cathedraledetunis

Tag: วิตามิน (Page 1 of 7)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับกรดโฟลิก

กรดโฟลิก (โฟเลต, โฟลาสิน) หรือ วิตามินบี 9 หรือที่รู้จักกันในชื่อ วิตามินเอ็ม หรือ วิตามินบีซี (Bc) จัดอยู่ในกรุ๊ปของ วิตามินบีรวม มีหน่วยวัดเป็นไมโครกรัม (มคกรัม หรือ mcg.) มีส่วนช่วยในวิธีการเผาผลาญโปรตีน มีความหมายสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยสำหรับเพื่อการสร้างกรดนิวคลีอิก รวมทั้งมีความสำคัญต่อการแบ่งตัวของเซลล์ นอกเหนือจากนี้ร่างกายจำเป็นต้องใช้ในขั้นตอนการใช้น้ำตาลรวมทั้งกรดอะมิโน โดยกรดโฟลิกนั้นถูกทำลายได้ง่ายด้วยอุณหภูมิปกติเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกินความจำเป็น
แหล่งที่เจอกรดโฟลิกตามธรรมชาติ เป็นต้นว่า ไข่แดง ตับ ผักใบเขียวเข้ม สนใจรอคอยต แคนตาลูป ฟักทอง เอพริคอต อะโวคาโด อาร์ทิโชก ถั่ว แป้งไรย์แบบสีแก่ที่ไม่ผ่านการขัดสี ทอร์ทูลายีสต์ ฯลฯ

เครดิตฟรี
ผลกระทบในด้านที่เสียหายของการกินเกินขนาด ในตอนนี้ยังไม่พบว่ามีลักษณะที่เป็นพิษต่อสภาพทางด้านร่างกายถ้าหากกินในจำนวนมากต่อเนื่องกัน แต่ว่าในคนเจ็บบางรายอาจมีอาการผื่นแพ้ได้บ้าง รวมทั้งถ้าร่างกายมีกรดโฟลิกมากเกินความจำเป็น อาจจะก่อให้เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 12 ไม่แสดงออกมา โดยศัตรูของกรดโฟลิก เช่น น้ำ แนวทางการดัดแปลงของกิน (โดยยิ่งไปกว่านั้นการต้ม) แสงอาทิตย์ ความร้อน ยาในกรุ๊ปซัลฟา ฮอร์โมนเอสโตรเจน แล้วก็โรคที่เกิดขึ้นจากการขาดกรดโฟลิก เป็นต้นว่า โรคโลหิตจางแบบแมวัวรไซว่ากล่าวกหรือเม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่เปลี่ยนไปจากปกติ
ข้อแนะนำสำหรับการกินกรดโฟลิก
ขนาดที่เสนอแนะให้กินเป็นโดยประมาณ 180 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน รวมทั้งสำหรับหญิงตั้งท้องควรจะเพิ่มขนาดเป็น 2 เท่า ส่วนหญิงให้นมลูกควรจะกิน 280 ไมโครกรัมในตอน 6 เดือนแรก รวมทั้ง 260 ไมโครกรัมในตอน 6 เดือนข้างหลัง
กรดโฟลิกในต้นแบบอาหารเสริมมีวางขายตั้งแต่จำนวน 400 – 800 ไมโครกรัม ส่วน 1,000 มก. จำเป็นต้องซื้อโดยใช้ใบสั่งสินค้าหมอแค่นั้น
โดยปกติกรดโฟลิกจะมีผสมอยู่ในลักษณะของวิตามินบีรวม ราวๆ 100 ไมโครกรัมไปจนกระทั่ง 400 ไมโครกรัม
คุณควรที่จะทำการเลือกซื้ออาหารเสริมที่มีทั้งยังโฟเลตแล้วก็วิตามินบี 12 อยู่ร่วมกัน
โดยขนาดที่เสนอแนะให้กินต่อวันเป็น 400 – 5,000 ไมโครกรัมต่อวัน
เพศหญิงควรจะกินกรดโฟลิกแล้วก็วิตามินบี 6 ให้พอเพียง กรดโฟลิกเพียงแค่ 400 ไมโครกรัม วิตามินบี 6 เพียงแต่ 2-10 มก. ก็สามารถลดการเสี่ยงของโรคหัวใจวายกะทันหันได้ถึงปริมาณร้อยละ 42
คนที่กินกรดโฟลิก 1,000 – 5,000 ไมโครกรัมทุกวัน จะช่วยไขปัญหาสีผิวไม่บ่อยนักได้

สล็อต
สำหรับคนที่ถูกใจดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆควรจะได้รับกรดโฟลิกเสริม
สำหรับคนที่กินวิตามินซีมากยิ่งกว่า 2,000 มก.ต่อวัน ควรจะกินกรดโฟลิกเสริมด้วย
สำหรับคนที่กินยากันชักไดแลนติเตียนน ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซัลโฟนาไมด์ แอสไพริน ฟีโนบาร์บิทอล ควรจะได้รับกรดโฟลิกเสริม
สำหรับคนที่เจ็บไข้หรือร่างกายกำลังต่อสู้กับโรคอะไรก็ตามอยู่ อาหารเสริมที่กินควรมีกรดโฟลิกอยู่ด้วย ด้วยเหตุว่าจะช่วยเสริมแอนติบอดีภายในร่างกาย
การกินกรดโฟลิกในจำนวนมากอาจมีผลพวงต่อยาต้านทานโรคมะเร็งบางประเภท
การกินกรดโฟลิกในจำนวนมากอาจจะทำให้ผู้เจ็บป่วยโรคลมชักที่กินยาฟีโนโทอินอยู่กำเนิดอาการชักได้
ประโยชน์ซึ่งมาจากกรดโฟลิก
ช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้อาการอ่อนล้า
ช่วยคุ้มครองแผลร้อนในได้
ช่วยรักษาสภาวะซีดเผือดหรือโลหิตจาง
ปฏิบัติงานออกฤทธิ์เหมือนยาพารา
ช่วยบำรุงรักษาผิวพรรณแล้วก็สุขภาพ
ช่วยคุ้มครองพยาธิในไส้รวมทั้งอาการแพ้จากของกินเป็นพิษ
ช่วยคุ้มครองการทุพพลภาพของทารกทารก

สล็อตออนไลน์
ช่วยสำหรับการสร้างนมของคุณแม่ข้างหลังคลอดลูก
ช่วยชะลอให้ผมขาวช้าลง ถ้ากินร่วมกับพาบาและก็ วิตามินบี 5
ช่วยลดระดับของกรดอะมิโนโฮโมสิสเทอีนในเลือด
ช่วยลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้
ช่วยจัดการกับปัญหาสีผิวไม่บ่อยนักได้
การดูดซึมกรดโฟลิก
กรดโฟลิกจะสามารถถูกซับเจริญในลำไส้เล็กของผู้คน ซึ่งเมื่อเช็ดดดูดซับไปสู่ร่างกายและก็จะแปรไปเป็นวัวโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่ชื่อว่ากรดเททระไฮโดรโฟเลตแล้วก็ส่งไปเก็บไว้ที่ตับ 5 มก. หลังจากนั้นก็กระจัดกระจายไปทั่วร่างกายรวมทั้งส่วนที่เกินออกมาก็จะถูกขับออกนั่นเอง นอกจากนั้นการใช้ยาคุมก็จะเป็นตัวการที่ทำให้ร่างกายซับกรดโฟลิกได้ลดลงอีกด้วย แม้กระนั้นเนื่องมาจากแบคทีเรียในไส้สามารถสังเคราะห์กรดโฟลิกขึ้นมาได้เอง ก็เลยชอบไม่มีปัญหาเกิดขึ้น
แหล่งของกรดโฟลิกในของกิน
แหล่งของกรดโฟลิกที่พบได้บ่อย ดังเช่นว่า ผักใบเขียว ยีสต์ โฮลวีต เครื่องในสัตว์ ตับไต เห็ดแล้วก็ขนมปัง รวมทั้งผลไม้จำพวกส้มด้วย
แหล่งของกรดโฟลิกที่เจอปานกลาง อาทิเช่น เมล็ดพืชแล้วก็เนื้อแดง
แหล่งของกรดโฟลิกที่เจอน้อย ตัวอย่างเช่น ผักในสีเขียวอ่อน เนื้อหมู ผักพวกหัว ไข่และก็สินค้าจากนม

jumboslot
ผลการขาดกรดโฟลิก
เมื่อร่างกายขาดกรดโฟลิกหรือได้รับกรดจำพวกนี้ไม่เพียงพอ ก็จะก่อให้ขาดวัวโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจำพวกเททระไฮโดรโฟเลตได้ ซึ่งก็จะมีผลต่อการเติบโตของนิวเคลียส แล้วก็นำมาซึ่งโรคโลหิตจางจำพวกที่เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่และก็มีจำนวนลดลงจากเดิม รวมทั้งอาจมีอาการลิ้นอักเสบ ท้องเสีย อ่อนล้าง่าย ขี้อารมณ์เสีย มีกรดในกระเพาะไม่พอ ปวดหัว ความจำสั้นแล้วก็บางทีอาจหมดแรงได้อีกด้วย
ต้นเหตุที่ทำให้ร่างกายขาดกรดโฟลิก

  1. ไส้มีการซับได้ห่วยลง ก็เลยทำให้ดูดซับกรดโฟลิกได้น้อยกว่าธรรมดา
  2. กำลังอยู่ในภาวการณ์ที่ร่างกายอยากได้กรดโฟลิคมากยิ่งกว่าธรรมดา อย่างเช่นในขณะให้นมลูก ตั้งท้องหรือกำลังติดโรค
  3. ดื่มสุราเรื้อรัง เนื่องจากว่าพิษของเหล้าจะก่อให้การดูดซึมห่วยลง รวมทั้งมีการสะสมของกรดโฟลิคที่ต่ำได้ลดน้อยลงด้วย
  4. ป่วยเป็นโรคบางจำพวก ได้แก่ โรคหัวใจ แลโรคไต เพราะว่าโรคพวกนี้จะมีผลให้ร่างกายขับโฟเลตออกมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ
    จากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยของ ดร.ริจีน พี เอ็ม สตีเกอร์-เทอรินเซน ได้พูดว่า ความผิดแปลกของยีนส์และก็ภาวการณ์ที่ร่างกายได้รับโฟเลตลดน้อยลง จะมีผลให้ลูกในท้องมีความผิดธรรมดา เป็นต้นว่า เพดานแหว่งรวมทั้งปากแหว่งได้ ด้วยเหตุนั้นในหญิงท้องก็เลยจำเป็นต้องทานกรดโฟลิกเสริมเข้าไปให้มากเพิ่มขึ้นนั่นเอง และก็สำหรับผู้เจ็บป่วยที่ขาดกรดโฟลิกก็ควรจะได้รับสารอาหารที่สามารถช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงอย่างสมบูรณ์ด้วยslot

ประโยชน์ของเกลือแร่

เกลือแร่ หรือ แร่ (Minerals)เป็นแร่หรือสารประกอบอนินทรีย์ที่เป็นส่วนประกอบของของกินที่เหลือเป็นขี้เถ้าภายหลังจากการเผาไหม้สารอินทรีย์ทั้งผองในเยื่อพืชแล้วก็สัตว์ แล้วก็เป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน ร่างกายปรารถนาในจำนวนไม่มากมาย แม้กระนั้นก็จำเป็น โดยเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายในด้านการช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงรวมทั้งควบคุมหลักการทำงานของส่วนต่างๆภายในร่างกาย ควบคุมรูปแบบการทำงานของกล้ามในทุกๆอวัยวะ ช่วยควบคุมการทำงานฮอร์โมน และก็รักษาสมดุลของขั้นตอนออสโมสิส แล้วก็มีหน้าที่สำคัญอย่างมากต่อวิธีการทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบของร่างกาย เป็นส่วนประกอบของเซลล์ เยื่อแล้วก็เส้นประสาท รวมถึงโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี ฮอร์โมน และก็วิตามิน โดยร่างกายของพวกเราจะมีเกลือแร่อยู่โดยประมาณ 4% ของน้ำหนักตัว

เครดิตฟรี
จำพวกของเกลือแร่
แร่หรือเกลือแร่ที่เจอได้ในของกินจะมีอยู่ร่วมกันราว 60 จำพวก รวมทั้งที่จำเป็นต้องต่อสถาพทางร่างกายมีราว 17 จำพวก มีอยู่ภายในร่างกายรวมทั้งในของกินที่พวกเรากิน โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรุ๊ปใหญ่ๆดังเช่น
ธาตุหลัก (Macro minerals) หรือเกลือแร่ที่ร่างกายปรารถนาในจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นเกลือแร่ที่มีอยู่ภายในร่างกายมากยิ่งกว่าปริมาณร้อยละ 0.01 ของน้ำหนักตัว หรือมีมากยิ่งกว่า 5 กรัม รวมทั้งร่างกายของพวกเราจำเป็นจะต้องการเกลือแร่กลุ่มนี้จากของกินต่อวันตั้งแต่ 100 มก.ขึ้นไป เกลือแร่ในกลุ่มนี้ ตัวอย่างเช่น แคลเซียม (Calcium), ธาตุฟอสฟอรัส (Phosphorous), แมกนีเซียม (Magnesium), โพแทสเซียม (Potassium), โซเดียม (Sodium), คลอไรด์ (Chloride), และก็กำมะถันหรือซัลเฟอร์ (Sulfur)
ธาตุรอง (Trace minerals) หรือเกลือแร่ที่ร่างกายอยากในจำนวนน้อย ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นเกลือแร่ที่มีอยู่ภายในร่างกายเพียงนิดหน่อย หรือน้อยกว่า 5 กรัม แล้วก็ร่างกายของพวกเราปรารถนาเกลือแร่พวกนี้จากของกินต่อวันน้อยกว่า 100 มก. โดยเกลือแร่ในกลุ่มนี้เช่น ธาตุเหล็ก (Iron), ซีลีเนียม (Selenium), โคบอลต์ (Cobalt), โครเมียม (Chromium), ทองแดง (Copper), แมงกานีส (Manganese), โมลิบลิ่วดีนัม (Molybdenum), ฟลูออไรด์ (Fluoride), วาเนเดียม (Vanadium), สังกะสี (Zinc), และก็ไอโอดีน (Iodine)
เกลือแร่
คุณประโยช์จากเกลือแร่
ช่วยควบคุมแนวทางการทำงานของกล้ามและก็ระบบประสาท รวมทั้งช่วยสำหรับเพื่อการแข็งของเลือด
เกลือแร่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็เป็นองค์ประกอบของกระดูกรวมทั้งฟัน (แคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แล้วก็ฟลูออรีน)
ช่วยควบคุมการยุบรัดตัวของกล้ามรวมทั้งการเติบโตของเยื่อต่างๆ(แคลเซียม)
ช่วยควบคุมความสมดุลของของเหลวจำพวกเกลือแร่ (Electrolyte) ภายในร่างกาย ตัวอย่างเช่น โพแทสเซียม (Potassium), โซเดียม (Sodium) ฯลฯ
เกลือแร่บางประเภทมีหน้าที่เกี่ยวกับการรับส่งความรู้สึกของเส้นใยประสาทจากเซลล์ประสาทหนึ่งไปสู่อีกเซลล์หนึ่ง (โพแทสเซียม โซเดียม)

สล็อต
ช่วยรักษาความสมดุลของกรดแล้วก็ด่างในร่างกาย เพราะเหตุว่าเกลือแร่ที่ร่างกายได้รับมาจากการกินอาหารจะมีอีกทั้งเกลือแร่ประเภทที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดกรดและก็เบส ซึ่งกลไกของร่างกายจะปฏิบัติหน้าที่ปรับภาวการณ์เพื่อรักษาความสมดุลความเป็นกลาง เพื่อช่วยทำให้เซลล์มีชีวิตอยู่ได้ (โซเดียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม แล้วก็ธาตุฟอสฟอรัส)
ช่วยควบคุมสมดุบของน้ำภายในร่างกาย เพราะว่าการเปลี่ยนที่ของเหลวจากส่วนใดส่วนหนึ่งไปยังอีกส่วนภายในร่างกายนั้นจะขึ้นกับจำนวนความเข้มข้นของเกลือแร่ในรอบๆนั้นๆด้วย ซึ่งภายในร่างกายจะมีน้ำอยู่ราวๆปริมาณร้อยละ 60
เกลือแร่เป็นตัวรีบปฏิกิริยาทางวิชาชีวเคมี ยกตัวอย่างเช่น ช่วยกระตุ้นหลักการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี ช่วยสนับสนุนการดูดซึมของกินและก็วิตามิน ช่วยเป็นตัวรีบในกระบวนการะเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และก็โปรตีน ให้เป็นแก๊สคาร์บอนได้ออกไซด์ น้ำ และก็พลังงาน ฯลฯ (สังกะสี ทองแดง โครเมียม)
เกลือแร่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบต่างๆในร่างกาย อย่างเช่น ไอโอดีนในฮอร์โมนส์-ไทรอกสิน โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี วัวโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี ฯลฯ รวมทั้งยังเป็นส่วนประกอบในโมเลกุลของสารประกอบต่างๆในร่างกาย อาทิเช่น กรดอะมิโน และก็ฟอสโฟลิปิด ดังเช่นว่า กำมะถันและก็ธาตุฟอสฟอรัส หรือเป็นส่วนประกอบในโมเลกุลของฮีมเป็นธาตุเหล็ก ฯลฯ
คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากเกลือแร่ในด้านการรักษาของกิน เกลือแร่ที่ใช้ในการรักษาอาหารจะแบ่งได้เป็น 2 กรุ๊ปหมายถึงกรุ๊ปที่ช่วยคุ้มครองป้องกันการเน่าเหม็นของของกิน (ตัวอย่างเช่น เกลือทะเล ไนตรีต์ ซัลไฟต์) แล้วก็กรุ๊ปที่ช่วยคุ้มครองปกป้องการเปลี่ยนสีของของกิน
ในด้านกลิ่นกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมสี และก็การชูรส เกลือแร่ปฏิบัติหน้าที่ให้กลิ่นรสมีอยู่หลายอย่าง มีอีกทั้งจากธรรมชาติรวมทั้งสารสังเคราะห์ ดังเช่นว่า โซเดียมคลอไรด์ มีรสเค็มและก็ใช้เป็นส่วนประกอบในขนมปัง สำหรับเกลือแร่ที่ปฏิบัติภารกิจชูรสชาติของกินก็มอยู่หลายอย่างร่วมกัน แต่ว่าที่รู้จักกันดีก็คือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (MSG) แล้วก็ในเรื่องของสี ของกินพวกเนื้อสัตว์จะมีปัญหามีสีคล้ำเมื่อสัมผัสกับออกสิเจนเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ทำให้ดูเหมือนกับว่าขาดความสดใหม่ การปรับพีเอชของสัตว์ให้เข้าขั้น 6-6.6 จะช่วยรักษาสีของเนื้อสัตว์ไว้ได้นาน โดยเกลือที่นิยมประยุกต์ใช้กันก็คือ โซเดียมโพลีฟอสเฟต
มีการใช้เกลือซัลไฟต์แล้วก็กรดซัลฟูรัส เพื่อช่วยปกป้องการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น เพื่อช่วยรักษากลิ่นรส สี และก็วิตามินซีในน้ำผลไม้
คุณประโยชน์ในด้านการฟอกสีแป้ง แป้งหมี่ที่ผ่านการขัดสีใหม่ๆจะมีสีเหลืองอ่อน เมื่อเอามาทำขนมปัง แป้งที่นวดได้จะเหนียว เมื่อนำไปอบจะมีผลให้ขนมปังมีคุณภาพไม่ดี แต่ว่าเมื่อเก็บแป้งเอาไว้ภายในตอนช่วงเวลาหนึ่งก็จะเบาๆขาวขึ้น รวมทั้งกำเนิดขั้นตอนปรับปรุงแก้ไขประสิทธิภาพแป้งโดยธรรมชาติ ซึ่งแนวทางนี้จะมีผลให้สิ้นเปลืองเวลา ในทางปฏิบัติก็เลยได้มีการนำสารเคมี ได้แก่ คลอรีน คลอรีนไดออกไซด์ มารีบขั้นตอนกลุ่มนี้ให้เร็วขึ้น เพื่อใช้สำหรับในการฟอกสีแล้วก็แก้ไขประสิทธิภาพแป้ง

สล็อตออนไลน์
คุณประโยชน์ในด้านการปรับแต่งเนื้อสัมผัส เกลือแร่ปฏิบัติภารกิจปรับปรุงแก้ไขลักษณะเนื้อสัมผัสของของกินเยอะมากเมื่อเปรียบเทียบกับสารเจือปนอื่น โดยได้เอาไปใช้กับเนื้อสัตว์ แป้ง ผักและก็ผลไม้ โดยเกลือแร่ที่กับเนื้อสัตว์จะประกอบไปด้วย เตตระโซเดียมไพโรฟอสเฟต ไดโซเดียมออร์โทฟอสเฟต โซเดียมสามโพลีฟอสเฟต โซเดียมแอซิดไพโรฟอสเฟต แล้วก็โซเดียมเฮกซาเมตาฟอสเฟต ซึ่งการใส่เกลือแร่พวกนี้ลงไปจะช่วยปรับให้เนื้อสัตว์มีความอ่อนนุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หรือถ้าเกิดการใส่เกลือแร่บางจำพวกลงในผักและก็ผลไม้ก็จะมีผลให้เนื้อผักหรือผลไม้แข็งมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะได้รับความร้อนก็ไม่นุ่ม (พบได้มากได้มากในผลไม้ดอง มะม่วงดอง มะเขือเทศกระป๋อง ฯลฯ แล้วก็ยังมีการใช้เกลือแคลเซียมเพื่อเพิ่มความแข็งแรงกรอบให้กับผักรวมทั้งผลไม้อีกด้วย ก็เลยช่วยทำให้ปรับองค์ประกอบของเซลล์อาจรูปอยู่ได้)
ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของของกินที่มีน้ำมันและก็ไขมัน เป็นต้นเหตุการกลิ่นหืน ในขั้นตอนการทำน้ำมันรวมทั้งไขมันก็เลยจะต้องมีกรรมวิธีฟอกสีรวมทั้งกำจัดโลหะหนักที่เป็นตัวรีบปฏิกิริยาออกซิเดชั่น นอกนั้นยังจำต้องกระทำแยกกรดไขมันอิสระออก และก็มีการใช้สารคีเลต ซึ่งสารเหล่านี้จะไปรวมกลุ่มกับโลหะได้เป็นสารประกอบเชิงซ้อน ก็เลยเป็นการลดสารรีบปฏิกิริยาให้ลดลง หรือทำให้ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกำเนิดช้าลง และก็แนวทางเดียวกันนี้ยังมีการใช้ประโยชน์เพื่อคุ้มครองการเปลี่ยนสีของเนื้อปูได้อีกด้วย โดยใช้สารคีเลต อีดีครั้งเอ
เกลือบางประเภทนอกเหนือจากการที่จะทำให้ของกินมีรสกลมกล่อมละมุนละไมขึ้นแล้ว ยังปฏิบัติภารกิจเป็นสารโปร่งฟูอีกด้วย โดยเกลือที่นิยมประยุกต์ใช้กันมากมายอย่างเช่น แคลเซียมอะสิเตต โซเดียมอะสิเตต โพแทสเซียมซีเตรต อื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ
จำนวนของเกลือแร่ที่ชี้แนะให้บริโภคต่อวัน
โพแทสเซียม 3,500 มก. (เจอได้ในผักรวมทั้งผลไม้)
คลอไรด์ 3,400 มก. (เจอได้ในของกินธรรมชาติแทบทุกจำพวก และก็พบบ่อยที่สุดในของกินประเภทเนื้อสัตว์แล้วก็ในของกินที่ปรุงด้วยเกลือ)
โซเดียม 2,400 มก. (มักพบในนมวัว)
แคลเซียม 800 มก. (เจอได้ในของกินประเภทธัญญชาติรวมทั้งนม)
ธาตุฟอสฟอรัส 800 มก. (พบมากในนมวัว ธัญญชาติ เนื้อสัตว์ และก็ไข่)
แมกนีเซียม 350 มก. (เจอได้ในในผักใบเขียว)
ธาตุเหล็ก 15 มก. (พบบ่อยในตับ ไต หอย ไข่แดง โกโก้ ผักสีเขียว ผลไม้เปลือกแข็ง แป้งจากเมล็ดพืชอีกทั้งเม็ด ส่วนนมพบว่ามีธาตุเหล็กน้อย)
สังกะสี 15 มก. (พบได้บ่อยในหอยนางรม นม รำข้าว จมูกข้าวสาลี แล้วก็เจอได้บ้างในผัก ขนมปัง เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ เมล็ดพืช แล้วก็ผลไม้เปลือกแข็ง)

jumboslot
แมงกานีส 3.5 มก. (พบมากในผลไม้เปลือกแข็ง นม ไข่ แล้วก็เมล็ดพืช ส่วนเนื้อสัตว์ปีก นม และก็อาหารทะเลจะมีแมงกานีสน้อย)
ฟลูออไรด์ 2 มก. (เจอได้น้ำ ในอาหารทะเล รวมทั้งเนื้อสัตว์)
ทองแดง 2 มก. (พบมากใน หอยนางรม สมองสัตว์ ตับ ไต โกโก้ ผลไม้เปลือกแข็ง ลูกท้อ องุ่น)
โมลิบตาดีนัม 10 ไมโครกรัม (เจอได้ในตับ ไต เมล็ดพืช พืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำมัน แล้วก็ผักรับประทานใบ)
ไอโอดีน 150 ไมโครกรัม (เจอได้ในอาหารทะเลรวมทั้งน้ำกิน)
โครเมียม 130 ไมโครกรัม
ซีลีเนียม 70 ไมโครกรัม (พบได้ทั่วไปในยีสต์ ขนมปัง ผักแล้วก็ผลไม้เกือบทุกจำพวก)
โคบอลต์ พบมากในผักรับประทานใบ เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงส่วนของตับรวมทั้งไต ส่วนนมวัว แป้ง รวมทั้งเมล็ดพืชจะมีโคบอลต์น้อย
หมายเหตุ : จำนวนที่ชี้แนะให้บริโภคต่อวัน (Thai Recommended Daily Intakes – Thai RDI) สำหรับคนที่แก่ 6 ปีขึ้นไป โดยคิดจากความอยากได้พลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี่
ข้อควรจะทราบเกี่ยวกับธาตุ
แร่สามารถสูญเสียออกมาจากของกินได้ในระหว่างการแบ่งแยกหรือการล้าง ดังเช่นว่า การขัดสีของเมล็ดข้าวหรือการขัดเอารำออกมาจากเมล็ดพืชต่างๆ(เป็นต้นว่าข้าวซ้อมมือที่ยังไม่ผ่านขั้นตอนการขัดสีจะมีแคลเซียม 12 มก. ธาตุเหล็ก 10 มก. แต่ว่าตอนที่ข้าวขาวจะมีแคลเซียมเพียงแต่ 8 มก. และก็มีธาตุเหล็ก 1.2 มก.)[NPC5]

ประโยชน์ของเอนไซม์

เพราะว่าพวกเรามีแหล่งพลังงานจากโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่จำกัด แล้วก็แหล่งพลังงานนี้ก็จะหายไปได้เรื่อยจากนิสัยการเลือกบริโภคของกินของพวกเราเอง อย่างเช่น ถูกใจทานอาหารที่แต่งด้วยสารเคมีต่างๆหรืออาหารจานด่วน การดื่มเครื่องดื่มที่ไม่มีสาระ หรือดื่มแอลกอฮอล์เสมอๆ การกินยา หรือแม้กระทั้งของกินที่ปรุงสุกและจะไม่ค่อยมีโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีคงเหลืออยู่เลย เพราะเหตุว่าโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจะถูกทำลายได้ง่ายโดยความร้อน ก็ล้วนแล้วแต่มีส่วนสำหรับเพื่อการทำลายโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีภายในร่างกายของเกือบจะทั้งหมด เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีน้อยเกินไป จะก่อให้ร่างกายจะต้องดึงโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีของตนเองออกมาใช้ เพื่อช่วยสำหรับในการย่อยของกิน ทำให้ส่งผลกระทบที่ตามมาเป็น ร่างกายย่อยสลาย แก่เร็วขึ้น แล้วก็ก่อให้เกิดโรคต่างๆได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น

เครดิตฟรี
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี (Enzyme) เปรียบได้เสมือนดั่งกับสิ่งที่เป็นตัวจุดประกายของชีวิตภายในร่างกาย มีความหมายว่าถ้าร่างกายของพวกเราไม่มีโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี ร่างกายก็จะไม่อาจจะย่อยของกินรวมทั้งซึมซับสารอาหารเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ รวมทั้งท้ายที่สุดก็ตายลง ด้วยเหตุผลดังกล่าวโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีก็เลยเป็นตัวช่วยรีบปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมี หรือตัวค่ะตะลิสต์ (Catalyst) ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งจะทำง่านร่วมกับวัวโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี (Coenzymes) โดยวัวโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในที่นี้ก็คือพวกวิตามินแล้วก็ธาตุจำเป็นต้องต่อสภาพทางด้านร่างกาย และก็วิตามินรวมทั้งแร่นั้นจะไม่อาจจะกระตุ้นให้ดำเนินงานได้ถ้าหากมิได้ปฏิบัติงานร่วมกับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี
คุณลักษณะของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีมีส่วนประกอบทางเคมีเป็นโปรตีน ซึ่งประกอบไปด้วยโพลีเปปไทด์ (Polypeptide) เพียงแค่สายเดียวหรือหลายสายที่ม้วนกันเป็นก้อนกลม มีโครงรูปที่เฉพาะ แล้วก็ถูกระบุมาตามลำดับการจัดเรียงตัวของกรดอะมิโน แล้วก็ยังมีโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีอีกเยอะมากๆที่มีสารประกอบอื่นที่ไม่ใช่โปรตีนรวมอยู่ด้วยก็เลยปฏิบัติหน้าที่ได้ โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีกลุ่มนี้เรียกว่า “โฮโลโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี” (Holoenzyme) เฉพาะส่วนที่เป็นโปรตีนจะเรียกว่า “กรุ๊ปโพรสคราวว่ากล่าวก” (Prosthetic group) ซึ่งบางทีอาจจะเป็นไอออนของโลหะเรียกว่า “วัวแฟกเตอร์” (Cofactor) แล้วก็ถ้าหากเป็นสารประกอบอินทรีย์จะเรียกว่า “วัวโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี” (Coenzyme)
มีโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีมากไม่น้อยเลยทีเดียวจะไม่ทำงานถ้าหากไม่มีตัวช่วย อย่าง วัวโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี แล้วก็วัวโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีโดยมากจะเป็นวิตามินประเภทที่ละลายน้ำหรือเกลือแร่จำเป็นต้องยางจำพวก ซึ่งเกลือแร่ต้องน้ำบางโอกาสจะเรียกว่า วัวแฟกเตอร์ ซึ่งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีทำมาจากโปรตีน แม้กระนั้นวัวโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีไม่ใช่โปรตีน แล้วก็โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจะมีขนาดใหญ่มากมายกวาวัวโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี โดยในระห่างวิธีการทำหน้าที่เป็นตัวรีบปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมีอยู่นั้น โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจะกลีบคืนมามีอิสรภาพดังเดิม แม้กระนั้นวัวโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจะเปลืองเรื่อยก็เลยต้องหามาเสริมจากที่ต่างๆ
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีแต่ละประเภทมีบทบาทเฉพาะบุคคล เพราะว่าจะทำปฏิกิริยาเคมีเจาะจงกับสารขึ้นต้น หรือ ดูดซับสเตรด (Substrate) ที่ถูกกำหนดไว้เพียงแค่นั้น ดังเช่น โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีประเภทย่อยไขมันจะไม่ย่อยแป้ง และก็โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีย่อยแป้งจะไม่ย่อยโปรตีน ฯลฯ
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจะยังคงภาวะเดิมอีกทั้งคุณลักษณะรวมทั้งจำนวน วันหลังการเกิดปฏิกิริยาแล้วจึงจะสามารถรีบปฏิกิริยาถัดไปได้อีก
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีเป็นตัวรีบปฏิกิริยาซึ่งสามารถรีบอัตราการเกิดปฏิกิริยาโดยเป็นตัวลดพลังงานกระตุ้น
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีมีความไวต่อปฏิกิริยามากมาย หากแม้ในจำนวนเพียงแต่น้อยนิดก็สามารถรีบปฏิกิริยาได้ ถ้าเกิดไม่มีโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมีทุกหมวดหมู่จะเกิดขึ้นช้ามากมาย จนถึงชีวิตไม่สามารถที่จะรอดอยู่ได้
การแช่แข็งจะไม่ทำลายความรู้ความเข้าใจของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีโดยมาก แต่ว่าโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจะถูกทำลายได้อย่างง่ายดายที่ความร้อนสูงเกิน 45 องศาเซลเซียส
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีมีความจำเพาะเจาะระบุต่อซึมซับสเตรด (Supstrate) หรือสารขึ้นต้นที่จะเข้าทำปฏิกิริยาแต่ละประเภท ก็เลยสามารถรีบปฏิกิริยาใดปฏิกิริยาหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งแค่นั้น นอกจากโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีบางประเภทที่มีความเจาะจงน้อยจะรีบปฏิกิริยาของสารเริ่มที่คล้ายคลึงกันได้

สล็อต
หน้าที่ของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี
ส่วนประกอบที่สำคัญต่อการดำรงอยู่ของพวกเราอย่างเช่น น้ำ อากาศ และก็ของกิน ของกินจะถูกส่งเข้าไปเลี้ยงภายในร่างกายได้จำเป็นที่จะต้องอาศัยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีสำหรับการกรรมวิธีการย่อยของกิน แล้วก็ควรต้องอาศัยวิตามิน ธาตุ กรดอะมิโน สารไฟเตท ที่จำเป็นต้องมาเป็นตัวประกอบสำคัญสำหรับในการเสริมประสิทภาพแนวทางการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี ร่างกายของประกอบไปด้วยเซลล์ขนาดเล็กหลายล้านเซลล์ สารอาหารจำเป็นต้องถูกย่อยโดยทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีกระทั่งมีขนาดเล็กในระดับอิออน ก็เลยจะสามารถผ่านหนังของเซลล์ขนาดเล็กแต่ละเซลล์ได้ ร่างกายก็เลยจะดำเนินชีวิตอยู่ได้ ในทางตรงกันข้ามถ้าเกิดสารอาหารไม่สามารถที่จะส่งไปถึงเซลล์ได้ การบูรณะส่วนที่สึกก็ไม่อาจจะทำเป็น ก็เลยทำให้ร่างกายเกิดภาวะเสื่อม มีผลทำให้ภูมิต้านทานปฏิบัติภารกิจมิได้อย่างมีคุณภาพ ทำให้เป็นโรคต่างๆ
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี มีบทบาทอะไร? สรุปแล้วหน้าที่หลักที่จริงจริงของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี ตัวอย่างเช่น ช่วยสำหรับในการย่อยของกิน โดยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีมีบทบาทเป็นตัวรีบสำหรับในการย่อยของกินให้บริบูรณ์ ทำให้ร่างกายของพวกเราได้รับสารอาหารที่มีคุณภาพแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปใช้ได้ ถ้าหากน้ำย่อยไม่ดีถึงกินอาหารที่เป็นประโยชน์เท่าใดก็ไม่กำเนิดคุณประโยชน์อะไรก็แล้วแต่กับร่างกายทั้งหมด นอกเหนือจากนี้โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมียังมีบทบาทช่วยปรับให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรง ช่วยสร้างโปรตีนในกล้าม ช่วยปรับให้กล้ามหดตัว สลายพิษ ทำให้เลือดบริสุทธิ์ ช่วยกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากปอด และก็ช่วยลดความเคร่งเครียดของตับอ่อนแล้วก็อวัยวะอื่นๆในร่างกาย
หลักการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี
สำหรับในการปฏิบัติงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี ส่วนประกอบของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีทั้งยังก่อนแล้วก็ข้างหลังการเกิดปฏิกิริยาจะยังคงดังเดิม หมายความว่าโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีมิได้ทำปฏิกิริยากับดูดซับสเตรด แม้กระนั้นในระหว่างที่เกิดปฏิกิริยาโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจะจับกุมตัวกับดูดซับสเตรด ทำให้ดูดซึมสเตรดเปลี่ยนสภาพไป โดยมีการสลายหรือสร้างภาระของดูดซับสเตรดขึ้นใหม่เกิดผลิตภัณฑ์ของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมี จากการรวมตัวระหว่างโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีกับซึมซับสเตรด จนถึงแปลงเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี-ดูดซึมสเตรดคอมเพล็กซ์ (Enzyme-substrate complex) มีข้อสมมติที่ชี้แจงกลไกไว้ดังต่อไปนี้
ข้อสมมติแม่กุญแจกับกุญแจ ที่โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจะเปรียบได้ดั่งเป็นกุญแจ ส่วนดูดซับสเตรดเป็นแม่กุญแจ ซึ่งจะมีการปลี่ยนแปลงเมื่อไขด้วยกุญแจ โดยแม่กุญแจต้องมีรูปร่างที่พอดีเพียงแค่นั้น ถึงจะรวมกับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีและก็เกิดปฏิกิริยานกลายเป็นผลิตภัณฑ์ได้
ข้อสมมติการเหนี่ยวนำ แอคหนฟไซต์จะสามารถยืดหยุ่นรวมทั้งเปลี่ยนสภาพได้เมื่อดูดซับสเตรดใกล้รอบๆแอคคราวฟไซต์ของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี ซึมซับสเตรดจะรั้งนำให้โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีแปลงโครงรูปรอบๆแอคครั้งฟไซต์ให้มีรูปร่างแล้วก็ขนาดพอดีที่จะรวมกับดูดซึมสเตรดได้

สล็อตออนไลน์
จำพวกของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีพวกเราสามารถจัดหมวดหมู่ออกได้เป็น 3 ประเภท เป็น
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจากของกิน (Food enzyme – ฟูดโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี)เป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่เจอได้ในอาหารสด ของกินดิบทุกหมวดหมู่ หากมาจากพืชพวกเราจะเรียกว่า โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจากพืช (Plant Enzyme) แต่ว่าหากมาจากสัตว์ พวกเราจะเรียกว่า โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจากสัตว์ (Animal Enzyme) ของกินที่ผ่านความร้อนจะทำลายโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในของกินได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีประเภทนี้จะช่วยย่อยของกินที่พวกเรากินเข้าไป
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีย่อยของกิน (Digestive enzyme – ไดเจสหนฟโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี)เป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่สร้างขึ้นโดยร่างกาย ส่วนมากจะสร้างจากตับอ่อน เพื่อใช้เพื่อสำหรับในการย่อยของกินและก็ซับสารอาหารที่พวกเรากินเข้าไป ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่า
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีสำหรับในการเผาผลาญพลังงาน (Metabolic enzyme – เมทาโบลิกโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี)เป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่ผลิตขึ้นในเลือด ในเซลล์ เยื่อ และก็อวัยวะภายในต่างๆของร่างกาย มีบทบาทรีบปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมีเพื่อช่วยสำหรับการเผาผลาญสารอาหารและก็สร้างพลังงาน สร้างภูมิคุ้มกัน ความรุ่งเรืองเติบโตให้กับร่างกาย รวมถึงการช่วยซ่อมบำรุงส่วนที่สึกกร่อนของอวัยวะภายใน แล้วก็ช่วยบรรเทารวมทั้งรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆของร่างกาย[NPC4]
คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีมีความจำเป็นและก็จำเป็นต้องสำหรับสิ่งมีชีวิต เพราะปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมีจำนวนมากในเซลล์จะเกิดขึ้นช้ามากมาย ถ้าเกิดไม่มีโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีก็อาจส่งผลให้สินค้าจากปฏิกิริยาแปลงเป็นสารเคมีจำพวกอื่น ซึ่งหากขาดโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีก็จะก่อให้ระบบลักษณะการทำงานของเซลล์แตกต่างจากปกติได้ อาทิเช่น การผ่าเหล่า การขาดหาย การสร้างไม่พอ การสร้างมากจนเกินไป ฯลฯ
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีมีบทบาทสำคัญสำหรับการสร้างมนุษย์ตั้งแต่กำเนิดในท้องแม่ จากไข่ที่สืบพันธุ์เซลล์เดียวเติบโตมากระทั่งเป็น 60 ล้านล้านเซลล์ และก็ถัดมายังปฏิบัติหน้าที่สำหรับเพื่อการซ่อมส่วนที่ผุกร่อน ปฏิบัติภารกิจย่อยของกินเพื่อได้สารอาหาร ช่วยกำจัดของเสียภายในร่างกาย ด้วยการรีบปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมีเพื่อทำลายสิ่งปลอมปน ก็เลยช่วยให้เลือดสะอาด
โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีมีความสำคัญสำหรับทุกปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมีภายในร่างกาย เซลล์ทั้งยัง 60 ล้านล้านเซลล์ควรต้องใช้โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีเพื่อรีบปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมี หากว่าไม่มีโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีพวกเราจะไม่สามารถที่จะดำรงชีพอยู่ได้
ถึงแม้ว่าวิตามิน เกลือแร่ โปรตีน ฮอร์โมน และก็สารอาหารอื่นๆจะมีความจำเป็นต่อชีวิตและก็สุขภาพ แม้กระนั้นก็โดยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีแค่นั้นที่ทำให้สารต่างๆได้ดำเนินงานตามคุณลักษณะของมันได้ ด้วยเหตุว่าถ้าหากไม่มีโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีทุกๆสิ่งทุกๆอย่างก็จะทำปฏิกิริยามิได้เลย กระทั่งมีผู้กล่าวว่า “โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีเป็นพลังงานชีวิต” หากระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีภายในร่างกายลดลดน้อยลงจนกระทั่งระดับหนึ่ง จะมีผลให้ระบบในร่างกายปฏิบัติงานมิได้ แล้วก็ชีวิตจะหยุดลงโดยทันที โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีก็เลยเป็นผู้ผลิตเซลล์ สร้างร่างกาย สร้างอวัยวะ และก็สร้างชีวิต
ถ้าหากภายในร่างกายมีโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีอย่างสมบูรณ์แล้วก็พอเพียง มนุษย์อาจมีอายุยืนได้ถึง 120 ปี เพราะว่าเซลล์ภายในร่างกายสามารถแบ่งตัวได้ตามที่ได้มีการกำหนดของโปรแกรมนาฬิกาชีวิต[NPC5]

วิธีใช้แคลเซียมกลูโคเนต

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ยาแคลเซียมกลูวัวเนตเป็นยาที่จำเป็นต้องขั้นต้นของแต่ละประเทศ สำหรับในประเทศไทยนั้นได้ใส่ยาแคลเซียมกลูวัวเนตลงในบัญชียาหลักแห่งชาติ แล้วก็มีหลายขนาดความแรง พสกนิกรทั่วๆไปรู้จักมักคุ้นเคยกับยากลุ่มแคลเซียมรูปแบบเม็ดสำหรับกินเพียงแค่นั้น ซึ่งก็รวมทั้งยาแคลเซียมกลูวัวเนตด้วย แต่ การใช้ยานี้มากเกินขนาดก็อาจส่งผลให้เป็นผลข้างๆร้ายแรงตามมาได้ ด้วยเหตุดังกล่าว ก่อนที่จะมีการใช้ยานี้ควรต้องขอความเห็นหมอหรือเภสัชก่อนเสมอ และไม่ควรจะไปพบซื้อยามารับประทานด้วยตัวเอง

เครดิตฟรี
แบบอย่างยาแคลเซียมกลูวัวเนต
ยาแคลเซียมกลูวัวเนต (ชื่อสามัญ) มีชื่อด้านการค้า ดังเช่นว่า แคลสิออน (Calcion), แคลเซียมกลูวัวเนต จีพีโอ (Calcium gluconate GPO), แคลเซียมกลูวัวเนต หน.โอ. (Calcium gluconate T.O.), ติดอยู่ลฟอร์ต (KAL-forte) อื่นๆอีกมากมาย
แคลเซียมกลูวัวเนตเป็น
แบบอย่างยาแคลเซียมกลูวัวเนต
ยาเม็ดประเภทกิน ขนาด 500 มก./เม็ด
ยาฉีด ประเภท 10% (10 มล.)
ยาเม็ดฟู่ละลายน้ำ ที่มีเกลือแคลเซียมประเภทอื่นๆดังเช่นว่า แคลเซียมกลูวัวเนต (Calcium gluconate) 0.01 กรัม + แคลเซียมแลคเตท (Calcium lactate) 2.93 กรัม + แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) 0.3 กรัม
คุณประโยชน์ของยาแคลเซียมกลูวัวเนต
ใช้คุ้มครองป้องกันหรือเยียวยารักษาคนที่ร่างกายขาดแคลเซียม คนที่ได้รับแคลเซียมจากของกินที่กินตามเดิมไม่เพียงแต่ หรือคนที่มีความต้องการแคลเซียมมากขึ้น อย่างเช่น คนที่เป็นโรคกระดูกพรุน เพศหญิงวัยหมดระดูที่มีความเสี่ยงต่อภาวการณ์กระดูกพรุน
ใช้ปกป้องและก็รักษาโรคกระดูกพรุน
ใช้เยียวยาภาวการณ์ร่างกายได้รับเกลือแร่โพแทสเซียมแล้วก็เกลือแร่แมกนีเซียมในเลือดสูงเกินธรรมดา
ใช้รักษาภาวการณ์ร่างกายได้รับยาในกรุ๊ปแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ (Calcium channel blockers) เกินขนาด

สล็อต
ใช้เป็นยาทาภายนอก (ยาทาภายนอก) เมื่อผิวหนังไหม้หรือมีการเคืองจากการสัมผัสกรดไฮโดรฟลูออริก (Hydrofluoric acid) ซึ่งเป็นกรดที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท อาทิเช่น ใช้เป็นสารละลาย
ใช้รักษาอาการชักเกร็งจากภาวการณ์แคลเซียมในเลือดต่ำข้างหลังผ่าตัดต่อมไทรอยด์ที่ตัดเอาต่อมพาราต่อมไทรอยด์ออกไปด้วย หรือมีลักษณะอาการชักเกร็งจากสภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ
นอกเหนือจากนี้ในอดีตกาลด้านการแพทย์ยังเคยใช้ยานี้ประเภทฉีดรักษาคนที่ถูกแมงมุมหญิงหม้ายดำกัดอีกด้วย
กลไกการออกฤทธิ์ของยาแคลเซียมกลูวัวเนต
แคลเซียมกลูวัวเนตจะมีกลไกการออกฤทธิ์โดยการเข้าไปสร้างสมดุลของเกลือแคลเซียมในกระแสโลหิต ทำให้เส้นประสาทกล้าม โดยยิ่งไปกว่านั้นกล้ามเนื้อหัวใจดำเนินงานได้อย่างปกติ นอกนั้นร่างกายยังนำแคลเซียมไปใช้สำหรับการสร้างเสริมความแข็งแรงของกระดูกและก็เอาไปใช้เพื่อคงจะความสมดุลของเกลือแร่ต่างๆในเลือดอีกด้วยก่อนใช้ยาแคลเซียมกลูวัวเนต
เมื่อมีการสั่งยาทุกจำพวกรวมทั้งยาแคลเซียมกลูวัวเนต สิ่งที่ควรจะแจ้งให้หมอหรือเภสัชกรรู้มีดังนี้
เรื่องราวแพ้ยาแคลเซียมกลูวัวเนต (Calcium gluconate) หรือยาอื่นๆทุกประเภท และก็อาการจากการแพ้ยา ยกตัวอย่างเช่น ใช้ยาแล้วอ้วกมากมาย ขึ้นผื่น หรือแน่น หายใจลำบาก/หายใจไม่สะดวก ฯลฯ
โรคประจำตัวต่างๆยาที่หมอสั่งจ่ายและก็ยาที่ใช้เอง รวมทั้งอาหารเสริม วิตามิน และก็ยาสมุนไพรต่างๆที่กำลังใช้อยู่หรือกำลังจะใช้ ด้วยเหตุว่ายาแคลเซียมกลูวัวเนตอาจทำให้ลักษณะโรคพวกนั้นร้ายแรงขึ้น หรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่นๆที่กินอยู่ก่อนได้ เป็นต้นว่า
การใช้ยาแคลเซียมกลูวัวเนตร่วมกับยาพวกนี้ ได้แก่ ยาต่อต้านเชื้อแบคทีเรียกรุ๊ปฟลูออโรควิโนโลน (Fluoroquinolones), ยาต้านทานเชื้อแบคทีเรียกรุ๊ปเตตราไซคลีน (Tetracycline) ประเภทกิน, ยาต่อต้านเชื้อรากรุ๊ปอิมิดาโซล (Imidazole), ยาที่มีส่วนประกอบของธาตุเหล็ก, ยาที่มีส่วนประกอบของสังกะสี, ไดจอกสิน (Digoxin), เอทิโดรเนต (Etidronate), ไอโซไนอาสิด (Isoniazid), เฟนิโทอิน (Phenytoin) ฯลฯ อาจจะก่อให้ยาแคลเซียมกลูวัวเนตมีผลไปก่อกวนการดูดซึมของยาพวกนี้ ทำให้ยาพวกนี้ถูกซับไปสู่กระแสโลหิตได้ลดลง และก็ลดผลของการรักษาของยาได้ แม้กระนั้นแม้จำต้องใช้ด้วยกัน ควรจะกินยาแคลเซียมกลูวัวเนตให้ห่างจากยาอื่นอย่างต่ำ 2 ชั่วโมง เว้นเสียแต่ไอโซไนอาสิด (Isoniazid) ที่บางทีอาจกินห่างได้อย่างต่ำ 1 ชั่วโมง
การใช้ยาแคลเซียมกลูวัวเนตร่วมกับยาแอมโลดิปีนป่าย (Amlodipine), เซลลูโลสโซเดียมฟอสเฟต (Cellulose sodium phosphate) อาจจะเป็นผลให้คุณภาพของยาแอมโลดิตะกาย/เซลลูโลสโซเดียมฟอสเฟตต่ำลง แม้จำเป็นจะต้องใช้ด้วยกันควรจะหารือหมอจะปรับขนาดการใช้ยาให้สมควรเป็นกรณีๆไป
การใช้ยาแคลเซียมกลูวัวเนตร่วมกับยาไฮโดรคลอโรไทอะไซด์ (Hydrochlorothiazide) รวมทั้งยาอื่นๆที่มีแคลเซียม อาจส่งผลให้ระดับความเข้มข้นของแคลเซียมในเลือดเพิ่มสูงมากขึ้นจนถึงเป็นผลใกล้กันตามมา ถ้าเกิดจำต้องใช้ร่วม หมอจะปรับขนาดการใช้ยาให้สมควรเป็นกรณีๆไป

สล็อตออนไลน์
การใช้ยาแคลเซียมกลูวัวเนตร่วมกับยาไดจอกสิน (Digoxin) อาจจะทำให้กำเนิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ แน่นหน้าอก ตาฟาง อ้วก เป็นลมเป็นแล้งชัก ถ้าจำเป็นจะต้องใช้ด้วยกันจะต้องให้หมอปรับขนาดการกินยาให้เหมาะสมเป็นกรณีๆไป
การใช้ยาแคลเซียมกลูวัวเนตร่วมกับยาปฏิชีวนะเซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) อาจจะทำให้กำเนิดขี้ตะกอนผลึกในกระแสโลหิต ในปอด หรือในไตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทารก
มีความผิดธรรมดาหรือมีประวัติความเปลี่ยนไปจากปกติของร่างกาย ดังต่อไปนี้
ท้องผูก หรือมีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะหรือไส้
หัวใจเต้นไม่ดีเหมือนปกติ
มีสภาวะร่างกายขาดน้ำ
หรูหราแคลเซียมในเลือดหรือในฉี่สูง
หรูหราธาตุฟอสฟอรัสในเลือดสูงขึ้นมากยิ่งกว่าธรรมดา
มีจำนวนวิตามินดีภายในร่างกายสูง
โรคไต เนื่องจากว่าอาจจะก่อให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูง ซึ่งบางทีอาจเป็นการเพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดผลกระทบร้ายแรงได้
โรคซาร์รอด์ (Sarcoidosis) เพราะว่าแคลเซียมอาจจะก่อให้ไตเปลี่ยนไปจากปกติหรือหรูหราแคลเซียมในเลือดสูง
ต่อมพาราต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าธรรมดา (Hyperparathyroidism) ซึ่งการได้รับแคลเซียมในคนเจ็บกลุ่มนี้อาจจะทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงมากขึ้น
มีการตั้งท้องหรือกำลังให้นมลูก เพราะเหตุว่ายาหลากหลายประเภทสามารถผ่านเกลื่อนกลาดหรือผ่านไปสู่นมแล้วก็ไปสู่เด็กทารก จนกระทั่งอาจทำให้เป็นผลข้างๆต่อเด็กแรกคลอดได้
การใช้ยาแคลเซียมกลูวัวเนต
สำหรับใช้รักษาคนที่มีสภาวะร่างกายขาดแคลเซียม ในคนแก่ให้กินยาวันละ 1,000-3,000 มก. โดยแบ่งกิน ในเด็กตัวเล็กๆถึงเด็กโตให้กินยาวันละ 500-725 มก./น้ำหนักตัว 1 กิโล โดยแบ่งกินทุกๆ6-8 ชั่วโมง ส่วนในทารกหรือทารก ให้กินยาวันละ 500-1,500 มก./น้ำหนักตัว 1 โล โดยแบ่งกินทุกๆ4-6 ชั่วโมง
สำหรับใช้รักษาคนที่มีสภาวะร่างกายขาดแคลเซียมอย่างยิ่ง ดังเช่นว่า มีลักษณะอาการชักเกร็งจากสภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งหมอจะใช้ยาฉีดจำพวก 10% ฉีดเข้าหลอดโลหิตดำอย่างช้าๆในจำนวน 10 มล. (ควรจะได้รับยาจากสถานพยาบาลแล้วก็ใช้ยานี้โดยหมอผู้ที่มีความชำนาญเพียงแค่นั้น แล้วก็ที่สำคัญก็คือ ห้ามฉีดยานี้แบบบ่อยเกิน ควรจะใช้เฉพาะในรายที่มีสภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำเพียงแค่นั้น)

jumboslot
ข้อแนะนำสำหรับการใช้ยาแคลเซียมกลูวัวเนต
ปริมาณยาที่ใช้บางทีอาจต่างๆนาๆในคนป่วยแต่ละราย ควรจะใช้ยานี้ตามคำแนะนำของหมอหรือเภสัชกร หรือดังที่เจาะจงไว้บนสลากยาอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ยาในขนาดที่น้อยกว่าหรือมากยิ่งกว่าที่กำหนดไว้ ถ้าเกิดมีคำถามควรจะถามหมอหรือเภสัชกร
สำหรับยาเม็ดให้กินยากับของกินหรือหลังรับประทานอาหาร และก็ควรจะกินยาให้ตามเวลาทุกคราว
แม้กำลังกินยาอื่นอยู่ ให้กินยานี้ห่างจากยาอื่นอย่างต่ำ 2 ชั่วโมง
อย่ากินยานี้ด้านใน 1-2 ชั่วโมงภายหลังจากทานอาหารที่มีเส้นใยสูงในจำนวนมากๆตัวอย่างเช่น ข้าวซ้อมมือ ขนมปัง เมล็ดพืช ผลไม้สดที่มีเส้นใย
ควรจะกินน้ำวันละหลายๆแก้ว เพื่อลดท้องผูกจากแคลเซียม (เว้นเสียแต่ในคนไข้โรคไตซึ่งจำต้องจำกัดการกินน้ำ)
เลี่ยงการสูบยาสูบ ดื่มแอลกอฮอล์ และก็เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน (ตัวอย่างเช่น กาแฟ) ในระหว่างการใช้ยานี้ เพราะว่าจะมีผลให้ตัวยาถูกซึมซับไปสู่ร่างกายได้ลดลง
ไม่รับประทานสินค้าเสริมของกินที่มีแคลเซียม และก็แคลเซียมกลูวัวเนตในจำนวนมากๆเนื่องจากอาจจะก่อให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงได้
ปริมาณยารวมทั้งช่วงเวลาสำหรับเพื่อการใช้ยาข้างต้นเป็นเพียงแต่แบบอย่างหนึ่งเพียงแค่นั้น ไม่สามารถที่จะใช้ตอบแทนคำบัญชาการใช้ยาของหมอได้ ทั้งยังยาแคลเซียมกลูวัวเนตก็สามารถใช้ประโยชน์รักษาสภาวะหรืออาการได้นานัปการ ซึ่งก็จะมีขนาดและก็ช่วงเวลาสำหรับเพื่อการใช้ที่นานับประการ ฉะนั้น การใช้ยาให้ถูกแล้วก็สมควรจำเป็นที่จะต้องขอคำแนะนำหมอหรือเภสัชกรก่อนเสมอ
ถ้าเจออาการแตกต่างจากปกติร้ายแรง ควรจะไปพบหมอในทันทีทันใด เป็นต้นว่า ท้องผูกมากหรือตลอด ปวดหัวอย่างสม่ำเสมอ เหน็ดเหนื่อยมากมายเปลี่ยนไปจากปกติ ง่วงซึมหรืองงงัน งวยงง เพ้อ ไม่มีสติ ฯลฯ

slot

วิธีใช้ผงเกลือแร่

ผงเกลือแร่ / ผงน้ำตาลเกลือแร่ / ผงละลายเกลือแร่ / เกลือแร่แบบเป็นผงละลายน้ำ / น้ำเกลือแห้ง / สารละลายเกลือแร่โออาร์เอส / โอ.อาร์.เอส. / ผงโออาร์เอส (Oral rehydration salt – ORS) หรือที่คนสามัญรู้จักกันในชื่อเชิงพาณิชย์ว่า ผงเกลือแร่องค์การเภสัชกรรม (ORS GPO), ผงเกลือแร่ออรีด้า (Oreda R.O.) เป็นผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์ที่ประยุกต์ใช้เป็นยารักษาภาวการณ์ขาดน้ำและก็เกลือแร่ในคนเจ็บท้องเดินหรืออ้วกมากมายจากมูลเหตุต่างๆซึ่งกุญแจสำคัญของการใช้ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสก็คือ คนป่วยยังจะต้องมีสติรวมทั้งสามารถจิบดื่มสารน้ำได้รวมทั้งระบบของการดูดซึมในไส้ยังดำเนินงานก้าวหน้า ก็เลยจะส่งเสริมให้โออาร์เอสสามารถดำเนินการได้อย่างมีคุณภาพ

เครดิตฟรี
ยังมีผลิตภัณฑ์อีกกรุ๊ปที่มักกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจผิดกันมากมายหมายถึงเครื่องดื่มเกลือแร่รูปแบบผงหรือสินค้าเครื่องดื่มเกลือแร่ (Sports drink) ยกตัวอย่างเช่น ผู้สนับสนุน เอ็มสปอร์ต เกเตอเรด อื่นๆอีกมากมาย ที่เป็นเครื่องดื่มสำหรับคนที่สูญเสียเหงื่อจากการบริหารร่างกาย ซึ่งจะเป็นคนละกรุ๊ปกันกับ ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอส (ORS) ที่กำลังเอ๋ยถึงในเนื้อหานี้ โดยถ้าจะกล่าวให้เข้าใจง่ายๆผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสก็คือสินค้าทางด้านการแพทย์ที่มีไว้สำหรับใช้ชดเชยน้ำแล้วก็เกลือแร่ในคนป่วยท้องร่วงหรืออ้วกมากมาย แล้วก็ใช้คุ้มครองปกป้องภาวการณ์ช็อกเนื่องจากว่าร่างกายขาดน้ำ ซึ่งจะมีเกลือแร่ที่จำเป็นต้องต่อสภาพร่างกายในรูปร่างที่เป็นมาตรฐานรวมทั้งซับเจริญ ส่วนเครื่องดื่มเกลือแร่ก็จัดเป็นของกินในหมวดเครื่องดื่ม มีรูปทรงของเกลือแร่รวมทั้งน้ำตาลไม่พอๆกับโออาร์เอส และก็ใช้ทดแทนน้ำแล้วก็เกลือแร่ข้างหลังการบริหารร่างกายแค่นั้น
องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสเป็นผลิตภัณฑ์ทางด้านการแพทย์ที่จำเป็นจะต้องต่อระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐานของแต่ละประเทศ ด้วยโออาร์เอสสามารถช่วยลดอัตราการตาย โดยยิ่งไปกว่านั้นในเด็กตัวเล็กๆๆจากปัจจัยโรคท้องร่วงหรือท้องเดินทั่วทั้งโลกได้เยอะมากๆ ส่วนในประเทศไทยได้ใส่โออาร์เอสลงในบัญชียาหลักแห่งชาติ พสกนิกรทั่วๆไปควรต้องมีผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสไว้เป็นยาประจำบ้าน เมื่อมีลักษณะท้องเดินจะได้ถือมาใช้เพื่อช่วยประทังอาการไม่ให้เกิดอาการช็อกก่อนจะไปพบหมอที่โรงหมอ
แบบอย่างของผงเกลือแร่
ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอส (ชื่อสามัญ) มีชื่อด้านการค้า ตัวอย่างเช่น ผงน้ำตาลเกลือแร่ โอ.อาร์.เอส. องค์การเภสัชกรรม หรือ ผงเกลือแร่องค์การเภสัชกรรม (ORS GPO), เบบิ-ไลท์ (Babi-Lyte), บู๊ทส์ โออาร์เอส (Boots ORS), ไม่เนอรา อาร์.โอ. (Minera R.O.), ออรีด้า อาร์.โอ. หรือ ผงเกลือแร่ออรีด้า (Oreda R.O.), โอริส (Oris), ออสรา อาร์.โอ. (Osra R.O.), รีก้า โออาร์เอส (Reka ORS), ซี โออาร์เอส (SEA ORS), วีวา โออาร์เอส (Weewa ORS) อื่นๆอีกมากมาย
ลักษณะของผงเกลือแร่
ประเภทใส่ซองสำเร็จรูป (แบบอย่างแบบเป็นผงเพื่อละลายน้ำ) ได้แก่ ผงน้ำตาลเกลือแร่ โอ.อาร์.เอส. องค์การเภสัชกรรม (ORS GPO) ใน 1 ซอง (ขนาด 6.975 กรัม ใช้สำหรับผสมน้ำ 250 มล.) ประกอบไปด้วยเดกซ์โทรส (Glucose) 5 กรัม, โซเดียมคลอไรด์ (Sodium chloride) 0.875 กรัม, ตรีโซเดียมสิเทรตไดไฮเดรต (Trisodium citrate dihydrate) 0.725 กรัม รวมทั้งโพแทสเซียมคลอไรด์ (Potassium chloride) 0.375 กรัม
น้ำเกลือผสมเอง ให้ใช้เกลือป่น ½ ช้อนชา (บางสูตรใช้ 1 ช้อนชา) รวมทั้งน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ (25-30 กรัม) เอามาผสมในน้ำสุกสุกที่เย็นแล้ว 750 มล. (ขนาด 1 ขวดน้ำปลากลม หรือขวดแม่โขงกลม หรือ 3 แก้วขนาด 250 มล.) หรือแม้ละลายยาก สามารถใช้น้ำอุ่นพอควรได้ แม้กระนั้นไม่สมควรใช้น้ำร้อนจัด เพียงเท่านี้ก็สามารถประยุกต์ใช้ดื่มเพื่อชดเชยน้ำแล้วก็เกลือแร่ได้แล้ว
ผงโออาร์เอส

สล็อต
ผงเกลือแร่
คุณประโยชน์ของผงเกลือแร่
ใช้ดื่มเพื่อชดเชยน้ำแล้วก็เกลือแร่ภายในร่างกายที่สูญเสียไปจากอาการท้องเดินทันควัน* (อุจจาระหล่น ท้องเสีย ท้องเสีย ถ่ายท้อง) หรือคลื่นไส้มากมายจากมูลเหตุต่างๆหรือใช้ในรายที่เสียเหงื่อมากมายก็ได้
ใช้คุ้มครองป้องกันภาวการณ์ช็อกเหตุเพราะร่างกายขาดน้ำ** ตัวอย่างเช่น ไข้เลือดออก รอยแผลไฟลุกน้ำร้อนลวกขนาดใหญ่ที่เป็นต้นเหตุทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำจากทางรอยแผล
ใช้แก้อาการอยากกินน้ำ

  • ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสไม่อาจจะทำให้หยุดถ่าย หรือทุเลาอาการท้องร่วง หรือช่วยทำให้หายเร็วขึ้นได้ แต่ว่าจะช่วยไม่ให้ร่างกายขาดน้ำและก็เกลือแร่จนถึงเหน็ดเหนื่อย ไม่มีแรงหรือมีอันตรายได้ อย่างเช่น ภาวการณ์ช็อกจากการขาดน้ำ โดยเฉพาะในเด็กตัวเล็กๆ (ในขณะนี้ยังไม่มียาประเภทใดที่ช่วยทำให้อาการท้องเดินหรือท้องเสียที่ถ่ายเป็นน้ำหายเร็วขึ้นได้ และก็ยาปฏิชีวนะ เว้นเสียแต่แม้กระนั้นท้องเดินหรือท้องเสียนั้นเกิดขึ้นจากแบคทีเรียซึ่งทำให้ถ่ายเป็นมูกผสมเลือดและก็เป็นไข้ ไม่ใช่ถ่ายเป็นน้ำ ส่วนในเรื่องที่คนเจ็บมีลักษณะอาการท้องร่วงเรื้อรัง ให้รักษาอาการขาดน้ำแล้วก็เกลือแร่ในพื้นฐาน แล้วพาไปพบหมอเพื่อตรวจวิเคราะห์และก็รับการดูแลและรักษาอย่างแม่นยำถัดไป)
    ** สถานการณ์เกลือแร่ธรรมดาภายในร่างกายจะมีโซเดียม (Na) อยู่ระหว่าง 135-145 mEq/L แล้วก็โพแทสเซียม (K) อยู่ระหว่าง 3.5-4.8 mEq/L ซึ่งการจะรู้จำนวนเกลือแร่ภายในร่างกายนี้ได้จำเป็นจะต้องทำวัดระดับโดยการเจาะเลือด แต่ว่าแต่ พวกเราสามารถพิจารณาลักษณะของตัวเองได้ว่าอยู่ในภาวการณ์ธรรมดาหรือเปล่า โดยถ้าร่างกายมีสภาวะขาดน้ำหรือเกลือแร่ จะสามารถพิจารณาได้จากอาการไม่ปกติ อาทิเช่น อยากดื่มน้ำ เบื่อข้าว อ้วก คลื่นไส้ อ่อนล้า เหน็ดเหนื่อย กล้ามเป็นตะคิว หรือถ้าเกิดขาดในจำนวนมากๆก็บางทีอาจกำเนิดกล้ามกระตุก งง และก็ชักได้ ฯลฯสล็อตออนไลน์
    กลไกการออกฤทธิ์ของผงเกลือแร่
    ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสจะมีกลไกการออกฤทธิ์โดยการไปทดแทนเกลือโซเดียมและก็เกลือโพแทสเซียมที่สูญเสียไปกับอาการท้องร่วงให้กับร่างกาย แล้วก็เบาๆสร้างสมดุลของเกลือแร่ภายในร่างกายให้กลับมาปกติ ทั้งยังยังมีน้ำตาลเดกซ์โทรสที่ช่วยทำให้พลังงานกับร่างกาย ช่วยทำให้คนไข้มีกำลัง รวมทั้งเบาๆรู้สึกตัวสภาพร่างกายให้มีแรง จากกลไกดังที่ได้กล่าวมาแล้วผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสก็เลยช่วยคุ้มครองไม่ให้ร่างกายของคนไข้เกิดอาการช็อกสาเหตุจากการขาดน้ำและก็เกลือแร่
    ก่อนใช้ผงเกลือแร่
    เมื่อมีการสั่งยาทุกจำพวกรวมทั้งผงเกลือแร่หรือโออาร์เอส สิ่งที่ควรจะแจ้งให้หมอหรือเภสัชกรรู้มีดังนี้
    เรื่องราวแพ้ยาทุกจำพวก แล้วก็อาการจากการแพ้ยา อย่างเช่น กินยาแล้วอาเจียนมากมาย ขึ้นผื่น หรือแน่น หายใจไม่สะดวก/หายใจติดขัด ฯลฯ
    โรคประจำตัวต่างๆแล้วก็ยาที่หมอสั่งจ่ายหรือที่ใช้เอง รวมทั้งอาหารเสริม วิตามิน แล้วก็ยาสมุนไพรต่างๆที่กำลังใช้อยู่หรือกำลังจะใช้ ด้วยเหตุว่าผงเกลือแร่อาจทำให้ลักษณะโรคพวกนั้นร้ายแรงขึ้น หรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่นๆรวมทั้ง/หรืออาหารเสริมอื่นๆที่กินอยู่ก่อนได้
    แม้เป็นคุณผู้หญิง ควรจะแจ้งว่ามีการท้องหรือกำลังให้นมลูก เนื่องจากว่ายาหลากหลายประเภทสามารถผ่านทางเกลื่อนกลาดหรือนมรวมทั้งไปสู่เด็กอ่อนจนกระทั่งอาจจะก่อให้เป็นผลข้างๆต่อเด็กอ่อนได้
    สิ่งที่ห้าม/ข้อควรปฏิบัติตามสำหรับการใช้ยาผงเกลือแร่
    ห้ามใช้กับคนที่มีประวัติการแพ้ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอส (Oral rehydration salt)
    ห้ามใช้กับคนที่อยู่ในภาวการณ์คลื่นไส้อย่างหนัก คนไข้ที่ร่างกายอยู่ในสภาวะขาดน้ำอย่างหนัก (Severe de hydration) รวมทั้งคนป่วยที่ไตดำเนินงานเปลี่ยนไปจากปกติ
    ห้ามใช้ผงเกลือแร่ที่หมดอายุ
    ควรรอบคอบสำหรับเพื่อการใช้ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสในคนไข้โรคเกาต์ โรคตับ โรคหัวใจ คนที่มีลักษณะอาการบวม ในเด็กตัวเล็กๆ คนสูงอายุ หญิงท้อง แล้วก็หญิงให้นมลูก
    วิธีการใช้ผงเกลือแร่
    ผงเกลือแร่จำพวกใส่ซองสำเร็จรูป ให้ละลายผงเกลือแร่สำเร็จรูปในน้ำสุกสุกที่เย็นแล้วตามขนาดที่เจาะจงไว้บนฉลาก เป็นต้นว่า ผงเกลือแร่ขององค์การเภสัชกรรมในซองขนาด 6.975 กรัม ให้เอามาละลายในน้ำ 250 มล., ผงเกลือแร่ออรีด้าในซองขนาด 3.3 กรัม ให้เอามาละลายในน้ำ 150 มล. ก็จะได้การเข้มข้นของเกลือแร่ที่สมควร ฯลฯ โดยผงเกลือแร่ที่ละลายแล้ว หากอยู่ในอุณหภูมิปกติควรจะดื่มให้หมดด้านใน 12 ชั่วโมง (หรือด้านใน 1 วันหากเก็บในตู้แช่เย็น) ถ้าหากดื่มไม่หมดให้ทิ้งไป รวมทั้งเมื่ออาการท้องเดินหรืออาการเหน็ดเหนื่อยจากการท้องเดินดียิ่งขึ้นแล้ว ก็สามารถหยุดกินได้
    สำหรับคนแก่รวมทั้งเด็กโต ให้ดื่มรับประทานต่างน้ำเป็นประจำทีละ ½ – 1 แก้ว (1 แก้ว = 250 มล.) ราวๆวันละ 6-9 แก้ว หรือมากยิ่งกว่า ขึ้นกับอาการ ถ้าเกิดถ่ายบ่อยครั้งให้กินน้ำบ่อยขึ้น ถ้าเกิดอ้วกด้วยให้ดื่มทีละเล็กทีละน้อยแต่ว่าบ่อยมาก โดยให้ดื่มแทนน้ำตามจำนวนอุจจาระและก็ฉี่ที่ถ่ายออกไป หรือดื่มจวบจนกระทั่งฉี่จะออกมากและก็ใส หรือตราบจนกระทั่งอาการท้องร่วงจะดีขึ้นและก็ดียิ่งขึ้น (ในเด็กโตควรจะเริ่มให้อาหารใน 4 ชั่วโมงภายหลังดื่มสารละลายผงเกลือแร่แล้ว อย่างเช่น โจ๊ก ข้าวต้ม เนื่องจากว่าจะช่วยทำให้ไส้ได้ของกินรวมทั้งฟื้นเร็วขึ้น นอกจากในคนไข้ที่คลื่นไส้ ก็ควรจะคอยให้อาการดียิ่งขึ้นก่อน)jumboslot
    สำหรับเด็กตัวเล็กๆ ควรจะย้ำปรับปรุงแก้ไขสภาวะขาดน้ำในตอน 4-6 ชั่วโมงแรกภายหลังจากเด็กมีลักษณะอาการท้องร่วง ด้วยการให้สารละลายผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสที่ผสมแล้วดังที่กล่าวถึงแล้ว โดยให้เด็กจิบดื่มแทนน้ำทีละเล็กทีละน้อย แต่ว่าบ่อย เพื่อทางเดินอาหารของเด็กซึมซับได้ทัน ผู้ดูแลไม่สมควรให้เด็กดื่มรวดเดียวจนถึงหมด เพราะเหตุว่าอาจจะส่งผลให้ท้องร่วงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆได้ และก็จำเป็นต้องไม่ลืมเลือนที่จะให้ในจำนวนที่มากเท่ากับที่เด็กถ่ายออกไป พร้อมทั้งให้นมหรือของกินแก่เด็กตามเดิม ตัวอย่างเช่น ให้นมแม่ตามเดิม แม้กระนั้นให้สลับกับการป้อนสารละลายผงเกลือแร่ หรือหากเป็นนมผสม ให้ผสมตามธรรมดา แม้กระนั้นลดจำนวนนมลงครึ่งเดียวต่อมื้อ ส่วนจำนวนที่ให้นั้นจะขึ้นกับระดับความร้ายแรงของอาการท้องเดิน ดังต่อไปนี้
    สภาวะขาดน้ำน้อย เด็กจะมีลักษณะอาการเยี่ยวลดลงและก็มีลักษณะหิวน้ำร่วมด้วย ในกรณีนี้สามารถปรับแก้โดยการให้สารละลายผงเกลือแร่ที่ผสมเอาไว้ในจำนวน 10 มล./น้ำหนักตัว 1 กก./ชั่วโมง โดยให้ดื่มถัดไปเรื่อยจนกระทั่งอาการจะดียิ่งขึ้น
    ภาวการณ์ขาดน้ำปานกลาง เด็กจะมีลักษณะอาการฉี่น้อย อยากดื่มน้ำ เซื่องซึม กระพุ้งแก้มแห้ง ในกรณีนี้สามารถปรับปรุงโดยการให้สารละลายผงเกลือแร่ที่ผสมเอาไว้ในจำนวน 15-20 มล./น้ำหนักตัว 1 กิโล/ชั่วโมง และก็สามารถให้กินได้มากเท่าที่เด็กอยาก
    ภาวการณ์ขาดน้ำมากมาย เด็กจะมีลักษณะอาการเยี่ยวน้อย หิวน้ำ เซื่องซึม กระพุ้งแก้มแห้ง หายใจแรงแล้วก็ถี่ อยากนอนมากมาย การปรับแก้ควรต้องให้สารละลายที่ผสมไว้ทางปากให้เร็วรวมทั้งเยอะที่สุดกับรีบพาเด็กไปโรงหมอรีบด่วนโดยทันทีเพื่อได้รับน้ำเกลือทางหลอดโลหิตดำ (Intravenous fluid)
    สำหรับเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 2 เดือน ขนาดการใช้ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสจำเป็นที่จะต้องขอคำแนะนำจากหมอผู้บริจาคการดูแลและรักษา
    น้ำเกลือผสมเอง ให้ใช้เกลือป่น ½ และก็น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ (25-30 กรัม) เอามาผสมในน้ำสุกสุกที่เย็นแล้ว 750 มล. (ขนาด 1 ขวดน้ำปลากลม หรือขวดแม่โขงกลม หรือ 3 แก้วขนาด 250 มล.) หรือถ้าหากละลายยาก สามารถใช้น้ำอุ่นพอควรได้ แต่ว่าไม่สมควรใช้น้ำร้อนจัด ส่วนขนาดและก็วิธีการใช้ก็เหมือนกันกับผงเกลือแร่ประเภทซองสำเร็จรูป
    ในเวลาที่ท้องเดิน บ่อยที่พวกเราจะได้รับข้อเสนอจากเภสัชกรว่าควรจะจิบดื่มแทนน้ำเป็นประจำซึ่งการจิบทีละเล็กละน้อยนี้จะช่วยปรับร่างกายซับน้ำรวมทั้งเกลือแร่เพื่อไปทดแทนส่วนที่สูญเสียได้ดีมากยิ่งกว่าการดื่มรวดเดียวหมดแก้ว เนื่องจากว่าในตอนที่มีลักษณะอาการท้องร่วงไส้ชอบซึมซับน้ำแล้วก็ของกินได้ลดลง ถ้าพวกเราดื่มทีเดียวหมดแก้ว ไส้ก็จะไม่อาจจะซับได้ทัน น้ำตาลแล้วก็เกลือแร่ที่มีความเข้มข้นก็จะปฏิบัติหน้าที่ดึงน้ำออกมาสู่ทางเดินอาหารเพื่อช่วยสำหรับในการเจือจาง เป็นเหตุทำให้มีลักษณะอาการท้องร่วงหรือคลื่นไส้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการนำเครื่องดื่มเกลือแร่แบบเป็นผงสำหรับผู้บริหารร่างกายมาใช้แทนผงเกลือแร่หรือโออาร์เอส ซึ่งจะมีจำนวนน้ำตาลมากยิ่งกว่าหลายเท่าตัว (น้ำตาลที่สูงเกินในเครื่องดื่มกลุ่มนี้จะยิ่งทำให้อาการท้องเดินห่วยลง เนื่องจากจะดูดน้ำรวมทั้งเกลือแร่ออกมาจากฝาผนังไส้เข้าไปผสมกับอุจจาระ แทนที่จะช่วยซึมซับน้ำรวมทั้งเกลือแร่คืนกลับ) และก็มีจำนวนเกลือแร่ที่น้อยกว่า (ไม่พอต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากท้องเดิน)จุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน จำนวนน้ำตาลที่มากขึ้นจะไปเพิ่มพลังงานให้แก่ผู้บริหารร่างกาย แต่ก็บางทีอาจเข้มข้นเหลือเกินสำหรับคนที่มีลักษณะท้องร่วงได้ เพราะฉะนั้น คนที่มีลักษณะอาการท้องเดินจะต้องใช้ผงเกลือแร่หรือโออาร์เอสสำหรับอาการท้องร่วงแค่นั้น เพราะว่ามีส่วนประกอบของน้ำตาลและก็เกลือแร่ในจำนวนที่เป็นมาตรฐานดังที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้[NPC5]

คำแนะนำในการทานเม็ดฟู่

วิตามินซีเม็ดฟู่หมายถึงวิตามินซีอยู่ในลักษณะของยาเม็ดฟองฟู่ (Effervescent) ซึ่งเป็นแบบอย่างเภสัชภัณฑ์ที่ดีไซน์มาให้ตัวยาหรือวิตามินกระจายตัวรวมทั้งปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทันทีทันใดที่สัมผัสกับน้ำ แล้วแปลงเป็นสารละลาย (ซึ่งในที่นี้ก็คือวิตามินซี) โดยจะมีไม่เหมือนกันจากแบบอย่างยาเม็ดทั่วๆไป (Tablets)หมายถึงจำเป็นต้องนำเม็ดยามาละลายน้ำก่อน เมื่อเม็ดยาสัมผัสกับน้ำก็จะกำเนิดเป็นฟองฟู่ แล้วก็ก่อนกินทานจำต้องคอยให้ตัวยาละลายหมดก่อน ส่วนในบางบุคคลบางครั้งก็อาจจะท้องขึ้นแน่นท้องได้เพราะเหตุว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เสนอแนะให้ทานหลังรับประทานอาหารในทันที ก็จะช่วยลดอาการดังที่กล่าวมาแล้วได้

เครดิตฟรี
ส่วนต้นสายปลายเหตุที่นิยมนำวิตามินซีมาผลิตให้อยู่ในลักษณะของยาเม็ดฟองฟู่ ก็เพราะว่ายาลักษณะนี้มีจุดเด่นหลายแบบรวมทั้งเป็นต้นแบบที่เหมาะสมกับตัวยาหรือวิตามินที่มีปัญหาในด้านต่างๆยกตัวอย่างเช่น
ยาที่ไวต่อแสงสว่าง อากาศ แล้วก็ความชุ่มชื้น ตัวอย่างเช่น วิตามินซี หรือวิตามินต่างๆเพราะเหตุว่าโดยธรรมดามาตรฐานของยาเม็ดฟองฟู่จะมีความชุ่มชื้นได้ไม่เกิน 0.5% ด้วยเหตุนี้ ก็เลยเป็นแบบที่เหมาะสมกับยาหรือวิตามินที่ย่อยสลายได้ง่าย
ยาที่ซึมซับยากหรือมีฤทธิ์กัดเซาะทางเดินอาหาร เมื่อยาเม็ดฟองฟู่กระจายตัวอยู่ในรูปของสารละลายก็จะไม่ยุ่งยากต่อการซึมซับ ทำให้ตัวยาซับได้ในทันที และไม่หลงเหลือในทางเดินของกิน ยกตัวอย่างเช่น แคลเซียมคาร์บอเนต
ยาที่ไวประมือด-ด่าง อาทิเช่น กรดอะมิโน ยาปฏิชีวนะ ที่ถูกทำลายได้ง่ายในกระเพาะในภาวการณ์ที่เป็นกรดและไม่ถูกซับ ซึ่งสารละลายยาเม็ดฟองฟู่จะสามารถช่วยสำหรับปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ในกระเพาะชั่วครั้งชั่วคราว ก็เลยช่วยทำให้ยาหรือวิตามินถูกดูดซับได้มากขึ้น
ยาที่ใช้ในขนาดสูง เพราะเหตุว่ายาเม็ดฟองฟู่สามารถใส่ตัวยาได้ถึง 2,000 มก. ซึ่งเป็นขนาดที่ไม่เหมาะสมกับการสร้างในรูปของยาเม็ดทั่วๆไป
แต่ การสร้างยาเม็ดฟองฟู่จะมีความสลับซับซ้อนและก็ควรมีการสำรวจควบคุมประสิทธิภาพมากยิ่งกว่าการสร้างยาเม็ดทั่วๆไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมความชุ่มชื้นที่จำเป็นต้องควบคุมทุกกระบวนการผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่จำต้องคุ้มครองป้องกันแสงสว่างและก็ความชุ่มชื้นเจริญ รวมทั้งยังจำเป็นจะต้องมีการแต่งกลิ่นรสให้ออกมาดีด้วย เพราะว่าถ้าเกิดตัวยามีรสไม่ดีจะมีผลต่อการร่วมมือสำหรับในการใช้ยาได้ โดยเหตุนี้ก็เลยทำให้ยาหรือวิตามินในชนิดเม็ดฟู่ชอบแพงสูงขึ้นมากยิ่งกว่ายาแบบเป็นเม็ดทั่วๆไป โดยเหตุนี้ ก่อนเลือกซื้อยาหรือวิตามินซีเม็ดฟู่ทุกคราวก็ควรที่จะทำการเลือกซื้อจากบริษัทที่เชื่อถือได้ มีความน่าไว้วางใจ ผ่าน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมทั้งมีแบบอย่างบรรจุภัณฑ์ที่ดูดีตามมาตรฐานด้วย
วิตามินซีเม็ดฟู่เหมาะสมกับใครกันแน่บ้าง ?
คนที่ไม่ได้อยากต้องการทานหรือเปล่าสบายทานยาชนิดเม็ด
ผู้มีปัญหาสำหรับการกลืนเม็ดยาหรือเปล่าสามารถกลืนเม็ดยาขนาดใหญ่ได้
คนวัยชราที่มีปัญหาเรื่องท้องผูก หรือเกี่ยวกับการดูดซึม ซึ่งคนพวกนี้จะเหมาะอย่างยิ่ง
คนที่เบื่อหรือต้องการแปรไปกินวิตามินซีในแบบอย่างอื่นๆบ้าง โดยจะผสมกับน้ำหรือกับน้ำผลไม้ก็ได้ เนื่องจากไม่เป็นผลอะไร แม้กระนั้นเวลาทานจำเป็นต้องรอคอยให้ฟองละลายหมดก่อน
วิตามินซีแบบเม็ดฟู่
IMAGE SOURCE : 123RF
วิตามินซีเม็ดฟู่ให้คุณประโยชน์แตกต่างจากแบบเม็ดไหม ?
จากการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่า อีกทั้งวิตามินซีแบบเป็นเม็ด แคปซูล เยลลี่ แบบน้ำ แบบผงละลายน้ำ หรือแบบเม็ดฟองฟู่ละลายน้ำ พบว่าให้ผลดีได้ไม่มีความต่างกัน ร่างกายสามารถได้รับวิตามินซีเสมอกัน ฉะนั้น การเลือกกินในแบบอย่างไหนก็เลยขึ้นกับความสบายรวมทั้งความเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลมากยิ่งกว่า ดังเช่น แม้เป็นคนที่มีปัญหาประเด็นการซับหรือมีปัญหาการกลืนเม็ดยาก็ควรที่จะเลือกเป็นแบบผงละลายน้ำหรือเม็ดฟองฟู่ละลายน้ำ

สล็อต
ประโยช์จากวิตามินซีมีอะไรบ้าง ?
วิตามินซี (Vitamin C) เป็นสารที่มักพบในผักรวมทั้งผลไม้ ตัวอย่างเช่น ส้ม กีวี่ เลม่อน พลัม มะเขือเทศ สตรอว์เบอร์รี่ สับปะรด มะละกอ บร็อคโคลี่ พริกไทย พริกหวาน กะหล่ำดอก มันฝรั่ง อื่นๆอีกมากมาย รวมทั้งในเนื้อสัตว์ ตับสัตว์ โดยหลักๆแล้ววิตามินซีจะมีสาระดังต่อไปนี้
ช่วยทุเลาอาการหวัด วิตามินซีสามารถช่วยทำให้หายจากอาการหวัดได้เร็วขึ้นและก็ลดความร้ายแรงของหวัดให้ลดน้อยลงได้ (ถ้าทานวิตามินซีเสริมวันละ 1,000-3,000 มก.ในตอนที่ป่วยไข้) ส่วนการกินเพื่อคุ้มครองการเป็นหวัดยังไม่มีข้อมูลแจ่มแจ้ง แล้วก็นอกจากโรคไข้หวัดแล้ว วิตามินซียังบางทีอาจช่วยลดช่วงเวลาการเจ็บป่วยจากการรับเชื้ออื่นๆได้ด้วย ได้แก่โรคปอดอักเสบ โรคปวดบวม ฯลฯ
วิตามินซีช่วยเสริมภูมิต้านทาน จากการเรียนพบว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยกระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดขาวของร่างกาย ทั้งยังยังช่วยเสริมความแข็งแรงรวมทั้งคุ้มครองความทรุดโทรมของเม็ดเลือดขาวที่มีต้นเหตุมาจากสารอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ได้ด้วย ซึ่งจุดสำคัญของเม็ดขาวก็คือมันเป็นสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ (Antibody) ของร่างกายขอรับ โดยจะมีบทบาทสำหรับในการต้านและก็กำจัดเชื้อโรคต่างๆที่ไปสู่ร่างกาย เมื่อเม็ดเลือดขาวทำลายเชื้อปะปนเสร็จ เม็ดเลือดขาวแล้วก็ระบบภูมิต้านทานก็จะจำแนวทางการสำหรับการสนองตอบต่อเชื้อโรคประเภทนั้นๆทำให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้น ซึ่งบางทีอาจช่วยลดความร้ายแรง ลดการเสี่ยงต่อการรับเชื้อหรือการป่วยจากเชื้อจำพวกเดิมๆซ้ำได้นั่นเองนะครับ
วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งจะช่วยคุ้มครองป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นมาจากขั้นตอนสันกระบี่ภายในร่างกาย หรือมีต้นเหตุมาจากมลภาวะสภาพแวดล้อมรอบข้างพวกเราได้ โดยจะช่วยต้านแล้วก็ลดระดับของสารอนุมูลอิสให้ลดลง เมื่อสารอนุมูลอิสระลดน้อยลงแล้วก็กลับมาอยู่ในระดับธรรมดา ร่างกายก็จะมีความสมดุลมากเพิ่มขึ้น การเสี่ยงสำหรับการเป็นโรคต่างๆก็จะลดลง
ช่วยลดการกำเริบและก็ช่วยทำให้ลักษณะของภูมิแพ้ดียิ่งขึ้น แม้ทานวิตามินซีวันละ 2,000 มก. นานโดยประมาณ 1 ข้างขึ้นไป
วิตามินซีปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวช่วยสำหรับในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อเกี่ยวกับผิวหนังรวมทั้งของเส้นโลหิตให้แข็งแรง ไม่เปราะ ยืดหยุ่นได้ดิบได้ดี ส่งผลช่วยชะลอความแก่และก็ลดการเกิดริ้วรอยที่วัย รวมทั้งช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้นและก็รักษาสุขภาพเยื่อต่างๆภายในร่างกายด้วย
ช่วยคุ้มครองป้องกันและก็รักษาการขาดวิตามินซี (โรคลักปิดลักเปิด) ซึ่งอาการที่แสดงได้ชัดแจ้งที่สุด เป็นมีเลือดไหลตามไรฟัน
ช่วยคุ้มครองปกป้องโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตา ตัวอย่างเช่น ต้อหิน ต้อกระจก ตาบอดทันควัน เนื่องจากวิตามินซีสามารถช่วยปกป้องรักษาเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆดังเช่นว่า ควันจากบุหรี่ แสงสว่างอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นแรงกระตุ้นให้กำเนิดโรคได้
ช่วยเพิ่มแรงต้านทานต่อโรคหัวใจ โดยการไปช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับเพื่อการควบคุมระดับคอเรสเตอรอคอยล ภายในร่างกาย
ช่วยทำให้ผิวขาวกระจ่างขาวใสขึ้น ถ้าทานวันละ 2,000 มก. ด้วยเหตุว่าวิตามินซีช่วยลดการผลิตเม็ดสี ช่วยคุ้มครองป้องกันการปองร้ายผิวจากอนุมูลอิสระแล้วก็แสงอาทิตย์ แต่ว่าความขาวขึ้นจะเป็นไปไม่ได้ขาวมากไปกว่าระดับสีผิวเดิมของคนๆนั้น และก็ความขาวใสที่เกิดขึ้นจำเป็นที่จะต้องประพฤติอันอื่นร่วมด้วย เป็นต้นว่า การคุ้มครองแสงตะวันอย่างสม่ำเสมอด้วยการทาโลชั่นที่มีไว้สำหรับป้องกันแดดหรือเลี่ยงแดด
แนวทางเลือกวิตามินซีเม็ดฟู่

สล็อตออนไลน์
เลือกวิตามินซีเม็ดฟู่แบบไหนดี ?
วิธีการสำหรับเลือกซื้อวิตามินซีเม็ดฟู่ควรที่จะทำการเลือกซื้อแบรนด์ที่มีความน่าวางใจเป็นหลัก บรรจุภัณฑ์ดูดีตามมาตรฐาน รวมทั้งที่สำคัญต้องมีข้อมูลสำคัญที่แน่ชัด ดังเช่นว่า เลขที่เขียนแจ้ง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, วันเดือนปีที่ผลิตรวมทั้งหมดอายุ, มีกำหนดสถานที่ผลิต และก็กำหนดจำพวกของวิตามินซีให้ชัดแจ้งว่าเป็นจำพวกไหน ถ้าไม่เจาะจงประเภทส่วนตัวแพทย์เองจะไม่เลือก เพราะเหตุว่าไม่มีอะไรประกันว่าจะได้รับวิตามินซีนั้นใช่หรือไม่ ดังนี้ก็เพื่อให้มีความปลอดภัยแล้วก็ให้มั่นอกมั่นใจได้ว่าร่างกายจะได้รับคุณประโยชน์จากวิตามินซีเต็มๆ
ถ้าหากจะให้ดีเยี่ยมเพิ่มขึ้นวิตามินซีเม็ดฟู่ที่เลือกซื้อควรจะมีส่วนประกอบอื่นๆที่จำเป็นต้องกับสถานการณ์โอบล้อมทั้งยังเชื้อโรค ฝุ่นละอองควัน แล้วก็อากาศที่เปลี่ยนบ่อยมากในขณะนี้ด้วย ซึ่งหนึ่งในซึ่งก็คือซิงค์หรือแร่สังกะสี (Zinc) นะครับ โดยเป็นแร่สำคัญที่ร่างกายอยากได้ในจำนวนน้อยแม้กระนั้นไม่สามารถที่จะขาดได้เลย เพราะว่าเป็นองค์ประกอบของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีภายในร่างกายมากยิ่งกว่า 200 ประเภท ที่ช่วยทำให้ร่างกายดำเนินการได้อย่างปกติ ซึ่งรวมทั้งการส่งเสริมระบบภูมิต้านทานของร่างกายด้วย ส่วนข้อมูลตามงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยเกี่ยวกับซิงค์พบว่า
จากการศึกษาเล่าเรียนในปี 1996 พบว่าการใช้ซิงค์สำหรับการรักษาหวัดในผู้เจ็บป่วย 100 ราย พบว่า คนที่ใช้ซิงค์มีลักษณะอาการหวัด (ไอ ปวดศีราะ เจ็บคอ คัดจมูก) ดียิ่งขึ้นด้านใน 4.4 วัน เมื่อเทียบกับผู้ใช้ยาหลอกที่จะมีลักษณะดียิ่งขึ้นใน 7.6 วัน แต่ว่าช่วงเวลาการหายจากการเป็นไข้ ปวดกล้าม แล้วก็การจามของอีกทั้ง 2 กรุ๊ปไม่ต่างอะไรกัน
ใน Cochrane Review (updated in 2013) ได้กระทำสรุปงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยจำพวก Randomized Controlled Trials ปริมาณ 18 เรื่อง พบว่า ซิงค์สามารถช่วยยั้งการเพิ่มปริมาณของเชื้อไวรัสได้ (Inhibits Replication of the Virus) ก็เลยทำให้หวัดหายเร็วขึ้นเมื่อใช้เมื่อเริ่มมีลักษณะอาการด้านใน 1 วันแล้วก็ใช้ในขนาดมากยิ่งกว่าวันละ 75 มก.
การค้นคว้าในปี 2010 ที่ได้เรียนกลไกการออกฤทธิ์ของซิงค์แล้วพบว่า เมื่อซิงค์มีจำนวนมากขึ้นในเซลล์จะสามารถยั้ง RNA-dependent RNA polymerases และก็ยั้งโปรตีนอีกหลากหลายประเภทที่เชื้อไวรัสจะต้องใช้สำหรับในการเพิ่มได้ นอกเหนือจากนั้นซิงค์ยังช่วยให้ระบบภูมิต้านทานดำเนินงานก้าวหน้าขึ้น โดยทำให้เกิดการผลิต Cytokine และก็ควบคุมแนวทางการทำงานของเซลล์ภูมิต้านทาน (Immune Cell)[NPC4]
ข้อเสนอสำหรับในการทานวิตามินซีแบบเม็ดฟู่
โดยธรรมดาแล้วถ้าหากคุณไม่มีโรคประจำตัวอะไรรวมทั้งต้องการทานวิตามินซีเพื่อเสริมภูมิต้านทาน หมอก็ชี้แนะให้ทานวันละ 1,000 มก.ขอรับ เนื่องจากขนาดวันละ 500 มก.บางทีอาจน้อยเกินไปกับสภาพการณ์ในตอนนี้ที่เกือบจะตลอดปีจะปัญหาด้านของฝุ่นละอองควัน PM2.5 ประเทศที่มีความสะอาดน้อย มีเชื้อโรคมากมาย มีอัตราการเป็นโรคติดต่อทางลมหายใจที่เยอะขึ้นเรื่อยๆเรื่อยในขณะนี้ รวมทั้งอากาศที่ค่อนจะเปลี่ยนหลายครั้งเกือบจะตลอดทั้งปี แพทย์ก็เลยเสนอแนะให้เพิ่มขนาดการทานวิตามินซีเป็นวันละ 1,000 มก.ครับผม
ในการทานวิตามินซีแบบเม็ดฟู่ก็ไม่ยากครับผม ตระเตรียมน้ำเย็น 1 แก้ว ใส่เม็ดฟู่ใส่ลงไปในแก้ว คอยให้ตัวยาละลายจนถึงหมดแล้วกินได้เลย หรือหากรีบๆจะผสมในขวดน้ำ 600 มิลลิลิตร ครึ่งขวดก็ได้นะครับ
วิตามินซีแบบเม็ดฟู่ที่มีขายอยู่ในตลาดนั้นมีหลายแบบ มีสูตรที่ผสมซิงค์ในจำนวนพอดี ราคาคุ้ม เฉลี่ยต่อเม็ดไม่นับว่าแพงขอรับ ราวๆเม็ดละ 10 บาท ส่วนรสอร่อยมากแบบรับประทานแล้วติดเลย รสราวกับน้ำส้มผสมน้ำโซดาซ่าๆเป็นรสที่ดื่มง่ายขอรับ รับประทานแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวาดี
วิตามินซียิ่งทานทีละจำนวนมากจะยิ่งดูดซับได้ลดลง ยกตัวอย่างเช่น ทานทีละ 500 มก. ร่างกายซึมซับได้ 63% แต่ว่าหากทานทีละ 1,250 มก.จะซับได้เพียงแค่ 46% ด้วยเหตุผลดังกล่าวเสนอแนะให้ทานแต่ละครั้งไม่สมควรเกิน 1,000 มก. เป็นเลือกทานแบบเม็ดละ 1,000 มก.ไปเลยก็ได้ ทั้งยังยามเช้ารวมทั้งเย็นพอดี เนื่องจากว่าวิตามินซีส่วนใหญ่ที่ขายกันอยู่ก็เป็นขนาดเม็ดละ 1,000 มก.อยู่แล้ว ประกอบกับราคาต่อเม็ดของวิตามินซีระหว่าง 500 กับ 1,000 มก.ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกันนัก
การทานวิตามินซีหลังรับประทานอาหารตอนเช้าร่างกายจะได้ประโยชน์สูงสุด เพราะเหตุว่าวิตามินซีจะช่วยออกฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมากระหว่างวัน รวมทั้งร่างกายสามารถขับออกทางฉี่ด้านใน 4-6 ชั่วโมง ทำให้ไม่มีการตกค้างในกระเพาะปัสสาวะ (แม้ทานก่อนนอนและไม่ได้ลุกไปฉี่บางทีอาจมีการสะสมรวมทั้งรวมกลุ่มกับแคลเซียมแปลงเป็นนิ่วได้ ส่วนการกินก่อนกินอาหารก็อาจจะส่งผลให้แสบท้องได้ แม้กระนั้นหากเป็นวิตามินซีแบบเม็ดฟู่จะไม่มีปัญหาหัวข้อนี้ เป็นจะรับประทานก่อนหลังก็ไม่มีปัญหาครับผม)
วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ จะไม่สะสมภายในร่างกาย สามารถทานได้อย่างสม่ำเสมอ ปลอดภัย ถ้าเกิดไม่มีโรคประจำตัว[NPC5]

ประโยชน์ของแคลเซียม

แคลเซียม Calcium เป็นธาตุเคมีในตารางธาตุซึ่งมีสัญลักษณ์เป็น Ca มีเลขอะตอมเป็น 20 แคลเซียมเป็นธาตุโลหะหนักประเภทอะคาไลสีเทาอ่อน และอยู่ในกลุ่ม 50 ธาตุที่มีมากที่สุดบนเปลือกโลก สำหรับในร่างกายมนุษย์แคลเซียมจัดเป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย ที่มีหน้าที่หลักคือรักษาความแข็งแรงและรูปร่างของกระดูกและยังมีความสำคัญต่อระบบอื่นๆของร่างกายอีกมากมายหลายประการ ส่วนประเภทของแคลเซียมนั้น ในปัจจุบันมีการผลิตแคลเซียมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทนั้นจะมีข้อแตกต่างกันตรงรูปเกลือที่มีปริมาณธาตุแคลเซียมและการละลายน้ำมาก-น้อยต่างกัน เช่น ประเภทและปริมาณธาตุ แคลเซียม

เครดิตฟรี

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ในร่างกายมนุษย์ ร้อยละ 98 ของแคลเซียมจะอยู่ในกระดูกและฟัน โดยแคลเซียมที่อยู่ในกระดูกจะอยู่ในรูปของไฮดรอกซีอะพาไทต์ (hydroxyapatite) ดังนั้นกระดูกจึงเป็นแหล่งเก็บแคลเซียมที่สำคัญที่ช่วยรักษาระดับแคลเซียมในเลือดให้คงที่ ส่วนอีก 2% จะพบในเลือดและเนื้อเยื่อบางชนิด แต่อย่างไรก็ตามการที่ร่างกายจะได้รับแคลเซียมมาใช้งานนั้น จำเป็นที่จะต้องได้รับจากอาหารที่รับประทาน โดยอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมนั้น พบว่าน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมเป็นแหล่งอาหารแคลเซียมที่ดีที่สุด เพราะมีปริมาณแคลเซียมสูง และแคลเซียมจากน้ำนมก็สามารถดูดซึมได้ดีมาก หากดื่มนมโคไม่ได้ก็สามารถดื่มนมถั่วเหลืองที่เสริมแคลเซียม โยเกิร์ต นมเปรี้ยวแต่ทั้งนี้นมถั่วเหลืองมีปริมาณแคลเซียมไม่มากนัก

ส่วนพืชเมล็ด เช่น ถั่วเมล็ดแห้งและงา ก็มีแคลเซียมอยู่ปานกลางถึงสูงแตกต่างกันไปแต่ในกลุ่มนี้ก็มีไฟเตท (phytate) ที่อาจจะขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้ และผักใบเขียวที่เป็นแหล่งของแคลเซียมที่สำคัญมีแคลเซียมปานกลางถึงสูงและออกซาเลตต่ำ เช่น คะน้า กวางตุ้ง ขี้เหล็ก ตำลึง บัวบก ถั่วพู

นอกจากนี้ยังมีอาหารที่มีแคลเซียมสูง (เกิน 50 มิลลิกรัมต่อ100 กรัม) ประเภทพืช ได้แก่ รำข้าว กลอย มันเทศ สาคูเม็ดงาดำ งาขาว ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เต้าหู้ทุกชนิด รวมทั้งฟองเต้าหู้ ถั่วแขก ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วแปบ ถั่วพู ถั่วฝักยาว ถั่วแระถั่วลิสง ถั่วหรั่ง ถั่วเหลือง ดอกคำฝอย ทานตะวัน เมล็ดบัว เมล็ดหางนกยูงฝรั่ง เมล็ดอัลมอนด์มันฮ่อ นอกจากนี้ ปลาตัวเล็กที่บริโภคทั้งตัว หรือกุ้งแห้งซึ่งมีแคลเซียมที่เปลือก (รวมถึงกะปิด้วย) ก็เป็นแหล่งแคลเซียมที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งอีกด้วย

สล็อต

ประโยชน์และโทษ

แคลเซียมเป็นธาตุที่มีความสำคัญกับร่างกายโดยมีหน้าที่หลัก คือ เป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน รวมถึงมีหน้าที่ที่สำคัญ อื่นๆเช่น ทั้งนี้ควบคุมการทำงานของหลอดเลือด ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ควบคุมการเต้นของหัวใจ การส่งความรู้สึกไปตามเส้นประสาท การปลดปล่อยฮอร์โมน และการแบ่งตัวของเซลล์ และเป็นตัวเร่งในขบวนการที่ต้องใช้สารย่อย (Enzymatic re action) เป็นต้น ทั้งนี้ร่างกายจะมีกลไกที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับแคลเซียมในเลือดให้สมดุล หากในเลือดมีระดับแคลเซียมต่ำ ร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมในกระดูกเพื่อรักษาสมดุลของแคลเซียมในเลือด

ส่วนโทษของแคลเซียมนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ ภาวะขาดแคลเซียม ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายจะไม่สามารถสร้างแคลเซียมขึ้นมาได้เอง จึงต้องอาศัยการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมเข้าไปเพื่อทดแทนแคลเซียมที่ถูกนำไปใช้หรือถูกขับทิ้งออกจากร่างกาย ซึ่งถ้าร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคกระดูกพรุน เป็นภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง ทำให้กระดูกเปราะบางและมีโอกาสหักได้ง่าย โดยคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปจะเริ่มมีการสูญเสียมวลกระดูกมากขึ้น และอัตราการสูญเสียจะเพิ่มขึ้นทุกปี

โรคความดันโลหิตสูง มีการศึกษาพบว่าคนที่ความดันโลหิตสูงมักจะรับประทานแคลเซียมน้อยกว่าคนปกติ และระดับแคลเซียมที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ความดันโลหิตลดลง เพราะแคลเซียมช่วยให้กล้ามเนื้อบีบตัวได้ดีและทำให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาการก่อนมีประจำเดือน เช่น ปวดหัว อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า อยากอาหาร เป็นต้น โดยมีการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่รับประทานแคลเซียมขนาด 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน จะลดอาการก่อนมีประจำเดือนได้ร้อยละ 50

สล็อตออนไลน์

ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ ภาวะได้รับแคลเซียมเกิน ซึ่งอาจเกิดจาก การบริโภคแคลเซียมมากเกินไปโดยส่วนมากมักพบในคนที่กินแคลเซียมมากกว่า 3,000 มิลลิกรัมต่อวันและมีภาวะอื่นร่วมด้วย ได้แก่ กินยาลดกรดจำพวก alum milk ที่มีฤทธิ์เป็นด่างจำนวนมากร่วมด้วย (milk-alkaline syndrome หรือ calcium-alkaline syndrome)มีการทำงานของไตบกพร่องอยู่เดิม หรือได้รับวิตามินดีร่วมด้วย

นอกจากนี้ผลข้างเคียงที่พบบ่อย จากการบริโภคแคลเซียมเม็ดมากเกินไป (โดยเฉพาะที่เป็นแคลเซียมคาร์บอเนต) คือ อืดแน่นท้อง ท้องผูก และส่งผลรบกวนการดูดซึมของแร่ธาตุบางตัว เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี เป็นต้น

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบการดูดซึมของแคลเซียมในร่างกายพบว่า แคลเซียมส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมผ่านลำไส้เล็กส่วน Duodenumและ Jejunumส่วนต้น สำหรับลำไส้เล็กส่วนปลายต่อจากนี้และลำไส้ใหญ่บางส่วนจะดูดซึมแคลเซียมได้เล็กน้อย กลไกที่ใช้ดูดซึมแบ่งเป็น 3 วิธี คือ Acitve transport , Passive diffusion และ Solventdragซึ่ง 2 วิธีแรกจำเป็นต้องใช้ 1,25-dihydroxyvitamin D ช่วยในการดูดซึม

โดยสัดส่วนการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย (Fractional absorption) จะขึ้นกับหลายๆ ปัจจัย เช่น ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน ซึ่งพบว่าสัดส่วนการดูดซึมจะเพิ่มมากขึ้นถ้าร่างกายได้รับ แคลเซียมแต่ละวันในปริมาณที่ต่ำ เช่น แคลเซียม 500 มิลลิกรัมแรกจะถูกดูดซึมผ่านลำไส้โดย วิธี Active transportส่วนปริมาณมากเกิน 500 มิลลิกรัม ร่างกายจะดูดซึมโดยวิธีอื่นๆ ความเป็นกรดด่างในทางเดินอาหาร โดยแคลเซียมจะถูกดูดซึมได้ดีในภาวะที่ทางเดินอาหารมีสภาพเป็นกรดเล็กน้อย คือ pH ประมาณ 5-7 ชนิดของอาหาร ซึ่งพบว่าอาหารประเภทเส้นใยจะขัดขวางการดูดซึม แคลเซียม รวมถึงอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นสารจำพวก Oxalates , Phytates และ Sulfates ก็จะจับกับแคลเซียมและตกตะกอนในทางเดินอาหาร ทำให้ลดการดูดซึมแคลเซียมในร่างกายได้ ระดับของ 1,25-dihydroxyvitamin D

jumboslot

ซึ่งเป็นตัวช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ระดับของ ฮอร์โมน Parathyroidที่จะกระตุ้นให้มีการสร้าง 1,25-dihydroxyvitamin D จากไตเพื่อเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมให้เพิ่มขึ้น ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน พบว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนจะช่วยกระตุ้นการทำงานของ 1α-hydroxylaseในไตทำให้มีการสร้าง 1,25-dihydroxyvitamin D เพิ่มขึ้นและมีผลกระตุ้นลำไส้ให้ดูดซึมแคลเซียมโดยตรงได้มากขึ้น และยังมีมีการศึกษาในหญิงไทยอายุ 20-45 ปี เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารพบว่า หากดื่มน้ำนมจะสามารถดูดซึมแคลเซียมจากน้ำนมได้ร้อยละ 55.2 ± 11.9 ถ้าบริโภคถั่วพูและตำลึง ร่างกายจะสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ร้อยละ 39.1 ± 12.8 และ 47.6 ± 10.9 ตามลำดับ 27แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ไม่นิยมการดื่มน้ำนมหรือดื่มน้ำนมไม่ได้เพราะร่างกายไม่ย่อยทำให้ท้องอืดหรือท้องเสียนั้นควรหันมาเลือกบริโภคผักบางชนิด

เพราะถึงแม้ว่าปริมาณแคลเซียมที่ได้จากอาหารเหล่านี้จะไม่มากเทียบเท่าที่ได้จากน้ำนม แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดเนื้องอกและมะเร็งจากการได้รับแคลเซียมสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดเนื้องอกและมะเร็งได้ เช่น จากการศึกษาของสถาบัน Nurses’ Health Study ซึ่งทำการศึกษาวิจัยในหญิงจำนวน 30,000 คน พบว่าหญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนกลุ่มที่ ได้รับแคลเซียมปริมาณสูง (มากกว่า 800 มิลลิกรัมต่อวัน) มีโอกาสในการเกิดมะเร็งเต้านมน้อยกว่ากลุ่มที่ได้ รับแคลเซียมปริมาณต่ำ (น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน) และงานวิจัยของสถาบัน National Institutes of Health-American Association of Retired Persons (NIH-AARP)และสถาบัน Diet and Health Study ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยใน ชาย 293,000 คน หญิง 198,000 คน พบว่าการ รับประทานแคลเซียมปริมาณสูงในแต่ละวัน

slot

ทั้งจากอาหารและจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะสามารถช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ในผู้ชายได้ 20% และ ในผู้หญิงลดลงได้ 20% ส่วนงานวิจัยของสถาบัน Nurses’ Health Study and the Health Professionals Follow-up Study ที่ทำการศึกษาวิจัย ในชายและหญิงมากกว่า 135,000 คน พบว่าคนที่รับประทานแคลเซียมมากกว่า 700มิลลิกรัมต่อวันจะช่วยลด โอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายได้ 35-45 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ได้รับแคลเซียมน้อยกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ไม่ได้มีส่วนช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนต้นแต่อย่างใด และมีการศึกษาของสถาบัน European Cancer Prevention Organization Intervention Study ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยในคนที่มีประวัติ เป็นเนื้องอกที่ลำไส้ จำนวน 665 คน โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม, ในกลุ่มที่ 1 จะได้รับแคลเซียม 2 กรัมต่อวัน, ส่วนกลุ่มที่ 2 จะได้ รับผลิตภัณฑ์เสริมใยอาหาร 3 กรัมต่อวัน, และในกลุ่มที่ 3 ได้รับยาหลอก ผลการศึกษาวิจัยพบว่ากลุ่มที่ได้รับแคลเซียมมีโอกาสการกลับมา เป็นซ้ำของเนื้องอกที่ลำไส้น้อยที่สุด แต่ยังไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcemia) หมายถึงระดับแคลเซียมในเลือดมากกว่า 10.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่โดยทั่วไปพบไม่บ่อยในคนแข็งแรงดีและบริโภคแคลเซียมไม่มากเกินไป แต่อาจสาเหตุอื่นที่ทำให้แคลเซียมสูงที่พบบ่อยคือ ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง หรือเป็นมะเร็ง เป็นต้น
การได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้มีปริมาณแคลเซียมสูงขึ้นในปัสสาวะ (hypercalciuria) และเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งต่อการเกิดนิ่วในไต โดยมีรายงานพบนิ่วในไตสูงขึ้นหากได้รับแคลเซียมต่อวันในปริมาณสูง มากกว่า 2,150 มิลลิกรัมต่อวัน
การที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แคลเซียมเสริมชนิดใด หลักเกณฑ์ในการพิจารณานอกจากต้องคำนึกถึงเรื่องของสัดส่วนของธาตุแคลเซียมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ การดูดซึม รวมถึงผลข้างเคียงของธาตุแคลเซียมแต่ละชนิด

สรรพคุณของสังกะสี

ธาตุสังกะสี เป็นธาตุในหมู่ที่ 12 ของตารางธาตุ มีหมายเลขอะตอม 30 เลขมวล 65.39 มีจุด หลอมเหลวที่ 420 องศาเซลเซียส และมีจุดเดือดที่ 907 o C สำหรับชื่อในภาษาอังกฤษของสังกะสี (Zinc) มีที่มาจากภาษาเยอรมันว่า Zink เพราะเมื่อเริ่มมีการถลุงและสกัดสังกะสีในประเทศจีน และอินเดียเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1000 และมีการนำสังกะสีที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ ไปที่ยุโรปในศตวรรษที่ 17 แต่ในขณะนั้นยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ โดยมีชื่อเรียกที่แตกต่างๆกัน เช่น Indian tin, calamine, tutanege หรือ spiauter จนถึงปี ค.ศ. 1697 Lohneyes จึงได้เรียกชื่อธาตุนี้ว่า “Zink” ต่อมาจึงกลายเป็น Zinc อย่างในปัจจุบันนี้

เครดิตฟรี

ในด้านสุขภาพนั้น ธาตุสังกะสียังมีความจำเป็นต่อร่างกายของมนุษย์ โดยเฉพาะกระบวนการเมตาบอลิซึมของมนุษย์ และยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกาย โดยสังกะสีเป็น cofactor ของเอนไซม์หลายชนิดที่เร่งปฏิกิริยาในกระบวนการเมแทบอลิซึม ทั้งการสังเคราะห์และสลายคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และการแบ่งตัวของเซลล์ ซึ่งความสำคัญของสังกะสีต่อร่างกายมนุษย์นั้น ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2506 โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ ananda s. Prasad ผู้ศึกษาพบความสำคัญของการขาดธาตุสังกะสี ต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ร่างกายแคระแกร็น รวมทั้งพัฒนาการทางเพศที่ล่าช้า และพัฒนาการของกระดูกผิดปกติ โลหิตจาง ตับและม้ามโต แต่เมื่อรักษาโดยการเสริมธาตุสังกะสีแล้ว ผู้ป่วยมีการเติบโตและพัฒนาการกลับมาดีขึ้น ทั้งในด้านน้ำหนัก ส่วนสูง รวมถึงพัฒนาการของกระดูกและพัฒนาการทางเพศ อีกทั้งยังพบว่าการขาดธาตุสังกะสีทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงเนื่องจากร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวลดลง

ส่วนประเภทของสังกะสีนั้น แบ่งออกได้หลายประเภท อาทิเช่น zinc amino, zinc acid chelate , zinc carbonate , zinc chloride , zinc citrate , zinc gluconate ฯลฯ ซึ่งจะมีความแตกต่างด้านกระดูกซัม และการออกฤทธิ์ในร่างกายที่แตกต่างกัน

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ความจริงแล้วในร่างกายของคนมีปริมาณของสังกะสีอยู่ 2000 มิลลิกรัม โดยร้อยละ 60 ของสังกะสีทั้งหมดจะสะสมอยู่ทั่วร่างกาย และร้อยละ 30 (ประมาณ 100-200 มิลลิกรัมต่อกรัม) สะสมอยู่บริเวณกระดูก บริเวณที่มีการสะสมของสังกะสีสูงได้แก่ ส่วนของ choroid ของตา (ประมาณ 274 มิลลิกรัมต่อกรัม) และใน prostatic fluid ของต่อมลูกหมาก (ประมาณ 300-500 มิลลิกรัมต่อลิตร) อย่างไรก็ตามในร่างกายสามารถผลิตและเก็บสังกะสีไว้ใช้ได้ ดังนั้นเราจึงต้องได้รับสังกะสีอย่างต่อเนื่อง จากอาหารที่รับประทานเข้าไปซึ่งอาหาร ที่เป็นแหล่งของสังกะสีคือ เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ และอาหารทะเล โดยเฉพาะ อย่างยิ่งหอยนางรม ส่วนอาหารจำพวกธัญพืชเช่น ข้าว ข้าวโพด เมล็ดข้าวสาลี โกโก้ ชา ชาเขียว กระถิน ถั่งเหลือง ถั่วขาว ถั่วแระต้น และถั่วต่าง ๆ

สล็อต

จะพบ สังกะสีอยู่ในปริมาณที่ไม่มากนักส่วนในผักผลไม้แทบจะไม่พบสังกะสีอยู่เลย หรืออาจจะพบไม่มากนัก เพราะในผักผลไม้มีใยอาหารและมีสารไฟเตทซึ่งจะไปจับกับสังกะสี ทำให้ร่างกายดูดซึมได้น้อยลง จึงได้รับสังกะสีจากผักผลไม้น้อยมาก หรือไม่ได้รับเลย ส่วนในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์เมื่อถูกย่อยแล้วจะได้กรดอะมิโนที่จะไป ทำปฏิกิริยากับสังกะสีกลายเป็นสารประกอบเชิงซ้อนซึ่งร่างกายสามารถ นำไปใช้ได้ง่าย

ทั้งนี้ในการรับประทานอาหารที่มีการไฟเตทจะทำให้ไม่ได้รับสังกะสีมากเท่าที่ควร เพราะสารไฟเตทจะเข้าไปจับกับธาตุสังกะสีในอาหารและยับยั้งการดูดซึม โดยหากบริโภคสังกะสีร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียมและไฟเตทสูง จะพบการจับตัวของสารประกอบแคลเซียม-สังกะสี-ไฟเตทที่ไม่ละลายน้ำและร่างกายดูดซึมไม่ได้ แต่หากบริโภคอาหารโปรตีนจากสัตว์ร่วมกับสังกะสีจากพืชจะ ช่วยส่งเสริมการดูดซึมสังกะสีได้

ประโยชน์และโทษ

ธาตุสังกะสีมีบทบาทต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาการตั้งแต่การตั้งครรภ์ วัยเด็ก และวัยรุ่น การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น การพัฒนาและกระตุ้น lymphocyte และการทำงานของระบบประสาทและสมองส่วนกลาง โดยพบว่า สังกะสี มีความสัมพันธ์กับการรับความรู้สึกของรสและกลิ่น สัมผัส ส่วนในระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ยังมีฤทธิ์เป็นสารต้าน ออกซิเดชัน (Antioxidant) และช่วยลดการอักเสบและการติดเชื้อ

อีกทั้งเป็นส่วนประกอบของ Metalloenzyme ที่สำคัญหลายชนิด มีความสัมพันธ์กับระบบ การเจริญเติบโต พัฒนาการของเด็กทั้งในด้านพฤติกรรมและความสามารถในการเรียนรู้การทำงาน ของระบบสืบพันธุ์การผลิตอสุจิการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินและไทรอยด์ ดังนั้นจึงสามารถแบ่งบทบาทหน้าที่สำคัญของสังกะสีออกได้เป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้
⦁ การกระตุ้นปฏิกิริยาชีวเคมี(Catalytic reaction function) สังกะสีมีส่วนช่วยในการทำงานของเอนไซม์ มากกว่า 300 ชนิด ซึ่งมีบทบาทในขบวนการเมตาบอลิสมของโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และการสังเคราะห์ กรดนิวคลีอิก
⦁ โครงสร้างของโปรตีน (Structural protein function) สังกะสีมีส่วนช่วยให้โปรตีนจัดโครงสร้างเป็นรูป 3 มิติโดยจับกับกรดอะมิโนเช่น ซีสเตอิน (cysteine) หรือ ฮีสติดีน (histidine) เรียกว่า “zinc finger” หรือ “zinc motif” สามารถช่วยให้โปรตีนจับกับสารพันธุกรรมเพื่อกระตุ้นกระบวนการแสดงออกทางพันธุกรรม ต่างๆ
⦁ การควบคุมการทำงาน (Regulatory function) ควบคุมการแสดงออกของสารพันธุกรรมโดยตรงผ่าน บริเวณที่เรียกว่า metal response element (MRE) บน DNA ทำให้สามารถจับปรับการสร้างโปรตีนขนถ่าย ธาตุสังกะสี(Zinc transporter) โดยเฉพาะ metallothionein ที่มีส่วนสำคัญในการควบคุมการดูดซึมสังกะสี บริเวณล้าไส้เล็ก

สล็อตออนไลน์

⦁ เป็นองค์ประกอบในเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ในการกำจัด แอลกอฮอล์ซึ่งเป็นพิษต่อตับ ช่วยชะลอการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ ในผู้ดื่มสุรา
⦁ ส่งเสริมกระบวนการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อสำคัญ ในการสร้างกระดูกช่วยผสานกระดูกที่หักรักษาบาดแผลและป้องกัน กระดูกพรุน
⦁ มีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างกรดนิวคลีอิค(Nucleicacid) ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมที่มีความจำเป็นในการสร้างเซลล์ใหม่ของร่างกาย ในช่วงหลังผ่าตัด เป็นแผล ช่วยให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น
⦁ มีส่วนช่วยให้เซลล์ร่างกายสามารถจับกับวิตามินเอ ทำให้ ร่างกายสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้เซลล์ผิวพรรณ มีสุขภาพดีอีกทั้งยังช่วยรักษาสมดุลของปริมาณไขมันใต้ผิวหนังลดการ เกิดสิวเนื่องจากการอุดตันของไขมันได้อีกด้วย
⦁ ช่วยรักษาสมดุลของระบบประสาทสมอง ทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
⦁ เป็นองค์ประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในร่างกาย ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย
⦁ มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและระบบ สืบพันธุ์ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำหน้าที่ได้ถูกต้อง ป้องกันการเป็นหมัน และมะเร็งต่อมลูกหมากจากคุณประโยชน์ของสังกะสี
สำหรับโทษของสังกะสีนั้นสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ภาวะขาดสังกะสี และภาวะได้รับสังกะสีมากเกินไป สำหรับภาวะขาดธาตุสังกะสีจะทำให้มีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ ร่างกายแคระแกรนความอยากอาหารลดลง และระบบ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ในบางรายที่ขาดอย่างรุนแรงมาก จะมีอาการผมร่วง ท้องร่วงเรื้อรัง การเจริญเติบโตทางเพศช้า ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ รวมถึงตับอ่อน และเยื่อบุลำไส้ เหนื่อยง่าย ต่อมลูกหมากโต การรับรู้รสอาหาร และกลิ่นที่เสียไป ตาและ ผิวหนังอักเสบ ต้นเหตุหลักที่ขาดสังกะสีนั้นอาจเกิดจากการรับประทานที่ไม่เพียงพอ มีปัญหาเรื่อง การดูดซึมและการสูญเสียที่มากเกินไป เป็นต้น อีกทั้งการขาดสังกะสีจะมีผลกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย การทำงานของ Macrophage, Neutrophil, Natural killer (NK) cell และ Complement เสียไป นอกจากนี้ ระดับสังกะสีที่ต่ำจะลดการผลิต Lymphocyte และกระบวนการ cell-mediated immunity
ส่วนในภาวะที่ได้รับสังกะสีมากเกินไปนั้น โดยปกติการรับประทานสังกะสีในขนาดที่แนะนำจะไม่มีความเป็นพิษ แต่การรับประทานในขนาดมากเกินไป (10 ถึง 30 เท่าของค่า RDA) เป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดภาวะขาด ทองแดงได้ และจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอาจ ก่อให้เกิดอาการต่างๆ ดังนี้

jumboslot

⦁ ภูมิคุ้มกันร่างกายเสื่อม เนื่องจากธาตุสังกะสียังขัดขวางไมให้ร่างกายใช้ธาตุทองแดงได้เต็มที่ เป็นผลให้ระดับทองแดงในเลือดต่ำ ทำให้เกิดอาการซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ ในกรณีที่บริโภคมากกว่าวันละ 100 มก. เป็นเวลานานจะทำให้ระดับไขมัน HDL (Highdensity lipoprotein) ซึ่งเป็นไขมันชั้นดีลดลง
⦁ ถ้าร่างกายได้รับธาตุสังกะสีเกินกว่า 2 กรัมขึ้นไป จะเกิดอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดิน อาหารแบบเฉียบพลัน ทำให้ปวดท้อง และอาเจียนได้
และหากได้รับสังกะสีในปริมาณสูงมากๆเกินกว่า1.5เท่าของ ปริมาณที่แนะนำติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน สังกะสีจะเข้าไปแทนที่ทองแดง และเหล็กในเลือดก่อให้เกิดโรคโลหิตจางจากการขาดทองแดงเพราะสังกะสี จะไปลดการดูดซึมธาตุเหล็กและทองแดงได้แต่ถ้ารับประทานสังกะสี มากเกิน 325-650 มิลลิกรัม จะเกิดอาการ อาเจียน คลื่นไส้เกร็งกล้าม เนื้อท้อง ท้องร่วง ปวดเกร็ง ในสตรีมีครรภ์หากได้รับมากเกินไปจะเป็น เหตุให้ทารกพิการหรือเสียชีวิต และหากร่างกายได้รับในปริมาณสูง มากกว่า 4 กรัม จะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง
มีผลการศึกษาวิจัยของระบบ เมตาบอลิซึมของสังกะสีในร่างกายมนุษย์ พบว่า การดูดซึมสังกะสีในร่างกายเกิดขึ้นบริเวณลำไส้เล็ก ซึ่งการได้รับสังกะสีในรูปของสารละลาย มีประสิทธิภาพในการดูดซึมได้รวดเร็ว(ประมาณร้อยละ 60-70) ในขณะที่สังกะสีที่ได้รับจากอาหารถูกดูดซึมได้ช้ากว่า นอกจากนี้ความสามารถในการดูดซึมสังกะสีบริเวณลำไส้เล็กขึ้นอยู่กับปริมาณของสังกะสีในอาหาร และองค์ประกอบของอาหารที่ร่างกายได้รับ และการสูญเสียสังกะสีของร่างกายสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทางลำไส้เล็กและปัสสาวะ โดยทางลำไส้เล็กจะมีการสูญเสียสังกะสีในปริมาณตั้งแต่ 0.5 ถึงมากกว่า 3 มิลลิกรัมต่อวัน โดยขึ้นอยู่กับปริมาณของสังกะสีที่สะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งถ้ามีการสะสมในปริมาณสูง มีส่วนทำให้เกิดการสูญเสียสังกะสีเพิ่มขึ้น สำหรับทางปัสสาวะมีการสูญเสียสังกะสีปริมาณ 0.5-0.7 มิลลิกรัมต่อวัน อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายและอุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้นอาจมีส่วนท้าให้เกิดการสูญเสียสังกะสีทางเหงื่อเพิ่มขึ้น การนำสังกะสีไปใช้ในกระบวนการต่างๆของร่างกายขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทั้งหมดของอาหาร โดยพบว่าสารอินทรีย์ ที่ละลายน้ำได้เช่น กรดอะมิโน

[NPC5]
สารประกอบไฮดรอกซีมีส่วนช่วยให้เกิดการดูดซึมสังกะสีเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงข้าม กับสารอินทรีย์ที่มีความคงตัวและละลายน้ำได้ยาก มีผลทำให้การดูดซึมสังกะสีน้อยลง นอกจากนี้ ปฏิกิริยาการ แข่งขันระหว่างสังกะสีและอิออนของโลหะชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีที่คล้ายคลึงกับสังกะสี เช่น ธาตุเหล็ก ทองแดง มีผลต่อการสะสมและดูดซึมสังกะสีบริเวณลำไส้ลดลง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการดูดซึมและการนำสังกะสีจากอาหารไปใช้ยังส่วนต่างๆของร่างกายได้แก่ ปริมาณของไฟเตท (phytate) ระดับและแหล่งของโปรตีนในอาหาร ไฟเตทสามารถพบได้ในเมล็ดธัญพืช, ถั่ว รวมทั้งผักบางชนิด ไฟเตทมี ความสามารถในการจับอิออนที่มีประจุสองบวก ท้าให้มีผลยับยั้งการดูดซึมสังกะสีในคน โดยอัตราส่วนต่อโมล ระหว่างไฟเตทและสังกะสีในอาหารที่มีผลต่อการดูดซึมสังกะสีมีค่าอยู่ในช่วง 6-10 และที่อัตราส่วนต่อโมล เท่ากับ 15 ทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมสังกะสีลดลงร้อยละ 15 แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งและปริมาณของ โปรตีนในอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อสัตว์มีส่วนช่วยให้การดูดซึมสังกะสีดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยภาวะ การขาดธาตุสังกะสีหลายฉบับ อาทิเช่น มีผลการศึกษาวิจัยพบว่า การขาดสังกะสีมีความเกี่ยวข้องกับการเกิด MetS เนื่องจาก สังกะสีมีบทบาทในกระบวนการเมแทบอลิซึม นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสังกะสีมีผลต่อ MetS และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ทั้งในมนุษย์และสัตว์ พบว่าระดับของสังกะสีต่ำ มีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งปัจจัยของอายุและเพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับระดับของสังกะสี และอีกการศึกษาหนึ่งพบว่าผู้ป่วย โรคเบาหวานที่เป็นโรคทางปริทันต์ จะมีเมแทบอลิซึมของสังกะสีและแมกนีเซียมลดลง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเพิ่มของระดับคอเลสเตอรอล ( Cholesteral) และไขมันชนิด LDL cholesterol แต่ลดระดับไขมัน HDL cholesterol ซึ่งการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลนี้จะทำให้เกิดความเสี่ยง เช่น ระดับความดันโลหิตสูงปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะ MetS อีกทั้งในทางศึกษา พบว่าการขาดสังกะสีจะส่งผลให้เกิดการดื้อต่ออินซูลิน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ความทนทานต่อ กลูโคส (Glucose tolerance test) เสียไป และนำไปสู่โรคเบาหวานได้ ทำให้เกิดกระบวนการสลายไขมันและการขนส่งน้ำตาลกลูโคสในเซลล์ adipocyte ของหนูอีกด้วย
ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้สูงอายุมักขาดธาตุสังกะสี ซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของสารต้านอนุมูลอิสระและการเสื่อมถอยของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน และเมื่อได้รับธาตุ สังกะสีเสริมพบว่า ลดอุบัติการณ์การติดเชื้อการอักเสบและการเกิด Oxidative stress ส่วนในทารกแรกเกิดที่มีความผิดปกติในการดูดซึมธาตุสังกะสีจะมีระบบภูมิคุ้มกัน ชนิด adaptive immunity ลดลง

แมงกานีสมีประโยชน์อย่างไร

แมงกานีส เป็นธาตุโลหะ กลุ่ม transition มีสัญญาลักษณ์ธาตุ Mn มีอะตอมมิกนัมเบอร์ 25 น้ำหนักอะตอม 54.938 ค่าความถ่วงจำเพาะ 7 42 จุดหลอมเหลว 1245 องศาเซลเซียส จุดเดือด 2097 องศาเซลเซียส มีสีเงิน เปราะละลายได้ในน้ำ และกรดแร่เจือจาง และยังเป็นธาตุที่มีความสำคัญทั้งในพืช และสัตว์ สำหรับในร่างกายมนุษย์ แมงกานีสเป็นเกลือแร่และแร่ธาตุ ที่มีความสำคัญต่อเมตาบอลิสม์ต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น เมตาบอลิสม์ของกรดอะมิโน คอเลสเตอรอล และคาร์โบไฮเดรต อีกทั้งยังเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการสร้างกระดูกและการทำงานของสมองและยังมีบทบาทหน้าที่สำคัญเกี่ยวข้องกับเอนไซม์ต่าง ๆ อีกด้วย

เครดิตฟรี

ส่วนประเภทของแมงกานีสนั้น สามารถแบ่งได้ตามลักษณะการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ 2 ประเภท คือ ชนิดโลหะ (metallurgical grade) และ ชนิดเคมี (chemical grade) โดยทั้ง 2 ประเภทจะมีความแตกต่างกันในด้านชนิดของแร่แมกกานีส เช่น ไพโรลูไซด์ , ไซโลมีเลน โรโคคลอไรด์ , แมงกาไนซ์ ฯลฯ รวมถึงการนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

แมงกานีสพบได้มากในเปลือกโลกทั้งในดินและหินต่างๆ แต่สำหรับร่างกายของมนุษย์นั้นจะได้รับแมงกานีสมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกายจากแหล่งอาหารที่รับประทานเข้าไปโดยแหล่งอาหารที่พบแมงกานีสมีอยู่หลายชนิด และพบในอาหารประเภทต่าง ๆ ซึ่งจะมีในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ชนิด เป็น ไก่ ปลา ผลิตภัณฑ์นม ธัญพืช เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ฯลฯ ผลไม้แห้ง ผัก ผลไม้ต่าง ๆ ชา กาแฟ แต่ทั้งนี้แมงกานีสจะพบมาในพืช โดยเฉพาะชาเขียว ธัญพืชต่าง ๆ ถั่ว ผัก สมุนไพร เห็ด ส่วนผลไม้จะพบมาในสับปะรดและกล้วย ประเภทเนื้อสัตว์ พบมากในหอยแมลงภู่ หอยนางรม และหอยแครง เป็นต้น นอกจากนี้แหล่งของแมงกานีสที่สำคัญของมนุษย์อีกแหล่งหนึ่ง คือ น้ำดื่ม ซึ่งในแหล่งน้ำธรรมชาติพบแหล่งอาจจะมีแมงกานีสเจือปนอยู่ 1-100 mcg/L. โดยที่ระดับความเข้มข้นสูงสุดที่ยอมให้มีได้ ตามเกณฑ์คุณภาพน้ำบริโภคกรมอนามัย พ.ศ. 2553 คือไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร

ประโยชน์และโทษ

แมงกานีส เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณที่น้อยแต่ร่างกายจะขาดไม่ได้ซึ่งในร่างกายจะพบมากที่สุดในโครงกระดูก ตับ ตับอ่อน หัวใจและ ต่อมพิทูอิทารี่ โดยหน้าที่ของแมงกานีสจะช่วยควบคุมการทำงานของ เอนไซม์หลายชนิด ช่วยในการสังเคราะห์กรดไขมันและคลอเรสเตอรอล ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง และกระดูกพร้อมทั้งรักษาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เป็นตัวกระตุ้นน้ำย่อยที่มีความจำเป็นในการนำวิตามินบี1 ,วิตามินบี7 และวิตามินซี มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตช่วยขับฮอร์โมนเพศ ควบคุมการทำงานของสมองระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อให้มีประสิทธิภาพในการสั่งงานและมีความสัมพันธ์กัน ช่วยการทำงานของอินซูลิน เป็นตัวสำคัญที่ช่วยในการสังเคราะห์ทางเคมีของต่อม ไทรอยด์ขับไทรอกซิน กระตุ้นให้ตับเก็บน้ำตาลในรูปของ Glycogen ช่วยในการใช้โคลีน มีความสำคัญ

สล็อต

ในการผลิตน้ำนม และการสร้างยูเรียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัสสาวะ ซึ่งเอนไซม์ที่สำคัญที่แมงกานีสเป็นปัจจัยร่วมในการกระตุ้นและควบคุมการทำงาน เช่น เอนไซม์ superoxide dismutase (SOD) , pyruvate carboxylase (Pc), phosphoenolpruvate carboxykinase (PEPCK) , glycosyltransferases , arginase และ glutamine synthetase ในสมอง

โดยเอนไซม์ SOD มีบทบาทสำคัญในการต้านอนุมูลอิสระ และ glutamine synthetase เป็นเอนไซม์ที่กำจัดกลูตาเมตซึ่งเป็นสารพิษในสมองให้เป็นกลูตามีน PC เป็นเอนไซม์ในกระบวนการสลายกลูโตสให้เป็นพลังงาน arginase เป็นเอนไซม์สำคัญในวัฎจักรยูเรียที่ช่วยตับกำจัดสารพิษ PEPCK เป็นเอนไซม์ที่สร้างกลูโคสจากสารอาหารอื่นที่ไม่ใช่คาร์โบไฮเดรต และ protepgltcans ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้กระดูก กระดูกอ่อน เอ็น ผิวหนัง และหลอดเลือด และ glycosytiransferases เป็นกลุ่มเอนไซม์ที่สร้าง glycosaminoglycans

สำหรับโทษของแมงกานีสนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาวะขาดแมงกานีส ซึ่งปกติพบได้น้อยมาก แต่หากเกิดภาวะขาดแมงกานีสแล้ว อาการขาดแมงกานีสจะยังไม่เห็นเด่นชัด แต่มีรายงานในคนที่กินอาหารที่มีแมงกานีสไม่เพียงพอเป็นเวลานาน จะมีน้ำหนักตัวลดลง การงอกของผม เล็บ และผิวหนังผิดปกติ ระดับคอเลสเตอรอลและกลูโคสในระบบไหลเวียน เลือดลดลง ในเด็กที่ให้อาหารทางสายยางเป็นเวลานานและขาดแมงกานีส พบว่ามีความผิดปกติของกระดูก และมีการเจริญเติบโตช้า อีกทั้งอาการขาดแมงกานีส ยังมีส่วนเกี่ยวข้อง กับโรคเบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด ลมชัก กระดูกพรุน ต้อ และการหายของแผล และอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดเนื่องจากร่างกายพร่องเอนไซม์ Manganese superoxide dismutase (MnSOD) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และยังส่งผลให้เกิดภาวะเคลื่อนไหวไม่ประสานกัน คือ จะมีอาการเดินเซคล้ายคนเมาเหล้า มีอาการชักในเด็กทารก ในผู้ใหญ่จะมีอาการวิงเวียนศีรษะ และมีปัญหาต่อการได้ยิน เป็นต้น

สล็อตออนไลน์

ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ ภาวะได้รับแมงกานีสเกิน ซึ่งกลุ่มบุคคลที่ได้รับแมงกานีสเกินนี้ จะอยู่ในกลุ่ม คนงานเหมืองแร่ ผู้ที่บริโภคอาหารเสริมแมงกานีสในปริมาณที่สูงเป็นเวลานาน ผู้ที่บริโภคน้ำที่มีแมงกานีสเจือปน โดยมีค่าความเข้มข้นสูง 1800-2300 ไมโครกรัม/ลิตร ผู้ที่หายใจเอาฝุ่นแมงกานีสเข้าไปในปริมาณที่สูง ฯลฯ ซึ่งจะทำให้มีอาการคือ ไม่มีเรี่ยวแรง เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างยากลำบาก ซึ่งมีผลจากมีระดับแมงกานีสในเนื้อเยื้อมีปริมาณสูงและจะเกิดอาการคล้ายโรคจิตเภทบวกกับโรคพาร์กินสัน คือ ปวดศีรษะ ประสาทหลอน ต่อมาจะมีมือสั่น กล้ามเนื้อเกร็ง เชื่องช้าลง ตัวแข็ง ไม่แสดงอารมณ์ เดินลำบาก ความจำปัจจุบันเสียไป หากเป็นในเด็กจะพบว่าการเรียนรู้จะช้าและความจำจะสั้นกว่าเด็กปกติ แต่ทั้งนี้ไม่พบรายงานภาวะเป็นพิษจากการได้รับแมงกานีสปริมาณสูงจากอาหาร เนื่องจาก bioavailability ของแมงกานีสในอาหารต่ำว่าในน้ำดื่ม

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการดูดซึมแมงกานีสของร่างกายพบว่าลำไส้จะดูดซึมแมงกานีสได้น้อยมาก และหากร่างกายได้รับแคลเซียมและฟอสฟอรัสเข้ามาในปริมาณที่สูงมากก็จะทำให้อัตราการดูดซึมลดน้อยกว่าเดิม และซึ่งในการดูดซึมแมงกานีสของร่างกายจะต้องอาศัยโปรตีนเฉพาะที่ชื่อ ทรานส์แมงกานิน ( Transmanganin ) เป็นตัวนำพาแมงกานีสเข้าสู่กระแสเลือดอีกด้วย

jumboslot

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเอนไซม์ที่สำคัญที่แมงกานีสเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงาน เช่น เอนไซม์ oxidoreductases (lyases, lygases, hydrolases, kinases, decarboxylases และ transferases) ซึ่งเอนไซม์ เหล่านี้อาจมีแร่ธาตุอื่นช่วยกระตุ้นร่วมด้วย แต่ก็มีเอนไซม์จำเพาะที่ต้องการมแมงกานีสเป็นตัวกระตุ้นเพียงอย่างเดียว ได้แก่ glycosyl transferase และ xylosyl transferase ซึ่งมีความสำคัญในการสร้าง proteoglycan ที่เป็นส่วน ประกอบสำคัญในการสร้างกระดูก glutamine synthetase เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการสร้าง glutamine ในสมอง farnesyl pyrophosphate synthetase มีความสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล และ phosphoenolpyruvate carboxykinase มีความสำคัญในขบวนการเผาผลาญกลูโคส นอกจากนี้แมงกานีสยังเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ ที่มีแร่ธาตุเป็นองค์ประกอบ (metalloenzymes) ที่สำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ arginase ซึ่งเป็นเอนไซม์ใน cytoplasm ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้าง urea เอนไซม์ pyruvate carboxylase เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาขั้นแรกของการสร้าง คาร์โบไฮเดรตจาก pyruvate เป็นต้น

slot

ส่วนผลการศึกษาทางด้านพิษวิทยาของแมงกานีสระบุว่าอาการของที่ได้รับพิษจากแมงกานีส แบ่งเป็น 2 แบบ คือ
⦁ อาการทางสมอง (Brain symptom) เมื่อแมงกานีสเข้าสู่ร่างกาย และสะสมมาก ๆ ในร่างกายก็จะถูกส่งไปยังสมอง และจะเข้าไปทำลายส่วนของสมองที่เรียกว่า แอฅทราไพรามิดอล (Extrapyrarmcal) ซึ่งเป็นส่วนควบคุมเกี่ยวกับกล้ามเนื้อนอกเหนือการบังคับ ของจิตใจ (Involuntary muscle) ซึ่งจะแสดงออกเกี่ยวกับท่าเดินที่ผิดปกติ ขาดการทรงตัวที่ดี เดินแกว่งไปมา มีการสั่นของปลายแขน ขา และมีอาการอื่นๆ เช่น เฉื่อยชามีการเกร็งของกล้ามเนื้อ พูดไม่ปกติ นอกจากนี้แล้วยังทำให้เกิดอัมพาตในบางส่วนของร่าง หรือทั่วร่างกายอีกด้วย
⦁ อาการทางปอด (Lung symptom) หากสูดดมฝุ่นแมงกานีส พบว่าฝุ่นของแมงกานีส ที่หายใจเข้าไปจะไปสะสมในปอด ทำให้เกิดระคายเคืองในปอด เกิดการอักเสบ ของปอด (Pneumonitis) ซึ่งลักษณะการอักเสบนี้ไม่เหมือนกับการอักเสบเนื่องจากเชื้อโรคทั่วไป โดยอุบัติการณ์ของการเกิดพิษของแมงกานีสที่พบในคน ได้แก่ ในผู้ที่หายใจเอาฝุ่นแมงกานีสเข้าไปในปริมาณสูง ซึ่งจะพบการ เป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง ส่วนในผู้ที่ดื่มน้ำที่มีความเข้มข้นของแมงกานีสสูง (1,800-2,300 ไมโครกรัมต่อลิตร) จะพบอาการผิดปกติของประสาทส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว (motor nervous system) และในผู้ที่ดื่มน้ำที่มี การปนเปื้อนของแบตเตอรี่นาน 2-3 เดือน พบอาการผิดปกติทางประสาทอย่างรุนแรง

สรรพคุณของแมกนีเซียม

แมกนีเซียมเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่เป็นธาตุในกลุ่มที่ 2 (alkaline earth) ในตารางธาตุ และมีมวลอะตอม 24.305 Da มีความถ่วงจำเพาะที่ 20 ๐C เป็น 1.738 และมีจุดหลอมเหลวที่ 648.8 ๐C จุดเดือดที่ 1090 ๐C และในสภาวะที่เป็นสารละลายแมกนีเซียมจะจับกับสารประกอบของน้ำได้หนาแน่นกว่าแคลเซียม โพแทสเซียม และโซเดียม สำหรับในด้านสุขภาพร่างกายนั้น แมกนีเซียมจัดเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อกระบวนการทางสรีระวิทยาและชีวเคมี ของร่างกายถึงแม้ว่าร่างกายต้องการปริมาณน้อย (trace elements) แต่ก็มีความสำคัญต่อร่างกายมนุษย์

เครดิตฟรี

โดยแมกนีเซียมเป็นธาตุที่มีประจุไฟฟ้าบวก (cation) ที่มีมากเป็นอันดับที่สี่ในร่างกาย นอกจากนี้ยังพบมากเป็นอันดับสองของธาตุประจุไฟฟ้าในเซลล์ (intracellular electrolytes) รองจากแตสเซี่ยม และมีความสำคัญมากในการควบคุมขบวนการชีวเคมีในเซลล์ แมกนีเซียมในปริมาณสูงยังไม่พบว่าก่อให้เกิดโรคหรืออันตรายต่อร่างกาย แต่อาจท้าให้ร่างกายเกิดการสูญเสียน้ำได้เนื่องจากเกิดการจับกันระหว่างน้ำและแมกนีเซียมที่ไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ส่วนการรักษาสมดุลของแมกนีเซียมในเซลล์ หลังจากการดูดซึมแมกนีเซียมที่บริเวณลำไส้แล้ว แมกนีเซียมจะถูกส่งไปยังส่วนต่างๆที่มีการสูญเสียแมกนีเซียมในร่างกาย

สำหรับประเภทของแมกนีเซียมนั้น ส่วนมากจะมีการแบ่งประเภทแมกนีเซียมเฉพาะที่อยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเป็นส่วนใหญ่ โดยอาหารเสริมแมกนีเซียมมักอยู่ในรูปเกลือต่างๆเช่น oxide, hydroxide, citrate, chloride, gluconate, lactate หรือ aspartate ซึ่งเกลือแมกนีเซียมประเภทต่างๆ เหล่านี้จะมีความแตกต่างด้านความสามารถในการละลายน้ำโดยมีการศึกษาพบว่า magnesium acetate และ magnesium citrate ละลายน้ำได้ดีในขณะที่ magnesium chloride ละลายน้ำ ได้น้อยกว่า magnesium acetate ส่วน magnesium oxide จะละลายน้ำได้ไม่ดี อีกทั้งอาหารเสริมแมกนีเซียมในรูป เกลือต่างชนิดกัน จะมีปริมาณแมกนีเซียมต่อเกลือของแมกนีเซียม แตกต่างกัน ดังในตาราง

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ความจริงแล้วในร่างกายของมนุษย์ (ผู้ใหญ่) จะมีแมกนีเซียมในร่างกายประมาณ 25 กรัม โดย 99% ของแมกนีเซียมในร่างกายอยู่ในเซลล์ และพบว่าประมาณ 50% อยู่ในเซลล์กระดูก (bone cell) และ 20% อยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อลาย ที่เหลือพบในตับ หัวใจ และเนื้อเยื่ออื่นๆ และจำนวนแมกนีเซียมในเซลล์มีทั้งหมดจะมีประมาณ 10-28 มิลลิโมลต่อลิตร สำหรับในส่วนประกอบของเซลล์ (organel) บางอันจะพบแมกนีเซียมมากเป็นพิเศษ ได้แก่ที่ nucleus , mitochondria และ microsomer อย่างไรก็ตามแมกนีเซียมในกระดูกประมาณหนึ่งในสามสามารถกระจายออกมาจากกระดูกได้ ทำหน้าที่เสมือนแหล่งสำรองแมกนีเซียมเพื่อรักษาระดับแมกนีเซียมในเซลล์หรือนอกเซลล์ (intracellular or extracellular) สัดส่วนของแมกนีเซียม (Mg2+ ) ที่อยู่นอกเซลล์ต่อในเซลล์ เท่ากับ 0.33 เท่านั้น

สล็อต

แต่อย่างไรก็ตามแหล่งของแมกนีเซียมที่ร่างกายต้องการนำไปใช้ในกระบวนการต่าง ๆ นั้นส่วนมากจะอยู่ในอาหารหลายประเภท ได้แก่ ในผักสีเขียวเข้ม เช่น ผักโขม, บร็อคโคลี่, ยอดฟัก แม้ว, สะตอ, ใบยอ , ถั่วต่าง ๆ เช่น ถั่วแปบ, ถั่วฝักยาว, ถั่วเหลือง, ถั่วปากอ้า, เม็ดมะม่วงหิมพานต์, อัลมอนด์, พิสทาชิโอ, วอลนัท, แมคาเดเมีย,เมล็ดฟักทอง , ธัญพืชขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง, ข้าวสาลีกล้อง, งา , งาดำ นอกจากนี้ยังพบได้ในเบอร์รี่, กล้วย สับปะรด นมและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม สาหร่ายเกลียวทอง , กุ้งแห้ง , หอมขม , สะเดา , เต้าหู้ขาว

ปริมาณแมกนีเซียมที่พบในอาหาร

อาหารชนิดต่าง ๆ ที่มีแมกนีเซียมในปริมาณที่สูง

ประเภทอาหาร มิลลิกรัม/100 กรัม
สาหร่ายเกลียวทอง , แห้ง 422
ฟักทอง , เมล็ด, พันธุ์ต่างๆ,แกะเปลือก ต้มใส่เกลือ อบ 385
ฟักทอง , เมล็ด , พันธุ์ต่างๆ,แกะเปลือกคั่ว 380
กุ้ง,แห้ง,ไม่มีเปลือก 309
งาขาว, ดิบ 299
สมอพิเภก 263
กะปิกุ้ง,คุณภาพดี 256
มะม่วงหิมพานต์,เมล็ดแห้ง,ดิบ 245
ลูกไหน(เชอร์รี่เชียงใหม่) 240
ถั่วเหลืองผง,ชนิดสกัดไขมันออก 236
ถั่วเน่า,แห้ง 232
เต้าหู้พวง,ทอด 226
งาดำ,ดิบ 216
ถั่วลิสง,คั่ว,ไม่รวมเยื่อหุ้มเมล็ด 214
ลูกท้อ 207
ลูกหว้า 198
หอยขม,ต้ม 196
สมอ,ไทย 122
สะเดา,ใบและยอด,ดิบ 118
เต้าหู้ขาว,ชนิดแข็ง 115
น้ำสับปะรด,ต่อ 100 มล. 114
สะตอ,เมล็ด,ดิบ 111
ถั่วเขียว,เมล็ดแห้ง,ดิบ 108
ถั่วลิสง,เคลือบน้ำตาล(จาก 3 ตลาด) 103
นมผง,พร่องมันเนย 94
ยอ,ใบ,นึ่ง 93
ปลาร้า , ปลาช่อน 91
ถั่วเขียว,ปอกเปลือก,ผ่าซีก,ทอด 90

สล็อตออนไลน์

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณของแมกนีเซียมที่ควรได้รับมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเพศ อายุ และสภาพร่างกาย ซึ่งปริมาณแมกนีเซียมที่ควรรับประจำวันของคนไทยอายุ 19 ปีขึ้นไปคือ 240-320 มิลลิกรัมต่อวัน รวมทั้งระดับ แมกนีเซียมในซีรั่มทั้งผู้ชายและผู้หญิงควรมีค่าเฉลี่ย 0.73mmol/L หากระดับแมกนีเซียมในซีรั่มต่ำกว่า 0.7 mmol/L แสดงว่าอยู่ในภาวะขาดแมกนีเซียม
ส่วนสถาบัน The Food and Nutrition Board, National Academy ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดปริมาณแมกนีเซียมที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน โดยแนะนำว่าผู้ชายควรได้รับแมกนีเซียมวันละ 420 มิลลิกรัม ผู้หญิงควรได้รับวันละ 320 มิลลิกรัม หรือคิดเป็นเท่ากับ 6 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมในผู้ใหญ่ทั่วไป สำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ควรได้รับเพิ่มอีกวันละ 40 มิลลิกรัม

ประโยชน์และโทษ

แมกนีเซียมเป็น cofactor ร่วมกับ enzyme ทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบหรือตัวเร่งปฏิกิริยาในร่างกาย มากกว่า 300 ชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการสร้างพลังงานจาก ATP ซึ่ง ATP มีความเกี่ยวข้องใน กระบวนการ metabolism ต่างๆ ภายในเซลล์ และในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบหลอดเลือดหัวใจ และยังมีบทบาทในการเป็น calcium channel blocker ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดดำและแดง จึงสามารถลดความดันโลหิตได้

อีกทั้งยังมีผลต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ และมีบทบาทต่อกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด นอกจากนี้แมกนีเซียมยังมีบทบาทที่สำคัญใน กระบวนการทางชีววิทยาอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การสร้างพลังงานของเซลล์ (cellular energy metabolism), การจำลองแบบของเซลล์(cell replication), การสังเคราะห์โปรตีน (protein synthesis) และยังมีความเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์องค์ประกอบของเนื้อเยื่อ การเจริญเติบโต การสร้างอุณหภูมิ (thermogenesis) และการเผาผลาญของกลูโคสด้วยการทำงานของ tyrosine kinase อีกด้วยหรืออาจจะสรุปหน้าที่หลักของแมกนีเซียมได้ดังนี้
⦁ ช่วยในการทำงานของหัวใจ ลดความดันโลหิต
⦁ ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวโดยทำงานร่วมกันกับแคลเซียมที่ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว
⦁ ทำงานร่วมกับแคลเซียมในการควบคุมการส่งต่อหรือการถ่ายทอดสัญญาณกระตุ้นประสาท
⦁ กระตุ้นหรือเร่งการทำงานของเอนไซม์ต่างๆในกระบวนการ metabolism เช่น เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา oxidative phosphorylation ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน
⦁ ช่วยต้านการสลายแคลเซียมออกจากสาร enamel ที่เคลือบฟัน
⦁ สร้างพลังงานจากATP

jumboslot

สำหรับโทษของแมกนีเซียมนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ภาวะขาดแมกนีเซียม หรือภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำ (Hypomagnesemia) อาจเกิดจากการได้รับแมกนีเซียมจาก อาหารน้อย ภาวะอดอาหาร โรคพิษสุราเรื้อรัง ท้องเสียอย่างรุนแรง ภาวะตับอ่อนอักเสบ การดูดซึม แมกนีเซียมได้น้อยในผู้ที่มีการดูดซึมสารอาหารผิดปกติ การสูญเสียแมกนีเซียมทางปัสสาวะจากภาวะ ความผิดปกติของไต รวมถึงการดูดซึมกลับผ่านไตลดลง ทำให้แมกนีเซียมในเลือดลดลงได้ เมื่อร่างกายขาดแมกนีเซียมเป็นเวลานานจะทำให้เกิดภาวะ hypocalcaemia และ hypokalemia ตามมา ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติ เกี่ยวกับระบบประสาทและหัวใจ รวมถึงก่อให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรค กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน การทำงานผิดปกติของฮอร์โมน บางชนิด โรคไต โรคในระบบทางเดินอาหาร การทำงานของกล้ามเนื้อและการทำงานของระบบประสาท บกพร่อง เป็นต้น

ส่วนอีกลักษณะหนึ่ง คือ ภาวะแมกนีเซียมในเลือดสูง (Hypermagnesemia) สาเหตุหลักๆ ของการเกินของแมกนีเซียม คือ การรักษาโดยการทดแทนของแมกนีเซียมมากเกินไป, การรักษาภาวะครรภ์เป็นพิษ และการใช้ยาแก้ท้องเฟ้อหรือยาลดกรดและ ยาระบายมากเกินไป เช่น แมกนีเซียมซัลเฟต , แมกนีเซียมไฮดรอกไซต์ ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ของภาวะแมกนีเซียมในเลือดสูง คือ การทำงาน ของไตที่ผิดปกติเท่านั้น สำหรับแมกนีเซียมของยาลดกรดและยาระบายเป็นแหล่งสำคัญของการ รับประทานในผู้ป่วยที่เป็นโรคไต รวมถึงการฉีดยาเข้าเส้นอย่างรวดเร็วซึ่งประกอบด้วยสารละลาย แมกนีเซียมจำนวนมาก เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction), ครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) และ status asthmaticus อาจส่งผลให้เกิดภาวะภาวะแมกนีเซียมในเลือดสูงได้

ทั้งนี้ SCF (Scientific Committee for Food) 2001 ได้กำหนดปริมาณสูงสุดของแมกนีเซียมที่รับได้ต่อวัน โดยไม่ทำให้เกิดพิษ (Upper Intake Level ,UL) สำหรับผู้ใหญ่, หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร, เด็กอายุมากกว่า 4 ปี และผู้สูงอายุไว้ที่ 250 mg/day หากได้รับในขนาดที่สูงกว่า 350 mg/day โดยที่ร่างกายไม่ได้ขาด แมกนีเซียม อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงรุนแรง ได้แก่ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ, ความดันโลหิตต่ำ, สับสน, หายใจช้า, โคม่าและเสียชีวิตได้

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบเมแทบอลิซของแมกนีเซียมพบว่าการดูดซึม (absorption) แมกนีเซียม เกิดขึ้นในลำไส้เล็กส่วน ileum และ jejunum ซึ่งปริมาณ แมกนีเซียมที่ลำไส้เล็กดูดซึมได้จะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับปริมาณของแมกนีเซียมที่ได้รับจากอาหาร กลไกในการดูดซึมเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ไม่ใช้พลังงานจากเซลล์(passive transport) และใช้พลังงานจากเซลล์ (active transport) อย่างไรก็ตามสารอาหารบางชนิดอาจมีผลต่อการดูดซึมแมกนีเซียมเช่น อาหารที่มีใยอาหารสูงทำให้การดูดซึมแมกนีเซียมลดลง อันเป็นผลจากการจับกันของแมกนีเซียมและไฟเตท นอกจากนี้อาหารที่มีฟอสเฟตในปริมาณสูงจะส่งผลให้แมกนีเซียมถูกดูดซึมได้น้อยลงเช่นกัน การบริโภคอาหารที่มีแมกนีเซียมในปริมาณสูงยังไม่พบว่าก่อให้เกิดโรคหรืออันตรายต่อร่างกาย แต่อาจทำให้ร่างกายเกิดการสูญเสียน้ำได้เนื่องจากเกิดการจับกันระหว่างน้ำ และแมกนีเซียมที่ไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

[NPC5]
ส่วนการรักษาสมดุลของแมกนีเซียมในเซลล์ หลังจากการดูดซึมแมกนีเซียมที่บริเวณลำไส้แล้ว แมกนีเซียมจะถูกส่งไปยังส่วนต่างๆ ที่มีการสูญเสียแมกนีเซียมในร่างกาย สำหรับการขับแมกนีเซียมที่เหลือจะถูกกำจัดได้หลายทาง ได้แก่ปัสสาวะ, อุจจาระ, เหงื่อ, ประจำเดือนและน้ำนม อวัยวะ สำคัญที่สุดในการควบคุมสมดุลของแมกนีเซียมคือ ไต โดยแมกนีเซียมร้อยละ 80 จะถูกกรองที่glomerulus และจะถูกดูดซึมกลับที่ thick ascending loop of Henle ประมาณร้อยละ 60-70 ทำให้มีแมกนีเซียมขับออก ทางปัสสาวะประมาณร้อยละ 3 โดยหากร่างกายมีการขับโซเดียมมาก, แรงดันออสโมติกสูง, หรือเกิดภาวะ metabolic acidosis ร่างกายก็จะขับแมกนีเซียมออกมามากแต่หากร่างกายเกิดภาวะ metabolic alkalosis, หลั่ง parathyroid hormone หรือ calcitonin ร่างกายก็จะขับแมกนีเซียมลดลง

นอกจากนี้ยังมีรายงานผลการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแมกนีเซียมกับโรคต่างๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) มีการศึกษาพบว่าคนที่มีอาการโรคอัลไซเมอร์จะมีปริมาณแมกนีเซียมและแมกนีเซียมไอออนในระดับต่ำกว่ากลุ่มคนปกติอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีการศึกษากับกลุ่มคนที่มีความจำเสื่อม (Dementia) ในชาวญี่ปุ่น จำนวน 303 คน อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยติดตามเป็นเวลา 17 ปี พบว่าการได้รับโปแตสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม มีความสัมพันธ์กับอาการความจำเสื่อม ซึ่งการได้รับแร่ธาตุดังกล่าวทำให้อาการความจำเสื่อมดีขึ้น แต่ในผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมไม่พบการเปลี่ยนแปลง โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease) จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า การขาดแมกนีเซียมจะเร่งให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes mellitus) มีรายงานการศึกษามาก เกี่ยวกับโรคเบาหวานชนิดนี้ เพราะแมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญ หรือเมแทบอลิสึมของกลูโคสและอินซูลิน เช่นการควบคุมการขนถ่ายกลูโคสเข้าในเซลล์ โดยจากการศึกษาทางคลินิกเปรียบเทียบกลุ่มที่มีเมแทบอลิกซินโดรม (Metabolic syndrome) หรือกลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด กับกลุ่มคนปกติที่มีอายุในระดับเดียวกัน พบว่าการได้รับแมกนีเซียมเสริมจะช่วยในการเสริมความไวของอินซูลิน (Insulin 190 sensitivity) ให้ดีขึ้นและระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดก็ดีขึ้นด้วย

โรคไมเกรน (migraine headache) มีจากงานวิจัยในมนุษย์บางฉบับพบว่าการใช้แมกนีเซียมจะช่วยลดจำนวนวันหรือจำนวนครั้งของการปวดศีรษะไมเกรนต่อเดือนลงได้ร้อยละ 22-43 ซึ่งมากกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ แต่งานวิจัยบางฉบับกลับไม่พบความแตกต่างระหว่างการได้รับแมกนีเซียมและยาหลอก โดยขนาดยาของแมกนีเซียมที่ใช้ในการศึกษาเหล่านี้อยู่ในช่วง 300 – 600 มิลลิกรัมต่อวัน และบางงานวิจัยเป็นการทดลองใช้แมกนีเซียมร่วมกับ co-enzyme Q10 และแร่ธาตุอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม อาการข้างเคียงสำคัญที่พบจากการศึกษาเหล่านี้ คือ ท้องเสีย ซึ่งพบได้ร้อยละ 5-45.7 ของผู้ที่เข้าร่วมการศึกษา

« Older posts