยตัวยาที่จำหน่ายจะมีความแรงจากเดิมเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า คือจะมีตัวยาลีโวนอร์เจสเตรล (Levonorgestrel) ขนาด 1.5 มิลลิกรัม เพียง 1 เม็ด จึงทำให้เกิดความสะดวกในการกินมากกว่าแบบ 2 เม็ด แต่วิธีนี้จะไม่ค่อยเหมาะกับมือใหม่ครับ เพราะในบางรายยังพบว่าจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน (จากการกินยาเพียงครั้งเดียวพร้อมกัน 2 เม็ด) ได้มากกว่าการแบ่งกิน 2 ครั้ง
ในกรณีที่กินยาในแต่ละเม็ด แล้วเกิดอาเจียนหรืออ้วกออกมาภายใน 2 ชั่วโมง จะต้องกินยาใหม่ (กินซ้ำอีก 1 เม็ดในทันที) สำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยกินหรือกลัวกินแล้วอาเจียนจะซื้อมาเผื่ออีก 1 กล่องก็ได้ครับ
หลังกินยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ การกินยาแก้อาเจียนก่อนยาคุมฉุกเฉินจะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ดี
ไม่แนะนำให้กินยาคุมฉุกเฉินเกิน 2 กล่อง หรือ 4 เม็ดต่อเดือน เพราะอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงกับรังไข่ในระยะยาวได้
สามารถกินยาคุมฉุกเฉินได้ แม้จะกินยาคุมกำเนิดชนิดปกติอยู่แล้วก็ตาม “แต่จะกินได้เฉพาะในกรณีที่ลืมกินยาเกิน 3 วัน ร่วมกับการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน” ในกรณีนี้เราสามารถกินยาคุมฉุกเฉินแทรกเข้าไปได้โดยไม่แทรกแซงการทำงานของยาคุมชนิดปกติ
สำหรับการเก็บรักษายาคุมฉุกเฉิน ควรเก็บในที่อุณหภูมิห้องปกติหรือไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส
กินยาคุมฉุกเฉินแล้วประจำเดือนจะมาเมื่อไหร่
ยาคุมฉุกเฉินไม่ใช่ยาขับประจำเดือนหรือทำให้ประจำเดือนมา แต่ผลข้างเคียงจากยาอาจทำให้มีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดในช่วงเวลา 1 สัปดาห์หลังกินยาได้ ซึ่งพบได้ประมาณ 16% (โดยเลือดที่ออกมามักเป็นผลข้างเคียงจากยา ไม่ใช่ประจำเดือน) ส่วนประจำเดือนจริง ๆ ของรอบเดือนนั้น มักจะมาในช่วงเวลาเดิม ซึ่งในบางรายอาจมาช้าหรือเร็วกว่าปกติก็ได้ ดังนั้น คุณจึงควรรอให้ถึงกำหนดเวลาปกติที่ประจำเดือนจะมาก่อน และหากพ้นเวลานั้นไปแล้วประมาณ 1-3 สัปดาห์ (จากที่ประจำเดือนควรจะมา) แล้วประจำเดือนยังไม่มา ให้สงสัยไว้ก่อนว่ากำลังตั้งครรภ์ และคุณควรรีบไปพบแพทย์

สล็อตออนไลน์

ยกตัวอย่าง : หากคุณมีรอบเดือนปกติคือ 28 วัน (ประจำเดือนมาทุก ๆ 28 วัน) ประจำเดือนครั้งล่าสุดมาวันแรกคือวันที่ 1 มกราคม หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันและกินยาคุมฉุกเฉินวันที่ 14 มกราคม ในช่วงวันที่ 15-21 อาจมีเลือดออกผิดปกติหรือออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอดได้ ซึ่งไม่ใช่เลือดประจำเดือน เมื่อครบ 28 วัน ประจำเดือนควรจะมาวันที่ 29 มกราคม ซึ่งประจำเดือนจริง ๆ อาจจะมาช้ากว่าหรือเร็วกว่าวันที่ 29 มกราคมก็ได้ แต่ถ้าเลยหลังวันที่ 29 ไปแล้วประมาณ 1-3 สัปดาห์ ประจำเดือนยังไม่มา คุณควรทดสอบการตั้งครรภ์ และรีบไปพบแพทย์

ข้อควรรู้ : กินยาคุมฉุกเฉินแล้วมีเลือดออกก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ท้อง เพราะเลือดที่ออกมาอาจไม่ใช่ประจำเดือนก็ได้ อย่าประมาทกันล่ะครับ

ข้อควรรู้เกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน
ก่อนการใช้ยาคุมฉุกเฉิน คุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ (ไม่ต้องอายครับ เพราะมันเป็นเรื่องปกติมาก ๆ สำหรับแพทย์หรือเภสัช)
ถึงแม้จะใช้ยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกต้อง (กินทันทีหรือภายในเวลาที่กำหนด) ก็อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้ ถ้าพลาดตั้งครรภ์แล้ว ก็ไม่ต้องทำแท้งครับ เพราะเด็กจะยังปกติดีอยู่
ประสิทธิภาพของยาจะดีถ้าคุณกินยาทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งการกินยาภายใน 72 ชั่วโมง จะให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 75-79% (รวมยาเม็ดที่ 2 แล้ว) แต่ถ้าเริ่มกินยาภายใน 12-24 ชั่วโมงแรกหลังการมีเพศสัมพันธ์ จะทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงขึ้นเป็น 85% ดังนั้น คุณควรกินยาเม็ดแรกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ส่วนการกินยาหลังจากเลย 72 ชั่วโมงไปแล้ว หรือตั้งแต่ 72-120 ชั่วโมง (3-5 วัน) ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะลดลงเหลือเพียง 60%)
ระหว่างยาเม็ดแรกกับเม็ดที่ 2 คุณสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัย เพราะประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของยายังคงมีเท่าเดิม แต่อย่าลืมว่าประสิทธิภาพไม่ใช่ 100% โอกาสตั้งครรภ์จะยังคงมีอยู่ (ในกรณีที่กินยาครบ 2 เม็ดแล้ว หลังจากนั้นก็มีเพศสัมพันธ์กันอีก แบบนั้นจะเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้สูงมากครับ ไม่ควรทำ)
ยาคุมฉุกเฉินเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูงครับ (หากใช้อย่างถูก) ความเชื่อที่ว่ากินแล้วอันตราย ทำให้เป็นมะเร็ง ตั้งครรภ์นอกมดลูก ไม่จริงนะครับ “ถ้าคนทั่วไปยังกินยาคุมกำเนิดแบบธรรมดาได้ คุณก็กินยาคุมฉุกเฉินได้แบบไม่ต้องกังวลครับ”

jumboslot

จากการศึกษาพบว่า คุณสามารถใช้ยาคุมฉุกเฉินได้มากกว่า 1 ครั้ง (ไม่เกิน 2 ครั้ง) ภายใน 1 เดือน โดยไม่มีอาการข้างเคียงรุนแรงใด ๆ จากการใช้ดังกล่าวในคนมากกว่า 30 ปี พบว่าการใช้ยาคุมฉุกเฉินไม่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด และไม่มีความสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือความสามารถในการตั้งครรภ์หลังเลิกใช้ยา
ไม่ควรใช้ยานี้เพื่อคุมกำเนิดเป็นประจำหรือใช้ในระยะยาว เพราะหากใช้ซ้ำกันหลายครั้งอาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ดังนั้นหากต้องการคุมกำเนิดในระยะยาว คุณควรใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพและได้ผลดีกว่า
การกินยาคุมฉุกเฉินเป็นประจำจะเกิดอาการข้างเคียงเหล่านี้ได้สูง เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มีเลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอด อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติการณ์การตั้งครรภ์นอกมดลูกเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้การ “ใช้ยาคุมฉุกเฉินเป็นประจำหลังร่วมเพศทุกครั้งอาจจะเกิดการตั้งครรภ์ได้สูงและอาการแทรกซ้อนได้มากขึ้นด้วย”
ยาคุมฉุกเฉินห้ามกินเกิน 2 ครั้งในชีวิต ส่วนนี้ “ไม่จริง” นะครับ คุณสามารถกินได้มากกว่า 2 ครั้ง เพียงแต่ไม่ควรกินเกิน 2 กล่องต่อเดือน ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว
มีความเข้าใจผิด ๆ ว่าการกินยาคุมฉุกเฉินโดยไม่ทราบว่ามีการตั้งครรภ์ จะทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ ส่วนนี้ไม่เป็นความจริงนะครับ เพราะมีรายงานว่า “ยังไม่พบทารกพิการจากการที่มารดากินยาคุมฉุกเฉินโดยไม่ทราบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์”
ยาคุมฉุกเฉินไม่ใช้ยาทำแท้ง หลายคนยังเข้าใจผิดในเรื่องนี้อยู่ เพราะยาจะต้องเข้าไปในร่างกายก่อนที่จะมีการฝังตัวของไข่ที่เยื่อบุโพรงมดลูก แต่หากไข่ที่ผสมกับอสุจิได้ฝังตัวที่ผนังมดลูกไปแล้ว จะกินยาคุมฉุกเฉินก็ไม่ได้ช่วยอะไร สรุป “ยาคุมฉุกเฉินมีฤทธิ์ยับยั้งหรือรบกวนการตกไข่ ไม่ใช่ยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อน” จึงไม่มีผลทำให้แท้งหรือทำให้ทารกในครรภ์พิการ
ยาคุมฉุกเฉินไม่ทำให้อ้วนขึ้นแต่อย่างใด เพราะหน่วยงานควบคุมยาแห่งสหภาพยุโรป (European Medicines Agency: EMA) ออกมายืนยันแล้วว่า “ไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าการกินยาคุมฉุกเฉินแล้วจะทำให้อ้วนขึ้นหรือตัวบวมขึ้น”
ยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสมะเร็งปากมดลูก หรือกามโรคชนิดต่าง ๆ แต่การใช้ถุงยางอนามัยนอกจากจะช่วยคุมกำเนิดได้แล้ว ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย
หากมีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อประจำเดือนขาดหรือประจำเดือนไม่มา ให้รีบไปพบแพทย์
หลังใช้ยาคุมฉุกเฉินและประจำเดือนมาแล้ว ถ้าอยากกินยาคุมแบบปกติทั้งแบบ 21 เม็ดและ 28 เม็ด คุณต้องตระหนักไว้ว่า “ในแผงแรกอาจยังไม่ได้ผลในการคุมกำเนิดอย่างเต็มที่ คุณควรใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วยไปจนกว่าจะขึ้นแผงที่ 2” เพื่อความชัวร์

[NPC5]
การคุมกำเนิดฉุกเฉิน ไม่ได้มีเพียงแต่การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินเท่านั้น แต่ยังมีใช้ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทอง (Copper IUDs) เพื่อคุมกำเนิดฉุกเฉินอีกด้วย ซึ่งจะแตกต่างกับยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินทั่วไปที่จะเป็นการใช้ฮอร์โมนเพื่อเข้าไปชะลอกระบวนการตกไข่ ส่วนห่วงหุ้มทองแดงนั้นจะมีสารที่เข้าไปทำลายไข่และเชื้ออสุจิไม่ให้เกิดการปฏิสนธิกันได้ โดยสามารถใส่ห่วงอนามัยได้ภายใน 120 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ โอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครร์จะอยู่ที่ 0.09 – 0.10% เท่านั้น ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ดีกว่าวิธีการคุมกำเนิดฉุกเฉินแบบอื่น ถ้าไม่มีการถอดห่วงออกก็จะเป็นการคุมกำเนิดต่อไปได้อีกนานตราบเท่าที่ต้องการ (ขึ้นอยู่กับชนิดของห่วง มีทั้ง 3 ปี, 5 ปี และแบบ 10 ปี แต่ในภาพด้านล่าง คือ คอปเปอร์ที Copper T 380 (Paragard®) ที่มีอายุการใช้งานได้นานถึง 10 ปี)
การคุมกำเนิดฉุกเฉิน

ผลข้างเคียงของยาคุมฉุกเฉิน
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ๆ จากยาคุมฉุกเฉินจะเป็นอาการที่ไม่รุนแรงมากนัก ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เจ็บคัดเต้านม ปวดท้อง มีเลือดออกกะปริดกะปรอย (ออกมาเล็กน้อยประมาณ 1-2 วัน หรือ 3-4 วัน) ประจำเดือนมาช้าหรือเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษา และจะหายไปได้เองภายใน 24 ชั่วโมง (ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ไม่ได้หมายความว่าจะมีอาการข้างเคียงเหล่านี้เกิดขึ้นได้เกือบทุกคนที่ใช้นะครับ แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่กินแล้วมีอาการข้างเคียงดังกล่าว หากกินไปแล้วไม่มีอาการดังกล่าวก็ไม่ต้องแปลกใจ)
การกินยาคุมฉุกเฉินในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด แต่การใช้ยานี้ติดต่อกันนาน ๆ นอกจากจะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดที่ด้อยกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดแบบปกติแล้ว ยังอาจทำให้เกิดความผิดปกติที่รังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ถึง 2% ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ยานี้เกิน 2 กล่องต่อเดือน
ยี่ห้อยาคุมฉุกเฉิน
ผลิตภัณฑ์ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินที่จำหน่ายในบ้านเราจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ยี่ห้อหลัก ๆ ครับ คือ มาดอนน่า กับ โพสตินอร์ ซึ่งเป็นยาคุมฉุกเฉินที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพียงเดียว คือ ลีโวนอร์เจสเตรล (Levonorgestrel) ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดก็พอ ๆ กันครับ เพราะเป็นตัวยาเดียวกันและมีขนาดเท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าจะชอบของถูก (ของไทย) หรือของแพง (ของนอก) มากกว่า ส่วนยาคุมฉุกเฉินแบบฮอร์โมนรวมก็มีครับ คือรวมทั้งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Levonorgestrel) กับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Ethinyl estradiol) เข้าด้วยกัน แต่เดี๋ยวนี้มันมียาคุมฉุกเฉินออกมาใหม่ครับ คือ Ulipristal acetate ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบเดิม แต่ในบ้านเราตอนนี้ยังไม่มีขายนะครับ คงต้องรอไปก่อน คราวนี้มาดูกันต่อดีกว่าครับว่าแต่ละยี่ห้อจะแตกต่างกันยังไง

ยาคุมฉุกเฉินโพสตินอร์ (POSTINOR) : ราคาประมาณ 40-60 บาท แต่ผมซื้อจากร้านยาในเซเว่นมากล่องละ 58 บาทครับ (29/10/58) ในกล่องยาจะมีแผงยา 1 แผง และเอกสารกำกับยา 1 แผ่น ยาในแผงจะมีอยู่ด้วยกัน 2 เม็ด เม็ดยาจะเป็นสีขาว มีลักษณะกลม ผิวหน้าแบนทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งมีอักษร NOR ส่วนอีกด้านหนึ่งเรียบ ในยา 1 เม็ดจะประกอบไปด้วย ลีโวนอร์เจสเตรล (Levonorgestrel) 0.75 มิลลิกรัม (ผลิตโดย Gedeon Richter Plc., Budapest-Hungary) โดยตัวยา Levonorgestrel จะเป็น Progestin (synthetic progestogen) รุ่นที่ 2 ออกฤทธิ์ในการคุมกำเนิดโดยการชะลอหรือยับยั้งการเจริญของถุงไข่หรือการแตกของถุงไข่ จึงเป็นการยับยั้งการตกไข่ หากกินยาหลังการตกไข่หรือหลังจากที่ฮอร์โมน Luteinizing hormone (LH) มีระดับสูงสุดแล้ว (เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการตั้งครรภ์ เพราะเป็นช่วงที่จะเกิดการตกไข่ตามมา) จะป้องกันการตั้งครรภ์ไม่ได้
ยาคุมฉุกเฉินโพสตินอร์

ยาคุมฉุกเฉินมาดอนน่า (Madonna) : ราคาประมาณ 30-40 บาท ผมซื้อจากร้านยาในเซเว่นมากล่องละ 40 บาท (29/10/58) ในกล่องยาจะมีแผงยา 1 แผง และเอกสารกำกับยา 1 แผ่น ยาในแผงจะมีอยู่ด้วยกัน 2 เม็ด เม็ดยาเป็นสีขาว มีลักษณะกลม ผิวหน้าแบนทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งมีอักษร NOR และ 750 ส่วนอีกด้านหนึ่งเรียบ ในยา 1 เม็ด จะประกอบไปด้วย ลีโวนอร์เจสเตรล (Levonorgestrel) 0.75 มิลลิกรัม เช่นเดียวกับยาคุมโพสตินอร์ครับ (ผลิตโดย บริษัท ไบโอแลป จำกัด)
ยาคุมฉุกเฉินมาดอนน่า

ยาคุมฉุกเฉินแบบฮอร์โมนรวม หรือที่เรียกว่า Yuzpe Regimen : เป็นการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Ethinyl Estradiol – EE) 0.1 มิลลิกรัม และโปรเจสเตอโรน (Levonorgestrel) ขนาด 0.5 มิลลิกรัม ใช้กินครั้งละ 2 เม็ด 2 ครั้ง (รวม 4 เม็ด) ภายในเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ห่างกัน 12 ชั่วโมง โดยตัวยาจะเข้าไปขัดขวางการปฏิสนธิของอสุจิและไข่ ช่วยยับยั้งการตกไข่ หรืออาจมีผลต่อการทำงานของคอร์ปัสลูเทียมก็ได้ วิธีนี้เป็นที่นิยมในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีข้อเสียคือผลข้างเคียงจะมีมากกว่า 2 ตัวแรกครับ แต่ในปัจจุบันยาเม็ดชนิดนี้แทบจะไม่ค่อยมีใช้กันแล้วครับ
ยาคุมฉุกเฉิน ellaOne 30 mg : ยาคุมฉุกเฉินแบบใหม่ที่ FDA ให้การรับรองเป็นที่เรียบร้อย ในบางประเทศมีใช้กันมาระยะหนึ่งแล้วครับ แต่ในบ้านเรายังไม่มีขาย ตัวยาที่นำมาใช้ คือ Ulipristal acetate ขนาด 30 มิลลิกรัม เป็นยาในกลุ่ม selective progesterone receptor modulator รุ่นที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดฉุกเฉินสูงกว่าลีโวนอร์เจสเตรล (Levonorgestrel) โดยมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์แม้ว่าจะกินยาล่าช้าออกไปจนถึง 120 ชั่วโมง (5 วัน) หลังการมีเพศสัมพันธ์ก็ตาม และยาตัวนี้ยังมีประสิทธิภาพแม้อยู่ในช่วงที่ฮอร์โมน Luteinizing hormone (LH) มีระดับสูงสุด (เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการตั้งครรภ์ เพราะเป็นช่วงที่จะเกิดการตกไข่ตามมา) นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการฝังตัวของไข่ที่ผสมแล้ว โดยออกฤทธิ์รบกวนการทำหน้าที่ของตัวอสุจิ หรือการผสมระหว่างไข่กับอสุจิ หรือการเตรียมความพร้อมของเยื่อบุมดลูก หากกินยานี้ภายใน 120 ชั่วโมงหลังการมีเพศสัมพันธ์พบว่าจะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงกว่า Levonorgestrel ครับ โดยความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์จะลดลงไปครึ่งหนึ่งของการใช้ Levonorgestrel เลยทีเดียว ! ส่วนในด้านความปลอดภัยก็ไม่แตกต่างจาก Levonorgestrel ครับ เพราะจากการใช้ไม่พบว่ามีอาการข้างเคียงร้ายแรง และไม่มีหลักฐานว่ายาตัวนี้จะทำให้ทารกพิการหากการคุมกำเนิดล้มเหลว นอกจากนี้ภาวะน้ำหนักตัวมากเกินหรือโรคอ้วนก็ยังกระทบต่อประสิทธิภาพของยานี้น้อยกว่า Levonorgestrel ด้วยครับ ส่วนอาการข้างเคียงที่พบได้จากยานี้ เช่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ปวดท้อง และปวดประจำเดือน

การเตรียมตัวก่อนใช้ถุงยางอนามัย

ก่อนจะเริ่มใช้ถุงยางในการร่วมเพศจริง ๆ เราควรฝึกใช้ถุงยางให้เป็นเสียก่อน จะไปหาซื้อมาใส่หรือไปขอที่โรงพยาบาลของรัฐที่แจกฟรีก็ได้ โดยให้เลือกมาหลาย ๆ ขนาด เพื่อที่เราจะได้ทราบว่าขนาดใดกระชับกับอวัยวะเพศของเรามากที่สุด ขนาดเส้นรอบวงของถุงยางจะมีเขียนบอกไว้ที่ข้างกล่อง (มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร) จะวัดก่อนไปซื้อหรือจะซื้อมาลองหาขนาดที่พอดีก็ได้ บางคนขี้อายมากจนไม่กล้าซื้อขนาดเล็ก ๆ มาใช้ เพื่อปกปิดขนาดของตัวเอง แต่เวลาใช้งานจริงก็ทำให้เกิดปัญหาตามมา นอกจากจะได้ทราบขนาดที่เหมาะสมแล้ว เราจะได้รู้ด้วยว่า แพ้วัสดุจากยางที่ใช้ด้วยหรือไม่ ถ้าลองใช้แล้วเกิดผื่นคันหรือมีอาการระคายเคือง จะได้เลือกชนิดที่เป็นสารสังเคราะห์แทน เวลาออกรบจะได้ไม่มีปัญหา

เครดิตฟรี

ในขั้นตอนการแกะซองถุงยาง ให้ค่อย ๆ ฉีกซองอย่างระมัดระวัง อย่าให้เล็บหรือของมีคมข่วนถุงยาง หลีกเลี่ยงการฉีกโดยใช้ปาก เพราะอาจถูกฟันจนถุงขาดได้ และห้ามแกะถุงยางโดยใช้ของมีคม (เช่น กรรไกร) เพราะอาจพลาดไปโดนถุงยางและทำให้ถุงยางรั่วได้ ก่อนใช้ก็พยายามตรวจดูสภาพถุงยางด้วยสายตา (อย่างคร่าว ๆ) ด้วยว่ามีรูรั่วหรือไม่ และที่สำคัญอย่าลืมดูวันหมดอายุด้วยนะครับ โดยปกติแล้วถ้าเก็บถุงยางอนามัยไว้ในที่ร่มมิดชิด จะมีอายุการใช้งานได้ประมาณ 3-5 ปี นับตั้งแต่วันที่ผลิต ซื้อมาแล้วก็ต้องเก็บรักษาไว้ให้ดีด้วยครับ เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน เก็บไว้ผิดที่ผิดทางก็อาจทำให้ถุงยางเสื่อมสภาพหรือเกิดการรั่วซึมในขณะนำไปใช้งานจริงก็เป็นได้

วิธีใช้ถุงยางอนามัย

เมื่อใช้ถุงยางอนามัยเป็นแล้ว การฝึกสวมใส่ถุงยางอนามัยให้ชำนาญก็มีความสำคัญไม่แพ้กันครับ เรื่องแบบนี้ต้องฝึกให้คล่องแคล่วว่องไวครับ เพราะถ้าออกศึกจริง ๆ อาจทำให้ไม่ทันใช้ หรือสวมใส่ช้าไปจนหมดอารมณ์ทางเพศได้ และถ้าจะให้ดีก็ควรจะเตรียมถุงยางอนามัยไว้ใกล้ ๆ ตัว เอาที่สามารถหยิบคว้ามาใช้ได้ง่าย ๆ ไม่ต้องลุกเดินไปเดินมาให้เสียเวลา (เพราะมันเสียอารมณ์) ก่อนจะใช้ก็ดูให้ดีด้วยว่า ขอบม้วนไปด้านไหน จะได้ไม่ใส่กลับด้าน (-_-) อายเขาตายเลยครับแบบนั้น และอย่าลืมเตรียมถุงยางไว้หลาย ๆ อันด้วยครับ เผื่อเกิดชำรุด ฉีกขาด หลุด หรือใช้ไม่พอ

วิธีสวมถุงยางอนามัย : การสวมใส่ถุงยางอนามัยนั้น ก่อนอื่นอวัยวะเพศต้องแข็งตัวเต็มที่ก่อน (การร่วมเพศแต่ละครั้งจะต้องใช้ถุงยางอนามัยอันใหม่ทุกครั้ง และต้องใส่ถุงยางให้เรียบร้อยก่อนการร่วมเพศเสมอ ในขณะที่อวัยวะเพศชายกำลังแข็งตัวเต็มที่ไปตลอดจนสิ้นสุดการร่วมเพศ) ให้รอยม้วนของขอบถุงยางอนามัยอยู่ด้านนอก เพื่อป้องกันการใส่ถุงยางกลับด้าน ถ้าถุงยางอนามัยเป็นชนิดที่มีกระเปาะเก็บน้ำอสุจิอยู่ที่ปลายถุง ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงเล็ก ๆ ยื่นออกมา ก็ให้ใช้มือบีบตรงปลายกระเปาะเพื่อไล่อากาศออกให้หมดจนแบน (แต่ถ้าปลายถุงยางอนามัยเป็นแบบเรียบไม่มีกระเปาะ ให้ดึงปลายถุงยางออกมาประมาณครึ่งนิ้วเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับเก็บน้ำอสุจิครับ) จากนั้นให้ใช้อีกมือหนึ่งจับถุงยางแล้วนำมาสวมใส่ตรงปลายอวัยวะเพศในขณะแข็งตัว แล้วใช้นิ้วรูดถุงยางอนามัยที่ม้วนอยู่ด้านนอก โดยรูดให้แนบไปกับอวัยวะเพศไปจนถึงส่วนโคนอวัยวะเพศ โดยปกติจะรูดลงได้อย่างง่ายดายครับ ถ้ารูดแล้วไม่ขึ้นหรือรูดไม่สะดวก แสดงว่าอาจใส่กลับด้านแล้วครับ ให้กลับด้านให้ถูกต้องเสียก่อน (สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ขลิบอวัยวะเพศ ให้รูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศลงมาให้สุดก่อนการสวมใส่) แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีวิธีใช้แนบมาด้วยในกล่องอยู่แล้ว ทางที่ดีก็ควรอ่านให้เข้าใจอีกรอบก็ได้ครับ

สล็อต

สำหรับผู้ที่ต้องการจะมีเพศสัมพันธ์นอกเหนือจากทางช่องคลอด (เช่น ทางทวารหนัก หรือทางปาก) ต้องเข้าใจก่อนว่าถุงยางที่มีจำหน่ายในบ้านเรานั้นเกือบทั้งหมดทำมาจากธรรมชาติ จึงไม่แนะนำให้ใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นหรือยาทาใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะอาจมีน้ำมันหรือสารเคมีบางอย่างที่ทำให้ถุงยางหมดประสิทธิภาพได้ แม้แต่ยาสอดในช่องคลอดบางชนิดก็ยังมีฤทธิ์กัดกร่อนถุงยางให้รั่วซึมได้เลยครับ ส่วนวาสลีน เบบี้ออยล์ โคลด์ครีม หรือยาหม่องนี้ห้ามเลยนะครับ ถ้าจะใช้จริง ๆ แนะนำให้ใช้น้ำเปล่า หรือ เควาย เจล (K-Y jelly) แทนจะดีกว่าครับ โดยนำมาทาที่ปลายถุงยางหรือปากช่องคลอดก่อนการร่วมเพศ แต่ถ้าอยากให้มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น มีสารหล่อลื่นชนิดพิเศษ หรือสารที่ช่วยชะลอการหลั่ง ก็ให้เลือกใช้ถุงยางอนามัย (ที่ผลิตมาจากโรงงานเท่านั้น) ที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการได้เลยครับ ไม่แนะนำให้ใช้สารชนิดใด ๆ มาทาหรือเคลือบถุงยางอนามัยเองโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้ถุงยางเสื่อมแล้ว ยังอาจทำให้คู่นอนเกิดอาการแพ้หรือเป็นอันตรายจากสารที่นำมาใช้ได้

วิธีถอดถุงยางอนามัย : เมื่อเสร็จภารกิจและมีการหลั่งน้ำอสุจิเรียบร้อยแล้ว ต้องรีบใช้นิ้วมือบีบรัดถุงยางอนามัยให้แนบกับโคนอวัยวะเพศ (เพื่อป้องกันน้ำอสุจิหกหรือไหลย้อนออกมา) แล้วจึงถอนอวัยวะเพศพร้อมถุงยางอนามัยออกจากช่องคลอดในขณะที่อวัยวะเพศยังคงแข็งตัวอยู่ เพราะถ้ารอให้อ่อนตัว เวลาถอนอวัยวะเพศออกมาอาจทำให้ถุงยางอนามัยไม่ตามออกมาหรือหลุดค้างอยู่ในช่องคลอดและน้ำอสุจิไหลเปรอะเปื้อนบริเวณปากช่องคลอดได้ เมื่อถอนออกมาแล้ว ก็ให้รูดถุงยางอนามัยออกได้ แล้วบีบถุงยางให้แน่น รูดน้ำอสุจิให้ไปอยู่ที่ปลายถุง พร้อมกับตรวจดูว่ามีน้ำอสุจิรั่วซึมหรือถุงยางมีรอยฉีกขาดหรือไม่ ถ้าเรียบร้อยไม่มีปัญหา ก็ให้ผูกมัดถุงยางที่ปากถุงเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำอสุจิไหลออกมาเรี่ยราดและส่งกลิ่นเหม็น จากนั้นให้ใช้กระดาษห่อให้มิดชิดแล้วนำไปทิ้งขยะ (ถ้าเลือกได้ให้เลือกถังขยะติดเชื้อจะดีที่สุด)

ใส่ถุงยางอนามัย 2 ชั้น ดีหรือไม่ ?
ไม่ดีและไม่ควรทำอย่างยิ่งครับ ! เพราะการใส่ถุงยางอย่างถูกต้องเพียงชั้นเดียวก็มีประสิทธิภาพเพียงพอแล้วครับ ห้ามใส่ถุงยางหลายชั้นเด็ดขาด บางคนเข้าใจว่าใส่ถุงยางอนามัย 2 ชั้น 3 ชั้น แล้วจะป้องกันได้ดีกว่า แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลยครับ ยิ่งบางคนสวมใส่เพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ เช่น เพื่อให้ชะลอการหลั่งเร็ว ต้องการเพิ่มขนาดอวัยวะเพศ หรือเพื่อป้องกันไม่ให้ถุงยางฉีกขาด แต่เป็นความเข้าใจผิด แบบนี้ก็ไม่ควรครับ เพราะโอกาสที่ถุงยางจะหลุดเข้าไปค้างในช่องคลอดของฝ่ายหญิงมีสูงและยังทำให้ถุงเสียดสีกันจนเกิดฉีกขาดหรือแตกได้ ทางที่ดีใส่เพียงชิ้นเดียวต่อการร่วมเพศหนึ่งครั้งก็เพียงพอแล้วครับ เพราะโดยทั่วไปแล้วถุงยางอนามัยที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดจะได้รับการทดสอบให้ได้มาตรฐานอยู่แล้ว เลิกกังวลได้เลย

สล็อตออนไลน์

จะทำอย่างไรเมื่อถุงยางอนามัยชำรุดในขณะร่วมเพศ ?
โดยทั่วไปจะมีโอกาสที่ถุงยางอนามัยจะรั่ว ฉีกขาด หรือหลุดในระหว่างการร่วมเพศได้ถึง 2 % ถ้าตรวจพบถุงยางมีปัญหาก่อนร่วมเพศก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพียงแค่เตรียมถุงยางอนามัยสำรองไว้หลาย ๆ อัน เพื่อที่จะได้เปลี่ยนใช้ได้ทันทีก็พอแล้ว แต่ถ้าใช้ไปแล้วเกิดมีปัญหาขึ้นมาหรือสงสัยว่าถุงยางฉีกขาดก็ให้หยุดมีเพศสัมพันธ์ทันที ส่วนในกรณีที่พบว่าถุงยางมีรอยรั่วหรือฉีกขาดหลังการใช้งาน ฝ่ายหญิงต้องรีบหายาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินมารับประทานภายใน 72 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม และให้ทั้งสองฝ่ายทำความสะอาดอวัยวะเพศภายนอกด้วยน้ำสบู่ โดยทำความสะอาดอย่างนุ่มนวลไม่ให้เกิดบาดแผล (ฝ่ายหญิงไม่ควรใช้วิธีสวนล้างช่องคลอด เพราะอาจจะทำให้เชื้อโรคเข้าไปในโพรงมดลูกได้ง่ายขึ้น) ส่วนการใช้ยาฆ่าอสุจิในช่องคลอดทันทีอาจช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ฉุกเฉินได้เช่นกัน หรือจะใช้วิธีนี้ร่วมกับยาคุมฉุกเฉินเลยก็ได้ครับ

ถุงยางอนามัยรั่ว

ข้อดีของการใช้ถุงยางอนามัย
การคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ ถ้าถุงยางมีคุณภาพได้มาตรฐาน (ไม่รั่ว, ไม่ขาด, ไม่หมดอายุ) และใช้กันอย่างถูกวิธี ก็จะได้ผลป้องกันที่ดีมากพอสมควร
สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปได้ตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันมีราคาไม่แพง ศูนย์อนามัยหรือโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งก็แจกฟรี ที่สำคัญก็คือสามารถพกติดตัวได้ง่ายทั้งชายและหญิง
การใช้ถุงยางอนามัยสามารถช่วยลดการหลั่งเร็วได้ในบางราย และในปัจจุบันถุงยางอนามัยหลาย ๆ ยี่ห้อก็ถูกผลิตมาเพื่อเพิ่มความพึงพอใจในการร่วมเพศอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผิวสัมผัส สีสัน กลิ่น รส รวมไปถึงบางชนิดที่ช่วยชะลอการหลั่งทำให้ร่วมเพศได้นานขึ้น เหล่านี้จึงช่วยให้การร่วมเพศเป็นไปอย่างมีความสุขและยาวนานยิ่งขึ้น
ไม่มีผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนต่อร่างกายเหมือนการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ในกรณีของคนที่ต้องการมีลูก เมื่อหยุดใช้ก็สามารถตั้งครรภ์ได้เลย
ที่สำคัญวิธีนี้ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งชายและหญิงได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

jumboslot

ข้อเสียของการใช้ถุงยางอนามัย
ต้องใช้ทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และต้องได้รับความยินยอมจากทั้ง 2 ฝ่าย เช่น ฝ่ายหญิงอยากให้ใช้ถุงยางอนามัย แต่ฝ่ายชายไม่ยินยอม เป็นต้น ก็อาจทำให้ไม่สามารถใช้ได้
อาจทำให้อารมณ์ของทั้งคู่สะดุดลงหรือทำให้อารมณ์ไม่ต่อเนื่อง เมื่อต้องมาเสียเวลาสวมใส่ถุงยางอนามัย ในบางรายถึงกับอวัยวะเพศอ่อนตัวไปเลยก็มี
ในขณะใช้อาจรู้สึกว่าถุงยางอนามัยนั้นเป็นตัวขวางกั้นความสุขและความแนบแน่นของทั้งคู่ ทำให้ความรู้สึกสัมผัสลดลง และทำให้เสียอารมณ์ไปบ้างในขณะร่วมเพศ แม้ในปัจจุบันถุงยางอนามัยบางรุ่นจะมีขนาดบางมากก็ตาม
ในบางรายพบว่า มีอาการแพ้สารเคมีที่เคลือบถุงยาง ซึ่งการแพ้นั้นจะเกิดขึ้นกับฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงก็ได้ และอาจเกิดการรั่วหรือแตกได้ อย่างเช่นถุงยางอนามัยชนิด Latex ที่ไม่สามารถใช้กับวัสดุหล่อลื่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันได้ เพราะจะทำให้เพิ่มโอกาสเกิดการแตกของถุงยางได้

การใช้ถุงยางในขนาดไม่พอดี อาจทำให้ไม่มีความสุขในการใช้ อาจทำให้หลวมและหลุด หรือเกิดการฉีกขาดได้
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับถุงยางอนามัย
ถุงยางอนามัยป้องกันโรคได้ 100% : ความจริงก็คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้จำกัดการติดต่อเพียงแค่การร่วมเพศเท่านั้น เพราะยังมีบางโรคที่สามารถติดต่อผ่านการจูบหรือผ่านอวัยวะส่วนอื่น ๆ ได้
ถุงยางป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100% : แม้ในปัจจุบันวิธีที่ปลอดภัยที่สุดยังมีผิดพลาดกันได้เลยครับ แม้แต่ถุงยางอนามัยเองก็ตาม ยิ่งผู้ใช้ใช้ไม่เป็นก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น แต่ก็ยังถือว่าเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุดครับ
ใส่ถุงยาง 2 ชั้น ดีกว่าชั้นเดียว ! : คิดผิดมหันต์เลยครับ เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่านอกจากจะไม่ช่วยอะไรและลำบากต่อการสวมใส่หลาย ๆ ชั้นแล้ว ยังเสี่ยงต่อการฉีกขาดของถุงยางได้ง่าย (มาก) อีกด้วย
ใส่ถุงยางแล้วมันไม่ถึงใจ ! : ถ้าเป็นสมัยก่อนอาจจะใช่ครับ แต่เดี๋ยวนี้ถุงยางพัฒนาไปไกลมากแล้วครับ เมื่อก่อนมีความบางประมาณ 0.05-0.07 มม. ขึ้นไป แต่เดี๋ยวนี้มีขนาดบางเฉียบถึง 0.01 มิลลิเมตรให้ใช้กันแล้วครับ !! เรียกได้ว่าแทบไม่รู้สึกว่าใส่กันเลยทีเดียว หนำซ้ำถุงยางอนามัยบางยี่ห้อยังเพิ่มสารที่ช่วยทำให้ผู้ใช้อยู่ในสนามรบได้อย่างยาวนานมากขึ้นอีกด้วย แบบนี้จะบอกว่ามันยังไม่ถึงใจได้ยังไง เปลี่ยนความคิดกันใหม่ได้แล้วครับ
ประตูหลัง ถุงยางเอาอยู่ ! : ถุงยางอนามัยถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับช่องคลอดเป็นหลัก แต่ในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักอาจมีความคับแคบและเสียดสีมากกว่าปกติ จึงทำให้เสี่ยงต่อการฉีกขาดของถุงยางได้ ก็คือยังใช้ได้แหละครับ เพียงแต่ต้องระมัดระวังในการใช้ด้วย

[NPC5]
รอเกือบเสร็จแล้วค่อยใส่ถุงยางก็ได้ : แนะนำว่าอย่าเสี่ยงทำแบบนี้ครับ เพราะน้ำอสุจิสามารถปนออกมากับน้ำหล่อลื่นของอวัยวะเพศชายได้ตลอดเวลา (แม้จะไม่ถึงจุดสุดยอดก็ตามที) อีกอย่างหน้าที่ของถุงยางอนามัยก็ไม่ได้มีไว้แค่ป้องกันการตั้งครรภ์จากอสุจิเท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยครับ
ใช้ถุงยางซ้ำได้ ประหยัดดี : อย่าทำนะครับ เป็นอีกวิธีที่เสี่ยงมากเช่นกัน เพราะถุงยางอนามัยถูกออกแบบมาให้ใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ไม่ใช่เอาไปล้างน้ำแล้วจะใส่ซ้ำได้ หรือบางคนบอกว่าไม่ต้องล้างก็ได้ ก็ใช้ต่อไปเลยอีกยก แบบนี้ก็ไม่แนะนำครับ เพราะถุงยางที่ใช้แล้วจะมีประสิทธิภาพลดลง อาจเกิดการฉีกขาดได้ง่าย และถุงยางอาจหลวมหรือหลุดเข้าไปในช่องคลอดได้ครับ
เก็บถุงยางไว้ในกระเป๋าสตางค์ : อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรทำครับ เพราะกระเป๋าสตางค์เป็นสิ่งที่ต้องพกติดตัวอยู่ตลอดเวลาเมื่อออกไปนอกบ้าน โดยเฉพาะเมื่อมันถูกยัดอยู่ในกระเป๋าหลัง กระเป๋าสตางค์จะเกิดการเสียดสี เกิดความร้อน และแรงกดทับ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้ถุงยางเสื่อมคุณภาพลง ดังนั้น การเก็บถุงยางไว้ในกระเป๋าสตางค์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำที่สุด ทางที่ดีคุณควรเก็บไว้ในที่เย็นและแห้งจะดีกว่า

แนะนำถุงยางอนามัยชาย

ถุงยางอนามัยชาย (Male condom) เป็นเครื่องมือที่ใช้คุมกำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีอื่น ๆ เมื่อใช้อย่างถูกวิธี สามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดต่าง ๆ ได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเอดส์ นอกจากจะใช้เพื่อคุมกำเนิดและป้องกันโรคติดต่อแล้ว ยังนิยมใช้เพื่อเพิ่มความพึงพอใจในการร่วมเพศอีกด้วย โดยมีการผลิตให้มีขนาด รูปร่าง และสีสันที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งแบบเรียบและแบบที่มีกระเปาะ (ถุงเก็บน้ำอสุจิที่ส่วนปลาย ) บางชนิดมีกลิ่นหรือรสชาติของผลไม้ หรือน้ำหอมชนิดต่าง ๆ บางชนิดมีสีสันสดใสหรือเคลือบไปด้วยสารเรืองแสงที่มองเห็นได้ในที่มืด ซึ่งมีทั้งแบบทึบแสงและแบบบางใส บ้างเคลือบด้วยสารหล่อลื่นหรือตัวยาบางชนิดที่ช่วยทำให้ร่วมเพศได้นานขึ้น เป็นต้น

เครดิตฟรี

นอกจากนี้ถุงยางอนามัยชายยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น ปลอก เสื้อเกราะ เสื้อฝน มีชัย ฯลฯ ก็แล้วแต่จะเรียกกันไปครับ ส่วนถุงยางอนามัยในรูปแบบอื่นก็คือ ถุงยางอนามัยสำหรับสตรีครับ ใช้สำหรับใส่ในช่องคลอด แต่เนื่องจากมีปัญหาในการใส่และคนไทยไม่นิยม จึงไม่ค่อยเห็นมีขายในบ้านเราครับ และถุงยางอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ แผ่นแดม (Dental dam) เป็นแผ่นยางอนามัยที่ใช้สำหรับออรัลเซ็กซ์โดยเฉพาะ

ถุงยางทำมาจากอะไร ?
ในระยะแรกเมื่อประมาณ 300 ปีที่แล้ว ถุงยางอนามัยจะทำมาจากผ้าลินิน โดยใช้สวมเพื่อป้องกันโรคซิฟิลิส แต่ต่อมาก็ทำด้วยลำไส้แกะ ซึ่งปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้แล้ว เพราะเนื้อเยื่อจะมีรูพรุนเล็ก ๆ อยู่ทั่วไป ทำให้ไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคติดต่อได้ และจนถึงปัจจุบันที่ถุงยางอนามัยทำจากยางที่ได้รับการตรวจคุณภาพแล้วว่าไม่มีรูรั่วและมีความทนทานตามกำหนดมาตรฐาน โดยเกือบ 100% ที่วางขายในท้องตลาด ถุงยางอนามัยจะทำมาจากยางธรรมชาติ (Latex) หรือเรียกว่า “Male Latex Condom” จึงทำให้มีราคาถูกและสามารถใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมของน้ำได้ เช่น เควาย เจล (K-Y jelly) แต่ถุงยางจะไม่สามารถใช้ร่วมกับสารที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสมได้ เนื่องจากมีฤทธิ์กัดกร่อน อาจทำให้ถุงยางเสื่อมสภาพหรือฉีกขาดในขณะใช้งาน

สำหรับผู้ที่แพ้ยางธรรมชาติ (ทั้งชายและหญิง) ก็อาจเลี่ยงมาใช้ถุงยางอนามัยที่ผลิตมาจากสารสังเคราะห์ได้ เช่น Polyurethane (Polyurethane Condoms) ซึ่งจะมีราคาแพงและค่อนข้างหายากสักหน่อย แต่มีข้อดีคือสามารถใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นหรือตัวยาที่มีส่วนผสมของน้ำมันได้โดยไม่ทำให้ถุงยางเสื่อมคุณภาพหรือฉีกขาด

สล็อต

ลักษณะของถุงยางอนามัย
ถุงยางอนามัยเป็นสินค้าที่ผู้ผลิตต่างใส่ใจในการออกแบบและพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า จึงทำให้มีแบบต่าง ๆ ให้ลูกค้าเลือกใช้กันมากมาย โดยถุงยางแต่ละชนิดแต่ละยี่ห้อแต่ละรุ่นก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไป ดังนี้

ชนิด : มีอยู่ 3 ชนิด คือ ชนิดที่ทำมาจากลำไส้สัตว์ (Skin Condom) ซึ่งในปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้ว เพราะมีความเสี่ยงสูง, ชนิดที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ (Latex Condom) ซึ่งเป็นถุงยางอนามัยที่ใช้กันอยู่ทั่วไป และชนิดที่ทำจากสารสังเคราะห์ (Polyurethane Condom)
ขนาด : มีทั้งหมด 13 ขนาด คือ ตั้งแต่ขนาด 44-56 มิลลิเมตร
ความบาง : มาตรฐานทั่วไปถุงยางอนามัยจะมีความหนาประมาณ 0.05-0.07 มม. แต่ในปัจจุบันได้มีการผลิตถุงยางอนามัยที่มีความบางมากเป็นพิเศษ คือ มีความบางเพียง 0.02-0.01 มม.
รูปทรง : มีทั้งแบบเป็นทรงกระบอกตรง (straight) และแบบลูกคลื่น (rippled)
ลักษณะก้นถุง : มีทั้งแบบเรียบหรือมน (plain) และแบบที่เป็นกระเปาะ (reservoir-ended or teat) ที่มีไว้เพื่อเก็บน้ำอสุจิ ซึ่งแบบนี้จะเป็นที่นิยมมากกว่าแบบแรก
ผิวถุงยาง : มีทั้งแบบที่เป็นผิวเรียบ (smooth) และแบบผิวไม่เรียบ (textured) หรือผิวขรุขระ ที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบความตื่นเต้น
สีสัน : มีทั้งแบบสีใสธรรมชาติและสีอื่น ๆ หรือ เจ็ดสีมีชัย ประกายรุ้ง หรือแบบเรืองแสงก็มีครับ
กลิ่นและรส : การใส่กลิ่นและรสเข้าไปก็เพื่อเอาใจคนที่ต้องการร่วมเพศทางปาก (oral sex) มีหลายกลิ่นหลายรสด้วยกันครับ เช่น รสมินต์ กลิ่นสตรอว์เบอร์รี กลิ่นมะนาว ฯลฯ
คุณสมบัติพิเศษ เช่น มีสารหล่อลื่น, สารชะลอการหลั่ง, สารฆ่าเชื้ออสุจิและป้องกันโรคติดต่อ (ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน) เป็นต้น
ขนาดถุงยาง

ขนาดของถุงยางอนามัย
ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.2535 ว่าด้วยคุณภาพมาตรฐานของถุงยางอนามัยที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ ได้กำหนดไซส์ (Size) ของถุงยางอนามัยไว้ถึง 13 ขนาด คือ ขนาดตั้งแต่ 44-56 มิลลิเมตร (วัดจากความกว้างของถุงยางที่คลี่แบนราบกับพื้น) แต่ที่มีจำหน่ายในบ้านเราจะมีอยู่เพียง 2 ขนาด คือ 49 และ 52 มิลลิเมตร สำหรับการวัดขนาดอวัยวะเพศอย่างคร่าว ๆ นั้น อาจวัดจากความสูงก็ได้ โดยหากชายใดมีความสูงไม่เกิน 160 ซม. จะมีขนาดไซส์ประมาณ 49 มม. ส่วนชายใดที่สูงเกิน 160 เซนติเมตรขึ้นจะมีขนาดไซส์อยู่ที่ 52 มม. ซึ่งถือเป็นขนาดไซส์มาตรฐานของคนไทย (ถ้าขนาด 54 มม. ขึ้นไป จะเป็นขนาดสำหรับชาวต่างชาติ) แต่จากการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าชายไทยส่วนใหญ่จะมีขนาดอวัยวะเพศอยู่ที่ 52 มม. (12 ล้านคน) รองลงมาคือมีขนาด 49 มม. (6.5 ล้านคน) ส่วนที่มีขนาดใหญ่กว่ามาตรฐาน คือจะมีขนาด 54 มม. (3.6 ล้านคน) และมีขนาด 56 มม. (1.2 ล้านคน)

สล็อตออนไลน์

การวัดขนาดถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง คือ ให้วัดเส้นรอบวงช่วงกึ่งกลางของอวัยวะเพศชายในขณะที่แข็งตัวเต็มที่ (หน่วยเป็น มม. หรือ มิลลิเมตร) ได้เท่าไรแล้วเอา 2 หาร เช่น วัดเส้นรอบวงได้ 104 มม. พอหาร 2 ก็จะได้ถุงยางอนามัยเบอร์ 52 เป็นต้น โดยคุณสามารถคลิกเพื่อดาวน์โหลด รูปสายวัดขนาดอวัยวะเพศชาย แล้วพิมพ์สายวัดออกมา และตัดสายวัดตามรูปพร้อมกับทำการเจาะรูที่เป็นรูปวงรีสีฟ้าด้านซ้าย (ที่เขียนว่า “จุดวัด”) ส่วนวิธีการวัดนั้นให้สอดปลายสายวัดเข้าช่องที่เจาะไว้ แล้วนำไปคล้องกับอวัยวะเพศในขณะที่แข็งตัวเต็มที่ จากนั้นก็ดึงสายวัดให้กระชับ แล้วอ่านตัวเลขที่ตรงกับเส้นสีแดงตรง “จุดวัด” (โปรดจำไว้ว่า “ขนาดถุงยางอนามัยที่ดีจะต้องใส่แล้วรู้สึกสบาย ไม่รัดและไม่หลวมมากจนเกินไป”)

ส่วนขนาดของถุงยางอนามัยสามารถดูได้ที่หลังกล่องตรงกลางครับ หรืออยู่แถวด้านล่าง ๆ (ไม่ซ้ายก็ขวา ใกล้เครื่องหมาย อย.) ถ้าซื้อในเซเว่นส่วนมากจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ขนาด โดยจะจัดแบบชั้นบนเป็นขนาด 52 มม. ส่วนชั้นล่างเป็นขนาด 49 มม. อย่างยี่ห้อดูเร็กซ์ถ้าให้จำง่าย ๆ คือ ดูเร็กซ์กล่องดำ คิงเท็ค (Durex Kingtex) มีขนาด 49 มม. 1 กล่อง 3 ชิ้น ราคา 45 บาท, ดูเร็กซ์กล่องสีทอง เฟเธอร์ไลท์ (Durex Fetherlite) มีขนาด 52.5 มม. 1 กล่อง 3 ชิ้น ราคา 70 บาท, ดูเร็กซ์กล่องสีเทา เฟเธอร์ไลท์ อัลติมา (Durex Fetherlite Ultima) มีขนาด 52 มม. มีความบางพิเศษ หนาเพียง 0.045-0.053 มม. 1 กล่อง 3 ชิ้น ราคา 85 บาท

ถุงยางอนามัยดูเร็กซ์

แต่ถ้าอยากได้บางกว่านั้นก็ยี่ห้อนี้เลยครับ โอกาโมโต ซีโร่ ซีโร่ ทรี (okamoto 003) ที่มีความบางเพียง 0.03 มม. (ถุงยางอนามัยทั่วไปจะมีความหนาประมาณ 0.05-0.07 มม.) ทางบริษัทเคลมว่าใส่แล้วให้ความรู้สึกเหมือนไม่ใส่ (แต่ก็ยังรู้สึกว่าใส่อยู่ดีแหละครับ) ขนาด 52 มม. 1 กล่อง มี 2 ชิ้น ราคา 65 บาท และมีอีกรุ่นที่เป็นรุ่นใหม่ คือ รุ่นโอกาโมโต ซีโร่ ซีโร่ ทรี อะโล (okamoto 003 aloe) มีสารหล่อลื่นชนิดน้ำที่สกัดจากว่านหางจระเข้ กล่องสีเขียว ขนาด 52 มม. ใน 1 กล่อง มี 2 ชิ้น ราคาแพงขึ้นมาหน่อยครับ ประมาณ 70 บาท (ยี่ห้อนี้เซเว่นบางสาขาก็น่าจะมีขายอยู่นะครับ)

โอกาโมโต ซีโร่ ซีโร่ ทรี

มาดูอีกยี่ห้อหนึ่งครับ เป็นถุงยางอนามัยที่ผลิตมาจากสารสังเคราะห์ (Polyurethane Comdoms) ที่มีความบางมากเป็นพิเศษ คือ ซากามิ ออริจินัล 0.02 (sagami original 0.02) คือ มีความบางเพียง 0.02 มม. !! สามารถหาซื้อได้ในร้าน Boots และ LAWSON 108 ใน 1 กล่องมีเพียง 1 ชิ้น มีแค่ 2 ขนาด คือ size M (ขนาดเทียบเท่า 52 มม.) ราคาประมาณ 60 บาท และ size L (ขนาดเทียบเท่า 55 มม.) ราคาประมาณ 75 บาท (ต่อกล่องต่อชิ้น) ทุกรุ่นเป็นแบบ Non Natural Latex Condom (ใครแพ้ยาง Latex แนะนำให้ใช้เลยครับ) เพราะผลิตมาจากโพลียูเรเทน (Polyurethane) วัสดุคุณภาพที่ทำให้ถุงยางโคตรเหนียวและมีความทนทานมาก ๆ นอกจากนี้ยังมีอีกรุ่น คือ ซากามิ เมจิคเชป (sagami Magic Shape) ใน 1 กล่อง มี 10 ชิ้น ราคากล่องละประมาณ 600 บาท (ถ้าซื้อแบบแยกคงชิ้นละประมาณ 70 บาท) มีความบาง 0.02 มม. เช่นกัน แต่รุ่นนี้มีความพิเศษอยู่ตรงที่เนื้อยางจะมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างให้เข้าพอดีกับน้องชายของแต่ละท่านได้อย่างแนบเนียน และยังมาพร้อมกับเจลหล่อลื่นในตัว จึงให้ความรู้สึกสมจริง เหมือนไม่ใส่ถุงยาง

jumboslot

ถุงยางอนามัยซากามิ ออริจินัล

สุดท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุดครับ เพราะในปัจจุบันนี้ทางบริษัทได้มีการพัฒนาถุงยางอนามัยซากามิให้มีความบางมากที่สุดในโลก !! ซึ่งมีความบางเพียง 0.01 มม. เท่านั้น ! คือ ซากามิ ออริจินัล 0.01 (sagami original 0.01) ขนาด 52 มม. ใน 1 กล่องมี 5 ชิ้น ราคาประมาณกล่องละ 750-850 บาท แต่ไม่แน่ใจว่าในบ้านเราตามร้านสะดวกซื้อจะมีขายกันบ้างแล้วหรือยังนะครับ

ถุงยางอนามัยซากามิ ออริจินัล

คราวนี้มาดูของต่างประเทศกันบ้างครับ เป็นการประกาศผลรางวัล “World’s Best Condoms Awards” จากเว็บไซต์ถุงยางอนามัยชื่อดังอย่าง condomdepot.com ที่เป็นการจัดอันดับจากผู้ใช้งานจริง ซึ่งจัดต่อเนื่องมาจนถึงปีที่ 13 โดยในปี 2014 ที่ผ่านมานี้ได้มีถุงยางอนามัยที่ติดอันดับต้น ๆ มีดังนี้ครับ

อันดับ 1 คือ “Crown Skinless Skin Condoms” ภายใต้แบรนด์ Okamoto Crow มีความบางเพียง 0.047 มม. ผิวสัมผัสเรียบ เพิ่มสัมผัสได้มากที่สุด (A+) จนฝ่ายชายรู้สึกว่าเหมือนไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย (ให้คะแนนเฉลี่ย A+) ส่วนฝ่ายหญิงรู้สึกว่าความบางเฉียบของถุงยางอนามัยชนิดนี้ทำให้เธอรู้สึกใกล้ชิดกับคู่รักมากขึ้น และไม่มีกลิ่นเหม็นของยางมาทำลายบรรยากาศ (ให้คะแนนเฉลี่ย A+)
อันดับ 2 คือ “Durex Extra Sensitive Condoms” มีความบาง 0.05 มม. ผิวสัมผัสเรียบ เพิ่มสัมผัสได้มากที่สุด (A+) ฝ่ายชายใช้แล้วรู้สึกมันยอดมาก ใส่หรือไม่ใส่ความรู้สึกก็ไม่ต่างกันเลย (ให้คะแนนเฉลี่ย A+) ส่วนฝ่ายหญิงเธอบอกไม่ได้เลยว่ากำลังใส่ถุงยางอนามัยอยู่ (ให้คะแนนเฉลี่ย A)
อันดับ 3 คือ “Beyond Seven Condoms” ถุงยางมีความบาง 0.05 มม. ผิวสัมผัสเรียบ เพิ่มสัมผัสได้มากที่สุด (A+) ฝ่ายชายให้คะแนน A- ส่วนฝ่ายหญิงให้คะแนนเฉลี่ย A- เท่ากัน
อันดับ 4 คือ “Kimono Micro Thin” มีความบาง 0.05 มม. ผิวสัมผัสเรียบ เพิ่มสัมผัสได้มากที่สุด (A+) ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงให้คะแนนเท่ากันอยู่ในระดับ A
อันดับ 5 คือ “Iron Grip Condoms” มีความบาง 0.07 มม. ผิวสัมผัสเรียบ เพิ่มสัมผัสได้มากที่สุด (B) ฝ่ายชายให้คะแนน B+ ส่วนฝ่ายหญิงให้คะแนนเฉลี่ย B เท่ากัน
รีวิวสักนิด : เท่าที่อ่านมาหลายคอมเมนต์ในพันทิป ผู้หญิงส่วนใหญ่จะชอบถุงยางแบบเรียบนะครับ ยิ่งบางยิ่งดี เพราะรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้ใส่ (แต่ผู้ชายคงรู้สึกบ้างแหละ แต่คงไม่มาก)

[NPC5]
ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัย
ตามหลักแล้วการใช้ถุงยางอนามัยชายอย่างถูกต้อง (Perfect use) จะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 2% ซึ่งหมายความว่า จำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยการใช้ถุงยางอนามัยชาย จำนวน 100 คน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 2 คน

แต่โดยทั่วไปแล้วจากการใช้งานจริง (Typical use) กลับพบว่า อัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงมากขึ้นเป็น 18% หรือคิดเป็น 1 ใน 5 คน จากผู้ที่คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากการใช้ถุงยางไม่ถูกวิธี ใช้ไม่สม่ำเสมอ ใช้สลับกับการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น หรือถุงยางอนามัยอาจฉีกขาดหรือรั่วซึม จึงทำให้มีอัตราการล้มเหลวสูงมากขึ้น แต่ข้อได้เปรียบของถุงยางอนามัยที่เหนือกว่าการคุมกำเนิดแบบอื่น คือ จะสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ทั้งชายและหญิง (ไม่ว่าจะร่วมเพศทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก) โดยจะช่วยป้องกันหรือลดการติดเชื้อหนองใน, ซิฟิลิส, โรคเริม, แผลริมอ่อน, พยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis), ไวรัสตับอักเสบบี, ไวรัสหูดเอชพีวี (HPV) และโรคเอดส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่อย่างไรก็ตาม ควรจำไว้ว่า ถุงยางอนามัยยังไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้เต็ม 100% อีกทั้งเชื้อกามโรคหลายชนิดก็สามารถติดต่อได้หลายช่องทาง เช่น การจุมพิต การเสียดสี การสัมผัสของผิวหนังที่ถุงยางอนามัยครอบไม่ถึง ส่วนนี้ก็ระวังไว้ด้วย

คำแนะนำในการซื้อถุงยางอนามัย
สำหรับน้อง ๆ ที่อายจนไม่กล้าเดินเข้าไปซื้อถุงยางอนามัยในร้านสะดวกซื้อ ก็ให้ลองไปซื้อถุงยางร้านที่อยู่ไกล ๆ บ้านหน่อยก็ได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการเจอคนรู้จัก หรือไม่ก็ซื้อขนมและของอื่น ๆ มาด้วยเยอะ ๆ แล้วค่อย ๆ เนียนคว้ากล่องถุงยางอนามัยมาใส่เพิ่มลงไปก็ได้ จะได้ไม่มีใครสังเกต แต่ถ้าจะให้ง่ายกว่านั้นสั่งซื้อทางเน็ตเอาก็ได้ครับ เลือกร้านที่ดูน่าเชื่อถือหน่อย แต่ทางที่ดีท่องไว้เลยครับว่า “ยืดอกพกถุง” ไม่ต้องอายใคร

ใครบ้างที่ควรใช้ถุงยางอนามัย
ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิด และผู้มีเพศสัมพันธ์กับคนขายบริการ กับคนที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้น หรือกับคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก ไม่ว่าจะทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก ก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง แม้ว่าจะเราจะทราบหรือไม่ทราบว่าเขาติดเชื้อหรือไม่ก็ตาม
วิธีการใส่ถุงยางอนามัย
ในบ้านเราเรื่องเพศค่อนข้างจะเป็นเรื่องปิด (แม้ความจริงแล้วในปัจจุบันเรื่องเพศจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเปิดเผยมากก็ตาม) จึงไม่ค่อยมีการสอนวิธีใช้ถุงยางอนามัยกันอย่างจริงจัง คนส่วนมากเลือกที่จะเรียนรู้หรือศึกษาด้วยตัวเองจากการดูหนัง Rate-X มากกว่าที่จะถามผู้รู้ จึงทำให้มีการใช้ถุงยางอนามัยกันอย่างผิด ๆ จนส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดตามมาบ่อย ๆ เช่น เกิดการตั้งครรภ์ ติดโรคทางเพศสัมพันธ์ และที่พบบ่อย ๆ ก็คือการที่ถุงยางอนามัยหลุดเข้าไปในช่องคลอดแล้วไม่สามารถเอาออกมาได้ เป็นต้น

แนะนำถุงยางอนามัยผู้หญิง

ถุงยางผู้หญิง หรือ ถุงยางอนามัยผู้หญิง หรือ ถุงยางอนามัยสตรี (Female condom) มีการผลิตขึ้นมาใช้นานแล้วครับ โดยผ่านการรับรองจาก FDA (องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) เมื่อปี ค.ศ.1993 (พ.ศ.2546) แต่ในปัจจุบันยังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเหมือนถุงยางอนามัยผู้ชายที่ผลิตมาจากยางธรรมชาติ (Rubber latex) เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่จะไม่ค่อยคุ้นเคยกับถุงยางสตรีที่ผลิตมาจากสารสังเคราะห์ (Polyurethane) ที่อ่อนนุ่มยืดหยุ่นได้ และหาซื้อได้ยากพอสมควร แม้ว่าถุงยางจะมีความบางและยืดหยุ่นได้ดี และไม่เกิดการระคายเคืองต่อผู้ใช้ทั้งชายและหญิงก็ตาม

เครดิตฟรี

ถุงยางอนามัยของสตรี เป็นอุปกรณ์ที่มีไว้ใช้สำหรับสอดเข้าไปภายในช่องคลอดของสตรีก่อนที่จะเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิผ่านเข้าสู่โพรงมดลูก (หลักการเดียวกับถุงยางอนามัยชาย) โดยลักษณะของถุงยางอนามัยสตรีจะมีความยาว 6.5 นิ้ว หรือยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ที่ปลายถุงทั้งสองด้านมีห่วงยางหรือวงแหวนยืดหยุ่น 2 วง ห่วงจะมีลักษณะแข็งกว่าส่วนอื่น มีไว้เพื่อให้เกิดความกระชับและเพื่อให้คงรูปร่างไว้ได้ในขณะใช้งาน ปลายถุงด้านหนึ่งตันเพื่อใช้สอดเข้าไปในช่องคลอด ส่วนปลายถุงอีกด้านหนึ่งจะเป็นปลายเปิด ยื่นออกมานอกช่องคลอด ภายในถุงยางจะมีน้ำยาหล่อลื่น แต่ไม่มียาฆ่าเชื้ออสุจิ

ประโยชน์ของถุงยางอนามัยสตรี
ถุงยางอนามัยสตรีมีหลักการเดียวกับถุงยางอนามัยชาย คือ สามารถใช้คุมกำเนิดและช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่าง ๆ ได้ เช่น ซิฟิลิส หนองใน เอดส์ เป็นต้น ซึ่งการคุมกำเนิดโดยใช้วิธีนี้จะดีกว่าการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด การฉีดยาคุมกำเนิด การทำหมัน ฯลฯ ในเรื่องของการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

ถุงยางของผู้หญิง

ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัยสตรี
ตามหลักแล้วการใช้ถุงยางอนามัยสตรีอย่างถูกต้อง (Perfect use) จะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 5% ซึ่งหมายความว่า จำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยการใช้ถุงยางอนามัยสตรี จำนวน 100 คน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 5 คน แต่โดยทั่วไปแล้วจากการใช้งานจริง (Typical use) กลับพบว่าอัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงมากขึ้นเป็น 21% หรือคิดเป็น 1 ใน 5 คน จากผู้ที่คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้

สล็อต

ถุงยางอนามัยสตรีเหมาะกับใคร
ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดทั้งแบบชั่วคราวหรือแบบฉุกเฉินโดยที่ไม่ได้กินยาคุมกำเนิดมาก่อน
เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้หรือรู้สึกไวต่อถุงยางอนามัยแบบลาเทกซ์
สตรีที่ตัวเองมีโรคหรือสามีมีโรคที่สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ ติดเชื้อเอชไอวี ฯลฯ
สตรีที่มีการคุมกำเนิดในรูปแบบอื่นอยู่แล้ว แต่อยากป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มเติมด้วย เช่น ฉีดยาคุมกำเนิด หรือรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดมาก่อนอยู่แล้ว
รูปถุงยางอนามัยของผู้หญิง

วิธีใส่ถุงยางอนามัยสตรี
ในขั้นตอนแรกของการใส่ถุงยางอนามัยสตรี โปรดจำไว้ว่าจะต้องใส่ถุงยางเข้าไปในช่องคลอดก่อนการมีเพศสัมพันธ์ จะใส่ไว้รอล่วงหน้าก็ได้ครับ ซึ่งในกรณีนี้จะแตกต่างจากถุงยางอนามัยผู้ชายตรงที่ต้องใส่ในขณะที่อวัยวะเพศกำลังแข็งตัวเต็มที่ โดยมีขั้นตอนการใส่ดังนี้ครับ

ให้ล้างมือให้สะอาดแล้วแกะถุงยางอนามัยออกจากซอง หลังฉีกซองเสร็จแล้ว ให้ทาสารหล่อลื่นที่ถุงยางอนามัย จะใช้สารหล่อลื่นชนิดใดก็ได้ เพราะถุงยางอนามัยสตรีนั้นทำมาจากสารสังเคราะห์ (Polyurethane) ที่สามารถใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นหรือตัวยาที่มีส่วนผสมของน้ำมันได้โดยไม่ทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมคุณภาพหรือฉีกขาดได้เหมือนถุงยางอนามัยชาย

สล็อตออนไลน์

เลือกท่าใส่ที่สบาย โดยอาจจะเป็นท่ายืนแยกขาเล็กน้อย ท่ายืนแบบยกขา 1 ข้าง (วางขาบนเก้าอี้) ท่านั่งยอง ๆ หรือเป็นท่านอนชันเข่าก็ได้ครับตามแต่จะสะดวก แล้วให้ใช้นิ้วมือด้านที่ถนัดจับห่วงยาง (ด้านนอก) ตรงด้านที่ปลายตัน แล้วบีบห่วงยางเข้าหากันให้มีรูปร่างเล็กลง แล้วจึงค่อย ๆ สอดใส่เข้าไปในช่องคลอดให้ลึกพอประมาณ และให้ใช้นิ้วชี้หรือนิ้วกลางสอดเข้าไปภายในถุงยางพร้อมกับดันให้ก้นถุงยางเข้าไปอยู่ในช่องคลอดให้ลึกที่สุดจนชนปากมดลูก พอเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วก็ค่อย ๆ จัดระเบียบให้ถุงยางที่สอดเข้าไปด้านในไม่บิดเบี้ยวและจัดให้ขอบห่วงที่อยู่ภายนอก (ด้านปลายเปิด) ให้ครอบอยู่ที่ปากช่องคลอดพอดี แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย
ในขั้นตอนการถอดถุงยางอนามัยสตรี หลังจากมีเพศสัมพันธ์เสร็จแล้วและมีน้ำอสุจิอยู่ในถุง ให้ใช้นิ้วจับห่วงที่อยู่ภายนอกแล้วบิดปากถุงประมาณ 3-4 รอบให้สนิท เพื่อให้เชื้ออสุจิอยู่ในถุง แล้วจึงค่อย ๆ ดึงถุงยางออกมาจากช่องคลอด (บิดห่วงด้านปลายตันหลาย ๆ รอบ แล้วครอบด้วยห่วงด้านปลายเปิดอีกรอบ) จากนั้นห่อด้วยกระดาษหรือทิชชูให้มิดชิดก่อนจะนำไปทิ้งขยะ ถ้าเลือกได้ให้เลือกถังขยะติดเชื้อจะดีที่สุด และไม่ควรทิ้งถุงยางอนามัยลงในชักโครก เพราะจะทำให้ชักโครกตันได้
การใส่ถุงยางผู้หญิง

คำแนะนำในการใช้ถุงยางอนามัยสตรี
ถุงยางอนามัยสตรีต้องใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ห้ามนำมาใช้ซ้ำเป็นอันขาด ถ้าต้องการมีเพศสัมพันธ์อีกครั้ง ต้องใช้ถุงยางอนามัยสำหรับสตรีอันใหม่
ห้ามใช้ถุงยางอนามัยสตรีร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัยชาย หรือใช้ถุงยางอนามัยสตรีทางทวารหนัก เพราะจะทำให้ถุงยางอนามัยเลื่อนหลุดหรือเกิดการเสียดสีจนถุงยางฉีกขาดและเป็นอันตรายได้
ห้ามใช้ถุงยางอนามัยสตรีที่หมดอายุแล้ว
หากพบว่าถุงยางอนามัยสตรีทำงานได้ไม่เต็มที่ ให้ซื้อยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมารับประทาน เพื่อลดโอกาสในการตั้งครรภ์
สาเหตุที่ทำให้การคุมกำเนิดด้วยถุงยางสตรีล้มเหลว

jumboslot

ถุงยางฉีกขาดในขณะสวมใส่ เพราะโดนของมีคม เช่น กรรไกร เล็บมือ ฟัน และแหวน
ถุงยางฉีกขาดในขณะร่วมเพศ
ถุงยางหลุดเข้าไปในช่องคลอดในขณะมีเพศสัมพันธ์
ถุงยางหลุดออกมาในขณะมีเพศสัมพันธ์
ฝ่ายชายสอดใส่อวัยวะเพศออกนอกถุงยางอนามัย
ถุงยางอนามัยสตรีหาซื้อได้ที่ใด ?
ในปัจจุบันค่อนข้างจะหาซื้อได้ยากพอสมควร เพราะถุงยางของสตรีจะไม่มีวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเหมือนถุงยางอนามัยชาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีจำหน่ายครับ โดยสามารถหาซื้อจากร้านขายยาขนาดใหญ่บางแห่ง คลินิกสุขภาพสตรี คลินิกวางแผนครอบครัว คลินิกสุขภาพทางเพศทั่วไป ตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์ ส่วนรูปด้านล่างนี้คือถุงยางอนามัยผู้หญิงยี่ห้อ fc2 ครับ ในต่างประเทศนิยมใช้กันมาก ในบ้านเราผมเห็นขายทางออนไลน์อยู่ประมาณชิ้นละ 150 บาท ค่อนข้างแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ

ถุงยางอนามัยสตรีแบบใหม่
ในปัจจุบันทางบริษัท IXu LLC ได้ผลิตถุงยางอนามัยสตรีรุ่นใหม่ ที่มีชื่อว่า VA w.o.w ซึ่งมีความแตกต่างจากถุงยางอนามัยแบบธรรมดาที่เราเคยเห็น เพราะตรงห่วงหรือวงแหวนนั้นจะมีเครื่องสั่นขนาดจิ๋วที่ช่วยกระตุ้นให้ถึงจุดสุดยอดได้ง่ายฝังเอาไว้ และสามารถสอดใส่เข้าไปก่อนการมีเพศสัมพันธ์ได้นานถึง 8 ชั่วโมง

จากผลการสำรวจคู่รักจำนวน 50 คู่ พบว่า ผู้หญิงกว่าร้อยละ 70 ถึงจุดสุดยอดตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้งาน และเมื่อใช้เป็นครั้งที่ 2 ก็เพิ่มขึ้นมาเป็นร้อยละ 84 และเพิ่มขึ้นเป็น 100% หลังจากใช้งาน 4 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของถุงยางชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ในบ้านเราตอนนี้ยังไม่มีขายนะครับ เพราะทางบริษัทผู้ผลิตมีแผนจะวางจำหน่ายในตลาดยุโรปก่อนในอีกประมาณ 12-18 เดือนข้างหน้า และทางบริษัทยังบอกอีกด้วยว่าในอนาคตอาจมีถุงยางอนามัยสตรีที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือควบคุมผ่านรีโมตได้ ถ้าใครสนใจและอยากทดลองใช้ก็เตรียมตัวรอได้เลยครับ

slot

ข้อดีของถุงยางอนามัยสตรี
ใช้คุมกำเนิดหรือป้องกันการตั้งครรภ์ได้
ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกับการใช้ถุงยางอนามัย เช่น ซิฟิลิส หนองใน ไวรัสตับอักเสบบี เอดส์
มีความปลอดภัย ไม่มีผลต่อสุขภาพและต่อภาวะการเจริญพันธุ์ของผู้หญิง เพราะไม่เกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนในร่างกาย จึงทำให้ไม่มีผลข้างเคียงจากฮอร์โมน ประจำเดือนมาตามปกติ
สามารถใส่และถอดได้เองโดยไม่ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญหรือต้องรอพึ่งพาฝ่ายชายให้เป็นคนสวมถุงยางอนามัยชาย (ฝ่ายหญิงจะมีส่วนร่วมในการคุมกำเนิด เพราะหากผู้ชายไม่ยอมคุมกำเนิดโดยการใส่ถุงยาง ฝ่ายหญิงก็สามารถคุมกำเนิดได้ด้วยตัวเอง)
การสอดใส่ถุงยางอนามัยได้ลึกจะทำให้ไม่ก่อปัญหาในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
ไม่ต้องรีบถอนอวัยวะเพศชายออกจากช่องคลอดทันทีเมื่อหลั่งน้ำอสุจิ เหมือนการคุมกำเนิดด้วยถุงยางอนามัยชาย
มีความทนทานมากกว่าถุงยางอนามัยชาย และสามารถใช้ร่วมกับเจลหล่อลื่นที่เป็นน้ำมันได้
เมื่อหยุดใช้ ก็สามารถมีลูกได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ
ข้อเสียของถุงยางอนามัยสตรี
มีอัตราการล้มเหลวสูงจากการคุมกำเนิด หากใช้อย่างไม่ถูกวิธี
ต้องใช้ทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ หาซื้อได้ยาก และมีราคาแพงกว่าถุงยางอนามัยชาย
ขั้นตอนการใส่ค่อนข้างยุ่งยากเล็กน้อย การสอดถุงยางอาจจะมีความลำบากสำหรับบางคน
ผู้หญิงบางรายอาจสูญเสียความมั่นใจ เพียงแค่เห็นถุงยางอนามัยที่ห้อยออกมานอกช่องคลอด !! เนื่องจากถุงยางมีขนาดใหญ่ ลักษณะพร้อมใช้อาจดูไม่น่ามองนักสำหรับบางคน จนอาจทำให้เสียอารมณ์ทางเพศได้
ในบางครั้งฝ่ายชายอาจสอดใส่เข้าไปผิดตำแหน่งในขณะร่วมเพศได้
ในระหว่างการร่วมเพศอาจจะเกิดเสียงดัง จนอาจทำให้ขัดจังหวะในการร่วมเพศได้ และผู้ใช้บางรายอาจมีอาการเจ็บแสบในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ด้วย (ในกรณีนี้ให้ใส่น้ำยาหล่อลื่นเพิ่ม)
ในระหว่างการใช้ ถุงยางอาจหลุดเข้าไปค้างอยู่ในช่องคลอดได้
ถุงยางอาจมีสารที่ทำให้เกิดการระคายเคือง จนทำให้เกิดอาการคันได้ และในบางรายอาจทำให้มีตกขาวได้ด้วย

ผู้ที่ไม่ควรใช้ห่วงอนามัย

ผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่า ในขณะนั้นตนตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ เพราะการใส่ห่วงอนามัยแล้วตั้งครรภ์จะมีโอกาสแท้งบุตรสูงมาก
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง เพราะอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในโพรงมดลูกได้สูง
เป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะโรคของลิ้นหัวใจ

เครดิตฟรี

มีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกหรือทางช่องคลอดกะปริดกะปรอยโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะการใส่ห่วงอนามัยอาจทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอดได้ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาดังกล่าว ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ให้แน่ชัดก่อน
เคยมีประวัติการอักเสบในอุ้งเชิงกรานบ่อย ๆ หรือมีการติดเชื้อในอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เช่น ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ, เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ, ปากมดลูกอักเสบเป็นหนอง, วัณโรคในอุ้งเชิงกราน หากคุณมีการติดเชื้อดังกล่าวควรรักษาให้หายสนิทก่อนอย่างน้อย 3 เดือน แล้วจึงค่อยพิจารณาการใส่ห่วงอนามัย (แนะนำว่าให้ใช้ห่วงอนามัยชนิดเคลือบฮอร์โมนมากกว่าชนิดทองแดง)
ผู้ที่โพรงมดลูกผิดรูปร่างมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งมักจะเกิดจากความผิดปกติด้านโครงสร้างของโพรงมดลูก เช่น ปากมดลูกตีบ, Bicornuate uterus, กล้ามเนื้อของกล้ามเนื้อมดลูกที่ทำให้โพรงมดลูกผิดรูปร่าง เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเพิ่มความยากหรือเป็นอุปสรรคในการใส่ห่วงอนามัย เพิ่มโอกาสที่ห่วงอนามัยจะหลุด หรือทำให้ไม่สามารถใส่ห่วงให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ (ขนาดความลึกของโพรงมดลูกที่เหมาะสม คือ 6-9 เซนติเมตร)
ผู้ที่มีเนื้องอกมดลูก เพราะเนื้องอกอาจส่งผลให้รูปร่างของมดลูกผิดปกติหรือเปลี่ยนแปลงไป
ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมที่ยังได้รับการบำบัดรักษาอยู่ ไม่ควรใส่ห่วงชนิดเคลือบฮอร์โมน แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีรายงานการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้ป่วยที่ใช้ห่วงอนามัยชนิดเคลือบฮอร์โมนก็ตาม อย่างไรก็ตาม ระดับสาร Levonorgestrel (ฮอร์โมน) ในกระแสเลือดของผู้ที่ใส่ห่วงอนามัยชนิดนี้ก็ยังต่ำกว่าการคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมนรูปแบบอื่น ๆ มาก จึงอาจนำมาใช้ในกรณีจำเป็นได้ (ถ้ามีประวัติประจำเดือนมามาก หรือปวดท้องประจำเดือนมาก่อน ไม่ควรเลือกใช้ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดง)
ผู้ที่มีภาวะแพ้สารทองแดง (Wilson’s disease) ในกรณีที่เลือกใช้ห่วงอนามัยที่หุ้มด้วยทองแดง
ผลข้างเคียงการใส่ห่วงอนามัย

สล็อต

ผลข้างเคียงหรืออาการแทรกซ้อนหลังการใส่ห่วงอนามัย โอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากครับ มีบางคนเท่านั้นที่อาจจะมีอาการผิดปกติเพียงเล็กน้อย เช่น
มีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริดกะปรอย
อาจมีอาการปวดประจำเดือนมากขึ้น ประจำเดือนมามากกว่าปกติเล็กน้อย
มีตกขาวบ้างหรือมีตกขาวมากกว่าปกติ เนื่องจากมีสายห่วงที่อยู่ในช่องคลอด
ปวดถ่วงบริเวณท้องน้อยหรือมีอาการปวดหลัง (แก้ไขด้วยการกินยาแก้ปวด)
เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดการอักเสบติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานในสตรีที่มีคู่นอนหลายคน หรือในสตรีที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง
ผลข้างเคียงจากห่วงอนามัยชนิดฮอร์โมน (Levonorgestrel) ที่อาจพบได้ เช่น ปวดศีรษะ อารมณ์แปรปรวน เป็นสิว น้ำหนักตัวขึ้น มีภาวะขนดก เจ็บคัดตึงเต้านม (LNg14 จะมีอาการข้างเคียงเหล่านี้น้อยกว่า LNg20)
การเลือกใช้ห่วงอนามัยในสถานการณ์จำเพาะ
สตรีที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Immunocompromised women) การใส่ห่วงอนามัยจะไม่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ หรือในผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ที่มีค่า CD4 ต่ำ จะไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยากับยาต้านไวรัส ห่วงอนามัยชนิดที่แนะนำคือ ห่วงเคลือบฮอร์โมน แต่ภายหลังการใส่ห่วงควรจะเฝ้าระวังภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบอย่างใกล้ชิด
สตรีวัยรุ่น เป็นวิธีการคุมกำเนิดระยะยาวที่ได้ผลดี ปลอดภัย ไม่มีผลต่อการลดลงของมวลกระดูก แต่แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
สตรีที่ต้องการคุมกำเนิดฉุกเฉิน แนะนำให้ใช้ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดง โดยให้ใส่ภายใน 120 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ โดยโอกาสล้มเหลวจะอยู่ที่ 0.09% และยังใส่ต่อไปเรื่อย ๆ คิดเป็น 80%
สตรีที่ไม่มีบุตร (Nulliparous women) แนะนำให้ใช้ห่วงอนามัยชนิด LNg14 เพราะตัวห่วงมีขนาดเล็กและทำให้เกิดอาการข้างเคียงน้อยกว่า LNg20
สตรีในวัยที่หมดประจำเดือน กรณีที่ใส่ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทอง ให้นำห่วงออกภายหลังการขาดประจำเดือน 1 เดือน ส่วนในกรณีที่เป็นห่วงอนามัยชนิดฮอร์โมน แนะนำให้เอาห่วงออกในช่วงอายุ 51-52 ปี แต่ถ้ายังต้องการใช้ประโยชน์จากฮอร์โมนทดแทนและห่วงก็ยังไม่หมดอายุ ก็สามารถใส่ห่วงต่อจนครบวัยหมดอายุได้ ร่วมกับการให้เอสโตรเจนทดแทน ซึ่งจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้
สตรีที่มีประวัติการตั้งครรภ์นอกมดลูกมาก่อน การใส่ห่วงอนามัยไม่ได้เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์นอกมดลูกแต่อย่างใด แถมยังช่วยลดโอกาสการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้อีกด้วย แต่ในกรณีที่พบว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ผู้ใส่ห่วงจะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใส่ สามารถเลือกใช้ได้ทั้งห่วงเคลือบฮอร์โมนและห่วงชนิดหุ้มทองแดงครับ

สล็อตออนไลน์

สตรีหลังแท้งบุตร การใส่ห่วงหลังการแท้งบุตรทันทีจะมีความเสี่ยงต่อการเลื่อนหลุดของห่วงอนามัยได้มากกว่าผู้ใส่ห่วงหลังการแท้งประมาณ 3-5 สัปดาห์ แต่กลับพบว่าในสตรีที่ใส่ห่วงหลังแท้งทันที ห่วงจะคุ่มกำเนิดได้นานถึง 6 เดือนเป็นอย่างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่นัดมาใส่ห่วงภายหลัง ซึ่งมักไม่ค่อยมาตามนัดและไม่คุมกำเนิด จึงเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้มากขึ้น ดังนั้นการใส่ห่วงอนามัยหลังการแท้งทันทีจึงเป็นวิธีที่ดีกว่า มีความปลอดภัย และใส่ได้ง่ายเนื่องจากปากมดลูกเปิดอยู่ แถมยังช่วยลดความเสี่ยงมดลูกทะลุและการติดเชื้อไม่ให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
สตรีที่เป็นโรคความผิดปกติของลิ้นหัวใจ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังสามารถใส่ห่วงอนามัยได้ เนื่องจากการใส่ห่วงจะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Bacteremia และภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ ซึ่งสามารถใส่ห่วงได้ทั้งชนิดหุ้มทองแดงและเคลือบฮอร์โมน ส่วนในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจและจำเป็นต้องได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด รวมถึงผู้ป่วยที่มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ แพทย์จะแนะนำให้ใช้ห่วงอนามัยชนิดฮอร์โมน ซึ่งสามารถช่วยลดอาการประจำเดือนมามากได้
ใส่ห่วงเพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง จากการศึกษาพบว่า การใส่ห่วงอนามัยชนิด LNg20 สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใส่ห่วง
ใส่ห่วงอนามัยในการรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) จากการศึกษาพบว่า การใส่ห่วงอนามัยชนิด LNg20 สามารถช่วยลดอาการปวดท้องน้อย อาการปวดประจำเดือน และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในผู้ป่วยหลังการผ่าตัดแบบอนุรักษ์มดลูก

การใส่ห่วงอนามัย
สำหรับคนทั่วไป การใส่ห่วงอนามัยจะเริ่มใส่ห่วงเมื่อใดก็ได้ครับ แต่ต้องแน่ใจแล้วว่าไม่ตั้งครรภ์แน่นอน (ถ้าใส่ในขณะตั้งครรภ์จะทำให้แท้งและอาจทำให้มดลูกอักเสบได้มาก) ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะตั้งครรภ์หรือไม่ แนะนำให้เลื่อนการใส่ห่วงอนามัยออกไปก่อนก็จะดีมากครับ ซึ่งโดยมากแล้วแพทย์จะแนะนำใส่ห่วงอนามัยในขณะประจำเดือนใกล้หมดหรือเพิ่งหมดใหม่ ๆ เพราะนอกจากจะแน่ใจแล้วว่าไม่ตั้งครรภ์ ยังทำให้การใส่ห่วงเป็นไปได้โดยง่ายและไม่ทำให้มีอาการปวดท้องมากหลังการใส่อีกด้วยครับ เพราะในระยะนี้ปากมดลูกยังเปิดอยู่ เมื่อใส่เสร็จแล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ามีเลือดออก (เพราะกำลังมีเลือดออกอยู่แล้ว) ส่วนคุณแม่หลังคลอดถ้าต้องการใส่ห่วงอนามัย ก็สามารถทำได้ในระยะหลังตั้งครรภ์ประมาณ 6 สัปดาห์ขึ้นไป หรือถ้าแท้งบุตรก็สามารถใส่ห่วงได้หลังจากแท้งประมาณ 2-3 สัปดาห์ หรือจะใส่เลยก็ได้ครับ (หากมีการอักเสบในช่องคลอดหรือโพรงมดลูก จะต้องรักษาให้หายก่อนนะครับ)

jumboslot


เมื่อพร้อมและศึกษาข้อมูลทั้งข้อดี-ข้อเสียของการใส่ห่วงมาพอสมควรแล้ว ให้ไปพบแพทย์หรือสูตินรีแพทย์ได้เลยครับ โดยแพทย์จะทำการซักถามถึงประวัติการเจ็บป่วยต่าง ๆ เพื่อประเมินว่า จะสามารถคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ได้หรือไม่ ต่อจากนั้นก็จะตรวจร่างกายและตรวจภายในเพื่อหาขนาด รูปร่าง และตำแหน่งของมดลูก รวมถึงตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูก ถ้าทุกอย่างพร้อมและไม่มีปัญหาก็จะมาถึงขั้นตอนการใส่ห่วงครับ (ห่วงอนามัยจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ก็ต่อเมื่อแพทย์สอดห่วงผ่านช่องคลอดเข้าไปในโพรงมดลูกแล้วเท่านั้น)

ขั้นตอนการใส่ห่วงอนามัย โดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาในการใส่ห่วงไม่นานครับ ไม่ต้องฉีดยาชาหรือให้ดมยาสลบแต่อย่างใด ระยะเวลาในการใส่จริง ๆ แค่ประมาณ 1-2 นาทีก็เสร็จครับ ในขณะใส่ห่วงอาจจะรู้สึกเสียว ๆ หรือปวดตรงท้องน้อยบ้างเล็กน้อย หรือบางคนก็อาจไม่รู้สึกเลย โดยปลายข้างหนึ่งของห่วงอนามัยจะมีสายไนลอนผูกไว้ (ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร) ซึ่งสายนี้จะโผล่ออกจากปากมดลูกมาอยู่ในช่องคลอดเล็กน้อย เพื่อมีไว้ตรวจดูว่าห่วงยังอยู่หรือไม่ หลังใส่ห่วงเสร็จแล้ว แพทย์จะให้นอนพักในห้องพักประมาณ 10-15 นาที จากนั้นก็สามารถกลับบ้านได้เลยโดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาลครับ และสามารถทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเหมือนเดิม (หลังใส่ห่วงประมาณ 2-3 วันแรก อาจมีเลือดออกเปื้อนกางเกงบ้างเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ) เวลาจะตรวจห่วงอนามัย ก็ให้ล้างมือให้สะอาดแล้วสอดนิ้วเข้าไปในช่องคลอดพร้อมกับคลำดูสายไนลอนที่อยู่บริเวณปากมดลูก (ควรตรวจดูเดือนละครั้งหลังประจำเดือนหมดใหม่ ๆ เพราะบางครั้งห่วงอาจหลุดออกมาพร้อมกับประจำเดือนได้ครับ และถ้าใส่ไปได้ 3-4 เดือน แล้วห่วงไม่หลุดเลย โอกาสหลุดจากนี้ก็มีน้อยลงครับ

การใส่ห่วงอนามัย

การตรวจห่วงอนามัย
หลังจากใส่ห่วงอนามัยไปแล้วประมาณ 1-2 เดือน หรือหลังใส่หลังครบ 3 เดือน แพทย์อาจนัดให้มาตรวจดูห่วงว่ายังอยู่ในตำแหน่งของห่วงอนามัยที่เหมาะ (บริเวณยอดโพรงมดลูก – Uterine cavity) หรือมีอาการแทรกซ้อนหรือไม่ ถ้าห่วงยังอยู่เรียบร้อยดี แพทย์ก็จะนัดตรวจห่วงและตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำทุกปี ถ้าเผื่อมีปัญหาก็จะได้รีบแก้ไขได้ทัน

[NPC5]
ในกรณีที่พบว่าตำแหน่งของห่วงอนามัยไม่เหมาะสม (Malposition) ซึ่งอาจพบได้ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ใช้ (ไม่จำเป็นต้องนำห่วงออกเสมอไป) ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบีบท้องน้อย (ซึ่งไม่เคยมีอาการมาก่อน) มีเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือน ประจำเดือนมามากผิดปกติ ส่วนในการรักษานั้นก็ขึ้นอยู่กับอาการและตำแหน่งของห่วงอนามัยครับ ถ้ามีอาการผิดปกติดังกล่าวแพทย์จะแนะนำให้เอาห่วงอนามัยออก แต่ถ้าไม่มีอาการใด ๆ แพทย์จะทำการตรวจเอกซเรย์หรืออัลตราซาวนด์เพื่อดูตำแหน่งของห่วง ถ้าห่วงอยู่ในตำแหน่งส่วนล่างของโพรงมดลูกหรือใกล้กับตำแหน่งยอดของโพรงมดลูก ก็ไม่จำเป็นต้องนำห่วงอนามัยออก และโอกาสการที่ห่วงจะหลุดก็มีน้อย แต่ถ้าหากห่วงอยู่ต่ำกว่าตำแหน่งของ Internal os ก็ต้องนำห่วงอนามัยออก

การตรวจห่วงอนามัย

กรณีที่คลำสายห่วงไม่พบ (Strings not visible) โอกาสที่พบได้บ่อยสุด คือ ห่วงอนามัยยังอยู่ในโพรงมดลูก แต่สายห่วงบิดม้วนเข้าไปอยู่ภายในปากมดลูกหรือสายห่วงขาดหายไป, ห่วงอนามัยหลุด และทะลุเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อมดลูกหรือภายในช่องท้อง ตามลำดับ หากพบเหตุการณ์ดังกล่าว ควรทดสอบการตั้งครรภ์ให้แน่ใจก่อนครับ หากไม่ตั้งครรภ์ แพทย์จะใช้ cytobrush ใส่เข้าไปในปากมดลูก เพื่อตรวจว่าสายห่วงขดอยู่ในปากมดลูกหรือไม่ ถ้าไม่พบก็ต้องตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อเป็นการยืนยันว่า ห่วงอนามัยหลุดไปอยู่ในโพรงมดลูกหรือไม่ แต่ถ้าตรวจไม่พบ แพทย์จะเอกซเรย์ช่องท้องและอุ้งเชิงกราน ถ้าไม่พบแสดงว่าห่วงอนามัยหลุดไปแล้ว และสามารถใส่ห่วงอันใหม่ได้ทันที

กรณีที่ห่วงอนามัยแตกหัก (Broken IUD) หากไม่ได้นำชิ้นส่วนที่แตกหักออก จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ตกขาวผิดปกติ และภาวะมีบุตรยาก หากไม่ทราบตำแหน่งที่แน่ชัดของห่วงที่แตกหัก แพทย์จะเอกซเรย์ อัลตราซาวนด์ หรือส่องกล้องภายในโพรงมดลูก เพื่อหาตำแหน่งของชิ้นส่วนที่แตกหัก และสามารถใช้เครื่องดูดสุญญากาศ (manual vacuum extraction), alligator หรือ Bozeman uterine packing forceps, hysteroscope หรือ curettage ก็ได้

มดลูกทะลุ (Perforation) ในระหว่างใส่ห่วงอนามัย เป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก หรือพบได้เพียง 0.1% ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มดลูกทะลุจะมาจากเทคนิคการใส่ห่วง, retroverted uterus, อยู่ในช่วงให้นมลูก หรือมีจุดเปราะบางที่ผนังกล้ามเนื้อมดลูก ผู้ป่วยมักไม่มีอาการทันทีหลังใส่ห่วงเสร็จ และมักจะกลับมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้อง เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด สายห่วงสั้นลง เป็นต้น เมื่อตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์หรือทำอัลตราซาวนด์แล้วพบว่าห่วงอนามัยอยู่นอกโพรงมดลูก แพทย์จะให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะและแนะนำให้เอาห่วงอนามัยที่อยู่นอกโพรงมดลูกออก เพราะจะมีโอกาสเกิดเป็นพังพืดในช่องท้องและบาดเจ็บต่ออวัยวะข้างเคียงได้

สำหรับผู้ที่มักมีเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือนหรือภายหลังการร่วมเพศ ตกขาวมากผิดปกติ มีอาการปวดบีบท้องน้อย หรือมีอาการเจ็บปวดในขณะร่วมเพศ (ทั้งชายและหญิง) ผู้ใช้ควรตรวจคลำดูสายว่ายาวขึ้นหรือคลำไม่ได้หรือไม่ เพราะอย่างบางคู่นั้น ฝ่ายชายบ่นว่าเจ็บขณะร่วมเพศกับฝ่ายหญิง ซึ่งมีสาเหตุมาจากสายไนลอนอาจเลื่อนออกมายาวไป แพทย์ก็ตัดให้สั้นลง ทำให้ไม่เจ็บอีก
ตรวจห่วงอนามัยด้วยตัวเอง
สำหรับการตรวจห่วงอนามัยด้วยตัวเองนั้น สามารถทำได้โดยการตรวจคลำสายห่วงในช่องคลอดเป็นประจำทุกเดือน โดยเฉพาะในช่วงที่เลือดประจำเดือนหยุดไหลหรือหลังหมดประจำเดือนประมาณ 7 วัน ด้วยการล้างมือให้สะอาด ตัดเล็บให้สั้น แล้วสอดนิ้วชี้เข้าไปจนสุดนิ้วจะคลำได้ปากมดลูกเป็นก้อนกลมแข็ง และคลำดูสายไนลอนเส้นเล็ก ๆ ที่ปากมดลูก ส่วนในกรณีที่คลำแล้วไม่พบสายห่วง (หลุดเข้าในปากมดลูก) หรือคลำได้ว่า ห่วงหลุดคาปากมดลูก ควรรีบไปพบแพทย์ครับ เพื่อตรวจภายในดูว่ามีสายหรือห่วงอนามัยอยู่บริเวณใด หากไม่พบแนะนำให้ตรวจอัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์อุ้งเชิงกราน เพื่อดูว่ามีห่วงอนามัยอยู่ในปากมดลูกหรือไม่

การใส่ห่วงคุมกำเนิด

ห่วงอนามัย หรือ ห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine device) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ไอยูดี (IUD) เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ชิ้นเล็ก ๆ ที่มีไว้สำหรับใส่เข้าไปในโพรงมดลูกของสตรี เพื่อทำให้สภาพในโพรงมดลูกไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน จึงใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ชั่วคราวได้ดี โดยห่วงอนามัยนี้มีการใช้กันตั้งแต่ในสมัยอาณาจักรกรีกโรมัน ห่วงอนามัยชนิดแรกของโลกทำมาจากก้อนกรวดที่ชาวอาหรับและเติร์กใส่เข้าไปในมดลูกของอูฐ เพื่อป้องกันไม่ให้อูฐตั้งท้องขณะเดินทะเลทราย ส่วนห่วงอนามัยในยุคหลังนี้เริ่มมีใช้กันได้ประมาณ 100 ปีแล้วครับ ในระยะแรกห่วงอนามัยจะทำมาจากวัสดุหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโลหะ เส้นไหม หรืออื่น ๆ ต่อมาได้มีการผลิตเป็นพลาสติกชนิดพิเศษที่นำมาทำเป็นห่วงอนามัยได้ดีและคงสภาพเดิมได้หลังจากยืดออกเป็นเส้นตรงชั่วระยะเวลาหนึ่ง จึงทำให้มีคนประดิษฐ์ห่วงอนามัยออกมาหลายชนิด และบางชนิดก็เลิกใช้กันไปแล้ว

เครดิตฟรี

ส่วนในประเทศไทยนั้นได้มีการนำห่วงอนามัยมาใช้ครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ.2474 แต่ในช่วงแรก ๆ ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก จนกระทั่งได้มีโครงการคุมกำเนิดในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ในปี พ.ศ.2509 ก็มีห่วงอนามัยซึ่งเป็นพลาสติกรูปคล้ายตัวเอส (S) ซ้อนกัน 2 ตัว แต่ก็เลิกใช้ไปแล้ว และต่อมาได้มีการนำลวดทองแดงมาขดรอบ ๆ พลาสติกที่เป็นห่วงอนามัยเพื่อลดอาการข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อน โดยทำเป็นรูปตัวที (T) รูปสมอเรือ และรูปอื่น ๆ โครงการวางแผนครอบครัวในบ้านเราเพิ่งนำห่วงชนิดใหม่มาใช้กันเมื่อประมาณ 30 ปีมานี้เองครับ ซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขก็ดูเหมือนจะแนะนำให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดด้วยการใส่ห่วงอนามัยมากพอ ๆ กับการใช้ยาฉีดและยาเม็ดคุมกำเนิด

การทำงานของห่วงอนามัย
กลไกการทำงานของห่วงอนามัยคาดว่า เกิดจากการอักเสบเมื่อมีวัสดุแปลกปลอม กล่าวคือ การทำงานของห่วงอนามัยนั้นไม่ใช่การป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อนเท่านั้น หากแต่เกิดจากการที่มีวัสดุแปลกปลอม (ห่วงอนามัย) เข้าไปอยู่ในโพรงมดลูก และทำให้เกิดการกระตุ้นกระบวนการอักเสบภายในร่างกาย ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นพิษต่อตัวอสุจิและขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน นอกจากนี้ในห่วงอนามัยชนิดฮอร์โมนนั้น จะเป็นการเพิ่มกลไกการหนาตัวของมูกบริเวณปากมดลูกเพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวของอสุจิ อสุจิไม่สามารถผ่านเข้าไปผสมกับไข่ได้ ทำให้ผนังเยื่อบุโพรงมดลูกบางลงจนไม่เหมาะสำหรับการฝังตัวอ่อน เพิ่มการแสดง glycoderlin A ที่ต่อมบริเวณเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งช่วยยับยั้งการจับตัวของอสุจิที่ผนังของไข่อีกด้วย และฮอร์โมนโปรเจสตินยังส่งผลต่อการยับยั้งการตกไข่ได้ประมาณ 25% ส่วนห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดงยังมีการปล่อยอนุมูลทองแดงอิสระและเกลือของทองแดง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบต่อเซลล์ในโพรงมดลูก โดยกระตุ้นการสร้าง prostaglandin ซึ่งเป็นพิษต่อตัวอสุจิและไข่ นอกจากนั้นยังขัดขวางการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิอีกด้วย

สล็อต

ลักษณะของห่วงอนามัย
ห่วงอนามัยหรือห่วงคุมกำเนิด จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติและรูปร่างแตกต่างกันออกไป ดังนี้

1) ห่วงอนามัยชนิดไม่เคลือบสารหรือฮอร์โมน (Unmedicated or inert IUDs) เป็นห่วงอนามัยที่ใช้กันมานานแล้วครับ คือ ห่วงลิปปีส (Lippes loop) ประดิษฐ์ขึ้นโดยนายแพทย์แจ็ค ลิปปิส (Jack Lippes) เมื่อประมาณปี พ.ศ.2505 ห่วงชนิดนี้จะทำด้วยพลาสติกหรือสเตนเลสที่อาบด้วยสารแบเรียมซัลเฟต (เพื่อให้มองเห็นได้จากการถ่ายภาพเอกซเรย์) ตัวห่วงจะมีลักษณะคล้ายรูปตัวเอส (S) ซ้อนกัน 2 ตัว เอสตัวบนจะมีขนาดใหญ่กว่าเอสตัวล่าง จึงทำให้ห่วงมีลักษณะและขนาดที่เหมาะกับโพรงมดลูกพอดี ที่ปลายด้านล่างของห่วงจะมีเอ็นไนลอนที่ผูกติดกันอยู่ ซึ่งมีไว้เพื่อความสะดวกในการตรวจดูห่วงว่ายังอยู่หรือไม่ และใช้สำหรับดึงเอาห่วงออกมาด้วย ตัวห่วงนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ขนาด คือ A, B, C และ D ซึ่งขนาด D จะเป็นขนาดที่ใหญ่ที่สุด เมื่อใส่เข้าไปในโพรงมดลูกแล้วจะกลับคืนรูปร่างเหมือนเดิม และเอ็นไนลอนที่ผูกติดไว้กับปลายห่วงด้านล่างก็จะโผล่ออกมาทางปากมดลูกให้มองเห็นได้ในช่องคลอด (มีไว้สำหรับตรวจเช็กห่วงและใช้สำหรับดึงห่วงออกมา) ส่วนอายุการใช้งานนั้นสามารถใช้ต่อไปได้เรื่อย ๆ อย่างไม่มีกำหนด (ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนห่วงอนามัย)

2) ห่วงอนามัยหุ้มทองแดง (Copper IUDs) ที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่

มัลติโหลด Cu375 (Multiload®) ลักษณะของห่วงเป็นรูปก้างปลา มีขดลวดทองแดงพันอยู่ในแกนตั้ง คิดเป็นพื้นที่ผิว 375 ตารางเมตร และมีอายุการใช้งาน 5 ปี เพราะมีพื้นที่ผิวทองแดงมากกว่าชนิด 250A และเป็นห่วงที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน และมัลติโหลดยังมีอีกหนึ่งรุ่นครับ คือ Cu250 มีพื้นที่ผิว 250 ตารางเมตร แต่มีอายุการใช้งาน 3 ปี
ห่วงคุมกำเนิด

สล็อตออนไลน์

คอปเปอร์ที Copper T 380 (Paragard®) ลักษณะของห่วงเป็นรูปตัว T ซึ่งมีขดลวดทองแดงขนาดเล็กพันอยู่บริเวณแกนนอนและแกนตั้งทั้งสองห่วงอนามัย ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ผิว 380 ตารางเมตร บริเวณส่วนล่างตรงปลายแกนตั้งจะมีปุ่มลักษณะกลมขนาด 3 มิลลิเมตร (มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ห่วงหลุดออกจากปากมดลูก) มีไหมสีขาวชนิด monofilament ผูกต่อยาวจากตรงปลายปุ่มกลม และตัวห่วงยังเคลือบไปด้วยสารแบเรียมซัลเฟต ที่เคลือบไว้เพื่อให้ตรวจพบได้ด้วยการเอกซเรย์ โดยห่วงชนิดนี้จะมีอายุการใช้งานนานถึง 10 ปี
ห่วงคุมกําเนิด

จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ใช้ห่วงอนามัยชนิดนี้จะมีระดับสารทองแดงในเลือดสูงกว่าปกติเล็กน้อย แต่สารทองแดงที่สูงขึ้นไม่มีผลทำให้เกิดอาการผิดปกติทางคลินิกแต่อย่างใด ส่วนประสิทธิภาพในการใช้ห่วงชนิดนี้ หากผู้ใช้มีการตรวจสอบห่วงอยู่เสมอ จะพบว่ามีโอกาสการตั้งครรภ์ภายในปีแรกเท่ากับ 0.6% หลังจากนั้นโอกาสการตั้งครรภ์หลังปีที่ 7 จะเท่ากับ 1.4-1.6% และภายหลังปีที่ 8 และ 12 จะมีค่าเท่ากับ 2.2% โดยประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะลดลงเมื่อปริมาณพื้นที่ผิวของทองแดงมีน้อยกว่า 380 ตารางเมตร

3) ห่วงอนามัยเคลือบฮอร์โมน (Progestin-releasing IUDs) คือ ห่วงอนามัยชนิดพิเศษที่มีฮอร์โมนโปรเจสติน ชนิด Levonorgestrel เคลือบอยู่ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ขนาด ดังนี้

Skyla® (LNg14) เป็นห่วงอนามัยที่ประกอบด้วยสาร Levonorgestrel 13.5 มิลลิกรัม สามารถหลั่ง Levonorgestrel ได้ในอัตรา 14 ไมโครกรัมต่อวัน มีอายุการใช้งาน 3 ปี หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ลดระดับลงไปที่ 5 ไมโครกรัมต่อวันภายใน 3 ปี (ตัวห่วงจะมีวงแหวนเงินฝังอยู่ จึงสามารถตรวจพบได้ทั้งการเอกซเรย์และอัลตราซาวนด์) ข้อดีคือ ตัวห่วงจะมีขนาดเล็กกว่าชนิด LNg20 เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่มีขนาดโพรงมดลูกค่อนข้างเล็กหรือปากมดลูกตีบ และห่วง LNg14 ยังมีโอกาสทำให้เกิดภาวะขาดประจำเดือนได้น้อยกว่าชนิด LNg20 ด้วย โดยคิดเป็นร้อยละ 13 และ 24 ตามลำดับ (แต่ในระยะ 6 เดือนแรกหลังการใส่ห่วงชนิดนี้ อาจพบว่ามีเลือดออกกะปริดกะปรอย แต่จากการศึกษาที่พบว่า การใช้ห่วงอนามัยชนิด LNg20 และ LNg14 จะสามารถช่วยลดปริมาณประจำเดือน บรรเทาอาการปวดประจำเดือน และลดการเกิดเลือดออกกะปริดกะปรอยได้หากใช้ต่อไป) ส่วนประสิทธิภาพของห่วงชนิดนี้ ในปีแรกจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้เท่ากับ 0.41% และภายใน 3 ปี โอกาสการตั้งครรภ์จะเพิ่มขึ้นเป็น 0.9 ปี
ห่วงอนามัยฮอร์โมน

jumboslot

Mirena® (LNg20) เป็นห่วงอนามัยที่ประกอบด้วยสาร Levonorgestrel 52 มิลลิกรัม สามารถหลั่ง Levonorgestrel ได้ในอัตรา 20 ไมโครกรัมต่อวัน มีอายุการใช้งาน 5 ปี (แต่ไม่เกิน 7 ปี) หลังจากใช้งานไปประมาณ 5 ปี สารที่หลั่งออกมาจะลดปริมาณลงเหลือ 10-14 ไมโครกรัมต่อวัน (ตัวห่วงเคลือบด้วยสารแบเรียมซัลเฟตและไม่มีส่วนประกอบที่เป็น Latex ผสมอยู่) โดยห่วงชนิดนี้จะมีคุณสมบัติทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีความเข้มข้นของสาร Levonorgestrel สูงกว่าการใช้ยาฝังกำเนิดที่หลั่งสาร Levonorgestrel ถึง 1,000 เท่า ภายหลังการใส่ห่วงในช่วงสัปดาห์แรก ร่างกายจะมีระดับความเข้มข้นของสาร Levonorgestrel ในกระแสเลือดสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 100-200 พิโคกรัมต่อมิลลิลิตร และหลังจากนั้นจะค่อย ๆ ลดระดับลง ซึ่งจะต่างจากการใช้ยาฝังคุมกำเนิด (350 พิโคกรัมต่อมิลลิลิตร) และยาเม็ดคุมกำเนิด (1,500-2,000 พิโคกรัมต่อมิลลิลิตร) ที่ทำให้ระดับความเข้มข้นของสารในกระแสเลือดจะสูงมากกว่า จนอาจส่งผลข้างเคียงต่อผู้ใช้ได้ ส่วนประสิทธิภาพของห่วงชนิดนี้ ในปีแรกจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้เท่ากับ 0.1-0.2% และหลังจากใช้ไป 5 ปี โอกาสการตั้งครรภ์จะเพิ่มขึ้นเป็น 0.5-1.1%

4) ห่วงอนามัยชนิดไม่มีโครง (Frameless IUD) ได้แก่ Fibroplant® และ Gynefix® เป็นห่วงอนามัยชนิดที่ไม่มีโครงพลาสติกตรงกลางสำหรับพันขดลวดทองแดง โดย Gynefix® (ภาพล่าง) จะทำมาจากแท่งทองแดงทรงกระบอกร้อยอยู่ในเส้นไหม polypropylene ส่วน Fibroplant® นั้นจะมีหลอดหลั่งสาร Levonorgestrel 14-20 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งในอดีตพบว่าห่วงชนิดนี้มีโอกาสเลื่อนหลุดสูงมาก ในภายหลังจึงได้มีการปรับปรุงให้ตัวห่วงมีตะขอสำหรับเกี่ยวยึดไว้กับชั้นกล้ามเนื้อมดลูก แพทย์ผู้ใส่ห่วงจึงต้องมีทักษะและได้รับการฝึกฝนในการใส่มาแล้วพอสมควร ส่วนข้อดีของห่วงชนิดนี้คือจะมีขนาดเล็ก มีประสิทธิภาพเทียบเท่า และผู้ใช้สามารถทนต่อผลข้างเคียงต่าง ๆ ได้ดีกว่า

ห่วงอนามัยไม่มีโครง

slot


ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของห่วงอนามัย
โดยการใช้ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองอย่างถูกต้อง (Perfect use) จะมีโอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้เพียง 0.6% ซึ่งหมายความว่า จำนวนการตั้งครรภ์ต่อปี (first year of use) ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยการใช้ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทอง จำนวน 1,000 คน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 6 คน แต่โดยทั่วไปแล้วจากการใช้งานจริง (Typical use) กลับพบว่า อัตราการล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงมากขึ้นเป็น 0.8% หรือคิดเป็น 1 ใน 125 คน จากผู้ที่คุมกำเนิดด้วยการใช้ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดงวิธีนี้

ปัจจัยในการเลือกห่วงอนามัยชนิดเคลือบฮอร์โมนและชนิดหุ้มทองแดง
โรคประจำตัว และประวัติของรอบเดือน เช่น ความสม่ำเสมอ ปริมาณประจำเดือน อาการปวดท้องประจำเดือน ฯลฯ
ความต้องการของผู้ใช้ในเรื่องของความต้องการการลดปริมาณประจำเดือน หรือบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
ความรู้สึกของผู้ใช้ห่วงอนามัย หลังการใส่ห่วงอนามัยแล้วมีภาวะขาดประจำเดือนหรือมีเลือดออกกะปริดกะปรอยหรือไม่

ผู้ที่ควรใช้ห่วงอนามัย
มีความต้องการที่จะใช้วิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง และมีความจำเป็นต้องการคุมกำเนิดในระยะยาวอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป หรือต้องการเว้นช่วงการมีบุตรมากกว่า 3-5 ปี
ผู้ที่ลืมรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นประจำ
เป็นผู้มีความเสี่ยงต่ำในการติดต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
มีความต้องการที่จะกลับมาตั้งครรภ์อีกครั้งเมื่อหยุดใช้ห่วงอนามัย
ผู้ที่มีข้อห้ามหรือจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการคุมกำเนิดด้วยวิธีที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน
ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก (อ้วน) เพราะยาฮอร์โมนอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ และยังทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดด้วยยาฮอร์โมนลดลงอีกด้วย
ผู้ที่ให้นมบุตร
ผู้ที่มีความจำเป็นอื่น ๆ ที่ต้องใช้ห่วงอนามัยเพื่อการบำบัดรักษา โดยมิได้หวังผลเพื่อการคุมกำเนิด
มีความจำเป็นต้องเลือกใช้ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดงเพื่อการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน