cathedraledetunis

Tag: ผลไม้ไทย

ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงของมะม่วง

มะม่วงจัดเป็นผลไม้เมืองร้อนตระกลูเดียวกับมะปราง มีถิ่นกำเนิดแถบภาคตะวันออกของอินเดีย ต่อมาได้กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณเขตร้อนใกล้เคียง รวมถึงประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

เครดิตฟรี

ปัจจุบันสามารถพบมะม่วงได้ในเขตร้อนต่างๆ เช่น กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮาวาย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย อินเดีย แอฟริกาตะวันออกและใต้ อียิปต์ อิสราเอล และตอนใต้ของอเมริกาและมีสายพันธุ์กว่า 50 สายพันธุ์ สำหรับในประเทศไทยมะม่วงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยได้ส่งออกมะม่วงเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากฟิลิปปินส์ และเม็กซิโกและสามารถเพาะปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ส่วนมากจะมีการปลูกมากในภาคเหนือและภาคกลาง

ประโยชน์และสรรพคุณมะม่วง

ประโยชน์ของมะม่วงที่เราคุ้นเคยเป็นประจำก็คือ นำมารับประทานเป็นผลไม้สดทั้งดิบและสุก โดยอาจใช้รับประทานสดๆ ทั้งที่รสเปรี้ยวหรือหวาน หรือมีการไปทำเป็นอาหารคาว-หวานต่างๆ เช่น มะม่วงยำ ตำมะม่วง ใช้เป็นเครื่องทำข้าวคลุกกะปิ หรือจะทำเป็นข้าวเหนียวมะม่วง มะม่วงแผ่น มะม่วงน้ำปลาหวาน มะม่วงกวน มะม่วงแช่อิ่ม มะม่วงแก้ว เป็นต้น ส่วนใบอ่อนยังสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารได้ เช่น ยำยอดมะม่วง หรือใช้เป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริกต่างๆ ในภาคเหนือ นอกจากนี้ยังมีการนำส่วนต่างๆของมะม่วงมาใช้ประโยชน์อื่นๆอีกเช่น ใบแก่ของมะม่วงนำมาใช้ย้อมผ้าโดยจะให้สีเหลือง

และเปลือกต้นของมะม่วงเมื่อนำมาย้อมผ้าจะให้สีเขียว ส่วนเนื้อไม้มะม่วงยังมีการนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน รวมถึงเครื่องมือทางการเกษตรอีกด้วย และสำหรับสรรพคุณทางยาของมะม่วงนั้น ตามตำรายาไทยและตำรายาพื้นบ้านภาคต่างๆ นั้น ได้ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ดังนี้ ผลสดใช้บำรุงธาตุ บำรุงกระเพาะอาหาร ทำให้กระปรี้กระเปร่า แก้ร้อนในกระหาย้ำ แก้บิดมูกเลือด ใช้เป็นยาระบายช่วยในการขับถ่าย ขับปัสสาวะ แก้วิงเวียนศีรษะ ใบช่วยแก้เบาหวาน แก้ลำไส้อักเสบ แก้ท้องอืด แก้ตานขโมยในเด็ก ใช้ล้างบาดแผล สมานแผล เปลือกต้น แก้ไข้ตัวร้อน แก้จมูกอักเสบ แก้คอตีบ เมล็ดใช้ขับพยาธิ เปลือกผลใช้ แก้ปวดเมื่อยปวดประจำเดือน

ลักษณะทั่วไปมะม่วง

มะม่วงจัดเป็นไม้พุ่มยืนต้นมีน้ำยางสีขาวขุ่นอยู่ในทุกส่วน สูงประมาณ 10-15 ม. ซึ่งขนาดของลำต้นจะขึ้นอยู่กับพันธุ์และอาจะ แต่โดยทั่วไปแล้วลำต้นจะมีลักษณะตรง ผิวลำต้นสีเทาหรือเกือบดำ เปลือกอ่อนมีสีเขียว เปลือกแก่เป็นสีน้ำตาล ผิวขรุขระแข็งมีเกล็ดมากและมีกิ่งก้านสาขาขนาดใหญ่ แข็งแรง ลักษณะทรงพุ่มเป็นรูปครึ่งวงกลมหรือรูปไข่ ส่วนเนื้อไม้เมื่ออายุน้อยจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลือกเป็นสีน้ำตาลแกมแดง

สล็อต

สำหรับระบบรากเป็นแบบรากแก้ว โดยความยาวของรากมีตั้งแต่ 6-8 เมตร (หรือมากกว่า) และมีรากดูดอาหารนั้นอยู่หนาแน่ในบริเวณผิวดิน ลึกประมาณ 30-60 เซนติเมตร และแผ่กว้างออกประมาณ 750 เซนติเมตร แต่ถ้าหากขาดการพรวนดินพูนโคนเป็นเวลานานก็จะทำให้รากมะม่วงเจริญโผล่ขึ้นมาบนดิน ใบเป็นแบบใบเดี่ยวเรียงตัวแบบสลับบริเวณปลายกิ่งมีใบเกิดถี่ ใบเป็นรูปหอกยาวแกมของขนาน เรียวยาว โดยยาวประมาณ 8-40 ซม. กว้าง 2-10 ซม.(แล้วแต่สายพันธุ์) ฐานใบค่อยๆ กว้างออกคล้ายรูปลิ่มแหลม ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่น ไม่มีขน ไม่มีหูใบ ใบอ่อนสีออกแดง แต่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเป็นมัน ก้านใบยาว 1-10 เซนติเมตร ดอกออเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ซึ่งจะออกตามปลายกิ่งหรือตาดอกที่อยู่ปลายกิ่งโดยในช่อดอกหนึ่งๆ จะมีช่อย่อยหลายช่อ

และบริเวณก้านช่อดอกจะมีสีเขียวออกแดงและมีขน ในแต่ละช่อดอกประกอบด้วยดอก 2 ประเภท คือ ดอกเพศผู้ และดอกสมบูรณ์เพศอยู่ร่วมช่อดอกเดียวกัน ส่วนกลีบดอกโดยทั่วไปมี 5 กลีบแยกกัน และมีร่องสีเหลืองเข้มบริเวณโคนกลีบดอก ในระหว่างวงกลีบดอก และวงเกสรเพสผู้จะมีแผ่นจานกลมคั่นอยู่ ส่วนสีของดอกนั้นดอกมีหลายสีแตกต่างกัน ได้แก่ แดง ชมพู หรือขาว แล้วแต่สายพันธุ์ และสำหรับ (ดอกสมบูรณ์เพศ คือ ดอกที่มีทั้งเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ในดอกเดียวกัน และสามารถเจริญกลายเป็นผลได้เมื่อได้รับการผสมเกสร) กลีบเลี้ยงจะมี 4-5 กลีบ แยกกัน

ลักษณะโค้งนูนมีสีเขียวอมเหลือง และมีขนแข็งขนาดยาวปกคลุม ผลเป็นแบบผลสดโดยจะออกเป็นผลเดี่ยว โดยขนาดของรูปร่าง รูปทรงสีปริมาณเสี้ยน รสชาติ และกลิ่น จะมีความต่างในแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งขนาดความยาวของผลจะมีตั้งแต่ 5-20 เซนติเมตร ความกว้าง 4-8 เซนติเมตร ส่วนรูปร่างของผลมีตั้งแต่กลมไปจนถึงรูปไข่ค่อนข้างยาว

สีเปลือกด้านนอกของผลประกอบด้วยส่วนผสมของสีต่างๆ เช่น เขียว เหลือง แดงและม่วง เนื้อในเมื่อยังอ่อน เนื้อแน่นแข็งรสหวานหรือเปรี้ยงแล้วแต่สายพันธุ์ แต่เมื่อผลสุกเนื้อจะอ่อนนุ่ม มีรสชาติหวานหอม เมล็ดอยู่ถัดจากเนื้อ มีขนาดใหญ่ไปจนถึงเกือบไม่มีเมล็ด (แล้วแต่สายพันธุ์) เมล็ดจะมีสีขาวขุ่นมีเส้นใยขึ้นปกคลุม เปลือกหุ้มเมล็ดมีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น คือ ชั้นนอก (testa) และชั้นใน (tegmen)

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์มะม่วง

มะม่วงสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง การเพาะเมล็ด และการเปลี่ยนยอด โดยการปลูกช่วงต้นฤดูฝน เพื่อให้มะม่วงตั้งตัวได้เร็วเนื่องจากอากาศและดินมีความชุ่มชื้นดี และเป็นการสะดวกที่ไม่ต้องรดน้ำในระยะแรก ส่วนระยะการปลูกมีอยู่ 2 ลักษณะคือ การปลูกชิดและการปลูกห่าง แต่ในปัจจุบันจะนิยมการปลูกระยะห่างมากกว่าเพราะลงทุนต่ำกว่าและดูแลรักษาง่ายกว่า ซึ่งปกติแล้วมักจะใช้ระยะปลูกประมาณ 6-10 x 6-10 เมตร ซึ่งจะปลูกได้ไร่ละประมาณ 16-25 ต้น

สำหรับหลุมปลูกควรให้มีขนาดความกว้าง x ยาว x ลึก ไม่น้อยกว่า 30x30x30 ซม. โดยหากดินในพื้นที่ไม่อุดมสมบูรณ์ต้องขุดหลุมปลูกให้มีขนาดใหญ่ จากนั้นนำดินที่ขุดไปผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หรือนำดินที่อุดมสมบูรณ์มาใส่เพื่อให้มะม่วงในระยะแรกเจริญเติบโตได้ดี ส่วนการปลูกนั้นเมื่อขุดหลุมเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วก็นำต้นกล้าลงปลูกจากนั้นกลบดินที่ผสมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกให้พูนสูงกว่าระดับดินเดิม 20-30 ซม. จากนั้นกลมดินให้แน่นรดน้ำให้ชุ่ม แล้วใช้ไม้รวกปักแล้วใช้เชือกมัดยึดกับลำต้นเพื่อกันลมโยก ถ้าแสงแดดจัดอาจพรางแสงด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ทางมะพร้าว เป็นต้น

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีในส่วนต่างๆของมะม่วงพบว่ามีสารสำคัญ lycopene , β-carotene เช่น anthocyanins และยังพบสารประกอบ phenolicที่สําคัญซึ่งพบในเปลือก เนื้อ และเมล็ดมะม่วง ได้แก่ mangiferin, gallic acid , caffeic acid และ tannin เป็นต้น

นอกจากนี้ผลของมะม่วงยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

jumboslot

คุณค่าทางโภชนาการของมะม่วงดิบ 100 กรัม

พลังงาน 60 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม
น้ำตาล 13.7 กรัม
ใยอาหาร 1.6 กรัม
ไขมัน 0.38 กรัม
โปรตีน 0.82 กรัม
วิตามิน A54 ไมโครกรัม
วิตามิน B1 0.03 มิลลิกรัม
วิตามิน B2 0.04 มิลลิกรัม
วิตามิน B3 0.67 มิลลิกรัม
วิตามิน B6 0.2 มิลลิกรัม
วิตามิน B9 43 ไมโครกรัม
วิตามิน C36 มิลลิกรัม
แคลเซียม 11 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.16 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 168 มิลลิกรัม
สังกะสี 0.09 มิลลิกรัม
เบตาแคโรทีน 640 ไมโครกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงกระเพาะอาหาร แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้วิงเวียนศีรษะ ปรับสมดุลร่างกาย ทำให้กระปรี้กระเปร่า แก้อาการบิดมูกเลือด ช่วยในการขับถ่าย ใช้เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ โดยการนำมะม่วงสุกมารับประทานเป็นผลไม้ เป็นประจำ

ใช้แก้ โรคเบาหวาน โดยใช้ใบมะม่วงมาล้างให้สะอาด (ประมาณ 15 ใบ) แล้วนำมาต้มในน้ำสะอาด 1 ถ้วย (ใช้ไฟอ่อน ๆ นาน 1 ชั่วโมง) ถ้าน้ำแห้งก็เดิมเรื่อย ๆ เมื่อเสร็จแล้วทิ้งค้างคืนไว้ 1 คืน แล้วจึงนำมากรองเอาแต่น้ำดื่มติดต่อกันประมาณ 3-4 วัน

แก้ซางตานขโมยในเด็ก แก้ท้องอืด แก้ลำไส้อักเสบ โดยใช้ใบมะม่วง ประมาณ 15 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ภายนอก โดยใช้ล้างบาดแผลภายนอกก็ได้

ใช้แก้โรคคอตีบ แก้ไข้ตัวร้อนจมูกอักเสบ โดยใช้เปลือกต้นมะม่วงมาต้มกับน้ำดื่ม

ใช้ขับพยาธิ โดยใช้เมล็ดแก่มาตากแห้งแล้วต้มเอาน้ำดื่ม หรือจะบดให้เป็นผงนำมารับประทานก็ได้

แก้อาการปวดประจำเดือนและอาการปวดเมื่อยโดยการนำเปลือกผลดิบมาคั่วรับประทานร่วมกับน้ำตาล

ใช้สมานแผลสด โดยใช้ใบมะม่วงสดล้างให้สะอาดแล้วนำมาตำพอกบริเวณแผล

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดเบาหวาน มีการศึกษาวิจัยพบว่า สาร mangiferin จากใบมะม่วง เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย streptozotocin ในขนาด 10 และ 20 มก./กก. วันละ 1 ครั้ง นาน 28 วัน จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดลงสูงสุด 49.77 และ 51.89% ตามลำดับ เมื่อให้สารนาน 14 วัน จะช่วยต้านการเกิดภาวะหลอดเลือดหนาและแข็ง (atherogenic) โดยจะลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ลด low density lipoprotein และเพิ่ม high density lipoprotein และจะเพิ่ม glucose talerance ในหนูขาวปกติที่ได้รับสารดังกล่าวนาน 14 วัน

ฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร มีการทดสอบความสามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของสาร mangiferin จากเปลือกต้นมะม่วง โดยการป้อน mangiferin ขนาด 3, 10 และ 30 มก./กก. 60 นาที ให้หนูถีบจักรก่อนที่จะถูกเหนี่ยวนำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหารด้วยเอทานอล เปรียบเทียบกับยาที่ออกฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร N-acetylcysteine พบว่า ไม่พบการทำลายของ mucosa ในกระเพาะอาหารหนู และลดการเกิดแผลได้ 30, 35 และ 63% ตามลำดับ ในหนูที่ได้รับ mangiferin ส่วนหนูที่ได้รับ N-acetylcysteine ลดการเกิดแผลได้ 50% และเมื่อป้อน mangiferin ขนาด 3, 10 และ 30 มก./กก. 60 นาที ให้หนูถีบจักรก่อนที่จะถูกเหนี่ยวนำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหารโดยการอดอาหาร 15 ชม. และได้รับ indomethacin เปรียบเทียบกับยาที่ออกฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร lansoprazole ขนาด 30 มก./กก. พบว่า สาร mangiferin ลดการเกิดแผลได้ 22, 24 และ 57% ตามลำดับ ส่วน lansoprazole ลดการเกิดแผลได้ 76% เมื่อศึกษากลไกการออกฤทธิ์ พบว่าสาร mangiferin ขนาด 30 มก./กก. จะช่วยเพิ่มปริมาณ non-protein sulfhydryl ที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร แต่ N-acetylcysteine ออกฤทธิ์ได้ดีกว่า ซึ่งเป็นผลการต้านอนุมูลอิสระ และการให้ mangiferin ขนาด 30 มก./กก. เข้าทางลำไส้เล็กส่วนต้นในหนูที่ผูกกระเพาะอาหารส่วนปลายของ pylorus เป็นเวลา 4 ชม. พบว่าสาร mangiferin ยังลดปริมาณสารคัดหลั่งทั้งหมดและกรดในกระเพาะอาหาร ในขณะที่ยา cimetidine ขนาด 100 มก./กก. สามารถลดการหลั่งกรดได้เพียงอย่างเดียว

ฤทธิ์บรรเทาปวด มีการศึกษาฤทธิ์บรรเทาปวดของเปลือกต้นมะม่วง (Mangifera indica L.) ในหนูแรทที่เกิดความเจ็บปวดแบบเฉียบพลัน และบรรเทาอาการปวดจากการตอบสนองในระยะยาว (long-term secondary machano-hyperalgesia) จากการกระตุ้นด้วยการฉีดฟอร์มาลีน 5% ผลการศึกษาพบว่า เมื่อป้อนสารสกัดน้ำจากเปลือกต้นมะม่วง (MSBE) วันละ 125, 250 และ 500 มก./กก.น้ำหนักตัว หรือป้อน MSBE ขนาด 250 มก./กก.น้ำหนักตัว ร่วมกับการฉีด ascorbic acid ขนาด 1 มก./กก.น้ำหนักตัว ให้หนูแรท ติดต่อกัน 7 วันก่อนการฉีดฟอร์มาลีน สามารถบรรเทาอาการปวดแบบเฉียบพลันที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยฟอร์มาลีน และยังช่วยบรรเทาอาการปวดจากการตอบสนองในระยะยาวได้ต่อเนื่อง 7 วันหลังการฉีดฟอร์มาลีน โดยหนูแรทที่ได้รับ MSBE จะลดพฤติกรรมการยกเท้าขึ้นเลีย การกัด และถอยหนีได้ในช่วงระยะเวลา 15-45 นาทีหลังการฉีด (phase II) และมีผลต่อเนื่องไปถึงระยะอาการปวดแบบเรื้อรังได้ นอกจากนี้การใช้ MSBE ร่วมกับ ascorbic acid มีผลช่วยลดอาการผงะหรือการถอยหนีของสัตว์ทดลองได้ดีกว่าการใช้ MSBE เพียงอย่างเดียว ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของ ascorbic acid นอกจากนี้เมื่อป้อน mangiferin ซึ่งเป็นสารสำคัญที่แยกได้จากสารสกัด MSBE ขนาด 12.5-50 มก./กก.น้ำหนักตัว ให้แก่หนูแรทต่อเนื่องกัน 7 วัน หลังการฉีดฟอร์มาลิน ก็ให้ผลลดปวดได้เช่นเดียวกับการใช้ MSBE การศึกษานี้จึงชี้ให้เห็นว่าสารสกัดน้ำจากเปลือกต้นมะม่วงและสาร mangiferin มีฤทธิ์บรรเทาปวด นอกจากนี้พืชชนิดอื่นที่มีสาร mangiferin เป็นองค์ประกอบน่าจะแสดงฤทธิ์บรรเทาปวดได้เช่นเดียวกัน

ฤทธิ์ต้านเอนไซม์ในพิษงู มีการศึกษาฤทธิ์ต้านเอนไซม์ในพิษงูจากสารสกัดเอทานอลของเม็ดมะม่วงพันธุ์ฟ้าลั่นด้วยเอทานอล โดยทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดต่อการทำงานของเอนไซม์ phospholipase A2 (PLA2) hyaluronidase และ L-amino acid oxydase (LAAO) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่พบในพิษของงูกะปะ และงูเห่า ในหลอดทดลอง (in vitro test) และศึกษาฤทธิ์ห้ามเลือด (anti-hemorrhagic) และฤทธิ์ยับยั้งการ9kp-v’เซลล์ผิวหนัง (anti-dermonecrotic) ในหนูทดลอง ผลการทดลองพบว่า สารสกัดจากเม็ดมะม่วงมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ทั้งสามชนิด และยังมีฤทธิ์ห้ามเลือด และยับยั้งการตายของเซลล์ผิวหนัง ซึ่งเป็นผลจากพิษของงูกะปะและงูเห่าได้ นอกจากนี้ ได้ทำการศึกษาความสามารถในการจับกันระหว่างโมเลกุลของเอนไซม์กับสารสกัดเมล็ดมะม่วงด้วยวิธี Molecular docking พบว่าสารสกัดเมล็ดมะม่วงสามารถจับกับบริเวณ active site หรือบริเวณที่ใกล้เคียงกันของเอนไซม์ หรือสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบริเวณที่สำคัญต่อการเกิดปฏิกิริยาของเอนไซม์ PLA2 และเลือกจับตำแหน่ง binding pocket ของเอนไซม์ LAAO จากพิษของงูกะปะและงูเห่า ทำให้เอนไซม์ไม่สามารถทำงานได้

สรรพคุณของมะปราง

มะปรางเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดและเป็นพืชพื้นถิ่นของภูมิภาคเอเชียตุวันออกเฉียงใต้ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในหลายๆประเทศในภูมิภาคนี้ โดยเชื่อกันว่าถิ่นกำเนิดของมะปรางอยู่ในประเทศ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย โดยมักพบได้ทั่วไปตามแหล่งต่างๆ สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะมีทั้งพันธุ์หวานและพันธุ์เปรี้ยว

เครดิตฟรี

ประโยชน์และสรรพคุณมะปราง

มะปรางจัดเป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีทั้งพันธุ์เปรี้ยวและพันธุ์หวาน จึงมีการนำมาใช้รับประทานกันหลายๆรูปแบบ เช่น พันธุ์หวานใช้รับประทานเป็นผลไม้ที่ให้ความหวาน และอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ หรือนำมาแปรรูปเป็นของหวาน เช่น มะปรางเชื่อม มะปรางกวน ส่วนพันธุ์เปรี้ยวบางสายพันธุ์ (มะปริง หรือ มะปรางป่า ตะลิงปลิง) ใช้มาประกอบเป็นน้ำพริก หรือนำมาใส่ในแกงส้ม หรือในบางสายพันธุ์ก็นิยมนำมาดอง รับประทานเป็นต้น ส่วนเนื้อไม้ของมะปรางที่เป็นไม้เนื้อแข็งจึงมีการนำมาใช้ทำเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนหรือเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการปลูกมะปรางเพื่อให้ร่มเงาตามบริเวณบ้านอีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของมะปรางนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ราก ให้รสจืดเย็น ใช้แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้กลับ ถอนพิษสำแดง ใบ รสจืด ใช้เป็นยาพอกแก้ปวดศีรษะ ผล รสเปรี้ยวอมหวาน ใช้ฟอกโลหิต ช่วยแก้น้ำลายเหนียว กัดเสมหะในลำคอ แก้เสมหะ แก้เสลดหางวัว น้ำจากต้น ใช้เป็นยาอมกลั้วคอ แก้ไอ แก้เสมหะ

ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุถึงสรรพคุณของมะปรางว่าสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยบำรุงฟัน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและช่วยบำรุงสายตาได้

ลักษณะทั่วไปมะปราง

มะปรางจัดเป็นไม้ผลยืนต้นมีลักษณะทรงพุ่มค่อนข้างเป็นทรงกระบอกแหลม เนื่องจากแตกกิ่งในระดับต่ำและมีทรงพุ่มค่อนข้างทึบ เพราะจำนวนกิ่งมาก โดยเฉพาะกิ่งแขนงที่แตกออกจากกิ่งหลัก และในแต่ละกิ่งจะมีใบติดตลอดจนถึงเรือนยอด ลำต้นมีความสูง 15-30 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีเทาดำมียาง ส่วนเนื้อไม้จัดเป็นไม้เนื้อแข็ง ออกสีเหลืองส้มหรือเหลืองแดง

สล็อต

ใบออกเป็นใบเดี่ยว โดยแทงออกจากิ่งย่อยในลักษณะตรงกันข้ามเป็นคู่ๆ ออกดกหนาทึบไม่ผลัดใบและสามารถแตกใบใหม่ได้ตลอดปี ใบมีลักษณะคล้ายในมะม่วงแต่มีขนาดเล็กกว่า เนื้อใบเหนียว ขอบใบเรียบ ใบกว้างประมาณ 3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 14 เซนติเมตร ใบอ่อนมีสีม่วงแดง มองเห็นเส้นใบ ใบแก่มีสีเขียวเข้มเป็นมัน

ดอกออกเป็นช่อ บริเวณปลายกิ่งแขนง ช่อดอกยาว 8-15 เซนติเมตร เป็นดอกสมบูรณ์เพศ โดยใน 1 ช่อดอกจะมีดอกย่อยเล็กๆหลายช่อ ดอกมีสีเหลือง มีจำนวน 4 กลีบ ส่วนกลีบเลี้ยงมีสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวอมเหลือง

ผลมีลักษณะเป็นรูปวงรีหรือรูปไข่ ปลายผลเรียวเล็กน้อย เปลือกผลเรียบ เกลี้ยง เป็นมัน ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อนและเปลี่ยนเป็นสีเขียวแก่ และเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีเหลืองทอง สีเหลืองอมส้มหรืออมส้มเข้ม เนื้อหนาหรือบางมีรสหวาน รสหวานอมเปรี้ยว รสเปรี้ยว แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ เช่นเดียวกันกับขนาดของผล

เมล็ดมี 1 เมล็ด ลักษณะเมล็ดค่อนข้างแบนยาวรีตามลักษณะทรงผล เปลือกหุ้มเมล็ดมีเส้นใยปกคลุมหนาแข็ง สีน้ำตาลอมเหลือง (ที่เรียกว่ากะลาเมล็ด) ด้านในเมล็ดเป็นเนื้อมีสีชมพูอมม่วง มีรสขม และฝาด

การขยายพันธุ์มะปราง

มะปรางสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การตอนกิ่ง การเพาะเมล็ด การทาบกิ่งและการติดตา เป็นต้น แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การเพาะเมล็ดเอาต้นพันธุ์แล้วทาบกิ่ง เนื่องจากเพาะง่าย รวดเร็ว และสะดวก ทำให้ได้จำนวนต้นพันธุ์จำนวนมาก ส่วนต้นพันธุ์ที่ได้ก็จะเหมือนต้นแม่พันธุ์ โดยต้นพันธุ์ที่พร้อมสำหรับย้ายปลูกควรมีอายุ 2-3 เดือน

สำหรับการนำต้นพันธุ์ลงปลูก ควรปลูกในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม-กันยายน โดยต้องเว้นระยะปลูกที่ 4-8 x 4-8 เมตร เมื่อปลูกเสร็จควรนำกิ่งไม้ไผ่เสียบข้างลำต้น และมัดด้วยเชือกฟางหลวมๆ เพื่อค้ำยันด้วย

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษา องค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของมะปรางพบว่ามีสารสำคัญๆตามส่วนต่างๆดังนี้ ในเมล็ดพบสาร ellagic acid anthocganin และ gallicacid ในเปลือกต้นพบ santonin ในเนื้อผลพบ β-carotene และ ascorbic acid เป็นต้น นอกจากนี้ผลสุกของมะปรางยังมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของผลสุกมะปราง (100 กรัม)

พลังงาน 47 กิโลแคลอรีลูกมะปราง
โปรตีน 0.4 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 11.3 กรัม
เส้นใย 1.5 กรัม
วิตามินบี 1 0.11 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.5 มิลลิกรัม
วิตามินซี 100 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 9 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.3 มิลลิกรัม
เบตาแครอทีน 230 ไมโครกรัม

jumboslot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ฟอกโลหิต แก้น้ำลายเหนียว กัดเสมหะในลำคอ แก้เสมหะ แก้เสลดหางวัวโดยนำผลสุกของมะปรางมารับประทานสด
ใช้แก้ไข้ตัวร้อน แก้อาการไข้กลับ ถอนพิษสำแดง โดยใช้รากมาต้มกับน้ำดื่ม
ใช้แก้ปวดศีรษะโดยใช้ใบมาตำให้ละเอียดแล้วจำมาพอกแล้วพันด้วยผ้าตามบริเวณที่ปวดศีรษะ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งปอด มีการศึกษาวิจัยสารสกัดของเมล็ดมะปรางที่สกัดด้วย คลอโรฟอร์ม อะซิโตไนไตร เอทานอล และน้ำ โดยนำมาทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งปอดที่ไวและดื้อต่อยาดอกโซรูบิซิน พบว่าสารสกัดเมล็ดมะปรางทั้ง 4 ส่วนสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง K562, K562/ adr, GLC4 และ GLC4/adr ได้ โดยสารสกัดเมล็ดมะปรางที่สกัดด้วยเอทานอลออกฤทธิ์ดีที่สุด และมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการเจริญของเซลล์ 50% (IC50) ต่อเชื้อ K562, K562/ adr, GLC4 และ GLC4/adr เท่ากับ 8.9 ± 2.6, 5.8 ± 2.2, 10.9 ± 2.2 และ 6.9 ± 1.0 มคก./มล. ตามลำดับ โดยฤทธิ์ดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการชักนำการตายของเซลล์แบบอะพอพโตซิส

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ผู้ที่แพ้ยางของมะม่วงควรระมัดระวังการสัมผัสน้ำยางของมะปรางด้วย เพราะเป็นพืชในวงศ์เดียวกัน
การรับประทานมะปรางมากเกินไปอาจทำให้มีอาการท้องเสีย ท้องเดิน ได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานแต่พอดี
ในการใช้มะปรางเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค ตามตำรายาต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้เชียวเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดี ตามที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นประจำ ก่อนจะใช้มะปรางเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

สรรพคุณของสายหยุด

สายหยุดเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย โดยเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดเป็นบริเวณกว้างตั้งแต่ทางตอนใต้ของจีนลงมาผ่านเวียดนาม ลาว พม่า ไทย กัมพูชา จนถึงแหลมมาลายู บริเวณประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งอาจถือได้ว่าสายหยุดเป็นพืชประจำถิ่นที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยเราได้เช่นกัน

เครดิตฟรี

ทั้งนี้ชื่อสายหยุดนั้นสัณนิษฐานว่าได้มาจากความหอมของดอก เพราะดอกสายหยุดจะเริ่มส่งกลิ่นหอมแรงเมื่อพลบค่ำ และจะมีกลิ่นหอมแรงที่สุดช่วงเวลาเช้ามืด แล้วกลิ่นจะค่อยๆจางลงในเวลากลางวัน จึงเรียกกันว่าสายหยุด และสำหรับสายหยุดในประเทศไทยนั้น สามารถพบเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะภาคกลางและภาคเหนือมักพบตามบ้านเรือน สวนสาธารณะหรือพบขึ้นตามป่าดิบชื้น และตามป่าเบญจพรรณที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 600 เมตร

ประโยชน์และสรรพคุณสายหยุด

คนไทยในสมัยก่อนมีการใช้ประโยชน์จากสายหยุดในหลายๆด้าน เช่น ใบสายหยุดสามารถนำมาต้มแล้วใช้น้ำที่ได้มาย้อมผ้า โดยจะให้สีเขียวขี้ม้า ดอกสายหยุดมีกลิ่นหอม นิยมนำมาวางในห้องน้ำ ห้องนอน เพื่อให้อากาศในห้องมีกลิ่นหอมหรือนำมาทัดผมในงานเทศกาลเวลากลางคืน

นอกจากนี้ดอกสายหยุดยังมีน้ำมันหอมระเหยจำนวนมากนิยมนำมาชโลม และนวดผม รวมถึงใช้นวดกล้ามเนื้อเพื่อให้ผ่อนคลาย และในปัจจุบันยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางหรือน้ำหอมได้อีกด้วย ในด้านไม้ดอกไม้ประดับ นั้นสายหยุดเหมาะสำหรับปลูกในสวนไม้ดอก หรือในบริเวณบ้านและจะมีกลิ่นหอม และยังสามารถทำเป็นซุ้มโดยทำนั่งร้านให้สายหยุดเลื้อยขึ้นไปปกคลุมอยู่ด้านบนเพื่อให้ความร่มเงาได้อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของสายหยุดนั้นตามตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณไว้ว่า ราก แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ไข้ ดอก ใช้แก้ไข้ บำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน น้ำมันหอมระเหย ใช้สูดดมเพื่อให้หัวใจชุ่มชื่นกระชุ่มกระชวย และนำไปเป็นส่วนผสมในตำรับยาต่างๆ ผลและเมล็ด ช่วยขับพยาธิ ส่วนตำรายาพื้นบ้านภาคต่างๆระบุถึงสรรพคุณของสายหยุดว่า ภาคอีสาน รากใช้ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดเมื่อย แก้ท้องเดิน ดอก เข้ายาหอม บำรุงหัวใจ ต้นและราก เข้ายาหอม รักษาอาการติดยาเสพติด ภาคใต้ใช้ ดอก แก้ไข้ แก้ท้องอืด แก้วิงเวียนศีรษะ บำรุงหัวใจ ทำให้กระชุ่มกระชวย

สล็อต

ลักษณะทั่วไปสายหยุด

สายหยุดจัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาเลื้อย สูง 1-5 เมตรเมื่ออายุมากกิ่งจะเลื้อยไปตามสิ่งยึดเกาะและจะสามารถยาวได้ถึง 20 เมตร มีลักษณะแข็งเถาเรียบสีน้ำตาลเข้มเกือบดำผิวแตกเป็นร่อง กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น มีรูระบายอากาศ กิ่งแก่เกลี้ยง สีดำ ใบเป็นใบเดี่ยว แบบเรียงสลับกัน โดยจะออกบนส่วนปลายของกิ่งแขนง ใบเป็นรูปหอก โคนใบกว้าง ปลายใบแหลมหรือมีติ่งแหลม มีก้านใบสั้น แผ่นใบเรียบบางแต่เหนียว ขอบใบโค้งเป็นลูกคลื่น ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อน เมื่ออายุมากมีสีเขียวเข้ม ด้านบนของใบเป็นมันด้านล่างมีนวล ขนาดใบกว้าง 5-7 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร แผ่นใบจะเห็นเส้นกลางใบชัดเจน และมีเส้นใบแขนงแยกสลับกันออกด้านข้าง 5-10 คู่ ขึ้นอยู่กับความยาวของใบ ดอกคล้ายๆกับจำปา จำปี ออกเป็นดอกเดี่ยว

โดยจะออกตามซอกใบ ประกอบด้วยก้านดอกสีเขียว ยาวประมาณ 3-8เซนติเมตร มีขนขึ้นทั่วไป ถัดมาเป็นตัวดอกที่มีกลีบเลี้ยงรูปหอก 3 อัน ขนาดเท่ากัน และเรียงห่างกันเป็นสามเหลี่ยม ถัดมาเป็นฐานดอกที่มีกลีบดอก 6 กลีบ โดยแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ โดยกลีบดอกชั้นนอกเป็นแผ่นกลีบบางกว้าง และยาวกว่ากลีบดอกชั้นใน ความยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร ส่วนกลีบชั้นในยาวประมาณ 2-7 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ซึ่งแผ่นกลีบ และขอบกลีบดอกจะเรียบ และแผ่นกลีบดอกจะเป็นสีเขียวและต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองมองเห็นเส้นกลีบดอกชัดเจน โดยกลีบดอกเมื่อบานเต็มที่จะส่วนปลายกลีบโค้งงอเข้าหาดอกหรือมีลักษณะบิดงอ และมีความหอมมาก ผลออกเป็นช่อหรือแบบผลกลุ่ม มี 10-30ผลย่อยต่อช่อ ผลย่อยเป็นมันลักษณะคล้ายสร้อยลูกปัดคอดเป็นข้อๆระหว่างช่วงเมล็ด ได้ถึง 3-6ข้อ ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกจะเป็นสีดำ ส่วนก้านผลย่อยยาว 8 มิลลิเมตร และก้านช่อผลยาว 2-3.5 เซนติเมตร และยังมีขนขึ้นกระจายตามก้านผลและก้านผลย่อย โดยในหนึ่งผลย่อยมีเมล็ด 2-5 เมล็ด มีรอยคอดระหว่างเมล็ดชัดเจน เมล็ด รูปทรงกลมหรือรูปรี กว้าง 0.4-0.5 ซม. ยาว 0.5-0.8 ซม. ผิวเกลี้ยง สีน้ำตาล

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์สายหยุด

สายหยุดสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยม คือ การเพาะเมล็ด เพราะสะดวกและรวดเร็วกว่าวิธีการตอนกิ่ง โดยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปลูกก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ด และการปลูกไม้พุ่มรอเลื้อยชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาในบทความก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ สายหยุดเป็นพืชที่เจริญเติบโตค่อนข้างโดยหลังจากการปลูกประมาณ 3-4 ปี จึงจะให้ดอก

นอกจากนี้สายหยุดยังเป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้งที่ชอบดินร่วนซุยไม่ชอบน้ำขังและยังมีความต้องกาแสงแดดมากพอสมควร ส่วนการรดน้ำควรรดน้ำให้ชุ่มเพียงวันละ 1 ครั้ง เท่านั้น

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมีของสายหยุดระบุว่าพบสารสำคัญต่างๆ เช่น ในสารสกัดจากใบของสายหยุดพบสาร hydroquinone ในน้ำมันหอมระเหยพบสาร α-pinene , β-pinene , linalool , limonene , camphene , germacrene D , Anisole , benzyl benzoate , aromadendrene , nonanal และ β-caryophyllene เป็นต้น

โครงสร้างสายหยุด

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ไข้ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ขับพยาธิ โดยใช้ผลและเมล็ดแห้งมาต้มกันน้ำดื่มใช้แก้ไข้ บำรุงหัวใจ โดยนำดอกแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ ทำให้กระชุ่มกระชวย โดยใช้น้ำมันหอมระเหยจากดอกมาวางลงบนผ้าเช็ดหน้าแล้วสูดดม หรือใช้นำไปผสมกับตัวยาอื่นๆ ในตำรับตำรายาต่างๆ นอกจากนี้ดอกแห้งยังนำเป็นส่วนผสมของยาหอมตำรับต่างๆ ได้อีกด้วย

jumboslot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาในสารสกัดใบสายหยุดพบว่า สารสกัดขั้นเฮกเซนและคลอดโรฟอร์ม มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อราที่ก่อโรคกลาก (Trichophyton rubrum , Trichophyton mentagrophytes และ Microsporum gypseum) โดยให้ค่า MIC อยู่ในช่วง 0.03-0.06 มก./มล. นอกจากนี้พบว่าสารสกัดชั้นคลอโรฟอร์มยังสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกได้ดีโดยให้ค่า MIC ต่อเชื้อ Staphylococcus epidermidis , Staphyloclccus aureus และ Bacillus subtilis เท่ากับ 0.5,1.0 และ 1.0 มก./มล. ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยอีกหลายฉบับระบุถึง ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสายหยุดไว้ดังนี้ สารสกัดแอลกอฮอล์จากใบและต้นสามารถต้านเชื้อไวรัสเอดส์ได้บ้าง และต้านการชักในสัตว์ทดลองได้ดี โดยสารสกัดนี้มีพิษเฉียบพลันปานกลางบ (LD50 = 500 มก./กก.) และมีรายงานว่าสาร Linalool ซึ่งเป็นสารหลักที่มีอยู่ในน้ำมันที่ได้จากดอกสายหยุด มีฤทธิ์สงบประสาท ต้านอนุมูลอิสระ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ส่วนต่างๆของสายหยุดหรือน้ำมันหอมระเหยของสายหยุดเป็นสมุนไพร ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยการใช้ในปริมาณที่พอดีไม่ควรใช้มากเกินกว่าที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ และไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้สายหยุด หรือน้ำมันหอมระเหยของสายหยุดเป็นยาสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

slot

ประโยชน์ของสายหยุด
ดอกสายหยุดสามารถนำมาใช้สกัดน้ำมันหอมระเหยได้ โดยใช้ดอกสดนำมากลั่นเอาน้ำมันหอมระเหย ด้วยวิธีการต้มกลั่นจะได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.005 ซึ่งน้ำมันหอมระเหยอาจนำไปใช้ในทางสุคนธบำบัด (Aromatherapy) หรือใช้ทำเป็นน้ำหอมสำหรับเครื่องสำอางต่าง ๆ ก็ได้
ในด้านการเป็นไม้ประดับ ต้นสายหยุดเหมาะแก่การนำมาปลูกไว้ในสวนดอกไม้ ปลูกริมทางเดิน ปลูกเป็นต้นเดี่ยวแล้วแต่งทรงพุ่ม ปลูกเป็นซุ้มในบริเวณบ้าน หรืออาจทำนั่งร้านให้ต้นสายหยุดได้เลื้อยขึ้นไปปกคลุมอยู่ด้านบนก็ได้ ปลูกและบำรุงง่าย เติบโตเร็ว เพาะกล้าจากเมล็ดหรือปักชำหรือตอนกิ่งเอาก็ได้ สายหยุดสามารถออกได้ตลอดทั้งปี ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศและความสมบูรณ์ของต้น และมักออกดอกมากในช่วงฤดูฝนและต้นฤดูหนาว ดอกสายหยุดจะเริ่มส่งกลิ่นหอมแรงขึ้นเมื่อยามพลบค่ำ และจะมีกลิ่นหอมแรงที่สุดในช่วงเช้ามืด แล้วกลิ่นจะค่อย ๆ จางลงในเวลากลางวัน จึงเป็นที่มาของชื่อ สายหยุด

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของสายหยุด
สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากใบและต้นสายหยุด มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเอดส์ได้บ้าง และต้านการชักในสัตว์ทดลองได้ดี โดยสารสกัดนี้มีพิษเฉียบพลันในระดับปานกลาง (LD50 = 500 มก./กก.)
สาร Linalool ซึ่งเป็นสารหลักที่มีอยู่ในน้ำมันที่ได้จากดอกสายหยุด มีฤทธิ์สงบประสาท ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และฆ่าแมลงได้

ประโยชน์ดีๆของฟักเขียว

ฟักเขียวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของฟักอยู่ในเขตร้อน (tropical) แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นที่ใด เพราะพบขึ้นอยู่ตามทวีปเอเชีย แอฟริกา และอเมริกา มีการคาดการณ์กันว่าเหตุที่พบอยู่ทั่วไปทั้งสามทวีปนั้นอาจเกิดจากมนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์ นำจากแหล่งกำเนิดดั้งเดิมไปปลูกในที่ต่างๆ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับพืชอีกหลายชนิดที่ยังไม่ทราบแหล่งกำเนิดดั้งเดิม

เครดิตฟรี

แต่ในปัจจุบันพบว่ามีการปลูกกันมากบริเวณทวีเอเชีย เช่นใน ไทย พม่า ลาว กัมพูชา อินเดีย บังคลาเทศ จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยเชื่อกันว่าฟักเขียวเข้ามาในไทยเมื่อนานมาแล้ว เพราะปรากฏหลักฐานการกล่าวถึงฟักเขียวในคำให้พรในพิธีลงอู่ของเด็กไทยในสมัยก่อน ส่วนในปัจจุบันสามารถพบเห็นฟักเขียวได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคกลางที่นิยมนำมาบริโภค โดยจะพบเห็นได้ตามบ้านเรือนทั่วไป ท้องไร่ท้องนา หรือตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป

ประโยชน์และสรรพคุณฟักเขียว

คนไทยจะนำผลฟักเขียวมาประกอบอาหารโดยการใส่ในแกง ต้ม ผัดต่างๆ บ้างทำเป็นขนมหวานในเทศกาลต่างๆ แต่เมนูยอดนิยมคงจะเป็นแกงเขียวหวานไก่ฟักเขียว แกงจืดฟักต้มกับไก่ แกงเลียง ฟักเขียวผัดกับหมูใส่ไข่ ฟักเชื่อม ฟักแช่อิ่ม ทำไส้นมเปี๊ยะ รวมถึงยอดอ่อนที่นำมาลวก หรือต้มกะทิ กินกับน้ำพริกก็ได้

ทั้งนี้คนไทยแบ่งฟักออกเป็น 2 พวกใหญ่ คือ ฟักและแฟง โดยฟักมีผลขนาดใหญ่ จะนิยมเก็บตอนแก่จัด ส่วนแฟงมีผลขนาดเล็กและนิยมเก็บผลอ่อนมาปรุงอาหาร อาหารจากฟัก(หรือแฟง)นั้น เริ่มตั้งแต่เป็นผักจิ้ม น้ำพริก ใช้ผัดกับไข่ ทำแกงจืด หรือต้มฟัก (เป็นน้ำซุปสำหรับข้าวมันไก่) ตุ๋นฟัก แกงกะทิกับปลาเค็ม แกงคั่ว ฟักกับไก่ ส่วนใบอ่อนหรือยอดอ่อนและตาดอกกินโดยการนึ่งใช้เป็นผัก หรือใส่ในแกงจืดเพิ่มรสชาติสำหรับเมล็ดทำให้สุกแล้วกินได้ อุดมไปด้วยน้ำมันและโปรตีน

สล็อต

ส่วนสรพคุณทางยานั้นตามตำรายาไทยจัดให้ฟักอยู่ในจำพวกรสจืดซึ่งเหมาะสำหรับบุคคลที่มีธาตุไฟเป็นเจ้าเรือน หรือกินในฤดูร้อนเพื่อบรรเทาธาตุไฟในร่างกายที่กำเริบขึ้น และมีสรรพคุณ

  • ใบแก้โรคบิด แก้ฟกช้ำ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้บวมอักเสบมีหนอง แก้พิษผึ้งต่อย ช่วยรักษาบาดแผล
  • ผลแก้ธาตุพิการ ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ หลอดลมอักเสบ แก้โลหิตเป็นพิษ บวมน้ำ
  • ราก ต้มดื่มแก้ไข้ แก้กระหายน้ำ ถอนพิษ
  • เมล็ด ใช้ลดไข้ แก้ริดสีดวงทวาร แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ตกขาว ละลายเสมหะ แก้ไตอักเสบ บำรุงผิว
  • เถาสด รสขมเย็น ใช้แก้ไข้ รักษาริดสีดวงทวาร
  • ไส้ฟัก แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ฝีที่เต้านม
  • เปลือก ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย แผลบวมอักเสบ มีหนอง

นอกจากนี้ในต่างประเทศก็มีการใช้ฟักเขียวเป็นยาสมุนไพร เช่นกัน อาทิในตำรายาอายุรเวทของประเทศอินเดียใช้เมล็ดฟักเขียวแก้ไอ แก้ไข้ กระหายน้ำ และขับพยาธิ น้ำมันจากเมล็ดใช้ขับพยาธิเพิ่มพลังเพศ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย และเพิ่มกำลังวังชา ใช้รักษาโรคชัก โรคปอดและหอบหืด น้ำคั้นผลฟักใช้รักษาโรคชักและโรคเส้นประสาท และในประเทศเกาหลีใช้ฟักเขียวในการรักษาโรคเบาหวาน และขับปัสสาวะ เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

ลักษณะทั่วไปฟักเขียว

ฟักเขียวจัดเป็นไม้เถาเลื้อยตระกูลแตง เช่นเดียวกันกับมะระจีน บวบเหลี่ยม หรือแตงกวา มีลำต้นเป็นเถาแข็งแรง เลื้อยไปตามพื้นหรือค้างยาวหลายเมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นหรือเถามีสีเขียวและมีขนค่อนข้างแข็งขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วต้น ขนมีสีเหลืองอมเทา ใบออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับตามข้อของเถา มีลักษณะเป็นหยักหรือเป็นเหลี่ยม แยกออกเป็น 5-7แฉก ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจเป็นสีเขียวเข้ม ใบมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-20 เซนติเมตร และมีก้านใบ 5-10 เซนติเมตร ผิวใบหยาบ มีขนปกคลุมทั้งสองด้าน ใบมีสีเขียวเข้ม ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกตามข้อเถา เช่นเดียวกับใบซึ่งดอกมีสีเหลืองรูปแตร มีขนาด 6-15 เซนติเมตร กลีบดอกเป็นรูปไข่กลับ ยาว 3-5 เซนติเมตร ทั้งนี้ดอกตัวผู้และเมียอยู่กันคนละดอก แต่อยู่ในเถาเดียวกัน ผลเป็นรูปกลมยาว หรือเป็นรูปไข่แกมขอบขนานหรืออาจเป็นทรงกลม แต่โดยพันธุ์พื้นเมืองทั่วไป ผลมีความกว้างประมาณ 20-30เซนติเมตรและยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร ผลอ่อนมีขนผิวผลสีเขียว ส่วนผลแก่ผิวนอกมีนวลเป็นแป้งสีขาวเคลือบอยู่ เปลือกแข็งมีสีเขียว เนื้อด้านในแน่นหนา ฉ่ำน้ำมีสีขาวปนเขียวอ่อน เนื้อตรงกลางฟูหรือพรุน และมีเมล็ดสีขาวอยู่แกนกลางจำนวนมาก เมล็ดเป็นรูปไข่ เมล็ดแบน มีสีขาวกว้างประมาณ 0.5-1เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ผิวเรียบ

การขยายพันธุ์ฟักเขียว

ฟักเขียวสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด โดยเป็นพืชที่สามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายมากเพียงแต่หว่านเมล็ดลงพื้นทั่วไปก็สามารถงอกขึ้นมาได้แล้ว แต่หากจะปลูกในแปลง เพื่อนำไปขายสามารถทำได้โดยไถดินลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 1-2 อาทิตย์แล้วย่อยหั่นให้ละเอียด หว่านปูนขาวประมาณ 100-300 กิโลกรัม/ไร่ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2,000-2,500 กิโลกรัม/ไร่ ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 30-50 กิโลกรัม/ไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากันส่วนวิธีปลูกทำได้โดยหยอดเมล็ด 2-3 เมล็ด ต่อหลุม ลึกประมาณ 3-5 เซนติเมตร แล้วกลบหลุมหรือคลุมด้วยฟางแห้ง เพื่อรักษาความชื้นของดิน และรดน้ำสม่ำเสมอทุกวัน เมื่อต้นกล้ามีอายุ 10-14 วัน หรือมีใบจริง 2-4 ใบ ควรถอนแยกเหลือ 2 ต้นต่อหลุม ทั้งนี้ควรเว้นระยะห่างแถว 1-1.5 เมตร ระหว่าต้น 2-2.5 เมตร เมื่อฟักเริ่มเลื้อยหรือมีอายุประมาณ 15-20 เมตร ควรทำค้างเพื่อให้เลื้อยเกาะขึ้นไปโดยปักไม้ทำค้างยาว 2-2.50 เมตร แล้วเอนปลายเข้าหากัน จากนั้นใช้ไม้ค้างพาดขวางประมาณ 2-3 ช่วง ช่วงละ 40-50 เซนติเมตร เพื่อให้เหมาะสมและสะดวกต่อการทำ และควรหาที่รองผลฟักเพื่อกันไม่ให้ฟักเน่าเพราะโรคหรือแมลงทำลาย หลังจากปลูกได้ประมาณ 60-70 วัน หรือสังเกตได้จากผลว่าเริ่มมีไขสีขาวจับผลก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยใช้มีดคมๆตัดที่ขั้วของผล ควรเหลือขั้วติดไว้ด้วย เพื่อช่วยให้เก็บรักษาได้นานขึ้น

jumboslot

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีในฟักเขียว พบว่าส่วนต่างๆของฟักเขียวมีสาระสำคัญดังนี้ ในผลพบสาร Stigmasterol , daucosterol , β-sitosterol , flavonoid , cucurbitacin , uronic acid ในเมล็ดพบสาร Oleic acid , liroleic acid , palmitic acid และ steaeric acid ในดอกพบสาร β-carotene เป็นต้น

นอกจากนี้ฟักเขียวยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของฟักเขียวสด (100 กรัม)

พลังงาน 13 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 3 กรัม
เส้นใย 2.9 กรัม
ไขมัน 0.2 กรัม
โปรตีน 0.4 กรัม
วิตามินบี 1 0.040มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0. 110มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.4 มิลลิกรัม
วิตามินบี 5 0.133 มิลลิกรัม
วิตามินบี 6 0.035 มิลลิกรัม
วิตามินซี 13 มิลลิกรัม
แคลเซียม 19 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม
แมงกานีส 0.058 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 19 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 111 มิลลิกรัม
สังกะสี 0.61 มิลลิกรัม
โครงสร้างฟักเขียว

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้ไตอักเสบบวมน้ำ โดยใช้เปลือกฟัก 120 กรัม หนวดข้าวโพด 30 กรัม ต้มกิน โดยแบ่งน้ำที่ต้มได้เป็น 3 ส่วน ใช้กิน 3 เวลา
รักษาเบาหวาน โดยต้มฟักที่ปลอกเปลือกแล้ว ต้มน้ำกินครั้งละ 60-90 กรัมเป็นประจำ จะทำให้เบาหวานลดลง
แก้เบาขัดในสตรีระหว่างตั้งครรภ์ นำฟักเขียวมาคั้นเอาน้ำ 1 แก้ว ผสมน้ำผึ้งให้พอมีรสหวาน ดื่มบ่อยๆ
ไออักเสบเรื้อรัง ใช้เมล็ดฟัก 15-30 กรัม ต้มกินน้ำ
แก้ร้อนใน ไข้สูง หรือไตอักเสบเรื้อรัง ใช้ฟักเขียว 500 กรัม ต้มน้ำให้ได้ประมาณ 3 แก้ว แบ่งกิน 3 ครั้ง ใน 1 วัน
แก้ระดูขาว โดยใช้เมล็ดฟัก 30 กรัม บดเป็นผง เติมน้ำตาลกรวด 30 กรัม ตุ๋นกินวันละ 2 ครั้ง
แก้ริดสีดวงทวาร และอาการอักเสบเจ็บบริเวณทวารหนัก โดยต้มฟักแล้วเอาน้ำล้างบริเวณที่เป็นจะลดการอักเสบได้
เอวแก้ฟกช้ำบวมเคล็ด โดยใช้เปลือกฟักผิงไฟให้แห้ง บดเป็นผงผสมเหล้ากินครั้งละ 6 กรัมจะช่วยลดความเจ็บปวดได้
ใบช่วยแก้พิษจากการถูกผึ้งต่อย
ใช้ลบเลือนรอยด่างดำบนใบหน้า โดยใช้ไส้ในผลสด 30-60 กรัม นำมาต้มหรือคั้นเอาแต่น้ำชโลมบนใบหน้าทิ้งไว้ 3-5 นาทีแล้วล้างออก

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีการศึกษาผลของสารสกัดผลฟักเขียวด้วยเมทานอลในหนูถีบจักร โดยเหนี่ยวนำให้เกิดแผลด้วยกรดเกลือผสมกับอัลกอฮอล์ (0.3 M HCl และ ethanol 60%) indomethacin HCl/อัลกอฮอล์ และแอสไพริน พบว่าสารสกัดดังกว่างสามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ โดยลดการสูญเสียเยื่อเมือก และลดการเกิดแผล

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยในประเทศเกาหลี โดยเป็นการทดสอบฤทธิ์ต้านการสร้างหลอดเลือดจากสารสกัดเมล็ดของฟักเขียวผลปรากฏว่าสารสกัดเมล็ดฟักเขียวลดการแบ่งตัวของเซลล์และการสร้างหลอดเลือด ชนิดที่ต้องการสารกระตุ้นการเจริญจากไฟโบรบลาสต์ (basic fibroblast growth factor bFGF) โดยแปรผันตามความเข้มข้นสารสกัด โดยสารสกัดดังกล่าวไม่มีพิษต่อเซลล์ปกติ นอกจากนั้นแล้วสารสกัดเมล็ดฟักเขียวยังแสดงผลหยุดยั้งการสร้างหลอดเลือดชนิดที่ต้องการ bFGF ในสัตว์ทดลองอีกด้วย

งานวิจัยในประเทศจีน มีการศึกษาฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์สร้างแอนจิโอเทนซิน (angiotensin-converting enzyme ACE) ของเนื้อผล ไส้ เมล็ดและเปลือกฟักเขียวด้วยการสกัดต่างวิธี

ผลปรากฏว่าสารสกัดจากเมล็ดมีสารต้านออกซิเดชั่นของกรดไลโนเลอิกมากที่สุด และพบน้อยสุดในเนื้อผล นอกจากนี้สารสกัดเมล็ดยังลดอัตราออกซิเดชั่นของไขมันชนิดไม่ดี (low-density lipoprotein = LDL) และยับยั้งฤทธิ์เอนไซม์สร้างแอนจิโอเทนซิน ได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับสารสกัดจากส่วนอื่นของผลฟัก คาดว่าผลเหล่านี้เนื่องมาจากเมล็ดฟักมีสารประกอบฟีนอลและมีฤทธิ์เอนไซม์ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตสมากกว่าในส่วนอื่นของผล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

เนื่องจากฟักเขียวเป็นผักธาตุเย็น ตามตำรายาแพทย์แผนไทย ดังนั้นผู้ที่มีภาวะเลือดเย็นหรือหยางพร่องไม่ควรรับประทานฟักเขียว
วิธีการเลือกซื้อฟักเขียวควรเลือกฟักที่มีเนื้อแข็ง ส่วนเนื้อภายในของฟักควรเลือกที่มีขอบของเยื่อเป็นสีเขียวเข้มแล้วค่อยๆจากลงไปถึงตรงกลาง

สรรพคุณของขนุน

ขนุนเป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยมีการสันนิษฐานกันว่าน่าจะอยู่ในประเทศอินเดีย จากนั้นจึงมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณเขตร้อนของเอเชีย ซึ่งจะพบได้มากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งได้มีการแพร่กระจายพันธุ์เข้ามานานมากแล้ว โดยมีปรากฏหลักฐานโบราณที่กล่าวถึงขนุนตั้งแต่ในสมัยสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยาแล้ว ทั้งนี้ขนุนพันธุ์พื้นเมืองแท้ดั้งเดิม คือ ขนุนหนังและขนุนละมุด(ขนุนหิน) แต่ในปัจจุบันมีการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ๆมากมาย เช่น ขนุนพันธุ์ทองสุดใจ , ศรีบรรจง , จำปากรอบ เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณขนุน

ขนุนจัดเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมในการรับประทานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้มาก โดยเนื้อขนุนสุกมีรสหวานหอมสามารถใช้รับประทานเป็นผลไม้หรือนำไปแปรรูปเป็นขนมต่างๆ เช่น ใส่ในไอศกรีม ใส่ในรวมมิตร ขนุนอบแห้ง ขนุนทอด ใส่ในลอดช่อง เป็นต้น ส่วนขนุนอ่อนก็มีการนำมาใช้ประกอบอาหารในภาคเหนือ และภาคอีสาน เช่น แกงขนุนใส่ใบชะพลู ซุบหมากมี่ ตำขนุน และยังใช้ลูกขนุนอ่อนขนาดเล็กมากินเป็นผักจิ้มน้ำพริกอีกด้วย

นอกจากนี้แก่นไม้ขนุนยังมีการนำมาทำเป็นสีย้อมผ้าหรือย้อมสบง จีวรของพระภิกษุ โดยจะให้สีกรัก หรือสีน้ำตาลดำอมเหลือง สำหรับสรรพคุณทางยาของขนุนนั้นตามตำรายาแผนโบราณระบุไว้ว่า ราก รสหวานชุ่มขม บำรุงหิต ระงับประสาท แก้กามโรค ขับพยาธิ แก้โรคลมชัก แก่น ช่วยสมานแผล สมานลำไส้ บำรุงโลหิต แก้กามโรค ยาง รสฝาด แก้อักเสบบวม แผลมีหนองเรื้อรัง แก้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ เนื้อหุ้มเมล็ดสุก รสหวานหอม บำรุงกำลัง เป็นยาระบายอ่อนๆ ชูหัวใจให้สดชื่น เนื้อในเมล็ด รสมัน บำรุงกำลัง บำรุงน้ำนม ฃ ใบ รสฝาด แก้ท้องเสีย แก่ลมชัก ลดน้ำตาลในเลือด ใช้โรยแผลที่มีหนองเรื้อรัง ผลอ่อน แก้อาการท้องเสีย เนื้อสุกเป็นยาระบายอ่อนๆ

ลักษณะทั่วไปขนุน

สล็อต

ขนุนจัดเป็นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อนขนาดใหญ่ สูงประมาณ 8-15เมตร (แต่บางต้นอาจสูงได้ถึง 30 เมตร) ลำต้นตั้งตรง สีน้ำตาลอมเทา แกนไม้สีเหลืองทอง พุ่มทึบ แตกกิ่งก้านสาขามาก กิ่งและลำต้นเมื่อมีแผลจะมีน้ำยางสีขาวข้นไหลออกมา ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปรี ปลายใบทู่ ถึงแหลม โคนใบมน ผิวด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านหลังสีเขียวนวล เนื้อใบหนาและเหนียวผิวใบด้านล่างจะสากมือ ขนาดของใบกว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 10 – 15 เซนติเมตร ดอก ดอกออกเป็นกลุ่มแบบช่อเชิงลด โดยช่อดอกตัวเมียและตัวผู้จะอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกตัวผู้ จะออกที่โคนกิ่งลำต้นและง่ามใบ

ลักษณะของดอกเป็นแท่งยาวประมาณ 2.5 ซม. มีกลิ่นหอมคล้ายส่าเหล้า ส่วนช่อดอกตัวเมียเป็นแท่งกลมออกจากลำต้นและก้านขนานใหญ่ ซึ่งในแต่ละรอบของการออกดอก จะมีเกสรตัวผู้มากกว่าเกสรตัวเมียเสมอ ผล ออกเป็นผลรวม โดยเกิดจากดอกทั้งช่อที่เจริญร่วมกันเป็นผลรวม โดย 1 ดอกกลายเป็น 1 ยวง (เนื้อขนุน) ใน 1 ผลจึงมีหลายยวง

ผลมีลักษณะกลมขนาดใหญ่ หนักตั้งแต่ 5-60 กิโลกรัม (ตามสายพันธุ์) ผลดิบเปลือกสีเขียว หนามทู่ ถ้ากรีดเปลือกจะมียางเหนียวข้นออกมาก เมื่อผลแก่ เปลือกจะเป็นสีน้ำตาลอมเหลืองตาและหนามจะป้านขึ้น เมล็ด ลักษณะกลมรี เนื้อหุ้มเมล็ดสีเหลือง ถ้าสุกมีกลิ่นหอม เปลือกหุ้มเมล็ดบาง รับประทานได้

การขยายพันธุ์ขนุน

ขนุนสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การต่อกิ่ง การทาบกิ่ง การติดตา เป็นต้น แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การทาบกิ่ง เพราะจะได้ต้นที่ตรงสายพันธุ์และสามารถทำได้ง่าย โดยสามารถทำได้ดังนี้ เริ่มจากกิ่งพันธุ์ที่จะนำมาทาบควรเลือกจากกิ่งที่มีขนาดไล่เลี่ยกับขนาดต้นตอ ซึ่งต้นตอควรมีอายุอย่างน้อย 2 เดือน ขึ้นไป ส่วนตอนต้นตอ จะต้องตัดรากแก้วออกให้เหลือประมาณ 2 นิ้วแล้วบรรจุลงในถุงขนาด 4×6 นิ้ว ที่มีขุยมะพร้าวที่ชุ่มน้ำเสร็จแล้ว มัดตรงปากถุงและกลางถุง

สล็อตออนไลน์

จากนั้นใช้มีดคม ๆ ปาดต้นตอเป็นรูปปากฉลาม ยาวประมาณ 1 นิ้ว โดยรอยปาดต้องเรียบไม่เป็นคลื่น แล้วปาดที่กิ่งพันธุ์ให้เป็นแผลยาวเท่ากับต้นตอแล้วนำต้นตอมาประกบกับกิ่งพันธุ์ให้เนื้อไม้และส่วนเนื้อเยื่อจะต้องสัมผัสกันอย่างสนิทอย่าให้มีช่องว่างของทั้งสอง แล้วพันด้วยพลาสติกจากล่างขึ้นบนจนแน่นเสร็จแล้วใช้เชือกรัดถุงพลาสติกกับกิ่งพันธุ์อย่าให้แกว่ง หลังจากทาบกิ่ง ประมาณ 45-60 วันเมื่อเห็นกิ่งทาบติดกันดีโดยสังเกตจากตุ้มของต้นตอจะแห้ง และมีรากใหม่งอกออกมาบริเวณก้นถุง และรอยแผลทาบจะมีเนื้อเยื่อมาประสานกันอย่างเห็นได้ชัด จึงปาดกิ่งพันธุ์ด้านล่างรอยลึกเข้าไปประมาณครึ่งกิ่งเพื่อเป็นการบากเตือนกิ่งพันธุ์ตรงตำแหน่งหลังตุ้มทาบเลยจุดที่ตุ้มทาบผูกติดกับกิ่งพันธุ์ดีปล่อยไว้ 7-10 วัน จึงค่อยตัดกิ่งพันธุ์ตรงรอยที่บากไว้ให้ขาดหลุดออกมา นำมาชำไว้บนกระถาง 45-60 วัน จึงย้ายไปปลูกต่อไป

ส่วนวิธีการปลูกนั้นสามารถปลูกได้ทั้งแบบยกร่องและแบบปลูกในที่ดอน โดยควรปลูกเป็นแถวเป็นแนว เพื่อสะดวกในการดูแลรักษา และการปฏิบัติงาน ระยะห่างระหว่างต้นหรือ ระหว่างหลุมคือ 8×8 เมตร หรือ 10×10 เมตร เป็นระยะที่เหมาะสำหรับการปลูกแบบไร่ ส่วนการปลูกแบบร่อง ระยะห่างระหว่างต้น คือ 6×6 เมตร เพราะต้นขนุนมักมีขนาดเล็กกว่าการปลูกแบบไร่สำหรับขนาดของหลุมปลูก ให้ขุดหลุมขนาด กว้าง ยาว ลึก 50 – 100 เซนติเมตร (ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน) ในพื้นที่ 1 ไร่ สำหรับระยะปลูก 10×10 เมตร สามารถปลูกได้ 16 ต้น สำหรับระยะปลูก 6×6 เมตร สามารถปลูกได้ 45 ต้น

องค์ประกอบทางเคมี

มีผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีจากส่วนต่างๆของขนุนพบว่า ในใบขนุน พบสารกลุ่ม flavanoids, tannins, polysaccharides, saponins, proteins, sterols, glycosides, anthocyanins,และ lipids ในยางขนุนพบเอนไซม์ Protease คือ artocarpin เนื้อไม้พบสาร cudraflarone , albanin A ,6-prenylpigenin , kuwanon C , artocarpin และ norartocarpin เปลือกต้นพบสาร artocarpanone ส่วนเนื้อขนุน พบ flavonoid , Carotenoid และ Malic acid เป็นต้น นอกจากนี้ส่วนต่างๆของขนุนยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

jumboslot

คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อขนุนดิบ (100 กรัม)

พลังงาน 95 กิโลแคลอรี

คาร์โบไฮเดรต 23.25 กรัม

น้ำตาล 19.08 กรัม

เส้นใย 1.5 กรัม

ไขมัน 0.64 กรัม

โปรตีน 1.72 กรัม

วิตามินเอ 5 ไมโครกรัม

เบตาแคโรทีน 61 ไมโครกรัม

ลูทีนและซีแซนทีน 157 ไมโครกรัม

วิตามินบี 1 0.105 มิลลิกรัม

วิตามินบี 2 0.055 มิลลิกรัม

วิตามินบี 3 0.92 มิลลิกรัม

วิตามินบี 5 0.235 มิลลิกรัม

วิตามินบี 6 0.329 มิลลิกรัม

วิตามินบี 9 24 ไมโครกรัม

วิตามินซี 14.7 มิลลิกรัม

วิตามินอี 0.34 มิลลิกรัม

ธาตุแคลเซียม 24 มิลลิกรัม

ธาตุเหล็ก 0.23 มิลลิกรัม

ธาตุแมกนีเซียม 29 มิลลิกรัม

ธาตุแมงกานีส 0.043 มิลลิกรัม

ธาตุฟอสฟอรัส 21 มิลลิกรัม

ธาตุโพแทสเซียม 448 มิลลิกรัม

ธาตุโซเดียม 2 มิลลิกรัม

ธาตุสังกะสี 0.13 มิลลิกรัม

คุณค่าทางโภชนาการของเมล็ดขนุน (100 กรัม)

พลังงาน 153 กิโลแคลอรี่

โปรตีน 5.5 กรัม

คาร์โบไฮเดรต 32.2 กรัม

ไขมัน 0.2 กรัม

วิตามินบี 1 1.74 มิลลิกรัม

วิตามินบี 3 3.2 มิลลิกรัม

ฟอสฟอรัส 105 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ลดน้ำตาลในเลือดโดยใช้ใบขนุนแก่ 5-10 ใบ นำมาต้มกับน้ำประมาณ 3-4แก้ว นานประมาณ 15 นาที แล้วนำมาดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น ใช้บำรุงโลหิต แก้โรคลมชัก แก้กามโรค ระงับประสาท ขับพยาธิ โดยใช้ รากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้บำรุงโลหิต สมานแผล สมานลำไส้ โดยใช้แก่นต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ทาแผลที่บวม อักเสบ แผลหนองเรื้อรัง โดยใช้น้ำยางสดมาทาบริเวณที่เป็น ใช้แก้ปวดหู และหูเป็นน้ำหนวก โดยใช้ใบขนุน เผาให้เป็นถ่านผสมกับน้ำปูนใสหยอดหู ใช้บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ เป็นยาระบายอ่อนๆ โดยใช้เนื้อขนุนสุกมารับประทานเป็นผลไม้

slot

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน มีการศึกษาวิจัยสารฟลาโวนอยด์จากเนื้อไม้ของต้นขนุน ได้แก่ artocarpin, cudraflavone, 6-prenylpigenin, kuwanon C, norartocarpin และ albanin A โดยเมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์สารเมลานนินในเซลล์ B16 melanoma (เซลล์เนื้องอกที่มีสารเม็ดสีเมลานินอยู่เป็นจำนวนมาก) พบว่าสารสกัดดังกล่าวสามารถยับยั้งการสังเคราะห์สารเมลานินได้ โดยค่าความเข้มข้นในการยับยั้งการสังเคราะห์สารเมลานินได้ครึ่งหนึ่ง (IC50) มีค่าเท่ากับ 6.7, 7.3, 3.8, 6.6, 4.9 และ 40.1 ไมโครโมล ตามลำดับ ซึ่งได้ผลดีกว่าสาร arbutin และ kojic acid ซึ่งเป็นสารที่มีศักยภาพในการต้านการสังเคราะห์สารเมลานิน แต่สารสกัดดังกล่าวไม่มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนส

ฤทธิ์ลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานมีการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดเอทานอลจากเปลือกต้นขนุน (Artocarpus heterophyllus Lam.) ในการลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดเบาหวานด้วยการฉีดสาร alloxan เข้าช่องท้องในขนาด 150 มก./กก. และป้อนสารสกัดในขนาด 50, 100 และ 150 มก./กก. น้ำหนักตัว ติดต่อกันนาน 21 วัน ผลพบว่าเมื่อป้อนสารสกัดเอทานอลจากเปลือกต้นขนุน โดยเฉพาะขนาด 150 มก./กก. มีผลเพิ่มน้ำหนักตัวของสัตว์ทดลอง ลดระดับไขมัน ได้แก่ คอเลสเตอรอลรวม ไตรกลีเซอไรด์ และ LDL-cholesterol และยังลดระดับเอนไซม์ในตับ ได้แก่ alanine aminotransferase, aspartate aminotransferase, alkaline phosphatase รวมถึงระดับของ creatinine, bilirubin และ urea อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับหนูแรทกลุ่มควบคุมที่เป็นเบาหวาน โดยให้ผลใกล้เคียงกับกลุ่มที่ได้รับยา glibenclamide ขนาด 5 มก./กก. โดยไม่พบความเป็นพิษหรืออาการไม่พึงประสงค์ในสัตว์ทดลอง

ฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง melanin สาร artocarpanone ที่แยกได้จากเปลือกต้นขนุน สามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ tyrosinase และการสร้าง melanin ในเซลล์ B16 melanoma ได้ โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 80.8 และ 89.1 μM ซึ่ง artocarpanone จะมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ดีกว่าสาร arbatin แต่อ่อนกว่ากรด kojic แต่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง melanin ดีกว่าสารทั้ง 2 ชนิดนี้ และพบว่า artocarpanone มีความเป็นพิษต่อเซลล์ B16 melanoma ต่ำ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดสอบด้วยวิธีดูการออกซิไดซ์ของสาร 1,1-diphenyl-2-picrylhydrazyl (DPPH) โดยมีค่า IC50 135.8 μM แต่มีฤทธิ์อ่อนกว่า quercetin

นอกจากนี้มีการวิจัยศึกษาการลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดโดยให้หนูรับประทานสารสกัดจากรากและใบขนุน พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในหนูที่เป็นเบาหวานได้ รวมทั้งยังช่วยในการกระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้อีกด้วย

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

เนื้อขนุนสุกมีรสหวานมาก ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานรวมถึงผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ควรรับประทานแต่พอดี
ตามตำราแพทย์แผนไทยระบุไว้ว่า ขนุนเป็นผลไม้รสร้อน ดังนั้นเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วอาจทำให้ร่างกายร้อนขึ้นได้ และอาจทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นกว่าปกติได้ ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงควรรับประทานแต่น้อย และไม่ควรรับประทานคู่กับสุราเพราะอาจทำให้อาการของโรคความดันโลหิตสูงกำเริบได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของมะพร้าว

คนรักสุขภาพมักสรรหาอาหารที่เขาว่าดีทานกันอย่างขะมักเขม้น ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกนะคะ ถ้าคุณจะชอบทานควินัว หรือเมล็ดเจีย แต่ถ้ามองใกล้ตัวอีกนิด จะเห็นว่า “ซุปเปอร์ฟู้ด” หรืออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ดีต่อสุขภาพเป็นอันดับต้นๆ ไม่จำเป็นต้องตามหาซื้อจากเมืองนอกเมืองนา “มะพร้าว” บ้านเราแล้วนี่แหละ ถูก ดี และมีประโยชน์ไม่แพ้ใครแน่นอน

เครดิตฟรี

9 ประโยชน์ดีๆ ที่ไม่ควรมองข้ามของ “น้ำมะพร้าว”
ช่วยรักษาอาการขาดน้ำ เมื่อไรก็ตามที่รู้สึกกระหายน้ำ หรือร่างกายขาดน้ำ น้ำมะพร้าวจะช่วยให้เติมน้ำในร่างกายไปพร้อมๆ กับเกลือแร่ที่มีประโยชน์ และรสชาติหวานสดชื่นจากธรรมชาติ นักกีฬาจึงสามารถดื่มน้ำมะพร้าวแทนการดื่มน้ำเกลือแร่หลังออกกำลังกายได้สบายๆ

น้ำมะพร้าว อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 6 วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก กรดอะมิโน และโปรตีนที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินให้กับผิว จึงทำให้ผิวพรรณเต่งตึง เปล่งปลั่งสดใส

มีไซโตไคน์ ที่ช่วยบำรุงฮอร์โมนในร่างกายให้แข็งแรง ดูแลการเจริญเติบโต และการพัฒนาของร่างกาย ช่วยชะลอวัย และช่วยลดโรคภัยที่มักมาพร้อมกับวัยชราได้ เช่น โรคความจำเสื่อม (อัลไซเมอร์) เป็นต้น

น้ำมะพร้าว ช่วยย่อยอาหาร และลดอาการกรดไหลย้อน

ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

ช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

หากมีอาการปวดหัวจากการขาดน้ำ การดื่มน้ำมะพร้าวจะช่วยให้อาการปวดหัวทุเลาลงได้โดยเร็ว

หากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเมาค้าง สามารถดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อบรรเทาอาการดังกล่าวได้ดีเลยทีเดียว

สล็อต

น้ำมะพร้าว 100 กรัม ให้พลังงาน 79 กิโลแคลอรี่ ดังนั้นจึงเป็นอาหารพลังงานต่ำ แต่ให้ความสดชื่นได้ดี เหมาะกับทุกเพศทุกวัย แต่สำหรับใครที่เป็นโรคไต และโรคเบาหวาน อาจต้องปรึกษาคุณหมอ เพื่อหาปริมาณที่พอเหมาะกับร่างกาย เพราะอย่างไรแล้ว น้ำมะพร้าว ก็เป็นน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาล และโพแทสเซียม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์สมานแผล มีการศึกษาวิจัยกลไกการออกฤทธิ์สมานแผลของน้ำมะพร้าวอ่อน (Cocos nucifera L.) ซึ่งมีสารสำคัญ เช่น ไฟโตเอสโตเจน (phytoestrogen), เบต้า-ซิโตสเตอรอล (β-sitosterol) ในหนูแรทที่ถูกตัดรังไข่ออก (ovariectomized rat) โดยในการทดลองได้แบ่งหนูออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 6 ตัว กลุ่มที่ 1 เป็นหนูที่ผ่าเปิดหน้าท้องแต่ไม่ได้ตัดแยกรังไข่ออก (sham-operated), กลุ่มที่ 2 เป็นหนูที่ถูกตัดรังไข่ออก (ovariectomized; ovx), กลุ่มที่ 3 เป็นหนูที่ถูกตัดรังไข่ออกและได้รับ estradiol benzoate (EB) ขนาด 2.5 มก./กก./วัน โดยฉีดเข้าทางช่องท้อง, กลุ่มที่ 4 เป็นหนูที่ถูกตัดรังไข่ออกและได้กินน้ำมะพร้าวอ่อนขนาด 100 มล./กก./วัน โดยกลุ่มที่ 1 และ 2 จะได้รับน้ำปราศจากไอออน (deionized water) หลังจากทำการผ่าตัดเอารังไข่ออกเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จึงทำให้หนูเกิดแผลขนาด 1 ซม. จำนวน 2 แผลที่บริเวณผิวหนังส่วนหลังจากนั้นจึงเริ่มให้สารทดสอบตามกลุ่มเป็นเวลา 7 วัน หรือ 14 วัน เมื่อครบกำหนดเวลา หนูจะถูกฆ่าและนำมาประเมินผล จากผลการทดลองพบว่า หนูกลุ่มที่ได้รับน้ำมะพร้าวอ่อนเป็นเวลา 14 วัน จะมีขนาดของเซลล์ผิวหนังคีราติโนไซต์ (keratinocyte) ใหญ่กว่า และมีกิจกรรมภายในไซโตพลาสซึมมากกว่าของหนูในกลุ่ม ovx นอกจากนี้ยังพบว่า macrophage migration inhibitory factor (MIF) ของหนูกลุ่มที่ได้รับน้ำมะพร้าวอ่อน มีระดับลดลง โดย MIF เป็นสารในร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดการอักเสบ จากการทดลองแสดงให้เห็นว่า ฤทธิ์สมานแผลของน้ำมะพร้าวอ่อนเกิดจากการเพิ่มการแลกเปลี่ยนสารต่างๆ ผ่านไซโตพลาสซึมภายในของเซลล์ผิวหนังและกลไกการยับยั้ง MIF

ฤทธิ์ลดภาวะกระดูกพรุน มีการศึกษาวิจัยในหนู (Wistar rats) เพศผู้ โดยนักวิจัยไทย พบว่าการให้น้ำมะพร้าวอ่อนในขนาด 100 มล/กก น้ำหนักตัว นาน 14 วัน มีผลเพิ่มความหนาของกระดูกอ่อนขากรรไกรล่าง (mandibular condylar cartilage) ในกลุ่มหนูที่ไม่ได้ตัดอัณฑะออก การศึกษาโดยนักวิจัยกลุ่มเดียวกันในระยะต่อมาในลักษณะเดียวกัน พบว่าการให้น้ำมะพร้าวอ่อนในขนาด 100 มล/กก นาน 14 วัน มีผลเพิ่มความหนาของกระดูกฟองน้ำของขากรรไกรล่าง (mandibular cancellous bone) ในกลุ่มหนูที่ไม่ได้ตัดอัณฑะออก และ กลุ่มหนูที่ตัดอัณฑะออก ซึ่งคาดว่าน้ำมะพร้าวอ่อนน่าจะมีประโยชน์ในการชะลอภาวะกระดูกพรุนในชายวัยหมดฮอร์โมน

สล็อตออนไลน์

ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งของน้ำมะพร้าวอ่อนต่อเมตาบอลิสมของกระดูกในหนูเพศเมียที่ถูกตัดรังไข่ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่ม baseline กลุ่มหนูที่ผ่าเปิดหน้าท้องแต่ไม่ได้ตัดแยกรังไข่ออก (sham-operated) กลุ่มที่ถูกตัดรังไข่ (bilateral ovariectomy) และกลุ่มที่ถูกตัดรังไข่และได้รับน้ำมะพร้าวอ่อนความเข้มข้น 5 เท่า ในขนาด 10 มล./กก. นน.ตัว/วัน เป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่าหนูในกลุ่มที่ตัดรังไข่และได้รับน้ำมะพร้าวอ่อนจะมีความหนาแน่นของมวลกระดูกและอัตราการสร้างกระดูกสูงกว่ากลุ่มตัดรังไข่แต่ไม่ได้รับน้ำมะพร้าว แสดงว่าน้ำมะพร้าวอ่อนมีผลต่อเมตาบอลิสมของกระดูกและอาจช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกที่เกิดขึ้นหลังจากหมดประจำเดือนได้

ฤทธิ์ลดความดันโลหิต มีการศึกษาฤทธิ์ที่ทำให้หลอดเลือดคลายตัวของสารสกัดเอทานอลจากกะลามะพร้าว (CNE) ต่อหลอดเลือดแดงทั้งในภาวะที่มีและไม่มี endothelium พบว่า CNE มีผลลดการหดตัวของหลอดเลือดแดงที่ถูกกระตุ้นด้วย norepinephrine, phenylephrine หรือ potassium chloride ได้ดีในภาวะที่มี endothelium และฤทธิ์คลายหลอดเลือดของ CNE จะถูกยั้บยั้งเมื่อให้ร่วมกับ NG-nitro-L-arginine (nitric oxide synthase inhibitor) และ 1H-[1,2,4]-oxadiazolo-[4,3-A]-quinoxalin-1-one (ODQ: guanylase cyclase inhibitor) ส่วน atropine (muscarinic receptor antagonist) และ indomethacin (cyclooxygenase inhibitor) มีผลยับยั้งเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ glibenclamide (ATP-sensitive K+ channel blocker) ไม่มีต่อการทำงานของ CNE และเมื่อนำไปทดสอบฤทธิ์ลดความดันโลหิตในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความดันโลหิตสูงโดยเกลือ acetate deoxycorticosterone (DOCA) พบว่าหนูแรทที่ได้รับ CNE ขนาดวันละ 300 มก./กก.น้ำหนักตัว ติดต่อกัน 12 วัน มีความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (จาก 185.3 ± 4.7 มม.ปรอท เหลือ 145.6 ± 6.1 มม.ปรอท) โดยพบว่าสารสำคัญที่มีผลต่อการออกฤทธิ์เป็นสารกลุ่มโพลีฟีนอล ได้แก่ chrologenic acid, vanillic acid และ ferulic acid จากการทดลองที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าสารสกัดเอทานอลจากกะลามะพร้าวช่วยลดความดันโลหิต โดยเกี่ยวข้องกับการสร้าง nitric oxide จาก endothelium ผ่าน nitric oxide/guanylase cyclase pathway โดยตรง รวมถึงมีผลกระตุ้น muscarinic receptor ใน cyclooxygenase pathway

jumboslot

ฤทธิ์ชะลอการลุกลามของโรคอัลไซเมอร์ มีการศึกษาพบว่าในน้ำมะพร้าวอ่อนประกอบด้วยสารประกอบ ทรานส์-ซีติน ในปริมาณประมาณ 181.93 นาโนโมลาร์ ในรูปแบบต่างๆ โดยสารประกอบนี้อยู่ในกลุ่มของฮอร์โมนพืช คือ กลุ่มไซโตไคนิน (cytokinin) มีรายงานว่าสารประกอบ ทรานส์-ซีติน แสดงคุณสมบัติยังยั้งเอนไซม์อะเซติลโคลีนเอสเตอเรส (acetylcholinesterase) (ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์) และสามารถใช้ในโรคอัลไซเมอร์ หรือความผิดปกติที่เกี่ยวกับระบบประสาท เช่น ความจำเสื่อม (dementia) นอกจากนี้การศึกษาอีกฉบับยังพบว่า ทรานส์-ซีติน สามารถป้องกันการสร้างโปรตีนอะมัยลอยด์-เบต้า (amyloid-β protein) (ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการลุกลามของโรคอัลไซเมอร์เร็วขึ้น) เมื่อทำการศึกษาในหลอดทดลอง โดยใช้สาร ทรานส์-ซีติน ทดสอบกับเซลไฟโบรบลาสต์ของคน พบว่าสารนี้แสดงฤทธิ์ชะลอความแก่

ฤทธิ์ลดระดับไขมันในเลือด มีการศึกษาในหนูขาว (albino rats) เพศผู้ โดยให้น้ำมะพร้าวอ่อน หรือน้ำมะพร้าวแก่ ในขนาด 4 มล/100 กรัม น้ำหนักตัว พบว่า การให้น้ำมะพร้าวสามารถยับยั้งการเพิ่มขึ้นของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด, คอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี คือ ชนิด วี แอล ดี แอล (VLDL cholesterol) และ แอล ดี แอล (LDL cholesterol) และไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglyceride) และมีผลเพิ่มระดับ คอเลสเตอรอลชนิดดี คือ ชนิด เอช ดี แอล (HDL cholesterol) ด้วย นอกจากนี้ ระดับไขมันในเนื้อเยื่อของตับ หัวใจ ไต และหลอดเลือดแดงใหญ่ (aorta) ก็ลดลงด้วยเช่นกัน พบว่าน้ำมะพร้าวมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มระดับไขมัน และมีผลส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลดระดับไขมัน น้ำมะพร้าวมีผลเร่งการเปลี่ยนคอเลสเตอรอลไปเป็นกรดน้ำดี และเพิ่มการขับถ่ายน้ำดีและนิวทรัลเสตียรอล สำหรับในตับและในหลอดเลือดแดงใหญ่ มีการสะสมของไขมันในเนื้อเยื่อลดลงมาก พบว่าระดับของกรดอะมิโน แอล-อาร์จินีน (L-arginine) ในเลือด, ระดับไนไตรต์ในปัสสาวะ และการทำงานของเอนไซม์ไนตริคออกไซด์ซินเตส (nitric oxide synthase) สูงขึ้น ซึ่งเอนไซม์นี้มีหน้าที่เปลี่ยน แอล อาร์จินีน ให้เป็นไนตริคออกไซด์ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของผนังหลอดเลือดให้อยู่ในสภาวะที่ดี การศึกษาโดยนักวิจัยกลุ่มเดียวกันในระยะต่อมาในหนูเพศผู้ พบว่าน้ำมะพร้าวมีผลลดคอเลสเตอรอลคล้ายคลึงกับยาโลวาสแตติน (lovastatin) ในขนาด 0.1 กรัม/100 กรัมของอาหาร ระยะเวลา 45 วัน

slot

ฤทธิ์ฆ่าพยาธิ มีการศึกษาฤทธิ์ฆ่าพยาธิตัวกลมของสารสกัดน้ำและสารสกัด butanol จากส่วนเปลือกสีเขียวของมะพร้าว ในหนูเมาส์พันธุ์ swiss albino เพศผู้ 36 ตัว ซึ่งตรวจวิเคราะห์อุจจาระแล้วพบว่าติดพยาธิชนิด Syphacia obvelata และ Aspiculuris tetraptera ในการทดลอง แบ่งหนูออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 6 ตัว ให้สารสกัดเปลือกมะพร้าวและยาถ่ายพยาธิแก่หนูทั้งหกกลุ่มด้วยวิธีป้อนเข้ากระเพาะ (intragastric route) ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ให้สารสกัดน้ำเปลือกมะพร้าวขนาด 1000 มก./กก. กลุ่มที่ 2 ให้สารสกัดน้ำเปลือกมะพร้าวขนาด 2000 มก./กก. กลุ่มที่ 3 ให้สารสกัด butanol เปลือกมะพร้าว ขนาด 500 มก./กก. กลุ่มที่ 4 ให้สารสกัด butanol เปลือกมะพร้าว ขนาด 1000 มก./กก. กลุ่มที่ 5 ให้ยาถ่ายพยาธิ febendazole ขนาด 0.56 มก./กก. (positive control) และกลุ่มที่ 6 ให้ 3% dimethylsulfoxide ขนาด 0.02 มล./กก. (negative control) กลุ่มที่ 1, 2, 5 และ 6 ทำการให้สารสกัดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วัน ส่วนกลุ่มที่ 3 และ 4 ให้ 3 วัน เมื่อครบ 5 วันหนูทุกตัวถูกผ่าเปิดลำไส้ใหญ่ เพื่อนับจำนวนพยาธิ ผลการทดลองพบว่าสารสกัดน้ำจากเปลือกมะพร้าวไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิ และสารสกัด butanol เปลือกมะพร้าวขนาด 500 มก./กก. และ 1000 มก./กก. สามารถฆ่าพยาธิได้ 62.72 และ 98.36% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับกลุ่ม negative control

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ควรรับประทานมะพร้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวในปริมาณที่พอดี โดยเฉพาะกะทิ เพราะอาจทำให้ได้รับพลังงานและไขมันมากเกินไปได้
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคตับ และโรคไต ควรบริโภคน้ำมะพร้าวแต่พอดีไม่ควรดื่มมากจนเกินไป
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้องรังต่างๆ รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะบริโภคมะพร้าว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ประโยชน์ดีๆของมะพร้าว

ถิ่นกำเนิดที่แน่นอนของมะพร้าวนั้นยังไม่มีข้อมูลสรุปว่าเป็นที่ใด แต่เชื่อกันว่ามะพร้าวน่าจะเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแถบประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และต่อมาได้มีชาวสเปนนำไปปลูกในหมู่เกาะเวสท์อินดีส และทะเลแครีเบียนตอนใต้ นอกจากนี้ชาวยุโรปยังนำไปปลูกในประเทศบราซิล และชาวโพสิเนเซียนนำไปปลูกยังเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก จนมีการกระจายพันธุ์ไปทั่วโลก เช่น ในปัจจุบันนี้

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยสามารถพบมะพร้าวได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีทั้งพันธุ์ต้นสูงและพันธุ์ต้นเตี้ย โดยเฉพาะในภาคใต้จะพบมากกว่าภาคอื่นๆ เช่น ใน จังหวัดชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช เป็นต้น

ประโยชน์และสรรพคุณมะพร้าว

มะพร้าวนับเป็นพืชที่อยู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่โบราณแล้ว ดังนั้นจึงมีการนำมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันหลายๆด้านด้วยกัน เช่น ใช้เป็นอาหารโดยสามารถ เนื้อมะพร้าวแก่ นำไปทำกะทิได้ โดยการขูดเนื้อในเป็นเศษเล็กๆ แล้วบีบเอาน้ำกะทิออกมาทำอาหารทั้งอาหารคาว-หวานได้หลายเมนู ส่วนเนื้อมะพร้าวอ่อนสามารถนำไปกินเป็นของว่างหรือนำไปแปรรูปเป็นขนมได้เช่นกัน ยอดอ่อนมะพร้าวหรือเรียกอีกชื่อว่า หัวใจมะพร้าว (coconut’s heart) สามารถนำไปใช้ทำอาหารได้ซึ่งยอดอ่อนมีราคาแพงมาก เพราะการเก็บยอดอ่อนจำเป็นต้องโค่นต้นมะพร้าวเพื่อเก็บยอดอ่อน ด้วยเหตุนี้จึงมักเรียกย้ายอดอ่อนมะพร้าวว่า “สลัดเจ้าสัว” จั่นมะพร้าวให้น้ำตาล ซึ่งนำไปทำน้ำตาลมะพร้าวสำหรับทำเป็นเครื่องปรุงอาหารคาวหรือขนมหวานก็ได้ จาวมะพร้าวใช้นำมาเป็นอาหารหรือกินเล่นเป็นของว่างได้ น้ำมะพร้าวก็สามารถนำมาดื่มเป็นเครื่องดื่มดับกระหายได้เป็นอย่างดี และยังช่วยเพิ่มความกระชุ่มกระชวย ให้ร่างกายตื่นตัวได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถนำส่วนต่างๆของมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆอีกเช่น กากมะพร้าวที่เหลือจากการคั้นกะทิ สามารถนำไปทำเป็นอาหารสัตว์ได้ ใยมะพร้าวนำไปใช้ยัดฟู ทำเสื่อ หรือนำไปใช้เพาะปลูกทางการเกษตรได้ กะลามะพร้าวสามารถนำไปใช้ทำสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เช่น กระบวย โคมไฟ กระดุม ซออู้ เป็นต้น ก้านใบหรือทางมะพร้าวใช้ทำไม้กวาดทางมะพร้าว หรือใช้ทำซุ้มประตูในงานสำคัญๆต่างๆ เป็นต้น

สำหรับสรรพคุณทางยาของมะพร้าวนั้นตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า เปลือกมะพร้าวมีรสขม คุณสมบัติเป็นกลางมีสรรพคุณห้ามเลือด แก้ปวด น้ำมันมะพร้าว รสหวาน ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ลดอาการบวม แก้พิษ แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน เนื้อมะพร้าว มีรสหวาน คุณสมบัติเป็นกลาง มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย ขับพยาธิตัวตืด กะลา ใช้แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื่อน แก้ปวดฟัน ราก รสฝาด หวาน ใช้ขับปัสสาวะ และแก้ท้องเสีย แก้ปากเจ็บ เปลือกต้น แก้ปวดฟัน แก้หิด

สล็อต

ลักษณะทั่วไปมะพร้าว

มะพร้าวจัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีความสูง 5-30 เมตร (แล้วแต่สายพันธุ์) ลำต้นมีลักษณะกลมตั้งตรงไม่มีกิ่งก้าน เปลือกต้นมีสีเทา แข็ง ผิวขรุขระ ตามลำต้นจะมีรอยแผลใบตลอดลำต้น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับมีสีเขียวขนาดกว้างประมาณ 2-5 ซ.ม. ยาว 50 – 120 ซ.ม.โคนใบและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบสีเขียวแก่เป็นมัน ใบมะพร้าวเรียงติดกันเป็นแผงทั้งสองข้างของทางมะพร้าว มีประมาณ 200-240ใบ ใบที่อยู่ส่วนโคนของทางและตอนปลายทางจะสั้นประมาณ 30 ซ.ม.ส่วนใบที่ติดอยู่ตรงกลางยาวมากถึง 120 ซ.ม. ส่วนทางมะพร้าวยาวประมาณ 5 – 6.5 เมตร ก้านทางยาวประมาณ1.2 – 1.65 เมตร ทางมะพร้าวที่อยู่บนยอดมะพร้าว ติดเรียงเวียนรอบต้น แต่ละทางติดเวียนรอบต้นห่างกันเป็นมุม 137 – 140 องศาโดยต้นมะพร้าวจะมีทางบนต้น 12-30ทาง ดอก ออกเป็นช่อแขนงตามบนลำต้นตรง โคนทางที่อยู่ในซอกมุมใบ ดอกเป็นดอกเล็ก มีกลีบดอกที่ลดรูปมี 4-6 อัน ในช่อหนึ่งมีทั้งดอกเพศผู้และเพศเมีย โดยดอกเพศผู้จะอยู่ปลายช่อ และดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคนช่อดอก ดอกตัวผู้มีสีเหลืองหม่น ดอกตัวเมียสีเขียวแกมเหลือง และเมื่อตาดอกเจริญเติบโตเป็นจั่นแล้ว จะโผล่ออกมาจากโคนทางเมื่อออกมาใหม่ๆมีกาบหุ้มจั่นหรือช่อดอกไว้ท้าให้มองดูคล้ายกับใบหอกมีปลายแหลม เมื่อจั่นโตเต็มที่จะแตกออกตามแนวยาวจากปลายมาหาโคนท้าให้เห็นช่อดอกอยู่ภายใน ผล เป็นรูปทรงกลมหรือรี ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียวพอแก่เป็นสีน้ำตาล

ทั้งนี้ผลมะพร้าวจะมีเปลือก 3 ชั้นคือ เปลือกชั้นนอก ( exocarp )เป็นเส้นใยที่เหนียวและแข็ง เมื่อแก่อาจมีสีเขียว แดง เหลืองหรือน้้าตาล เปลือกชั้นกลาง ( mesocarp )มีลักษณะเป็นเส้นใย มีความหนาพอประมาณ เปลือกชั้นใน ( endocarp )มีลักษณะแข็งหรือที่เรียกกันว่า กะลา ( shell ) ซึ่งจะมีรูสีคล้ำอยู่ 3 รู สำหรับงอก ถัดจากส่วน endoxarp เข้าไปจะเป็นส่วน เอนโดสเปิร์ม หรือที่เรียกว่าเนื้อมะพร้าว ภายในมะพร้าวจะมีน้ำมะพร้าว ซึ่งเมื่อมะพร้าวแก่ เอนโดสเปิร์ม ก็จะดูดเอาน้ำมะพร้าวไปจนหมด

สล็อตออนไลน์

การขยายพันธุ์มะพร้าว

มะพร้าวสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด (เพาะผลมะพร้าว) โดยต้องมีการคัดเลือกผลที่จะนำมาเพาะดังนี้ ควรเลือดผลที่แก่จัดมีรูปทรงสวยงามได้สัดส่วน ที่มาจากต้นแม่ที่สมบูรณ์และมีอายุ 10 ปีขึ้นไป จากนั้นปาดเปลือกทางด้านหัวออกขนาดประมาณเท่าผลส้มเขียวหวานเพื่อให้น้ำซึมเข้าได้สะดวกใน ระหว่างเพาะ และช่วยให้หน่องอกแทงออกมาได้ง่าย วางผลมะพร้าวตามแนวนอนลงในร่องที่เตรียมไว้ หันด้านที่ปาดขึ้นข้างบนเรียงไปตามทิศ ทางเดียวกัน ให้แต่ละผลติดกันหรือห่างกันไม่เกิน 5 เซนติเมตร กลบทรายหรือดินให้ส่วนของผลมะพร้าวโผล่พ้นผิวดินประมาณ 1/3 ของผลแล้วรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ โดยสังเกตจากความชื้นตรงบริเวณรอยปาด หลังจากเพาะแล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์หน่อจะเริ่มงอก ในระยะแรก ๆ จะงอกน้อย เมื่อเลย 4 สัปดาห์ไปแล้วหน่อจะงอกมากขึ้น (มะพร้าวที่ไม่งอกภายใน 10 สัปดาห์ หรือ 70 วัน ควรคัดทิ้ง) เมื่อหน่อยาวประมาณ 1-3 นิ้ว ควรย้ายลงแปลงชำ

โดยย้ายหน่อมะพร้าวจากแปลงเพาะลงช้าในหลุมให้หน่อตั้งตรง กลบดินหนาประมาณ 2/3ของผล เพื่อไม่ให้ดินทับส่วนคอของหน่อพันธุ์ ใช้ทางมะพร้าวหรือหญ้าแห้งคลุมแปลง เพื่อรักษาความชุ่มชื้น ถ้าฝนไม่ตก รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ และเมื่อหน่อมะพร้าวสูง 30-50 เซนติเมตร จึงย้ายลงปลูกในแปลง หรือในบริเวณที่ต้องการ

ส่วนวิธีการปลูกควรปลูกในฤดูฝน ขุดดินบนหลุมปลูกที่เตรียมไว้ ให้เป็นหลุมเล็กๆ ขนาดเท่าผลมะพร้าวเอาหน่อที่คัดเลือกแล้วมาตัดรากที่หักช้ำออก ใช้ปูนขาวหรือยากันราทาตรงรอยตัดวางหน่อลงในหลุม ให้หน่อตั้งตรง ตัดหน่อไปในทิศทางเดียวกัน เอาดินกลบอย่างน้อย 2/3 ของผล เพื่อให้พอดีมิดผลมะพร้าว แต่ระวังอย่าให้ดินทับโคนหน่อ เพราะจะท้าให้หน่อถูกรัด ต้นจะโตช้า แต่เมื่อมะพร้าวโตขึ้นก็ควรจะกลบดินให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันโคนลอย เอาไม้ปักเป็นหลักผูกยึดกับต้นให้แน่น เพื่อป้องกันลมโยก

jumboslot

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆ ของมะพร้าวพบว่าน้ำมะพร้าวอ่อนมีสาระสำคัญ ดังนี้ auxin, 1,3 diphenylurea, cytokinin, acid phosphatase, catalase, dehydrogenase, diastase, peroxidase, RNA polymerase, apscisic acid , β-sitosterol ในเนื้อมะพร้าวพบสาร caprylic acid , chloric acid , α-amyrin , ß – amyrin ,cycloartenol , squalene ,campesterol , β-sitosterol ,stigmasterol, n-docosane ,n-tricosane , alanine , glutamic acid, lysine , ligustrazine

ส่วนจาวมะพร้าวพบ mannan นอกจากนี้ในน้ำมะพร้าวในเนื้อมะพร้าวยังมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของน้ำมะพร้าวอ่อน (100 กรัม)

พลังงาน 19 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 3.71 กรัม
น้ำตาล 2.61 กรัม
เส้นใย 1.1 กรัม
ไขมัน 0.2 กรัม
โปรตีน 0.72 กรัม
วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.057 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.08 มิลลิกรัม
วิตามินบี 6 0.032 มิลลิกรัม
วิตามินซี 2.4 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 24 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.29 มิลลิกรัม
ธาตุแมกนีเซียม 25 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม
ธาตุโพแทสเซียม 250 มิลลิกรัม
ธาตุสังกะสี 0.1 มิลลิกรัม
คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อมะพร้าว (100กรัม)

พลังงาน 354 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 24.23 กรัม
น้ำตาล 6.23 กรัม
เส้นใย 9 กรัม
ไขมัน 33.49 กรัม
โปรตีน 3.33 กรัม
วิตามินบี 1 0.66 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.02 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.54 มิลลิกรัม
วิตามินบี 5 1.014 มิลลิกรัม
วิตามินบี 6 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินซี 3.3 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 14 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 2.43 มิลลิกรัม
ธาตุแมกนีเซียม 32 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 113 มิลลิกรัม
ธาตุโพแทสเซียม 356 มิลลิกรัม
ธาตุสังกะสี 1.1 มิลลิกรัม

slot

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

ใช้ขับพยาธิตัวตืด หรือพยาธิใบไม้ในลำไส้ โดยให้กินเนื้อมะพร้าวครึ่งลูก ทุกเช้า ตอนท้องว่าง หลังจากนั้น 3 ชั่วโมงค่อยกินอาหาร
แก้กลาก โดยใช้น้ำมันมะพร้าวเคี่ยวให้ร้อน ทิ้งไว้ให้พออุ่น ทาบริเวณที่เป็นวันละหลายๆครั้ง หรือใช้ถ่านกะลาที่เผาจากกะลามะพร้าวนำไปบดผสมน้ำนิดหน่อยทาก็ได้
แก้เลือดกำเดาออก ใช้เปลือกต้นมะพร้าวจำนวนพอควรต้มกินน้ำ
รักษาโรคเบาหวาน ใช้เนื้อมะพร้าวมาคั่วให้เหลือง โรยเกลือเล็กน้อย แล้วนำมารับประทานครั้งละ 1 ช้อนแกง เช้า กลางวัน เย็น ประมาณ 10 วัน
แก้ท้องเสีย ด้วยการใช้รากมะพร้าวทุบให้แตก 3 กำมือ ต้มน้ำ 5 แก้ว เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว แบ่งรับประทานครั้งละครึ่งแก้ว เช้า กลางวัน เย็น
แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง ด้วยการใช้กะลามะพร้าวมาเผาไฟจะได้เป็นถ่านแล้วนำมาบดเป็นผงรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ
แก้ปากเจ็บ โดยการนำรากมะพร้าวมาต้มกับน้ำใช้อมกลั้วปาก เช้า กลางวัน เย็น
แก้กระหายช่วยแก้พิษ ขับปัสสาวะ ลดบวม
แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้นิ่ว ให้ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนวันละ 2-3 แก้ว

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ควรรับประทานมะพร้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวในปริมาณที่พอดี โดยเฉพาะกะทิ เพราะอาจทำให้ได้รับพลังงานและไขมันมากเกินไปได้
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคตับ และโรคไต ควรบริโภคน้ำมะพร้าวแต่พอดีไม่ควรดื่มมากจนเกินไป
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้องรังต่างๆ รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะบริโภคมะพร้าว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ส้มเกลี้ยงมีประโยชน์อย่างไร

ส้มเกลี้ยงเป็นพืชที่มีการสันนิษฐานกันว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิม น่าจะอยู่ในประเทศจีนตอนใต้แล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์มายังบริเวณเขตร้อนของทวีปเอเชียในหมู่เกาะมลายูและภูมิภาคอินโดจีน ได้แก่ เวียดนาม พม่า ไทย ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น หลังจากนั้นเมื่อมีการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตกจึงมีการนำไปปลูกยัง ทวีปอื่นๆ

เครดิตฟรี

สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มมีการนำส้มเกลี้ยงเข้ามาปลูกครั้งแรกเมื่อใด พบแต่เพียงรายงานซึ่งมีต้นฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศส แปลและจัดพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2236 ที่กล่าวถึงส้มชนิดต่างๆ 3 ชนิด คือ ส้มโอ ส้มแก้ว และมะกรูด แต่ก็เชื่อกันว่าน่าจะมีการเริ่มนำเข้ามาปลูกในไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ถึง ตอนต้นของกรุงธนบุรี

ประโยชน์และสรรพคุณส้มเกลี้ยง

ส้มเกลี้ยงถูกจัดให้เป็นพืชตระกูลส้มในจำพวกส้มหวาน (sweet orange) ดังนั้น จึงถูกนำมาใช้บริโภคเป็นผลไม้มาตั้งแต่อดีตแล้ว โดยได้รับความนิยมไปในหลายภูมิภาคของโลกโดยเฉพาะในการนำไปทำเป็นน้ำส้มคั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นน้ำส้มคั้นสด ที่มีรสชาติดีที่สุด หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อื่นๆ เช่น แยมส้ม ส้มเกลี้ยง แก้ว เป็นต้น นอกจากนี้ ชาวจีนยังนิยมนำมาไหว้เจ้าในช่วงเทศกาล ตรุษจีน , สารจีน , ไหว้พระจันทร์ อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของส้มเกลี้ยงนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ผลมีรสหวานเย็น ช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้หลอดลมอักเสบ , ลักปิดลักเปิด , แก้ไอ , ขับเสมหะ ผิวส้มเกลี้ยง (เปลือกผล) ใช้เข้ายาแก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่นโดยจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” ประกอบด้วย ผิวส้มเกลี้ยง ผิวมะนาว ผิวส้มโอ ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มตรังกานู ผิวส้มซ่า ผิวมะงั่ว หรือผิวส้มโอมือ และผิวมะกรูด มีสรรพคุณ แก้ทางลม แก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสมหะโลหะ

ส่วนน้ำมันจากผิวส้มเกลี้ยง ใช้ลดอาการเครียด หรืออาการนอนไม่หลับเนื่องจากความกังวล ช่วยกระตุ้นให้เบิกบาน ใช้สำหรับผิวหนังอักเสบ ช่วยลดริ้วรอย ฆ่าเชื้อโรค คลายกล้ามเนื้อเรียบ ขับน้ำดี ช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นการทำงานของน้ำเหลือง

นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพรตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ยังได้ระบุถึงการใช้ส้มเกลี้ยงในตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” ซึ่งมีส่วนประกอบของผิวส้มเกลี้ยง อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณในการ แก้ลมจุกแน่นในท้อง แก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น

สล็อต

ลักษณะทั่วไปส้มเกลี้ยง

ส้มเกลี้ยงนั้นจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูงได้ประมาณ 4-8เมตร (แต่อาจสูงได้ถึง 10 เมตร) ลำต้นและกิ่งก้าน มีหนาม แข็งขนาดใหญ่ ทรงต้นแผ่กว้างค่อนข้างทึบ ใบจัดเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเรียกว่าแผ่นใบ หรือตัวใบ แผ่นใบมีรูปร่างกลมมน เรียวยาว รูปไข่ยาวหรือรูปโล่ ปลายใบแหลมมน ขอบใบเรียบ สีของใบเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนที่สองคือก้านใบ ซึ่งมีส่วนของก้านใบที่เรียกว่าหูใบ (wing) มีลักษณะเป็นปีก รูปทรงคล้ายรูปหัวใจเล็ก และเรียวสีด้านบนเขียวเป็นมัน ด้านหลังจะอ่อนกว่า

ดอกออกเป็นช่อขนาดปานกลาง ซึ่งจะออกตามซอกใบ ที่อยู่บริเวณปลายกิ่ง โดยอาจมีดอกย่อยดอกเดียว หรือมากถึง 10-20 ดอก ต่อ 1 ช่อดอก ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ กลีบดอกเป็นสีขาว มีประมาณ 4-5 กลีบ ผลเป็นรูปทรงกลมถึงกลมแป้น ขนาดปานกลางถึงขนาดใหญ่ ผิวผลมีตุ่มน้ำมันเล็กๆ กระจายอยู่รอบผล เปลือกผลแข็งมีความหนา ประมาณ 0.5 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียวเข้ม เมื่อแก่จะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองจนถึงสีส้มสด ภายในผลอัดกันแน่นด้วยเนื้อ ลักษณะเรียวยาว สีเหลือง มีรสหวานอมเปรี้ยว และมีเมล็ดอยู่หลายเมล็ด เมล็ดมีลักษณะทรงกลมปลายแหลม เปลือกย่นซึ่งเมล็ดส้มเกลี้ยงจะใหญ่กว่าเมล็ดส้มเขียวหวานเล็กน้อย

การขยายพันธุ์ส้มเกลี้ยง

ส้มเกลี้ยงสามารถขยายพันธุ์ได้โดย วิธีการใช้เมล็ด การตอนกิ่ง การติดตา การปักชำ แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ วิธีการ ตอนกิ่ง เพราะทำได้ง่ายและมีอัตราการขยายพันธุ์สำเร็จสูงกว่าวิธีอื่น ส่วนวิธีการปลูก ส้มเกลี้ยงนั้น สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการขยายพันธุ์ส้มโอ ซึ่งได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

สล็อตออนไลน์

องค์ประกอบทางเคมีส้มเกลี้ยง

จากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆของส้มเกลี้ยง พบว่า มีสารสำคัญต่างๆ เช่น apigenin,abscisic acid, hesperidin, neohesperidin, acetaldehyde, caffeic acid, aniline, anthanilic acid, quercetin, aurapten, bergapten, bisabolene, braylin, bergamoltin, cadinene, camphene, campesterol, cirantin, stigmasterol, carvone, citbismine, eriocitrin, scoppsrone นอกจากนี้ในน้ำมันหอมระเหยจากผิวส้มเกลี้ยง ยังพบสาร limonene, alpha-pinene, citronellal, linalool, geraniol, decanal, myrcene, sabinene, octanal , neral

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้ไอ ขับเสมหะ รักษาโรคลักปิดลักเปิด แก้หลอดลมอักเสบ โดยการรับประทานส้มเกลี้ยงเป็นผลไม้สดหรือจะรับประทานเป็นน้ำส้มคั้นก็ได้ ส่วนน้ำมันจากผิวส้มเกลี้ยง ใช้สูดดมอาการเครียด นอนไม่หลับ ใช้ทาผิวหนังบริเวณที่อักเสบ ฆ่าเชื้อโรค และลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้า ใช้หยดใส่น้ำดื่มช่วยขับน้ำดี ช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นการทำงานของน้ำเหลือง โดยน้ำมันผิวส้มเกลี้ยงนี้ควรใช้ในความเข้มข้นไม่เกิน 1.4% และควรใช้เพียง 3-10 หยอดเท่านั้น

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ยับยั้งไวรัส มีการศึกษาวิจัยสารสกัดน้ำเดือดจากผลส้มเกลี้ยง พบว่ามีผลยับยั้งการติดเชื้อ rotavirus เมื่อทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยง ( in vitro ) โดยสารสำคัญที่แสดงฤทธิ์คือเฮสเพอริดิน ( hesperidin ) และนีโอเฮสเพอริดิน ( neohesperidin ) และค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งการติดเชื้อไวรัส 50% ( IC50 ) เท่ากับ 10 และ 25 ไมโครโมลาร์ ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยฉบับอื่นของส้มเกลี้ยงระบุว่า มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้ออีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา

jumboslot

เนื่องจากข้อมูลการศึกษาทางพิษวิทยาของส้มเกลี้ยง มีน้อยมากจึงไม่สามารถรวบรวมมาลงไว้ในบทความนี้ได้ แต่มีการศึกษาวิจัยหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือ การศึกษาผลของสารสกัดมาตรฐานของส้มเกลี้ยง ซึ่งใช้เป็นอาหารเสริมในการควบคุมน้ำหนักและเพิ่มความสามารถในการออกกำลังกาย ต่อค่าเภสัชจลนศาสตร์ของยา amiodarone (ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ) โดยการทดลองแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เพื่อเปรียบเทียบ คือ การรับประทานแบบครั้งเดียวพร้อมกับการให้ยา และการรับประทานแบบต่อเนื่องก่อนการได้รับยา

โดยในการทดลองที่ 1 ได้ทำการป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดมาตรฐานของส้มเกลี้ยง ขนาด 164 มก./กก.น้ำหนักตัว พร้อมกับการป้อนยา amiodarone ขนาด 50 มก./กก. ส่วนในการทดลองที่ 2 ได้ทำการป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดมาตรฐานจากส้มเกลี้ยง ขนาด 164 มก./กก./วันต่อเนื่องกัน 14 วัน แล้วจึงป้อนยา amiodarone ขนาด 50 มก./กก. ในวันที่ 15 ของการทดลอง พบว่าการป้อนสารสกัดมาตรฐานของส้มเกลี้ยงต่อเนื่องกันก่อนการได้รับยา มีผลเพิ่มความเข้มข้นสูงสุดในเลือดของยา amiodarone (Cmax) แต่ไม่มีผลต่อระยะเวลาที่ระดับยาในเลือดมีค่าสูงสุด (Tmax) และค่าพื้นที่ใต้กราฟของยา (AUC) แสดงให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากส้มเกลี้ยงต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน อาจมีผลต่อประสิทธิภาพของยา amiodarone ได้

slot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ควรเก็บรักษาน้ำมันจากผิวส้มเกลี้ยงในภาชนะกันแสง เพราะน้ำมันจากผิวส้มเกลี้ยงมีสาร limonene ซึ่งเป็นสารที่เกิดออกซิเดชั่นได้ง่าย และเมื่อโดนแสงจะเปลี่ยนรูปเป็นสารที่ทำให้เกิดภาวะเป็นพิษได้
ในการใช้ส้มเกลี้ยงเป็นสมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาโรคหากเป็นการรับประทานผลสุก ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่หากใช้เปลือกผลหรือน้ำมันจากผิวส้มเกลี้ยงก็ควรต้องระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ เช่นกัน โดยควรใช้ในขนาดที่พอดีตามที่ตำรับตำรายาต่างๆได้ ระบุไว้ ไม่ควรใช้เกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือ ผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้ส้มเกลี้ยงเป็นสมุนไพรบำบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ