cathedraledetunis

Tag: การตั้งครรภ์ (Page 1 of 9)

อาหารสำหรับคนท้อง

อาหารคนท้อง เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ควรรู้ เมื่อเรากำลังจะได้เป็นคุณแม่มือใหม่ แน่นอนว่าคุณสาวๆ ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเรื่องการดูแลตัวเอง สุขภาพ ไปจนถึงอาหารการกิน ซึ่งทุกอย่างล้วนแล้วมีผลกับเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในครรภ์สิ้น เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการส่งเสริมพัฒนาการในระยะเริ่มต้นเตรียมพร้อมให้เด็กออกมามีสุขภาพแข็งแรง พร้อมมีพัฒนาการที่ดีต่อๆ ไปในอนาคต

เครดิตฟรี

อาหารคนท้องช่วยบำรุงสุขภาพตอนตั้งครรภ์

  1. โยเกิร์ตไขมันต่ำ

การกินโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวันนั้นดีต่อสุขภาพของคุณสาวๆ ที่กำลังจะเป็นคุณแม่มือใหม่มากๆ เนื่องจากในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ แคลเซียม และโปรตีน โยเกิร์ตเป็นอะไรที่กินแล้วย่อยง่าย ดีต่อระบบขับถ่าย ซึ่งสารอาหารที่มีอยู่ในโยเกิร์ตนั้นจะเข้าไปช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อ จึงเหมาะอย่างมากที่คุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ควรได้รับอย่างสม่ำเสมอ แต่ต้องเป็นโยเกิร์ตที่มีไขมันต่ำเท่านั้นนะจึงจะดี

  1. อาหารที่มีโปรตีน

ในช่วงที่คุณสาวๆ กำลังเริ่มตั้งครรภ์ใหม่ๆ ร่างกายของคุณแม่และเจ้าตัวเล็กนั้นต้องการได้รับโปรตีนที่เพียงพอเข้าไปช่วยสร้างกล้ามเนื้อและบำรุงให้ร่างกายแข็งแรง โดยสารอาหารจำพวกโปรตีนจะเข้าไปช่วยต้านทานโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรียก อีกทั้งยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย แล้วโปรตีนที่ดีจะได้จากไหนบ้าง ก็ได้แก่ เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อไก่ ไข่ และอาหารทะเล เป็นต้น

  1. อาหารที่มีธาตุเหล็ก

การที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงได้นั้นจะต้องกินอาหารจำพวกที่มีธาตุเหล็กสูง เพราะจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคได้ ช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้เป็นอย่างดี หากร่างกายของเราขาดสารอาหารที่สำคัญ อย่าง ธาตุเหล็ก ไป ก็จะมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันโรค ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ จึงควรกินอาหารทีมีธาตุเหล็ก จะพบได้จาก เนื้อสัตว์ ไก่ ตับ เลือด ปลา ไข่แดง ผักที่มีสีเขียวเข้ม ถั่วแดง งา ลูกพรุน และขนมปังโฮลวีต เป็นต้น

สล็อต

  1. ผักและสมุนไพร

ผักสมุนไพรก็จะมีสรรพคุณที่ดีที่แตกต่างกันไปแต่ละชนิด ซึ่งชนิดที่เหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งท้องอยู่ก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มะนาว ขิง มีสรรพคุณช่วยให้คุณสาวๆ ลดอาการคลื่นไส้ แพ้ท้อง หอมแดง มีสรรพคุณช่วยป้องไข้หวัด บรรเทาอาการคัดจมูก กระเทียม มีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือดและลดความดันโลหิตได้

  1. ผักและผลไม้

อีกหนึ่งชนิดอาหารสำคัญที่คุณแม่ท้องอ่อนๆ จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ผักและผลไม้ เนื่องจากในอาหารประเภทนี้มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยในการบำรุงครรภ์และช่วยสร้างกระบวนการเจริญเติบโตของลูกน้อยได้ ผลไม้ที่แนะนำให้กินก็ได้แก่ มะม่วง มะละกอ แอปเปิ้ล ส้ม ส่วนผักก็เป็นจำพวกผักใบเขียวที่สามารถนำไปปรุงเป็นอาหาร หรือคั้นออกมาเป็นน้ำผักผลไม้ได้ เช่น น้ำแครอทคั้นสดผสมมะนาว หรือน้ำแตงกวา เป็นต้น หลักๆ คุณสาวๆ ที่กำลังตั้งครรภ์ควรกินผักผลไม้อย่างน้อย 3 – 5 ชนิด เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและเกลือแร่อย่างเพียงพอ สารอาหารเหล่านี้จะเข้าไปช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

  1. เมล็ดฟักทอง

ในเมล็ดฟักทองประกอบไปด้วยธาตุเหล็กซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ โดยในระยะนี้คุณแม่ต้องการสารอาหารชนิดนี้เป็นจำนวนมากเพื่อไปผลิตเลือดที่จะลำเลียงเอาสารอาหารและออกซิเจนไปยังรกของเจ้าตัวน้อย ในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 20 เป็นต้นไปจะต้องได้รับการเสริมธาตุเหล็กมากเป็นพิเศษ

  1. พริกแดง

ในพริกแดงนั้นประกอบไปด้วยวิตามินซีที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ จะทำให้ร่างกายสามารถผลิตคอลลาเจนซึ่งมีส่วนช่วยให้ผิดมีสุขภาพดี อีกทั้งเมื่อร่างกายเกิดแผลยังช่วยให้การรักษาเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นการรับวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะเข้าไปทำลายเซลล์ รวมถึงช่วยดูดซับเอาธาตุเหล็กจากอาหารที่คุณแม่กินเข้าไปอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

  1. ปลาซาร์ดีน

ในปลาซาร์ดีนนั้นประกอบไปด้วยวิตามินดีที่ช่วยเสริมสร้างแคลเซียมในกระดูกซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อพัฒนาของเจ้าตัวเล็ก หากขาดวิตามินดีไปก็จะทำให้การดูดซับแคลเซียมทำได้ไม่เพียงพอ ทำให้กระดูกและฟันของทารกไม่แข็งแรง

  1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

เมื่อคุณสาวๆ มีอีกหนึ่งชีวิตน้อยๆ ที่ต้องดูแลแล้ว ต้องระมัดเรื่องการกินเป็นอย่างมาก เนื่องจากตอนตั้งครรภ์คุณแม่จะรู้สึกว่าตัวเองกินตามใจปากมากขึ้น กินจุกกินจิกมากขึ้น ต้องระวังว่าอย่ากินในปริมาณที่มากจนเกินไป เสี่ยงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มและเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานซึ่งจะนำมาสู่โรคแทรกซ้อนอื่นๆ ระหว่างตั้งครรภ์ได้ ทางที่ดีให้แบ่งปริมาณในการกินแต่ละมื้อให้พอดี กินให้ครบมื้อ แต่ต้องไม่ให้อิ่มมากจนเกินไป อาจแบ่งเป็นมื้อที่เป็นอาหารว่าเล็กๆ การกินอาหารครั้งละน้อยๆ จะทำให้ร่างกายย่อยเร็วขึ้น ไม่รู้สึกอึดอัด อีกทั้งยังลดความเสี่ยงที่เกิดภาวะกรดไหลย้อนขณะตั้งกันอีกด้วย

  1. ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ

ผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำว่าคุณแม่ที่ตั้งท้องควรดื่มน้ำประมาณ 8 – 12 แก้ต่อวัน การดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ จะช่วยป้องกันอาหารต่างๆ ขณะตั้งครรภ์ อีกทั้งยังป้องกันภาวะขาดน้ำ ไปจนถึงความไม่สบายตัวที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์

อย่างที่ทราบกันดีว่าการดื่มนมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนท้องทุกคน เนื่องจากนมอุดมไปด้วยโปรตีนและแคลเซียม ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านการสร้างกระดูกของลูกน้อยในครรภ์ แต่คนท้องสามารถดื่มนมได้ทุกชนิดหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบ

โดยทั่วไป หญิงตั้งครรภ์ควรดื่มนมขาดมันเนยหรือนมที่ปราศจากไขมันวันละประมาณ 3 แก้ว (หรือประมาณ 720 มิลลิลิตร) เพื่อให้ร่างกายได้รับปริมาณแคลเซียมอย่างเพียงพอในแต่ละวัน แต่นมบางประเภทนั้นอาจไม่ปลอดภัยต่อร่างกายคุณแม่มากนัก ดังนั้น การดื่มนมเป็นประจำในระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่จึงควรศึกษาว่านมประเภทใดเหมาะกับการดื่มในช่วงนี้มากที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเจ็บป่วยหรืออันตรายที่อาจเกิดกับตนเองและลูกน้อยในครรภ์

jumboslot

นมสำหรับคนท้อง

นมที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับคนท้อง
เนื่องจากนมในท้องตลาดมีหลายชนิดให้เลือก คุณแม่จึงควรเลือกนมที่ให้ประโยชน์และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเองและทารกในครรภ์มากที่สุด โดยตัวอย่างประเภทของนมที่คนท้องดื่มได้อย่างปลอดภัย มีดังนี้

นมพาสเจอไรซ์ (Pasteurized Milk)

นมชนิดนี้จะผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยีสต์ และเชื้อราด้วยความร้อนปานกลางประมาณ 72 องศาเซสเซียส เป็นเวลา 15-20 วินาที เพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น โรคติดเชื้อลิสเทอเรีย บรูเซลลา อีโคไล หรือซาลโมเนลลา ไข้ไทฟอยด์ วัณโรค คอตีบ เป็นต้น โดยนมพาสเจอไรซ์นั้นจะยังคงคุณค่าทางอาหารและรสชาติไว้เหมือนเดิม แม้ว่าจะผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ แต่เชื้อบางชนิดที่ทนความร้อนอาจยังอยู่รอดได้

นมยูเอชที (Ultra High Temperature Milk: UHT Milk)

เป็นนมที่ผ่านการทำลายเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดด้วยการให้ความร้อนสูงประมาณ 135-138 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาเพียง 2-3 วินาที พร้อมบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดเชื้อ จึงทำให้สูญเสียคุณค่าทางอาหารน้อยและเก็บไว้ได้นานกว่านมพาสเจอไรซ์ แต่นมที่เก็บไว้เป็นเวลานานอาจมีความเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพอย่างกลิ่นหรือรสเปลี่ยนไป ไขมันนมแยกตัวเป็นชั้น นมหนืดเป็นวุ้น ซึ่งเป็นลักษณะของนมหมดอายุที่ไม่ควรดื่ม

นมถั่วเหลือง

กล่าวกันว่าถั่วเหลืองและนมถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีน วิตามิน และแคลเซียมชั้นดีสำหรับทุกคน อีกทั้งมีแคลอรี่ต่ำเพียงแค่ 1-2 เปอร์เซ็นต์ของนมวัว และมีไขมันอิ่มตัวที่เป็นไขมันชนิดไม่ดีต่อร่างกายในปริมาณน้อยด้วย แต่คุณแม่บางรายอาจมีอาการแพ้ถั่วเหลือง จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนเสมอ

slot

ทั้งนี้ สตรีมีครรภ์ที่ดื่มนมพาสเจอไรซ์แบบมีไขมันอยู่ก่อนแล้วอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาดื่มนมแบบไขมันต่ำหรือขาดมันเนย โดยสามารถดื่มแทนกันได้เลย เพียงแต่ไขมันในนมนั้นเป็นไขมันประเภทอิ่มตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพหัวใจและสุขภาพโดยรวมได้

นมชนิดไหนที่คนท้องควรหลีกเลี่ยง
น้ำนมดิบหรือนมที่ยังไม่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ รวมถึงอาหารใด ๆ ที่มีส่วนผสมของนมดิบล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ปลอดภัยสำหรับคนท้อง เพราะอาหารหรือเครื่องดื่มเหล่านี้อาจปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคบางชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการติดเชื้อที่อันตรายต่อแม่และเด็ก โดยเฉพาะการติดเชื้อแบคทีเรียลิสเทอเรีย (Listeriosis) ที่นำไปสู่การแท้งบุตร การเจ็บป่วย หรือการเสียชีวิตของทารกในครรภ์ได้ นอกจากนี้ ยังมีเชื้อบรูเซลลา เชื้อซาโมเนลลา เชื้ออีโคไล และเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่สงสัยว่าตนเองได้ดื่มนมดิบแล้วเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่อย่างไข้ขึ้น ปวดศีรษะ หรือปวดตามร่างกาย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

นอกเหนือจากการดื่มนม คนท้องควรมุ่งเน้นเรื่องโภชนาการและการดูแลตนเองตามคำแนะนำของแพทย์ โดยรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อุดมด้วยสารอาหารอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดวันละประมาณ 6-8 แก้ว ออกกำลังกายอย่างพอประมาณ รวมถึงลด ละ เลิกสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อตนเองและลูกออกไป โดยเฉพาะการดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างชาหรือกาแฟ ของหมักดอง และการสูบบุหรี่ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณแม่ในระหว่างตั้งครรภ์ให้ออกมาสมบูรณ์แข็งแรง

ทริคสำหรับผู้ชายหลั่งเร็ว

การยืดระยะเวลาการมีเพศสัมพันธ์ให้นานขึ้นอาจทำได้หลายวิธี ทั้งการดูแลตนเอง การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ การศึกษาวิธีหรือเทคนิคบางอย่าง ไปจนถึงการเลือกใช้ถุงยาง ซึ่งในบทความนี้ได้รวมเคล็ดลับที่อาจช่วยยืดระยะเวลากิจกรรมบนเตียงให้นานขึ้น พร้อมทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการหลั่งเร็วมาให้ศึกษากัน

เครดิตฟรี

วิธีการมีเพศสัมพันธ์ให้นาน

ทำความเข้าใจค่าเฉลี่ยของจุดสุดยอด
ข้อมูลจากการศึกษาชิ้นหนึ่งที่วัดผลของเวลาในการมีเพศสัมพันธ์และการถึงจุดสุดยอด (Orgasm) ในผู้ชายพบว่า ระยะเวลาเฉลี่ยในการถึงจุดสุดยอดนั้นอยู่ที่ 5.4 นาที จึงอาจเรียกได้ว่าระยะเวลานี้อาจเป็นค่าเฉลี่ยทั่วไปในผู้ที่ไม่ได้มีโรคหรือปัญหาสุขภาพ แต่ในความเป็นจริงมีคนจำนวนไม่น้อยต้องการช่วงเวลาแห่งความสุขมากกว่า 5.4 นาที แม้การวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะพบค่าเฉลี่ยนี้ก็ตาม

ผู้ที่มีปัญหาหลั่งเร็วในรูปแบบของความผิดปกติมักจะมีลักษณะ เช่น ถึงจุดสุดยอดด้วยการถูกกระตุ้นเพียงเล็กน้อยหรือเกิดการหลั่งในระยะเวลาไม่ถึง 1 นาที เกิดความรู้สึกผิดหรือหงุดหงิดเมื่อไม่สามารถควบคุมการหลั่งได้ พยายามทำวิธีต่าง ๆ เพื่อชะลอการหลั่งแต่ไม่สำเร็จ ปัญหาหลั่งเร็วในรูปแบบนี้อาจส่งผลให้เกิดความเครียดและทำให้ความต้องการทางเพศลดต่ำลงได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจากโรคและส่งผลกระทบต่อชีวิตรักหรือเซ็กส์ได้

วิธีการมีเพศสัมพันธ์ให้นานขึ้น
การหลั่งเร็วเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ไลฟ์สไตล์ น้ำหนักตัว อาหารการกิน ไปจนถึงปัญหาสุขภาพ ในเบื้องต้นการลองควบคุมปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาหลั่งเร็วได้ ซึ่งอาจลองทำตามวิธีต่อไปนี้

  1. ควบคุมน้ำหนัก
    น้ำหนักเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพหลายด้าน รวมทั้งสุขภาพเพศด้วย เพราะน้ำหนักตัวที่มากเกินและโรคอ้วนอาจนำมาซึ่งอาการหลั่งเร็วได้ มีการศึกษาพบว่าโรคที่มักมาพร้อมกับโรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกินล้วนแต่เพิ่มความเสี่ยงของภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction) เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และภาวะความดันโลหิตสูง เป็นต้น

โรคเหล่านี้จะส่งผลต่อการไหลเวียนเลือด ความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ไปจนถึงการทำงานของเส้นประสาท ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศไม่เพียงแต่ทำให้หลั่งเร็ว แต่ยังอาจทำให้ความต้องการทางเพศลดลง และทำให้เกิดอาการนกเขาไม่ขันด้วย ดังนั้น จึงควรควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อลดระดับไขมันในร่างกายที่เป็นสาเหตุ ร่วมกับการรักษาโรคประจำตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาอาการหรือลดความเสี่ยงของปัญหาเหล่านี้

สล็อต

  1. ออกกำลังกาย
    การออกกำลังกายเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาหลั่งเร็วในหลาย ๆ ด้าน เพราะการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมอาจช่วยในการควบคุมน้ำหนักและลดไขมันส่วนเกินภายในร่างกาย โดยจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น ในแง่ของงานวิจัยก็พบการศึกษาที่สนับสนุนว่าการออกกำลังกายเป็นประจำอาจช่วยลดความเสี่ยงของการหลั่งเร็วได้ และช่วยให้สมรรถภาพทางเพศด้านอื่นดีขึ้นด้วย

นอกจากนี้ การออกกำลังกายแบบ Kegel Exercise หรือการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอาจช่วยเพิ่มระยะเวลาการมีเพศสัมพันธ์ให้นานขึ้นได้ เพราะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานนั้นอยู่บริเวณทวารหนักและอวัยวะเพศ ซึ่งเชื่อกันว่าเมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้มีความแข็งแรงก็อาจช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ อย่างการแข็งตัวของอวัยวะเพศและช่วยให้ควบคุมการหลั่งได้ดีขึ้น โดยการออกกำลังกายแบบ Kegel Exercise มีลักษณะและวิธีฝึก ดังนี้

การออกกำลังกายท่านี้สามารถทำได้ระหว่างนั่ง ยืน และนอน
ขั้นแรกให้เกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่อยู่บริเวณรอบ ๆ อวัยวะเพศและทวารหนัก บางคนอาจเรียกการเกร็งกล้ามเนื้อส่วนนี้ว่าการขมิบ
เกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานค้างไว้ 3 วินาที จากนั้นคลายออกพัก 3 วินาที และเริ่มทำใหม่ โดยทำทั้งหมด 10 ครั้งต่อรอบ และทำ 3 รอบต่อวัน
ระหว่างการเกร็งกล้ามเนื้อ ควรรักษาการหายใจให้สม่ำเสมอและพยายามเกร็งกล้ามเนื้อส่วนดังกล่าว โดยไม่ให้กล้ามเนื้อส่วนอื่นเกร็งไปด้วย
วิธีนี้อาจเห็นผลเมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงหรือทำคล่องขึ้นอาจเพิ่มจำนวนครั้ง จำนวนรอบ หรือระยะเวลาในการทำให้นานขึ้นเพื่อเพิ่มความแข็งแรง

  1. ฝึกควบคุมการหลั่ง
    ในภาษาอังกฤษมีคำว่า Edging เป็นคำที่ใช้เรียกวิธีควบคุมการถึงจุดสุดยอด หรือรู้จักกันอีกชื่อว่าเทคนิค Start-Stop โดยลักษณะของ Edging คือการช่วยตัวเองหรือการมีเพศสัมพันธ์ แต่เมื่อใกล้ถึงจุดสุดยอดให้หยุดช่วยตัวเองหรือหยุดมีเพศสัมพันธ์เพื่อไม่ให้เกิดการหลั่ง รอจนกระทั่งความรู้สึกดังกล่าวหายไปและทำแบบนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งไม่สามารถควบคุมได้

สล็อตออนไลน์

การฝึกควบคุมการหลั่งจะช่วยให้สมองและร่างกายทนต่อการสัมผัสและอารมณ์ทางเพศได้นานขึ้น เมื่อฝึกเป็นประจำจึงอาจเพิ่มระยะเวลาเพศสัมพันธ์ให้นานขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ควรทำอย่างเหมาะสมและควรใช้สารหล่อลื่นในการทำ Edging เพื่อป้องกันการเสียดสีหรือบาดเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ

  1. ปรับมุมมองเกี่ยวกับเซ็กส์
    บางคนอาจมีความคิดหรือภาพจำเกี่ยวกับการมีเซ็กส์ว่าต้องดุเดือดถึงจะเป็นที่ประทับใจของคู่นอน ทำให้การมีเพศสัมพันธ์ครั้งนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วและสิ้นสุดลงเร็วเช่นเดียวกัน แน่นอนว่ากิจกรรมทางเพศสัมพันธ์อาจไม่ต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป หากรู้ว่าตนเองมีปัญหาเกี่ยวกับการหลั่ง ควรรู้จักการมีเพศสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไปหรือใช้วิธีอื่นนอกจากการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่

หากอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ชายควรรู้คือ ผู้หญิงบางคนอาจถึงจุดสุดยอดติดต่อกันได้หลายครั้ง ในขณะที่ผู้ชายส่วนใหญ่ถึงจุดสุดยอดได้เพียงครั้งเดียว ดังนั้น เพื่อทดแทนการสอดใส่ฝ่ายชายอาจเพิ่มสีสันด้วยการทำออรัลเซ็กส์ การใช้นิ้ว หรือการเล้าโลมวิธีอื่นในระหว่างการทำกิจกรรมแล้วค่อยสอดใส่หลังจากนั้น ซึ่งอาจช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันได้นานขึ้น

  1. ควบคุมอารมณ์
    ความตื่นเต้นเป็นอีกหนึ่งอารมณ์ที่ทำให้การมีเพศสัมพันธ์นั้นสนุกมากยิ่งขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความตื่นเต้นระหว่างมีเพศสัมพันธ์สามารถกระตุ้นให้ร่างกายและสมองตื่นตัวจนทำให้ถึงจุดสุดยอดได้รวดเร็วขึ้น ด้วยเหตุนี้ บางคนอาจลองควบคุมความคิดและอารมณ์ไม่ให้ไปโฟกัสกับการมีเซ็กส์มากจนเกินไป เพื่อเลี่ยงการถูกกระตุ้น โดยเบี่ยงเบนความรู้สึกเกี่ยวกับเซ็กส์และความตื่นเต้นไปนึกถึงเรื่องอื่น ๆ แทน อย่างอาหาร กีฬา หรือแม้แต่การเรียน เพื่อลดความรู้สึกระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
    การได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ร่างกายทำงานได้ปกติ โดยมีสารอาหารบางชนิดที่อาจช่วยเสริมการทำงานและลดความเสี่ยงความผิดปกติเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายได้ จากการศึกษาพบว่าสังกะสีหรือซิงค์มีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างเทสโทสเทอโรน (Testosterone) หรือฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้ส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศโดยตรง

jumboslot

ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีสังกะสีเป็นส่วนประกอบเป็นประจำก็อาจช่วยเพิ่มฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนและลดความเสี่ยงของภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่มีสาเหตุจากการขาดฮอร์โมนเพศชายได้ นอกจากนี้ แร่ธาตุแมกนีเซียมก็มีส่วนในระบบสืบพันธุ์และสมรรถภาพทางเพศเช่นกัน หลายคนอาจเคยได้ยินว่าการรับประทานหอยนางรมอาจช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศได้ ซึ่งหอยนางรมเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม

สังกะสีและแมกนีเซียมอาจหาได้จากอาหาร เช่น ถั่ว ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช ธัญพืช และผักบางชนิด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลายเพื่อสุขภาพโดยรวมที่ดี หากต้องการใช้อาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ถึงความจำเป็นและความปลอดภัยในการใช้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว

  1. ช่วยตัวเองก่อนมีเพศสัมพันธ์
    หนึ่งในสาเหตุของปัญหาหลั่งเร็วอาจเป็นเพราะว่าไม่ได้ทำกิจกรรมทางเพศเป็นเวลานาน เมื่อมีเพศสัมพันธ์ร่างกายจึงไวต่อการสัมผัสและมีอารมณ์ทางเพศที่พุ่งสูงขึ้นจึงอาจกระตุ้นให้ร่างกายถึงจุดสุดยอดอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การช่วยตัวเองก่อนการมีเพศสัมพันธ์ 1–2 ชั่วโมงจึงเป็นอีกวิธีการมีเพศสัมพันธ์ให้นานขึ้นอีกวิธีหนึ่ง

slot

  1. เลือกถุงยางชนิดหนา
    หลายคนอาจคุ้นเคยกับถุงยางชนิดบางเฉียบที่ให้สัมผัสแบบธรรมชาติเหมือนไม่ได้ใส่ แต่การใช้ถุงยางลักษณะนี้อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาการหลั่งเร็วสักเท่าไหร่ เพราะอาจทำให้เวลาของกิจกรรมบนเตียงลดน้อยลงไปอีก ผู้ที่มีปัญหาหลั่งเร็วอาจลองใช้ถุงยางชนิดหนาแทน เพราะจะช่วยลดสัมผัสบริเวณอวัยวะและชะลอการหลั่งได้ อีกทั้งถุงยางบางชนิดยังมีสารชะลอการหลั่งที่ช่วยลดการไวต่อสัมผัสด้วย

ปัจจุบันยังมีเทคนิคและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่อาจช่วยยืดระยะเวลาในการมีเพศสัมพันธ์ได้ เช่น ครีมที่มีสารชะลอการหลั่งสำหรับทาบริเวณอวัยวะเพศโดยตรง หรือยาที่ช่วยให้มีเพศสัมพันธ์ได้นานขึ้น เป็นต้น แต่เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เพราะผลิตภัณฑ์เสริมสมรรถภาพทางเพศจำนวนไม่น้อยมีจำหน่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ตโดยที่ไม่ได้ผ่านการรับรองหรือมีรายละเอียดที่แน่ชัด

สุดท้ายนี้ เคล็ดลับเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการมีเพศสัมพันธ์ให้นานขึ้น หากลองทำตามแล้วปัญหาดังกล่าวยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

ข้อควรรู้เมื่อเป็นไข้ขณะตั้งครรภ์

การเป็นไข้ขณะตั้งครรภ์ถือเป็นอาการที่พบได้บ่อยและควรได้รับการรักษาทันที เพราะไม่เพียงส่งผลต่อคุณแม่ตั้งครรภ์เท่านั้น แต่ลูกน้อยก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย คุณแม่ที่เป็นไข้จึงควรบรรเทาอาการต่าง ๆ โดยเร็วที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อการคลอดและเด็กในครรภ์

เครดิตฟรี

แม้ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นไข้ส่วนใหญ่จะมีอาการไข้เหมือนคนทั่วไป แต่ก็จำเป็นต้องสังเกตถึงความผิดปกติของอาการมากเป็นพิเศษ หากมีอาการอื่นที่เกิดร่วมกับเป็นไข้ ไม่ว่าจะเป็นอาการหนาวสั่น หายใจไม่อิ่ม ปวดเมื่อยร่างกาย ปวดหัว อ่อนเพลีย คอแข็งตึง อาเจียนหรือท้องเสีย ควรแจ้งให้แพทย์ผู้ดูแลทราบเพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์

สาเหตุของอาการไข้ในระหว่างตั้งครรภ์
อาการไข้ที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์อาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่าง ๆ เช่น

การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection: UTI) อย่างโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือภาวะกรวยไตอักเสบ
การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Infection) เช่น ไข้หวัดใหญ่ ทอนซิลอักเสบ หรือปอดอักเสบ เป็นต้น
การติดเชื้อไวรัสในทางเดินอาหาร
นอกจากนี้ อาการปวด หนาวสั่นและเป็นไข้ที่พบในผู้ตั้งครรภ์อาจมีสาเหตุมาจากภาวะถุงน้ำคร่ำอักเสบ (Chorioamnionitis) ภาวะแท้งติดเชื้อ (Septic Abortion) โรคฟิฟธ์ (Fifth Disease) หรือการติดเชื้อแบคทีเรียลิสเทอเรีย (Listeria) ได้เช่นกัน แต่ทั้งหมดเป็นกรณีที่พบได้น้อย

เป็นไข้ขณะตั้งครรภ์ ทำไมถึงอันตราย ?
ในระหว่างการตั้งครรภ์ หากคุณแม่เป็นไข้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้ทารกเจริญเติบโตได้อย่างไม่เต็มที่ และอาจนำไปสู่การแท้งบุตรหรือส่งผลให้ทารกมีภาวะพิการแต่กำเนิดได้ โดยมีการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นไข้ก่อนตั้งครรภ์หรือมีอาการขณะตั้งครรภ์ในระยะแรกเสี่ยงต่อภาวะพิการแต่กำเนิด โรคปากแหว่งเพดานโหว่ ภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือเกิดความผิดปกติของการปิดของท่อระบบประสาท (Neural Tube Defect: NTDs) สูงกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีอาการ อีกทั้งทารกในครรภ์ยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกลุ่มอาการออทิสติกมากขึ้นหากมารดาเป็นไข้ขณะตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2

สล็อต

อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรไปพบแพทย์ทันทีหากเป็นไข้สูงติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันระหว่างตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทั้งระยะสั้นและเรื้อรัง ซึ่งแพทย์อาจสั่งให้มีการตรวจด้านอื่นเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของอาการไข้ อย่างการตรวจตัวอย่างเลือดหรือปัสสาวะ

ดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อคุณแม่เป็นไข้ขณะตั้งครรภ์
คุณแม่สามารถบรรเทาอาการไข้ตนเองได้โดยการดื่มน้ำในปริมาณมาก พักผ่อนให้เพียงพอ แต่ไม่ควรนอนพักในอากาศร้อนหรือห่มผ้านวมที่ทำให้ร้อนจนมีเหงื่อออก สวมเสื้อที่ระบายอากาศได้ดีและไม่คับแน่นจนเกินไป อยู่ในที่ร่ม มีอากาศเย็นสบายหรือปรับอุณหภูมิห้องให้เย็นขึ้น และหากมีอาการเจ็บคอก็สามารถกลั้วคอด้วยน้ำเกลือเพื่อบรรเทาอาการได้

ในกรณีที่ต้องการใช้ยาลดไข้ควรเลือกยาพาราเซตามอล เนื่องจากเป็นยาที่ปลอดภัยที่สุดเมื่อต้องใช้ในขณะตั้งครรภ์ โดยคุณแม่จำเป็นต้องรับประทานยาในปริมาณที่ฉลากยากำกับอย่างเคร่งครัดและไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทั้งนี้ ห้ามรับประทานยาแก้อักเสบกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) อย่างไอบูโพรเฟนหรือแอสไพริน นอกจากได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของทารกได้

ทั้งนี้ ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ควรหาวิธีป้องกันไม่ให้ตนเองติดเชื้อหรือเป็นไข้ขณะตั้งครรภ์ตั้งแต่ไตรมาสแรกเพื่อป้องกันทารกจากความพิการแต่กำเนิด และในระหว่างตั้งครรภ์ควรใส่ใจสุขภาพตนเองด้วยการล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัด หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือพูดคุยกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารพิษ ควบคุมน้ำหนักและรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟเลตเพื่อช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งแม่และเด็ก

สล็อตออนไลน์

การดูแลตัวเองให้แข็งแรงและห่างไกลโรคเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะในขณะตั้งครรภ์ คุณแม่จะมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าคนทั่วไป แม้แต่ความผิดปกติอย่างการ ‘เป็นไข้’ ที่เราเคยดูแลตัวเองได้และหายได้เองนั้น ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรง และพร้อมส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้หากไม่รีบไปพบแพทย์

อาการ ‘ไข้’ ของคุณแม่ตั้งครรภ์
โดยปกติแล้วคุณแม่ตั้งครรภ์มีโอกาสเป็นไข้ได้ง่ายเนื่องจากมีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ ซึ่งไข้คือปฏิกิริยาหนึ่งที่ร่างกายของคนเราแสดงออกมาเมื่อมีการติดเชื้อหรือมีอาการอักเสบต่างๆ ในร่างกาย ฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีไข้ ก็จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าร่างกายกำลังมีการติดเชื้อหรืออักเสบเกิดขึ้น จึงต้องรีบหาสาเหตุโดยเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์

อาการ ‘ไข้’ มักมาพร้อมกับโรคควรระวัง
โรคหัดเยอรมัน หากคุณแม่ติดเชื้อหัดเยอรมันจะทำให้ทารกในครรภ์มีความผิดปกติที่เนื้อสมอง หัวใจ และตา สูงถึง 90% ซึ่งในต่างประเทศหากมีการพิสูจน์ว่าแม่มีเชื้อหัดเยอรมันจริงจะแนะนำให้ยุติการตั้งครรภ์เนื่องจากอันตรายทั้งต่อตัวแม่และทารก

การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ซึ่งโรคเหล่านี้เมื่อมีอาการควรรีบพบแพทย์และเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะหากปล่อยไว้นานอาการไอหนักๆ จะเป็นการเพิ่มแรงดันและแรงกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวซึ่งเป็นผลให้คลอดก่อนกำหนดหรือเกิดภาวะแท้งได้

การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ กลุ่มนี้พบได้บ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากมดลูกและกระเพาะปัสสาวะอยู่ใกล้กัน เมื่อมีการอั้นปัสสาวะมักจะมีการอักเสบได้ง่ายมาก และเมื่อมีการอักเสบใกล้ๆ กับมดลูกจะเป็นการกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวและคลอดก่อนกำหนดได้
ข้อควรระวังและการดูแลตัวเอง
สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เมื่อมีไข้สูงเกิน 38 องศา หรือมีไข้หลายวันแล้วไม่หายเอง แนะนำให้รีบมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

jumboslot

คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ได้ แต่สิ่งสำคัญคือควรหาสาเหตุของการเป็นไข้ให้พบก่อนจะซื้อยากินด้วยตัวเอง ทางที่ดีจึงควรมาพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและรับยาที่ตรงกับอาการ เนื่องจากยาลดไข้บางกลุ่ม หรือยาชนิดอื่นๆ อาจจะมีผลกับหัวใจและเส้นเลือดของทารกในครรภ์ได้

ในขณะอยู่ที่บ้านสามารถลดไข้ได้โดยการเช็ดตัว ควรดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อให้ร่างกายขับความร้อนออกด้วยการปัสสาวะ

ควรอยู่ในที่โล่ง อากาศถ่ายเท ไม่ควรอยู่ในที่แออัด เพราะคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ภูมิคุ้มกันต่ำมีโอกาสติดเชื้อโรคได้ง่าย โดยเฉพาะเชื้อโรคที่อยู่ในอากาศ เช่น เชื้อหวัด เชื้อหัด ที่เข้าสู่ร่างกายได้ทางระบบทางเดินหายใจ

ไม่ควรอั้นปัสสาวะ เพราะจะทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ง่าย

กินอาหารที่สะอาดและปรุงสุกเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดลำไส้อักเสบ ท้องเสีย ซึ่งอาจจะทำให้มีไข้ติดเชื้อได้

การป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด และนี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรดูแลตัวเองเพื่อให้ห่างไกลจากอาการป่วย

รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
เพราะการรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ปรุงให้สุก และทานให้ครบ 5 หมู่ จะช่วยให้คุณแม่ได้รับวิตามินและแร่ธาตุมากมายเพียงพอ ทำให้ร่างกายแข็งแรง และยังส่งผลดีต่อลูกน้อยในท้องด้วย

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
ส่วนใหญ่หากไม่อยากให้คุณแม่ป่วยช่วงตั้งครรภ์ ก็จำเป็นที่จะต้องนอนหลับพักผ่อนให้เป็นเวลา เพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ พร้อมรับแม้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

slot

ดื่มน้ำบ่อยๆ ทานผักผลไม้เยอะๆ
หากคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นหวัดธรรมดา สามารถหลีกเลี่ยงการกินยาได้ เพราะยาบางชนิดอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกน้อยในครรภ์ คุณแม่ก็แค่ดื่มน้ำบ่อยๆ และพักผ่อนมากๆ และพยายามทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีมากๆ ก็สามารถบรรเทาอาการหวัดได้โดยไม่ต้องพึ่งยา แต่หากเป็นติดต่อกันเกิน 5 วันก็ควรพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

หากเป็นไข้ตัวร้อน…ต้องรีบระบาย
หากเป็นไข้ต่ำๆ ไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส ให้คุณแม่หมั่นเช็ดตัวบ่อยๆ และเช็ดย้อนรูขุมขน (เช็ดเข้าหาหัวใจ) ดื่มน้ำตลอดทั้งวัน วันละ 6-8 แก้ว เพื่อช่วยระบายความร้อนให้ลดลง และนอนหลับพักผ่อนมากๆ

เมื่อมีอาการคัดจมูก
แนะนำให้ใช้น้ำมันหอมระเหยที่ช่วยให้หายใจสะดวก และนอนยกหมอนให้สูงกว่าปกติเล็กน้อย หากอาการไม่รุนแรงก็พอจะช่วยบรรเทาได้ แต่ถ้ารุนแรง ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลจะดีที่สุด

เมื่อมีอาการเจ็บคอ
ให้ดื่มน้ำมะนาวร้อนผสมน้ำผึ้ง หรือจิบน้ำอุ่นๆ ตลอดทั้งวันก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้

ข้อควรระวังเมื่อคุณแม่ป่วยระหว่างตั้งครรภ์

  • ไม่ควรใช้ยาใดๆ ทั้งยากิน ยาทา ยาฉีด ในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก เพื่อป้องกันภาวะแท้งคุกคามที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ และลดความเสี่ยงต่อความพิการของทารกในครรภ์
  • หากไม่สบายเกินกว่าจะหายเองได้ ให้รีบพบแพทย์จะดีที่สุด ไม่ควรหาซื้อยามาทาเอง
  • สามารถทานยาแก้ปวด ลดไข้ เช่น พาราเซตามอลได้ แต่ห้ามกินยาแก้ปวด ลดไข้ ที่เป็นแอสไพริน (Aspirin) และไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) รวมถึงยาแก้ปวดศีรษะไมเกรนในกลุ่มเออร์โกตามีน (Ergotaine) และยาแก้อักเสบใดๆ เพราะอาจเสี่ยงทำให้เกิดภาวะแท้งคุกคามได้
  • หากมีผู้ป่วยภายในบ้าน ให้ระวังด้วยการใส่หน้ากากอนามัยเสมอ เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งพยายามล้างมือบ่อยๆ เลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกัน หรือใช้ช้อนกลางเสมอ
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ สามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน ซึ่งปกติแล้วสามารถฉีดได้ระหว่างตั้งครรภ์และไม่ทำให้เกิดอันตรายกับลูกน้อยในครรภ์

เนื่องจากช่วงตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาที่ภูมิต้านทานในร่างกายของคุณแมลดลง จึงทำให้มีโอกาสติดเชื้อหรือเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าคนอื่น และหากเป็นแล้วอาจหายช้ากว่าปกติได้ ทางที่ดีจึงควรเลี่ยงไปในสถานที่มีคนแออัด ที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย

เคล็ดลับการเดินเพื่อการคลอดง่าย

พอใกล้คลอด คุณแม่หลายคนก็มองหาวิธีหรือเคล็ดลับที่จะทำให้คลอดลูกง่าย หรือคุณแม่บางคนก็อาจจะเริ่มหาข้อมูลตั้งแต่เริ่มท้องเลยก็ว่าได้ คุณแม่สมัยนี้ส่วนใหญ่มักจะเลือกผ่าคลอดกันอยู่เยอะ เพราะสามารถเลือกฤกษ์งามยามดี แถมไม่ต้องทนเจ็บท้อง หรือรอลุ้นว่าจะปวดท้องคลอดตอนไหน ส่วนคุณแม่ที่อยากคลอดธรรมชาติ ก็อาจจะเคยได้ยินมาว่าการเดินบ่อยๆ จะช่วยทำให้คลอดลูกได้ง่าย ความเชื่อนี้จริงหรือไม่ แล้วถ้าจริง มันเป็นไปได้ยังไง สำหรับในบทความนี้ เรานำความรู้ดีๆ มาฝากกันค่า

เครดิตฟรี

ประโยชน์ของการเดิน

1.การเดินเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง

แน่นอนว่าคุณหมอต่างก็แนะนำให้คุณแม่ท้องทุกคนออกกำลังกายเบาๆ ไม่หักโหม หรือไม่ออกแรงมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเล่นโยคะ ว่ายน้ำ หรือแม้แต่การเดิน เพราะการออกกำลังกายจะทำให้คุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และรับออกซิเจนได้เต็มปอด

  1. การเดินช่วยกระตุ้นฮอร์โมน

การเดินจะช่วยหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่าออกซิโตซิน ซึ่งสร้างมาจากต่อมใต้สมอง เจ้าฮอร์โมนตัวนี้เป็นฮอร์โมนที่จะหลั่งออกมากระตุ้นให้มดลูกหดบีบตัว และทำให้ลูกน้อยออกมาลืมตาดูโลกได้อย่างไม่นานเกินรอค่ะ

3.เรียนรู้จังหวะการหายใจ

ในตอนที่คุณแม่เดิน ก็เหมือนกับคุณแม่ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง เรียนรู้ลมหายใจ เรียนรู้การหายใจเข้า หายใจออก อย่าลืมว่าการหายใจเข้าออกแต่ละครั้งก็ควรทิ้งช่วงห่าง อย่าหายใจถี่เกินไป เพราะจะทำให้คุณแม่เหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิม คุณแม่ที่คุ้นชินกับการหายใจจะช่วยให้สามารถบังคับแรงเบ่งได้ในตอนคลอดได้ด้วยนะ

สล็อต

ข้อเสียของการเดินที่เยอะเกินไป

การที่ทำอะไรเกินความพอดีก็ล้วนแต่จะมีข้อเสียทั้งนั้นแหละเนอะ การเดินมากเกินไประหว่างตั้งครรภ์ก็เช่นกันนะคะ ลองมาดูกันดีกว่า ว่าข้อเสียจากการเดินมากเกินไประหว่างตั้งครรภ์คืออะไร

1.ปวดเมื่อยตามร่างกาย

คุณแม่ที่เดินมากเกินไปอาจรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยเฉพาะคุณแม่ที่ไม่ได้อบอุ่นร่างกายก่อนที่จะเริ่มการออกกำลังกายนี้ หรือบางทีคุณแม่อาจจะเดินไม่ถูกท่า ทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าตามร่างกายได้ค่ะ

2.เหนื่อยง่าย หน้ามืด

ถ้าคุณแม่เดินเยอะเกินไปอาจมีอาการหน้ามืด และรู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ เพราะร่างกายไม่สามารถรับออกซิเจนเข้าไปได้ทัน หากคุณแม่เผชิญกับอาการแบบนี้ แนะนำให้นั่งพัก จิบน้ำ แล้วหายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้นำออกซิเจนเข้าไปในร่างกายให้ได้มากที่สุดน้า

สล็อตออนไลน์

เคล็ดลับการเดินให้เกิดประโยชน์

ใส่รองเท้าที่รองรับฝ่าเท้า : ในปัจจุบันนี้มีรองเท้าหลากหลายแบรนด์ที่ทำมาเพื่อแม่ท้องโดยเฉพาะค่ะ โดยรองเท้าที่ทำขึ้นมาพิเศษนี้จะช่วยรองรับฝ่าเท้า ไม่นิ่มเกินไป และไม่แข็งเกินไป เหมาะสำหรับใช้ใส่ออกกำลังกายเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะค่ะ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่ารองเท้าที่ดีควรจะพอดีเท้า ไม่หลวม หรือไม่คับเกินไปด้วยนะคะ

ใส่เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่ฟิตเกินไป : คุณแม่ควรสวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ระบายเหงื่อได้ ส่วนกางเกงควรจะมีลักษณะที่เอื้อต่อการเดิน แนะนำให้เป็นกางเกงที่ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายโดยเฉพาะ และไม่แนะนำให้ใส่กางเกงยีนส์ตอนเดินนะคะ เพราะนอกจากจะอึดอัดแล้ว ผ้าที่แข็งของยีนส์อาจไปสีบริเวณขาของคุณแม่ได้อีกด้วยนะ

เดินด้วยความเร็วที่เหมาะสม : การเดินด้วยความเร็วที่ช้าเกินไปหรือเร็วเกินไปล้วนไม่ได้เป็นประโยชน์สำหรับคุณแม่เลยล่ะค่ะ เพราะการเดินที่เร็วเกินไป อาจทำให้คุณแม่ต้องรับแรงกระแทกที่เกิดจากการเดิน และอาจสะเทือนไปถึงลูกน้อยได้ ก็เหมือนกันกับการเดินที่ช้าเกินไปค่ะ คุณแม่อาจจะคิดว่าเดินช้านั้นดี ความจริงก็ดีนะ แต่ว่าต้องเป็นการเดินที่ช้าแบบกำลังดี เพราะถ้าคุณแม่เดินช้าเกินไป อาจทำให้คุณแม่รู้สึกปวดบริเวณน่อง แถมยังอาจทำให้รู้สึกท้อที่จะออกกำลังอีกด้วยน้า

ใช้เวลาในการเดินอย่างเหมาะสม : เราแนะนำให้คุณแม่เดินวันละ 20-30 นาที เพราะเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม เรียกได้ว่ากำลังได้เหงื่อ และไม่เป็นการหักโหมมากเกินไป แต่ว่า ถ้าคุณแม่ท้องใหญ่มาก แต่ยังต้องการที่จะออกกำลังกายด้วยการเดินแล้ว คุณแม่อาจจะลดเวลาเหลือกสัก 10 นาที เพื่อไม่ให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อยและหอบมากเกินไปก็ได้นะคะ

jumboslot

ไม่ควรรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำก่อนเดินมากเกินไป : การดื่มน้ำหรือทานอาหารมากไปก่อนเริ่มออกเดินจะทำให้คุณแม่จุกและเสียดท้องค่ะ แนะนำให้คุณแม่เริ่มเดินหลังจากรับประทานอาหารไปแล้วซัก 30 นาทีจะดีกว่า จะได้เดินได้ต่อเนื่องแบบสบายๆ เนอะ

เห็นมั้ยคะว่าการเดินมีประโยชน์มากกว่าที่คิด อีกทั้งยังเป็นการออกกำลังกายที่เรียกได้ว่าง่ายสุดๆ แถมยังไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะแยะหรือมีราคาแพง คุณแม่ที่กำลังมองหาการออกกำลัง แถมยังต้องการคลอดน้องได้ง่ายไปในเวลาเดียวกัน ลองมองการเดินเป็นตัวเลือกดูดีมั้ยคะ ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าลืมดูน้ำหนักของท้องของเราด้วยน้า เพราะถ้าคุณแม่ท้องใหญ่มาก การเดิน 20-30 นาทีต่อวันอาจไม่ใช่การออกกำลังกายที่ดี ลองดูกันนะคะ

การคลอดเองที่อาจจะคาดการณ์เวลาคลอดแน่นอนไม่ได้ หรือ ต้องรอจนกว่าปากมดลูกจะเปิด อาจเจ็บท้องระหว่างรอคลอด แต่การคลอดเองนั้นมีข้อดีอยู่มากจน ทำให้แม่อาจจเปลี่ยนใจมาคลอดเองกันดีกว่า

  • ลดโอกาสการเกิดการแทรกซ้อนระหว่างการคลอด
  • ลดความเสี่ยงการเสียเลือด ติดเชื้อ มากกว่าการผ่าคลอด
  • แผลหายเร็ว ร่างกายฟื้นตัวเร็ว มดลูกเข้าอู่เร็ว
  • สามารถให้นมลูกได้เร็ว ช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ให้ออกดี
  • ลดโอกาสเกิดภูมิแพ้กับลูก เพราะได้รับแบคทีเรียชนิดดีระหว่างคลอด

อย่าผ่าคลอดโดยไม่จำเป็น
สำหรับคุณแม่หลายคน อาจจะคิดว่าการคลอดเองเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นแล้ว ผ่าคลอดไปเลยง่ายกว่า แต่ในทางการแพทย์แล้ว การผ่าคลอดเป็นเรื่องที่จะทำในกรณีที่จำเป็นเกี่ยวกับสุขภาพของทารกในครรภ์ หรือความปลอดภัยของแม่และลูกมากกว่า

slot

สาเหตุที่ทำให้แม่ ๆ หลายคน ตัดสินใจเลือกผ่าคลอด แทนการคลอดธรรมชาติ นอกจากเรื่องฤกษ์งามยามดีแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ คือ เรื่องความเจ็บปวด แม่หลายคนไม่ได้ คลอดง่าย แต่ต้องเจ็บท้องอยู่นานกว่าจะคลอด เลยทำให้ตัดสินใจผ่าคลอดแทนการคลอดธรรมชาติ แล้วถ้าอยากคลอดเอง คลอดง่าย จะทำอย่างไรดี

อยากคลอดง่าย โยคะช่วยได้ การออกกำลังกายด้วยการทำโยคะ นอกจากช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ลดอาการปวดหลัง ปวดขา อาการตะคริวระหว่างตั้งท้องแล้ว หลาย ๆ ของโยคะ ยังช่วยบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ช่วยให้คลอดได้ง่ายขึ้น เช่น ท่าแมว ท่าสุนัขบิดขี้เกียจ เป็นต้น การทำโยคะยังเป็นการฝึกการหายใจเข้าออก ซึ่งช่วยได้มากในระหว่างคลอด ช่วยให้ผ่อนคลาย คลอดง่าย

ใช้แรงโน้มถ่วงช่วย ช่วงใกล้คลอดลองพยายามนั่งคุกเข่า ใช้ลูกบอลออกกำลังกายพยุงลำตัวไว้ หรือใช้เก้าอี้แทนได้ หรือพยายามยืน เดิน สม่ำเสมอ เป็นการช่วยดันให้ทารกลงมาอยู่ช่วงล่าง และหากลูกกลับหัวแล้ว หัวของลูกที่ถูกดันลงมาจะช่วยกดทับปากมดลูกให้ขยาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดได้ง่ายขึ้น

เดินเยอะ ๆ คลอดง่าย หลายคนบอกว่าการเดินบ่อย ๆ ช่วยให้คลอดง่าย แต่จริง ๆ แล้วการเดินถือว่าเป็นการบริหารร่างกายอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ส่งผลต่อการคลอด ทำให้ลดความเจ็บปวด ถ้าลูกไม่โตใหญ่เกินไป ก็น่าจะคลอดได้ไม่ยาก ควรใช้เวลาเดิน 20-30 นาที ต่อวัน เชื่อว่าการเดินอาจช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซิน (Oxytocin) ที่ช่วยให้มดลูกบีบรัด เป็นการกระตุ้นการคลอด และนอกจากการเดินแล้ว อาจจะบริหารร่างกายส่วนอื่น ๆ ไปด้วย เช่น แขน ขา สะโพก หน้าท้อง อุ้งเชิงกราน

ดื่มชาใบราสเบอร์รีแดง เป็นสูตรของทางฝรั่ง ที่แนะนำให้ดื่มดื่มชาใบราสเบอร์รีแดงช่วงใกล้คลอด เพราะเชื่อว่าเป็นวิธีที่ช่วยเร่งการคลอดได้ ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ดื่มชานี้ ในช่วงตั้งครรภ์ เพราะว่าอาจทำให้เสี่ยงกับการคลอดก่อนกำหนด แต่สำหรับใครที่ใกล้กำหนดคลอดแล้ว ลองดื่มดูได้

กระตุ้นหัวนม การกระตุ้นที่หัวนม (Breast stimulation) โดยการนวดคลึง ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกซีโตซินทำให้มดลูกหดรัดตัวดีขึ้น โดยให้คุณแม่ใช้ฝ่ามือนวดบริเวณลานนมอย่างอ่อนโยนครั้งละ 15-20 นาทีทุก ๆ ชั่วโมง วันละหลาย ๆ ครั้ง จากการศึกษาพบว่าวิธีนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอดได้ และปากมดลูกมีความพร้อมมากขึ้น เป็นวิธีที่เหมาะกับแม่ท้องที่ปากมดลูกมีความพร้อม แต่ก่อนที่จะใช้วิธีนี้ อาจจะต้องปรึกษากับคุณหมอที่ฝากครรภ์ก่อนว่ามีความพร้อม หรือสามารถทำได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

คู่มือคุณแม่มือใหม่

แม้จะมีตัวเลขทางสถิติที่ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์การมีครอบครัวของคนยุคใหม่ กับอัตราการเกิดของเด็กไทยที่ลดลงต่ำกว่า 600,000 คน ในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา แต่ยังมีอีกหลายคู่รักที่พร้อมสร้างสักขีพยานรักอย่างตั้งใจ ข้อมูลจากสถิติแห่งชาติได้ระบุว่าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปโดยเฉลี่ย คือกลุ่มคุณแม่มือใหม่ หรือกลุ่มผู้หญิงที่มีการตั้งครรภ์ลูกคนแรกมากที่สุด ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มีการคิด วิเคราะห์ และใช้เหตุผลในการตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ เพื่อลูกน้อยได้เป็นอย่างดี

เครดิตฟรี

9 เดือนสำคัญ เพื่อพัฒนาการของลูกน้อย
การตั้งครรภ์ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตของผู้หญิงทุกคน เพราะความสัมพันธ์แสนมหัศจรรย์ที่กำลังก่อตัวขึ้น ‘จากแม่ถึงลูก’ รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากนี้ โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาการตั้งครรภ์ 1-9 เดือน ที่คุณแม่มือใหม่ต้องเพิ่มความพิถีพิถันในการดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเอง เพื่อความแข็งแรงของลูกน้อยในอนาคตอย่างเต็มที่ ซึ่งอาจไม่ใช่แค่ช่วงอายุครรภ์ 3 เดือนแรก หากแต่ต้องดูแลกันไปตลอด 9 เดือน ตามพัฒนาการของลูกน้อย ดังนี้

ไตรมาส 1 ของการตั้งครรภ์ 1-3 เดือน เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เซลล์เริ่มมีการแบ่งตัว และฝังตัวอ่อนจนสมบูรณ์แบบ ในระยะนี้ตัวอ่อนจะมีขนาดตัวอยู่ที่ ¼ นิ้ว ทั้งยังเป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่เริ่มมีการสร้างรก สายสะดือ รวมถึงกระบวนการผลิตน้ำคร่ำสำหรับใช้พัฒนาตัวอ่อนต่อไป เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 16 สัปดาห์ คุณแม่จะสามารถทำอัลตราซาวด์เพื่อดูพัฒนาการของตัวอ่อนได้ค่อนข้างชัดเจนขึ้น เริ่มมีพัฒนาการสร้างอวัยวะต่างๆ รวมถึงเพศของตัวอ่อนร่วมด้วยได้ โดยในช่วงอายุครรภ์นี้ตัวอ่อนหรือทารกจะเริ่มมีขนาดลำตัวอยู่ที่ประมาณ 10-12 เซนติเมตร

ท้อง 1 เดือน

ไตรมาส 2 ของการตั้งครรภ์ 4-6 เดือน การตั้งครรภ์ในไตรมาสนี้เป็นช่วงที่ทารกมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว เริ่มมีการสร้างรายละเอียดของอวัยวะต่างๆ ชัดเจนขึ้น เช่น เส้นลือดที่ขนตา แขน ขา รวมถึงระบบประสาทและประสาทสัมผัสต่างๆ ทั้งยังเริ่มมีการขยับเคลื่อนไหวไปมาได้ เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 5 ทารกจะสามารถรับรู้ถึงการสัมผัสของคุณแม่ ผ่านเสียง กลิ่น รส และแสงได้ จนทารกในครรภ์อายุได้ 6 เดือน จะเป็นช่วงที่เด็กมีพัฒนการด้านนี้ได้ดี เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมของการกระตุ้นพัฒนาการด้วยเสียงที่ดีที่สุด โดยทารกจะเริ่มมีขนาดลำตัวอยู่ที่ประมาณ 30 เซนติเมตร

สล็อต

ตรวจครรภ์

ไตรมาส 3 ของการตั้งครรภ์ 7-9 เดือน เป็นช่วงที่คุณแม่เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ รู้สึกได้ดีถึงการเคลื่อนไหวของเจ้าตัวน้อย โดยทารกจะเริ่มลืมตาได้ มีการปรับองศาไปในทิศทางที่ง่ายต่อการคลอด ระบบสมองมีการพัฒนามากขึ้น และระบบประสาทการรับรู้จะพัฒนาได้ดีขึ้นเมื่ออายุครรภ์ครบ 8 เดือน จนเข้าสู่ช่วงเดือนที่ 9 ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกพัฒนาเกือบสมบูรณ์แบบ มีผิวหนังปกคลุมสมบูรณ์ ระบบภูมิต้านทานพัฒนาได้ดี สามารถควบคุมการหายใจ การเต้นของหัวใจ ตลอดจนการตอบสนองต่างๆ ได้

เราจะเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงจากการตั้งครรภ์แต่ละเดือนที่ผ่านไปนั้น เต็มไปด้วยพัฒนาการต่างๆ ตามช่วงวัย ซึ่งต้องอาศัยการดูแลใส่ใจจากคุณแม่อย่างใกล้ชิด

คุณแม่มือใหม่

อุบัติเหตุสำคัญ คุณแม่ต้องระวังตั้งแต่เดือนแรก
ด้วยสรีระร่างกายที่เปลี่ยนไป ทำให้คุณแม่มือใหม่ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในช่วงตั้งครรภ์มากขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้มีแค่อุบัติเหตุใหญ่ๆ ที่ใครๆ ต่างก็ต้องระมัดระวังกันอยู่แล้ว หากแต่อุบัติเหตุเล็กน้อย เช่น ชนประตู ท้องชนโต๊ะ หรือการหกล้ม ที่เสี่ยงเกิดขึ้นได้ง่ายในช่วงที่อายุครรภ์น้อยๆ รวมถึงการยกของหนักที่คุณแม่หลายคนยังคงทำแบบเดิมซ้ำๆ เพราะรู้ว่าตนเองยังรับมือไหว

สล็อตออนไลน์

เมื่อรู้ตัวว่ามีอาการแพ้ท้อง ควรดื่มน้ำมากๆ แต่อย่าดื่มร่วมกับอาหารหรือหลังอาหารทันทีให้ดื่มน้ำก่อนหรือหลังอาหารสัก 30 นาที และระหว่างวันให้จิบน้ำบ่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการขาดน้ำฝานขิงอ่อนเป็นแผ่นบางๆ แช่ในน้ำร้อน แล้วค่อยๆ จิบ จะช่วยให้อาการแพ้ท้องคลื่นไส้ อาเจียน ดีขึ้น

เมื่อมีอาการแพ้ท้อง ควรหลีกหนีให้ไกลจากกลิ่นที่ทำให้ท้องของคุณแม่ปั่นป่วน หากจำเป็นต้องปรุงอาหาร ให้เปิดหน้าต่างหรือเปิดพัดลมดูดกลิ่นแม้จะไม่รู้สึกหิว คุณแม่ก็ควรพยายามบังคับตัวเองให้ทาน เพราะการที่ท้องว่างจะทำให้อยากอาเจียนได้ง่ายกว่าเมื่อมีอาหารอยู่ในท้องคุณแม่อาจทานอาหารในแต่ละมื้อได้ไม่มาก ให้แบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ แต่ทานหลายๆ มื้อแทน อาจจะแบ่งมื้ออาหารเป็น 5-6 มื้อต่อวันเลยก็ได้ จะช่วยให้ได้รับอาหารเพียงพอต่อความต้องการ

การทานอาหารที่มีโปรตีนสูงบางชนิดไม่เหมาะเป็นอาหารคนท้อง อาจทำให้อาการแพ้ท้องหนักขึ้น เช่น เนื้อวัว เนื้อหมูอาจลองทานเนื้อปลา ไข่ต้มสุกแทน ก็จะช่วยให้ดีขึ้นได้

คุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องควรหลีกเลี่ยงอาหารมันและรสเผ็ด หรืออาหารรสจัด มีเครื่องเทศมาก เนื่องจากทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นหน้าอกได้ง่ายดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี อย่าปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไป

หากรู้สึกหิวควรหาอาหารหรือของว่างทาน คุณแม่จึงควรมีขนมของขบเคี้ยวที่มีโปรตีนสูงไว้ใกล้มือ เพื่อหยิบทานได้ง่าย เช่น ขนมจำพวกถั่ว,เครื่องดื่ม หรือขนมที่ทำจากถั่วเหลือง เพราะดีต่อผู้หญิงที่มีอาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้องจะทุเลาได้ หากคุณแม่ทานขนมปังจืดหรือขนมปังกรอบธัญพืชสัก 1-2 ชิ้นก่อนเข้านอนตอนกลางคืน เพื่อไม่ให้ท้องว่างนานเกินไป หรือทานอาหารเบาๆ เช่น แครกเกอร์หรือเครื่องดื่มอุ่นๆ ก่อนนอน จะทำให้หลับสบาย

ควรเตรียมเครื่องดื่มหรือแครกเกอร์ไว้ใกล้ๆ เตียง เพื่อตอนเช้าตื่นขึ้นมา จะได้ดื่มเครื่องดื่มที่เตรียมไว้หรือทานแครกเกอร์เมื่อตื่นนอนขึ้นทันทีก่อนลุกจากเตียงไปทำกิจวัตรประจำวัน เพราะจะช่วยไม่ให้วิงเวียนจากอาการท้องว่าง และลดการเกิดอาการแพ้ท้อง

jumboslot

การตั้งครรภ์ถือว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งก็ว่าได้นะคะ ไม่แปลกหรอกค่ะถ้าคุณแม่หลายๆ ท่านจะตื่นเต้นและตื้นตันจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งครรภ์ครั้งแรก ทุกอย่างย่อมเป็นเรื่องใหม่ไปหมด มาดูกันดีกว่าค่ะว่าสำหรับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ได้ 1 เดือนมีอะไรที่ควรทราบบ้าง

ในด้านร่างกายคุณแม่: ช่วงนี้ร่างกายของเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแล้วนะคะ คุณแม่จะเริ่มเจ็บหน้าอก และมีอาการแพ้ท้องให้เห็น รวมไปถึงการปวดปัสสาวะบ่อยขึ้นด้วยค่ะ
ในด้านอารมณ์คุณแม่: นี่เป็นเดือนแรกที่ประจำเดือนไม่มา คุณแม่หลายๆ ท่านก็เริ่มสงสัยว่าตัวเองกำลังจะมีเจ้าตัวน้อยตอนนี้หรือเปล่านะ แน่นอนว่าทั้งความเครียดและความตื่นเต้นย่อมผสมๆ กันไป ช่วงนี้อารมณ์คุณแม่จะเริ่มอ่อนไหวมากขึ้นเพราะร่างกายเริ่มต้นปรับฮอร์โมนนั่นเองค่ะ
สำหรับลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์: ตอนนี้เบบี๋มีขนาดเท่าจุดเล็กๆ เท่านั้นเองค่ะ ยังไม่มองเห็นได้ไม่ชัดนัก แต่ก็เป็นช่วงที่มีพัฒนาการค่อนข้างมาก คุณแม่พยายามอย่าอยู่ในสถานที่ร้อนจัด งดดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ เพราะมีความเสี่ยงต่อเด็กในครรภ์ค่ะ และที่สำคัญคือคุณแม่ในช่วงนี้ควรพักผ่อนให้เยอะขึ้น และปรึกษาแพทย์ทันทีหากพบปัญหาในการตั้งครรภ์
การเป็นพ่อแม่คนฟังดูเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่เดือนแรก เมื่อลูกคลอดออกมาเราก็จะแก้ลดปัญหายุ่งยากที่สามารถแก้ไขได้ล่วงหน้าไปได้เยอะเลยล่ะค่ะ นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำดีดีจากปัญหาผดผื่นผ้าอ้อมของลูก หากคุณแม่เลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างฮักกี้ส์ให้เจ้าตัวน้อยแล้ว ความกังวลเรื่องเหล่านี้ก็จะหมดไปเลยล่ะค่ะ

slot

หมวดการนอน
เบาะนอน: ควรจะเป็นเบาะที่ไม่นิ่มจนเกินไป เพราะลูกน้อยยังคอไม่แข็ง เบาะที่นิ่มอาจทำให้หน้าจมลงไปในเบาะได้ค่ะ
หมอนกันกรดไหลย้อน: หมอนประเภทนี้เป็นตัวช่วยชั้นดี เพราะระบบย่อยของลูกจะยังทำงานได้ไม่ดีพอ
หมอนข้าง: ใช้ช่วยจัดท่าให้ลูกน้อยเวลานอน หรือใช้กั้นเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยก็ได้ค่ะ
ผ้าห่อตัว: ตอนนอนนั้นทารกมักจะชอบผวา ผ้าห่อตัวเป็นตัวช่วยชั้นดี เหมือนมีแม่กอดตลอดเวลา
เปล/เตียงเด็ก: เปลจะช่วยให้ลูกน้อยหลับง่ายขึ้น และสบายขึ้นด้วยค่ะ แถมยังเป็นตัวช่วยสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ชอบนอนดิ้นไม่ให้ไปทับลูกน้อยด้วยนะคะ
หมวดให้นม
เครื่องปั๊มนม: ตัวช่วยมือหนึ่งเพื่อให้คุณแม่ทำสต็อกนม
กรวยซิลิโคน: กรวยซิลิโคนจะใช้รองน้ำนมอีกข้างในขณะที่ลูกน้อยกำลังดูดอีกข้างนึงอยู่ค่ะ
ถุงเก็บน้ำนม: ถุงเก็บน้ำนมจะต้องเป็นชนิดที่หนาหน่อย เพราะคุณแม่จะต้องนำไปแช่แข็งเพื่อทำสต็อก ถ้าบางไปอาจขาดได้นะ
ขวดนม/จุกนม: ขวดนมควรจะมีอย่างน้อย 2-3 ขวด สำหรับลูกน้อยแรกเกิด ให้ใช้ขวดขนาด 4 ออนซ์ ส่วนจุกนมก็ไซส์ XS หรือ S พอนะคะ
เครื่องนึ่งขวดนม: เมื่อคุณแม่ล้างขวดแล้ว ก็ต้องนำมานึ่งซะก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสะอาดหมดจด
ที่ล้างขวดนม: ใช้เป็นแปรงที่มีแปรงแยกสำหรับล้างจุกนมด้วยยิ่งดีค่ะ
หมวดการกิน
เครื่องบดอาหาร: เครื่องบดอาหารจะช่วยเบาแรงคุณแม่ได้มาก แถมยังบดละเอียด ไม่ต้องห่วงว่าจะมีเศษอาหารติดคอลูกน้อยเลยค่ะ
ช้อนส้อม: ช้อนส้อมควรจะมีขนาดเล็ก สำหรับเด็กเล็กควรจะเป็นช้อนที่ทำมาจากซิลิโคนนะ
ถ้วยชาม: ถ้วยชามเป็นถ้วยแบบหลุมเดียวก่อนก็พอค่ะ พอน้องโตแล้วค่อยซื้อแบบหลายหลุม
หมวดอาบน้ำ/สุขอนามัย
สบู่/แชมพูสำหรับเด็ก: แนะนำให้ใช้สบู่ที่เป็นแชมพูในตัว อย่าลืมดูสูตรอ่อนโยนและไม่ระคายเคืองตาด้วยนะคะ
ผ้าเช็ดตัว: ผ้าเช็ดตัวลูกน้อยควรเป็นผ้าใยไผ่หรือผ้าสาลูค่ะ เพราะว่าไม่มีขนที่อาจหลุดมาติดตามตัวลูกน้อยได้
แปรงเหงือก/แปรงสีฟันเด็ก: ไอเท็มนี้สำคัญมาก เพราะหลังดื่มนม คุณแม่ควรแปรงเหงือกหรือฟันให้ลูกน้อย เพื่อไม่ให้ฟันผุในอนาคตค่ะ
กะละมัง: กะละมังควรจะเป็นวงรี เพื่อให้สามารถอาบน้ำให้น้องได้สะดวกค่ะ
ผ้าอ้อมสำเร็จรูป: ผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ดีจะต้องไม่ระคายเคืองผิว และซึมซับได้เยี่ยม เพื่อไม่ให้หนูน้อยรู้สึกเฉอะแฉะ
บวบขัดตัว/ฟองน้ำ: อย่าลืมเลือกที่เป็นสำหรับเด็กด้วยนะคะ เพราะไม่งั้นอาจจะแข็งเกินไปสำหรับผิวลูกน้อยค่ะ
หมวดการแต่งตัว
เสื้อผ้า: เสื้อผ้าก็ตามสไตล์ที่คุณแม่ชอบได้เลย
ถุงเท้า: ตอนลูกน้อยยังเล็ก เราจะยังไม่ใส่รองเท้าให้ แต่ใส่เป็นถุงเท้าแทนค่ะ เพื่อให้เค้าไม่เย็นเท้า
รองเท้า: รองเท้าควรจะเป็นแบบใส่ง่ายถอดง่าย ไม่หนัก และมีพื้นนิ่ม
ถุงมือ: ถุงมือนี้จะใช้แค่ช่วงแรกๆ ก็พอ เพื่อกันไม่ให้น้องเอาเล็บมาข่วนหน้าค่ะ
หมวก: หมวกไว้ใส่กันลมเวลาออกไปข้างนอก หรืออยู่ในห้องแอร์ค่ะ

ขั้นตอนการอยู่ไฟ

การอยู่ไฟหลังคลอด เป็นเรื่องคุ้นเคยกันดีและเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของคนสมัยก่อน เพราะคนสมัยนั้นเชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัว สรีระ หรือหน้าท้อง ทำให้หลังคลอดคุณแม่มีอาการปวดเมื่อยหรืออักเสบของกล้ามเนื้อบริเวณสันหลังหรือที่ขา ดังนั้นจึงมีผู้คิดค้นวิธีดังกล่าว โดยอาศัยภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อฟื้นฟูร่างกายของคุณแม่หลังคลอด เพื่อปรับสมดุลในร่างกายให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว โดยใช้ความร้อนเข้าช่วย แต่สำหรับคุณแม่ยุคใหม่ในปัจจุบันอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักกัน หรือยังไม่เคยเห็นว่าเขาทำกันอย่างไร และคุณแม่บางรายเกิดปัญหาว่าได้รับคำแนะนำหรือถูกบังคับโดยคุณย่าคุณยายให้อยู่ไฟหลังคลอดหลังออกจากโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งการอยู่ไฟจะมีประโยชน์และโทษอย่างไร แล้วสมควรจะทำหรือไม่นั้น ไปดูกันเลยดีกว่าครับ

เครดิตฟรี


การอยู่ไฟของคนไทยได้ทำสืบต่อกันมานานแล้ว จนบางคนเรียกระยะหลังคลอดว่า “ระยะอยู่ไฟ” แม้ในวรรณคดีของไทยอันเก่าแก่เองก็ยังกล่าวถึงเรื่องการอยู่ไฟด้วย “เพราะเชื่อกันว่าการอยู่ไฟจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกายและจิตใจ รวมทั้งช่วยบรรเทาความปวดเมื่อยลงได้ และถือกันว่าเป็นการบำบัดโรคหลังคลอด ทำให้คุณแม่มีสุขภาพดีในภายหน้า เมื่อแก่ตัวลงก็ยังคงแข็งแรงเหมือนเดิม”

สาเหตุของการอยู่ไฟ
การอยู่ไฟเป็นกระบวนการดูแลหญิงหลังคลอดที่คนสมัยโบราณ “เชื่อว่าจะช่วยทำให้ร่างกายฟื้นจากความเหนื่อยล้าให้กลับคืนสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว โดยใช้ความร้อนเข้าช่วย ทำให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นบริเวณหลังและขาที่เกิดจากการกดทับในขณะตั้งครรภ์ได้คลายตัว ช่วยลดอาการปวดเมื่อยตามตัว ทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี ช่วยปรับสมดุลร่างกายของคุณแม่ให้เข้าที่ อาการหนาวสะท้านที่เกิดจากการเสียเลือดและน้ำหลังคลอดมีอาการดีขึ้น ทำให้มดลูกที่ขยายตัวได้หดรัดตัวหรือเข้าอู่ได้เร็ว พร้อมกับช่วยให้ปากมดลูกปิดได้ดี จึงป้องกันการติดเชื้อในโพรงมดลูกหลังคลอด ทำให้น้ำคาวปลาแห้งเร็ว ลดการไหลย้อนกลับจนนำไปสู่ภาวะเป็นพิษ”

ในสมัยก่อนหมอตำแยจะไม่ได้เย็บแผลช่องคลอดที่ฉีกขาดจากการคลอด จึงต้องให้คุณแม่นอนบนกระดานแผ่นเดียวจะได้หนีบขาทั้งสองข้างไว้ ช่วยให้แผลติดกันได้ แต่เมื่อนอนไปนาน ๆ ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวก็จะทำให้เกิดความอ่อนล้า เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก เมื่อจะลุกก็อาจจะเป็นลมได้ จึงต้องมีการผิงไฟเพื่อช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น การไหลเวียนของเลือดจึงดีขึ้นตามไปด้วย และเชื่อกันว่าจะทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วยิ่งขึ้นด้วยครับ

แต่ในสมัยปัจจุบันเมื่อคุณแม่คลอดลูกที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย เมื่อหมอทำคลอดให้เสร็จก็จะมีการเย็บซ่อมแผลที่ฉีกขาด หรือตัดช่องคลอดแล้วเย็บให้เรียบร้อย คุณแม่จึงไม่จำเป็นต้องนอนนิ่ง ๆ นาน ๆ แต่อย่างใด เพราะการที่ร่างกายไม่เคลื่อนไหวนั้นจะทำให้น้ำคาวปลาไหลไม่สะดวก คุณแม่จึงมีโอกาสติดเชื้ออักเสบในโพรงมดลูกได้สูงมาก นอกจากนี้การนอนอยู่นิ่ง ๆ นาน ๆ ในที่อับลมยังเป็นการเพิ่มความเครียดให้คุณแม่อีกด้วย จึงไม่เป็นผลดีแต่อย่างใด

สล็อต

ส่วนการที่ต้องผิงไฟอยู่ตลอดเวลา ร่างกายก็จะเสียเหงื่อไปมาก หมอตำแยจึงต้องให้คุณแม่กินข้าวกับเกลือหรือปลาเค็มเพื่อทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับเหงื่อ และสั่งให้งดอาหารแสลงหลาย ๆ อย่างด้วย เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เป็นต้น ทั้ง ๆ ที่อาหารเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ในการเสริมสร้างร่างกายของคุณแม่ในส่วนที่บอบช้ำจากการคลอด และยังมีประโยชน์ต่อการสร้างน้ำนมด้วย คุณแม่จึงไม่ควรงดของแสลงเหล่านี้อย่างที่ปฏิบัติกันมาแต่อย่างใด ยกเว้นแต่ว่าคุณแม่แพ้อาหารชนิดนั้น ๆ อยู่แล้ว

การอยู่ไฟสมัยโบราณ
การอยู่ไฟมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดตามแต่จะนิยมกัน ซึ่งผู้คลอดจะนอนอยู่บนกระดานแผ่นใหญ่ที่เรียกว่า “กระดานไฟ” ถ้ายกกระดานไฟให้สูงขึ้นแล้วเลื่อนกองไฟเข้าไปใกล้ ๆ หรือเอากองไฟมาก่อไว้ใต้กระดานก็จะเรียกว่า “อยู่ไฟญวน” หรือ “ไฟแคร่” (นอนบนไม้กระดาน ส่วนเตาไฟอยู่ใต้แคร่ มีแผ่นสังกะสีรองทับอีกที เหมือนการนอนปิ้งไฟดี ๆ นี่เองครับ) แต่ถ้านอนบนกระดานไฟซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับพื้นและมีกองไฟอยู่ข้าง ๆ จะเรียกว่า “อยู่ไฟไทย” หรือ “ไฟข้าง” (ก่อไฟอยู่ข้างตัวบริเวณท้อง) บ้างก็เรียกกันไปตามชนิดของฟืน ถ้าใช้ไม้ฟืนก่อไฟก็เรียกว่า “อยู่ไฟฟืน” (นิยมใช้ไม้มะขาม เพราะไม่ทำให้ฟืนแตก) แต่ถ้าใช้ถ่านก่อไฟก็จะเรียกว่า “อยู่ไฟถ่าน” และข้าง ๆ กองไฟมักจะมีภาชนะใส่น้ำร้อนเอาไว้เพื่อใช้ราดหรือพรมไม่ให้ไฟลุกแรงเกินไป

คนส่วนใหญ่ในสมัยก่อนจะนิยมอยู่ไฟข้างมากกว่าอยู่ไฟแคร่ โดยสามีหรือญาติจะเป็นคนจัดเตรียมที่นอนสำหรับการอยู่ไฟและคอยดูแลเรื่องฟืนไฟที่จะต้องไม่ร้อนเกินไปให้ เพราะคุณแม่จะต้องอยู่ในเรือนไฟนานถึง 7-15 วัน และห้ามออกจากเรือนไฟโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้อุณหภูมิร่างกายของคุณแม่ปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดการเจ็บป่วยและไม่สบายได้ การอยู่เรือนไฟในสมัยก่อนนั้นคุณแม่หลังคลอดทุกคนจะต้องเข้าเรือนไฟที่สร้างเป็นกระท่อมหลังคามุงจาก แล้วเข้าไปนอนผิงไฟ พร้อมกับลูกน้อยที่จะเอาใส่กระด้ง ร่วมอยู่ไฟกับคุณแม่บนกระดานไม้แผ่นเดียวและจะต้องทำขาให้ชิดกัน เพื่อให้แผลฝีเย็บติดกัน ซึ่งคนโบราณจะเรียกว่า “การเข้าตะเกียบ” การอยู่ไฟอาจมีการนวดประคบด้วยขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในคุณแม่แต่ละคน นอกจากนี้ในทุก ๆ วันคุณแม่ยังต้องอาบน้ำร้อนและดื่มเฉพาะน้ำอุ่น (ห้ามรับประทานน้ำเย็นหรือของเย็น ๆ) และงดอาหารแสลงหลายอย่าง ซึ่งอาหารหลักก็คือการกินข้าวกับเกลือหรือกับปลาเค็ม เพราะคนโบราณเชื่อว่าจะไปทดแทนเกลือที่ร่างกายต้องเสียไปทางเหงื่อที่ไหลออกระหว่างการอยู่ไฟได้

สล็อตออนไลน์

ส่วนทางภาคอีสานจะเรียกการอยู่ไฟว่า “อยู่กรรม” เพราะเชื่อกันว่าคุณแม่คนใดที่ไม่อยู่ไฟ ร่างกายจะผอมแห้ง ผิวพรรณซูบซีด ไม่มีน้ำนม กินผิดสำแดงได้ง่าย ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงของผู้หญิงในสมัยก่อน ส่วนจำนวนวันในการอยู่ไฟนั้น ถ้าเป็นการคลอดครั้งแรกจะอยู่นานกว่าคลอดครรภ์หลัง เมื่ออยู่ครบแล้วก็จะมีพิธีออกไฟในตอนเช้ามืด ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข

การอยู่ไฟสมัยใหม่
ในบ้านเมืองและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป มีคนอยู่หนาแน่นมากขึ้น รวมทั้งสภาพห้องที่ต้องปิดมิดชิด การที่จะก่อไฟบนพื้นบ้านหรือพื้นห้องนอนจึงไม่สามารถทำได้เหมือนแต่ก่อน ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือมีวิวัฒนาการไปตามสภาพสังคม ซึ่งการอยู่ไฟสมัยปัจจุบันนี้จะเปลี่ยนจากการให้ความร้อนทั่วตัวมาเป็นการให้ความร้อนเฉพาะบริเวณหน้าท้องโดยไม่ต้องสุมกองไฟ ที่ใช้กันอยู่ก็มี 2 วิธี คือ

ใช้กระเป๋าน้ำร้อน โดยนำกระเป๋าน้ำร้อนมาวางบริเวณหน้าท้อง ซึ่งวิธีนี้เป็นวิวัฒนาการล่าสุดของการอยู่ไฟ การใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางก็เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงได้บ้าง แต่ถ้ากระเป๋าร้อนเกินไปหรือเกิดรั่วขึ้นมา หน้าท้องก็อาจจะพองได้เช่นกัน
ใช้ไฟชุด หรือ ชุดคาดไฟ เป็นชุดที่ประกอบไปด้วยกล่องอะลูมิเนียมสำหรับใส่ชุดซึ่งเป็นเชื้อไฟ เมื่อจุดไฟแล้วก็ใส่กล่องไว้ กล่องจะร้อน มีสายคาดรอบ ๆ เอว 3-4 กล่อง ลักษณะคล้ายกับสายคาดปืนในหนังคาวบอย บางทีถ้าร้อนมากเกินไปก็อาจทำให้ผิวหนังหน้าท้องพองได้ คุณแม่บางคนจึงพันผ้ารอบ ๆ กล่องจนหนาก่อนเพื่อป้องกันผิวหนังไหม้พอง
ชุดคาดไฟ

การอยู่ไฟร่วมสมัย
การดูแลคุณแม่หลังคลอดด้วยการอยู่ไฟในปัจจุบันยังคงมีให้เห็นกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัด ซึ่งยังคงใช้รูปศัพท์เดิม คือ “การอยู่ไฟ” แต่วิธีการได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะการแพทย์สมัยใหม่ได้เข้ามาแทนที่ แต่ช่วงหลังได้มีการส่งเสริมให้มีการอยู่ไฟด้วยแพทย์แผนไทยประยุกต์กันมากขึ้น การอาบ-อบสมุนไพรจึงถือเป็นกระบวนการหนึ่งของการอยู่ไฟด้วย ซึ่งหลัก ๆ จะประกอบไปด้วยการนวดประคบ การเข้ากระโจม อาบน้ำสมุนไพร และลงท้ายด้วยการนาบหม้อเกลือ (อาจมีบริการเสริมอื่น ๆ ด้วยแตกต่างกันไป)

jumboslot

การนวดประคบ โดยใช้ลูกประคบร้อนที่ห่อไปด้วยสมุนไพรต่าง ๆ มากกว่า 10 ชนิด เช่น ขมิ้น ตะไคร้ การบูร ใบส้มป่อย เถาเอ็นอ่อน ฯลฯ มานวดคลึงตามบริเวณร่างกายและเต้านม หรือนั่งทับลูกประคบ 1 ลูก เพื่อช่วยลดอาการปวดเมื่อยและรักษาแผลหลังคลอด
การเข้ากระโจมและอบสมุนไพร ถือเป็นขั้นตอนหลักของการอยู่ไฟเลยก็ว่าได้ เพราะการเข้ากระโจมอบไอน้ำด้วยสมุนไพรนานาชนิดจะช่วยให้รูขุมขนได้ขับของเสียและทำความสะอาดผิวให้เปล่งปลั่งขึ้น ในขั้นตอนนี้จะเป็นการอบตัวด้วยไอน้ำร้อนโดยให้คุณแม่หลังคลอดเข้าไปนั่งบนม้านั่ง แล้วเอาผ้าห่มทำกระโจมคลุมไว้ และส่วนใหญ่จะคลุมศีรษะไว้ด้วย อากาศภายในกระโจมนั้นจะอับมาก อาจโผล่หน้าออกมาได้ แล้วเอาหม้อน้ำที่ต้มเดือดไปใส่ไว้ภายในกระโจม ซึ่งในหม้อนั้นจะมีน้ำสมุนไพรเป็นสารระเหย เช่น มะกรูด ตะไคร้ (ช่วยให้ระบบทางเดินหายใจคล่องขึ้น), ไพร (ช่วยลดอาการปวดเมื่อย), ขมิ้นชัน (ลดอาการเคล็ดขัดยอก), การบูร พิมเสน (ช่วยให้หายใจสดชื่น), ผักบุ้งแดง (ช่วยบำรุงสายตา), หัวหอมแดง, ใบมะขาม, ใบส้มป่อย, ใบส้มเสี้ยว, เปลือกส้มโอ และสมุนไพรอื่น ๆ เพื่อให้สมุนไพรซึมผ่านผิวหนังเข้าไปบำรุงผิวพรรณและขับน้ำคาวปลาได้ดียิ่งขึ้น เมื่ออบตัวเสร็จก็จะเอาน้ำที่เหลือมาอาบหรือทาตัวภายหลังก็ได้ คุณแม่พอคิดสภาพตามแล้วอาจรู้สึกร้อน ๆ แต่วิธีนี้ไม่มีอันตรายครับ ถ้าร่างกายโดยเฉพาะใบหน้าไม่ถูกไอน้ำร้อนนานเกินไป ซึ่งไม่น่าจะนานเกิน 15 นาที และคุณแม่ต้องระวังอย่าให้น้ำร้อนลวก วิธีนี้จะทำให้เหงื่อออกมากซึ่งจะเป็นการช่วยลดน้ำหนักไปด้วยในตัวครับ ส่วนคุณแม่ที่มีตู้อบไอน้ำอยู่ที่บ้าน ถ้ามีอยู่แล้วจะอบไอน้ำก็ได้ แต่อย่าให้นานเกินไป ควรใช้ครั้งละไม่เกิน 15 นาที วันละครั้งก็พอ เพราะถ้านานเกินไปอาจทำให้คุณแม่เป็นลมเนื่องจากร่างกายเสียเกลือแร่ไปมาก แต่ถ้าไม่มีตู้อบก็ไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อมาเพื่ออบตัวหลังคลอดครับ เพราะยังมีวิธีที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เช่น การบริหารร่างกายหลังคลอด
สมุนไพรอยู่ไฟกระโจมอยู่ไฟ
การนาบหม้อเกลือ หรือ การทับหม้อเกลือ หรือ การนึ่งหม้อเกลือ เป็นขั้นตอนการใช้หม้อเกลือมาประคบหน้าท้องและตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย พร้อมทั้งนวดไปด้วย ความร้อนจากหม้อเกลือจะช่วยให้รูขุมขนเปิด สมุนไพรซึมผ่านลงผิวหนังไปช่วยขับน้ำคาวปลาและของเสียออกมาตามรูขุมขน และช่วยให้มดลูกหดรัดตัวเข้าอู่เร็วขึ้น ซึ่งหม้อเกลือจะเป็นหม้อดินเล็ก ๆ ใส่เกลือเม็ดแล้วเอาไปตั้งไฟให้ร้อน แล้ววางบนใบพลับพลึง ใช้ผ้าห่อโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง ใช้ประคบหรือนาบไปตามตัวโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง เพื่อหวังจะให้หน้าท้องยุบลง ซึ่งก็ไม่ได้ผลดีเท่าไรครับ แต่การบริหารร่างกายจะช่วยได้มากกว่า เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่นาบหม้อเกลือ หนังหน้าท้องจะหย่อนเหมือนเดิม แถมคุณแม่หลังคลอดบางคนก็นาบด้วยหม้อเกลือจนผนังท้องดำไหม้อยู่ตลอดไป และผิวหนังจะเหี่ยวย่นคล้ายผิวคนแก่ก็มี ผมจึงขอแนะนำว่าถ้าขัดผู้ใหญ่ไม่ได้หรืออยากทำจริง ๆ ก็ควรทำด้วยความระมัดระวัง ถ้าร้อนมากก็ต้องหยุดทำทันที ทางที่ดีไม่ควรทำเลยครับ อันตราย ส่วนการประคบด้วยลูกประคบที่ประกอบด้วยสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ก็มีประโยชน์ครับถ้าไม่ร้อนมากจนเกินไป
การทับหม้อเกลือ

[NPC5]
บริการอื่น ๆ เช่น การประคบ-นั่งอิฐ เป็นการใช้อิฐมอญย่างไฟร้อน ๆ ห่อด้วยใบพลับพลึงและผ้าหนาหลายชั้นมาประคบตามบริเวณร่างกายหรือวางไว้ใต้เก้าอี้เพื่อให้ความร้อนอังบริเวณปากช่องคลอด เพื่อสมานแผลให้หายเร็วขึ้น, การนวดคล้ายเส้นตามกล้ามเนื้อตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย เช่นใบหน้า ศีรษะ ต้นขา ต้นแขน เพื่อให้กล้ามเนื้อคล้ายตัว กระตุ้นต่อมน้ำเหลืองและเลือดลม, การดื่มน้ำสมุนไพร อย่างการดื่มน้ำขิงซึ่งจะช่วยปรับสมดุลร่างกายและกระตุ้นเลือดลมให้เดินเป็นปกติ, การสครับขัดบำรุงผิว ด้วยการพอก ขัด ด้วยเกลือสะตุและสมุนไพรชนิดต่าง ๆ เพื่อช่วยกระชับและบำรุงผิวที่แตกลาย เป็นต้น
อยู่ไฟหลังคลอด
อย่างไรก็ตาม การอยู่ไฟข้างต้นนี้เหมาะสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่คลอดเองตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถอยู่ไฟได้เลยนับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลหรือภายใน 3-7 วันขึ้นไป ส่วนคุณแม่ที่ผ่าคลอดนั้นจำเป็นต้องรอและให้แผลแห้งสนิทก่อนประมาณ 30 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้แผลอักเสบในขณะทำการอยู่ไฟ สำหรับคุณแม่ที่สนใจจะอยู่ไฟ ก็จะมีศูนย์สุขภาพต่าง ๆ สปาสุขภาพ คลินิกแพทย์แผนไทย ไปจนถึงบริการอยู่ไฟถึงบ้านแบบเดลิเวอรี่ที่มีบริการดูแลหลังคลอด ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดเป็นระยะตั้งแต่ 3-10 วัน โดยจะเน้นเรื่องของความสวยความงามเป็นหลัก เช่น การลดไขมันหน้าท้อง การทำให้ผิวพรรณผ่องใส ซึ่งจะไม่เหมือนกับในสมัยก่อนครับ อย่างไรก็ดี การเลือกใช้บริการแต่ละอย่างนั้น คุณแม่จะต้องพิจารณาถึงความปลอดภัยและความชำนาญของผู้ให้บริการด้วย และที่สำคัญการใช้บริการในแต่ละคอร์สค่อนข้างจะมีราคาสูงอยู่พอสมควร ทางที่ดีที่คุณแม่สามารถทำเองได้ง่าย ๆ ก็คือ การอาบน้ำอุ่นที่บ้านที่ผสมด้วยสมุนไพรชนิดต่าง ๆ เช่น ตะไคร้ มะกรูด ผสมกับน้ำอาบก็ได้ครับ

การบริหารร่างกายหลังคลอด

การบริหารร่างกายเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากสำหรับคุณแม่หลังคลอดใหม่ ๆ ทุกคน เพราะการบริหารจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องซึ่งถูกยืดออกมาหลายเดือนในระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึงกล้ามเนื้อรอบ ๆ ผนังช่องคลอดซึ่งถูกยืดออกมาในระหว่างการคลอดได้หดตัวกลับสู่สภาพปกติมากที่สุด ป้องกันช่องคลอดหย่อนและกะบังลมเคลื่อน และช่วยลดไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

เครดิตฟรี


แม้การบริการร่างกายหลังคลอดจะเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็เป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่หลายคน เพราะต่างก็อ้างว่าไม่มีเวลา ลูกร้องกวนตลอดเวลา บ้างก็ว่าเหนื่อย เพลีย ไม่มีแรงบริหารร่างกาย ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผมอยากขอร้องให้คุณแม่ทุกคนพยายามบริหารร่างกายให้ได้วันละ 30 นาที ในช่วงที่ลูกหลับหรือมีคนช่วยดูแล โดยอาจแบ่งเป็นช่วงเช้า 15 นาที และเย็น 15 นาทีก็ได้เพื่อคุณแม่จะได้มีเวลามากขึ้น

คุณแม่ที่คลอดตามปกติทางช่องคลอด ไม่ว่าจะคลอดตามปกติหรือใช้เครื่องมือช่วยคลอด 2-3 วันหลังคลอดคุณแม่ก็สามารถเริ่มบริหารร่างกายได้แล้ว เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ในครั้งแรก ๆ อาจจะเริ่มบริหารเพียงไม่กี่ท่าหรือท่าละไม่กี่ครั้ง เพราะร่างกายยังอ่อนเพลียอยู่ แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นไปทีละนิดเมื่อร่างกายแข็งแรงแล้ว คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะทำให้แผลฝีเย็บแตกหรือแผลแยก เพราะมันไม่เกี่ยวกันเลยครับ ส่วนคุณแม่ที่คลอดโดยการผ่าตัด ขอให้รอจนครบ 20 วันขึ้นไปก่อน หรือไม่เกิน 1 เดือนก็ควรเริ่มบริหารร่างกายได้เลย ไม่ต้องรอให้นานกว่านี้ หรือรอจนถึง 2-3 เดือน เพราะถ้าเริ่มทำช้าก็จะได้ผลน้อย และอย่าขี้เกียจนะครับ เพราะมิเช่นนั้นจะเสียใจในภายหลังได้

เพราะคุณแม่ที่ไม่ยอมบริหารร่างกายเลยเมื่อมาตรวจร่างกายก็มักจะถามหมอว่าทำไมท้องไม่ยุบสักที ? และเมื่อตั้งครรภ์ต่อไปก็มักจะมีอาการปวดท้องถ่วงอยู่เกือบตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ ผมขอเรียนให้ทราบว่าที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะผนังหน้าท้องหย่อนยานมาก ทำให้มดลูกยื่นออกทางหน้าท้องมากเกินไป เมื่อคลอดลูกเพียงคนสองคน ผนังช่องคลอดก็หย่อนหรือกะบังลมเคลื่อน แต่สถานการณ์เหล่านี้จะบรรเทาลงได้ด้วยการบริหารร่างกายตั้งแต่หลังคลอดใหม่ ๆ และการหลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือยกของหนักในช่วงเดือนแรกหลังการคลอด

นอกจากนี้ คุณแม่บางคนที่มีลูกคนที่ 2 หรือ 3 ช่องคลอดจะหย่อนมาก เวลาไอหรือจามก็จะมีปัสสาวะเล็ดออกมา ถ้าเป็นมากหรืออายุมากขึ้นก็จะต้องนอนโรงพยาบาลให้หมอผ่าตัดเย็บช่องคลอดใหม่ หรือที่เรียกว่า “การทำรีแพร์” หรือ “ทำสาว” นอกจากจะเจ็บตัวแล้ว ยังเสียเงินเสียทองอีก ดังนั้น คุณแม่ควรถือภาษิตโบราณที่ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” เพราะถ้ารอให้แย่แล้วจะแก้ไม่ทันนะครับ

สล็อต

ประโยชน์ของการบริหารร่างกายหลังคลอด
ช่วยทำให้กล้ามเนื้อตึง ไม่อ่อนปวกเปียก
ไขมันส่วนเกินที่จับบริเวณหน้าอก หน้าท้อง และสะโพกจะค่อย ๆ ลดลง
ช่วยให้กล้ามเนื้อช่องคลอดกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็วและไม่หย่อน
ช่วยให้กะบังลมไม่เคลื่อน
ท่าบริหารหลังคลอด
ท่าบริหารร่างกายหลังคลอดต่อไปนี้ เป็นท่าบริหารที่ทำได้ง่ายและปลอดภัย ที่สามารถช่วยให้รูปร่างของคุณแม่กลับคืนสู่สภาพเดิมได้โดยเร็ว และเกือบทุกท่าของการบริหารนี้จะเป็นท่านอน ซึ่งคุณแม่อาจจะนอนบนพื้นหรือนอนบนเตียงที่ไม่นุ่มจนเกินไปก็ได้ขึ้นอยู่กับความสะดวก ซึ่งในการบริหารครั้งแรก ๆ ขอให้คุณแม่อย่าหักโหม ให้ค่อย ๆ ทำไป และค่อย ๆ เพิ่มจำนวนครั้งให้มากขึ้นวันละนิดละหน่อย จนกว่าจะรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงดีแล้ว คุณแม่จึงสามารถบริหารร่างกายได้อย่างเต็มที่ในทุก ๆ ท่า

ท่าบริหารกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก หน้าท้อง และปอด ให้คุณแม่นอนหงายราบกับพื้น ไม่หนุนหมอน เหยียดขาตรง แขนแนบกับลำตัว สูดลมหายใจเข้าให้เต็มปอดอย่างช้า ๆ นับ 1 2 3 พร้อมกับแขม่วท้องไว้สักครู่ พยายามให้บั้นเอวติดพื้น แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกอย่างช้า ๆ แล้วพักสักครู่ จากนั้นทำต่อไปจนครบ 10 ครั้ง
ท่าบริหารกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก ไหล่ หลัง ลำคอ และลดหน้าท้อง ให้คุณแม่นอนหงายราบกับพื้น แขนแนบกับลำตัว แล้วยกศีรษะขึ้นจากพื้นอย่างช้า ๆ จนกระทั่งคางจรดหน้าอก แล้วนับ 1 2 3 (ในขณะที่ยกศีรษะขึ้น ลำตัว แขนและขาต้องเหยียดตรง) จากนั้นค่อย ๆ วางศีรษะลงอย่างช้า ๆ แล้วทำต่อไปจนครบ 10 ครั้ง สำหรับคุณแม่ที่หน้าท้องหย่อนมากให้ใช้มือทั้งสองข้างประสานกันที่หน้าท้อง กดกล้ามเนื้อลง เมื่อยกศีรษะขึ้น กล้ามเนื้อหน้าท้องจะตึง พยายามใช้มือกดไว้เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องซึ่งแยกจากกันสองข้างกลับเข้ามาติดชิดกันได้ดีมากขึ้น

สล็อตออนไลน์

ท่าบริหารกล้ามเนื้อแขน อก และปอด ให้คุณแม่นอนหงายราบกับพื้น แขนแนบกับลำตัว แล้วยกแขนทั้งสองข้างชูขึ้นตั้งฉากกับลำตัวจนมือทั้งสองจับกันได้ แล้วค่อย ๆ ปล่อยแขนลงอย่างช้า ๆ จนกลับมาแนบลำตัวเหมือนเดิม แล้วทำต่อไปจนครบ 10 ครั้ง
ท่าบริหารกล้ามเนื้อขา ต้นขา หน้าท้อง และสะโพก ให้คุณแม่นอนหงายราบกับพื้น แขนแนบกับลำตัว แล้วชันเข่าทั้งสองข้างตั้งขึ้นเป็นมุมฉาก โดยให้เข่าทั้งสองชิดกัน เท้าวางราบและห่างกันพอสมควร ยกสะโพกขึ้นโดยใช้กล้ามเนื้อไหล่ยันพื้นไว้ ในขณะเดียวกันให้พยายามหนีบกล้ามเนื้อสะโพกไว้ด้วย ซึ่งท่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อช่องคลอดบริเวณฝีเย็บนั้นหดรัดตัวได้ดีขึ้น โดยให้ทำต่อไปจนครบ 10 ครั้ง
ท่าบริหารกล้ามเนื้อขา สะโพก และหน้าท้อง ให้คุณแม่นอนหงายราบกับพื้น แขนแนบกับลำตัว แล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาให้ตั้งฉากกับลำตัว พร้อมทั้งเหยียดขาให้ตรงสักครู่หนึ่ง แล้วกดขาลงที่เดิมอย่างช้า ๆ ทำสลับข้างกันให้ครบ 10 ครั้ง เมื่อแข็งแรงดีแล้วให้ลองยกขาพร้อมกันทั้งสองข้าง
ท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง ไหล่ หลัง และลำคอ ให้คุณแม่นอนหงายราบกับพื้น แขนแนบกับลำตัว เหยียดขาตรง แล้วยกตัวลุกขั้นนั่งโดยงอเข่าและไม่ใช้แขนช่วย แล้วเหยียดแขนไปด้านหน้าให้ขนานกับพื้น จากนั้นค่อย ๆ นอนลง ในครั้งแรกให้ทำท่านี้วันละ 1-2 ครั้ง เมื่อแข็งแรงขึ้นจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นวันละ 1 ครั้งทุกวัน จนครบ 10 ครั้งต่อวัน สำหรับแขนอาจจะเปลี่ยนท่าย่อยได้ 3 ท่า คือ แขนวางราบข้างลำตัว, ประสานมือทั้งสองข้างบนหน้าอก และประสานมือไว้ที่ท้ายทอย ซึ่งคุณแม่อาจจะทำทั้ง 3 ท่าย่อยนี้สลับกันไปก็ได้
ท่าบริหารหน้าท้อง สะโพก และขา ให้คุณแม่นอนราบกับพื้น แขนแนบกับลำตัว งอเข่าทั้งสองข้างขึ้น โดยให้เข่าชิดกับหน้าท้องหรือหน้าอกให้มากที่สุด และให้ส้นเท้าสัมผัสก้นไว้ แล้วเหยียดขาข้างใดข้างหนึ่งให้ตรง ค่อย ๆ วางขาลงในท่าเดิม นับ 1 2 3 โดยไม่งอเข่าเลย ทำสลับกันทีละข้าง ในครั้งแรก ๆ อาจทำน้อยครั้งก่อน เมื่อแข็งแรงขึ้นแล้วจึงค่อยเพิ่มอีกวันละ 1-2 ครั้งทุกวัน จนครบ 10 ครั้ง
ท่าบริหารหน้าท้อง ให้คุณแม่นอนราบกับพื้น งอเข่าขึ้น วางแขนขวาไว้ข้างลำตัว ส่วนเท้าวางราบกับพื้น และหายใจเข้าลึก ๆ ในขณะที่หายใจออกให้ยกศีรษะ เกร็งกล้ามเนื้อท้องพร้อมกับยกแขนซ้ายมาแตะที่ต้นขาขวา ให้ค้างนิ่งอยู่ในท่านี้สักครู่ แล้วจึงผ่อนคลายกลับมาสู่ท่าเตรียม ให้ทำสลับข้างกันจนครบ 10 ครั้ง

jumboslot

ท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง อก สะโพก และช่วยขับน้ำคาวปลา ให้คุณแม่อยู่ในท่าคุกเข่า วางก้นที่ส้นเท้า ยกก้นขึ้นให้เข่าใกล้กับหน้าอกให้มากที่สุดจนเป็นท่าโก้งโค้ง เข่าทั้งสองข้างให้ห่างกันประมาณ 1 ฟุต หน้าอกจะต้องแนบกับพื้น (พยายามอย่ายกหน้าอก) แล้วพักอยู่ในท่านี้ประมาณ 2 นาที เมื่อเสร็จแล้วให้นอนคว่ำตัวราบกับพื้น ศีรษะไม่หนุนหมอน ให้น้ำหนักตัวตกอยู่ที่หน้าท้อง โดยใช้หมอนรองบริเวณหน้าท้อง 1 ใบเพื่อคลายความเมื่อย และให้นอนพักอยู่ในท่านี้ประมาณ 30 นาที ซึ่งท่านี้จะช่วยให้น้ำคาวปลาไหลออกดี และมดลูกกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น
ท่าบริหารกล้ามเนื้อทั่วตัว ให้คุณแม่คุกเข่าลงกับพื้น ฝ่ามือยันพื้น (เหมือนท่าคลาน) แล้วค่อย ๆ ลดข้อศอกลงวางกับพื้น ก้มศีรษะให้คางจรดหน้าอก แขม่วท้อง เกร็งกล้ามเนื้อสะโพกและขา แล้วค่อย ๆ ลดสะโพกลงแตะกับส้นเท้า ถอยหลังเล็กน้อย หน้าผากแตะพื้น ขณะนี้แขนจะถูกเหยียดตรง เสร็จแล้วให้ยกลำตัวกลับไปอยู่ท่าเดิม (ท่าคลาน) ในครั้งแรกไม่ต้องทำมาก เมื่อแข็งแรงแล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มจำนวนครั้งให้มากขึ้น จนครบ 10 ครั้งต่อวัน ท่านี้จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและช่วยให้มดลูกกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น
ท่าบริหารอุ้งเชิงกราน เป็นท่าที่ช่วยกระชับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้หดตัวเร็วขึ้น โดยให้คุณแม่เริ่มต้นด้วยท่าคลานสี่ขา แยกขาห่างจากกันประมาณ 30 เซนติเมตร ใช้มือทั้งสองข้างยันพื้นไว้ แล้วค่อย ๆ เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณทวารหนักเพื่อดึงกล้ามเนื้อเชิงกรานเข้ามา โค้งหลังให้สูงขึ้นเหมือนแมวกำลังทำท่าขู่ นิ่งในท่านี้สักครู่แล้วค่อยคลาย ในขณะที่คลายกล้ามเนื้ออย่าแอ่นหลังลง แล้วเริ่มต้นทำซ้ำอีกหลาย ๆ ครั้ง
ท่าบริหารกล้ามเนื้อหลัง ให้คุณแม่ยืนหลังตรงแยกขาออกจากกันประมาณ 30 เซนติเมตร ประสานมือทั้งสองไว้ด้านหลัง ผ่อนคลายสบาย ๆ แล้วค่อย ๆ ก้มตัวลงอย่างช้า ๆ จนลำตัวขนานกับพื้น แล้วยกแขนที่ประสานอยู่ด้านหลังให้สูงที่สุด หายใจเข้า หายใจออกลึก ๆ 2-3 ครั้ง จึงเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ และทำซ้ำอีกหลายครั้ง

slot

ท่าบริหารกล้ามเนื้อแขนและไหล่ ให้คุณแม่ยืนตรง แยกขาห่างจากกันประมาณ 30 เซนติเมตร แขนทั้งสองเหยียดหงายขึ้นอยู่ด้านข้างหรือด้านหน้าลำตัว มือทั้งสองข้างกำดัมบ์เบลล์ให้ถนัดมือ (หากไม่มีดัมบ์เบลล์อาจหาอุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีน้ำหนักมาใช้แทนกันก็ได้) ออกแรงยกขึ้นจนถึงระดับไหล่ จะยกแขนพร้อมกันทั้งสองข้างหรือยกแขนทีละข้างก็ได้ จากนั้นค่อย ๆ วางแขนลงมาอยู่ในท่าเตรียม เพื่อเป็นการผ่อนคลาย ซึ่งท่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อแขนและไหล่กระชับยิ่งขึ้น
ท่าบริหารกล้ามเนื้อข้างลำตัว ให้คุณแม่ยืนตรง แยกขาห่างจากกันประมาณ 1 เมตร (พยายามยืนให้ตรง เชิงกรานจะได้ตั้งฉากกับพื้นช่วยให้กล้ามเนื้อยืดตัวดีขึ้น) มือซ้ายแตะแนบอยู่ที่สะโพก ค่อย ๆ ยกมือขวาให้สูงขึ้นเหนือศีรษะ และเอนตัวตามไปทางซ้ายอย่างช้า ๆ จนรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อด้านข้างพร้อมกับหายใจเข้าลึก ๆ แล้วนิ่งกลั้นหายใจไว้สักครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยืดตัวตรงพร้อมกับหายใจออกและทำซ้ำกับด้านขวาอีกครั้ง
ท่าบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอด ในขณะที่นอนหรือนั่งให้คุณแม่ขมิบช่องคลอดหรือทวารหนักเหมือนกำลังถ่ายปัสสาวะแล้วหดทันที ให้ทำครั้งละ 5-10 นาที หรือขมิบให้ได้วันละ 200 ครั้ง ท่านี้เป็นท่าที่ไม่ต้องหาที่ทางหรือเปลี่ยนอิริยาบถมาทำครับ คุณแม่จึงสามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะในขณะทำงาน ให้นมลูก หรือกำลังดูแลลูกน้อยอยู่ก็ทำได้ แถมท่านี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในภายหลังได้อีกด้วยครับ
หมายเหตุ : นอกจากที่กล่าวมานี้ยังมีท่าบริหารร่างกายหลังคลอดอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะนี่เป็นเพียงท่าง่าย ๆ เท่านั้น (แต่ได้ผล) ในระยะ 6 สัปดาห์หลังคลอด ในขณะที่มดลูกยังโตกว่าปกติ ผมยังไม่แนะนำให้ทำการบริหารร่างกายในท่านั่งนาน ๆ ท่ากระโดด หรือในท่ายืนมาก ๆ (แต่ไม่ใช่ว่าจะห้ามยืนนะครับ) เพราะจะทำให้มดลูกเคลื่อนต่ำและกะบังลมเคลื่อนได้ง่าย แต่พอหลังจาก 6 สัปดาห์ไปแล้ว โดยทั่วไปมดลูกจะเข้าสู่สภาพเดิมคือมีขนาดเล็กลงและไม่หนัก คุณแม่จึงสามารถบริหารได้ทุกท่า รวมทั้งยังเล่นกีฬาอื่น ๆ ได้ตามปกติ ซึ่งการบริหารร่างกายนี้ควรทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือนหลังคลอด แล้วคุณแม่จะพบว่านี่เป็นวิธีรักษาทรวดทรงให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างดีที่สุดแล้วครับ

วิธีลดน้ำหนักหลังคลอด

เป็นธรรมดาที่คุณแม่หลังคลอดใหม่ ๆ หลายคนจะยุ่งมาก ๆ ในการเลี้ยงดูเจ้าตัวน้อย จนไม่มีเวลาได้สนใจตัวเอง อาจเป็นเพราะในช่วงหลังคลอดแรก ๆ คุณแม่มือใหม่มักจะยังไม่ชินกับการเลี้ยงลูก แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้สักระยะ คุณแม่ก็จะรู้สึกว่าการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นและมีความสุขมากขึ้น ในช่วงนี้เองที่คุณแม่จะเริ่มกลับมาสนใจตัวเอง ซึ่งสิ่งที่เป็นกังวลมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของรูปร่างที่ไม่เหมือนเดิม เพราะในช่วงตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก คุณแม่หลังคลอดบางคนอาจมีรูปร่างที่อวบขึ้นเล็กขึ้น แต่สำหรับคุณแม่บางคนน้ำหนักตัวกลับไม่ลดลงเลย ดังนั้น การลดความอ้วนหลังคลอดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้คุณแม่กลับมามีรูปร่างที่ดีได้เหมือนเดิม

เครดิตฟรี


วิธีลดน้ำหนักหลังคลอด
ใส่ใจสุขภาพของตัวเอง ภายหลังการคลอดหากคุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงและในระหว่างการตั้งครรภ์สามารถควบคุมน้ำหนักได้ตามเกณฑ์ คุณแม่ก็จะมีแรงในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น ทำให้น้ำหนักตัวลดลงกลับคืนสู่สภาพปกติได้ภายใน 3-5 เดือน
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คุณแม่หลายคนเลือกที่จะไม่เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา แต่ทราบหรือไม่ว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นสามารถช่วยลดไขมันในร่างกายไปได้อย่างมาก เพราะกระบวนการที่ร่างกายสร้างน้ำนมนั้นจะมีการดึงเอาไขมันในร่างกายไปใช้ และการให้นมแม่ในแต่ละวันสามารถช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายของคุณแม่ไปได้ถึง 500-800 กิโลแคลอรีต่อวัน ถ้าคุณแม่ให้นมลูกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4-6 เดือนก็จะช่วยลดขนาดส่วนเกินของสะโพก หน้าท้อง ต้นแขน และต้นขาได้เป็นอย่างดี
แอ็กทีฟเข้าไว้ คุณแม่ควรทำตัวแอ็กทีฟโดยการเดินบ่อย ๆ อย่ามัวแต่นั่งหรือนอนเล่นอยู่กับที่เป็นเวลานาน ๆ ยิ่งถ้าคุณแม่เป็นคนไม่ชอบออกกำลังกายด้วยแล้ว การหันมาทำงานบ้านอย่างการทำความสะอาด กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน หรือการทำกิจกรรมอื่น ๆ เล็ก ๆ น้อยอยู่ตลอดเวลาก็ช่วยให้น้ำหนักส่วนเกินลดลงได้แบบไม่น่าเชื่อ ส่วนการทำกิจกรรมร่วมกับคุณแม่คนอื่น ๆ ก็สามารถช่วยได้เหมือนกัน เช่น การนัดพบคุณแม่ท่านอื่นเพื่อให้ลูกได้มาเล่นด้วยกัน การจัดกิจกรรมในหมู่เพื่อนบ้านด้วยกัน การนัดออกกำลังกายร่วมกัน เช่น การรวมกลุ่มเพื่อน ๆ ไปเดินที่สวนสาธารณะ เล่นโยคะ หรือไปเล่นฟิตเนส ฯลฯ เพราะตราบเท่าที่คุณแม่ยังทำตัวแอ็กทีฟอยู่ทุกวัน คุณแม่ก็สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้อย่างไม่ยากเย็น

ตั้งเป้าหมายจากน้อยไปมาก ถ้าคิดโดยรวมว่าเราอยากกลับไปน้ำหนักเท่าเดิมก่อนตั้งครรภ์ก็อาจจะดูห่างไกลจนทำให้คุณแม่หลายคนรู้สึกท้อ แต่การเปลี่ยนมาตั้งเป้าหมายให้เล็กลงโดยเริ่มที่น้ำหนักน้อย ๆ ก่อน ถ้าทำได้แล้วค่อย ๆ เพิ่มให้มากขึ้นก็จะทำให้คุณแม่มีกำลังใจในการลดน้ำหนักมากขึ้น เช่น ตั้งใจว่าจะเดินออกกำลังกายให้ได้วันละ 30 นาที และลดน้ำหนักให้ได้ 2-3 กิโลกรัมในช่วงเดือนแรก เป็นต้น นอกจากการตั้งเป้าหมายแล้ว การบันทึกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อดูความก้าวหน้าว่าเราสามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มกำลังใจได้เป็นอย่างดี

สล็อต

การออกกำลังกายหลังคลอด การออกกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็เป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่หลายคน เพราะต่างก็อ้างว่าไม่มีเวลา บ้างก็ว่าเหนื่อย เพลีย ไม่มีแรงบริหารร่างกาย ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผมอยากขอร้องให้คุณแม่ทุกคนพยายามบริหารร่างกายให้ได้วันละ 30 นาที ในช่วงที่ลูกหลับหรือมีคนช่วยดูแล โดยอาจแบ่งเป็นช่วงเช้า 15 นาที และเย็น 15 นาทีก็ได้ เพื่อคุณแม่จะได้มีเวลามากขึ้น สำหรับคุณแม่ที่คลอดตามปกติทางช่องคลอด 2-3 วันหลังคลอดคุณแม่ก็สามารถเริ่มบริหารร่างกายได้แล้ว เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะทำให้แผลฝีเย็บแตกหรือแผลแยก เพราะมันไม่เกี่ยวกันเลยครับ ส่วนคุณแม่ที่คลอดโดยการผ่าตัด ขอให้รอจนครบ 20 วันขึ้นไปก่อน หรือไม่เกิน 1 เดือนก็ควรเริ่มบริหารร่างกายได้เลย ไม่ต้องรอให้นานกว่านี้หรือรอจนถึง 2-3 เดือน เพราะถ้าเริ่มทำช้าก็จะได้ผลน้อย แต่ไม่ว่าจะคลอดเองหรือผ่าคลอด ในครั้งแรก ๆ คุณแม่อาจเริ่มบริหารเพียงไม่กี่ท่าหรือท่าละไม่กี่ครั้ง หรือออกกำลังกายแบบที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น การเดิน ปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือการว่ายน้ำ เพราะร่างกายยังอ่อนเพลียอยู่ แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นไปทีละนิดเมื่อร่างกายแข็งแรงแล้ว และที่สำคัญคุณแม่ควรสนุกไปกับการออกกำลังกายที่คุณแม่ชอบ เพราะเมื่อชอบแล้วจะทำให้คุณแม่มีความตั้งใจและทำต่อไปได้เรื่อย ๆ
การบริหารร่างกายหลังคลอด การบริหารร่างกายเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากสำหรับคุณแม่หลังคลอดใหม่ ๆ ทุกคน เพราะการบริหารจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องซึ่งถูกยืดออกมาหลายเดือนในระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึงกล้ามเนื้อรอบ ๆ ผนังช่องคลอดซึ่งถูกยืดออกมาในระหว่างการคลอดได้หดตัวกลับสู่สภาพปกติมากที่สุด ป้องกันช่องคลอดหย่อนและกะบังลมเคลื่อน และช่วยลดไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ การบริหารร่างกายหลังคลอด)

การเล่นโยคะ เป็นการบริหารร่างกายที่สามารถช่วยให้ร่างกายได้ออกกำลังกายอย่างนุ่มนวลและเป็นวิธีการลดน้ำหนักหลังคลอดได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้การเล่นโยคะยังเป็นการช่วยผ่อนคลายจิตใจ ร่างกาย และทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ซึ่งการยืดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในแต่ละครั้งนั้นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้คุณแม่อยู่ในท่าที่ดีขึ้นและมีอารมณ์ที่ดีขึ้นด้วย

สล็อตออนไลน์

การทำกายบริหารแบบพิลาทิส (Pilates) เป็นการบริหารที่อยู่ในระดับสูงกว่าโยคะ การออกกำลังกายแบบนี้สามารถช่วยทำให้หน้าท้อง แขน และต้นขากระชับขึ้นได้ แต่คุณแม่ไม่ควรทำกายบริหารแบบพิลาทิสทันทีภายหลังการคลอด เพราะร่างกายของคุณแม่ยังไม่พร้อม ซึ่งคุณแม่อาจเริ่มเล่นโยคะไปสัก 2-3 เดือนก่อนแล้วจึงค่อยหันมาทำกายบริหารแบบพิลาทิสก็ได้
การอยู่ไฟหลังคลอด เป็นการอาศัยภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อฟื้นฟูร่างกายของคุณแม่หลังคลอด เพื่อปรับสมดุลในร่างกายให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว โดยใช้ความร้อนเข้าช่วย ซึ่งการดูแลคุณแม่หลังคลอดด้วยการอยู่ไฟในปัจจุบันได้มีวิธีการที่เปลี่ยนไป แต่ยังคงใช้รูปศัพท์เดิม คือ “การอยู่ไฟ” เพราะการแพทย์สมัยใหม่ได้เข้ามาแทนที่ ในช่วงหลัง ๆ จึงได้มีการส่งเสริมให้มีการอยู่ไฟด้วยแพทย์แผนไทยประยุกต์กันมากขึ้น การอาบ-อบสมุนไพรจึงถือเป็นกระบวนการหนึ่งของการอยู่ไฟด้วย ซึ่งหลัก ๆ จะประกอบไปด้วยการนวดประคบ การเข้ากระโจม อาบน้ำสมุนไพร และลงท้ายด้วยการนาบหม้อเกลือ (อาจมีบริการเสริมอื่น ๆ ด้วยแตกต่างกันไป)

อาหารการกินเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง คุณแม่หลังคลอดสามารถลดความอ้วนได้ง่าย ๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของตัวเองตามคำแนะนำต่อไปนี้
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างพอเหมาะ เนื่องจากลูกน้อยจะได้รับสารอาหารจากสิ่งที่คุณแม่รับประทานเข้าไปโดยตรงและเพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวของคุณแม่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น คุณแม่จึงควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารทอด อาหารฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน รวมถึงน้ำหวาน น้ำอัดลม ฯลฯ เพื่อไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
เน้นรับประทานผักและผลไม้ ผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีแคลอรีต่ำ ให้วิตามิน และใยอาหารสูง การรับประทานผักและไม้สามารถช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้เร็ว ที่สำคัญยังเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการควบคุมแคลอรี คุณแม่ควรรับประทานผักและผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน อาจทานแอปเปิ้ล 1 ลูกในตอนเช้าและอีก 1 ลูกในตอนเที่ยง ทานแคร์รอตและแตงโมหลังมื้อเที่ยง ในระหว่างมื้อคุณแม่อาจทานสับปะรดและส้มไปด้วย เพราะผลไม้ทั้งสองชนิดมีวิตามินซี ส่วนมื้อเย็นให้ทานมะละกอสุกเพื่อเพิ่มใยอาหารและช่วยในการขับถ่าย ส่วนน้ำดื่มผลไม้สำเร็จรูปบรรจุกล่องไม่ควรดื่ม เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยน้ำตาลและไม่มีประโยชน์แล้ว ยังขาดสารใยอาหารอีกด้วย

jumboslot

จำกัดอาหารจำพวกแป้ง คุณแม่ควรรับประทานอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตแต่น้อย พยายามลดแป้งทุกอย่าง เช่น ก๋วยเตี๋ยว อาหารเส้น ผัดไทย ผัดซีอิ๊ว ข้าว (พยายามกินข้าวครั้งละครึ่งจานและเน้นเป็นกับข้าว) ฯลฯ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มขึ้น สำหรับอาหารประเภทไขมันควรลดปริมาณให้น้อยลง แต่ไม่ควรงดเสียทั้งหมด เพราะร่างกายยังจำเป็นต้องใช้ไขมันในการละลายวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค
รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ (อย่างดมื้อใดมื้อหนึ่ง)
แบ่งอาหารเป็นจานเล็ก ๆ หรือมื้อเล็ก ๆ วันละ 4-5 มื้อ จากการวิจัยพบว่าการรับประทานอาหารจานเล็ก ๆ สามารถช่วยคุมปริมาณอาหารและช่วยควบคุมน้ำหนักได้
รับประทานแต่ของว่างที่มีประโยชน์ คุณแม่หลังคลอดไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานาน ๆ เกิน 3-4 ชั่วโมง โดยเฉพาะกับคุณแม่ที่ต้องให้นมลูก เพราะจะทำให้คุณแม่รู้สึกหิวมาก จนทานอาหารในปริมาณมากเกินไป ส่วนของว่างจำพวกขนมหวาน น้ำหวาน ช็อกโกแลต ฯลฯ ควรงดไปก่อน แล้วหันมารับประทานพวกธัญพืชอบแห้ง ขนมปังโฮลวีต ข้าวกล้อง โยเกิร์ต และผลไม้สด ๆ แทนจะดีกว่า (ควรเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง ชมพู่ มะละกอ)
คุณแม่ต้องมั่นใจว่าได้รับพลังงานมากกว่า 1,800 กิโลแคลอรีต่อวัน ถึงจะเพียงพอต่อคุณแม่และลูกน้อย และการขาดแคลอรีจะทำให้อารมณ์คุณแม่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย มีอารมณ์ฉุนเฉียว และหงุดหงิดง่าย
วิธีลดน้ำหนักหลังคลอด
กินโยเกิร์ตทุกวันช่วยลดหน้าท้องหลังคลอด นักวิจัยของฟินแลนด์ได้พบว่า แบคทีเรียที่พบในอาหารจำพวกโปรไบโอติกส์ เช่น โยเกิร์ต และอาหารเสริมบางชนิด สามารถสลายน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตได้ ทำให้ร่างกายไม่สะสมพวกแป้งและน้ำตาลไว้ในรูปของไขมัน ผลการวิจัยชี้ว่า “การกินโยเกิร์ตวันละถ้วยสามารถช่วยลดไขมันส่วนเกินเหล่านี้ได้” ซึ่งจากการติดตามภาวะสุขภาพและน้ำหนักตัวของผู้หญิงจำนวน 256 คน ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน ไปจนถึงหลังคลอดเป็นเวลาหนึ่งปี พบว่ากลุ่มที่กินอาหารที่มีโปรไบโอติกส์จะมีรูปร่างผอมบางกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย และมีแนวโน้มสูงกว่าที่จะไม่ลงพุง

[NPC5]
ดื่มน้ำให้มากพอ การดื่มน้ำให้ได้วันละ 10-12 แก้วต่อวันสามารถช่วยป้องกันการขาดน้ำและช่วยให้น้ำหนักของคุณแม่ลดลงได้ดียิ่งขึ้น แต่น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำสะอาด ไม่ใช่น้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ การนอนหลับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า “การนอนหลับไม่เพียงพอจะส่งผลให้คุณแม่หิวบ่อย รบกวนอัตราการเผาผลาญอาหาร ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อย ทำให้การลดน้ำหนักหลังคลอดนั้นทำได้ยากขึ้น” ดังนั้น คุณแม่ควรหาเวลานอนพักทุกครั้งที่มีโอกาสหรือในเวลาที่ลูกหลับ เพื่อช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน แถมวิธีนี้ยังช่วยทำให้คุณแม่มีกำลังกายมากขึ้นและมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย

การลดน้ำหนักหลังคลอดของคุณแม่ควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ (ลดให้ได้สักอาทิตย์ละครึ่งกิโลกรัมก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ) เพราะการรีบร้อนเร่งลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วจะทำให้สารพิษที่สะสมอยู่ตามไขมันละลายเข้าสู่กระแสเลือดและผ่านสู่ลูกทางน้ำนมได้ การออกกำลังกายอย่างช้า ๆ ในช่วงเวลาสั้น ๆ จะช่วยให้คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงได้ แต่การออกกำลังกายหรือการควบคุมอาหารเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งอาจจะเห็นผลได้ช้า คุณแม่ควรทำทั้งสองอย่างหลัก ๆ นี้ควบคู่กันไปจึงจะเห็นผลชัดเจน

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้ในบ่อยในสตรีไทย ผู้ที่เริ่มเป็นมักจะไม่มีอาการใด ๆ จนกว่าจะเป็นมากจนเกิดอาการตกขาวมีกลิ่นเหม็น หรือมีเลือดออกผิดปกติ หรือมีเลือดออกภายหลังการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งถ้าเป็นระยะสุดท้ายที่มะเร็งลุกลามแล้วก็ยากที่จะรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีครับที่ในปัจจุบันเราสามารถตรวจและสืบค้นได้ตั้งแต่เซลล์เริ่มผิดปกติ เพราะปากมดลูกจะอยู่ในตำแหน่งที่สามารถตรวจได้ง่ายกว่าอวัยวะอื่น ประกอบกับการดำเนินโรคจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลานานหลายปีกว่าจะเป็นถึงขั้นลุกลาม จึงทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

เครดิตฟรี

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก จะกระทำได้โดยวิธีที่เรียกว่า “แปปสเมียร์” (Pap smear) ที่สามารถทำได้ในระหว่างการตรวจภายในที่ห้องตรวจ ซึ่งแพทย์จะใช้เวลาเพียง 1 นาทีในการเก็บตัวอย่างเซลล์เยื่อบุผิวปากมดลูกแล้วป้ายลงบนแผ่นสไลด์แก้ว หรือเก็บใส่ขวดพิเศษ ซึ่งจะส่งไปห้องปฏิบัติการย้อมสี แล้วให้พยาธิแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจผ่านทางกล้องจุลทรรศน์เพื่อดูว่ามีเซลล์ผิดปกติหรือไม่

คุณแม่หลังคลอดหรือผู้แท้งบุตรทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยปกติแล้วผู้หญิงควรได้รับการตรวจมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว ซึ่งในการตรวจหลังคลอดนี้หมอจะตรวจมะเร็งปากมดลูกให้ด้วย และหลังจากนั้นควรตรวจเป็นประจำทุก ๆ 1-3 ปี ในกรณีที่พบความผิดปกติ แพทย์จะแนะนำให้มาตรวจซ้ำหรือตรวจถี่ขึ้นตามความเหมาะสม

สำหรับผลการตรวจมะเร็งปากมดลูกนั้น โดยปกติแล้วจะต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์จึงจะทราบผล ซึ่งหมอจะนัดให้ไปพบเพื่อฟังผลหรือให้โทรศัพท์ถาม (บางแห่งก็มีบริการส่งผลการตรวจมะเร็งมาให้ที่บ้านทางไปรษณีย์ โดยที่คุณแม่ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง) เพื่อฟังผลการตรวจมะเร็งปากมดลูกอย่างเดียว

การคุมกำเนิดหลังคลอด
เมื่อเลือกวิธีการคุมกำเนิดได้แล้ว คุณแม่ที่ตัดสินใจคุมกำเนิดโดยเว็บไซต์เมดไทย (การใส่ห่วงอนามัย ก่อนตรวจเสร็จหมอจะใส่ห่วงอนามัยให้เลย ส่วนคุณแม่ที่จะใช้ยาฝังคุมกำเนิดหรือฉีดยาคุมกำเนิดหมอก็จะทำให้ แล้วนัดมาตรวจเพื่อติดตามผลต่อไป ส่วนคุณแม่ที่ต้องการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดและไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หมอก็จะจ่ายยาเม็ดคุมกำเนิดให้เลย

สำหรับคุณแม่ที่ยังเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อไป หมอจะเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนเพียงอย่างเดียวให้ เพื่อมิให้มีผลต่อการหลั่งน้ำนมของคุณแม่ (โปรเจสโตเจนจะไม่ยับยั้งการหลั่งน้ำนมและไม่ทำให้คุณภาพของน้ำนมเสื่อมลงเหมือนยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม) หรืออาจจะแนะนำให้คุณแม่คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น ๆ ไปก่อนจนกว่าจะถึงเวลาที่ลูกหย่านมแล้วจึงค่อยให้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่ใช้กันทั่วไป สำหรับรายละเอียดเรื่องการคุมกำเนิดคุณแม่สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ การคุมกำเนิด

สล็อต

สรุป จะเห็นได้ว่า การกลับไปตรวจร่างกายหลังคลอดนั้นเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์อย่างมาก เมื่อถึงเวลานัดคุณแม่ควรกลับไปตรวจที่โรงพยาบาลที่คุณแม่คลอด แต่ถ้าไม่สามารถไปตรวจที่โรงพยาบาลเดิมได้ คุณแม่อาจจะไปตรวจที่โรงพยาบาลใกล้บ้านก็ได้ ในขณะเดียวกันคุณแม่ต้องพาลูกไปให้กุมารแพทย์ตรวจสุขภาพทั่วไปเป็นครั้งแรกเมื่อลูกอายุได้ประมาณ 1 เดือน โดยคุณหมอจะชั่งน้ำหนัก วัดศีรษะ วัดรอบอก และความยาวของลำตัว รวมทั้งตรวจปาก ตา หู คอ และจมูกว่าเป็นปกติดีหรือไม่ ตรวจการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และฉีดวัคซีนกระตุ้นให้ตั้งแต่ลูกอายุ 1 เดือนเป็นต้นไป พร้อมจดบันทึกลงสมุดบันทึกสุขภาพประจำตัวของลูกการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เป็นการตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกก่อนที่จะมีอาการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งปากมดลูก หรือตรวจหามะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่มีการบริการในประเทศไทยในปัจจุบันนั้น มี 3 วิธีหลักๆ ได้แก่

การตรวจทางเซลล์วิทยาของปากมดลูก แบ่งเป็นการตรวจแป๊ปสเมียร์แบบสามัญ (Conventional Pap Smear) และการเก็บตัวอย่างเซลล์ด้วยของเหลว (Liquid-based cytology: LBC)
การตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ด้วยวิธีการตรวจ DNA แบ่งเป็นการตรวจร่วมกับการตรวจทางเซลล์วิทยา และการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV เพียงอย่างเดียว
การตรวจด้วยน้ำส้มสายชู (Visual inspection with acetic acid: VIA)
สามารถอ่านข้อมูลรายละเอียดของแต่ละวิธีได้ที่ด้านล่างนี้เลย

สล็อตออนไลน์

  1. ตรวจแปปเสมียร์ (Pap Smear)
    การตรวจแปปสเมียร์แบบสามัญ (Conventional Pap Smear) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ตรวจแปปเสมียร์ เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจทางเซลล์วิทยาปากมดลูกแบบดั้งเดิม

ขั้นตอนการตรวจแปปเสมียร์

แพทย์จะใช้เครื่องมือสอดผ่านและถ่างช่องคลอด
แพทย์จะตรวจสภาพเบื้องต้นของช่องคลอด และเก็บตัวอย่างด้วยแปรง ส่งห้องตรวจ
แพทย์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างเซลล์ และแปลผลตรวจ
ข้อดีของการตรวจแปปเสมียร์

สามารถตรวจพบรอยโรคก่อนมะเร็งทุกระดับความรุนแรงได้ใกล้เคียงกับการตรวจตินแพร๊พ แป๊บ เทสต์ แต่มีราคาถูกกว่า

  1. การตรวจตินแพร็พ แป๊บ เทสต์ (ThinPrep Pap Test)
    การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยเก็บตัวอย่างเซลล์ด้วยของเหลว (Liquid-based cytology: LBC) หรือนิยมเรียกกันสั้นๆ ตามยี่ห้อน้ำยาตรวจว่า ตรวจตินแพร็พ แป๊บ เทสต์ (ThinPrep Pap Test) จัดเป็นหนึ่งในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจทางเซลล์วิทยาปากมดลูกแบบใหม่

jumboslot

ข้อดีของการตรวจตินแพร็พ แป๊บ เทสต์

เก็บตัวอย่างเซลล์ได้มากกว่า ลดปัญหาการเก็บตัวอย่างไม่เพียงพอ
ในกระบวนการตรวจ มูกและเลือดจะถูกกำจัดออกไป ลดปัญหาสิ่งบดบังเซลล์ ทำให้เห็นตัวอย่างเซลล์ชัดเจนขึ้น ลดอัตราการเกิดผลลบลวงได้
สามารถนำตัวอย่างเซลล์ไปตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ได้ ไม่ต้องเก็บตัวอย่างซ้ำ
ขั้นตอนการตรวจตินแพร็พ แป๊บ เทสต์

แพทย์ใช้แปรงขนาดเล็กเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกของผู้รับการตรวจ
ถอดหัวแปรงใส่ลงน้ำยารักษาสภาพเซลล์ ส่งเข้าห้องตรวจ
แพทย์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างเซลล์ และแปลผลตรวจ

  1. การตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ด้วยวิธีการตรวจ DNA
    การตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ด้วยวิธีการตรวจ DNA จะสามารถตรวจร่วมกับการตรวจทางเซลล์วิทยา หรือตรวจหาเชื้อไวรัส HPV เพียงอย่างเดียวก็ได้ เรียกการตรวจด้วยวิธีนี้ว่า Primary HPV testing

โดยการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ด้วยวิธีการตรวจ DNA สามารถตรวจได้ 2 รูปแบบ คือ

HPV DNA testing เป็นการตรวจหาสายพันธุ์เชื้อไวรัส HPV ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก โดยไม่ระบุเจาะจง (High-risk HPV: HR-HPV) ได้แก่สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 35, 39, 45, 51, 52, 56, 58, 59, 66 และ 68
HPV DNA genotyping เป็นการตรวจระบุสายพันธุ์เชื้อไวรัส HPV เจาะจง ได้แก่ สายพันธุ์ 16 และ 18
ข้อดีของการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ด้วยวิธีการตรวจ DNA

slot

สามารถตรวจระบุสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสได้เลย
หากตรวจร่วมกับการตรวจทางเซลล์วิทยา จะมีความไวในการตรวจพบรอยโรคก่อนมะเร็งสูงถึง 99%
การตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ด้วยวิธีการตรวจ DNA เพียงอย่างเดียว มีความไวในการตรวจหารอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกสูงกว่าการตรวจทางเซลล์วิทยาเพียงอย่างเดียว
ขั้นตอนการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ด้วยวิธีการตรวจ DNA

เก็บตัวอย่างเซลล์เยื่อบุผิวจากบริเวณปากมดลูก และช่องคลอดด้านใน โดยการใช้แปรงเหมือนกับการตรวจทางเซลล์วิทยา แต่แช่ในกระป๋องน้ำยา HPV DNA test โดยเฉพาะ
แพทย์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างเซลล์ และแปลผลตรวจ

  1. การตรวจด้วยน้ำส้มสายชู (Visual inspection with acetic acid: VIA)
    การตรวจด้วยน้ำส้มสายชู เป็นการตรวจคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกโดยการใช้สารละลาย Acetic acid เจือจาง 3-5% ชโลมบนปากมดลูกนาน 1 นาที แล้วสังเกตดูการเปลี่ยนแปลงของสีเยื่อบุปากมดลูก

ข้อดีของการตรวจด้วยน้ำส้มสายชู คือ มีราคาถูก สามารถรู้ผลได้ทันที แต่มีข้อเสียคือ สามารถตรวจได้เฉพาะในผู้ที่เห็นรอยต่อระหว่างเยื่อบุปากมดลูกชัดเจน และไม่สามารถประเมินความผิดปกติ หรือตรวจดูรอยโรคที่อยู่ลึกภายในช่องคอมดลูกได้

ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตอนอายุเท่าไหร่ บ่อยแค่ไหน?
โดยทั่วไปแล้ว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่ออายุ 30 ปี แต่อาจเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 25 ปี ตามความเหมาะสม และควรตรวจคัดกรองทุกทุก 2-3 ปี

หากผลตรวจคัดกรองไม่พบความผิดปกติติดต่อกัน 3 ครั้ง เป็นผู้ที่ไม่เคยมีประวัติได้รับรอยโรคก่อนมะเร็ง และไม่มีภาวะภูมิคุ้นกันบกพร่อง ให้ตรวจซ้ำทุกๆ 3-5 ปี

สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรเข้ารับการตรวจทุก 6 เดือน ในปีแรกหลังวินิจฉัยโรคภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และหลังจากนั้นควรเข้ารับการตรวจปีละ 1 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ความถี่ในการตรวจคัดกรองอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของบริบทในแต่ละพื้นที่นั้นๆ เช่น หากอยู่ในพื้นที่ที่มีความชุกของมะเร็งปากมดลูกสูงก็อาจต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี

ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV แล้ว จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกไหม?
ผู้หญิงที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเหมือนผู้หญิงทั่วไป

ควรหยุดตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่อไหร่?
หากเป็นผู้ที่ทำการตัดมดลูกออกไปแล้ว และไม่เคยมีรอยโรคก่อนมะเร็งมาก่อน สามารถหยุดเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้เลย แต่ควรตรวจภายในเป็นประจำทุกปี

ส่วนผู้ที่ยังมีมดลูก สามารถหยุดตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้หลังอายุ 65 ปีขึ้นไป ในกรณีที่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาได้มีการตรวจเป็นระยะๆ และผลตรวจคัดกรองไม่พบความผิดปกติติดต่อกัน 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม หากยังมีเพศสัมพันธ์ หรือมีคู่นอนหลายคน ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามปกต

การตรวจร่างกายหลังคลอด

เมื่อคุณแม่คลอดลูกเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะออกจากโรงพยาบาลหมอจะนัดให้มาตรวจหลังคลอดอีกครั้ง ในกรณีที่การคลอดผิดปกติ มีปัญหา หรือคุณแม่มีโรคบางอย่าง หมออาจนัดมาตรวจก่อน 4 สัปดาห์ก็ได้ สำหรับคุณแม่ที่คลอดปกติหรือผ่าคลอดถ้าไม่มีปัญหาอะไร หมอก็มักจะนัดมาตรวจใน 4-6 สัปดาห์หลังคลอด (โดยทั่วไปคุณหมอจะนัดมาตรวจเมื่อครบ 6 สัปดาห์ แต่ถ้าคุณแม่มีปัญหาในระหว่างการคลอดหมอจะนัดมาตรวจเร็วกว่านั้น เช่น ในช่วง 4 สัปดาห์หลังคลอด) ซึ่งคุณแม่ไม่ควรจะละเลยเป็นอันขาด เนื่องจากการตรวจสุขภาพหลังคลอดนั้นมีความจำเป็นและมีประโยชน์อย่างมาก เพราะจะทำให้รู้ว่าอวัยวะต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในขณะตั้งครรภ์และตอนคลอดนั้นกลับคืนสู่สภาพปกติแล้วหรือยัง คุณแม่จะมีโรคแทรกซ้อนอะไรหรือไม่

เครดิตฟรี


ในรายที่ตรวจพบว่ามีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นขณะคลอดหรือหลังคลอดใหม่ ๆ หมอก็จะได้มาตรวจดูว่าโรคแทรกซ้อนนั้นหายแล้วหรือยัง รวมทั้งหมอจะให้คำแนะนำเรื่องการคุมกำเนิดทั้งแบบชั่วคราวและแบบถาวรด้วยวิธีการทำหมัน (ถ้าคุณแม่ไม่ต้องการมีลูก) เพื่อมิให้คุณแม่ตั้งครรภ์เร็วเกินไป เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นอันตรายต่อคุณแม่และลูกน้อยที่เกิดมาแล้วเท่านั้น ยังอาจเป็นอันตรายกับลูกคนต่อไปอีกด้วย นอกจากนี้ถ้าคุณแม่มีข้อสงสัยก็ขอให้เตรียมคำถามเอาไว้ได้เลยครับ โดยอาจจะถามเรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของคุณแม่เองและคำถามเกี่ยวกับลูกน้อยก็ได้

คุณแม่บางคนอาจคิดว่าร่างกายของตนเองฟื้นตัวได้เร็ว คงไม่มีความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น จึงเลือกที่จะละเลยไม่ไปตรวจสุขภาพหลังคลอด แบบนี้ไม่ควรทำครับ เพราะภายหลังการคลอดร่างกายของคุณแม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ขนาดของมดลูกที่ใหญ่ขึ้นและกลับหดตัวเล็กลงอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงของเต้านม การมีน้ำคาวปลา รวมถึงภาวะทางด้านจิตใจของคุณแม่หลังคลอด ดังนั้นการตรวจสุขภาพหลังคลอดจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากและเป็นเรื่องที่คุณแม่ทุกคนไม่ควรละเลย

หมอจะซักถามอะไรบ้าง
คุณแม่หลังคลอดมักสงสัยว่าเมื่อกลับไปตรวจที่โรงพยาบาลหมอจะซักถามหรือตรวจอะไรบ้าง ส่วนใหญ่แล้วหมอจะถามถึงอาการผิดปกติที่พบตั้งแต่ตอนออกจากโรงพยาบาล อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการพักฟื้น เช่น แผลหายดีหรือยัง มีอาการเจ็บแผลหรือแผลเป็นหนองหรือเปล่า น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็นหรือมีสีผิดปกติหรือไม่ น้ำคาวปลาหมดหรือยัง ถ่ายปัสสาวะได้เป็นปกติดีหรือมีอาการแสบขัด คุณแม่มีไข้หรือมีอาการท้องผูกหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งอาการต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าผิดปกติมากคุณแม่ควรรีบไปพบหมอก่อนถึงวันนัดโดยด่วน

สำหรับคุณแม่ที่ไม่มีอาการผิดปกติอะไร หมอก็จะซักถามถึงอาการเจ็บป่วยของลูกน้อย รวมทั้งปัญหาการเลี้ยงดูลูกด้วยนมแม่ว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ และพูดคุยซักถามปัญหาต่าง ๆ จนเป็นที่เข้าใจ นอกจากนี้หมอก็จะให้คำปรึกษาแนะนำในเรื่องของการคุมกำเนิด เพื่อให้คุณแม่ได้เลือกวิธีการคุมกำเนิดตามความเหมาะสม (ส่วนใหญ่หมอจะแนะนำให้คุมกำเนิดโดยใช้ห่วงอนามัยหรือยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว)

สล็อต

อาการหลังคลอดที่ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
ก่อนถึงวันนัดตรวจหลังคลอด คุณแม่ควรหมั่นใส่ใจดูแลร่างกายของตัวเองอยู่เสมอ หากพบว่ามีอาการผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้น คุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์ทันที (หรือภายใน 12 ชั่วโมง)

มีอาการปวดศีรษะมาก หนาวสั่น หรือมีไข้สูงเกินกว่า 38 องศาเซลเซียส
มีก้อนที่เต้านมหรือเต้านมบวมแดง
มีอาการปวดท้องมาก ปวดท้องบิด โดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากอาหารการกิน
มีอาการเจ็บหรือแสบขัดในขณะถ่ายปัสสาวะ
ระดูขาวมีกลิ่นเหม็น น้ำคาวปลามีสีแดงตลอดภายใน 15 วันหลังคลอด โดยปกติแล้วหลังคลอด 3-4 วันแรก น้ำคาวปลาจะออกมาเป็นเลือดสด ๆ แต่หลังจากนี้อีก 10-14 วันจะเป็นน้ำปนเลือด มีสีน้ำตาลดำ แล้วจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นน้ำสีขาวออกเหลืองจนหมดไปภายใน 4 สัปดาห์ ถ้าพบว่ามีน้ำคาวปลาออกมาเป็นสีผิดปกติหรือยังเป็นเลือดอยู่ก็อาจมาจาก 2 สาเหตุ คือ ยังมีเศษรกค้างอยู่ หรืออาจเกิดจากการอักเสบติดเชื้อของโพรงมดลูก
มีเลือดออกทางช่องคลอด ภายใน 1 ชั่วโมงชุ่มผ้าอนามัย 1 แผ่น และเลือดที่ออกมามีลักษณะเป็นก้อน
มีหนองหรือมีเลือดไหลจากแผลฝีเย็บ หรือแผลฝีเย็บบวมแดงมากขึ้นจนมีอาการปวดถ่วงไปถึงทวารหนัก
หมอจะตรวจอะไรบ้าง
เมื่อคุณแม่เลือกวิธีการคุมกำเนิดแล้ว ในขั้นตอนต่อไปหมอก็จะตรวจร่างกายของคุณแม่ดังต่อไปนี้

สล็อตออนไลน์

ชั่งน้ำหนัก หลังการคลอดประมาณ 6 สัปดาห์น้ำหนักของคุณแม่ควรลดลงประมาณ 8-12 กิโลกรัม หรือมีน้ำหนักเกินกว่าก่อนตั้งครรภ์ประมาณ 2-3 กิโลกรัม ก็ถือว่ายอมรับได้ โดยขึ้นกับว่าก่อนตั้งครรภ์คุณแม่มีน้ำหนักตัวน้อยหรือมากแค่ไหน ถ้าน้ำหนักยังไม่ลดลง หมอก็จะแนะนำให้คุณแม่ควบคุมอาหารและบริหารร่างกายไปด้วย
ตรวจวัดความดันโลหิต ความดันโลหิตของคุณแม่ควรอยู่ในระดับปกติ คือ 80/120 มิลลิเมตรปรอท ในกรณีที่คุณแม่มีความดันโลหิตสูงในระหว่างการตั้งครรภ์หรือในขณะคลอด เมื่อกลับมาตรวจหลังคลอด ความดันโลหิตของคุณแม่ควรจะอยู่ในระดับปกติ แต่ถ้ายังผิดปกติอยู่หมอก็จะได้ให้การดูแลรักษาหรือส่งไปปรึกษาอายุรแพทย์
ตรวจเต้านม หมอจะตรวจดูว่าเต้านมของคุณแม่นั้นมีความผิดปกติหรือไม่ อย่างไร เช่น มีน้ำนมไหลดีหรือมีนมให้ลูกกินพอหรือไม่ เต้านมมีการอักเสบหรือเปล่า ถ้ามีอาการอักเสบก็จะได้รักษา ส่วนคุณแม่ที่มีปัญหาหัวนมบอด หัวนมแตก หมอก็จะได้แนะนำเรื่องการให้นมลูกอย่างถูกวิธี และคลำหน้าอกเพื่อตรวจมะเร็งเต้านมหรือก้อนน้ำเหลือง ซึ่งคุณแม่อาจจะคลำได้ด้วยตัวเองจากที่บ้านก่อนก็ได้ หากพบว่ามีก้อนเล็ก ๆ เต้านมแข็ง มีอาการปวด ก็ขอคำแนะนำจากหมอได้

ตรวจหน้าท้อง หมอจะตรวจหน้าท้องเพื่อดูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและดูว่าผนังหน้าท้องยังหย่อนอยู่หรือไม่ คุณแม่ที่ไม่ยอมบริหารร่างกายหลังคลอด หน้าท้องก็จะหย่อนยาน ป่อง หรือไม่ยุบลง ส่วนในกรณีของคุณแม่ผ่าคลอดทางหน้าท้อง หมอก็จะตรวจดูว่าแผลหายดีแล้วหรือยัง
ตรวจภายใน หมอจะตรวจภายในเพื่อดูแผลฝีเย็บ ตรวจดูผนังช่องคลอดว่าแผลที่เย็บเรียบร้อยดีหรือไม่ มีการอักเสบบริเวณช่องคลอดหรือเปล่า ถ้ามีตกขาวมากหมอก็จะตรวจดูว่าความผิดปกตินี้เกิดจากอะไร ตรวจดูว่าปากมดลูกปิดหรือไม่ มีแผลหรือไม่ ซึ่งหลังคลอดอาจจะมีแผลเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ในขณะเดียวกันหมอจะตรวจมะเร็งปากมดลูกให้ด้วย นอกจากนี้ก็จะตรวจดูขนาดของมดลูกด้วยว่ากลับสู่สภาพปกติแล้วหรือยัง (คือมีขนาดเล็กลงใกล้เคียงก่อนการตั้งครรภ์) ถ้ายังและมีขนาดโตกว่าปกติมาก หมอจะตรวจหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร รวมทั้งตรวจดูตรงตำแหน่งของปีกมดลูกคือ ท่อนำไข่และรังไข่ ว่ามีก้อนเนื้อหรือความผิดปกติใด ๆ หรือไม่ เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์อาจตรวจไม่พบเพราะมดลูกขยายใหญ่จนกลบเนื้องอก แต่เมื่อมดลูกเป็นปกติแล้วก็จะสามารถตรวจพบได้

jumboslot

แผลคลอด โดยปกติแล้วแผลคลอดไม่ว่าจะเป็นคลอดปกติหรือผ่าคลอดก็มักจะหายภายใน 1 สัปดาห์หลังคลอด ส่วนอาการปวดแผลหลังคลอดจะปวดอยู่ประมาณ 3-4 วัน หรืออย่างมากไม่เกิน 1 อาทิตย์ และอาการปวดจะค่อย ๆ ทุเลาลง หากมีอาการปวดคุณแม่สามารถกินยาแก้ปวดได้ (เฉพาะยาพาราเซตามอล) ส่วนแผลผ่าตัดจะติดสนิทภายใน 1 สัปดาห์ ไม่มีการบวมหรือมีเลือดไหลซึมออกมาจากแผล แต่จะใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือนกว่าแผลจะหายดี คุณแม่ผ่าคลอดจึงต้องหมั่นดูแลความสะอาดไม่ให้เกิดการติดเชื้อ
มดลูกเข้าอู่ เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์มดลูกจะขยายตัวขึ้นมาก หลังการคลอดหมอจะตรวจดูว่ามดลูกหดตัวแล้วหรือยัง ซึ่งส่วนใหญ่มดลูกจะเข้าอู่ในช่วง 4-6 สัปดาห์หลังคลอด เมื่อไปตรวจหมอจะใช้นิ้วสอดเข้าไปภายในช่องคลอด และใช้อีกมือคลำบริเวณหน้าท้อง หากพบว่ามีก้อนที่หน้าท้องแสดงว่ามดลูกเข้าอู่ช้า ซึ่งถ้าอยากให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ๆ การบริหารร่างกายและการให้ลูกดูดนมแม่ก็จะช่วยได้มากครับ
การตรวจร่างกายหลังคลอด
ตรวจอาการผิดปกติ นอกจากการตรวจร่างกายและตรวจภายในหลังคลอดแล้ว หมอจะตรวจโรคที่เป็นในระหว่างการตั้งครรภ์ด้วยว่าหายเป็นปกติแล้วหรือยัง (เพราะบางโรคจะเป็นเฉพาะตอนตั้งครรภ์ เมื่อหลังคลอดเสร็จร่างกายจะกลับเข้าสู่สภาพปกติ) รวมถึงโรคประจำตัวที่มีอยู่ก่อนตั้งครรภ์ เช่น โรคหัวใจ โรคปอด หมอก็จะตรวจดูอาการของโรคเหล่านี้ให้ด้วยเช่นกัน
เบาหวานขณะตั้งครรภ์ อาการเบาหวานที่พบในช่วงตั้งครรภ์จะมีอยู่ 2 กรณี คือ คุณแม่เป็นโรคเบาหวานอยู่ก่อนตั้งครรภ์ หรือเพิ่งมาเป็นเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งเบาหวานในขณะตั้งครรภ์นี้มักจะพบในคุณแม่ที่อ้วนมาก น้ำหนักตัวขึ้นเร็ว มีไขมันมาก จึงทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูง แต่เมื่อคลอดแล้วระดับน้ำตาลในเลือดจะกลับคืนสู่ระดับปกติ หมอก็จะเช็กดูว่าระดับน้ำตาลในเลือดลงมาอยู่ในระดับปกติต่ำกว่า 140 มิลลิกรัมต่อ 100 ซี.ซี. แล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ลงก็อาจจะเป็นไปได้ว่าคุณแม่เป็นเบาหวาน แต่ก่อนการตรวจเบาหวานนี้ คุณแม่ควรกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ และในวันนัดตรวจก็ต้องงดอาหาร ซึ่งในการตรวจหมอจะเจาะเลือดมาตรวจระดับน้ำตาลในเลือด 4 ครั้ง หากงดมาก่อนก็จะสามารถตรวจระดับน้ำตาลได้เลย แต่ถ้าไม่งด หมอก็จะนัดให้มาตรวจทีหลังครับ

slot

ครรภ์เป็นพิษ เป็นโรคที่มักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คือคุณแม่จะมีความดันโลหิตสูง มีไข่ขาวในปัสสาวะ บวม แต่อาการเหล่านี้จะหายไปภายใน 2-4 สัปดาห์หลังคลอด (ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ) ดังนั้น หากยังมีอาการครรภ์เป็นพิษอยู่ในช่วง 4-6 สัปดาห์หลังคลอด หมอจะนัดตรวจเพื่อดูความดันโลหิตว่าสูงอยู่หรือมีไข่ขาวในปัสสาวะหรือไม่ รวมไปถึงตรวจการทำงานของไต เพราะภาวะครรภ์เป็นพิษนี้จะทำให้ไตทำงานได้ไม่ดี ปล่อยให้ไข่ขาวหลุดมาในปัสสาวะได้ และถ้าตรวจพบว่ายังมีไข่ขาวในปัสสาวะอยู่ก็แสดงว่าอาจมีโรคไตแทรกอยู่ คุณแม่ที่มีภาวะดังกล่าวจึงไม่ควรละเลยการตรวจหลังคลอดครับ
ริดสีดวงทวาร ส่วนใหญ่แล้วอาการริดสีดวงมักจะหายไปภายใน 2-3 สัปดาห์หลังคลอด แต่ถ้าหลังคลอดแล้วคุณแม่ยังเป็น ๆ หาย ๆ อยู่ก็อาจจะต้องใช้การผ่าตัดรักษา ดังนั้น หลังคลอดคุณแม่จึงควรฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่ต้องกลัวว่าการถ่ายจะทำให้แผลเย็บเกิดฉีกขาด ทำความสะอาดอวัยวะเพศและทวารหนักให้สะอาด เน้นการรับประทานผักและผลไม้สดที่มีกากใยสูงและหมั่นเดินบ่อย ๆ เพื่อช่วยให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น
อาการไข้และการขับถ่าย ในระยะแรกหลังคลอดถ้าคุณแม่มีอาการไข้สูง เป็นหวัด แผลอักเสบ หรือปวดท้องควรรีบบอกหมอทันที เพราะอาจมีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อ หรือหากมีอาการท้องผูกทำให้ขับถ่ายลำบากและเจ็บแผล หมออาจจะให้กินยาถ่ายด้วย (ต้องงดให้นมลูกในระหว่างการใช้ยาทุกชนิด)
ตรวจภาวะจิตใจ นอกจากร่างกายของคุณแม่หลังคลอดจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแล้ว คุณแม่มักจะกังวลกับการเลี้ยงลูก ทำให้มีเวลาพักผ่อนน้อยลง เกิดความเครียด จนอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ คุณหมอก็จะสังเกตอาการและพูดคุยเพื่อปรับทัศนคติของคุณแม่ ด้วยการถามไถ่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวัน ว่าคุณแม่เลี้ยงลูกอย่างไร มีปัญหาไม่สบายใจตรงไหน มีใครช่วยเลี้ยงหรือไม่ หากคุณแม่มีปัญหา หมอก็จะได้ช่วยหาทางวางแผนแก้ไขต่อไป

« Older posts