ฟลูออไรด์ (Fluoride) สารประกอบที่เกิดจากธาตุฟลูออรีน (Fluorine) หรือเป็นเกลือของฟลูออรีน โดยเป็นธาตุที่มีประจุไฟฟ้าเป็นลบ และเป็นแร่ธาตุที่พบได้ตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถพบได้ ตามแหล่งต่างๆ เช่น ดิน หิน อากาศ เป็นต้น โดยในดินจะมีค่าเฉลี่ยฟลูออไรด์ประมาณ 200-290 ส่วนในล้านส่วน ในน้ำทะเลที่ 0.8-1.4 ส่วนในล้านส่วน และในน้ำจืดมีฟลูออไรด์อยู่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ เช่น ในสหรัฐอเมริกา มีฟลูออไรด์ในน้ำบริโภคตามธรรมชาติ 0.16 ส่วนในล้านส่วน ในอังกฤษมี 0.58 ส่วนในล้านส่วน

เครดิตฟรี

สำหรับฟลูออไรด์ในรูปแบบของแร่ธาตุมักอยู่ในรูปของแร่ฟลูออไรด์ (CaF2) โดยแร่ธาตุที่พบฟลูออไรด์มาก ได้แก่ ฟลูโอสปาร์, คริโอไลท์ ,และ อะพาไทต์ เป็นต้น ซึ่งฟลูออไรด์ที่สกัดออกได้จะอยู่ในรูปฟลูออโรซิลิเคท (fluorosilicates) ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการเติมฟลูออไรด์ในน้ำ หรืออาหารเสริมฟลูออไรด์ ทั้งนี้ในการใช้ประโยชน์จากฟลูออไรด์ยังมีบันทึกหลักฐานที่อ้างอิงถึงการใช้เป็นครั้งแรกในวารสารรายเดือน ชื่อ Memorabilia ของประเทศเฮอรมัน ซึ่งแสดงถึงการใช้ฟลูออไรด์เพื่อประโยชน์การป้องกันโรคเกี่ยวกับฟัน (dental purpose) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1874 โดย Erhadt

ส่วนประเภทของฟลูออไรด์นั้นหากจะแบ่งเป็นประเภทที่นำมาใช้ทางทันตกรรม ก็จะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ฟลูออไรด์ชนิดรับประทาน ซึ่งเป็นฟลูออไรด์เสริมโดยมีทั้งชนิดเม็ด ที่ใช้สำหรับเติมลงไปในน้ำดื่ม และชนิดน้ำที่เป็นฟลูออไรด์ผสมวิตามินที่ทันตแพทย์จะจ่ายให้กับเด็ก ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ ฟลูออไรด์เฉพาะที่ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ฟลูออไรด์ที่ใช้เคลือบฟันในเด็ก และอีกชนิดหนึ่งคือฟลูออไรด์ที่ผสมในยาสีฟัน หรือ น้ำยาบ้วนปากที่วางจำหน่ายทั่วไป

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าฟลูออไรด์เป็นแร่ธาตุที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติทั่วไป ซึ่งมักอยู่ในรูปสารของประกอบปะปนอยู่ในน้ำเศษหินที่ผุพังและในดิน ดังนั้นในชีวิตประจำวันร่างกายจึงได้รับฟลูออไรด์จากธรรมชาติ ทางน้ำดื่ม อาหาร และเครื่องดื่มต่างๆ ดังนี้

ฟลูออไรด์จากน้ำดื่ม ฟลูออไรด์ที่มีอยู่ในน้ำดื่มมาจากธรรมชาติ ในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยมีปริมาณฟลูออไรด์ แตกต่างกัน เช่น ในกรุงเทพมหานคร (ปี พ.ศ. 2549-2550) มีระดับฟลูออไรด์ในน้ำบริโภคระหว่าง 0.16-0.22 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำดื่มและน้ำใช้ของโรงเรียนและหมู่บ้านในเขตชายแดนของประเทศไทยพบว่ามีปริมาณฟลูออไรด์ตั้งแต่ 0.01-0.92 ส่วนในล้านส่วน 14 นอกจากนี้ชนิดของน้ำที่นำมาบริโภคจะมีปริมาณ ฟลูออไรด์ที่แตกต่างกัน การศึกษาปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำ 3 ชนิด คือ น้ำฝน น้ำผิวดิน (น้ำลำธาร น้ำสระ เป็นต้น) และน้ำบาดาล พบว่าน้ำบาดาลมีปริมาณฟลูออไรด์มากที่สุด (0.31±0.23 ส่วนในล้านส่วน) รองลงมาคือน้ำผิวดิน (0.11±0.15 ส่วนในล้านส่วน) และน้ำฝน (0.03±0.03 ส่วนในล้านส่วน) ตามลำดับ

สล็อต

ฟลูออไรด์ในอาหาร ปริมาณฟลูออไรด์ที่ได้รับจะแตกต่างกันไปตามชนิดของอาหาร เช่น ปลาทะเลมีฟลูออไรด์ 0.4-6.7 ไมโครกรัมต่อกรัม ปลาน้ำจืด 0.15-0.71 ไมโครกรัมต่อกรัม ผักมีฟลูออไรด์ต่ำมากยกเว้น ตะไคร้ ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย และใบยอ ที่มีฟลูออไรด์ >0.2 ไมโครกรัมต่อกรัม ในใบชาเขียวมีปริมาณฟลูออไรด์สูงถึง 85.16 ไมโครกรัมต่อกรัม โดยมีการศึกษาวิจัยในอาหารกลุ่มต่างๆ พบว่ามีปริมาณฟลูออไรด์ดังนี้

ปริมาณฟลูออไรด์ในอาหารบางชนิด (มิลลิกรัม/ลบ.ดม.) เนื้อ 0.01-7.70 , ปลา 0.10-24.0 ,ไข่ 0-0.25 , ผลไม้รสเปรี้ยว 0.04-0.36, ผลไม้ทั่วไป 0.02-1.32, ธัญพืช 0.01-20.0, เนย 0.04-1.50, ผัก (รวมทั้งหน่อ, หัว) 0.01-3.00, กาแฟ 0.02-1.60

ฟลูออไรด์ในน้ำนม ปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำนมจะแตกต่างกันตามชนิดของน้ำนม เช่น น้ำนมแม่มีปริมาณฟลูออไรด์ทั้งหมดน้อยมาก คือ 0.017±0.02 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนนมผงสูตรต่างๆ สำหรับเด็กมีปริมาณฟลูออไรด์ ดังนี้ นมผงสำหรับทารกอายุก่อน 6 เดือน มีปริมาณฟลูออไรด์ 0.14-0.38 ส่วนในล้านส่วน นมผงสำหรับทารกอายุมากกว่า 6 เดือน มีปริมาณฟลูออไรด์ 0.23-0.64 ส่วนในล้านส่วน นอกจากนี้ในการศึกษาน้ำนมพร้อมดื่ม 69 ชนิด พบปริมาณฟลูออไรด์มีค่าอยู่ในช่วง 0.01-3.52 ส่วนในล้านส่วน

นอกจากนี้ยังมีแหล่งอื่นๆ ของฟลูออไรด์ที่ร่างกายจะได้รับอีกเช่น ฟลูออไรด์เสริมชนิดรับประทานสำหรับเด็ก น้ำดื่มผสมฟลูออไรด์ ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์รวมถึงยาดมหรือน้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ เป็นต้น

ปริมาณที่ควรได้รับ

ปัจจุบันไม่มีข้อแนะนำให้ประชาชนทั่วไปบริโภคฟลูออไรด์ แต่ในทางทันตกรรมการใช้ฟลูออไรด์เสริมในรูปของ ยาน้ำและยาเม็ด จะแนะนำเป็นรายบุคคลโดยเฉพาะเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุสูง และจะต้องมีการตรวจประเมิน สุขภาพช่องปากเป็นระยะ

สล็อตออนไลน์

ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 ทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยได้จัดสัมมนาทบทวนแนวทางการใช้ฟลูออไรด์สำหรับเด็ก สรุปว่า ฟลูออไรด์เสริมแนะนำให้ใช้สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปีที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุสูงและบริโภคน้ำที่มีความเข้มข้นของ ฟลูออไรด์น้อยกว่า 0.3 ส่วนในล้านส่วน โดยปริมาณฟลูออไรด์เสริมที่แนะนำในแต่ละช่วงอายุมีดังนี้

ปริมาณฟลูออไรด์เสริมที่แนะนำในแต่ละช่วงอายุ

ส่วนน้ำสำหรับบริโภคนั้น องค์การอนามัยโลกกำหนดแนวทางน้ำบริโภคให้มีฟลูออไรด์ได้สูงสุดไม่เกิน 1.5 มิลลิกรัมต่อลิตร และแนะนำ ให้แต่ละประเทศพิจารณาปรับปริมาณให้เหมาะสมตามสภาพภูมิอากาศและปริมาณการบริโภคน้ำของประชาชน สำหรับประเทศไทยระดับฟลูออไรด์ในน้ำดื่มที่เหมาะสมคือ 0.5-0.6 ส่วนในล้านส่วน (0.5-0.6 มิลลิกรัมต่อลิตร)
แต่ทั้งนี้เนื่องจากฟลูออไรด์ไม่ใช่สารจำเป็นของร่างกายจึงไม่มีข้อแนะนำว่าควรได้รับฟลูออไรด์เท่าใดแต่ร่างกาย ไม่ควรได้รับฟลูออไรด์เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เมื่อคำนวณต่อน้ำหนักตัวที่อ้างอิงของ ประชากรไทย พบว่าปริมาณฟลูออไรด์สูงสุดที่ร่างกายรับได้ในแต่ละวันคนไทยจะเป็นดังนี้

ปริมาณฟลูออไรด์สูงสุดที่รับได้ในแต่ละวันของคนไทย

ประโยชน์และโทษ

ฟลูออไรด์ในขนาดที่เหมาะสมสามารถป้องกันและลดการลุกลามของโรคฟันผุ และมีความจำเป็นในการสร้างระบบกระดูก และฟัน ทำหน้าที่ในการเพิ่มขนาดของผลึกพาไทต์ และลดค่าการละลายของผลึก ทำให้กระดูก และฟันแข็งแรง โดยกลไกของฟลูออไรด์ในการควบคุมโรคฟันผุ สามารถอธิบายได้ 3 แนวทาง คือ

jumboslot

การกระตุ้นการคืนกลับแร่ธาตุและลดการละลายตัวของแร่ธาตุจากตัวฟัน โครงสร้างหลักของฟันในส่วนที่เป็นเคลือบฟันประกอบด้วย แคลเซียม และฟอสเฟต ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของผลึกไฮดรอกซีอะพาไทท์ (Hydroxyapatite) ซึ่งในภาวะปกติที่ pH 6-7 จะเกิดกระบวนการของการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุระหว่างฟันกับไอออนต่างๆ ภายในช่องอย่างสมดุล แต่เมื่อเราบริโภคอาหาร ค่า pH ในช่องปากจะลดลง เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์จะย่อยสลายอาหารจนเกิดกรดแลคติกขึ้นทำให้แร่ธาตุที่ตัวฟันละลายออกมา ซึ่งกระบวนการสูญเสียแร่ธาตุนี้จะเกิดขึ้นช้าลงหากสิ่งแวดล้อมในช่องปากมีฟลูออไรด์อยู่ โดยฟลูออไรด์จะไปจับตัวกับ แคลเซียมและฟอสเฟตแทนไอออนของไฮดรอกซิล เกิดเป็นสารประกอบของฟลูอออะพาไทด์ (fluoapatite crystal) (ดังสมการ) ซึ่งผลึกนี้จะมีความคงตัว (stable) และมีขนาดใหญ่ขึ้นพื้นผิวที่สัมผัสกับกรดจึงลดลงและการละลายของผลึกในกรดลดลง

ฟลูออไรด์ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวฟัน ในกระบวนการสร้างฟันนั้น ระยะก่อนการขึ้นของฟัน (pre-eruptive) เป็นระยะที่มีการสะสมแร่ธาตุ ในช่วงเวลาดังกล่าวหากร่างกายได้รับฟลูออไรด์เข้าสู่ระบบ ฟลูออไรด์จะถูกดูดซึมเข้าสู่ฟันทางพลาสมาไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ที่อยู่รอบหน่อฟัน แล้วจับตัวกับธาตุแคลเซียมและฟอสเฟตที่หน่อฟัน เกิดเป็นผลึกฟลูอออะพาไทท์บนตัวฟัน ซึ่งสารประกอบฟลูอออะพาไทท์นี้มีความแข็งแรงและทนต่อกรดมากกว่าสารไฮดรอกซีอะพาไทท์ซึ่งเป็นโครงสร้างปกติของตัวฟัน ทำให้ฟันที่ขึ้นมาในช่องปากสามารถทนต่อสภาวะที่เป็นกรดในช่องปากได้นานกว่า

ฟลูออไรด์มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ เนื่องจากฟลูออไรด์เป็นธาตุในกลุ่มที่มี electro-megativity สูงมาก ซึ่งธาตุในกลุ่มนี้จะมีผลต่อกระบวนการย่อยสลายอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ ทำให้เชื้อจุลินทรีย์หยุดการเจริญเติบโตและตายได้

ถึงแม้ว่าฟลูออไรด์จะมีประโยชน์ต่อกระดูกและฟัน แต่การได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณมากเกินความต้องการของร่างกายไม่ว่าจากทางใดก็ก่อให้เกิดโทษได้

ภาวะเป็นพิษจากการได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป เกิดได้ 2 แบบคือ พิษฟลูออไรด์อย่างเฉียบพลัน (acute toxicity) เกิดจากการได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณที่มากครั้งเดียว เช่น อาจเกิดจากการกินยาเม็ดฟลูออไรด์ครั้งละมากๆ หรือเกิดจากการเคลือบฟันด้วยฟลูออไรด์ในคลินิกซึ่ง ปริมาณฟลูออไรด์ที่ใช้สูงมาก อาการของการเกิดพิษจะขึ้นกับปริมาณฟลูออไรด์ที่เด็กได้รับ อาการที่พบได้ คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดขึ้นน้อย หรือรุนแรงถึงตายได้ ขนาดที่อาจทำให้เกิดพิษอย่าง เฉียบพลันหรือ PTD (probably toxic dose) คือ 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ พิษฟลูออไรด์อย่างเรื้อรัง (chronic toxicity) เกิดจากการได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณที่มากเป็นระยะ เวลานาน อาการที่พบได้คือ ฟันตกกระ (dental fluorosis) ซึ่งเป็นพิษของฟลูออไรด์ที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการได้รับฟลูออไรด์มากกว่า 0.05 ถึง 0.07 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือสูงสุดไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในขณะ ที่กำลังมีการสร้างฟัน การได้รับฟลูออไรด์ก่อนอายุ 3-4 ปีจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดฟันตกกระในฟันหน้าตัด (incisor) และฟันกรามซี่ที่หนึ่ง34 โดยฟลูออไรด์จะมีผลต่อการยับยั้งเอนไซม์ในการทำงานของ ameloblast ทำให้การสร้าง matrix บกพร่อง และ เกิด hypomineralization ลักษณะฟันตกกระ จะรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับ ปริมาณฟลูออไรด์และระยะเวลาที่ได้รับ ถ้ารุนแรงมาก ผิวเคลือบฟันจะมีความพรุนมาก จะดูดซับสีได้มากและ สึกกร่อนได้ง่าย

[NPC5]
Osteofluorosis การได้รับฟลูออไรด์ระดับสูงในขณะที่มีการสร้างกระดูกจะมีผลต่อเซลล์ของกระดูกได้แก่ osteoblast และ osteoclast โดยพบประมาณร้อยละ 10 ในผู้ที่ดื่มน้ำที่มีฟลูออไรด์มากกว่า 8 ส่วนในล้านส่วนอย่างต่อเนื่องผู้ป่วยไม่ได้มีอาการ แต่ตรวจพบได้ทางภาพรังสี ซึ่งจะพบว่ากระดูกมีความหนาแน่น (density) มากขึ้น ปริมาณฟลูออไรด์ที่จะทำให้เกิดมีอาการผิดปกติ เช่น มีการแข็งตัวของข้อต่อ เคลื่อนไหวยากขึ้น ซึ่งจะต้องได้รับฟลูออไรด์ตั้งแต่ 10- 25 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 10-20 ปี

นอกจากนี้การได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป (สูงกว่า 4-6 ppm) ยังทำให้กระดูกเกิดความผิดปกติเพราะฟลูออไรด์จะไปจับที่ข้อต่อบริเวณคอ หัวเข้า เชิงกราน และหัวไหล่ มีผลทำให้เคลื่อนไหวและเดินลำบาก โดยในระยะแรกจะมีอาการคล้ายภาวะข้ออักเสบ ปวด เหน็บชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีแคลเซียมเกาะที่กระดูกและเส้นเอ็น หากเป็นระยะที่รุนแรงจะมีภาวะกระดูกพรุน กระดูกหยุดการเจริญเติบโต กระดูกสันหลังเชื่อมติดกันทำให้เกิดความพิการได้ในที่สุด บางราย (พบไม่มาก) อาจเป็นมะเร็งที่กระดูกได้

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการดูดซึมของฟลูออไรด์ของร่างกาย ระบุว่าเมื่อร่างกายได้รับฟลูออไรด์จากอาหารหรือน้ำดื่ม ฟลูออไรด์สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วในทางเดินอาหาร และในภาวะปกติ ฟลูออไรด์จากทางเดินอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดประมาณร้อยละ 90 ของฟลูออไรด์ จะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ซึ่งฟลูออไรด์ในร่างกายส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของ calcified tissue โดยในผู้ใหญ่ที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกน้อย จะมีเพียงร้อยละ 10 ของฟลูออไรด์ที่ถูกนำไปสะสมที่กระดูก แต่ในเด็กที่กำลังมีการเจริญเติบโต จะมีการสะสมไว้ในกระดูกมากกว่าร้อยละ 50 และฟลูออไรด์ที่เหลือร้อยละ 50 จะถูกขับถ่ายที่ไต ต่อมเหงื่อและอุจจาระ

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยฟลูออไรด์ในด้านอื่นๆ อีกดังนี้ มีการศึกษากลไกการทำงานของฟลูออไรด์ในระยะแรกนั้น เชื่อว่าฟลูออไรด์ช่วยป้องกันฟันผุได้โดยขณะที่กำลังมีการสร้างฟัน ฟลูออไรด์จะเข้าไปทำปฏิกิริยาในชั้นเคลือบฟัน ทำให้เกิดผลึกที่แข็งแรงและทนต่อกรดได้ คือ ผลึกฟลูอออะพาไทต์ (fluorapatite crystal) แต่จากการศึกษาในระยะต่อมาพบว่าการมีระดับของฟลูออไรด์ที่ผิวเคลือบฟันสูง ไม่มีความสัมพันธ์กับการลดลงของดัชนีฟันผุ ถอน อุด ซึ่งได้มีการศึกษาถึงกลไกของฟลูออไรด์ ต่อมาพอสรุปได้ว่าฟลูออไรด์จะมีผลในระยะหลังฟันขึ้น โดยทำให้มีการเสริมสร้างแร่ธาตุกลับ ในบริเวณที่มีการสูญเสียแร่ธาตุไป และยังมีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า การใช้ฟลูออไรด์ความเข้มข้น 45 ส่วนในล้านส่วนในน้ำดื่ม จะทำให้ Streptococcus mutans มีความสามารถทำให้เกิดฟันผุได้ลดลง และยังมีการวิจัยเกี่ยวกับระดับของฟลูออไรด์ในน้ำดื่มกับการเกิดโรคฟันผุ โดยเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1944-1945 โดยทำการเติมฟลูออไรด์ในน้ำประปาของเมืองแกรนด์ แรปพิดส์ (Grand Rapids) ในปริมาณ 1 ส่วนในล้านส่วนและทำการติดตามผล ต่อมาเป็นเวลา 10 ปี และ 15 ปี พบว่าค่าเฉลี่ย ฟันผุ ถอน อุด ของเด็กอายุ 11 ปี ลดจาก 6.4 ซี่ต่อคนในปี 1944 เหลือเพียง 3 ซี่ต่อคน ในปี 1954 และค่าเฉลี่ย ฟันผุ ถอน อุด ของเด็กอายุ 15 ปี ลดจาก 12.5 ซี่ต่อคน ในปี 1944 เหลืองเพียง 6.2 ซี่ต่อคนในปี 1959 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าฟลูออไรด์ในน้ำดื่มสามารถลดการเกิดฟันผุได้