cathedraledetunis

Day: September 2, 2021

การรักษากรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์

กรดไหลย้อนเป็นอีกอาการหนึ่งที่ผู้หญิงตั้งครรภ์มักต้องเผชิญ โดยมีสาเหตุมาจากความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ซึ่งแม้จะไม่เป็นอันตราย แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ ดังนั้น ว่าที่คุณแม่จึงควรศึกษาวิธีรับมือและบรรเทาอาการกรดไหลย้อน เพื่อช่วยให้รู้สึกสบายตัวและใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

เครดิตฟรี

กรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์เกิดจากอะไร ?

กรดไหลย้อนเป็นอาการแสบร้อนกลางอกที่เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณหลอดอาหารคลายตัวผิดปกติ หากเกิดภาวะนี้ในหญิงตั้งครรภ์มักมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลงและทำให้กล้ามเนื้อหูรูดบริเวณปลายหลอดอาหารที่อยู่ติดกับกระเพาะคลายตัวบ่อยกว่าปกติ ประกอบกับทารกในครรภ์เจริญเติบโตขึ้นจนมดลูกขยายขนาดใหญ่ขึ้นและเบียดกระเพาะอาหารให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น เมื่อรับประทานอาหารมาก ๆ หรือเอนตัวลงนอนหลังรับประทานอาหารเสร็จไม่นาน น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจึงไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ทำให้รู้สึกเจ็บและแสบร้อนบริเวณหน้าอกตามมา

สัญญาณของโรคกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนจะมีอาการเช่นเดียวกับคนทั่วไป โดยอาการที่พบได้ มีดังนี้

แสบร้อนบริเวณคอหรือหน้าอกส่วนบน
เรอบ่อย เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกขมคอหลังจากตื่นนอน
คลื่นไส้ อาเจียน
ระคายเคืองคอ หรือเสียงแหบ
ทั้งนี้ ภาวะกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์แต่อย่างใด เพียงแต่อาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวันของตัวคุณแม่เอง และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบได้ ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปเองหลังจากคลอดบุตรแล้ว

สล็อต

วิธีรับมือภาวะกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์

ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตประจำวันตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

รับประทานอาหารเป็นมื้อย่อย ๆ ควรแบ่งมื้ออาหารให้ถี่ขึ้นและลดปริมาณการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลง รวมทั้งเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน
ไม่นอนหลังจากเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ ควรนั่ง ยืน หรือลุกเดินอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารแล้วค่อยเอนตัวนอน
หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหาร ควรเปลี่ยนมาดื่มน้ำหลังรับประทานอาหารเสร็จและในช่วงระหว่างมื้ออาหารแต่ละมื้อแทน
หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อน เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว อาหารรสจัด อาหารไขมันสูง อาหารที่มีกรดเป็นส่วนประกอบ น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เป็นต้น
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของมินท์ เพราะจะยิ่งส่งผลให้อาการกรดไหลย้อนรุนแรงขึ้นได้
เคี้ยวหมากฝรั่งหลังรับประทานอาหาร มีการศึกษาพบว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาลและไม่ใช่รสมินท์จะช่วยเพิ่มน้ำลาย ซึ่งน้ำลายจะช่วยชะล้างกรดในกระเพาะอาหารซึ่งไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารได้ ทว่ายังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แน่ชัดในด้านนี้
รับประทานโยเกิร์ตหรือดื่มนมเมื่อเกิดอาการ เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนจากกรดไหลย้อนได้
ใช้หมอนหนุนบริเวณลำตัวส่วนบนระหว่างนอนหลับ เพื่อให้หลอดอาหารอยู่สูงกว่ากระเพาะอาหาร ป้องกันกรดไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร และควรนอนตะแคงซ้าย เพราะการนอนตะแคงขวาจะทำให้ตำแหน่งของกระเพาะอยู่เหนือหลอดอาหาร
สวมใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว เพราะการสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไปอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้เช่นกัน
ควบคุมน้ำหนัก การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดกรดไหลย้อนในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้
ใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นยาที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป มีฤทธิ์ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยให้มีกรดเกินไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหารน้อยลง แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ยาด้วย เพื่อความปลอดภัยต่อคุณแม่และทารกในครรภ์

สล็อตออนไลน์

อาการแบบใดที่ควรไปพบแพทย์ ?

แม้โดยปกติกรดไหลย้อนจะไม่เป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ แต่หากอาการของโรคเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก มีอาการกลืนลำบาก ไอ น้ำหนักลด หรืออุจจาระเป็นเลือด เป็นต้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา เพราะหากปล่อยไว้อาจส่งผลให้หลอดอาหารเกิดความเสียหายรุนแรงได้กรดไหลย้อนระหว่างตั้งครรภ์…โรคนี้ต้องระวัง
หนึ่งในโรคยอดฮิตของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ที่เป็นได้ง่ายและบ่อยมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและระบบภายในของร่างกาย รวมทั้งช่องท้องของคุณแม่จะเติบโตขึ้นผันแปรกับการเจริญเติบโตของทารกน้อยในครรภ์ ทำให้ดันไปที่กระเพาะอาหาร ซึ่งทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนหรือหลังรับประทานอาหาร คุณแม่จะรู้สึกแสบร้อนที่หน้าอก และมักเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วง 6-12 สัปดาห์ รวมทั้งระหว่างตั้งครรภ์ 3-6 เดือนและช่วงใกล้คลอด

รับมืออย่างไร…เมื่อคุณแม่เป็นกรดไหลย้อน
หากคุณแม่รู้ว่าสามารถเป็นโรคกรดไหลย้อนได้ง่ายระหว่างตั้งครรภ์ ก็ควรเตรียมตัวรับมือให้พร้อม เพื่อลดโอกาสการเกิดกรดไหลย้อนนี้ให้น้อยที่สุด โดยแบ่งการดูแลออกเป็นช่วงๆ เริ่มตั้งแต่ ในช่วง 1-3 เดือนแรก และเดือนที่ 7-9 ของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ต้องการโปรตีนในการบำรุงร่างกาย ทั้งเพื่อตัวคุณแม่เองและเด็กน้อยในครรภ์ ควรเลือกโปรตีนที่ย่อยง่ายและไขมันต่ำ เช่น เนื้อไก่และเนื้อปลา และไม่ควรทานอาหารมื้อละมากๆ แต่ให้เปลี่ยนเป็นมื้อละน้อยๆ แต่บ่อยแทนจะดีกว่า ซึ่งวิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดกรดไหลย้อนได้ด้วย

  • ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนนอน

เพราะจะยิ่งเพิ่มโอกาสเป็นโรคกรดไหลย้อนได้ง่ายมากขึ้น เพราะน้ำย่อยในกระเพาะยังทำงานอยู่ และน้ำย่อยมีฤทธิ์เป็นกรดจะเข้าไปกัดเนื้อเยื่อของหลอดอาหารจนทำให้แสบร้อนและปวดแน่นที่หน้าอกได้ ทางที่ดีคือควรทานอาหารมื้อสุดท้ายก่อนเข้านอนไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง และเป็นที่ว่ามาทำไมจึงไม่ควรนอนหลังทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ด้วย

jumboslot

  • สามารถใช้ยารักษาได้

แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจจากแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่ยาที่ได้รับสำหรับแก้โรคกรดไหลย้อนจะเป็นยาน้ำป้องกันกรดไหลย้อน ซึ่งจะตรงเข้าไปช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ลดโอกาสการเกิดกรดไหลย้อน ซึ่งการรับประทานยานี้ปลอดภัยทั้งกับคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ เพราะไม่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่มีผลกระทบกับการเจริญเติบโตของลูกน้อย

  • หลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท

เช่น อาหารหมักดอง อาหารรสเผ็ดหรือเปรี้ยวจัด รวมทั้งคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ด้วย เพราะเป็นอาหารที่กระตุ้นให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย

  • พยายามไม่เครียด
    เพราะความเครียดก็สามารถทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ เพราะเมื่อไหร่ที่มีความเครียด ร่างกายจะกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะหลั่งออกมามากขึ้นนั่นเองกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์เกิดจากอะไร
    คนท้องเป็นกรดไหลย้อน เพราะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหลอดอาหารคลายตัวผิดปกติ ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง กล้ามเนื้อหูรูดบริเวณปลายหลอดอาหารที่อยู่ติดกับกระเพาะคลายตัวบ่อยกว่าปกติ

คนท้องเป็นกรดไหลย้อน เพราะทารกโตขึ้นจนมดลูกขยายใหญ่เบียดกระเพาะอาหารให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น เมื่อรับประทานอาหารมาก ๆ หรือเอนตัวลงนอนหลังรับประทานอาหารเสร็จไม่นาน น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจึงไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ทำให้รู้สึกเจ็บและแสบร้อนบริเวณหน้าอกตามมา

slot

ทานอาหารเป็นมื้อย่อย ๆ ควรแบ่งมื้ออาหารให้ถี่ขึ้นและลดปริมาณการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลง รวมทั้งเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน

ไม่นอนหลังจากเพิ่งทานอาหารเสร็จ ควรนั่ง ยืน หรือลุกเดินอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารแล้วค่อยเอนตัวนอน

หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร ควรเปลี่ยนมาดื่มน้ำหลังรับประทานอาหารเสร็จและในช่วงระหว่างมื้ออาหารแต่ละมื้อแทน

หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อน เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว อาหารรสจัด อาหารไขมันสูง อาหารที่มีกรดเป็นส่วนประกอบ น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เป็นต้น

รับประทานโยเกิร์ต หรือดื่มนมเมื่อเกิดอาการ เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนจากกรดไหลย้อนได้

ใช้หมอนหนุน บริเวณลำตัวส่วนบน ระหว่างนอนหลับ เพื่อให้หลอดอาหารอยู่สูงกว่ากระเพาะอาหาร ป้องกันกรดไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร และควรนอนตะแคงซ้าย เพราะการนอนตะแคงขวาจะทำให้ตำแหน่งของกระเพาะอยู่เหนือหลอดอาหาร

สวมใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว เพราะการสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไปอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้เช่นกัน

ควบคุมน้ำหนัก การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดกรดไหลย้อนในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้

ใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นยาที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป มีฤทธิ์ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยให้มีกรดเกินไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหารน้อยลง แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ยาด้วย เพื่อความปลอดภัยต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ

ไม่เครียดเพราะความเครียดก็สามารถทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ เพราะเมื่อไหร่ที่มีความเครียด ร่างกายจะกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะหลั่งออกมามากขึ้น

อาการเรอบ่งบอกสาเหตุอะไรบ้าง

เรอ (Belching) เป็นปฏิกิริยาของร่างกายในการขับลมออกจากกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารออกทางปาก ทำให้เกิดเสียงที่เกิดจากสั่นของหูรูดหลอดอาหารและมีกลิ่นของอาหารที่ได้บริโภคและยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร โดยมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไปและทำให้กระเพาะอาหารพองตัว ซึ่งการเรอเป็นการขับลมออกเพื่อลดการพองตัวของกระเพาะอาหาร

เครดิตฟรี

สาเหตุของการเรอบ่อย

สาเหตุที่ทำให้เรอหรือเรอบ่อย เกิดจากการมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ ซึ่งการที่มีลมมากกว่าปกติมาจากสาเหตุหลายประการ ที่พบบ่อย ได้แก่ รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำอัดลม อย่างไรก็ตาม การเรอไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีลมมากเกินไปเท่านั้น แต่อาจมาจากอาการไม่สบายท้องที่เกิดจากสาเหตุอื่น อาจเป็นเพราะปัจจัยดังต่อไปนี้

การกลืนลม (Aerophagia) เป็นการกลืนอากาศเข้าไปทั้งที่เจตนาและไม่ได้เจตนา โดยการกลืนลมในปริมาณมากสามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมต่อไปนี้ เช่น
รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มเร็วเกินไป
รับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
เคี้ยวหมากฝรั่ง
ดื่มน้ำจากหลอดดูด
สูบบุหรี่
ใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดี
เกิดความวิตกกังวล
หายใจลึก ยาว หรือเร็วกว่าปกติ
ดูดนม เช่น เด็กอ่อนที่กินนมแม่
การรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มบางชนิดทำให้เรอบ่อยขึ้น เช่น
น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
อาหารที่มีแป้ง น้ำตาล หรือไฟเบอร์สูง
อาหารที่ทำมาจากโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด
ถั่ว
บรอกโคลี
หัวหอม
กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก
กล้วย
ลูกเกด
ขนมปังโฮลวีท
การมีกรดในกระเพาะอาหารมาก เช่น
ดื่มกาแฟ (สารคาเฟอีน)
ปัญหาด้านอารมณ์ จิตใจ และความเครียด

สล็อต

มีอาหารตกค้างในกระเพาะอาหารมาก จากน้ำย่อยอาหารไม่เพียงพอ เช่น กินอาหารมากเกินไป
การใช้ยาบางชนิด เช่น
ยาอะคาร์โบส (Acarbose) เป็นยารักษาเบาหวาน ชนิดที่ 2
ยาระบาย เช่น ยาแลคตูโลส (Lactulose) และยาซอร์บิทอล (Sorbitol)
ยาบรรเทาอาการปวด เช่น ยานาพรอกเซน ยาไอบูโพรเฟน และยาแอสไพริน โดยการใช้ยาแก้ปวดในปริมาณมากอาจทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เรอบ่อย
โรคประจำตัว ที่อาจทำให้มีอาการเรอบ่อย ได้แก่
โรคกรดไหลย้อน
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ
โรคกระเพาะอาหารหรือโรคแผลในกระเพาะอาหาร
ภาวะแพ้น้ำตาลแล็กโทสซึ่งอยู่ในอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบ
ภาวะการดูดซึมฟรุกโตสหรือซอร์บิทอล (Sorbitol) ที่ผิดปกติ คือไม่สามารถย่อยน้ำตาลฟรุกโตสหรือซอร์บิทอลได้
โรคติดเชื้อเอชไพโลไร (H.pylori) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร
สาเหตุอื่น ๆ ที่พบได้น้อย เช่น
โรคเซลิแอค (Celiac Disease) หรืออาการแพ้กลูเตนในอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ เช่น ขนมปัง
โรคตับอ่อนทำงานบกพร่อง ทำให้ขาดน้ำย่อยที่ใช้ในการย่อยอาหาร
Dumping Syndrome เป็นภาวะที่กระเพาะอาหารย่อยอาหารและส่งไปยังลำไส้เร็วเกินไปก่อนที่อาหารจะถูกย่อย
เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์ ?

โดยปกติอาการเรอมักจะไม่ทำให้เกิดภาวะที่น่ากังวลและสามารถหายไปได้เองโดยที่ไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเรอบ่อยและเรอมากกว่าปกติ หรือมีนิสัยในการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงหากพบว่ามีอาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์ทันที

สล็อตออนไลน์

ปวดท้องรุนแรงหรือปวดไม่หาย
ท้องเสีย
อุจจาระเปลี่ยนสี หรืออุจจาระบ่อย
อุจจาระปนเลือด
น้ำหนักตัวลด
เจ็บหน้าอก
แพทย์จะตรวจวินิจัยโดยการสอบถามประวัติและอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วย รวมไปถึงตรวจร่างกายและอาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ช่องท้อง ตรวจเอมอาร์ไอ (MRI) ซีทีสแกน (CT-scan) อัลตราซาวด์ หรือตรวจความผิดปกติในการย่อยอาหาร

อาการเรอหรือเรอบ่อย สามารถบรรเทาได้อย่างไร?

เรอที่เกิดขึ้นตามปกติทั่วไปไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่หากพบว่าเรอบ่อยหรือมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของระบบย่อยอาหารที่ผิดปกติ ในกรณีนี้จึงควรไปพบแพทย์ โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ

อย่างไรก็ตาม การเรอที่เกิดขึ้นทั่วไปจากลมที่มีมากในกระเพาะอาหารและลำไส้ สามารถบรรเทาได้ ดังนี้

ปรับพฤติกรรมการรับประทานและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่าง

รับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มให้ช้าลง จะช่วยลดการกลืนอากาศให้น้อยลงได้
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
ดื่มน้ำให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก
หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลแลคโตส สารให้ความหวานซอร์บิทอล หรือฟรุกโตส ซึ่งอาจทำให้การย่อยอาหารผิดปกติสำหรับบางคน

jumboslot

หลีกเลี่ยงผักหรือผลไม้บางชนิด เช่น ถั่ว กะหล่ำปลี หัวหอม แครอท แอปริคอท ลูกพรุน บรอกโคลี หัวหอม กะหล่ำดอก กล้วย ลูกเกด ขนมปังโฮลวีท รวมไปถึงหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่ทำจากโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งบางคนจะย่อยได้ยากและทำให้เกิดก๊าซมาก
อาจรับประทานโยเกิร์ตแทนดื่มนม เพราะพบว่าบางคนที่รับประทานโยเกิร์ตแทนการดื่มนมจะทำให้เกิดก๊าซน้อยกว่า เนื่องจากแบคทีเรียที่อยู่ในโยเกิร์ตได้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่ทำให้เกิดปัญหาในการย่อยสำหรับบางคนได้บางส่วน
หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม เพราะขณะที่กำลังเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม จะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
ตรวจสอบฟันปลอม เพราะหากฟันปลอมที่ใส่อยูไม่พอดี อาจทำให้ต้องกลืนอากาศเข้าไปมากเวลารับประทานอาหารและดื่มน้ำ
หลีกเลี่ยงความเครียด ความวิตกกังวล
รักษาด้วยการซื้อยาที่จำหน่ายที่ร้านขายยา

รักษาอาการจุกเสียดแน่นท้องหรือแสบร้อนกลางอกด้วยยาลดกรดและยาช่วยขับลมที่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เช่น ยาไซเมทิโคน (Simethicone) หรือถ่านกัมมันต์ (Activated Charcoa)
อาหารเสริมเอนไซม์ เช่น Alpha-D-Galactosidase สามารถช่วยย่อยน้ำตาลในผักและธัญพืชต่าง ๆ ซึ่งย่อยได้ยากหรือทำให้เกิดก๊าซมาก
ผู้ที่มีปัญหาการย่อยอาหารที่ผิดปกติจากภาวะตับอ่อนบกพร่อง สามารถรับประทานเอนไซม์จากตับอ่อนเสริมพร้อมอาหารเพื่อเพิ่มเอนไซม์ที่ขาดหายไปได้
ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาจจำเป็นต้องรักษาโดยแพทย์และใช้ยาตามแพทย์สั่ง รวมไปถึงการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย

อาเจียนแบบกระทันหัน
อาการเรอ ที่ตามมาด้วยการอาเจียนแบบควบคุมไม่ได้ หรืออาจไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า อาจบ่งบอกว่าคุณมีบางอย่างที่กำลังขัดขวางสำไส้ หรือเป็นอุปสรรคภายในทางเดินอาหาร โดยอาการแบบนี้ต้องรีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะ เพราะมีความเป็นไปได้หลายโรค ไม่ว่าจะเป็นลำไส้อักเสบ , ติดเชื้อในลำไส้ หรือเป็นไปได้ว่าอาจมีก้อนเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ก็เป็นได้

slot

ท้องบวม
หากคุณรู้สึกอึดอัดกับปริมาณลมมากมายที่อยู่ในท้อง เป็นไปได้ว่าอาจเกิดอาการท้องอืดซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การระคายเคืองในลำไส้ , ท้องอืดจากการแพ้นมวัว ซึ่งส่วนใหญ่มักจะไม่ใช่อาการรุนแรง แต่หากคุณพบอาการท้องบวมร่วมกับอาเจียนแล้วล่ะก็ ควรรีบไปพบแพทย์เช่นกันค่ะ

ปวดร้าวบริเวณซี่โครง
อาการเรอที่มีอาการร่วมกับการเจ็บร้าวบริเวณซี่โครง หรือหน้าท้องร่วมด้วย เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดจากอาการไส้เลื่อน ซึ่งถือแม้ว่าจะไม่ใช่โรครุนแรง แต่ก็ไม่ใช่อาการที่จะปล่อยทิ้งไว้ได้ เพราะอาจเกิดอันตรายตามมาในภายหลัง เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตค่ะ

แสบร้อนในลำคอ
หากอาการเรอของคุณมักเกิดขึ้นหลังจากการทานอาหาร พร้อมกับอาการแสบร้อนในลำคอและภายในทรวงอก ค่อนข้างชัดเจนว่านี่คืออาการของโรคกรดไหลย้อน ซึ่งหากปล่อยไว้นานๆ โดยไม่รักษา จะยิ่งทำให้หลอดอาหารถูกทำลายด้วยกรดและมีอาการแสบร้อนมากยิ่งขึ้น

น้ำหนักลดอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ลดน้ำหนัก
อาการน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งหากผู้ป่วยมีอาการเรอมากผิดปกติอาจมาจากโรคที่ไม่รุนแรงอย่างการแพ้อาหาร แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดของอาการประเภทนี้ คือ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากโรคมะเร็งลำไส้ด้วย

ระบบขับถ่ายแปรปรวน
อาการเรอเป็นอาการหนึ่งของโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งมักพบว่ามีอาการร่วมกับ การผายลมมากผิดปกติ ท้องเสียบ่อย ขับถ่ายกระปริดกระปรอย โดยนอกจากโรคลำไส้แปรปรวนแล้ว อาการเหล่านี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่แพ้น้ำตาลแลคโตส และอาหารบางประเภทด้วย

วิธีรับมือกับอาการเครียดลงกระเพาะ

ความเครียดและความวิตกกังวลสามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายในส่วนต่าง ๆ ได้ ไม่เว้นแม้แต่ระบบย่อยอาหาร หรือที่เรียกกันว่าภาวะเครียดลงกระเพาะ โดยอาจมีอาการคลื่นไส้ แสบร้อนกลางอก ท้องเสีย ท้องผูก หรืออาจทำให้โรคในระบบย่อยอาหารที่เป็นอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งการรักษาและป้องกันอย่างตรงจุดที่สุด คือ การเรียนรู้ที่จะรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้น
ความเครียดส่งผลต่อระบบย่อยอาหารอย่างไร ?

เครดิตฟรี

อวัยวะในระบบย่อยอาหารเป็นส่วนที่อ่อนไหวและมีเส้นประสาทจำนวนมาก ความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เส้นประสาทเหล่านี้สั่งการให้เลือดไหลเวียนช้าลง ทำให้กล้ามเนื้อในระบบย่อยอาหารทำงานแย่ลง และอาจก่อให้เกิดผลกระทบอื่น ๆ ตามมา ดังนี้

หลั่งกรดที่จำเป็นต่อการย่อยน้อยลง ส่งผลให้มีภาวะอาหารไม่ย่อยหรือท้องอืด
ระบบภูมิคุ้มกันทำงานน้อยลง ทำให้เสี่ยงติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ง่ายยิ่งขึ้น
กล้ามเนื้อหลอดอาหารหดเกร็งและมีกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่อาการอาหารไม่ย่อย
ท้องเสียหรือท้องผูก เนื่องจากลำไส้ใหญ่ตอบสนองต่อความเครียดที่เกิดขึ้น
มีอาการแสบร้อนกลางอกและกรดไหลย้อน เนื่องจากระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร และเกิดการบีบตัวของหลอดอาหารมากยิ่งขึ้น
มีแบคทีเรียชนิดไม่ดีเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าแบคทีเรียชนิดที่ดี ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี
นอกจากนี้ การเกิดความเครียดยังกระตุ้นให้อาการของโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารแย่ลงได้ เช่น โรคลำไส้แปรปรวน แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ เป็นต้น

เครียดลงกระเพาะ รับมืออย่างไร ?

การจัดการกับความเครียดเป็นวิธีบรรเทาอาการจากภาวะเครียดลงกระเพาะที่ได้ผล และสามารถทำได้ด้วยตนเอง เพียงลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง หมั่นทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย และพยายามแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามข้อแนะนำต่อไปนี้

สล็อต

ออกกำลังกายอย่างพอดี การออกกำลังกายกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี
ทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่น เล่นโยคะ ฟังเพลง วาดรูป ไปเที่ยว เป็นต้น
ฝึกสมาธิและการหายใจ ทำได้โดยนั่งในท่าที่รู้สึกสบายและหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ จากนั้นหลับตา เพ่งสมาธิไปที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทีละส่วน เริ่มจากศีรษะและไปหยุดที่กลางลำตัวหรือบริเวณท้อง เพื่อให้รู้สึกถึงกระบวนการต่าง ๆ ตามธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้นในร่างกาย
พูดคุยระบายความเครียด การปรึกษาเพื่อน ครอบครัว หรือคนรอบข้าง เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้รู้สึกสบายใจขึ้นได้ หรืออาจปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อให้ช่วยแนะนำวิธีรับมือกับความเครียดและปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อปัญหา
เลี่ยงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ อาหารบางชนิดส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร อีกทั้งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดความเครียดได้ โดยควรหลีกเลี่ยงอาหารขยะ อาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด รวมทั้งควรกินนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตให้บ่อยขึ้น เนื่องจากมี Probiotics ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในร่างกาย และทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน
จัดตารางงานอย่างเหมาะสม ไม่ทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพักผ่อน และจัดสรรงานที่ต้องทำให้เป็นไปอย่างมีระบบระเบียบ ตั้งเป้าหมายในแต่ละวันเพื่อไม่ให้รู้สึกว่ามีงานคั่งค้าง หากมีงานต้องรับผิดชอบมากเกินไปจนเกิดความตึงเครียด ควรขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้า
หาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา การเผชิญปัญหาบางอย่างนำมาซึ่งความเครียดและความวิตกกังวลได้ การแก้ไขที่ต้นเหตุของความเครียดจึงนับเป็นวิธีรับมืออย่างตรงจุด หรืออาจลองเปลี่ยนมุมมองความคิดต่อปัญหานั้น ๆ ให้เป็นไปในแง่ดีบ้าง
เลี่ยงการรับมือกับความเครียดด้วยวิธีที่ผิด เช่น สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น เพราะไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น แต่กลับยิ่งส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร รวมทั้งควรลดกาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและน้ำตาล ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเครียดและส่งผลต่อกระบวนการย่อยได้
หากอาการเครียดลงกระเพาะไม่ดีขึ้น ควรทำอย่างไร ?

สล็อตออนไลน์

การหมั่นสังเกตตนเองเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หากสงสัยว่าตนมีอาการของภาวะเครียดลงกระเพาะ การพยายามรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่ทำได้ด้วยตนเองในเบื้องต้น แต่หากความเครียดยังคงอยู่หรือส่งผลให้โรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารที่เป็นอยู่แย่ลง ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและป้องกันอาการของโรครุนแรงขึ้น

สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้ด้วยตนเอง แพทย์อาจแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ส่วนผู้ที่มีอาการปวดท้อง จุกหรือเสียดท้องติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือมีอาการกรดไหลย้อนร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป เพราะอาการดังกล่าวอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคแผลในกระเพาะอาหาร

สำหรับอาการของโรคอาจไม่แน่นอนในแต่ละบุคคล แต่ก็สามารถสังเกตได้ดังนี้

ปวดแน่นบริเวณลิ้นปี่และอาจมีอาการท้องอืด มวนท้องร่วมด้วย
คลื่นไส้อาเจียนทุกครั้งหลังจากรับประทานอาหาร เนื่องจากกระเพาะอาหารเป็นแผลและลำไส้บีบตัวจึงทำให้เกิดอาการดังกล่าว
ถ่ายอุจจาระผิดปกติ ซึ่งบางคนอาจถ่ายมากกว่าวันละ 3 ครั้ง และบางคนอาจถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
มักจะรู้สึกว่าถ่ายอุจจาระไม่สุดอยู่เสมอและอาจต้องเบ่งถ่ายมากกว่าปกติ
วิธีรักษา
เมื่อป่วยด้วยโรคเครียดลงกระเพาะ จะต้องทำการรักษาและดูแลตัวเองมากกว่าปกติ เพื่อให้อาการทุเลาลงและหายเร็วขึ้น โดยมีวิธีดังนี้

ระบายความรู้สึกให้ใครสักคนฟัง
เพราะการได้ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจให้กับใครสักคนฟัง จะทำให้รู้สึกสบายใจและช่วยคลายความเครียดได้เป็นอย่างดี โดยให้เลือกคนที่คิดว่าไว้ใจได้และรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่คุยกับเขา เท่านี้ก็จะทำให้อาการทุเลาลงอย่างรวดเร็วแล้ว
ออกกำลังกายบ่อยๆ
การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟินออกมามากขึ้น ซึ่งสารตัวนี้ก็จะช่วยคลายความเครียดและบรรเทาอาการของโรคเครียดลงกระเพาะได้อย่างดีเยี่ยม
ทานยาตามแพทย์สั่ง
ควรทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด จะทำให้อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วย
ปล่อยวางบ้าง

jumboslot

การเก็บทุกเรื่องมาคิด เป็นตัวการหนึ่งที่จะทำให้เกิดความเครียดและเป็นผลให้เกิดโรคดังกล่าว ดังนั้นจึงควรปล่อยวางบ้าง แล้วอาการป่วยจะดีขึ้นแน่นอน

การที่เรารับรู้สาเหตุของความเครียดนั้น ถือว่าเป็นต้นทางในการป้องกันความเครียดที่ดี และยังสามารถช่วยให้เราขจัดความเครียดได้อย่างตรงจุดและถูกวิธี สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำให้ตัวเราห่างไกลจากความเครียดคือการรักษาสมดุลของสภาพร่างกายและจิตใจให้ได้ ทั้งเราความคิด อาหาร การออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยป้องกันความเครียดจากจิตในเราได้ดีที่สุด

เวลาที่เรามีอาการเครียดมาก ๆ ฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดความแปรปรวน ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวกและกระเพาะอาหารจะหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลทำให้ระบบการทำงานย่อยอาหารแย่ลงได้ และอาจก่อให้เกิดผลกระทบอื่น ๆ ตามมา

ท้องอืด หรือภาวะอาหารไม่ย่อย เกิดจากการหลั่งกรดที่จำเป็นต่อการย่อยน้อยลง
แบคทีเรียชนิดไม่ดีเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี
ทำให้เสี่ยงติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ง่าย เพราะระบบภูมิคุ้มกันทำงานน้อยลง
ลำไส้ใหญ่ตอบสนองต่อความเครียดที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดอาการท้องผูกหรือท้องเสีย
ความเครียดยังกระตุ้นให้อาการของโรคระบบทางเดินอาหารแย่ลงได้ เช่น ลำไส้อักเสบ ลำไส้แปรปรวน เป็นต้น
อาการของโรคเครียดลงกระเพาะ

slot

ปวด จุก แน่น แสบบริเวณลิ้นปี่ มักจะเกิดหลังจากรับประทานอาหาร
เรอบ่อย อาหารไม่ย่อย มีอาการท้องเฟ้อ
รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน
ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในท้องมาก
ขับถ่ายออกมาเป็นเลือดหรือมีสีดำ
การจัดการความเครียดสามารถบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้ เพียงลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ออกกำลังกายให้พอดี เพื่อกระตุ้นหลั่งสารเอ็นโดรฟินที่จะช่วยผ่อนคลายความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ หรือจะฟังเพลง เล่นโยคะ ฝึกสมาธิ หรืออาจจะปรึกษาครอบครัว เพื่อน คนรอบข้าง เพื่อพูดคุยระบายความเครียดก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้สบายใจขึ้นได้ สำหรับในบางรายที่ไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้ด้วยตนเอง แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อช่วยแนะนำวิธีรับมือกับความเครียดและเปลี่ยนมุมมองกับปัญหาที่เจอค่ะ

อาหารกับการแน่นของลิ้นปี่

หลายคนอาจคิดว่าจุกแน่นลิ้นปี่เป็นเรื่องธรรมดาและจุกแน่นลิ้นปี่จากหลายสาเหตุก็สามารถรักษาได้อย่างง่ายดาย แต่แท้จริงแล้ว อาการดังกล่าวอาจรุนแรงมากขึ้นหรือก่อให้เกิดภาวะสุขภาพที่รุนแรงตามมาได้ ผู้ป่วยจึงไม่ควรชะล่าใจและละเลยในการรักษา โดยสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมและตรงจุด คือการทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของอาการจุกแน่นลิ้นปี่นั่นเอง

เครดิตฟรี

จุกแน่นลิ้นปี่เป็นความเจ็บปวดหรือการรู้สึกไม่สบายใต้ซี่โครงบริเวณหน้าท้องส่วนบน มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับอาการทั่วไปอื่น ๆ ของระบบย่อยอาหาร ซึ่งมีตั้งแต่แสบร้อนกลางอก ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง อิ่มเร็ว ไปจนถึงเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตาม สัญญาณอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละสาเหตุด้วย

สาเหตุของจุกแน่นลิ้นปี่
จุกแน่นลิ้นปี่อาจเกิดขึ้นจากหลากหลายสาเหตุ โดยมีตัวอย่างดังต่อไปนี้

กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร ส่งผลให้ผู้ป่วยเจ็บหน้าอกและบริเวณลำคอ ซึ่งปกติแล้วกรดไหลย้อนมักทำให้เกิดอาการ เช่น แสบร้อนกลางอก อาหารไม่ย่อย มีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก เจ็บคอ เสียงแหบ รู้สึกเหมือนมีก้อนภายในคอ ไอเรื้อรัง เป็นต้น
อาหารไม่ย่อย อาจเกิดจากการพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดี เช่น กินอาหารในปริมาณมาก กินอาหารเร็วเกินไป กินอาหารมันและอาหารที่มีรสเผ็ด เป็นต้น รวมถึงปัญหาทางสุขภาพและการใช้ยาบางชนิด โดยอาหารไม่ย่อยมักทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง ท้องอืด แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ และอาเจียน
ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง คือภาวะที่ร่างกายไม่อาจย่อยน้ำตาลแล็กโทสได้หมด โดยน้ำตาลชนิดนี้พบได้ในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม และมักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีเอนไซม์แลคเตสที่ช่วยในการย่อยน้ำตาลแล็กโทสในปริมาณน้อย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ เช่น ท้องอืด ปวดท้อง มีแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น
การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไป หรือการดื่มจัดมาเป็นเวลานานอาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งในระยะยาวอาจนำไปสู่การมีเลือดออกในกระเพาะอาหารได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจก่อให้เกิดภาวะทางสุขภาพอันเป็นสาเหตุของจุกแน่นลิ้นปี่อย่างโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ หรือโรคตับ

สล็อต

การรับประทานอาหารมากเกินไป ส่งผลให้ผู้ป่วยจุกแน่นลิ้นปี่ได้เช่นกัน เนื่องจากไปทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวจนเกิดแรงดันต่ออวัยวะโดยรอบ ก่อให้เกิดอาการปวดลำไส้ อีกทั้งกรดในกระเพาะอาหารและของเหลวต่าง ๆ อาจไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร จนทำให้แสบร้อนกลางอกและเป็นกรดไหลย้อนได้
โรคไส้เลื่อนกะบังลม เกิดขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งของกระเพาะอาหารเคลื่อนตัวไปยังบริเวณหน้าอกผ่านทางช่องโหว่ของกะบังลม อาจทำให้เกิดอาการ เช่น อาหารไม่ย่อย แสบร้อนกลางอก ระคายเคืองหรือเจ็บคอ เรอเสียงดัง เป็นต้น
หลอดอาหารอักเสบ อาจเกิดได้จากหลายปัจจัยทั้งกรดไหลย้อน โรคภูมิแพ้ การใช้ยา หรือกระทั่งการติดเชื้อ หากไม่เข้ารับการรักษาอาจส่งผลให้หลอดอาหารเป็นแผลได้ โดยทั่วไป มักทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกหรือบริเวณลำคอ มีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก ไอ หรือมีปัญหาในการกลืน
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ เป็นการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โรคภูมิคุ้มกัน หรือกระเพาะอาหารถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง มักทำให้เกิดอาการ เช่น แสบร้อนกลางอก ปวดแสบท้อง ปวดตื้อ จุกเสียด จุกแน่นลิ้นปี่ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น
แผลในกระเพาะอาหาร เนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือใช้ยาบางชนิดอย่างยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) มากเกินไปอาจส่งผลให้เยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กถูกทำลายจนเป็นแผล อาการที่พบได้บ่อยคือปวดท้องหรือแสบที่กระเพาะอาหาร และยังมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มง่าย ท้องอืด เรอ แสบร้อนกลางอก และสัญญาณการมีเลือดออกอย่างเหนื่อยล้า ผิวซีดหรือหายใจไม่อิ่มร่วมด้วย
การตั้งครรภ์ ขนาดครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นจนไปเบียดกระเพาะอาหาร ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของฮอโมนส์และระบบย่อยอาหารอาจทำให้คนท้องมีอาการจุกแน่นลิ้นปี่ อีกทั้งยังมีอาการแสบร้อนกลางอกเกิดขึ้นบ่อยครั้งด้วย อย่างไรก็ตาม สตรีมีครรภ์ที่จุกแน่นล้นปี่ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วน เพราะอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษได้
นอกจากนี้ อาการจุกแน่นลิ้นปี่ยังอาจเกิดได้จากโรคและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับระบบย่อยอาหารเช่น ภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง (Barrett’s Esophagus) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคกรดไหลย้อน โรคถุงน้ำดีอักเสบ โรคลำไส้แปรปรวน โรคมะเร็ง ลำไส้หรือถุงน้ำดีอุดตัน อาการบาดเจ็บหรือการผ่าตัดบริเวณช่องท้อง รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือดที่เป็นอันตรายร้ายแรงอย่างภาวะหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

วิธีจัดการกับจุกแน่นลิ้นปี่
การรักษาอาการจุกแน่นลิ้นปี่แตกต่างกันไปตามแต่ละสาเหตุ เช่น

สล็อตออนไลน์

ผู้ที่รับประทานอาหารมากจนเกินไปอาจปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารหรือการใช้ชีวิต โดยหันมาพึ่งพาอาหารเพื่อสุขภาพอย่างขิง ดื่มน้ำให้มากขึ้นในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน หรือออกกำลังกายเป็นประจำประมาณ 30 นาทีต่อวัน
หากเกิดจากการใช้ยาบางชนิดอย่างยาในกลุ่มเอ็นเสด แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยหยุดใช้ยาเหล่านั้น และเลือกใช้เป็นยาลดกรดหรือยายับยั้งการหลั่งกรด เพื่อบรรเทาอาการปวดแทน
หากมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารอย่างกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือแผลในกระเพาะอาหารเป็นสาเหตุของอาการจุกแน่นลิ้นปี่ ผู้ป่วยอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเข้าช่วย
ทั้งนี้ หากผู้ป่วยจุกแน่นลิ้นปี่อย่างรุนแรง อาการดังกล่าวรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และหากรับประทานยาหรือรักษาด้วยวิธีธรรมชาติแล้ว แต่อาการจุกแน่นลิ้นปี่ยังไม่ดีขึ้นและคงอยู่นานกว่า 2-3 วัน ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีปัญหาในการหายใจหรือการกลืน อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ ไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อแตก หรือหมดสติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

เพราะ “กรดไหลย้อน” มีปัจจัยหลักๆ มาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง เมื่อตรวจพบโรคกรดไหลย้อน นอกจากการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ การเลือกกินอาหารที่เหมาะสม…คืออีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้อาการกรดไหลย้อนน้อยลงได้

  1. อาหารไขมันต่ำ อย่างเช่น เนื้อปลา, ไก่, ไข่ขาว, นมไขมันต่ำ หรือน้ำเต้าหู้
  2. อาหารไฟเบอร์สูง ควรเน้นอาการที่มีไฟเบอร์หรือกากใยสูง อย่างเช่น ธัญพืช, ข้าวโอ๊ต, ขนมปังโฮลวีท, ผัก ผลไม้ เป็นต้น โดยผลไม้สำหรับคนเป็นกรดไหลย้อนนั้น ควรเป็นผลไม้ที่ไม่มีกรดมาก อย่างเช่น กล้วย, แตงโม, แคนตาลูป, แอปเปิ้ล, พีช, ลูกแพร์, อะโวคาโด หรือผลไม้รสหวานชนิดอื่น ๆ
  3. ดื่มน้ำขิงเป็นประจำ เพราะขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน สามารถช่วยขับลม ช่วยย่อย กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ช่วยลดอาการท้องอืด หรืออาการกรด-แก๊สในกระเพาะเกินได้
  4. อาหารที่มีไขมันดี ร่างกายคนเราต้องการไขมันเป็นพลังงาน ดังนั้นคนเป็นโรคกรดไหลย้อนก็ไม่ควรงดไขมันด้วยเช่นกัน เพียงแต่ไขมันที่คนเป็นกรดไหลย้อนกินได้ ควรเป็นไขมันชนิดดีจากอะโวคาโด แฟลกซ์ซีด น้ำมันมะกอก น้ำมันงา หรือน้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น

jumboslot

นอกจากอาหารการกิน คนเป็นโรคกรดไหลย้อนควรงดสูบบุหรี่และกินมื้อเย็นแค่พออิ่ม หรือเปลี่ยนมื้อเย็นเป็นผัก-ผลไม้แทน ที่สำคัญคือไม่ควรกินแล้วนอน หรือเอนกายลงพักผ่อนทันที ควรกินอาหารก่อนเข้านอน 3 ชั่วโมง และควรนอนตะแคงซ้ายพร้อมกับหนุนหัวเตียงให้สูงอย่างน้อย 6 นิ้ว พร้อมทั้งควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี ไม่ให้มีน้ำหนักเกิน เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูง เสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อนได้มากกว่า

กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร จนทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร โดยผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และคลื่นไส้ หากปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังและรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การเกิดหลอดอาหารอักเสบ เป็นแผลที่หลอดอาหาร หรือหลอดอาหารตีบ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้ แม้โอกาสเกิดจะไม่มากนักก็ตาม

ได้แก่ อาหารทอด อาหารมัน อาหารรสจัด ทั้งเผ็ด เค็ม เปรี้ยว อาหารหมักดอง ผลไม้รสเปรี้ยวจัด เช่น สับปะรด ส้ม มะนาว อาหารที่ทำมาจากถั่ว เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (ชา กาแฟ) น้ำอัดลมที่มีทั้งแก๊สและกาเฟอีน เครื่องดื่มชูกำลัง

ได้แก่ เครื่องดื่มร้อน เช่น ชาสมุนไพร ชาขิง ชามินต์ ช็อกโกแลตร้อน น้ำเต้าหู้ หรือน้ำมะนาวอุ่น ช่วยขับลม ทำให้สดชื่น ผ่อนคลาย และสบายท้อง เน้นรับประทานทานอาหารย่อยง่ายและมีกากใยสูง เช่น มะละกอ กล้วยหอม หรือแอปเปิล เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้กลับมาเป็นปกติ และไม่ควรทานอาหารในปริมาณมาก กระเพาะอาหารจะได้ไม่ทำงานหนัก

6 ระยะเส้นเลือดขอด รักษาถูกวิธีลดโอกาสเสี่ยงลุกลาม
ยันไว้ อย่าให้อ้วน
ส่วนที่หลายคนเข้าใจว่าเมื่อกรดไหลย้อนกำเริบ การดื่มนมจะช่วยเคลือบกระเพาะ แต่แท้จริงแล้วนมอาจไปเพิ่มปัญหาให้กระเพาะโดยไม่รู้ตัว เพราะลำไส้ของบางคนไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในนม จึงมักเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จนถึงท้องเสีย แทรกขึ้นมาจากอาการกรดเกินที่เป็นอยู่ ดังนั้น ควรเลือกนมที่ไม่มีแลคโตสที่หาได้ตามท้องตลาด เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าว ให้กระเพาะไม่ทำงานหนักกว่าเดิม สามารถเคลือบกระเพาะได้ และอยู่ท้อง

slot

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นกรดไหลย้อน
เมื่อมีอาการควรลุกขึ้นนั่งหลังตรงสักพัก เพื่อควบคุมอาการที่กำเริบ ให้กรดที่หลั่งออกมาอยู่ในบริเวณที่เหมาะสม ไม่ระคายเคืองหลอดอาหาร
หากจะเอนหลังพักหรือนอนให้ปรับหมอนหนุนให้สูงขึ้นเล็กน้อยก่อนนอนต่อ เพื่อให้ศีรษะอยู่สูงกว่าลำตัว ป้องการเกิดอาการซ้ำ
เมื่ออยู่ในช่วงที่ทำงานหนัก หรือเร่งรีบ รเจียดเวลาไปรับประทานข้าวไม่ได้ ควรมีขนมชิ้นเล็กๆ ติดกระเป๋าไว้เพื่อรองท้องให้น้ำย่อยไม่กัดกระเพาะ ทางที่ดีควรเป็นขนมปังเพราะโซเดียมต่ำ ไม่ผ่านการทอด ไม่อย่างนั้นแล้วกระเพาะจะต้องทำงานหนักและหลั่งกรดออกมาย่อยมากกว่าเดิม หรือจะพกกล้วยน้ำว้าไว้ใกล้ๆ ตัว เพราะกล้วยน้ำว้าสามารถแก้ปัญหากรดเกินเฉพาะหน้าได้ แต่มีเคล็ดลับคือ ต้องเลือกลูกที่กำลังเขียว-ห่าม เพราะกล้วยห่ามจะกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกเคลือบกระเพาะและแผลในกระเพาะอาหาร แต่ไม่ทำลายระบบธรรมชาติของร่างกาย
อีกวิธีที่ดีคือมียาลดกรด-เคลือบกระเพาะไว้ใกล้ตัว ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการแสบท้อง จุกเสียด ปวดกระเพาะจากกรดเกินได้ทันท่วงที บางสูตรออกฤทธิ์เร็วเพียง 5 นาทีก็บรรเทาอาการได้แล้ว โดยหาซื้อได้ตามร้านขายยาและร้านสะดวกซื้อทั่วไป เพียงเท่านี้ก็สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้แล้ว

อาหารสำหรับคนท้อง

อาหารคนท้อง เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ควรรู้ เมื่อเรากำลังจะได้เป็นคุณแม่มือใหม่ แน่นอนว่าคุณสาวๆ ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเรื่องการดูแลตัวเอง สุขภาพ ไปจนถึงอาหารการกิน ซึ่งทุกอย่างล้วนแล้วมีผลกับเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในครรภ์สิ้น เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการส่งเสริมพัฒนาการในระยะเริ่มต้นเตรียมพร้อมให้เด็กออกมามีสุขภาพแข็งแรง พร้อมมีพัฒนาการที่ดีต่อๆ ไปในอนาคต

เครดิตฟรี

อาหารคนท้องช่วยบำรุงสุขภาพตอนตั้งครรภ์

  1. โยเกิร์ตไขมันต่ำ

การกินโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวันนั้นดีต่อสุขภาพของคุณสาวๆ ที่กำลังจะเป็นคุณแม่มือใหม่มากๆ เนื่องจากในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ แคลเซียม และโปรตีน โยเกิร์ตเป็นอะไรที่กินแล้วย่อยง่าย ดีต่อระบบขับถ่าย ซึ่งสารอาหารที่มีอยู่ในโยเกิร์ตนั้นจะเข้าไปช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อ จึงเหมาะอย่างมากที่คุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ควรได้รับอย่างสม่ำเสมอ แต่ต้องเป็นโยเกิร์ตที่มีไขมันต่ำเท่านั้นนะจึงจะดี

  1. อาหารที่มีโปรตีน

ในช่วงที่คุณสาวๆ กำลังเริ่มตั้งครรภ์ใหม่ๆ ร่างกายของคุณแม่และเจ้าตัวเล็กนั้นต้องการได้รับโปรตีนที่เพียงพอเข้าไปช่วยสร้างกล้ามเนื้อและบำรุงให้ร่างกายแข็งแรง โดยสารอาหารจำพวกโปรตีนจะเข้าไปช่วยต้านทานโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรียก อีกทั้งยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย แล้วโปรตีนที่ดีจะได้จากไหนบ้าง ก็ได้แก่ เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อไก่ ไข่ และอาหารทะเล เป็นต้น

  1. อาหารที่มีธาตุเหล็ก

การที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงได้นั้นจะต้องกินอาหารจำพวกที่มีธาตุเหล็กสูง เพราะจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคได้ ช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้เป็นอย่างดี หากร่างกายของเราขาดสารอาหารที่สำคัญ อย่าง ธาตุเหล็ก ไป ก็จะมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันโรค ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ จึงควรกินอาหารทีมีธาตุเหล็ก จะพบได้จาก เนื้อสัตว์ ไก่ ตับ เลือด ปลา ไข่แดง ผักที่มีสีเขียวเข้ม ถั่วแดง งา ลูกพรุน และขนมปังโฮลวีต เป็นต้น

สล็อต

  1. ผักและสมุนไพร

ผักสมุนไพรก็จะมีสรรพคุณที่ดีที่แตกต่างกันไปแต่ละชนิด ซึ่งชนิดที่เหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งท้องอยู่ก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มะนาว ขิง มีสรรพคุณช่วยให้คุณสาวๆ ลดอาการคลื่นไส้ แพ้ท้อง หอมแดง มีสรรพคุณช่วยป้องไข้หวัด บรรเทาอาการคัดจมูก กระเทียม มีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือดและลดความดันโลหิตได้

  1. ผักและผลไม้

อีกหนึ่งชนิดอาหารสำคัญที่คุณแม่ท้องอ่อนๆ จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ผักและผลไม้ เนื่องจากในอาหารประเภทนี้มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยในการบำรุงครรภ์และช่วยสร้างกระบวนการเจริญเติบโตของลูกน้อยได้ ผลไม้ที่แนะนำให้กินก็ได้แก่ มะม่วง มะละกอ แอปเปิ้ล ส้ม ส่วนผักก็เป็นจำพวกผักใบเขียวที่สามารถนำไปปรุงเป็นอาหาร หรือคั้นออกมาเป็นน้ำผักผลไม้ได้ เช่น น้ำแครอทคั้นสดผสมมะนาว หรือน้ำแตงกวา เป็นต้น หลักๆ คุณสาวๆ ที่กำลังตั้งครรภ์ควรกินผักผลไม้อย่างน้อย 3 – 5 ชนิด เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและเกลือแร่อย่างเพียงพอ สารอาหารเหล่านี้จะเข้าไปช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

  1. เมล็ดฟักทอง

ในเมล็ดฟักทองประกอบไปด้วยธาตุเหล็กซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ โดยในระยะนี้คุณแม่ต้องการสารอาหารชนิดนี้เป็นจำนวนมากเพื่อไปผลิตเลือดที่จะลำเลียงเอาสารอาหารและออกซิเจนไปยังรกของเจ้าตัวน้อย ในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 20 เป็นต้นไปจะต้องได้รับการเสริมธาตุเหล็กมากเป็นพิเศษ

  1. พริกแดง

ในพริกแดงนั้นประกอบไปด้วยวิตามินซีที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ จะทำให้ร่างกายสามารถผลิตคอลลาเจนซึ่งมีส่วนช่วยให้ผิดมีสุขภาพดี อีกทั้งเมื่อร่างกายเกิดแผลยังช่วยให้การรักษาเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นการรับวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะเข้าไปทำลายเซลล์ รวมถึงช่วยดูดซับเอาธาตุเหล็กจากอาหารที่คุณแม่กินเข้าไปอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

  1. ปลาซาร์ดีน

ในปลาซาร์ดีนนั้นประกอบไปด้วยวิตามินดีที่ช่วยเสริมสร้างแคลเซียมในกระดูกซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อพัฒนาของเจ้าตัวเล็ก หากขาดวิตามินดีไปก็จะทำให้การดูดซับแคลเซียมทำได้ไม่เพียงพอ ทำให้กระดูกและฟันของทารกไม่แข็งแรง

  1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

เมื่อคุณสาวๆ มีอีกหนึ่งชีวิตน้อยๆ ที่ต้องดูแลแล้ว ต้องระมัดเรื่องการกินเป็นอย่างมาก เนื่องจากตอนตั้งครรภ์คุณแม่จะรู้สึกว่าตัวเองกินตามใจปากมากขึ้น กินจุกกินจิกมากขึ้น ต้องระวังว่าอย่ากินในปริมาณที่มากจนเกินไป เสี่ยงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มและเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานซึ่งจะนำมาสู่โรคแทรกซ้อนอื่นๆ ระหว่างตั้งครรภ์ได้ ทางที่ดีให้แบ่งปริมาณในการกินแต่ละมื้อให้พอดี กินให้ครบมื้อ แต่ต้องไม่ให้อิ่มมากจนเกินไป อาจแบ่งเป็นมื้อที่เป็นอาหารว่าเล็กๆ การกินอาหารครั้งละน้อยๆ จะทำให้ร่างกายย่อยเร็วขึ้น ไม่รู้สึกอึดอัด อีกทั้งยังลดความเสี่ยงที่เกิดภาวะกรดไหลย้อนขณะตั้งกันอีกด้วย

  1. ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ

ผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำว่าคุณแม่ที่ตั้งท้องควรดื่มน้ำประมาณ 8 – 12 แก้ต่อวัน การดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ จะช่วยป้องกันอาหารต่างๆ ขณะตั้งครรภ์ อีกทั้งยังป้องกันภาวะขาดน้ำ ไปจนถึงความไม่สบายตัวที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์

อย่างที่ทราบกันดีว่าการดื่มนมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนท้องทุกคน เนื่องจากนมอุดมไปด้วยโปรตีนและแคลเซียม ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านการสร้างกระดูกของลูกน้อยในครรภ์ แต่คนท้องสามารถดื่มนมได้ทุกชนิดหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบ

โดยทั่วไป หญิงตั้งครรภ์ควรดื่มนมขาดมันเนยหรือนมที่ปราศจากไขมันวันละประมาณ 3 แก้ว (หรือประมาณ 720 มิลลิลิตร) เพื่อให้ร่างกายได้รับปริมาณแคลเซียมอย่างเพียงพอในแต่ละวัน แต่นมบางประเภทนั้นอาจไม่ปลอดภัยต่อร่างกายคุณแม่มากนัก ดังนั้น การดื่มนมเป็นประจำในระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่จึงควรศึกษาว่านมประเภทใดเหมาะกับการดื่มในช่วงนี้มากที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเจ็บป่วยหรืออันตรายที่อาจเกิดกับตนเองและลูกน้อยในครรภ์

jumboslot

นมสำหรับคนท้อง

นมที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับคนท้อง
เนื่องจากนมในท้องตลาดมีหลายชนิดให้เลือก คุณแม่จึงควรเลือกนมที่ให้ประโยชน์และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเองและทารกในครรภ์มากที่สุด โดยตัวอย่างประเภทของนมที่คนท้องดื่มได้อย่างปลอดภัย มีดังนี้

นมพาสเจอไรซ์ (Pasteurized Milk)

นมชนิดนี้จะผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยีสต์ และเชื้อราด้วยความร้อนปานกลางประมาณ 72 องศาเซสเซียส เป็นเวลา 15-20 วินาที เพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น โรคติดเชื้อลิสเทอเรีย บรูเซลลา อีโคไล หรือซาลโมเนลลา ไข้ไทฟอยด์ วัณโรค คอตีบ เป็นต้น โดยนมพาสเจอไรซ์นั้นจะยังคงคุณค่าทางอาหารและรสชาติไว้เหมือนเดิม แม้ว่าจะผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ แต่เชื้อบางชนิดที่ทนความร้อนอาจยังอยู่รอดได้

นมยูเอชที (Ultra High Temperature Milk: UHT Milk)

เป็นนมที่ผ่านการทำลายเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดด้วยการให้ความร้อนสูงประมาณ 135-138 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาเพียง 2-3 วินาที พร้อมบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดเชื้อ จึงทำให้สูญเสียคุณค่าทางอาหารน้อยและเก็บไว้ได้นานกว่านมพาสเจอไรซ์ แต่นมที่เก็บไว้เป็นเวลานานอาจมีความเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพอย่างกลิ่นหรือรสเปลี่ยนไป ไขมันนมแยกตัวเป็นชั้น นมหนืดเป็นวุ้น ซึ่งเป็นลักษณะของนมหมดอายุที่ไม่ควรดื่ม

นมถั่วเหลือง

กล่าวกันว่าถั่วเหลืองและนมถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีน วิตามิน และแคลเซียมชั้นดีสำหรับทุกคน อีกทั้งมีแคลอรี่ต่ำเพียงแค่ 1-2 เปอร์เซ็นต์ของนมวัว และมีไขมันอิ่มตัวที่เป็นไขมันชนิดไม่ดีต่อร่างกายในปริมาณน้อยด้วย แต่คุณแม่บางรายอาจมีอาการแพ้ถั่วเหลือง จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนเสมอ

slot

ทั้งนี้ สตรีมีครรภ์ที่ดื่มนมพาสเจอไรซ์แบบมีไขมันอยู่ก่อนแล้วอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาดื่มนมแบบไขมันต่ำหรือขาดมันเนย โดยสามารถดื่มแทนกันได้เลย เพียงแต่ไขมันในนมนั้นเป็นไขมันประเภทอิ่มตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพหัวใจและสุขภาพโดยรวมได้

นมชนิดไหนที่คนท้องควรหลีกเลี่ยง
น้ำนมดิบหรือนมที่ยังไม่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ รวมถึงอาหารใด ๆ ที่มีส่วนผสมของนมดิบล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ปลอดภัยสำหรับคนท้อง เพราะอาหารหรือเครื่องดื่มเหล่านี้อาจปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคบางชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการติดเชื้อที่อันตรายต่อแม่และเด็ก โดยเฉพาะการติดเชื้อแบคทีเรียลิสเทอเรีย (Listeriosis) ที่นำไปสู่การแท้งบุตร การเจ็บป่วย หรือการเสียชีวิตของทารกในครรภ์ได้ นอกจากนี้ ยังมีเชื้อบรูเซลลา เชื้อซาโมเนลลา เชื้ออีโคไล และเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่สงสัยว่าตนเองได้ดื่มนมดิบแล้วเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่อย่างไข้ขึ้น ปวดศีรษะ หรือปวดตามร่างกาย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

นอกเหนือจากการดื่มนม คนท้องควรมุ่งเน้นเรื่องโภชนาการและการดูแลตนเองตามคำแนะนำของแพทย์ โดยรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อุดมด้วยสารอาหารอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดวันละประมาณ 6-8 แก้ว ออกกำลังกายอย่างพอประมาณ รวมถึงลด ละ เลิกสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อตนเองและลูกออกไป โดยเฉพาะการดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างชาหรือกาแฟ ของหมักดอง และการสูบบุหรี่ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณแม่ในระหว่างตั้งครรภ์ให้ออกมาสมบูรณ์แข็งแรง

ความอันตรายของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานมาอย่างยาวนาน เพราะราคาถูก สะดวก อร่อย และมีหลากหลายรสชาติให้เลือก แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นถือว่าเป็นอาหารสำเร็จรูป (Processed Food) ชนิดหนึ่ง ซึ่งอาหารประเภทนี้มักผ่านกระบวนการต่าง ๆ เพื่อยืดอายุของอาหาร และยังมีการปรุงแต่งรสชาติ จึงทำให้มีปริมาณผงปรุงรสที่สูงกว่าอาหารทั่วไป หากบริโภคบ่อยเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคบางชนิดได้

เครดิตฟรี

อาหารชนิดนี้มีส่วนประกอบหลักเพียงแค่เส้นบะหมี่และผงปรุงรส จึงทำให้มีแคลอรี่ที่ค่อนข้างต่ำ ในขณะเดียวกันสารอาหารอื่น ๆ ที่ร่างกายควรได้รับก็ลดน้อยลงไปด้วย ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจึงควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นและวิธีการรับประทานให้ได้ประโยชน์และปลอดภัยต่อร่างกาย

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ความเสี่ยงจากการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
แม้ว่าจะเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยถูกใจหลายคน แต่ก็มีโทษและความเสี่ยงแฝงมาไม่น้อย ซึ่งผลเสียจากการบริโภคอาหารชนิดดังกล่าวที่อาจต้องเจอหากบริโภคอย่างไม่เหมาะสม เช่น

ความดันโลหิตสูง
โซเดียมเป็นส่วนประกอบหลักของผงปรุงรสในอาหารสำเร็จรูปชนิดนี้ แม้ว่าโซเดียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ร่างกายมักได้รับโซเดียมอย่างเพียงพอจากการรับประทานอาหารทั่วไปอยู่แล้ว โดยเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ต้องการโซเดียมประมาณ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบางยี่ห้ออาจมีโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภคสูงถึง 1,200-2,400 มิลลิกรัม ซึ่งอาจเทียบเท่าปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับครึ่งวันหรือทั้งวัน ทำให้การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมในมื้ออื่นอาจทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินความจำเป็น

จากการศึกษาจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนเแปลงของร่างกายจากการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเห็นตรงกันว่าการได้รับโซเดียมในปริมาณมากอาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ หากความดันโลหิตสูงติดต่อกันเป็นเวลานานก็อาจนำไปสู่โรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคหัวใจและหลอด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต เป็นต้น ดังนั้น การบริโภคอาหารชนิดนี้บ่อย ๆ ก็อาจทำให้เกิดโรคเหล่านี้ตามมาได้

ภาวะทุพโภชนา
ภาวะทุพโภชนา (Malnutrition) เป็นภาวะที่ร่างกายขาดสารอาหารบางชนิดหรือได้รับในปริมาณน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยและนำไปสู่การเกิดโรคอื่น ๆ ได้ โดยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีสารอาหารหลักเพียง 3 ชนิด คือ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโซเดียม การรับประทานบ่อยครั้งอาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหาร 3 ชนิดมากเกิดปริมาณที่ร่างกายต้องการ ในขณะเดียวกันก็ทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นชนิดอื่น ๆ ไปด้วย

สล็อต

มีผลจากการศึกษาชิ้นหนึ่งในผู้ที่รับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นประจำพบว่า สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน แคลเซียม วิตามินเอ วิตามินบี 3 วิตามินซี วิตามินดี รวมไปถึงแร่ธาตุอย่างฟอสฟอรัสและธาตุเหล็กที่ล้วนแล้วแต่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ดังนั้น หากรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทนอาหารมื้อปกติเป็นประจำอาจส่งผลให้สารอาหารภายในร่างกายไม่สมดุลและเกิดภาวะทุพโภชนาในที่สุด ท้ายที่สุดอาจเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงหรือโรคเรื้อรังตามมา

น้ำหนักขึ้น
แม้ว่าจะเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ แต่ตัวเส้นบะหมี่ก็มีส่วนประกอบของแป้งข้าวสาลี น้ำมันปาล์มที่เป็นไขมันอิ่มตัว และน้ำมันปรุงรส การบริโภคอาหารชนิดนี้อาจให้พลังงานมากกว่าข้าวสวยในปริมาณเดียวกัน จึงอาจส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้

จากการศึกษาขนาดใหญ่พบว่าการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อย ๆ อาจเพิ่มระดับของไขมันในเลือดจนส่งผลให้เกิดภาวะไม่ทนทานต่อน้ำตาลกลูโคส (Glucose Intolerence) โดยเฉพาะผู้ที่บริโภคอาหารสำเร็จรูปมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพและเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) โรคเบาหวาน เป็นต้น

โดยจากผลการศึกษาทั้งหมดนี้ชี้ได้ว่าการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อยเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรังและปัญหาสุขภาพในหลายด้าน โดยในระยะยาวอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

วิธีการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างปลอดภัย
ผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นไม่จำเป็นงดกินอาหารประเภทนี้โดยสิ้นเชิง แต่ควรศึกษาวิธีการบริโภคอย่างปลอดภัย ดังนี้

อ่านฉลากบนบรรจุภัณฑ์เสมอ เพราะฉลากจะบอกถึงปริมาณของสารอาหารที่ได้รับจากการรับประทานอาหารชนิดนั้น โดยให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ ไขมันต่ำ พร้อมทั้งดูปริมาณสารอาหารชนิดอื่นที่จำเป็นต่อร่างกายประกอบด้วย
ไม่รับประทานบ่อยจนเกินไป หากต้องการรับประทานควรคำนวณปริมาณโซเดียมของมื้ออื่นให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน
เพิ่มวัตถุดิบอื่น ๆ ลงในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อเพิ่มคุณค่าทางสารอาหาร อย่างเนื้อสัตว์ลอกหนังหรือไม่ติดมัน เนื้อปลา ไข่ ผัก รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเติมอาหารสำเร็จรูป อย่างไส้กรอก แฮม หรือเนื้อสัตว์แปรรูปชนิดอื่น ๆ เพราะเนื้อสัตว์แปรรูปมักมีปริมาณโซเดียมสูงไม่ต่างจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

สล็อตออนไลน์

หลีกเลี่ยงการรับประทานหรือซดน้ำซุป เพื่อจำกัดการได้รับโซเดียม
นอกจากนี้ คนไทยมีความเชื่อว่าผงชูรสหรือสารโมโนโซเดียมกลูตาเมท (MSG) ที่เป็นโซเดียมรูปแบบหนึ่งในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นสามารถทำให้ผมร่วงได้ แต่ความเชื่อนี้ไม่เป็นจริง เพราะในปัจจุบันยังไม่มีการทดลองและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดว่าสารนี้สามารถทำให้ผมร่วงได้

อย่างไรก็ตาม การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นครั้งคราวนั้นไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรง แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพ โดยเฉพาะผู้บริโภคในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และให้นมบุตร ผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งควรระมัดระวังในการบริโภคอาหารชนิดนี้มากกว่ากลุ่มคนทั่วไป และปรึกษาแพทย์ถึงปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทาน

เห็นผลสํารวจแล้วผู้เขียนก็รู้สึกตกใจ เพราะขณะที่มีการพูดถึงอันตรายจากโซเดียมในบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปกันอย่างชัดเจนและย้ำกันนักหนาว่า ใน 1 ซองของบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปมีปริมาณโซเดียมเกินกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน ดังนั้น ใครกิน 2 ซอง ก็แปลว่าความเสี่ยงที่ไตจะพังก็สูงขึ้น แต่ข้อมูลนี้กลับไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคหวั่นเกรงเลย ทั้งยังสมัครใจที่จะกินมันด้วยความชื่นชอบมากกว่าความจําเป็นในการกินอีกด้วย

กลับมาตั้งคําถามว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ก็ได้คําตอบแบบที่เชื่อว่าใช่คือ คนส่วนใหญ่ติดผงชูรสที่อยู่ในอาหารชนิดนี้นี่เอง แน่นอนว่ารสเค็มเป็นรสชาติที่ทําให้คนเราเจริญอาหารเป็นปกติอยู่แล้ว และเมื่อมีผงชูรสเข้าไปกระตุ้นทําให้รู้สึกอร่อยก็จึงชื่นชอบ ยิ่งเมื่อกินรสชาติที่เกิดจากการกระตุ้นให้รู้สึกอร่อยเช่นนี้บ่อยๆ ก็จะเกิดการเสพติดรสชาติอย่างช่วยไม่ได้เลย

แน่ละ ไม่มีข้อมูลที่บ่งบอกว่าผงชูรสเป็นยาเสพติด แต่จากประสบการณ์ ผู้เขียนพบว่าใครก็ตามที่กินผงชูรสเป็นประจํา เมื่อไปรับประทานอาหารที่ไม่มีผงชูรสจะรู้สึกว่าอาหารนั้นไม่อร่อย ไม่หวานถูกปาก ทําให้ไม่เจริญอาหาร จึงต้องกินอาหารที่ใส่ผงชูรสเท่านั้น จึงเกิดเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า “ติดผงชูรส” อย่างช่วยไม่ได้ เรื่องนี้ใครจะเถียงว่ามาเลย…

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกินเช่นนี้ก็ส่งผลอย่างชัดเจนในสังคม โดยสะท้อนออกมาในเรื่องของปัญหาสุขภาพ ทุกวันนี้คนในบ้านเราเป็นโรคความดันโลหิตสูงจํานวนมาก รวมไปถึงโรคไตที่มีจํานวนไม่น้อยและยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นเช่นนี้ย่อมมีเหตุแน่นอน และเหตุนั้นก็ย่อมมาจากพฤติกรรมการกิน และสิ่งที่เขียนไปในข้างต้นก็น่าจะทําให้คิดได้ว่าเหตุของมันคืออะไร

jumboslot

โรคอ้วนก็เสี่ยงด้วย

นอกจากความเสี่ยงจากความดันโลหิตสูงและไตพังจากโซเดียมอย่างที่เขียนไปแล้ว หากเราที่พึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารหลักหรือเป็นประจําก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนด้วย หรืออาจเถียงว่าบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปซองหนึ่งมีแค่ 200 กว่าแคลอรี่ ไม่ทําให้อ้วนหรอก

คิดแบบหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง ก็คงใช่ แต่ถ้าคิดให้มันลึกซึ้งกว่านั้นก็จะมองเห็นว่า ไม่แน่เสมอไป เพราะ 200 กว่าแคลอรี่ที่ได้รับนั้นเป็นแคลอรี่จากคาร์โบไฮเดรตล้วนๆ และผ่านกระบวนการแปรรูปเสียจนไม่มีเส้นใย และย่อยสลายได้อย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่า กินเข้าไปไม่นานก็จะหิวอีก และเมื่อหิวโดยการได้แป้งขาวซึ่งกระตุ้นอินซูลินอย่างรวดเร็วและระดับน้ำตาลก็ลดลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ ก็แปลว่าจะหิวเร็ว หิวแบบน้ำตาลต่ำวูบวาบก็จะอยากกินของหวานเข้าไปทดแทน ซึ่งวัฏจักรนี้นี่แหละคือวัฏจักรของการเป็นคนอ้วน

มีแนวคิดอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจและคิดว่าถูกต้องเกี่ยวกับการกินอาหารของคนเรา ซึ่งมาจาก ดร.จอห์น เกรย์ ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง The mars & venus diet & exercise solution

เขาอธิบายว่า การที่คนเราทุกวันนี้ต้องรับประทานอาหารมากๆ เพราะในอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นขาดสารอาหารที่จําเป็นต่อร่างกาย แต่เนื่องจากร่างกายของเราต้องการได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ จึงทําให้เกิดความต้องการอาหารอย่างไม่สิ้นสุด บางทีกินไปจนจุกแล้วก็ยังไม่ได้รับสารอาหารก็มี ซึ่งผลที่ตามมาก็คืออ้วนและร่างกายที่อ่อนแอ เพราะในร่างกายมีแต่ขยะ ไม่มีสารอาหารที่จําเป็น

เรื่องนี้จึงน่าจะอธิบายได้ชัดเจนว่าทําไมผู้ที่กินบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปเป็นอาหารหลักจึงจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน

โรคขาดสารอาหาร

slot

สารอาหารที่ร่างกายจําเป็นต้องใช้ในการทําหน้าที่ต่างๆ มีอยู่มากมาย ตั้งแต่อาหารหลัก 5 หมู่ ใยอาหารเพื่อช่วยการขับถ่าย อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ และเอ็นไซม์ที่จําเป็นในการรักษาความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกาย

เมื่อมองย้อนกลับมาที่บะหมี่กึ่งสําเร็จรูป แล้วตั้งคําถามว่ามีอะไรที่ร่างกายต้องการอยู่ในนั้นบ้าง คําตอบคือ มีเพียงคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ไม่ต้องมองหาวิตามินหรือใยอาหารเสียให้ยากเลย

ซึ่งคาร์โบไฮเดรตที่มีนั้นก็ต้องบอกว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดขัดขาวซึ่งไม่ดีต่อร่างกาย และไขมันปาล์มซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัว นั่นก็แปลว่าถ้าเรายึดเอาบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปเป็นอาหารหลักบ่อยๆ เป็นไปได้อย่างมากที่เราจะเป็นโรคขาดสารอาหาร ทั้งที่ตัวอ้วนกลม โดยเฉพาะอ้วนที่รอบเอว

ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปก็จะบอกว่า ไม่ได้บอกให้กินเปล่าๆ โดยการใส่น้ำร้อน แต่ให้เติมเนื้อสัตว์ ไข่ และผักลงไปด้วย แต่คําเตือนนี้ก็ตัวเล็กจิ๋ว มองเห็นได้ไม่ชัด อีกทั้งไม่ใช่ข้อความที่ผู้ผลิตจะพยายามบอกกับผู้บริโภคว่ามันจําเป็น และสําคัญมากๆ เท่ากับการบอกให้ผู้บริโภคลองกินหรือลองชิมรสชาติใหม่ๆ ของบะหมี่กึ่งสําเร็จรูป แต่เชื่อว่ามีผู้บริโภคจํานวนไม่มากนักที่จะเติมคุณค่าลงไปในบะหมี่กึ่งสําเร็จรูป

แม้จะมีความพยายามในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปให้ดูเป็นมิตรกับสุขภาพมากขึ้นโดยการเติมวิตามินบางชนิด หรือใช้แป้งโฮลวีตมาเป็นส่วนผสมในการทําเส้น แต่ถ้าผู้บริโภคสังเกตอย่างถี่ถ้วนจะเห็นว่าปริมาณวิตามินและแป้งโฮลวีตที่เติมลงไปนั้นมีสัดส่วนที่น้อยมาก ชนิดที่ไม่นับได้ว่ามีผลดีต่อสุขภาพ แต่ผู้ผลิตกลับใช้ประเด็นดังกล่าวในการทําโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างโจ๋งครึ่ม (ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับการบอกให้เติมเนื้อสัตว์ ไข่ และผักเพื่อเพิ่มคุณค่า)

ดังนั้น เรื่องเหล่านี้จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้ผลิตไม่ได้มีความจริงใจต่อการห่วงใยสุขภาพของผู้บริโภคแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้สินค้าเท่านั้นเอง

ในช่วงหนึ่งเคยมีฟอร์เวิร์ดเมลส่งไปต่อๆ กัน มีข้อความกล่าวถึงการได้รับอันตรายจากแวกซ์ในถ้วยบะหมี่ที่ละลายเข้าไปสะสมในร่างกาย เรื่องนี้ทางผู้ผลิตได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ซึ่งในคําชี้แจงได้อธิบายว่าภาชนะบรรจุสำหรับบะหมี่ถ้วยที่นิยมโดยทั่วไปมี 3 แบบ คือ

แบบที่ 1 ถ้วยพลาสติกโพลีโพรพิลีน (Polypropylene: PP) ขึ้นรูปโดยการหลอมเม็ดพลาสติก PP Food grade แล้วยิง (inject) ขึ้นรูปถ้วย พลาสติกนี้สามารถใช้กับผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสําเร็จรูป โดยการชงเติมน้ำร้อนหรือเติมน้ำธรรมดาและเข้าเตาไมโครเวฟก็ได้ ถ้วยพลาสติกมีความแข็งแรง ป้องกันความชื้นและกลิ่นได้ดี ข้อเสียคือ ใช้พลาสติกมาก แม้ว่าพลาสติกสามารถรีไซเคิลได้ แต่การรวบรวมขยะยังไม่มีประสิทธิภาพ

แบบที่ 2 ถ้วยโฟมโพลีสไตรีน (Polystyrene: PS) ขึ้นรูปโดยการหลอมพลาสติก PS แล้วขึ้นรูป ถ้วยจะมีลักษณะเป็นเม็ดโฟมเล็กๆ เกาะกันแน่น มีข้อดีคือเป็นฉนวนความร้อน เมื่อชงน้ำร้อนในบะหมี่แล้ว บะหมี่จะร้อนนาน ผู้ถือถ้วยจะไม่รู้สึกร้อน ถ้วยโฟมไม่สามารถทนความร้อนระดับ 100 องศาเซลเซียสได้ จึงไม่สามารถเข้าในไมโครเวฟได้ และข้อเสียของบรรจุภัณฑ์โฟมคือ เป็นขยะไม่ย่อยสลาย และยังไม่มีวิธีรีไซเคิลที่เหมาะสม นอกจากนี้ ถ้วยโฟมพิมพ์สีภายนอกได้ไม่สวยงาม จึงต้องอาศัยการหุ้มด้วยพลาสติกอีกชั้นหนึ่งเพื่อเป็นพื้นที่สลากอาหาร

แบบที่ 3 ถ้วยกระดาษลามิเนตพลาสติกชนิดโพลีเอทิลีน (Polyethylene: PE) ขึ้นรูปโดยการ Extrude เม็ด PE เป็นฟิล์มเคลือบบนผิวกระดาษ ด้านในของถ้วยจึงบุด้วยพลาสติก PE food grade ถ้วยกระดาษเคลือบ PE เมื่อผู้ปรุงบะหมี่เติมน้ำร้อนแล้ว ยังสามารถถือถ้วยได้โดยไม่ร้อนมือ เพราะถ้วยกระดาษออกแบบให้ปลอกกระดาษชั้นนอกที่พิมพ์สลากสวมทับไว้ ทําให้เป็นฉนวนอากาศ ป้องกันไม่ให้ความร้อนในถ้วยออกไปสู่ภายนอก

การปรุงบะหมี่ในถ้วยกระดาษในไมโครเวฟสามารถทําได้ แต่ถ้วยกระดาษจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากไอน้ำ จึงควรถือถ้วยอย่างระมัดระวัง ข้อดีของถ้วยกระดาษคือการลดขยะพลาสติก เพราะฟิล์ม PE ที่เคลือบกระดาษไว้ใช้ในปริมาณน้อย ส่วนกระดาษสามารถย่อยสลายได้เร็ว จึงเป็นการลดปริมาณขยะที่ย่อยสลายยากนั่นเอง

จากคําชี้แจงนี้ ทําให้ความกังวลต่อเรื่องแวกซ์อาจเบาบางลง แต่ความกังวลต่อเรื่องขยะและสิ่งแวดล้อมกลับเพิ่มมากขึ้น เพราะเห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าถ้วยบะหมี่มีอายุการใช้งานที่สั้นแต่มันจะกลายเป็นขยะอยู่คู่โลกไปอีกยาวนาน ดังนั้น ใครที่คิดว่าเป็นห่วงลูกหลาน หรือกังวลกับสภาพแวดล้อมที่กําลังแปรปรวนในโลกเราทุกวันนี้ คิดว่าตัวเองไม่อยากทําให้ขยะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็คงต้องหลีกเลี่ยงการกินบะหมี่ในถ้วยที่ขายอยู่ หันมาใช้ชามกระเบื้องที่บ้านแล้วล้างเอาแทนก็น่าจะดีกว่า