cathedraledetunis

Month: August 2021 (Page 1 of 11)

แนะนำอาหารบำรุงกระดูก

อาหารบำรุงกระดูกมีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายอยู่ไม่น้อย เพราะอาจช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกตั้งแต่อายุยังน้อย และลดความเสี่ยงจากปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดกับกระดูก ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อมีอายุมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคกระดูกอ่อน โรคกระดูกพรุน ภาวะกระดูกหักจากอุบัติเหตุหรือหกล้ม บทความนี้ได้รวบรวมอาหารที่มีประโยชน์ต่อกระดูกและหารับประทานได้ง่ายมาฝาก

เครดิตฟรี

ปกติแล้ว กระดูกของคนเราจะมีสุขภาพที่ดีและคงความแข็งแรงไว้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือแคลเซียมและวิตามินดี โดยแคลเซียมจะช่วยสร้างและบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ส่วนวิตามินดีจะช่วยควบคุมระดับแคลเซียมและฟอสเฟตภายในร่างกาย

อาหารบำรุงกระดูก

โดยในแต่ละวัน ร่างกายต้องการปริมาณแคลเซียมและวิตามินดีดังนี้

แคลเซียม : ผู้ใหญ่ทั่วไปควรได้รับแคลเซียมในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัม หากมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับในปริมาณ 1,000-1,200 มิลลิกรัม
วิตามินดี : ผู้ที่มีอายุ 1-70 ปี ควรได้รับวิตามินดีในปริมาณ 600 IU หากอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป ควรได้รับในปริมาณ 800 IU
นอกจากแคลเซียมและวิตามินดีแล้ว ยังมีสารอาหารอื่น ๆ ที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตและการพัฒนาของกระดูก เช่น โปรตีน ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แมงกานีส สังกะสี วิตามินเค เป็นต้น

5 อาหารบำรุงกระดูก หาง่ายใกล้ตัว
การรับประทานอาหารให้ครบตามหลักโภชนาการเป็นวิธีดูแลร่างกายง่าย ๆ ที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการสร้างกระดูกให้แข็งแรงเป็นอย่างมาก มาดูตัวอย่างอาหารบำรุงกระดูกที่เหมาะสำหรับคนทุกช่วงวัย ดังนี้

ปลาที่มีกรดไขมันจำเป็น
ปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นแหล่งวิตามินดีที่มีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะปลาที่หาซื้อได้ง่าย เช่น ปลาทู ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแซลมอน เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นกรดไขมันจำเป็นอย่างกรดไขมันโอเมก้า 3 ยังมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกอีกด้วย

สล็อต

ผักใบเขียว
ผักที่มีใบสีเขียวเข้มหลายชนิดอุดมไปด้วยแคลเซียม ไม่ว่าจะเป็นคะน้า บร็อคโคลี่ ผักกะเฉด ใบยอ ใบชะพลู หรือบ็อกฉ่อย อีกทั้งยังมีวิตามินเคซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนด้วย ซึ่งผักแต่ละชนิดจะให้แคลเซียมในปริมาณที่มากน้อยต่างกันไป ผู้บริโภคควรคำนึงถึงชนิดของผักและปริมาณในการรับประทานที่พอเหมาะร่วมด้วย เช่น ใบยอและใบชะพลูไม่ควรรับประทานในปริมาณมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดนิ่วในไตหรือในกระเพาะปัสสาวะได้

ผลิตภัณฑ์จากนม
สิ่งแรก ๆ ที่เรานึกถึงเมื่อพูดถึงแคลเซียมก็คงจะเป็นนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม อย่างชีสหรือโยเกิร์ต แต่จริง ๆ แล้วผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังให้โปรตีน โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพกระดูกเช่นกัน ในปัจจุบันมีการเติมสารอาหารที่ร่างกายต้องการเพิ่มมากขึ้นลงไปในนม เราจึงเห็นนมสูตรเพิ่มวิตามินดีหรือแร่ธาตุอื่น ๆ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภคนั่นเอง

ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
เต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองล้วนเป็นผลผลิตของถั่วเหลืองที่มีโปรตีนอยู่ปริมาณมาก แต่แค่โปรตีนอาจไม่เพียงพอ นมถั่วเหลืองพร้อมดื่มจึงมีการเพิ่มเติมวิตามินดี แคลเซียม และสารอาหารอื่น ๆ ลงไป ซึ่งสามารถนำมารับประทานแทนนมสำหรับผู้ที่ไม่ชอบดื่มนมหรือผู้ที่รับประทานมังสวิรัติได้

ไข่
หลายคนคุ้นเคยกับการรับประทานไข่ในเมนูต่าง ๆ เป็นอย่างดี แต่รู้หรือไม่ว่าไข่แดง 1 ฟองนั้นมีวิตามินดีถึง 40 IU โดยประมาณ ส่วนไข่ขาวจะอุดมไปด้วยโปรตีนที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถรับประทานไข่วันละ 1 ฟอง หากต้องการรับประทานมากขึ้น ควรพิจารณาอาหารชนิดอื่น ๆ ที่รับประทานร่วมกันในวันนั้นด้วย เนื่องจากไขมันบางประเภทอาจส่งผลต่อสุขภาพได้

สล็อตออนไลน์

สุดท้ายนี้ สุขภาพกระดูกและสุขภาพโดยรวมจะแข็งแรงไปพร้อมกันได้หากรับประทานอาหารครบทุกหมู่ในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากการรับประทานอาหารบำรุงกระดูกแล้ว ที่สำคัญต้องไม่ลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายสุขภาพร่วมด้วย หากมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพกระดูก ความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูก หรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับกระดูก ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม

ทานแคลเซียมมากไป มีโทษต่อร่างกายอย่างไร
เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ
ร่างกายการดูดซึมสารอาหารอื่น ๆ น้อยลง
มีผลเสียต่อทารกในครรภ์
หลอดอาหารอักเสบ
เสี่ยงเป็นนิ่วในไต
หินปูนในเต้านม
หินปูนในหลอดเลือด
หลอดเลือดตีบตัน
มะเร็งเต้านม
ความต้องการแคลเซียมของร่างกาย
เราจะรับแร่ธาตุแคลเซียมได้จากอาหารที่ทาน และอาหารเสริมเท่านั้น ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายของเราสามารถดำรงชีวิตได้ เราจึงควรทานแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

jumboslot

อายุ 1 – 10 ปี: 800 – 1,000 mg/ต่อวัน
อายุ 11 – 25 ปี: 800 – 1,000 mg/ต่อวัน
อายุ 26 ปีขึ้นไป: 800 – 1,000 mg/ต่อวัน
ผู้สูงอายุ: 1,200 mg/ต่อวัน
หญิงมีครรภ์: 1,200 – 1,500 mg/ต่อวัน
หญิงให้นมบุตร: 1,200 – 2,000 mg/ต่อวัน
ผู้ป่วยกระดูกหัก: 1,500 mg/ต่อวัน
ประเภทอาหารเสริมแคลเซียม
แคลเซียม Carbonate ดูดซึมได้ 10%
แคลเซียม Citrate ดูดซึมได้ 50%
แคลเซียม L theonate ดูดซึมได้ 90%

slot

ข้อควรรู้เกี่ยวกับแคลเซียม
ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ที่ประมาณ 20 – 40% เท่านั้น ที่เหลือก็จะเอาไปใช้กับกระดูกและเซลล์ต่างๆ ในร่างกายเป็นหลัก
ความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมของร่างกายขึ้นอยู่ระดับ vitamin D ดังนั้นต้องทานแคลเซียมควบคู่กับ vitamin D
การทานแคลเซียมแต่ละครั้ง ร่างกายจะดูดซึมได้เพียง 500 mg / มื้อ เท่านั้น ดังนั้นจึงต้องแบ่งทานแคลเซียมเป็นมื้อ ๆ
กระดูกเปราะบางเกิดจากการไม่ค่อยขยับตัวไปไหนเป็นเวลานาน ๆ ดังนั้งหนุ่มสาวออฟฟิศ จึงมีความต้องการแคลเซียมมากกว่าคนทั่วไป
แคลเซียม ช่วยเพิ่มความสูงได้จริง โดยการเข้าไปช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูกทำให้ยืดขยายมากกว่าเดิม
ผู้หญิงมีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย
กินแคลเซียมประเภทแบบที่ดูดซึมไม่ดี อาจทำให้มีอาการท้องอืดหรือท้องผูได้
และนี่ก็คืออาหารเสริมแคลเซียมที่เราได้เลือกมาแล้วว่า ดีจริง และเห็นผลจริง ให้คุณได้พิจารณาเลือกซื้อตามความต้องการ อย่ารอช้าเลยค่ะ มาอ่านรีวิวของเรากันดีกว่า

แนะนำการนอนหลับพักผ่อน

หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับความสำคัญของการพักผ่อนอย่างเพียงพอในแต่ละคืน แน่นอนว่าการที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยให้มีสุขภาพดี แต่ในทางตรงกันข้ามหากนอนเยอะเกินไปก็อาจส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพหรือโรคต่าง ๆ ตามมา ในบทความนี้จะมาเล่าถึงสาเหตุของการนอนเยอะเกินไปและความอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

เครดิตฟรี

จริง ๆ แล้วจำนวนชั่วโมงของการพักผ่อนที่เหมาะสมจะเปลี่ยนแปลงไปตามวัยและคุณภาพการนอนของแต่ละคน โดยทั่วไปแล้ว เด็กทารกต้องการเวลานอนหลับรวมเวลางีบกลางวันเป็นเวลาประมาณ 12-16 ชั่วโมงต่อวัน เด็กวัยอนุบาลต้องการเวลานอนหลับรวมเวลางีบเป็นเวลาประมาณ 10-13 ชั่วโมงต่อวัน วัยรุ่นต้องการการนอนหลับเป็นเวลาประมาณ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน และผู้ใหญ่ต้องการนอนหลับเป็นเวลาประมาณ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน

นอนเยอะ
นอนเยอะเกิดจากอะไรได้บ้าง ?
นอกเหนือจากพฤติกรรมหรือความเหนื่อยล้าในการทำกิจกรรมแต่ละวัน การนอนเยอะหรือใช้เวลานอนมากเกินไปอาจมีภาวะอื่น ๆ ที่ส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลียแม้จะได้นอนหลับมากกว่าคนทั่วไป เช่น

โรคหยุดหายใจขณะหลับ โดยผู้ป่วยจะหยุดหายใจเป็นเวลาสั้น ๆ ระหว่างนอนหลับ ทำให้ร่างกายต้องการนอนนานขึ้น และวงจรการนอนหลับถูกรบกวน
กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless Legs Syndrome: RLS) เป็นความผิดปกติด้านสมองที่ส่งผลให้เกิดการขยับขาขณะพัก
การนอนกัดฟัน (Bruxism) ขณะนอนหลับ
อาการปวดเรื้อรัง (Chronic Pain)
โรคลมหลับ (Narcolepsy) ซึ่งเป็นความผิดปกติของสมองที่ทำให้วงจรการหลับและตื่นแปรปรวนไปจากปกติ
โรคซึมเศร้า
โรคนอนมากเกินโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic Hypersomnia) โดยจะนอนมากโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจนหรือหาสาเหตุไม่ได้
การใช้ยาบางชนิดหรือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
นอกจากนี้ นอนเยอะอาจเป็นสัญญาณความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้ เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคซึมเศร้า อาการปวดหัว เป็นต้น

สล็อต

อันตรายจากการนอนเยอะ
หากพบว่าตนเองต้องการเวลาในการนอนมากกว่า 8-9 ชั่วโมงต่อคืนเพื่อให้รู้สึกถึงการพักผ่อน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่เกิดขึ้นในร่างกาย การนอนเยอะเกินไปอาจก่อให้เกิดความวิตกกังวล อ่อนล้า ไม่มีแรง มีปัญหาด้านความจำ และอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้ เช่น อาการปวดหัว โรคอ้วน โรคหัวใจ เบาหวาน ปวดหลัง ภาวะซึมเศร้า และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น เป็นต้น

ทั้งนี้ การนอนหลับอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายมีน้ำหนักตามเกณฑ์มาตรฐาน ลดความเครียด อารมณ์ดี สมองปลอดโปร่ง รวมไปถึงทำหน้าในชีวิตประจำได้อย่างดี อย่างไรก็ตาม หากรู้สึกว่าตนเองนอนมากเกินไปหรือรู้สึกอ่อนล้าระหว่างวันแม้ว่าชั่วโมงการนอนเพียงพอแล้ว ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น โดยแพทย์อาจแนะนำวิธีช่วยให้นอนในระยะเวลาที่เหมาะสม

หากนอนไม่พอจะเกิดไรขึ้นบ้าง?

อาจทำให้อ้วนได้ง่าย เพราะการอดนอน (นอนวันละ 5 ชั่วโมง หรือ น้อยกว่า) เพราะทำให้ร่างกายจะสร้าง ฮอร์โมนเลปติน หรือฮอร์โมนที่ลดการอยากอาหาร และฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยลง และอีกเหตุผลหนึ่งคือ เมื่อเรานอนดึก ไม่มีอาหารตกถึงท้องนานหลังมื้ออาหารเย็น จะทำให้รู้สึกหิว อยากอาหาร ต้องเพิ่มขนมจุบจิบ หรืออาจเป็นมื้อหลัก เพื่อแก้หิว ซึ่งทำให้พลังงานเกินและสะสมในรูปของความอ้วนได้ง่าย
นอนดึกสมองไม่ปลอดโปร่ง ตื่นเช้ามาจะไม่สดใส ไม่มีสมาธิกับการทำ งาน การเรียนรู้ การตัดสินใจ และทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวได้ง่าย
นอนดึกทำให้ไม่สวย เมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะโทรม ผิวพรรณดูไม่เปล่งปลั่ง ขอบตาดำคล้ำ และภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำลง เกิดอาการเจจ็บป่วยไม่สบายได้ง่าย

ดังนั้นเราควรมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนหลับให้ดีขึ้น จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง ข้อควรปฏิบัติเพื่อการนอนหลับที่ดี (Sleep Hygiene) ซึ่งเพื่อให้ได้ผลดีควรทำติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์

สล็อตออนไลน์

ควรเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาเป็นประจำ ทั้งวันทำงานปกติและวันหยุด เพื่อให้นาฬิกาชีวิต (Biological Clock) ทำงานตลอดเวลา
รับแสงแดดให้เพียงพอในตอนเช้า อย่างน้อย 30 นาที ทุกวัน เนื่องจากแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นการควบคุมนาฬิกาชีวิตที่สำคัญ และการที่ตาได้รับแสงแดดธรรมชาติที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน จะช่วยกระตุ้นจังหวะการหลับการตื่น (Sleep Cycle) ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน หรือสารที่ออกฤทธิ์คล้ายกาเฟอีนที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เช่น โกโก้ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม หรือยาแก้ปวดบางชนิด หลังอาหารมื้อเที่ยงไปแล้ว และเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ก่อนการนอนหลับ 3 ชั่วโมง
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหนักก่อนนอนหลับอย่างน้อย 2 ชั่วโมง แต่การกินอาหารเล็กน้อย เช่น นม หรือขนมขบคี้ยวเล็กน้อย ก่อนนอนจะทำให้การนอนหลับง่ายขึ้น
หลีกเลี่ยงบุหรี่ก่อนนอนหลับ 2 ชั่วโมง
หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักก่อนนอน อย่างน้อย 2 ชั่วโมง
หลีกเลี่ยงการงีบหลับตอนกลางวัน
ควรเตรียมพร้อมเพื่อช่วยการนอนหลับให้ง่ายขึ้น ด้วยกิจกรรมง่าย ๆ แบบผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้สมาธิ โต้เถียง คุยโทรศัพท์ หรือดูภาพยนตร์ตื่นเต้นสยองขวัญ
ห้องนอนควรเงียบ สงบ สบาย มีอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไม่มีเสียงหรือแสงรบกวนขณะหลับ
หากนอนไม่หลับภายใน 10 นาที ไม่ควรกังวล ไม่ควรมองนาฬิกา ควรลุกจากที่นอนหากิจกรรมอื่นทำ เช่น ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ แล้วกลับมานอนใหม่อีกครั้งเมื่อง่วง
ฝึกจิตใจและสมองให้เรียนรู้ว่าห้องนอนคือสถานที่ที่เราใช้พักผ่อนเท่านั้น ก่อนการนอนหลับจิตใจและสมองต้องผ่อนคลายโดยให้สัมพันธ์กับร่างกายที่ผ่อนคลาย ห้องนอนที่ผ่อนคลาย รวมถึงเตรียมกิจวัตรประจำวันที่พร้อมในการนอน เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน
ควรควบคุมหรือจัดการกับความเครียดของตนเอง ให้เวลากับตนเอง เพื่อค้นหาสาเหตุของความเครียด และวิธีการจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้น อาจหาบทความหรือคำแนะนำต่าง ๆ เพื่อจะได้เป็นแนวทางหรือวิธีในการกำจัดความเครียด เมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้าพยายามตอบคำถามว่าท่านจะจัดการกับความเครียดแต่ละข้ออย่างไรในความเครียดหรือความวิตกกังวลแต่ละข้อ อาจไม่มีคำตอบที่ง่าย แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำตอบจะชัดเจนขึ้นหรือความเครียดนั้นจะลดความสำคัญลงไป

jumboslot

นอนหลับอย่างไร ให้สุขภาพดี โดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล จากคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล การนอนหลับมีความสำคัญกับสุขภาพของคนเรา เนื่องจาก 1 ใน 3 ของชีวิตคนเราในแต่ละวันเป็นเรื่องการพักผ่อนด้วยการนอนหลับ หรือ 8 ชั่วโมง จาก 24 ชั่วโมง ในแต่ละวัน การนอนมีความหมายมากที่จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี

ข้อแนะนำ การนอนหลับในช่วยอายุที่แตกต่างกัน เพราะตามธรรมชาติของร่างกายที่อายุเพิ่มขึ้น ร่างกายจะต้องการการนอนหลับน้อยลง คุณภาพการนอนหลับไม่ลึกเหมือนช่วยอายุน้อย ๆ

  • แรกเกิด ต้องการการนอนหลับ 20 ชั่วโมง ขึ้นไป
  • ขวบปีแรก ต้องการนอนหลับ 12 ชั่วโมง ขึ้น
  • เด็กวัยประถม 9-11 ชั่วโมง
  • เด็กวัยรุ่น 10 ชั่วโมง
  • เด็กมหาวิทยาลัย 7-9 ชั่วโมง
  • ผู้ใหญ่ตอนต้น 7-9 ชั่วโมง
  • ผู้ใหญ่ตอนกลาง ถึงตอนปลาย 7-8 ชั่วโมง

ทำอย่างไรให้คุณภาพชีวิตการนอนมีคุณภาพที่ดี

slot

  • ไม่จำเป็นต้องนอน 8 ชั่วโมง แต่สามารถนอนได้อย่างเพียงพอมีคุณภาพ หรือนอนเพียงแค่ 5-6 ชั่วโมงก็สามารถตื่นนอนขึ้นมาสดชื่นได้ เพราะนอนหลับลึกเพียงพอ และร่างกายต้องการเพียงพอ ก็สุขภาพดีได้
  • ตัวเลขการนอนหลับ 8 ชั่วโมง นั้น เป็นสถิติทั่วไป ไม่จำเป็นต้องสร้างความกดดันให้ตัวเองว่าจำเป็นต้องนอนเยอะถึง 8 ชั่วโมง
  • กลุ่มคนอัจฉริยะ หรือ Short Sleeper เป็นกลุ่มคนที่นอนน้อย สดชื่น สามารถทำงานได้อย่างปกติ

ปัญหาเกี่ยวกับการนอน

  1. การนอนไม่หลับ (insomnia)
  2. วงจรการหลับการตื่นเสียสมดุล เช่นการเดินทางข้ามทวีป (Circadian Rhythm Disorders or Jet Lag)
  3. การเคลื่อนไหวร่างกายผิดปกติ (Movement Disorders) ซึ่งรบกวนการนอน

นอนไม่หลับ ไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการ ซึ่งเกิดร่วมกับความผิดปกติในร่างกายและจิตใจ ลักษณะของการนอนไม่หลับ คือ ใช้เวลาในการนอนหลับ อาจเป็นชั่วโมงกว่าจะนอนหลับได้ หลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดคืน หรือตื่นแล้วไม่หลับอีกเลย ดูเหมือนหลับแต่ความจริงแล้วรู้สึกตัวว่านอนไม่หลับ และตื่นเร็วกว่าปกติ

การนอนหลับที่มีคุณภาพ คืออะไร

  1. ตื่นขึ้นมาแล้วสดชื่น
  2. จำนวนชั่วโมงนอนไม่สำคัญ
  3. การนอนหลับด้วยร่างกายที่ผ่อนคลาย ร่างกายได้ยืดเหยียด ยืดเส้น ยืดสาย
  4. การนอนหลับด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย ไม่มีความเครียด
  5. การนอนหลับในตอนที่ร่างกายง่วงจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองว่าต้องเข้านอนเวลานั้น เวลานี้ เพื่อกดดันร่างกาย และจิตใจ หรือยิ่งตั้งใจจะนอนหลับ จะยิ่งหลับยาก
  6. การได้พักผ่อน หลับหรือไม่หลับจริง ๆ เท่ากับการที่ร่างกายได้รับการผ่อนคลาย ร่างกายสามารถ หลั่งฮอร์โมน และไม่หลั่งสารเคลียด ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ปกติ และผ่อนคลายอย่างมีคุณภาพของร่างกายและจิตใจ สำคัญเท่ากับการนอนที่ีมีคุณภาพ (การผ่อนคลายที่มีคุณภาพ = การนอนหลับ)
  7. การรักษาการนอนไม่หลับ ง่ายๆ คือ 1. การปรับพฤติกรรมและความเชื่อ เพื่อให้นอนหลับได้ดีขึ้น 2. รักษาด้วยยา เนื่องจากไม่สามารถนอนหลับด้วยตนเองได้เป็นระยะเวลานาน เพราะมีความเครียด ซึ่งจะใช้ยานอนหลับในระยะเวลาสั้นๆ เมื่อสามารถปรับพฤติกรรมและความเชื่อ ได้ถูกต้องแล้ว ร่างกายนอนหลับได้เอง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา

วิธีรับมือกับอาการไอ

เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากไอบ่อย ๆ แน่นอน เพราะนอกจากทำให้รู้สึกไม่สบายกาย ทำให้เสียบุคลิกภาพ และยังรบกวนผู้อื่นด้วย หากมีอาการไอบ่อย ๆ ระหว่างวันอาจรบกวนการนอนหลับ การทำงาน และการดำเนินชีวิตประจำวัน วิธีแก้อาการไอให้หายขาดนั้นต้องอาศัยการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ควบคู่กับการใช้ยารักษาให้ถูกอาการ เพียงเท่านี้สุขภาพที่ดีก็จะกลับคืนมาอีกครั้ง

เครดิตฟรี

ไอเป็นการตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งที่ก่อการระคายเคืองภายในลำคอหรือทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่น ควัน สารก่อภูมิแพ้ หรือเชื้อโรค เรียกได้ว่าเป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยปกป้องและกำจัดสิ่งแปลกปลอมให้ออกจากร่างกาย โดยอาการไออาจแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไอแห้งและไอแบบมีเสมหะ ซึ่งมักจะหายไปได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์

หากมีอาการไอร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล ผู้ป่วยควรลดพฤติกรรมที่กระตุ้นให้เกิดอาการดังกล่าว และรับประทานยาบรรเทาตามอาการ โดยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินยารักษาโรคที่เหมาะสม

สาเหตุของการไอมีอะไรบ้าง ?
อาการไอมีหลายสาเหตุแตกต่างกันในแต่ละบุคคล บางรายเป็นอาการไอเฉียบพลัน โดยจะมีอาการไอน้อยกว่า 3 สัปดาห์ ขณะที่อาการไอแบบเรื้อรัง ผู้ป่วยจะมีอาการติดต่อกันนานกว่า 8 สัปดาห์ สำหรับสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดอาการไอ ได้แก่

โรคภูมิแพ้อากาศ
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อากาศมักจะมีอาการไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล น้ำตาไหล รวมถึงคันบริเวณตา ซึ่งอาการเหล่านี้ถูกกระตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ อาทิเช่น ฝุ่น ควันบุหรี่ ละอองเกสร ขนสัตว์ หรือสารเคมีบางชนิด โดยความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละบุคคล โรคภูมิแพ้อากาศในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถป้องกันโดยหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และใช้ยาบรรเทาอาการ

สล็อต

ไข้หวัด
การติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบนมักเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของไข้หวัด ส่งผลให้มีน้ำมูกไหล มีไข้ หรือไอ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เองใน 1–2 สัปดาห์ แต่บางรายอาจมีอาการไอแห้งติดต่อกันหลายสัปดาห์ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังทำงานตอบสนองไวกว่าปกติหลังจากการติดเชื้อ

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่อาจส่งผลให้เกิดอาการไอร่วมกับอาการอื่น ๆ ของโรคได้ เช่น

โรคหืด ผู้ป่วยจะหายใจผิดปกติ หายใจมีเสียงวี้ด หายใจไม่อิ่ม มีอาการไอ เจ็บหน้าอกพร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ
กรดไหลย้อน ผู้ป่วยมักมีอาการแสบร้อนกลางอกหลังรับประทานอาหาร เจ็บหน้าอก กลืนอาหารลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน มีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก หรือไอเรื้อรัง
หลอดลมอักเสบ ส่งผลให้มีอาการไอ มีเสมหะ หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด เจ็บคอ หรือเจ็บหน้าอกด้วย
คออักเสบ ผู้ป่วยมักจะมีอาการเจ็บคอ คันคอ กลืนลำบาก ต่อมทอนซิลบวม มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียนได้
แก้ไออย่างไรให้หายขาด
โดยทั่วไป การไอที่ไม่รุนแรงและอาการอื่น ๆ อาจหายได้เร็วขึ้นหากผู้ป่วยหันมาใส่ใจและดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นเพื่อลดเสมหะในลำคอ กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ ใช้ยาอมแก้เจ็บคอ ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ สวมหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อโรค หรือหลีกเลี่ยงควันบุหรี่และฝุ่น

สล็อตออนไลน์

ในขณะเดียวกัน การรับประทานยาร่วมด้วยอาจช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ซึ่งผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อเลือกใช้ยาให้เหมาะตามแต่ละอาการ เช่น

ยาแก้ไอ
การเลือกประเภทของยาแก้ไอให้ตรงกับอาการของตนเองมากที่สุดเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยหายเร็วขึ้น โดยยาแก้ไอนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาระงับอาการไอ (Antitussives) สำหรับผู้ที่มีอาการไอแห้ง ตัวยาจะออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้ไอน้อยลง โดยตัวยาที่ใช้ส่วนใหญ่คือ ยาเด็กซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan)

ยากลุ่มถัดมาคือยาที่ใช้รักษาไอแบบมีเสมะ ได้แก่ ยาขับเสมหะ (Expectorants) ที่ออกฤทธิ์ช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจ ทำให้ไอเอาเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น และยาละลายเสมหะ (Mucolytics) ที่ช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ

ยาแก้แพ้ (Antihistamines)
ยาแก้แพ้หรือที่เรียกกันว่า ยาต้านฮีสตามีน ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามีน ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการแพ้ เช่น ยาดอกซีลามีน (Doxylamine) ยาคลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) เป็นต้น โดยยาแก้แพ้กลุ่มนี้จะช่วยบรรเทาอาการแพ้ อาการคัดจมูก และไอจากโรคภูมิแพ้ แต่อาจทำให้มีอาการง่วงซึมได้

ยาลดไข้
ผู้ป่วยที่มีไข้สามารถบรรเทาได้ด้วยยาพาราเซตามอล แต่ควรระมัดระวังไม่ให้รับประทานยาเกินวันละ 4,000 มิลลิกรัม เพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับได้ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพตับหรือติดสุราควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

jumboslot

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ยาที่ผสมตัวยาหลายชนิดไว้ในเม็ดเดียวกัน เช่น ยาเด็กซ์โทรเมทอร์แฟน ยาดอกซีลามีน และยาพาราเซตามอล เพื่อช่วยบรรเทาอาการไอ ลดไข้ น้ำมูกไหล ซึ่งการใช้ยาในรูปแบบตัวยาผสม ผู้ป่วยจะไม่จำเป็นต้องรับประทานยาหลายเม็ด และมีจำหน่ายในท้องตลาดในรูปแบบที่ต่างกัน แต่ในรูปแบบยาแคปซูลชนิดนิ่มหรือซอฟท์เจลจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและออกฤทธิ์ได้เร็วกว่ายาเม็ด สำหรับผู้ป่วยเด็ก หญิงตั้งครรภ์และผู้ให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

การเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับอาการเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ป่วยควรจะปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้ยาจากเภสัชกรอย่างเคร่งครัด เนื่องจากยาทุกชนิดอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่แพ้ยาบางชนิด เพื่อลดโอกาสในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา

หากผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นและรับประทานยาควบคู่ไปด้วยแล้วยังไม่หายไอ ไอรุนแรงมากขึ้น หรือไอร่วมกับมีเสมหะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือชมพู มีปัญหาในการหายใจ การกลืน และเจ็บหน้าอก ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างเหมาะสม

ทราบว่าถ้าไอนานๆ จะเรียกไอเรื้อรังใช่ไหมครับ
นพ.วินัย โบเวจา : ใช่ครับ ไอเรื้อรัง หมายถึง ไอติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์ ภาวะไอเรื้อรัง มีสาเหตุหลากหลาย อาจเกิดจากภาวะติดเชื้อ หรือภาวะที่ไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อ เช่น ภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ หอบหืด เป็นต้น บางกรณีภาวะไอเรื้อรังอาจเกิดจากโรคอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจ เช่น กรดไหลย้อน ภาวะหัวใจวาย เป็นต้น ดังนั้นการหาสาเหตุของไอเรื้อรังอาจไม่ได้คำตอบในการพบแพทย์ครั้งแรก การวางแผนการวินิจฉัย และติดตามการรักษา ต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

Q: สาเหตุของอาการไอเรื้อรังมีหลายอย่างเลยหรอครับ
นพ.วินัย โบเวจา : ใช่ครับ เกิดได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุที่พบบ่อยๆ เช่น ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ การติดเชื้อในหลอดลม วัณโรค ถุงลมโป่งพอง หอบหืด กรดไหลย้อน และอื่นๆ อีกมากมาย

slot

Q: การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เป็นใช่ไหมครับ
นพ.วินัย โบเวจา : การรักษานอกจากจะรักษาตามสาเหตุของโรคแล้ว ยังต้องรักษาตามอาการที่เกิดขึ้นควบคู่กัน และนอกจากการซักประวัติ ตรวจร่างกายเบื้องต้นเพื่อวินิจฉัยโรคแล้ว บางรายอาจต้องส่งตรวจยืนยันตามความเหมาะสม อาทิ ตรวจดูโพรงจมูก ลำคอ เอกซเรย์โพรงไซนัส เพื่อดูกลุ่มอาการไซนัส ส่งตรวจเอกซเรย์ปอด เพื่อดูความผิดปกติของปอด ตรวจเสมหะ ตรวจสมรรถภาพปอด เพื่อดูโอกาสของหอบหืด เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอก กรณีที่ตรวจพบความผิดปรกติจาก X-ray ปอด อาจต้องทำการส่องกล้องทางเดินหายใจ (Fiber Oph bronchoscopy) เพื่อยืนยันการวินิจฉัย

Q: ลักษณะอาการไอเช่นไรควรพบแพทย์
นพ.วินัย โบเวจา : หลักง่ายๆ เมื่อคุณมีอาการไอและควรมาพบแพทย์ ได้แก่

ไอเป็นเวลานานรู้สึกว่าไม่หายสักที (มากกว่า 2 อาทิตย์)

ไอมีเลือดปนเสมหะ

เคยสัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรค

มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไต หัวใจ เมื่อมีอาการไอควรรีบมาพบแพทย์

รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน

Q: วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อมีอาการไอ
นพ.วินัย โบเวจา : สิ่งแรกเลย คือ ดื่มน้ำมากๆ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ พยายามหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ร่างกายได้พักอย่างแท้จริง รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นอาการไอ

วิธีรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวันและเกิดได้กับทุกช่วงวัย สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อในชีวิตประจำวันมักมาจากการใช้กล้ามเนื้ออย่างหนักหรือต่อเนื่อง อย่างการทำงาน การออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา โดยอาการปวดเมื่อยอาจเกิดขึ้นทันทีหลังทำกิจกรรมหรือเกิดขึ้นหลังทำกิจกรรมไปแล้ว 24-72 ชั่วโมง

เครดิตฟรี

โดยทั่วไป อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมักหายเองได้ใน 1-5 วัน แต่บางครั้งอาจทำให้รู้สึกหงุดหงิดไม่สบายตัวอยู่ไม่น้อย หากทิ้งไว้ก็อาจเสี่ยงต่ออาการปวดเมื่อยเรื้อรังที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ การดูแลตนเองในเบื้องต้นอาจช่วยบรรเทาปวดและลดความเสี่ยงของผลกระทบจากอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ โดยในบทความนี้ได้รวบรวมสาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการปวดเมื่อย และวิธีแก้ปวดเมื่อยด้วยตนเองมาฝากกัน

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ที่มาของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อในชีวิตประจำวัน
อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อหนักเกินไป ส่งผลให้กล้ามเนื้อล้าและบาดเจ็บ ซึ่งกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่อไปนี้อาจเป็นสาเหตุของอาการดังกล่าว

การออกกำลังกาย
อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่คนออกกำลังกายต้องพบเจอเป็นปกติ ยิ่งบางคนที่ออกกำลังกายอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน ใช้กล้ามเนื้อนานเกินไป เล่นกีฬาที่เคลื่อนไหวและใช้กล้ามเนื้อเดิมซ้ำ ๆ ก็อาจมีอาการปวดเมื่อยรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายโดยไม่วอร์มอัพ คูลดาวน์ หรือออกกำลังกายผิดท่าอาจเพิ่มความเสี่ยงของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้

การทำงานและกิจกรรมอื่น ๆ
การทำงานหรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันก็สามารถทำให้คุณรู้สึกปวดเมื่อยได้ ไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน งานสวน การนั่งหรือยืนทำงานนาน ๆ โดยเฉพาะคนทำงานที่นั่งทำงานผิดท่า อย่างนั่งหลังค่อม นั่งไขว่ห้าง นั่งเท้าคาง และนั่งยกไหล่

สล็อต

การบาดเจ็บ
อุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน ทั้งการหกล้ม การกระแทกกับสิ่งของต่าง ๆ หรือการยกของหนัก อาจทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ อักเสบ หรือฉีกขาดได้ และบางครั้งอาจทำให้เกิดรอยฟกช้ำร่วมด้วย

นอกจากสาเหตุทั่วไปเหล่านี้แล้ว ปัญหาสุขภาพบางอย่างก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้เช่นกัน

รับมือกับอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อด้วยตนเอง
การรักษาและบรรเทาปวดเมื่อยด้วยตนเองในเบื้องต้นทำได้ไม่ยาก โดยแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก ดังนี้

วิธีแก้ปวดเมื่อยโดยไม่ใช้ยา
อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อสามารถทำได้เองโดยยึดหลัก R.I.C.E. ได้แก่

R: Rest หรือการพักกล้ามเนื้อจากการใช้งาน อาจช่วยให้อาการปวดเมื่อยหายได้ไวขึ้น ในทางกลับกัน หากฝืนใช้กล้ามเนื้ออย่างหนักต่อไปอาจทำให้อาการปวดบวมรุนแรงขึ้น กล้ามเนื้อฉีกขาด และเกิดรอยฟกช้ำได้
I: Ice หรือน้ำแข็ง ในที่นี้หมายถึงการประคบเย็น เพราะความเย็นจะลดการไหลเวียนเลือดบริเวณกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บและอักเสบ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดบวม การประคบเย็นทำได้โดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นบิดหมาดประคบบริเวณที่ปวด 15–20 นาที/ครั้ง ทุก 2–3 ชั่วโมง หากไม่มีสามารถใช้ผ้าห่อถุงน้ำแข็งหรือใช้ขวดน้ำเย็นประคบแทนได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำแข็งประคบผิวโดยตรง เพราะอาจทำให้ผิวหนังบาดเจ็บได้

สล็อตออนไลน์

C: Compression หมายถึงการใช้ผ้ารัดกล้ามเนื้อที่มีความยืดหยุ่นพันบริเวณที่ปวด เพื่อลดการไหลเวียนเลือดที่เป็นสาเหตุของอาการปวดบวม โดยควรรัดกล้ามเนื้อให้กระชับพอดี ไม่แน่นจนเกินไป โดยเฉพาะการรัดกล้ามเนื้อในช่วงนอนหลับ เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือดไปเลี้ยงเป็นเวลานานจนทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือดและเป็นอันตราย นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีผ้ารัดกล้ามเนื้อรูปแบบที่เป็นปลอกสวม ซึ่งเราสามารถเลือกใช้ได้ตามตำแหน่งที่ต้องการรัดได้ทันที
E: Elevation คือการยกอวัยวะส่วนที่ปวดบวมให้สูงกว่าระดับหัวใจเพื่อลดการไหลเวียนเลือด วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและค่อนข้างปลอดภัย โดยอาจใช้หมอนหนุนแขนหรือขาที่ปวดขณะนอน หรือใช้อวัยวะนั้น ๆ พาดไว้บริเวณที่สูงกว่าเพื่อลดการไหลเวียนเลือดและช่วยลดอาการปวดบวมได้
นอกจากวิธีเหล่านี้แล้ว หากสาเหตุของอาการปวดเมื่อยมาจากกล้ามเนื้อตึงตัว การนวดบริเวณที่ปวดเมื่อยเบา ๆ อาจช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อได้ แต่ควรนวดอย่างระมัดระวัง ไม่ออกแรงมากจนรู้สึกเจ็บ หรือนวดติดต่อกันนาน เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ

บรรเทาอาการปวดเมื่อยด้วยยาทาแก้ปวด
ยาทาแก้ปวดสำหรับทาเฉพาะจุดเป็นตัวช่วยที่อาจบรรเทาอาการปวดและอักเสบของกล้ามเนื้อได้อย่างตรงจุด โดยให้ใช้ยาทาแก้ปวดมาทา ถู หรือนวดเบา ๆ บริเวณที่ปวดเมื่อย 3–4 ครั้ง/วัน หากเป็นแบบเปรย์ให้ฉีดห่างจากบริเวณที่ปวดเล็กน้อย โดยหลีกเลี่ยงการทาหรือฉีดสเปรย์บริเวณใบหน้า ผิวหนังที่มีบาดแผลและระคายเคืองเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง และควรล้างมือทุกครั้งหลังทายาแก้ปวด สำหรับเด็กหรือคนท้อง คนที่เป็นโรคผิวหนัง มีผิวแพ้ง่าย ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้

การใช้ยาทาแก้ปวดควรเลือกให้เหมาะสมกับอาการปวดเมื่อยและดูส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเลือกใช้ยาทาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ได้แก่

jumboslot

สารบรรเทาปวด
สารบรรเทาปวดในยาทาแก้ปวดแบ่งออกได้หลายชนิด แต่ละชนิดจะมีกลไกบรรเทาอาการปวดแตกต่างกันไป โดยชนิดที่พบได้บ่อย คือ สารบรรเทาปวดที่มีฤทธิ์ต้านอักเสบ อย่างเมทิลซาลิไซเลต (Methyl Salicylate) และไดเอ็ทธิลเอมีนซาลิไซเลต (Diethylamine Salicylate) ตัวยาเหล่านี้จะซึมผ่านผิวหนังและออกฤทธิ์ต้านการอักเสบภายในกล้ามเนื้อ และช่วยบรรเทาอาการปวดบริเวณดังกล่าวนอกจากนี้ สารบรรเทาปวดอีกชนิด คือ เมนทอล (Menthol) และการบูรที่ช่วยปรับผิวหนังให้รู้สึกเย็น โดยตัวยาจะไปการกระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึก ทำให้ลดอาการปวดได้ฉับพลัน โดยสามารถใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บแบบไม่รุนแรงระหว่างออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา เช่น อาการฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก กล้ามเนื้อยึด และอาการปวดอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากอักเสบของกล้ามเนื้อ อีกทั้งยาทาแก้ปวดที่มีสารเหล่านี้อาจใช้แทนการประคบเย็นได้ชั่วคราว จึงเหมาะกับคนที่ออกกำลังกาย เล่นกีฬา และทำกิจกรรมข้างนอกบ้านเป็นประจำ

รูปแบบผลิตภัณฑ์ยาทาแก้ปวด
ยาทาแก้ปวดจะมีอยู่หลายรูปแบบให้เลือกใช้ตามความต้องการ คนที่ต้องการสัมผัสที่บางเบาอาจจะเลือกใช้ยาทาเนื้อเจล หากต้องการนวดเพื่อผ่อนคลายและบรรเทาปวดอาจใช้ยาทาเนื้อครีม หรือยารูปแบบสเปรย์ที่ใช้บรรเทาอาการปวดฉับพลันหรือต้องความสะดวกเพราะใช้งานโดยไม่ต้องใช้มือทาและนวด อย่างไรก็ตาม ควรต้องดูสารออกฤทธิ์หลักในยาทาแก้ปวดประกอบด้วย เพื่อเลือกตัวยาให้เหมาะสมกับอาการปวดเมื่อยกล้ามที่เป็นอยู่

นอกจากนี้ ควรเลือกยาทาแก้ปวดที่มีคุณสมบัติหลากหลาย เช่น ให้ความรู้สึกร้อนหรือเย็นที่พอดี ไม่ทำให้รู้สึกแสบร้อนจนเกินไป ซึมซาบเร็วเพื่อลดความเหนอะหนะไม่สบายผิว และเลือกยาทาแก้ปวดที่มีกลิ่นหอม โดยบางยี่ห้อจะมีส่วนประกอบของยูจีนอล (Eugenol) ที่ช่วยเพิ่มความผ่อนคลายและไม่ส่งกลิ่นรบกวนคนรอบข้าง เป็นต้น

slot

สูตรเย็นและสูตรร้อน
ผลิตภัณฑ์ยาทาแก้ปวดสูตรเย็นใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อแบบเฉียบพลัน เช่น ข้อเท้าแพลงจากอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการหกล้ม หรือการถูกกระแทกจากการเล่นกีฬาที่เกิดขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง ส่วนผลิตภัณฑ์ยาทาแก้ปวดสูตรร้อนใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดหลังบาดเจ็บ 72 ชั่วโมง โดยอาจสังเกตรอยช้ำที่กลายเป็นสีเขียวหรือสีม่วง อีกทั้งยาทาแก้ปวดสูตรร้อนยังสามารถใช้บรรเทาอาการปวดเรื้อรัง อย่างปวดหลังหรือปวดเมื่อยตามส่วนอื่น ๆ ได้ด้วย

นอกจากยาทาแก้ปวดแล้ว ยารับประทานก็สามารถบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามได้เช่นกัน ส่วนใหญ่มักเป็นยาแก้อักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์หรือยาเอ็นเสด (NSAID) แต่เนื่องจากเป็นยารับประทานและออกฤทธิ์ทั่วทั้งร่างกาย ยาทาจึงอาจใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อยได้ตรงจุดมากกว่า หากต้องการใช้ยารับประทานควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้เพื่อความปลอดภัย

เพื่อลดความเสี่ยงของอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ควรออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ไม่หักโหมมากจนเกินไป วอร์มอัพและคูลดาวน์เสมอ แบ่งวันออกกำลังกายและวันพักเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นฟู หากเป็นคนทำงานที่ต้องนั่ง ยืน หรือเคลื่อนไหวท่าเดิมซ้ำ ๆ ควรพักการทำงานทุกชั่วโมง ยืดเส้นยืดสายเป็นประจำเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฝึกท่านั่งและยืนที่ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยงของอาการปวดเมื่อย

สุดท้ายนี้ แม้ว่าอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเป็นอาการทั่วไปที่พบได้ แต่บางครั้งอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อก็อาจเป็นสัญญาณของการบาดเจ็บรุนแรงหรือเป็นสัญญาณของโรคบางอย่างได้ ดังนั้น หากมีอาการปวดเมื่อยเรื้อรังและรุนแรงจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต อาการปวดไม่ดีขึ้นหลังจากการรักษาด้วยตนเอง อาการปวดเมื่อยเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ หรือพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ไม่มีแรง เคลื่อนไหวได้อย่างจำกัด เกิดอาการบวมแดง และเป็นไข้ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

การรักษาอาการลมพิษ

อาการบวมและผื่นนูนสีแดงตามผิวหนังที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วถือเป็นลักษณะเด่นของอาการลมพิษ ซึ่งอาจปรากฏขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุหรือเป็นผลมาจากการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้บางชนิดก็ได้ นอกจากนี้ อาจมีอาการอื่น ๆ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่จะมีอาการอะไรบ้างนั้น บทความนี้มีคำตอบมาให้สังเกตตัวเองกัน

เครดิตฟรี

โดยทั่วไป ลมพิษจะมีด้วยกันอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ ลมพิษชนิดเฉียบพลัน ซึ่งมักเกิดจากการรับประทานอาหาร การใช้ยาบางชนิด การติดเชื้อ หรือแมลงกัดต่อย และลมพิษชนิดเรื้อรัง ซึ่งยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงได้ แต่อาจเป็นผลมาจากปัญหาสุขภาพอย่างโรคของต่อมไทรอยด์ ตับอักเสบ การติดเชื้อ หรือโรคมะเร็งบางชนิด ส่วนใหญ่แล้วอาการของลมพิษมักจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่หากเกิดการบวมภายในลำคอก็อาจส่งผลต่อการหายใจได้

อาการลมพิษมีอะไรบ้าง
ปกติแล้ว อาการลมพิษชนิดเฉียบพลันสามารถพบได้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นแขนขา ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น ลำคอ หรือหู โดยจะเป็นติดต่อกันไม่เกิน 6 สัปดาห์ และผู้ป่วยแต่ละคนจะมีอาการที่ต่างกันไป เช่น

ผื่นนูนแดงขึ้นตามผิวหนัง หากกดแล้วจะกลายเป็นสีขาว โดยจะมีขนาดเล็กใหญ่ต่างกันไป
ผื่นอาจขึ้นเป็นจุดเดี่ยว ๆ หรือรวมกันเป็นกลุ่มผื่นดวงใหญ่บนผิวหนังก็ได้
มีอาการคัน รู้สึกเจ็บหรือแสบร้อนในบางครั้ง
อาจมีอาการแองจีโออีดีมา (Angioedema) หรืออาการบวมใต้ชั้นผิวหนังร่วมด้วย โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปาก เปลือกตา หรือภายในลำคอ
อาการอาจรุนแรงขึ้นหากถูกกระตุ้นด้วยอุณหภูมิสูง การออกกำลังกาย หรือความเครียด
อาการลมพิษโดยทั่วไปมักจะหายไปเองภายใน 1 ชั่วโมง ไปจนถึง 1 วัน
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการซ้ำ ๆ ต่อเนื่องนานกว่า 6 สัปดาห์ จะถือว่าเป็นลมพิษชนิดเรื้อรัง ซึ่งอาจไปรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันหรือการนอนหลับได้ จึงควรไปปรึกษาแพทย์ขอคำแนะนำในการดูแลตนเองหรือรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เพื่อให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างปกติมากที่สุด

สล็อต

วิธีบรรเทาด้วยตนเอง
ในเบื้องต้น ผู้ป่วยลมพิษสามารถบรรเทาอาการได้เองที่บ้านตามคำแนะนำต่อไปนี้

รับประทานยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสทามีนที่หาซื้อได้เองตามร้านขายยาทั่วไป เพื่อลดอาการคันที่ผิวหนัง อย่างยาลอราทาดีน (Loratadine) หรือยาเซทิริซีน (Cetirizine)
ไม่ควรเกาหรือถูผิวหนังอย่างรุนแรง
ควรเลือกใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำที่อ่อนโยนต่อผิว
สวมเสื้อผ้าบางเบาและไม่รัดแน่น เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกและลดการเสียดสีกับผิวหนัง
หากลมพิษไม่ได้เกิดจากความเย็น อาจลองเพิ่มความเย็นให้ผิวหนังที่มีอาการด้วยการอาบน้ำ ใช้พัดลมเป่า ประคบด้วยผ้าเย็น หรือทาด้วยโลชั่น
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เป็นต้นเหตุของอาการลมพิษ หรือสิ่งกระตุ้นที่ทราบอยู่แล้ว เช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ แมลง ความร้อน ความเย็น หรือความเครียด เป็นต้น
ทาครีมกันแดดหรือสวมอุปกรณ์ป้องกันแสงแดดทุกครั้งเมื่อต้องออกไปบ้านหรือทำกิจกรรมในสถานที่กลางแจ้ง
หากผู้ป่วยเกิดลมพิษจากความเย็น ควรหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำเย็นหรืออากาศเย็น รวมถึงควรสวมเสื้อผ้าที่หนาและอบอุ่น หรือผ้าพันคอรอบจมูกและปาก เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับความเย็นจนเกินไป
หากมีอาการลมพิษเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรจดบันทึกว่าตนเองมีอาการบริเวณใด เกิดขึ้นในช่วงเวลาไหน รวมถึงทำกิจกรรมหรือรับประทานอะไรมาบ้าง เพื่อให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุหรือสิ่งกระตุ้นได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากวิธีดูแลเบื้องต้นไม่ได้ผล มีอาการแย่ลง หรืออาการลมพิษเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม แต่หากมีสัญญาณของปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงอย่างเฉียบพลัน (Anaphylaxis) เช่น เวียนศีรษะ หายใจลำบาก ริมฝีปาก เปลือกตา และลิ้นบวม ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายถึงชีวิตได้

สล็อตออนไลน์

ลมพิษแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ตามระยะเวลาและอาการที่เกิดขึ้น คือ

ลมพิษชนิดเฉียบพลัน (Acute Urticaria) ลมพิษที่เกิดขึ้นมาและหายไปได้เองอย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่อาการจะหายไปเองภายในเวลา 48 ชั่วโมง หรือในรายที่เป็นนาน ก็จะเป็นติดต่อกันไม่เกิน 6 สัปดาห์
ลมพิษชนิดเรื้อรัง (Chronic Urticaria) มีอาการลมพิษเป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องกันเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไป โดยส่วนใหญ่ลมพิษชนิดเรื้อรังจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่อาการของลมพิษจะทำให้เกิดความรำคาญหรือความไม่สบายตัวมาก ๆ ซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิต หรือการนอนหลับของผู้เป็นลมพิษได้
เราจะพบเห็นผู้ที่เป็นลมพิษได้อยู่บ่อย ๆ เพราะว่าลมพิษเกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัย แต่พบว่าเกิดได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการของลมพิษ

มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เป็นผื่นลักษณะนูนแดง จะมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันไป อาจเกิดขึ้นได้ที่บริเวณใบหน้า แขน ขา ลำตัว รวมไปถึงส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ผู้ป่วยจะรู้สึกคันมากและหากเกาก็จะเกิดผื่นแดงมากยิ่งขึ้น

สาเหตุของลมพิษ

ตุ่มนูนของลมพิษเกิดขึ้นเพราะร่างกายได้ปล่อยสารฮีสตามีนและสารอื่น ๆ ไปสู่กระแสเลือด ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดปฏิกิริยาที่ผิวหนัง หรือไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมจึงเกิดลมพิษเรื้อรังได้ แต่อาจเกิดจากสิ่งกระตุ้นหลาย ๆ อย่างในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย ที่พบบ่อยเช่น การรับประทานยาแก้ปวด การรับประทานอาหารบางชนิด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แสงอาทิตย์ ความร้อนและความเครียด

jumboslot

สาเหตุส่วนใหญ่ของลมพิษเฉียบพลันจะมาจากอาการแพ้ แต่สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดลมพิษ ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะหาสาเหตุไม่ได้ สาเหตุของลมพิษระยะเรื้อรังยังไม่เป็นที่แน่ชัด อาจเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำลายตัวเอง หรือที่เรียกว่าปฏิกิริยาแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งมีประมาณ 1 ใน 3 ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย สำหรับบางรายพบว่าการเป็นลมพิษอาจเป็นสัญญาณของปัญหาทางสุขภาพ เช่น โรคไทรอยด์ หรือลูปัส (Lupus) หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง ที่เรียกกันติดปากว่าโรคพุ่มพวง

การวินิจฉัยลมพิษ

แพทย์จะสอบถามประวัติอาการ และประวัติทางการแพทย์อื่น ๆ โดยละเอียด เช่น การแพ้สิ่งต่าง ๆ และทำการตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุและปัจจัยที่กระตุ้นการเกิดลมพิษ ในบางรายอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจหรือทดสอบทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด หรือตรวจหาภาวะการแพ้ต่าง ๆ

การรักษาลมพิษ

ส่วนใหญ่จะไม่สามารถระบุสาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษได้ชัดเจน แม้ว่าแพทย์จะได้ทำการตรวจอย่างละเอียดแล้ว ดังนั้น การรักษามักเป็นการให้ยารักษาอาการคัน เบื้องต้นแพทย์อาจให้แบบยาทาหรือประเภทสารต้านฮีสตามีน โดยสามารถใช้ยาเองได้ที่บ้าน และหากการรักษาด้วยตัวเองเบื้องต้นไม่สำเร็จ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหายาที่ได้รับตามใบสั่งแพทย์หรือยาอื่น ๆ ประกอบกัน เพื่อการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด

slot

ภาวะแทรกซ้อนของลมพิษ

ประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยลมพิษระยะเฉียบพลันและครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยระยะเรื้อรัง มักจะมีการพัฒนาไปเป็นแองจิโออีดีมา (Angioedema) ซึ่งเป็นอาการบวมของเนื้อเยื่อในชั้นลึกของผิว สามารถทำให้เกิดปัญหาได้สำหรับบางคนและเป็นอันตรายถึงชีวิตถ้ามีผลต่อการหายใจ

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของลมพิษ ได้แก่ หายใจได้ลำบาก เกิดภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน (Anaphylaxis) และผลกระทบทางอารมณ์ นอกจากนั้น ผู้ป่วยลมพิษมีโอกาสเพิ่มมากขึ้นที่จะพัฒนาไปสู่โรคอื่น ๆ เช่น ไทรอยด์ หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และบางอาการที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น หายใจติดขัด หรืออาการแพ้ที่รุนแรง

การป้องกันลมพิษ

สามารถบรรเทาและป้องกันลมพิษได้ด้วยตัวเอง ที่สำคัญคือ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ที่ได้ทราบจากการวินิจฉัยโดยแพทย์ หรือการหมั่นสังเกตตัวเองและจดบันทึกอย่างสม่ำเสมอเพื่อจะได้ทราบถึงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดลมพิษ ซึ่งจะทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยถึงสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงระมัดระวังในการรับประทานยาต่าง ๆ เช่น ยาปฏิชีวนะ เพราะเป็นอีกสิ่งที่อาจไปกระตุ้นให้เกิดลมพิษได้

ทริคการเข้าห้องน้ำอย่างไรให้ปลอดภัย

ห้องน้ำสาธารณะเป็นสถานที่ที่มีคนใช้ร่วมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งการขับถ่ายของเสียทั้งหนักและเบาอาจทำให้เชื้อโรคปนเปื้อนตามของใช้ต่าง ๆ ห้องน้ำสาธารณะที่ขาดการดูแลอย่างเหมาะสมก็อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ หลายคนจึงกังวลเรื่องการติดเชื้อ โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากอวัยวะเพศและท่อปัสสาวะเป็นส่วนที่เสี่ยงต่อการสัมผัสกับเชื้อโรคมาจากห้องน้ำสาธารณะมากที่สุด

เครดิตฟรี

ไม่เพียงแต่ชักโครกเท่านั้นที่เป็นแหล่งรวมเชื้อโรค แต่ส่วนอื่น ๆ ในห้องน้ำ อย่างลูกบิดประตูและก๊อกน้ำ ก็อาจเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคและทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้เช่นกัน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงและข้อเท็จจริงของการติดเชื้อจากห้องน้ำสาธารณะ พร้อมแชร์เทคนิคง่าย ๆ ในการใช้ห้องน้ำสาธารณะได้ปลอดภัยมากขึ้น

เข้าห้องน้ำสาธารณะเสี่ยงต่อโรคติดต่อจริงหรือไม่?
แม้ไม่ต้องอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หลายคนคงทราบดีว่าห้องน้ำสาธารณะเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรค ซึ่งการติดเชื้อโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นหนึ่งสิ่งที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับการใช้ห้องน้ำสาธารณะ โดยเฉพาะห้องน้ำที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างเหมาะสม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากการใช้ห้องน้ำร่วมกันนั้นเกิดได้น้อยมาก

จากผลของการศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือ STIs (Sexual Transmitted Infections) อย่างหนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส เริม เอชพีวี เอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบเอและบี และการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ไม่สามารถติดต่อผ่านการใช้ห้องน้ำร่วมกันได้ ดังนั้น ผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางและต้องใช้ห้องน้ำสาธารณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็อาจสบายใจขึ้นในระดับหนึ่ง

แม้ว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่มักไม่ติดต่อผ่านการใช้ห้องน้ำร่วมกัน แต่พยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) อาจเป็นหนึ่งในข้อยกเว้น เพราะพยาธิอาจติดต่อผ่านการสัมผัสจากฝารองนั่งที่เปียกชื้นและสกปรก และสามารถพบในเพศชายได้ด้วย

พยาธิในช่องคลอดอาจทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง อักเสบบริเวณอวัยวะเพศ รู้สึกเจ็บปวดขณะปัสสาวะ ตกขาวมีกลิ่นเหม็นคาวและมีสีที่เปลี่ยนไปในเพศหญิง มีหนองหรือของเหลวไหลจากท่อปัสสาวะในเพศชาย หากมีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์เพื่อรักษา เพราะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยและรักษาให้หายได้

สล็อต

สิ่งที่ควรใส่ใจเมื่อต้องเข้าห้องน้ำสาธารณะ
การเช็ดทำความสะอาดฝารองนั่งก่อนใช้ห้องน้ำสาธารณะเป็นสิ่งที่หลายคนทำเป็นปกติ และมักจะมีพนักงานทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ แต่สิ่งที่ควรระวังมากกว่านั้น คือ สิ่งสกปรกใต้ฝารองนั่งที่พนักงานอาจทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง โดยผู้ชายอาจเสี่ยงต่อเชื้อโรคที่ติดมากับมือได้จากการยกฝารองนั่งขึ้นเพื่อปัสสาวะ และแม้ว่าห้องน้ำจะดูสะอาด ไม่มีรอยเปื้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่

ไม่เพียงการสัมผัสกับฝารองนั่งที่เสี่ยงต่อการสัมผัสกับเชื้อโรค แต่ส่วนอื่น ๆ ในห้องน้ำก็อาจมีเชื้อโรคได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นที่กดชักโครก ลูกบิด สายชำระ หรือราวจับในห้องน้ำ ซึ่งหากไม่ได้ล้างมือด้วยสบู่อย่างเหมาะสมแล้วนำมือนั้นมาหยิบอาหารรับประทานหรือไปสัมผัสกับเยื่อบุตา จมูก ใบหน้า ก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ ส่วนมากเชื้อโรคที่อาจได้รับจากการใช้ห้องน้ำมักมากับอุจจาระ คือ เชื้อซาลโมเนลล่า (Salmonella) ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ปวดท้อง และมีไข้

นอกจากนี้ การกดชักโครกและการใช้สายชำระแต่ละครั้งอาจทำให้เกิดการกระเซ็นของน้ำในชักโครก ทำให้เกิดละอองน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคลอยฟุ้งในอากาศและติดตามพื้นผิวที่อยู่ใกล้เคียงได้ ดังนั้น การล้างมือหลังเข้าห้องน้ำอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ อีกทั้งผู้ที่เป็นโรคหืดและโรคภูมิแพ้ยังอาจเสี่ยงต่อการสัมผัสกับเชื้อราภายในห้องน้ำ ซึ่งอาจไปกระตุ้นอาการของโรคให้กำเริบได้ด้วย

เข้าห้องน้ำสาธารณะอย่างไรให้ปลอดภัย
การระมัดระวังและการดูแลความสะอาดเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ควรละเลยในการใช้ห้องน้ำสาธารณะ เพื่อลดการสัมผัสกับเชื้อโรคให้ได้มากที่สุด สามารถทำตามคำแนะนำได้ดังนี้

สล็อตออนไลน์

  1. ทำความสะอาดฝารองนั่งก่อนใช้ทุกครั้ง บางสถานที่อาจมีแอลกอฮอล์ทำความสะอาดไว้ให้ใช้ แต่หากไม่มี ควรพกกระดาษชำระที่มีสารฆ่าเชื้อโรคและใช้เช็ดก่อนนั่งเสมอ
  2. พกกระดาษชำระติดตัวเสมอเพื่อใช้สัมผัสพื้นผิวในห้องน้ำ เช่น ลูกบิดประตูและที่กดชักโครก
  3. ล้างมือด้วยสบู่และน้ำเปล่าอย่างน้อย 20 วินาทีทุกครั้งหลังใช้ห้องน้ำ เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมากับมือ
  4. หลังล้างมือควรใช้กระดาษที่แห้งและสะอาดในการซับมือ หากใช้เครื่องเป่ามือ ควรระมัดระวังไม่ให้มือสัมผัสกับพื้นผิวของอุปกรณ์
  5. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำจากสาเหตุต่าง ๆ ควรเลี่ยงการใช้ห้องน้ำสาธารณะ หากจำเป็นต้องใช้ก็ควรเลือกห้องน้ำที่สะอาดและระมัดระวังในการใช้ เพราะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง

เพียงเท่านี้ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรค ทั้งบริเวณอวัยวะเพศและมือ อย่างไรก็ตาม ควรไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติ อย่างคัน ระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ ตกขาวมีกลิ่น รู้สึกเจ็บปวดขณะปัสสาวะ หรือมีไข้

jumboslot

เรามีข้อแนะนำบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ห้องสุขาในที่สาธารณะ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะไม่คาดคิดหรือไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งมี 10 ข้อนี้ ดังต่อไปนี้

  1. เข้าห้องแรกสะอาดกว่า

หลายคนชินกับการเลือกใช้ห้องน้ำซึ่งอยู่ห่างจากประตู ฉะนั้น ห้องแรก จึงเป็นห้องที่มีคนใช้น้อยที่สุด จึงสะอาดกว่าห้องอื่นๆ

  1. อย่าวางของลงบนพื้น

พื้นห้องน้ำเต็มไปด้วยสิ่งปสกปรกจากรองเท้าของคนมากหน้าหลายตา หากเผลอวางกระเป๋าหรือถุงสัมภาระลงไปบนพื้นล่ะก็ รับรองว่าสิ่งสกปรกได้เข้าไปอยู่ในนั่นแน่ๆ

  1. ใช้แผ่นแปะฝานั่ง

หากวันไหนได้ไปห้างสรรพสินค้า ลองถามหาแผ่นแปะฝารอง หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในวางบนที่นั่งโครกแบบใช้แล้วทิ้ง มันลดการสัมผัสกับแบคทีเรีย ซึ่งวิธีนี้ดีมากๆ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

  1. ปกป้องนิ้วจากปุ่มล้าง

เชื่อหรือไม่ว่า ปุ่มกดล้างหลังจากทำธุระเสร็จนั้น เต็มไปด้วยจุลินทรีย์และสิ่งสกปรกจากนิ้วของคนที่ใช้ก่อนหน้าเป็นสิบๆ ดังนั้น ให้ใช้ทิชชู่พันนิ้วก่อน แล้วค่อยกดปุ่มจะดีกว่า

  1. ฟอกสบู่ 20 วินาที

การฟอกสบู่อย่างร้อย 20 วินาที เป็นการฆ่าเชื้อโรคได้ดีที่สุด

slot

  1. เช็ดมือด้วยผ้าขนหนูกระดาษ

Paper Towel (เพเพอร์ ทาวเวิล) หรือ ผ้าขนหนูกระดาษ ที่ติดไว้บริเวณอ่างล้างมือ ควรดึงมาใช้เช็ดมือให้แห้งเสมอ เพราะเชื้อแบคทีเรียจะเจริญเติบโตในที่ที่มีความอับชื้น

  1. ใช้ทิชชู่เปิดประตู

ลูกบิดประตูในห้องน้ำ ตั้งประตู่ใหญ่รวมไปถึงประตู่ห้องน้ำเต็มไปด้วยแบคทีเรียจากการใช้งานทั้งวัน เพียงนำทิปชชู่ห่อลูกบิดเอาไว้ เมื่อเปิดแล้วให้ทิ้งกระดาษทันที เพื่อป้องกันเชื้อโรคสัมผัสกับมือของคุณ

  1. ใช้เจลทำความสะอาด

ใช้เจลทำความสะอาด มีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนที่เดินทางในที่สาธารณะ ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ สามารถหาซื้อได้ในร้านขายยาและซุปเปอร์มาร์เก็ต

  1. พกทิชชู่เปียก

ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งคุณจะเจอกับห้องน้ำที่ไม่มีทิชชู่ ดังนั้น ควรพกทิชชู่เปียกติดตัวไว้ในกระเป๋าเสมอ

  1. ทำตัวเป็นกระบอกเสียง

การทำตัวเป็นกระบอกเสียงถึงผู้บริหารกรณีเจอห้องน้ำสกปรก อาจจะดูเรื่องมากไปสักนิด แต่เชื่อเถอะว่ามันมีประโยชน์ต่อตัวคุณเองและคนอื่นๆ ในการใช้บริการครั้งต่อไป

สำหรับคุณแม่ท่านใดที่พาคุณลูกลูกไปยังที่สาธารณะ ควรพกน้ำยาทำความสะอาด หรือผ้าอ้อมไว้รองเบาะเปลี่ยนผ้าอ้อมในห้องน้ำ เพื่อแบคทีเรียจะได้ไม่ไปสัมผัสกับผิวอันบอบบางของลูกๆ

วิธีแก้อาการเบื่อบ้าน

แต่ก่อนจะปฏิบัติตามเคล็ดลับดี ๆ ด้านล่าง ลองมาทำความรู้จัก Cabin Fever หรืออาการเบื่อบ้านกันก่อน ตามปกติแล้ว Cabin Fever เป็นอารมณ์ในแง่ลบและความรู้สึกเป็นทุกข์หรือกังวลใจที่เกิดขึ้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยว รู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก โดยเฉพาะในช่วง COVID-19https://www.pobpad.com/โควิด-19-covid-19 ที่บีบให้เราต้องเว้นระยะห่างทางสังคมหรือกักตัวเองอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลานาน

เครดิตฟรี

โดยอาการเบื่อบ้านนี้ มักจะแย่กว่าความรู้สึกเบื่อหน่ายทั่วไป เช่น รู้สึกเบื่อมากจนกระสับกระส่าย แรงกระตุ้นในการทำสิ่งต่าง ๆ ลดน้อยลง หงุดหงิดง่าย รู้สึกสิ้นหวัง ซึมเศร้า ความอดทนต่ำ ไม่มีสมาธิ มีปัญหาด้านการนอนหลับหรือตื่นยากขึ้น แม้อาการเบื่อบ้านจะไม่ถูกจัดเป็นโรคความผิดปกติทางจิต แต่ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องจริง และภาวะ Cabin Fever ยังส่งผลเราทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ยากลำบากมากขึ้นด้วย

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า Cabin Fever ไม่ถือว่าเป็นโรค จึงไม่มีแนวทางการรักษาที่เฉพาะ แต่เราอาจลดอาการเบื่อบ้านและรักษาสุขภาพจิตให้ดีขึ้นด้วยเคล็ดลับดังต่อไปนี้

ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างตรงเวลาและเป็นกิจวัตร
กิจกรรมที่ว่านี้เริ่มต้นตั้งแต่การตื่นนอน การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 3 มื้อ การทำงานบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมายจากบริษัท การออกกำลังกาย และการเข้านอน หากเราทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามตารางเวลาที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ นอกจากจะเพิ่มพูนความภาคภูมิใจจากความสำเร็จเล็ก ๆ ในแต่ละวันแล้ว ยังช่วยลดความกังวลลดให้น้อยลง มีสุขภาพที่ดีขึ้น และไม่ต้องมานั่งคิดให้ปวดหัวว่าเราจะทำอะไรต่อไปดี

ติดต่อคนรอบข้างผ่านเทคโนโลยี
เนื่องจากเรายังไม่สามารถออกไปพบปะหรือไปมาหาสู่คนที่เรารักได้ 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนอย่างเก่า เทคโนโลยีจึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้ได้พูดคุยกับพวกเขาได้บ่อย ๆ ให้หายคิดถึงและไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป โดยอาจเลือกการพูดคุยหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันผ่านโทรศัพท์หรือวิดีโอคอล เพื่อให้ได้เห็นใบหน้าอีกฝ่ายชัด ๆ หรือจะใช้การติดต่อที่เบสิคอย่างการเขียนจดหมายหากันก็ดูคลาสสิกไปอีกแบบ

หางานอดิเรกใหม่ ๆ หรือกิจกรรมที่ชอบ
จงทำให้ตัวเองยุ่งด้วยกิจกรรมที่เราชอบหรือสนใจ เช่น เรียนภาษาที่ 3 ทำอาหาร ถ่ายภาพ วาดรูป เล่นดนตรี ฝึกนั่งสมาธิ หรือเรียนโยคะ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เรารู้สึกว่าเวลาจะผ่านไปเร็วขึ้นโดยไม่เปล่าประโยชน์ ได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ แถมยังขจัดความเบื่อหน่าย ลดอาการ Cabin Fever ไปในตัวด้วย

สล็อต

ออกกำลังกายเป็นประจำ
จากงานจัยจำนวนหนึ่งชี้ให้เห็นว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิกซึ่งก็คือการออกกำลังกายที่ใช้อากาศหรือออกซิเจนในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนในร่างกาย อย่างการวิ่ง การว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยานอยู่กับที่ อาจเทียบได้กับยารักษาโรคซึมเศร้า เนื่องจากช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นโดรฟินที่ทำให้รู้สึกดี ลดอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า และช่วยให้อาการนอนไม่หลับดีขึ้นด้วย โดยควรใช้เวลาอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีการออกกำลังกายแบบเพิ่มกล้ามเนื้อที่ได้ผลเช่นกัน เช่น วิดพื้น ท่าสควอช ท่าเบอร์พี ท่าลันจ์ ท่าแพลงค์ เป็นต้น

เสพสื่อและใช้เวลากับหน้าจอโทรศัพท์ให้น้อยลง
เราอาจไม่รู้ตัวเลยว่า การใช้เวลาดูละคร ซีรีส์ ข่าว การใช้โซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งการเล่มเกมติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลเสียกับเรามากกว่าที่คิด โดยมีการศึกษาพบว่า พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้เราซึมเศร้าและสิ้นหวัง เพราะอาจนำชีวิตของตัวเองไปเปรียบเทียบกับชีวิตของคนอื่นที่มักแสดงด้านดี ๆ และด้านที่มีความสุข จนเราเองรู้สึกว่าตนเองนั้นต่ำต้อย ไม่มีคุณค่า และเกิดความวิตกกังวลขึ้นมา การใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้ให้น้อยลงหรืออยู่กับมันเพียงวันละ 2 ชั่วโมง จึงช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้

ออกไปนอกบ้านดูบ้าง
มีงานวิจัยกล่าวว่า การทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกไปนอกบ้านจะช่วยให้จิตใจผ่องใส บรรเทาความเครียด นอนหลับได้ดีขึ้น และยังพัฒนาการทำงานของสมองด้วย แม้ในช่วงการระบาดของโรคเช่นนี้ การออกไปนอกบ้านอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีมากนัก แต่เราก็สามารถป้องกันตนเองได้โดยการสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยแอลกอฮอล์บ่อย ๆ เลือกสถานที่ที่คนไม่พลุ่กพล่าน แออัด หากยังกังวลก็อาจลองเปิดหน้าต่างรับอากาศบริสุทธิ์ในยามเช้าหรือลองปลูกต้นไม้ที่ชอบไว้ตามระเบียง เท่านี้อาการเบื่อบ้านก็อาจหายไปได้

สล็อตออนไลน์

อย่างไรก็ตาม บางครั้งความรู้สึกด้านลบเหล่านี้อาจรุนแรงมากขึ้นจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน บางกรณีจึงจำเป็นต้องไปปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดเพิ่มเติม เนื่องจากการใช้ยาหรือการรักษาด้วยวิธีอื่นอาจมีประสิทธิภาพและเหมาะสมมากกว่าจะจัดการความรู้สึกเบื่อที่ไม่ธรรมดานี้ด้วยตนเอง โดยในช่วงการระบาดของโรค COVID-19 ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเมื่อต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาลหรือภายนอกบ้าน เราสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่สายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิตได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่เบอร์ 1323

ตามปกติแล้ว การฉีดวัคซีนจะช่วยสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของอาการหรือการเกิดภาวะแทรกซ้อนหากเกิดการติดเชื้อขึ้น ซึ่งวัคซีนโควิด-19 ก็เหมือนวัคซีนชนิดอื่นที่ช่วยให้เซลล์สร้างระบบภูมิคุ้มกันจดจำและต่อสู้กับเชื้อโรค แต่ก่อนที่จะเราจะได้รับวัคซีนนั้น บทความนี้จะชวนทุกคนมาทำความเข้าใจถึงข้อมูลต่าง ๆ ของวัคซีนโควิด-19 กันมากขึ้น

Ampoules,With,Covid-19,Vaccine,On,A,Laboratory,Bench.,To,Fight

รู้จักวัคซีนโควิด-19 ก่อนใช้จริง
ปัจจุบันทั่วโลกมีการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 มากมายและอยู่ในระยะการทดลองที่แตกต่างกัน ในปัจจุบันวัคซีนโควิด-19 ที่รู้ประสิทธิภาพจากการทดสอบทางคลินิกและเริ่มนำมาใช้บ้างแล้วในบางประเทศ คือ วัคซีน BNT162b2 จากบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) และวัคซีน mRNA-1273 จากบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) ที่เป็นวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) โดยเป็นการฉีดสารพันธุกรรมที่เรียกว่าเอ็มอาร์เอ็นเอเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างโปรตีนคล้ายกับโปรตีนของไวรัสเพื่อกระตุ้นภูมิต้านทานในร่างกายของเรา

นอกจากนี้ ยังมีวัคซีน ChAdOx1 nCoV-19 (AZD1222) จากบริษัทแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นวัคซีนที่พัฒนาขึ้นจากเชื้อไวรัสที่ก่อโรคในลิงชิมแปนซี (Chimpanzee Adenovirus-Vectored) และวัคซีน CoronaVac จากบริษัทซิโนแวค (Sinovac) ที่เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย โดยเป็นการนำเชื้อก่อโรคที่เพาะขึ้นใหม่แล้วทำให้ตายหรือไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้มาทำเป็นวัคซีน

jumboslot

จากการทดลองประสิทธิภาพวัคซีนของแต่ละบริษัทนั้นแตกต่างกันไป ดังนี้

วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ 95 เปอร์เซ็นต์
วัคซีนของบริษัทโมเดอร์นา มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ 94.1 เปอร์เซ็นต์
วัคซีนของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ 70 เปอร์เซ็นต์
วัคซีนของบริษัทซิโนแวค อยู่ในระหว่างการรอผลการศึกษาที่ชัดเจนในระยะที่ 3 จึงยังต้องรอการสรุปประสิทธิภาพของวัคซีนอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวัคซีนบางตัวผ่านการทดสอบประสิทธิภาพแล้ว แต่ยังคงต้องมีการทดลองต่อไป โดยจะมีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของวัคซีนในระยะยาวเช่นเดียวกันกับวัคซีนตัวอื่น ๆ ที่ยังอยู่ระหว่างการทดสอบระยะสุดท้ายก่อนนำมาใช้จริง

จากการแถลงของกระทรวงสาธารณสุขในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 เผยว่าประเทศไทยจะนำเข้าเข้าวัคซีนจากบริษัทซิโนแวคในช่วงเดือนกุมภาพันธ์‒เดือนเมษายน พ.ศ. 2564 และได้มีแผนจะนำเข้าวัคซีนของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าด้วยเช่นกัน โดยจะสามารถส่งมอบได้ภายในปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564 ทั้งนี้ วัคซีนโควิด-19 ทุกชนิดจะต้องได้รับการอนุมัติและขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรืออย. ก่อนการนำเข้าประเทศไทย เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน

วัคซีนโควิด-19 เหมาะสำหรับใครบ้าง ?
กระทรวงสาธารณสุขได้มีการจัดกลุ่มผู้ที่ควรได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรก คือ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทั้งภาครัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด-19 ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวบางโรค อย่างความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง โรคอ้วน โรคหืด โรคปอด โรคตับหรือโรคไตวายเรื้อรัง

slot

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้แก่ ผู้ที่อาการแพ้อย่างรุนแรงต่อส่วนผสมในวัคซีน ผู้ป่วยที่อยู่ในระหว่างการรักษาตัวด้วยวิธีที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ที่มีอาการป่วยรุนแรงและมีไข้สูงในวันที่จะฉีดวัคซีน สำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ผู้ที่กำลังให้นมบุตร และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องนั้นยังไม่สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการทดสอบความปลอดภัยในการใช้วัคซีน

ขั้นตอนการวิจัยและความปลอดภัยของวัคซีนโควิด-19
วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่จะนำมาใช้นั้นเป็นวัคซีนที่ผ่านการวิจัยอย่างละเอียดถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการวิจัยจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเพื่อทดสอบความปลอดภัย ปริมาณของวัคซีน การเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงและการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน โดยจะทดสอบกับอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี จำนวน 20–100 คน
ระยะที่ 2 เป็นการทดสอบเพื่อสังเกตถึงผลข้างเคียงที่พบได้มากหลังการฉีดวัคซีน การตอบสนองของร่างกายและความเป็นไปได้ในการป้องกันโรค โดยจะทดสอบกับอาสาสมัครจำนวนหลายร้อยคน
ระยะที่ 3 เป็นการทดสอบเพื่อเปรียบเทียบการติดเชื้อระหว่างผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนและผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนในวงกว้างขึ้น และทำการทดสอบประสิทธิภาพในการป้องกันโรค หากพบว่าวัคซีนมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีประโยชน์มากกว่าเมื่อเทียบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หลังจากนี้ วัคซีนจะได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา
ระยะที่ 4 องค์การอาหารและยาจะสังเกตความปลอดภัยหลังการรับรองวัคซีนหลังจากมีการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน และนักวิจัยจะต้องเก็บข้อมูลในระยะยาว
ในปัจจุบัน เท่าที่มีรายงานผู้ที่มีผลข้างเคียงอย่างรุนแรงต่อการได้รับวัคซีนยังพบได้น้อย แต่การฉีดวัคซีนโควิด-19 ก็อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรงหลังเข้ารับการฉีดเข็มแรกหรือเข็มที่สองได้ ได้แก่ อาการปวด บวมหรือแดงในบริเวณที่ฉีด มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น หรือปวดบริเวณข้อต่าง ๆ

ทริคสำหรับผู้ชายหลั่งเร็ว

การยืดระยะเวลาการมีเพศสัมพันธ์ให้นานขึ้นอาจทำได้หลายวิธี ทั้งการดูแลตนเอง การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ การศึกษาวิธีหรือเทคนิคบางอย่าง ไปจนถึงการเลือกใช้ถุงยาง ซึ่งในบทความนี้ได้รวมเคล็ดลับที่อาจช่วยยืดระยะเวลากิจกรรมบนเตียงให้นานขึ้น พร้อมทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการหลั่งเร็วมาให้ศึกษากัน

เครดิตฟรี

วิธีการมีเพศสัมพันธ์ให้นาน

ทำความเข้าใจค่าเฉลี่ยของจุดสุดยอด
ข้อมูลจากการศึกษาชิ้นหนึ่งที่วัดผลของเวลาในการมีเพศสัมพันธ์และการถึงจุดสุดยอด (Orgasm) ในผู้ชายพบว่า ระยะเวลาเฉลี่ยในการถึงจุดสุดยอดนั้นอยู่ที่ 5.4 นาที จึงอาจเรียกได้ว่าระยะเวลานี้อาจเป็นค่าเฉลี่ยทั่วไปในผู้ที่ไม่ได้มีโรคหรือปัญหาสุขภาพ แต่ในความเป็นจริงมีคนจำนวนไม่น้อยต้องการช่วงเวลาแห่งความสุขมากกว่า 5.4 นาที แม้การวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะพบค่าเฉลี่ยนี้ก็ตาม

ผู้ที่มีปัญหาหลั่งเร็วในรูปแบบของความผิดปกติมักจะมีลักษณะ เช่น ถึงจุดสุดยอดด้วยการถูกกระตุ้นเพียงเล็กน้อยหรือเกิดการหลั่งในระยะเวลาไม่ถึง 1 นาที เกิดความรู้สึกผิดหรือหงุดหงิดเมื่อไม่สามารถควบคุมการหลั่งได้ พยายามทำวิธีต่าง ๆ เพื่อชะลอการหลั่งแต่ไม่สำเร็จ ปัญหาหลั่งเร็วในรูปแบบนี้อาจส่งผลให้เกิดความเครียดและทำให้ความต้องการทางเพศลดต่ำลงได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจากโรคและส่งผลกระทบต่อชีวิตรักหรือเซ็กส์ได้

วิธีการมีเพศสัมพันธ์ให้นานขึ้น
การหลั่งเร็วเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ไลฟ์สไตล์ น้ำหนักตัว อาหารการกิน ไปจนถึงปัญหาสุขภาพ ในเบื้องต้นการลองควบคุมปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาหลั่งเร็วได้ ซึ่งอาจลองทำตามวิธีต่อไปนี้

  1. ควบคุมน้ำหนัก
    น้ำหนักเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพหลายด้าน รวมทั้งสุขภาพเพศด้วย เพราะน้ำหนักตัวที่มากเกินและโรคอ้วนอาจนำมาซึ่งอาการหลั่งเร็วได้ มีการศึกษาพบว่าโรคที่มักมาพร้อมกับโรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกินล้วนแต่เพิ่มความเสี่ยงของภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction) เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และภาวะความดันโลหิตสูง เป็นต้น

โรคเหล่านี้จะส่งผลต่อการไหลเวียนเลือด ความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ไปจนถึงการทำงานของเส้นประสาท ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศไม่เพียงแต่ทำให้หลั่งเร็ว แต่ยังอาจทำให้ความต้องการทางเพศลดลง และทำให้เกิดอาการนกเขาไม่ขันด้วย ดังนั้น จึงควรควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อลดระดับไขมันในร่างกายที่เป็นสาเหตุ ร่วมกับการรักษาโรคประจำตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาอาการหรือลดความเสี่ยงของปัญหาเหล่านี้

สล็อต

  1. ออกกำลังกาย
    การออกกำลังกายเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาหลั่งเร็วในหลาย ๆ ด้าน เพราะการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมอาจช่วยในการควบคุมน้ำหนักและลดไขมันส่วนเกินภายในร่างกาย โดยจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น ในแง่ของงานวิจัยก็พบการศึกษาที่สนับสนุนว่าการออกกำลังกายเป็นประจำอาจช่วยลดความเสี่ยงของการหลั่งเร็วได้ และช่วยให้สมรรถภาพทางเพศด้านอื่นดีขึ้นด้วย

นอกจากนี้ การออกกำลังกายแบบ Kegel Exercise หรือการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอาจช่วยเพิ่มระยะเวลาการมีเพศสัมพันธ์ให้นานขึ้นได้ เพราะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานนั้นอยู่บริเวณทวารหนักและอวัยวะเพศ ซึ่งเชื่อกันว่าเมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้มีความแข็งแรงก็อาจช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ อย่างการแข็งตัวของอวัยวะเพศและช่วยให้ควบคุมการหลั่งได้ดีขึ้น โดยการออกกำลังกายแบบ Kegel Exercise มีลักษณะและวิธีฝึก ดังนี้

การออกกำลังกายท่านี้สามารถทำได้ระหว่างนั่ง ยืน และนอน
ขั้นแรกให้เกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่อยู่บริเวณรอบ ๆ อวัยวะเพศและทวารหนัก บางคนอาจเรียกการเกร็งกล้ามเนื้อส่วนนี้ว่าการขมิบ
เกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานค้างไว้ 3 วินาที จากนั้นคลายออกพัก 3 วินาที และเริ่มทำใหม่ โดยทำทั้งหมด 10 ครั้งต่อรอบ และทำ 3 รอบต่อวัน
ระหว่างการเกร็งกล้ามเนื้อ ควรรักษาการหายใจให้สม่ำเสมอและพยายามเกร็งกล้ามเนื้อส่วนดังกล่าว โดยไม่ให้กล้ามเนื้อส่วนอื่นเกร็งไปด้วย
วิธีนี้อาจเห็นผลเมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงหรือทำคล่องขึ้นอาจเพิ่มจำนวนครั้ง จำนวนรอบ หรือระยะเวลาในการทำให้นานขึ้นเพื่อเพิ่มความแข็งแรง

  1. ฝึกควบคุมการหลั่ง
    ในภาษาอังกฤษมีคำว่า Edging เป็นคำที่ใช้เรียกวิธีควบคุมการถึงจุดสุดยอด หรือรู้จักกันอีกชื่อว่าเทคนิค Start-Stop โดยลักษณะของ Edging คือการช่วยตัวเองหรือการมีเพศสัมพันธ์ แต่เมื่อใกล้ถึงจุดสุดยอดให้หยุดช่วยตัวเองหรือหยุดมีเพศสัมพันธ์เพื่อไม่ให้เกิดการหลั่ง รอจนกระทั่งความรู้สึกดังกล่าวหายไปและทำแบบนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งไม่สามารถควบคุมได้

สล็อตออนไลน์

การฝึกควบคุมการหลั่งจะช่วยให้สมองและร่างกายทนต่อการสัมผัสและอารมณ์ทางเพศได้นานขึ้น เมื่อฝึกเป็นประจำจึงอาจเพิ่มระยะเวลาเพศสัมพันธ์ให้นานขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ควรทำอย่างเหมาะสมและควรใช้สารหล่อลื่นในการทำ Edging เพื่อป้องกันการเสียดสีหรือบาดเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ

  1. ปรับมุมมองเกี่ยวกับเซ็กส์
    บางคนอาจมีความคิดหรือภาพจำเกี่ยวกับการมีเซ็กส์ว่าต้องดุเดือดถึงจะเป็นที่ประทับใจของคู่นอน ทำให้การมีเพศสัมพันธ์ครั้งนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วและสิ้นสุดลงเร็วเช่นเดียวกัน แน่นอนว่ากิจกรรมทางเพศสัมพันธ์อาจไม่ต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป หากรู้ว่าตนเองมีปัญหาเกี่ยวกับการหลั่ง ควรรู้จักการมีเพศสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไปหรือใช้วิธีอื่นนอกจากการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่

หากอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ชายควรรู้คือ ผู้หญิงบางคนอาจถึงจุดสุดยอดติดต่อกันได้หลายครั้ง ในขณะที่ผู้ชายส่วนใหญ่ถึงจุดสุดยอดได้เพียงครั้งเดียว ดังนั้น เพื่อทดแทนการสอดใส่ฝ่ายชายอาจเพิ่มสีสันด้วยการทำออรัลเซ็กส์ การใช้นิ้ว หรือการเล้าโลมวิธีอื่นในระหว่างการทำกิจกรรมแล้วค่อยสอดใส่หลังจากนั้น ซึ่งอาจช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันได้นานขึ้น

  1. ควบคุมอารมณ์
    ความตื่นเต้นเป็นอีกหนึ่งอารมณ์ที่ทำให้การมีเพศสัมพันธ์นั้นสนุกมากยิ่งขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความตื่นเต้นระหว่างมีเพศสัมพันธ์สามารถกระตุ้นให้ร่างกายและสมองตื่นตัวจนทำให้ถึงจุดสุดยอดได้รวดเร็วขึ้น ด้วยเหตุนี้ บางคนอาจลองควบคุมความคิดและอารมณ์ไม่ให้ไปโฟกัสกับการมีเซ็กส์มากจนเกินไป เพื่อเลี่ยงการถูกกระตุ้น โดยเบี่ยงเบนความรู้สึกเกี่ยวกับเซ็กส์และความตื่นเต้นไปนึกถึงเรื่องอื่น ๆ แทน อย่างอาหาร กีฬา หรือแม้แต่การเรียน เพื่อลดความรู้สึกระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
    การได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ร่างกายทำงานได้ปกติ โดยมีสารอาหารบางชนิดที่อาจช่วยเสริมการทำงานและลดความเสี่ยงความผิดปกติเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายได้ จากการศึกษาพบว่าสังกะสีหรือซิงค์มีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างเทสโทสเทอโรน (Testosterone) หรือฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้ส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศโดยตรง

jumboslot

ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีสังกะสีเป็นส่วนประกอบเป็นประจำก็อาจช่วยเพิ่มฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนและลดความเสี่ยงของภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่มีสาเหตุจากการขาดฮอร์โมนเพศชายได้ นอกจากนี้ แร่ธาตุแมกนีเซียมก็มีส่วนในระบบสืบพันธุ์และสมรรถภาพทางเพศเช่นกัน หลายคนอาจเคยได้ยินว่าการรับประทานหอยนางรมอาจช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศได้ ซึ่งหอยนางรมเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม

สังกะสีและแมกนีเซียมอาจหาได้จากอาหาร เช่น ถั่ว ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช ธัญพืช และผักบางชนิด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลายเพื่อสุขภาพโดยรวมที่ดี หากต้องการใช้อาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ถึงความจำเป็นและความปลอดภัยในการใช้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว

  1. ช่วยตัวเองก่อนมีเพศสัมพันธ์
    หนึ่งในสาเหตุของปัญหาหลั่งเร็วอาจเป็นเพราะว่าไม่ได้ทำกิจกรรมทางเพศเป็นเวลานาน เมื่อมีเพศสัมพันธ์ร่างกายจึงไวต่อการสัมผัสและมีอารมณ์ทางเพศที่พุ่งสูงขึ้นจึงอาจกระตุ้นให้ร่างกายถึงจุดสุดยอดอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การช่วยตัวเองก่อนการมีเพศสัมพันธ์ 1–2 ชั่วโมงจึงเป็นอีกวิธีการมีเพศสัมพันธ์ให้นานขึ้นอีกวิธีหนึ่ง

slot

  1. เลือกถุงยางชนิดหนา
    หลายคนอาจคุ้นเคยกับถุงยางชนิดบางเฉียบที่ให้สัมผัสแบบธรรมชาติเหมือนไม่ได้ใส่ แต่การใช้ถุงยางลักษณะนี้อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาการหลั่งเร็วสักเท่าไหร่ เพราะอาจทำให้เวลาของกิจกรรมบนเตียงลดน้อยลงไปอีก ผู้ที่มีปัญหาหลั่งเร็วอาจลองใช้ถุงยางชนิดหนาแทน เพราะจะช่วยลดสัมผัสบริเวณอวัยวะและชะลอการหลั่งได้ อีกทั้งถุงยางบางชนิดยังมีสารชะลอการหลั่งที่ช่วยลดการไวต่อสัมผัสด้วย

ปัจจุบันยังมีเทคนิคและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่อาจช่วยยืดระยะเวลาในการมีเพศสัมพันธ์ได้ เช่น ครีมที่มีสารชะลอการหลั่งสำหรับทาบริเวณอวัยวะเพศโดยตรง หรือยาที่ช่วยให้มีเพศสัมพันธ์ได้นานขึ้น เป็นต้น แต่เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เพราะผลิตภัณฑ์เสริมสมรรถภาพทางเพศจำนวนไม่น้อยมีจำหน่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ตโดยที่ไม่ได้ผ่านการรับรองหรือมีรายละเอียดที่แน่ชัด

สุดท้ายนี้ เคล็ดลับเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการมีเพศสัมพันธ์ให้นานขึ้น หากลองทำตามแล้วปัญหาดังกล่าวยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

ข่าวสารเกี่ยวกับวัคซีนโควิด19

ขณะนี้ ประเทศไทยอยู่ระหว่างขั้นตอนในการผลิตและจัดหาวัคซีนโควิด-19 เพื่อให้เพียงพอและครอบคลุมต่อจำนวนประชากรไทย ทั้งนี้ เชื่อว่าหลายคนอาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 จากการรับข่าวสารหลายแหล่งที่ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง บทความนี้จึงได้รวบรวมคำถามและคำตอบที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 มาฝากกัน

เครดิตฟรี

ถาม-ตอบเรื่องวัคซีนโควิด-19
ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ที่ยังไม่แน่ชัด ทั้งเรื่องประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของวัคซีน รวมทั้งการดูแลตนเองหลังได้รับวัคซีน ซึ่งอาจสร้างความสับสนและความเข้าใจผิด ข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นคำตอบที่ช่วยคลายความสงสัยให้คุณได้

  1. ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 จำเป็นต้องได้รับวัคซีนโควิด-19 อีกหรือไม่
    ร่างกายของผู้ที่ได้รับเชื้อโควิด-19 สามารถสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ (Natural Immunity) ขึ้นได้ แต่ยังไม่มีผลการศึกษายืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าภูมิคุ้มกันนี้สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ซ้ำในภายหลัง เนื่องจากภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน และสันนิษฐานว่าภูมิคุ้มกันนี้มักไม่สามารถอยู่ในร่างกายได้นาน จึงอาจต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต

แม้จำนวนการติดเชื้อซ้ำของผู้ป่วยโควิด-19 จะพบได้น้อย และมักไม่พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อซ้ำหลังการติดเชื้อครั้งแรกภายในระยะเวลา 90 วัน แต่นักวิทยาศาตร์เชื่อว่าการฉีดวัคซีนอาจให้ประสิทธิภาพการป้องกันโควิด-19 ได้ดีกว่าภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ดังนั้น ทุกคนจึงควรได้รับวัคซีนแม้จะเป็นผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน เพื่อป้องกันตัวเองและคนรอบข้างจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ที่มีอาการของโควิด-19 ผู้ที่อยู่ในช่วงกักตัว (Quarantine) หลังสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีเชื้อโควิด-19 และผู้ที่ตรวจพบเชื้อโควิด-19 ภายในระยะเวลา 90 วัน ยังไม่ควรได้รับวัคซีน

  1. ประสิทธิภาพการป้องกันของวัคซีนโควิด-19 อยู่ได้นานเท่าไร
    ผลการวิจัยของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทค (Pfizer-BioNTech) และบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) ซึ่งเริ่มศึกษาและทดลองวัคซีนโควิด-19 ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 ระบุว่า วัคซีนโควิด-19 มีประสิทธิภาพการป้องกันเชื้อโควิด-19 ได้ยาวนาน แต่ยังไม่สามารถระบุระยะเวลาที่แน่ชัดได้ การศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนจึงอยู่ในขั้นตอนของการติดตามผลในระยะยาว

สล็อต

  1. การฉีดวัคซีนโควิด-19 ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
    วัคซีนโควิด-19 แต่ละชนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน และผู้ได้รับวัคซีนแต่ละคนอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่เหมือนกันได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสุขภาพ โดยทั่วไปมักพบผลข้างเคียงในระดับที่ไม่รุนแรงนัก เช่น อาจมีอาการปวดบวมบริเวณที่ฉีดวัคซีน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย มีไข้ และในบางกรณีอาจกระทบต่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายตอบสนองต่อวัคซีน นอกจากนี้ ผู้ได้รับวัคซีนบางรายอาจพบอาการแพ้ยาได้ แต่เป็นผลข้างเคียงที่พบได้น้อย

ทั้งนี้ อาการเหล่านี้มักดีขึ้นภายใน 1–2 วันหลังฉีดวัคซีน หากรู้สึกปวดหรือบวมอาจช่วยบรรเทาอาการด้วยการประคบเย็นและการออกกำลังกายแขน ในกรณีที่มีไข้ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย และปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานยาแก้ปวด อย่างยาพาราเซตามอล อย่างไรก็ตาม ควรไปพบแพทย์หากรู้สึกเจ็บหรือมีอาการบวมแดงมากขึ้นในบริเวณที่ฉีดวัคซีนภายใน 24 ชั่วโมงหลังได้รับวัคซีน หรืออาการต่าง ๆ ไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน

  1. วัคซีนโควิด-19 ต้องฉีดกี่เข็ม สามารถฉีดวัคซีนต่างชนิดกันได้หรือไม่
    ขณะนี้มีวัคซีนโควิด-19 ชนิดที่ได้รับการอนุมัติ (Authorization) และใช้ฉีดให้ประชาชนแล้วบางส่วน ซึ่งมักฉีดเป็นจำนวน 2 เข็ม โดยวัคซีนเข็มแรกฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเข็มที่สองหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรกประมาณ 3–4 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันเชื้อโควิด-19

วัคซีนโควิด-19 แต่ละประเภทมีกำหนดระยะเวลาการฉีดวัคซีนที่แตกต่างกัน โดยไม่ควรฉีดวัคซีนเข็มที่สองก่อนระยะเวลาที่กำหนด ดังนี้

สล็อตออนไลน์

วัคซีนโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทค ฉีดจำนวน 2 เข็ม โดยการฉีดเข็มที่สองให้เว้นระยะเวลาหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรกอย่างน้อย 21 วัน หรือ 3 สัปดาห์
วัคซีนโควิด-19 ของบริษัทโมเดอร์นา ฉีดจำนวน 2 เข็ม โดยการฉีดเข็มที่สองให้เว้นระยะเวลาหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรกอย่างน้อย 28 วัน หรือประมาณ 1 เดือน
ทั้งนี้ บางประเทศอาจเกิดกรณีที่วัคซีนเข็มที่สองไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร หรือไม่ได้มีการจดบันทึกชนิดของวัคซีนเข็มแรกที่ได้รับ ซึ่งอาจส่งผลให้บางคนได้รับวัคซีนต่างชนิดกัน อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั้ง 2 เข็มควรฉีดวัคซีนประเภทเดียวกัน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของวัคซีน

  1. วัคซีนโควิด-19 สามารถฉีดพร้อมกับวัคซีนอื่นได้หรือไม่
    ไม่ควรฉีดวัคซีนโควิด-19 ร่วมกับวัคซีนอื่น เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ หรือวัคซีนงูสวัด ภายในระยะเวลา 14 วันหลังได้รับวัคซีนโควิด-19 เช่นเดียวกับกรณีที่ได้รับวัคซีนอื่นมาก่อน ควรเว้นระยะเวลาก่อนการฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน

ทั้งนี้ หากได้รับวัคซีนโควิด-19 ร่วมกับวัคซีนอื่นภายในระยะเวลา 14 วัน ไม่จำเป็นต้องเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มแรกใหม่อีกครั้ง โดยให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มต่อไปให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด

  1. หลังได้รับวัคซีนโควิด-19 จำเป็นต้องป้องกันโรคด้วยวิธีอื่นหรือไม่
    แม้จะได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้ว แต่การสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือและเว้นระยะห่างจากผู้อื่นประมาณ 1–2 เมตร ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

jumboslot

เนื่องจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีระยะเวลาการฉีดระหว่างเข็มแรกและเข็มที่สองห่างกันประมาณ 3–4 สัปดาห์ ซึ่งหลังได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว ร่างกายจะยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19 ได้ทันที และอาจใช้เวลาอย่างน้อย 7–10 วัน ในการสร้างแอนติบอดี้หรือโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากระบบภูมิคุ้มกันเพื่อกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย หลังจากนั้นประมาณ 2–3 สัปดาห์ แอนติบอดี้จึงจะเพิ่มจำนวนขึ้นและป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การศึกษาและผลิตวัคซีนโควิด-19 อาจช่วยป้องกันการเกิดอาการรุนแรงหรือการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้ แต่การทดสอบประสิทธิภาพในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการอาจยังต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป และการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครอบคลุมจำนวนประชากรอาจต้องใช้ระยะเวลา ดังนั้น หากเราไม่ทราบว่าคนรอบข้างได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ การรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคมด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และเว้นระยะห่างทางสังคมจึงเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติต่อไปอย่างเคร่งครัด

  1. วัคซีนโควิด-19 มีความปลอดภัยหรือไม่
    วัคซีนโควิด-19 ชนิดที่นำมาใช้แล้วได้ผ่านการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน (Emergency Use Authorization : EUA) ซึ่งจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยจากการประเมินข้อมูลของผู้ผลิต และผลการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trials) ขนาดใหญ่ เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีน ดังนี้

ผู้ผลิตวัคซีนต้องติดตามประสิทธิภาพของวัคซีนในกลุ่มตัวอย่างเป็นจำนวนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และติดตามเป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือนหลังกลุ่มตัวอย่างได้รับวัคซีนครบทั้ง 2 เข็ม
วัคซีนต้องมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยผ่านการประเมินจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) และอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (Advisory Committee on Immunization Practice : ACIP)
ทั้งนี้ วัคซีนโควิด-19 ทุกชนิดที่นำมาใช้ในประเทศไทยต้องผ่านการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรืออย. เพื่อรับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน แม้วัคซีนนั้นจะผ่านการขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานสาธารณสุขจากต่างประเทศแล้วก็ตาม ซึ่งหลังผ่านการอนุมัติให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน จะมีระบบการกำกับติดตามและเฝ้าระวังความปลอดภัยจากการใช้อย่างต่อเนื่อง

  1. ผู้ที่มีโรคประจำตัวและหญิงตั้งครรภ์ฉีดวัคซีนได้อย่างปลอดภัยหรือไม่
    ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัวที่มีอายุระหว่าง 16–64 ปี หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่ให้นมบุตร ควรรับวัคซีนโควิด-19 ชนิดที่ผ่านการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อและเกิดอาการรุนแรงจากโควิด-19 ได้

slot

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนโควิด-19 อาจมีข้อควรระวังดังต่อไปนี้

ผู้มีโรคประจำตัว ได้แก่ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อย่างผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ผู้ที่มีโรคภูมิต้านเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune Diseases) ผู้มีประวัติของกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillan Barre Syndrome) และโรคใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก (Bell’s Palsy) ควรระมัดระวังในการฉีดวัคซีนโควิด-19 เนื่องจากการศึกษาความปลอดภัยของวัคซีนในกลุ่มคนเหล่านี้ยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ
หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจติดเชื้อโควิด-19 ได้ง่าย และเชื้อโควิด-19 อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาด้านความปลอดภัยของวัคซีนโควิด-19 ในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่ให้นมบุตรยังไม่เพียงพอ จึงอาจต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต

  1. ผู้ที่มีอาการแพ้สามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่
    วัคซีนโควิด-19 สามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ในผู้ป่วยบางราย โดยอาจทำให้เกิดอาการไม่รุนแรง เช่น มีผื่นแดง มีอาการบวม และหายใจมีเสียง (Wheezing) ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังการฉีดวัคซีนภายใน 4 ชั่วโมง หรือในบางกรณีอาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) ดังนั้น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา จึงไม่แนะนำให้ผู้ที่มีอาการแพ้ส่วนประกอบใด ๆ ในวัคซีนโควิด-19 ได้รับวัคซีน รวมทั้งผู้ที่อาการแพ้หลังได้รับวัคซีนโควิด-19 เข็มแรก ไม่ควรได้รับวัคซีนเข็มที่สอง

นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการแพ้วัคซีนชนิดอื่นมาก่อน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการฉีดวัคซีนโควิด-19 และผู้ที่มีอาการของโรคภูมิแพ้อืน ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการแพ้วัคซีน เช่น แพ้อาหาร และแพ้สารก่อภูมิแพ้ในสภาพแวดล้อม อย่างไรฝุ่น ละอองเกสรพืช หรือสัตว์เลี้ยง สามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้

แม้ข้อมูลของวัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบันอาจยังไม่เพียงพอในการยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยยังต้องการผลการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสไปสู่ผู้อื่น และป้องกันการติดเชื้อที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การดูแลตนเองด้วยการล้างมือให้สะอาด สวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างทางสังคม เป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติอยู่เสมอ เพื่อช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดียิ่งขึ้น

ข้อควรรู้เกี่ยวกับวัคซีนโควิด19

การฉีดวัคซีนถือเป็นเกราะป้องกันร่างกายที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก เนื่องจากเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ลดความรุนแรงของโรค การเกิดภาวะแทรกซ้อน และลดการแพร่กระจายของโรคนี้ไปสู่ผู้อื่น โดยวัคซีนแต่ละชนิดก็จะมีองค์ประกอบและวิธีการผลิตที่ต่างกันไป หลายประเทศจึงเร่งศึกษาและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 เพื่อลดการระบาดและความรุนแรงของโรคโควิด-19 ให้ได้โดยเร็ว ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการพัฒนาไม่น้อยกว่า 18 เดือน ต่างจากวัคซีนอื่น ๆ ที่อาจใช้นานเวลาหลายปีก่อนจะออกจำหน่ายได้

เครดิตฟรี

แล้วรู้หรือไม่ว่า วัคซีนโควิด-19 แต่ละชนิดไม่ได้ถูกผลิตโดยหน่วยงานเดียว มีทั้งหน่วยงานจากภาครัฐและเอกชน เหตุเพราะวัคซีนเหล่านี้จะต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อนเสมอ จึงมีโอกาสที่วัคซีนบางส่วนจะไม่ผ่านเข้าสู่ระยะการศึกษาทางคลินิกซึ่งเป็นการศึกษาในคน หรืออาจมีประสิทธิภาพต่ำกว่าเกณฑ์หลังการศึกษาในคนแล้วเสร็จ ดังนั้น การผลิตวัคซีนโควิด-19 ด้วยวิธีการที่ต่างกันจากหลาย ๆ หน่วยงาน จึงอาจเพิ่มโอกาสในการได้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ชนิดของวัคซีนโควิด-19
โดยทั่วไป การผลิตวัคซีนจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ชนิดที่ใช้ทุกส่วนของเชื้อไวรัส ชนิดที่ใช้แค่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของเชื้อไวรัส และชนิดที่ใช้สารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส ซึ่งจะมีกระบวนการผลิต ข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดที่ต่างกันไป โดยในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายหน่วยงานได้มีการศึกษาทดลองวัคซีนโควิด-19 ในหลายชนิดดังต่อไปนี้

วัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (Messenger Ribonucleic Acid Vaccine: mRNA Vaccine)
เป็นวัคซีนที่ใช้สารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่เรียกว่าเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) เป็นตัวกระตุ้นเซลล์ในร่างกายให้สร้างสไปก์โปรตีน (Spike Protein) ขึ้นมาเองโดยตรง ซึ่งเป็นโปรตีนที่พบได้บนผิวของเชื้อไวรัสโควิด-19 และไม่ก่อให้เกิดอันตราย เพื่อกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย โดยระบบภูมิคุ้มกันจะจดจำเชื้อไวรัสดังกล่าวไว้และเตรียมพร้อมในการกำจัดหากเชื้อเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง

วัคซีน mRNA นั้นเกิดจากการสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ บวกกับกระบวนการผลิตที่ไม่ยุ่งยากและใช้เวลาเพียงไม่นาน ทำให้วัคซีนชนิดนี้ผลิตได้ในปริมาณมากและมีราคาไม่แพง โดยถือเป็นวัคซีนชนิดแรก ๆ ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ป้องกันโรคโควิด-19 แบบฉุกเฉินในประเทศสหรัฐอเมริกา

สล็อต

วัคซีนชนิดส่วนย่อยแบบโปรตีน (Protein Subunit Vaccine)
วัคซีนชนิดนี้เป็นการนำส่วนประกอบบางส่วนของเชื้อไวรัสที่ก่อโรคได้มาเป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ในที่นี้ก็คือ สไปก์โปรตีนของเชื้อไวรัส ที่จริงวัคซีนสำหรับฉีดในเด็กหลายชนิดต่างก็ผลิตด้วยวิธีการนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนไอกรน วัคซีนบาดทะยัก วันซีนคอตีบ หรือวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งการฉีดวัคซีนส่วนย่อยแบบโปรตีนนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ดีและไม่ก่อให้เกิดโรค ทว่าอาจแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงเนื่องจากความยุ่งยากในการผลิตและอาจต้องฉีดในปริมาณที่สูงเป็นจำนวนหลายเข็ม

วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Viral Vector Vaccine)
วัคซีนชนิดนี้จะใช้เชื้อไวรัสไม่ก่อโรคชนิดหนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถูกทำให้มีฤทธิ์อ่อนลง อาทิ เชื้อในกลุ่มพอกซ์ไวรัส (Poxvirus) หรือเชื้ออะดิโนไวรัส (Adenovirus) มาทำหน้าที่เป็นพาหะนำสารพันธุกรรมของไวรัสต้นเหตุโรคโควิด-19 เข้าสู่เซลล์ในร่างกาย โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างสไปก์โปรตีนเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งวัคซีนโรคติดเชื้ออีโบลา (Ebola) บางส่วนที่ได้พัฒนาในปัจจุบันก็ผ่านการผลิตด้วยวิธีการนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม วัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคที่ดีและยาวนาน โดยอาจไม่ต้องฉีดในปริมาณสูงหรือฉีดหลายเข็ม แต่อาจมีข้อจำกัดและข้อกังขาด้านความปลอดภัยสำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือมีภาวะทุพโภชนาการ และอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้มาก

วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated Vaccine)
หลายคนอาจคุ้นหูกับวัคซีนชนิดนี้ไม่มากก็น้อย เนื่องจากเป็นวิธีการที่ใช้กันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยจะผลิตจากเชื้อไวรัสที่ถูกทำให้ตายด้วยสารเคมี ความร้อน หรือการฉายรังสีในห้องปฏิบัติการ จนไม่สามารถก่อโรคได้ แต่เพียงพอต่อการกระตุ้นภูมิต้านทานในร่างกาย โดยตัวอย่างวัคซีนที่ผลิตด้วยวิธีการนี้ก็เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนโปลิโอ

สล็อตออนไลน์

นอกจากนี้ แม้วัคซีนชนิดเชื้อตายจะมีความปลอดภัย ใช้ได้ผลในคน และมีราคาไม่แพง แต่ด้วยประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มต้านทานที่ต่ำ จึงอาจต้องฉีดในปริมาณสูงและฉีดอย่างต่อเนื่องหลายเข็ม

วัคซีนชนิดดีเอ็นเอ (Deoxyribonucleic Acid Vaccine: DNA Vaccine)
การผลิตวัคซีนชนิด DNA มีกลไกที่คล้ายกับวัคซีนชนิด mRNA แต่จะมีความแตกต่างตรงที่วัคซีนชนิด DNA เมื่อเข้าสู่นิวเคลียสของเซลล์ในร่างกายจะถูกถอดรหัสสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสจาก DNA ไปเป็น mRNA ก่อนจึงจะเกิดการกระตุ้นการสร้างสไปก์โปรตีน ในขณะที่วัคซีนชนิด mRNA นั้นไม่ต้องเข้าสู่นิวเคลียส แต่สามารถกระตุ้นการสร้างโปรตีนดังกล่าวได้เลย

ทำความรู้จักกับวัคซีนโควิด-19 ที่จะมีใช้ในไทย
จากนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2563 ที่เน้นย้ำว่า วัคซีนที่ส่งต่อไปถึงมือประชาชนต้องมีคุณภาพ ปลอดภัย และประสิทธิภาพ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรืออย. เป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัคซีน ในขณะนี้ได้มีการยื่นขอขึ้นทะเบียนมาแล้วจาก 2 บริษัท ซึ่งวัคซีนของแต่ละบริษัทจะมีรายละเอียดดังนี้

วัคซีน AZD1222 (ChAdOx1 nCoV-19) จากบริษัทแอสตราเซนเนกา (AstraZeneca) ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เป็นวัคซีนชนิดที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ โดยผลการทดสอบเผยว่า มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้ออยู่ที่ 70 เปอร์เซ็นต์
โดยในปัจจุบัน วัคซีนโควิด-19 ของบริษัทแอสตราเซเนกาล็อตที่ผลิตจากต่างประเทศได้รับอนุมัติการขึ้นทะเบียนเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 20 มกราคม ปีพ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา สำหรับผู้ที่สนใจเข้ารับการฉีดวัคซีนควรมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ฉีดจำนวน 2 เข็ม ในปริมาณ 0.5 มิลลิลิตร โดยเว้นระยะจากการฉีดเข็มแรกอย่างน้อย 4–12 สัปดาห์

jumboslot

วัคซีน CoronaVac จากบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย โดยคาดการณ์ว่าการขึ้นทะเบียนจะแล้วเสร็จก่อนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปีพ.ศ. 2564 โดยจะเริ่มการฉีดเข็มแรกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนเมษายนในปีเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนโควิด-19 อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้เล็กน้อยในช่วง 3 วันแรกและมักหายดีภายใน 1–2 วัน เช่น เจ็บหรือบวมแดงในบริเวณที่ฉีดวัคซีน มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อต่อ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน รู้สึกไม่สบาย ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น

ใครจะได้รับวัคซีนโควิด-19 เป็นกลุ่มแรก ?
ในระยะแรกของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ตามประกาศของรัฐบาลจะเน้นไปที่กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อชนิดนี้แล้วจึงขยายกลุ่มเป้าหมายในภายหลัง โดยกลุ่มคนแรก ๆ ที่จะได้รับวัคซีนโควิด-19 ก่อน ได้แก่

บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่อยู่ด่านหน้าทั้งจากภาครัฐและเอกชน
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคในระบบทางเดินหายใจเรื้อรังที่รุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคอ้วน
ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

slot

เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด-19 ที่มีโอกาสสัมผัสกับผู้ป่วย
อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจะยกเว้นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีและสตรีมีครรภ์ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเพียงพอจะยืนยันความปลอดภัยของเด็กและคุณแม่หลังการฉีดวัคซีนได้ จึงจำเป็นต้องรอการวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต

แม้โอกาสในการได้รับวัคซีนของประชาชนจะอยู่ไม่ไกลแล้ว แต่การดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 อย่างล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด พกเจลแอลกอฮอล์ติดตัว สวมหน้ากากอนามัยเสมอ เว้นระยะห่างทางสังคม ไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือมีผู้คนแออัดก็ยังจำเป็นอย่างมากสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการได้รับวัคซีนก็ตาม เพราะวิธีเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ ไม่เฉพาะแค่โรคโควิด-19 แต่รวมถึงการติดเชื้ออื่น ๆ อย่างโรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ด้วย

« Older posts