cathedraledetunis

Tag: ผลไม้ไทย (Page 1 of 2)

คุณค่าทางโภชนาการของมะละกอ

มะละกอ ( papaya ) ชื่อวิทยาศาสตร์ของมะละกอ คือ Carica papaya L ผลไม้ สมุนไพร สรรพคุณของมะละกอ ช่วยดูแลช่องปาก ดูแลเหงือกและฟัน ช่วยยาถ่ายพยาธิ ช่วยขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย บำรุงสายตาและระบบประสาท ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน สารต้านอนุมูลอิสระ มะละกอเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดที่ทวีปอเมริกา ชาวต่างชาตินำเข้ามา ซึ่งปัจจุบันมะละกอเถือเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยเลย มะละกอนิยมนำมาทำ ส้มตำ ( papaya salad )

เครดิตฟรี

ต้นมะละกอ ภาษาอังกฤษ เรียก papaya มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carica papaya L ชื่ออื่นของมะละกอ เช่น บักหุ่ง ก้วยลา แตงต้น มะก้วยเทศ มะเต๊ะ ลอกอ เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของมะละกอ

นมะละกอให้คุณค่าทางอาหารมากมาย นักโภขนาการ พบว่าในมะละกอ 100 กรัม ให้พลังงาน 23 กิโลแคลอรี มีสารอาหารประกอบด้วย เหล็ก 0.5 มิลลิกรัม เส้นใยอาหาร 1.3 กรัม วิตามิน ซี 34 มิลลิกรัม วิตามิน บี 2 0.2 มิลลิกรัม วิตามิน บี 1 0.5 มิลลิกรัม แคลเซี่ยม 13 มิลลิกรัมฟอสฟอรัส 13 มิลลิกรัม

ลักษณะของต้นมะละกอ

มะละกอ เป็นไม้เนื้ออ่อน ความสูงประมาณ 8 เมตร ลำต้นตั้งตรง ใบของมะละกอ ออกเป็นแฉก มีรอยเว้าเล็กๆเหมือนขนนก ดอกของมะละกอ มีสีเหลือง กลีบดอกจะบางและยาวประมาณ 2 เซ็นติเมตร ผลของมะละกอ มีลักษณะยาวกลม ผลดิบของมะละกอจะมีสีเขียว เมื่อผลแก่จะมีสีเหลือง มีรสหวาน เมล็ดของผลมะละกอจะสีดำ การขยายพันธุ์มะละกอสามารถขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณทางยาของมะละกอ

สำหรับการใช้ประโยชน์จากมะละกอ ด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค ใช้ประโยชน์จาก ราก ผล และ ยางจากผลดิบ รายละเอียด มีดังนี้

สล็อต

ผลของมะละกอ ทั้งผลดิบและผลสุก นำมาต้มกิน สามารถช่วย ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมัน ขับน้ำเหลือง บำรุงน้ำนม ขับพยาธิ รักษาโรคริดสีดวงทวาร ผลมะละกอมี แคลเซี่ยม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน มีวิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีและช่วยป้องกันเลือดอกตามไรฟัน มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตาและระบบประสาท
ผลสุกของมะละกอ สามารถใช้เป็นยาระบาย ในอาการท้องผูกได้ดี
ยางจากผลดิบของมะละกอ สามารถใช้เป็นยาช่วยย่อย และฆ่าพยาธิ
รากของมะละกอ ใช้ขับปัสสาวะได้ดี

ประโยชน์ของมะละกอ

มะละกอมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิด ซึ่งช่วยให้สุขภาพของคุณแข็งแรง
ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ
ช่วยในการชะลอวัย ลดเลือน และป้องกันการเกิดริ้วรอยต่าง ๆ
ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
สามารถนำมาใช้เป็นทรีตเมนต์ทำหน้าให้หน้าใสได้อีกด้วย ด้วยการนำมะละกอสุกผสมกับน้ำผึ้งและนมสด แล้วนำมาปั่นให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำมาทาผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยล้างออก
ใช้นำมารับประทานเป็นผลไม้หรือของว่าง
ใช้นำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงส้ม ส้มตำ เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

สามารถนำมะละกอไปใช้หมักให้เนื้อนุ่มได้อีกด้วย เพราะมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า Papain ซึ่งเป็นส่วนประกอบของผงหมักสำเร็จรูปที่เราเห็นขายกันอยู่ตามท้องตลาดนั่นเอง
นำมาแปรรูป การแปรรูปมะละกอ เช่น มะละกอแช่อิ่ม มะละกอแผ่น แยมมะละกอ มะละกอเชื่อม ซอสมะละกอ เยลลี่มะละกอ มะละกอแช่อิ่ม มะละกอสามรส มะละกอดอง มะละกอผง เป็นต้น
ประโยชน์ของมะละกอนั้นก็มีค่อนข้างมาก มีสรรพคุณเป็นทั้งยารักษาโรค โดยสรรพคุณมะละกอก็เช่น ใช้เป็นยาระบาย ยาขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เป็นต้น และยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โปรตีน เป็นต้น

โทษของมะละกอ

ไม่ควรรับประทานมะละกอสุกในปริมาณมาก ๆ หรือติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะ อาจจะทำให้ผิวของคุณเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้
ยางของมะละกอ มีฤทธ์เป็นพิษ สามารถนำมาหมักเนื้อเป็นเนื้อเปื่อยได้ ไม่ควรรับประทานยางมะละกอ แบบสดๆ โดยไม่ผ่านความร้อน

มะละกอเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีต้นกำเนิดจากอเมริกากลาง เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่นิยมรับประทานมากในบ้านเรา ด้วยการรับประทานสด ๆ หรือนำมาประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ได้ มะละกอนั้นจัดว่าเป็นไม้ล้มลุก (หลาย ๆ คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น)

ประโยชน์ของมะละกอนั้นก็มีค่อนข้างมาก มีสรรพคุณเป็นทั้งยารักษาโรค โดยสรรพคุณมะละกอก็เช่น ใช้เป็นยาระบาย ยาขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เป็นต้น และยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โปรตีน เป็นต้น

แต่มีคำแนะนำว่า ไม่ควรรับประทานมะละกอสุกในปริมาณมาก ๆ หรือติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจจะทำให้ผิวของคุณเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้

jumboslot

สรรพคุณของมะละกอ
มีส่วนช่วยกระตุ้นให้มารดามีน้ำนมมากขึ้น
มะละกอมีส่วนช่วยในการบำรุงประสาทและสมอง
มะละกอมีเอนไซม์ที่เป็นยาช่วยย่อยอาหาร
ช่วยป้องกันลักปิดลักเปิดหรือเลือดออกตามไรฟันได้
ช่วยรักษาอาการขัดเบา ด้วยการใช้รากสดประมาณ 1 กำมือ รากแห้งอีกครึ่งกำมือ หั่นแล้วนำมาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำมาดื่มวันละ 3 ครั้งก่อนมื้ออาหาร
เป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้อาการท้องผูก ด้วยการกินเนื้อมะละกอสุก
ช่วยในการย่อยอาหาร
ใช้ฆ่าพยาธิ ด้วยการใช้ยางจากผลดิบซึ่งเป็นยาช่วยย่อยโปรตีน
ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา จากรากมะละกอ
ช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
ช่วยรักษาอาการเท้าบวม ด้วยการนำใบมะละกอสด ๆ มาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับเหล้าขาว นำมาพอกบริเวณนั้น ๆ
ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอก ด้วยใช้รากมะละกอนำมาตำให้แหลกแล้วผสมกับเหล้าขาว นำมาทาบริเวณนั้น ๆ
ใช้รักษาอาการผดผื่นคันขึ้นตามลำตัว ด้วยใช้ใบมะละกอ 1 ใบ เกลือ 1 ช้อนชา น้ำมะนาวจำนวน 2 ผล นำมาตำรวมกันให้ละเอียดแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นผดผื่น
ช่วยรักษาโรคกลาก เกลื้อน เท้าเปื่อย ด้วยการใช้ยางมะละกอดิบมาทาวันละ 3 ครั้ง จะสามารถช่วยฆ่าเชื้อราได้
ช่วยรักษาอาการคันอันเกิดมาจากพิษของหอยคัน ด้วยการใช้ยางมะละกอดิบ ๆ นำมาทาทั้งเช้าและเย็น
หากโดนเสี้ยนหรือหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน หากนำยางมะละกอดิบมาทา หนามจะหลุดออกมา แต่ให้บ่งเปิดปากแผลก่อน

slot

หากโดนตะปูตำเท้าเป็นแผล ให้นำผิวของลูกมะละกอดิบมาตำแล้วนำมาพอกแผล โดยเปลี่ยนใหม่วันละ 2 ครั้ง
ช่วยรักษาแผลพุพอง อักเสบ ด้วยการใช้ใบมะละกอที่แห้งกรอบนำมาบดให้เป็นผง นำไปผสมกับน้ำกะทิผสมให้พอเหนียว แล้วนำมาทาแผลวันละ 3 ครั้ง
ใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้เนื้อมะละกอดิบ ๆ ต้มจนเปื่อย นำมาตำแล้วพอกบริเวณบาดแผล
ใช้รักษาอาการปวดหลังปวดข้อต่าง ๆ ด้วยการรับประทานมะละกอสุกอย่างต่อเนื่องจะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้
ช่วยรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อหรือกล้ามเนื้อไม่มีแรง ด้วยการใช้รากมะละกอตัวผู้นำมาแช่เหล้าขาวทิ้งไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำมาทาบริเวณที่กล้ามเนื้อหรือบริเวณที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ช่วยลดอาการปวดบวม ด้วยการนำใบมะละกอสด ๆ ไปย่างไฟหรือใช้น้ำร้อนลวก แล้วนำมาประคบบริเวณที่มีอาการ หรือนำมาตำให้พอพยาบแล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง นำมาทำเป็นลูกประคบก็ใช้ได้เหมือนกัน
ช่วยป้องกันการเกิดอาการตับโตหรือโรคที่เกี่ยวกับตับ
เป็นยาช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง
มีงานวิจัยมะละกอพบว่าการรับประทานมะละกอเป็นประจำมีส่วนช่วยในการต่อต้านโรคมะเร็งได้
ประโยชน์ของมะละกอ
มะละกอมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิด ซึ่งช่วยให้สุขภาพของคุณแข็งแรง
ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ
ช่วยในการชะลอวัย ลดเลือน และป้องกันการเกิดริ้วรอยต่าง ๆ
ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
สามารถนำมาใช้เป็นทรีตเมนต์ทำหน้าให้หน้าใสได้อีกด้วย ด้วยการนำมะละกอสุกผสมกับน้ำผึ้งและนมสด แล้วนำมาปั่นให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำมาทาผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยล้างออก
ใช้นำมารับประทานเป็นผลไม้หรือของว่าง
ใช้นำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงส้ม ส้มตำ เป็นต้น

สรรพคุณของมะขาม

มะขาม มีชื่อภาษาอังกฤษ ว่า Tamarind ชื่อวิทยาศาสตร์ Tamardus lndica Linn ชื่ออื่นๆของมะขาม เช่น ขาม ตะลูบ ม่องโคล้ง มอดเล ส่ามอเกล หมากแกงอำเบียล มะขามไทย อำเปียล มะขามเป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานและดอกไม้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ขามหวานมีหลายพันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย เช่น พันธุ์น้ำผึ้ง อินทผลัม หมื่นจง สีทอง

เครดิตฟรี

ต้นมะขาม จัดเป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นที่มีถิ่นกำเนิดในทวีฟแอฟริกาและมีการนำเข้ามาปลูกในแถบเอเชีย นอกจากนี้มะขามยังเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ และตามตำราพรหมชาติยังถือว่ามะขามเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ที่ช่วยป้องกันสิ่งเลวร้าย ผีร้ายต่าง ๆ ไม่ให้มากล้ำกราย อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ที่มีชื่อมงคล ถือกันเป็นเคล็ดทำให้มีคนเกรงขาม

มะขาม เป็นผลไม้ มีผลเป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง ยาว 3-20 เซนติเมตร ฝักอ่อนเปลือกสีเขียวอมเทา สีน้ำตาลเกรียม เนื้อในติดกับเปลือกเมื่อแก่ (maturity) เป็นประเภทผลแห้ง (dry fruit) ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งกรอบหักง่าย สีน้ำตาล เนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด ซึ่งฝักหนึ่งๆ จะมีเนื้อหุ้มเมล็ดประมาณ 1-12 เมล็ด เมล็ดแก่จะแบนเป็นมัน และมีสีน้ำตาล มะขามในประเทศไทยแบ่งกลุ่มได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

มะขามจัดเป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นที่มีถิ่นกำเนิดในทวีฟแอฟริกาและมีการนำเข้ามาปลูกในแถบเอเชีย นอกจากนี้มะขามยังเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ และตามตำราพรหมชาติยังถือว่ามะขามเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ที่ช่วยป้องกันสิ่งเลวร้าย ผีร้ายต่าง ๆ ไม่ให้มากล้ำกราย อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ที่มีชื่อมงคล ถือกันเป็นเคล็ดทำให้มีคนเกรงขาม

สำหรับประโยชน์ของมะขามและสรรพคุณมะขามนั้นมีมากมาย จัดว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและยังมีสรรพคุณใช้เป็นยารักษาโรคอีกด้วย โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยาจะเป็นเนื้อฝักแก่ (มะขามเปียก) เปลือกของลำต้น (ทั้งสดและแห้ง) และเนื้อในเมล็ด สามารถช่วยรักษาได้หลายโรค เช่น เป็นยาขับเสมหะ แก้อาการท้องเดิน บรรเทาอาการท้องผูก ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ เป็นต้น

มะขามยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างวิตามินซี วิตามินบี 2 วิตามินเอ ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เป็นต้น มะขามที่แก่จัดนั้นเราจะเรียกว่า “มะขามเปียก” โดยมะขามหวาน 100 กรัม จะมีแคลอรีเท่ากับ 314 แคลอรี

สล็อต

มะขามเปรี้ยว (sour tamarind)
มะขามหวาน (sweet tamarind) ได้แก่ หมื่นจง สีทอง ศรีชมภู อินทผลัม น้ำผึ้’
ลักษณะของฝักมะขาม

ฝักดาบ มีลักษณะฝักค่อนข้างแบนและโค้งเล็กน้อยคล้ายดาบ
ฝักฆ้อง มีลักษณะฝักโค้งวนมาเกือบจรดกัน มีลักษณะเหมือนฆ้องวง
ฝักดิ่ง มีลักษณะฝักเหยียดตรงค่อนข้างยาว
ฝักดูก มีลักษณะเป็นปล้องๆ ข้อถี่ เปลือกนูนขึ้นมาเป็นเหลี่ยมมองเห็นได้ชัดเจน
คุณค่าทางโภชนาการของมะขาม

การศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของมะขามดิบ ขนาด 100 กรัม พบว่า ให้พลังงาน 239 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย
คาร์โบไฮเดรต 62.5 กรัม น้ำตาล 57.4 กรัม กากใยอาหาร 5.1 กรัม ไขมัน 0.6 กรัม โปรตีน 2.8 กรัม วิตามินบี 1 0.428 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.152 มิลลิกรัม วิตามินบี 3 1.938 มิลลิกรัม วิตามินบี 5 0.143 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 0.066 มิลลิกรัม วิตามินบี 9 14 ไมโครกรัม โคลีน 8.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 3.5 มิลลิกรัม วิตามินอี 0.1 มิลลิกรัม วิตามินเค 2.8 ไมโครกรัม ธาตุแคลเซียม 74 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 2.8 มิลลิกรัม ธาตุแมกนีเซียม 92 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 113 มิลลิกรัม ธาตุโพแทสเซียม 628 มิลลิกรัม ธาตุโซเดียม 28 มิลลิกรัม และสังกะสี 0.1 มิลลิกรัม

สล็อตออนไลน์

สรรพคุณของมะขาม

การนำเอามะขามมาใช้ประโยชน์ทางสมุนไพร นิยมนำมะขามมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางใช้บำรุงผิว สรรพคุณอื่นๆ มากมายประกอบด้วย

ใบมะขาม มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ นำใบสดมาต้มน้ำอาบหลังคลอด ช่วยทำให้ผิวพรรณสะอาดและช่วยต้านทานโรค นอกจากนี้น้ำต้มใบมะขามยังใช้บ้างแผลเรื้อรังได้อีกด้วย
เนื้อผลของมะขาม มีกรดอินทรีย์หลายชนิด ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดรอยคล้ำของผิว ช่วยให้ผิวสดใส เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้ไอ ขับเสมหะ ถ่ายพยาธิตัวกลมและพยาธิเส้นด้าย ขับน้ำนม
เปลือกของผลมะขาม นำมาทำยาฝาดสมาน เพราะในเปลือกมีสารพวกแทนนินสูง
สำหรับประโยชน์ของมะขามและสรรพคุณมะขามนั้นมีมากมาย จัดว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและยังมีสรรพคุณใช้เป็นยารักษาโรคอีกด้วย โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยาจะเป็นเนื้อฝักแก่ (มะขามเปียก) เปลือกของลำต้น (ทั้งสดและแห้ง) และเนื้อในเมล็ด สามารถช่วยรักษาได้หลายโรค เช่น เป็นยาขับเสมหะ แก้อาการท้องเดิน บรรเทาอาการท้องผูก ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ เป็นต้น

ความเชื่อเกี่ยวกับมะขาม

มะขาม มีความหมายไปในทางดี คำว่า “ขาม” หมายถึง ความคร้ามเกรง ชาวไทยจึงนิยมปลูกต้นมะขามในบริเวณบ้าน เพื่อให้ศัตรูเกิดความเกรงขาม ไม่กล้าเข้ามาทำอันตราย ดังบทกลอน ในตำราปลูกต้นไม้ในบ้าน กล่าวไว้ว่า

“มะขามคุ้มไพรี ให้ปลูกไว้ปัจฉิมา” หมายความว่า มะขามคุ้มครองเจ้าของบ้านจากศัตรูได้ ให้ปลูกไว้ทางทิศตะวันตกของตัวบ้าน

jumboslot

ต้นมะขาม เป็น ไม้ผล ขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขาตรงส่วนยอดของต้น ลำต้นสูงประมาณ 60 ฟุต เปลือกลำต้นจะมีสีน้ำตาล แตกสะเก็ดเป็นร่อง ใบของมะขามจะออกใบเป็นคู่ ๆ เรียงกันตามก้านใบ ปลายของใบและโคนใบมนมีสีเขียว ดอกของมะขามออกเป็นช่อเล็ก ๆ ตามปลายกิ่ง ดอกจะออกในช่วงฤดูฝน ผลของมะขาม จะเป็นฝักกลมเล็กยาว

ประโยชน์ของมะขาม
มะขามช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกายด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสด้วยวิตามินซีจากมะขาม
ช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
แคลเซียมจากมะขามจะช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง
มะขามมีธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือด
ใช้ในการทำทรีตเม้นต์ด้วยการนำมาขัดตามซอกขาหนีบ รักแร้ ข้อพับ ซึ่งจะช่วยลดรอยคล้ำลงได้
นำมะขามเปียกไปแช่น้ำ ลอกเอาใยออก นำมะขามมาถูตัวเบา ๆ ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่นตลอดทั้งวัน และช่วยกำจัดแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
มะขามเปียกและดินสอพองผสมจนเข้ากัน นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าดูกระชับสดใสและสะอาดยิ่งขึ้น
มะขามเปียกผสมกับน้ำอุ่นและนมสด ใช้พอกผิว ช่วยให้ผิวหนังที่มีรอยดำคล้ำกลับมาขาวสดใส นุ่มนวลยิ่งขึ้น
นำมาใช้เป็นส่วนผสมหรือใช้ทำเป็นกรดผลไม้ (AHA)
สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ ให้นำเนื้อมะขามมาขัดถูฟันเป็นประจำทุกครั้งที่แปรงฟัน จะช่วยขจัดคราบสกปรกบริเวณฟันลงได้
สามารถนำมาใช้ทำยานวดผม ซึ่งช่วยรักษารากผม ฆ่าเชื้อราบนหนังศีรษะ และช่วยฆ่าเหาได้อีกด้วย ด้วยการนำมะขามเปียกมาผสมกับน้ำแล้วใช้มือคั้นเนื้อมะขามเพื่อให้ละลายออกมาผสมกับน้ำ น้ำที่ได้นั้นจะมีลักษณะเหลว (ไม่ควรเหลวมาก) แล้วนำมานวดศีรษะหลังจากที่สระผมเสร็จแล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก
ใช้ทำเป็นน้ำยาอาบน้ำ ด้วยการนำใบมะขามมาจำนวนหนึ่ง ใส่ใบมะขามลงในน้ำเดือดแล้วปิดฝา แล้วเคี่ยวประมาณ 30 นาที จากนั้นนำลงจากเตาปล่อยให้เย็นแล้วนำมาอาบ จะช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้น รักษาผดผื่นคันตามร่างกายและผิวหนังได้
การแปรรูปมะขาม สามารถนำมาแปรรูปได้หลายชนิด เช่น มะขามแก้ว มะขามกวน มะขามอบไร้เมล็ด มะขามบ๊วย มะขามแช่อิ่ม มะขามคลุก มะขามจี๊ดจ๊าด เป็นต้น
ช่วยป้องกันการเกิดและช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน

slot

มะขามมีวิตามินเอที่มีส่วนช่วยในการบำรุงและรักษาสายตา
ช่วยลดความร้อนในร่างกายได้เป็นอย่างดี
แก้อาการท้องผูกด้วยการใช้เนื้อมะขามเปียกประมาณ 15 ฝัก นำมาจิ้มกับเกลือแล้วรับประทาน หรือใส่เกลือเติมน้ำแล้วคั้นเป็นน้ำดื่ม
แก้อาการท้องเดินด้วยการใช้เปลือกต้นประมาณ 2 กำมือ นำมาต้มกับน้ำปูนใสหรือน้ำแล้วนำมารับประทาน
ช่วยถ่ายพยาธิตัวกลมในลำไส้ พยาธิไส้เดือน ด้วยการใช้เมล็ดมะขามมาคั่ว กะเทาะเปลือกออก นำเนื้อในเมล็ดมาแช่น้ำเกลือจนนิ่ม แล้วรับประทานครั้งละ 20 เม็ด
ช่วยขับเสมหะ ละลายเสมหะ ด้วยการนำมะขามเปียกมาจิ้มเกลือแล้วรับประทาน
มะขามอุดมไปด้วยกรดอินทรีย์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยชำระล้างความสกปรกในรูขุมขนและขจัดคราบมันบนผิวหนังได้เป็นอย่างดี
รากมะขามมีส่วนช่วยแก้อาการท้องร่วง
รากมะขามช่วยในการสมานแผล
รากมะขามช่วยในการรักษาโรคเริม
รากมะขามช่วยในการรักษาโรคงูสวัด
เปลือกลำต้นมะขามช่วยแก้ไขตัวร้อน
แก่นของต้นมะขามช่วยรักษาฝีในมดลูก
แก่นของต้นมะขามช่วยในการขับโลหิต
แก่นมะขามมีส่วนช่วยเป็นยาชักมดลูกให้เข้าอู่
ใบสดมะขามใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขับลมในลำไส้
ใบสดมะขามช่วยรักษาหวัด อาการไอ
ใบสดมะขามมีส่วนช่วยในการรักษาโรคบิด
ใบสดมะขามมีคุณสมบัติใช้เป็นยาหยอดตา รักษาเยื่อตาอักเสบ แก้อาการตามัว
ใบสดมะขามมีคุณสมบัติในการช่วยฟอกโลหิต
ใบสดนำมาต้มผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ใช้อาบหลังคลอด
เนื้อหุ้มเมล็ดของมะขามใช้เป็นยาสวนล้างท้อง
ฝักดิบของมะขามใช้ในการฟอกโลหิต
ฝักดิบของมะขามใช้ในการลดความอ้วน เป็นยาระบาย ลดอุณหภูมิในร่างกาย
เปลือกมะขามช่วยรักษาแผลสด แผลไฟลวก แผลเบาหวาน ถอนพิษ
เปลือกเมล็ดมะขามช่วยสมานแผลที่ช่องปาก คอ ลิ้น และตามร่างกาย
ดอกสดของมะขามใช้เป็นยาลดความดันโลหิตสูง

คุณค่าทางโภชนาการของส้มโอ

ต้นส้มโอ ชื่อสามัญ Pomelo ( Pomelo มาจากคำว่า Pampelmoose ในภาษาดัตซ์ ซึ่งแปลว่า “ ส้มที่มีขนาดเท่าฟักทอง ” ) ส้มโอ ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus maxima (Burm.) Merr. จัดอยู่ในวงศ์ส้ม (RUTACEAE) ส้มโอ จัดเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์หลากหลายและยังมีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรคต่าง ๆ เพราะ อุดมไปด้วยวิตามินซีซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมาก และยังมีวิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆที่จำเป็นต่อร่างกายอีกหลายชนิด โดยส่วนที่จะนำมาใช้ประโยชน์ก็มีหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นผล เปลือก ใบ และเมล็ด ก็ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกและผลซึ่งเป็นส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์มากที่สุด

เครดิตฟรี

ส้มโอในประเทศไทย

ส้มโอ นิยมรับประทานผลส้มโอเป็นอาหาร จัดว่าเป็นพืชเศรษฐกิจ มีการปลูกส้มโอเชิงพาณิชย์เพื่อบริโภคภายในประเทศ สำหรับการปลูกส้มโอในประเทศไทยในช่วงแรกๆ มีการปลูกบริเวณที่ราบลุ่มรอบๆแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมากมีการแพร่กระจายการปลูกทั่วภาคกลาง สำหรับสายพันธ์ส้มโอที่นิยมปลูกทางการค้า มี 7 สายพันธ์ ประกอบด้วย ส้มโอทับทิมสยาม ส้มโอทองดี ส้มโอขาวน้ำผึ้ง ส้มโอขาวใหญ่ ส้มโอขาวพวง ส้มโอขาวแตงกวา ส้มโอท่าข่อย และ ส้มโอปัตตาเวีย

ส้มโอกับความเชื่อในสังคมไทย

ส้มโอ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ จึงมีการนำส้มโอมาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชิวิต รวมถึงพิธีกรรมต่างๆในสังคม เช่น พิธีไหว้พระจันทร์ของชาวจีน ส้มโอใช้แทนสัญลักษณ์แทนศีรษะของชาวจีนที่เสียชีวิตในการกู้ชาติ เราจึงเห็นส้มโอเป็นเครื่องเซ่นไหว้สำคัญ

ลักษณะของต้นส้มโอ

ต้นส้มโอ เป็นไม้ยืนต้น สามารถขยายพันธ์ส้มโอสามารถใช้การเพาะเมล็ดพันธ์ การติดตา การตอนกิ่ง และ การเสียบกิ่ง ลักษณะของต้นส้มโอ มีขนาดสูงประมาณ 10 เมตร ลำต้นของส้มโอมีสีน้ำตาล ใบรูปมนรี ขอบใบเป็นคลื่น ปลายใบมน เหมือนโคนใบ ดอกของส้มโอออกเป็นช่ออยู่ตามง่ามใบมีสีขาว ผลของส้มโอ กลม มีเปลือกหนา น้ำมันมาก ผลอ่อนของส้มโอจะมีสีเขียว เมื่อผลของส้มโอแก่จะเป็นสีเหลืองอ่อน

สล็อต

ประโยชน์ของส้มโอ

ส้มโอ จัดเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์หลากหลายและยังมีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรคต่าง ๆ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมาก และยังมีวิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆที่จำเป็นต่อร่างกายอีกหลายชนิด โดยส่วนที่จะนำมาใช้ประโยชน์ก็มีหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นผล เปลือก ใบ และเมล็ด ก็ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกและผลซึ่งเป็นส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์มากที่สุด

คุณค่าทางโภชนาการของส้มโอ

นักโภชนาการได้การศึกษาคุรค่าทางโภชนาการของส้มโอ ขนาด 100 กรัม พบว่า พลังงาน 38 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 9.62 กรัม กากใยอาหาร 1 กรัม ไขมัน 0.04 กรัม โปรตีน 0.76 กรัม วิตามินบี 1 0.034 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.027 มิลลิกรัม วิตามินบี 3 0.22 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 0.036 มิลลิกรัม วิตามินซี 61 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 4 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.11 มิลลิกรัม ธาตุแมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม ธาตุแมงกานีส 0.017 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 17 มิลลิกรัม ธาตุโพแทสเซียม 216 มิลลิกรัม ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม และ
ธาตุสังกะสี 0.08 มิลลิกรัม

สรรพคุณของส้มโอ

สล็อตออนไลน์

สามารถนำมาใช้ ทั้งส่วน ผล เปลือกของผล ใบ เมล็ด ดอก รายละเอียด มีดังนี้

ผลสดของส้มโอ ใช้ขับลมในลำไส้ แก้อาการเมาค้างได้ ส้มโอมีวิตามินซี และแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันได้ดี
เปลือกของผลส้มโอ นำมาใช้ ขับเสมหะ จุกแน่นหน้าอก บรรเทาอาการไส้เลื่อน
ใบของส้มโอ นำมาต้มและพอกหัว บรรเทาอาการปวดหัว นำใบมาใช้เป็นยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
ดอกของส้มโอ สามารถนำมาแก้อาการจุกสียดที่กระเพาะอาหาร
เมล็ดของส้มโอ สามารถใช้แก้ไข้หวัด แก้ไอ ปวดท้องน้อยและรักาาโรคกระเพาะอาหาร
โทษของส้มโอ

สำหรับการใช้ประโยชน์จากส้มโอ ด้านการรักษาโรคและการรับประทาน มีข้อควรระวัง ซึ่งโทษของส้มโอ มีดังนี้

เปลือกส้มโอมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งหากเข้าตา จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา และ ไม่ควรรับประทานเปลือกส้มโอแบบสดๆ เพราะจะทำให้เกิดอาการเวียดศรีษะ อาเจียนได้
เมล็ดส้มโอ มีความขมมาก หากรับประทานเข้าไปอาจทำให้อาเจียนได้
ส้มโอ ( Pomelo ) ผลไม้ สมุนไพร คุณค่าทางโภชนาการของส้มโอ สรรพคุณของส้มโอ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม รักษาโรคกระเพาะ รักษาลำไส้อักเสบ แก้ไอ ขับเสมหะ บำรุงกระดูก และฟัน ส้มโอพบมาก ในจังหวัดนครปฐม ส้มโอมีวิตามินซีและแคลเซียมสูง

jumboslot

ส้มโอ (Pomelo/Shaddock) เป็นพืชในตระกูลเดียวกันกับส้ม ซึ่งเดิมทีเรามักมีความเข้าใจว่า ส้มโอเป็นส้มชนิดหนึ่งเหมือนกับส้มผลเล็ก (Grapefruits) หรือส้มชนิดกึ่งส้มโอกับส้มเกลี้ยงที่เรานิยมรับประทานในทุกวันนี้ที่ใช้คำเรียกว่า “Pomelo” หรือที่เรียกในคำไทย คือ ส้มโอฝรั่ง แต่ความจริงแล้ว ส้มโอ ต่างจาก Grapefruit ทั้งชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงลักษณะอื่นที่ต่างกัน อาทิ ส้มผลเล็กจะมีรสขมอมเปรี้ยว มีเนื้อเป็นกุ้งเล็กๆ และเรียวยาว เวลารับประทานนิยมใช้มีดผ่าครึ่ง แล้วใช้ช้อนตักรับประทาน ส่วนส้มโอ (Pummelo) จะมีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว เนื้อเป็นกุ้งใหญ่ และอวบนูน เวลารับประทานนิยมแกะเปลือกออกก่อนจนเหลือแค่กลีบเนื้อผล

การปลูกส้มโอในประเทศไทยในช่วงแรกๆจะมีการปลูกบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงพระนคร และฝั่งธนบุรี ต่อมาจึงส่งเสริม และแพร่กันปลูกมากทั่วภาคกลาง ซึ่งพัฒนาสายพันธุ์ได้มากมาย โดยมีจุดเริ่มต้นของสายพันธุ์ในแถบจังหวัดภาคกลาง

ลำต้น
ลำต้นส้มโอมีลักษณะค่อนข้างเป็นเหลี่ยม และมีรูปทรงที่ไม่แน่นอน มีความสูงของลำต้นประมาณ 5-15 เมตร ลำต้นแตกกิ่งแขนงมาก กิ่งอ่อนมีขนปกคลุม ลำต้น และกิ่งมีหนามรูปทรงอ้วน ยาวประมาณ 1-5 เซนติเมตร ลำต้นมีทรงพุ่มบริเวณส่วนปลายของลำต้น ขนาดทรงพุ่มประมาณ 3-4 เมตร เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลอมเทา ส่วนเนื้อไม้มีลักษณะเหนียว แต่ไม่แข็ง กิ่งหักได้ยาก

ใบ
ส้มโอเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกออกเป็นใบเดี่ยว เรียงวนสลับกันบนกิ่ง ใบมีขนาดใหญ่ สีเขียวเข้ม แผ่นใบหนา และเป็นเป็นมัน กว้าง 10-12 เซนติเมตร ยาว 15-20 เซนติเมตร ใบประกอบด้วยแผ่นใบ และก้านใบ โดยก้านใบจะมีแผ่นใบขนาดเล็กที่เรียกว่า wing ส่วนแผ่นใบจะรูปร่างคล้ายรูปไข่ยาว หรือรูปโล่ ฐานใบแหลมป้าน ปลายใบมน และมีรอยเว้าตรงกลางเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบจะมีหยักเล็กๆ แผ่นใบด้านบนมีสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ส่วนแผ่นใบด้านล่างเป็นสีเขียวอ่อน และมีขนนุ่มปกคลุม

ดอก
ดอกส้มโอออกเป็นช่อหรือออกเป็นดอกเดี่ยว แทงออกบริเวณปลายของกิ่งอ่อน ประกอบด้วยช่อดอกที่เกิดบริเวณปลายยอด และตายอดด้านข้าง แต่ละช่อมีดอก 1-20 ดอก ดอกมีขนาดใหญ่ และเป็นดอกสมบูรณ์เพศที่ผสมเกสรในดอกตัวเอง แต่ละดอกมีขนาด 3-7 เซนติเมตร ประกอบด้วยกลีบเลี้ยงที่ฐานดอก 3-5 กลีบ ส่วนกลีบดอกมีสีขาว กลีบดอกมีรูปหอก จำนวน 4-5 กลีบ กว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3.5-4.0 เซนติเมตร แผ่นกลีบดอกหนา ด้านในกลีบดอกมีเกสรตัวผู้จำนวน 20-25 อัน เรียงซ้อนกันเป็นวงกลมรอบรังไข่ และมีฐานเกสรเชื่อมติดกันเป็นกลุ่ม 4-5 กลุ่ม ส่วนด้านในสุดเป็นรังไข่ที่แบ่งเป็นช่องๆ 11-16 ช่อง ทั้งนี้ ดอกส้มโอจะบานจากดอกส่วนปลายก่อน และทยอยบานในดอกโคนช่อ

slot

ดอกส้มโอจะเริ่มออกเมื่อปลูกได้ประมาณ 4 ปี และให้ผลผลิตนานกว่า 10 ปี ถึง 20 ปี โดยจะเริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และออกดอกมากที่สุดในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นจะติดผล และเก็บผลได้หลังจากดอกบานประมาณ 8 เดือน หรือจะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ทั้งนี้ ส้มโอพันธุ์ขาวทองดีจะให้ผลสุกช้ากว่าพันธุ์ขาวพวง ซึ่งจะเก็บผลได้ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม

ผล
ผลส้มโอมีรูปร่างค่อนข้างกลม บางพันธุ์มีขั้วผลเรียวแหลม ผลมีขนาดใหญ่ ขนาดผลประมาณ 10-13 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีสีเขียวอมเหลืองหรือสีเหลืองทองตามสายพันธุ์ เปลือกหนาประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ประกอบด้วยชั้นนอกสุด เรียกว่า flavedo มีสีเขียวอมเหลือง มีต่อมน้ำมันจำนวนมาก ชั้นต่อมา เรียกว่า albedo เป็นส่วนที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มสีขาวที่มีความหนามาก และชั้นที่สามเป็นเนื้อเยื่อของพูที่หุ้มรอบเนื้อผล ส่วนเนื้อผลแบ่งออกเป็นกลีบๆเรียงติดกันเป็นวงกลม แต่แกะแยกออกจากกันง่าย เรียกลีบเนื้อผลว่า juice sac ภายในกลีบจะฉ่ำด้วยน้ำที่ให้รสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว

เมล็ด
เมล็ดส้มโอเป็นผลไม้ที่มีเมล็ดค่อนข้างน้อย แต่บางพันธุ์มีเมล็ดมาก เมล็ดรวมกันอยู่ตรงแกนกลางของผล มีจำนวนตั้งแต่ 0-265 เมล็ด/ผล เมล็ดมีทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็กสุด เมล็ดมีรูปร่างแบน และผิวย่น เปลือกเมล็ดมีสีเขียวอมเหลือง และเป็นร่องลึก ขนาดเมล็ดกว้าง 0.6-1.2 เซนติเมตร

ประโยชน์ส้มโอ

  1. เนื้อผลนำมารับประทาน ให้น้ำฉ่ำหวานหรือหวานอมเปรี้ยว
  2. เนื้อผลนำมาแปรรูปเป็นน้ำปั่นหรือผสมทำไอศครีม
  3. ใยสีขาวจากเปลือกนำมาสับ และตากให้ ก่อนบดให้ละเอียดจนเป็นผงอีกครั้ง ผงจากเปลือกส้มโอนี้นำมาใช้เป็นส่วนผสมของขนมหวาน เช่น ขนมบ้าบิ่น เป็นต้น
  4. เปลือกด้านนอกของส้มโอนำมาบดผสมสำหรับทำธูปหอม ธูปไล่ยุง

สรรพคุณของทับทิม

ต้นทับทิม เป็น ผลไม้ ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิหร่าน และ อัฟกานิสถาน ผลไม้ ชนิดนี้จะ ชอบอากาศหนาวเป็นพิเศษ ยิ่งหนาวมากเท่าไหร่ เนื้อทับทิมนั้นจะมีสีแดงเข้มมากขึ้นเท่านั้น และยังเป็นผลไม้มงคลของคนจีนอีกด้วย ด้วยความที่ทับทิมมีเมล็ดมากจึงสื่อความหมายถึงการมีลูกชายมาก ๆ ด้วยนั่นเอง โดยกิ่งใบของทับทิมก็นำมาใช้ในพิธีการต่าง ๆ ที่มีน้ำมนต์ในการประกอบพิธีหรือนำมาใช้พรมน้ำมนต์เพราะเชื่อว่ามีไว้ติดตัวจะช่วยในเรื่องการคุ้มครองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ได้ด้วย

เครดิตฟรี

ทับทิม เป็นผลไม้ ที่มีสรรพคุณทางสมุนไพร ที่มีรสชาติหอมหวาน ทับทิม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Punica granatum Linn ชื่ออื่นๆของทับทิม เช่น มะแก๊ะ มะก่องแก้ว พิลาขาว หมากลิง พิลา เจียะลิ้ว

คุณค่าทางโภชนาการของทับทิม

ทับทิม 100 กรัม มีพลังงาน 83 กิโลแคลอรี่ น้ำตาล 13.67 กรัม คาร์โบไฮเดรต 18.7 กรัม เส้นใย 4 กรัม โปรตีน 1.67 กรัม ไขมัน 1.17 กรัม วิตามินบี2 0.053 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.067 มิลลิกรัม วิตามินบี3 0.293 มิลลิกรัม วิตามินบี9 38 ไมโครกรัม วิตามินบี6 0.075 มิลลิกรัม วิตามินบี5 0.377 มิลลิกรัม โคลีน 7.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 10.2 มิลลิกรัม วิตามินอี 0.6 มิลลิกรัม วิตามินเค 16.4 ไมโครกรัม แคลเซียม 10 มิลลิกรัม เหล็ก 0.3 มิลลิกรัม แมงกานีส 0.119 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 12 มิลลิกรัมโพแทสเซียม 236 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 36 มิลลิกรัม สังกะสี 0.35 มิลลิกรัม โซเดียม 3 มิลลิกรัม

ลักษณะของต้นทับทิม

ต้นทับทิม เป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก เปลือกลำต้นของทับทิมมีสีเทา กิ่งของทับทิมมีหนามแหลมยาว ใบของทับทิมมีลักษณะเป็นรูปยาวรี ปลายใบเรียวแหลมสั้น ผิวหลังใบเป็นมัน ดอกของทับทิมออกเป็นช่อ สีส้ม สีขาว หรือสีแดง ผลของทับทิมมีลักษณะกลม ผิวเปลือกนอกหนา ผลของทับทิมเมื่อสุกเต็มที่จะมีสีเหลืองปนแดง ข้างในผลของทับทิมจะมีเมล็ดเป็นจำนวนมาก เป็นรูปเหลี่ยม มีสีชมพูสด การขยายพันธุ์ ทับทิม สามารถขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง หรือการใช้เมล็ด

สล็อต

สรรพคุณของทับทิม

สามารถใช้ทั้งส่วน เปลือกของลำต้น ใบ ดอก เปลือกผล เมล็ดและเปลือกราก รายละเอียดของ สรรพคุณของทับทิม มีดังนี้

ใบของทับทิม นำใบสดมาต้ม และกรองเอาน้ำใช้ล้างแผล ที่มีหนองเรื้อรังบนหัว หรือนำใบสอมาตำและพอกแผล
เปลือกของต้นทับทิม ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิได้ดี
เมล็ดของทับทิม นำมาบดให้ละเอียด กินเป็นยา รักษาโรคกระเพาะอาหาร บำรุงกระเพาะอาหาร ทำให้เจริญอาหาร และแก้ท้องร่วง
เปลือกรากของทับทิม ใช้เปลือกรากแห้ง มาต้มกิน เป็นยา แก้ระดูขาว ตกเลือด ถ่ายพยาธิ หล่อลื่นลำไส้ แก้ท้องเสีย และโรคบิดเรื้อรัง
ดอกของทับทิม ใช้ดอกแห้งมาต้มกรองเอาน้ำ ดื่มเป็นยา แก้หูอักเสบ หรือใช้ทาแผลที่มีเลือด ช่วยห้ามเลือดได้ดี
เปลือกของผลทับทิม นำเปลือกแห้งมาบดให้ละเอียดหรือต้มน้ำกิน ใช้เป็นยา แก้ท้องเสีย บิดเรื้อรัง ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายพยาธิตกขาว
ทับทิม ( Pomegranate ) ชื่อวิทยาศาสตร์ของทับทิม คือ Punica granatum Linn พืชลมลุก นิยมกินผล สมุนไพร ประโยชน์ของทับทิม สรรพคุณของทับทิม รักษาแผล ช่วยเจริญอาหาร แก้ท้องร่วง เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม รักษาโรคกระเพาะ รักษาลำไส้อักเสบ แก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง ทับทิม ต้นทับทิม วิธีปลูก ใบทับทิม ลักษณะของแร่ทับทิม การขยายพันธุ์ ทับทิม ดอกทับทิม

สล็อตออนไลน์

ทับทิม ยังถือว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ โดย ประโยชน์ของทับทิม และ สรรพคุณของทับทิม นั้นมีมากมาย ด้วย ทับทิม นั้นเป็น ผลไม้ ที่มี รสหวานออกเปรี้ยว น้ำทับทิม จึงมีวิตามินซีสูงและยังประกอบด้วย เกลือแร่ ต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้ยังมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย อย่างเช่น บรรเทาอาการของโรคหัวใจ รักษาความดันโลหิตสูง ช่วยลดสภาวะการแข็งตัวขอเลือด รักษาโรคท้องเดิน โรคบิด เป็นต้น

ทับทิม เป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิหร่านทางตอนใต้ของอัฟกานิสถาน ผลไม้ชนิดนี้จะชอบอากาศหนาวเป็นพิเศษ ยิ่งหนาวมากเท่าไหร่ เนื้อทับทิมนั้นจะมีสีแดงเข้มมากขึ้นเท่านั้น และยังเป็นผลไม้มงคลของคนจีนอีกด้วย ด้วยความที่ทับทิมมีเมล็ดมากจึงสื่อความหมายถึงการมีลูกชายมาก ๆ ด้วยนั่นเอง โดยกิ่งใบของทับทิมก็นำมาใช้ในพิธีการต่าง ๆ ที่มีน้ำมนต์ในการประกอบพิธีหรือนำมาใช้พรมน้ำมนต์เพราะเชื่อว่ามีไว้ติดตัวจะช่วยในเรื่องการคุ้มครองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ได้ด้วย

ทับทิมยังถือว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ โดยประโยชน์ของทับทิมและสรรพคุณของทับทิมนั้นมีมากมาย ด้วยทับทิมนั้นเป็นผลไม้ที่มีรสหวานออกเปรี้ยว น้ำทับทิมจึงมีวิตามินซีสูงและยังประกอบด้วยเกลือแร่ต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้ยังมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย อย่างเช่น บรรเทาอาการของโรคหัวใจ รักษาความดันโลหิตสูง ช่วยลดสภาวะการแข็งตัวขอเลือด รักษาโรคท้องเดิน โรคบิด เป็นต้น

ประโยชน์ของทับทิม
ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายและช่วยในการชะลอวัย
น้ำทับทิมมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึง ด้วยการนำน้ำทับทิมประมาณ 1 ช้อนชามาทาทิ้งไว้บนใบหน้าประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก
น้ำทับทิมช่วยเพิ่มความสดชื่น แก้กระหาย คลายร้อนได้เป็นอย่างดี
ช่วยระงับกลิ่นปากได้อีกด้วย

jumboslot

ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง บรรเทาอาการหวัด
ช่วยปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด
ทับทับมีวิตามินซีสูงมาก และยังมีวิตามินเอ วิตามินอี และกรดโฟลิกอีกด้วย
ใบทับทิมใช้ในการประกอบพิธีต่าง ๆ ที่ใช้น้ำมนต์ในการประกอบพิธี
ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์
ช่วยในการปรับฮอร์โมนวัยหมดประจำเดือน
ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ
ช่วยในการบำบัดอาการของโรคเบาหวาน
ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตาอักเสบ
น้ำต้มเปลือกทับทิมช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้
ช่วยบรรเทาอาการของโรคหัวใจ ด้วยการช่วยเสริมสุขภาพหัวใจให้ดียิ่งขึ้น
ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
ช่วยบำรุงสุขภาพฟันให้แข็งแรง
ช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
ช่วยลดความดันโลหิตสูง
ช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด
ช่วยในการฟอกไตและท่อปัสสาวะ
ช่วยลดสภาวะการแข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง
มีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
ช่วยแก้อาการระดูขาว ตกเลือด
ช่วยบำรุงสุขภาพตับให้แข็งแรง
มีส่วนช่วยบำรุงและต่อต้านอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย
เปลือกทับทิมสามารถรักษาโรคท้องเดินและโรคบิดได้ เพราะมีสารในกลุ่มแทนนินอยู่ในปริมาณมาก
เปลือกทับทิมมีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบ
เปลือกผลช่วยรักษาแผลหิด กลากเกลื้อน
เปลือกของทับทิมช่วยต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ

slot

ยาต้มจากเปลือกผลช่วยรักษาอาการอุจจาระร่วงได้ โดยช่วยลดจำนวนครั้งในการขับถ่ายและทำให้ระยะเวลาเริ่มถ่ายครั้งแรกนานขึ้น
เปลือกต้นและเปลือกรากของทับทิมสามารถใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืดและพยาธิตัวกลมได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำเปลือกของรากและต้นที่ยังสด ๆ ประมาณครึ่งกำมือ เติมกานพลูลงไปเล็กน้อยเพื่อแต่งรส นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือถ้วยครึ่ง แล้วนำมารับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงจึงรับประทานยาถ่าย เช่น ดีเกลืออีก 2 ช้อนโต๊ะตามไปอีกครั้งหนึ่ง
ดอกทับทิมใช้ห้ามเลือดได้ ด้วยการนำดอกแห้งมาบดให้ละเอียดแล้วนำมาทาหรือโรยใส่บริเวณบาดแผล
ดอกทับทิมช่วยแก้อาการหูชั้นในอักเสบ
ใบของทับทิมสามารถนำมาอมกลั้วคอหรือทำเป็นยาล้างตาก็ได้
ช่วยลดปัญหาผมร่วง ด้วยการนำยาพอกที่ได้จากใบ แล้วนำมาพอกหนังศีรษะ
ชาวอินเดียนำน้ำคั้นจากผลทับทิมและดอกของทับทิมมาปรุงเป็นยาธาตุ สมานลำไส้ บำรุงหัวใจ
ทับทิมช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งได้มากกว่า 13 ชนิด โดยช่วยให้เซลล์มะเร็งไม่เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ เป็นต้น
ช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่
คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อทับทิม ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 83 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 18.7 กรัม
ประโยชน์ของทับทิมน้ำตาล 13.67 กรัม
เส้นใย 4 กรัม
ไขมัน 1.17 กรัม
โปรตีน 1.67 กรัม
วิตามินบี 1 0.067 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 2 0.053 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 3 0.293 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี 5 0.377 มิลลิกรัม 8%
วิตามินบี 6 0.075 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 9 38 ไมโครกรัม 10%
โคลีน 7.6 มิลลิกรัม 2%
วิตามินซี 10.2 มิลลิกรัม 12%
วิตามินอี 0.6 มิลลิกรัม 4%
วิตามินเค 16.4 ไมโครกรัม 4%
ธาตุแคลเซียม 10 มิลลิกรัม 1%
ธาตุเหล็ก 0.3 มิลลิกรัม 2%
ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแมงกานีส 0.119 มิลลิกรัม 6%
ธาตุฟอสฟอรัส 36 มิลลิกรัม 5%
ธาตุโพแทสเซียม 236 มิลลิกรัม 5%
ธาตุโซเดียม 3 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.35 มิลลิกรัม 4%

คุณค่าทางโภชนาการของกล้วยน้ำว้า

ต้นกล้วยน้ำว้า ภาษาอังกฤษ เรียก Cavendish banana ชื่อวิทยาศาสตร์ของกล้วยน้ำว้า คือ Musa sapientum Linn. สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของกล้วยน้ำว้า เช่น กล้วยใต้ กล้วยนาก กล้วยมณีอ่อง กล้วยส้ม เจกซอ มะลิอ่อง เป็นต้น กล้วยน้ำว้า เป็น ผลไม้ พืชเศษฐกิจ สรรพคุณของกล้วยน้ำว้า ช่วยสมานแผล ยาระบาย รักษาเบาหวาน รักษาโรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ แก้ท้องเสีย ท้องร่วง

เครดิตฟรี

กล้วยน้ำว้ากับสังคมไทย

กล้วยกับสังคมไทยเป็นพืชคู่ครอบครัวทุกครัวเรือน งานแต่งงานในประเพณีไทย ต้องมีต้นกล้วยเป็นหนึ่งในเครื่องแต่งขันหมาก ทุกบ้านในประเทศไทยนิยมปลูกกล้วยเพื่อใช้ประโยชน์ ซึ่งกล้วยสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ทั้งต้นเลย ใบกล้วย หงวกกล้วย หัวปลี ผลกล้วย สำหรับด้านอาหาร กล้วยน้ำว้า สามารถแปรรูปได้หลากหลาย อย่างกล้วยน้ำว้าสุกสามารถใช้ทำเป็นขนม ของหวานต่างๆ เช่น กล้วยเชื่อม กล้วยบวชชี กล้วยตาก ข้าวต้มมัด เป็นต้น

ลักษณะของต้นกล้วยน้ำว้า

ต้นกล้วยน้ำว้า เป็นไม้ล้มลุก กล้วยหนึ่งต้นจะให้ผลครั้งเดียวจากนั้นจะตาย การขยายพันธุ์ของกล้วย ใช้การแยกหน่อ ลักษณะของต้นกล้วยน้ำว้า มีดังนี้

ลำต้นกล้วยน้ำว้า ลักษณะเป็นกาบ ลำต้นกลม ความสูงประมาณ 3 เมตร ลำต้นเป็นสีเขียว ผิวเรียบ อวบน้ำ
ใบกล้วยน้ำว้า ลัฏษณะเป็นใบเดี่ยว ใบมีขนาดใหญ่ ยาว ผิวใบเรียบ เส้นใบขนานกันในแนวขวาง ก้านใบเป็นร่องแคบ
ดอกกล้วยน้ำว้า เรียก หัวปลี ก้านดอกแทงออกจากยอดของลำต้น ลักษณะตูมเหมือนดอกบัว ขนาดใหญ่ ภายในมีกลีบดอกจำนวนมาก ซึ่งจะเจริญเติบโตเป็นผลกล้วยต่อไป
ผลกล้วย ลักษณะเป็นเครือ ในหนึ่งเครือ มีกล้วยหลายหวี และ ในหนึ่งหวีมีผลกล้วยหลายผล ลักษณะผลกล้วยยาวเรียว ขนาดยาวประมาณ 15 เซ็นติเมตร ผลดิบเป็นสีเขียว ผิวผลเรียบ เนื้อในมีสีขาว ส่วนพอสุกเปลือกผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เนื้อสีเหลือง รสหวาน มีเมล็ดกลมๆสีดำ
คุณค่าทางโภชนาการของกล้วยน้ำว้า

สล็อต

สำหรับการบริโภคกล้วยเป็นอาหาร สามารถใช้ประโยชน์จากผลกล้วย และ ปลีกล้วย ซึ่งจากการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของผลกล้วยน้ำว้า ขนาด 100 กรัม พบว่า สามารถให้พลังงาน 85 แคลอรี่ และ มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย น้ำ 75.7 กรัม โปรตีน 1.1 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 22.2 กรัม เถ้า 0.8 กรัม แคลเซียม (Ca) 8.0 กรัม เหล็ก (Fe) 0.7 มิลลิกรัม โพแทสเซียม (K) 370 มิลลิกรัม แมกนีเซียม (Mg) 33 มิลิกรัม วิตามินเอ 190 IU วิตามินซี 10 มิลลิกรัม ไทอามีน (Thiamine) 0.05 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน (Riboflavin) 0.06 มิลลิกรัม และไนอาซีน (Niacin) 0.7 มิลลิกรัม

สรรพคุณของกล้วยน้ำว้า

กล้วยน้ำว้า เมื่อเทียบกับกล้วยหอมและกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าจะให้พลังงานมากที่สุด กล้วยน้ำว้าห่ามและสุกมีธาตุเหล็กในปริมาณสูง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซีช่วยบำรุงกระดูก ฟัน และเหงือกให้แข็งแรง ช่วยให้ผิวพรรณดี มีเบต้าแคโรทีน ไนอาซีนและใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องขึ้น กินกล้วยน้ำว้าสุก จะช่วยระบายท้องและสามารถรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันในเด็กเล็กได้ ช่วยลดอาการเจ็บคอ เจ็บหน้าอกที่มีอาการไอแห้งร่วมด้วย โดยกินวันละ 4-6 ลูก แบ่งกินกี่ครั้ง ก็ได้ กินกล้วยก่อนแปรงฟันทุกวันจะทำให้ไม่มีกลิ่นปาก และผิวพรรณดี เห็นผลได้ใน 1 สัปดาห์ กล้วยน้ำว้าดิบและห่ามมีสารแทนนิน เพคตินมีฤทธิ์ฝาดสมาน รักษา อาการท้องเสียที่ไม่รุนแรงได้ โดยกินครั้งละครึ่งผล หรือ 1 ผล อาการท้องเสียจะทุเลาลง นอกจากนี้จากการศึกษาวิจัยยังพบว่า มีผลในการรักษาโรคกระเพาะได้อีกด้วย การนำกล้วยน้ำว้ามาใช้ประโยน์ทางสมุนไพร สามารถนำ ผล หัวปลี และหยวกกล้วย มาใช้ได้ ดังนี้

สล็อตออนไลน์

ผลดิบของกล้วยน้ำว้า นำมารับประทาน แก้ท้องเสีย
ผลสุกของกล้วยน้ำว้า นำมารับประทาน เป็นยาระบาย
ยางของกล้วยน่ำว้า สามารถทำมาทาแผล ใช้เป็นยาสมานแผลห้ามเลือดได้ดี
หัวปลี นำมารับประทาน ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ แก้โรคโลหิตจาง ลดน้ำตาลในเส้นเลือด รักษาเบาหวานได้
ประโยชน์ของกล้วย

กล้วยก็สามารถนำมาทำเป็นมาส์กหน้าได้เหมือนกันนะ โดยจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว ช่วยลดความหยาบกร้านของผิว วิธีง่าย ๆ เพียงแค่ใช้กล้วยสุกหนึ่งผลมาบดให้ละเอียด แล้วเติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นคลุกให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
เปลือกกล้วยสามารถแก้ผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้ ด้วยการลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด อาการคันจะลดลงไปได้ระดับหนึ่ง
เปลือกด้านในของกล้วยช่วยในการรักษาโรคหูดบนผิวหนังได้ โดยใช้เปลือกกล้วยวางบนลงบริเวณหูดแล้วใช้เทปกาวแปะไว้
เปลือกกล้วยด้านในช่วยฆ่าเชื้อที่เกิดจากบาดแผลได้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อแปะที่บาดแผลแล้วก็ควรจะเปลี่ยนเปลือกใหม่ทุก ๆ 2 ชั่วโมงด้วย
ยางกล้วยสามารถนำมาใช้ในการห้ามเลือดได้
ก้านใบตอง ช่วยลดอาการบวมของฝี แต่ก่อนใช้ต้องตำให้แหลกเสียก่อน

jumboslot

ใบอ่อนของกล้วย หากนำไปอังไฟให้นิ่ม ก็ใช้ประคบแก้อาหารเคล็ดขัดยอกได้
หัวปลีนำมารับประทานเพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งบำรุงและขับน้ำนมสำหรับมารดาหลังคลอดบุตร
ผลดิบนำมาบดให้ละเอียดทั้งลูกผสมกับน้ำสะอาด รับประทานเพื่อแก้อาการท้องเสีย
ใบตอง อีกส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์กันอย่างมาก เช่น ทำกระทง ห่อขนม ห่ออาหาร ทำบายศรี บวงสรวงต่าง ๆ
โทษของกล้วยน้ำว้า

สำหรับการรับประทานกล้วยน้ำว้าเป็นอาหาร ยางกล้วยมีความเป็นพิษ มีสารซิโตอินโดไซด์ ซึ่งเป็นสารในกลุ่มสเตียรอยด์ ไม่ควรรับประทานยางกล้วย การรับประทานกล้วยมากเกินไป อาจทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ

กล้วยน้ำว้า ผลไม้ พืชเศษฐกิจ สรรพคุณของกล้วยน้ำว้า ช่วยสมานแผล ยาระบาย รักษาเบาหวาน รักษาโรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ แก้ท้องเสีย ท้องร่วง สมุนไพร พืชสารพัดประโยชน์ ปลูกง่าย สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตามบ้านเรือนของไทย จึงพบเห็นการปลูกกล้วยอยู่มากมาย

slot

กล้วยน้ำว้าดิบสามารถช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร เพราะในกล้วยดิบมีสารที่ชื่อว่า แทนนิน มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และยังมีสารอีกตัวที่สำคัญคือ เซโรโทนิน ที่จะช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารผลิตเยื่อเมือกมากขึ้น จึงช่วยเคลือบแผลที่กระเพาะ ลดการระคายเคือง และลดความแสบร้อนลงได้

กล้วยสุกสามารถดับกลิ่นปากได้ดี เพียงรับประทานก่อนสุกในตอนเช้าแล้วจึงแปรงฟัน ทานติดต่อกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ รับรองว่าช่วยระงับกลิ่นปากให้หายไปได้

กล้วยน้ำว้าสุกมีดัชนีน้ำตาลต่ำ มีค่า GI เพียง 37 การรับประทานกล้วยน้ำว้าสุกจึงช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลไปใช้อย่างช้าๆ กล้วยน้ำว้าจึงเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

กล้วยน้ำว้าอุดมไปด้วยแคลเซียม เมื่อนำกล้วยไปผ่านความร้อน เช่น กล้วยต้ม กล้วยปิ้ง กล้วยบวชชี ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น 5-6 เท่า

กล้วยน้ำว้าสุกช่วยแก้อาการท้องผูกเพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้จึงช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น อุจจาระนิ่ม จึงช่วยป้องกันโรคริดสีดวงทวาร

กล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้ที่มีธาตุเหล็กสูงซึ่งจะไปช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง จึงช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง

กล้วยสุกมีสารทริปโตเฟนที่จะช่วยคลายเครียด รู้สึกผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล อารมณ์ดีขึ้น จึงสามารถช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ดี

หากใครที่นอนไม่หลับให้ลองรับประทานกล้วยน้ำว้าสุกก่อนนอนก็จะช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ทำให้นอนหลับสบายตลอดคืน

กล้วยน้ำว้าดิบมีสารแทนนินซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เพียงนำผงกล้วยน้ำว้าดิบมาชงดื่มก็จะช่วยแก้อาการท้องร่วง แก้ท้องเสียได้

คุณค่าทางโภชนาการของมังคุด

ต้นมังคุด ภาษาอังกฤษ เรียก Mangosteen ชื่อวิทยาศาสตร์ของมังคุด คือ Garcinia mangostana Linn. สำหรับชื่อเรียกอื่นของมังคุด เช่น แมงคุด เมงค็อฟ เป็นต้น ซึ่งชื่อเรียกจะเรียกแตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ ต้นมังคุด ผลไม้ สมุนไพร สรรพคุณ ช่วยสมานแผล แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ลดอาการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย

เครดิตฟรี

มังคุด เป็นพันธุ์ไม้ไม่ผลัดใบเขตร้อนชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ที่หมู่เกาะซุนดาและหมู่เกาะโมลุกกะ แพร่กระจายพันธุ์ไปสู่หมู่เกาะอินดีสตะวันตกเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 24 แล้วจึงไปสู่ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส ปานามา เอกวาดอร์ ไปจนถึงฮาวาย ในประเทศไทยมีการปลูกมังคุดมานานแล้วเช่นกัน เพราะ มีกล่าวถึงในพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ในสมัยรัชกาลที่ 1 นอกจากนั้น ในบริเวณโรงพยาบาลศิริราชยังเคยเป็นที่ตั้งของวังที่มีชื่อว่า ” วังสวนมังคุด ” ในจดหมายเหตุของราชทูตจากศรีลังกาที่เข้ามาขอพระสงฆ์ไทย ได้กล่าวว่ามังคุดเป็นหนึ่งในผลไม้ที่นำออกมารับรองคณะทูต

มังคุดในประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกมังคุดมากเป็นอันดับต้นๆของโลก ไปสู่ในหลายๆประเทศทั่วโลกเช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และเนเธอแลนด์ โดยมีมูลค่าการส่งออกปีละมากกว่า 1,500 ล้านบาท มังคุดที่ถูกส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศมีทั้งในรูปของผลสดและมังคุดแปรรูป ภาคใต้จัดเป็นแหล่งปลูกมังคุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สามารถผลิตมังคุดที่มีคุณภาพดีและมีรสชาติดีเมื่อเทียบกับมังคุดในภูมิภาคอื่นของประเทศ เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จากการที่มังคุดมีเอกลักษณ์ทั้งในรูปร่างของผลที่สวยงาม และมีรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว เป็นที่ชื่นชอบของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจนได้รับฉายาว่า “ Queen of Fruits ”

ปัจจุบันมังคุดจึงจัดเป็นผลไม้ที่มีศักยภาพสูงในการส่งออกของประเทศไทย และในอนาคตมีแนวโน้มว่ามังคุดจะมีความสำคัญมากขึ้นอีกด้วย เนื่องจากว่าประเทศไทยได้ทำการขยายตลาดการส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนซึ่งมีประชากรสูง ก็ให้ความสนใจกับไม้ผลชนิดนี้ด้วย

สล็อต

คุณค่าทางโภชนาการของมังคุด

นักโภชานการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของมังคุดขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 76 แคลอรี และ มีสามารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย โปรตีน 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรท 18.4 กรัม ใยอาหาร 1.7 กรัม แคลเซียม 11 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 17 มิลลิกรัม เหล็ก 0.9 มิลิลกรัม วิตามินบี1 0.09 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.06 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.01 มิลลิกรัม เปลือกของมัคคุด มีสารแทนนิน (tannin) ช่วยให้แผลหายเร็ว ช่วยลดอาการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองได้

ลักษณะของต้นมังคุด

มังคุด เป็นไม้ยืนต้น ความสูงประมาณ 10-12 เมตร ลำต้นตรง เปลือกมีสีน้ำตาลเข้ม เปลือกของมังคุดมีน้ำยางสีเหลือง ใบของมังคุด เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงกัน รูปไข่หรือรูปวงรี มีขอบขนาน ความกว้างประมาณ 6-12 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร เนื้อของใบหนาและค่อนข้างเหนียวเหมือนหนัง ด้านหลังของใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบจะมีสีเขียวอ่อน ดอกของมังคุด เป็นดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกมีสีแดง ผลของมังคุด ลักษณะกลม เปลือกนอกสีเข้มแข็ง เมื่อผลแก่เต็มที่จะมีสีม่วงแดง มียางสีเหลือง เนื้อผลสีขาวฉ่ำน้ำ มีเมล็ดอยู่ในเนื้อผล

สรรพคุณของมังคุด

นำเปลือกมาใช้ประโยชน์ ซึ่งสรรพคุณของเปลือกมังคุดมี ดังนี้

สล็อตออนไลน์

รักษาโรคท้องเสียเรื้อรัง และโรคลำไส้ โดยใช้เปลือกมังคุดครึ่งผลต้มกับน้ำรับประทานครั้งละ 1 แก้ว
รักษาอาการท้องเดิน ท้องร่วง โดยเปลือกมังคุต้มกับน้ำปูนใส ในเด็กให้รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชาทุก 4 ชั่วโมง ในผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะทุก 4 ชั่วโมง
รักษาแผลน้ำกัดเท้า แผลพุพอง ใช้เปลือกผลสดหรือแห้ง ฝนกับน้ำปูนใส ทาแผลน้ำกัดเท้า แผลพุพอง วันละ 2-3 ครั้ง
ประโยชน์ของมังคุด

รับประทานสดเป็นผลไม้หรือทำเป็นน้ำผลไม้อย่าง น้ำมังคุดและน้ำเปลือกมังคุด
มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอย
มีฤทธิ์ในการจับอนุมูลอิสระต่าง ๆ ได้มากกว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ
ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส แข็งแรง
ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรง
ช่วยลดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์
เปลือกมังคุดมีสารช่วยป้องกันเชื้อราจึงเหมาะแก่การหมักปุ๋ย
นำมาประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน เช่น แกง ยำ มังคุดลอยแก้ว ซอสมังคุด เป็นต้น
นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่าง มังคุดกวน แยมมังคุด มังคุดแช่อิ่ม ทอฟฟี่มังคุด
มังคุดมีสารจีเอ็ม-1 ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง สำหรับผู้มีปัญหาสภาพผิวเรื้อรังจากสิวและอาการแพ้
นำมาแปรรูปเป็นสบู่เปลือกมังคุด ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยดับกลิ่นเต่า รักษาสิวฝ้า บรรเทาอาการของโรคผิวหนัง
โทษของมังคุด

jumboslot

ในมังคุดมีสารแซนโทน ( Xanthone ) ในปริมาณมาก แม้จะมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบ ลดความดันโลหิต ช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง และอาการแพ้ต่าง ๆ แต่ก็ยังขาดข้อมูลในการสนับสนุนว่ามังคุดจะสามารถรักษาอาการต่าง ๆ เหล่านี้ได้จริง ถึงแม้ยังไม่มีรายงานการศึกษาความเป็นพิษในมนุษย์ แต่ก็พบอาการไม่พึงประสงค์หลายอย่างในแต่ละบุคคล เช่น มีอาการผิวหนังบวมแดง เป็นผื่นคันขึ้นตามตัว ปวดศีรษะ ปวดบริเวณข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ท้องเสีย ถ่ายเหลว ลำไส้แปรปรวน เป็นต้น

นอกจากนี้มังคุดยังมีสารแทนนิน ( Tannin ) ที่อยู่ในเปลือกของมังคุด หากบริโภคมากเกินไปและต่อเนื่อง อาจจะทำให้เกิดเป็นพิษต่อตับ ไต การเกิดมะเร็งในร่องแก้ม ในทางเดินอาหารส่วนบน และยังไปลดจำนวนของเม็ดเลือดขาวจนทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงจากปกติ

มังคุด ( Mangosteen ) ราชินีแห่งผลไม้ สมุนไพร นิยมรับประทานผลของมังคุด ประโยชน์ของมังคุด สรรพคุณของมังคุด ช่วยสมานแผล แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ลดอาการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย เปลือกมังคุดนำมาทำเครื่องสำอางค์ได้ ข้อควรระวังในการกินมังคุด

ข้อควรระวังในการรับประทานมังคุด
มีบางคนเคยได้ยินว่าให้รับประทานมังคุดนึ่งเพื่อเป็นยารักษาโรคต่างๆ โดยเป็นการนำเอาสารอาหารจากเปลือกมังคุดให้แทรกซึมเข้าไปในเนื้อมังคุดมากขึ้น และอันที่จริงแล้วหากรับประทานสารสกัดเปลือกมังคุดในขนาดสูง อาจมีกระทบต่อการทำงานของตับและไตได้ นอกจากนี้อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากเปลือกมังคุดยังอาจส่งผลต่อการทำงานของตับและไตได้เช่นกัน ดังนั้นผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคตับ ไต รวมถึงเบาหวาน และโรคอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริมจากมังคุด

ส่วนมังคุดสด ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป ควรสลับรับประทานกับผลไม้ และอาหารอื่นๆ เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลาย และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

slot

มังคุดมีวิตามินซีที่ช่วยย่นระยะเวลาในการเป็นไข้หวัดให้หายเร็วขึ้น เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย และลดความเสี่ยงโรคลักปิดลักเปิด (เลือดออกตามไรฟัน)
มังคุดมีวิตามินบีคอมเพล็กซ์ (บี 1 ไนอะซิน) ที่ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
มังคุดมีโฟเลตที่ดีต่อหญิงตั้งครรภ์ เพราะช่วยป้องกันการพิการแต่กำเนิดในทารก ช่วยในการสร้างน้ำนมของมารดาหลังคลอด และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย
มังคุดมีใยอาหารจำนวนมาก ที่ช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย และลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ต่างๆ
งานวิจัยพบว่า สารสกัดจากมังคุดมีฤทธิ์ต้านการลุกลามของมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมาก
เปลือกมังคุดก็ยังอุดมไปด้วยสารพฤกษเคมีแซนโทน (Xanthone) จึงมักมีผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากเปลือกมังคุดผสมอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ
มังคุดมีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยต้านการอักเสบ

สรรพคุณของเสาวรส

ต้นเสาวรส ภาษาอังกฤษ เรียก Passionfruit ชื่อวิทยาศาสตร์ของเสาวรส คือ Passiflora edulis สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของเสาวรส เช่น กระทกรก สุคนธรส เป็นต้น เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปอเมริกาใต้ พบในประเทศบราซิล ปารากวัย อาร์เจนตินา

เครดิตฟรี

ต้นเสาวรส หรือเรียกอีกชื่อว่า กะทกรกฝรั่ง เป็นผลไม้ เพื่อสุขภาพที่มีต้นกำเนิดในแถบทวีปอเมริกาใต้ ลักษณะของผลกลม มีสีเขียว เมื่อสุกจะมีหลายสี เช่น สีม่วง สีเหลือง สีส้ม เป็นต้น สำหรับเสวรสในประเทศไทยนิยมปลูก 3 สายพันธุ์ โดยในผลเสาวรสนั้นจะมีเมล็ดจำนวนมาก มีกลิ่นคล้ายฝรั่งสุก รสออกเปรี้ยวจัด แต่บางสายพันธุ์จะมีรสออกอมหวานด้วย

เสาวรส สมุนไพร ผลไม้ ประโยชน์ของเสาวรส

เสาวรส เป็นไม้เลื้อย ผลของเสาวรสจะมีทรงกลม ผลอ่อนของเสารสจะมีสีเขียว เมื่อสุกมื่อสุกจะมีหลายสี เช่น สีม่วง สีเหลือง สีส้ม กลิ่นคล้ายผลฝรั่งสุก มีรสเปรี้ยว แหล่งปลูกเสาวรสเพื่อการพาณิชย์มีหลายประเทศ เช่น อินเดีย ศรีลังกา นิวซีแลนด์ ประเทศแถบทะเลแคริบเบียน บราซิล โคลอมเบีย โบลิเวีย เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย เปรู เปอร์โตริโก สาธารณรัฐโดมินิกัน สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย แอฟริกาตะวันออก เม็กซิโก อิสราเอล คอสตาริกา แอฟริกาใต้ และ โปรตุเกส

เสาวรสในประเทศไทย

สำหรับเสาวรสในประเทศไทย เราพบว่ามีการปลูกเสาวรสอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ เสาวรสพันธุ์สีม่วง เสาวรสพันธ์สีเหลือง และ เสาวรสพันธ์ผสม สำหรับพันธ์สีม่วง เปลือกสีม่วง เนื้อในสีเหลืองอมหวาน แต่ไม่ค่อยทนโรคในเขตร้อน เสารสพันธุ์สีเหลือง หรือ เสาวรสสีทอง เป็นสายพันธ์ที่นิยมปลูกในเขตร้อน ผลแก่สีเหลือง รสเปรี้ยวมาก ส่วนเสาวรสพันธุ์ผสม ผลสุกเป็นสีม่วงอมแดง รสเปรี้ยวจัด และ กลิ่นแรง

ลักษณะของต้นเสาวรส

สล็อต

สำหรับต้นเสาวรส ไม้เลื้อย สามารถขยายพันธ์ โดยการปักชำและการเสียบยอด ลักษณะของต้นเสาวรส มีดังนี้

ลำต้นเสาวรส ลำต้นเป็นเถา ไม้เลื้อย มีหนามขนาดเล็ก เถาแตกมือเกาะบริเวณซอกใบ
ใบเสาวรส เป็นใบเดี่ยว ใบมีสีเขียว ปลายแฉกแหลม ใบหนา และ สากมือ
ดอกเสาวรส เป็นดอกเดี่ยว ออกดอกตามซอกใบและเถา ดอกสีเขียว ด้านในสีขาว ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ
ผลเสาวรส เป็นผลเดี่ยว ทรงกลม อวบน้ำ สีเปลือกแตกต่างกันตามแต่ละสายพันธุ์
เมล็ดเสาวรส ลักษณะรี เมล็ดด้านในสีดำ เยื่อหุ้มเมล็ดมีรสเปรี้ยวจัด เมล็ดของเสาวรส เป็นส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ทำน้ำผลไม้บริโภค
คุณค่าทางโภชนาการของเสาวรส

สำหรับการบริโภคเสาวรสเป็นอาหาร นิยมบริโภคผลเสาวรส นักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของผลเสาวรสขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 97 กิโลแคลอรี และ มีสารอาหารสำคัญมากมาย ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 23.38 กรัม น้ำตาล 11.2 กรัม กากใยอาหาร 10.4 กรัม ไขมัน 0.7 กรัม โปรตีน 2.2 กรัม วิตามินเอ 64 ไมโครกรัม เบตาแคโรทีน 734 ไมโครกรัม วิตามินบี 2 0.13 มิลลิกรัม วิตามินบี 3 1.5 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 0.1 มิลลิกรัม วิตามินบี 9 14 ไมโครกรัม โคลีน 7.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 30 มิลลิกรัม วิตามินเค 0.7 ไมโครกรัม ธาตุแคลเซียม 12 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 1.6 มิลลิกรัม ธาตุแมกนีเซียม 29 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 68 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 348 มิลลิกรัม ธาตุโซเดียม 28 มิลลิกรัม และธาตุสังกะสี 0.1 มิลลิกรัม

ในเสาวรสมี ไลโคพีนในชั้นเพอริคาร์บ ผลเสาวรสสุก มีบีตา-แคโรทีน โพแทสเซียมและใยอาหารสูง ส่วนน้ำเสาวรส ให้วิตามินซีสูง ผลเสารสสีม่วง นิยมบริโภคสด

สรรพคุณของเสาวรส

สล็อตออนไลน์

สำหรับการใช้ประโยชน์จากเสาวรสเพื่อการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ ยอด ราก ใบ ผล ซึ่งรายละเอียดของ ประโยชน์ของเสาวรส มีดังนี้

ยอดของเสาวรส นำมารับประทานเป็นผัดสด สามารนำไปทำแกง หรือลวก ทากับน้ำจิ้ม เนื้อไม้ของเสาวรส เป็นยาบำรุงธาตุขัน ใช้รักษาแผลได้
รากของเสาวรส หากนำมาต้ม สามารถใช้ รักษาผดผื่นคัน และกามโรคได้
ใบของเสาวรส หากนำมาบดละเอียดคั้นน้ำ สามารถทำเป็นยาถ่ายพยาธิได้
ดอกของเสาวรส สามารถใช้แก้ไอ ขับเสมหะ
ผลของเสาวรส รับประทานเมล็ด นำมาคั้นเป็นน้้ำเสาวรส ดื่มเพื่อสุขภาพ น้ำเสาวรสมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา และบำรุงผิวพรรณ น้ำเสารสมีวิตามินซีสูง ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน นอกจากนั้นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ก่อนเวลาอันควร สามารถกำจัดสารพิษในเลือด บำรุงไต รักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ สามารถลดไขมันในเลือดได้
สำหรับประโยชน์ของเสาวรสและสรรพคุณของเสาวรสนั้นก็มีมากมายหลายข้อ เพราะเสาวรสอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุรวมอยู่หลายชนิด ซึ่งได้แก่ วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 กรดโฟลิก ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุแมกนีเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม ธาตุสังกะสี และคาร์โบไฮเดรต โดยยังมีของแถมนั่นก็คือใยอาหารในปริมาณสูงรวมอยู่ด้วย ซึ่งนิยมนำมารับประทานเป็นผลไม้สด โดยเสาวรสที่ลักษณะดีนั้นต้องไม่เหี่ยว ผิวต้องเต่งตึง

jumboslot

โทษของเสาวรส

ห้ามรับประทานในส่วนของต้นสดเสารสเด็ดขาด เนื่องจาก ต้นเสาวรสมีสารพิษอันตราย อาจทำให้เสียชีวิตได้

เสาวรส ( Passion fruit ) กระทกรกฝรั่ง สมุนไพร สรรพคุณของเสาวรส ช่วยสมานแผล บำรุงผิว บำรุงสายตา ลดไขมันในเลือด ช่วยถ่ายพยาธิ แก้ไอ ขับเสมหะ นิยมนำมารับประทานเนื้อของผลเสาวรส น้ำมาทำอาหารต่างๆมากมาย

เสาวรส (กะทกรกฝรั่ง) เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดในแถบทวีปอเมริกาใต้ ผลมีลักษณะกลม ผลอ่อนจะมีสีเขียว แต่เมื่อสุกแล้วจะมีหลายสีแล้วแต่สายพันธุ์ คือ สีม่วง สีเหลือง สีส้ม ซึ่งในบ้านเรานี้จะปลูกทั้ง 3 สายพันธุ์ โดยในผลเสาวรสนั้นจะมีเมล็ดจำนวนมาก มีกลิ่นคล้ายฝรั่งสุก รสออกเปรี้ยวจัด แต่บางสายพันธุ์จะมีรสออกอมหวานด้วย

สำหรับประโยชน์ของเสาวรสและสรรพคุณของเสาวรสนั้นก็มีมากมายหลายข้อ เพราะเสาวรสอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุรวมอยู่หลายชนิด ซึ่งได้แก่ วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 กรดโฟลิก ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุแมกนีเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม ธาตุสังกะสี และคาร์โบไฮเดรต โดยยังมีของแถมนั่นก็คือใยอาหารในปริมาณสูงรวมอยู่ด้วย ซึ่งนิยมนำมารับประทานเป็นผลไม้สด โดยเสาวรสที่ลักษณะดีนั้นต้องไม่เหี่ยว ผิวต้องเต่งตึง แต่ทั้งนี้ห้ามรับประทานในส่วนของต้นสดเด็ดขาด เพราะมีสารพิษอันตราย อาจทำให้เสียชีวิตได้ รอรับประทานผลอย่างเดียวจะดีกว่า

slot

ประโยชน์ของเสาวรส
เสาวรส ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
ช่วยในการชะลอวัย ชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
ช่วยในการบำรุงสายตา เนื่องจากมีวิตามินเอรวมอยู่ด้วย
น้ำเสาวรสช่วยให้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น
น้ำเสาวรสช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
มีวิตามินบี 2 ซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม
มีแคลเซียมซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกเสื่อมและกระดูกหัก
มีโพแทสเซียมสูง ช่วยให้มีสติปัญญา จิตใจร่าเริงแจ่มใส ด้วยการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงที่สมอง
มีแมกนีเซียม ซึ่งช่วยในการเผาผลาญไขมันและเปลี่ยนเป็นพลังงาน
มีฟอสฟอรัสสูง ซึ่งช่วยส่งเสริมสุขภาพเหงือกและฟันให้แข็งแรง
นิยมนำมาดื่มเป็นน้ำผลไม้หรือใช้เป็นส่วนผสมในน้ำผลไม้รวม
ใช้ทำเป็นน้ำผลไม้ปั่น สำหรับวิธีทำน้ําเสาวรส อย่างแรกให้เตรียมเสาวรสที่สุกแล้ว 3 ลูก / น้ำเชื่อมครึ่งถ้วย / เกลือป่นหนึ่งช้อนโต๊ะ / น้ำต้มสุกแช่เย็นหนึ่งถ้วย หลังจากนั้นนำเสาวรสไปล้างให้สะอาดทั้งเปลือก แล้วนำมาผ่าครึ่งตามขวาง แล้วนำช้อนตักเมล็ดเนื้อเสาวรสและน้ำออกให้หมด แล้วนำมาปั่นกับน้ำต้มสุกจนละเอียด แล้วกรองกากและเมล็ดออกด้วยการใช้ผ้าขาวบางหรือกระชอน หลังจากนั้นนำน้ำเสาวรสที่กรองเรียบร้อยแล้วลงในเครื่องปั่น ใส่น้ำเชื่อม เกลือป่น น้ำแข็งตามลงไปปั่น เสร็จแล้วก็จะได้น้ำเสาวรสฝีมือของเราแล้ว
นำมาใช้แต่งกลิ่นหรือรสชาติในโยเกิร์ต น้ำอัดลม เป็นต้น
เนื้อเสาวรสนำไปทำขนมได้หลายชนิด เช่น เค้ก แยม เยลลี ไอศกรีม เป็นต้น

ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงของมะม่วง

มะม่วงจัดเป็นผลไม้เมืองร้อนตระกลูเดียวกับมะปราง มีถิ่นกำเนิดแถบภาคตะวันออกของอินเดีย ต่อมาได้กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณเขตร้อนใกล้เคียง รวมถึงประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

เครดิตฟรี

ปัจจุบันสามารถพบมะม่วงได้ในเขตร้อนต่างๆ เช่น กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮาวาย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย อินเดีย แอฟริกาตะวันออกและใต้ อียิปต์ อิสราเอล และตอนใต้ของอเมริกาและมีสายพันธุ์กว่า 50 สายพันธุ์ สำหรับในประเทศไทยมะม่วงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยได้ส่งออกมะม่วงเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากฟิลิปปินส์ และเม็กซิโกและสามารถเพาะปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ส่วนมากจะมีการปลูกมากในภาคเหนือและภาคกลาง

ประโยชน์และสรรพคุณมะม่วง

ประโยชน์ของมะม่วงที่เราคุ้นเคยเป็นประจำก็คือ นำมารับประทานเป็นผลไม้สดทั้งดิบและสุก โดยอาจใช้รับประทานสดๆ ทั้งที่รสเปรี้ยวหรือหวาน หรือมีการไปทำเป็นอาหารคาว-หวานต่างๆ เช่น มะม่วงยำ ตำมะม่วง ใช้เป็นเครื่องทำข้าวคลุกกะปิ หรือจะทำเป็นข้าวเหนียวมะม่วง มะม่วงแผ่น มะม่วงน้ำปลาหวาน มะม่วงกวน มะม่วงแช่อิ่ม มะม่วงแก้ว เป็นต้น ส่วนใบอ่อนยังสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารได้ เช่น ยำยอดมะม่วง หรือใช้เป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริกต่างๆ ในภาคเหนือ นอกจากนี้ยังมีการนำส่วนต่างๆของมะม่วงมาใช้ประโยชน์อื่นๆอีกเช่น ใบแก่ของมะม่วงนำมาใช้ย้อมผ้าโดยจะให้สีเหลือง

และเปลือกต้นของมะม่วงเมื่อนำมาย้อมผ้าจะให้สีเขียว ส่วนเนื้อไม้มะม่วงยังมีการนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน รวมถึงเครื่องมือทางการเกษตรอีกด้วย และสำหรับสรรพคุณทางยาของมะม่วงนั้น ตามตำรายาไทยและตำรายาพื้นบ้านภาคต่างๆ นั้น ได้ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ดังนี้ ผลสดใช้บำรุงธาตุ บำรุงกระเพาะอาหาร ทำให้กระปรี้กระเปร่า แก้ร้อนในกระหาย้ำ แก้บิดมูกเลือด ใช้เป็นยาระบายช่วยในการขับถ่าย ขับปัสสาวะ แก้วิงเวียนศีรษะ ใบช่วยแก้เบาหวาน แก้ลำไส้อักเสบ แก้ท้องอืด แก้ตานขโมยในเด็ก ใช้ล้างบาดแผล สมานแผล เปลือกต้น แก้ไข้ตัวร้อน แก้จมูกอักเสบ แก้คอตีบ เมล็ดใช้ขับพยาธิ เปลือกผลใช้ แก้ปวดเมื่อยปวดประจำเดือน

ลักษณะทั่วไปมะม่วง

มะม่วงจัดเป็นไม้พุ่มยืนต้นมีน้ำยางสีขาวขุ่นอยู่ในทุกส่วน สูงประมาณ 10-15 ม. ซึ่งขนาดของลำต้นจะขึ้นอยู่กับพันธุ์และอาจะ แต่โดยทั่วไปแล้วลำต้นจะมีลักษณะตรง ผิวลำต้นสีเทาหรือเกือบดำ เปลือกอ่อนมีสีเขียว เปลือกแก่เป็นสีน้ำตาล ผิวขรุขระแข็งมีเกล็ดมากและมีกิ่งก้านสาขาขนาดใหญ่ แข็งแรง ลักษณะทรงพุ่มเป็นรูปครึ่งวงกลมหรือรูปไข่ ส่วนเนื้อไม้เมื่ออายุน้อยจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลือกเป็นสีน้ำตาลแกมแดง

สล็อต

สำหรับระบบรากเป็นแบบรากแก้ว โดยความยาวของรากมีตั้งแต่ 6-8 เมตร (หรือมากกว่า) และมีรากดูดอาหารนั้นอยู่หนาแน่ในบริเวณผิวดิน ลึกประมาณ 30-60 เซนติเมตร และแผ่กว้างออกประมาณ 750 เซนติเมตร แต่ถ้าหากขาดการพรวนดินพูนโคนเป็นเวลานานก็จะทำให้รากมะม่วงเจริญโผล่ขึ้นมาบนดิน ใบเป็นแบบใบเดี่ยวเรียงตัวแบบสลับบริเวณปลายกิ่งมีใบเกิดถี่ ใบเป็นรูปหอกยาวแกมของขนาน เรียวยาว โดยยาวประมาณ 8-40 ซม. กว้าง 2-10 ซม.(แล้วแต่สายพันธุ์) ฐานใบค่อยๆ กว้างออกคล้ายรูปลิ่มแหลม ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่น ไม่มีขน ไม่มีหูใบ ใบอ่อนสีออกแดง แต่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเป็นมัน ก้านใบยาว 1-10 เซนติเมตร ดอกออเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ซึ่งจะออกตามปลายกิ่งหรือตาดอกที่อยู่ปลายกิ่งโดยในช่อดอกหนึ่งๆ จะมีช่อย่อยหลายช่อ

และบริเวณก้านช่อดอกจะมีสีเขียวออกแดงและมีขน ในแต่ละช่อดอกประกอบด้วยดอก 2 ประเภท คือ ดอกเพศผู้ และดอกสมบูรณ์เพศอยู่ร่วมช่อดอกเดียวกัน ส่วนกลีบดอกโดยทั่วไปมี 5 กลีบแยกกัน และมีร่องสีเหลืองเข้มบริเวณโคนกลีบดอก ในระหว่างวงกลีบดอก และวงเกสรเพสผู้จะมีแผ่นจานกลมคั่นอยู่ ส่วนสีของดอกนั้นดอกมีหลายสีแตกต่างกัน ได้แก่ แดง ชมพู หรือขาว แล้วแต่สายพันธุ์ และสำหรับ (ดอกสมบูรณ์เพศ คือ ดอกที่มีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน และสามารถเจริญกลายเป็นผลได้เมื่อได้รับการผสมเกสร) กลีบเลี้ยงจะมี 4-5 กลีบ แยกกัน

ลักษณะโค้งนูนมีสีเขียวอมเหลือง และมีขนแข็งขนาดยาวปกคลุม ผลเป็นแบบผลสดโดยจะออกเป็นผลเดี่ยว โดยขนาดของรูปร่าง รูปทรงสีปริมาณเสี้ยน รสชาติ และกลิ่น จะมีความต่างในแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งขนาดความยาวของผลจะมีตั้งแต่ 5-20 เซนติเมตร ความกว้าง 4-8 เซนติเมตร ส่วนรูปร่างของผลมีตั้งแต่กลมไปจนถึงรูปไข่ค่อนข้างยาว

สีเปลือกด้านนอกของผลประกอบด้วยส่วนผสมของสีต่างๆ เช่น เขียว เหลือง แดงและม่วง เนื้อในเมื่อยังอ่อน เนื้อแน่นแข็งรสหวานหรือเปรี้ยงแล้วแต่สายพันธุ์ แต่เมื่อผลสุกเนื้อจะอ่อนนุ่ม มีรสชาติหวานหอม เมล็ดอยู่ถัดจากเนื้อ มีขนาดใหญ่ไปจนถึงเกือบไม่มีเมล็ด (แล้วแต่สายพันธุ์) เมล็ดจะมีสีขาวขุ่นมีเส้นใยขึ้นปกคลุม เปลือกหุ้มเมล็ดมีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น คือ ชั้นนอก (testa) และชั้นใน (tegmen)

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์มะม่วง

มะม่วงสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง การเพาะเมล็ด และการเปลี่ยนยอด โดยการปลูกช่วงต้นฤดูฝน เพื่อให้มะม่วงตั้งตัวได้เร็วเนื่องจากอากาศและดินมีความชุ่มชื้นดี และเป็นการสะดวกที่ไม่ต้องรดน้ำในระยะแรก ส่วนระยะการปลูกมีอยู่ 2 ลักษณะคือ การปลูกชิดและการปลูกห่าง แต่ในปัจจุบันจะนิยมการปลูกระยะห่างมากกว่าเพราะลงทุนต่ำกว่าและดูแลรักษาง่ายกว่า ซึ่งปกติแล้วมักจะใช้ระยะปลูกประมาณ 6-10 x 6-10 เมตร ซึ่งจะปลูกได้ไร่ละประมาณ 16-25 ต้น

สำหรับหลุมปลูกควรให้มีขนาดความกว้าง x ยาว x ลึก ไม่น้อยกว่า 30x30x30 ซม. โดยหากดินในพื้นที่ไม่อุดมสมบูรณ์ต้องขุดหลุมปลูกให้มีขนาดใหญ่ จากนั้นนำดินที่ขุดไปผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หรือนำดินที่อุดมสมบูรณ์มาใส่เพื่อให้มะม่วงในระยะแรกเจริญเติบโตได้ดี ส่วนการปลูกนั้นเมื่อขุดหลุมเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วก็นำต้นกล้าลงปลูกจากนั้นกลบดินที่ผสมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกให้พูนสูงกว่าระดับดินเดิม 20-30 ซม. จากนั้นกลมดินให้แน่นรดน้ำให้ชุ่ม แล้วใช้ไม้รวกปักแล้วใช้เชือกมัดยึดกับลำต้นเพื่อกันลมโยก ถ้าแสงแดดจัดอาจพรางแสงด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ทางมะพร้าว เป็นต้น

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีในส่วนต่างๆของมะม่วงพบว่ามีสารสำคัญ lycopene , β-carotene เช่น anthocyanins และยังพบสารประกอบ phenolicที่สําคัญซึ่งพบในเปลือก เนื้อ และเมล็ดมะม่วง ได้แก่ mangiferin, gallic acid , caffeic acid และ tannin เป็นต้น

นอกจากนี้ผลของมะม่วงยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

jumboslot

คุณค่าทางโภชนาการของมะม่วงดิบ 100 กรัม

พลังงาน 60 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม
น้ำตาล 13.7 กรัม
ใยอาหาร 1.6 กรัม
ไขมัน 0.38 กรัม
โปรตีน 0.82 กรัม
วิตามิน A54 ไมโครกรัม
วิตามิน B1 0.03 มิลลิกรัม
วิตามิน B2 0.04 มิลลิกรัม
วิตามิน B3 0.67 มิลลิกรัม
วิตามิน B6 0.2 มิลลิกรัม
วิตามิน B9 43 ไมโครกรัม
วิตามิน C36 มิลลิกรัม
แคลเซียม 11 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.16 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 168 มิลลิกรัม
สังกะสี 0.09 มิลลิกรัม
เบตาแคโรทีน 640 ไมโครกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงกระเพาะอาหาร แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้วิงเวียนศีรษะ ปรับสมดุลร่างกาย ทำให้กระปรี้กระเปร่า แก้อาการบิดมูกเลือด ช่วยในการขับถ่าย ใช้เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ โดยการนำมะม่วงสุกมารับประทานเป็นผลไม้ เป็นประจำ

ใช้แก้ โรคเบาหวาน โดยใช้ใบมะม่วงมาล้างให้สะอาด (ประมาณ 15 ใบ) แล้วนำมาต้มในน้ำสะอาด 1 ถ้วย (ใช้ไฟอ่อน ๆ นาน 1 ชั่วโมง) ถ้าน้ำแห้งก็เดิมเรื่อย ๆ เมื่อเสร็จแล้วทิ้งค้างคืนไว้ 1 คืน แล้วจึงนำมากรองเอาแต่น้ำดื่มติดต่อกันประมาณ 3-4 วัน

แก้ซางตานขโมยในเด็ก แก้ท้องอืด แก้ลำไส้อักเสบ โดยใช้ใบมะม่วง ประมาณ 15 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ภายนอก โดยใช้ล้างบาดแผลภายนอกก็ได้

ใช้แก้โรคคอตีบ แก้ไข้ตัวร้อนจมูกอักเสบ โดยใช้เปลือกต้นมะม่วงมาต้มกับน้ำดื่ม

ใช้ขับพยาธิ โดยใช้เมล็ดแก่มาตากแห้งแล้วต้มเอาน้ำดื่ม หรือจะบดให้เป็นผงนำมารับประทานก็ได้

แก้อาการปวดประจำเดือนและอาการปวดเมื่อยโดยการนำเปลือกผลดิบมาคั่วรับประทานร่วมกับน้ำตาล

ใช้สมานแผลสด โดยใช้ใบมะม่วงสดล้างให้สะอาดแล้วนำมาตำพอกบริเวณแผล

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดเบาหวาน มีการศึกษาวิจัยพบว่า สาร mangiferin จากใบมะม่วง เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย streptozotocin ในขนาด 10 และ 20 มก./กก. วันละ 1 ครั้ง นาน 28 วัน จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดลงสูงสุด 49.77 และ 51.89% ตามลำดับ เมื่อให้สารนาน 14 วัน จะช่วยต้านการเกิดภาวะหลอดเลือดหนาและแข็ง (atherogenic) โดยจะลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ลด low density lipoprotein และเพิ่ม high density lipoprotein และจะเพิ่ม glucose talerance ในหนูขาวปกติที่ได้รับสารดังกล่าวนาน 14 วัน

ฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร มีการทดสอบความสามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของสาร mangiferin จากเปลือกต้นมะม่วง โดยการป้อน mangiferin ขนาด 3, 10 และ 30 มก./กก. 60 นาที ให้หนูถีบจักรก่อนที่จะถูกเหนี่ยวนำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหารด้วยเอทานอล เปรียบเทียบกับยาที่ออกฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร N-acetylcysteine พบว่า ไม่พบการทำลายของ mucosa ในกระเพาะอาหารหนู และลดการเกิดแผลได้ 30, 35 และ 63% ตามลำดับ ในหนูที่ได้รับ mangiferin ส่วนหนูที่ได้รับ N-acetylcysteine ลดการเกิดแผลได้ 50% และเมื่อป้อน mangiferin ขนาด 3, 10 และ 30 มก./กก. 60 นาที ให้หนูถีบจักรก่อนที่จะถูกเหนี่ยวนำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหารโดยการอดอาหาร 15 ชม. และได้รับ indomethacin เปรียบเทียบกับยาที่ออกฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร lansoprazole ขนาด 30 มก./กก. พบว่า สาร mangiferin ลดการเกิดแผลได้ 22, 24 และ 57% ตามลำดับ ส่วน lansoprazole ลดการเกิดแผลได้ 76% เมื่อศึกษากลไกการออกฤทธิ์ พบว่าสาร mangiferin ขนาด 30 มก./กก. จะช่วยเพิ่มปริมาณ non-protein sulfhydryl ที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร แต่ N-acetylcysteine ออกฤทธิ์ได้ดีกว่า ซึ่งเป็นผลการต้านอนุมูลอิสระ และการให้ mangiferin ขนาด 30 มก./กก. เข้าทางลำไส้เล็กส่วนต้นในหนูที่ผูกกระเพาะอาหารส่วนปลายของ pylorus เป็นเวลา 4 ชม. พบว่าสาร mangiferin ยังลดปริมาณสารคัดหลั่งทั้งหมดและกรดในกระเพาะอาหาร ในขณะที่ยา cimetidine ขนาด 100 มก./กก. สามารถลดการหลั่งกรดได้เพียงอย่างเดียว

ฤทธิ์บรรเทาปวด มีการศึกษาฤทธิ์บรรเทาปวดของเปลือกต้นมะม่วง (Mangifera indica L.) ในหนูแรทที่เกิดความเจ็บปวดแบบเฉียบพลัน และบรรเทาอาการปวดจากการตอบสนองในระยะยาว (long-term secondary machano-hyperalgesia) จากการกระตุ้นด้วยการฉีดฟอร์มาลีน 5% ผลการศึกษาพบว่า เมื่อป้อนสารสกัดน้ำจากเปลือกต้นมะม่วง (MSBE) วันละ 125, 250 และ 500 มก./กก.น้ำหนักตัว หรือป้อน MSBE ขนาด 250 มก./กก.น้ำหนักตัว ร่วมกับการฉีด ascorbic acid ขนาด 1 มก./กก.น้ำหนักตัว ให้หนูแรท ติดต่อกัน 7 วันก่อนการฉีดฟอร์มาลีน สามารถบรรเทาอาการปวดแบบเฉียบพลันที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยฟอร์มาลีน และยังช่วยบรรเทาอาการปวดจากการตอบสนองในระยะยาวได้ต่อเนื่อง 7 วันหลังการฉีดฟอร์มาลีน โดยหนูแรทที่ได้รับ MSBE จะลดพฤติกรรมการยกเท้าขึ้นเลีย การกัด และถอยหนีได้ในช่วงระยะเวลา 15-45 นาทีหลังการฉีด (phase II) และมีผลต่อเนื่องไปถึงระยะอาการปวดแบบเรื้อรังได้ นอกจากนี้การใช้ MSBE ร่วมกับ ascorbic acid มีผลช่วยลดอาการผงะหรือการถอยหนีของสัตว์ทดลองได้ดีกว่าการใช้ MSBE เพียงอย่างเดียว ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของ ascorbic acid นอกจากนี้เมื่อป้อน mangiferin ซึ่งเป็นสารสำคัญที่แยกได้จากสารสกัด MSBE ขนาด 12.5-50 มก./กก.น้ำหนักตัว ให้แก่หนูแรทต่อเนื่องกัน 7 วัน หลังการฉีดฟอร์มาลิน ก็ให้ผลลดปวดได้เช่นเดียวกับการใช้ MSBE การศึกษานี้จึงชี้ให้เห็นว่าสารสกัดน้ำจากเปลือกต้นมะม่วงและสาร mangiferin มีฤทธิ์บรรเทาปวด นอกจากนี้พืชชนิดอื่นที่มีสาร mangiferin เป็นองค์ประกอบน่าจะแสดงฤทธิ์บรรเทาปวดได้เช่นเดียวกัน

ฤทธิ์ต้านเอนไซม์ในพิษงู มีการศึกษาฤทธิ์ต้านเอนไซม์ในพิษงูจากสารสกัดเอทานอลของเม็ดมะม่วงพันธุ์ฟ้าลั่นด้วยเอทานอล โดยทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดต่อการทำงานของเอนไซม์ phospholipase A2 (PLA2) hyaluronidase และ L-amino acid oxydase (LAAO) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่พบในพิษของงูกะปะ และงูเห่า ในหลอดทดลอง (in vitro test) และศึกษาฤทธิ์ห้ามเลือด (anti-hemorrhagic) และฤทธิ์ยับยั้งการ9kp-v’เซลล์ผิวหนัง (anti-dermonecrotic) ในหนูทดลอง ผลการทดลองพบว่า สารสกัดจากเม็ดมะม่วงมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ทั้งสามชนิด และยังมีฤทธิ์ห้ามเลือด และยับยั้งการตายของเซลล์ผิวหนัง ซึ่งเป็นผลจากพิษของงูกะปะและงูเห่าได้ นอกจากนี้ ได้ทำการศึกษาความสามารถในการจับกันระหว่างโมเลกุลของเอนไซม์กับสารสกัดเมล็ดมะม่วงด้วยวิธี Molecular docking พบว่าสารสกัดเมล็ดมะม่วงสามารถจับกับบริเวณ active site หรือบริเวณที่ใกล้เคียงกันของเอนไซม์ หรือสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบริเวณที่สำคัญต่อการเกิดปฏิกิริยาของเอนไซม์ PLA2 และเลือกจับตำแหน่ง binding pocket ของเอนไซม์ LAAO จากพิษของงูกะปะและงูเห่า ทำให้เอนไซม์ไม่สามารถทำงานได้

สรรพคุณของมะปราง

มะปรางเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดและเป็นพืชพื้นถิ่นของภูมิภาคเอเชียตุวันออกเฉียงใต้ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในหลายๆประเทศในภูมิภาคนี้ โดยเชื่อกันว่าถิ่นกำเนิดของมะปรางอยู่ในประเทศ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย โดยมักพบได้ทั่วไปตามแหล่งต่างๆ สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะมีทั้งพันธุ์หวานและพันธุ์เปรี้ยว

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณมะปราง

มะปรางจัดเป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีทั้งพันธุ์เปรี้ยวและพันธุ์หวาน จึงมีการนำมาใช้รับประทานกันหลายๆรูปแบบ เช่น พันธุ์หวานใช้รับประทานเป็นผลไม้ที่ให้ความหวาน และอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ หรือนำมาแปรรูปเป็นของหวาน เช่น มะปรางเชื่อม มะปรางกวน ส่วนพันธุ์เปรี้ยวบางสายพันธุ์ (มะปริง หรือ มะปรางป่า ตะลิงปลิง) ใช้มาประกอบเป็นน้ำพริก หรือนำมาใส่ในแกงส้ม หรือในบางสายพันธุ์ก็นิยมนำมาดอง รับประทานเป็นต้น ส่วนเนื้อไม้ของมะปรางที่เป็นไม้เนื้อแข็งจึงมีการนำมาใช้ทำเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนหรือเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการปลูกมะปรางเพื่อให้ร่มเงาตามบริเวณบ้านอีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของมะปรางนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ราก ให้รสจืดเย็น ใช้แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้กลับ ถอนพิษสำแดง ใบ รสจืด ใช้เป็นยาพอกแก้ปวดศีรษะ ผล รสเปรี้ยวอมหวาน ใช้ฟอกโลหิต ช่วยแก้น้ำลายเหนียว กัดเสมหะในลำคอ แก้เสมหะ แก้เสลดหางวัว น้ำจากต้น ใช้เป็นยาอมกลั้วคอ แก้ไอ แก้เสมหะ

ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุถึงสรรพคุณของมะปรางว่าสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยบำรุงฟัน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและช่วยบำรุงสายตาได้

ลักษณะทั่วไปมะปราง

มะปรางจัดเป็นไม้ผลยืนต้นมีลักษณะทรงพุ่มค่อนข้างเป็นทรงกระบอกแหลม เนื่องจากแตกกิ่งในระดับต่ำและมีทรงพุ่มค่อนข้างทึบ เพราะจำนวนกิ่งมาก โดยเฉพาะกิ่งแขนงที่แตกออกจากกิ่งหลัก และในแต่ละกิ่งจะมีใบติดตลอดจนถึงเรือนยอด ลำต้นมีความสูง 15-30 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีเทาดำมียาง ส่วนเนื้อไม้จัดเป็นไม้เนื้อแข็ง ออกสีเหลืองส้มหรือเหลืองแดง

สล็อต

ใบออกเป็นใบเดี่ยว โดยแทงออกจากิ่งย่อยในลักษณะตรงกันข้ามเป็นคู่ๆ ออกดกหนาทึบไม่ผลัดใบและสามารถแตกใบใหม่ได้ตลอดปี ใบมีลักษณะคล้ายในมะม่วงแต่มีขนาดเล็กกว่า เนื้อใบเหนียว ขอบใบเรียบ ใบกว้างประมาณ 3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 14 เซนติเมตร ใบอ่อนมีสีม่วงแดง มองเห็นเส้นใบ ใบแก่มีสีเขียวเข้มเป็นมัน

ดอกออกเป็นช่อ บริเวณปลายกิ่งแขนง ช่อดอกยาว 8-15 เซนติเมตร เป็นดอกสมบูรณ์เพศ โดยใน 1 ช่อดอกจะมีดอกย่อยเล็กๆหลายช่อ ดอกมีสีเหลือง มีจำนวน 4 กลีบ ส่วนกลีบเลี้ยงมีสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวอมเหลือง

ผลมีลักษณะเป็นรูปวงรีหรือรูปไข่ ปลายผลเรียวเล็กน้อย เปลือกผลเรียบ เกลี้ยง เป็นมัน ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อนและเปลี่ยนเป็นสีเขียวแก่ และเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีเหลืองทอง สีเหลืองอมส้มหรืออมส้มเข้ม เนื้อหนาหรือบางมีรสหวาน รสหวานอมเปรี้ยว รสเปรี้ยว แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ เช่นเดียวกันกับขนาดของผล

เมล็ดมี 1 เมล็ด ลักษณะเมล็ดค่อนข้างแบนยาวรีตามลักษณะทรงผล เปลือกหุ้มเมล็ดมีเส้นใยปกคลุมหนาแข็ง สีน้ำตาลอมเหลือง (ที่เรียกว่ากะลาเมล็ด) ด้านในเมล็ดเป็นเนื้อมีสีชมพูอมม่วง มีรสขม และฝาด

การขยายพันธุ์มะปราง

มะปรางสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การตอนกิ่ง การเพาะเมล็ด การทาบกิ่งและการติดตา เป็นต้น แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การเพาะเมล็ดเอาต้นพันธุ์แล้วทาบกิ่ง เนื่องจากเพาะง่าย รวดเร็ว และสะดวก ทำให้ได้จำนวนต้นพันธุ์จำนวนมาก ส่วนต้นพันธุ์ที่ได้ก็จะเหมือนต้นแม่พันธุ์ โดยต้นพันธุ์ที่พร้อมสำหรับย้ายปลูกควรมีอายุ 2-3 เดือน

สำหรับการนำต้นพันธุ์ลงปลูก ควรปลูกในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม-กันยายน โดยต้องเว้นระยะปลูกที่ 4-8 x 4-8 เมตร เมื่อปลูกเสร็จควรนำกิ่งไม้ไผ่เสียบข้างลำต้น และมัดด้วยเชือกฟางหลวมๆ เพื่อค้ำยันด้วย

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษา องค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของมะปรางพบว่ามีสารสำคัญๆตามส่วนต่างๆดังนี้ ในเมล็ดพบสาร ellagic acid anthocganin และ gallicacid ในเปลือกต้นพบ santonin ในเนื้อผลพบ β-carotene และ ascorbic acid เป็นต้น นอกจากนี้ผลสุกของมะปรางยังมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของผลสุกมะปราง (100 กรัม)

พลังงาน 47 กิโลแคลอรีลูกมะปราง
โปรตีน 0.4 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 11.3 กรัม
เส้นใย 1.5 กรัม
วิตามินบี 1 0.11 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.5 มิลลิกรัม
วิตามินซี 100 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 9 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.3 มิลลิกรัม
เบตาแครอทีน 230 ไมโครกรัม

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ฟอกโลหิต แก้น้ำลายเหนียว กัดเสมหะในลำคอ แก้เสมหะ แก้เสลดหางวัวโดยนำผลสุกของมะปรางมารับประทานสด
ใช้แก้ไข้ตัวร้อน แก้อาการไข้กลับ ถอนพิษสำแดง โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม
ใช้แก้ปวดศีรษะโดยใช้ใบมาตำให้ละเอียดแล้วจำมาพอกแล้วพันด้วยผ้าตามบริเวณที่ปวดศีรษะ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งปอด มีการศึกษาวิจัยสารสกัดของเมล็ดมะปรางที่สกัดด้วย คลอโรฟอร์ม อะซิโตไนไตร เอทานอล และน้ำ โดยนำมาทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งปอดที่ไวและดื้อต่อยาดอกโซรูบิซิน พบว่าสารสกัดเมล็ดมะปรางทั้ง 4 ส่วนสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง K562, K562/ adr, GLC4 และ GLC4/adr ได้ โดยสารสกัดเมล็ดมะปรางที่สกัดด้วยเอทานอลออกฤทธิ์ดีที่สุด และมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการเจริญของเซลล์ 50% (IC50) ต่อเชื้อ K562, K562/ adr, GLC4 และ GLC4/adr เท่ากับ 8.9 ± 2.6, 5.8 ± 2.2, 10.9 ± 2.2 และ 6.9 ± 1.0 มคก./มล. ตามลำดับ โดยฤทธิ์ดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการชักนำการตายของเซลล์แบบอะพอพโตซิส

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผู้ที่แพ้ยางของมะม่วงควรระมัดระวังการสัมผัสน้ำยางของมะปรางด้วย เพราะเป็นพืชในวงศ์เดียวกัน
การรับประทานมะปรางมากเกินไปอาจทำให้มีอาการท้องเสีย ท้องเดิน ได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานแต่พอดี
ในการใช้มะปรางเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ตามตำรายาต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้เชียวเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดี ตามที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นประจำ ก่อนจะใช้มะปรางเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของสายหยุด

สายหยุดเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย โดยเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดเป็นบริเวณกว้างตั้งแต่ทางตอนใต้ของจีนลงมาผ่านเวียดนาม ลาว พม่า ไทย กัมพูชา จนถึงแหลมมาลายู บริเวณประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งอาจถือได้ว่าสายหยุดเป็นพืชประจำถิ่นที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยเราได้เช่นกัน

เครดิตฟรี

ทั้งนี้ชื่อสายหยุดนั้นสัณนิษฐานว่าได้มาจากความหอมของดอก เพราะดอกสายหยุดจะเริ่มส่งกลิ่นหอมแรงเมื่อพลบค่ำ และจะมีกลิ่นหอมแรงที่สุดช่วงเวลาเช้ามืด แล้วกลิ่นจะค่อยๆจางลงในเวลากลางวัน จึงเรียกกันว่าสายหยุด และสำหรับสายหยุดในประเทศไทยนั้น สามารถพบเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะภาคกลางและภาคเหนือมักพบตามบ้านเรือน สวนสาธารณะหรือพบขึ้นตามป่าดิบชื้น และตามป่าเบญจพรรณที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 600 เมตร

ประโยชน์และสรรพคุณสายหยุด

คนไทยในสมัยก่อนมีการใช้ประโยชน์จากสายหยุดในหลายๆด้าน เช่น ใบสายหยุดสามารถนำมาต้มแล้วใช้น้ำที่ได้มาย้อมผ้า โดยจะให้สีเขียวขี้ม้า ดอกสายหยุดมีกลิ่นหอม นิยมนำมาวางในห้องน้ำ ห้องนอน เพื่อให้อากาศในห้องมีกลิ่นหอมหรือนำมาทัดผมในงานเทศกาลเวลากลางคืน

นอกจากนี้ดอกสายหยุดยังมีน้ำมันหอมระเหยจำนวนมากนิยมนำมาชโลม และนวดผม รวมถึงใช้นวดกล้ามเนื้อเพื่อให้ผ่อนคลาย และในปัจจุบันยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางหรือน้ำหอมได้อีกด้วย ในด้านไม้ดอกไม้ประดับ นั้นสายหยุดเหมาะสำหรับปลูกในสวนไม้ดอก หรือในบริเวณบ้านและจะมีกลิ่นหอม และยังสามารถทำเป็นซุ้มโดยทำนั่งร้านให้สายหยุดเลื้อยขึ้นไปปกคลุมอยู่ด้านบนเพื่อให้ความร่มเงาได้อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของสายหยุดนั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ราก แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ไข้ ดอก ใช้แก้ไข้ บำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน น้ำมันหอมระเหย ใช้สูดดมเพื่อให้หัวใจชุ่มชื่นกระชุ่มกระชวย และนำไปเป็นส่วนผสมในตำรับยาต่างๆ ผลและเมล็ด ช่วยขับพยาธิ ส่วนตำรายาพื้นบ้านภาคต่างๆระบุถึงสรรพคุณของสายหยุดว่า ภาคอีสาน รากใช้ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดเมื่อย แก้ท้องเดิน ดอก เข้ายาหอม บำรุงหัวใจ ต้นและราก เข้ายาหอม รักษาอาการติดยาเสพติด ภาคใต้ใช้ ดอก แก้ไข้ แก้ท้องอืด แก้วิงเวียนศีรษะ บำรุงหัวใจ ทำให้กระชุ่มกระชวย

สล็อต

ลักษณะทั่วไปสายหยุด

สายหยุดจัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาเลื้อย สูง 1-5 เมตรเมื่ออายุมากกิ่งจะเลื้อยไปตามสิ่งยึดเกาะและจะสามารถยาวได้ถึง 20 เมตร มีลักษณะแข็งเถาเรียบสีน้ำตาลเข้มเกือบดำผิวแตกเป็นร่อง กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น มีรูระบายอากาศ กิ่งแก่เกลี้ยง สีดำ ใบเป็นใบเดี่ยว แบบเรียงสลับกัน โดยจะออกบนส่วนปลายของกิ่งแขนง ใบเป็นรูปหอก โคนใบกว้าง ปลายใบแหลมหรือมีติ่งแหลม มีก้านใบสั้น แผ่นใบเรียบบางแต่เหนียว ขอบใบโค้งเป็นลูกคลื่น ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อน เมื่ออายุมากมีสีเขียวเข้ม ด้านบนของใบเป็นมันด้านล่างมีนวล ขนาดใบกว้าง 5-7 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร แผ่นใบจะเห็นเส้นกลางใบชัดเจน และมีเส้นใบแขนงแยกสลับกันออกด้านข้าง 5-10 คู่ ขึ้นอยู่กับความยาวของใบ ดอกคล้ายๆกับจำปา จำปี ออกเป็นดอกเดี่ยว

โดยจะออกตามซอกใบ ประกอบด้วยก้านดอกสีเขียว ยาวประมาณ 3-8เซนติเมตร มีขนขึ้นทั่วไป ถัดมาเป็นตัวดอกที่มีกลีบเลี้ยงรูปหอก 3 อัน ขนาดเท่ากัน และเรียงห่างกันเป็นสามเหลี่ยม ถัดมาเป็นฐานดอกที่มีกลีบดอก 6 กลีบ โดยแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ โดยกลีบดอกชั้นนอกเป็นแผ่นกลีบบางกว้าง และยาวกว่ากลีบดอกชั้นใน ความยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร ส่วนกลีบชั้นในยาวประมาณ 2-7 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ซึ่งแผ่นกลีบ และขอบกลีบดอกจะเรียบ และแผ่นกลีบดอกจะเป็นสีเขียวและต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองมองเห็นเส้นกลีบดอกชัดเจน โดยกลีบดอกเมื่อบานเต็มที่จะส่วนปลายกลีบโค้งงอเข้าหาดอกหรือมีลักษณะบิดงอ และมีความหอมมาก ผลออกเป็นช่อหรือแบบผลกลุ่ม มี 10-30ผลย่อยต่อช่อ ผลย่อยเป็นมันลักษณะคล้ายสร้อยลูกปัดคอดเป็นข้อๆระหว่างช่วงเมล็ด ได้ถึง 3-6ข้อ ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกจะเป็นสีดำ ส่วนก้านผลย่อยยาว 8 มิลลิเมตร และก้านช่อผลยาว 2-3.5 เซนติเมตร และยังมีขนขึ้นกระจายตามก้านผลและก้านผลย่อย โดยในหนึ่งผลย่อยมีเมล็ด 2-5 เมล็ด มีรอยคอดระหว่างเมล็ดชัดเจน เมล็ด รูปทรงกลมหรือรูปรี กว้าง 0.4-0.5 ซม. ยาว 0.5-0.8 ซม. ผิวเกลี้ยง สีน้ำตาล

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์สายหยุด

สายหยุดสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยม คือ การเพาะเมล็ด เพราะสะดวกและรวดเร็วกว่าวิธีการตอนกิ่ง โดยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปลูกก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ด และการปลูกไม้พุ่มรอเลื้อยชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ สายหยุดเป็นพืชที่เจริญเติบโตค่อนข้างโดยหลังจากการปลูกประมาณ 3-4 ปี จึงจะให้ดอก

นอกจากนี้สายหยุดยังเป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้งที่ชอบดินร่วนซุยไม่ชอบน้ำขังและยังมีความต้องกาแสงแดดมากพอสมควร ส่วนการรดน้ำควรรดน้ำให้ชุ่มเพียงวันละ 1 ครั้ง เท่านั้น

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมีของสายหยุดระบุว่าพบสารสำคัญต่างๆ เช่น ในสารสกัดจากใบของสายหยุดพบสาร hydroquinone ในน้ำมันหอมระเหยพบสาร α-pinene , β-pinene , linalool , limonene , camphene , germacrene D , Anisole , benzyl benzoate , aromadendrene , nonanal และ β-caryophyllene เป็นต้น

โครงสร้างสายหยุด

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ไข้ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ขับพยาธิ โดยใช้ผลและเมล็ดแห้งมาต้มกันน้ำดื่มใช้แก้ไข้ บำรุงหัวใจ โดยนำดอกแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ ทำให้กระชุ่มกระชวย โดยใช้น้ำมันหอมระเหยจากดอกมาวางลงบนผ้าเช็ดหน้าแล้วสูดดม หรือใช้นำไปผสมกับตัวยาอื่นๆ ในตำรับตำรายาต่างๆ นอกจากนี้ดอกแห้งยังนำเป็นส่วนผสมของยาหอมตำรับต่างๆ ได้อีกด้วย

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาในสารสกัดใบสายหยุดพบว่า สารสกัดขั้นเฮกเซนและคลอดโรฟอร์ม มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อราที่ก่อโรคกลาก (Trichophyton rubrum , Trichophyton mentagrophytes และ Microsporum gypseum) โดยให้ค่า MIC อยู่ในช่วง 0.03-0.06 มก./มล. นอกจากนี้พบว่าสารสกัดชั้นคลอโรฟอร์มยังสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกได้ดีโดยให้ค่า MIC ต่อเชื้อ Staphylococcus epidermidis , Staphyloclccus aureus และ Bacillus subtilis เท่ากับ 0.5,1.0 และ 1.0 มก./มล. ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยอีกหลายฉบับระบุถึง ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสายหยุดไว้ดังนี้ สารสกัดแอลกอฮอล์จากใบและต้นสามารถต้านเชื้อไวรัสเอดส์ได้บ้าง และต้านการชักในสัตว์ทดลองได้ดี โดยสารสกัดนี้มีพิษเฉียบพลันปานกลางบ (LD50 = 500 มก./กก.) และมีรายงานว่าสาร Linalool ซึ่งเป็นสารหลักที่มีอยู่ในน้ำมันที่ได้จากดอกสายหยุด มีฤทธิ์สงบประสาท ต้านอนุมูลอิสระ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ส่วนต่างๆของสายหยุดหรือน้ำมันหอมระเหยของสายหยุดเป็นสมุนไพร ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยการใช้ในปริมาณที่พอดีไม่ควรใช้มากเกินกว่าที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้สายหยุด หรือน้ำมันหอมระเหยของสายหยุดเป็นยาสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

slot

ประโยชน์ของสายหยุด
ดอกสายหยุดสามารถนำมาใช้สกัดน้ำมันหอมระเหยได้ โดยใช้ดอกสดนำมากลั่นเอาน้ำมันหอมระเหย ด้วยวิธีการต้มกลั่นจะได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.005 ซึ่งน้ำมันหอมระเหยอาจนำไปใช้ในทางสุคนธบำบัด (Aromatherapy) หรือใช้ทำเป็นน้ำหอมสำหรับเครื่องสำอางต่าง ๆ ก็ได้
ในด้านการเป็นไม้ประดับ ต้นสายหยุดเหมาะแก่การนำมาปลูกไว้ในสวนดอกไม้ ปลูกริมทางเดิน ปลูกเป็นต้นเดี่ยวแล้วแต่งทรงพุ่ม ปลูกเป็นซุ้มในบริเวณบ้าน หรืออาจทำนั่งร้านให้ต้นสายหยุดได้เลื้อยขึ้นไปปกคลุมอยู่ด้านบนก็ได้ ปลูกและบำรุงง่าย เติบโตเร็ว เพาะกล้าจากเมล็ดหรือปักชำหรือตอนกิ่งเอาก็ได้ สายหยุดสามารถออกได้ตลอดทั้งปี ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศและความสมบูรณ์ของต้น และมักออกดอกมากในช่วงฤดูฝนและต้นฤดูหนาว ดอกสายหยุดจะเริ่มส่งกลิ่นหอมแรงขึ้นเมื่อยามพลบค่ำ และจะมีกลิ่นหอมแรงที่สุดในช่วงเช้ามืด แล้วกลิ่นจะค่อย ๆ จางลงในเวลากลางวัน จึงเป็นที่มาของชื่อ สายหยุด

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของสายหยุด
สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากใบและต้นสายหยุด มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเอดส์ได้บ้าง และต้านการชักในสัตว์ทดลองได้ดี โดยสารสกัดนี้มีพิษเฉียบพลันในระดับปานกลาง (LD50 = 500 มก./กก.)
สาร Linalool ซึ่งเป็นสารหลักที่มีอยู่ในน้ำมันที่ได้จากดอกสายหยุด มีฤทธิ์สงบประสาท ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และฆ่าแมลงได้

« Older posts