cathedraledetunis

Tag: การบริโภคอาหาร (Page 1 of 10)

สรรพคุณของตาล

มีการสันนิษฐานว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของตาลอยู่ในทวีปแอฟริกา ต่อได้มีการกระจายพันธุ์มาทางตอนใต้และตะวันออกของประเทศอินเดีย แล้วจึงได้แพร่มาสู่แถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในปัจจุบันพบว่าปลูกกันมากใน ประเทศไทย พม่า นิวกีนี และในแอฟริกา ส่วนประเทศไทยน่าจะมีการเริ่มการปลูกครั้งแรกบริเวณแถบเมืองท่าของจังหวัดภาคใต้ในอดีต สำหรับในปัจจุบันพบมากบริเวณ เพชรบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท สงขลา นครปฐม เป็นต้น

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณตาล

ตาลโตนดเป็นพืชสารพัดประโยชน์ โดยทุกส่วนของตาลสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ช่อดอกของตาล หรือที่เรียกว่า “งวงตาล” มีอยู่ 2 ชนิด คือ ตัวผู้และตัวเมีย ซึ่งสามารถใช้ทำน้ำตาลได้ทั้งสองชนิด ผลของตาล สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ผลตาลอ่อน นำมาแกง เมล็ดในอ่อน (ลอนตาล) ใช้เป็นผลไม้หรือทำขนม เช่น ตาลลอยแก้ว

ผลตาลสุก ใช้เนื้อทำขนมตาลซึ่งจะมีกลิ่นพิเศษ ใบอ่อน ใช้จักสานได้เช่นเดียวกับใบลาน เช่น ทำตะกร้า เสื่อ กระเป๋า พัด ฯลฯ เส้นใยแข็งบริเวณโคนใบใช้ทำไม้กวาด เชือก ใบแก่ ใช้ทำพัดขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ตาลปัตร” ซึ่งพระภิกษุในศรีลังกาและพม่ายังใช้ประกอบพิธีกรรมอยู่และยังสามารถใช้ ใบแก่มุงหลังคาบ้านได้ดี ก้านใบที่เรียกว่า “ทางตาล” ยังสามารถนำมาทำเก้าอี้และโต๊ะได้อีกด้วย ลำต้นตาลโตนด ที่มีลักษณะกลมตรง และมีความแข็งแรงทนทาน สามารถใช้ส่วนโคนต้นนำมาขุดใช้เป็นเรือเรียกเรืออีโปง ลำต้นตัดขุดไส้กลางออกใช้ทำกลอง เนื้อไม้ใช้ก่อสร้างเครื่องใช้ต่างๆ เช่น สาก ไม้เท้า โต๊ะ กรอบรูป เป็นต้น

ส่วนสรรพคุณทางยาของตาลนั้นมีการระบุในตำรายาไทย รวมถึงตำรายาพื้นบ้านดังนี้

ช่อดอก และน้ำตาลสด ใช้เป็นยาระบาย เป็นกระสายยาบำรุง ใช้บำรุงหัวใจ ช่วยเจริญอาหาร แก้ร้อนใน รักษาตาลขโมยในเด็ก ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ขับพยาธิ ฝนทำยารักษาแผล ผลตาลแก่ แก้ไข ร้อนในกระหายน้ำ แก้โรคตานขโมย ขับปัสสาวะ แก้ผดผื่นคัน ก้านตาล ขับปัสสาวะ แก้ท้องร่วง แก้ปวดเมื่อย แก้ปากเปื่อย-ใบตาล ช่วยลดความดันโลหิต แก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย แก้อาการกระสับกระส่ายหลังคลอด รากใช้ บำรุงร่างกาย แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับปัสสาวะ ขับเลือด แก้ซางเด็ก และใช้ขับพยาธิ

สล็อต

ลักษณะทั่วไปตาล

ตาลเป็นพืชตระกูล Palmmaceae จำพวกเดียวกับมะพร้าวจาก ชิด สละ สาคู ระก า และอินทผาลัม สามารถแบ่งออกเป็น 2 พันธุ์ คือตาลไข่และตาลหม้อซึ่งทั้ง 2 พันธุ์ มีลักษณะทั่วไปเหมือนกันจะแตกต่างกันที่ลักษณะของผลเท่านั้น โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นตระกูลปาล์มที่มีอายุยืนประมาณ 80-100 ปี และเมื่อโตเต็มที่จะสูง 18- 25 เมตร ลำต้นคล้ายต้นมะพร้าว เปลือกลำต้นขรุขระเป็นวงซ้อนกัน มีสีคล้ำขี้เถ้าออกดำ ลำต้นกลม ตรง สูงชะลูด ความสูงประมาณ 18-25 เมตร บางต้นอาจสูงถึง 30 เมตร เมื่อต้นมีอายุน้อยจะมีโคนต้นอวบใหญ่ และเมื่อสูงได้ประมาณ 4 เมตร ลำต้นจะเรียวลง และจะขยายใหญ่ที่ความสูงประมาณ 10 เมตร เนื้อไม้เป็นเสี้ยนแข็ง เหนียว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกันแตกออกบริเวณเรือนยอดเป็นกลุ่มแน่น ลักษณะคล้ายพัดขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 50-70 เซนติเมตร แผ่นใบเมื่ออ่อนหนามีสีเขียว เมื่อใบแก่ออกสีน้ำตาล ปลายใบเป็นจักลึกถึงครึ่งแผ่นใบ ส่วนก้านใบหนามีสีเหลืองเป็นทางยาวประมาณ 1-2 เมตร เรียกว่าทางตาล ส่วนขอบของทางก้านทั้งสองข้าง จะมีหนามแข็งคล้ายฟันเลื่อย สีดำและคมอยู่ตามขอบก้านใบ

ส่วนของโคนก้านแยกออกจากกันและโอบหุ้มลำต้นเอาไว้ ดอกออกดอกเป็นช่อแบบแยกแขนง โดยเป็นดอกแยกเพศต่างต้น แบ่งเป็นดอกตัวผู้ และดอกตัวเมีย ช่อดอกต้นผู้เรียก นิ้วตาล หรือ งวงตาล ซึ่งต้นหนึ่งมีช่อดอก 3-9 ช่อ และจะแตกแขนง 2-4 งวงต่อช่อ โดยงวงหนึ่งงวงจะมีความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ส่วนช่อดอกต้นตัวเมีย เรียก “ปลีตาล” หรือบางทีก็เรียงงวงตาลเช่นเดียวกัน แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าดอกตัวผู้ ซึ่งจะออกช่อหลังต้นตัวผู้ ปกติแล้วหนึ่งต้นจะมีประมาณ 10 ช่อ ผลเป็นแบบผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียวโดยเจริญมาจากช่อดอกที่ติดผลที่เราเรียกว่าทะลาย ซึ่งผลจะติดกันเป็นกลุ่มแน่น ลักษณะของผลเป็นทรงกลมหรือเป็นรูปทรงกระบอกสั้น ขนาดประมาณ 15-20 เซนติเมตรซึ่ง ผลเป็นเส้นใยหนาวแข็งและเป็นมัน มักมีสีน้ำตาลถึงสีม่วงเข้ม ปลายผลมีสีเหลือง เป็นมันหุ้มห่อเนื้อเยื่อสีเหลือง(เมล็ด) ไว้ภายใน ส่วนเมล็ด (จากตาล) จะมีเมล็ดเนื้อเยื่อสีเหลืองเหล่านี้ห่อหุ้มอยู่ซึ่งใน 1 ผล จะมีประมาณ 1-3 เมล็ด

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์ตาล

ตาลสามารถพบขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด ซึ่งมีวิธีการปลูกดังนี้ เริ่มจากนำผลตาลสุกมาปอกเปลือกและขำเอาเนื้อตาลออกแล้วจึงนำเมล็ดตาลใส่ถุงแช่น้ำ ประมาณ 5 วัน แล้วนำมากองบนดินนาฟางข้าวมาคลุมทับนาน 15 วัน รากก็จะเริ่มงอกแล้วจึงสามารถนำไปปลูกได้ ส่วนวิธีการปลูกเริ่มจากขุดหลุมให้ลึกพอดีกับเมล็ดตาลที่จะนำไปปลูกแต่ต้องระวังไม่ให้ปลายรากหัก โดยวางเมล็ดโดยต้องวางให้ทำมุมเฉียง 45 องศา จากนั้นกลบดินรดน้ำวันละครั้งหลังจาก 30 วัน ต้นอ่อนจะงอกพ้นดิน ทั้งนี้การปลูกควรเว้นระยะห่าง 6×6 ถึง 8×8 เมตร

องค์ประกอทบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆ ของตาลพบว่ามีสาระสำคัญ ในกลุ่ม phenolics , saponins tannins และ steroide soponins เป็นต้น และในส่วนอื่นๆ ยังพบสารอีกหลายชนิดเช่น borassoside , dioscin , gallic acid , lignin , anthraquinone , sucrose , fructosc และ Galactose เป็นต้น นอกจากนี้ในลูกตาลอ่อนและหน่อตาลอ่อนยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของลูกตาลอ่อน ( 100 กรัม )

พลังงาน 47 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 9.0 กรัม
โปรตีน 0.5 กรัม
เส้นใย 0.5 กรัม
ไขมัน 1.0 กรัม
วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.01 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.5 มิลลิกรัม
วิตามินซี 2 มิลลิกรัม
แคลเซียม 6 มิลลิกรัม
เหล็ก 1.7 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม

jumboslot

คุณค่าทางโภชนาการของหน่อตาลอ่อน ( 100 กรัม )

พลังงาน 103 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 26.6 กรัม
โปรตีน 2.7 กรัม
เส้นใย 2.2 กรัม
ไขมัน 0.2 กรัม
วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.18 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.9 มิลลิกรัม
วิตามินซี 8 มิลลิกรัม
แคลเซียม 18 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 140 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงจิตใจให้ชุ่มชื่น แก้ไข้ แก้ตานขโมย ขับพยาธิ แก้พิษตานซาง แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับปัสสาวะ โดยใช้รากต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงกำลัง บำรุงจิตใจให้ชุ่มชื่น เป็นยาระบาย โดยนำน้ำตาลสดจากงวงตาลมาดื่ม ใช้บำรุงหัวใจ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ ขับพยาธิ แก้ตานขโมยในเด็ก โดยใช้งวงตาลอ่อนมาฝานแล้วใช้ต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้คันแก้ผดผื่นโดยนำผลตาลแก่มาคั้นเอาน้ำแล้วจึงใช้แช่กับน้ำอาบ ใช้แก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย แก้ปวดเมื่อย ขับปัสสาวะ โดยนำก้านตาลสดมาเผาไฟแล้วคั้นเอาน้ำดื่ม หรือใช้อมกลั้วปากเพื่อรักษาปากเปื่อยก็ได้ ใช้ลดความดันโลหิต โดยใช้ใบตาลมาคั่วให้เหลืองแล้วนำมาบดเป็นผงแล้วนำไปสูบหรือเป่า

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาพบว่าการป้อนสารสกัดเอทานอลจากงวงตาลขนาด 150-300 มก. แก่หนูทดลองพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยมีฤทธิ์เข้าไปยับยั้งอาการบวมของอุ้มเท้าหนูจากการเหนี่ยวนำด้วยการฉีด corragenan และยับยั้งการสร้าง granuloma จาการใช้ก้อนสำลีเป็นตัวกระตุ้น

ฤทธิ์แก้ปวด เมื่อป้อนสารสกัดเอทานอลจากงวงตาลขนาด 300 มก./กก. ให้แก่หนูแรทที่ถูกฉีดกรดอะซิติกเข้าช่องท้องเพื่อให้เกิดอาการเจ็บปวด โดยเกิดภาวการณ์หดตัวของช่องท้อง พบว่าสามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดในหนูแรทได้

ฤทธิ์ลดไข้ มีการศึกวิจัยทางเภสัชวิทยาพบว่าเมื่อนำสารสกัดเอทานอลจากงวงตาลขนาด 150-300 มก./กก. ป้อนให้หนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นไข้ด้วย east พบว่าสามารถลดอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นได้

ฤทธิ์ต้านเบาหวาน มีรายงานผลการทดสองว่าสาร dioscin ที่สกัดได้จากงวงตาล ขนาด 50 มก./กก. มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงด้วยชูโครส

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงควรระมัดระวังในการรับประทานน้ำตาลสดหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความหวานที่ทำมาจากตาล เช่น น้ำตาลสด น้ำตาลปึก น้ำตาลปีบ น้ำตาลผง เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความหวานมาก โดยอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและอาจทำให้เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์ได้
สำหรับการใช้ตาลเป็นสมุนไพรตามตำรับตำรายาต่างๆ นั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีและไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ตาลเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของถั่วแระต้น

ถั่วแระต้นบางข้อมูลระบุว่ามีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่บางข้อมูลระบุว่ามีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา แต่ในปัจจุบันก็สามารถพบเห็ได้ทั่วไปใน 2 ภูมิภาคดังกล่าว สำหรับในประเทศไทยถือว่าถั่วแระต้นเป็นพืชที่มีในประเทศมานานแล้ว โดยสามารถพบเห็นได้เกือบทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสานจะพบเห็นได้มากกว่าภาคอื่น โดยสามารถพบได้ตามที่รกร้างว่างเปล่าต่าง ๆ บริเวณสองข้างทางรวมถึงในชายป่าที่โล่งแจ้ง เป็นต้น

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณถั่วแระต้น

มีการนำถั่วแระมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ตามภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ฝักอ่อน ของถั่วแระสามารถนำมาใช้เป็นผักสดในการรับประทานกับน้ำพริกต่าง ๆ ส่วนเมล็ดแก่ยังสามารถนำมาคั่วรับประทานเป็นของว่าง เช่นเดียวกับถั่วอื่น ๆ สำหรับใบและฝักของถั่วแระต้นเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ยังสามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ เพราะมีโปรตีนสูง

ในเกษตรกรผู้เลี้ยงครั่งยังนิยมนำถั่วแระต้นมาปลูกเพื่อใช้ในการเลี้ยงครั่งเพราะสามารถเลี้ยงครั่งได้ดี และยังปลูกง่านทนแล้งได้เป็นอย่างดี ส่วนสรรพคุณทางยาของถั่วแระต้นนั้นตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า รากและเมล็ด ใช้แก้ไข้ ขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะเหลือง หรือแดง ใช้ถอนพิษ ต้นและใบรักษาโรคเส้นเอ็นพิการ (อาการปวดเมื่อย เสียว ตามตัว ใบหน้า ศีรษะ) ขับลมลงเบื้องต่ำ ฝักแก้ท้องร่วง ใบ ใช้แก้ไอ แก้ท้องเสีย รักษาแผลในปากและหู

สำหรับตำรายาพื้นบ้าน ระบุว่า ใช้ทั้งต้น รักษาอาการตกเลือด ไข้ทับระดู ทั้งฝัก รสมันเฝื่อนเล็กน้อย บำรุงร่างการ บำรุงเส้นเอ็น บำรุงกระดูก ราก รสเฝื่อน ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้ปัสสาวะน้อย

ลักษณะทั่วไปถั่วแระต้น

ถั่วแระต้นจัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สูง 1-3.5 เมตร ผิวลำต้นเกลี้ยง เมื่อยังอ่อนลำต้นจะสีเขียวหม่น แต่เมื่อลำต้นแก่จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงและแตกเป็นร่องสีน้ำตาล ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับเป็นก้านๆ ซึ่งใน 1 ก้านจะมีใบย่อย 3 ใบ โดยใบย่อยจะมีขนาดเล็กจะแตกออกมาตามลำต้น กิ่งก้านลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบแหลม แต่โคนใบแหลมน้อยกว่าคล้ายใบขมิ้นต้น ใบมีขนาดกว้าง 1-3.5 เซนติเมตร ยาว 1.5-10 เซนติเมตร ผิวใบทั้งสองด้านมีขนสีขาวนวลขึ้นอยู่ทั่วใบ ดอก ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ

สล็อต

คล้ายดอกถั่วกลีบดอกสีเหลืองมีขอบสีน้ำตาลแดง มีกลีบเลี้ยงที่ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉกที่โคนดอก ผล ออกเป็นฝักลักษณะแบนยาวมีขนเป็นสีม่วงเข้มปนเขียว โดยฝักจะแบ่งเป็นห้องๆ 3-4 ห้อง ภายในมีเมล็ด ห้องละ 1 เมล็ด เมล็ดเหมือนถั่วเหลืองมีลักษณะกลมแบนเล็กน้อยมีสีเหลืองขาวหรือสีแดง

การขยายพันธุ์ถั่วแระต้น

ถั่วแระต้น สามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติมากกว่าการขยายพันธุ์โดยมนุษย์ เพราะถั่วแระต้นยังไม่เป็นที่นิยมในการนำมาปลูกในเชิงพาณิชย์ ที่มีการใช้ประโยชน์กันอยู่ก็เป็นการเก็บจากแหล่งธรรมชาติมาใช้มากกว่าการปลูกใช้เอง แต่หากอยากจะปลูกถั่วแระต้นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการปลูกพืชตระกูลถั่วอื่น ๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วขาว เป็นต้น ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่าง ๆ ของถั่วแระต้นพบว่ามีสารสำคัญ ๆ หลายชนิดเช่น cajanin , acoradiene, allantoin, α-amyrin, benzoic acid, caffeic acid, cajaminose, cajanol, campesterol, para-coumaric acid, cycloartanol, daidzein, erythritol, ferulic acid, formononetin, gentisic acid, α-guaiene, inositol, lanosterol, longistylin A, longistylin C, lupeol, parkeol, simiarenol, stigmasterol, stilbene, taraxerol, uronic acid, vanillic acid และ vitexin เป็นต้น

นอกจากนี้ในเมล็ดและฝักอ่อนของถั่วแระยังมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

สล็อตออนไลน์

คุณค่าทางโภชนาการของเมล็ดถั่วแระต้น (100 กรัม)

พลังงาน 343 กิโลแคลอรี
โปรตีน 22.7 กรัม
ไขมัน 1.49 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 62.78 กรัม
ใยอาหาร 15 กรัม
วิตามินB1 0.643 มิลลิกรัม
วิตามินB2 0.187 มิลลิกรัม
วิตามินB3 2.965 มิลลิกรัม
วิตามินB5 1.266 มิลลิกรัม
วิตามินB6 0.283 มิลลิกรัม
วิตามินB9 456 ไมโครกรัม
แคลเซียม 130 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 5.23 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 183 มิลลิกรัม
แมงกานีส 1.791 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 367 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 1,392 มิลลิกรัม
โซเดียม 17 มิลลิกรัม
สังกะสี 2.76 มิลลิกรัม
คุณค่าทางโภชนาการของฝักอ่อนถั่วแระต้น (100 กรัม)

พลังงาน 362 กิโลแคลอรี่
โปรตีน 19.4 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 60.9 กรัม
ไขมัน 5.6 กรัม
ใยอาหาร 2.5 กรัม
วิตามิน A 25 หน่วนสากล
วิตามิน B1 0.46 มิลลิกรัม
วิตามิน B2 0.20 มิลลิกรัม
วิตามิน B3 1.2 มิลลิกรัม
แคลเซียม 114 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 387 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 2.2 มิลลิกรัม

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ปัสสาวะแดงขุ่น ปัสสาวะน้อย ช่วยละลายนิ่วในไตแก้อาการปัสสาวะเหลืองหรือแดง โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม
ใช้รักษาอาการตกเลือด แก้ไข้ทับระดู โดยใช้ทั้งต้น 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ถัวย วันละ 3 ครั้ง
ใช้รักษาเส้นเอ็นพิการ ขับผายลม ขับลมลงเบื้องต่ำ โดยใช้ต้นและใบมาต้มน้ำดื่ม
ใช้แก้ท้องร่วงโดยนำฝักสดมารับประทาน
ใช้แก้ไป แก้ท้องเสีย โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม
ใช้รักษาแผลในปากและหู โดยใช้ใบสดมาคั้นเอาน้ำอมบ้วนปาก หรือ หยอดใส่หูตามอาการ
ใช้บำรุงเส้นเอ็น บำรุงกระดูก บำรุงร่างกาย โดยให้รับประทานฝักสด

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดไขมันมีศึกษาวิจัยฤทธิ์ลดไขมันของส่วนสกัด stibenes จากใบถั่วแระต้น (ซึ่งประกอบด้วยสาร Cajanin, Longistylin C และ Longistylin) ขนาด 100 และ 200 มก./กก./วัน ในหนูถีบจักรที่เหนี่ยวนำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูงโดยการป้อนอาหารที่มีไขมันสูง (2% cholesterol, 0.5% cholic acid) เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยา simvastatin ขนาด 12 มก./กก./วัน และกลุ่มควบคุม เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าส่วนสกัด stibenes ขนาด 200 มก./กก. มีผลทำให้น้ำหนักตัวลดลง แต่ไม่มีผลต่อน้ำหนักตับ ลดระดับ total cholesterol, triglyceride และ LDL-cholesterol ในเลือดและในตับ แต่ไม่มีผลต่อ HDL-cholesterol นอกจากนี้ยังทำให้ค่า atherogenic index (total cholesterol – HDL-cholesterol / HDL-cholesterol) ลดลง และเพิ่มระดับเอนไซม์ superoxide dismutase ในเลือดด้วย ซึ่งกลุ่มที่ได้รับยา simvastatin ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน กลไกในการออกฤทธิ์พบว่าส่วนสกัด stibenes ขนาด 200 มก./กก. มีผลเพิ่มการแสดงออกของยีนของเอนไซม์ hepatic 3-hydroxy-3-methylglutaryl-CoA reductase (HMG-CoA reductase) ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของระดับ cholesterol ในเลือดและตับ ส่วนสกัด stibenes ยังเพิ่มการแสดงออกของยีนของเอนไซม์ cholesterol 7α-hydroxylase (CYP7A1) ทำให้เพิ่มการสร้างกรดน้ำดี และมีผลเพิ่มการแสดงออกของยีนของ LDL receptor ในตับ ทำให้ระดับของ cholesterol ในเลือดลดลง และเมื่อศึกษาฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชั่นของไขมัน (lipid peroxidation) พบว่าค่าความเข้มข้นที่มีฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันได้ครึ่งหนึ่ง (EC50) มีค่าเท่ากับ 25.97 มคก./มล. ซึ่งฤทธิ์ดังกล่าวอ่อนกว่าสารมาตรฐาน trolox (EC50) เท่ากับ 1.90, 1.20 มคก./มล. ตามลำดับ)

slot

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาวิจัยสารสกัด 70% เอทานอลของเมล็ดถั่วแระต้น (Cajanus cajan (L) Millsp) เมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ด้วยวิธี DPPH (Diphenyl-picrylhydrazyl) radical พบว่าค่าความเข้มข้นที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ครึ่งหนึ่ง (EC50) ) มีค่าเท่ากับ 44.36 มคก./มล. และเมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต้านเอนไซม์ tyrosinase ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างเม็ดสีทั้งในพืชและในสัตว์ พบว่าค่าความเข้มข้นที่มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ tyrosinase ได้ครึ่งหนึ่ง (EC50) ) มีค่าเท่ากับ 267 มคก./มล. เมื่อเทียบกับสารมาตรฐาน (kojioc acid, EC50) เท่ากับ 2.31 มคก./มล. ) จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าสารสกัด 70% เอทานอลของเมล็ดถั่วแระต้นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิระได้ดีพอสมควร แต่ในส่วนของฤทธิ์ต้านเอนไซม์ tyrosinase ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผิวขาวอาจต้องมีการศึกษาต่อไป

นอกจากยังมีผลการศึกษาวิจัยอื่น ๆ ที่ระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของถั่วแระต้นว่า มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล และต้านไวรัส เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีการศึกษาวิจัยโดยการทดสอบความเป็นพิษ ของสารสกัดเมล็ดถั่วแระต้น พบว่าเมื่อฉีดสารสกัดจากเมล็ดถั่วแระต้นด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ ในอัตราส่วน 1:1 เข้าช่องท้องของหนูถีบจักร ปรากฏว่าหนูสามารถทนยาได้ถึง 1 กรัมต่อกิโลกรัม

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ถั่วแระต้นเป็นสมุนไพรตามตำรับตำรายาต่างๆ นั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีและไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ถั่วแระต้นเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

คำเงาะมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

คำเงาะเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณเขตร้อนของประเทศแถบทวีปอเมริกาใต้ อเมริกากลาง แล้วจึงได้แพร่กระจายพันธุ์ไปยังทางเหนือและใต้ เช่น บราซิล เม็กซิโก อาเจนตินา และทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาเป็นต้น ปัจจุบันพบแพร่กระจายทั่วโลกในประเทศเขตร้อน และอบอุ่น ในทวีปอเมริกาใต้ ประเทศในอเมริกากลาง และเอเชีย สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ว

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณคำเงาะ

คำเงาะนิยมใช้ปลูกกันเป็นไม้ประดับเพื่อความสวยงาม เพราะมีผลที่ออกเป็นกลุ่ม ๆ มีสีแดงสดดูสวยงาม และยังสามารถให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี ส่วนเนื้อหุ้มเมล็ดใช้ทำเป็นสีสำหรับแต่งอาหาร โดยจะให้สีส้มแดง หรือสีแดงอมส้มใช้ในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เช่น แต่งสีเนย สีไอศกรีม ฝอยทอง น้ำมัน หรือเพื่อเพิ่มความเข้มของไข่แดง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกกำหนดให้รับประทานสีที่สกัดจากเมล็ดคำเงาะได้ไม่เกิน 0.065 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อ 1 วัน นอกจากนี้ยังใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและใช้เป็นสีสำหรับย้อมไหมและฝ้าย

ในส่วนของเปลือกต้นของคำเงาะก็สามารถนำมาใช้ทำเป็นเชือกอีกด้วย ส่วนในปาปัวนิวกินีใช้สีจากเมล็ดเป็นสีทาตามร่างกาย และใช้ย้อมเส้นใยต่าง ๆ ได้สีแดงส้ม ถ้าแต่หากนำไปผ่านกรดทาร์ทาริกอ่อนจะได้สีเหลือง แต่สีมักตกเมื่อถูกแดด

สำหรับสรรพคุณทางยาของคำเงาะนั้น ตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ว่า เนื้อหุ้มเมล็ด รสหวานร้อน ขับพยาธิ เป็นยาระบายท้อง รักษาโรคผิวหนัง น้ำมันจากเมล็ด รสร้อน แก้ขัดตามข้อ แก้อัมพฤกษ์อัมพาต ดอก รสหวาน บำรุงเลือดและน้ำเหลือง บำรุงโลหิตระดู บำรุงสมอง บำรุงประสาท แก้โลหิตจาง ระงับความร้อนในร่างกาย โรคบิด ไตพิการ ขับระดู แก้ดีพิการ แก้พิษ เป็นยาสมานแผล รักษาอาการแสบร้อน คันตามผิวหนัง เปลือกราก ลดไข้ แก้โรคหนองใน ผล เป็นยาฝาดสมาน ราก บำรุงเลือด แก้แสบร้อน คัน เปลือกต้น บำรุงโลหิต แก้ไข้ทับระดู ใบ ลดไข้ รักษาอาการเจ็บคอ รักษาบิด แก้โรคดีซ่าน ขับปัสสาวะ แก้งูกัด

ขนจากผล ขับพยาธิ เมล็ด รสร้อนเป็นยาหอม ยาฝาดสมาน สมานแผล แก้ไข้ แก้ลม รักษาโรคหนองใน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ขับระดู แก้บิด ไข้มาลาเรีย บำรุงโลหิต แก้ไข้ทับระดู รักษาพิษจากมันสำปะหลังและสบู่แดง แก้โรคผิวหนัง แก้ปวดบวม แก้ปวดมดลูกหลังคลอด

สล็อต

ลักษณะทั่วไปคำเงาะ

คำเงาะจัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3-8 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหนาทึบ แตกกิ่งก้านสาขามากและแตกเป็นพุ่มโปร่ง ส่วนเปลือกลำต้นเรียบสีน้ำตาลปนเทา ใบเป็นใบเดี่ยว ออกแบบเรียงเวียนรอบกิ่ง ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบกว้างใบมนเว้าเข้าหากันคล้ายรูปหัวใจ ขอบใบเรียบหรืออาจเป็นคลื่นเล็กน้อย

ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-40 เซนติเมตรและยาวประมาณ 11-10 เซนติเมตร แผ่นใบเกลี้ยงบางนุ่ม ใบอ่อนเป็นสีแดง แต่เมื่อแก่จะมีสีเขียวเหลือบแดง ส่วนก้านใบยาว 4-10 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตั้งเป็นช่อเชิงหลั่น หรือช่อแยกแขนงบริเวณปลายกิ่ง โดยใน 1 ช่อจะมีดอก 5-10 ดอก โดยกลีบดอกเป็นรูปไข่ยาว มีสีขาวแกมชมพูหรือสีชมพูอ่อน จำนวน 5 กลีบ ส่วนกลีบรองดอกมีขนาดเล็ก สีเขียว และมีต่อมอยู่ที่ฐาน ตรงกลางมีเกสรตัวผู้จำนวนมาก มีอับเรณูโค้งงอ มีช่องเปิดด้านบน รังไข่มีขนรุงรัง มีเกสรตัวเมีย 1 อัน ยาว 1.5 เซนติเมตร ภายในมีช่อง 1 ช่อง มีไข่อ่อนจำนวนมาก

ผลเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายแหลม เปลือกผลเป็นร่องตามแนวยาว เปลือกผลเป็นรองตามยาว เปลือกผลมีสีแดง และมีขนสั้นสีแดงคล้ายผลเงาะปกคลุมแน่น เมื่อผลแก่ ผลจะปริแตกออกเป็น 2 ชนิด ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดมีจำนวนมากลักษณะกลม สีน้ำตาลแดง มีเนื้อหุ้มเมล็ดเป็นสีแดงหรือสีแสด

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์คำเงาะ

คำเงาะสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด การตอนกิ่ง และการเสียบยอด แต่วิธีที่นิยมกันในปัจจุบันคือการเพาะเมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้

เริ่มจากการเตรียมเมล็ดซึ่งเมล็ดที่ใช้สำหรับเพาะ ต้องเป็นเมล็ดที่ได้จากผลแก่ ที่เปลือกผลเริ่มปริ จากนั้นให้นำเมล็ดมาตากให้แห้ง นาน 5-7 วัน ก่อนเก็บในที่ร่มและแห้ง นาน 1-2 เดือน เพื่อให้เมล็ดพักตัว จากนั้น นำเมล็ดลงเพาะในถุงเพาะที่เตรียมไว้ โดยหยอดเมล็ด 1-2 เมล็ด ต่อถุง และเกลี่ยหน้าดินให้กลบเมล็ด พร้อมรดน้ำให้ชุ่ม สำหรับวัสดุที่ใช้เพาะกล้าควรเป็นดินร่วนผสมกับปุ๋ยคอก และวัสดุทางการเกษตรอื่นๆ อาทิ แกลบดำหรือขุยมะพร้าว ในอัตราส่วน 1:3:2

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากเมล็ดของคำเงาะพบว่ามีสาระสำคัญหลายชนิด เช่น สารที่ให้สี เช่น bixin, norbixin และมีสารที่ให้รสขม รวมถึงยังมีกรดไขมันและกรดอะมิโน เช่นOleic, Linoleic acid, Capric , Stearic , Palmiticacid , tryptophan , threonine และ methionine นอกจากนี้ยังพบสารอื่นๆเช่น orellin , zeaxanthin, cryptoxanthin, lutein crocetin, ellagic acid , tomentosic acid และ salicylic acid เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงเลือด บำรุงน้ำเหลือง บำรุงประสาท บำรุงสมอง บำรุงโลหิตระดู บำรุงหัวใจ แก้บิด แก้ไตพิการ ดีพิการ โดยใช้ดอกแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ชงแบบชาก็ได้ ใช้ลดไข้ บำรุงเลือด แก้หนองใน โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงโลหิต ลดไข้ ขับปัสสาวะ แก้บิด แก้เจ็บคอ แก้ไข้ทับระดู แก้โรคดีซ่าน โดยนำใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไข้ แก้ลม แก้หนองใน ขับปัสสาวะ ขับระดู ขับเสมหะ แก้บิด แก้ไข้ทับระดู โดยใช้เมล็ด มาทุบแล้วต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ปวดบวมตามร่างกาย แก้ปวดมดลูกหลังคลอง โดยใช้เมล็ดมาตำแล้วใช้พอกหรือทาบริเวณที่เป็น (กรณีปวดมดลูกให้พอกที่หัวหน่าว) ใช้แก้ขัดตามข้อ แก้อัมพฤกษ์อัมพาต โดยใช้น้ำมันจากเมล็ด มาทาบริเวณที่เป็น

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด มีการศึกษาวิจัยสารสกัดจากเมล็ดคำเงาะต่อการออกฤทธิ์ ลดไขมันในหนูทดลอง พบว่า สารสกัดสามารถลดปริมาณไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอลรวม และไลโปโปรตีน ในเลือดของหนูทดลองได้

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการศึกษาวิจัยสารสกัดจากเมล็ดคำเงาะที่มีต่อเชื้อแบคทีเรียบางชนิด พบว่า ปริมาณแคโรทีนอยด์ที่มีสูงในสารสกัดดังกล่าว สามารถยับยั้งเชื้อ S. aureus ได้ ส่วนสารให้สีจากเมล็ดคำเงาะสามารถลดการเพิ่มของเชื้อ S.enteritidis ได้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับอื่นๆ ระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของคำเงาะว่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส ปรสิต และโปรโตซัว มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ลดความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร คลายกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้ ยับยั้งการสร้างโพรสตาแกลนดิน เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

เมื่อให้สารสกัดเมล็ดคำเงาะทางปากแก่หนูถีบจักร ในขนาด 16 กรัม/กิโลกรัม โดยแบ่งให้ 2 ครั้ง ครั้งละ 8 กรัม/กิโลกรัม พบว่าไม่เกิดพิษเฉียบพลันใดๆ ส่วนการศึกษาพิษกึ่งเฉียบพลัน เป็นระยะเวลา 28 วัน แก่หนูวิสตาร์ ในขนาด 0.24, 2.4, 12.0, 60.0 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน พบว่าไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติ หรือพฤติกรรมของหนูเปลี่ยนแปลงไป และค่าโลหิตวิทยา เคมีคลินิก จุลพยาธิ ก็ไม่ผิดปกติ แต่อย่างไรก็ตาม ควรใช้ในปริมาณพอเหมาะ ไม่เข้มข้นมากเกินไป

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้คำเงาะเป็นสมุนไพร เพราะมีสรรพคุณขับระดู ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้
ถึงแม้ว่าผลการศึกษาทางพิษวิทยาของคำเงาะจะระบุว่า หรือมีความเป็นพิษน้อยมากจนแทบไม่มีความเป็นพิษเลย ในขนาดการใช้ปกติในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามในการใช้คำเงาะเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดและปริมาณที่พอดีที่กำหนดไว้ในตำรายาต่างๆ

ไม่ควรใช้มากจนเกินไป หรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้คำเงาะเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นคำไทย หรือ ต้นคำแสด เป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนของอเมริกาตอนกลาง ต่อมาได้ขยายไปทางเหนือและใต้ เช่น เม็กซิโก บราซิล และกัวเตมาลา ก่อนจะถูกนำไปปลูกในประเทศที่มีอากาศร้อนทั่วโลก โดยต้นคําไทยจัดเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงของต้นประมาณ 3-8 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกลมหนาทึบ เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลปนเทา ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด และการตัดกิ่งเพื่อนำไปปักชำ สามารถพบได้ตามป่าเบญจพรรณชื้นและตามป่าดิบแล้ง

ใบคำไทย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนรอบต้น ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-10 เซนติเมตรและยาวประมาณ 11-18 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะบางนุ่ม ใบเป็นสีเขียวเหลือบแดง ส่วนใบอ่อนเป็นสีแดง

ดอกคำไทย ออกดอกเป็นช่อตั้ง โดยจะออกที่ปลายกิ่ง ในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 5-10 ดอก ดอกย่อยเป็นสีขาวแกมชมพูหรือสีชมพูอ่อน ๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่ยาว และมีกลีบรองดอกขนาดเล็กสีเขียว ดอกอ่อนจะมีลักษณะกลม ผิวสีแดง ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมากและมีเกสรเพศเมียอีก 1 ก้าน ที่รังไข่มีขนรุงรัง ภายในมีช่อง 1 ช่อง และมีไข่อ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก

สรรพคุณคันทรง

เชื่อกันว่า คันทรงเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีเอเชีย (เพราะชื่อทางวิทยาศาสตร์มีปรากฎชื่อของทวีปเอเชียด้วย) แต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในภูมิภาคไหนของทวีปเอเชีย แต่สำหรับในประเทศไทยสามารถพบเจอได้ทั่วทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะภาคเหนือจะพบได้มากกว่าภาคอื่น และจะพบได้ตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป หรือตามป่าละเมาะป่าตามพื้นราบทั่ว ๆ ไป หรือป่าดงดิบรวมถึงตามชายหาดหินปูนในภาคใต้

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณคันทรง

มีการใช้ประโยชน์จากคันทรงในด้านต่าง ๆ ดังนี้ ใบอ่อนและยอดอ่อนนำมาลวกหรือ ใช้รับประทานสดๆ เป็นผักจิ้ม น้ำพริก เช่น น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกตาแดง หรือใช้นำมาผัดกับน้ำมันหอย ใช้ทำแกงส้ม แกงเลียง นำมาใส่ในแกงแคร่วมกับผักอื่น ๆ นำใส่ในแกงขนุน ทำแกงผักคันทรงกุ้งสดก็ได้ ส่วนผลใช้เป็นยาเบื่อปลา นอกจากนี้ชาวฮาวายยังใช้ใบแทนสบู่ได้อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของคันทรงนั้น ตามตำรายาไทย ได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ราก รสฝาดเฝื่อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาการบวม น้ำเหลืองเสีย ใบ ปรุงยาต้มทาบรรเทาอาการระคายเคืองที่ผิว และรักษาโรคผิวหนังบางชนิด เปลือกต้น รสฝาดเฝื่อน ต้มน้ำอาบแก้เม็ดผื่นคัน แก้บวมทั้งตัว เนื่องจากโรคไตหรือโรคหัวใจพิการ แก้น้ำเหลืองเสีย และเหน็บชา แก้เม็ดผื่นคัน ส่วนตำรายาพื้นบ้านอีสานระบุว่าใช้ ราก แก้บวม ตานขโมย (โรคพยาธิในเด็ก มีอาการซูบผอม อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาจมีอาการท้องเสีย)

ส่วนใน ประเทศมาเลเซียใช้ ต้น แก้โรคกระเพาะอาหาร ใบ ช่วยเจริญอาหาร แก้อาการแพ้ ผื่นคัน โรคผิวหนังอักเสบ ฝี น้ำมันจากเมล็ด แก้ไข้ บรรเทาปวด รักษาโรคข้อรูมาติก แก้อาการชา แก้ปวดตามตัว และศีรษะ

ลักษณะทั่วไปคันทรง

คันทรงจักเป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ลำต้นตั้งตรงสูง 2-9 เมตร เปลือกต้นสีเขียวเข้มเป็นมัน มีรอยแตกเป็นร่องตื้น ถี่ ๆ และมีตาที่ทิ้งใบเป็นตุ่มห่างๆโดยมักจะแตกกิ่งก้านมากตั้งแต่โคนต้นกิ่งก้านมีสีเขียวลักษณะเส้นกลม ใบเป็นใบเดี่ยวแบบเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหอกกว้าง รูปไข่กว้าง หรือรูปหัวใจ กว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-9 เซนติเมตร ส่วนปลายใบมีลักษณะเรียวแหลม โคนใบมนหยักเว้าคล้ายรูปหัวใจ ขอบใบหยักมนแกมจักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบบาง หลังใบเรียบเป็นมันมีสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเรียบเป็นมันสีเขียวอ่อนกว่าหลังใบ มีขนที่เส้นใบ โดยมีเส้นใบ 3 เส้นออกจากโคนใบ ส่วนอีก 3-4 เส้นออกจากเส้นกลางใบ และมีก้านใบยาวประมาณ 1-1.5เซนติเมตรผลเป็นผลเดี่ยว ลักษณะเป็นผลสดรูปทรงกลม ผิวเรียบเป็นมัน ปลายผลเว้าเข้าแบ่งออกเป็นพู 3 พูมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5-0.6 เซนติเมตร ผลดิบมีสีเขียวและเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดจำนวน 3 เมล็ด ที่ขั้วผลมีวงกลีบเลี้ยงสีเขียวติดอยู่ โดยผลจะเรียงห้อยลงเป็นแถวๆตามกิ่ง

สล็อต

ดอกออกเป็นช่อกระจุก ออกที่ซอกใบ ตามกิ่งก้าน โดยจะออกเรียงเป็นแถวเป็นช่อเล็ก ๆ มีขนาดยาว 1 เซนติเมตร ส่วนดอกย่อยมี8-14 ดอก/ช่อ ขนาดเล็ก ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 มิลลิเมตร กลีบดอกมี 5 กลีบรูปไข่กลับมีสีเหลืองแกมเขียว มีก้านดอกย่อยยาว 2-3 มิลลิเมตร สำหรับดอกย่อยจะประกอบด้วยดอกสมบูรณ์เพศ 2-3 ดอก และดอกตัวผู้หลายดอกเมล็ด ลักษณะแบน ขนาดเล็ก ประมาณ 4-6 มิลลิเมตร มีสีน้ำตาลเทา มี 3 เมล็ดใน 1 ผล

การขยายพันธุ์คันทรง

คันทรงสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด และการปักชำลำต้น แต่ในปัจจุบันคันทรงยังไม่เป็นที่นิยมในการนำมาปลูกเพื่อใช้ประดยชน์หรือเพื่อการค้า ดังนั้นการขยายพันธุ์ของคันทรงจึงเป็นการขยายพันธุ์ทางธรรมชาติ โดอาศัยเมล็ดที่ร่วงหล่นจะงอกขึ้นมาเองหรืออาศัยนกมากินผลสุกแล้วไปขับถ่ายเอาเมล็ดไปแพร่กระจายพันธุ์ยังบริเวณอื่น แต่หากต้องการปลูกคันทรงไว้ใช้ประโยชน์ก็สามารถทำได้โดยการนำเมล็ดไปเพาะให้เป็นต้นกล้าแล้วจึงนำต้นกล้าไปปลูก โดยมีวิธีการเช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดไม้ยืนต้นอื่น ๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่าง ๆ ของคันทรงพบว่า พบสารกลุ่มซาโปนิน เช่น colubrine, colubrinoside ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน, สารกลุ่มแลคโตน เช่น ebelin lactone และสารกลุ่มฟลานอยด์ เช่น kaemp ferol,kaempferol-3-O-rutinoside, rutin เป็นต้น

นอกจากนี้ยังพบสาร ceanotic acid , granulosic acid,zizyberenalic acid , alphitolic acid , betulinic acid , erqosterol peroxide และ -sitosterol เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาการบวม โดยใช้รากหรือเปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ช่วยให้เจริญอาหาร แก้น้ำเหลืองเสีย โดยใช้ใบมากินเป็นผักสด หรือนำมาต้มกับน้ำดื่มก็ได้ ใช้แก้อาการบวมแก้เหน็บชา แก้เม็ดผดผื่นคัน โดยใช้ใบและเปลือกต้นมาต้มกับน้ำอาบ ใช้แก้ตานขโมยในเด็ก แก้บวมโดยใช้รากมาฝนผสมน้ำมะพร้าวดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระโดยวิธีDPPH รายงานผลเป็น % radical scavenging ซึ่งจากการทดสอบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดในตัวทำละลายเมทานอล พบว่าสารสกัดของผักพื้นบ้านสดที่มีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระมากที่สุดคือ ผักแขยง น้อยที่สุด คือ ผักก้านตรง โดยมี% radical scavenging เท่ากับ 86.24±0.05 30.39±0.09% ตามลำดับ และมีการศึกษาความสามารถในการรีดิวซ์สารประกอบเชิงซ้อนของเหล็ก Fe 3+- TPTZ จากการทดลองพบว่า สารสกัดจากผักพื้นบ้านสดที่มีความสามารถในการรีดิวซ์ Fe 3+ มากที่สุด คือ ผักแขยง น้อยที่สุด คือ ผักก้านตรง โดยมีปริมาณ Fe 2+ เท่ากับ 15.48±0.01 9.98±0.01 g/g ตามลำดับ และสารสกัดจากผักพื้นบ้านแห้งที่มีความสามารถในการรีดิวซ์ Fe 3+ มากที่สุด คือผักแขยง น้อยที่สุดคือ ผักก้านตรง โดยมีปริมาณ Fe 2+ เท่ากับ 20.99±0.02 12.31±0.02 g/g ตามลำดับ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

jumboslot

สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานคันทรง เพราะมีฤทธิ์ทำให้แท้งบุตร
คันทรงมีสารซาโปนิน มีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน หากบริโภคมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายได้
ในการใช้คันทรงเป็นสมุนไพรตามตำรับตำรายาต่างๆ นั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีและไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้คันทรงเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นคันทรง จัดเป็นไม้พุ่มขนาดกลางกึ่งไม้เลื้อย ลำต้นตั้งตรงและมีความสูงของต้นประมาณ 2-3 เมตร บ้างว่าสูงได้ประมาณ 1-9 เมตร แตกกิ่งก้านมากตั้งแต่โคนต้น กิ่งก้านมีขนาดเล็กกลมสีเขียว กิ่งก้านสีเขียวเข้มเป็นมัน เปลือกต้นเป็นสีเทา มีรอยแตกเป็นร่องตื้น ๆ ถี่ ๆ และตามลำต้นจะมีตาที่ทิ้งใบเป็นตุ่มห่าง ๆ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดและวิธีการปักชำลำต้น มักขึ้นเองตามป่าราบ ป่าดงดิบ ป่าละเมาะ หรือที่รกร้างข้างทางทั่วไป โดยจะพบได้มากทางภาคเหนือ บ้างว่าพบได้มากตามชายทะเลหรือชายหาดหินปูน

ดอกคันทรง ออกดอกเป็นช่อกระจุกเล็ก ๆ ตามซอกใบตามกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ก้านเรียงเป็นแถวเป็นช่อเล็ก ๆ ในแต่ละช่อดอกจะมีดอกย่อยอยู่ประมาณ 8-14 ดอก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก เมื่อดอกบานจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.4-0.5 เซนติเมตร ดอกเป็นสีเหลืองอ่อนปนเขียว มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ในดอกย่อยจะประกอบไปด้วยดอกสมบูรณ์เพศประมาณ 2-3 ดอก และดอกเพศผู้อีกหลายดอก ลักษณะของดอกเป็นรูปจาน ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวน 5 ก้าน กลีบดอกเป็นสีเหลืองแกมเขียวมี 5 กลีบ ปลายกลีบดอกแหลม ส่วนโคนกลีบดอกติดกันที่ฐานดอก จานรองสีเหลืองส้ม มีรังไข่ประมาณ 2-3 ห้องหลอมรวมกับจานรอง ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียวสดมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ส่วนก้านดอกสั้น มีความยาวประมาณ 0.2-0.3 เซนติเมตร โดยจะออกดอกช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคม

slot

ผลคันทรง ผลเป็นผลเดี่ยว ลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือกลมแป้น ที่ขั้วผลมีวงกลีบเลี้ยงสีเขียวติดอยู่ เรียงห้อยลงเป็นแถว ๆ ตามกิ่ง ปลายผลเว้าเข้าแบ่งออกเป็นพู 3 พู ผลเป็นสีเขียวแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อผลแก่ ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8-0.9 เซนติเมตร ผิวผลเรียบเป็นมัน มีก้านผลที่ยาวประมาณ 0.4-0.6 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวน 3 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะแบนและเป็นสีดำหรือเป็นสีน้ำตาลเทา มีขนาด 0.5-0.6 x 0.4-0.5 เซนติเมตร โดยจะติดผลในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม

ใบมีรสขม ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ใบ)
ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ (น้ำมันจากเมล็ด)
รากมีสรรพคุณเป็นยาเย็น ช่วยแก้พิษร้อนถอนพิษไข้ โดยนิยมใช้รากคันทรงร่วมกับรากย่านางและรากผักหวานบ้าน เพื่อใช้เป็นยาหลักในตำรับยาแก้ไข้ แก้ไข้พิษ ไข้ออกตุ่มต่าง ๆ ส่วนน้ำมันจากเมล็ดก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ด้วยเช่นกัน (ราก, น้ำมันจากเมล็ด)
รากนำมาฝนกับน้ำมะพร้าวใช้กินแก้ตานขโมยในเด็ก (โรคพยาธิในเด็กอายุระหว่าง 5-13 ปี เป็นโรคที่ทำให้เด็กมีอาการซูบผอม อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย) (ราก)
รากใช้ดินแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ (ราก)
ทั้งใบและผลมีสารซาโปนิน มีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน การบริโภคมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายได้ และสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานทั้งใบและผล (ผล, ใบ)
ในประเทศมาเลเซียจะใช้ต้นนำมาต้มรับประทานเพื่อช่วยบรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหาร (ต้น)
ผลทำให้แท้งบุตร สำหรับสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานทั้งผลและใบ (ผล)
รากใช้ฝนกับน้ำมะพร้าวกินเป็นยาแก้บวม (ราก)
เปลือกต้น ราก หรือใบมีรสฝาดเฝื่อน ช่วยแก้อาการบวมน้ำ (ใบ, เปลือกต้น, ราก)
เปลือกต้นและใบใช้ต้มอาบ จะช่วยแก้อาการบวมทั้งตัวเนื่องจากไตและหัวใจพิการ (เปลือกต้นและใบ)
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย (ใบ, เปลือกต้น, ราก)
ใบนำมาปรุงเป็นยาต้มใช้ทาบรรเทาอาการระคายเคืองที่ผิว อาการแพ้ ผื่นคัน โรคผิวหนังอักเสบ ฝี และช่วยรักษาโรคผิวหนังได้บางชนิด (ใบ)
เปลือกต้นและใบใช้ต้มกับน้ำอาบจะช่วยแก้เม็ดผื่นคันตามตัว (เปลือกต้นและใบ)
ช่วยแก้อาการชา ช่วยบรรเทาอาการปวด แก้อาการปวดตามร่างกาย (น้ำมันจากเมล็ด)
เปลือกต้นและใบใช้ต้มอาบ ช่วยแก้อาการเหน็บชา (เปลือกต้นและใบ)
น้ำมันจากเมล็ดคันทรงใช้รักษาโรคข้อรูมาติกได้ (น้ำมันจากเมล็ด)

สรรพคุณของกุ่มบก

กุ่มบกเป็นพันธุ์พืชที่เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดในหลายๆแห่งในทวีปเอเชีย เช่น บริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และตามเกาะในฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้รวมถึงในออสเตรเลียเป็นต้น

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทย ถือว่ากุ่มบกเป็นผักพื้นบ้านเก่าแก่ที่ชาวไทยคุ้นเคยมาแต่โบราณกาล เพราะมีปรากฏอักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลยที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2416 โดยกล่าวถึงศัพท์เกี่ยวกับต้นกุ่มบกและการใช้กุ่มเป็นผักของคนไทย ในปัจจุบันเราสามารถพบกุ่มบกได้เกือบทั่วทุกภาคของประเทศซึ่งจะพบตามที่ดอนต่างๆหรือตามป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ รวมถึงเขาหินปูนและป่าไผ่ ที่มีความสูงในระดับน้ำทะเลจนถึง 350 เมตร

ประโยชน์และสรรพคุณกุ่มบก

กุ่มบกสามารถนำไปดองรับประทานเป็นผักดองได้เช่นเดียวกันกับกุ่มน้ำ โดยใช้ยอดอ่อนมาดองกับเกลือหรือน้ำซาวข้าว นอกจากนี้ยังมีการนำกุ่มบกมาปลูกเพื่อให้ร่มเงาตามสถานที่ต่างๆเพราะมีดอกสีขาว และสีชมพูสวยงามแถมผลสุกยังสามารถรับประทานได้อีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของกุ่มบกนั้นตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า เปลือกต้นรสร้อน บำรุงหัวใจ บำรุงไฟธาตุ คุมธาตุ แก้ไข้ แก้ปวดท้อง แก้ลงท้อง แก้แน่นท้อง ขับผายลม ขับลมในลำไส้ กระตุ้นลำไส้ให้ย่อยอาหาร แก้บวม ขับปัสสาวะ ขับน้ำเหลืองเสีย เป็นยาระงับประสาท รักษานิ่ว ทาแก้โรคผิวหนัง

ประคบแก้ปวดผสมกับเปลือกกุ่มน้ำ เปลือกทองหลางใบมน ต้มน้ำดื่ม เป็นยาขับลม ใบรสร้อน บำรุงหัวใจ แก้ไข้ ขับลม แก้ปวดศีรษะ แก้กลากเกลื้อน แก้ตานขโมย แก้บวมคันจากพยาธิตัวจี๊ด ราก รสร้อน บำรุงธาตุ แก้มานกระษัยที่เกิดจากกองลม ขับหนอง แก่น รสร้อน แก้อาการผอมเหลือง แก้ริดสีดวงทวาร แก้นิ่ว บำรุงเลือด กระพี้ รสร้อน ช่วยทำให้ขี้หูแห้งออกมา ดอกใช้เป็นยาเจริญอาหาร ผล แก้ท้องผูก

นอกจากนี้ในบัญชียาจากสมุนไพร ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบบาแห่งชาติ ยังระบุการใช้กุ่มบกในตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” ที่มีส่วนประกอบของเปลือกต้นกุ่มบกร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยมีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา อีกด้วย ส่วนในประเทศอินเดีย และเนปาล ใช้เป็นยาช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการนิ่วในไต

สล็อต

ลักษณะทั่วไปกุ่มบก

กุ่มบกจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร แต่อาจ ผลัดใบ สูงได้ถึง 20 เมตร แตกเรือนยอดและกิ่งก้านโปร่ง โดยกิ่งก้านมักคดงอ เปลือกต้นมีสีน้ำตาลอมเทา ผิวค่อนข้างเรียบหรืออาจมีรอยแตกตามขวางเนื้อไม้ละเอียดมีสีขาวปนเหลือง ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 3 ใบ ใบเป็นรูปไข่ รูปร่างค่อนข้างกลม กว้าง 2-6 เซนติเมตร ยาว 2-10 เซนติเมตร โคนใบสอบ ส่วนที่อยู่ด้านข้างโคนใบจะเบี้ยว ขอบใบเรียบ ผิวใบมันเป็นสีเขียว เนื้อใบหนานุ่ม แผ่นใบเรียบทั้งสองด้าน มีเส้นแขนงใบ 4-5 คู่ ก้านใบร่วมยาว 7-9 เซนติเมตร

ช่อดอกเป็นแบบช่อกระจุก บริเวณซอกใบใกล้กับปลายยอด กลีบดอกมี 4 กลีบ เป็นสีขาวแล้วจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีชมพูอ่อน กลีบเป็นรูปรีปลายมน โคนสอบเรียว กว้างประมาณ 0.8-1.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1.2-1.8 เซนติเมตร ที่กลีบดอกจะเห็นเส้นคล้ายเส้นใบอย่างชัดเจน และมีกลีบเลี้ยงรูปรี มีความกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ก้านดอกมีความยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร โดยมีเกสรตัวผู้สีม่วงอยู่ประมาณ 15-22 อัน ส่วนก้านชูเกสรตัวเมียมีความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ผลเป็นผลสด รูปทรงกลมแกมไข่ เปลือกแข็ง ขนาด 2-3.5 เซนติเมตร ที่ผิวมีสีน้ำตาลอมแดง ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกมีสีน้ำตาลแดง เมล็ดสุกมีสีตาลแดง เมล็ดรูปไต ผิวเรียบ กว้าง 2 มิลิเมตร ยาว 6 มิลลิเมตร ใน 1 ผลจะมีหลายเมล็ด

การขยายพันธุ์กุ่มบก

กุ่มบกสามารถขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำ สำหรับวิธีการขยายพันธุ์กุ่มบกก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับ การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำ ไม้ยืนต้นประเภทอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้กุ่มบกมีการนิยมนำมาเพาะปลูกตามบ้านเรือนหรือตามเรือกสวนไร่นามากกว่ากุ่มน้ำเพราะเป็นพันธุ์ไม้ที่ทนแล้ง และชอบออกในที่ดอนซึ่งต่างจากกุ่มน้ำ

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของกุ่มบกพบว่ามีสารสำคัญหลายชนิด อาทิเช่น Lupeol , Quercetin , Cadabicine , Diosgenin และ Hydrocyanicacid เป็นต้น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ไข้ บำรุงหัวใจ ขับลม โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้กลากเกลื้อนโดยใช้ใบสดมาตำให้ละเอียดใช้ทาบริเวณที่เป็น ใช้แก้อาการคันและบวมที่ผิวหนังจากพยาธิตัวจี๊ด โดยใช้ใบสดบดให้ละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวแล้วนำมาพอกบริเวณที่มีอาการโดยให้ทำ 3 วันติดต่อกัน ใช้บำรุงเลือด ริดสีดวงทวาร แก้อาการผอมเหลือง แก้นิ่ว โดยการนำแก่นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงธาตุ จับหนอง แก้มานกษัยที่เกิดจากกองลมโดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงหัวใจ บำรุงไฟธาตุ คุมธาตุ ขับลม แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ แก้ไข้ แก้นิ่ว แก้น้ำเหลืองเสีย โดยใช้เปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาจากส่วนต่างๆของกุ่มบกพบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นและใบมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และสารสกัดจากใบยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลชีพได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยการศึกษาสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งจากสารสกัดกุ่มบก พบว่ามีฤทธิ์ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งตับได้ดี และสารสกัดจากเปลือก พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลชีพได้อีกด้วย

jumboslot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ยอดอ่อนและช่อดอกของกุ่มมีกรดไฮดรอไซยานิคซึ่งเป็นสารพิษ ดังนั้นจึงต้องนำไปทำให้สุกหรือดองก่อนรับประทาน
ในการที่จะนำกุ่มบกมาใช้เป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดและปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้กุ่มบกเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ นั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นกุ่มบก ในภาษาบาลีจะเรียกว่า “ต้นกักกุธะ” หรือ “ต้นกกุธะ” ส่วนชาวฮินดูจะเรียกว่า “มารินา” ซึ่งตามพุทธประวัติกล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงนำผ้าบังสุกุลที่ห่อศพนางมณพาสีในป่าช้าผีดิบ (อามกสุสาน) ไปซัก แล้วนำผ้าบังสุกุลดังกล่าวไปตากที่ต้นกุ่มบก โดยพฤกษเทวดาที่สถิตอยู่ ณ ต้นกุ่มบก ก็ได้น้อมกิ่งของต้นให้ต่ำลงเพื่อให้พระพุทธเจ้าทรงตากจีวร

ต้นกุ่ม หรือ ต้นกุ่มบก กุ่มบกมีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตามเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 6-10 เมตร ลำต้นมีสีเทาหรือสีน้ำตาลอมเทา เปลือกต้นหนาค่อนข้างเรียบ มีเนื้อไม้หนาขาวปนเปลือง เนื้อละเอียด มักขึ้นตามที่ดอนและในป่าผลัดใบ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำ สำหรับในประเทศไทยสามารถพบต้นกุ่มได้มากทางภาคใต้และภาคกลาง เช่น จังหวัดกระบี่ ชุมพร พังงา และระนอง

slot

ใบกุ่มบก มีใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อยอยู่ 3 ใบ ก้านใบประกอบมีความยาวประมาณ 7-9 เซนติเมตร ส่วนใบย่อยมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปรี มีความกว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตรและยาวประมาณ 7.5-11 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลมหรือแหลม ส่วนโคนใบแหลมหรือสอบแคบ ขอบใบเรียบ ใบย่อยที่อยู่ด้านข้างโคนใบเบี้ยว แผ่นใบค่อนข้างหนา มีเส้นแขนงของใบข้างละ 4-5 เส้น ที่ก้านใบย่อยมีความยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร

ดอกกุ่มบก ช่อดอกเป็นแบบช่อกระจะ ออกบริเวณตามง่ามใบใกล้กับปลายยอด ก้านดอกมีความยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงรูปรี มีความกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร เมื่อแห้งมักเป็นสีส้ม กลีบดอกมีสีขาวอมเขียวแล้วจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีชมพูอ่อน กลีบดอกเป็นรูปรี กว้างประมาณ 0.8-1.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1.2-1.8 เซนติเมตร ที่โคนกลีบดอกเป็นเส้นคล้ายก้าน ยาวประมาณ 3-7 มิลลิเมตร มีเกสรตัวผู้สีม่วงอยู่ประมาณ 15-22 อัน ส่วนก้านชูอับเรณูมีความยาวประมาณ 4 เซนติเมตร และก้านชูเกสรตัวเมียมีความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ส่วนรังไข่มีลักษณะค่อนข้างกลมหรือรี มี 1 ช่อง ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และจะออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม

ผลกุ่มบก ผลมีลักษณะกลมหรือเป็นรูปไข่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร เปลือกมีจุดแต้มสีน้ำตาลอมแดง ผิวนอกแข็งและสาก เมื่อผลแก่เปลือกจะเรียบและมีสีน้ำตาล (ผลจะแก่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม) ส่วนก้านผลกว้างประมาณ 2-4 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 5-13 เซนติเมตร ด้านในผลมีเมล็ดจำนวนมาก

สรรพคุณของกันเกรา

กันเกราเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ซึ่งถือว่าเป็นพันธุ์ไม้พื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอีกชนิดหนึ่ง เพราะมีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศ ไทย พม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมถึงในอินเดีย เป็นต้น และยังมีหลักฐานกล่าวถึงกันเกราในพิราศพระบาทของสุนทรภู่ และลิลิตตะเลงพ่ายรวมถึงยังปรากฏในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ พ.ศ.2416 ที่กล่าวถึงเกราว่า “กันเดรา ต้นไม้อย่างหนึ่ง แก่นทำเสาทนนัก ใช้ทำยาแก้โรคบ้าง มีอยู่ในป่า”

เครดิตฟรี

ทั้งนี้สามารถพบกันเกราทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะพบในป่าเบญจพรรณป่าดิบชื้น และป่าพรุทางภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณลุ่มที่ชื้น ใกล้แหล่งน้ำ

ประโยชน์และสรรพคุณกันเกรา

กันเกรานิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะดอกมีความสวยงาม และมีกลิ่นหอม รวมถึงการปลูกเพื่อให้ร่มเงาก็ได้เพราะแตกกิ่งก้านมากและไม่ผลัดใบ ส่วนเนื้อไม้กันเกรานับเป็นเนื้อไม้ชนิดดียิ่งอย่างหนึ่ง เพราะมีสีเหลืองอ่อน เนื้อละเอียด เหนียว แข็ง ทน ทานและทนปลวกได้ดี สามารถตกแต่งง่าย ขัดเงาได้งดงาม เหมาะสำหรับทำพื้นบ้าน ทำเสาเรือน และยังเหมาะสำหรับการแกะสลักอีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของกันเกรานั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ว่า ใบ บำรุงธาตุ แก้ไข้จับสั่น แก้หอบหืด รักษาโรคผิวหนังพุพอง แก่น รสมันฝาดขม บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ แก้พิษฝีกาฬ บำรุงไขมัน เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ไข้จับสั่น ขับลม หืด ไอ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเดิน มูกเลือด แก้ท้องมาน แก้แน่นหน้าอก แก้โลหิตพิการ แก้ปวดแสบปวดร้อน ตามผิวหนังและร่างกาย เปลือกต้น ช่วยบำรุงโลหิต ช่วยรักษาผิวหนังพุพอง ปวดแสบปวดร้อน

ลักษณะทั่วไปกันเกรา

กันเกราจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ไม่ผลัดใบแตกกิ่งก้านมาก สูงประมาณ 15-30 เมตร เรือนยอดแหลมแตกกิ่งต่ำ สูงประมาณ 15-30 เมตร เรือนยอดแหลมแตกกิ่งต่ำ เปลือกต้นสีน้ำตาล เมื่ออ่อนผิวเรียบ แต่เมื่อลำต้นแก่จะแตกเป็นร่องลึกตามยาว แก่นมีความแข็งแรง คงทนเปลือกต้นอื่นในเป็นเสี้ยนมีสีเหลือง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ๆ แตกใบมากเป็นพุ่มที่ปลายกิ่งและปลายยอดก้าวใบยาว 1-2 เซนติเมตร โคนก้านใบมีหูใบคล้ายถ้วยขนาดเล็ก ใบเป็นรูปทรงยาวรีปลายแหลมโคนใบ มีเส้นแขนงใบ 5-9 คู่ แต่มองเห็นไม่ค่อยชัด ใบมีลักษณะบาง

สล็อต

ผิวใบเรียบเกลี้ยง เหนี่ยวสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างใบมีสีจางกว่าใบด้านบน ใบยาว 5-12 เซนติเมตร กว้าง 2.5-4.5 เซนติเมตร ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อ แบบช่อกระจุก ออกบริเวณซอกใบที่ปลายกิ่ง ในแต่ละช่อยาวประมาณ 4-12 ซม. มีก้านช่อยาว 2-6.5 ซม. ส่วนก้านดอกย่อยยาว 0.3-0.6 ซม. กลีบเป็นดอกสีขาวและเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอม กลีบดอกมีจำนวน 5 กลีบ ม้วนงอเข้าหาก้านดอก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายกลีบดอกแหลม กลีบดอกรูปปากแตรแคบ ยาวประมาณ 2 ซม. หลอดกลีบดอกยาว 0.7-1.2 ซม. กลีบรูปขอบขนาน ยาว 0.5-0.8 ซม. พับงอกลับ ดอกเริ่มบานมีสีขาวเมื่อบานเต็มที่มีสีเหลืองอมส้ม มีก้านเกสรยาวออกมา เกสรตัวผู้ยาวและติดกับกลีบดอกมี 5 อัน ยื่นพ้นเลยปากหลอดกลีบดอก และเกสรตัวเมีย 1 อัน

ผลออกเป็นผลเดี่ยวมีลักษณะกลมผิวเรียบเป็นมัน มีติ่งแหลมที่ปลาย ผลกว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่มีสีส้ม และผลสุกมีสีแดงเข้ม เมล็ดสีน้ำตาลไหม้มีขนาดเล็กประมาณ 0.1-0.2 เซนติเมตร โดยมีจำนวนมาก และมีรูปทรงไม่แน่นอนฝังอยู่ในเนื้อ

การขยายพันธุ์กันเกรา

กันเกราสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดเป็นหลัก แต่ก็สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีอื่นๆ เข่น การปักชำกิ่ง และการตอนแต่โดยมากจะนิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ด โดยการเพาะเมล็ดจะใช้เมล็ดที่ร่วงจากต้นหรือเมล็ดแก่จัดจากต้น นำมาตากแดดให้แห้งน่าลงเพาะในถุงเพาะชำจนต้นโตประมาณ 15-30 ซม.ก่อนย้ายลงปลูกต่อไป ทั้งนี้กันเกราเมื่อโตเต็มที่จะมีทรงพุ่มใหญ่ ดังนั้นการปลูกควรมีระยะห่างประมาณ 15-25 เมตร

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของกันเกราพบว่ามีสารสำคัญจากส่วนต่างๆ ดังนี้

เปลือกลำต้นพบสารกลุ่ม alkaloids และ steroids นอกจากนี้ยังพบสาร tannin Pinoresinol β-sitosterol stigmasterol
ใบ และผลพบสารกลุ่ม alkaloid เช่น swertiamarin gentianine
ดอก และผลดอกกันเกราพบสาร carotenoids
เปลือกรากพบสาร pinoresinol และ naucledal
โครงสร้างกันเกรา

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงธาตุ แก้ไข้จับสั่น แก้หอบหืดโดยใช้ในมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาอาการคัน และผิวหนังพุพองโดยใช้ใบมาต้มกับน้ำอาบ ใช้บุรงร่างกาย บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต บำรุงม้าม บำรุงไขมัน ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ไข้จับสั่น แก้บิดมูกเลือด แก้พิษฝีกาฬ ขับลม แก้โลหิตพิการ แก้ท้องมาน ท้องเดิน แก้ไอ แก้หืด แก้ริดสีดวงทวารโดยใช้แก่นของต้นมาต้มกับน้ำดื่ม

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพจากสารที่สกัดได้จากส่วนต่างๆ ของกันเกราพบว่า สาร บริสุทธิ์ที่ 1คือ Pinoresinol มีฤทธิ์ยับยั้งมาลาเรียด้วยค่า IC50 เท่ากับ 3.40 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และยับยั้งเชื้อ Mycobacterium tuberculosis H37Ra ด้วยค่า MIC เท่ากับ 200 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรแต่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์ไลน์มะเร็งชนิด KB และ BC ในปริมาณที่มากกว่า 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Candida albicanที่ปริมาณมากกว่า 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร สําหรับสารบริสุทธิ์ที่ 2คือ naucledal สามารถ ยับยั้ง NCI-H187 ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 18.94 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร แต่จะต้องใช้ในปริมาณมากกว่า 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ในการออกฤทธิ์ต่อ KB and BC cell lines และพบว่ามีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อ anti-TB activity ด้วยค่า MIC เท่ากับ 200 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร นอกจากนี้ยัง ไม่มีฤทธิ์ยับยั้ง K1 malarial parasite strain ด้วยค่า IC50ที่สูงมากกว่า 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร

ส่วนอีกฉบับหนึ่งระบุว่ามีผลการศึกษาวิจัยในการใช้ประโยชน์ทางยาจากใบกันเกรา โดยการใช้ผสมทำทิงเจอร์ในยาพวก bitter tonic แทน gentian roots เนื่องจากใบกันเกรามี glucoside ชื่อ Swertiamarin ที่มีสูตรโครงสร้างโมเลกุลใกล้เคียงกับ gentian roots

slot

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่รายงานว่าสารสกัดจากแอลกอฮอล์ของลำต้นกันเกรา สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของ Plasmodium falciparum ได้ และยังมีข้อมูลทางพฤกษเคมีที่มีการศึกษาวิจัยระบุว่าในปี พ.ศ.2507 Wan และคณะ สามารถสกัดแอกแอลคาร์ลอยด์ชื่อ gentianine ได้จากใบและผลของกันเกราเป็นครั้งแรกอีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาทางพิษวิทยาของกันเกรา โดยใช้สารสกัดจากใบกันเกราที่ฉีดเข้าท้องหนูทดลอง พบว่าขนาดสารสกัดที่ทำให้หนูทดลองตายครึ่งหนึ่งมีขนาดมากกว่า 1 กรัม/น้ำหนักตัว (1 กิโลกรัม)

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สำหรับการใช้กันเกราเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้นก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่เหมาะสมตามที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันนานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้กันเกราเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองจัดเป็นพืชที่เก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลกโดยเชื่อกันว่ามีหลักฐานจารึกเกี่ยวกับถั่วเหลืองมากกว่า 5000 ปี มาแล้ว ในประเทศจีน บริเวณหุบเขาแม่น้ำเหลือง จากนั้นจึงได้มีการกระจายพันธุ์ไปยังบริเวณใกล้เคียงและกระจายพันธุ์ไปในทวีปยุโรปและอเมริกาประมาณปี พ.ศ.2143 และ พ.ศ.2347 ตามลำดับ

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทย เชื่อกันว่าถั่วเหลืองได้กระจายพันธุ์เข้ามาโดยชาวจีนอพยพในสมัยกรุงศรีอยุธยา (แต่ไม่มีบันทึกหลักฐาน) และในพ.ศ.2473 จึงมีการแนะนำให้เกษตรกรปลูกในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ในปัจจุบันถั่วเหลืองของไทยมีการปลูกกันมากในแถบภาคเหนือและภาคกลางตอนบน

ประโยชน์และสรรพคุณถั่วเหลือง

ใช้เป็นอาหาร มีการนำเมล็ดถั่วเหลืองที่ไม่แก่หรือสุกเต็มที่มาต้มรับประทานที่เรียกกันว่าถั่วแระ ซึ่งจะให้รสชาดหวานมันและมีประโยชน์อย่างมาก หรือนำถั่วเหลืองที่แก่จัดมาใช้ทำเป็นอาหารคาวหวานต่างๆ เช่น ซุปถั่ว ทอดมันถั่วเหลือง ผัดถั่วเหลืองเต้าหู้เห็นหอม น้ำเต้าหู้ หม้อแกงถั่ว และขนมถั่วกวน เป็นต้น หรือถั่วบางพันธุ์มีเมล็ดโตใช้บรรจุกระป๋อง เมื่อเมล็ดสุกแล้วก็ใช้ทำถั่วงอกซึ่งให้ลักษณะต้นถั่วงอกคล้ายถั่วเขียว หรืออาจใช้หมักทำเต้าเจียว เต้าหู้ ซีอิ้ว หรืออาจใช้ผลิตเป็นแป้งแล้วปรับปรุงให้เป็นเนื้อคล้ายเนื้อสัตว์ซึ่งเรียกว่าเนื้อเทียม โดยอาจทำให้มีลักษะเป็นเนื้อไก่ วัว ไก่งวง แฮม เบคอน ฯลฯ ก็ได้ นอกนั้นแป้งถั่วเหลืองใช้ผสมหรือปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น ทำขนมต่างๆ อาหารทารก ฯลฯ นอกจากนี้ถั่วเหลืองยังมีน้ำมันซึ่งสามารถสกัดจากถั่วเหลืองใช้เป็นน้ำมันในการปรุงอาหารหรือทำมาการีนและน้ำสลัด เป็นต้น

ใช้ในทางอุตสาหกรรม ถั่วเหลืองยังสามารถใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมได้เช่น ผลิตกาว ใช้เป็นส่วนผสมยาฆ่าแมลง สี ปุ๋ย กระดาษ ผ้าฉนวนไฟฟ้า หมึกพิมพ์ สบู่ เครื่องสำอาง เบียร์ เส้นใย วิตามิน และยาต่างๆ ซึ่งถั่วเหลืองนั้นอาจเป็นส่วนสำคัญของผลิตภัณฑ์หรือเป็นส่วนประกอบที่ช่วยให้มีคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ดีขึ้น

ในด้านเกษตรกรรม ถั่วเหลืองจัดเป็นพืชบำรุงดิน เมื่อไถกลบถั่วเหลืองลงไปในดินก่อนที่ถั่วเหลืองจะแก่ ก็จะเป็นปุ๋ยพืชสดที่ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์และมีคุณสมบัติดี นอกจากนี้กากของถั่วเหลืองยังสามารถใช้เลี้ยงสัตว์หรือใช้ทำเป็นอาหารสัตว์ได้อีกด้วย

สล็อต

สำหรับสรรพคุณทางยาของถั่วเหลืองนั้น ตามตำรายาไทยนั้นได้ระบุถึงสรรพคุณของถั่วเหลืองไว้ว่า เปลือกเมล็ดใช้บำรุงโลหิต แก้ปวดศีรษะ ขับปัสสาวะ แก้เหงื่อออกมาก รักษาแผลเปื่อย แผลเน่า เมล็ด ช่วยบำรุงเลือด บำรุงกำลัง ช่วยฟื้นไข้ ช่วยขับร้อน ถอนพิษ สลายน้ำแก้ตานขโมย ใช้เป็นยาระบายหล่อลื่นลำไส้ ใช้ขับปัสสาวะ แก้อาการร้อนวูบวาบในสตรีหมดประจำเดือน แก้พิษเฉียบพลันในสตรีมีครรภ์ ใบใช้แก้รักษาเลือดออก แก้พิษงู ดอกใช้รักษาต้อกระจก

ลักษณะทั่วไปถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองจัดเป็นไม้พุ่มแตกแขนงค่อนข้างมาก ลำต้นตั้งตรง และมีความสูงประมาณ 30-150 เซนติเมตร สีเขียวหรือสีเขียวอมเหลืองมีขนปกคลุมอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ต้นถั่วเหลืองยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ชนิดทอดยอด คือ ประเภทที่ช่อดอกไม่เกิดที่ยอดของลำต้นแต่จะเกิดตามมุมของใบ และชนิดไม่ทอดยอด คือ ประเภทที่ช่อดอกเกิดเป็นกลุ่มที่ยอดของลำต้น ราก เป็นระบบรากแก้ว (tap root system) โดยอาจหยั่งลึกถึง 50-100 เซนติเมตร (แต่ทั่วๆไประบบรากจะอยู่ในความลึก 30-45 ซม.จากระดับผิวดิน) ซึ่งตามรากจะพบปม (nodule) ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียพวก Rhizobium japonicum เข้าไปอาศัยอยู่ ใบ เป็นแบบเรียงสลับ บนลำต้น แต่ใบจริงคู่แรกเป็นใบเดี่ยว (simple leaf) และใบที่เกิดต่อๆ มาเป็นใบรวม (compound leaves) มีขนาดรูปร่างต่างกัน

มักเป็นแบบมีใบย่อย 3 ใบ มีก้านใบรวมยาว 5-10 ซม. ส่วนก้านของใบย่อย ใบกลางยาวกว่าก้านของใบย่อยอีก 2 ใบ ตรงโคนก้านใบทุกชนิดมีข้ออ่อนเรียก pulvinus ใบมีรูปร่างหลายแบบเช่นรูปไข่ (ovate) จนถึงเรียวยาว (lanceolate) ใบสีเขียวแต่จะมีขนสีเทาหรือสีน้ำตาลปกคลุมอยู่ทั่วไป ส่วนมากใบจะร่วงเมื่อผลเริ่มแก่ และเมื่อผลแก่เต็มที่ใบจะร่วงหมด ดอก ออกเป็นช่อ แบบกระจะโดยจะเกิดตามมุมของก้านใบหรือที่ยอดของลำต้นดังได้กล่าวมาแล้ว ในช่อดอกหนึ่งๆมีดอกตั้งแต่ 3-15 ดอก มีวีขาวหรือสีม่วง และเมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 3-8 มม. ซึ่งดอกสีขาวจะเป็นลักษณะด้อย (recessive) ผลออกเป็นฝักซึ่งจะเกิดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-10 ฝัก ฝักเป็นรูปรีปลายแหลมสีเขียวมีความยาว 2-7 เซนติเมตรและมีขนสีเทาหรือสีน้ำตาลปกคลุมอยู่ ในฝักมีเมล็ด 1-3 เมล็ด และเมื่อฝักแก่จะมีสีน้ำตาล และมักตกอ้าออกซึ่งจะทำให้เมล็ดร่วงออกมาได้ เมล็ด เมล็ดมีขนาดและรูปร่างต่างๆกัน โดยอาจมีรูปร่างตั้งแต่กลมรีจนถึงยาวและอาจมีสีเหลือง เขียว น้ำตาล และดำ

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์ถั่วเหลือง

การเตรียมดิน ไถดินให้ลึกประมาณ 15-20 ซม. ตากดินทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ ปล่อยให้น้ำท่วมแปลงแล้วระบายน้ำออกตากหน้าดินไว้อีก 1-2 วัน แล้วไถพรวนซ้ำอีกครั้งก่อนปลูก เมื่อจัดหาเมล็ดพันธุ์ได้แล้วก่อนที่จะปลูกควรทำการทดสอบความงอกก่อน โดยวิธีการทดสอบความงอกแบบง่ายๆ คือ นำเมล็ดถั่วเหลือง 100 เมล็ด ปลูกในกระบะดิน ตรวจนับหลังจากปลูก 5-7 วัน ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีควรงอกไม่ต่ำกว่า 70 ต้น แล้วจึงทำการเลือกสายพันธุที่ผ่านเกณฑ์นี้ จากนั้นจึงทำการคลุกเชื้อไรโซเบียมโดยการใส่น้ำตาล 5 ช้อนแกงลงในกระป๋องนมข้น ใส่น้ำลงไปประมาณ 3 ใน 4 ของกระป๋องนมข้น คนน้ำตาลให้ละลายในน้ำจนหมดเติมน้ำลงไปให้เต็มกระป๋อง คนให้ทั่ว จากนั้นเทน้ำเชื่อมเจือจางจากกระป๋องนมข้นที่ได้ คลุกเคล้ากับเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง 15 กก. หรือ 1 ถัง เทไรโซเบียมลงบนเมล็ดพันธุ์ที่คลุกน้ำเชื่อมแล้ว ในอัตราไรโซเบียม 1 ถุงต่อเมล็ดพันธุ์ 15 กก. คลุกเคล้าเบาๆ ให้ทั่ว แล้วจึงนำไปผึ่งลมในที่ร่มให้แห้ง ประมาณ 20-30 นาที ผงไรโซเบียมจะติดกับเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองไม่หลุดร่วงง่าย นำไปปลูกได้แต่ทั้งนี้หลังจากคลุกไรโซเบียมเสร็จแล้วควรปลูกทันที

ส่วนวิธีการปลูกที่ให้ผลผลิตสูง มีอยู่ 2 วิธี คือ

ปลูกเป็นหลุม โดยควรใช้ระยะห่างระหว่าหลุม 20-30 ซม. ระยะแถว 25-30 ซม. โดยปลูก หลุมละ 3-4 ต้น (ควรหยอดเมล็ดหลุมละ 3-5 เมล็ด เพื่อจะงอก 3-4 ต้น)

ปลูกโดยโรยเป็นแถว โดยใช้เครื่องหยอด ซึ่งควรใช้ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 30 ซม. ให้มีจำนวนต้นประมาณ 20 ต้นต่อระยะแถวยาวประมาณ 1 เมตร เพราะการใช้ระยะระหว่างแถว 30 ซม. จะสัมพันธ์กับการใช้เครื่องเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองแบบวางรายได้มีประสิทธิภาพ

jumboslot

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของเมล็ดถั่วเหลืองที่นิยมนำมาบริโภค ปรากฏว่าพบสารสำคัญ ๆ ดังนี้ พบสารกลุ่ม Isoflavones เช่น genistein , daidzein , glycitein

นอกจากนี้ยังพบสารอื่นๆ อีกเช่น lecithin , globulin , phytic acid และ Sayasaponin I เป็นต้น ส่วนเมล็ดถั่วเหลืองยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงเลือดบำรุงกำลัง ช่วยฟื้นไข้ ช่วยขับร้อน สลายน้ำ แก้ตานขโมย ใช้เป็นยาระบาย โดยใช้เมล็ดของถั่วเหลืองมาประกอบอาหารคาว-หวานรับประทาน ใช้ขับปัสสาวะ โดยใช้เมล็ดแห้ง 30-90 กรัม หรือใช้เปลือกเมล็ดแห้ง 10-15 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงโลหิต แก้ปวดศีรษะ แก้เหงื่อออกมาก โดยใช้เปลือกแห้ง 10-15 กรัมมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้เลือดออกโดยใช้สดมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้แผลงูกัด แก้พิษงู โดยใช้ใบสดมาตำพอกวันละ 3 ครั้ง บริเวณที่โดนกัด

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดการสะสมไขมันในตับ มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง (Glycine max L.) ช่วยลดการสะสมไขมันในตับที่ไม่มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ (non-alcoholic fatty liver disease: NAFLD) ซึ่งมีการทดลองในสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะไขมันในตับด้วยการกินอาหารไขมันสูง ทำการทดลองโดยแบ่งหนูแรท ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มควบคุมซึ่งได้รับอาหารไขมันสูงเพียงอย่างเดียว กลุ่มที่ 2 และ 3 ได้รับอาหารไขมันสูงร่วมกับสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลืองในขนาด วันละ 10 และ 20 มก./กก. ตามลำดับ ติดต่อกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าสารไอโซฟลาโวนสามารถลดการสะสมไขมันในตับได้ ทำให้ระดับเอนไซม์ตับชนิด alanine transaminase (ALT) ลดลง และปรับปรุงโครงสร้างของเซลล์ตับ (liver lobule structure)

slot

นอกจากนี้ยังมีผลลดการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างไขมันของร่างกาย ได้แก่ sterol regulatory element binding protein (SREBP1c) และ fatty acid synthase (FAS) ลง ร่วมกับเพิ่มระดับของ peroxisome proliferator activated receptor (PPAR) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมกระบวนการออกซิเดชันของกรดไขมันอิสระ โดยหากเกิดความบกพร่องของ PPAR จะทำให้กระบวนการออกซิเดชันของกรดไขมันเสียไปและเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ ดังนั้นจากผลการทดลองจึงสรุปได้ว่าสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลืองสามารถชะลอการเกิดภาวะไขมันพอกตับ โดยกลไกลดการสะสมไขมันผ่านการยับยั้งการสังเคราะห์ไขมันและเพิ่มระดับ PPAR ซึ่งกระตุ้นการเกิดออกซิเดชันของกรดไขมันในตับ

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและลดภาวะดื้ออินซูลินในหญิงที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ มีการศึกษาผลของสาร oligosaccharides จากถั่วเหลือง (Glycine max (L.) Merr.) ต่อการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระและภาวะดื้ออินซูลินในหญิงที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จำนวน 97 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับสาร oligosaccharides จากถั่วเหลือง ขนาด 10 ก. ผสมในน้ำอุ่น 200-300 ซีซี ต่อวัน รับประทานก่อนนอน ร่วมกับการฉีดอินซูลิน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมที่ได้รับอินซูลินอย่างเดียว พบว่าสาร oligosaccharides จากถั่วเหลือง มีผลเพิ่มเอนไซม์ superoxide dismutase, catalase, glutathione peroxidase ลดระดับของ thiobarbituric acid reactive substance ลดระดับน้ำตาลในเลือด อินซูลิน ค่า insulin resistance index, ค่า islet βcells function index และเพิ่ม adiponectin นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มที่ได้รับสาร oligosaccharides จากถั่วเหลือง เวลาในการรักษาด้วยอินซูลินจะเพิ่มขึ้น แต่ขนาดของอินซูลินที่ใช้จะลดลง แสดงว่าสาร oligosaccharides จากถั่วเหลืองสามารถลดภาวะดื้ออินซูลินในหญิงที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ โดยเป็นผลมาจากฤทธิ์ในต้านอนุมูลอิสระของสารดังกล่าว

ฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และฤทธิ์ต้านการอักเสบของเปปไทด์จากโปรตีนในถั่วเหลือง มีการศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารเปปไทด์ที่แยกได้จากโปรตีนในถั่วเหลืองที่กำลังงอก (germinated soybean proteins) ซึ่งโปรตีนดังกล่าวจะถูกย่อยด้วยเอนไซม์ pepsin/pancreatin จนได้เปปไทด์ขนาดต่างๆ จากการศึกษาพบว่าเปปไทด์ในขนาดที่มากกว่า 10 kDa, ขนาด 5-10 kDa, และขนาดที่มากกว่า 5 kDa แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิด Caco-2, HT-29, และ HCT-116 นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบภายในเซลล์ macrophages ชนิด RAW 264.7 ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสาร lipopolysaccharide อีกด้วย โดยเปปไทด์ที่มีขนาด 5–10 kDa แสดงฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และต้านการอักเสบได้ดีที่สุด หลังจากนำเปปไทด์ขนาดดังกล่าวไปทำให้บริสุทธิ์ด้วยเทคนิค semi-preparative chromatography และพิสูจน์โครงสร้างทางเคมีด้วยวิธี HPLC-MS/MS พบว่าสารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ β-conglycinin และ glycinin ซึ่งมีกรดอะมิโนชนิด glutamine อยู่เป็นจำนวนมาก จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าสารเปปไทด์ที่แยกได้จากโปรตีนในถั่วเหลืองที่กำลังงอกมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ

สรรพคุณของทองกวาว

ทองกวาวนับเป็นพืชพื้นเมืองดั้งเดิมของไทยอีกชนิดหนึ่ง เพราะมีถิ่นกำเนิดที่เขตร้อนในบริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ เช่นใน ประเทศไทย พม่า กัมพูชา ลาว มาเลเซีย ศรีลังกา เนปาล อินเดีย ปากีสถาน และบังคลาเทศ สำหรับในประเทศไทย พบขึ้นทุกภาคโดยจะกระจายทั่วไปตามที่ราบลุ่มและในป่าเบญจพรรณ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 80-300 เมตร แต่มักจะพบมากทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่าภาคอื่นๆ

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณทองกวาว

มีการนำส่วนต่างๆของทองกวาวมาใช้ประโยชน์ในหลายๆด้าน เช่น ใช้เปลือกของต้นทองกวาว ทำเชือกและกระดาษได้ ส่วนกิ่งก้านและเนื้อไม้ทองกวาวใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน หรือยังใช้ก่อสร้างบ้านเรือน (ส่วนที่อยู่ในร่ม) และยังใช้ทำฟืนหรือเผาถ่าน สำหรับใบของทองกวาวชาวพิจิตรยังนิยมนำมาใช้ตากมะม่วงกวน เพราะจะได้มะม่วงกวนที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และในปัจจุบันยังนิยม นำทองกวาวมาปลูกในบริเวณอาคารบ้านเรือน สวนสาธารณะ และตามข้างถนนหนทาง เพราะสามารถให้ร่มเงาได้ดี และมีดอกงดงามสวยสะดุดตา ในส่วนสรรพคุณทางยาของทองกวาวนั้น

ตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณของทองกวาวไว้ว่า ราก รสเมาร้อน ใช้บำรุงธาตุ บำรุงประสาท แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ขับพยาธิ แก้ริดสีดวงทวาร แก้ตะคริว ดอก ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ หยอดตาแก้ตาแดง ตาแฉะ ตามัว ปวดเคืองตา ใช้แก้พิษฝี สมานแผล ปากเปื่อย ใบ ตำพอกแก้ฝีและสิว ถอนพิษ แก้ปวด แก้ท้องขึ้น แก้ริดสีดวง บำรุงกำลัง เมล็ด ขับไส้เดือน พยาธิ แก้ผิวหนังอักเสบ คันและแสบร้อน ผิวหนังเป็นผื่นแดง ยางจากต้น ใช้ฝาดสมาน ภายนอก และกินแก้ท้องเสีย ท้องร่วง

ลักษณะทั่วไปทองกวาว

ทองกวาวจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 8-15 เมตร ลำต้นส่วนมากจะคดงอ เนื่องจากตอนต้นยังเล็กๆจะมีลักษณะเป็นไม้กึ่งเลื้อย และแตกกิ่งต่ำ เมื่อยืนต้นได้จะแตกเรือนยอดแผ่กว้างไม่เป็นระเบียบและมีเปลือกสีเทาคล้ำแตกระแหงเป็นร่องตื้นๆ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย สีเขียวและมองเห็นเส้นใบชัดเจนจำนวน 3 ใบออกสลับกันโดยออกจากปลายก้านเดียวกันคล้ายใบทองหลาง ส่วนใบย่อยที่ปลายเป็นรูปไข่ หรือรูปป้อม โคนเบี้ยวปลายมนคล้ายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ส่วนใบย่อยด้านข้างทั้งสองจะไม่ค่อยเบี้ยว

สล็อต

ขนาดของใบกว้างประมาณ 10-12 เซนติเมตร มีความยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อ บริเวณปลายกิ่งและบริเวณกิ่งเหนือรอยแผลใบ โดยช่อดอกจะยาว 40-60 เซนติเมตร ส่วนดอกย่อยจะยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ดอกมีสีแสด ลักษณะคล้ายดอกถั่วหรือดอกแคขนาดใหญ่มี 5 กลีบ มีเกสรเพศผู้มี 10 อัน ส่วนโคนก้านเชื่อมติดกันเป็นหลอด ฝักรูปร่างแบน เมื่ออ่อนจะมีสีเขียวและเมื่อแก่เต็มที่จะเป็นสีน้ำตาลเหลือง กว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ส่วนในฝักมีเมล็ดบริเวณปลายฝัก 1-2 เมล็ด

การขยายพันธุ์ทองกวาว

ทองกวาวสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด และการปักชำกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในการขยายพันธุ์ในปัจจุบัน คือ การเพาะเมล็ด เพราะจะได้ต้นทองกวาวที่มีระบบรากที่แข็งแรง สามารถรองรับน้ำหนักและยึดกับดินได้ดี เมื่อมีลมพายุพัด นอกจากนี้ทองกวาวยังเป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกง่ายทนแล้งได้ดี ชอบดินร่วนที่มีความชื้นปานกลาง สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและการปลูกทองกวาวนั้น สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและการปลูกไม้ยืนต้นประเภทอื่นๆตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมีของดอกทองกวาวพบว่า มีสารสำคัญหลายชนิด อาทิเช่น Glabrin, Butrin, Kaempferol, Sulfurein, sitosterol, Glabrosaponin,Isobutrin, coreopsin, Isomonospermoside, Isocoreopsin, monospermoside, Stearic acid, Palmitic acid, และ Pongamin เป็นต้น

สล็อตออนไลน์


รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงธาตุ บำรุงประสาท แก้ท้องเฟ้อ ท้องขึ้น แก้ริดสีดวงทวาร โดยใช้รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงกำลัง แก้ท้องขึ้น แก้ริดสีดวงทวาร โดยใช้ใบมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ถอนพิษไข้ แก้กระหายน้ำขับปัสสาวะ โดยใช้ดอกแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม หรือ บดชงแบบชาก็ได้ ใช้ขับพยาธิไส้เดือน โดยใช้เมล็ดมาบุบพอแตกต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้อาการตาแดง ระคายเคืองตา เจ็บตา ตามัว ตาแฉะ ตาฟาง โดยใช้ดอกมาบีบเอาน้ำหยอดตา ใช้แก้อาการคัน แสบร้อน เป็นผื่นแดง โดยใช้เมล็ดบดให้ละเอียดผสมกับน้ำมะนาวทาบริเวณที่เป็น ใช้แก้ตะคริวโดยใช้รากสดมาทุบแล้วใช้ประคบบริเวณที่เป็น ใช้แก้สิว แก้ฝี แก้แผลอักเสบ โดยใช้ใบสดมาตำพอกบริเวณที่เป็น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดความอ้วน คอเรสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และระดับน้ำตาลในเลือด มีการศึกษาฤทธิ์ต้านความอ้วนของสารสกัดเมทานอลจากดอกทองกวาว (Butea monosperma (Lam.) Taub.) ในหนูแรทที่เหนี่ยวนำให้เกิดภาวะอ้วนด้วยการป้อนอาหารไขมันสูง จากนั้นป้อนหนูแรทที่ถูกเหนี่ยงนำให้อ้วนด้วยสารสกัดเมทานอลจากดอกทองกวาวขนาด 100, 200 และ 400 มก./กก./วัน เป็นเวลา 40 วัน จากนั้นทำการประเมินน้ำหนักตัวทุก 5 วัน ประเมินการสะสมไขมันในอวัยวะและร่างกาย การเคลื่อนไหว และตรวจวัดระดับคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์

รวมถึงน้ำตาลในเลือดในวันที่ 39 และ 40 ของการศึกษา ผลพบว่าการป้อนสารสกัดจากดอกทองกวาวที่ขนาด 400 มก./กก./วัน สามารถลดน้ำหนัก ระดับคอเลสเตอรอลรวม ไตรกลีเซอไรด์ และระดับน้ำตาลในเลือด ร่วมกับมีผลในการเพิ่มกิจกรรมการเคลื่อนไหวและอุณหภูมิร่างกายที่ลดลงจากภาวะอ้วนให้กลับสู่ค่าปกติ แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากดอกทองกวาวสามารถปรับปรุงดัชนีน้ำหนักและปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้

jumboslot

ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ มีการศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพของสารสกัดเมทานอลจากใบ, ลำต้น และดอกทองกวาว ( Butea monosperma Kuntze ) โดยแบ่งเป็นส่วนสกัดของเฮกเซน (n-hexane), เอทิล อะซีเตต (ethyl-acetate) และ บิวทานอล (n-butanol) จากนั้นนำแต่ละส่วนสกัดไปทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อโดยวิธี disk diffusion ปรากฏว่าให้ผลดังนี้ ส่วนสกัดเอทิล อะซีเตตของใบมีฤทธิ์แรงในการต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus และ S. epidermidis และต้านเชื้อรา Trichophyton mentagrophytes และ Microsporium gypseum

สารสกัดเมทานอล และส่วนสกัดเฮกเซนของดอกมีฤทธิ์แรงในการต้านเชื้อแบคทีเรีย Klebsiella pneumoniae และต้านเชื้อรา Aspergillus niger ส่วนสกัดเฮกเซน และเอทิล อะซีเตต ของสารสกัดเมทานอลจากลำต้น แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย K. pneumoniae และต้านเชื้อรา M. gypseum, T. mentagrophytes และ Sporothrix schenckii.

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาของดอกทองกวาวในต่างประเทศพบว่า มีฤทธิ์รักษาและปกป้องตับ มีฤทธิ์รักษาโรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคท้องเสียได้อีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

มีผลการศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดดอกทองกวาว ในหนูที่เป็นเบาหวานซึ่งทำการทดสอบพิษเฉียบพลันโดยการป้อนสารสกัดครั้งเดียวในขนาด 1,000 1,500 และ 2,000 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าสารสกัดทุกขนาดไม่ทำให้หนูทดลองตายและไม่แสดงอาการความเป็นพิษหลังให้สารสกัดภายใน 24 ชั่วโมง และสังเกตอาการต่อ 14 วัน และหนูทดลองทุกตัวมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่แตกต่างกัน (p<0.05)

slot

และมีผลการทดสอบพิษกึ่งเฉียบพลันด้วยการป้อนสารสกัดดอกทองกวาวขนาด 2,000 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แก่หนูทดลองทุกสองวัน เป็นเวลา 14 วัน ไม่พบหนูตายหรือแสดงอาการความเป็นพิษใดๆ ส่วนค่าเคมีโลหิต พบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดดอกทองกวาวในขนาดแตกต่างกันมีค่า BUN , Cr , Ab , TP , TG และ ALP สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับหนูควบคุม และค่าโลหิตวิทยา ได้แก่ Het , Hb , RBC และ WBC พบว่าหนูทดลองทุกกลุ่มมีค่าโลหิตวิทยาไม่แตกต่างกัน ยกเว้น WBC ในกลุ่มหนูปกติที่ได้รับสารสกัดในขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม มีจำนวน WBC ต่ำกว่าหนูปกติควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และหนูทุกตัวมีน้ำหนักตัวไม่แตกต่างกัน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

สตรีที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ทองกวาวเป็นสมุนไพรเพราะในเมล็ดทองกวาวพบสาร Butin ที่คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนของเพศหญิงโดยจะออกฤทธิ์ทำให้เกิดการบีบตัวของมดลูก
ในการใช้ทองกวาวเป็นสมุนไพรควรใช้ด้วยความระมัดระวังไม่ควรใช้เกินขนาดและไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากหลักฐานทางด้านความเป็นพิษยังมีอยู่น้อยมาก
เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ทองกวาวเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ปอเต่าไห้มีประโยชน์อย่างไร

ปอเต่าไห้เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย โดยเชื่อกันว่าบริเวณที่เป็นถิ่นกำเนิดดั้งเดิมนั้นอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ โดยมีรายงานว่ามีการค้นพบพืชชนิดนี้ครั้งแรกที่ประเทศไทย และในปัจจุบันมีเขตการกระจายพันธุ์ไปทั่วทั้ง 2 ภูมิภาคดังกล่าว สำหรับประเทศไทยสามารถพบปอเต่าไห้ได้เกือบทุกภาคของประเทศยกเว้นภาคใต้ จะพบได้บริเวณชายป่า หรือตามป่าเบญจพรรณป่าเต็งรัง ที่ค่อนข้างชื้น และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 500 เมตร

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณปอเต่าไห้

ในสมัยก่อนมีการนำเส้นใยของเปลือกต้นปอเต่าไห้มาฟั่นทำเป็นเชือกปอ และใช้ทำเครื่องจักสานต่างๆ เนื่องจากมีความเหนียวและทนทาน นอกจากนี้ยังมีการใช้ปอเต่าไห้มาเป็นสมุนไพรโดยมีสรรพคุณทางยาตามตำรายาไทยดังนี้ รากใช้เป็นยาระบาย แก่น แก้ไอ ขับเสมหะ แก้ประดง แก้หืด ขับลม แก้ผื่นคันตามผิวหนัง แก้โรคเรื้อน คุดทะราด ใบ ใช้รักษาโรคตา ผลใช้เป็นยาถ่าย

ลักษณะทั่วไปปอเต่าไห้

ปอเต่าไห้จัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยตั้งลำต้นตรง หรือไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง สูงได้ 2-5 เมตร เปลือกต้น สีน้ำตาลเข้มผิวเรียบ เปลือกมีความเหนียวและมีมือเกาะออกตรงข้าม ส่วนกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง ประปราย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม กว้าง 3-6 ซม. ยาว 5-10 ซม. ลักษณะรูปไข่หรือรูปรีขอบเรียบ ปลายแหลมหรือมน มีติ่งหนามเล็ก ๆ โคนรูปลิ่ม แผ่นใบหนา ด้านบนเป็นสีเขียวเกลี้ยงด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขนสีเทาสั้นนุ่มตามร่องเส้นใบด้านล่างและที่เส้นแขนงใบ โดยมีเส้นแขนงใบข้างละ 15-25 เส้น สามารถมองเห็นชัดเจนทั้งสองด้าน และก้านใบยาว 6-8 มม. ช่อดอก เป็นแบบช่อซี่ร่ม ออกบริเวณปลายกิ่ง ซึ่งจะมีจำนวนดอก 3-15 ดอก

ดอกเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ รูปลิ้น ยาวประมาณ 2.5 มม. เป็นแบบอวบน้ำ ปลายเป็นแฉกลึก 2 แฉก รูปขอบขนาน มีเกสรเพศผู้ 10 อัน เรียงเป็น 2 วง รังไข่รูปรี อยู่เหนือวงกลีบ ยาว 1-2 มม. ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยาว 1.5-2 มม. ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่ม มีก้านช่อดอก ยาว 2-5 ซม. ผลเป็นแบบผลสดลักษณะผลเกลี้ยงรูปไข่มีสีเขียว กว้าง 6-8 มม. ยาว 1-1.5 ซม. ปลายแหลมและมีผนังชั้นในแข็ง มีก้านผลยาว มีใบประดับ 2 ใบ สีน้ำตาลอ่อน ขนาด 2-4 เซนติเมตร เมล็ดรูปไข่ กว้าง 4-5 มม. ยาว 6-8 มม.

สล็อต

ต้นปอเต่าไห้ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อยตั้งตรง หรือเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง มีความสูงได้ประมาณ 2-5 เมตร เปลือกต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลเข้ม เหนียว มีมือเกาะออกตรงข้าม ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงขึ้นประปราย มีเขตการกระจายพันธุ์จากอินเดียจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบขึ้นแทบทุกภาค ยกเว้นทางภาคใต้ ขึ้นทั่วไปตามชายป่า บริเวณที่ค่อนข้างชื้น ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง โดยมักพบขึ้นปะปนอยู่กับต้นไม้พวกยางชนิดต่าง ๆ ที่ความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงที่ความสูงประมาณ 500 เมตร

ใบปอเต่าไห้ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม พบบ้างที่ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปรี พบบ้างที่มีลักษณะกลม ปลายใบแหลมหรือมน มักมีติ่งหนามเล็ก ๆ โคนใบเป็นรูปลิ่มหรือมน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นสีเขียว มีขนสีเทาสั้นนุ่มขึ้นประปรายถึงหนาแน่นตามร่องเส้นกลางใบ ด้านล่างเป็นสีเทา มีขนสั่นนุ่มขึ้นประปรายถึงแน่น โดยเฉพาะตรงเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบ เส้นแขนงใบมีข้างละ 15-25 เส้น เห็นได้ชัดเจนทั้งสองด้าน ก้านใบเกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่ม ยาวได้ประมาณ 0.6-0.8 เซนติเมตร เป็นร่องทางด้านบน

ดอกปอเต่าไห้ ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกเป็นแบบช่อซี่ร่ม มีจำนวนดอกประมาณ 3-15 ดอก ดอกเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง ก้านช่อดอกยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร ใบประดับเป็นเยื่อบางสีครีมแกมสีเขียวอ่อน ลักษณะเป็นรูปรี ปลายและโคนมน มีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร มีขนทั้งสองด้านติดทน ส่วนใบประดับย่อยมีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นรูปแถบ ติดทน กลีบเลี้ยงที่โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร มีขนทั้งสองด้าน สำหรับกลีบดอกนั้นจะมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปลิ้น มีความยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร อวบน้ำ ที่ปลายเป็นแฉกลึก 2 แฉก

ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน เรียงเป็น 2 วง ก้านชูอับเรณูเกลี้ยง ยาวได้ประมาณ 0.5-1.5 มิลลิเมตร อับเรณูยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร รังไข่เป็นรูปรี อยู่เหนือวงกลีบ ยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร มีขนคล้ายเส้นไหมหนาแน่น มี 1 ช่อง มีออวุล 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยาวได้ประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่ม

สล็อตออนไลน์

ผลปอเต่าไห้ เป็นผลสด ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ปลายแหลม ผิวเกลี้ยงหรือมีขนละเอียด ผนังชั้นในแข็ง ผลเป็นสีเขียว มีขนาดกว้างประมาณ 0.6-0.8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีก้านผลยาว มักพบร่องรอยของกลีบเลี้ยงที่โคนผล มีใบประดับสีน้ำตาลอ่อน 2 ใบ ขนาดประมาณ 2-4 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดลักษณะเป็นรูปไข่ ขนาดกว้างประมาณ 0.4-0.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.6-0.8 เซนติเมตร จะออกดอกและติดผลในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

การขยายพันธุ์ปอเต่าไห้

ปอเต่าไห้สามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เมล็ด ซึ่งในปัจจุบันยังไม่นิยมนำมาปลูกเป็นพืชทางการเกษตรหรือปลูกในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการขยายพันธุ์ของปอเต่าไห้จะเป็นการขยายพันธุทางธรรมชาติ แต่หากต้องการที่จะทำการปลูกหรือขยายพันธุ์ปอเต่าไห้ก็สามารถทำได้ โดยมีวิธีการเช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของรากปอเต่าไห้พบว่ามีสาระสำคัญดังนี้ รากพบ umbelliferone,chamaejasmin, nordentatin, linobiflavonoid,7-O-β-d-glucopyranosyl chamaejasmin, ormocarpin , ( – )-wikstromol, matairesinol, clausarin, carthamidin ,daphnoretin, (+)-lariciresinol

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้เป็นยาระบายโดยการนำรากประมาณ 2 ข้อนิ้ว มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไอขับเสมหะ ขับลม แก้หืด แก้ประดง แก้ผื่นคันตามผิวแห้ง แก้คุดตะราด โดยนำแก่นต้นมาทำให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วตากให้แห้ง จากนั้นนำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิโดยใช้ผลแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

jumboslot

ปอเต่าไห้ มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาทั่วไปไทยและต่างประเทศน้อยมาก แต่มีผลการศึกษาฉบับหนึ่งระบุว่า ในสารสกัดจากรากพบสาร daphnoretin ที่แสดงฤทธิ์กดการแสดงออกของยีนไว้รัสตับอักเสบบีในเซลล์ตับของมนุษย์ในหลอดทดลอง

ตำรายาไทยจะใช้แก่นปอเต่าไห้ เป็นยาแก้หืด, แก้ไอ, ขับเสมหะ, ขับลม, แก้ประดง (อาการของโรคผิวหนัง เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด มีอาการคันมาก และมักมีไข้ร่วมด้วย), แก้ผื่นคันตามผิวหนัง, แก้โรคเรื้อน, คุดทะราด (แก่น)
ใบนำมาต้มเป็นยารักษาโรคตา (ใบ)
ผลใช้เป็นยาถ่าย (ผล)
รากมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ยาพื้นบ้านจะใช้รากประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบาย (ราก)

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ปอเต่าไห้เป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคตามสรรพคุณในตำรายาต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้ เพราะยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทางพิษวิทยาและในการศึกษาทางเภสัชวิทยานั้นก็เป็นเพียงการศึกษาในหลอดทดลองเท่านั้น ดังนั้นในการใช้ควรใช้ในขนาดที่พอเหมาะไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้องรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้ปอเต่าไห้เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

slot

ไม้พุ่มรอเลื้อยตั้งตรง หรือไม้เถาเนื้อแข็ง สูง 2-5 เมตร เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลเข้ม เหนียว มีมือเกาะออกตรงข้าม กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง มีขนประปราย ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม พบบ้างที่เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปรี พบบ้างที่เป็นรูปกลม กว้าง 3-6 ซม. ยาว 5-10 ซม. ปลายแหลมหรือมน มักมีติ่งหนามเล็ก ๆ โคนรูปลิ่มหรือมน ขอบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ด้านบนสีเขียวเกลี้ยง มีขนสีเทาสั้นนุ่มตามร่องเส้นใบด้านล่างและที่เส้นแขนงใบ ประปรายถึงหนาแน่น เส้นแขนงใบข้างละ 15-25 เส้น ชัดเจนทั้งสองด้าน ก้านใบยาว 6-8 มม. เกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่ม ช่อดอก แบบช่อซี่ร่ม ออกที่ปลายกิ่ง จำนวนดอก 3-15 ดอก ดอกสีเขียวหรือสีเหลือง ออกเป็นช่อที่ปลากิ่ง

ก้านช่อดอก ยาว 2-5 ซม. ใบประดับเป็นเยื่อบางสีครีมแกมเขียวอ่อน รูปรี กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 2-5 ซม. ปลายและโคนมน มีขนทั้งสองด้านติดทน ใบประดับย่อย ขนาดเล็กรูปแถบ ติดทน กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ยาว 7-8 มม. ปลายแยกเป็น 5 แฉก กว้าง 1.5-2 มม.ยาว 3-4 มม. มีขนทั้งสองด้าน กลีบดอก 5 กลีบ รูปลิ้น ยาวประมาณ 2.5 มม. อวบน้ำ ปลายเป็นแฉกลึก 2 แฉก รูปขอบขนาน เกสรเพศผู้ 10 อัน เรียงเป็น 2 วง ก้านชูอับเรณู ยาว 0.5-1.5 มม. เกลี้ยง อับเรณูยาวประมาณ 1 มม. รังไข่รูปรี อยู่เหนือวงกลีบ ยาว 1-2 มม. มีขนคล้ายไหมหนาแน่น มี 1 ช่อง มีออวุล 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยาว 1.5-2 มม. ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่ม ผลสดรูปไข่ คล้ายผลผนังชั้นในแข็ง ผลมีสีเขียว กว้าง 6-8 มม. ยาว 1-1.5 ซม. ปลายแหลม เกลี้ยงหรือมีขนละเอียด มีก้านผลยาว มักพบร่องรอยของกลีบเลี้ยงที่โคนผล มีใบประดับ 2 ใบ สีน้ำตาลอ่อน ขนาด 2-4 เซนติเมตร เมล็ดรูปไข่ กว้าง 4-5 มม. ยาว 6-8 มม. พบทั่วไปตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ มักพบขึ้นปะปนอยู่กับไม้ต้นพวกยางชนิดต่างๆ ที่ความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 500 เมตร ออกดอกและติดผลระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน

สรรพคุณของหัวร้อยรู

หัวร้อยรูเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียโดย มีแหล่งกระจายพันธุ์ในประเทศอินเดียและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่เมียนม่าห์ ถึงอินโดนีเซียรวมถึงในหมู่เกาะแปซิฟิก และนิวกินี เป็น โดยมักจะพบในป่าดงดิบทั่วไป ส่วนในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณหัวร้อยรู

หัวร้อยรูถูกนำใช้เป็นยาสมุนไพรของไทยมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว โดยถูกนำมาใช้ทั้งในแบบสมุนไพรเชิงเดี่ยวและนำมาใช้เป็นส่วนประกอบเครื่องยาอื่นๆ ตามตำรายาต่างๆ ซึ่งสรรพคุณทางยาของหัวร้อยรูในตำรายาไทยได้ระบุไว้ว่า หัวมีรสเมาใช้บำรุงหัวใจ แก้โรคปอด ช่วยขับชีพจร แก้ปวดศีรษะ แก้พิษในข้อในกระดูก แก้เบาหวาน แก้พิษประดง แก้ข้อเข่าข้อเท้าบวม บำรุงน้ำนมในสตรีหลังคลอด และแก้มะเร็ง แก้ท้องร่วง ขับพยาธิ

นอกจากนี้หัวร้อยรูยังเป็น 1 ในส่วนผสมที่จัดอยู่ใน “พิกัดมหากาฬทั้ง 5” ที่ประกอบไปด้วย หัวร้อยรู หัวถั่วพู มหากาฬใหญ่ หัวกระเช้าผีมด มหากาฬนกยูง ซึ่งมีสรรพคุณ ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้พิษไข้ ใช้พาฬแก้พิษอักเสบ บวมช้ำ แก้น้ำเหลืองเสีย

ลักษณะทั่วไปหัวร้อยรู

หัวร้อยรูจัดเป็นพืชจำพวกฝาชนิดมีหัว ซึ่งเป็นไม้ที่อิงอาศัยเกาะตามต้นไม้อื่น ลำต้นสูง 25-60 เซนติเมตร มีลำต้นเป็นแบบอวบน้ำ โดยส่วนโคนต้นจะขยายใหญ่เป็นรูปกลมป้อมหรือโป่งพอง ต้นแก่บางต้นอาจจะมีหัวกลมโตขนาดเท่าลูกมะพร้าว ภายในหัวเป็นรู พรุนไปทั่วหัว สีของเนื้อเป็นสีน้ำตาลเข้มเนื้อนิ่ม ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามเป็นรูปหอกกว้างหรือรูปวงรี โคนใบสอบ ปลายใบมน กว้าง 2-7 เซนติเมตรและยา 4-15 เซนติเมตร แผ่นใบอวบน้ำหนาเรียบเนียน ผิวเรียบเกลี้ยงทั้งสองด้าน และมีก้านใบสั้น ประมาณ 2-5 มิลลิเมตร

ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวโดยจะออกเป็นกระจุก 2-5 ดอก ตามง่ามใบที่อยู่บนกิ่งและบริเวณรอบ ลักษณะดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกมี 4 กลีบเป็นแฉกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอดไม่มีก้านชูอับเรณูและไม่มีก้านดอก ผลเป็นผลสดรูปไข่กลับหรือรูปรี ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง ผลมีขนาดเล็กมาก กว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร

สล็อต

หัวร้อยรู หรือ ว่านหัวร้อยรู จัดเป็นพืชจำพวกหัว เป็นไม้ที่อิงอาศัยเกาะอยู่ตามต้นไม้อื่น หรือเรียกว่าไม้กาฝาก ลำต้นสูง 30-60 เซนติเมตร โคนต้นขยายใหญ่เป็นรูปกลมป้อมหรือเป็นพู มีลำต้นอวบน้ำ ที่โคนต้นโป่งพอง ต้นแก่จะมีหัวกลมโตขนาดเท่าลูกมะพร้าวห้าว ภายในหัวจะเป็นรูย้อนขึ้นและย้อนลง พรุนไปทั่วหัว เมื่อผ่าออกดูมักจะมีมดดำอาศัยอยู่ภายในหัว เนื้อนิ่ม มีสีน้ำตาลไหม้ หัวมีรสเมา

หัวร้อยรูมักขึ้นตามคาคบไม้ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดและวิธีการแยกกอ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน เป็นพืชที่ชอบความชื้นมากและแสงแดดปานกลาง มักขึ้นในป่าดงดิบทั่วไป ในประเทศไทยหัวร้อยรูมีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาค สำหรับในต่างประเทศที่พบก็ได้แก่ ประเทศพม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินโดจีน

ใบหัวร้อยรู มีใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน โคนใบสอบ ปลายใบมน แผ่นใบหนาเรียบเนียน อวบน้ำ ใบกว้างประมาณ 2-7 เซนติเมตรและยาวประมาณ 4-15 เซนติเมตร ผิวใบเรียบเกลี้ยงทั้งสองด้าน มีเส้นแขนงใบประมาณ 5-7 คู่เห็นไม่เด่นชัด ส่วนก้านใบสั้น ยาวประมาณ 2-5 มิลลิเมตร ส่วนหูใบเล็ก ลักษณะเป็นรูปไข่

ดอกหัวร้อยรู ออกดอกเดี่ยวเป็นกระจุกอยู่ตามง่ามใบและรอบข้อประมาณ 2-5 ดอก ดอกมีขนาดเล็ก ไม่มีก้านดอก กลีบดอกสีขาว กลีบดอกมี 4 แฉก เชื่อมติดกันเป็นหลอดไม่มีก้านชูอับเรณู และจะออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม

ผลหัวร้อยรู ลักษณะของผลเป็นรูปรี ผลสีเขียวและมีขนาดเล็กมาก มีขนาดกว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสดใส

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์หัวร้อยรู

หัวร้อยรูสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด การปักชำและการตอนกิ่ง แต่วิธีที่จะทำให้เกิดหัวจากการขยายพันธุ์มีเพียงการเพาะเมล็ดเท่านั้น ส่วนวิธีการปักชำและตอนกิ่งพันธุ์ที่ได้จะไม่สามารถพัฒนาให้เป็นหัวได้ ดังนั้นหากต้องการขยายพันธุ์หัวร้อยรูเพื่อให้ได้หัวนั้นต้องใช้วิธีเพาะเมล็ดแล้วนำต้นกล้าที่ได้ไปปลูกเท่านั้น ส่วนวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปลูกนั้นก็สามารถทำได้ เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและปลูกพืชชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมีหัวร้อยรู

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของหัวร้อยรูพบว่ามีสาระสำคัญที่อยู่ในหัวร้อยรู ได้แก่ สารกลุ่ม flavonoids และ phenolic compounds เช่น isoliquiritigenin, butin, protocatechualdehyde, butein รวมถึงสารกลุ่ม phytosterol เช่น stigmasterol β-silosterol และยังพบ Shapinic acid อีกด้วย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้บำรุงหัวใจ แก้พิษประดง แก้พิษในข้อในกระดูก แก้ข้อเข่าเท้าบวม แก้ปวดศีรษะ บำรุงน้ำนมสตรีหลังคลอด โดยใช้หัวแห้งฝานเป็นแผ่นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้เบาหวาน โดยนำหัวร้อยรูมาผสมกับต้นกำแพงเจ็ดชั้น หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ แก่นสัก หญ้ากันชาดทั้งต้น และรากทองพันชั่ง แล้วนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากหัวร้อยรูที่สกัดจากตัวทำละลายต่างๆ ในต่างประเทศหลายฉบับพบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้หัวร้อยรูเพื่อเป็นสมุนไพรทั้งในรูปแบบสมุนไพรเชิงเดี่ยว หรือใช้เป็นเครื่องยาหรือส่วนประกอบของตำรับยาต่างๆ ก็ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้เครื่องยาที่ถูกจัดเตรียมโดยผู้เชี่ยวชาญหรือหาซื้อตามห้างร้านที่น่าเชื่อถือและได้รับอนุญาตจาก อย.และควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำราต่างๆ ไม่ควรใช้เกินขนาดหรือใช้ติดเนื่องกันเป็นระยาเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังรวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะได้หัวร้อยรูเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ว่านหัวร้อยรูช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยขับชีพจร
ใช้เป็นยารักษาเบาหวาน ด้วยการนำหัวร้อยรูมาผสมกับแก่นสัก รากทองพันชั่ง ต้นกำแพงเจ็ดชั้น หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ และหญ้ากันชาดทั้งต้น นำมาต้มเป็นน้ำดื่ม
ใช้เป็นยาแก้พิษประดงหรืออาการของโรคผิวหนังที่มีผื่นคันเป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด มีอาการคันมาก และมักมีไข้ร่วมด้วยเสมอ (หัว)
หัวใช้ตำกินเป็นยาขับพยาธิ (หัว)
หัวใช้ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น ต้มกับน้ำดื่ม ช่วยรักษาโรคปอด (หัว)

slot

ใช้เป็นยาแก้พิษในข้อกระดูกหรือโรคกระดูกที่มีอาการเจ็บปวด กระดูกเปราะ ผิวหนังเป็นจ้ำ มีผื่น อาจจะเป็นแผลกินลึกถึงกระดูกได้ (หัว)
ช่วยแก้อาการปวดเข่า แก้ข้อเข่า แก้ข้อเท้าปวดบวม (หัว)
หัวร้อยรูช่วยป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง (หัว) สูตรยารักษามะเร็งของศูนย์อภิบาลผู้ป่วยมะเร็งธรรมชาติบำบัด อโรคยศาล วัดคำประมง สาขาเกาะสีชัง ระบุว่าให้ใช้ หัวร้อยรู 50 กรัม, โกฐจุฬา 50 กรัม, โกฐเชียง 50 กรัม, กำแพงเจ็ดชั้น 50 กรัม, ทองพันชั่ง 200 กรัม, เหงือกปลาหมอ 200 กรัม, หญ้าหนวดแมว 50 กรัม, ผีหมอบ (ไมยราบ) 100 กรัม, ข้าวเย็นเหนือ 200 กรัม, ข้าวเย็นใต้ 200 กรัม และไม้สักหิน 50 กรัม ก่อนการต้มยาให้จุดธูป 3 ดอก พร้อมเทียนคู่ และให้ทำสมาธิ ให้ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พร้อมทั้งสวดพระคาถาสักกัตวาฯ 3 จบ และอัญเชิญบารมีของพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา และท่านบรมครูชีวกโกมารภัจจ์ ที่เป็นผู้คิดค้นตำรับยานี้ แล้วให้นำไปปักไว้กลางแจ้ง เป็นอันเสร็จพิธี สำหรับวิธีทำให้นำสมุนไพรทั้งหมดใส่ในหม้อดินที่ใหญ่ที่สุด และให้ใส่น้ำฝนลงไปในหม้อดินพอท่วม เพื่อแช่ยาไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นให้ตั้งไฟแรงปานกลางแล้วปิดฝาหม้อ ต้มให้เดือดนาน 15 นาที (เริ่มนับตั้งแต่ยาเริ่มเดือดเต็มที่) แล้วยกหม้อยาลง แล้วรินน้ำยาเก็บไว้ในหม้อเคลือบใหญ่ที่มีหูหิ้ว เบอร์ 32 (ครั้งที่ 1) หลังจากนั้นให้เติมน้ำลงไปพอท่วมยา แล้วต้มให้เดือดประมาณ 15 นาที (เริ่มนับตั้งแต่ยาเริ่มเดือดเต็มที่) แล้วรินน้ำยามาเก็บรวมกับของเก่า (ครั้งที่ 2) เมื่อเสร็จแล้วให้ใส่น้ำให้ท่วมตัวยาอีกครั้ง แล้วทำเหมือนครั้งที่ 2 ส่วนกากที่เหลือทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำไปเทที่บริเวณต้นไม้โพธิ์
หัวร้อยรู จัดอยู่ในตำรับยา “พิกัดมหากาฬทั้ง 5” ซึ่งประกอบไปด้วย หัวร้อยรู หัวถั่วพู หัวกระเช้าผีมด มหากาฬใหญ่ และมหากาฬนกยูง โดยมีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อน แก้พิษไข้ ถอนพิษไข้ ไข้กาฬ ประดงผื่นคัน แก้พิษอักเสบ ช้ำบวม น้ำเหลืองเสีย (หัว)
ช่วยบำรุงน้ำนมของสตรี (หัว)

« Older posts