cathedraledetunis

Tag: วิตามิน (Page 1 of 6)

ประโยชน์ของแคลเซียม

แคลเซียม Calcium เป็นธาตุเคมีในตารางธาตุซึ่งมีสัญลักษณ์เป็น Ca มีเลขอะตอมเป็น 20 แคลเซียมเป็นธาตุโลหะหนักประเภทอะคาไลสีเทาอ่อน และอยู่ในกลุ่ม 50 ธาตุที่มีมากที่สุดบนเปลือกโลก สำหรับในร่างกายมนุษย์แคลเซียมจัดเป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย ที่มีหน้าที่หลักคือรักษาความแข็งแรงและรูปร่างของกระดูกและยังมีความสำคัญต่อระบบอื่นๆของร่างกายอีกมากมายหลายประการ ส่วนประเภทของแคลเซียมนั้น ในปัจจุบันมีการผลิตแคลเซียมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทนั้นจะมีข้อแตกต่างกันตรงรูปเกลือที่มีปริมาณธาตุแคลเซียมและการละลายน้ำมาก-น้อยต่างกัน เช่น ประเภทและปริมาณธาตุ แคลเซียม

เครดิตฟรี

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ในร่างกายมนุษย์ ร้อยละ 98 ของแคลเซียมจะอยู่ในกระดูกและฟัน โดยแคลเซียมที่อยู่ในกระดูกจะอยู่ในรูปของไฮดรอกซีอะพาไทต์ (hydroxyapatite) ดังนั้นกระดูกจึงเป็นแหล่งเก็บแคลเซียมที่สำคัญที่ช่วยรักษาระดับแคลเซียมในเลือดให้คงที่ ส่วนอีก 2% จะพบในเลือดและเนื้อเยื่อบางชนิด แต่อย่างไรก็ตามการที่ร่างกายจะได้รับแคลเซียมมาใช้งานนั้น จำเป็นที่จะต้องได้รับจากอาหารที่รับประทาน โดยอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมนั้น พบว่าน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมเป็นแหล่งอาหารแคลเซียมที่ดีที่สุด เพราะมีปริมาณแคลเซียมสูง และแคลเซียมจากน้ำนมก็สามารถดูดซึมได้ดีมาก หากดื่มนมโคไม่ได้ก็สามารถดื่มนมถั่วเหลืองที่เสริมแคลเซียม โยเกิร์ต นมเปรี้ยวแต่ทั้งนี้นมถั่วเหลืองมีปริมาณแคลเซียมไม่มากนัก

ส่วนพืชเมล็ด เช่น ถั่วเมล็ดแห้งและงา ก็มีแคลเซียมอยู่ปานกลางถึงสูงแตกต่างกันไปแต่ในกลุ่มนี้ก็มีไฟเตท (phytate) ที่อาจจะขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้ และผักใบเขียวที่เป็นแหล่งของแคลเซียมที่สำคัญมีแคลเซียมปานกลางถึงสูงและออกซาเลตต่ำ เช่น คะน้า กวางตุ้ง ขี้เหล็ก ตำลึง บัวบก ถั่วพู

นอกจากนี้ยังมีอาหารที่มีแคลเซียมสูง (เกิน 50 มิลลิกรัมต่อ100 กรัม) ประเภทพืช ได้แก่ รำข้าว กลอย มันเทศ สาคูเม็ดงาดำ งาขาว ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เต้าหู้ทุกชนิด รวมทั้งฟองเต้าหู้ ถั่วแขก ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วแปบ ถั่วพู ถั่วฝักยาว ถั่วแระถั่วลิสง ถั่วหรั่ง ถั่วเหลือง ดอกคำฝอย ทานตะวัน เมล็ดบัว เมล็ดหางนกยูงฝรั่ง เมล็ดอัลมอนด์มันฮ่อ นอกจากนี้ ปลาตัวเล็กที่บริโภคทั้งตัว หรือกุ้งแห้งซึ่งมีแคลเซียมที่เปลือก (รวมถึงกะปิด้วย) ก็เป็นแหล่งแคลเซียมที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งอีกด้วย

สล็อต

ประโยชน์และโทษ

แคลเซียมเป็นธาตุที่มีความสำคัญกับร่างกายโดยมีหน้าที่หลัก คือ เป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน รวมถึงมีหน้าที่ที่สำคัญ อื่นๆเช่น ทั้งนี้ควบคุมการทำงานของหลอดเลือด ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ควบคุมการเต้นของหัวใจ การส่งความรู้สึกไปตามเส้นประสาท การปลดปล่อยฮอร์โมน และการแบ่งตัวของเซลล์ และเป็นตัวเร่งในขบวนการที่ต้องใช้สารย่อย (Enzymatic re action) เป็นต้น ทั้งนี้ร่างกายจะมีกลไกที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับแคลเซียมในเลือดให้สมดุล หากในเลือดมีระดับแคลเซียมต่ำ ร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมในกระดูกเพื่อรักษาสมดุลของแคลเซียมในเลือด

ส่วนโทษของแคลเซียมนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ ภาวะขาดแคลเซียม ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายจะไม่สามารถสร้างแคลเซียมขึ้นมาได้เอง จึงต้องอาศัยการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมเข้าไปเพื่อทดแทนแคลเซียมที่ถูกนำไปใช้หรือถูกขับทิ้งออกจากร่างกาย ซึ่งถ้าร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคกระดูกพรุน เป็นภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง ทำให้กระดูกเปราะบางและมีโอกาสหักได้ง่าย โดยคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปจะเริ่มมีการสูญเสียมวลกระดูกมากขึ้น และอัตราการสูญเสียจะเพิ่มขึ้นทุกปี

โรคความดันโลหิตสูง มีการศึกษาพบว่าคนที่ความดันโลหิตสูงมักจะรับประทานแคลเซียมน้อยกว่าคนปกติ และระดับแคลเซียมที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ความดันโลหิตลดลง เพราะแคลเซียมช่วยให้กล้ามเนื้อบีบตัวได้ดีและทำให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาการก่อนมีประจำเดือน เช่น ปวดหัว อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า อยากอาหาร เป็นต้น โดยมีการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่รับประทานแคลเซียมขนาด 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน จะลดอาการก่อนมีประจำเดือนได้ร้อยละ 50

สล็อตออนไลน์

ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ ภาวะได้รับแคลเซียมเกิน ซึ่งอาจเกิดจาก การบริโภคแคลเซียมมากเกินไปโดยส่วนมากมักพบในคนที่กินแคลเซียมมากกว่า 3,000 มิลลิกรัมต่อวันและมีภาวะอื่นร่วมด้วย ได้แก่ กินยาลดกรดจำพวก alum milk ที่มีฤทธิ์เป็นด่างจำนวนมากร่วมด้วย (milk-alkaline syndrome หรือ calcium-alkaline syndrome)มีการทำงานของไตบกพร่องอยู่เดิม หรือได้รับวิตามินดีร่วมด้วย

นอกจากนี้ผลข้างเคียงที่พบบ่อย จากการบริโภคแคลเซียมเม็ดมากเกินไป (โดยเฉพาะที่เป็นแคลเซียมคาร์บอเนต) คือ อืดแน่นท้อง ท้องผูก และส่งผลรบกวนการดูดซึมของแร่ธาตุบางตัว เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี เป็นต้น

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบการดูดซึมของแคลเซียมในร่างกายพบว่า แคลเซียมส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมผ่านลำไส้เล็กส่วน Duodenumและ Jejunumส่วนต้น สำหรับลำไส้เล็กส่วนปลายต่อจากนี้และลำไส้ใหญ่บางส่วนจะดูดซึมแคลเซียมได้เล็กน้อย กลไกที่ใช้ดูดซึมแบ่งเป็น 3 วิธี คือ Acitve transport , Passive diffusion และ Solventdragซึ่ง 2 วิธีแรกจำเป็นต้องใช้ 1,25-dihydroxyvitamin D ช่วยในการดูดซึม

โดยสัดส่วนการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย (Fractional absorption) จะขึ้นกับหลายๆ ปัจจัย เช่น ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน ซึ่งพบว่าสัดส่วนการดูดซึมจะเพิ่มมากขึ้นถ้าร่างกายได้รับ แคลเซียมแต่ละวันในปริมาณที่ต่ำ เช่น แคลเซียม 500 มิลลิกรัมแรกจะถูกดูดซึมผ่านลำไส้โดย วิธี Active transportส่วนปริมาณมากเกิน 500 มิลลิกรัม ร่างกายจะดูดซึมโดยวิธีอื่นๆ ความเป็นกรดด่างในทางเดินอาหาร โดยแคลเซียมจะถูกดูดซึมได้ดีในภาวะที่ทางเดินอาหารมีสภาพเป็นกรดเล็กน้อย คือ pH ประมาณ 5-7 ชนิดของอาหาร ซึ่งพบว่าอาหารประเภทเส้นใยจะขัดขวางการดูดซึม แคลเซียม รวมถึงอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นสารจำพวก Oxalates , Phytates และ Sulfates ก็จะจับกับแคลเซียมและตกตะกอนในทางเดินอาหาร ทำให้ลดการดูดซึมแคลเซียมในร่างกายได้ ระดับของ 1,25-dihydroxyvitamin D

jumboslot

ซึ่งเป็นตัวช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ระดับของ ฮอร์โมน Parathyroidที่จะกระตุ้นให้มีการสร้าง 1,25-dihydroxyvitamin D จากไตเพื่อเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมให้เพิ่มขึ้น ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน พบว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนจะช่วยกระตุ้นการทำงานของ 1α-hydroxylaseในไตทำให้มีการสร้าง 1,25-dihydroxyvitamin D เพิ่มขึ้นและมีผลกระตุ้นลำไส้ให้ดูดซึมแคลเซียมโดยตรงได้มากขึ้น และยังมีมีการศึกษาในหญิงไทยอายุ 20-45 ปี เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารพบว่า หากดื่มน้ำนมจะสามารถดูดซึมแคลเซียมจากน้ำนมได้ร้อยละ 55.2 ± 11.9 ถ้าบริโภคถั่วพูและตำลึง ร่างกายจะสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ร้อยละ 39.1 ± 12.8 และ 47.6 ± 10.9 ตามลำดับ 27แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ไม่นิยมการดื่มน้ำนมหรือดื่มน้ำนมไม่ได้เพราะร่างกายไม่ย่อยทำให้ท้องอืดหรือท้องเสียนั้นควรหันมาเลือกบริโภคผักบางชนิด

เพราะถึงแม้ว่าปริมาณแคลเซียมที่ได้จากอาหารเหล่านี้จะไม่มากเทียบเท่าที่ได้จากน้ำนม แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดเนื้องอกและมะเร็งจากการได้รับแคลเซียมสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดเนื้องอกและมะเร็งได้ เช่น จากการศึกษาของสถาบัน Nurses’ Health Study ซึ่งทำการศึกษาวิจัยในหญิงจำนวน 30,000 คน พบว่าหญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนกลุ่มที่ ได้รับแคลเซียมปริมาณสูง (มากกว่า 800 มิลลิกรัมต่อวัน) มีโอกาสในการเกิดมะเร็งเต้านมน้อยกว่ากลุ่มที่ได้ รับแคลเซียมปริมาณต่ำ (น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน) และงานวิจัยของสถาบัน National Institutes of Health-American Association of Retired Persons (NIH-AARP)และสถาบัน Diet and Health Study ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยใน ชาย 293,000 คน หญิง 198,000 คน พบว่าการ รับประทานแคลเซียมปริมาณสูงในแต่ละวัน

slot

ทั้งจากอาหารและจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะสามารถช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ในผู้ชายได้ 20% และ ในผู้หญิงลดลงได้ 20% ส่วนงานวิจัยของสถาบัน Nurses’ Health Study and the Health Professionals Follow-up Study ที่ทำการศึกษาวิจัย ในชายและหญิงมากกว่า 135,000 คน พบว่าคนที่รับประทานแคลเซียมมากกว่า 700มิลลิกรัมต่อวันจะช่วยลด โอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายได้ 35-45 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ได้รับแคลเซียมน้อยกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ไม่ได้มีส่วนช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนต้นแต่อย่างใด และมีการศึกษาของสถาบัน European Cancer Prevention Organization Intervention Study ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยในคนที่มีประวัติ เป็นเนื้องอกที่ลำไส้ จำนวน 665 คน โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม, ในกลุ่มที่ 1 จะได้รับแคลเซียม 2 กรัมต่อวัน, ส่วนกลุ่มที่ 2 จะได้ รับผลิตภัณฑ์เสริมใยอาหาร 3 กรัมต่อวัน, และในกลุ่มที่ 3 ได้รับยาหลอก ผลการศึกษาวิจัยพบว่ากลุ่มที่ได้รับแคลเซียมมีโอกาสการกลับมา เป็นซ้ำของเนื้องอกที่ลำไส้น้อยที่สุด แต่ยังไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcemia) หมายถึงระดับแคลเซียมในเลือดมากกว่า 10.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่โดยทั่วไปพบไม่บ่อยในคนแข็งแรงดีและบริโภคแคลเซียมไม่มากเกินไป แต่อาจสาเหตุอื่นที่ทำให้แคลเซียมสูงที่พบบ่อยคือ ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง หรือเป็นมะเร็ง เป็นต้น
การได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้มีปริมาณแคลเซียมสูงขึ้นในปัสสาวะ (hypercalciuria) และเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งต่อการเกิดนิ่วในไต โดยมีรายงานพบนิ่วในไตสูงขึ้นหากได้รับแคลเซียมต่อวันในปริมาณสูง มากกว่า 2,150 มิลลิกรัมต่อวัน
การที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แคลเซียมเสริมชนิดใด หลักเกณฑ์ในการพิจารณานอกจากต้องคำนึกถึงเรื่องของสัดส่วนของธาตุแคลเซียมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ การดูดซึม รวมถึงผลข้างเคียงของธาตุแคลเซียมแต่ละชนิด

สรรพคุณของสังกะสี

ธาตุสังกะสี เป็นธาตุในหมู่ที่ 12 ของตารางธาตุ มีหมายเลขอะตอม 30 เลขมวล 65.39 มีจุด หลอมเหลวที่ 420 องศาเซลเซียส และมีจุดเดือดที่ 907 o C สำหรับชื่อในภาษาอังกฤษของสังกะสี (Zinc) มีที่มาจากภาษาเยอรมันว่า Zink เพราะเมื่อเริ่มมีการถลุงและสกัดสังกะสีในประเทศจีน และอินเดียเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1000 และมีการนำสังกะสีที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ ไปที่ยุโรปในศตวรรษที่ 17 แต่ในขณะนั้นยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ โดยมีชื่อเรียกที่แตกต่างๆกัน เช่น Indian tin, calamine, tutanege หรือ spiauter จนถึงปี ค.ศ. 1697 Lohneyes จึงได้เรียกชื่อธาตุนี้ว่า “Zink” ต่อมาจึงกลายเป็น Zinc อย่างในปัจจุบันนี้

เครดิตฟรี

ในด้านสุขภาพนั้น ธาตุสังกะสียังมีความจำเป็นต่อร่างกายของมนุษย์ โดยเฉพาะกระบวนการเมตาบอลิซึมของมนุษย์ และยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกาย โดยสังกะสีเป็น cofactor ของเอนไซม์หลายชนิดที่เร่งปฏิกิริยาในกระบวนการเมแทบอลิซึม ทั้งการสังเคราะห์และสลายคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และการแบ่งตัวของเซลล์ ซึ่งความสำคัญของสังกะสีต่อร่างกายมนุษย์นั้น ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2506 โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ ananda s. Prasad ผู้ศึกษาพบความสำคัญของการขาดธาตุสังกะสี ต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ร่างกายแคระแกร็น รวมทั้งพัฒนาการทางเพศที่ล่าช้า และพัฒนาการของกระดูกผิดปกติ โลหิตจาง ตับและม้ามโต แต่เมื่อรักษาโดยการเสริมธาตุสังกะสีแล้ว ผู้ป่วยมีการเติบโตและพัฒนาการกลับมาดีขึ้น ทั้งในด้านน้ำหนัก ส่วนสูง รวมถึงพัฒนาการของกระดูกและพัฒนาการทางเพศ อีกทั้งยังพบว่าการขาดธาตุสังกะสีทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงเนื่องจากร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวลดลง

ส่วนประเภทของสังกะสีนั้น แบ่งออกได้หลายประเภท อาทิเช่น zinc amino, zinc acid chelate , zinc carbonate , zinc chloride , zinc citrate , zinc gluconate ฯลฯ ซึ่งจะมีความแตกต่างด้านกระดูกซัม และการออกฤทธิ์ในร่างกายที่แตกต่างกัน

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ความจริงแล้วในร่างกายของคนมีปริมาณของสังกะสีอยู่ 2000 มิลลิกรัม โดยร้อยละ 60 ของสังกะสีทั้งหมดจะสะสมอยู่ทั่วร่างกาย และร้อยละ 30 (ประมาณ 100-200 มิลลิกรัมต่อกรัม) สะสมอยู่บริเวณกระดูก บริเวณที่มีการสะสมของสังกะสีสูงได้แก่ ส่วนของ choroid ของตา (ประมาณ 274 มิลลิกรัมต่อกรัม) และใน prostatic fluid ของต่อมลูกหมาก (ประมาณ 300-500 มิลลิกรัมต่อลิตร) อย่างไรก็ตามในร่างกายสามารถผลิตและเก็บสังกะสีไว้ใช้ได้ ดังนั้นเราจึงต้องได้รับสังกะสีอย่างต่อเนื่อง จากอาหารที่รับประทานเข้าไปซึ่งอาหาร ที่เป็นแหล่งของสังกะสีคือ เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ และอาหารทะเล โดยเฉพาะ อย่างยิ่งหอยนางรม ส่วนอาหารจำพวกธัญพืชเช่น ข้าว ข้าวโพด เมล็ดข้าวสาลี โกโก้ ชา ชาเขียว กระถิน ถั่งเหลือง ถั่วขาว ถั่วแระต้น และถั่วต่าง ๆ

สล็อต

จะพบ สังกะสีอยู่ในปริมาณที่ไม่มากนักส่วนในผักผลไม้แทบจะไม่พบสังกะสีอยู่เลย หรืออาจจะพบไม่มากนัก เพราะในผักผลไม้มีใยอาหารและมีสารไฟเตทซึ่งจะไปจับกับสังกะสี ทำให้ร่างกายดูดซึมได้น้อยลง จึงได้รับสังกะสีจากผักผลไม้น้อยมาก หรือไม่ได้รับเลย ส่วนในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์เมื่อถูกย่อยแล้วจะได้กรดอะมิโนที่จะไป ทำปฏิกิริยากับสังกะสีกลายเป็นสารประกอบเชิงซ้อนซึ่งร่างกายสามารถ นำไปใช้ได้ง่าย

ทั้งนี้ในการรับประทานอาหารที่มีการไฟเตทจะทำให้ไม่ได้รับสังกะสีมากเท่าที่ควร เพราะสารไฟเตทจะเข้าไปจับกับธาตุสังกะสีในอาหารและยับยั้งการดูดซึม โดยหากบริโภคสังกะสีร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียมและไฟเตทสูง จะพบการจับตัวของสารประกอบแคลเซียม-สังกะสี-ไฟเตทที่ไม่ละลายน้ำและร่างกายดูดซึมไม่ได้ แต่หากบริโภคอาหารโปรตีนจากสัตว์ร่วมกับสังกะสีจากพืชจะ ช่วยส่งเสริมการดูดซึมสังกะสีได้

ประโยชน์และโทษ

ธาตุสังกะสีมีบทบาทต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาการตั้งแต่การตั้งครรภ์ วัยเด็ก และวัยรุ่น การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น การพัฒนาและกระตุ้น lymphocyte และการทำงานของระบบประสาทและสมองส่วนกลาง โดยพบว่า สังกะสี มีความสัมพันธ์กับการรับความรู้สึกของรสและกลิ่น สัมผัส ส่วนในระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ยังมีฤทธิ์เป็นสารต้าน ออกซิเดชัน (Antioxidant) และช่วยลดการอักเสบและการติดเชื้อ

อีกทั้งเป็นส่วนประกอบของ Metalloenzyme ที่สำคัญหลายชนิด มีความสัมพันธ์กับระบบ การเจริญเติบโต พัฒนาการของเด็กทั้งในด้านพฤติกรรมและความสามารถในการเรียนรู้การทำงาน ของระบบสืบพันธุ์การผลิตอสุจิการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินและไทรอยด์ ดังนั้นจึงสามารถแบ่งบทบาทหน้าที่สำคัญของสังกะสีออกได้เป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้
⦁ การกระตุ้นปฏิกิริยาชีวเคมี(Catalytic reaction function) สังกะสีมีส่วนช่วยในการทำงานของเอนไซม์ มากกว่า 300 ชนิด ซึ่งมีบทบาทในขบวนการเมตาบอลิสมของโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และการสังเคราะห์ กรดนิวคลีอิก
⦁ โครงสร้างของโปรตีน (Structural protein function) สังกะสีมีส่วนช่วยให้โปรตีนจัดโครงสร้างเป็นรูป 3 มิติโดยจับกับกรดอะมิโนเช่น ซีสเตอิน (cysteine) หรือ ฮีสติดีน (histidine) เรียกว่า “zinc finger” หรือ “zinc motif” สามารถช่วยให้โปรตีนจับกับสารพันธุกรรมเพื่อกระตุ้นกระบวนการแสดงออกทางพันธุกรรม ต่างๆ
⦁ การควบคุมการทำงาน (Regulatory function) ควบคุมการแสดงออกของสารพันธุกรรมโดยตรงผ่าน บริเวณที่เรียกว่า metal response element (MRE) บน DNA ทำให้สามารถจับปรับการสร้างโปรตีนขนถ่าย ธาตุสังกะสี(Zinc transporter) โดยเฉพาะ metallothionein ที่มีส่วนสำคัญในการควบคุมการดูดซึมสังกะสี บริเวณล้าไส้เล็ก

สล็อตออนไลน์

⦁ เป็นองค์ประกอบในเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ในการกำจัด แอลกอฮอล์ซึ่งเป็นพิษต่อตับ ช่วยชะลอการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ ในผู้ดื่มสุรา
⦁ ส่งเสริมกระบวนการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อสำคัญ ในการสร้างกระดูกช่วยผสานกระดูกที่หักรักษาบาดแผลและป้องกัน กระดูกพรุน
⦁ มีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างกรดนิวคลีอิค(Nucleicacid) ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมที่มีความจำเป็นในการสร้างเซลล์ใหม่ของร่างกาย ในช่วงหลังผ่าตัด เป็นแผล ช่วยให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น
⦁ มีส่วนช่วยให้เซลล์ร่างกายสามารถจับกับวิตามินเอ ทำให้ ร่างกายสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้เซลล์ผิวพรรณ มีสุขภาพดีอีกทั้งยังช่วยรักษาสมดุลของปริมาณไขมันใต้ผิวหนังลดการ เกิดสิวเนื่องจากการอุดตันของไขมันได้อีกด้วย
⦁ ช่วยรักษาสมดุลของระบบประสาทสมอง ทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
⦁ เป็นองค์ประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในร่างกาย ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย
⦁ มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและระบบ สืบพันธุ์ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำหน้าที่ได้ถูกต้อง ป้องกันการเป็นหมัน และมะเร็งต่อมลูกหมากจากคุณประโยชน์ของสังกะสี
สำหรับโทษของสังกะสีนั้นสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ภาวะขาดสังกะสี และภาวะได้รับสังกะสีมากเกินไป สำหรับภาวะขาดธาตุสังกะสีจะทำให้มีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ ร่างกายแคระแกรนความอยากอาหารลดลง และระบบ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ในบางรายที่ขาดอย่างรุนแรงมาก จะมีอาการผมร่วง ท้องร่วงเรื้อรัง การเจริญเติบโตทางเพศช้า ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ รวมถึงตับอ่อน และเยื่อบุลำไส้ เหนื่อยง่าย ต่อมลูกหมากโต การรับรู้รสอาหาร และกลิ่นที่เสียไป ตาและ ผิวหนังอักเสบ ต้นเหตุหลักที่ขาดสังกะสีนั้นอาจเกิดจากการรับประทานที่ไม่เพียงพอ มีปัญหาเรื่อง การดูดซึมและการสูญเสียที่มากเกินไป เป็นต้น อีกทั้งการขาดสังกะสีจะมีผลกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย การทำงานของ Macrophage, Neutrophil, Natural killer (NK) cell และ Complement เสียไป นอกจากนี้ ระดับสังกะสีที่ต่ำจะลดการผลิต Lymphocyte และกระบวนการ cell-mediated immunity
ส่วนในภาวะที่ได้รับสังกะสีมากเกินไปนั้น โดยปกติการรับประทานสังกะสีในขนาดที่แนะนำจะไม่มีความเป็นพิษ แต่การรับประทานในขนาดมากเกินไป (10 ถึง 30 เท่าของค่า RDA) เป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดภาวะขาด ทองแดงได้ และจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอาจ ก่อให้เกิดอาการต่างๆ ดังนี้

jumboslot

⦁ ภูมิคุ้มกันร่างกายเสื่อม เนื่องจากธาตุสังกะสียังขัดขวางไมให้ร่างกายใช้ธาตุทองแดงได้เต็มที่ เป็นผลให้ระดับทองแดงในเลือดต่ำ ทำให้เกิดอาการซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ ในกรณีที่บริโภคมากกว่าวันละ 100 มก. เป็นเวลานานจะทำให้ระดับไขมัน HDL (Highdensity lipoprotein) ซึ่งเป็นไขมันชั้นดีลดลง
⦁ ถ้าร่างกายได้รับธาตุสังกะสีเกินกว่า 2 กรัมขึ้นไป จะเกิดอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดิน อาหารแบบเฉียบพลัน ทำให้ปวดท้อง และอาเจียนได้
และหากได้รับสังกะสีในปริมาณสูงมากๆเกินกว่า1.5เท่าของ ปริมาณที่แนะนำติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน สังกะสีจะเข้าไปแทนที่ทองแดง และเหล็กในเลือดก่อให้เกิดโรคโลหิตจางจากการขาดทองแดงเพราะสังกะสี จะไปลดการดูดซึมธาตุเหล็กและทองแดงได้แต่ถ้ารับประทานสังกะสี มากเกิน 325-650 มิลลิกรัม จะเกิดอาการ อาเจียน คลื่นไส้เกร็งกล้าม เนื้อท้อง ท้องร่วง ปวดเกร็ง ในสตรีมีครรภ์หากได้รับมากเกินไปจะเป็น เหตุให้ทารกพิการหรือเสียชีวิต และหากร่างกายได้รับในปริมาณสูง มากกว่า 4 กรัม จะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง
มีผลการศึกษาวิจัยของระบบ เมตาบอลิซึมของสังกะสีในร่างกายมนุษย์ พบว่า การดูดซึมสังกะสีในร่างกายเกิดขึ้นบริเวณลำไส้เล็ก ซึ่งการได้รับสังกะสีในรูปของสารละลาย มีประสิทธิภาพในการดูดซึมได้รวดเร็ว(ประมาณร้อยละ 60-70) ในขณะที่สังกะสีที่ได้รับจากอาหารถูกดูดซึมได้ช้ากว่า นอกจากนี้ความสามารถในการดูดซึมสังกะสีบริเวณลำไส้เล็กขึ้นอยู่กับปริมาณของสังกะสีในอาหาร และองค์ประกอบของอาหารที่ร่างกายได้รับ และการสูญเสียสังกะสีของร่างกายสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทางลำไส้เล็กและปัสสาวะ โดยทางลำไส้เล็กจะมีการสูญเสียสังกะสีในปริมาณตั้งแต่ 0.5 ถึงมากกว่า 3 มิลลิกรัมต่อวัน โดยขึ้นอยู่กับปริมาณของสังกะสีที่สะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งถ้ามีการสะสมในปริมาณสูง มีส่วนทำให้เกิดการสูญเสียสังกะสีเพิ่มขึ้น สำหรับทางปัสสาวะมีการสูญเสียสังกะสีปริมาณ 0.5-0.7 มิลลิกรัมต่อวัน อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายและอุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้นอาจมีส่วนท้าให้เกิดการสูญเสียสังกะสีทางเหงื่อเพิ่มขึ้น การนำสังกะสีไปใช้ในกระบวนการต่างๆของร่างกายขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทั้งหมดของอาหาร โดยพบว่าสารอินทรีย์ ที่ละลายน้ำได้เช่น กรดอะมิโน

[NPC5]
สารประกอบไฮดรอกซีมีส่วนช่วยให้เกิดการดูดซึมสังกะสีเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงข้าม กับสารอินทรีย์ที่มีความคงตัวและละลายน้ำได้ยาก มีผลทำให้การดูดซึมสังกะสีน้อยลง นอกจากนี้ ปฏิกิริยาการ แข่งขันระหว่างสังกะสีและอิออนของโลหะชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีที่คล้ายคลึงกับสังกะสี เช่น ธาตุเหล็ก ทองแดง มีผลต่อการสะสมและดูดซึมสังกะสีบริเวณลำไส้ลดลง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการดูดซึมและการนำสังกะสีจากอาหารไปใช้ยังส่วนต่างๆของร่างกายได้แก่ ปริมาณของไฟเตท (phytate) ระดับและแหล่งของโปรตีนในอาหาร ไฟเตทสามารถพบได้ในเมล็ดธัญพืช, ถั่ว รวมทั้งผักบางชนิด ไฟเตทมี ความสามารถในการจับอิออนที่มีประจุสองบวก ท้าให้มีผลยับยั้งการดูดซึมสังกะสีในคน โดยอัตราส่วนต่อโมล ระหว่างไฟเตทและสังกะสีในอาหารที่มีผลต่อการดูดซึมสังกะสีมีค่าอยู่ในช่วง 6-10 และที่อัตราส่วนต่อโมล เท่ากับ 15 ทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมสังกะสีลดลงร้อยละ 15 แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งและปริมาณของ โปรตีนในอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อสัตว์มีส่วนช่วยให้การดูดซึมสังกะสีดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยภาวะ การขาดธาตุสังกะสีหลายฉบับ อาทิเช่น มีผลการศึกษาวิจัยพบว่า การขาดสังกะสีมีความเกี่ยวข้องกับการเกิด MetS เนื่องจาก สังกะสีมีบทบาทในกระบวนการเมแทบอลิซึม นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสังกะสีมีผลต่อ MetS และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ทั้งในมนุษย์และสัตว์ พบว่าระดับของสังกะสีต่ำ มีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งปัจจัยของอายุและเพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับระดับของสังกะสี และอีกการศึกษาหนึ่งพบว่าผู้ป่วย โรคเบาหวานที่เป็นโรคทางปริทันต์ จะมีเมแทบอลิซึมของสังกะสีและแมกนีเซียมลดลง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเพิ่มของระดับคอเลสเตอรอล ( Cholesteral) และไขมันชนิด LDL cholesterol แต่ลดระดับไขมัน HDL cholesterol ซึ่งการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลนี้จะทำให้เกิดความเสี่ยง เช่น ระดับความดันโลหิตสูงปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะ MetS อีกทั้งในทางศึกษา พบว่าการขาดสังกะสีจะส่งผลให้เกิดการดื้อต่ออินซูลิน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ความทนทานต่อ กลูโคส (Glucose tolerance test) เสียไป และนำไปสู่โรคเบาหวานได้ ทำให้เกิดกระบวนการสลายไขมันและการขนส่งน้ำตาลกลูโคสในเซลล์ adipocyte ของหนูอีกด้วย
ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้สูงอายุมักขาดธาตุสังกะสี ซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของสารต้านอนุมูลอิสระและการเสื่อมถอยของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน และเมื่อได้รับธาตุ สังกะสีเสริมพบว่า ลดอุบัติการณ์การติดเชื้อการอักเสบและการเกิด Oxidative stress ส่วนในทารกแรกเกิดที่มีความผิดปกติในการดูดซึมธาตุสังกะสีจะมีระบบภูมิคุ้มกัน ชนิด adaptive immunity ลดลง

แมงกานีสมีประโยชน์อย่างไร

แมงกานีส เป็นธาตุโลหะ กลุ่ม transition มีสัญญาลักษณ์ธาตุ Mn มีอะตอมมิกนัมเบอร์ 25 น้ำหนักอะตอม 54.938 ค่าความถ่วงจำเพาะ 7 42 จุดหลอมเหลว 1245 องศาเซลเซียส จุดเดือด 2097 องศาเซลเซียส มีสีเงิน เปราะละลายได้ในน้ำ และกรดแร่เจือจาง และยังเป็นธาตุที่มีความสำคัญทั้งในพืช และสัตว์ สำหรับในร่างกายมนุษย์ แมงกานีสเป็นเกลือแร่และแร่ธาตุ ที่มีความสำคัญต่อเมตาบอลิสม์ต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น เมตาบอลิสม์ของกรดอะมิโน คอเลสเตอรอล และคาร์โบไฮเดรต อีกทั้งยังเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการสร้างกระดูกและการทำงานของสมองและยังมีบทบาทหน้าที่สำคัญเกี่ยวข้องกับเอนไซม์ต่าง ๆ อีกด้วย

เครดิตฟรี

ส่วนประเภทของแมงกานีสนั้น สามารถแบ่งได้ตามลักษณะการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ 2 ประเภท คือ ชนิดโลหะ (metallurgical grade) และ ชนิดเคมี (chemical grade) โดยทั้ง 2 ประเภทจะมีความแตกต่างกันในด้านชนิดของแร่แมกกานีส เช่น ไพโรลูไซด์ , ไซโลมีเลน โรโคคลอไรด์ , แมงกาไนซ์ ฯลฯ รวมถึงการนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

แมงกานีสพบได้มากในเปลือกโลกทั้งในดินและหินต่างๆ แต่สำหรับร่างกายของมนุษย์นั้นจะได้รับแมงกานีสมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกายจากแหล่งอาหารที่รับประทานเข้าไปโดยแหล่งอาหารที่พบแมงกานีสมีอยู่หลายชนิด และพบในอาหารประเภทต่าง ๆ ซึ่งจะมีในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ชนิด เป็น ไก่ ปลา ผลิตภัณฑ์นม ธัญพืช เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ฯลฯ ผลไม้แห้ง ผัก ผลไม้ต่าง ๆ ชา กาแฟ แต่ทั้งนี้แมงกานีสจะพบมาในพืช โดยเฉพาะชาเขียว ธัญพืชต่าง ๆ ถั่ว ผัก สมุนไพร เห็ด ส่วนผลไม้จะพบมาในสับปะรดและกล้วย ประเภทเนื้อสัตว์ พบมากในหอยแมลงภู่ หอยนางรม และหอยแครง เป็นต้น นอกจากนี้แหล่งของแมงกานีสที่สำคัญของมนุษย์อีกแหล่งหนึ่ง คือ น้ำดื่ม ซึ่งในแหล่งน้ำธรรมชาติพบแหล่งอาจจะมีแมงกานีสเจือปนอยู่ 1-100 mcg/L. โดยที่ระดับความเข้มข้นสูงสุดที่ยอมให้มีได้ ตามเกณฑ์คุณภาพน้ำบริโภคกรมอนามัย พ.ศ. 2553 คือไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร

ประโยชน์และโทษ

แมงกานีส เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณที่น้อยแต่ร่างกายจะขาดไม่ได้ซึ่งในร่างกายจะพบมากที่สุดในโครงกระดูก ตับ ตับอ่อน หัวใจและ ต่อมพิทูอิทารี่ โดยหน้าที่ของแมงกานีสจะช่วยควบคุมการทำงานของ เอนไซม์หลายชนิด ช่วยในการสังเคราะห์กรดไขมันและคลอเรสเตอรอล ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง และกระดูกพร้อมทั้งรักษาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เป็นตัวกระตุ้นน้ำย่อยที่มีความจำเป็นในการนำวิตามินบี1 ,วิตามินบี7 และวิตามินซี มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตช่วยขับฮอร์โมนเพศ ควบคุมการทำงานของสมองระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อให้มีประสิทธิภาพในการสั่งงานและมีความสัมพันธ์กัน ช่วยการทำงานของอินซูลิน เป็นตัวสำคัญที่ช่วยในการสังเคราะห์ทางเคมีของต่อม ไทรอยด์ขับไทรอกซิน กระตุ้นให้ตับเก็บน้ำตาลในรูปของ Glycogen ช่วยในการใช้โคลีน มีความสำคัญ

สล็อต

ในการผลิตน้ำนม และการสร้างยูเรียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัสสาวะ ซึ่งเอนไซม์ที่สำคัญที่แมงกานีสเป็นปัจจัยร่วมในการกระตุ้นและควบคุมการทำงาน เช่น เอนไซม์ superoxide dismutase (SOD) , pyruvate carboxylase (Pc), phosphoenolpruvate carboxykinase (PEPCK) , glycosyltransferases , arginase และ glutamine synthetase ในสมอง

โดยเอนไซม์ SOD มีบทบาทสำคัญในการต้านอนุมูลอิสระ และ glutamine synthetase เป็นเอนไซม์ที่กำจัดกลูตาเมตซึ่งเป็นสารพิษในสมองให้เป็นกลูตามีน PC เป็นเอนไซม์ในกระบวนการสลายกลูโตสให้เป็นพลังงาน arginase เป็นเอนไซม์สำคัญในวัฎจักรยูเรียที่ช่วยตับกำจัดสารพิษ PEPCK เป็นเอนไซม์ที่สร้างกลูโคสจากสารอาหารอื่นที่ไม่ใช่คาร์โบไฮเดรต และ protepgltcans ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้กระดูก กระดูกอ่อน เอ็น ผิวหนัง และหลอดเลือด และ glycosytiransferases เป็นกลุ่มเอนไซม์ที่สร้าง glycosaminoglycans

สำหรับโทษของแมงกานีสนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาวะขาดแมงกานีส ซึ่งปกติพบได้น้อยมาก แต่หากเกิดภาวะขาดแมงกานีสแล้ว อาการขาดแมงกานีสจะยังไม่เห็นเด่นชัด แต่มีรายงานในคนที่กินอาหารที่มีแมงกานีสไม่เพียงพอเป็นเวลานาน จะมีน้ำหนักตัวลดลง การงอกของผม เล็บ และผิวหนังผิดปกติ ระดับคอเลสเตอรอลและกลูโคสในระบบไหลเวียน เลือดลดลง ในเด็กที่ให้อาหารทางสายยางเป็นเวลานานและขาดแมงกานีส พบว่ามีความผิดปกติของกระดูก และมีการเจริญเติบโตช้า อีกทั้งอาการขาดแมงกานีส ยังมีส่วนเกี่ยวข้อง กับโรคเบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด ลมชัก กระดูกพรุน ต้อ และการหายของแผล และอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดเนื่องจากร่างกายพร่องเอนไซม์ Manganese superoxide dismutase (MnSOD) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และยังส่งผลให้เกิดภาวะเคลื่อนไหวไม่ประสานกัน คือ จะมีอาการเดินเซคล้ายคนเมาเหล้า มีอาการชักในเด็กทารก ในผู้ใหญ่จะมีอาการวิงเวียนศีรษะ และมีปัญหาต่อการได้ยิน เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ ภาวะได้รับแมงกานีสเกิน ซึ่งกลุ่มบุคคลที่ได้รับแมงกานีสเกินนี้ จะอยู่ในกลุ่ม คนงานเหมืองแร่ ผู้ที่บริโภคอาหารเสริมแมงกานีสในปริมาณที่สูงเป็นเวลานาน ผู้ที่บริโภคน้ำที่มีแมงกานีสเจือปน โดยมีค่าความเข้มข้นสูง 1800-2300 ไมโครกรัม/ลิตร ผู้ที่หายใจเอาฝุ่นแมงกานีสเข้าไปในปริมาณที่สูง ฯลฯ ซึ่งจะทำให้มีอาการคือ ไม่มีเรี่ยวแรง เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างยากลำบาก ซึ่งมีผลจากมีระดับแมงกานีสในเนื้อเยื้อมีปริมาณสูงและจะเกิดอาการคล้ายโรคจิตเภทบวกกับโรคพาร์กินสัน คือ ปวดศีรษะ ประสาทหลอน ต่อมาจะมีมือสั่น กล้ามเนื้อเกร็ง เชื่องช้าลง ตัวแข็ง ไม่แสดงอารมณ์ เดินลำบาก ความจำปัจจุบันเสียไป หากเป็นในเด็กจะพบว่าการเรียนรู้จะช้าและความจำจะสั้นกว่าเด็กปกติ แต่ทั้งนี้ไม่พบรายงานภาวะเป็นพิษจากการได้รับแมงกานีสปริมาณสูงจากอาหาร เนื่องจาก bioavailability ของแมงกานีสในอาหารต่ำว่าในน้ำดื่ม

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการดูดซึมแมงกานีสของร่างกายพบว่าลำไส้จะดูดซึมแมงกานีสได้น้อยมาก และหากร่างกายได้รับแคลเซียมและฟอสฟอรัสเข้ามาในปริมาณที่สูงมากก็จะทำให้อัตราการดูดซึมลดน้อยกว่าเดิม และซึ่งในการดูดซึมแมงกานีสของร่างกายจะต้องอาศัยโปรตีนเฉพาะที่ชื่อ ทรานส์แมงกานิน ( Transmanganin ) เป็นตัวนำพาแมงกานีสเข้าสู่กระแสเลือดอีกด้วย

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเอนไซม์ที่สำคัญที่แมงกานีสเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงาน เช่น เอนไซม์ oxidoreductases (lyases, lygases, hydrolases, kinases, decarboxylases และ transferases) ซึ่งเอนไซม์ เหล่านี้อาจมีแร่ธาตุอื่นช่วยกระตุ้นร่วมด้วย แต่ก็มีเอนไซม์จำเพาะที่ต้องการมแมงกานีสเป็นตัวกระตุ้นเพียงอย่างเดียว ได้แก่ glycosyl transferase และ xylosyl transferase ซึ่งมีความสำคัญในการสร้าง proteoglycan ที่เป็นส่วน ประกอบสำคัญในการสร้างกระดูก glutamine synthetase เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการสร้าง glutamine ในสมอง farnesyl pyrophosphate synthetase มีความสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล และ phosphoenolpyruvate carboxykinase มีความสำคัญในขบวนการเผาผลาญกลูโคส นอกจากนี้แมงกานีสยังเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ ที่มีแร่ธาตุเป็นองค์ประกอบ (metalloenzymes) ที่สำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ arginase ซึ่งเป็นเอนไซม์ใน cytoplasm ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้าง urea เอนไซม์ pyruvate carboxylase เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาขั้นแรกของการสร้าง คาร์โบไฮเดรตจาก pyruvate เป็นต้น

slot

ส่วนผลการศึกษาทางด้านพิษวิทยาของแมงกานีสระบุว่าอาการของที่ได้รับพิษจากแมงกานีส แบ่งเป็น 2 แบบ คือ
⦁ อาการทางสมอง (Brain symptom) เมื่อแมงกานีสเข้าสู่ร่างกาย และสะสมมาก ๆ ในร่างกายก็จะถูกส่งไปยังสมอง และจะเข้าไปทำลายส่วนของสมองที่เรียกว่า แอฅทราไพรามิดอล (Extrapyrarmcal) ซึ่งเป็นส่วนควบคุมเกี่ยวกับกล้ามเนื้อนอกเหนือการบังคับ ของจิตใจ (Involuntary muscle) ซึ่งจะแสดงออกเกี่ยวกับท่าเดินที่ผิดปกติ ขาดการทรงตัวที่ดี เดินแกว่งไปมา มีการสั่นของปลายแขน ขา และมีอาการอื่นๆ เช่น เฉื่อยชามีการเกร็งของกล้ามเนื้อ พูดไม่ปกติ นอกจากนี้แล้วยังทำให้เกิดอัมพาตในบางส่วนของร่าง หรือทั่วร่างกายอีกด้วย
⦁ อาการทางปอด (Lung symptom) หากสูดดมฝุ่นแมงกานีส พบว่าฝุ่นของแมงกานีส ที่หายใจเข้าไปจะไปสะสมในปอด ทำให้เกิดระคายเคืองในปอด เกิดการอักเสบ ของปอด (Pneumonitis) ซึ่งลักษณะการอักเสบนี้ไม่เหมือนกับการอักเสบเนื่องจากเชื้อโรคทั่วไป โดยอุบัติการณ์ของการเกิดพิษของแมงกานีสที่พบในคน ได้แก่ ในผู้ที่หายใจเอาฝุ่นแมงกานีสเข้าไปในปริมาณสูง ซึ่งจะพบการ เป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง ส่วนในผู้ที่ดื่มน้ำที่มีความเข้มข้นของแมงกานีสสูง (1,800-2,300 ไมโครกรัมต่อลิตร) จะพบอาการผิดปกติของประสาทส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว (motor nervous system) และในผู้ที่ดื่มน้ำที่มี การปนเปื้อนของแบตเตอรี่นาน 2-3 เดือน พบอาการผิดปกติทางประสาทอย่างรุนแรง

สรรพคุณของแมกนีเซียม

แมกนีเซียมเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่เป็นธาตุในกลุ่มที่ 2 (alkaline earth) ในตารางธาตุ และมีมวลอะตอม 24.305 Da มีความถ่วงจำเพาะที่ 20 ๐C เป็น 1.738 และมีจุดหลอมเหลวที่ 648.8 ๐C จุดเดือดที่ 1090 ๐C และในสภาวะที่เป็นสารละลายแมกนีเซียมจะจับกับสารประกอบของน้ำได้หนาแน่นกว่าแคลเซียม โพแทสเซียม และโซเดียม สำหรับในด้านสุขภาพร่างกายนั้น แมกนีเซียมจัดเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อกระบวนการทางสรีระวิทยาและชีวเคมี ของร่างกายถึงแม้ว่าร่างกายต้องการปริมาณน้อย (trace elements) แต่ก็มีความสำคัญต่อร่างกายมนุษย์

เครดิตฟรี

โดยแมกนีเซียมเป็นธาตุที่มีประจุไฟฟ้าบวก (cation) ที่มีมากเป็นอันดับที่สี่ในร่างกาย นอกจากนี้ยังพบมากเป็นอันดับสองของธาตุประจุไฟฟ้าในเซลล์ (intracellular electrolytes) รองจากแตสเซี่ยม และมีความสำคัญมากในการควบคุมขบวนการชีวเคมีในเซลล์ แมกนีเซียมในปริมาณสูงยังไม่พบว่าก่อให้เกิดโรคหรืออันตรายต่อร่างกาย แต่อาจท้าให้ร่างกายเกิดการสูญเสียน้ำได้เนื่องจากเกิดการจับกันระหว่างน้ำและแมกนีเซียมที่ไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ส่วนการรักษาสมดุลของแมกนีเซียมในเซลล์ หลังจากการดูดซึมแมกนีเซียมที่บริเวณลำไส้แล้ว แมกนีเซียมจะถูกส่งไปยังส่วนต่างๆที่มีการสูญเสียแมกนีเซียมในร่างกาย

สำหรับประเภทของแมกนีเซียมนั้น ส่วนมากจะมีการแบ่งประเภทแมกนีเซียมเฉพาะที่อยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเป็นส่วนใหญ่ โดยอาหารเสริมแมกนีเซียมมักอยู่ในรูปเกลือต่างๆเช่น oxide, hydroxide, citrate, chloride, gluconate, lactate หรือ aspartate ซึ่งเกลือแมกนีเซียมประเภทต่างๆ เหล่านี้จะมีความแตกต่างด้านความสามารถในการละลายน้ำโดยมีการศึกษาพบว่า magnesium acetate และ magnesium citrate ละลายน้ำได้ดีในขณะที่ magnesium chloride ละลายน้ำ ได้น้อยกว่า magnesium acetate ส่วน magnesium oxide จะละลายน้ำได้ไม่ดี อีกทั้งอาหารเสริมแมกนีเซียมในรูป เกลือต่างชนิดกัน จะมีปริมาณแมกนีเซียมต่อเกลือของแมกนีเซียม แตกต่างกัน ดังในตาราง

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ความจริงแล้วในร่างกายของมนุษย์ (ผู้ใหญ่) จะมีแมกนีเซียมในร่างกายประมาณ 25 กรัม โดย 99% ของแมกนีเซียมในร่างกายอยู่ในเซลล์ และพบว่าประมาณ 50% อยู่ในเซลล์กระดูก (bone cell) และ 20% อยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อลาย ที่เหลือพบในตับ หัวใจ และเนื้อเยื่ออื่นๆ และจำนวนแมกนีเซียมในเซลล์มีทั้งหมดจะมีประมาณ 10-28 มิลลิโมลต่อลิตร สำหรับในส่วนประกอบของเซลล์ (organel) บางอันจะพบแมกนีเซียมมากเป็นพิเศษ ได้แก่ที่ nucleus , mitochondria และ microsomer อย่างไรก็ตามแมกนีเซียมในกระดูกประมาณหนึ่งในสามสามารถกระจายออกมาจากกระดูกได้ ทำหน้าที่เสมือนแหล่งสำรองแมกนีเซียมเพื่อรักษาระดับแมกนีเซียมในเซลล์หรือนอกเซลล์ (intracellular or extracellular) สัดส่วนของแมกนีเซียม (Mg2+ ) ที่อยู่นอกเซลล์ต่อในเซลล์ เท่ากับ 0.33 เท่านั้น

สล็อต

แต่อย่างไรก็ตามแหล่งของแมกนีเซียมที่ร่างกายต้องการนำไปใช้ในกระบวนการต่าง ๆ นั้นส่วนมากจะอยู่ในอาหารหลายประเภท ได้แก่ ในผักสีเขียวเข้ม เช่น ผักโขม, บร็อคโคลี่, ยอดฟัก แม้ว, สะตอ, ใบยอ , ถั่วต่าง ๆ เช่น ถั่วแปบ, ถั่วฝักยาว, ถั่วเหลือง, ถั่วปากอ้า, เม็ดมะม่วงหิมพานต์, อัลมอนด์, พิสทาชิโอ, วอลนัท, แมคาเดเมีย,เมล็ดฟักทอง , ธัญพืชขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง, ข้าวสาลีกล้อง, งา , งาดำ นอกจากนี้ยังพบได้ในเบอร์รี่, กล้วย สับปะรด นมและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม สาหร่ายเกลียวทอง , กุ้งแห้ง , หอมขม , สะเดา , เต้าหู้ขาว

ปริมาณแมกนีเซียมที่พบในอาหาร

อาหารชนิดต่าง ๆ ที่มีแมกนีเซียมในปริมาณที่สูง

ประเภทอาหาร มิลลิกรัม/100 กรัม
สาหร่ายเกลียวทอง , แห้ง 422
ฟักทอง , เมล็ด, พันธุ์ต่างๆ,แกะเปลือก ต้มใส่เกลือ อบ 385
ฟักทอง , เมล็ด , พันธุ์ต่างๆ,แกะเปลือกคั่ว 380
กุ้ง,แห้ง,ไม่มีเปลือก 309
งาขาว, ดิบ 299
สมอพิเภก 263
กะปิกุ้ง,คุณภาพดี 256
มะม่วงหิมพานต์,เมล็ดแห้ง,ดิบ 245
ลูกไหน(เชอร์รี่เชียงใหม่) 240
ถั่วเหลืองผง,ชนิดสกัดไขมันออก 236
ถั่วเน่า,แห้ง 232
เต้าหู้พวง,ทอด 226
งาดำ,ดิบ 216
ถั่วลิสง,คั่ว,ไม่รวมเยื่อหุ้มเมล็ด 214
ลูกท้อ 207
ลูกหว้า 198
หอยขม,ต้ม 196
สมอ,ไทย 122
สะเดา,ใบและยอด,ดิบ 118
เต้าหู้ขาว,ชนิดแข็ง 115
น้ำสับปะรด,ต่อ 100 มล. 114
สะตอ,เมล็ด,ดิบ 111
ถั่วเขียว,เมล็ดแห้ง,ดิบ 108
ถั่วลิสง,เคลือบน้ำตาล(จาก 3 ตลาด) 103
นมผง,พร่องมันเนย 94
ยอ,ใบ,นึ่ง 93
ปลาร้า , ปลาช่อน 91
ถั่วเขียว,ปอกเปลือก,ผ่าซีก,ทอด 90

สล็อตออนไลน์

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณของแมกนีเซียมที่ควรได้รับมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเพศ อายุ และสภาพร่างกาย ซึ่งปริมาณแมกนีเซียมที่ควรรับประจำวันของคนไทยอายุ 19 ปีขึ้นไปคือ 240-320 มิลลิกรัมต่อวัน รวมทั้งระดับ แมกนีเซียมในซีรั่มทั้งผู้ชายและผู้หญิงควรมีค่าเฉลี่ย 0.73mmol/L หากระดับแมกนีเซียมในซีรั่มต่ำกว่า 0.7 mmol/L แสดงว่าอยู่ในภาวะขาดแมกนีเซียม
ส่วนสถาบัน The Food and Nutrition Board, National Academy ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดปริมาณแมกนีเซียมที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน โดยแนะนำว่าผู้ชายควรได้รับแมกนีเซียมวันละ 420 มิลลิกรัม ผู้หญิงควรได้รับวันละ 320 มิลลิกรัม หรือคิดเป็นเท่ากับ 6 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมในผู้ใหญ่ทั่วไป สำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ควรได้รับเพิ่มอีกวันละ 40 มิลลิกรัม

ประโยชน์และโทษ

แมกนีเซียมเป็น cofactor ร่วมกับ enzyme ทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบหรือตัวเร่งปฏิกิริยาในร่างกาย มากกว่า 300 ชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการสร้างพลังงานจาก ATP ซึ่ง ATP มีความเกี่ยวข้องใน กระบวนการ metabolism ต่างๆ ภายในเซลล์ และในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบหลอดเลือดหัวใจ และยังมีบทบาทในการเป็น calcium channel blocker ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดดำและแดง จึงสามารถลดความดันโลหิตได้

อีกทั้งยังมีผลต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ และมีบทบาทต่อกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด นอกจากนี้แมกนีเซียมยังมีบทบาทที่สำคัญใน กระบวนการทางชีววิทยาอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การสร้างพลังงานของเซลล์ (cellular energy metabolism), การจำลองแบบของเซลล์(cell replication), การสังเคราะห์โปรตีน (protein synthesis) และยังมีความเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์องค์ประกอบของเนื้อเยื่อ การเจริญเติบโต การสร้างอุณหภูมิ (thermogenesis) และการเผาผลาญของกลูโคสด้วยการทำงานของ tyrosine kinase อีกด้วยหรืออาจจะสรุปหน้าที่หลักของแมกนีเซียมได้ดังนี้
⦁ ช่วยในการทำงานของหัวใจ ลดความดันโลหิต
⦁ ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวโดยทำงานร่วมกันกับแคลเซียมที่ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว
⦁ ทำงานร่วมกับแคลเซียมในการควบคุมการส่งต่อหรือการถ่ายทอดสัญญาณกระตุ้นประสาท
⦁ กระตุ้นหรือเร่งการทำงานของเอนไซม์ต่างๆในกระบวนการ metabolism เช่น เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา oxidative phosphorylation ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน
⦁ ช่วยต้านการสลายแคลเซียมออกจากสาร enamel ที่เคลือบฟัน
⦁ สร้างพลังงานจากATP

jumboslot

สำหรับโทษของแมกนีเซียมนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ภาวะขาดแมกนีเซียม หรือภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำ (Hypomagnesemia) อาจเกิดจากการได้รับแมกนีเซียมจาก อาหารน้อย ภาวะอดอาหาร โรคพิษสุราเรื้อรัง ท้องเสียอย่างรุนแรง ภาวะตับอ่อนอักเสบ การดูดซึม แมกนีเซียมได้น้อยในผู้ที่มีการดูดซึมสารอาหารผิดปกติ การสูญเสียแมกนีเซียมทางปัสสาวะจากภาวะ ความผิดปกติของไต รวมถึงการดูดซึมกลับผ่านไตลดลง ทำให้แมกนีเซียมในเลือดลดลงได้ เมื่อร่างกายขาดแมกนีเซียมเป็นเวลานานจะทำให้เกิดภาวะ hypocalcaemia และ hypokalemia ตามมา ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติ เกี่ยวกับระบบประสาทและหัวใจ รวมถึงก่อให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรค กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน การทำงานผิดปกติของฮอร์โมน บางชนิด โรคไต โรคในระบบทางเดินอาหาร การทำงานของกล้ามเนื้อและการทำงานของระบบประสาท บกพร่อง เป็นต้น

ส่วนอีกลักษณะหนึ่ง คือ ภาวะแมกนีเซียมในเลือดสูง (Hypermagnesemia) สาเหตุหลักๆ ของการเกินของแมกนีเซียม คือ การรักษาโดยการทดแทนของแมกนีเซียมมากเกินไป, การรักษาภาวะครรภ์เป็นพิษ และการใช้ยาแก้ท้องเฟ้อหรือยาลดกรดและ ยาระบายมากเกินไป เช่น แมกนีเซียมซัลเฟต , แมกนีเซียมไฮดรอกไซต์ ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ของภาวะแมกนีเซียมในเลือดสูง คือ การทำงาน ของไตที่ผิดปกติเท่านั้น สำหรับแมกนีเซียมของยาลดกรดและยาระบายเป็นแหล่งสำคัญของการ รับประทานในผู้ป่วยที่เป็นโรคไต รวมถึงการฉีดยาเข้าเส้นอย่างรวดเร็วซึ่งประกอบด้วยสารละลาย แมกนีเซียมจำนวนมาก เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction), ครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) และ status asthmaticus อาจส่งผลให้เกิดภาวะภาวะแมกนีเซียมในเลือดสูงได้

ทั้งนี้ SCF (Scientific Committee for Food) 2001 ได้กำหนดปริมาณสูงสุดของแมกนีเซียมที่รับได้ต่อวัน โดยไม่ทำให้เกิดพิษ (Upper Intake Level ,UL) สำหรับผู้ใหญ่, หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร, เด็กอายุมากกว่า 4 ปี และผู้สูงอายุไว้ที่ 250 mg/day หากได้รับในขนาดที่สูงกว่า 350 mg/day โดยที่ร่างกายไม่ได้ขาด แมกนีเซียม อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงรุนแรง ได้แก่ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ, ความดันโลหิตต่ำ, สับสน, หายใจช้า, โคม่าและเสียชีวิตได้

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบเมแทบอลิซของแมกนีเซียมพบว่าการดูดซึม (absorption) แมกนีเซียม เกิดขึ้นในลำไส้เล็กส่วน ileum และ jejunum ซึ่งปริมาณ แมกนีเซียมที่ลำไส้เล็กดูดซึมได้จะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับปริมาณของแมกนีเซียมที่ได้รับจากอาหาร กลไกในการดูดซึมเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ไม่ใช้พลังงานจากเซลล์(passive transport) และใช้พลังงานจากเซลล์ (active transport) อย่างไรก็ตามสารอาหารบางชนิดอาจมีผลต่อการดูดซึมแมกนีเซียมเช่น อาหารที่มีใยอาหารสูงทำให้การดูดซึมแมกนีเซียมลดลง อันเป็นผลจากการจับกันของแมกนีเซียมและไฟเตท นอกจากนี้อาหารที่มีฟอสเฟตในปริมาณสูงจะส่งผลให้แมกนีเซียมถูกดูดซึมได้น้อยลงเช่นกัน การบริโภคอาหารที่มีแมกนีเซียมในปริมาณสูงยังไม่พบว่าก่อให้เกิดโรคหรืออันตรายต่อร่างกาย แต่อาจทำให้ร่างกายเกิดการสูญเสียน้ำได้เนื่องจากเกิดการจับกันระหว่างน้ำ และแมกนีเซียมที่ไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

[NPC5]
ส่วนการรักษาสมดุลของแมกนีเซียมในเซลล์ หลังจากการดูดซึมแมกนีเซียมที่บริเวณลำไส้แล้ว แมกนีเซียมจะถูกส่งไปยังส่วนต่างๆ ที่มีการสูญเสียแมกนีเซียมในร่างกาย สำหรับการขับแมกนีเซียมที่เหลือจะถูกกำจัดได้หลายทาง ได้แก่ปัสสาวะ, อุจจาระ, เหงื่อ, ประจำเดือนและน้ำนม อวัยวะ สำคัญที่สุดในการควบคุมสมดุลของแมกนีเซียมคือ ไต โดยแมกนีเซียมร้อยละ 80 จะถูกกรองที่glomerulus และจะถูกดูดซึมกลับที่ thick ascending loop of Henle ประมาณร้อยละ 60-70 ทำให้มีแมกนีเซียมขับออก ทางปัสสาวะประมาณร้อยละ 3 โดยหากร่างกายมีการขับโซเดียมมาก, แรงดันออสโมติกสูง, หรือเกิดภาวะ metabolic acidosis ร่างกายก็จะขับแมกนีเซียมออกมามากแต่หากร่างกายเกิดภาวะ metabolic alkalosis, หลั่ง parathyroid hormone หรือ calcitonin ร่างกายก็จะขับแมกนีเซียมลดลง

นอกจากนี้ยังมีรายงานผลการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแมกนีเซียมกับโรคต่างๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) มีการศึกษาพบว่าคนที่มีอาการโรคอัลไซเมอร์จะมีปริมาณแมกนีเซียมและแมกนีเซียมไอออนในระดับต่ำกว่ากลุ่มคนปกติอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีการศึกษากับกลุ่มคนที่มีความจำเสื่อม (Dementia) ในชาวญี่ปุ่น จำนวน 303 คน อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยติดตามเป็นเวลา 17 ปี พบว่าการได้รับโปแตสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม มีความสัมพันธ์กับอาการความจำเสื่อม ซึ่งการได้รับแร่ธาตุดังกล่าวทำให้อาการความจำเสื่อมดีขึ้น แต่ในผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมไม่พบการเปลี่ยนแปลง โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease) จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า การขาดแมกนีเซียมจะเร่งให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes mellitus) มีรายงานการศึกษามาก เกี่ยวกับโรคเบาหวานชนิดนี้ เพราะแมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญ หรือเมแทบอลิสึมของกลูโคสและอินซูลิน เช่นการควบคุมการขนถ่ายกลูโคสเข้าในเซลล์ โดยจากการศึกษาทางคลินิกเปรียบเทียบกลุ่มที่มีเมแทบอลิกซินโดรม (Metabolic syndrome) หรือกลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด กับกลุ่มคนปกติที่มีอายุในระดับเดียวกัน พบว่าการได้รับแมกนีเซียมเสริมจะช่วยในการเสริมความไวของอินซูลิน (Insulin 190 sensitivity) ให้ดีขึ้นและระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดก็ดีขึ้นด้วย

โรคไมเกรน (migraine headache) มีจากงานวิจัยในมนุษย์บางฉบับพบว่าการใช้แมกนีเซียมจะช่วยลดจำนวนวันหรือจำนวนครั้งของการปวดศีรษะไมเกรนต่อเดือนลงได้ร้อยละ 22-43 ซึ่งมากกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ แต่งานวิจัยบางฉบับกลับไม่พบความแตกต่างระหว่างการได้รับแมกนีเซียมและยาหลอก โดยขนาดยาของแมกนีเซียมที่ใช้ในการศึกษาเหล่านี้อยู่ในช่วง 300 – 600 มิลลิกรัมต่อวัน และบางงานวิจัยเป็นการทดลองใช้แมกนีเซียมร่วมกับ co-enzyme Q10 และแร่ธาตุอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม อาการข้างเคียงสำคัญที่พบจากการศึกษาเหล่านี้ คือ ท้องเสีย ซึ่งพบได้ร้อยละ 5-45.7 ของผู้ที่เข้าร่วมการศึกษา

โครเมียมมีประโยชน์อย่างไร

โครเมียมเป็นธาตุชนิดหนึ่งในตารางธาตุที่มีสัญลักษณ์ Cr. และมีหมายเลขอะตอม 24 เป็นธาตุโลหะทรานซิตัน (Transution metal) ในบล็อก D ซึ่งชื่อของโครเมียมนี้รากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า Crome ที่หมายถึงสีสำหรับหน้าที่ของธาตุโครเมียมที่เกี่ยวข้องกับระบบร่างกายของมนุษย์นั้น อาจกล่าวได้ว่าโครเมียม เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการในปริมาณที่น้อยแต่ก็มีความจำเป็นต่อร่างกายเพื่อการเจริญเติบโตและสุขภาพที่ดี ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคส คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เพื่อให้ได้พลังงานไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกาย รวมถึงหน้าที่ที่สำคัญอื่นๆอีกมากมาย

เครดิตฟรี

ส่วนประเภทของโครเมียมนั้น หากแบ่งตาม Valence จะสามารถแบ่งเป็น 6 กลุ่ม (valence) คือ จำนวนอิเล็กตรอนในอะตอมที่สามารถสร้างพันธุเคมีกับธาตุอื่น) ได้แก่ โลหะโครเมียม (Cr0,Cr(0)) โมโนวาเลนต์โครเมียม (Cr+,Cr(I)) ไดวาเลนต์โคเมียม (Cr2+,Cr(II)) ไตรวาเลนต์โครเมียม (Cr3+,Cr(III)) เต็ตตระวาเลนต์โครเมียม (Cr4+,Cr(IV)) เฮกซะวาเลนต์โครเมียม (Cr6+,Cr(VI)) โดยโครเมียมที่พบตามธรรมชาติส่วนใหญ่อยู่ในรูปไตรวาเลนต์โครเมียม ซึ่งไตรวาเลนต์โครเมียมนี้เองที่เป็นธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย

นอกจากยังสามารถแบ่งโครเมียมออกเป็นกลุ่มตามคุณสมบัติทางเคมีได้อีก เช่น chromium metal และ alloy กลุ่มนี้จะรวมถึงเหล็กกล้าไร้สนิม (stainless steel) และ chromium containing-alloy โดยทั่วไปกลุ่มนี้จะมีความเป็นพิษค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น divalent chromium compound (Cr2+) หรือ chromous compoundsได้แก่ chromous chloride (CrCl2) และ chromous sulfate (CrSO4) กลุ่มนี้จะมีความเป็นพิษน้อย trivalent chromium compound (Cr3+) หรือ chromic compoundเป็นที่ทราบกันว่า trivalent chromium เป็นธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกายในขบวนการ glucose metabloism ส่วน compound อื่นๆที่พบในกลุ่มนี้ ได้แก่ chromic oxide (Cr2O3), chromic sulfate (Cr2[SO4]3), chromic chloride (CrCl3), chromic potassium sulfate (KCr[SO4]2) และ chromite ore (FeOCr2O3) hexavalent chromium copound (Cr6+) ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อยคือ

กลุ่มที่ละลายน้ำได้ (water-soluble hexavalent compounds) ได้แก่ chromic acid, anhydride of chromic acid, monochromate, dichromate of sodium, potassium, ammonium, cesium, rubidium และ lithium เป็นต้น
กลุ่มที่ไม่ละลายน้ำได้ (water-insoluble hexavalent compounds) ได้แก่ zinc chromate, calcium chromate, lead chromate, barium chromate, strontium chromate และ sintered chromium trioxide เป็นต้น

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

เนื่องจากโครเมียมที่ร่างกายต้องการเป็นโครเมียมที่อยู่ในรูปไตรวาเลนต์โครเมียมเท่านั้น ซึ่งแหล่งของไตรวาเลนต์โครเมียมของมนุษย์มักพบมากในแหล่งอาหารธัญพืช ข้าวกล้อง ถั่ว ถั่วเหลือง หอย ตับ เนื้อไก่ ไข่แดง เครื่องในสัตว์ เห็ด ไข่ น้ำมันข้าวโพด เนยแข็ง คาร์กช็อกโกแลต บริเวอร์ยีสต์ กากน้ำตาล ส่วนในผักและผลไม้พบในปริมาณน้อย

สล็อต

นอกจากนี้ในน้ำดื่มยังพบธาตุโครเมียมได้อีกด้วย โดยระดับความเข้มข้นสูงสุดที่ยอมให้มีได้ตามเกณฑ์คุณภาพน้ำบริโภคกรมอนามัย พ.ศ. 2553 และ Guideline for Drinking Water ขององค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้มี ธาตุโครเมียม(ทุก Valence)ในน้ำไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งหากมีความเข้มข้นมากกว่านี้ อาจทำให้อันตรายได้

ประโยชน์และโทษ

สำหรับประโยชน์ด้านสุขภาพนั้น โครเมียมกลุ่ม Trivalent chromium compound (Cr3+) หรือ chromic compound จะเป็นกลุ่มที่มีความจำ เป็นต่อร่างกาย ซึ่งจะประกอบไปด้วย chromic oxide (Cr2 O3 ), chromic sulfate (Cr2 [SO4 ] 3 ), chromic chloride (CrCl3 ), chromic potassium sulfate (KCr[SO4 ] 2 ) และ chromite ore (FeOCr2 O3 ) โดยจะทำหน้าที่เสริมการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน จากการศึกษาพบว่า chromium-binding substance ที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำ มีบทบาทในเมตาบอลิสมของคาร์โบไฮเดรตและไขมันผ่านกลไกของอินซูลินซึ่งสารดังกล่าวจะจับกับ insulin receptor (IR) และจะกระตุ้นการทำงานของ insulin receptor tyrosine kinase ทำให้ inactive IR เปลี่ยนเป็น active IR และยังสามารถควบคุมระดับของปริมาณโคเรสเตอรอลในเลือดได้ โดยจะไปเพิ่มปริมาณโคเรสเตอรอลชนิด HDL (high density lipoprotein) ซึ่งเป็นชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และลดการสร้าง LDL (low density lipoprotein) ช่วยรักษาสมดุลของน้ำตาลในร่างกายของผู้ป่วยเบาหวาน

ผู้สูงอายุและเด็กที่ขาดสารอาหาร ส่วนโทษของโครเมียมสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ภาวะขาดโครเมียม เมื่อร่างกายได้รับโครเมียมน้อยกว่าปกติ จะทำให้ไกลโคเจนที่สะสมไว้ในร่างกายลดลงไปอย่างรวดเร็ว และทำให้อินซูลินทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ และการเผาผลาญกรดอะมิโนมีความผิดปกติ รวมถึงระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดจะเพิ่มขึ้นและทำให้มีอาการต่างๆ คือ ผนังเส้นเลือดเป็นแผล มีอาการคล้ายคนเป็นเบาหวาน คือ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ชาปลายมือปลายเท้า มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้น แต่ HDL ลดลง มีน้ำตาลในเลือดสูงหลังอาหาร (impaired glucose tolerance แบบเดียวกับที่พบในหญิงมีครรภ์) และอีกประเภทหนึ่ง คือ ภาวะได้รับโครเมียมเกิน ในกรณีได้รับโครเมียมเกินพบ ความเป็นพิษแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งความเป็นพิษแบบเฉียบพลัน มักพบในกรณีได้รับโดยการกิน โครเมียมเฮกซาวาเลน เช่น chromic acid ทำให้เกิดการระคายเคือง ทำ ให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องเป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหารและลำ ไส้ ไตวายและเสียชีวิตได้ซึ่งปริมาณโครเมียมเฮกซาวาเลนที่ทำ ให้เสียชีวิตได้ในผู้ใหญ่ คือ 1-3 กรัม

สล็อตออนไลน์

ส่วนความเป็นพิษแบบเรื้อรัง มักพบในคนงานที่ต้องทำงานสัมผัสกับโครเมียมและสารประกอบโครเมียมเป็นเวลานานๆ สามารถแบ่งออกเป็นความเป็นพิษต่อผิวหนังและทางเดินหายใจ มักมีสาเหตุจากการสัมผัสโครเมียมเฮกซาวาเลนเป็นระยะเวลานานๆ ทำให้เกิดแผลเรื้อรังได้ โดยบริเวณที่สัมผัสมักได้แก่ มือและแขน ระบบทางเดินหายใจเกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุโพรงจมูกตาแดง น้ำตาไหล น้ำมูกไหล คัดและแสบจมูก ในกรณีที่รุนแรงอาจเกิดแผลเรื้อรังในเยื่อบุจมูกจนเกิดผนังกั้นจมูกทะลุได้ อีกลักษณะหนึ่ง คือ เป็นสารก่อให้เกิดมะเร็ง (carcinogenicity) โดยหน่วยงาน The International Agency for Research on Cancer (IARC) และ US Toxicology Program จัดโครเมียมเฮกซาวาเลนเป็น human carcinogen เพราะมีความสามารถในการละลายน้ำที่ดี ในคนงานที่ทำงานสัมผัสกับโครเมียมเฮกซาวาเลนเป็นเวลามากกว่า 30 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคมะเร็งและพบว่าเป็นโรคมะเร็งปอดมากกว่าโรคมะเร็งชนิดอื่น

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาเกี่ยวกับการดูดซึมของโครเมียมในร่างกายระบุว่า ในคนทั่วไปจะได้รับโครเมียมในรูป trivalent จากอาหารที่บริโภคประจำวัน 50-200 ไมโครกรัม และประมาณ 3-5% ของอาหารที่บริโภค จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เมื่อโครเมียมเข้าสู่ร่างกายแล้ว trivalent chromium จะรวมกับ transferrin ใน plasma และกระจายไปทั่วร่างกาย มีเพียงส่วนน้อยที่เข้าไปในเม็ดเลือดแดง อีกทั้งโครเมียมที่ถูกดูดซึมเข้าไปแล้วสามารถเก็บสะสมได้ที่ตับ ม้าม กระดูก และเนื้อเยื่อทั่วไป และจะถูกขับออกทางไต โดยมีการประมาณว่าผู้ใหญ่ที่ได้รับโครเมียมจากอาหารวันละ 30-100 ไมโครกรัม จะมีระดับโครเมียมเฉลี่ยในปัสสาวะ 2-10 ไมโครกรัม/ลิตร อีกทั้งพบว่าการดูดซึมโครเมียมจะดีขึ้นเมื่อรับประทานร่วมกับวิตามินซี (vitamin-c ,aspx?M=k&G=f) วิตามิน B3 (vitamin-B3.aspx?M=k&G=f)

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยถึงภาวการณ์ขาดโครเมียม พบว่ามีรายงานภาวะขาดโครเมียมในผู้ป่วยหญิงที่ได้รับอาหารทั้งหมดทางหลอดเลือดดำโดยไม่ได้เสริมโครเมียมเป็นเวลานานกว่า 3 ปี โดยพบว่าน้ำหนักตัวลดลงและมีอาการชาปลายมือปลายเท้า ระดับกลูโคส และกรดไขมันอิสระในเลือดผิดปกติ เมื่อให้โครเมียม 250 ไมโครกรัมต่อวันในสารละลายที่ให้ทางหลอดเลือดดำเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าเมตาบอลิสมของกลูโคสดีขึ้น และการเสริมโครเมียมได้ผลดีในคนที่มี glucose tolerance test ผิดปกติ แต่จะไม่มีผลในคนที่มี glucose tolerance test ปกติ ส่วนการศึกษาในอาสาสมัครที่มีระดับคอเลสเตอรอลมากกว่า 240 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร การเสริมโครเมียมวันละ 150 ไมโครกรัม ช่วยลดระดับ total cholesterol, LDL-cholesterol และ apolipoprotein B

ส่วนการศึกษาด้านความเป็นพิษของโครเมียม ระบุว่าไม่พบพิษของ trivalent chromium จากการรับประทานอาหารทั่วไป แต่การให้ trivalent chromium แบบฉีดในขนาดที่สูงจะทำให้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดระคายเคือง ส่วนการให้แบบเม็ดและขนาดไม่เกิน 1000 ไมโครกรัม/วัน ยังไม่มีรายงานอาการผิดปกติ เว้นแต่ในผู้ที่มีไตเสื่อมหรือเป็นโรคตับ พบว่าจะทำให้การทำงานของตับและไตแย่ลง

slot

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ค่าปกติของโครเมียมในเลือดสำหรับคนทั่วไป (serum หรือ plasma) จะเท่ากับ 0.5 ไมโครกรัม/ลิตร
ค่าปกติของโครเมียมในปัสสาวะสำหรับคนทั่วไป ไม่ควรเกิน 5 ไมโครกรัม/กรัม ของครีเอตินิน
ถึงแม้ว่าโครเมียมเป็นธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายแต่ร่างกายก็ต้องการในปริมาณน้อย ซึ่งการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละวัน ก็ได้รับธาตุโครเมียมเพียงพอแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องไปรับประทานธาตุโครเมียมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพราะอาจทำให้ได้รับธาตุโครเมียมมากเกินไปได้ ซึ่งอาจก่อนให้เกินอันตรายต่อสุขภาพได้

สรรพคุณของทองแดง

ทองแดง (Copper) เป็นธาตุโลหะที่มีความหนาแน่น มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง พบได้ตามธรรมชาติ ทั้งในดิน หิน น้ำและอากาศ อาจอยู่ในรูปธาตุอิสระหรือสารประกอบ เช่น Cu2O, Cu2S, CuF, CuSO4, CuFeS2 ซึ่งเราอาจได้รับทองแดงจากการหายใจ การน้ำดื่ม และการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวันทั้งนี้ ทองแดงยังมีความจำเป็นต่อร่างกายสิ่งมีชีวิตหากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย

โดยทองแดงจัดเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและมนุษย์ และมักจะจับกับโปรตีน หรือเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิด โดยเฉพาะเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์กรดอะมิโน เนื้อเยื่อคอลลาเจนและอีลาสติน รวมถึงบทบาทสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

เครดิตฟรี

ส่วนประเภทของทองแดงนั้นสามารถแยกตามสารประกอบในอาหารทั่วไป ได้อยู่ 2 รูป คือ

Copper (l) (cuprous, Cu1) เช่น cuprous oxide (Cu2O), cuprous chloride (Cu2Cl2) และ cuprous sulfide (Cu2S) Copper (ll) (cuprous, Cu2) เช่น cupric oxide (CuO), cupric chloride (CuCl2) และ cupric sulfide (CuSo2)
โดยประเภท cuprous คือประเภทที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้เลย ส่วนประเภท cupric จะต้องถูกรีดิวส์ให้เป็น cuprous ก่อนถึงจะดูดซัมได้ การรีดิวส์ cupric เป็น cuprous ต้องอาศัยวิตามินซี แต่เมื่อดูดซึมเข้าไปแล้ว cuprous จะถูกเปลี่ยนเป็น cupric เพราะจับกับอัลบูมินในเลือดได้ดีกว่าและเสถียรกว่า

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

โดยปกติแล้วในร่างกายจะพบทองแดงอยู่แต่จะพบในปริมาณที่น้อยมากและจะพบในเนื้อเยื่อของตามากที่สุด และในเด็ก ทารกจะพบทองแดงในตับมากกว่าผู้ใหญ่ 5-10 เท่า และเนื่องจากปริมาณทองแดงในร่างกายมีอยู่ในจำนวนน้อยมาก ดังนั้นร่างกายจึงต้องการทองแดงจากแหล่งอาหารเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการบวนการต่างๆของร่างกาย ซึ่งแหล่งอาหารที่มีปริมาณทองแดงสูง ได้แก่ ตับ ไข่แดง อาหารทะเล และ โกโก้ ช็อคโกแลต เห็ด มันเทศ ผักใบเขียว หน่อยไม้ อะโวคาโด ผลไม้แห้ง ลูกพรุน มะม่วง ข้าวขัดสี ถั่วทุกชนิด เป็นต้น ซึ่งทั้งนี้ปริมาณของทองแดงในพืชจะมากหรือน้อย ก็จะมีปัจจัยขึ้นอยู่กับแร่ทองแดงที่อยู่ในดินที่ปลูกด้วยเช่นกันเพราะหากต้องการมีปริมาณทองแดงมากเกินไปจะทำให้เป็นพิษ

สล็อต

ประโยชน์และโทษ

ประโยชน์ของทองแดงมีมากมายหลายประการ เช่น ทองแดงเป็นสิ่งจำเป็นในการเผาผลาญโปรตีนและผลิต RNA (Ribonucleic acid) ซึ่งจะช่วยควบคุมการสร้างเซลล์ต่างๆ ให้เป็นไปอย่างปกติและถูกต้อง และมีความสำคัญเกี่ยวกับระบบโครงสร้างเนื้อเยื่อ รวมทั้งการผลิต ฟอสโฟไลปิด (Phospholipid) ช่วยในการเกิดสีของผม และสีของผิวหนัง และยังเป็นสารสำคัญในการกระบวนการสังเคราะห์ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับอารมณ์ เช่น โดพามีนและซีโรโตนิน ฮอร์โมนความเครียดการควบคุมอารมณ์และกระบวนการคิดของสมอง

นอกจากนี้ยังเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์มากมาย เรียกว่า “cuproenzymes” ซึ่งมีหน้าที่เผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน ช่วยพัฒนาสมองของเด็ก มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึมของธาตุเหล็ก (Fe)ควบคุมการแสดงออกของยีน เม็ดเลือดขาว หลอดเลือดขาว หลอดเลือดใหญ่ และยังเป็นส่วนประกอบให้กระดูกแข็งแรงขึ้น และยังทองแดงเพิ่มประสิทธิภาพในการออกซิไดส์วิตามินซีให้กับร่างกาย โดยจะทำงานร่วมกับวิตามินซี เพื่อเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกายและสร้างอีลาสติน ที่มีความสำคัญในการบำรุงและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนังอีกด้วย ส่วนโทษของทองแดงนั้น จะเกิดขึ้นในกรณีที่ร่างกายมีภาวะสะสมทองแดงมากๆ หรือกลุ่มที่เรียกว่า Wilson’s disease ซึ่งเป็นโรคที่มีความผิดปกติ ทางพันธุกรรม จะพบทองแดงสะสมที่ตับ สมอง ที่ Cornea ของลูกนัยน์ตา และที่ไต และจะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายอัตราส่วน 4:1 และภาวะที่ร่างกายขาดทองแดงเป็นเวลานานๆ โดยจะมีความเสี่ยงต่อ Crohn’s disease, Cystic Fribrosis และโรคท้องร่วง (Tropical Sprue) เป็นต้น

อีกทั้งภาวะการขาดทองแดง จะมีผลทำให้มีภาวะโลหิตจาง และจะพบควบคู่กับการขาดธาตุเหล็กร่วมด้วย ซึ่งจะเกิดภาวะภูมิต้านทานโรคต่ำโดยเฉพาะความผิดปกติเกี่ยวกับโรคต่อมไทรอยด์ การสร้างคอลลาเจน ตลอดจนทำให้ผมแข็งกระด้าง มีสีจางลงอาจเป็นสีน้ำตาลจนสีขาว เป็นต้น ในกลุ่มผู้ที่ป่วยเป็นโรคท้องร่วงเรื้อรัง โรคไต หรือผู้ที่ได้รับอาหารทางหลอดเลือดนานๆ และกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ และสารเสพติด เป็นต้น นอกจากนี้กลุ่มที่ได้รับวิตามินซีสูงๆ ก็จะทำให้การดูดซึมทองแดง และเซลลูโลพลาสมิน (Celuroplasmen) ในพลาสม่าจะลดลง ซึ่งมักจะพบควบคู่กับการขาดธาตุเหล็กร่วมด้วย และจากผลงานวิจัยพบว่าการขาดธาตุทองแดงจะเชื่อมโยงกับภาวะการเกิดโรคหัวใจ โรคไขข้อ และโรคกระดูกบางอีกด้วย

สล็อตออนไลน์

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยระบบการดูดซึมทองแดงของร่างกายพบว่า ร่างกายของมนุษย์จะสามารถดูดซึมทองแดงได้ดีในส่วนของกระเพาะและลำไส้เล็กตอนต้นและจะถูกนำไปเก็บไว้ที่ตับ ไต สมองและหัวใจมากที่สุด ส่วนการขับทองแดงที่มากเกินความจำเป็นนั้นจะถูกขับออกทางอุจจาระและน้ำดีเป็นส่วนใหญ่(ขับออกทางปัสสาวะน้อยมาก) ทั้งนี้ร่างกายจะมีความต้องการทองแดงมากแต่ปกติ เมื่อได้รับธาตุสังกะสี โมลิบดีนัม และแคดเมียม ในปริมาณสูง เพราะธาตุเหล่านี้จะทำให้การดูดซึมทองแดงลดต่ำลง และยังมีการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าแร่ธาตุทองแดง (copper, Cu) ยังมีบทบาทในกระบวนการเมแทบอลิซึม การควบคุมการทำงาน และการรักษาสมดุลของร่างกาย รวมถึงการรักษาระดับ oxidationreduction และยังพบว่าระดับทองแดงมีความสัมพันธ์กับค่าความดันโลหิต การขาดทองแดงมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยพบว่าการขาดทองแดงจะเหนี่ยวนำให้เกิด oxidative damage และการป้องกันสารต้านอนุมูลอิสระในหัวใจได้ อีกทั้งในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่มีระดับของธาตุทองแดงที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสัมพันธ์นั้น สัมพันธ์กับค่าความดันโลหิตที่สูงขึ้นด้วย

ส่วนอีกผลการศึกษาวิจัยหนึ่งพบความแตกต่างของระดับทองแดงระหว่างกลุ่มควบคุมผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะ metabolic syndrome ร่วมกับระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยพบว่าภาวะ hyperglycemia จะไปกระตุ้นกระบวนการ glycation ทำให้มีการหลั่งทองแดงและองค์ประกอบของทองแดงเพิ่มขึ้น

ส่วนการศึกษาวิจัยความเป็นพิษของทองแดงพบว่า การเกิดพิษขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับเข้าไปตามช่องทางที่ได้รับและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เมื่อได้รับทองแดงในปริมาณมากจะทำให้เกิดความเป็นพิษต่อร่างกาย คือ คลื่นเหียนอาเจียน เกิดการอักเสบในช่องท้องและกล้ามเนื้อ ท้องเสีย การทำงานของหัวใจผิดปกติ กดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางจิต ส่วนอาการเรื้อรังจากการได้รับติดต่อกันเป็นเวลานาน และตับทำหน้าที่บกพร่อง ไม่สามารถขับทองแดงออกจากร่างกายได้ตามปกติ จึงทำให้มีการสะสมอยู่ในร่างกายเป็นปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของร่างกาย หรือกลุ่มอาการ Wilson’ Diseases คือ ร่างกายสั่นเทาอยู่ตลอดเวลา กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง มีน้ำมูกน้ำลายไหล ควบคุมการพูดลำบาก

jumboslot

แต่ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยพบการเป็นพิษของทองแดง จากการรับประทานอาหารมากนักเพราะผู้ที่ได้รับพิษจากทองแดง จากการรับประทานอาหารมักจะเป็นผู้ที่บริโภคทองแดงมากกว่า 30 เท่าของปริมาณที่เหมาะสมและบริโภคต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ผู้ที่มีภาวะทองแดงคั่งในร่างกาย (Wilson’s Disease) ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานที่มีปริมาณของทองแดงมาก รวมถึงไม่ควรรับประทานอาหารเสริมทองแดงทุกชนิด เพราะจะยิ่งทำให้อาการแย่ลง
ผู้ที่รับประทานเครื่องในสัตว์อาหารทะเล ผักใบเขียวสด ๆ ธัญพืชชนิดไม่ขัดสีและโกโก้เป็นประจำ ก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานทองแดงเสริม
ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับระบบน้ำดี โรคตับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทองแดง
ในการรับประทานอาหารเสริมทองแดง ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซึมทองแดงได้ไม่เต็มที่

slot

ทองแดงเป็นโลหะที่มีคมเหนียว และเนื้ออ่อน สามารถดัดให้มีรูปร่างตามที่ต้องการได้ มีคุณสมบัติเป็นตัวนำคมร้อนและไฟฟ้าได้ดี (รองจากเงิน) เป็นโลหะที่มีคมทนทานต่อการกัดกร่อน มีเลขออกซิเดชัน +1, +2 และ +3 แต่โดยทั่วไปพบทองแดงที่มีเลขออกซิเดชัน +1 (cuprous ion) และ +2 (cupric ion) เท่านั้น ซึ่งในสารละลายคิวปริกไอออน (Cu2+) มีความเสถียรกว่า คิวปรัสไอออน (Cu+) เนื่องจาก คิวปรัสไอออนจะเกิดออกซิเดชันและรีดักชันได้ง่ายกว่า แต่คมเสถียรของทั้ง Cu+ และ Cu2+ นั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของไอออนลบหรือลิแกนด์ ค่าคงที่ในการละลาย และชนิดของอะตอมในผลึกด้วย

ทองแดงละลายได้ดีในกรดซัลฟูริก และกรดไนตริก รวมทั้งสารละลายแอมโมเนียมไซยาไนด์ และโปตัสเซียมไซยาไนด์ โดยคิวปริกไอออนส่วนใหญ่ละลายได้ในน้ำ คิวปริกไฮดรอกไซด์ (Cu(OH)2) สามารถตกตะกอนเป็นตะกอนเบา หรือผลึกได้ แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น คิวปริกไฮดรอกไซด์อาจเปลี่ยนเป็นคิวปริกออกไซด์ (CuO) ซึ่งละลายได้ดีในกรดแก่ แต่บางครั้งอาจพบคิวปริกไอออนอยู่ในรูปคอปเปอร์ซัลเฟตที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย เช่น Cu2SO4.5H2O รวมทั้งทองแดงยังสามารถเกิดเป็นสารประกอบของ ซัลไฟด์ อาร์ซีไนด์ คลอไรด์ และคาร์บอเนตได้เช่นกัน

ทองแดง เป็นโลหะที่มีความสำคัญในการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็กโทรนิก รวมถึงเครื่องเรือนต่างๆ เพราะมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ ได้แก่ เป็นโลหะที่สื่อไฟฟ้า และถ่ายเทคมร้อนได้ดี มีความทนทานต่อการกัดกร่อนสูง สามารถรีดขึ้นรูปได้ง่าย อุตสาหกรรมที่มีการใช้ทองแดง ได้แก่
– อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเลคทรอนิกส์
– อุตสาหกรรมเครื่องประดับ
– อุตสาหกรรมก่อสร้าง
– อุตสาหกรรมยานยนต์
– อุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ เครื่องเรือน
– อุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็น
– อุตสาหกรรมการผลิตกระป๋องบรรจุภัณฑ์

ธาตุเหล็กมีประโยชน์อย่างไร

ธาตุเหล็กเป็นเกลือแร่ชนิดหนึ่ง ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง โดยเป็นส่วนประกอบสำคัญของโปรตีนที่นำออกซิเจน เช่น ฮีโมโกลบินซึ่งอยู่ในเม็ดเลือดแดง ไมโอโกลบิน ซึ่งอยู่ในกล้ามเนื้อ สำหรับประเภทของธาตุเหล็กนั้นสามารถแบกออกได้เป็น 2 ประเภท ตามรูปแบบในอาหาร ได้แก่ ธาตุเหล็กที่อยู่ในรูป heme ซึ่งเป็นองค์ประกอบของฮีโมโกลบิน และมัยโอโกลบิน ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ ธาตุเหล็กที่อยู่ในรูปของ inorganic iron หรือ ferritin ที่เรียกว่าเป็น non-heme iron ซึ่งความแตกต่างของรูปแบบทั้ง 2 กลุ่มนี้คือ ธาตุเหล็กในรูปแบบ heme จะสามารถดูดซึมไปใช้ได้โดยตรง และมักจะดูดซึมได้สูง ส่วนรูปแบบ none-heme –iron การดูดซึมจะมีปัจจัยส่งเสริมหรือขัดขวางจากอาหารอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง และดูดซึมได้น้อย

เครดิตฟรี

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

โดยปกติแล้วในร่างกายมนุษย์จะมีธาตุเหล็กอยู่ประมาณ 40-50 มก./นน. ตัว 1 กก. (หรืประมาณ 2-4 กรัม ของเหล็ก) โดยร้อยละ 60-70 ของธาตุเหล็กในร่างกายจะอยู่ในฮีโมโกบิน (hemoglobin) ในเม็ดเลือดแดง [red blood cell (RBC)] ส่วนที่เหลือจะถูกเก็บสะสมในตับและม้าม ในรูปของ ferritin และ hemosiderin ซึ่งปริมาณดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดังนั้นร่างกายจึงควรได้รับ ธาตุเหล็กจากอาหารต่างๆ โดยอาหารที่เป็นแหล่งของธาตุเหล็กสามารถแยกตามกลุ่มโครงสร้าง หรือประเภทของธาตุเหล็กได้ดังนี้

กลุ่มอาหารที่มีธาตุเหล็กที่อยู่ในรูป heme มักจะได้จากแหล่งเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์ ซึ่งแหล่งอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ตับ เครื่องใน มีธาตุเหล็กในรูปของ heme ประมาณร้อยละ 30-50 เลือดหมู เลือดไก่มีธาตุเหล็กทั้งหมด ส่วนอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปลาหมึก มีธาตุเหล็ก รูป heme ร้อยละ 1-10 หอยบางชนิดมีธาตุเหล็กโดยรวมและสัดส่วนที่เป็นรูป heme สูงใกล้เคียงกับกลุ่มเครื่องในและเนื้อแดง ส่วนเนื้อเป็ด ไก่และปลา มีทั้งที่มี heme สูง ได้แก่ส่วนของเนื้อสีคล้ำ เช่น ส่วนอกของเป็ด ไก่ และปลา ส่วนใหญ่ มี heme อยู่เพียงร้อยละ 10-15 ซึ่งอาหารในกลุ่มนี้คือเป็นแหล่งอาหารชั้นดีที่มีธาตุเหล็กสูง

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ อาหารพวกพืชต่างๆ ได้แก่ ธัญพืช ต่างๆ รวมทั้ง ข้าว ถั่วเมล็ดแห้ง และถั่วเหลือง รวมถึงใน ผักต่างๆ ผักเขียวเข้ม อยู่ในรูป non-heme รวมทั้งธาตุเหล็กในน้ำนมวัว และไข่ แม้จะเป็นกลุ่มเนื้อสัตว์แต่อยู่ในรูป non-heme เช่นกัน

ปริมาณที่ควรได้รับ

ในภาวะปกติ ร่างกายจะมีความต้องการธาตุเหล็กประมาณ ๒๐ ถึง ๒๕ มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในการสังเคราะห์ฮีโมโกลบิน โดยแหล่งหลัก ได้แก่ ม้าม ซึ่งทำหน้าที่สลาย ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุและปลดปล่อยเหล็กในโมเลกุลฮีโมโกลบินกลับเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อให้ร่างกายสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้อีก

สล็อต

ความต้องการธาตุเหล็ก หมายถึง ค่าความต้องการธาตุเหล็กของร่างกายในกลุ่มอายุต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับการสูญเสียธาตุเหล็ก หรือความต้องการธาตุเหล็กที่เพิ่มขึ้นจากภาวะทางสรีรวิทยาของร่างกาย ได้แก่ การสูญเสียประจำวัน การสูญเสียประจำเดือน การเจริญเติบโต และการตั้งครรภ์ เป็นต้น

ปริมาณธาตุเหล็กที่แนะนำที่ร่างกายควรได้รับ หมายถึง การกำหนดการบริโภคธาตุเหล็กจากแหล่งอาหารที่ควรได้รับประจำวันซึ่งใช้ค่า bioavailability ที่ร้อยละ 10

ไม่มีการกำหนดค่าความต้องการธาตุเหล็ก เนื่องจากมีความต้องการสูงเกินกว่าธาตุเหล็กที่ได้รับจากอาหารประจำวัน มีความจำเป็นต้องได้รับการเสริมธาตุเหล็กทุกวันในปริมาณวันละ 60 มิลลิกรัม และยังคงมีข้อแนะนำในเรื่องอาหาร เช่นเดียวกับหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์

ประโยชน์และโทษ

ธาตุเหล็กมีหน้าที่สำคัญในร่างกายมนุษย์ คือ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดงโดยธาตุเหล็กจะอยู่ที่เม็ดเลือดแดงในรูปของฮีโมโกลบิน และเก็บสะสมอยู่ที่ตับและม้าม จากนั้นจะออกมาอยู่ในกระแสเลือดทำหน้าที่นำออกซิเจนไปยังปอดและเซลล์เนื้อเยื่อต่าง ๆ ซึ่งเม็ดเลือดแดงจะมีอายุประมาณ 120 วัน หลังจากนั้นเม็ดเลือดแดงจะถูกทำลาย และธาตุเหล็กจะถูกปล่อยออกมา และนำกลับไปใช้ใหม่ในการสร้างฮีโมโกลบินและสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่อีกครั้ง อีกทั้งธาตุเหล็กยังมีความสำคัญกับร่างกายมนุษย์ในแต่ละช่วงวัย เช่น

กลุ่มหญิงตั้งครรภ์และทารก สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจากจากการขาดธาตุเหล็ก จะมีภาวะเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด และหากเสียเลือดมากในการคลอด อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดก็จะมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และมีธาตุเหล็กสะสมน้อย

สล็อตออนไลน์

กลุ่มเด็กปฐมวัยและเด็กวัยเรียน ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางด้านร่ายกาย และมีผลต่อพัฒนาการทางสมอง สติปัญญา ส่วนในเด็กที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนั้น ส่งผลเสียต่อศักยภาพการเรียนรู้ ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้และมีพัฒนาการได้เท่ากับเด็กปกติ

กลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ ในหญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และมีประจำเดือน จะสูญเสียธาตุเหล็ก จากการมีประจำเดือน ดังนั้นธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อหญิงวัยเจริญพันธุ์ ถ้าหญิงวัยเจริญพันธุ์มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กจะทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนหรือการทำงานลดลง และอาจมีผลกระทบสำหรับการตั้งครรภ์ในอนาคตได้

กลุ่มผู้ใหญ่ ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการพัฒนะศักยภาพด้านสมรรถภาพในการทำงาน ในวัยผู้ใหญ่ทั้งหญิงและชาย หากผู้ใหญ่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย จนมีผลกระทบกับหน้าที่การงานได้

นอกจากนี้หากมีภาวการณ์ขาดธาตุเหล็กอาจทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์ต่างๆ จะเกิดภาวะผิดปกติได้ เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง มีฮีโมโกลบินลดลง มีการนำและสะสมออกซิเจนลดลง ทำให้ซีด อ่อนล้าง่าย เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร ภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างรุนแรง อาจทำให้ลิ้นเลี่ยน เยื่อบุหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เรียบบาง ทำให้น้ำย่อยลดลง การย่อยและการดูดซึมอาหารลดลง การเจริญเติบโตช้าลง ความสามารถในการทำงานของกล้ามเนื้อลดลง เนื่องจากภาวะขาดธาตุเหล็กทำให้ไมโอโกลบินลดลง

ส่วนในปัจจุบันมีการผลิตยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กมาใช้ในทางการแพทย์ และวงการอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เพื่อให้ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็กได้รับประทานเสริมจากมื้ออาหาร แต่ก็มีรายงานการพบอาหารไม่พึงประสงค์จากการรับประทานธาตุเหล็ก ได้แก่ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย หรือท้องผูก ดังนั้นทางการแพทย์จึงมีข้อแนะนำในการรับประทานซึ่งหากมีอาการข้างเคียงเหล่านี้อาจรับประทานธาตุเหล็กพร้อมหรือหลังมื้ออาหารทันที แต่หากอาการข้างเคียงไม่ลดลงควรปรึกษาแพทย์ทันที

jumboslot

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยระบบดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกายจากอาหารที่รับประทานเข้าไปพบว่า ธาตุเหล็กในอาหารอยู่ในรูปของ heme(ได้แก่ เหล็กที่อยู่ในเลือดเนื้อสัตว์) หรือ non-heme (เหล็กที่อยู่เป็น inorganic form หรืออย่างอื่น ได้แก่ เหล็กที่อยู่ในพืชทั้งหมด เช่น ข้าว ถั่วเมล็ด รวมทั้งในไข่แดง และนม) ร่างกายจะมีระบบการดูดซึมผ่านลำไส้ที่แตกต่างกัน โดยในรูปของ heme สามารถถูกดูดซึมเข้าไปโดยตรง โดยอาศัย heme iron transporter (HCP1) ที่ควบคุมโดยปัจจัย เช่น การขาดเหล็ก หรือ hypoxia ส่วนเหล็กในรูป non-heme ในอาหารที่รับประทานต้องถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของ ferric iron ในลำไส้ ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนกลับให้เป็น ferrous โดยอาศัย enzyme พวก ferric reductase ได้แก่ duodenal cytochrome b (DCYTB) ที่ brush border หรือวิตามินซีที่อยู่ในอาหารที่รับประทานในมื้อเดียวกันนั้น จากนั้นเหล็กจะอาศัย HCP1 นำเข้าสู่ enterocyte แล้วถูกส่งต่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโดยโปรตีน Ferroportin1 และมี hephaestin และceruloplasmin ซึ่งเป็น oxidaseenzyme ในการช่วยให้เหล็กสามารถผ่านผนังของ enterocyte และ macrophage ตามลำดับ และการดูดซึมธาตุเหล็กในรูป non-heme iron จากอาหารยังขึ้นอยู่กับชนิด และปริมาณของสารอื่นที่อยู่ในอาหารที่ช่วยเสริม (absorption enhancer)

หรือขัดขวางการดูดซึม (absorption inhibitor) วิตามินซี กรดอะมิดนและเปปไทด์จากโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และกรดอินทรีย์ในพืชผัก ผลไม้ ช่วยเสริมการดูดซึม ในขณะที่อาหารที่มีส่วนประกอบของ phytate และสาร polyphenols ขัดขวางการดูดซึม ข้าวที่ไม่ขัดสีหรือขัดสีเพียงเล็กน้อย มักมีปริมาณของ phytate สูง ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเหลืองมีทั้ง non-heme iron และ phytate สูง ปักใบเขียวที่มีสีเข้ม พริกขมิ้น มี polyphenols ในเกณฑ์สูง นอกจากนี้ยังพบว่า การรับประทานนมในมื้อเดียวกับอาหารที่มีเหล็กในรูปของ non-heme ยังมีผลขัดขวางการดูดซึมได้ด้วย ทั้งนี้ธาตุเหล็กที่ใช้เสริมในนมผง หรืออาหารต่างๆ ในอุตสาหกรรมก็มักเป็นสารประกอบที่เป็น non-heme iron เช่นกัน

slot

เหล็กส่วนที่ไม่ถูกนำเข้าเซลล์จะเก็บสะสมในรูปของ ferritin ที่ผนังลำไส้และหลุดลอกออกตามปกติ นอกจากนี้ยังพบว่าฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุม การดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร และการทำงานของ macrophage คือ hepcidin ซึ่งเป็นโปรตีนซึ่งถูกสังเคราะห์ที่เซลล์ตับเป็นหลัก โดยอยู่ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยต่างๆ ปริมาณเหล็กในร่างกาย: ปริมาณเหล็กในร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้นจะกระตุ้นการสังเคราะห์ hepcidin โดยเซลล์ตับสามารถรับรู้ปริมาณเหล็กในพลาสมาในรูปของ diferric transferrin และ transferrin saturation ผ่านทางกลไกซึ่งต้องอาศัยการทำงานของโปรตีนหลายชนิด การทำงานของไขกระดูกในการสังเคราะห์เม็ดเลือดแดง ในภาวะที่ไขกระดูกมีการสังเคราะห์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น ตับจะลดการสังเคราะห์ hepcidin นอกจากระดับการสังเคราะห์เม็ดเลือดแดงของไขกระดูกแล้ว ภาวะ ineffective erythropoiesis ยังมีอิทธิพลกดการสังเคราะห์ hepcidin เช่นเดียวกัน การอับเสบ การสังเคราะห์ hepcidin จะได้รับการกระตุ้นในภาวะที่ร่างกายมีการอักเสบ ทั้งนี้เป็นผลจากฤทธิ์ของ cytokine โดยเฉพาะอย่างยิ่ง IL-6 ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการเหนี่ยว- นำการสังเคราะห์ hepcidin ผ่านทาง JAK-STAT pathway โดยทำงานเป็นอิสระจากกลไกควบคุม hepcidin ของปริมาณเหล็กในร่างกาย นอกจาก IL-6 แล้ว cytokine ชนิดอื่นๆอาจมีบทบาทควบคุม การสังเคราะห์ hepcidin

จากการที่ hepcidin และกลไกควบคุมสมดุลเหล็กในระดับร่างกาย อยู่ภายใต้อิทธิพลของ ปัจจัยกลุ่มเดียวกัน โดยระดับการสังเคราะห์ hepcidin มีความสัมพันธ์ในเชิงปฏิภาคกับปริมาณเหล็ก ที่ผ่านเข้าสู่พลาสมา ทำให้เชื่อว่า hepcidin อาจทำหน้าที่เป็นตัวจักรสำคัญในกลไกดังกล่าว ซึ่งได้รับการพิสูจน์โดยการศึกษาการออกฤทธิ์ของ hepcidin ที่พบว่า hepcidin มีหน้าที่ลดปริมาณ เหล็กในพลาสมาโดยยับยั้งการดูดซึมเหล็กที่ลำไส้เล็ก ตลอดจนการปลดปล่อยเหล็กจากม้ามกลับสู่ กระแสโลหิต ผลการศึกษากลไกการทำงานของ hepcidin บ่งชี้ว่า hepcidin สามารถลด การขนส่งเหล็กออกจากเซลล์ได้ โดยการเหนี่ยวนำให้เกิดการเคลื่อนย้ายโปรตีน ferroportin เข้าสู่ ไซโตพลาสม ก่อนที่จะถูกย่อยสลายที่ไลโซโซมโดยผ่านขบวนการ ubiquitination

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียที่มีระดับความรุนแรงของโรคปานกลาง และรุนแรงมาก ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก รวมถึงอาหารที่มีธาตุเหล็ก
สตรีมีครรภ์ , สตรีให้นมบุตร ทารก เด็กก่อนวัยเรียน สตรีวัยรุ่น-วัยเจริญพันธุ์ เป็นกลุ่มบุคคลที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก ดังนั้นการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของธาตุเหล็ก โดยเฉพาะ (heme)
มีรายงานว่าการรับประทานธาตุเหล็กมากเกินไปอาจก่อนให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเซลล์ต่างๆ ได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ประโยชน์ดีๆของฟอสฟอรัส

ฟอสฟอรัส (phosphorus) เป็นธาตุอโลหะ เลขอะตอม 15 มีสัญลักษณ์ P ฟอสฟอรัสอยู่ในกลุ่มไนโตรเจนมีวาเลนซ์ได้มาก ปรากฏในหลายอัลโลโทรป พบทั้งในหินฟอสเฟต และเซลล์สิ่งมีชีวิตทุกเซลล์ (ในสารประกอบในดีเอ็นเอ) ทั้งในพืชและสัตว์ทุกชนิดคำว่า ฟอสฟอรัส มาจากภาษากรีกแปลว่า ‘ส่องแสง’ และ ‘นำพา’ เพราะฟอสฟอรัสเรืองแสงอ่อนๆ เมื่อมีออกซิเจน หรือมาจากภาษาละติน แปลว่า ‘ดาวประกายพรึก’ ค้นพบประมาณปี 1669 โดยนักเล่นแร่แปรธาตุชาวเยอรมัน เฮนนิก แบรนด์ ในขณะที่ภาษาไทยในสมัยก่อนเรียกฟอสฟอรัสว่า ‘ฝาสุภเรศ’

เครดิตฟรี

นอกจากนี้ฟอสฟอรัส ยังเป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกายทั้งในภาวะปกติเพื่อการเจริญเติบโตและในขณะเจ็บป่วย เช่น มีบทบาทสำคัญในการเป็นส่วนประกอบของกระดูก ผนังเซลล์ กรดนิวคลีอิก และ adenine triphosphate (ATP) เป็นต้น ส่วนประเภทของฟอสฟอรัสนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทตามลักษณะทางกายภาพ คือ ฟอสฟอรัสขาว , ฟอสฟอรัสดำ , ฟอสฟอรัสแดง ซึ่งจะมีข้อแตกต่างกันตามลักษณะสี , จุดหลอมเหลว ความหนาแน่น การละลาย และการลุกไหม้ รวมถึงคุณสมบัติทางเคมีอื่น ๆ อีกด้วย

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

โดยปกติแล้วในร่างกายมนุษย์จะมีฟอสฟอรัส อยู่ในร่างกายปริมาณมากเป็นอันดับ 2 รองจากแคลเซียม โดยอยู่ในรูปของสารประกอบฟอสเฟต ซึ่งจะมีฟอสฟอรัสประมาณร้อยละ 0.5 ของน้ำหนักตัวในวัยทารก และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 0.65-1.1 ของน้ำหนักตัวในผู้ใหญ่ ฟอสฟอรัสส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 พบในเนื้อเยื่อโครงสร้างกระดูก และฟันอีกประมาณร้อยละ 20 อยู่ในเนื้อเยื่อ และของเหลวในร่างกายทุกเซลล์ โดยมีหน้าที่เกี่ยวกับพลังงาน และ metabolism ดังนั้น ทุกเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่จึงจำเป็นต้องมีปฏิกิริยาและกลไกดังกล่าว

ส่วนในเลือดพบฟอสฟอรัสที่ความเข้มข้น 13 มิลลิโมล/ลิตร (40 มิลลิกรัม/100มิลลิลิตร) แต่อย่างไรก็ตามในการร่างกายจะได้ฟอสฟอรัสมาใช้ประโยชน์นั้น จำเป็นจะต้องได้รับจากการรับประทานอาหาร โดยอาหารที่เป็นแหล่งของฟอสฟอรัสมีทั้งทีเป็นส่วนประกอบตามธรรมชาติ และส่วนที่เติมลงในอาหารเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ โดยอยู่ในรูปเกลือฟอสเฟตต่างๆ และกรดฟอสฟอริก ดังนั้น อาหารทั้งหลายที่เป็นพืชและสัตว์จึงมีฟอสฟอรัสอยู่ด้วยเสมอ แหล่งอาหารที่สำคัญของฟอสฟอรัส เช่น น้ำนมและผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ต่างๆ ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ และสัตว์ปีก ไข่แดง รำข้าว ถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์ถั่ว เช่น ถั่วคั่ว ถั่วทอด เนยถั่ว นมถั่วเหลือง ลูกชุบ กระยาสารท เต้าฮวย เต้าหู้ เมล็ดพืชแห้ง ธัญพืชและผลิตภัณฑ์ เมล็ดแตงโม เมล็ดฟักทอง เมล็ดดอกทานตะวัน ข้าวบาร์เล่ย์มอลต์ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง ลูกเดือย งาดำ เครื่องดื่มธัญพืชต่างๆ เครื่องดื่มสีเข้ม กาแฟ ชา เครื่องดื่มโกโก้ โคล่า เบียร์ อาหารที่ทำจากยีสต์ เช่น ขนมปังปอนด์ โดนัท ขนมอบ เบเกอรี่ เค้ก แป้งซาลาเปา หมั่นโถว

สล็อต

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับธาตุฟอสฟอรัสไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับโภชนาการเนื่องจากอาหารที่คนบริโภคมักจะมีฟอสฟอรัสเพียงพอและได้รับมากกว่าแคลเซียม ดังนั้นจึงมักไม่ค่อยพบการขาดธาตุนี้ โดยในการกำหนดปริมาณฟอสฟอรัสที่คนไทยปกติควรได้รับต่อวันจะใช้ข้อมูลส่วนใหญ่จากการกำหนดปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน ซึ่งจัดทำโดย Food and Nutrition Board, Institute of Medicine ประเทศสหรัฐอเมริกาและข้อมูลบางส่วนที่ได้จากการศึกษาในประเทศไทย เช่น ทารกอายุ 0-5 เดือน การกำหนดปริมาณฟอสฟอรัสที่ควรได้รับในแต่ละวัน จะใช้ข้อมูลปริมาณฟอสฟอรัสที่ได้รับจากน้ำนมแม่ เนื่องจากข้อมูลในประเทศไทยมีจำกัดจึงใช้ข้อมูลปริมาณน้ำนมแม่จากข้อกำหนดสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันของประเทศสหรัฐอเมริกา คือ 780 มิลลิกรัมต่อวันซึ่งจะมีความเข้มข้นของฟอสฟอรัสในน้ำนมแม่ 124 มิลลิกรัมต่อลิตร

ดังนั้นจึงกำหนดปริมาณฟอสฟอรัสที่ควรได้รับจากน้ำนมแม่เท่ากับวันละ 100 มิลลิกรัมทารกอายุ 6-11 เดือน การกำหนดปริมาณฟอสฟอรัสที่ควรได้รับ ใช้ข้อมูลปริมาณฟอสฟอรัสที่ได้รับจากน้ำนมแม่และอาหารตามวัย โดยใช้ข้อมูลปริมาณน้ำนมแม่จากข้อกำหนดสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันของประเทศสหรัฐอเมริกา คือ 600 มิลลิกรัมต่อวัน และมีความเข้มข้นของฟอสฟอรัสในน้ำนมแม่เท่ากับ 124 มิลลิกรัมต่อลิตร ดังนั้นจึงได้ปริมาณฟอสฟอรัสที่ได้รับจากน้ำนมแม่เท่ากับ 75 มิลลิกรัมต่อวัน เด็กอายุมากกว่า 1 ปี เด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ช่วงอายุเหล่านี้ไม่มีข้อมูลการศึกษาในคนไทย จึงใช้ข้อมูลข้อกำหนดสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งได้จากการศึกษาสมดุลฟอสฟอรัสและระดับฟอสฟอรัสในเลือด

ประโยชน์และโทษ

ฟอสฟอรัสเป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทหน้าที่ในร่างกายมากกว่าแร่ธาตุชนิดอื่น ตัวอย่างเช่น ฟอสฟอรัสรวมตัวกับแคลเซียมเป็น complex ของแคลเซียมฟอสเฟต พบมากในส่วนที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย เช่น กระดูกและฟัน ทำให้กระดูกและฟันเกิดความแข็งแรง และฟอสฟอรัสยังเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมีมากมายในร่างกาย และเป็นประจุลบที่สำคัญอยู่ภายในเซลล์ทั่วไปของร่างกาย ส่วนฟอสฟอรัสที่อยู่ในเลือดและเซลล์จะพบในรูปของฟอสเฟตอิออนที่ละลายได้ เหมือนกับที่พบในไขมัน โปรตีน คาร์บอไฮเดรต และในเอ็นไซม์ ที่ใช้ขนถ่ายและแลกเปลี่ยนพลังงาน อีกทั้งฟอสเฟอตในร่างกายยังเสริมการทำงานของวิตามินบีหลายตัว และยังมีหน้าที่สำคัญในการ metabolism ของ muscle energy, คาร์บอไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เนื้อเยื่อของระบบประสาทกลไกเคมีของเลือด

สล็อตออนไลน์

ซึ่งสามารถสรุปบทบาทหน้าที่และประโยชน์ของฟอสฟอรัสได้ว่า ฟอสฟอรัสมีบทบาทหน้าที่สำคัญในร่างกาย ทั้งด้านโครงสร้างการทำหน้าที่ของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ด้านโครงสร้างฟอสฟอรัสมีบทบาทหน้าที่ดังนี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกระดูก โดยรวมตัวกับแคลเซียมเป็น hydroxyapatite ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรงเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์โดยอยู่ในรูปของ phospholipids เป็นส่วนประกอบของ nucleotide ซึ่งร่างกายใช้สร้างกรดนิวคลีอิกใน DNA และ RNA ดังนั้นจึงเป็นส่วนประกอบของโครโมโซมและมีบทบาทในการแบ่งเซลล์

ส่วนด้านการทำหน้าที่ของเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ฟอสฟอรัสมีบทบาทดังนี้ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของ ATP โดยอยู่ในรูปของ high-energy phosphate bond ทำหน้าที่สะสมพลังงานที่ได้จากขบวนการเมตาบอลิสมต่างๆ ภายในเซลล์ไว้ชั่วคราว และเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ในกระบวนการของเซลล์ด้วย เป็นส่วนประกอบสำคัญของ cyclic adenosine monophosphate (cAMP) ซึ่งเป็นสารประกอบภายในเซลล์ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางการทำงานของฮอร์โมนและสารหลายชนิด กระตุ้นการทำงานของโปรตีนและเอนไซม์หลายชนิดโดยรวมตัวกับโปรตีนเหล่านี้ ทำหน้าที่เป็น buffer ควบคุมภาวะกรดด่างของร่างกาย

ส่วนโทษของฟอสฟอรัสนั้นสามารถแยกออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

ภาวะขาดฟอสฟอรัส โดยทั่วไปคนที่บริโภคอาหารครบทุกหมู่จะไม่มีปัญหาการขาดฟอสฟอรัส แต่ก็มีในกรณีที่ได้รับฟอสฟอรัสจากอาหารไม่เพียงพอ เช่น มีภาวะทุพโภชนาการอย่างรุนแรง รวมถึงการได้รับยาลดกรดที่มีอลูมิเนียมซึ่งจะจับกับฟอสฟอรัสในลำไส้ทำให้ลดการดูดซึมของฟอสฟอรัสจากอาหาร ก็จะทำให้ระดับฟอสฟอรัสในเลือดและในเซลล์ต่ำ มีผลทำให้เซลล์และอวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติอาการและอาการแสดงของการขาดฟอสฟอรัส คือ เบื่ออาหาร ซีด ปวดกระดูก เป็นโรคกระดูกอ่อน (rickets) ในเด็กหรือโรคกระดูกน่วม (osteomalacia) ในผู้ใหญ่ และความผิดปกติของระบบประสาท ได้แก่ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ataxia, paresthesia สับสน และอาจเสียชีวิตได้ปัจจัยเสี่ยงของการขาดฟอสฟอรัส

jumboslot

ภาวะมีฟอสฟอรัสเกิน ซึ่งโดยส่วนมากผู้ที่มีภาวะนี้จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคไตที่มีภาวะไตทำงานไม่เป็นปกติ โดยจะมีอาการคันตามผิวหนัง เพราะฟอสฟอรัสที่มีมากในเลือดไปสะสมตามเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคันตามผิวหนังได้ง่าย และยังมีอาการกระดูกบางและเปราะ เพราะเมื่อไตทำหน้าที่ลดลงการขับฟอสฟอรัสจะน้อยลง ทำให้เกิดการสะสมของฟอสฟอรัสมากขึ้นในหลอดเลือดร่างกายจะตอบสนองโดยการนำแคลเซียมมาจับกับฟอสฟอรัส หากระดับของแคลเซียมในเลือดไม่พอ จะเกิดการกระตุ้นต่อมพาราธัยรอยด์ ทำให้แคลเซียมละลายออกมาจากกระดูก จนในที่สุดเนื้อกระดูกจะบางลง เปราะและหักง่าย อาการหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งเกิดจากการตกตะกอนของแคลเซียมกับฟอสฟอรัส เหมือนกับการเกิดตะกร้าในท่อน้ำทิ้ง ซึ่งการเกาะของแคลเซียมนี้มักเกิดตามหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดที่ใช้ฟอกเลือดทำให้อุดตันได้ง่าย นอกจากนี้ยังอาจพบอาการที่มีก้อนแคลเซียมเกาะตามเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้มีแผลเรื้อรังอีกด้วย
สำหรับระดับของฟอสฟอรัสในเลือดนั้น สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

ระดับฟอสฟอรัสปกติในเลือด 3.5 – 5.5 mEq/L
ระดับฟอสฟอรัสต่ำในเลือด < 3.5 mEq/L อาจทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร กล้ามเนื้ออ่อนแรง ระดับฟอสฟอรัสสูงในเลือด > 5.5 mEq/L อาจทำให้มีอาการคันตามผิวหนัง หลอดเลือดแดงแข็ง มีก้อนแคลเซียมเกาะตามเนื้อเยื่อ ภาวะต่อมพาราไทรอยด์โต กระดูกบางและเปราะ

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยระบบการดูดซึมและขับถ่ายฟอสฟอรัสพบว่าฟอสฟอรัสที่ดูดซึมจากอาหารและจากการสลายของกระดูก (bone resorption) จะเข้ามาในส่วนของฟอสฟอรัสอนินทรีย์นี้ ฟอสฟอรัสส่วนใหญ่ที่ขับถ่ายออกทางปัสสาวะอยู่ในรูปของฟอสฟอรัสอนินทรีย์

slot

ซึ่งฟอสฟอรัสในอาหารถูกดูดซึมร้อยละ 55-70 ในผู้ใหญ่ และร้อยละ 65-90 ในทารกและเด็กโดยการดูดซึมส่วนใหญ่ใช้กลไกแบบ passive transport ซึ่งขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของฟอสฟอรัสในอาหาร และส่วนใหญ่เป็นกลไกแบบ active transport โดยอาศัยวิตามินดีในรูปของ 1,25-dihydroxycholecalciferol {1,25(OH)2D} อีกทั้งฟอสฟอรัสที่ถูกย่อยจากอาหารจะถูกดูดซึม โดยน้ำย่อย phosphatase จากลำไส้เล็กจะขับไล่ simple phosphorus compound จากลำไส้ก่อนการดูดซึม และการดูดซึมจะเกิดได้ดีในตัวกลางที่เป็นกรด แต่หากมีเหล็กอะลูมิเนียม และแมกนีเซียมจำนวนมากๆ อยู่ร่วมด้วยจะรบกวน และขัดขวางการดูดซึมของฟอสฟอรัส เพราะทำให้เกิดฟอสเฟตชนิดที่ไม่ละลาย

ส่วนการขับฟอสฟอรัสในปัสสาวะส่วนใหญ่เป็น inorganic phosphate แต่จะมีมากน้อยเท่าใดไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาณที่ดูดซึมได้จากอาหาร และยังขึ้นกับสาเหตุอื่น ได้แก่การ catabolism ของเนื้อเยื่อในร่างกายและในระหว่างการอดอาหาร หรือขณะหิว (starvation) ร่างกายจะขับฟอสฟอรัสจำนวนมากไปยังปัสสาวะ และยังมีผลการศึกษาวิจัยอีกหลายฉบับที่เกี่ยวกับการบริโภคฟอสฟอรัสระบุว่า คนอายุมากกว่า 30 ปี หากบริโภคฟอสฟอรัสมากเกินไป จะทำให้โรคกระดูกผุ เนื่องจากการสูญเสียแคลเซียม (osteoporosis)คือ กระดูกจะบาง สั้น เปราะ และไม่แข็งแรง และในผู้หญิงจะมีผลมากกว่าผู้ชาย ซึ่งมักจะเกิดร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลังจากการหมดประจำเดือน คือ มีการเปลี่ยนแปลงของ metabolism ของแคลเซียม รวมถึงผู้ที่บริโภคอาหารที่มีโปรตีนสูงมากเกินไป รวมทั้งการเติมสารผสมอาหารที่มีฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบมีความเสี่ยงต่อการได้รับฟอสฟอรัสมากเกินความจำเป็น การบริโภคฟอสฟอรัสมากเกินไปทำให้ระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งทำให้เกิดผลเสียแก่ร่างกาย เช่น มีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสมดุลของแคลเซียม คือ ฮอร์โมนพาราไทรอยด์ เพิ่มขึ้น และ 1,25(OH)2 D ลดลง และยังเกิดการสะสมแคลเซียมในเนื้อเยื่อต่างๆ ที่ไม่ใช้กระดูก เช่น ectopic/metastatic calcification เกิดจากการตกผลึกของแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่มีความเข้มข้นในเลือดสูง ถ้ามีการสะสมแคลเซียมที่ไตจะทำให้การทำหน้าที่ของไตสูญเสียไป ในคนปกติไม่พบภาวะนี้แต่พบในผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายและผู้ที่ได้รับวิตามินดีมากเกินไปจนเกิดพิษจากวิตามินดี

สารสกัดจากโคลีน

โคลีนมีชื่อทางเคมีว่า 2-hydroxyethyl – trimethyl – ammonium เป็นสารประกอบที่คล้ายกับ วิตามินบี และถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ (Watersoluble vitamins) โดยจัดเป็นสารอาหารที่สำคัญชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง ซึ่งโคลีนมีลักษณะเป็นผลึกแข็งไม่มีสี ละลายในน้ำ และแอลกอฮอล์ดูดความชื้นไม่คงตัวเมื่อถูกด่าง

เครดิตฟรี

สำหรับในร่างกายจะอยู่ในรูป ฟอสโฟไลปิดหรือ Acetylcholine จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์โปรตีนและฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต และเป็นสารที่ให้กลุ่มเมธิลแก่สารอื่น เพื่อใช้สร้างสารฟอสโฟไลปิด ป้องกันไม่ใช้ไขมันสะสมในตับ (Lipotropic factors) และเป็นส่วนประกอบของ Acetylcholine ซึ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของระบบประสาท

ส่วนประเภทของไคลีนนั้นจะมีเพียงประเภทเดียวแต่โคลีน จะเป็นสารต้นกำเนิดในการสังเคราะห์สารต่างๆที่สำคัญของร่างกาย เช่น อะเซตทิลโคลีน (acetylcholine) ฟอสโฟไลปิด (phospholipid) และบีเทน (betaine) เป็นต้น

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ในอดีตโคลีนถูกจัดเป็นสารที่ไม่จำเป็นสำหรับร่างกายเนื่องจากร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์โคลีนได้ แต่ในระยะหลังมีข้อมูลจากงานวิจัยบ่งชี้ว่าร่างกายสามารถสังเคราะห์โคลีนได้ในปริมาณน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย จึงต้องได้รับจากอาหารด้วย ซึ่งแหล่งอาหารที่มีโคลีนอยู่จะมีทั้งอาหารที่ได้จากพืชและสัตว์ โดยอยู่ในรูปของโคลีนและเลซิติน โดยแหล่งอาหารที่มีโคลีนและเลซิตินมาก ได้แก่ ไข่แดง เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ข้าวโอ๊ต จมูกข้าว ถั่งเมล็ดแห้ง เมล็ดทานตะวัน อัลมอนด์ กะหล่ำดอก กะหล่ำปี นอกจากนี้ยังพบในอาหารแปรรูปต่างๆ เช่น นมผงที่มีการเติมโคลีนเข้าไป ไอศกรีม และเค้ก เป็นต้น

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาเรื่องปริมาณโคลีนที่ได้รับจากอาหารแต่มีการศึกษาวิจัยการหาค่า Dietry Referance Intake (DRI) ของโคลีนของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการเก็บข้อมูลการได้รับสารอาหารในกลุ่มประชากรที่มีสุขภาพดีซึ่งเป็นค่าปริมาณโคลีนที่เพียงพอในแต่ละวัน {Adequate Intake (AI)} และมีการประเมินว่าผู้ใหญ่ปกติได้รับโคลีนจากอาหารประมาณ 700-1,100 มิลลิกรัมต่อวัน และในปัจจุบันจึงมีการกำหนดปริมาณของโคลีนที่ควรได้รับประจำวันดังตารางต่อไปนี้

สล็อต

ประโยชน์และโทษ

โคลีนเป็นสารที่มีหมู่เมทิล 3 ตัวอยู่ในโครงสร้าง จึงทำหน้าที่เป็นหมู่เมทิล (methyl donor) แก่สารอื่นๆในร่างกาย เช่น เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในเยื่อหุ้มเซลสมองและสารเคมีในสมองดังอะเซทิลโคลีน (acetylcholine) โดยเป็นสารสื่อสมอง หรือส่งสัญญาณประสาท ซึ่งจะช่วยควบคุมความจำและสติปัญญา เมื่อระดับอะเซทิลโคลีนลดลงจะทำให้หลงลืม และความสามารถในการคิดลดลง และยังเป็นองค์ประกอบในโมเลกุลของฟอสโฟลิพิด(Phospholipids) ที่ชื่อว่า Phosphatidylcholine ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 50% ของส่วนประกอบในเยื่อหุ้มเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูก

ซึ่ง Phosphatidylcholine มีความสามารถในการสังเคราะห์และหลั่ง ไลโปโปรตีน(Lipoproteins) ในรูปไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ (Very Low Density Lipoprotein หรือ VLDL) ซึ่งในตับ VLDL มีหน้าที่จำเป็นในการขนส่งไขมันและป้องกันการสะสมไขมันในตับ รวมถึงยังเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สฟิงโกไมอีลิน (sphingomyelin) ซึ่งสฟิงโกไมอีลินเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์และปลอกไขมันที่หุ้มใยประสาท นอกจากนี้โคลีนยังเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ บีเทนอีกด้วย และโคลีนเกี่ยวข้องกับการควบคุม

สำหรับโทษของโคลีนนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาวะขาดโคลีน ซึ่งมีรายงานว่ามีการศึกษาในอาสาสมัครที่ได้รับอาหารที่ขาดโคลีน แต่มีเมทไธโอนีนโฟเลต และวิตามินบี 12 เพียงพอก็ยังไม่สามารถสังเคราะห์โคลีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายได้ ทำให้ปริมาณโคลีนสะสมในร่างกายลดต่ำและมีภาวะการทำลายตับร่วมด้วย

สล็อตออนไลน์

ส่วนในผู้ป่วยที่ได้รับอาหารทางหลอดเลือดดำที่ไม่ให้โคลีนเสริมแต่ได้รับเมทไธโอนีนและโฟเลตจะเกิดภาวะไขมันพอกตับชนิดที่ไม่ได้เกิดจากพิษของแอลกอฮอล์ (non-alcoholic fatty liver) รวมทั้งมีการทำลายตับ ผู้ป่วยหลายรายที่มีการทำงานของตับผิดปกติสามารถรักษาได้ด้วยการให้โคลีนหรือเลซิติน

นอกจากนี้ยังพบว่าคนและสัตว์ที่ขาดโคลีนจะมีระดับของเอนไซม์ alanine aminotransferase สูงกว่าปกติอีกด้วย ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ ภาวะได้รับโคลีนมากเกินไป โดยมีรายงานการได้รับโคลีนในรูปยาเม็ดเลซิติน สูง 20 กรัม พบว่ามีอาการข้างเคียง คือ มีอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย เหงื่อออกมาก เวียนศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ มีกลิ่นตัวคล้ายกลิ่นปลา (เนื่องจากมีการขับสารเมตาบอไลต์ของโคลีนคือ trimethylamine ออกมา) มีอาการซึมเศร้า และคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการดูดซึมและขนส่งโคลีนในร่างกาย ระบุว่าการดูดซึมโคลีนจะเกิดขึ้นที่ลำไส้เล็ก ส่วนเจจูนัม และอีเลี่ยม เป็นหลัก โดยอาศัยพลังงานและโปรตีนในการนำเข้าสู่เซลล์ ก็จะได้เป็นฟอลฟาทิดิลโคลีน และเมื่อสารดังกล่าวเข้าสู่เซลล์ตับ จะมีเอนไซม์ phophoipase ที่เยื่อหุ้มเซลล์ทำหน้าที่ปลดปล่อยโคลีนออกจากฟอสฟาทิดิลโคลีน และนำโคลีนเข้าสู่เซลล์ และจะถูกนำไปใช้ในการสังเคราะห์ฟอสฟาทิดิลโคลีนผ่านกลไก COD choline pathway หรือถูกเปลี่ยนเป็นบีเทนต่อไป

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยความเป็นพิษของโคลีนระบุว่า จากการศึกษาตามเป็นพิษของการได้รับโคลีนในรูปคลีนคลอไรด์ในระดับที่สูงในสัตว์ทดลองพบว่าสัตว์ทดลองมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก ชัก ตัวสั่น หลั่งน้ำลายมากขึ้น ผิวหนังมีสีเขียวคล้ำ หายใจลำบาก โดยระดับของโคลีนที่ทำให้หนูทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) คือ 3.4-6.7 ก./อาหาร 1กก. ส่วนการศึกษาหนึ่งพบว่าการได้รับโคลีนในรูปยาเม็ดเลซิตินสูงถึง 10 กรัมต่อวัน ยังไม่พบอาการผิดปกติ ยกเว้นท้องเสียเล็กน้อย

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

สำหรับโคลีนนั้นจะพบว่าร่างกายจะเกิดภาวการณ์ขาดน้อยมากเพราะเป็นสารอาหารที่มีอยู่ในแหล่งอาหารที่มนุษย์ต้องบริโภคอยู่แล้ว และยังมีรายงานว่าหากรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็จะไม่เกิดภาวะโคลีนและไม่ต้องรับประทานโคลีนเสริมอีกด้วย แต่ควรระมัดระวังในกรณีที่รับประทานโคลีนที่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือยาที่มากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงดังที่กล่าวมาแล้วได้

โคลีนเป็นสารที่สามารถผ่านระบบกรองระหว่างเลือดและสมอง ซึ่งเป็นระบบที่ปกป้องสมองจากสารหลากหลายในอาหารที่เรารับประทานเข้าไป โดยโคลีนจะตรงเข้าไปยังเซลล์สมองเพื่อผลิตสารเคมีที่ช่วยในเรื่องความทรงจำ และยังช่วยในการกระจายตัวของคอเลสเตอรอล ไม่ให้คอเลสเตอรอลเกาะที่ผนังเส้นเลือดแดงหรือผนังของถุงน้ำดี โดยการใช้โคลีนในร่างกายจะขึ้นอยู่กับ วิตามินบี 12 กรดโฟลิก และกรดอะมิโนแอล-คาร์นิทีน
สำหรับแหล่งที่พบโคลีนตามธรรมชาติ ได้แก่ ไข่แดง เนื้อสัตว์ หัวใจ สมอง ตับ ปลา ผักใบเขียว ยีสต์ จมูกข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ถั่วเหลือง ถั่วลิสง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เป็นต้น
ผลเสียของการรับประทานเกินขนาด ในปัจจุบันยังไม่พบผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหากมีการรับประทานในปริมาณมากติดต่อกันทุกวัน และศัตรูของโคลีน ได้แก่ น้ำ กระบวนการแปรรูปอาหาร แอลกอฮอล์ ยาในกลุ่มซัลฟา ฮอร์โมนเอสโตรเจน
โรคจากการขาดโคลีน ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ โรคตับแข็งหรือไขมันสะสมที่ตับ ผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัว

slot

ช่วยลดการสะสมตัวของคอเลสเตอรอลได้
ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย
ช่วยกำจัดสารพิษและยาที่ค้างในร่างกาย โดยช่วยเสริมการทำงานของตับ
ช่วยในกระบวนการส่งกระแสประสาท โดยเฉพาะในสมองส่วนที่ทำงานที่ด้านความจำ
ช่วยต่อสู้กับปัญหาความจำเสื่อมในวัยสูงอายุ (ด้วยขนาด 1,000 – 5,000 มิลลิกรัม ต่อวัน)
ช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้
ช่วยป้องกันภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด
ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

โคลีนมักพบในรูปแบบของวิตามินบีรวม โดยจะมีโคลีนและอิโนซิทอลอยู่ประมาณ 50 มิลลิกรัม หรือพบได้ในรูปของเลซิทินแบบแคปซูลซึ่งทำมาจากถั่วเหลือง โดยมีโคลีนและอิโนซิทอลอยู่อย่างละประมาณ 244 มิลลิกรัม และอาจมีวางจำหน่ายในรูปของฟอสฟาทิดิลโคลีนหรือฟอสฟาทิดิลอิโนซิทอล
ในปัจจุบันยังไม่มีขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันอย่างเป็นทางการ แต่มีการประมาณว่าในวัยผู้ใหญ่สามารถรับประทานได้ประมาณ 500 – 900 มิลลิกรัมต่อวัน
แต่ขนาดที่แนะนำให้รับประทานโดยทั่วไปต่อวันคือประมาณ 500 – 1,000 มิลลิกรัม
คุณควรรับประทานโคลีนที่อยู่ในรูปของวิตามินบีรวม
การรับประทานโคลีนอาจช่วยลดภาวะอาการตื่นตระหนกตกใจบ่อย ๆ ได้
เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพด้านความทรงจำ คุณควรรับประทานโคลีนให้มากขึ้น
การรับประทานเลซิทินเสริม อาจจะต้องรับประทานแคลเซียมเสริมด้วยเพื่อให้ระดับของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกายสมดุลกัน เนื่องจากโคลีนเพิ่มการดูดซึมของฟอสฟอรัส
สำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำควรจะรับประทานโคลีนเสริม เพื่อช่วยลดการทำงานหนักของตับ

ประโยชน์ของอะดิโพเนคทิน

อะดิโพเนคทินเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเนื้อเยื่อไขมันที่มีความสำคัญกับร่างกายชนิดหนึ่ง โดยเป็นฮอร์โมนประเภทโปรตีนมีขนาด 30 กิโลดาลต้น (kDa) ประกอบด้วยกรดอะมิโน 244 ตัว มีชื่อเรียกอื่นคือ AdipoQ, adipocyte complement-related protein หรือ Acrp30, apM1 หรือ GBP-28 ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1995

โดยปกติแล้วอะดิโพเนคทินในพลาสมาจะอยู่ในรูปของสารเชิงซ้อนมัลทิเมอร์ (multimer complex) ในคนปกติจะสามารถพบอะดิโพเนคทินในพลาสมาปริมาณค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับฮอร์โมนชนิดอื่นๆ โดยพบประมาณ 5-10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร (µg/ml) ส่วนโครงสร้างของสายโปรตีน อะดิโพเนคทินประกอบด้วย 3 โดเมน ได้แก่ N-terminal variable domain, collagenous domain และ C-terminal globular domain อะดิโพเนคทินมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับ collagens VIII, collagens X และ complementary factor C1q

เครดิตฟรี

สำหรับประเภทของอะดิโพเนคทินนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Full-lengthadiponectin ซึ่งพบเป็นปริมาณมากในเลือด ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบตามน้ำ หนักโมเลกุล ได้แก่

low molecular weight (LMW) trimer ที่เกิดจากการรวมตัวของ 3 monomers
medium molecular weight (MMW) hexamer ที่เกิดจากการรวมตัวของ 2 trimers โดยอาศัยพันธะไดซัลไฟด์เชื่อมบริเวณ N-terminal cysteine residues และ
high molecular weight (HMW) multimer ที่เกิดจากการรวมตัวของ 2 hexamers ซึ่งอาศัยพันธะไดซัลไฟด์เช่นกัน

ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ globular adiponectin ซึ่งพบปริมาณน้อยในเลือดเกิดจากการตัด N-terminal variable domain และ collagenous domain ออกจาก full-length adiponectin (proteolytic cleavage) โดยเอนไซม์ leukocyte elastase ทำ ให้โครงสร้างของ globular adiponectin มีเฉพาะ globular domain เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยรายงานว่า adiponectin แต่ละรูปแบบนั้นมีฤทธิ์แตกต่างกัน และ HMW multimer เป็นรูปแบบที่มีฤทธิ์ต่อความไวของอินซูลิน และมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้มากกว่ารูปแบบอื่น

นอกจากนี้ลักษณะของอะดิโพเนคทินในร่างกายมนุษย์ยังมีความแตกต่างกันระหว่างเพศหญิงและเพศชาย (sexual dimorphism)โดยระดับของอดิโพเนคทินในเลือดของเพศหญิงสูงกว่าเพศชายประมาณ 40% เนื่องจากผลของฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนในเพศชาย และมีสัดส่วนของอดิโพเนคทินชนิด HMW มากกว่าอีกด้วย

สล็อต

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ฮอร์โมนอะดิโพเนคทินเป็นฮอร์โมนที่สร้างได้โดยร่างกายมนุษย์ ซึ่งจะสร้างจากเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งเป็นแหล่งหลักในการสร้าง แต่ในปัจจุบันพบว่ามีการสร้างอะดิโพเนคทินจากเซลล์อื่นๆ ได้เช่น ไขกระดูก (bone marrow), เนื้อเยื่อทารกในครรภ์ (fetal tissue), เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiomyocyte), เซลล์บุโพรงหลอดเลือดในตับ (hepatic endothelial cells) แต่อย่างไรก็ตามแหล่งสำคัญที่ผลิตอะดิโพเนคทินในผู้ใหญ่ คือ เนื้อเยื่อไขมัน

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า แหล่งอาหารก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการสร้างฮอร์โมนอะดิโพเนคทิน กล่าวคือ หากร่างกายมีการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของธาตุสังกะสีและแมกนีเซียม ก็จะช่วยทำให้ร่างกายเพิ่มการสร้างฮอร์โมนอะดิโพเนคทินได้ ซึ่งแหล่งของอาหารนั้นรวมถึงอาหารประเภทต่างๆ ดังนี้ ผักใบเขียว ถั่วเปลือกแข็ง ธัญพืช โกโก้ น้ำมันมะกอก กล้วยน้ำวา อะโวคาโด้ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เป็นต้น อีกทั้งยังมีข้อมูลการศึกษาวิจัยพบว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารประเภทกากใยสูง และการควบคุมน้ำหนัก ยังสามารถช่วยเพิ่มการสร้างฮอร์โมนอะดิโพเนคทินได้อีกด้วย

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณของอะดิโพเนคทินที่ควรได้รับต่อวันนั้น ไม่สามารถกำหนดเกณฑ์ที่จะได้รับจากอาหารได้ เพราะอาหารที่รับประทานเข้าไปจะไม่มีและไม่อยู่ในรูปของฮอร์โมนอะดิโพเนคทิน โดยตรงแต่อยู่ในรูปของธาตุอาหารอื่นที่จะเข้าไปช่วยเสริมในการสร้างฮอร์โมนอะดิโพเนคทิน แต่มีรายงานการศึกษาวิจัยว่าปริมาณของฮอร์โมนอะดิโพเนคทิน ในคนที่มีภาวะปกติจะความเข้มข้นของ อะดิโพเนคทินในเลือดอยู่ในช่วง 5-30 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และระดับของ ApN ในเลือดจะมีการเปลี่ยนแปลงตามจังหวะรอบวัน (circadian rhythm) โดยระดับ ของฮอร์โมนอะดิโพเนคทินจะสูงสุดในช่วงเช้า และต่ำสุดในช่วงกลางคืน ซึ่งปริมาณอะดิโนเนคทินทั้งหมดในเลือดคิดเป็น0.01% ของปริมาณโปรตีนทั้งหมดในเลือด

สล็อตออนไลน์

ประโยชน์และโทษ

ฮอร์โมนอะดิโพเนคทินมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการเมแทบอลิซึมของสารอาหารโดยเฉพาะเมแทบอลิซึมของน้ำตาลและกระบวนการแคแทบอลิซึมของกรดไขมัน โดยลดการนำกรดไขมันอิสระเข้าสู่เซลล์ และยังช่วยเพิ่มกระบวนการออกซิเดชันของกรดไขมันในตับและกล้ามเนื้อ ที่สำคัญอะดิโพเนคทินมีความสำคัญในการเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวาน และฮอร์โมนอะดิโพเนคทินยังมีบทบาทเกี่ยวข้องกบการอักเสบ โดยอะดิโพเนคตินมีส่วนยับยั้งการแสดงออกของโมเลกุลที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เช่น vascular cell adhesion molecule-1 (VCAM-1), intercellular adhesion molecule-1 (ICAM-1) และ selectin ซึ่งถูกกระตุ้นโดย TNF-α อีกทั้งยังมีบทบาทในการเพิ่มการสร้างไนตริกออกไซด์ทำให้หลอดเลือดขยายตัวลดการเกิดการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด (platelet aggregation),

มีส่วนในการยับยั้งการทำงานของแมโครฟาจ (macrophage) และลดการสะสมของโฟมเซลล์ (foam cells), ลดระดับของ plasminogen activator inhibitor-1 (PAI-1) ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะลิ่มเลือด (thrombi) และการแตกของ atherogenic plaques ซึ่งจะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดต่างๆ, โรคความดันโลหิตสูง รวมถึงความผิดปกติของหัวใจได้อีกด้วย

ผลของอะดิโพเนคทินที่เป็นประโยชน์ในลักษณะต่างๆ

อะดิโพเนคทิน

คำย่อ: AMP = adenosine monophosphate; HDL-C = high-density lipoprotein cholesterol; Apo B = apolipoprotein B; Lp (a) = lipoprotein a; CRP = C reactive protein; IL-6 = interleukin-6; TNF-α= tumor necrosis factor α; PAI-1 = plasminogen activator inhibitor-1, ICAM = intercellular adhesion molecule; VCAM= vascular cell adhesion molecule; EC = endothelial cells; VSMC= vascular smooth muscle cells; PA = plasminogen activator

jumboslot

ส่วนการลดลงของระดับฮอร์โมนอะดิโพเนคทินในร่างกายนั้น มีรายงานการศึกษาวิจัยพบว่า อาจก่อให้เกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบเมแทบอลิลิก และระบบหลอดเลือดหัวใจ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด (ischemic heart disease) โรคหลอดเลือดสมอง(stroke) โรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart disease) ภาวะตับอักเสบไขมันมาก(steatohepatitis) ภาวะดื้ออินซูลิน ภาวะตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (non-alcoholic fatty liver) นอกจากนี้การลดลงของอดิโพเนคทินยังทำให้มีการเพิ่มขึ้นของสารต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดภาวะท่อเลือดแดงและหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) อีกด้วย

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอะดิโพเนคทิน พบว่าออกฤทธิ์โดยจับกับตัวรับที่ผิวเซลล์ โดยตัวรับของอดิโพเนคทินมีอยู่ 3 ชนิดได้แก่ ตัวรับอดิโพเนคทิน1 (adiponectin receptor 1, AdipoR1) ตัวรับอดิโพเนคทิน2 (adiponectin receptor 2, AdipoR2) ซึ่งตัวรับสองชนิดนี้เป็นตัวรับหลักที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมของกลูโคสและไขมัน ตัวรับ AdipoR1 พบที่กล้ามเนื้อโครงร่าง และตัวรับชนิด AdipoR2 พบได้ที่ตับ โดยหลังจากที่ adiponectin เข้าจับกับตัวรับ AdipoR1 และ AdipoR2 แล้วจะเกิดกระบวนการถ่ายโอนสัญญาณ (signal transduction) ต่างๆ ตามมา ได้แก่ การกระตุ้น p38-mitogen activated protein kinase (p38-MAPK), adenosine monophosphate protein kinase (AMP kinase) และ peroxisome proliferator-activated receptor-α (PPAR-α) และจากการกระตุ้นดังกล่าวทำให้เกิดผลลัพธ์คือ เพิ่มการเคลื่อนย้ายตัวขนส่งกลูโคส ( glucose transporter – 4 translocation ; GLUT-4 translocation) ไปที่เยื่อหุ้มเซลล์ของกล้ามเนื้อลายนำไปสู่การเพิ่มการเก็บกลับกลูโคสเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อลาย และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ phosphoenolpyruvate carboxykinase (PEPCK) และ glucose-6-phosphatase (G6Pase) ทำให้ลดการสร้างกลูโคสใหม่ (gluconeogenesis) ที่ตับ และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ acetyl coenzyme-A carboxylase (ACC) ทำ ให้เพิ่มการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของกรดไขมัน (fatty acid oxidation) ที่เซลล์ตับและกล้ามเนื้อลาย

slot

ส่วนตัวรับอีกชนิดหนึ่งเป็นตัวรับในกลุ่ม T-cadherin (T-Cad)เป็นตัวรับสำหรับอะดิโพเนคทินในรูปเฮกซะเมอร์ และรูปที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง โดย T-cadherin พบได้ทั่วไปในเซลล์กล้ามเนื้อเรียบ เนื้อเยื่อบุโพรงหลอดเลือด และระบบประสาท แต่ไม่พบที่เซลล์ตับโครงสร้างของ T-cadherin จะไม่มี transmembrane และ cytoplasmic domains ดังนั้นการจับของ adiponectin ที่ T-cadherin จึงไม่เกิดกระบวนการถ่ายโอนสัญญาณ ทำให้สันนิษฐานว่า T-cadherin อาจมีบทบาทเป็นตัวรับร่วม (co-receptor) หรือเป็นโปรตีนที่จับกับ ApN (adiponectin -binding protein) และยังมีอีกการวิจัยหนึ่งที่น่าสนใจ คือมีการศึกษาทดลองในมนุษย์และสัตว์ทดลองพบว่า ฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนมีผลยับยั้งการหลั่ง adiponectin ที่เกิดจากการกระตุ้นการหลั่งโดยระดับ adiponectin ที่ต่ำลง

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ ฮอร์โมนอะดิโพเนคทินอีกหลายฉบับ ได้แก่ อะดิโพเนคทินกับการควบคุมสมดุลกลูโคสและความไวของเนื้อเยื่อต่ออินซูลิน adiponectin มีผลเพิ่มการเก็บกลับกลูโคสเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อลาย ลดการสร้างกลูโคสที่เซลล์ตับ ลดการเก็บกรดไขมันเข้าสู่เซลล์ตับ เพิ่มการเกิดปฏิกิริยาบีตาออกซิเดชันของกรดไขมันที่เซลล์ตับและกล้ามเนื้อลาย เพิ่มการสลายไขมันในเซลล์กล้ามเนื้อลาย ทั้งหมดที่กล่าวมานำ ไปสู่การลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และเพิ่มความไวของเนื้อเยื่อต่ออินซูลิน

อะดิโพเนคทินต่อการต้านภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง adiponectin มีผลกระตุ้นการสร้างและการทำ งานของเอนไซม์ nitric oxide synthase ที่เยื่อบุโพรงหลอดเลือด ทำให้เพิ่มการสร้างไนตริกออกไซด์ ApN ยับยั้ง cell adhesion molecule ลดการเคลื่อนที่และการรวมตัวของโมโนไซต์ที่ผนังหลอดเลือดยับยั้งการแสดงออก (expression) และการทำงานของตัวรับ scavenger receptor class A1 (SR-A1) บนแมโครฟาจ ทำให้ลดการนำ oxidized LDL เข้าสู่แมโครฟาจ ยับยั้งการเกิด foam cell และยับยั้งการกระตุ้นโดย growth factor ที่เซลล์กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด ทำให้ลดการเจริญของเซลล์กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด

อะดิโพเนคทินต่อการต้านการอักเสบเมื่อ adiponectin เข้าจับกับตัวรับ AdipoR1 และ AdipoR2 ที่โมโนไซต์ แมโครฟาจ และเยื่อบุโพรงหลอดเลือด ทำให้ยับยั้งการสร้าง proinflammatory cytokines และ chemokines จากทั้งเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันและเยื่อบุโพรงหลอดเลือด ซึ่งเซลล์ดังกล่าวจะถูกกระตุ้นให้สร้าง proinflammatory cytokines และ chemokines เมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้น นอกจากนี้ ApN มีผลลดระดับ TNF-α, interleukin-6 (IL-6) และ CRP และควบคุมการทำงานของ inflammatory cell และใน พ.ศ.2550 มีการศึกษาระดับของอะดิโพเนคทินในกลุ่มผู้หญิงวัยกลางคนช่วงอายุ49 – 65 ปี ชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่อ้วน (obese) และไม่อ้วน (non-obese) โดยใช้ค่าดัชนีมวลกายเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาโดยกำหนดให้ ค่าดัชนีมวลกาย ≥30 kg/m2 จัดเป็นกลุ่มอ้วน และใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีค่าระดับน้ำตาลในเลือดสูง (ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มอ้วนเท่ากับ 125.30 ±58.43 mg/dl และกลุ่มไม่อ้วนเท่ากับ 131.78 ±93.10 mg/dl)โดยใช้วิธี commercially available RIA kit และจากการศึกษาพบว่ากลุ่มอ้วนระดับของอะดิโพเนคทินลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มไม่อ้วน (8.45 vs 10.47 µg/mL, P = 0.01) นอกจากนี้ระดับอะดิโพเนคตินในผู้หญิงแอฟริกัน-อเมริกัน ยังถูกพยากรณ์โดยระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์และยังช่วยในการพยากรณ์โรคหลอดเลือดสมองในหญิงอ้วนได้อีกด้วย

ส่วนในประเทศไทยมีการศึกษาความสัมพันธ์ของ adiponectin gene -11377C>G polymorphism ร่วมกับระดับของ อะดิโพเนคติน และภาวะเมแทบอลิกซินโดรม โดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรมซึ่งมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดปกติ (ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือด [Median (95 % CI)] เท่ากับ 95.0 (91.0-97.3) mg/dl) โดยใช้วิธี radioimmunoassay kit from Linco Researchและจากการศึกษาพบว่า กลุ่มที่มีภาวะเมแทบอลิกซิโดรมระดับของอะดิโพเนคทินลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (7.9 vs 14.5 µg/mL, P < 0.001) และอะดิโพเนคตินมีความสัมพันธ์กบระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตินอกจากนี้ยังพบว่าการลดลงของอะดิโพเนคตินมีความเกี่ยวข้องกับ gene -11377C>G Polymorphism ซึ่งยีนนี้จะพบได้มากในกลุ่มที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรมอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ

« Older posts