cathedraledetunis

Day: September 1, 2021

อาหารรักษาโรคกระเพาะ

ผู้ป่วยโรคกระเพาะต้องพิถีพิถันในการเลือกรับประทานอาหารมากเป็นพิเศษ เพราะอาหารบางชนิดอาจระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและทำให้อาการป่วยแย่ลง จนเกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด แสบร้อนกลางอก หรืออาหารไม่ย่อยตามมา ในขณะเดียวกัน การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับสุขภาพของตนเองอาจช่วยควบคุมอาการของโรคกระเพาะ และทำให้อาการป่วยทุเลาลงได้อีกด้วย

เครดิตฟรี

โรคกระเพาะ คือ ความผิดปกติที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือเรื้อรัง และมีอยู่หลายประเภทขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ก่อโรค โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (H. Pylori) ผู้ป่วยโรคนี้มักมีอาการไม่รุนแรง และหายเป็นปกติได้ในเวลาอันรวดเร็วหากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง แต่โรคกระเพาะอาหารบางประเภทอาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตามมาได้

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารบางชนิดอาจช่วยควบคุมอาการป่วยไม่ให้รุนแรงขึ้น หรือช่วยบรรเทาอาการป่วยได้ แต่ผู้ป่วยก็ควรรับการรักษาการเจ็บป่วยที่เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะด้วย อย่างโรคติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร และหลีกเลี่ยงปัจจัยต้นเหตุอย่างการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารรสเผ็ดหรืออาหารบางอย่างที่กระตุ้นให้มีอาการกำเริบ รวมทั้งควรสังเกตอาการของตนเองอยู่เสมอ หากมีอาการรุนแรงหรือมีอาการป่วยเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ควบคู่กับปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารไปด้วย

อาหารที่ดีต่อผู้ป่วยโรคกระเพาะ

อาหารแต่ละชนิดที่คนเรารับประทานเข้าไปนั้น ส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและสุขภาพโดยรวมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารอย่างโรคกระเพาะ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการป่วยด้วย ดังนี้

อาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เช่น พืชตระกูลถั่ว แครอท บร็อกโคลี่ ข้าวโอ๊ต แอปเปิ้ล เป็นต้น
อาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ หรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อย่างผักชนิดต่าง ๆ
อาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น อกไก่ เนื้อปลา เป็นต้น

สล็อต

อาหารที่ปรุงโดยเลือกใช้น้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนลาเป็นหลัก
ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล ข้าวกล้อง เป็นต้น
เครื่องดื่มที่ไม่อัดแก๊ส และไม่มีคาเฟอีน
อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์และยีสต์ในกลุ่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กะหล่ำดอง กิมจิ ชาหมัก โยเกิร์ต เป็นต้น เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่า โพรไบโอติกส์อาจช่วยป้องกันโรคติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคกระเพาะและการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
นอกจากการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร ผู้ป่วยควรปรับพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสมด้วย ทั้งนี้ ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารครั้งละมาก ๆ โดยให้หันมารับประทานอาหารทีละน้อย ๆ แต่รับประทานให้บ่อยครั้งขึ้นแทน

อาหารที่ผู้ป่วยโรคกระเพาะไม่ควรรับประทาน

ร่างกายของผู้ป่วยโรคกระเพาะอาจตอบสนองต่ออาหารแต่ละชนิดแตกต่างกัน ผู้ป่วยแต่ละรายจึงควรสังเกตอาการตนเองขณะรับประทานอาหารแต่ละชนิด และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้อาการป่วยแย่ลง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นอาหารที่มีรสเผ็ด เปรี้ยว หรือมีฤทธิ์เป็นกรด และอาหารที่มีไขมันสูง ดังนี้

อาหารทอด
ผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากมะเขือเทศ อย่างซอสมะเขือเทศ หรือน้ำมะเขือเทศ
นมสด และผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากนมสดหรือครีม
พริกและพริกไทย ทั้งในรูปแบบพริกหรือพริกไทยสด พริกป่น พริกไทยป่น หรือซอสพริก
เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม หรือเบคอน เป็นต้น
ช็อกโกแลต นมช็อกโกแลต และโกโก้ร้อน

สล็อตออนไลน์

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่างชา หรือกาแฟ
เครื่องดื่มอัดแก๊ส อย่างน้ำอัดลม หรือโซดา
ชาเขียว ชาดำ หรือกาแฟปราศจากคาเฟอีน
น้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำส้มหรือน้ำเกรปฟรุต

แนวทางการรับประทานอาหารที่จะลดกรดในกระเพาะและลดการไหลย้อนของกรด

ให้รับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ และให้รับประทานอาหารว่างระหว่างมื้อ อย่าให้เกิดภาวะที่หิวมากหรืออิ่มมากเกินไป
รับประทานอาหารอย่างช้าๆ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด
ระหว่างรับประทานอย่าเคร่งเครียด
หลังรับประทานอาหารอย่าเพิ่งนอน ให้นั่งหรือเดินไปมา 1 ชั่วโมง
อย่ารับประทานอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมงเพราะอาหารมื้อนั้นจะทำให้กรดหลั่งออกมามาก
เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำ
งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของ caffeine เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะเขือเทศ น้ำมะนาว

jumboslot


อาหารแต่ละมื้อควรจะมีโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ นม
ยาน้ำลดกรดควรรับประทานให้ถูกโดยรับประทานยาก่อนอาหาร 1 ชั่วโมงและหลังอาหาร 3 ชั่วโมงและก่อนนอน
ไม่ควรดื่มนมหรือครีมเพราะจะทำให้กรดหลั่งมาก
อาหารที่เหมาะสม สำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะอักเสบ
อาหารรักษาโรคกระเพาะอักเสบ ที่คนเรารับประทานเข้าไปนั้น ส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและสุขภาพโดยรวมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารอย่างโรคกระเพาะ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการป่วยด้วย ดังนี้
อาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เช่น พืชตระกูลถั่ว แครอท บร็อกโคลี่ ข้าวโอ๊ต แอปเปิล เป็นต้น จะช่วยดูดซับน้ำเอาไว้ และกระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยในการดูดซึมของผนังกระเพาะอาหาร รักษาแผลในกระเพาะอาหารให้หายเร็วขึ้น
อาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ หรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อย่างผักชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะสาหร่าย หน่อไม้ฝรั่ง แตงกวา มะเขือเทศ ถั่ว ผักกาด ผักชีฝรั่ง เครื่องเทศ หัวหอม ขึ้นฉ่าย แครอท ฟักทอง มะนาว ส้ม สับปะรด กีวี เชอรี่ สตรอเบอรี่ แตงโม กล้วย แอปเปิล อโวคาโด

slot

อาหารรักษาโรคกระเพาะอักเสบ ต้องเป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น อกไก่ เนื้อปลา เป็นต้น หากเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันอยู่เยอะ อาจทำให้เสี่ยงการการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้
อาหารที่ปรุงโดยเลือกใช้น้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนลาเป็นหลัก
ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล ข้าวกล้อง เป็นต้น ทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง
เครื่องดื่มที่ไม่อัดแก๊ส และไม่มีคาเฟอีน อาจทำให้ท้องอืด และปวดท้องเนื่องจากเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร
อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์และยีสต์ในกลุ่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กะหล่ำดอง กิมจิ ชาหมัก โยเกิร์ต เป็นต้น เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่า โพรไบโอติกส์อาจช่วยป้องกันโรคติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคกระเพาะและการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

เนื่องจากการเป็นโรคกระเพาะอาหารนั้น ผู้ป่วยจะรู้สึกทรมานเป็นอย่างมาก ในเวลาที่อาการของโรคสำแดงฤทธิ์เดชออกมา ซึ่งหากผู้ป่วยยังไม่ดูแลในเรื่องอาหารการกิน ก็อาจทำให้ร่างกายได้รับผลกระทบมากที่สุด ทำให้อาการรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน สำหรับอาหารที่ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร ไม่ควรรับประทาน มีรายละเอียดดังนี้

อาหารรสจัด
อาหารที่มีรสจัด ได้แก่ อาหารที่มีรสเผ็ด เปรี้ยวจัด หวานจัด เค็มจัด อาหารเหล่านี้จะไปช่วยกระตุ้นเซลล์ให้ผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น ทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณกระเพาะอาหาร ทำให้มีอาการปวดท้อง จุกเสียดได้

ชา กาแฟ ช็อกโกแลต
ผู้ป่วยควรงดการดื่มชา-กาแฟ เนื่องจากเครื่องดื่มประเภทนี้มีคาเฟอีนผสมอยู่ จะทำให้เกิดการกระตุ้นให้กระเพาะผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น ทำให้รู้สึกแสบท้องได้ ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคกระเพาะกำเริบได้

น้ำอัดลม
น้ำอัดลมทุกชนิดก็มีคาเฟอีนผสมอยู่ในจำนวนไม่น้อย อีกทั้งในน้ำอัดลมยังมีแก๊สที่ส่งผลให้เกิดอาการแน่นท้องเนื่องจากแก๊สในกระเพาะเยอะ ต้นเหตุของอาหารท้องอืด ท้องเฟ้อร่วมด้วย โดยเฉพาะคนที่ดื่มน้ำอัดลมในขณะท้องว่าง อาการแสบท้อง แน่นท้อง อันเป็นหนึ่งในอาการของโรคกระเพาะ ก็จะมาเยือนคุณอย่างแน่นอน

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารจึงควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด โดยเฉพาะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขณะที่ท้องว่าง ซึ่งทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยโรคกระเพาะเป็นอย่างมาก อาจเกิดอาการแสบท้อง อย่างทรมานเป็นอย่างมาก

สีของอุจจาระบ่งบอกอะไรบ้าง

หลายคนอาจตกใจเมื่อถ่ายเป็นอุจจาระสีดำ ซึ่งความจริงแล้วการรับประทานอาหารที่มีสีเข้มเข้าไปนั้นอาจทำให้อุจจาระเป็นสีดำได้ แต่อุจจาระสีดำก็อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติในร่างกายได้ เช่น ภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหารหรือหลอดอาหาร เป็นต้น ดังนั้น หากสังเกตพบว่าตนเองถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือเป็นสีดำ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุ

เครดิตฟรี

สีปกติของอุจจาระ

โดยปกติแล้วอุจจาระมักมีสีน้ำตาล หลายคนจึงอาจรู้สึกกังวลเมื่อสีของอุจจาระเปลี่ยนไป ซึ่งสีของอุจจาระนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในน้ำดีที่เกิดจากการสลายของเซลล์เม็ดเลือดแดง ความเข้มข้นของสารบิลิรูบินจะทำให้อุจจาระมีสีแตกต่างกันไป ตั้งแต่สีเหลืองอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาลเข้ม โดยหากปริมาณของสารบิลิรูบินจากตับลดลงอาจทำให้อุจจาระมีสีเหลือง และหากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของสารบิลิรูบินก็อาจทำให้อุจจาระมีสีเหลืองหรือสีเขียวได้

นอกจากนี้ เอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารในลำไส้ก็อาจส่งผลต่อปริมาณของสารบิลิรูบินจนทำให้อุจจาระมีสีเปลี่ยนไปจากเดิมได้เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสีของอุจจาระที่เปลี่ยนไปก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม หากถ่ายออกมาเป็นอุจจาระสีดำหรือมีสีเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องบ่อยครั้ง ก็อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพ

อุจจาระสีดำเกิดจากอะไร ?

ปัจจัยต่าง ๆ ต่อไปนี้อาจทำให้เกิดอุจจาระสีดำได้

ทารกแรกเกิด เด็กแรกเกิดมักถ่ายอุจจาระเป็นสีดำในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด
การรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีสีเข้มมาก ๆ เช่น บลูเบอร์รี่ ดาร์คช็อกโกแลต เป็นต้น
การใช้ยาและอาหารเสริมบางชนิด เช่น อาหารเสริมธาตุเหล็ก และยาที่มีส่วนผสมของธาตุบิสมัท (Bismuth) เป็นต้น
การไหลเวียนเลือดผิดปกติ มีการไหลเวียนเลือดในระบบย่อยอาหารผิดปกติ เช่น ภาวะขาดเลือดในลำไส้ หลอดเลือดผิดปกติ และหลอดเลือดอาหารโป่งพอง เป็นต้น
ภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนบน เช่น มีเลือดออกในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดจากแผลในทางเดินอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ เนื้องอก หรือมะเร็ง
เมื่่อใดที่ควรไปพบแพทย์ ?

สล็อต

หากพบว่าตนเองถ่ายอุจจาระออกมาเป็นสีดำเข้ม และมีลักษณะเปียกหรือเหนียวคล้ายยางมะตอยโดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารหรือยา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุทันที เพราะอาจเสี่ยงเผชิญปัญหาสุขภาพบางประการได้

อุจจาระสีดำ รักษาอย่างไร ?

แนวทางการรักษาอาการอุจจาระสีดำนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น แพทย์อาจสั่งจ่ายยาลดกรดเพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และอาจสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะและยากดภูมิคุ้มกันในกรณีที่กระเพาะอาหารติดเชื้อหรือเกิดโรคที่มีการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

นอกจากนี้ หากมีอุจจาระสีดำจากความผิดปกติของหลอดเลือดหรือหลอดเลือดอุดตันแล้วเลือดไหลไม่หยุด แพทย์อาจต้องผ่าตัดเพื่อรักษาอาการดังกล่าว เพราะอาจเสี่ยงเป็นโรคโลหิตจางจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งแพทย์อาจต้องให้เลือดผู้ป่วยด้วย เพื่อเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกาย

อุจจาระสีดำป้องกันอย่างไร ?

เคล็ดลับต่อไปนี้อาจช่วยป้องกันการเกิดอุจจาระสีดำได้

ดื่มน้ำ ควรดื่มน้ำสะอาดเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอในแต่ละวันและทดแทนน้ำที่สูญเสียไปจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยควรดื่มน้ำมาก ๆ ทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกายหรือการทำกิจกรรมกลางแจ้งด้วย
รับประทานอาหารที่มีกากใยอาหารสูง เช่น ถั่ว ธัญพืช เมล็ดเจีย แอปเปิ้ล และบร็อคโคลี่ เป็นต้น เพราะจะช่วยให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายได้ง่าย โดยควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่เหมาะสมหากกำลังป่วยด้วย เพราะผลไม้บางชนิดอาจทำให้เยื่อบุในกระเพาะอาหารระคายเคืองได้
งดหรือจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ ควรดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม โดยผู้ชายไม่ควรดื่มเกิน 2 หน่วยบริโภค/วัน และผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 1 หน่วยบริโภค/วัน เพราะการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบและโรคตับได้

สล็อตออนไลน์

เมื่อเรารับประทานอาหาร กระเพาะจะทำหน้าที่ย่อยและส่งต่อสารอาหารที่มีประโยชน์ไปเลี้ยงร่างกาย จากนั้น กากจะถูกขับออกมาเป็น อุจจาระ โดยปกติสีและลักษณะของอุจจาระจะมีความแตกต่างกันตามประเภทของอาหารที่รับประทาน และปริมาณน้ำที่ดื่ม แต่ในบางครั้งสีและลักษณะของอุจจาระ ยังบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหลังจากถ่ายอุจจาระแล้วลองหมั่นสังเกตดูรูปร่างหน้าตาและสีสันของอุจจาระดู เป็นการตรวจสอบสุขภาพของตัวเองแบบง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้

สีอุจจาระ บอกโรค
สีน้ำตาลและเหลือง
คือ สีอุจจาระของคนสุขภาพดี การทำงานของระบบย่อยและทางเดินอาหารเป็นปกติ อุจจาระ ที่สีค่อนไปทางน้ำตาลอาจเกิดจากน้ำดีในตับที่ทำหน้าที่ระหว่างการย่อยอาหาร แต่ถ้าอุจจาระเป็นสีเหลืองจางๆ มีความมันและกลิ่นเหม็น อาจเกิดจากไขมันส่วนเกินที่อยู่ในอุจจาระ ซึ่งบ่งบอกว่าน้ำดีมีปัญหา หรือเป็นสัญญาณของความผิดปกติในระบบย่อยหรือระบบดูดซึมอาหารของลำไส้ หากเป็นติดต่อกันหลายวัน ควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย

อุจจาระสีเขียว
การรับประทานผักใบเขียวปริมาณมากอาจทำให้อุจจาระเป็นสีเขียว แต่หากมีอุจจาระเหลวร่วมด้วย อาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคท้องร่วง หรือทั้งนี้เกิดจากการทานยาบางชนิดก็เป็นได้

อุจจาระสีดำ
อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ามีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น โดยเฉพาะหากมีสีดำเข้มเหมือนยางมะตอย ควรต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจระบบทางเดินอาหาร ยิ่งไปกว่านั้นหากอุจจาระเป็นสีดำบ่อยๆ โดยไม่ทำการรักษา นั่นอาจหมายถึงคุณกำลังเผชิญอยู่กับมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ในบางกรณี สีดำของอุจจาระอาจเกิดจากการทานอาหารหรือยาบางชนิด เช่น ตับหรือเลือด ข้าวเหนียวดำ ลูกหม่อน ยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก หรือยาแก้ท้องเสียบางชนิด

jumboslot

อุจจาระสีแดง
สีออกโทนแดงส่วนใหญ่เกิดจากการกินอาหาร เช่น บีทรูท กระเจี๊ยบ มะละกอ แตงโม หรือเครื่องดื่มสีแดงในปริมาณมาก แต่หากอุจจาระเป็นสีแดงมีเลือดปน มักเกิดจากริดสีดวงทวาร หรืออาจเป็นสัญญาณของการมีเลือดออกทางเดินอาหารส่วนล่าง เช่น ถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ หรืออาจมีเนื้องอก

สีเทา
สีเทาเข้มอาจเกิดจากมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น หรือรับประทานธาตุเหล็กบำรุงเลือดเช่นเดียวกับอุจจาระสีดำ แต่หากเป็นสีเทาอ่อนคล้ายขี้เถ้า คือสัญญาณเตือนถึงภาวะตับหรือตับอ่อนมีปัญหา นอกจากนี้การที่อุจจาระเป็นสีเทาอ่อนจางเกือบขาว อาจบ่งชี้ว่าท่อน้ำดีอุดตันส่งผลให้อุจจาระขาดน้ำดี หรือกำลังมีปัญหาที่ตับอ่อน รวมถึงอาจเกิดจากผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิดมากเกินไป

รูปร่าง อุจจาระ
ก้อนเล็ก แข็ง คล้ายลูกกระสุน หรือขี้กระต่าย
มักเกิดในผู้มีอาการท้องผูก เนื่องจากอุจจาระแห้ง เคลื่อนผ่านลำไส้ได้ยาก หรืออาจเพราะมีอุจจาระค้างในลำไส้เป็นเวลานาน สาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่มีกากใยไม่เพียงพอ และดื่มน้ำน้อย หรือรับประทานยาที่ส่งผลให้ท้องผูก หากไม่รีบแก้ไขอาจทำให้มีอาการท้องผูกเรื้อรัง และอาจกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในที่สุด

ก้อนเล็กๆ หลายก้อนรวมกัน คล้ายเอาลูกกระสุนมาโปะรวมกัน
มองเห็นก้อนเล็กๆ แข็งๆ มารวมกันอย่างชัดเจน เป็นลักษณะของอาการท้องผูกเช่นกัน ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น ดื่มน้ำให้พอเพียง หมั่นออกกำลังกาย ขยับร่างกาย และไม่เครียดจนเกินไป ก็จะช่วยไม่ให้อุจจาระกักอยู่ในลำไส้นานจนเกิดอาการท้องผูก

ทรงรียาวคล้ายไส้กรอก ผิวขรุขระ ค่อนข้างแข็ง
ขับถ่ายได้ไม่ลำบากนัก เป็นอุจจาระที่ปกติแต่ค่อนข้างขาดน้ำ ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น

เป็นลำสวยผิวเรียบคล้ายกล้วยหอม
ไม่แข็งหรืออ่อนยุ่ยจนเกินไป ถือว่าเป็นรูปทรงอุจจาระที่สมบูรณ์และสุขภาพดีที่สุด

slot

แตกๆ แต่เป็นชิ้นสั้นๆ ขับถ่ายง่าย
ยังนับว่าเป็นอุจจาระคุณภาพดี แต่อาจขาดสารอาหารหรือกากใย เนื่องจากการลดน้ำหนักหรือควบคุมอาหาร

กึ่งเหลวกึ่งก้อน
เปื่อยยุ่ย ขับถ่ายง่ายมาก อาการเริ่มต้นของท้องเสีย หรือเนื่องจากแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุล หากถ่ายเหลวบ่อยๆ อาจส่งผลให้ขาดน้ำ หรือสารอาหารที่จำเป็น ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงเพิ่มโยเกิร์ตเพื่อปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้

อุจจาระเหลวเป็นน้ำ
อาการท้องเสีย ที่อาจหมายถึงมีการติดเชื้อในลำไส้ ควรรับประทานเกลือแร่และจิบน้ำบ่อยๆ หากเป็นติดต่อกันมากกว่า 1 วัน ควรรีบพบแพทย์

เช็คอุจจาระของตัวเอง
การหมั่นสังเกตอุจจาระของตัวเองทุกวัน เป็นการคัดกรองอาการป่วยเบื้องต้นแบบง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ นอกจากนี้ยังมีวิธีการตรวจอุจจาระด้วยเครื่อง FIT Test เพื่อตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง รวมถึงยังสามารถช่วยให้แพทย์ทำการวินิจฉัยโรคบางชนิดได้เร็วขึ้นอีกด้วย

ตรวจสุขภาพประจำปี
อย่างไรก็ตามหากพบว่าอุจจาระมีสีผิดปกติ ควรหยุดบริโภคอาหารที่ทำให้เกิดสีดังกล่าว แล้วลองสังเกตสีของอุจจาระภายใน 2-3 วัน หากยังคงผิดปกติอยู่ ควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย รวมไปถึงการที่อุจจาระมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เช่น ลำเล็กลงจากเดิม หรือกลายเป็นเม็ดเล็กๆ ก็ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหรือตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) เพิ่มเติม นอกจากนี้การตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอก็มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคไม่ให้รุนแรงหรือพบโรคเมื่อสายเกินไป

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันได้ด้วยการส่องกล้อง ตั้งแต่ปี 2558 ที่สมิติเวชร่วมมือกับ SANO Hospital จากญี่ปุ่น ที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในด้านการส่องกล้อง การนำเทคนิค NBI จากญี่ปุ่นมาใช้ เพิ่มความแม่นยำขึ้น 2 เท่าในการตรวจหาเนื้อร้าย และตัดก่อนพัฒนาเป็นมะเร็ง

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ

มีความเชื่อว่าการดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ ทำให้ร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการลดน้ำหนักและบำรุงสุขภาพผิว โดยเฉพาะการดื่มน้ำแร่ เพราะมีข้อมูลที่กล่าวอ้างว่าเป็นน้ำดื่มจากแหล่งธรรมชาติซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุนานาชนิด หลายคนจึงเชื่อว่าน้ำแร่ดีต่อสุขภาพร่างกาย มากกว่าน้ำเปล่าหรือน้ำประปาทั่วไป

เครดิตฟรี

น้ำหนักตัวของคนเราประกอบไปด้วยน้ำถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายอาจสูญเสียน้ำได้จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย การดื่มน้ำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจกับการดื่มน้ำมากนัก และมักไม่คำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสม บ้างก็ดื่มน้ำน้อยเกินไปหรือมากเกินไป จนทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมา อีกทั้งอาจไม่ทราบด้วยว่า หากร่างกายขาดน้ำเพียง 5 วันหรือ 1 สัปดาห์ ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ
น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการทำงานภายในร่างกาย เช่น การล้างสารพิษออกจากอวัยวะ หรือการนำสารอาหารและออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่าง ๆ รวมถึงประโยชน์อื่น ๆ ดังต่อไปนี้

ลดน้ำหนัก การดื่มน้ำอาจมีส่วนช่วยให้อัตราการเผาผลาญพลังงานแคลอรี่เพิ่มสูงขึ้น
บำรุงสุขภาพผิว
เป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อลื่นข้อต่อ
เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร
ขับแบคทีเรียจากกระเพาะปัสสาวะ
มีส่วนช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจปกติ
ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย
ควบคุมความดันโลหิต
ป้องกันอาการท้องผูก
ป้องกันความเสียหายของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ
รักษาสมดุลของอิเล็กโตรไลต์ (โซเดียม)
ควรดื่มน้ำวันละเท่าไร ?
ในทุก ๆ วัน ร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านการปัสสาวะ เหงื่อ การหายใจ หรืออื่น ๆ การดื่มน้ำเพื่อทดแทนในส่วนที่สูญเสียไปจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะหากดื่มน้ำมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ และอย่างที่ทราบกันทั่วไปว่าการดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว นั้นเพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย แต่แท้จริงแล้วปริมาณที่เหมาะสมอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ของผู้บริโภค เช่น กิจกรรมที่ทำ เพศและอายุ

สล็อต

ปริมาณการดื่มน้ำที่เหมาะสมมีดังนี้

สำหรับผู้ที่อายุ 4-8 ปี 5 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,200 มล.)
สำหรับผู้ที่อายุ 9-13 ปี 7-8 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,600-1,900 มล.)
สำหรับผู้ที่อายุ 14-18 ปี 8-11 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,900-2,600 มล.)
สำหรับผู้หญิงที่อายุ 19 ปีขึ้นไป 9 แก้วต่อวัน (ประมาณ 2,100 มล.)
สำหรับผู้ชายที่อายุ 19 ปีขึ้นไป 13 แก้วต่อวัน (ประมาณ 3,000 มล.)
ปริมาณดังกล่าวได้นับรวมปริมาณน้ำที่ได้จากอาหาร ผักหรือผลไม้ต่าง ๆ เช่น เบอร์รี่ แตงโม แตงกวา พริกหยวก ผักโขม ขึ้นฉ่ายหรือดอกกะหล่ำ เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ อาจจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำให้มากขึ้น เมื่อต้องออกกำลังกายอย่างหนัก อยู่ในสภาพอากาศร้อน ป่วย มีไข้หรือมีปัญหาสุขภาพ เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะหากกำลังตั้งครรภ์ ควรเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำเป็น 10 แก้วต่อวัน และ 13 แก้วต่อวันสำหรับผู้ที่ต้องให้นมบุตร

ช่วงเวลาใดเหมาะสมที่สุดในการดื่มน้ำ?
นอกจากเรื่องปริมาณการดื่มน้ำแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายให้ดีขึ้น อาจทำได้โดยการดื่มน้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสมดังนี้

หลังตื่นนอน การดื่มน้ำ 1 แก้วหลังจากตื่นนอน ช่วยให้ร่างกายขจัดสารพิษต่าง ๆ และช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายใน
หลังจากอาบน้ำ การดื่มน้ำ 1 แก้วหลังจากอาบน้ำ ช่วยลดความดันโลหิตได้
ก่อนมื้ออาหาร การดื่มน้ำ 1 แก้ว 30 นาทีก่อนรับประทานอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งดื่มน้ำอีก 1 แก้วหลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหาร แต่น้ำย่อยอาจเจือจางได้หากดื่มน้ำแล้วเว้นช่วงเวลาไว้นานเกินไป

สล็อตออนไลน์

ก่อนนอน การดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนนอนช่วยแทนที่ของเหลวที่จะสูญเสียในตอนกลางคืนได้
ดื่มน้ำประปาอันตรายหรือไม่?
หลายคนอาจเชื่อว่าน้ำประปานั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จากสารและกลิ่นต่าง ๆ ที่พบ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุขเปิดเผยว่า กลิ่นที่พบในน้ำประปานั้นคือคลอรีน เป็นสารที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกว่าช่วยฆ่าเชื้อโรคในน้ำได้ และยังเป็นตัวช่วยยืนยันว่าน้ำนั้นได้ผ่านการฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว แต่หากผู้ใดที่ไม่ชอบกลิ่นคลอรีน อาจตั้งน้ำทิ้งไว้ 20-30 นาที กลิ่นคลอรีนก็จะหายไป และสำหรับผู้ที่กลัวสารไตรฮาโลมีเทน (Trihalomethanes) ในน้ำประปา หากคำนวณจากค่าความเข้มข้นของสารไตรฮาโลมีเทน ที่ถูกกำหนดไว้ให้ไม่เกิน 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร กรมอนามัยยืนยันว่าผู้บริโภคต้องบริโภคสารไตรฮาโลมีเทนนานถึง 252 ปี ถึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้

ปัจจุบันผู้บริโภคนิยมใช้เครื่องกรองน้ำที่มีชั้นหินดูดกลิ่น และสารเรซินลดความกระด้าง หรือนำไปฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ผ่านแก๊ซโอโซนและแสงยูวี ทั้งนี้ท่อกรองน้ำที่เป็นเหล็กอาจมีสนิมสะสม หากใช้ไปนาน ๆ อาจทำให้น้ำกรองติดเชื้อได้ จึงควรทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่หากผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในการดื่มน้ำประปา การนำน้ำไปต้มเป็นเวลา 3-5 นาทีจนเดือดหรือที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส จะยังคงไว้ซึ่งแร่ธาตุ ทำให้น้ำสะอาดปราศจากจุลินทรีย์ แบคทีเรีย และลดความเสี่ยงจากสารไตรฮาโลมีเทนได้ จึงมั่นใจได้ว่าน้ำประปาสามารถดื่มได้ และไม่เป็นอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสัตว์เลี้ยง

น้ำแร่ดีกว่าน้ำเปล่าหรือไม่ อย่างไร?
หลายคนเชื่อว่าน้ำแร่นั้นมีประโยชน์มากกว่าน้ำเปล่า อาจเพราะแหล่งที่มาของน้ำแร่นั้นมาจากธรรมชาติ และไม่มีกลิ่นคลอรีน จึงทำให้ผู้บริโภคมั่นใจมากกว่า อีกทั้งน้ำแร่มีสารอาหารรอง (Micronutrients) เช่น แคลเซียม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและมีรสชาติที่ดีกว่า ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ผู้บริโภคมุ่งความสนใจไปที่ส่วนประกอบสำคัญในน้ำแร่มากนัก เนื่องจากสารอาหารที่อยู่ในน้ำแร่นั้นยังไม่สามารถระบุปริมาณที่แน่นอนได้

อย่างไรก็ตาม น้ำแร่อาจปนเปื้อนสารตกค้างได้จากบรรจุภัณฑ์ หากเก็บไว้เป็นเวลานาน เก็บไว้ในที่มีอากาศร้อนหรือในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจทำให้จุลินทรีย์ก่อตัวในน้ำเป็นอันตรายต่อร่างกาย

น้ำอุ่นหรือน้ำเย็น อะไรดีกว่ากัน ?
จริง ๆ แล้วไม่อาจตัดสินได้ว่าน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นนั้นดีกว่ากัน เพราะมีประโยชน์แตกต่างกันไป เช่น น้ำอุ่นมีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายใน เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายและเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต รวมไปถึงบรรเทาอาการคอแห้ง

jumboslot

แต่หากต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ออกกำลังกาย ยกน้ำหนัก ปั่นจักรยานหรือวิ่งในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและชื้น การดื่มน้ำเย็นจะช่วยลดอุณหภูมิภายในร่างกายได้ดีกว่าน้ำอุ่น รวมไปถึงช่วยให้ทำกิจกรรมนั้น ๆ ได้นานขึ้นโดยไม่รู้สึกเหนื่อย

ดื่มน้ำเยอะ ๆ ดีจริงหรือ ?
การออกกำลังกายอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมาก โดยเฉพาะหากอุณหภูมิยิ่งสูงขึ้น อาจจำเป็นต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อทดแทนส่วนที่สูญเสียไป อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เป็นอันตรายร้ายแรงได้ เช่น ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia) มักพบได้ในการแข่งขันดื่มน้ำ การแข่งวิ่งระยะไกลหรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำเรียกอีกอย่างได้ว่า ภาวะน้ำเป็นพิษ เกิดขึ้นจากการดื่มน้ำปริมาณที่มากเกินไปภายในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น การดื่มน้ำรวดเดียวเป็นจำนวน 7 ลิตรหรือดื่มน้ำ 4 ลิตรภายใน 2 ชั่วโมง ที่อาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ ผู้ป่วยอาจปรากฏอาการป่วย ปวดหัว อาเจียน อ่อนเพลีย รวมไปถึงเวียนศีรษะ สับสน มือและเท้าบวม หากไม่รีบไปพบแพทย์ ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น สมองบวม และเสียชีวิต

โทษจากการดื่มน้ำน้อยเกินไป
การดื่มน้ำน้อยเกินไปอาจเกิดจากความกังวล หรือกลัวอันตรายของการดื่มน้ำมากเกินไป หรืออาจเข้าใจว่าการดื่มน้ำเพียง 8 แก้วต่อวันก็เพียงพอต่อร่างกายแล้ว ยิ่งหากเป็นผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ร่างกายจะสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ หากไม่เพิ่มปริมาณการดื่มน้ำ อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำได้

ภาวะขาดน้ำ เกิดจากการที่ร่างกายสูญเสียน้ำไปกับเหงื่อและปัสสาวะ มากกว่าปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไป ผู้ป่วยอาจสังเกตได้ว่าปัสสาวะมีสีเข้ม และปัสสาวะไม่บ่อยเท่าปกติ หรืออาจปรากฏอาการเหนื่อยล้าและกระหายน้ำอย่างรุนแรง สำหรับผู้ป่วยเด็ก อาจสังเกตได้ว่าผ้าอ้อมแห้งกว่าปกติ หรือปรากฏอาการต่าง ๆ เช่น ลิ้นแห้ง ปากแห้งและร้องไห้ไม่มีน้ำตา อาการดังกล่าวทั้งหมดของภาวะขาดน้ำอาจก่อให้เกิดอาการอื่น ๆ เพิ่ม เช่น

อารมณ์เปลี่ยนแปลง
สับสนหรือเบลอ
ท้องผูก
อุณหภูมิร่างกายสูงเกินไป
นิ่วที่ไต
ช็อก
อย่างไรก็ตาม ภาวะขาดน้ำอาจรักษาได้โดยการดื่มน้ำให้มากขึ้น แต่หากอาการรุนแรง ควรเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์อาจให้น้ำเกลือผู้ป่วยจนกว่าอาการจะหายไป

slot

รู้ได้อย่างไรว่าดื่มน้ำเพียงพอแล้ว ?
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการสังเกต ผู้ที่ดื่มน้ำเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะขับถ่ายสะดวก และมีปัสสาวะสีเหลืองใส แต่ผู้ที่ดื่มน้ำไม่เพียงพอจะมีปัญหาการขับถ่ายหรือท้องผูก และมีปัสสาวะสีเข้ม แต่หากมีปัญหาสุขภาพ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับไตหรือภาวะหัวใจล้มเหลว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำ

ไม่ควรดื่มน้ำระหว่างกินข้าวจริงหรือ ?
หลายคนมีความเชื่อว่าไม่ควรดื่มน้ำระหว่างกินข้าว เพราะอาจทำให้อาหารไม่ย่อยและเป็นโรคอ้วนได้ ซึ่งตรงข้ามกับความจริง การดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร ช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงช่วยให้อุจจาระไม่แข็งเกินไป ป้องกันอาการท้องผูก และช่วยให้ไม่รับประทานอาหารมากเกิน เพราะน้ำช่วยให้อิ่มเร็วขึ้นและกินช้าลง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรดื่มปริมาณมากจนเกินไป

แนะนำอาหารบำรุงเลือด

เลือดหรือโลหิต คือ สารเหลวที่ไหลเวียนไปตามอวัยวะทั่วร่างกายผ่านทางเส้นเลือดต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย

เครดิตฟรี

เซลล์เม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปทั่วร่างกาย
เซลล์เม็ดเลือดขาว สร้างภูมิคุ้มกัน ต้านทาน และกำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
เกล็ดเลือด ช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อมีบาดแผล ป้องกันภาวะมีเลือดออก
น้ำเลือด มีหน้าที่ขนส่งสารอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
หากการทำงานของระบบเลือดผิดปกติ ย่อมส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมได้ ดังนั้น อาหารบำรุงเลือดจึงช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายที่ดีได้ด้วยเช่นกัน และเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

อาหารบำรุงเลือด

นอกจากการไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและตรวจเลือดอยู่เสมอแล้ว สารอาหารและโภชนาการต่าง ๆ ที่เราบริโภคในชีวิตประจำวัน อาจมีส่วนช่วยในการบำรุงเลือดให้มีสุขภาพที่ดีได้ด้วย โดยมีงานค้นคว้าวิจัยมากมายเกี่ยวกับสารอาหารจากการบริโภคอาหารแต่ละประเภท

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสารอาหารบางอย่างจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย แต่ในแง่การบำรุงเลือดนั้น อาหารบำรุงเลือดประเภทใดบ้างที่อาจช่วยส่งเสริมสุขภาพเลือดได้ ?

อาหารบำรุงเลือดที่อาจช่วยกระตุ้นดูแลระบบเลือด

สล็อต

เนื้อปลา เนื้อปลาเป็นแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสูงแต่ให้แคลอรี่ต่ำ และอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นสารอาหารที่พบได้ในไขมันปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปลาแซลมอน ทูน่า ซาร์ดีน แมคเคอเรล งานค้นคว้าส่วนใหญ่สนับสนุนแนวคิดที่ว่า ควรบริโภคปลาในมื้ออาหารอย่างน้อย 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ เพื่อให้ได้รับสารโอเมก้า-3 ในปริมาณที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ธัญพืช ธัญพืชเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ ทั้งโปรตีน เส้นใยอาหาร วิตามินบี สารต้านอนุมูลอิสระ ธาตุเหล็ก สังกะสี ทองแดง และแมกนีเซียม โดยสามารถรับประทานธัญพืชได้อย่างหลากหลาย เช่น ขนมปังธัญพืช ถั่ว งา เมล็ดธัญพืชต่าง ๆ จมูกข้าว ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง เป็นต้น

เนื้อปลาและธัญพืชกับการบำรุงเลือด

จากการศึกษาผลลัพธ์ของการบริโภคธัญพืชร่วมกับเนื้อปลาและพืชบิลเบอร์รี่ ที่มีผลทางการรักษาต่อกลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะความผิดปกติที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด พบว่าอาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดไขมันดี (HDL) ในเลือด ช่วยป้องกันการสะสมของคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งหรือโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอุดตันสะสมของไขมันในเลือดได้

และอีกหนึ่งงานค้นคว้าประโยชน์จากเนื้อปลา ก็สนับสนุนผลลัพธ์ที่ว่า การบริโภคเนื้อปลาอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดไขมันชนิดเลว (LDL) ในเลือดของผู้ป่วยกลุ่มอาการเมตาบอกลิกลงได้เช่นกัน ซึ่งเป็นผลดีในการป้องกันความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ

ผักและผลไม้ พืช ผัก ผลไม้ เป็นแหล่งอาหารที่มีเส้นใยสูง อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเบต้า แคโรทีน การบริโภคผักและผลไม้หลากหลายชนิด จึงเป็นการบำรุงส่งเสริมให้ร่างกายมีสุขภาพดี ซึ่งสามารถรับประทานได้ในรูปแบบผักสด นำไปประกอบอาหาร ผลไม้สด ผลไม้แช่แข็ง ผลไม้อบแห้ง ผลไม้แปรรูป และน้ำผักผลไม้ เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

ผักผลไม้กับการบำรุงเลือด

มีงานทดลองที่ศึกษาเกี่ยวกับการบริโภคผักผลไม้ที่มีสารแคโรทีนสูงกับการลดปริมาณของ Plasma C-reactive ซึ่งเป็นโปรตีนในเลือดที่ทำปฏิกิริยาตอบสนองต่อกระบวนการอักเสบของร่างกาย ในกลุ่มตัวอย่างเพศชายผู้มีสุขภาพดีและไม่สูบบุหรี่ พบว่าการบริโภคผักและผลไม้ที่มีสารแคโรทีนจะมีสัญญาณการอักเสบและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลง อย่างไรก็ดี นักวิจัยยังคงคาดว่าการบริโภคผักผลไม้ทั่วไปในปริมาณมาก อาจช่วยลดกระบวนการอักเสบได้ด้วยการลดปริมาณของโปรตีนในเลือดที่ตอบสนองต่อกระบวนการอักเสบของร่างกาย

นมแพะและนมวัว

นมแพะกับนมวัวเป็นอาหารที่มีโภชนาการสูง มีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกัน โดยนมแพะจะมีแคลเซียม วิตามินเอ วิตามินบี 6 ไนอะซิน โพแทสเซียม ทองแดง และสารต้านอนุมูลอิสระเซเลเนียมมากกว่านมวัวเล็กน้อย ในขณะที่นมวัวจะมีปริมาณวิตามินบี 12 และกรดโฟลิคสูงกว่านมแพะมาก

นมแพะและนมวัวกับการบำรุงเลือด

มีงานค้นคว้าหนึ่งที่ทดลองประสิทธิผลทางการรักษาของนมแพะและนมวัว ในการฟื้นฟูฮีโมโกลบินในเซลล์เม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก พบว่าการบริโภคนมแพะหรือนมวัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการบริโภคนมแพะ จะช่วยฟื้นฟูฮีโมโกลบิน และเพิ่มปริมาณธาตุเหล็กที่ช่วยในกระบวนการสังเคราะห์ฮีโมโกลบินซึ่งเป็นสารประกอบโปรตีนในเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกาย ดังนั้น นมแพะจึงเป็นอาหารที่นักวิจัยแนะนำให้รับประทานในปริมาณที่พอดีเพื่อบำรุงเลือดในคนทั่วไป และในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

jumboslot

แม้จะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่สารอาหารบางอย่างในนมแพะก็มีน้อยกว่าที่พบได้ในนมวัว โดยเฉพาะกรดโฟลิค ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อกระบวนการตั้งครรภ์ ผู้ที่ตั้งครรภ์ควรรับประทานนมวัว หรือรับประทานนมแพะเสริมด้วยการบริโภคกรดโฟลิครูปแบบอาหารเสริมในปริมาณที่เหมาะสมตามที่แพทย์กำหนด เพื่อป้องกันการขาดกรดโฟลิค และต้องรับประทานนมแต่ละชนิดที่ผ่านการพลาสเจอร์ไรซ์แล้วเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ที่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารอื่น ๆ ที่ทำจากแพะหรือแกะด้วย เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายแก่ทารกในครรภ์ และสำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนในนมวัว ก็อาจมีโอกาสแพ้นมแพะด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากมีข้อสงสัยใด ๆ ในการบริโภคนมแต่ละชนิดว่าเหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ทั้งหมดนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า อาหารบางจำพวกอาจเป็นอาหารบำรุงเลือดได้ในบางแง่ที่ได้รับการศึกษาค้นคว้า และแม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน แต่สารอาหารที่ได้จากการรับประทานอาหารเหล่านี้ ย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายโดยรวม หากผู้บริโภครู้จักเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม

นอกจากอาหารบำรุงเลือด เราสามารถดูแลรักษาระบบเลือดให้มีสุขภาพดีได้อย่างไร ?

slot

ตรวจเลือด การตรวจเลือดใช้เวลาเพียงไม่นาน แพทย์จะใช้เข็มเจาะเก็บตัวอย่างเลือดไปส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ บุคคลทั่วไปแม้ไม่ใช่ผู้ป่วยก็สามารถตรวจเลือดได้ เพื่อตรวจสุขภาพร่างกายในปัจจุบัน ตรวจหาการติดเชื้อหรือสัญญาณการเจ็บป่วย ตรวจการทำงานของอวัยวะภายในระบบต่าง ๆ หรือตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรม เป็นต้น
ดูแลสุขภาพร่างกาย และหมั่นสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณของการป่วย รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดอาการป่วยหรือโรคภัยต่าง ๆ ด้วยการรับประทานอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ มีประโยชน์ทางโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รู้จักบริหารจัดการและผ่อนคลายความเครียด หลีกเลี่ยงการบริโภคสิ่งที่ไม่มีประโยชน์และอาจก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย ตรวจสุขภาพประจำปี และที่สำคัญ คือ หมั่นสังเกตสุขภาพร่างกายของตนเองอยู่เสมอ หากพบความผิดปกติหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการป่วยใด ควรปรึกษาหรือไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา
ป้องกันความเสี่ยงการเกิดโรคโลหิตจาง ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เพราะธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง และช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงในช่วงที่เสียเลือด เช่น ช่วงมีประจำเดือน ช่วงพักฟื้นหลังผ่าตัด เป็นต้น หากขาดธาตุเหล็กจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงเป็นโลหิตจาง โดยอาหารที่ควรรับประทานเพื่อช่วยป้องกันโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อไก่ ตับ ปลาแซมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ฟักทอง งา ซีเรียล เป็นต้น

การรักษาโรคโลหิตจาง

โลหิตจาง (Anemia) หรือภาวะซีด เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงในเลือดน้อยกว่าปกติ ทำให้นำออกซิเจนไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อในอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยลง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ เช่น เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ผิวซีดหรือผิวเหลือง เป็นต้น โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางอาจมาจากการเสียเลือด การสร้างเม็ดเลือดแดงที่ลดลง หรือเม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากขึ้น

เครดิตฟรี

ภายในเม็ดเลือดแดงประกอบด้วยโปรตีนชื่อ ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) เป็นองค์ประกอบหลัก มีหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์ในร่างกาย ซึ่งกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงของผู้ใหญ่มักถูกสร้างขึ้นในไขกระดูกตามปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการในการลำเลียงออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายในร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดแดงทั้งหมดจะถูกสร้างขึ้นจากเซลล์เม็ดเลือดแดงต้นกำเนิดก่อนเจริญเติบโตเป็นเม็ดเลือดแดงตัวอ่อนและพัฒนาจนเป็นเม็ดเลือดแดงตัวแก่ในเพียงไม่กี่วัน จากนั้นจึงถูกปล่อยเข้าสู่หลอดเลือด ซึ่งเม็ดเลือดแดงที่อยู่ในหลอดเลือดนี้จะมีอายุประมาณ 120 วัน ก่อนจะถูกกำจัดออกไปโดยม้าม ตับ และไขกระดูก จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่อีกครั้ง เพื่อทดแทนของเก่าที่ถูกกำจัดไป เมื่อเกิดความผิดปกติในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง หรือความปกติเกี่ยวกับเม็ดเลือดแดง จะส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เกิดความผิดปกติขึ้น

สาเหตุของภาวะโลหิตจาง
โดยทั่วไป ภายในเม็ดเลือดแดงจะมีฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) เป็นส่วนประกอบหลักของเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่ในการลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปเซลล์และเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย แต่เมื่อร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงน้อยลง ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอจนเกิดความผิดปกติในการทำงานตามมา โดยมีสาเหตุจากหลายประการ

การเสียเลือด เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในภาวะโลหิตจาง จากการเสียเลือดออกจากร่างกายทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเสียเลือดแบบฉับพลัน เช่น อุบัติเหตุ การผ่าตัด การคลอดบุตรและการแท้งบุตร การตกเลือด ฯลฯ หรือเป็นการเสียเลือดทีละน้อยที่เรียกว่า เสียเลือดแบบเรื้อรังจากหลายสาเหตุ เช่น เสียเลือดจากการมีประจำเดือน เป็นโรคเรื้อรังที่ก่อให้เกิดการเสียเลือดอย่างโรคริดสีดวงทวารหรือโรคพยาธิปากขอ เป็นต้น ซึ่งการสูญเสียเลือดแบบเรื้อรังนี้ยังก่อให้เกิดอาการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia) ตามมาภายหลังได้

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ปี พ.ศ.2551 พบอุบัติการทั่วโลกของโลหิตจาง 24.8% ซึ่งแบ่งสาเหตุได้เป็น 2 กลุ่มคือ

สล็อต

1.การสร้างเม็ดเลือดแดงน้อยลง ซึ่งอาจจะเกิดจากการขาดสารอาหารที่จำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ธาตุเหล็ก, โฟเลต (folate), วิตามินบี 12, โรคไขกระดูกฝ่อ (aplastic anemia), โรคที่มีเซลล์มะเร็งในไขกระดูก เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) เป็นต้น

  1. การสูญเสียเม็ดเลือดแดงจากกระแสเลือด ได้แก่การเสียเลือดทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง , การที่เม็ดเลือดแดงแตกหรือถูกทำลายไปเร็วกว่าปกติ เช่น โรคที่ร่างกายต่อต้านเม็ดเลือดแดงของตนเอง (โรค autoimmune hemolytic anemia), โรคโลหิตจางกรรมพันธุ์บางชนิด เช่น โรคขาดเอ็นซัยม์ของเม็ดเลือดแดง, โรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น

สาเหตุจากการสูญเสียเลือดพบได้บ่อย โดยเฉพาะเลือดออกจากทางเดินอาหาร ได้แก่ โรคกระเพาะอาหาร โรคริดสีดวงทวาร โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

ผู้สูงอายุบางรายอาจรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ เบื่ออาหาร มีโรคประจำตัวบางอย่าง เลือกรับประทานอาหาร อาจทำให้โลหิตจางได้ หรือโรคเรื้อรัง เช่น ไตวาย โรคตับ เป็นต้น ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดได้น้อยกว่าปกติ

อาการของโลหิตจาง

ซีด อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย มึนงงศีรษะ หน้ามืด บางคนที่โลหิตจางมากอาจเป็นลม หมดสติ หกล้ม หัวใจวายได้ หรืออาการต่างๆ เหล่านี้ คือ…

อาการเหนื่อยง่าย เหนื่อยง่ายหมายถึงรู้สึกเหนื่อยผิดปกติเวลาที่ต้องออกแรง เช่น เคยเดินบันไดได้โดยไม่เหนื่อยแต่กลับเหนื่อย ถ้ามีโลหิตจางรุนแรง แค่เดินในบ้านก็อาจเหนื่อยแล้ว เวลาเหนื่อยอาจมีอาการใจสั่นร่วมด้วย ที่รุนแรงอาการมีอาการของโรคหัวใจวาย คือ เหนื่อย แน่นหน้าอก หอบ เป็นต้น
อาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ
อาการเป็นลม หน้ามืด วิงเวียน
อาการทางสมอง เช่น รู้สึกสมองล้า หลงลืมง่าย ขาดสมาธิในการทำงาน เรียนหนังสือไม่ดีเท่าที่ควร นอนไม่หลับ
อาการหัวใจขาดเลือด มักพบในคนที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โลหิตจาง ทำให้อาการของหัวใจรุนแรงขึ้น เจ็บหน้าอกง่ายขึ้น
อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร ท้องอืด

สล็อตออนไลน์

เมื่อเป็นโลหิตจางออกกำลังกายได้ไหม

โดยทั่วไปไม่มีข้อห้าม คุณสามารถออกกำลังกายชนิดทนทานได้ เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ รำมวยจีน เต้นรำ ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ยกเว้นถ้าคุณมีปัญหาโลหิตจางอย่างรุนแรง หรือแค่เดินเบาๆ 10-15 นาทีก็เหนื่อยแล้ว ควรพบแพทย์หาสาเหตุของโลหิตจาง และทำการแก้ไขเสียก่อน

การออกกำลังกายทำให้โลหิตจางหรือไม่

บ่อยครั้งนักกีฬาชนิดความทนทานเช่นนักปั่นจักรยานทางไกล หรือนักวิ่งมาราธอน ได้รับการวินิจฉัยว่าโลหิตจาง ซึ่งแท้จริงแล้วการออกกำลังแบบหนักหน่วงนี้ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางเทียม เกิดจากการปรับตัวของร่างกายขณะออกกำลังกายจะมีปริมาณพลาสม่าและเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณพลาสม่าเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่า ทำให้เสมือนหนึ่งว่าค่าฮีโมโกลบินต่ำลง ในกรณีแบบนี้ค่าเฟอร์ริตินในเลือดปกติ ถือเป็นภาวะโลหิตจางเทียมที่เกิดจากการออกกำลังกาย ส่วนใหญ่นักกีฬาจะไม่มีอาการอะไร ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยธาตุเหล็ก

หลังบริจาคเลือดแล้วจะกลับไปออกกำลังกายได้เมื่อไร

ในการบริจาคเลือดแต่ละครั้งใช้ไปประมาณ 350-450 มิลลิลิตรคิดเป็น 10% ของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกายเรา มีการทดลองในปี พ.ศ.2556 กับนักปั่นจักรยาน 19 คนโดยให้ทำการบริจาคเลือดแล้วจากนั้นทำการวัดค่า VO2max ภายหลัง 2ชม, 2วัน และ 7วัน แล้วเทียบกับตอนก่อนที่บริจาคเลือด ผลลัพธ์คือค่าVO2max ลดลง15%, 10%, และ7%ตามลำดับ โดยทั่วไปหลังบริจาคเลือด 24 ชั่วโมงก็ออกกำลังกายเบาๆได้ แต่ถ้าเป็นระดับการแข่งขันควรเลย 2 สัปดาห์ไปแล้วหลังบริจาคเลือดจะดีกว่า

jumboslot

การฝึกออกกำลังกายเพื่อเพิ่มเม็ดเลือดแดง

ปัจจุบันมีการจำลองสถานการณ์เหมือนออกกำลังกายในที่สูงกว่า 1500-2500 เมตร เพื่อให้เกิดภาวะออกซิเจนต่ำ ไปกระตุ้นไตหลั่งฮอรโมน Erythropoietin ( EPO ) ให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น ที่เรียกกันว่า Altitude training พบว่าการฝึกออกกำลังกายชนิดทนทาน ในห้องหรือใส่หน้ากากที่มีออกซิเจนต่ำประมาณ 15% เป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ จะเพิ่มเม็ดเลือดแดงในเลือดได้ ในประเทศที่มีพื้นที่สูงอาจให้นักกีฬาขึ้นไปนอนบนที่สูงแต่กลับลงมาฝึกออกกำลังกายในพื้นที่ระดับน้ำทะเล เรียกว่า Live Hi- Train Low ก็ได้ผลในการเพิ่มเม็ดเลือดแดงและสมรรถนะในการเล่นกีฬาเช่นเดียวกัน

การรักษาภาวะโลหิตจาง
ภาวะโลหิตจางมีลักษณะอาการไม่เฉพาะเจาะจงที่บอกได้ชัดเจน จึงจำเป็นต้องทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด การรักษาภาวะโลหิตจางยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทของโลหิตจาง สาเหตุการเกิด ระดับความรุนแรง ซึ่งเป้าหมายของการรักษา คือ การเพิ่มความสามารถในการลำเลียงออกซิเจนในร่างกายได้มากขึ้น โดยการรักษาจะประกอบไปด้วย

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและวิตามินเสริม เนื่องจากภาวะโลหิตจางบางประเภทเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่เพียงพอ หรือภาวะบางอย่างจากโรค ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงและวิตามินต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินบี 12 กรดโฟลิก รวมถึงวิตามินซี ที่มีส่วนช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดง เครื่องใน อาหารทะเล ผักใบเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ไข่ นม เป็นต้น

รับประทานยาหรือฮอร์โมน ในบางรายแพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางรับประทานยา ฮอร์โมน หรือวิธีทางแพทย์อื่น ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตเม็ดเลือดแดงได้มากขึ้นหรือรักษาภาวะโลหิตจางจากบางสาเหตุ เช่น

slot

รับประทานยาปฏิชีวนะในการรักษาอาการติดเชื้อ
การให้ฮอร์โมนบางประเภท เพื่อช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในผู้ที่ประจำเดือนมามากผิดปกติ
การฉีดฮอร์โมนอิริโธรโพอิติน
เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไขกระดูก
การรักษาด้วยวิธีคีเลชั่นบำบัด (Chelation Therapy) เพื่อขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกจากร่างกาย
เปลี่ยนถ่ายเลือด ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางรุนแรงหรือมีระดับของฮีโมโกลบินต่ำกว่า 8 กรัมต่อเดซิลิตร แพทย์อาจแนะนำการรักษาด้วยวิธีการเปลี่ยนถ่ายเลือด โดยการรักษาด้วยวิธีนี้จะช่วยเพิ่มระดับของฮีโมโกลบินให้สูงขึ้น และยังช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยให้ดีขึ้นด้วย

ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดและไขกระดูก โดยการนำเซลล์ต้นกำเนิดที่ปกติไปแทนเซลล์ที่มีความผิดปกติ เพื่อช่วยให้การสร้างเม็ดเลือดแดงมีปริมาณมากขึ้น

ผ่าตัด เพื่อช่วยรักษาการเสียเลือดมากในอวัยวะนั้น ๆ จากโรคเรื้อรังบางชนิด แต่ในกรณีที่ตรวจไม่พบอาการเลือดออกจากอวัยวะอื่น แต่มีอาการซีดรุนแรงและม้ามโต แพทย์อาจพิจารณาให้ตัดม้ามออก เนื่องจากเกิดการทำลายเม็ดเลือดแดงที่ผิดปกติในม้าม ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายในปริมาณมาก

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะโลหิตจาง
ภาวะโลหิตจางสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หรือปล่อยให้เป็นเรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ที่ผิดปกติไป เนื่องจากการลำเลียงออกซิเจนไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทำได้ไม่ดี จึงเกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น อาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย แผลหายได้ช้า ท้องเสีย เป็นต้น อาการเหล่านี้มักไม่ร้ายแรง

ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นภาวะโลหิตจางมีโรคประจำอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การติดเชื้อ HIV โรคเอดส์ โรคมะเร็ง อาจส่งผลให้การรักษาของโรคทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสการเกิดโรคแทรกซ้อนใหม่ได้

บางรายที่มีอาการรุนแรง อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) เนื่องมาจากการทำงานหนักของหัวใจในการส่งเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายมากขึ้น เพื่อชดเชยปริมาณออกซิเจนที่ไม่เพียงพอในเลือดจากจำนวนเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ จึงทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ ไม่สม่ำเสมอ อาจเต้นเร็วหรือช้าเกินไป ซึ่งสามารถนำไปสู่โรคหัวใจโต หรือเกิดอาการหัวใจวายได้

ทั้งนี้ ภาวะโลหิตจางจากโรคทางพันธุกรรมบางโรค เช่น โลหิตจางจากโรคธาลัสซีเมีย หรือโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงผิดปกติ หากมีความผิดปกติระดับรุนแรงมากสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจนถึงเสียชีวิตได้

ทริคการรับมือกับความวิตกกังวล

ความรู้สึกวิตกกังวลเป็นปฏิกิริยาการตอบสนองตามปกติของร่างกายเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกเครียดหรือกดดัน สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนและเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การเรียนรู้วิธีการรับมือด้วยตนเองอาจช่วยลดความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นได้อย่างง่าย ๆ และมีประสิทธิภาพ

เครดิตฟรี

ความวิตกกังวลเกิดขึ้นเมื่อสมองรับรู้ถึงความไม่มั่นคงหรือไม่ปลอดภัยในชีวิต จึงสร้างปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นภายในร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจในสถานการณ์ที่กดดันได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากรู้สึกวิตกกังวลมากเกินไปอาจทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้ บทความนี้จึงได้รวบรวมวิธีการจัดการกับความวิตกกังวลด้วยตนเองมาฝากกัน

5 วิธีรับมือกับความวิตกกังวล
เครียดและกังวลมากเกินไป ลดความรู้สึกวิตกกังวลได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีการเหล่านี้

  1. จัดการกับความรู้สึกของตัวเอง
    การห้ามไม่ให้เกิดความรู้สึกกังวลเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากความกังวลเป็นความรู้สึกไม่สบายใจหรือความกระวนกระวายที่มีต่อสถานการณ์หนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้ นอกจากนี้ บางคนอาจรู้สึกว่าความวิตกกังวลช่วยให้เกิดความรู้สึกตื่นตัวพร้อมรับกับสถานการณ์ หรือหากไม่รู้สึกกังวลอาจทำให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นตามมา

อย่างไรก็ตาม หากมีความวิตกกังวลมากเกินไป อาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ จึงไม่ควรใช้เวลาส่วนใหญ่หมกมุ่นไปกับเรื่องที่กังวล โดยอาจกำหนดระยะเวลาในช่วงสั้น ๆ ของวัน หรือใช้วิธีการจดบันทึกความคิดหรือความรู้สึกในแต่ละวันลงในสมุดจด ซึ่งนอกจากจะเป็นการระบายความรู้สึกไม่สบายใจแล้ว ยังช่วยให้ได้สังเกตเห็นเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันอีกด้วย

  1. ดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรง
    สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงจะช่วยให้เราพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยให้จัดการกับความเครียดและวิตกกังวลได้ดีขึ้น โดยอาจจะลองทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

สล็อต

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน นอกจากนี้ ควรระมัดระวังการรับประทานสารปรุงแต่งอาหารและภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากอาจทำให้บางคนมีอารมณ์แปรปรวนได้ง่ายกว่าปกติ
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างการเดินเร็วหรือการวิ่ง ซึ่งจะช่วยลดการสร้างฮอร์โมนความเครียด ทำให้นอนหลับได้สนิทยิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความมั่นใจในรูปร่างของตนเองอีกด้วย
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากการอดนอนอาจกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวลและโรคอื่น ๆ ตามมา โดยการเข้านอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ก่อนนอน และจัดบรรยากาศในห้องให้เอื้อต่อการนอนหลับได้สนิท

  1. จำกัดปริมาณการดื่มคาเฟอีน
    การบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่างชา กาแฟ หรือช็อคโกแลต ในปริมาณมากหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) โรคแพนิค (Panic Disorder) และโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) หรือยิ่งอาจทำให้อาการที่เป็นอยู่แย่ลง ดังนั้น ควรจำกัดปริมาณการรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะอาจช่วยลดอาการวิตกกังวลได้
  2. พูดคุยกับคนใกล้ตัว
    หากมีเรื่องไม่สบายใจหรือรู้สึกกังวล การพูดคุยกับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวที่พร้อมรับฟังอาจทำให้ได้ระบายความตึงเครียดในใจ และได้รับปลอบโยนให้รู้สึกสบายใจขึ้น รวมถึงอาจได้รับคำแนะนำที่ดีสำหรับสถานการณ์ที่กดดันและไม่มีทางออก การได้พูดคุยกับคนที่เรารู้สึกสนิทใจยังช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าเราไม่ได้เผชิญกับความยากลำบากอยู่เพียงลำพัง

สล็อตออนไลน์

  1. ฝึกสติและสมาธิ
    แม้ว่าการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การดูภาพยนตร์ การฟังเพลง หรือการทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ อาจช่วยลดความวิตกกังวลได้ แต่กิจกรรมเหล่านี้อาจช่วยได้ในกรณีที่มีความไม่สบายใจในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ในขณะที่การฝึกสติและสมาธิอาจช่วยให้ผู้ที่รู้สึกวิตกกังวลในระยะยาวมีอาการดีขึ้นได้ อย่างการนั่งสมาธิหรือการเล่นโยคะ โดยจะช่วยผ่อนคลายร่างกายและทำให้จิตใจสงบ ซึ่งนอกจากจะทำให้ความวิตกกังวลหรือความเครียดที่รบกวนจิตใจลดลงแล้ว ยังอาจช่วยให้ผู้ปฏิบัติมองเห็นคุณค่าในตนเองเพิ่มขึ้นอีกด้วย

เมื่อความวิตกกังวลเริ่มมีผลกระทบต่อชีวิต
ความวิตกกังวลทั่วไปอาจกลายเป็นปัญหาทางสุขภาพจิตได้เมื่อความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน โดยไม่รู้สึกดีขึ้นหรือรู้สึกแย่ลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างมีความสุข จะถือว่ามีอาการของภาวะวิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder หรือ GAD)

ภาวะวิตกกังวลทั่วไป เป็นภาวะความผิดปกติทางจิตใจที่ผู้ป่วยมีความรู้สึกเครียดหรือกังวลมากผิดปกติเป็นระยะเวลานาน โดยอาจเกิดจากการเผชิญกับเหตุการณ์กดดันหรือตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง เช่น ปัญหาครอบครัวหรือปัญหาเรื่องเงิน และอาจพบได้ในผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติของโรคนี้มาก่อน ซึ่งแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกันไป เช่น มีความกังวลหรือไม่สบายใจ บางครั้งอาจไม่สามารถระบุสาเหตุของความกังวลได้ รู้สึกหงุดหงิดไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

jumboslot

การดูแลและจัดการกับความวิตกกังวลด้วยตนเอง อาจช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความเครียดในเรื่องที่ไม่สบายใจได้ อย่างไรก็ตาม หากมีสัญญาณหรืออาการที่เข้าข่ายว่าเป็นโรควิตกกังวลทั่วไป การดูแลตนเองอาจไม่เพียงพอสำหรับการรักษา จึงควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและรับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม อย่างการใช้ยาหรือการบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy) จะช่วยลดความรุนแรงของโรควิตกกังวลและช่วยป้องกันการเกิดอาการซ้ำอีกในภายหลัง

ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตระหนก

“ก่อนอื่นเลยต้องรู้ตัวก่อนว่าตัวเองนั้นกำลังกังวลอยู่” การที่เรามีสติรับรู้อารมณ์ของเรานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นประตูที่จะนำไปสู่การแก้ไขได้ วิธีสังเกตง่ายๆว่าเรากำลังกังวลอยู่ ก็เช่น เริ่มหายใจเร็วขึ้น รู้สึกใจเต้นแรงมีเหงื่อออก มีอาการปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ หรือเริ่มมีความคิดวกวนอยู่กับปัญหาแต่ไม่รู้ว่าจะหาทางแก้ไขได้อย่างไรหรือมีอาการย้ำคิดทำนองว่าเรื่องร้ายๆกำลังจะเกิดขึ้นกับตนหรือคนใกล้ชิด

การมีสติที่ดีจะช่วยให้เรารับรู้และเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่า“เรากำลังกังวลอยู่นะ” สามารถที่จะค่อยๆเรียบเรียงไปได้ว่า “เรากังวลเรื่องอะไร” ซึ่งจะทำให้เราหาวิธีมาผ่อนคลายความกังวลได้ตรงจุดมากขึ้นเรียกง่ายๆว่าสามารถเกาได้ถูกที่คัน

อีกทั้งการมีสติยังจะช่วยระงับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆที่อาจจะทำออกไปโดยไม่ได้ไตร่ตรองหรือทำไปโดยความตกใจและจะทำให้เกิดผลเสียตามมา เช่น กังวลว่าจะเตรียมตัวไม่พร้อมสำหรับงานสำคัญ เลยนำไปสู่พฤติกรรมเช็คของซ้ำๆ หยิบเข้าหยิบออก หยิบของออกมาเรียงใหม่และสุดท้ายก็ลืมเก็บของบางชิ้นเข้ากระเป๋า หรือมีความกังวลในบางเรื่องอย่างมากจนเผลอพูดเรื่องนั้นซ้ำๆ ทำซ้ำๆ ขอร้องหรือบังคับให้คนอื่นทำอะไรซ้ำๆบางอย่างเพื่อให้ตัวเองคลายกังวล จนอาจทำให้ผู้อื่นเกิดความอึดอัดรำคาญ เป็นต้น

เตรียมพร้อมทั้งกายและใจ

slot

ในภาวะที่ต้องเผชิญกับความเครียด ร่างกายและจิตใจถือว่ามีความสำคัญพอๆกันดังนั้นเราจะต้องพยายามเตรียมความพร้อมของทั้งกายและใจให้ดี

ในส่วนของร่างกาย ควรพยายามหาโอกาสให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย พยายามทานอาหาร น้ำ และพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ โดยทำเท่าที่ได้ ไม่ควรตั้งเป้าหมายหรือ คาดหวังผลลัพทธ์ที่สูง เช่น ไม่ควรพยายามเพ่งให้ตัวเองนอนหลับ หลายคนคิดทั้งคืนว่า คืนนี้เราต้องนอนหลับให้ได้ เพราะพรุ่งนี้มีงานสำคัญรออยู่ การคาดหวังแบบนี้จะยิ่งทำให้ร่างกายตื่นตัวและนอนไม่หลับในที่สุด หากเปลี่ยนมาใช้ความเข้าใจทุกอย่างตามความเป็นจริงว่า เอาแค่เราได้หลับตาพักสายตา ไ้ด้รีแลกซ์ร่างกายก็พอ จะหลับก็ช่างไม่หลับก็ช่างแต่ถือซะว่าเราได้พักแล้ว การคิดแบบวิธีหลังน้ีเป็นการคิดแบบลดความคาดหวังลง จะเป็นผลดีต่อการนอนหลับมากกว่า

แต่อย่างไรก็ตามบ่อยครั้งที่บุคคลที่มีความวิตกกังวลในระดับสูง มักจะมีอาการเบื่ออาหารหรือคลื่นไส้ อาเจียน และนอนไม่หลับ ถ้ามีอาการเช่นนี้บ่อยๆควรปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์อาจแนะนำให้ทานยานอนหลับในขนาดต่ำๆ ใช้เฉพาะในช่วงที่มีความวิตกกังวลสูงจริงๆเท่านั้น หรืออาจทานยาอื่นๆประคับประคองได้ตามอาการ เช่น ทานยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้เป็นครั้งคราว

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมทางใจเผื่อเผชิญกับความเครียด เช่น หากรู้ตัวว่าตนเองกำลังอยู่ในภาวะเครียดวิตกกังวล ควรเริ่มจากการค่อยๆพยายามผ่อนคลายตัวเองก่อน โดยใช้เทคนิคง่ายๆสามารถทำด้วยตนเองได้เช่น การควบคุมให้ตัวเองหายใจเข้าออกลึกๆ (deep breathing exercise) โดยหายใจเข้าและออกเป็นจังหวะช้าๆระหว่างทำให้มีสติรับรู้การหายใจของตนเองอยู่ตลอดเวลา หรือ การคลายเครียดด้วยการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อ(progressive muscle relaxation) โดยจะให้เกร็งกล้ามเนื้อก่อนแล้วจึงปล่อยคลายให้เกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อทีละส่วนๆค่อยๆทำไปจนครบ หากปฏิบัติได้ถูกต้องจะช่วยลดระดับความเครียดและความวิตกกังวลลงทำให้รู้สึกสบายขึ้นได้

หลังจากความเครียดค่อยๆเริ่มลดลงแล้วเราควรให้กำลังใจตัวเอง ให้คิดในเชิงบวกว่า ที่ผ่านมาเราเคยจัดการความเครียดแบบนี้ได้อย่างไรปัญหาเช่นนี้หรือยากกว่านี้ที่ผ่านมาเราก็เคยเจอมาแล้วและในครั้งนี้เราก็จะพยายามทำดีที่สุดเพื่อให้มันผ่านพ้นไป วิธีคิดแบบนี้จะเป็นแนวทางที่ส่งเสริมให้เราแก้ไขปัญหาและเผชิญกับปัญหาได้ดีขึ้น

หลังจากที่เราเริ่มค่อยๆจัดการกับความวิตกกังวลในใจเราได้บ้างแล้ว ให้พยายามมองออกไปด้านนอกตัวเอง พยายามเป็นผู้สังเกตการณ์ดูบ้าง ลองมองไปดูว่าในปัญหาเดียวกันนี้ถ้าเกิดขึ้นกับคนอื่นๆ เขาน่าจะมีวิธีจัดการเหมือนหรือต่างจากเราอย่างไร พยายามค่อยๆเรียนรู้เทคนิคอื่นๆจากคนที่ประสบความสำเร็จ หรือคนที่เราชื่นชม เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือต่อความเครียดรั้งต่อๆไป เรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มภูมิคุ้นกันความเครียดให้แก่ตัวเอง