โคเอนไซม์ คิวเท็น มีชื่อเรียกต่างๆกัน เช่น Ubiquinone หรือ Ubidecarenone Ubiquitous หรือ Coenzyme quinine แต่มีชื่อเรียกทางเคมีว่า 2,2- dimethoxy-5-methyl-6-decaprenyl benzoquinone มีสูตรโครงสร้างทางเคมี ที่ประกอบไปด้วยวงแหวนของเบนโซควิโนน (benzoquinone ring) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญในการป้องกันหรือ ยับยั้งการเกิดปฏิกิริยารีดอกซ์ (redox) และส่วนของสายยาว จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละหน่วยไอโซปรีน (isoprene unit, 5 carbon structure) ที่มาเชื่อมในส่วนหางของโมเลกุล

เครดิตฟรี

ส่วนหางนี้เองที่เป็นส่วนที่ละลายไขมันได้ดีทำให้โคเอนไซม์ คิวเท็น สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้ โดยปกติโคเอนไซม์ คิวเท็น จะไม่ละลายในน้ำแต่จะละลายได้เล็กน้อยในแอลกอฮอล์ และเมื่อเกิดปฏิกิริยาการรีดิวซ์วงแหวนควิโนนจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นควินอล (quinol) ซึ่งจะมีสภาพขั้วสูงกว่า โดยโคเอนไซม์ คิวเท็น จัดเป็นสารประกอบสำคัญที่อยู่ในหน่วยย่อยภายในเซลล์ที่เรียกว่า ไนโตคอนเดรีย (mitochondria) และเป็นสารชีวภาพที่มีน้ำหนักโมเลกุล 863.36 จุดหลอมเหลวที่ 48 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำหน้าที่รับส่งอิเล็กตรอนที่เป็นกระบวนการสำคัญในขั้นตอนการสร้างพลังงานเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้

ทั้งนี้โคเอนไซม์ คิวเท็น ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1957 โดย Fredenck Crane โดยแยกได้จากไทโทคอนเดรียของหัวใจวัว มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีส้ม เรียกว่า Ubiquinone ซึ่งหมายถึงสารควินินที่พบจำนวนมาก (Ubiquinone) ต่อมาในปี ค.ศ.1958 ศาสตราจารย์ Karl Folkers และคณะได้พบสูตรโครงสร้างของโคเอนไซม์ คิวเท็น และได้รับการสังเคราะห์ครั้งแรกโดยใช้กระบวนการหมัก (fermentation) หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการสนใจและศึกษาโคเอนไซม์ คิวเท็นมากขึ้น

สำหรับประเภทของโคเอนโซม์ คิวเท็นนั้น หากจะแบ่งเป็นประเภทตามแหล่งที่ร่างกายได้รับแล้ว จะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ร่างกายสังเคราะห์ได้เอง ซึ่งถือเป็นแหล่งโคเอนไซม์ คิวเท็นที่สำคัญของร่างกาย ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือประเภทที่เป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติที่มีโคเอนไซม์ คิวเท็นอยู่ในอาหารนั้น ซึ่งโคเอนไซม์ คิวเท็นจากแหล่งนี้จะมีบทบาทสำคัญหลังจากที่ร่างกายเริ่มสังเคราะห์ หรือสร้างโคเอนไซม์ คิวเท็นได้น้อยลง

สล็อต

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

โคเอนไซม์ คิวเท็นที่ร่างกายมนุษย์นำมาใช้งานส่วนใหญ่ได้มาจากการสังเคราะห์เอง โดยปกติแล้วร่างกายมนุษย์ก็จะสามารถสังเคราะห์โคเอ็นไซม์ คิวเท็นได้เองจากรกอะมิโนไทโรซีน (tyrosine) และฟินิลอะลานีน (Phenylalanine) โดยกรดอะมิโน 2 ชนิดนี้จะสร้างวงแหวนควิโนน (quinone ring) ส่วนสายยาว (side chain) สร้างจากอะซิติลโคเอ (acetyl CoA) ร่วมกับวิตามิน 7 ชนิด ได้แก่ วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 กรดโฟลิก กรดแพนโททีนิก และแร่ธาตุอีกจำนวนหนึ่ง แต่เมื่ออายุมากขึ้นปริมาณการสร้างโคเอนไซม์ คิวเท็น ของร่างกายจะลดลง ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่าปริมาณโคเอนไซม์ คิวเท็นในร่างกายจะมีมาก 3-5 เท่าเมื่ออายุแรกเกิดจนถึง 20 ปี และเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่ออายุมากกว่า 20 ปี โดยเฉลี่ยแล้วความหนาแน่นของโคเอนไซม์ คิวเทนในร่ากายของเราจะลดลงอย่างชัดเจนเมื่อมีอายุ 30 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายนอกที่ทำให้ปริมาณ โคเอนไซม์ คิวเท็นในร่างกายลดลงได้อีก เช่น ผลกระทบจากสภาพแวดล้อม การพักผ่อนไม่เพียงพอ การได้รับยา หรือสารเคมี แม้แต่ความเครียด ก็ล้วนแต่มีผลทำให้ปริมาณโคเอนไซม์ คิวเท็น ในร่างกายลดลงทั้งสิ้น ดังนั้นร่างกายจึงควรได้รับ โคเอนไซม์ คิวเท็น จากแหล่งอาหารด้วย ซึ่งแหล่งอาหารที่มีปริมาณโคเอนไซม์ คิวเท็น สูงได้แก่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อวัว เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแมคคอเรล ปลาเเซลมอน น้ำมันตับปลา น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง ผักขม ถั่วลิสง บร็อคโคลี เป็นต้น ทั้งนี้โคเอนไซม์ คิวเท็นเป็นสารที่ไวต่อความร้อน ดังนั้นในการปรุงอาหารจึงควรใช้ระดับความร้อนและกรรมวิธีที่ช่วยรักษาโคเอนไซม์ คิวเท็นเอาไว้ เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างสูงสุด นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการสกัดและผลิตโคเอนไซม์ คิวเท็น จากวัตถุดิบต่างๆโดยอยู่ในรูปแบบของยาและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพมาวางจำหน่ายตามท้องตลาดเพื่อเป็นทางเลือดในการใช้อีกด้วย

สล็อตออนไลน์

ปริมาณที่ควรได้รับ

มีการศึกษาวิจัยกับปริมาณของโคเอนไซม์ คิวเท็นที่ควรรับประทานต่อวันระบุว่าร่างกายของคนสุขภาพดีทั่วไปควรได้รับโคเอนไซม์ คิวเท็นในปริมาณวันละ 30 mg. ต่อวันเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี ซึ่งปริมาณโคเอนไซม์ คิวเท็น 30 mg. นี้อาจเทียบเท่าได้กับการรับประทานปลาซาร์ดีน 480 กรัม หรือเนื้อวัว 900 กรัม หรือถั่วลิสง 1,150 กรัม (โดยควรรับประทานร่วมกับอาหารที่มีไขมัน เพราะ “คิวเท็น” ละลายได้ดีในไขมัน)

ส่วนโคเอนไซม์ คิวเท็น ที่อยู่ในรูปการสกัด ยา อาหารเสริมโคเอนไซม์ คิวเท็น เพื่อสุขภาพนั้น ควรเลือกประเภทที่ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี โดยจะต้องอยู่ในรูปแบบที่ละลายในน้ำมันและน้ำ เช่น รูปแบบที่เรียกว่า อีมัลชัน ในแคปซูลนิ่ม ที่ร่างกายจะดูดซึมได้ดีกว่า โคเอนไซม์ คิวเท็น ที่อยู่ในรูปผงในแคปซูลชนิดแข็งหรือเม็ดแข็ง และขนาดที่แนะนำให้รับประทานจะขึ้นอยู่กับการสั่งใช้ของแพทย์ ซึ่งแพทย์อาจจะสั่งใช้ตามลักษณะอาการดังนี้
⦁ ผู้ที่ใช้ยาลดไขมันคลอเลสเตอรอลกลุ่มสแตติน
⦁ ขนาดรับประทานที่แนะนำ ครั้งละ 50 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
⦁ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรืออ่อนเพลียเรื้อรัง
⦁ ขนาดรับประทานที่แนะนำ ครั้งละ 50 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
⦁ ผู้ที่ใช้ยาลดไขมันคลอเลสเตอรอลกลุ่มสแตติน มีโรคเบาหวาน และหรือ ความดันโลหิตสูงร่วม
⦁ ขนาดรับประทานที่แนะนำ ครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
⦁ ผู้ที่มีภาวะการทำงานของสมองผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ
⦁ ขนาดรับประทานที่แนะนำ ครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
⦁ ผู้ที่ต้องการเสริมเพื่อป้องกันโรคจากความเสื่อมต่าง ๆ ของร่างกาย หรือเป็นโรคเหงือกอักเสบ
⦁ ขนาดรับประทานที่แนะนำ ครั้งละ 50 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง เป็นต้น

jumboslot

ประโยชน์และโทษ

จากผลการศึกษาวิจัยพบว่าโคเอนไซม์ คิวเท็นมีหน้าที่หลัก 3 ประการ ได้แก่ สร้างพลังงานให้เซลล์ ป้องกันและต่อต้านอนุมูลอิสระ และลดการสะสมของไขมันบริเวณผนังหลอดเลือดและผนังดันไขมันชนิด LDL (Low-density lipprotein) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

รูปโคเอนไซม์ คิวเท็น

หน้าที่สร้างพลังงานให้แก่เซลล์ โคเอนไซม์ คิวเท็น จะทำหน้าที่เป็นเอนไซม์หลัก ในวงจรเครป หรือวงจรกรดชิดริก (Kreb’s or Citric Acid Cycle) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำการเปลี่ยนแปลงอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตและไขมันให้อยู่ในรูปของพลังงานที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ โดยหน้าที่ของเอนไซม์โดยทั่วไป ก็คือจะเข้าไปช่วยเร่งปฏิกิริยาภายในร่างกาย โดยตัวของเอนไซม์เองไม่ถูกทำลายหรือถูกเปลี่ยนแปลงเมื่อปฏิกิริยาดังกล่าวสิ้นสุดลง และเนื่องจากโคเอนไซม์ คิวเท็นเป็นสาระสำคัญที่มีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานจึงมักพบได้ในทุกเซลล์ของร่างกาย โดยพบมากในเซลล์ที่ใช้พลังงานสูง เช่น หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ตับอ่อน ต่อมหมวกไต สมอง และยังพบในชั้นหนังกำพร้า (epidermis) มากกว่าหนังแท้ (dermis) อีกด้วย

ปริมาณโคเอนไซม์ คิวเท็นในอวัยวะต่างๆ

ป้องกันและต่อต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาพบว่าระดับโคเอนไซม์ คิวเท็นในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน มีปริมาณโคเอนไซม์ คิวเท็น ในสมองลดลงและเมื่อให้โคเอนไซม์ คิวเท็น แล้วช่วยให้อาการต่างๆของโรคดีขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยให้ออกกำลังการได้นานขึ้น ลดอาการเหนื่อย อ่อนเพลียเรื้อรัง และช่วยลดภาวะเหงือกอักเสบ ป้องกันอันตรายที่เกิดจากรังสียูวี และชะลอการเกิดริ้วรอยของผิวได้อีกด้วย

slot

ลดการสะสมของไขมันบริเวณผนังหลอดเลือดและป้องกันไขมัน LDL โคเอนไซม์ คิวเท็นช่วยยับยั้งคอเลสเตอรอลไม่ให้จัดตัวอยู่ตามผนังหลอดเลือด ลดการเกิดปัญหาเส้นเลือดอุดตัน บรรเทาอาการปวดร้าวบริเวณหน้าอก อันเกิดจากโรคความดันโลหิตสูงและภาวะแทรกซ้อน

สามารถป้องกันความเสียหายของ กล้ามเนื้อหัวใจระหว่างการผ่าตัด โดยมีการทดลองให้ โคเอนไซม์ คิวเท็น กับผู้ป่วยก่อนผ่าตัดและพบว่า การทำงาน ของกล้ามเนื้อหัวใจหลังผ่าตัดฟื้นฟูได้ดีขึ้น และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหัวใจ22 นอกจากนี้ยังพบว่าการ ให้โคเอนไซม์ คิวเท็น ร่วมกับกระบวนการฟื้นคืนชีพผู้ป่วย (cardiopulmonary resuscitation: CPR) จะทำให้ผู้ป่วยมี การฟื้นฟูของระบบประสาทได้ดีขึ้นได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าถ้าระดับของโคเอนไซม์ คิวเท็น ลดลง การหายใจระดับเซลล์แบบใช้ออกซิเจนขาดประสิทธิภาพ ในการสร้างพลังงานเซลล์หรืออวัยวะต่างๆ ก็จะทำงานได้ ไม่เต็มศักยภาพ ดังนั้นจึงจะทำให้เกิดการเจ็บป่วย ร่างกายอ่อนเพลีย ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมสภาพตามมาได้

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยถึงบทบาทของโคเอนเซนไซม์ คิวเท็นต่อการป้องกัน รักษา ลดภาวะและความเสี่ยงของโรคต่างๆ หลายฉบับดังรายละเอียดดังนี้
การป้องกันความเสื่อมของระบบประสาท อัน เนื่องมาจากภาวะเครียดออกซิเดชัน โรคความเสื่อมของระบบประสาท (neurodegenerative disease) พบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะเครียดออกซิเดชัน ของเซลล์ประสาท และความเสียหายต่อไมโทคอนเดรียอัน นำไปสู่การตายของเซลล์ประสาท เช่น มีรายงานว่าสาเหตุของโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) นั้นสัมพันธ์กับ ความเสียหายจากภาวะเครียดออกซิเดชัน ร่วมกับการสูญ เสียหน้าที่ของไมโทคอนเดรีย ซึ่งการให้โคเอนไซม์ คิวเท็น เข้าไปจะช่วยในการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น รวม ทั้งการป้องกันความเสียหายต่อไมโทคอนเดรียเพื่อป้องกัน การปลดปล่อยสารที่เป็นอันตรายต่อเซลล์

โคเอนไซม์ คิวเท็น กับการรับประทานร่วมกับ ยาลดโคเลสเตอรอล เนื่องจากวิถีชีวสังเคราะห์ของโคเอนไซม์ คิวเท็น มีวิถีร่วมกันกับชีวสังเคราะห์ของโคเลสเตอรอล ดังนั้นการให้ยายับยั้งการสังเคราะห์โคเลสเตอรอล ในกลุ่มยาสเตติน (statin) จึงมีผลต่อการลดระดับของโคเอนไซม์ คิวเท็น ในซีรัมของผู้ป่วยด้วย และคาดว่าอาการข้างเคียงจากการใช้ ยาสเตติน เช่น การปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาจมาจากผลของการลดระดับโคเอนไซม์ คิวเท็น แม้ประเด็นผลข้างเคียงของ ยากับการลดระดับของโคเอนไซม์ คิวเท็น ยังคงเป็นประเด็น ที่ถกเถียงกันอยู่ 23 แต่การให้โคเอนไซม์ คิวเท็น รูปแบบรับประทานร่วมกับการใช้ยาสเตติน พบว่าจะช่วยลดภาวะเครียด ออกซิเดชัน ลดอัตราส่วนระหว่างโคเลสเตอรอลและไขมันดี (HDL: High Density Lipoprotein) และช่วยรักษา ระดับไนตริกออกไซด์ในเลือดของผู้ป่วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อ ระบบหัวใจร่วมหลอดเลือดได้