cathedraledetunis

Tag: สมุนไพรพื้นบ้าน (Page 1 of 14)

ประโยชน์ของต้นผักหนาม

สมุนไพรผักหนาม มีชื่อเรียกอื่นว่า กะลี (มลายู, จังหวัดนราธิวาส), บอนหนาม (ไทลื้อ, ขมุ), ผะตู่โปล่ เฮาะตู่ลุก (กะเหรี่ยงจังหวัดเชียงใหม่), ด่อแกงเล่อ (ปะหล่อง), บ่อนยิ้ม (เมี่ยน), บ่ะหนาม (ลั้วะ), หลั่นฉื่อโก จุยหลักเท้า (จีนแต้จิ๋ว) ฯลฯ1,5,9

เครดิตฟรี
รูปแบบของผักหนาม
ต้นผักหนาม จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก แก่นับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นมีลักษณะเป็นเหง้าแข็งอยู่ใต้ดินทอดเลื้อย ทอดขนานกับพื้นดิน ตั้งชันแล้วก็โค้งลงบางส่วน ยกยอดขึ้น ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 4-5 ซม. รวมทั้งยาวได้ราวๆ 75 ซม. ตามลำต้นมีหนามแหลม แพร่พันธุ์ด้วยแนวทางเพาะเม็ด มีเขตผู้กระทำระจายประเภทในประเทศอินเดีย ทางตอนใต้ของเมืองจีน เอเซียอาคเนย์ถึงอินโดนีเซีย ในประเทศเจอได้ตามแหล่งธรรมชาติทั่วทุกภาค ถูกใจดินร่วนซุย ความชุ่มชื้นมากมาย รวมทั้งแสงอาทิตย์แบบเต็มวัน มักขึ้นในที่เฉอะแฉะมีน้ำขัง ตัวอย่างเช่น ตามชายน้ำ ขอบคู ลำคลอง หนอง บ่อน้ำ ตามร่องน้ำในสวน หรือรอบๆดินโคลนที่มีน้ำขัง
ภาพผักหนาม
ต้นผักหนาม
เหง้าผักหนาม
ใบผักหนาม ใบเป็นใบคนเดียว ออกเรียงสลับ รูปแบบของใบเป็นรูปลูกศรหรือรูปโล่ ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบแล้วก็หยักเว้าลึกเป็น 9 พู รอยเว้ามักลึกแทบถึงเส้นกึ่งกลางใบ ใบมีขนาดกว้างมากยิ่งกว่า 25 ซม. รวมทั้งยาวโดยประมาณ 30-40 ซม. มีหนามแหลมตามเส้นใบข้างล่างรวมทั้งตามก้านใบ ใบอ่อนม้วนเป็นแท่งกลม ก้านใบมีลักษณะเป็นทรงกระบอกยาวแล้วก็แข็ง โดยมีความยาวราว 40-120 ซม.
ใบผักหนาม
กะลี
ดอกผักหนาม มีดอกเป็นช่อเชิงลด ลักษณะเป็นทรงกระบอก เป็นแท่งยาวขนานพอๆกับใบ โดยประมาณ 4 ซม. แทงออกมาจากกาบใบ ก้านช่อดอกมีหนามและก็ยาวได้ถึง 75 ซม. มีดอกย่อยอัดกันแน่นเป็นดอกแบบบริบูรณ์เพศ ใบประดับประดาเป็นกาบสีน้ำตาลปนเขียวถึงสีม่วง กาบห่อม้วนบิดเป็นเกลียวตามความยาวของกาบ มีความยาวได้ถึง 55 ซม. ดอกเป็นช่อดอกแบบแท่ง Spadix ช่อดอกเป็นสีน้ำตาล ดอกเพศผู้จะมีจำนวนไม่น้อยและก็อยู่ตอนบน ส่วนดอกเพศภรรยาจะมีปริมาณน้อยกว่ารวมทั้งอยู่ตอนล่าง จะมีดอกในตอนโดยประมาณพฤษภาคมถึงมิถานายน
รูปผักหนาม

สล็อต
ดอกผักหนาม
ผลผักหนาม ผลมีลักษณะเรียงชิดกันแน่นเป็นแท่งทรงกระบอก ได้ผลสำเร็จสด ครึ้ม และก็เหนียว ผลอ่อนเป็นสีเขียวมีเนื้อนุ่ม เมื่อแก่แล้วจะกลายเป็นสีเหลืองปนแดง จะสำเร็จในตอนโดยประมาณมิถานายนถึงสิงหาคม
ผลผักหนาม
รูปผลผักหนาม
คุณประโยชน์ของผักหนาม
ตำราเรียนยาไทยจะใช้อีกทั้งต้นเป็นยาแก้เยี่ยวทุพพลภาพ ส่วนในประเทศอินเดียจะใช้ทั้งยังต้นเป็นยาพาราท้อง ปวดตามข้อรวมทั้งโรคไม่ดีเหมือนปกติเกี่ยวกับไส้ ใช้น้ำคั้นจากต้นเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รวมทั้งใช้ลำต้นแล้วก็ผลเป็นยาแก้อาการเปลี่ยนไปจากปกติเกี่ยวกับคอ
ชาวไทใหญ่จะใช้อีกทั้งต้นรวมกับไม้เปาและก็ไม้จะลาย นำไปต้มอาบแล้วก็ดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้ลักษณะของการปวดเมื่อยล้า
ลำต้นผักหนาม มีรสเผ็ดชา ใช้เป็นยาแก้ไอ แก้หิวน้ำ ขับเสลด ขับเยี่ยว แก้ฉี่เหลืองหรือแดง ผิวหนังเปื่อยยุ่ยเป็นหนอง ใช้ต้มเอาน้ำอาบแก้อาการคันเหตุเพราะพิษฝึกหัด เหือด ไข้เกิดผื่น ผ่องใส ดำแดง ทำให้ผื่นหายเร็ว แล้วก็ใช้เป็นยาทำลายพิษ บ้างใช้ลำต้นแห้งทำเป็นยารักษาโรคผิวหนัง
ตำรับยาแก้ผิวหนังเน่าเรื้อรัง เท้าเน่า หรือหัวเน่าเป็นแผลเรื้อรัง ให้ใช้ลำต้นผักหนามนำต้มเอาน้ำล้างหรือบดให้เป็นผุยผงแล้วเอามาทาบริเวณที่เป็น
เหง้าใช้เป็นยาขับเสลด แก้ไอ ใช้ต้มกับน้ำอาบแก้คันเพราะพิษฝึกฝน เหือด สุกปลั่ง ดำแดง และก็โรคผิวหนัง บ้างใช้เหง้าฝนกับน้ำดื่มเป็นยาถ่ายพยาธิ (เหง้า)
รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้เจ็บคอ ส่วนอีกข้อมูลเจาะจงให้ใช้รากต้มกับน้ำให้เด็กอ่อนอาบ แก้ลักษณะการเจ็บคอ
รากและก็ใบมีคุณประโยชน์เป็นยาขับเสลด
ใบผักหนามใช้เป็นยาพาราท้อง แก้ไอ ส่วนในศรีลังกาจะใช้ใบเป็นยาพาราท้องแล้วก็ลักษณะของการปวดอื่นๆใช้ก้านใบบดให้เหลวแล้วก็ค่อยนำไปให้โคกเลื่องลือรับประทานทีละน้อยๆเป็นยาแก้อาการแตกต่างจากปกติเกี่ยวกับคอ
ขนาดแล้วก็วิธีการใช้ : การเก็บยาให้เก็บลำต้นในฤดูร้อนแล้วก็ล้างให้สะอาด แล้วก็ค่อยนำไปตากแห้งหรือหั่นเป็นแผ่นตากแห้งเก็บไว้ใช้ (ลักษณะยาที่ดีจะรสเผ็ดชา ต้นที่เก็บควรมีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอก เปลือกสีน้ำตาลเทา มีข้อเป็นปุ่ม ตะปุ่มตะป่ำมีหนามแข็ง แต่ละข้อห่างกันโดยประมาณ 6-7 ซม. มีรากฝอยม้วนม้วนเข้าไปที่โคนก้านใบ เนื้อในเป็นสีเทาหรือสีชมพู มีแป้งมากมาย และก็มีจุดสีน้ำตาลเล็กๆอยู่ทั่วๆไป) โดยให้ใช้ลำต้นแห้งโดยประมาณ 10-15 ต้มกับน้ำดื่ม ส่วนการใช้ด้านนอกให้นำไปต้มเอาน้ำล้างหรือบดเป็นผุยผงทาบริเวณที่เป็น

สล็อตออนไลน์
ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากผักหนาม
ยอดอ่อน ใบอ่อน และก็ดอกอ่อนผักหนามมีรสจืดชืด (หากนำไปดองจะมีรสเปรี้ยว) สามารถเอามากินเป็นผักได้ โดยเอามาลวกหรือต้มกับน้ำกะทิ หรือใช้ทำผักดองแกล้มแกงไตปลารวมทั้งขนมจีน กินร่วมกับน้ำพริก หรือนำไปผัด ปรุงเป็นแกง อย่างแกงส้ม แกงไตปลา ฯลฯ โดยค่าทางโภชนาการของผักหนามใน 100 กรัม จะประกอบไปด้วย พลังงาน 18 แคลอรี, โปรตีน 2.1 กรัม, ไขมัน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 2.0 กรัม, ใยอาหาร 0.8 กรัม, ขี้เถ้า 0.8 กรัม, วิตามินเอ 6,383 หน่วยสากล, วิตามินบี 1 0.92 มก., วิตามินบี 2 0.04 มก., วิตามินบี 3 0.91 มก., วิตามินซี 23 มก., แคลเซียม 14 มก., ธาตุเหล็ก 0.9 มก. และก็ธาตุฟอสฟอรัส 11 มก.
ก้านใบอ่อนใช้ต้มรับประทานกับน้ำพริก
ในประเทศอินเดียจะใช้ผลผักหนามปรุงเป็นของกิน
ลำต้นเอามาสับเป็นชิ้นเล็กๆใช้ผสมในข้าวสาร แล้วก็ค่อยนำไปหุง จะช่วยเพิ่มปริมาณ
ก้านแล้วก็ใบใช้เป็นของกินสำหรับเลี้ยงโคกเลื่องลือ (เอามาตำกับเกลือให้โคกเลื่องลือรับประทาน) ทำให้เจ้าเนื้อบริบูรณ์ เนื่องจากว่าผักหนามมีฮอร์โมนบางจำพวกและก็สารบางตัวที่มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านทานเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะช่วยสำหรับเพื่อการเกื้อหนุนระบบภูมิต้านทานโรคได้อีกทางหนึ่ง
นักค้นคว้าจากแผนกเกษตรศาสตร์ ม.อบ. ได้มีการทดสอบนำผักหนาม โดยใช้ส่วนของก้านแก่และก็ใบแก่ (จำนวนร้อยละ 0.5) มาบดผสมลงไปในของกินเลี้ยงไก่ เมื่อเทียบผลกับการใช้อาหารสัตว์ที่มีการผสมยาปฏิชีวนะ ผลของการทดสอบพบว่า ไก่มีน้ำหนักตัวมากขึ้น โดยที่จำนวนของกินที่รับประทาน อัตราการเพิ่มน้ำหนัก แล้วก็อื่นๆไม่มีความแตกต่างกับการใช้ยาปฏิชีวนะ นอกจากทุนด้านค่าของกิน (เมื่อคิดต่อการเพิ่มน้ำหนักตัวไก่แล้ว การใช้ผักหนามมีต้นทุนต่ำยิ่งกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะ) แต่ว่าเมื่อเพิ่มปริมาณเป็นปริมาณร้อยละ 1.5 โดยใช้ลำต้นแล้วก็รากผักหนามแทน จะเห็นได้ชัดว่า ผักหนามได้ผลดีมากกว่ายาปฏิชีวนะ เนื่องจากน้ำหนักตัวของไก่มากขึ้นมากยิ่งกว่าไก่ที่เลี้ยงด้วยของกินที่ผสมยาปฏิชีวนะเกือบจะ 20% และก็มีการรับประทานอาหารได้มากกว่า แต่แรกเริ่มทุนค่าของกินก็ยังต่ำยิ่งกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งเหมาะสมกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่อย่างใหญ่โต
ยอดอ่อนผักหนาม

jumboslot
ผักหนามต้ม
ข้อควรตรึกตรอง : ใบ ก้านใบ รวมทั้งต้นผักหนามมีสารไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์ (Cyanogenic. Glycosides) ที่สามารถกลายเป็นไซยาไนด์ (พิษประเภทหนึ่ง) ได้ โดยเป็นพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบการไหลเวียนของโลหิต เมื่อได้รับพิษหรือกินเข้าไปดิบๆจะก่อให้อ้วก กล้ามดำเนินการไม่ผสานกัน กล้ามเมื่อยล้า กล้ามกระตุก หายใจติดขัด งุนงง ไม่รู้ตัว ชักก่อนที่จะสลบ มีลักษณะขาดออกสิเจน ตัวเขียว หากได้รับมากมายจะก่อให้รุนแรงด้านใน 10-15 นาที แล้วก็เสียชีวิตได้ เมื่อได้รับพิษจำเป็นจะต้องทำให้อ้วกออกมา แล้วรีบนำส่งโรงหมอเพื่อทำความสะอาดโดยการล้างท้อง ด้วยเหตุผลดังกล่าวก่อนเอามากินจำเป็นจะต้องนำไปทำให้สุกหรือดองเปรี้ยวเพื่อกำจัดพิษไซยาไนด์ซะก่อน

slot

สรรพคุณและประโยชน์ของต้นพังแหร

สมุนไพรพังทลายแหร มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า ปอ (จังหวัดเชียงใหม่), พังทลายแหร (แพร่), พังทลายแหรใหญ่ พังทลายเอ็งรใหญ่ ตายไม่ทันชรา (จังหวัดยะลา), ขางปอยป่า ปอแฟน ปอหู ปอแหก ปอแฮก (ภาคเหนือ), ตะคาย (ภาคกึ่งกลาง), ปะดัง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), กีกะบะซา บาเหลวอางิงิ (มลายู จังหวัดนราธิวาส), พังทลายอีแร้, พังทลายอีแหร, ปอแต๊บ (ไทลื้อ), ด่งมั้ง (ม้ง), กะเทยถ่ายต้า (ขมุ), ไม้เท้า (ลั้วะ)ฯลฯ

เครดิตฟรี
รูปแบบของพังทลายแหร
ต้นพังทลายแหร จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงขั้นกึ่งกลาง มีความสูงได้ราวๆ 4-12 เมตร เป็นไม้เนื้ออ่อนโตเร็ว เรือนยอดโปร่งเป็นพุ่มไม้แผ่กว้าง กิ่งไม้ออกในแนวขนานกับพื้นดิน ปลายกิ่งทางลง ตามกิ่งอ่อนมีขนงอกปกคลุม เปลือกต้นเป็นสีเขียวอมเทาอ่อนหรือน้ำตาล ผิวบางเรียบหมดจดหรือมีรอยแตกตามทางยาวบางๆแล้วก็มีรูอากาศมากมาย ส่วนเปลือกชั้นในเป็นสีเขียวสด มีเขตผู้กระทำระจายประเภทในแถบเอเซียอาคเนย์ จีน ประเทศญี่ปุ่น โมลัคคาล์ นิวกินี แล้วก็ประเทศเขตร้อนในทวีปแอฟริกา ส่วนในประเทศไทยพบมากขึ้นดังที่โล่งแจ้ง ป่าเบญจพรรณ รวมทั้งตามป่าเขาดงดิบ ที่ระดับความสูง 600-1,500 เมตร
ต้นพังทลายแหร
ต้นพังทลายแหรใหญ่
เปลือกต้นพังทลายแหร
ใบพังทลายแหร ใบเป็นใบคนเดียว ออกเรียงสลับ รูปแบบของใบเป็นรูปไข่ปนรูปใบหอก รูปขอบขนาน หรือรูปไข่ปนรูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเบี้ยวไม่สมมาตรกัน ส่วนขอบของใบจะแบบเป็นฟันเลื่อยละเอียด ใบมีขนาดกว้างราวๆ 3-5 ซม. แล้วก็ยาวราวๆ 7-12 ซม. ยอดอ่อนมีขนสีเงินขึ้นหนาแน่น ผิวใบสากคาย ส่วนใบแก่ข้างบนมีขนหยาบคายขึ้นเรี่ยราย ส่วนข้างล่างเป็นสีเขียวอมเทาเป็นหย่อมแน่นๆผสมปนเปกับขนสีเงินที่ยาวกว่า เส้นใบออกมาจากฐานใบ 3-5 เส้น ทอด 1/2-3/4 ตามแนวยาวของใบ เส้นใบข้างโค้งมากมาย มี 4-8 คู่ ก้านใบยาวโดยประมาณ 0.4-1.7 ซม. มีร่องรวมทั้งมีขนงอกหนาแน่น มักมีประสีชมพูหรือม่วง มีหูใบเป็นรูปหอก ขนาดราว 2.6 มม. ไม่เชื่อมกัน
ใบพังทลายแหร

สล็อต
ใบพังทลายแหรใหญ่
ดอกพังทลายแหร มีดอกเป็นช่อสั้นๆเป็นกลุ่มตามซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีขาวอมเขียว โดยจะมีขนาดราวๆ 0.3 ซม. ดอกเพศผู้รวมทั้งดอกเพศภรรยาจะอยู่บนต้นเดียวกัน แต่ว่าแยกช่อ โดยดอกเพศผู้จะมีปริมาณดอกมากยิ่งกว่า 20 ดอก ส่วนช่อดอกเพศภรรยาจะมีดอกราว 15-20 ดอก ดอกย่อยมีกลีบรวม 5 กลีบ มีขน ดอกเพศผู้ช่อแน่นแล้วก็แตกกิ่งก้านสาขายาวได้ถึง 2.5 ซม. ดอกมักเป็นคู่ มีก้านของช่อด้านล่างโค้งลง ชั้นกลีบเลี้ยงแยกเป็น 4-5 พู ไม่ทับกัน ขนาดโดยประมาณ 1.5 มม. ดอกมีเกสรเพศผู้อยู่ตรงกันข้ามกับพูกลีบเลี้ยง 4-5 อัน ส่วนดอกเพศภรรยาก็คล้ายคลึงกัน แต่ว่าช่อจะโปร่งกว่า มีเกสรเพศเมียแยก 2 กิ่ง รังไข่ไร้ก้านยก
ดอกพังทลายแหร
ดอกพังทลายแหรใหญ่
ผลพังทลายแหร ผลสำเร็จสด มีลักษณะกลมแข็ง มีขนาดกว้างราวๆ 2-4 มม. แล้วก็ยาวราว 3-5 มม. ผลเป็นสีเขียวเข้ม เมื่อสุกแล้วจะกลายเป็นสีดำหรือสีม่วงดำ มีชั้นกลีบเลี้ยงติดที่ฐาน และก็ปลายเกสรเพศเมียติดอยู่กับยอดผล เนื้อข้างในบาง ชั้นห่อเม็ดแข็ง มีเม็ดเพียงแค่ 1 เม็ด ส่วนก้านผลมีความยาวโดยประมาณ 0.3 ซม. จะมีดอกแล้วก็ติดผลในตอนราวมีนาคมถึงส.ค.
ผลพังทลายแหร
ผลพังทลายแหรใหญ่

สล็อตออนไลน์
คุณประโยชน์ของพังทลายแหร
แก่นหรือรากใช้ฝนกับน้ำดื่มเป็นยาเย็น แก้อาการร้อนในอยากดื่มน้ำ (แก่น, ราก)
เปลือกต้นแล้วก็ใบใช้เป็นยาแก้ไข้ไข้จับสั่น ทุเลาลักษณะของการปวดกล้ามรวมทั้งกระดูก (เปลือกต้นแล้วก็ใบ)
ลำต้นรวมทั้งกิ่งใช้เป็นยาชงแก้ไข้ ใช้กลั้วปากแก้ลักษณะของการปวดฟัน (ลำต้นและก็กิ่ง)
แบบเรียนยาไทยที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จะใช้เปลือกต้นเอามาบดอมไว้ราวๆ 30 นาที เป็นยาแก้ปากเปื่อยยุ่ย (เปลือกต้น)
ผลแล้วก็ดอกใช้ทำเป็นยาชงสำหรับเด็ก เพื่อรักษาหลอดลมอักเสบ ปวดบวม เยื่อห่อหุ้มปอดอักเสบ (ผลรวมทั้งดอก)
เปลือกต้นใช้เป็นยาแก้บิด ถ่ายพยาธิ (เปลือกต้น)
น้ำสุกจากใบใช้เป็นยาขับพยาธิตัวกลม (ใบ)
ที่ประเทศในทวีปแอฟริกาจะใช้รากพังทลายแหรเป็นยาแก้เยี่ยวเป็นเลือด แก้เลือดไหลที่กระเพาะและก็ไส้ รวมทั้งใช้เป็นยาสมานแผล (ราก)

jumboslot
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพังทลายแหร
ลำต้นและก็เปลือกรากพังทลายแหร เจอสาร decussatin, decussating glycosides, lupeol, methylswertianin, p -hydroxybenzoic acid, sweroside, scopoletin, (-)-epicatechin ส่วนเปลือกต้นพังทลายแหรเจอสาร simiarenone, simiarenol, episimiarenol, (-)-ampelopsin F, (-)-epicatechin, (+)-catechin, (+)-syringaresinol, N-(trans-p-coumaroyl) tyramine, N-(trans-p-coumaroyl) octopamin, trans-4-hydroxycinnamic acid, สารสามเทอร์ปีนป่าย trematol
จากการเล่าเรียนทางพิษวิทยาพบว่า แพะที่รับประทานยอดแล้วก็ใบสดของพังทลายแหร จะตายจากอาการกำเนิดพิษต่อตับ1 ขึ้นรถพิษที่ออกฤทธิ์เป็นสาร Trematoxin glycocides (บางทีอาจเป็นพวก cyanogenetic) ซึ่งมีความเป็นพิษต่อตับ ส่วนใหญ่สัตว์รับประทานแล้วจะตาย ส่วนสัตว์ที่ฟื้นบางทีอาจไม่เป็นผลผลิตไปนานนับเป็นเวลาหลายเดือน โดยมีความเป็นพิษต่อแพะสูง รองลงมาเป็น แกะ วัว แล้วก็ม้า ลักษณะการป่วยที่แสดงเป็นสัตว์จะอดอาหาร สั่นเทิ้ม กระตุก ตื่นเต้น ไส้อักเสบ ไม่มีสติ และก็ตาย (ได้โอกาสน้อยมากที่แพะจะรับประทานพืชจำพวกนี้เองตามธรรมชาติ ด้วยเหตุว่าต้นพังทลายแหรจะมีความสูงทำให้แพะรับประทานไม่ถึง เมื่อมีเกษตรกรนำใบพังทลายแหรมาเลี้ยงสัตว์ ในระยะต้นจะพบว่าแพะสามารถกินได้อย่างดีเยี่ยม ก็เลยเอามาให้แพะรับประทานบ่อยๆหรือเพิ่มปริมาณมากยิ่งขึ้น ตราบจนกระทั่งเกินกว่าร่างกายของแพะจะขับพิษออก พิษที่สะสมอยู่ก็เลยทำร้ายต่อตับและก็ออกอาการเจ็บป่วยจนกระทั่งตายสุดท้าย ด้วยเหตุนั้นควรจะเลี่ยงการนำใบพังทลายแหรมาใช้เลี้ยงแพะจะไม่มีอันตรายที่สุด หากว่าแพะจะถูกใจรับประทานก็ตาม)
คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากพังทลายแหร
เปลือกต้นเอามาลอกออกใช้สำหรับทำเชือกผูกข้าวของ
ใบใช้เป็นของกินเลี้ยงปลา
ผลสุกใช้เป็นของกินของนก
ไม้พังทลายแหรเป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่แข็งแรง ปลวกถูกใจรับประทาน แม้กระนั้นสามารถประยุกต์ใช้ในการก่อสร้างชั่วครั้งชั่วคราวหรือใช้ก่อสร้างโรงเรือนขนาดเล็กที่ไม่ต้องการที่จะอยากความแข็งแรงมากเท่าไรนักได้รวมทั้งเครื่องหัตถกรรม ของใช้ รวมทั้งเครื่องใช้ไม้สอยทางการเกษตร
ใช้ปลูกเป็นไม้เบิกนำได้ดิบได้ดี เนื่องจากโตเร็ว เหมาะกับปลูกฟื้นคืนภาวะป่าในที่เปียกชื้น3 ส่วนที่แอฟริกาจะเอาไปใช้ผลดีสำหรับการปลูกป่ารวมทั้งปลูกเป็นร่มเงาสำหรับต้นกาแฟ

slot

สรรพคุณและประโยชน์ของต้นพิษนาศน์

พิษที่นาศน์
พิษทุ่งนาศน์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Sophora exigua Craib จัดอยู่ในสกุลถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) รวมทั้งอยู่ในสกุลย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)1,2
สมุนไพรพิษที่นาศน์ มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า ถั่วดินโคก (เลย), แผ่นดินเย็น (จังหวัดอุบลราชธานี), นมราชสีห์ พิษทุ่งนาท (ฉะเชิงเทรา), นมฤาษี ฯลฯ

เครดิตฟรี
รูปแบบของพิษที่นาศน์
ต้นพิษท้องนาศน์ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มไม้ขนาดเล็ก ลำต้นสั้นมากมาย มีความสูงได้เพียงแต่ 15-30 ซม.
ใบพิษท้องนาศน์ ใบเป็นใบประกอบแบบขน ออกเรียงสลับ แนบไปกับพื้นดินเป็นแถวรัศมี ใบย่อยมี 9-13 ใบ รูปแบบของใบเป็นรูปวงรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนานปนรูปวงรี ปลายใบเป็นรูปไข่กลับ ใบย่อยมีขนาดกว้างราวๆ 1.5-3 ซม. รวมทั้งยาวราว 2-5 ซม. ผิวใบมีขนละเอียดสีขาวขึ้นปกคลุม
ต้นพิษที่นาศน์
ดอกพิษทุ่งนาศน์ มีดอกเป็นช่อกระจะ โดยจะออกที่ปลายยอด ดอกย่อยมีเยอะมากๆ กลีบเป็นสีม่วงเข้ม มีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว ก้านช่อดอกยาว
ดอกพิษท้องนาศน์
ผลพิษที่นาศน์ ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนละเอียดสีขาว ข้างในมีเม็ด 1 เม็ด
คุณประโยชน์ของพิษท้องนาศน์
ยาสมุนไพรท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี จะใช้รากพิษที่นาศน์ เอามาฝนกับน้ำเป็นยาช่วยลดไข้ในเด็ก ใช้ต้มกับน้ำเป็นยาบำรุงนมของสตรี (รับประทานมากมายไม่ดี) ใช้ฝนทาแก้พิษงู (จะต้องว่าอาคมด้วย) แล้วก็ใช้ลำต้น ราก เหง้า แล้วก็ใบเอามาฝนทาเป็นยาแก้ฝี
ยาประจำถิ่นอีสานจะใช้รากพิษท้องนาศน์ ฝนกับน้ำทาแก้ฝี
บางข้อมูลกล่าวว่า สมุนไพรจำพวกนี้ประชาชนจะใช้ส่วนของรากเอามาต้มกับน้ำกินเป็นยาขับพิษด้านใน ขับน้ำค้างขังดังที่ต่างๆแก้คางทูม แก้ฟกบวมตามข้อ ตามกล้าม แล้วก็ใช้ส่วนของต้นเป็นยาแก้ไข้เซื่องซึม ช่วยดับพิษรอยแดงที่ทำให้สลบ พูดไม่ถูก

สล็อต
ถิ่นเกิดพิษที่นาศน์
สำหรับบ้านเกิดของพิษทุ่งนาศน์นั้นยังไม่มีข้อมูลการันตีกระจ่างว่ามีบ้านเกิดเมืองนอนเริ่มแรกในรอบๆใดของโลก แต่ว่าในประเทศไทยนั้น สามารถเจอขึ้นทั่วๆไปในภาคเหนือรวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รอบๆที่เป็นดินปนทรายในป่าผลัดใบรวมทั้งป่าโปร่งทั่วๆไป รวมทั้งยังมีการประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ด้านสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นเมืองมาตั้งแต่ในอดีตกาลแล้ว
ผลดีรวมทั้งคุณประโยชน์พิษที่นาศน์
สำหรับนำพิษที่นาศน์มาใช้ประโยชน์นั้น โดยมากแล้วจะประยุกต์ใช้เป็นสมุนไพรสำหรับการเยียวยารักษาโรคทั้งยังในแบบใช้เป็นตัวยาคนเดียว แล้วก็ใช้เป็นองค์ประกอบของเครื่องยาในตำรับยาต่างๆโดยมีคุณประโยชน์ดังต่อไปนี้
แบบเรียนยาไทยบอกว่า ราก รสจืดฝาดซ่า ขับน้ำ ขับพิษด้านใน แก้คางทูม แก้ฟกบวมตามข้อ ตามกล้าม ส่วนตำราเรียนยาท้องถิ่นบอกว่า ราก ช่วยลดไข้ในเด็ก บำรุงนม แก้ฝี แก้พิษงู บำรุงนม แล้วก็ใน บัญชียาจากสมุนไพร ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา กำหนดการใช้เหง้าพิษทุ่งนาศน์ เป็นองค์ประกอบ ใน “ตำรับยาเขียวหอม” ซึ่งมีคุณประโยชน์ ทุเลาลักษณะของการมีไข้ ร้อนในหิวน้ำ แก้พิษฝึกหัด พิษอีสุกอีใส (ทุเลาลักษณะของการมีไข้จากฝึกฝน รวมทั้งอีสุกอีใส)
ยิ่งกว่านั้นยังปรากฏการใช้พิษทุ่งนาศน์ ตำรับยาแผนโบราณดังต่อไปนี้
พระตำราชวดารตำรับยาประสรรณี มีคุณประโยชน์ แก้อ้วก มือเท้าเขียว ตำรับยามหาสมไม่ทใหญ่มีคุณประโยชน์ แก้มะเร็งโรคกุฏฐังพระหนังสือธาตุวิภังค์ตำรับยาสมิทธิสวาหะมีคุณประโยชน์แก้หัวใจให้ทุพพลภาพต่างๆตำรับยามหาสมไม่ทใหญ่ มีคุณประโยชน์ แก้ไข้สันนิบาตพระหนังสือปฐมจินดาตำรับยาผายพิษสรรพพิษมีคุณประโยชน์ แก้ปวดมวนท้อง ตำรับยารับประทานแก้พิษหละจับ มีคุณประโยชน์ แก้ลิ้นแข็งกระด้างคางแข็ง แก้พิษหละ ฯลฯ

สล็อตออนไลน์
ลักษณะทั่วไปพิษทุ่งนาศน์
พิษทุ่งนาศน์จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงได้ 15-30 ซม. ลำต้นลักษณะสั้นราวๆ 5-8 ซม. ใบเป็นใบประกอบแบบขน ออกเรียงสลับ แนบกับพื้นดินมีใบย่อย 9-13 ใบ โดยจะเป็นรูปวงรี รูปไข่หรือรูปขอบขนานปนวงรี ปลายใบรูปไข่กลับ กว้าง 1.5-3 ซม. ยาว 2-5 ซม. ผิวใบมีขนละเอียดสีขาวขึ้นปกคลุม ดอกเป็นแบบช่อกระจะ โดยจะออกที่ปลายยอด และก็มีดอกย่อยจำนวนไม่น้อย กลีบดอกไม้เหมือนรูปดอกถั่ว เป็นสีม่วงเข้ม และก็มีก้านช่อดอกยาว ผลออกเป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนละเอียดสีขาว ปกคลุมภายในมีเม็ดเดียว
การขยายพันธุ์พิษทุ่งนาศน์
พิษทุ่งนาศน์สามารถแพร่พันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เม็ดแม้กระนั้นจะเป็นพืชที่ออกจะโตช้า ซึ่งในธรรมชาติจะอาศัยฝักแก่ที่หลุดร่วงรวมทั้งแตกออกมาทำให้เม็ดภายในตกสู่ดินแล้วจึงเติบโตฯลฯถัดไป แม้กระนั้นดังนี้พวกเราสามารถนำเม็ดของพิษท้องนาศน์มาทำการเพาะปลูกได้ โดยใช้กรรมวิธีการเพาะเม็ดแล้วก็การปลูกเช่นเดียวกันกับการเพาะเม็ดรวมทั้งปลูกพืชเชื้อสายถั่วอื่นๆเป็นต้นว่า ถั่วเหลือง ดังที่ได้พูดถึงมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา
ต้นแบบและก็ขนาดการใช้
ใช้แก้คางทูม , ขับพิษ ขับน้ำ แก้ปวดบวมตามขับ ใช้บำรุงนม โดยนำรากมาต้มกับน้ำกิน ใช้ลดไข้ในเด็กโดยการนำรากมาฝนกับน้ำกิน ใช้แก้ฝีโดยใช้รากมาฝนกับน้ำแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปทาบริเวณที่เป็น ส่วนสำหรับการใช้พิษทุ่งนาศน์ที่มีในตำรับยาต่างๆตามที่กล่าวมานั้น ให้ใช้ตามขนาดและก็วิธีการใช้ของยาตำรับนั้นๆ
คำแนะนำแล้วก็สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง
สำหรับเพื่อการใช้พิษที่นาศน์เป็นสมุนไพรสำหรับเพื่อการรักษาโรคต่างๆนั้นควรรอบคอบสำหรับการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรประเภทอื่น เพราะเหตุว่ายังไม่มีข้อมูลการเรียนรู้ทางพิษวิทยาโดยเหตุนั้น ควรต้องใช้ในจำนวนที่พอดิบพอดี ไม่สมควรใช้ในจำนวนที่มากเหลือเกินหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานกระทั่งเหลือเกิน ด้วยเหตุว่าบางทีอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ สำหรับ เด็ก สตรีตั้งท้อง คนไข้โรคเรื้อรัง รวมทั้งคนที่จำเป็นต้องกินยาสม่ำเสมอเสมอๆก่อนที่จะใช้พิษท้องนาศน์เป็นสมุนไพรสำหรับการเยียวยาโรค ควรจะหารือหมอก่อนใช้เสมอ

jumboslot
รูปแบบของต้นพิษท้องนาศน์
ต้นพิษท้องนาศน์ เป็นพรรณไม้ทรงพุ่มไม้ขนาดเล็กที่จัดอยู่ในสกุลของถั่ว ไม้ล้มลุก สามารถการขยายพันธุ์โดยการเพาะเม็ดพันธ์ สามารถเติบโตได้ดิบได้ดีในดินที่ร่วนซุยที่มีความอุดมสมบูรณ์ ถูกใจความชุ่มชื้น รูปแบบของต้นพิษทุ่งนาศน์ มีเนื้อหาดังต่อไปนี้
ลำต้นพิษที่นาศน์ ลักษณะลำต้นสั้น แผ่กิ่งบริเวณลำต้น ความสูงโดยประมาณ 1 ฟุต
ใบพิษท้องนาศน์ ใบประกอบแบบขน ออกเรียงสลับกันเป็นคู่ๆในแต่ละก้านจะประกอบไปด้วยใบย่อยทรงรี ใบเรียบ สีเขียวเข้มมีขนสีขาวปกคลุม ขอบของใบเรียบ
ดอกพิษท้องนาศน์ ดอกออกเป็นช่อ เหมือนดอกถั่ว มีกลีบสีม่วงเข้ม ออกดดอกรอบๆปลายยอดแล้วก็ก้านช่อดอกยาว
ผลพิษท้องนาศน์ ลักษณะผลเป็นฝัก มีขนสีขาวปกคลุมอยู่ทั่วฝัก ด้านในฝักมีเม็ดขนาดเล็กหนึ่งเม็ด
คุณประโยชน์ของพิษท้องนาศน์
ในการนำต้นพิษที่นาศน์มาใช้ประโยชน์ด้านการบำรุงร่างกายแล้วก็การดูแลรักษาโรค จะใช้ประโยชน์จาก ราก ลำต้น ใบแล้วก็เหง้า คุณประโยชน์ของพิษที่นาศน์ มีดังนี้
รากพิษที่นาศน์ คุณประโยชน์เป็นยาลดไข้ แก้พิษงู รักษาฝี เป็นยาบำรุงนมสำหรับสตรีข้างหลังคลอดลูก ช่วยขับพิษภายในร่างกาย แก้อาการฟกช้ำดำเขียวบวมตามข้อและก็กล้าม รักษาโรคคางทูม ลดอาการบวมน้ำ แก้เจ็บคอ
เหง้าพิษท้องนาศน์ รวมทั้งใบพิษทุ่งนาศน์ คุณประโยชน์รักษาแผลฝี
ใบพิษที่นาศน์ คุณประโยชน์รักษาแผลฝี
ลำต้นพิษที่นาศน์ คุณประโยชน์รักษาแผลฝี
ต้นพิษที่นาศน์ หรือ ถั่วดินโคก ไม้ล้มลุกเครือญาติถั่ว สมุนไพรคุณประโยชน์เด่นสำหรับสตรีข้างหลังคลอด ช่วยทำนุบำรุงนม ประโยช์จากต้นพิษท้องนาศน์ ลักษณะต้นพิษทุ่งนาศน์ ใบพิษท้องนาศน์ ดอกพิษท้องนาศน์

slot

สรรพคุณและประโยชน์ของต้นติ้วขาว

สมุนไพรติ้วขาว มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า แต้วหิน (จังหวัดลำปาง), ผักเตา เตา (เลย), ติ้วส้ม (จังหวัดนครราชสีมา), กวยโชง (จังหวัดกาญจนบุรี), ตาว (จังหวัดสตูล), ติ้วแดง ติ้วยาง ติ้วเลือด ติ้วเหลือง (ภาคเหนือ), ติ้วเหลือง (ภาคกึ่งกลาง), แต้ว (ภาคใต้), ผักติ้ว ฯลฯ1
หมายเหตุ : ต้นติ้วขาว (ผักติ้ว) จำพวกที่เอ่ยถึงในเนื้อหานี้ (สามารถกินได้) เป็นพรรณไม้คนละประเภทกันกับต้นติ้วขน หรือ ติ้วหนาม (ไม่อาจจะกินเป็นผักได้) ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cratoxylum formosum subsp. pruniflorum (Kurz) Gogelein อ่านเพิ่มอีกพอดีบทความ ติ้วขน

เครดิตฟรี
รูปแบบของติ้วขาว
ต้นติ้วขาว จัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกึ่งกลาง มีความสูงของต้นเฉลี่ยราว 3-12 เมตร รวมทั้งบางทีอาจสูงได้ถึง 35 เมตร เรือนยอดเป็นทรงพุ่มไม้กลม โคนต้นมีหนาม กิ่งไม้เรียว ส่วนกิ่งอ่อนมีขนนุ่มอยู่ทั่วๆไป เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลปนแดง แตกล่อนเป็นสะเก็ด ส่วนเปลือกข้างในเป็นสีน้ำตาลปนเหลือง ลำต้นมีน้ำยางสีเหลืองผสมแดงไหลซึมออกเมื่อถูกตัดหรือกำเนิดแผล แพร่พันธุ์วิธีการใช้เม็ด ฯลฯไม้ที่ทนแล้งเจริญ เจอได้ทางภาคเหนือ ภาคอีสาน รวมทั้งทางภาคใต้ภาคเหนือ โดยจะขึ้นตามป่าดงดิบแล้ง ป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง ป่าตามตีนเขา แล้วก็ตามป่าเบญจพรรณ
คุณประโยชน์ของติ้วขาว
ช่วยบำรุงรักษาเลือด ฟอกเลือด (ยอด, ใบอ่อน, ดอก, เถา)
เปลือกต้นเอามาต้มกับน้ำดื่มแก้ธาตุทุพพลภาพ (เปลือกต้น)
ช่วยแก้ประป่าดง (ยอด, ใบอ่อน, ดอก, เถา)
ผักติ้วเป็นผักที่มีวิตามินเอสูง ก็เลยมีคุณประโยชน์ช่วยคุ้มครองไม่ให้เด็กเป็นตาบอดตอนกลางคืน และก็โรคตาไก่
ช่วยขับลม (ยอด, ใบอ่อน, ดอก, เถา)
รากแล้วก็ใบ ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ลักษณะของการปวดท้อง (รากและก็ใบ)
ใช้รากผสมกับรากปลาไหลรวมทั้งหัวหญ้าแห้วหมู เอามาต้มกับน้ำกินวันละ 3 ครั้งเป็นยาขับเยี่ยว แก้อาการเยี่ยวขัด (ราก)

สล็อต
แก่นรวมทั้งลำต้น ใช่แช่กับน้ำกิน ช่วยแก้ปะป่าเลือด หรืออาการเลือดไหลออกไม่หยุด (แก่นและก็ลำต้น)
ต้นรวมทั้งยางจากเปลือกต้น ใช้ทาแก้อาการคัน (ยาง)
เปลือกและก็ใบ เอามาตำผสมกับน้ำมันที่สกัดจากมะพร้าว ใช้ทารักษาโรคผิวหนังบางจำพวก (เปลือกรวมทั้งใบ)
น้ำยางจากต้น ใช้ทารักษารอยแตกของส้นตีนได้ (ยาง)
ช่วยแก้ลักษณะของการปวดตามข้อ ปรับแก้ข้อทุพพลภาพ (ยอด, ใบอ่อน, ดอก, เถา)
มีงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยประเด็นการทดสอบสารที่เจอจากใบผิวติ้วขน โดยพบว่ามีฤทธิ์สำหรับการต้านทานโรคมะเร็งตับได้ แล้วก็ยังไม่ทำลายเซลล์ธรรมดาอีกด้วย แต่งานวิจัยดังที่กล่าวถึงแล้วยังไม่เสร็จสิ้นพอที่จะนำไปใช้ต่อยอดในเชิงการค้าได้ ก็เลยสรุปได้แต่เพียงว่า การกินผักติ้วบ่อยๆจะช่วยยั้งเซลล์ของมะเร็งตับได้ (ใบ)
อดอ่อน ใบอ่อน รวมทั้งดอกอ่อนของติ้วขาวหรือผักติ้วใช้กินเป็นผักสดร่วมกับลาบ ก้อย น้ำตก แจ่ว ซุปหน่อไม้ น้ำพริก น้ำพริกปลาแดก ขนมจีน หมี่น้ำกะทิ เมี่ยงญวน แหนมเนืองเวียดนาม หรือไม่ก็อาจจะนำไปทำอาหาร อาทิเช่น ใส่ต้มหรือแกงต่างๆเพื่อใช้แต่งรสเปรี้ยวแทนการใช้มะนาว ยกตัวอย่างเช่น แกงเห็ด แกงปลา
ดอกอ่อน ใช้ทำซุปหรือยำได้ แต่ว่าจะนิยมใช้ติ้วขาวมากกว่าติ้วขน เนื่องจากว่าติ้วขาวมีรสชาติขมและก็ฝาดน้อยกว่าติ้วขน
สารสกัดด้วยน้ำของติ้วขนมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานให้กับปลานิล โดยปลานิลที่เลี้ยงด้วยของกินที่ผสมด้วยสารสกัดติ้วขน (อัตราส่วน 1.5% (w/w)) จะมีภูมิต้านทานแบบไม่เฉพาะเจาะจง (Nonspecific immune response) สูงมากขึ้น
สารสกัดจากผักติ้ว (ยอดอ่อน) ที่เข้ากรรมวิธีการสกัดผสมกับเอทานอล (และก็ขั้นตอนอีกหลายกระบวนการ) จนได้สารจากผักติ้วที่ชื่อว่า “คอลโรจินิกเอซิกข์” สามารถใช้ประโยชน์ยั้งกลิ่นหืนของของกินได้อย่างดีเยี่ยม (งานศึกษาเรียนรู้ของนิสิตโครงงานปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)
ไม้ติ้วขาวสามารถประยุกต์ใช้สำหรับในการก่อสร้าง ทำองค์ประกอบบ้าน สร้างขื่อบ้าน ทำบอร์ดพื้น สร้างรั้ว ทำเสาเข็ม ทำด้ามเครื่องไม้เครื่องมือ จอบ เสียม สิ่งประดับข้างในเรือน กระสวยทอผ้า ทำหีบใส่ของ อื่นๆอีกมากมาย7

สล็อตออนไลน์
คุณประโยชน์ทางโภชนาการของผักติ้ว (ยอดอ่อน, ใบอ่อน, ดอก) ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 58 กิโลแคลอรี
โปรตีน 2.4 กรัม
ไขมัน 1.7 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 8.2 กรัม
ใยอาหาร 1.4 กรัม
ขี้เถ้า 0.6 กรัม
น้ำ 85.7 กรัม
วิตามินเอ 7,500 หน่วยสากล
วิตามินบี1 0.04 มก.
วิตามินบี2 0.67 มก.
วิตามินบี3 3.1 มก.
วิตามินซี 56 มก.
ธาตุแคลเซียม 67 มก.
ธาตุเหล็ก 2.5 มก.
ธาตุฟอสฟอรัส 19 มก.

jumboslot
ใบติ้วขาว ใบเป็นใบผู้เดียวออกเรียงผ่านกัน รูปแบบของใบเป็นรูปวงรีปนรูปไข่กลับ หรือเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบสอบเรียบ ส่วนขอบของใบโค้งเรียบ ใบมีขนาดกว้างโดยประมาณ 2.5-4.5 ซม. และก็ยาวราว 3-13 ซม. ผิวใบทั้งคู่ด้านมีขนละเอียด ใบเมื่ออ่อนจะเป็นสีชมพูอ่อนถึงสีแดง เรียบและก็วาววาว โดยในฤดูหนาวจะมองเห็นเรือนพุ่มไม้ทั้งสิ้นเป็นสีชมพูอ่อน ใบแก่เป็นสีเขียวสด เรียบ สะอาด ข้างหลังใบบนวาว ส่วนท้องใบมีต่อมกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป ใบแก่เป็นสีแดงหรือสีแสด มีเส้นข้างใบราว 7-10 คู่ โดยจะโค้งถึงกันใกล้ขอบของใบ รวมทั้งมีก้านใบยาวโดยประมาณ 0.6-1.6 ซม.
ดอกติ้วขาว มีดอกเป็นช่อแบบกลุ่มตามกิ่งเหนือรอยแผลของใบ กลีบดอกไม้เป็นสีขาวอมสีชมพูอ่อนถึงสีแดง กลีบมีกลิ่นหอมยวนใจอ่อนๆออกตามซากใบ หลุดตกได้ง่าย ดอกมีอยู่ 5 กลีบ เมื่อดอกบานจะขยายออกโดยประมาณ 1.2 ซม. ก้านดอกเรียวเล็กและก็มีกาบเล็กๆที่ฐานกลีบภายใน ดอกมีเกสรตัวผู้สีเหลือง สั้นๆอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ก้านเกสรเชื่อมชิดกันเป็นกรุ๊ป 3 กรุ๊ป ส่วนเกสรตัวเมีย ก้านเกสรเป็นสีเขียวอ่อนมี 3 อัน และก็มีรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวอ่อนคละเคล้าสีแดง โดยจะมีดอกในตอนม.ค.ถึงพ.ค.
ผลติ้วขาว ผลเป็นแบบแห้งรวมทั้งแตกได้ รูปแบบของผลเป็นรูปไข่ปนรูปกระสวย ผิวผลมีนวลสีขาว ผลเมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลดำ รูปแบบของผลเป็นแบบแคปซูล ปลายแหลม ผิวเรียบรวมทั้งแข็ง มีขนาดกว้างราวๆ 0.4-0.6 ซม. แล้วก็ยาวราว 1.3-1.8 ซม. รวมทั้งจะแตกออกเป็น 3 แฉกเมื่อแก่ ข้างในผลมีเม็ดสีน้ำตาล ส่วนที่ฐานดอกมีกลีบเลี้ยงยังคงอยู่

slot

คุณค่าทางโภชนาการของต้นชะมวง

ต้นชะมวง ภาษาอังกฤษ เรียก Cowa มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Garcinia cowa Roxb. ex Choisy ชะมวงเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับมังคุด ชื่อเรียกอื่นของชะมะมวง เช่น ส้มป้อง มะป่อง หมากโมก มวงส้ม กะมวง มวง ส้มมวง กานิ ตระมูง ยอดมวง ส้มม่วง ส้มโมง ส้มป่อง เป็นต้น

เครดิตฟรี

คุณค่าทางโภชนาการของต้นชะมวง

นักโภชนาการได้ศึกษา คุณค่าทางอาหารของใบชะมวง ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 51 กิโลแคลอรี่ มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย กากใยอาหาร 3.2 กรัม แคลเซียม 27 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 13 มิลลิกรัม เหล็ก 1.1 มิลลิกรัม วิตามินเอ 7333 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.7 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.04 มิลลิกรัม ไนอาซีน 0.2 มิลลิกรัม และวิตามินซี 29 มิลลิกรัม

ลักษณะของต้นชะมวง

ต้นชะมวง เป็นพืชท้องถิ่น เป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็กถึงปานกลาง ลักษณะของต้นชะมวง มีดังนี้

ลำต้น ลักษณะของต้นชะมวง จะเป็นทรงพุ่มคล้ายกรวยคว่ำ ความสูงของต้นชะมวงประมาณ 10 เมตร ลำต้นของชะมวงจะเกลี้ยง แตกกิ่งก้านใบตอนบนของลำต้น
เปลือกของชะมวงจะเป็นสีดำออกน้ำตาล มีลักษณะขรุขระ เป็นสะเก็ด แต่เปลือกด้านในจะมีสีขมพูออกแดง มีน้ำยางออกบริเวณเปลือก
ใบของชะมวง เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว รูปรี ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8 เซนติเมตร ใบอ่อนของชะมวงจะมี สีเขียวอ่อน ส่วนใบแก่จะมีสีเขียวเข้ม
ดอกของชะมวง จะออกดอกตามซอกใบและกิ่ง ดอกจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร
ผลของชะมวง จะเป็นทรงกลม ผิวเรียบและมัน ผลอ่อนจะมีสีเขียวและผลสุกจะมีสีเหลือง ผลสุกจะมีรสเปรี้ยว สามารถทานได้
ขยายพันธุ์ของชะมวงสามารถทำได้โดยการ เพาะจากเมล็ด หรือ ตอนกิ่ง ต้นชะมวงนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดี ในป่าดิบชื้น และพบได้มากในภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคอีสาน

สล็อต

สรรพคุณของชะมวง

สำหรับสรรพคุณของชะมวง เราสามารถนำชะมวงมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็น ราก ใบ และผล รายละเอียดมี ดังนี้

ผลอ่อนของชะมวง สามารถนำมาใช้ เป็นยาแก้ไข้ ช่วยฟอกโลหิต เป็นยาระบาย
ผลแก่ของชะมวง สามารถนำมาใช้ ช่วยรักษาธาตุพิการ แก้อาการกระหายน้ำ แก้อาการไอ ช่วยแก้เสมหะ
รากของชะมวง สามารถนำมาใช้ ช่วยถอนพิษไข้ เป็นยาแก้ไข้ แก้อาการร้อนใน ช่วยแก้เสมหะ ช่วยแก้บิด
ดอกของชะมวงสามารถนำมาใช้ ช่วยรักษาธาตุพิการ ช่วยแก้เสมหะ เป็นยาระบาย ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยแก้ดีพิการ
ใบของชะมวง สามารถนำมาใช้ ช่วยรักษาธาตุพิการ เป็นยาแก้ไข้ ช่วยฟอกโลหิต แก้อาการกระหายน้ำ แก้อาการไอ ช่วยแก้เสมหะ เป็นยาระบาย เป็นยาขับเลือดเสีย ช่วยขับโลหิตระดูของสตรี ช่วยป้องกันมะเร็ง
เนื้อไม้ของชะมวง สามารถนำมาใช้ ยาระบาย แก้อาการเหน็บชา
ประโยชน์ของชะมวง

สล็อตออนไลน์

สำหรับประโยชน์ของต้นชะมวงนั้นมีหลากหลาย โดยมีรายละเอียดดังนี้

ผลชะมวงสุก ใช้รับประทาน
ยอดอ่อนหรือใบอ่อน ใช้รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก ป่นแจ่ว หรือนำไปใช้ปรุงอาหาร เช่น ต้มส้ม ต้มส้มปลาไหล ต้มส้มปลาแห้ง ทำแกงชะมวง ต้มซี่โครงหมูใบชะมวง ใช้แกงกับหมู หมูชะมวง หรือนำมาใส่ในแกงอ่อม เป็นต้น
ผลและใบอ่อน ใช้ปรุงเป็นอาหารรับประทาน ให้รสเปรี้ยว
ผลและใบแก่ นิยมนำมาหมักจะฤทธ์เป็นกรด นำมาใช้สำหรับการฟอกหนังวัวหรือหนังควาย
ต้นชะมวง สามารถใช้ปลูกเป็นไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงาได้ดี
เนื้อไม้ชะมวง สามารถนำมาแปรรูปใช้ในงานก่อสร้างต่าง ๆ หรือใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ เช่น โต๊ะ ตู้ เตียง เป็นต้น
น้ำยางจากต้นชะมวง ใช้ผสมในน้ำมันชักเงา
ยอดอ่อนชะมวง นำมาหมักกับจุลินทรีย์จะทำให้เกิดรสเปรี้ยว ใช้เป็นยาปราบศัตรูพืช
โทษของชะมวง

การใช้ประโยชน์จากชะมวง ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ข้อควรระวังในการใช้ประโยชน์จากชะมวง โทษของชะมวง มีดังนี้

ใบชะมวง มีสรรพคุณเป็นยาขับเลือดเสีย ช่วยขับระดูของสตรี สำหรับสตรีตั้งครรภ์ ไม่ควรรับประทานชะมวง อาจทำให้แท้งได้
ยางจากผลชะมวง ทำให้เกิดการฝืดในช่องปาก ทำให้ติดฟัน
ชะมวง ( Cowa ) พืชยืนต้น สมุนไพร นักวิจัยผักพื้นบ้านไทย พบว่าในใบชะมวงมีสารชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์ต้านมะเร็ง สรรพคุณของชะมวง บำรุงเลือด รักษาไข้ ละลายเสมหะ ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน แก้ไอ แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน ถอนพิษ แก้บิด เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้ธาตุพิการ

jumboslot

ต้นชะมวง จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นทรงพุ่มรูปกรวยคว่ำทรงสูง มีความสูงของต้นประมาณ 5-10 เมตร บ้างว่าสูงประมาณ 15-30 เมตร ลำต้นเกลี้ยงและแตกกิ่งใบตอนบนของลำต้น กิ่งย่อยผิวเรียบ เปลือกลำต้นเป็นสีดำน้ำตาลมีลักษณะขรุขระ แตกเป็นสะเก็ด ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีชมพูถึงแดง มีน้ำยางสีเหลืองขุ่นไหลเยิ้มออกมาจากเปลือกต้น ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดและการตอนกิ่ง พบทั่วไปตามป่าชื้นที่ระดับต่ำ เป็นไม้ที่ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี มีเขตการกระจายพันธุ์ในป่าดิบชื้นตามที่ลุ่มต่ำทั่วไป และจะพบได้มากทางภาคใต้ ภาคตะวันออก และทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 800 เมตรขึ้นไป (บ้างว่า 600 เมตรขึ้นไป)

ใบชะมวง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมใบหอกหรือแกมขอบขนาน โคนใบสอบแหลม ปลายใบป้านหรือแหลมเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีความกว้างประมาณ 2.5-5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 8-13 เซนติเมตร ใบอ่อนเป็นสีเขียวอ่อนหรือเขียวอมสีม่วงแดง ส่วนใบแก่เป็นสีเขียวเข้ม (สีน้ำเงินเข้ม) บริเวณปลายกิ่งมักแตกเป็น 1-3 ยอด หลังใบเรียบลื่นเป็นมัน ท้องใบเรียบ เนื้อใบมีลักษณะค่อนข้างหนาและเปราะ เส้นใบเห็นได้ไม่ชัด แต่ด้านหลังใบจะเห็นเส้นกลาง ส่วนก้านใบเป็นสีแดงมีความยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร

ดอกชะมวง ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่กันคนละต้น ออกดอกตามซอกใบและตามกิ่ง ดอกตัวผู้จะออกตามกิ่งเป็นกระจุก มีดอกย่อยประมาณ 3-8 ดอก ดอกมีเกสรตัวผู้จำนวนมากเรียงกันเป็นรูปสีเหลี่ยม ส่วนกลีบดอกเป็นสีเหลืองนวลและมีกลิ่นหอม มีกลีบดอกแข็งหนา 4 กลีบ และกลีบเลี้ยง 4 กลีบ ลักษณะเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายกลีบกลม ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร ส่วนดอกตัวเมียจะออกเป็นดอกเดี่ยวตามปลายกิ่ง ดอกมีเกสรตัวผู้เทียมเรียงอยู่รอบรังไข่ มีก้านเกสรติดกันเป็นกลุ่ม ที่ปลายก้านมีต่อม 1 ต่อม ออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

slot

ผลชะมวง ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมแป้น ผิวผลเรียบเป็นมัน มีขนาดประมาณ 2.5-6 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองถึงส้มหม่น และตามผลมีร่องตื้น ๆ ประมาณ 5-8 ร่อง ด้านบนปลายบุ๋ม และมีชั้นกลีบเลี้ยงประมาณ 4-8 แฉกติดอยู่ เนื้อหนา สีเหลือง ภายในผลมีเมล็ดขนาดใหญ่ประมาณ 4-6 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปรีหนา เรียงตัวกันเป็นวงรอบผล ผลสุกมีรสเปรี้ยวใช้รับประทานได้ แต่มียางมากและทำให้ติดฟันได้ โดยจะติดผลในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

สรรพคุณของชะมวง
ช่วยฟอกโลหิต (ผลอ่อน, ใบ) แก้โลหิต (ใบ)
ช่วยรักษาธาตุพิการ (ผล,ใบ,ดอก)
ราก ใบ และผลอ่อนมีรสเปรี้ยว เป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้ตัวร้อน (ผลอ่อน, ใบ, ดอก, ราก)
ช่วยถอนพิษไข้ (ราก)
ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ (ราก)
ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ (ผล, ใบ)
ช่วยแก้อาการไอ (ผล, ใบ) บ้างก็ว่าเนื้อไม้ช่วยแก้อาการไอได้เช่นกัน (เนื้อไม้)
ช่วยแก้เสมหะ กัดเสมหะ กัดฟอกเสมหะ (ผลอ่อน, ใบ, ดอก, ราก) เสมหะเป็นพิษ (ราก) ช่วยขับเสมหะ (เนื้อไม้)
ใช้เป็นยาระบายท้อง (ผลอ่อน, ใบ, ดอก) ส่วนตำยาพื้นบ้านอีสานจะใช้รากชะมวง ผสมกับรากกำแพงเจ็ดชั้น รากตูมกาขาว และรากปอด่อน นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบาย (ราก) บ้างก็ว่าเนื้อไม้มีสรรพคุณเป็นยาระบายเช่นกัน (เนื้อไม้)
ช่วยในการย่อยอาหาร (ดอก)

สรรพคุณของว่านมหาหงส์

ว่านมหาหงส์ มีชื่อสามัญ ว่า Butterfly lily มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Hedychium coronarium J.Koenig ชื่ออื่นๆของว่านมหาหงส์ เช่น เลเป ลันเต ตาห่าน เหินแก้ว เหินคำ ว่านกระชายเห็น สะเลเต กระทายเหิน หางหงส์ ตาเหิน เฮวคำ เป็นต้น ในเหง้ามหาหงส์ มีน้ำมันหอมระเหย ลักษณะเป็นของเหลวสีเหลือง มีกลิ่นฉุน ประกอบด้วยสาร beta-pinene, borneol และ d-limonene, linalool นิยมนำมาทำเป็นโลชั่นกันยุง นอกจากนั้นยังนำเอาไปเป็นส่วนประกอบของ เครื่องสำอางค์ ครีม โลชั่น โคโลน สบู่ ครีมอาบน้ำ น้ำหอม หรือโคลนหมักตัว

เครดิตฟรี

ลักษณะของต้นว่านมหาหงส์

ต้นมหาหงส์ เป็นพืชล้มลุก เหง้าอยู่ใต้ดิน อายุยืนยาวหลายปี เหง้าของมหาหงส์มีสีนวล และมีกลิ่นเฉพาะตัว ต้นของมหาหงส์จะสูงประมาณ 1 เมตร จะมีกาบใบซ้อนกัน ใบมีสีเขียวลักษณะกลม ดอกจองมหาหงส์มีสีขาวสวย เหมือนดอกลิลลี่ สามารถขยายพันธุ์ได้ โดยใช้เหง้า ผลของมหาหงส์ ผลเป็นรูปทรงกลม

สรรพคุณของว่านมหาหงส์

สรรพคุณของมหาหงส์ เรานำเหง้าของมหาหงส์มาใช้ประโชยน์ รายละเอียด ดังนี้

นำเหง้าแห้งของมหาหงส์มาบด ผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยา ใช้ยาบำรุงกำลัง และเป็นยาอายุวัฒนะ กินเป็นยาแก้กษัย บำรุงไต
นำเหง้ามาต้มดื่ม เป็นยาแก้ต่อมทอนซิลอักเสบได้ ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย แก้ลมชัก
นำเหง้ามาคั้นน้ำ นำมารักษาแผลฟกช้ำ และแผลบวม
ประโยชน์ของต้นมหาหงส์

สล็อต

คนเมืองทางภาคเหนือจะใช้หน่ออ่อนลวกรับประทานกับน้ำพริก
ชาวไทใหญ่จะใช้ดอกมหาหงส์บูชาพระ
น้ำมันจากเหง้าสดสามารถนำมาใช้ฆ่าแมลงได้ ด้วยการใช้เหง้าสดจำนวนพอสมควรนำมาทุบแล้วสกัดให้ได้น้ำมันหอมระเหย เรียกว่า “ น้ำมันมหาหงส์ ”
น้ำมันหอมระเหยใช้เป็นส่วนผสมในการทำน้ำหอม
ด้วยความหอมของดอกมหาหงส์ ในวงการสปาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศจึงนิยมใช้มหาหงส์เป็นส่วนผสมในครีม โลชัน โคโลญจน์ สบู่ ครีมอาบน้ำ หรือโคลนหมักตัว
มหาหงส์เป็นว่านที่ได้ชื่อว่าเข้ายาทำเสน่ห์ มีความเชื่อว่าจะช่วยเสริมเสน่ห์ให้กับผู้ปลูก ให้คนรักคนหลง โดยจะนิยมปลูกเพื่อเพิ่มเมตตามหานิยมและความเป็นสิริมงคลให้แก่สถานที่ปลูก และยังเชื่อว่า “ว่านมหาหงส์” เป็นว่านให้ลาภแก่ผู้ปลูก และหากนำเหง้าหรือหัวพกพาติดตัวไปด้วยก็จะยิ่งเพิ่มเสน่ห์มหานิยม
ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับได้ สามารถออกได้ตลอดปี ดอกจะมีกลิ่นหอมมากโดยเฉพาะในช่วงเช้าและช่วงเย็นถึงมืด ทนทานต่อแมลงต่าง ๆ โดยดอกจะทยอยบานและอยู่ทนหลายวัน ถ้านำไปปลูกบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ก็จะเหมาะยิ่งนัก เพราะสามารถปลูกได้ในที่ร่ม แดดไม่จัดมากนัก ชอบที่ชื้นแฉะ แต่ถ้านำไปปลูกลงในกระถางก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง โดยปกติแล้วดอกมหาหงส์จะเป็นสีขาว สีดอกจะตัดกับสีเขียวเข้มของต้นและใบอย่างสวยงาม ในปัจจุบันพบว่ามีการนำพันธุ์มหาหงส์เข้ามาปลูกกันหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นชนิดดอกสีขาว ดอกสีขาวตรงกลางเหลือง ดอกสีขาวตรงกลางแดง ดอกสีแดงอมสีชมพูจนถึงสีแดงเข้ม หรือดอกสีเหลืองทองทั้งดอก โดยจะมีทั้งดอกเล็กและดอกใหญ่
การปลูกว่านมหาหงส์

การปลูกว่านมหาหงส์ ว่านมหาหงส์ เป็นพืชที่ชอบดินร่วนปนทราย นำเหง้าปักลงดิน ว่านมหาหงส์ก็จะแตกกอ ลำต้นสูง เหมือนกับ ข่า ตะไคร้ เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ดูแลง่าย

สล็อตออนไลน์

ไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน ส่วนที่เห็นว่าเป็นต้นที่จริงแล้วเป็นกาบใบที่รวมตัวกัน ปลูกได้ดีในพื้นที่ได้รับแสงแดดรำไรระหว่างพันธุ์ไม้ใหญ่ ดอกจะทยอยบานทำให้สามารถชื่นชมความงามได้หลายวัน ทนทานต่อดินฟ้าอากาศ โรคแมลง อายุยืน ปลูกง่าย โตเร็ว แข็งแรง เป็นพันธุ์ไม้หอมที่ต้องการความชื้นสูง ควรปลูกไว้ใกล้ๆ น้ำ มีอานุภาพด้านเมตตามหานิยม เมื่อปลูกเลี้ยงไว้จะทำให้เป็นที่เมตตาของผู้คน และผู้เลี้ยงจะได้รับโชคลาภอยู่เสมอ หัวใต้ดิน (เหง้า) ใช้ต้มเป็นยาแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ น้ำคั้นจากหัวใต้ดินใช้ทาแผลฟกช้ำบวม สารที่ให้ความหอมในมหาหงส์ใช้เป็นส่วนผสมของสบู่ โคโลน โลชั่น ครีมอาบน้ำ

ต้นมหาหงส์ จัดเป็นไม้ล้มลุกที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีอายุหลายปี เหง้าเป็นสีนวลและมีกลิ่นเฉพาะ ส่วนที่อยู่เหนือดินมีความสูงประมาณ 1-1.5 เมตร ลำต้นเหนือพื้นดินเป็นลำต้นเทียมที่มีกาบใบซ้อนกันแน่น ลักษณะกลมและเป็นสีเขียว ขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยวิธีการแยกเหง้าไปปลูก ปลูกได้ดีในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดรำไร เพาะปลูกง่าย แข็งแรง โตเร็ว อายุยืน มีความทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ โรคและแมลง มีอายุยืน มักขึ้นตามพื้นที่ชื้นแฉะหรือตามชายป่าใกล้ลำธาร

ใบมหาหงส์ ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ มีใบประมาณ 7-12 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือเป็นรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตรและยาวประมาณ 16-25 เซนติเมตร เส้นกลางใบเห็นได้ชัดจากด้านหลังใบ แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง ส่วนผิวใบด้านล่างมีขนนุ่มโดยเฉพาะเส้นกลางใบ แผ่นใบมักงอตัวลงไปด้านหลัง ส่วนก้านใบสั้นเป็นกาบห่อหุ้มลำต้น ลักษณะเกลี้ยงและเป็นมัน ลิ้นใบยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร เป็นเนื้อเยื่อบางสีขาว

ดอกมหาหงส์ ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอดของลำต้นเทียม ดอกมีขนาดกว้างประมาณ 4-8 เซนติเมตรและยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ส่วนก้านช่อดอกยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ดอกมีใบประดับใหญ่เป็นจำนวนมาก เรียงซ้อนกันและมีขนาดลดหลั่นกันไปตามลำดับ ลักษณะของใบประดับเป็นรูปหอกหรือรูปไข่ ปลายแหลม ผิวเกลี้ยง เป็นสีขาว มีขนาดกว้างประมาณ 2.5-4 เซนติเมตรและยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ส่วนใบประดับย่อยเป็นรูปหอก ปลายมน ผิวเกลี้ยง ขอบพับเข้าหากัน ตรงกลางเป็นสัน แต่ละอันจะซ้อนเหลื่อมกัน เมื่อกางออกจะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 3-3.3 เซนติเมตร ดอกมีขนาดใหญ่และมีกลิ่นหอม โดยจะออกตามซอกใบประดับประมาณ 1-5 ดอก มีกลีบดอกเป็นรูปแถบแคบ ๆ ปลายมน สีขาว กว้างประมาณ 0.2 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 3.5-4 เซนติเมตร ส่วนกลีบปากเป็นรูปไข่เกือบกลม มีขนาดกว้างประมาณ 5-5.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 4-4.5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นกลีบ 2 กลีบ ลึกเป็น 1/3 ของกลีบ สีขาว ตรงกลางกลีบค่อนไปทางโคนเป็นสีเหลือง สีขาว หรือสีนวล

jumboslot

โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร สีขาว ปลายกลีบดอกหยักบาง ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียว โคนเชื่อมติดกัน ส่วนหลอดกลีบเลี้ยงยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นแฉกตื้น 3 แฉกและแฉกลึก 1 แฉก กว้างประมาณ 6 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 1.7 เซนติเมตร ปลายกลีบเป็นสีขาวแกมสีเขียว ส่วนโคนเป็นสีขาว ดอกมีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันแผ่เป็นกลีบขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับแกมรูปรี หรือเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายมนสีขาว กว้างประมาณ 2.2-2.4 เซนติเมตรและยาวประมาณ 4.2-4.5 เซนติเมตร เกสรเพศผู้ อับเรณูเป็นรูปขอบขนาน กว้างประมาณ 0.3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1.4-1.5 เซนติเมตร ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 1.4-2 เซนติเมตร มีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ 1 ก้าน มีรังไข่เป็นรูปขอบขนานกว้างประมาณ 0.2-0.4 เซนติเมตรและยาวประมาณ 0.3-0.5 เซนติเมตร ผิวเรียบ มี 3 ห้อง ส่วนยอดเกสรเพศเมียมีลักษณะเกือบกลม มีขนาดประมาณ 0.1 เซนติเมตร ออกดอกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม

ผลมหาหงส์ ผลเป็นผลแห้ง ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม แตกออกได้เป็นพู 3 พู

สรรพคุณของมหาหงส์
ตำรายาไทยจะใช้เหง้ามหาหงส์เป็นยาบำรุงกำลังและยาอายุวัฒนะ ด้วยการใช้เหง้าแห้งบดละเอียดผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทานก่อนอาหารเช้าและเย็น (เหง้า)
เหง้านำมาตากแห้งแล้วบดให้เป็นผงละเอียดผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน ใช้รับประทานเป็นยาแก้กษัย (อาการป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบซีด ปวดเมื่อย โลหิตจาง) (เหง้า)
เหง้านำมาต้มเป็นยาแก้ต่อมทอนซิลอักเสบได้ (เหง้า)
ช่วยขับลม (เหง้า) เหง้านำมาต้มกับน้ำดื่มจะช่วยแก้อาการท้องอืดได้ (เหง้า)
ในต่างประเทศจะใช้เหง้ามหาหงส์ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย และช่วยในการขับลม (เหง้า)
ช่วยบำรุงไต ด้วยการใช้เหง้าแห้งบดละเอียดผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานก่อนอาหารเช้าและเย็น (เหง้า)
คนเมืองจะใช้เหง้าใต้ดินนำมาต้มกับน้ำดื่มแก้อาการลมชักหรือใช้ทาตุ่มผื่นลมพิษ (เหง้า)
น้ำคั้นจากเหง้าใต้ดินใช้เป็นยารักษาแผลฟกช้ำ แผลบวมได้ (เหง้า)

slot

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของมหาหงส์
น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากเหง้ามีลักษณะเป็นของเหลวใส มีสีเหลืองอ่อน และมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว โดยประกอบไปด้วย beta-pinene, borneol, d-limonene, linalool
น้ำมันหอมระเหยจากเหง้ามหาหงส์ เมื่อนำมาเตรียมเป็นโลชันกันยุงกัด พบว่าสามารถช่วยป้องกันการกัดของยุงรำคาญ 5.8 ชั่วโมง ยุงก้นปล่อง 7.1 ชั่วโมง และยุงลายสวนได้ 7.5 ชั่วโมง
ประโยชน์ของมหาหงส์
คนเมืองทางภาคเหนือจะใช้หน่ออ่อนลวกรับประทานกับน้ำพริก
ชาวไทใหญ่จะใช้ดอกมหาหงส์บูชาพระ
น้ำมันจากเหง้าสดสามารถนำมาใช้ฆ่าแมลงได้ ด้วยการใช้เหง้าสดจำนวนพอสมควรนำมาทุบแล้วสกัดให้ได้น้ำมันหอมระเหย (เรียกว่า “น้ำมันมหาหงส์”)
น้ำมันหอมระเหยใช้เป็นส่วนผสมในการทำน้ำหอม
ด้วยความหอมของดอกมหาหงส์ ในวงการสปาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศจึงนิยมใช้มหาหงส์เป็นส่วนผสมในครีม โลชัน โคโลญจน์ สบู่ ครีมอาบน้ำ หรือโคลนหมักตัว
มหาหงส์เป็นว่านที่ได้ชื่อว่าเข้ายาทำเสน่ห์ มีความเชื่อว่าจะช่วยเสริมเสน่ห์ให้กับผู้ปลูก ให้คนรักคนหลง โดยจะนิยมปลูกเพื่อเพิ่มเมตตามหานิยมและความเป็นสิริมงคลให้แก่สถานที่ปลูก และยังเชื่อว่า “ว่านมหาหงส์” เป็นว่านให้ลาภแก่ผู้ปลูก และหากนำเหง้าหรือหัวพกพาติดตัวไปด้วยก็จะยิ่งเพิ่มเสน่ห์มหานิยม
ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับได้ สามารถออกได้ตลอดปี ดอกจะมีกลิ่นหอมมากโดยเฉพาะในช่วงเช้าและช่วงเย็นถึงมืด ทนทานต่อแมลงต่าง ๆ โดยดอกจะทยอยบานและอยู่ทนหลายวัน ถ้านำไปปลูกบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ก็จะเหมาะยิ่งนัก เพราะสามารถปลูกได้ในที่ร่ม แดดไม่จัดมากนัก ชอบที่ชื้นแฉะ แต่ถ้านำไปปลูกลงในกระถางก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง โดยปกติแล้วดอกมหาหงส์จะเป็นสีขาว สีดอกจะตัดกับสีเขียวเข้มของต้นและใบอย่างสวยงาม ในปัจจุบันพบว่ามีการนำพันธุ์มหาหงส์เข้ามาปลูกกันหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นชนิดดอกสีขาว ดอกสีขาวตรงกลางเหลือง ดอกสีขาวตรงกลางแดง ดอกสีแดงอมสีชมพูจนถึงสีแดงเข้ม หรือดอกสีเหลืองทองทั้งดอก โดยจะมีทั้งดอกเล็กและดอกใหญ่

คุณค่าทางโภชนาการของฟักข้าว

ฟักข้าว ภาษาอังกฤษ เรียก Baby Jackfruit มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Momordica cochinchinensis (Lour) Spreng. ฟักข้าวมีชื่ออื่นๆ เช่น มะข้าว ขี้กาเครือ พุกู้ต๊ะ ผักข้าว เป็นต้น ต้นฟักข้าว มีถิ่นกำเนิดในประเทศพม่า ไทย จีน ลาว เขมร บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย

เครดิตฟรี

คุณค่าทางโภชนาการของฟักข้าว

นักโภชนาการ ได้ศึกษา ฟักข้าว พบว่า ในผลอ่อนของผักข้าวขนาด 100 กรัม มีกากใยอาหาร 1 กรัม น้ำตาล 1.8 กรัม โปรตีน 0.98 กรัม มีวิตามินซี 0.04 มิลลิกรัม บีต้าแคโรทีน 91 มิลลิกรัม แคลเซียม 0.34 มิลลิกรัม ในฟักข้าวจะมีบีตาแคโรทีนมากกว่าแครอตถึง 10 เท่าตัว มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศถึง 12 เท่าตัว

ลักษณะของต้นฟักข้าว

ต้นฟักข้าว เป็นพืชล้มลุก เป็นพืชชนิดเถาไม้เลื้อย ลักษณะคล้ายกับต้นตำลึง ใบของฟักข้าวเป็นใบเดี่ยว รูปร่างคล้ายกับหัวใจ ทรงรี ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก ดอกของฟักข้าวจะออกตรงข้อต่อตามซอกใบ ลักษณะของดอกฟักข้าวเหมือนกับดอกตำลึงเลย มีกลีบดอกสีขาว ดอกของฟักข้าวจะมีสีเหลือง ผลของฟักข้าวจะคล้ายรูปไข่เปลือกมีหนามเล็กๆ ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกสีส้ม เมล็ดของฟักข้าว จะอยู่ในผลของฟักข้าวเหมือนเมล็ดแตง

สรรพคุณของฟักข้าว

สำหรับการใช้ประโยชน์จากฟักข้าว ด้านกรบำรุงร่างกายและการรักษาโรค เราสามารถนำฟักข้าวมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ราก ผล เมล็ด รายละเอียด ดังนี้

ใบของฟักข้าว เรานำมาใช้ ช่วยลดน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวานได้ ช่วยแก้ไข้ตัวร้อนได้ ใช้รักษาริดสีดวง แก้อาการปวดหลังได้ แก้กระดูกเดาะ ช่วยถอนพิษอักเสบ รักษาฝี รักษาหูด
รากของฟักข้าว เรานำมาใช้ ดื่มช่วยถอนพิษ ช่วยขับเสมหะ ช่วยลดไข้ แก้ปวดตามข้อ
ผลอ่อนของฟักข้าว ใช้ลดน้ำตาลในเลือด ใช้รักษาโรคเบาหวาน
เมล็ดของฟักข้าว ใช้ในการ รักษาฝีในปอด รักษาท่อน้ำดีอุดตัน ช่วยขับปัสสาวะ รักษาอาการอักเสบ รักษาอาการบวม รักษากลากเกลื้อน รักษาโรคผิวหนัง

สล็อต

ประโยชน์ของฟักข้าว

มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
ช่วยในการชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
ฟักข้าวมีเบตาแคโรทีนสูงกว่าแครอท 10 เท่า และมีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า !
ประโยชน์ของฟักข้าวช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา โรคต้อกระจก ประสาทตาเสื่อม ตาบอดตอนกลางคืน (เยื่อเมล็ด)
ช่วยป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด
ช่วยป้องกันและช่วยยับยั้งการเกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือด
ช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ฟักข้าวมีโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอดส์ (HIV) และยังช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ซึ่งได้ทำการจดสิทธิบัตรในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ประโยชน์ของฟักข้าวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ฟักข้าวมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง ไวรัส ช่วยยับยั้งระดับน้ำตาลในเลือด และยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีน
ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารและมะเร็งปอด
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮานอยพบว่า น้ำมันจากเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ
ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้
ช่วยในการขับเสมหะ ใช้กลั้วคอช่วยลดอาการเจ็บคอหรืออาการอักเสบที่ลำคอ
ฟักข้าวเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะพักฟื้นหรือผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ มีโรคประจำตัวหรือร่างกายอ่อนแอ
รากฟักข้าวใช้แช่น้ำสระผม ช่วยทำให้ผมดกดำขึ้น แก้ปัญหาผมร่วง แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค และช่วยฆ่าเหาได้อีกด้วย (ราก)
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ทำการศึกษาร่วมกันในเรื่องของการนำน้ำมันเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางสูตรลดเลือนริ้วรอย ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนได้รับรางวัล “IFSCC Host Society Award 2011” จากงานประชุมสมาพันธ์นักเคมีเครื่องสำอางนานาชาติ

สล็อตออนไลน์

ผลอ่อนฟักข้าวใช้ทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นนำไปต้มหรือนึ่งจิ้มกินกับน้ำพริก หรือนำไปใส่แกงต่าง ๆ เช่น แกงส้มลูกฟักข้าว เป็นต้น
ยอดฟักข้าวอ่อนใช้ทำเป็นอาหารก็อร่อย (กลิ่นจะคล้าย ๆ กับยอดหรือใบมะระ) เมนูฟักข้าว เช่น แกงเลียง แกงส้ม ผัดไฟแดง คั่วแค ใช้ลวกหรือต้มกินกับน้ำพริก ฯลฯ
ฟักข้าวสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น น้ำฟักข้าว ฟักข้าวแคปซูล เป็นต้น

ต้นฟักข้าว มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่ในประเทศจีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบังกลาเทศ โดยจัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก เป็นไม้เถาเลื้อย อายุยิ่งมากเถายิ่งใหญ่ มีมือเกาะคล้ายกับตำลึง ชอบแสงแดด เลื้อยได้ทั้งบนพื้น บนต้นไม้ บนรั้ว บนหลังคา (ขอให้มีที่เกาะ)

ใบฟักข้าว ใบเป็นใบเดี่ยว ใบเป็นรูปหัวใจหรือรูปไข่ คล้ายกับใบโพธิ์ ความกว้างและความยาวของใบมีขนาดเท่ากัน โดยยาวประมาณ 6-15 เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก ประมาณ 3-5 แฉก
ดอกฟักข้าว ดอกจะออกตรงบริเวณข้อต่อระหว่างใบหรือตามซอกใบ โดยจะออกดอกข้อละหนึ่งดอก ลักษณะของดอกฟักข้าวจะคล้ายกับดอกตำลึง กลีบดอกมีสีขาวอมเหลือง หรือขาวแกมเหลือง ส่วนก้านเกสรและกลีบละอองจะมีสีม่วงแกมดำหรือสีม่วงแกมน้ำตาล ใบเลี้ยงประดับมีขน โดยดอกฟักข้าวจะเป็นดอกแบบไม่สมบูรณ์เพศ แยกเป็นดอกเพศเมียและดอกเพศผู้จะอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศเมียจะมีขนาดเล็ก ปลายใบมน ส่วนดอกเพศผู้ปลายใบแหลม ดอกฟักข้าวมีสีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ

ผลฟักข้าว มีลักษณะคล้ายรูปไข่กลมรี ที่เปลือกมีหนามเล็ก ๆ อยู่รอบผล ผลอ่อนจะมีสีเขียวอมเหลือง แต่เมื่อสุกแล้วผลจะมีสีแดงหรือสีส้มอมแดง ผลสุกเนื้อจะเป็นสีเหลือง มีเยื่อกลางหุ้มเมล็ดเป็นสีแดง

เมล็ดฟักข้าว ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลจำนวนมากเรียงตัวอยู่คล้ายเมล็ดแตง ด้านในเมล็ดมีเนื้อสีขาว (เมล็ดดิบมีพิษ ต้องคั่วหรือต้มให้สุกก่อนนำมาใช้)

สรรพคุณของฟักข้าว
ผลอ่อนและใบอ่อนช่วยลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ (ผลอ่อน, ยอดฟักข้าว)
ช่วยบำรุงปอด ช่วยแก้ฝีในปอด (เมล็ด)
ใบฟักข้าวมีรสขมเย็น มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ตัวร้อนได้ (ใบ)
รากช่วยถอนพิษไข้ (ราก)
ช่วยขับเสมหะ (ราก)

jumboslot

ช่วยแก้ท่อน้ำดีอุดตัน (เมล็ด)
ช่วยขับปัสสาวะ (เมล็ด)
ใบช่วยแก้ริดสีดวง (ใบ)
ใบนำมาตำใช้พอกแก้อาการปวดหลังได้ (ใบ)
ช่วยแก้กระดูกเดาะ (ใบ)
ช่วยแก้ข้อเข่า อาการปวดตามข้อ (ราก)
เมล็ดแก่นำมาบดให้แห้ง ผสมน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อย นำมาใช้ทาบริเวณที่มีอาการอักเสบ อาการบวม จะช่วยรักษาอาการได้ และยังช่วยรักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนัง ผดผื่นคันต่าง ๆ อาการฟกช้ำได้อีกด้วย (เมล็ดแก่)
รากใช้ต้มดื่มช่วยถอนพิษทั้งปวง (ราก)
ใบช่วยถอนพิษอักเสบ (ใบ)
ช่วยแก้พิษ แก้ฝี (ใบ)
ช่วยแก้ฝีมะม่วง (ใบ)
ฟักข้าว สรรพคุณใบช่วยแก้หูด (ใบ)
เมล็ดฟักข้าว สามารถนำมาใช้แทนเมล็ดแสลงใจได้ (โกฐกะกลิ้ง)
ประโยชน์ของฟักข้าว

slot

มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
ช่วยในการชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
ฟักข้าวมีเบตาแคโรทีนสูงกว่าแครอท 10 เท่า และมีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า !
ประโยชน์ของฟักข้าวช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา โรคต้อกระจก ประสาทตาเสื่อม ตาบอดตอนกลางคืน (เยื่อเมล็ด)
ช่วยป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด
ช่วยป้องกันและช่วยยับยั้งการเกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือด
ช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ฟักข้าวมีโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอดส์ (HIV) และยังช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ซึ่งได้ทำการจดสิทธิบัตรในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ประโยชน์ของฟักข้าวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ฟักข้าวมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง ไวรัส ช่วยยับยั้งระดับน้ำตาลในเลือด และยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีน
ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารและมะเร็งปอด
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮานอยพบว่า น้ำมันจากเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ
ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้
ช่วยในการขับเสมหะ ใช้กลั้วคอช่วยลดอาการเจ็บคอหรืออาการอักเสบที่ลำคอ
ฟักข้าวเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะพักฟื้นหรือผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ มีโรคประจำตัวหรือร่างกายอ่อนแอ
รากฟักข้าวใช้แช่น้ำสระผม ช่วยทำให้ผมดกดำขึ้น แก้ปัญหาผมร่วง แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค และช่วยฆ่าเหาได้อีกด้วย (ราก)
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ทำการศึกษาร่วมกันในเรื่องของการนำน้ำมันเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางสูตรลดเลือนริ้วรอย ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนได้รับรางวัล “IFSCC Host Society Award 2011” จากงานประชุมสมาพันธ์นักเคมีเครื่องสำอางนานาชาติ
ผลอ่อนฟักข้าวใช้ทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นนำไปต้มหรือนึ่งจิ้มกินกับน้ำพริก หรือนำไปใส่แกงต่าง ๆ เช่น แกงส้มลูกฟักข้าว เป็นต้น
ยอดฟักข้าวอ่อนใช้ทำเป็นอาหารก็อร่อย (กลิ่นจะคล้าย ๆ กับยอดหรือใบมะระ) เมนูฟักข้าว เช่น แกงเลียง แกงส้ม ผัดไฟแดง คั่วแค ใช้ลวกหรือต้มกินกับน้ำพริก ฯลฯ
ฟักข้าวสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น น้ำฟักข้าว ฟักข้าวแคปซูล เป็นต้น

สรรพคุณของต้นชมจันทร์

ดอกชมจันทร์ หรือ ดอกพระจันทร์ ภาษาอังกฤษ เรียก Moonflower มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ipomoea alba L. ต้นชมจันทรมีถิ่นกำเนิดที่ทวีปอเมริกากลางและทวีปอเมริกาใต้ แต่สามารถปลูกได้ในประเทศเขตร้อน ดอกชมจันทร์ เป็นไม้ประดับ ที่มีดอกสวยงามซึ่งมีลักษณะเป็นดอกเดี่ยวสีขาว มีกลิ่นหอม และจะบานในเวลากลางคืนตั้งแต่ช่วงประมาณหัวค่ำเป็นต้นไป และนี่จึงเป็นที่มาของเหล่าชื่อของดอกไม้ชนิดนี้นั่นเอง โดยในต่างประเทศจะนิยมปลูกดอกชมจันทร์เพื่อใช้เป็นไม้ประดับ แต่สำหรับในประเทศไทยกลับปลูกกันมากเพื่อใช้เป็นอาหาร เพราะดอกชมจันทร์นั้นสามารถใช้ทำอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นต้ม ผัด แกง ทอด เดี๋ยวนี้ตามร้านอาหารก็นำดอกชมจันทร์มาเป็นเมนูอาหารกันมากขึ้น

เครดิตฟรี

ต้นชมจันทร์ เป็นพืช ชนิดไม้เลื้อย ลักษณะของต้นและใบคล้ายกับต้นมอร์นิ่งกลอรี ใบมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ใบมีสีเขียว ดอกชมจันทร์จะมีสีขาวและมีกลิ่นหอม ผลของต้นชมจันทร์ จะคล้ายดอกบัวตูมที่มีขนาดเล็ก

ลักษณะของต้นชมจันทร์

ลำต้นเป็นเถา ไม่มีขน ลำต้นมียางใส ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจ กว้าง 5-13 เซนติเมตร ยาว 8-17 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าลึก ก้านใบเรียว ยาว 5-18 เซนติเมตร ดอกสีขาว กลิ่นหอม บานตอนเช้าและพลบค่ำ ออกตามง่ามใบเป็นดอกเดี่ยว ๆ หรือเป็นช่อ 2-5 ดอก เมื่อบานเต็มที่ กว้าง 10-13 เซนติเมตร ก้านช่อดอกยาว 1-20 เซนติเมตร

คุณค่าทางโภชนาการของดอกชมจันทร์

จากการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของดอกชมจันทร์ ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 34.91 กิโลแคลอรี และ มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย วิตามินบี 1 0.04 มิลลิกรัม แคลเซียม 22.74 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 34.42 มิลลิกรัม วิตามินบี 3 1.25 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.05 มิลลิกรัม วิตามินซี 0.09 มิลลิกรัม วิตามินเอ 136.11 มิลลิกรัม โคเอนไซม์คิว 0.28 มิลลิกรัมมีสารต้านอนุมูลอิสระ

สรรพคุณของต้นชมจันทร์

เรานิยมนำดอกของชมจันทร์มาใช้ประโยชน์ ซึ่งดอกชมจันทร์ มีสรรพคุณ เป็นยาเย็น มีฤทธิ์ เป็นยาระบายอ่อนๆ มีไขมันต่ำ วิตามินบี ช่วยบำรุงสมอง ช่วยให้ความจำดี และวิตามินซีในดอกชมจันทร์ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ใช้เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย และป้องกันมะเร็ง ดอกชมจันทร์ สามารถใช้ แก้ร้อนใน บำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันโรคดีซ่าน ขับปัสสาวะ และบรรเทาริดสีดวงทวาร ส่วน เกสรของดอกชมจันทร์ สามารถช่วยบำรุงระบบประสาท ทำให้ผ่อนคลาย มีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อนๆ

สล็อต

ประโยชน์ดอกชมจันทร์

ต้นชมจันทร์มีดอกสีขาวสวยงาม บานในเวลาตอนกลางคืน และกลิ่นหอม ในต่างประเทศ เช่นยุโรปและสหรัฐอเมริกาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ แต่บางพื้นที่ของประเทศไทย เช่น ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มมีการนำดอกมารับประทานเป็นอาหาร โดยใช้ดอกตูมมาผัดกับน้ำมันหอย หรือลวกจิ้มกับน้ำพริก จากผลการวิเคราะห์พบสรรพคุณดอกชมจันทร์ ดังนี้

ดอกชมจันทร์ เป็นผักที่ไขมันต่ำและมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ เหมาะแก่ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
ดอกชมจันทร์ มีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และยังประกอบด้วยวิตามินต่าง ๆ ได้แก่ วิตามินบี เป็นต้น ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย
ดอกชมจันทร์ มีสรรพคุณแก้ร้อนใน บำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันโรคดีซ่าน ขับปัสสาวะ และบรรเทาริดสีดวงทวาร ขณะที่เกสรดอกชมจันทร์มีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาท ช่วยให้ผ่อนคลายทำให้สดชื่น และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อน ๆ จึงช่วยให้หลับสบาย
ต้นชมจันทร์ เป็นพืชที่ปลูกได้ไม่ยาก เจริญเติบโตง่าย แถมยังมีแมลงมารบกวนน้อยมาก จึงไม่ต้องพึ่งพาการใช้สารเคมีใดๆ เลยก็ได้ ทำให้ไม่ว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ในด้านไหนก็รู้สึกถึงได้ความปลอดภัย โดยเฉพาะการใช้เป็นยาสมุนไพรป้องกันและรักษาโรคต่างๆ นั้น ดอกชมจันทร์สามารถให้สรรพคุณและประโยชน์ที่เต็มร้อยแน่นอน

ดอกชมจันทร์เป็นไม้ประดับที่มีดอกสวยงามซึ่งมีลักษณะเป็นดอกเดี่ยวสีขาว มีกลิ่นหอม และจะบานในเวลากลางคืนตั้งแต่ช่วงประมาณหัวค่ำเป็นต้นไป และนี่จึงเป็นที่มาของเหล่าชื่อของดอกไม้ชนิดนี้นั่นเอง โดยในต่างประเทศจะนิยมปลูกดอกชมจันทร์เพื่อใช้เป็นไม้ประดับ แต่สำหรับในประเทศไทยกลับปลูกกันมากเพื่อใช้เป็นอาหาร เพราะดอกชมจันทร์นั้นสามารถใช้ทำอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นต้ม ผัด แกง ทอด เดี๋ยวนี้ตามร้านอาหารก็นำดอกชมจันทร์มาเป็นเมนูอาหารกันมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุผลที่คนไทยหันมาให้ความสนใจกับดอกชมจันทร์กัน นั่นเป็นเพราะประโยชน์และสรรพคุณเป็นยาที่ช่วยบำรุงร่างกายและรักษาโรคต่างๆ ได้หลายชนิด ในปัจจุบันจึงมีการวิจัยพัฒนาทำเป็นชาดอกชมจันทร์ซึ่งได้รับความนิยมไม่น้อยทั้งในเรื่องสี กลิ่น และรสชาติ

สล็อตออนไลน์

เพื่อนบ้านมีดอกชมจันทร์ ออกดอกให้ดูทุกวัน ที่บ้านเองก็เพิ่งจะปลูก ดูลักษณะต้นชมจันทร์จะถูกกับดินฟ้าอากาศ เพราะขึ้นง่าย โตเร็ว เวลานี้กำลังเลื้อยขึ้นค้างที่ทำไว้ให้อย่างรวดเร็ว

ดอกชมจันทร์เป็นไม้เลื้อยทอดยาว ชูยอดปะกับสิ่งใดก็เกาะสิ่งนั้น

ลำต้นเป็นเถาสีม่วงเหนียว มีข้อใบแตกใบตามข้อ ใบรูปหัวใจ พอใบแก่อาจเว้าลึกเป็นแฉก สามเหลี่ยมสามแฉก ใบบางดกออกทุกข้อเถา และแต่ละข้อก็ออกดอกข้อละ 2-3 ดอก

ดอกมีก้านยาวมาก ปลายก้านเป็นดอกเริ่มจากดอกอ่อนยังเล็ก ดอกกลีบพนมเหมือนบัวดอกน้อย พอเต็มที่ดอกก็โตขึ้น เห็นกลีบพนมซ้อนกันเวียนรอบ จรดกันที่ปลายแหลม

พอค่ำกลีบจะพองออก และดอกจะบานตอนค่ำ เช้าขึ้นก็โรย ดอกชมจันทร์มี 5 กลีบติดกันเป็นพืด เกสรจากหลอดกลางดอกเป็นสีเหลือง

สัณฐานดอกชมจันทร์ คล้ายดอกผักบุ้ง แต่กลีบดอกบางกว่า เมื่อบานกลางคืน ยังบานเลยมาถึงเช้าเห็นดอกสีขาวพร่าง พร้อมกลิ่นหอมอ่อนเย็นชื่นใจ

การปลูกดอกชมจันทร์ใช้เมล็ด โดยพรวนดินให้ร่วนซุย แล้วฝังเมล็ดที่แช่น้ำก่อนสัก 1-2 คืน ไม่ช้าก็งอกเป็นต้น ทอดยอดยาวเกาะเลื้อยพันร้านที่ทำไว้ จะทำไม้ร้านแบบค้างถั่วฝักยาวหรือบวบ หรือมะระก็ได้ ถ้าไม่ทำร้านให้โดยปลูกให้ไต่ตามรั้วบ้าน ถึงเวลาก็ออกดอกเป็นไม้ประดับ สวยไปอีกแบบ

ดอกชมจันทร์จะออกดอกตลอดเวลา ให้ดอกและเก็บได้ตลอด เก็บได้ทุกวัน ออกดอกดกโตเร็วมาก จนเถาเริ่มแก่ ก็ตัดแต่งให้แตกยอดใหม่ก็ออกดอกต่อไป เก็บได้หลายรุ่นจนต้นแก่ 1-2 ปี ค่อยถอนทิ้งเพราะหมดอายุแล้วปลูกใหม่

ดอกชมจันทร์ สวยงาม ปลูกประดับและเก็บดอกเป็นอาหาร ขณะเดียวกันก็เป็นพืชสมุนไพรให้ประโยชน์เป็นยาระบาย มีไฟเบอร์สูงมาก

jumboslot

เห็นดอกชมจันทร์วางขายตามตลาด แล้วนึกภูมิใจที่บ้านเมืองไทยมีของกินหลากหลายอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะปลูกอะไรลงในดินก็งอกงามเป็นอาหารได้

ถ้ารู้จักเลือกอาหาร ปรับปรุงการกินให้ถูกวิธี ก็ไม่ต้องซื้อยาราคาแพง เรามีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ สุขภาพก็ดี ชีวิตก็ปกติสุข

คนที่รู้สึกอึดอัดไม่สบายด้วยเหตุใด ลองเดินดูของขายในตลาดสด มีความรู้เรื่องกินอยู่บ้าง ก็เลือกหาของกินมาทำกินเอง ประหยัดและถูกอนามัย ของสดที่เห็นนั้นง่ายๆ เราสามารถมาปลูกกินเองก็ได้ กินของทำเองสะอาด ความรู้สึกอึดอัดก็หายไป อายุก็ยืนยาว

พื้นแผ่นดินไทย ปลูกพืชพันธุ์ใดลงไปก็งอกงาม ผลิตผลได้กินตลอดเวลา สมกับคำที่ว่า

“เมืองไทยใหญ่อุดม ดินดีสมเป็นนาสวน”

ถ้าขยันสักหน่อย เราก็มีอยู่มีกิน ไม่ต้องกลัวอดตาย

สรรพคุณทางยา
มีคุณสมบัติเป็นยาช่วยระบาย จึงเหมาะแก่ผู้ที่มีอาการท้องผูก หรือเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร มักรับประทานเป็นอาหารปลอดสารพิษ อาหารเพื่อสุขภาพ
มีประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นตัวการทำร้ายระบบภูมิคุ้มกันโรคและเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เพราะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างโคเอนไซน์คิว ช่วยลดความเสี่ยงจะเกิดโรคและไม่เจ็บป่วยง่าย ป้องกันไม่ให้อวัยวะต่างๆ เสื่อมเร็วกว่าเวลาอันควร
มีวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินบี 3 ซึ่งมีความสำคัญเพราะคนเราต้องการทุกวัน เพื่อช่วยบำรุงร่างกาย เพื่อพลังกาย ดูแลสมองช่วยให้ความจำดี แก้อาการปวดหัว
บำรุงกระดูกและฟัน เพราะมีทั้งธาตุแคลเซียมและธาตุฟอสฟอรัสที่มีหน้าที่ในการช่วยเสริมสร้างให้กระดูกและฟันแข็งแรง
มีวิตามินซี ที่มีความสำคัญคอยปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้อ่อนแอ ช่วยชะลอความแก่ และป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ลดความเสี่ยงจะเกิดโรคมะเร็งได้

slot

การเลือก “ดอกชมจันทร์” มาประกอบอาหารสุขภาพ
ต้นชมจันทร์ เป็นพืชที่ปลูกได้ไม่ยาก เจริญเติบโตง่าย แถมยังมีแมลงมารบกวนน้อยมาก จึงไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีใดๆทั้งสิ้น การจะนำมาใช้ประโยชน์ในด้านไหนก็รู้สึกถึงได้ความปลอดภัยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการใช้นำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย อาทิ การผัดน้ำมันหอย ลวกจิ้มน้ำพริก ชุบแป้งทอด แกงจืด แกงส้ม ทั้งยังเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคต่างๆได้ดี

ข้อควรระวัง! ก่อนรับประทาน
เนื่องจากดอกชมจันทร์มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ สำหรับผู้ที่มีธาตุอ่อน หากรับประทานมากอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียนได้ จึงควรเด็ดเอาเกสรที่ติดอยู่กับขั้วดอกชมจันทร์ออกเสียก่อน แล้วค่อยนำไปทำอาหาร จะช่วยให้รับประทานได้โดยไม่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว แต่หากยังคงมีอาการควรหยุดกินแล้วรีบพบแพทย์

คุณค่าทางโภชนาการของดอกชมจันทร์ ขนาด 100 กรัม
ให้พลังงาน 34.91 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย วิตามินบี 1 0.04 มิลลิกรัม แคลเซียม 22.74 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 34.42 มิลลิกรัม วิตามินบี 3 1.25 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.05 มิลลิกรัม วิตามินซี 0.09 มิลลิกรัม วิตามินเอ 136.11 มิลลิกรัม โคเอนไซม์คิว 0.28 มิลลิกรัมมีสารต้านอนุมูลอิสระ

คุณค่าทางโภชนาการของฝรั่ง

ต้นฝรั่ง เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง ที่คนไทยรู้จักกันดี ภาษาอังกฤษ เรียก Guava มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า psidium guajawa L ฝรั่งมีชื่อเรียก อื่นๆ เช่น จุ่มโป มะแกว มะกา มะมั่น มะปุ่น มะก้วย สีดา ชมพู่ ฝรั่งเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดที่ทวีปอเมริกากลาง คาดว่าเข้าสู่ประเทศไทยโดย พ่อค้าชาวโปรตุเกตและสเปน

เครดิตฟรี

ลักษณะของต้นฝรั่ง

ต้นฝรั่ง เป็นไม้ยืนต้น มีความสูงประมาณ 3 – 8 เมตร ต้นเกลี้ยงมัน เปลือกต้นเรียบ มีเปลือกของลำต้นสีน้ำตาล ใบของฝรั่ง เป็นใบเดี่ยว กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ยอดอ่อนมีขนสั้นๆ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 3-8 ซม. ยาว 6-14 ซม. ดอกของฝรั่ง เป็นดอกเดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว ร่วงง่าย มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ผลของฝรั่งจะมีสีเขียว ผลเป็นผลสด ผลดิบสีเขียว กินได้ เมื่อสุกเป็นสีเหลือง

พันธุ์ของฝรั่งที่นิยมกินสดๆ เป็นพันธุ์ฝรั่งที่นิยมปลูกเพื่อการค้า นั้น มี 5 พันธ์ โดยรายละเอียด มีดังนี้

ฝรั่งเวียดนาม ลูกใหญ่กว่าฝรั่งพื้นบ้าน ถึง 2 – 3 เท่า ถูกนำเข้าจากเวียดนามมาปลูกที่อำเภอสามพรานเมื่อ พ.ศ. 2521– 2523
ฝรั่งกิมจู เป็นฝรั่งไร้เมล็ด สีนวลสวย รสหวานกลมกล่อม กรอบ
ฝรั่งกลมสาลี่ เป็นพันธ์แรกๆที่นิยมปลูกกันมาก ต่อมามีพันธ์แป้นสีทองเข้ามา จึงปลูกน้อยลงเรื่อยๆ
ฝรั่งแป้นสีทอง ปลูกมากที่สุดในประเทศไทย ผลเมื่อโตเต็มที่จะขาว ฟู กรอบ เริ่มแรกปลูกที่อำเภอสามพราน ภายหลังได้แพร่กระจายไปทั่ว
ฝรั่งไร้เมล็ด ลักษณะลูกยาวๆ ไม่มีเมล็ด รสชาติด้อยกว่าฝรั่งแป้นสีทอง และกิมจู
คุณค่าทางโภชนาการของฝรั่ง

สล็อต

ฝรั่ง เป็น ผลไม้ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ในฝรั่ง 100 กรัม พบว่ามี ให้พลังงาน 51 กิโลแคลอรี วิตามิน B1 0.06 มิลลิกรัม วิตามิน B2 0.13 มิลลิกรัม วิตามิน C 160 มิลลิกรัม วิตามิน A 89 มิลลิกรัม แคลเซี่ยม 13 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.5 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม คาร์โบไฮเดรต 11 กรัม โปรตีน 0.90 กรัม เส้นใยอาหาร 6 กรัม ไขมัน 0.11 กรัม ความชื้น 80.70% และมีสารเพคตินเป็นจำนวนมาก

เพคติน (pectin) เป็น พอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) ประเภท heteropolysaccharide ซึ่งมีหน่วยย่อย คือ กรด กาแล็กทูโรนิก เมทิลการแล็กทูโรเนต และน้ำตาล ทำหน้าที่ยึดเกาะผนังเซลล์ของร่างกายให้แน่น

สรรพคุณของฝรั่ง

เราสามารถนำฝรั่งมาใช้ประโยชน์ทางสมุนไพร ตั้งแต่ ใบ ผล ราก รายละเอียด ดังนี้

ใบของฝรั่ง ใช้ในการ แก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง แก้ท้องเดิน ใช้ห้ามเลือดในแผลสด ระงับกลิ่นปาก รักษาฝี เป็นยาล้างแผล ดูดหนอง และถอนพิษบาดแผล บรเทาอาการเหงือกบวม แก้พิษเรื้อรัง แก้ปวด
ผลอ่อนของฝรั่ง ใช้ในการแก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง แก้ท้องเดิน ระงับกลิ่นปาก รักษาอาการบิด รักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน บำรุงเหงือกและฟัน บำรุงผิวพรรณ
ผลสุก สามารถใช้เป็นยาระบายได้ดี
รากของฝรั่ง สามารถใช้ รักษาฝี รักษาแผลพุพอง แก้เลือดกำเดาไหล
วิธีทำน้ำฝรั่ง

สล็อตออนไลน์

เริ่มจากการคัดเเลือกผลฝรั่ง ที่สดๆ ก่อน การสังเกตุผลฝรั่งที่สด ดูจากผลฝรั่งแข็ง ไม่นุ่ม นำผลฝรั่งมาหั่นเป็นชิ้น เอาเมล็ดออก จากนั้นให้เตรียมน้ำเชื่อมโดย
การเตรียมน้ำเชื่อม ให้นำน้ำสะอาดต้มสุก ใส่น้ำตาล และ เกลือลงไปต้ม ให้ได้รสชาติหวานแบบกลมกล่อม
เมื่อเราได้น้ำเชื่อมและเนื้อฝรั่งแล้ว ก็เริ่ม โดยการ นำเนื้อฝรั่งมาใส่น้ำพอท่วมเนื้อฝรั่ง และ ปั่นให้ละเอียด เราจะได้น้ำฝรั่ง จากนั้น ให้ทำการกรองน้ำฝรั่ง เราจะได้น้ำสีเขียวของฝรั่ง
นำน้ำฝรั่งมาปรุงรสกับน้ำเชื่อม ซึ่งขั้นตอนนี้ ความหวานของน้ำเชื่อมให้ใส่ได้ตามใจคนดื่มได้เลย
จากนั้นให้นำน้ำฝรั่ง ที่เราปรุงรสเอาไว้แล้ว แช่เย็น เมื่อน้ำฝรั่งเย็นได้ที่ก็พร้อมสำหรับนำมาดื่มให้ความสดชื่นต่อร่างกาย
ฝรั่ง ( Guava ) ผลไม้ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี สรรพคุณของฝรั่ง คุณค่าทางสมุนไพรของฝรั่ง ใช้แก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง แก้ท้องเดิน ใช้ห้ามเลือดในแผลสด ระงับกลิ่นปาก รักษาฝี เป็นยาล้างแผล ใช้ดูดหนอง และถอนพิษบาดแผล บรรเทาอาการเหงือกบวม แก้พิษเรื้อรัง แก้ปวด รักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน บำรุงเหงือกและฟัน บำรุงผิวพรรณ เป็นยาระบาย รักษาฝี รักษาแผลพุพอง แก้เลือดกำเดาไหล

ฝรั่งมีสารแทนนินอยู่มาก สารนี้มีฤทธิ์ฝาดสมานน้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่ง สารแทนนินในฝรั่งยังยับยั้งการลุกลามของเชื้อโรค ช่วยสมานท้องและลำไส้ โดยช่วยลดอาการอักเสบของกระเพาะลำไส้ และช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และยังช่วยอาการเกร็งตัวของลำไส้ ทำให้อาการปวดท้องบรรเทาลงได้ แก้ปวดเบ่ง

jumboslot

ใบ – แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน (ที่ไม่ใช่บิด หรืออหิวาตกโรค) เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ใช้ใบ 2-3 ใบเคี้ยวๆ ระงับกลิ่นปาก แก้ฝี เป็นยาล้างแผล ดูดหนองและถอนพิษบาดแผล แก้เหงือกบวม แก้พิษเรื้อรัง แก้ปวดเนื่องจากเล็บขบ แก้แพ้ยุง

ผลอ่อน – แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน ระงับกลิ่นปาก แก้บิดมูกเลือด มีไวตามินซีมาก เป็นกันหรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด) บำรุงเหงือกและฟัน บำรุงผิวพรรณ

ผลสุก – มีสารเพ็กตินอยู่มาก ใช้รับประทานเป็นยาระบายได้

ราก – แก้น้ำเหลืองเสีย เป็นฝี แผลพุพอง แก้เลือดกำเดาไหล

วิธีและปริมาณที่ใช้

ใช้ฝรั่งแก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน
วิธีที่ 1 รับประทานสด

  • ใช้ส่วนที่เป็นยอดอ่อนๆ 7 ยอด หรือใบเพสลาด 6-8 ใบ ค่อยๆ เคี้ยวให้ละเอียดทีละน้อย ค่อยๆ กลืน แล้วดื่มน้ำตาม ถ้าเคี้ยวทีละมากๆ จะรู้สึกฝาดขม ถ้าเคี้ยวกับเกลือเล็กน้อย จะช่วยให้รับประทานง่ายขึ้น
    วิธีนี้ได้ผลมาก เพราะรับประทานทั้งน้ำและเนื้อของใบฝรั่งจนหมด ได้ตัวยาครบถ้วน
  • อาจรับประทานผลดิบ ครั้งละ 1-2 ผล โดยเคี้ยวก่อนค่อยกลืนก็ได้

slot

วิธีที่ 2 ต้มดื่ม

  • ใช้ใบเพสลาด 5-10 ใบ หรือเปลือกต้นสดๆ 1 ฝ่ามือ ใส่น้ำ 2 ถ้วยแก้ว ต้มเดือดนาน 5-30 นาที เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ รับประทานครั้งละ ½ – 1 แก้ว วันละ 2 ครั้งรับประทานตามอาการหนักเบา เวลาดื่มเติมเกลือเล็กน้อยทำให้ดื่มง่ายขึ้น

วิธีที่ 3 ชงน้ำร้อนดื่ม

  • เอายอดฝรั่ง 7 ยอด หรือใบฝรั่ง 6-10 ใบ ชงกับน้ำเดือด 2 แก้ว ปิดฝาไว้ 15-20 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ดื่มบ่อย ๆ

วิธีที่ 4 ต้มคั้นเอาน้ำ

  • เอาใบฝรั่ง 6-10 ใบ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำสุก 3-5 ช้อนแกง ต้มให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาว เอาน้ำผสมเกลือเล็กน้อยดื่มจนหมด
    วิธีที่ 5 บดผงรับประทาน
  • ใช้ผลฝรั่งที่เกือบแก่ หั่นเป็นแว่นบาง ๆ ตากแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ ½-1ช้อนชา โดยผสมน้ำ วิธีนี้รสชาติดีเด็กดื่มได้ง่าย

ใช้เป็นยาห้ามเลือด

  • ใช้ใบสดล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียดพอกแผลที่มีเลือดออก เลือดจะหยุด

ช่วยระงับกลิ่นปาก

  • ใช้ใบสด 3-5 ใบ เคี้ยวและคายกากออกทิ้ง

เป็นยากันหรือแก้โรคลักปิดลักเปิด ฝรั่งมีไวตามินซีมาก

  • ใช้ผลโตเต็มที่แต่ไม่สุก รับประทานเป็นผลไม้ จะเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงเหงือกและ

ฟัน ช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาท้องลำไส้ไม่ให้ผูก ช่วยบำรุงผิวพรรณ คนที่ชอบเป็นฝีเป็นแผลพุพอง ถ้ารับประทานฝรั่งบ่อย ๆ ก็ช่วยบรรเทาลงไปได้

หมายเหตุ ฝรั่งที่ควรปลูก ควรเป็นฝรั่งขี้นก เพราะมีโรคน้อย มีเพลี้ยแป้งน้อย ดูแลรักษาง่าย ที่สำคัญมีสรรพคุณทางยาที่ดีที่สุด มีไวตามินซีสูงกว่าฝรั่งพันธุ์อื่น ๆ

สรรพคุณทางสมุนไพรของผักกระเฉด

ประโยชน์ของผักกระเฉด
ผักกระเฉดมีวิตามินเอซึ่งเป็นตัวช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้เป็นอย่างดี
ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างเป็นปกติ
ผักกระเฉดมีธาตุเหล็ก ซึ่งมีความจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้อีกด้วย
ช่วยเสริมสร้างกระบวนการเผาผลาญสารอาหารให้สร้างเป็นพลังงานให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี
ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคตับอักเสบ
ผักกระเฉดเป็นผักที่เหมาะอย่างมากสำหรับคนธาตุไฟและธาตุดิน ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลและไม่เจ็บป่วยได้ง่ายเมนูผักกระเฉด
เมนูผักกระเฉด เช่น ยำวุ้นเส้นผักกระเฉด ผัดหมี่กระเฉด เส้นหมี่ผัดกระเฉดกุ้ง ผัดผักกระเฉดไฟแดง ผักกระเฉดผัดน้ำมันหอย ผักกระเฉดทอดไข่สามรส แกงส้มผักกระเฉดปลาช่อนทอด ฯลฯ หรือจะใช้รับประทานสดร่วมกับน้ำพริกก็ได้
Tip : คุณควรเลือกซื้อผักกระเฉดที่มียอดอ่อน เพราะจะมีความกรอบและอร่อยมากกว่าผักกระเฉดแก่ สำหรับเคล็ดลับในการลวกผักง่าย ๆ ก็คือ ต้องตั้งน้ำให้เดือด ใส่เกลือด้วยเล็กน้อย และอย่าลวกนานเพราะจะทำให้ผักกระเฉดเหนียวได้ หรือถ้าจะให้ดีเมื่อลวกเสร็จแล้วให้ตักผักใส่น้ำเย็นจัดทันที จะทำให้ผักกระเฉดกรอบอร่อยและน่ารับประทานมากขึ้น (หรือจะใช้น้ำแข็งมาโปะก็ได้เช่นกัน)ผักกระเฉด ( Water mimosa ) ชื่อวิทยาศาสตร์ของกระเฉด คือ Neptumia oleracea Lour. FL. พืชผัก สมุนไพร สรรพคุณของกระเฉด บำรุงกระดูกและฟัน บำรุงสายตา ผักกระเฉดเจริญเติมโตได้ในน้ำ มีรากแตกเป็นกระจุกตามข้อ ปล้องแก่มีนวมเหมือนฟองน้ำ เรียกว่า “ นมกระเฉด ” หุ้มอยู่ตามปล้องกระเฉด มีคุณสมบัติทำให้ต้นลอยน้ำ ผักกระเฉด ผักพื้นบ้านที่รู้จักกันดี นิยมนำมาทำอาหารรับประทาน

เครดิตฟรี

ต้นกระเฉด ภาษาอังกฤษ เรียก Water mimosa มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Neptumia oleracea Lour. FL. ชื่ออื่นๆ ของผักกระเฉด เช่น ผักหละหนอง ผักหนอง ผักรู้นอน ผัดฉีด ผักกระเสดน้ำ

ผักกระเฉด เป็นพืชไม้เลื้อย หากอยู่บนดินจะเป็นพืชคลุมดิน เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับผักบุ้ง เป็นพืชพื้นเมืองของไทยผักกะเฉดสามารถเจริญเติบโตได้ดีทั้งในน้ำและบนดิน รากของผักกระเฉดจะขึ้นตามข้อ เหมือน “หนวด” ใบของผักกระเฉด เป็นลักษณะเหมือนขนนกและออกตามข้อ ขอบใบจะเป็นสีม่วง ดอกและผลของผักกระเฉดจะออกดอกเป็นช่อลักษณะกลมสีเหลืองตามซอกใบ ผลของผักกระเฉดจะออกเป็นฝักลักษณะโค้งงอ มีเมล็ดอยู่ด้านในฝัก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้นผักกระเฉด จะขึ้นและเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีน้ำขัง เลื้อยยาวลอยบนน้ำ ลำต้นมีลักษณะกลม และเรียวยาว เป็นปล้อง ภายในตัน ไม่เป็นรูกลวง แต่ละปล้องมีนวมหุ้มสีขาว ที่เรียกว่า “นม” โดยหุ้มปล้องเว้นช่วงที่เป็นข้อของปล้อง นมสีขาวนี้ทำหน้าที่ช่วยพยุงลำต้นผักกระเฉดให้ลอยน้ำได้
รากผักกระเฉดเป็นรากฝอย แทงออกตามข้อจำนวนมาก โคนรากมีปมของเชื้อแบคทีเรียไรโซเบียมเหมือนรากของพืชตระกูลถั่วบนบก
ใบผักกระเฉด เป็นใบประกอบ แทงออกบริเวณข้อของลำต้น มีก้านใบหลัก แต่ละก้านใบหลักประกอบด้วยก้านใบย่อย 4-6 ก้าน และแต่ละก้านใบจะมีใบ 15-20 คู่ ใบบนก้านใบย่อยจะมีรูปไข่ ขนาดเล็ก ยาวประมาณ 1 ซม. ใบอ่อนมีสีเขียวอมม่วง หลังจากนั้นค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเขียวสด

สล็อต

ดอกผักกระเฉด ออกเป็นช่อสีเหลือง แต่จะมองเห็นเป็นดอกเดี่ยวคล้ายดอกกระถิน ดอกมีก้านดอกยาวประมาณ 15-20 ซม. ตัวดอกกว้างประมาณ 2 ซม. มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ และกลีบดอก 5 กลีบ บนดอกที่มองเห็นจะประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ช่อละ 30-50 ดอก โดยดอกช่วงบนจะเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ส่วนดอกช่วงล่างจะเป็นหมัน
ผลของผักกระเฉด จะออกเป็นฝักขนาดเล็ก ฝักมีลักษณะแบนยาว ฝักยาวประมาณ 2.5 ซม. ภายในฝักมีเมล็ด 4-10 เมล็ด เมื่อฝักแก่ ฝักจะปริแตกตามร่องด้านข้างเพื่อปล่อยให้เมล็ดร่วงลงน้ำ
นักโภชนาการพบว่าในผักกระเฉดมี มีวิตามินซีสูงมาก มีแคลเซียม และธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงสายตา ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มร่างกายกันทำงานปรกติ ช่วยบำรุงระบบสืบพันธ์ บำรุงกระดูกและฟัน ป้องกันภาวะกระดูกพรุน ทำให้กล้ามเนื้อทำงานปรกติ บำรุงเลือด

สรรพคุณทางสมุนไพรของผักกระเฉด

ตามที่กล่าวมาข้างต้น ผักกระเฉดมีวิตามินซี แคลเซียม และธาตุเหล็ก สูง บำรุงสายตา กระดูก และเลือด ได้ดี นอกจากนั้นแล้ว ผักกระเฉดเป็นยาเย็น ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ถอนพิษเบื่อเมา ป้องกันโรคตับอักเสบ ประโยชน์ของผักกระเฉด ประกอบด้วย รายละเอียด ดังนี้

ผักกระเฉดมีวิตามินเอซึ่งเป็นตัวช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้เป็นอย่างดี
ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างเป็นปกติ

สล็อตออนไลน์

ผักกระเฉดมีธาตุเหล็ก ซึ่งมีความจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้อีกด้วย
ช่วยเสริมสร้างกระบวนการเผาผลาญสารอาหารให้สร้างเป็นพลังงานให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี
ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
ช่วยบำรุงร่างกายและดับพิษ
ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ
กระเฉดมีฤทธิ์เป็นยาเย็น จึงช่วยดับพิษร้อนได้เป็นอย่างดี
ผักกระเฉดมีสรรพคุณช่วยแก้พิษไข้
ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน ด้วยการนำผักกระเฉดมาตำผสมกับเหล้า แล้วหยอดในบริเวณฟันที่มีอาการปวด
ช่วยขับเสมหะ
ช่วยขับลมในกระเพาะ
ช่วยรักษาโรคกามโรค
ช่วยแก้อาการปวดแสบปวดร้อน
ช่วยถอนพิษยาเบื่อยาเมา
มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคตับอักเสบ
ผักกระเฉดเป็นผักที่เหมาะอย่างมากสำหรับคนธาตุไฟและธาตุดิน ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลและไม่เจ็บป่วยได้ง่าย
เมนูผักกระเฉด เช่น ยำวุ้นเส้นผักกระเฉด ผัดหมี่กระเฉด เส้นหมี่ผัดกระเฉดกุ้ง ผัดผักกระเฉดไฟแดง ผักกระเฉดผัดน้ำมันหอย ผักกระเฉดทอดไข่สามรส แกงส้มผักกระเฉดปลาช่อนทอด ฯลฯ หรือจะใช้รับประทานสดร่วมกับน้ำพริกก็ได้

jumboslot

ข้อควรระวังในการบริโภคผักกระเฉด

การรับประทานผักกระเฉดควรทำให้สุก ก่อนนำมารับประทาน เพราะมีความเสี่ยงต่อพยาธิตัวอ่อนที่อาจปะปนเข้ามา รวมไปถึง “ไข่ปลิง” ที่ทนความร้อนได้สูงมาก แอดมินไปอ่านเจอมาว่าต้องต้มด้วยความร้อนสูงถึง 500 องศาเซลเซียสและต้องต้มนานเป็นชั่วโมงเลยถึงจะรับประทานได้อย่างปลอดภัย และนอกจากนี้ยังอาจมีสารพิษจากยาฆ่าแมลง “คาร์โบฟูราน” ปลอมปนเข้ามาอีกด้วย ซึ่งสารพิษตัวนี้มีพิษร้ายแรงต่อร่างกายมนุษย์ มีผลต่อระบบประสาทและหัวใจ เป็นสารก่อมะเร็ง และอาจทำให้ระบบสืบพันธุ์ทำงานผิดปกติได้ ซึ่งผักกระเฉดในบ้านเราก็เคยถูกอียูสั่งแบน ห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาดมาแล้วด้วยสาเหตุนี้เอง ถ้าไม่แน่ใจจริงก็รับประทานด้วยวิธีปรุงสุกจะดีกว่ารับประทานแบบประเภทยำ

สมุนไพรผักกระเฉด มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักหละหนอง (แม่ฮ่องสอน), ผักกระเสดน้ำ (ยโสธร, อุดรธานี, ภาคอีสาน), ผักกระเฉด ผักรู้นอน (ภาคกลาง), ผักหนอง (ภาคเหนือ), ผักฉีด (ภาคใต้) เป็นต้น

กระเฉด จัดเป็นพืชที่เกิดตามผิวน้ำ ลำต้นเป็นเถากลม เนื้อนิ่ม ลักษณะของใบจะคล้ายกับใบกระถิน โดยใบจะหุบในยามกลางคืน จึงเป็นที่มาของชื่อ “ผักรู้นอน” ระหว่างข้อจะมีปอดเป็นฟองสีขาวหุ้มลำต้นที่เรียกว่า “นมผักกระเฉด” ซึ่งทำหน้าที่ช่วยพยุงให้ผักกระเฉดลอยน้ำได้นั่นเอง และยังมีรากงอกออกมาตามข้อซึ่งจะเรียกว่า “หนวด” ลักษณะของดอกจะเป็นช่อเล็ก ๆ สีเหลือง และผลจะมีลักษณะเป็นฝักโค้งงอเล็กน้อย แบน มีเมล็ดประมาณ 4-10 เมล็ด

คุณค่าทางโภชนาการของผักกระเฉด 100 กรัมจะมี ธาตุแคลเซียม 123 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าสูงมาก นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วย เส้นใย ธาตุเหล็ก ธาตุฟอสฟอรัส วิตามินเอ เบตาแคโรทีน วิตามินบี 3 วิตามินซี อีกด้วย

ข้อควรระวัง : แต่ก็มีคำแนะนำออกมาว่าการรับประทานผักกระเฉดควรทำให้สุกก่อนนำมารับประทาน เพราะมีความเสี่ยงต่อพยาธิตัวอ่อนที่อาจปะปนเข้ามา รวมไปถึง “ไข่ปลิง” ที่ทนความร้อนได้สูงมาก แอดมินไปอ่านเจอมาว่าต้องต้มด้วยความร้อนสูงถึง 500 องศาเซลเซียสและต้องต้มนานเป็นชั่วโมงเลยถึงจะรับประทานได้อย่างปลอดภัย และนอกจากนี้ยังอาจมีสารพิษจากยาฆ่าแมลง “คาร์โบฟูราน” ปลอมปนเข้ามาอีกด้วย ซึ่งสารพิษตัวนี้มีพิษร้ายแรงต่อร่างกายมนุษย์ มีผลต่อระบบประสาทและหัวใจ เป็นสารก่อมะเร็ง และอาจทำให้ระบบสืบพันธุ์ทำงานผิดปกติได้ ซึ่งผักกระเฉดในบ้านเราก็เคยถูกอียูสั่งแบน ห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาดมาแล้วด้วยสาเหตุนี้เอง ถ้าไม่แน่ใจจริงก็รับประทานด้วยวิธีปรุงสุกจะดีกว่ารับประทานแบบประเภทยำ

slot

ประโยชน์ของผักกระเฉด
ช่วยบำรุงร่างกายและดับพิษ
ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ
กระเฉดมีฤทธิ์เป็นยาเย็น จึงช่วยดับพิษร้อนได้เป็นอย่างดี
ผักกระเฉดมีสรรพคุณช่วยแก้พิษไข้
ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน ด้วยการนำผักกระเฉดมาตำผสมกับเหล้า แล้วหยอดในบริเวณฟันที่มีอาการปวด
ช่วยขับเสมหะ
ช่วยขับลมในกระเพาะ
ช่วยรักษาโรคกามโรค
ช่วยแก้อาการปวดแสบปวดร้อน
ช่วยถอนพิษยาเบื่อยาเมา

« Older posts