cathedraledetunis

Tag: ทำความรู้จักกับบานไม่รู้โรย

ทำความรู้จักกับบานไม่รู้โรย

ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของ บานไม่รู้โรยเชื่อกันว่าอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ บริเวณประเทศเม็กซิโกลงไป แล้วต่อมาจึงมีการกระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนต่างๆทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยนั้นคาดว่า บาน-ไม่รู้โรยน่าจะเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยพบชื่อในตำรายาพื้นบ้านดั้งเดิมหลายตำรับ รวมทั้งในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอปรัดเล ปี พ.ศ.2416 ได้บรรยายเอาไว้ว่า ” บานมิรู้โรย คือ ดอกไม้อย่างหนึ่ง บานแล้วไม่โรยไม่เหี่ยวเลย ดอกไม้อย่างอื่นบานแล้ว โรยเหี่ยวแห้งไป

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณบานไม่รู้โรย

ประโยชน์หลักของบานไม่รู้โรยที่คน ที่รู้จักกันดีคือ การนำมาตกแต่งในงานพิธีต่างๆ เพราะ มีความงดงามและคงทนได้นานแล้ว ยังถือเป็นดอกไม้มงคลชนิดหนึ่งด้วย เพราะมีความหมายว่ามีความยั่งยืนนานไม่ร่วงโรย โดยมักใช้ร้อยเป็นพวงมาลัยทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์หรือร้อยเป็นอุบะประดับในงานต่างๆ หรือจัดเป็นพานพุ่มสำหรับบูชาพระ นอกจากนี้ยังนิยมใช้บานไม่รู้โรยปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ

เนื่องจากมีความสวยงามจากสีของดอก และยังปลูกเลี้ยงและแต่งทรงพุ่มได้ง่าย ซึ่งจะนิยมนำมาปลูกประดับตามบ้านเรือน ตามสวนสาธารณะ และริมทางเดิน ริมถนน หรือใช้ปลูกตามอาคารสถานที่ต่างๆ

สำหรับสรรพคุณทางยาของบานไม่รู้โรยนั้นตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ว่าบานไม่รู้โรยดอกขาว (ตำรายาไทยให้ใช้บานไม่รู้โรยชนิดดอกขาวเท่านั้น) ดอกมีรสจืด ชุ่มสุขุม ใช้บำรุงตับ แก้นิ่ว แก้ไอระงับหอบหืด แก้ปวดศีรษะ บิด ไอกรน แก้ตาเจ็บ ขับปัสสาวะ แผลผื่นคัน ฝีประคำร้อย ต้นมีรสขื่นเล็กน้อย ขับ ปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้หนองใน แก้กระษัย กามโรค แก้กล่อนปัตตะคาด ขับระดูขาว รากมีรสเย็นขื่น ใช้รักษาโรคบิด แก้โรคระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ ขับปัสสาวะ ขับระดู บรรเทาอาการไอ แก้กษัย แก้พิษต่างๆ บานไม่รู้โรยทั้งห้า (ต้น,ราก,ดอก,ใบ,ผล) แก้ไอหรือรากเป็นเลือด แก้เลือดออกจากทวารทั้งเก้า

ลักษณะทั่วไปบานไม่รู้โรย

บานไม่รู้โรยจัดเป็นไม้ล้มลุก เนื้อ อ่อน พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร หรืออาจเอนรวมไปกับดิน ลำต้นมีขนสีขาวปกคลุม แตกกิ่งก้านสาขามาก ตามลำต้นกิ่งก้าน เป็นเหลี่ยมมีร่องยาวตามกิ่ง ตามข้อกิ่งมักจะพองออกเล็กน้อย และมีขนละเอียดสั้นปกคลุมด้วย ใบออกเป็นแบบใบเดี่ยวตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ สลับเวียนกันไปตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอกหรือรี รูปขอบขนาน ขนสั้นๆขึ้นปกคลุม ปลายใบแหลม โคนใบสอบ

ส่วนขอบใบเรียบหรืออาจมีคลื่นเล็กน้อยเนื้อใบนิ่ม มีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ส่วนก้านใบสั้น ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ดอกออกเป็นกระจุกทรงกลม มีดอกย่อยแบบสมบูรณ์เพศที่มีลักษณะแข็งเนื้อหนาปลายกลีบมากมายที่ตั้งอยู่บนก้านช่อดอกโดยจะดอกตรงส่วนปลายของกิ่งแขนง และจะออก พร้อมกันทีละมากๆ ทรงดอกค่อนจะข้างกลม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.15-2 เซนติเมตร มีสีขาว ม่วง และแดงรวมถึงยังมีใบประดับ สีเขียว 2 ใบอยู่ใต้ฐานล่าง

สล็อต

สำหรับความพิเศษของดอกบานไม่รู้โรย คือเมื่อติดเมล็ดแล้วกลีบดอกยังคงติดอยู่กับก้านดอกไม่ร่วงหล่นเหี่ยวเฉาหรือเปลี่ยนสี ผลเป็นผลแห้ง ลักษณะเป็นกระเปาะขนาดเล็ก รูปไข่แกมรูปขอบขนานเปลือกค่อนข้างบาง มีขนาดประมาณ 2.5 มิลลิเมตร ภายในมีเมล็ดลักษณะแบนๆเป็นมันสีน้ำตาลอ่อน

การขยายพันธุ์บานไม่รู้โรย

บานไม่รู้โรยสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้ นำเมล็ดบานไม่รู้โรยมาแช่น้ำประมาณ 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้เปลือกหุ้มเมล็ดดูดน้ำจนชุ่ม แล้วจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะ ที่มีเถ้าแกลบผสมทราย อัตราส่วน 4:1 รดน้ำให้ชุ่มทุกวันเมื่อผ่านไป 7-10 วัน เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้า และเมื่อต้นกล้าเริ่มมีใบจริง 1-2 คู่ ก็สามารถย้ายไปปลูกในแปลงได้ 30×30 เซนติเมตร หรือ 40×40 เซนติเมตร โดยปลูกหลุมละ 1 ต้น

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆ ของบานไม่รู้โรยพบสารสำคัญดังนี้ Gomphrenin I, Gomphrenin V, Allantoin , Campesterol, Amaranthin,Quercetin , β-sitosterol , Isoamaranthin , Kaempferol , stigmastero และในเมล็ดยังพบน้ำมันอีกด้วย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้หอบหืด บิดมูก โดยใช้ดอกสด 15-20 ดอก ล้างให้สะอาดต้มกับน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือครึ่งหนึ่งแล้วกรองดื่มครั้งละ 1 แก้ว (200 ซีซี) ใช้ดอก 10 ดอก ต้มน้ำผสมเหล้าเล็กน้อย ดื่มวันละ 3 ครั้ง ใช้แก้เด็กตัวร้อนตาเจ็บ โดยใช้ดอกสดประมาณ 10-14 ดอกนำมาต้มกับน้ำดื่ม ขับปัสสาวะ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับนิ่วในทางเดินปัสสาวะ โดยใช้ต้นและรากมาต้มกับน้ำดื่มหรือใช้ดอก 3-10 กรัมมาต้มกับน้ำดื่มบ่อยๆ ก็ได้เช่นกัน ใช้ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว และโรคหนองใน

โดยใช้ต้นสด 100 กรัม ล้างให้สะอาดต้มกับน้ำ 1 ลิตร นานประมาณ 10-15 นาที กรองเอาน้ำดื่ม วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร แก้ปวดศีรษะ ลมขึ้นศีรษะ แก้เวียนศีรษะ ด้วยการใช้ดอก 10 กรัมและหญ้าแซ่ม้า 20 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้กษัย แก้กามโรค แก้หนองใน แก้ตกขาว ขับระดูในสตรี โดยใช้ทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ฝีหนอง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยโดยใช้ต้นสดพอประมาณมาตำพอกบริเวณที่เป็น

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของดอกบานไม่รู้โรยในการทดลองทั้งหมดสามสี ได้แก่ สีม่วงสีชมพู และสีขาว ซึ่งถูกสกัดด้วยตัวทำละลายผสมระหว่างโพรพิลินไกลคอลและน้ำ 50% นำสารสกัดมาทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ ABTS ทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase และหาปริมาณ total phenolic content และ total flavonoid content จากผลการทดสอบพบว่าสารสกัดดอกบานไม่รู้โรยสีม่วงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีที่สุดเมื่อทดสอบด้วยวิธี ABTS โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 0.013mg/mL และอย่างไรก็ตามผลการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

ด้วยวิธี DPPH พบว่าสารสกัดดอกบานไม่รู้โรยสีม่วงมีค่าต่ำสุดการวิเคราะห์ปริมาณ total phenolic content และ total flavonoid content พบว่าสารสกัดดอกบานไม่รู้โรยสีม่วงมีปริมาณมากที่สุดเท่ากับ 8.88µg gallic acid equivalent/g extract และ 4.50µg catechin equivalent/g extract ตามลำดับเมื่อทำการศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ tyrosinase พบว่าสารสกัดบานไม่รู้โรยสีม่วงมีฤทธิ์ในการยับยั้งดีที่สุด มีค่า IC50 เท่ากับ 4.26µg/mL

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาในต่างประเทศยังระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชของบานไม่รู้โรยว่ามีฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ ฤทธิ์ต้านเชื้อมะเร็ง และฤทธิ์ต่อต้านภูมิแพ้ เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการนำดอกบานไม่รู้โรยมาใช้เป็นยาให้เลือกดอกชนิดสีขาวที่แก่นำไปตากให้แห้งและเด็ดก้านดอกออก จากนั้นจึงเก็บดอกไว้ใช้เป็นยาต่อไป
สำหรับการใช้บานไม่รู้โรยมาเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรเตรียมตัวยาให้ถูกต้องตามตำรับตำรายาต่างๆ หรือควรเลือกซื้อตัวยาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. และควรใช้ในขนาดและปริมาณที่เหมาะสม

jumboslot

ไม่ควรใช้มากจะเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้บานไม่รู้โรยเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นบานไม่รู้โรย เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ บ้างก็ว่ามีถิ่นกำเนิดในเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกา โดยจัดเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุประมาณ 1 ปี มีความสูงของต้นประมาณ 50 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านบริเวณยอดต้น กิ่งก้านเป็นเหลี่ยมและมีร่อง ลำต้นอ่อนมีขนสีขาวปกคลุม ตามข้อต้นพองออกเล็กน้อย ข้อต้นเป็นสีแดง แต่บางต้นข้อต้นก็เป็นสีเขียว นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด แม้เมล็ดที่ร่วงหล่นลงใต้ต้นก็ยังสามารถนำไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้โดยไม่ต้องเพาะ โดยให้ปลูกไว้กลางแจ้งที่ได้รับแสงแดดแบบเต็มที่ และสามารถปลูกในดินชนิดใดก็ได้ แต่ควรเติมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยผสมลงไปในดินก่อนปลูก ส่วนการรดน้ำก็ให้รดตามความจำเป็น เพราะพรรณไม้ชนิดนี้จะทนแล้งได้ดีกว่าแฉะ จึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวันจนน้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้ต้นเน่าตายได้ โดยสายพันธุ์ที่นิยมใช้ปลูกมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ Tall Mixture (เป็นพันธุ์ต้นสูง มีความสูงของพุ่มประมาณ 18 นิ้ว มีทั้งสีขาวและสีแดงอมม่วง) และพันธุ์ Buddy (พุ่มสูงเพียง 9 นิ้ว ดอกเป็นสีแดงอมม่วง เหมาะที่จะนำมาปลูกเป็นกลุ่มก้อนเพื่อประดับอาคารหรือปลูกเป็นพืชคลุมดิน)

ใบบานไม่รู้โรย ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบมีขนสีขาว เนื้อใบมีลักษณะนิ่ม ก้านใบสั้น ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร และมีขนสีขาว

ดอกบานไม่รู้โรย ออกดอกเป็นกระจุกทรงกลมบริเวณปลายกิ่ง มีดอกย่อยอัดกันแน่น แต่ละช่อดอกจะมีดอกย่อยประมาณ 2-3 ดอก ลักษณะของดอกเป็นรูปทรงกลมขนาดเท่าผลพุทรา ดอกเป็นสีขาว สีแดงแก่ สีม่วง หรือสีชมพูอ่อน (แต่จะใช้ดอกขาวมาเป็นยา เพราะสีขาวเป็นสีที่บริสุทธิ์ เมื่อนำมาทำยาแล้วจะไม่มีสีอะไรมาเจือปน) มีลักษณะแข็ง กลีบดอกมีขนาดเล็กเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ทั้งดอก ปลายกลีบแหลมคล้ายขนแข็ง ๆ และมีใบประดับหรือกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว มีอยู่ด้วยกัน 2 กลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร อีกทั้งกลีบดอกยังไม่หลุดร่วงได้ง่าย แม้ว่าดอกจะแก่หรือแห้งแล้วก็ตาม จึงเป็นที่มาของชื่อ “บานไม่รู้โรย”

[NPC5]
สรรพคุณของบานไม่รู้โรย
ทั้งต้นและรากมีรสเย็นขื่น นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้กษัย (ทั้งต้นและราก)
ดอกและต้นมีรสหวาน ขื่น ชุ่ม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอดและตับ ใช้เป็นยาแก้ตับร้อนหรือธาตุไฟเข้าตับ ช่วยแก้ตาเจ็บ ตามัว อันเนื่องจากธาตุไฟเข้าตับ (ต้น, ดอก)
ใช้แก้เด็กตัวร้อนตาเจ็บ ด้วยการใช้ดอกสดประมาณ 10-14 ดอกนำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้ผสมกับฟักเชื่อมแห้ง นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยา (ดอก)
ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้ลมขึ้นศีรษะ ทำให้เวียนศีรษะ ด้วยการใช้ดอก 10 กรัมและหญ้าแซ่ม้า 20 กรัมนำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ดอก)
ใช้แก้เด็กเป็นโรคลมชัก ด้วยการใช้ดอก 10 ดอกผสมกับตั๊กแตนแห้ง 7 ตัว (Oxya chinensis thumb.) นำมาตุ๋นเป็นยารับประทาน (ดอก)
ช่วยแก้อาการไอ (ทั้งต้นและราก, ดอก) แก้อาการไอเป็นเลือด เลือดออกตามทวารทั้งเก้า (ดอกและต้น, ทั้งห้าส่วน) แก้ไอกรน (ดอก)
ใช้แก้หืดหอบ ไอหืด ไอหอบ หลอดลมอักเสบ ด้วยการใช้ดอกแห้งประมาณ 10-15 กรัมนำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้ดอก 10 ดอกนำมาต้มผสมกับเหล้าเล็กน้อย ใช้ดื่มวันละ 3 ครั้ง หรือให้ใช้สารที่สกัดได้จากดอกทำเป็นยาฉีด โดยใช้ครั้งละ 0.3 ซีซี ถ้าหากมีเสมหะมากให้เพิ่มปริมาณได้อีกตามที่แพทย์สั่ง (ดอก)
ช่วยขับเสมหะ (ดอก)
ช่วยรักษาโรควัณโรคในปอด (ดอก)
ช่วยรักษาโรคบิด (ทั้งต้นและราก, ดอก) ช่วยแก้บิดมูก ให้ใช้ดอก 10 ดอกนำมาต้มกับน้ำผสมกับเหล้าเล็กน้อย ใช้ดื่มเป็นยา (ดอก)

ทำความรู้จักกับบานไม่รู้โรย

ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของ บานไม่รู้โรยเชื่อกันว่าอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ บริเวณประเทศเม็กซิโกลงไป แล้วต่อมาจึงมีการกระจายพันธุ์ไปยังเขตร้อนต่างๆทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยนั้นคาดว่า บาน-ไม่รู้โรยน่าจะเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยพบชื่อในตำรายาพื้นบ้านดั้งเดิมหลายตำรับ รวมทั้งในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอปรัดเล ปี พ.ศ.2416 ได้บรรยายเอาไว้ว่า ” บานมิรู้โรย คือ ดอกไม้อย่างหนึ่ง บานแล้วไม่โรยไม่เหี่ยวเลย ดอกไม้อย่างอื่นบานแล้ว โรยเหี่ยวแห้งไป

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณบานไม่รู้โรย

ประโยชน์หลักของบานไม่รู้โรยที่คน ที่รู้จักกันดีคือ การนำมาตกแต่งในงานพิธีต่างๆ เพราะ มีความงดงามและคงทนได้นานแล้ว ยังถือเป็นดอกไม้มงคลชนิดหนึ่งด้วย เพราะมีความหมายว่ามีความยั่งยืนนานไม่ร่วงโรย โดยมักใช้ร้อยเป็นพวงมาลัยทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์หรือร้อยเป็นอุบะประดับในงานต่างๆ หรือจัดเป็นพานพุ่มสำหรับบูชาพระ นอกจากนี้ยังนิยมใช้บานไม่รู้โรยปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ

เนื่องจากมีความสวยงามจากสีของดอก และยังปลูกเลี้ยงและแต่งทรงพุ่มได้ง่าย ซึ่งจะนิยมนำมาปลูกประดับตามบ้านเรือน ตามสวนสาธารณะ และริมทางเดิน ริมถนน หรือใช้ปลูกตามอาคารสถานที่ต่างๆ

สำหรับสรรพคุณทางยาของบานไม่รู้โรยนั้นตามตำรายาไทยได้ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ว่าบานไม่รู้โรยดอกขาว (ตำรายาไทยให้ใช้บานไม่รู้โรยชนิดดอกขาวเท่านั้น) ดอกมีรสจืด ชุ่มสุขุม ใช้บำรุงตับ แก้นิ่ว แก้ไอระงับหอบหืด แก้ปวดศีรษะ บิด ไอกรน แก้ตาเจ็บ ขับปัสสาวะ แผลผื่นคัน ฝีประคำร้อย ต้นมีรสขื่นเล็กน้อย ขับ ปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้หนองใน แก้กระษัย กามโรค แก้กล่อนปัตตะคาด ขับระดูขาว รากมีรสเย็นขื่น ใช้รักษาโรคบิด แก้โรคระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ ขับปัสสาวะ ขับระดู บรรเทาอาการไอ แก้กษัย แก้พิษต่างๆ บานไม่รู้โรยทั้งห้า (ต้น,ราก,ดอก,ใบ,ผล) แก้ไอหรือรากเป็นเลือด แก้เลือดออกจากทวารทั้งเก้า

ลักษณะทั่วไปบานไม่รู้โรย

บานไม่รู้โรยจัดเป็นไม้ล้มลุก เนื้อ อ่อน พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร หรืออาจเอนรวมไปกับดิน ลำต้นมีขนสีขาวปกคลุม แตกกิ่งก้านสาขามาก ตามลำต้นกิ่งก้าน เป็นเหลี่ยมมีร่องยาวตามกิ่ง ตามข้อกิ่งมักจะพองออกเล็กน้อย และมีขนละเอียดสั้นปกคลุมด้วย ใบออกเป็นแบบใบเดี่ยวตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ สลับเวียนกันไปตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอกหรือรี รูปขอบขนาน ขนสั้นๆขึ้นปกคลุม ปลายใบแหลม โคนใบสอบ

ส่วนขอบใบเรียบหรืออาจมีคลื่นเล็กน้อยเนื้อใบนิ่ม มีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ส่วนก้านใบสั้น ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ดอกออกเป็นกระจุกทรงกลม มีดอกย่อยแบบสมบูรณ์เพศที่มีลักษณะแข็งเนื้อหนาปลายกลีบมากมายที่ตั้งอยู่บนก้านช่อดอกโดยจะดอกตรงส่วนปลายของกิ่งแขนง และจะออก พร้อมกันทีละมากๆ ทรงดอกค่อนจะข้างกลม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.15-2 เซนติเมตร มีสีขาว ม่วง และแดงรวมถึงยังมีใบประดับ สีเขียว 2 ใบอยู่ใต้ฐานล่าง

สล็อต

สำหรับความพิเศษของดอกบานไม่รู้โรย คือเมื่อติดเมล็ดแล้วกลีบดอกยังคงติดอยู่กับก้านดอกไม่ร่วงหล่นเหี่ยวเฉาหรือเปลี่ยนสี ผลเป็นผลแห้ง ลักษณะเป็นกระเปาะขนาดเล็ก รูปไข่แกมรูปขอบขนานเปลือกค่อนข้างบาง มีขนาดประมาณ 2.5 มิลลิเมตร ภายในมีเมล็ดลักษณะแบนๆเป็นมันสีน้ำตาลอ่อน

การขยายพันธุ์บานไม่รู้โรย

บานไม่รู้โรยสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด โดยมีวิธีการดังนี้ นำเมล็ดบานไม่รู้โรยมาแช่น้ำประมาณ 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้เปลือกหุ้มเมล็ดดูดน้ำจนชุ่ม แล้วจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะ ที่มีเถ้าแกลบผสมทราย อัตราส่วน 4:1 รดน้ำให้ชุ่มทุกวันเมื่อผ่านไป 7-10 วัน เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้า และเมื่อต้นกล้าเริ่มมีใบจริง 1-2 คู่ ก็สามารถย้ายไปปลูกในแปลงได้ 30×30 เซนติเมตร หรือ 40×40 เซนติเมตร โดยปลูกหลุมละ 1 ต้น

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆ ของบานไม่รู้โรยพบสารสำคัญดังนี้ Gomphrenin I, Gomphrenin V, Allantoin , Campesterol, Amaranthin,Quercetin , β-sitosterol , Isoamaranthin , Kaempferol , stigmastero และในเมล็ดยังพบน้ำมันอีกด้วย

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้หอบหืด บิดมูก โดยใช้ดอกสด 15-20 ดอก ล้างให้สะอาดต้มกับน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือครึ่งหนึ่งแล้วกรองดื่มครั้งละ 1 แก้ว (200 ซีซี) ใช้ดอก 10 ดอก ต้มน้ำผสมเหล้าเล็กน้อย ดื่มวันละ 3 ครั้ง ใช้แก้เด็กตัวร้อนตาเจ็บ โดยใช้ดอกสดประมาณ 10-14 ดอกนำมาต้มกับน้ำดื่ม ขับปัสสาวะ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับนิ่วในทางเดินปัสสาวะ โดยใช้ต้นและรากมาต้มกับน้ำดื่มหรือใช้ดอก 3-10 กรัมมาต้มกับน้ำดื่มบ่อยๆ ก็ได้เช่นกัน ใช้ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว และโรคหนองใน

โดยใช้ต้นสด 100 กรัม ล้างให้สะอาดต้มกับน้ำ 1 ลิตร นานประมาณ 10-15 นาที กรองเอาน้ำดื่ม วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร แก้ปวดศีรษะ ลมขึ้นศีรษะ แก้เวียนศีรษะ ด้วยการใช้ดอก 10 กรัมและหญ้าแซ่ม้า 20 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้กษัย แก้กามโรค แก้หนองใน แก้ตกขาว ขับระดูในสตรี โดยใช้ทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ฝีหนอง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยโดยใช้ต้นสดพอประมาณมาตำพอกบริเวณที่เป็น

สล็อตออนไลน์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของดอกบานไม่รู้โรยในการทดลองทั้งหมดสามสี ได้แก่ สีม่วงสีชมพู และสีขาว ซึ่งถูกสกัดด้วยตัวทำละลายผสมระหว่างโพรพิลินไกลคอลและน้ำ 50% นำสารสกัดมาทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ ABTS ทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase และหาปริมาณ total phenolic content และ total flavonoid content จากผลการทดสอบพบว่าสารสกัดดอกบานไม่รู้โรยสีม่วงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีที่สุดเมื่อทดสอบด้วยวิธี ABTS โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 0.013mg/mL และอย่างไรก็ตามผลการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

ด้วยวิธี DPPH พบว่าสารสกัดดอกบานไม่รู้โรยสีม่วงมีค่าต่ำสุดการวิเคราะห์ปริมาณ total phenolic content และ total flavonoid content พบว่าสารสกัดดอกบานไม่รู้โรยสีม่วงมีปริมาณมากที่สุดเท่ากับ 8.88µg gallic acid equivalent/g extract และ 4.50µg catechin equivalent/g extract ตามลำดับเมื่อทำการศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ tyrosinase พบว่าสารสกัดบานไม่รู้โรยสีม่วงมีฤทธิ์ในการยับยั้งดีที่สุด มีค่า IC50 เท่ากับ 4.26µg/mL

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาในต่างประเทศยังระบุถึงฤทธิ์ทางเภสัชของบานไม่รู้โรยว่ามีฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ ฤทธิ์ต้านเชื้อมะเร็ง และฤทธิ์ต่อต้านภูมิแพ้ เป็นต้น

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการนำดอกบานไม่รู้โรยมาใช้เป็นยาให้เลือกดอกชนิดสีขาวที่แก่นำไปตากให้แห้งและเด็ดก้านดอกออก จากนั้นจึงเก็บดอกไว้ใช้เป็นยาต่อไป
สำหรับการใช้บานไม่รู้โรยมาเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรเตรียมตัวยาให้ถูกต้องตามตำรับตำรายาต่างๆ หรือควรเลือกซื้อตัวยาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. และควรใช้ในขนาดและปริมาณที่เหมาะสม

jumboslot

ไม่ควรใช้มากจะเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้บานไม่รู้โรยเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ต้นบานไม่รู้โรย เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ บ้างก็ว่ามีถิ่นกำเนิดในเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกา โดยจัดเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุประมาณ 1 ปี มีความสูงของต้นประมาณ 50 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านบริเวณยอดต้น กิ่งก้านเป็นเหลี่ยมและมีร่อง ลำต้นอ่อนมีขนสีขาวปกคลุม ตามข้อต้นพองออกเล็กน้อย ข้อต้นเป็นสีแดง แต่บางต้นข้อต้นก็เป็นสีเขียว นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด แม้เมล็ดที่ร่วงหล่นลงใต้ต้นก็ยังสามารถนำไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้โดยไม่ต้องเพาะ โดยให้ปลูกไว้กลางแจ้งที่ได้รับแสงแดดแบบเต็มที่ และสามารถปลูกในดินชนิดใดก็ได้ แต่ควรเติมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยผสมลงไปในดินก่อนปลูก ส่วนการรดน้ำก็ให้รดตามความจำเป็น เพราะพรรณไม้ชนิดนี้จะทนแล้งได้ดีกว่าแฉะ จึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวันจนน้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้ต้นเน่าตายได้ โดยสายพันธุ์ที่นิยมใช้ปลูกมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ Tall Mixture (เป็นพันธุ์ต้นสูง มีความสูงของพุ่มประมาณ 18 นิ้ว มีทั้งสีขาวและสีแดงอมม่วง) และพันธุ์ Buddy (พุ่มสูงเพียง 9 นิ้ว ดอกเป็นสีแดงอมม่วง เหมาะที่จะนำมาปลูกเป็นกลุ่มก้อนเพื่อประดับอาคารหรือปลูกเป็นพืชคลุมดิน)

ใบบานไม่รู้โรย ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบมีขนสีขาว เนื้อใบมีลักษณะนิ่ม ก้านใบสั้น ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร และมีขนสีขาว

ดอกบานไม่รู้โรย ออกดอกเป็นกระจุกทรงกลมบริเวณปลายกิ่ง มีดอกย่อยอัดกันแน่น แต่ละช่อดอกจะมีดอกย่อยประมาณ 2-3 ดอก ลักษณะของดอกเป็นรูปทรงกลมขนาดเท่าผลพุทรา ดอกเป็นสีขาว สีแดงแก่ สีม่วง หรือสีชมพูอ่อน (แต่จะใช้ดอกขาวมาเป็นยา เพราะสีขาวเป็นสีที่บริสุทธิ์ เมื่อนำมาทำยาแล้วจะไม่มีสีอะไรมาเจือปน) มีลักษณะแข็ง กลีบดอกมีขนาดเล็กเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ทั้งดอก ปลายกลีบแหลมคล้ายขนแข็ง ๆ และมีใบประดับหรือกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว มีอยู่ด้วยกัน 2 กลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร อีกทั้งกลีบดอกยังไม่หลุดร่วงได้ง่าย แม้ว่าดอกจะแก่หรือแห้งแล้วก็ตาม จึงเป็นที่มาของชื่อ “บานไม่รู้โรย”

[NPC5]
สรรพคุณของบานไม่รู้โรย
ทั้งต้นและรากมีรสเย็นขื่น นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้กษัย (ทั้งต้นและราก)
ดอกและต้นมีรสหวาน ขื่น ชุ่ม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอดและตับ ใช้เป็นยาแก้ตับร้อนหรือธาตุไฟเข้าตับ ช่วยแก้ตาเจ็บ ตามัว อันเนื่องจากธาตุไฟเข้าตับ (ต้น, ดอก)
ใช้แก้เด็กตัวร้อนตาเจ็บ ด้วยการใช้ดอกสดประมาณ 10-14 ดอกนำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้ผสมกับฟักเชื่อมแห้ง นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยา (ดอก)
ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้ลมขึ้นศีรษะ ทำให้เวียนศีรษะ ด้วยการใช้ดอก 10 กรัมและหญ้าแซ่ม้า 20 กรัมนำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ดอก)
ใช้แก้เด็กเป็นโรคลมชัก ด้วยการใช้ดอก 10 ดอกผสมกับตั๊กแตนแห้ง 7 ตัว (Oxya chinensis thumb.) นำมาตุ๋นเป็นยารับประทาน (ดอก)
ช่วยแก้อาการไอ (ทั้งต้นและราก, ดอก) แก้อาการไอเป็นเลือด เลือดออกตามทวารทั้งเก้า (ดอกและต้น, ทั้งห้าส่วน) แก้ไอกรน (ดอก)
ใช้แก้หืดหอบ ไอหืด ไอหอบ หลอดลมอักเสบ ด้วยการใช้ดอกแห้งประมาณ 10-15 กรัมนำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้ดอก 10 ดอกนำมาต้มผสมกับเหล้าเล็กน้อย ใช้ดื่มวันละ 3 ครั้ง หรือให้ใช้สารที่สกัดได้จากดอกทำเป็นยาฉีด โดยใช้ครั้งละ 0.3 ซีซี ถ้าหากมีเสมหะมากให้เพิ่มปริมาณได้อีกตามที่แพทย์สั่ง (ดอก)
ช่วยขับเสมหะ (ดอก)
ช่วยรักษาโรควัณโรคในปอด (ดอก)
ช่วยรักษาโรคบิด (ทั้งต้นและราก, ดอก) ช่วยแก้บิดมูก ให้ใช้ดอก 10 ดอกนำมาต้มกับน้ำผสมกับเหล้าเล็กน้อย ใช้ดื่มเป็นยา (ดอก)