cathedraledetunis

Tag: อาการป่วย (Page 1 of 4)

การรักษาหวัดของลูกน้อย

หากทารกเป็นหวัดคงทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่อาจสงสัยว่าควรดูแลลูกน้อยอย่างไรดี หรือให้ลูกรับประทานยาได้หรือไม่ ทว่าปัญหานี้สามารถรับมือได้ โดยควรศึกษาข้อมูลเพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจอาการหวัดในทารก และเตรียมพร้อมดูแลเจ้าตัวเล็กให้อาการดีขึ้นจนหายเป็นปกติ

เครดิตฟรี

ทารกเป็นหวัด สังเกตอย่างไร ?

เมื่อเป็นหวัดลูกน้อยอาจมีอาการไอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ซึ่งน้ำมูกอาจหนาขึ้นจนเป็นสีเทา สีเหลือง หรือเป็นสีเขียวหากเป็นหวัดนานกว่า 1 สัปดาห์ และบางรายอาจมีไข้ต่ำร่วมด้วย โดยคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตพฤติกรรมของลูกอย่างสม่ำเสมอ เพราะแม้เป็นหวัด ทารกก็จะยังสามารถเล่นและรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่หากทารกดูเซื่องซึม ร้องไห้อย่างอ่อนแรง ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ แสดงว่าเด็กอาจมีปัญหาสุขภาพที่รุนแรงกว่าอาการหวัด ซึ่งภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับทารกนอกเหนือจากการเป็นหวัดธรรมดา มีดังนี้

ไข้ โดยอาการจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและทำให้ทารกมีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ซึ่งอุณหภูมิปกติจะอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส
โรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น ติดเชื้อไวรัสในทางเดินอาหาร ซึ่งอาจทำให้ทารกท้องเสียและอาเจียน เป็นต้น
โรคภูมิแพ้ โดยทารกจะมีอาการคัน จาม น้ำตาและน้ำมูกไหล ซึ่งน้ำมูกที่ไหลออกมานั้นมักจะมีลักษณะเป็นของเหลวใส
ทั้งนี้ หากลูกน้อยมีอายุต่ำกว่า 3 เดือน และมีอาการหวัดหรือมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคหรือภาวะรุนแรงอื่น ๆ ได้

วิธีการรับมือเมื่อทารกเป็นหวัด

การดูแลเจ้าตัวเล็กด้วยวิธีต่อไปนี้ อาจช่วยบรรเทาอาการหวัดให้ดีขึ้นได้

บรรเทาอาการด้วยยา กรณีที่เด็กมีอายุมากกว่า 4 เดือนขึ้นไป อาจใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการไข้จากหวัดได้ แต่ไม่ควรซื้อยาตามร้านขายยาทั่วไปมาใช้เอง คุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษาและขอคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยากับเจ้าตัวเล็กเสมอ รวมทั้งควรอ่านฉลากยาอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าปริมาณของยาที่ใช้นั้นเหมาะสมต่อลูกน้อย
สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด คุณพ่อคุณแม่ควรเฝ้าดูแลและสังเกตอาการป่วยของลูกอย่างสม่ำเสมอ หากทารกเป็นหวัดนานกว่า 3 วัน และมีอาการที่รุนแรงขึ้น เช่น ไออย่างต่อเนื่อง หายใจลำบาก หายใจหอบเหนื่อย เป็นต้น อาจเป็นอาการบ่งชี้ของโรคปอดบวมได้ จึงควรพาเด็กไปพบแพทย์หากเด็กมีอาการดังกล่าว

สล็อต

ระบายเสมหะ กล้ามเนื้อของทารกนั้นยังไม่แข็งแรงพอที่จะไอเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมในระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงอาจมีเสมหะตกค้างอยู่ในลำคอ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่อาจต้องช่วยระบายเสมหะเหล่านั้นออกไปเพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกอึดอัด โดยอาจอุ้มลูกไปห้องน้ำแล้วเปิดน้ำอุ่นทิ้งไว้เป็นเวลา 15 นาที เพราะอากาศที่ร้อนและไอน้ำในห้องน้ำจะช่วยระบายน้ำมูกและเสมหะที่อยู่ในลำคอของเจ้าตัวเล็กออกมา ซึ่งควรทำวิธีดังกล่าวก่อนนอน เนื่องจากขณะที่นอนอยู่นั้นเสมหะจะไหลลงสู่ลำคอและปอดของเด็กได้ นอกจากนี้ อาจติดตั้งเครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศบริเวณห้องนอน แต่ควรติดตั้งให้พ้นจากตัวเด็กและควรเปลี่ยนน้ำในเครื่องให้สะอาดทุกวัน
ล้างจมููก ในช่วง 6 เดือนแรกหลังลืมตาดูโลก ทารกจะหายใจทางจมูกเท่านั้น ซึ่งอาการหวัดอาจทำให้ทารกคัดจมูกและหายใจติดขัดได้ พ่อแม่อาจล้างจมูกให้ลูกโดยใช้ลูกยางดูดน้ำมูกออกไป แต่หากลูกยางนั้นมีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับรูจมูกของลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่อาจใช้กระบอกฉีดยาสำหรับล้างหูที่มีขนาดเล็กล้างจมูกของลูกน้อยแทน โดยขณะที่สอดกระบอกฉีดยาเข้ารูจมูกของเด็ก ควรเอียงหัวกระบอกฉีดยาลงเล็กน้อยเพื่อให้ตั้งฉากกับใบหน้า จากนั้นจึงค่อย ๆ ฉีดน้ำให้ไหลผ่านโพรงจมูก นอกจากนี้ อาจใช้สเปรย์พ่นจมูกหรือน้ำเกลือหยอดล้างเพื่อทำความสะอาดจมูกของลูกน้อย ซึ่งสามารถหาอุปกรณ์เหล่านี้ได้ตามร้านขายยาทั่วไป หรืออาจผสมน้ำเกลือด้วยตนเองโดยใช้เกลือ 1 ใน 4 ส่วนของช้อนชาผสมกับน้ำสะอาด 8 ออนซ์ แล้วเอาไปต้มเป็นเวลา 10 นาที จากนั้นทิิ้งไว้ให้เย็นที่อุณหภูมิห้องก่อนนำมาใช้แบบวันต่อวัน
กระตุ้นให้ลูกดูดนม เมื่อเป็นหวัด เจ้าตัวเล็กอาจเบื่ออาหาร คุณพ่อคุณแม่จึงควรกระตุ้นให้ลูกดูดนมอยู่เสมอ หากลูกไม่ยอมดูดนมเลยควรไปปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำได้ นอกจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้สารละลายอิเล็กโตรไลต์อย่างผงเกลือแร่สำหรับเด็กว่าปลอดภัยต่อลูกน้อยหรือไม่ และควรจับให้ลูกนั่งตรง ๆ ขณะป้อนนม เพื่อป้องกันมูกไหลลงไปที่คอ
ดูแลให้เด็กนอนพักผ่อน น้ำมูก เสมหะ และการไอ อาจส่งผลกระทบต่อการนอนของลูกน้อยได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจช่วยให้ลูกได้นอนหลับพักผ่อนมากขึ้นด้วยการปรับหรือหนุนหัวเตียงเด็กขึ้นเล็กน้อย หากลูกมีปัญหาในการนอนหลับ คุณพ่อคุณแม่อาจอาบน้ำอุ่นให้ลูกหรือเปิดเพลงให้เด็กฟัง เพื่อช่วยให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น
เมื่อไรควรพาเด็กไปพบแพทย์ ?

หากดูแลลูกน้อยด้วยวิธีข้างต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ควรพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

หายใจลำบาก
ไม่ยอมดูดนม หรือดูดนมน้อยกว่าเดิมมาก
มีไข้สูง
ไออย่างรุนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคไอกรนได้
มีสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เช่น ไม่ปัสสาวะเลยในช่วง 6 ชั่วโมง เป็นต้น
ทารกเป็นหวัด ป้องกันอย่างไร ?

สล็อตออนไลน์

การป้องกันทารกติดไข้หวัดนั้นอาจเป็นเรื่องยาก แต่คุณพ่อคุณแม่ก็อาจลดโอกาสที่เชื้อหวัดจะเข้าสู่ร่างกายของลูกน้อยได้ ดังนี้

อยู่ห่างจากผู้ที่ติดเชื้อหวัด และควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้าตัวเล็กที่เป็นหวัดอยู่ใกล้ผู้ที่ป่วยหวัดจนกว่าอาการจะหายดีเป็นปกติ
ป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำ โดยพยายามให้เจ้าตัวเล็กดูดนมบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นนมขวดหรือนมแม่ และอาจให้น้ำเมื่อทารกมีอายุมากกว่า 6 เดือน หากทารกปัสสาวะน้อยกว่า 5 ครั้ง/วัน อาจเข้าข่ายภาวะขาดน้ำได้
ล้างมือให้สะอาด เพราะกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของโรคติดต่อทั้งหมดนั้นสามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัส ดังนั้น ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสมาชิกทุกคนในบ้านหรือบุคคลรอบข้างล้างมือทุกครั้งก่อนสัมผัสเจ้าตัวเล็ก และควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหารและหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม นอกจากนี้ ควรเช็ดหรือล้างมือของลูกให้สะอาดอยู่เสมอด้วย
ให้นมลูกนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำว่าอาจให้นมลูกเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้เจ้าตัวเล็กได้รับประโยชน์สูงสุดจากการดื่มนมแม่ นอกจากนี้ งานวิจัยหนึ่งยังระบุด้วยว่าทารกที่ดื่มนมแม่ป่วยเป็นโรคหวัดน้อยกว่าทารกที่ดื่มนมผง เนื่องจากภูมิคุ้มกันในน้ำนมแม่นั้นสามารถป้องกันเชื้อโรคได้หลายชนิด
หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ เพราะควันบุหรี่อาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนของลูกน้อย ซึ่งทารกที่อาศัยอยู่กับผู้ที่สูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็นหวัดได้ง่าย และจะหายเป็นปกติช้ากว่าทารกทั่วไป

  1. ดูแลจมูกลูก

เมื่อเป็นหวัดเด็กทารกมักมีความทรมานกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ขวบ ลิ้นจะมีขนาดใหญ่หากเทียบกับช่องปาก ทำให้เด็กหายใจทางจมูกมากกว่าทางปาก เมื่อลูกป่วยเป็นหวัด ช่องจมูกมีอาการบวม ทำให้หายใจยาก ลูกจึงทรมานมากๆ เลยล่ะค่ะ เมื่อทารกเป็นหวัด คุณพ่อคุณแม่จึงต้องช่วยดูแลจมูกของลูกให้หายใจได้คล่องที่สุด

สำหรับทารกที่อายุไม่เกิน 3 เดือน คุณหมอยังไม่แนะนำให้ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ แบบที่ฉีดน้ำเกลือเข้าจมูกด้านหนึ่ง แล้วให้ไหลออกอีกด้านหนึ่ง เพราะลูกยังไม่สามารถควบคุมการหายใจได้ แต่ให้ใช้วิธีการ “หยอดน้ำเกลือ” เพื่อให้น้ำมูกอ่อนตัวลง แล้วให้เด็กกลืนลงท้องไป หรือคุณพ่อคุณแม่จะใช้ลูกยางแดงดูดน้ำมูกออกก็ได้ค่ะ

  1. กระตุ้นให้ลูกดูดนม

สำหรับทารกที่ยังไม่หย่านมแม่ คุณแม่สามารถกระตุ้นให้ลูกกินนมแม่เพื่อลดอาการไอได้ หากลูกมีอาการเบื่ออาหารจนไม่กินนมแม่เลย ควรปรึกษาคุณหมอ เพราะลูกอาจขาดน้ำได้

jumboslot

  1. เช็ดตัวลูกเพื่อลดไข้

หากลูกเป็นไข้ คุณแม่ควรเช็ดตัวลูกด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องเพื่อบรรเทาอาการ โดยออกแรงเวลาเช็ดตัวเล็กน้อยเพื่อให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังขยายตัว และระบายความร้อนออกไปได้ อย่าลืมคอยใช้เทอร์โมมิตเตอร์วัดไข้ลูกเพื่อดูอาการด้วยนะคะ

เทคนิคเช็ดตัวทารกอย่างถูกวิธี ช่วยบรรเทาอาการตัวร้อนจี๋เมื่อลูกเป็นไข้

  1. พาลูกไปพบคุณหมอ

สำหรับทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือน เราแนะนำว่าหากลูกป่วยเป็นหวัด ให้พาไปพบคุณหมอเพื่อดูอาการจะดีกว่า เพราะเด็กในวัยนี้ภูมิต้านทานยังไม่แข็งแรงนัก สำหรับทารกที่อายุมากขึ้นมา ส่วนมากจะสามารถหายป่วยเองได้ภายใน 7-10 วัน แต่หากลูกมีอาการต่อไปนี้ ก็ควรรีบพาไปพบคุณหมอเช่นกันค่ะ

ลูกมีไข้สูงเกิน 38 องศา
มีอาการซึม
หายใจลำบาก มีน้ำมูกข้นเขียวหลายวัน
ตาแดง
ไม่ยอมกินนม อาเจียนบ่อยๆ
มีอาการไอไม่หยุด
มีอาการผิดปกติอื่นๆ ที่น่ากังวล เช่น ร้องไห้ไม่หยุด

วิธีที่ดีที่สุดในการช่วยลูกไม่ให้ทรมานจากโรคหวัด คือการดูแลเขาให้มีภูมิต้านทานโรคที่ดี ทั้งการจัดการบ้านให้สะอาด การเพิ่มภูมิต้านทานให้ลูกด้วยการให้กินนมแม่ และคอยดูแลให้ลูกอยู่ในสภาพที่อบอุ่นเสมอค่ะ

slot

วิธีการสังเกตง่าย ๆ สำหรับเด็กเล็ก ๆ ลูกที่ยังบอกความรู้สึกตัวเองไม่ได้ คือ ต้องคอยสังเกตว่าลูกมีการหายใจเสียงดังครืดคราดหรือไม่ และลูกอาจจะดูดนมได้น้อยลง มีอาการร้องไห้งอแงซึ่งเป็นเพราะหายใจไม่ออก อาจจะดูเบื้องต้นโดยการฉายไฟเพื่อดูในจมูกของลูกว่ามีน้ำมูก หรือขี้มูกหรือไม่

เมื่อรู้ว่าลูกมีอาการคัดจมูก เรามีเทคนิคสำหรับแม่ ๆ ที่จะช่วยลูกเคลียร์จมูกให้โล่งเวลาเกิดอาการคัดจมูกมาฝากกันถึง 4 วิธี ลองนำไปใช้กันดูค่ะ

การใช้ไม้ปั่นหู (คัดตันบัดส์) ขนาดเล็กค่อย ๆ จุ่มน้ำเกลือ (หาซื้อได้จากร้านขายยา) แล้วค่อย ๆเช็ดทำความสะอาดขี้มูกน้ำมูกที่ค้างอยู่ในโพรงจมูกของลูกอย่างเบามือ วิธีนี้ต้องค่อย ๆ ทำอย่างเบามือเพราะถ้าลูกดิ้นอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับเยื่อบุโพรงจมูกของลูกได้
ใช้ตัวช่วยบรรเทาอาการแพ้อากาศ อาจจะใช้สเปรย์สำหรับพ่นจมูก ที่เป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำทะเลบริสุทธิ์จากทะเลเอเดรียติกเป็นส่วนประกอบหลัก และผ่านกรรมวิธีทำให้สะอาดปราศจากเชื้อ ไม่ใส่วัตถุกันเสียและสารเติมแต่งใด ๆ มีความเหมาะสมสำหรับการทำความสะอาด ให้ความชุ่มชื้นแก่โพรงจมูก เมื่อมีอาการจมูกแห้งหรือระคายเคืองภายในจมูก และช่วยบรรเทาอาการหายใจลำบาก ใช้ได้ทั้งทารก เด็ก และผู้ใหญ่
การดูดน้ำมูกด้วยอุปกรณ์ดูดน้ำมูกอัตโนมัติ วิธีนี้อาจจะสะดวกมากขึ้นด้วยการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเช่นเดียวกัน แต่มีอุปกรณ์อัตโนมัติซึ่งพ่นน้ำเกลือเข้าไปในจมูก เพื่อเคลียร์จมูกให้ลูกได้เวลามีอาการคัดจมูก
การใช้น้ำมันยูคาลิปตัส บรรเทาอาการคัดจมูก ช่วยให้จมูกโล่งวิธีที่แนะนำส่วนใหญ่เป็นวิธีที่ดูแลลูกที่ปลายเหตุ เมื่อลูกมีอาการหวัด คัดจมูก แต่สำหรับวิธีการใช้น้ำมันยูคาลิปตัสเป็นทางเลือกที่สามารถใช้ได้กับลูกในทุก ๆ วัน คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องทาหรือโดนผิวบอบบางของลูกโดยการเอาสำลีชุบน้ำมันยูคาลิปตัสแล้ววางข้าง ๆ หมอนหรือที่นอน เพื่อให้กลิ่นระเหยในอากาศ หรือใส่นํ้ามันยูคาลิปตัส 2-3 หยด ลงในน้ำร้อน เพื่อให้กลิ่นไอระเหยเข้าไปกับการหายใจหรือสำหรับเด็กโตหน่อย หยดบนปกเสื้อก็ได้เช่นกันค่ะซึ่งวิธีนี้จะเห็นได้ว่าช่วยให้ลูกหลับดีขึ้นเพราะทำให้หายใจสะดวก ให้หายคัดจมูกเร็วขึ้น

การรักษาท้องอืดของทารก

ท้องอืดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทารกรู้สึกไม่สบายตัว เกิดขึ้นได้เป็นปกติและมักไม่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ควรเรียนรู้วิธีป้องกันและบรรเทาอาการในเบื้องต้นเพื่อช่วยคลายความอึดอัดให้ลูกน้อย รวมทั้งหมั่นสังเกตอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารที่รุนแรงได้

เครดิตฟรี

สาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยท้องอืด

สาเหตุของอาการท้องอืด อึดอัด หรือไม่สบายท้องของลูกน้อยเกิดจากการมีแก๊สสะสมในกระเพาะอาหารมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ดังนี้

ดื่มนมช้าเกินไป ลักษณะของจุกขวดนมหรือหัวนมของมารดา เช่น หัวนมบอด อาจทำให้น้ำนมไหลออกมาน้อยหรือไหลช้า ส่งผลให้ลูกน้อยกลืนอากาศเข้าไปมากขึ้นในระหว่างดูดนม
ดื่มนมเร็วเกินไป หากน้ำนมจากเต้าของมารดาหรือจุกขวดนมไหลออกมามากเกินไป ลูกน้อยจะต้องกลืนน้ำนมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดแก๊สสะสมในกระเพาะอาหารได้มากเช่นกัน
ดื่มนมที่มีฟองอากาศ สำหรับทารกที่ดื่มนมผง ในระหว่างขั้นตอนผสมนมผงกับน้ำอาจมีฟองอากาศเกิดขึ้น ทารกอาจท้องอืดได้หากกลืนฟองอากาศมากเกินไป ดังนั้น หลังผสมนมเสร็จแล้วควรทิ้งไว้สัก 2-3 นาที เพื่อให้ฟองอากาศแตกตัวก่อนให้ลูกน้อยดื่ม
ร้องไห้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้ลูกน้อยกลืนอากาศเข้าไปจำนวนมาก คุณแม่จึงควรคอยปลอบให้ทารกหยุดร้องโดยเร็ว
กระบวนการย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหารของทารกในช่วง 3 เดือนแรกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ การเกิดแก๊สในกระเพาะอาหารเมื่อดื่มนมแม่จึงเป็นเรื่องปกติ อาการของทารกจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อมีอายุมากขึ้น ส่วนทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไปที่เริ่มรับประทานอาหารชนิดอื่นนอกจากนมแม่ได้แล้ว ในช่วงแรกระบบย่อยอาหารอาจยังไม่คุ้นชินกับอาหารชนิดใหม่ ๆ ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้เช่นกัน
นอกจากนี้ การรับประทานอาหารบางประเภทอาจทำให้ลูกน้อยมีแก๊สสะสมในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ เช่น พืชตระกูลถั่ว บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี รำข้าว ข้าวโอ๊ตบด ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เป็นต้น บางรายเกิดแก๊สสะสมเนื่องจากมีอาการแพ้โปรตีนจากอาหารบางชนิด โดยเฉพาะนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม เช่น โยเกิร์ต ชีส รวมถึงโปรตีนในนมผงและน้ำนมแม่ นอกจากนี้ อาหารที่คุณแม่รับประทานก็อาจไหลผ่านน้ำนมและส่งผลให้ทารกมีอาการท้องอืดได้ แม้เด็กไม่ได้รับประทานเองโดยตรง

สัญญาณบ่งบอกว่าลูกน้อยท้องอืด

อาการท้องอืดเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ทารกมีอายุ 2-3 สัปดาห์ แม้ทารกไม่สามารถสื่อสารให้รู้ได้ด้วยคำพูด ทว่าพ่อแม่อาจสังเกตความผิดปกติได้เมื่อลูกน้อยแสดงอาการ ดังนี้

ร้องไห้
ยกขาขึ้นสูงไปทางหน้าท้อง
ดิ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังจากดื่มนม
กำมือแน่น
ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง
อย่างไรก็ตาม ทารกมักรู้สึกสบายตัวขึ้นและหยุดร้องไห้หลังผายลมหรือเรอออกมา แต่หากยังร้องไห้ไม่หยุดทั้งที่ผายลมออกมาแล้ว อาจแสดงว่าสัญญาณผิดปกติดังกล่าวเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น กรดไหลย้อน ท้องผูก โคลิค เป็นต้น

สล็อต

ท้องอืดแบบไหนจึงเป็นอันตราย

โดยปกติ อาการท้องอืดไม่เป็นอันตรายต่อทารกและสามารถรักษาได้ แต่ในบางกรณี การมีแก๊สสะสมในกระเพาะอาหารอาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของความผิดปกติทางระบบย่อยอาหารที่รุนแรง หากสงสัยว่าลูกน้อยท้องอืดร่วมกับมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

อาเจียน
อุจจาระมีเลือดปน
ถ่ายไม่ออก
ร้องไห้ไม่หยุดเป็นเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง
มีไข้ โดยเฉพาะทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป
วิธีบรรเทาอาการท้องอืดของลูกน้อย

ในเบื้องต้น พ่อแม่ควรบรรเทาอาการท้องอืดของลูกน้อยโดยกระตุ้นให้เรอออกมาระหว่างป้อนนมและหลังป้อนนมเพื่อระบายแก๊สในกระเพาะอาหาร ทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

วางทารกในท่านอนหงายแล้วนวดบริเวณหน้าท้องเบา ๆ เริ่มจากด้านขวาไปยังด้านซ้าย
วางทารกในท่านอนหงาย จากนั้นจับขาทั้ง 2 ข้างขยับขึ้นลงสลับกันคล้ายปั่นจักรยาน
อุ้มทารกขึ้น ให้คางพักอยู่บริเวณไหล่ของแม่ แล้วใช้มือตบหลังทารกเบา ๆ
ให้ทารกนั่งซ้อนบนตัก โน้มตัวทารกไปด้านหน้าเล็กน้อยโดยใช้มือโอบบริเวณคางเพื่อประคองตัวไว้ จากนั้นใช้มือตบหลังของทารกเบา ๆ
วางทารกในท่านอนคว่ำบนตัก ให้ศรีษะอยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย แล้วใช้มือตบหลังของทารกเบา ๆ
นอกจากนั้น พ่อแม่อาจห่อตัวทารก ใช้จุกนมหลอก อุ้มทารกแกว่งไปมาเบา ๆ หรือไกวเปลให้ เพื่อช่วยให้ทารกผ่อนคลายจากความรู้สึกไม่สบายตัว หากลองทำตามวิธีข้างต้นแล้วลูกน้อยยังไม่เรอออกมา อาจจำเป็นต้องใช้ยาไซเมทิโคน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยขับลมและบรรเทาอาการท้องอืด นอกจากมีความปลอดภัยสูงเพราะตัวยาไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว ในปัจจุบันยังมียาไซเมทิโคนชนิดน้ำ ทารกจึงรับประทานได้ง่าย อย่างไรก็ตาม อาจเกิดผลข้างเคียงกับผู้ใช้บางราย จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาชนิดนี้

สล็อตออนไลน์

ป้องกันอาการท้องอืดอย่างไร

วิธีป้องกันอาการท้องอืดของทารกทำได้โดยการหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร และพยายามไม่ให้ลูกน้อยกลืนอากาศเข้าไปจำนวนมาก ดังนี้

ป้อนนมให้ทารกในปริมาณที่พอเหมาะ
จัดท่าทางของทารกให้เหมาะสมขณะป้อนนม โดยยกศรีษะให้อยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย
ขณะป้อนนมควรยกขวดนมขึ้นเพื่อป้องกันอากาศไหลผ่านช่องว่างบริเวณจุกนม รวมทั้งปรับขนาดรูบนจุกนมไม่ให้ใหญ่หรือเล็กเกินไป หรือใช้ขวดนมที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อให้ลูกน้อยกลืนอากาศเข้าไปน้อยที่สุด
ทารกที่หย่านมแม่แล้ว พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงการให้ลูกน้อยรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะมาก เช่น รำข้าว ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี ถั่วต่าง ๆ อาหารที่ทำจากนม เป็นต้น ส่วนคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตรก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเหล่านี้เช่นกัน เพราะอาจส่งแก๊สผ่านปริมาณน้ำนมไปสู่ลูกน้อยได้

ทารกท้องอืด เกิดจากระบบทางเดินอาหารของเขายังบอบบาง เอนไซม์ย่อยโปรตีนและแลคโตสยังทำงานไม่สมบูรณ์ โปรตีนและแลคโตสจึงผ่านจากลำไส้เล็กไปสู่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีแบคทีเรียอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และแบคทีเรียเหล่านี้นี่เองที่เป็นตัวย่อยน้ำตาลแลคโตสและโปรตีนที่ตกค้างในลำไส้ จึงทำให้เกิดแก๊สในทางเดินอาหารของลูก จนเป็นสาเหตุทารกท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้อง จนลูกร้องไห้กวนโยเยอย่างที่คุณแม่ประสบอยู่

การดูแลแก้ไขเมื่อเด็กท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้อง
เมื่อคุณแม่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงแล้ว ก็มาดูวิธีการแก้อาการทารกท้องอืดเบื้องต้นกันเลยดีกว่า

  1. การจัดท่าให้นมที่ถูกต้อง
    เพื่อไม่ให้ลมหรืออากาศเข้าท้องลูก โดยขณะให้นมลูกควรยกศีรษะลูกให้อยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย
  2. จับลูกไล่ลมทุกครั้งที่ลูกอิ่มนมแล้ว
    คุณแม่ต้องไม่ลืมที่จะจับลูกไล่ลมเพื่อให้เรอออกมา ลูกจะได้สบายตัวสบายท้อง

jumboslot

  1. รักษาความสะอาดอุปกรณ์ให้นม
    ต้องพิถีพิถันในการล้างการจัดเก็บเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคที่อาจส่งผลให้เกิดอาการทารกท้องอืดท้องเฟ้อได้
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะ
    ทารกที่กินนมแม่ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะมาก เช่น ถั่วต่าง ๆ ผักบางชนิดเช่น กะหล่ำปลี เป็นต้น

หากคุณแม่พยายามทำทุกวิธีแล้ว ลูกยังมีอาการไม่สบายท้องอยู่ คุณแม่ควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อดูอาการและหาวิธีรักษาที่เหมาะสม เช่น หากลูกกินนมผงก็ลองปรึกษาคุณหมอเพื่อเปลี่ยนนมเป็นนมสูตรย่อยง่าย ที่มีโปรตีนที่ผ่านการย่อยบางส่วน และมีน้ำตาลแลคโตสต่ำกว่านมสูตรปกติ ซึ่งจะเหมาะสมกับระบบการย่อยที่ยังบอบบางของลูก นมสูตรนี้จะช่วยให้ลูกกลับมาสบายตัว ไม่มีปัญหาท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องมารบกวนให้คุณแม่ต้องกังวลใจ

มาสมัครเป็นสมาชิก Enfa Smart Club กับชมวันนี้ ลุ้นรับสร้อยคอทองคำ หนัก 1 บาท จำนวน 2 รางวัล
การใช้สมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการเด็กท้องอืด

ในสมัยรุ่นปู่ย่าตายาย เมื่อเด็กท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องจนร้องกวนโยเย พ่อแม่ก็จะพยายามหาวิธีแก้ไขอาการตามภูมิปัญญาสมัยนั้น การสรรหาสมุนไพรต่างๆ มาช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ของลูกให้ดีขึ้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง และปัจจุบันการใช้สมุนไพรเพื่อแก้ไขอาการเด็กท้องอืด ท้องเฟ้อ ก็ยังทำกันอยู่ในครอบครัวไทย แต่อาการนี้ของเด็กจะบรรเทาลงได้หรือไม่ หรือเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เรามาหาคำตอบกันค่ะ

ความเชื่อไทยกับวิธีช่วยบรรเทาอาการเด็กท้องอืด ไม่สบายท้อง
ทามหาหิงคุ์
วิธีช่วยบรรเทาอาการเด็กท้องอืด ไม่สบายท้องตามความเชื่อไทย ที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือมหาหิงคุ์ ที่ปัจจุบันมีการผลิตที่ก้าวหน้าด้วยการสกัดมหาหิงคุ์ในรูปทิงเจอร์มหาหิงคุ์ เป็นของที่ต้องมีของคุณแม่ลูกอ่อนทั้งหลาย เพื่อไว้ใช้ทาท้อง ฝ่ามือ และฝ่าเท้า เพื่อบรรเทาอาการเด็กท้องอืด อึดอัดท้อง

ใช้หัวไพล ใบกะเพรา
ซึ่งเป็นหนึ่งในสมุนไพรแก้ท้องอืดในทารก โดยคุณแม่บางคนก็นำหัวไพลสดมาตำ แล้วนำน้ำมันที่ได้มาทาบริเวณท้องของลูก เพื่อบรรเทาอาการเด็กท้องอืด อึดอัดท้องเช่นกัน หรือการนำใบกะเพราที่มีติดครัวแทบทุกบ้านมาต้มให้ลูกกินน้ำ เพื่อขับลมในกระเพาะให้เด็กสบายท้อง

ใบพลูอังไฟ
อีกหนึ่งสมุนไพรแก้ท้องอืดในทารก ที่บางคนก็นำใบพลู 4-5 ใบ มาอังไฟหรือลนกับเทียน เพื่อให้ใบพลูอ่อนและพออุ่นๆ แล้วนำไปวางบนท้องเด็กซ้อนกันหลายชั้น พอใบพลูเย็นก็ให้เปลี่ยนใบใหม่ เชื่อว่าใบพลูมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยบรรเทาอาการเด็กท้องอืด ท้องเฟ้อได้เช่นกัน

การใช้สมุนไพรแก้ท้องอืดในทารก ความเชื่อไทยในการบรรเทาอาการทารกท้องอืด

slot

ข้อควรระวังเมื่อใช้สมุนไพรกับเด็ก
การใช้สมุนไพรแก้ท้องอืดในทารกต้องคำนึงถึงข้อควรระวังเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องปริมาณการใช้ให้เหมาะกับวัยของลูก การเลือกส่วนต่างๆ ของสมุนไพรมาใช้ให้ถูกว่า แต่ละชนิดจะต้องใช้ราก ใบ ดอก หรือผล เพื่อการออกฤทธิ์ที่ได้ผล รวมถึงวิธีการใช้ก็ต้องศึกษาให้ดีด้วย บางชนิดต้องนำมาต้ม บางชนิดต้องใช้สดถึงจะช่วยลดอาการของลูกได้ เพราะหากใช้ไม่ถูกวิธีผลที่คิดว่าจะเกิดอาจกลายเป็นผลเสีย คุณแม่จึงต้องระมัดระวังกันด้วยค่ะ

เด็กท้องอืด ใช้สมุนไพรช่วยตามความเชื่อไทยได้ผลมั้ย
เมื่อเด็กท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้อง การใช้สมุนไพรในเด็กดังกล่าว ช่วยบรรเทาอาการเด็กท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องของลูกได้ แต่ใช้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น และเป็นการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น
ดังนั้นคุณแม่จึงควรปรึกษาแพทย์ในกรณีที่ไม่สามารถบรรเทาเบื้องต้น เพื่อจะได้แก้ปัญหาจากต้นเหตุ เมื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดแล้ว อาการเด็กท้องอืด ท้องเฟ้อก็บรรเทาลง เด็กก็จะสบายตัว พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ดี คุณแม่ก็เตรียมชื่นใจไปกับพัฒนาการในแต่ละชั่วโมงของลูกได้เลยค่ะ

สาเหตุที่เด็กท้องอืด ท้องเฟ้อ
เพราะเด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก ระบบทางเดินอาหารของเขายังบอบบาง เอนไซม์ย่อยโปรตีนและแลคโตสยังทำงานไม่สมบูรณ์ โปรตีนและแลคโตสจึงผ่านจากลำไส้เล็กไปสู่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีแบคทีเรียอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และแบคทีเรียเหล่านี้นี่เองที่เป็นตัวย่อยน้ำตาลแลคโตสและโปรตีนที่ตกค้างในลำไส้ จึงทำให้เกิดแก๊สในทางเดินอาหารของลูก จนเป็นสาเหตุของอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้อง จนลูกร้องไห้กวนโยเยอย่างที่คุณแม่ประสบอยู่

การดูแลแก้ไขเมื่อเด็กท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้อง
เมื่อคุณแม่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงแล้ว ก็ควรหันมาดูแลใส่ใจที่ต้นเหตุกันดีกว่า เริ่มตั้งแต่…

การจัดท่าให้นมที่ถูกต้อง
เพื่อไม่ให้ลมหรืออากาศเข้าท้องลูก โดยขณะให้นมลูกควรยกศีรษะลูกให้อยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย

จับลูกไล่ลม
ทุกครั้งที่ลูกอิ่มนมแล้ว คุณแม่ต้องไม่ลืมที่จะจับลูกไล่ลมเพื่อให้เรอออกมา ลูกจะได้สบายตัวสบายท้อง

วิธีการดูแลและบรรเทาอาการทารกท้องอืด เด็กท้องอืด ไม่สบายท้อง
รักษาความสะอาดอุปกรณ์ให้นม
หรือขวดนมต่างๆ ก็ต้องพิถีพิถันในการล้างการจัดเก็บเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคที่อาจส่งผลให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้

หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะ
ทารกที่กินนมแม่ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะมาก เช่น ถั่วต่าง ๆ ผักบางชนิดเช่น กะหล่ำปลี เป็นต้น

ลองเปลี่ยนนม
หากคุณแม่พยายามทำทุกวิธีแล้ว ลูกยังมีอาการไม่สบายท้องอยู่ คุณแม่ควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อดูอาการและหาวิธีรักษาที่เหมาะสม เช่น หากลูกกินนมผงก็ลองปรึกษาคุณหมอเพื่อเปลี่ยนนมเป็นนมสูตรย่อยง่าย ที่มีโปรตีนที่ผ่านการย่อยบางส่วน และมีน้ำตาลแลคโตสต่ำกว่านมสูตรปกติ ซึ่งจะเหมาะสมกับระบบการย่อยที่ยังบอบบางของลูก นมสูตรนี้จะช่วยให้ลูกกลับมาสบายตัว ไม่มีปัญหาท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องมารบกวนให้คุณแม่ต้องกังวลใจ

เมื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด อาการเด็กท้องอืด ท้องเฟ้อก็บรรเทาลง เด็กก็จะสบายตัว พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ดี คุณแม่ก็เตรียมชื่นใจไปกับพัฒนาการในแต่ละชั่วโมงของลูกได้เลยค่ะ

สาเหตุของการผายลม

ตดหรือผายลม แม้จะเป็นกระบวนการทางชีวภาพของร่างกายที่เกิดขึ้นกับทุกคนเป็นปกติ โดยเฉลี่ยประมาณ 5-15 ครั้งต่อวัน แต่บางครั้งการผายลมบ่อยหรือผายลมเหม็นอาจทำให้รู้สึกอับอายหรือเป็นกังวลเมื่ออยู่กับผู้อื่น อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้อาจแก้ไขได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสะสมแก๊สในระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะการรับประทานอาหารบางชนิดหรือพฤติกรรมบางประการ

เครดิตฟรี

สาเหตุของการตดหรือผายลม

การตดหรือผายลมเกิดจากแก๊สที่สะสมในระบบย่อยอาหารเนื่องจากกระบวนการย่อยสลายอาหารไปเป็นพลังงานของร่างกาย การรับประทานอาหารบางชนิดที่ทำให้เกิดแก๊สมาก หรือการกลืนอากาศซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเคี้ยวอาหาร หายใจ สูบบุหรี่ หรืออื่น ๆ แม้แก๊สส่วนใหญ่จะถูกขับออกมาด้วยการเรอ แต่ก็มีบางส่วนที่ลงไปสู่ระบบย่อยอาหาร ผ่านลำไส้ ทำให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย และขับออกมาในรูปแบบของการผายลมในที่สุด

การมีแก๊สสะสมมากจนทำให้ตดหรือผายลมออกมาอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยที่เป็นไปได้ ดังนี้

อาหารที่รับประทาน อาหารบางชนิดจะทำให้เกิดแก๊สระหว่างที่ถูกย่อยสลายมากกว่าชนิดอื่น ๆ เนื่องจากกระบวนการหรือความยากในการย่อย เป็นสาเหตุให้มีแก๊สในกระเพาะมาก รู้สึกปวดท้อง ท้องอืด และผายลมตามมา โดยเฉพาะอาหารที่ประกอบด้วยน้ำตาลธรรมชาติ มีเส้นใยอาหารสูง หรืออาหารประเภทแป้ง ได้แก่

ผักและผลไม้ที่มีน้ำตาลบางชนิดและอาจทำให้เกิดแก๊สในท้องขณะย่อย เช่น น้ำตาลฟรุกโตสที่พบได้ในหัวหอม น้ำตาลแรฟฟิโนสในหน่อไม้ฝรั่ง บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี น้ำตาลซอร์บิทัลจากลูกพรุน ลูกท้อ แอปเปิล รวมถึงผักผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำ เช่น ถั่วลันเตา แต่หากเป็นเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำก็มักจะถูกย่อยและขับผ่านไปได้โดยง่าย ไม่ทำให้เกิดแก๊สหรือรู้สึกไม่สบายท้อง
หมากฝรั่งและลูกอมบางชนิดที่มีส่วนประกอบเป็นสารให้ความหวานอย่างซอร์บิทอล (Sorbitol)
อาหารจำพวกแป้งซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตสูง โดยเฉพาะอาหารที่ทำจากธัญพืช ขนมปัง ข้าวโพด มันฝรั่ง แต่อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ดูเหมือนจะไม่ทำให้เกิดแก๊สก็คือข้าว
นมและผลิตภัณฑ์จากนม คนที่มีเอนไซม์แลคเตสไม่เพียงพออาจย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมได้ยาก รวมไปถึงอาหารที่ทำจากนมอย่างไอศกรีม ชีส หรืออาหารใดก็ตามที่มีแลคโตส ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดแก๊สก็ยังอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย

สล็อต

ข้าวโอ๊ต อีกหนึ่งอาหารที่สามารถทำให้เกิดแก๊สในท้อง เพราะมีเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำสูง การรับประทานข้าวโอ๊ตจึงควรเริ่มจากปริมาณน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้นเพื่อให้ร่างกายปรับตัว หรือรับประทานสลับกับอาหารจากรำข้าวสาลีซึ่งมีเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำสูง
ถั่วต่าง ๆ เช่น ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง หรือถั่วเขียว ซึ่งก็มีน้ำตาลแรฟฟิโนสเช่นกัน อีกทั้งยังประกอบด้วยเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำ
เครื่องดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวาน เครื่องดื่มเหล่านี้ส่งผลให้มีแก๊สในท้องจนรู้สึกไม่สบายท้องได้ เนื่องจากในโซดามีการอัดอากาศหรือแก๊สเข้าไป รวมถึงฟรุกโตสซึ่งเป็นน้ำตาลที่ให้ความหวานและอาจย่อยได้ยาก
การกลืนอากาศมากเกินไป อากาศจำนวนมากสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารผ่านการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร ซึ่งแก๊สกว่า 50 เปอร์เซ็นต์มาจากอากาศที่กลืนเข้าไปนี้เอง ส่งผลให้มีอาการเรอหรือสะอึกตามมาได้ นอกจากนี้ อากาศบางส่วนก็ยังผ่านเข้าไปสู่ระบบย่อยอาหารและถูกปล่อยออกมาทางทวารหนักในรูปของการผายลม โดยปัจจัยที่ทำให้มีการกลืนอากาศมากเกินไปมักพบว่าเกิดจากพฤติกรรมต่อไปนี้

เคี้ยวหมากฝรั่ง
อมลูกอมหรืออมอาหารบางชนิด
รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำอย่างรวดเร็วจนเกินไป
ดื่มเครื่องดื่มน้ำอัดลม
ดื่มน้ำจากหลอด
กลืนน้ำลายบ่อยเกินไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อรู้สึกวิตกกังวล
สวมใส่ฟันปลอมที่หลวมเกินไป
สูบบุหรี่
ผลจากยารักษาโรคหรือปัญหาสุขภาพ

สล็อตออนไลน์

ยารักษาโรคหรืออาหารเสริมบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงให้มีอาการท้องอืดหรือเกิดแก๊สในระบบย่อยอาหารมาก เช่น ยารักษาโรคเบาหวานอย่างอะคาร์โบส (Acarbose) รวมถึงอาหารเสริมใยอาหารบางชนิด
การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มักมีอาการท้องอืดก่อนหน้าช่วงมีประจำเดือน โดยเป็นผลจากการที่ร่างกายกักเก็บของเหลวไว้
โรคบางชนิดสามารถส่งผลให้มีแก๊สมากและผายลมบ่อย เช่น ภาวะการย่อยแลคโตสผิดปกติ (Lactose Intolerance) เกิดจากการที่ร่างกายไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ซึ่งหากลองงดการดื่มนมแล้วพบว่าตนเองมีแก๊สหรือผายลมน้อยลง อาการดังกล่าวก็อาจสาเหตุจากปัญหานี้ รวมถึงโรคอื่น ๆ ที่อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีแก๊สมากหรือผายลมบ่อย ได้แก่
ลำไส้แปรปรวน
โรคลำไส้อุดตัน
อาหารไม่ย่อย
กรดไหลย้อน
แผลในกระเพาะอาหาร
โรคโครห์น
โรคแพ้กลูเตน
ตดเหม็น ตดบ่อย เป็นอันตรายหรือไม่

การตดหรือผายลมเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วันละ 6-20 กว่าครั้ง และมักเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารเป็นปกติ โดยไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายใด ๆ แม้จะมีการกลั้นผายลมก็ตาม ซึ่งบางครั้งแก๊สก็อาจถูกขับผ่านออกมาโดยไม่รู้ตัวในปริมาณเพียงเล็กน้อยและไม่ส่งกลิ่น แต่การรับประทานอาหารบางชนิด เช่น อาหารที่มีสารซัลเฟอร์หรือมีแบคทีเรียที่สร้างแก๊สมีเทนหรือไฮโดรเจนซัลไฟด์ ก็อาจส่งผลให้ลมที่ผายออกมามีกลิ่นเหม็นได้

ทั้งนี้ ความถี่หรือลักษณะการผายลมที่ผิดปกติไม่มีข้อบ่งบอกอย่างแน่ชัด การสังเกตอาการด้วยตนเองจึงเป็นสิ่งที่พอจะทำได้ในเบื้องต้น โดยควรไปพบแพทย์เมื่อการผายลมเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ผายลมมีกลิ่นเหม็นบ่อยครั้ง หรือในกรณีที่มีอาการใด ๆ ต่อไปนี้ปรากฏร่วมด้วย เพราะอาจแสดงถึงปัญหาสุขภาพร้ายแรง

jumboslot

ปวดท้องและท้องอืดต่อเนื่องเป็นเวลานาน
มีอาการท้องเสียหรือท้องผูกเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
กลั้นอุจจาระไม่อยู่
มีเลือดปนในอุจจาระ
มีอาการบ่งบอกถึงการติดเชื้อ เช่น ไข้สูง หนาวสั่น อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดข้อต่อ เป็นต้น
วิธีป้องกันการตดเหม็นหรือตดบ่อย

การตดหรือผายลมที่มีกลิ่นเหม็นนั้นหลีกเลี่ยงได้โดยพยายามลดการรับประทานอาหารที่มีสารซัลเฟอร์ ซึ่งก่อให้เกิดแก๊สที่มีกลิ่น เช่น หัวหอม กระเทียม หน่อไม่ฝรั่ง ไข่ นม แป้งข้าวโพด ผักกาดหอม มะเขือเทศ ถั่วเหลือง และปลาบางชนิดอย่างแซลมอน ส่วนวิธีป้องกันการผายลมบ่อยอาจทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่มักทำให้เกิดการสะสมแก๊สเป็นจำนวนมาก ดังนี้

ลดอาหารที่มีเส้นใยอาหาร น้ำตาลธรรมชาติ และแป้งที่ย่อยยาก ซึ่งจะทำให้เกิดแก๊สในระบบย่อยอาหารขึ้นมาก ได้แก่
ผักบางชนิด เช่น หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่ แตงกวา พริกหยวก หัวหอม ถั่วลันเตา มันดิบ หัวผักกาดแดง
ผลไม้บางชนิด เช่น แอปริคอท แอปเปิลแดง แอปเปิลเขียว กล้วย แตงโม ลูกพรุน ลูกท้อ ลูกแพร์
ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี ข้าวโอ๊ต
ถั่วบางชนิด เช่น ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง
นมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส ไอศกรีม โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะย่อยแลคโตสผิดปกติ
เครื่องดื่มน้ำอัดลมต่าง ๆ รวมถึงน้ำผลไม้ เบียร์ ไวน์
อาหารชนิดอื่นนอกจากนมที่อาจประกอบด้วยแลคโตส เช่น ขนมปัง น้ำสลัด และธัญพืช
อาหารจากไข่
อาหารทอดหรืออาหารที่มีไขมันสูง สามารถก่อให้เกิดอาการท้องอืดได้
น้ำตาลและสารที่ใช้แทนน้ำตาล เช่น ซอร์บิทอล
รับประทานอาหารและดื่มน้ำช้า ๆ เพราะการรับประทานอาหารอย่างเร่งรีบจนเกินไปอาจทำให้มีการกลืนอากาศลงไปมากและเกิดแก๊สตามมาในที่สุด นอกจากนี้ ผู้ที่สวมใส่ฟันปลอมควรตรวจดูให้ดีก่อนว่ามีความพอดีกับช่องปาก เพราะหากฟันปลอมหลวมจะทำให้เกิดการกลืนอากาศเข้าไประหว่างเคี้ยวอาหารได้
อย่าดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร เนื่องจากจะทำให้สูญเสียกรดที่ใช้ในการย่อยอาหาร ทำให้อาหารถูกย่อยสลายได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทางที่ดีควรดื่มน้ำในช่วง 30 นาทีก่อนรับประทานอาหาร จะช่วยให้กระเพาะสามารถย่อยได้ดีขึ้น
เลี่ยงพฤติกรรมใด ๆ ที่อาจทำให้ต้องกลืนอากาศเข้าไป เช่น การเคี้ยวหมากฝรั่ง สูบบุหรี่ หรือดื่มน้ำจากหลอด
ไม่รับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มใด ๆ ที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอย่างซอร์บิทอลหรือน้ำตาลแอลกอฮอล์ โดยซอร์บิทอลนั้นมักนำมาใช้เป็นส่วนผสมในหมากฝรั่ง
อย่างไรก็ตาม อาหารหรือพฤติกรรมแต่ละอย่างอาจส่งผลแตกต่างกันในแต่ละคน บางคนจะเกิดแก๊สมากหากรับประทานผลไม้กับโปรตีน แต่บางคนอาจมีแก๊สมากจากการรับประทานอาหารประเภทแป้งกับโปรตีนร่วมกัน ทางที่ดีควรสังเกตปัจจัยต่าง ๆ ที่น่าจะเป็นสาเหตุให้มีแก๊สสะสมในระบบย่อยอาหารมาก โดยลองจดบันทึกว่ารู้สึกอึดอัดท้อง เรอ หรือผายลมหลังจากการรับประทานอาหาร ยารักษาโรค หรือการทำกิจกรรมใด ๆ เพื่อเลี่ยงพฤติกรรมและอาหารที่น่าจะเป็นตัวการกระตุ้นการผายลมโดยเฉพาะ

slot

วิธีรักษาเพื่อลดแก๊สในระบบย่อยอาหาร

การมีแก๊สในระบบย่อยอาหารมากเกินไปนั้น ยังไม่มียาสำหรับรักษาให้หายอย่างเด็ดขาด มีเพียงยาบางชนิดที่อาจช่วยลดอาการอาหารไม่ย่อย ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไป เช่น

แอลฟา-กลูโคซิเดส ตัวยาประกอบด้วยเอนไซม์ที่จะช่วยย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนในอาหารจำพวกถั่ว ธัญพืช และผักหลาย ๆ ชนิดให้กลายเป็นน้ำตาลที่ย่อยง่ายขึ้น โดยรับประทาน 2-3 เม็ดก่อนมื้ออาหาร ทว่าอาหารเสริมชนิดนี้จะไม่เห็นผลในกรณีที่แก๊สเกิดจากเส้นใยอาหารหรือแลคโตส
เอนไซม์แลคเตส สามารถช่วยย่อยแลคโตสในนม สำหรับผู้ที่มีภาวะย่อยแลคโตสในนมผิดปกติ
ยาไซเมทิโคน เป็นยาที่ช่วยลดฟองแก๊สในระบบย่อยอาหาร
ถ่านกัมมันต์หรือชาร์โคล อาจมีคุณสมบัติช่วยลดการเกิดแก๊สหรืออาการท้องอืด โดยจะไปจับกับของเหลวในลำไส้และลดแก๊ส ลดอาการท้องอืด ทั้งยังทำให้อุจจาระจับตัวเป็นเนื้อยิ่งขึ้น

โดยปกติแล้วผู้ที่มีร่างกายอุดมสมบูรณ์และแข็งแรงดีจะตดประมาณ 14 – 23 ครั้งต่อวัน เมื่อใช้เกณฑ์นี้เป็นตัววัดแล้ว การตดที่มากกว่า 23 ครั้ง ภายใน 1 วัน ถือว่าผิดปกติ โดยความผิดปกตินี้อาจเกิดจากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดแก๊สในร่างกายมากเกินไป เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว ชีส กะหล่ำปลี หัวหอม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม หรืออาจเกิดจากภาวะความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งภายในร่างกาย

การตด หรือการผายลมบ่อยมากเกินไปนั้นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงสุขภาพภายในได้เป็นอย่างดี ซึ่งภาวะหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการตด ได้แก่ โรคมะเร็งลำไส้ โรคลำไส้แปรปรวน ระบบดูดซึมอาหารทำงานผิดปกติ การแพ้อาหารที่มีส่วนประกอบของแลคโตส (lactose) เช่น นมวัวและโยเกิร์ต ภาวะที่เกี่ยวของกับกระเพาะอาหาร เช่น การที่อาหารเป็นพิษ ฯลฯ

ดังนั้น เราจึงควรหมั่นนับจำนวนครั้งที่เราตดในแต่ละวัน เพื่อสังเกตการทำงานที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารและลำไส้ หากมีการตดที่บ่อยครั้งเกินไปติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สได้ง่าย แต่หากยังไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง และหาทางแก้ไขอย่างเร็วที่สุด

ดร.ไมเคิล เลวิตต์ (Dr.Michael Levitt) แห่ง Veterans Administration Medical Center ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับการยอมรับจากวงวิชาการทั่วโลกว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญเรื่องตดระดับโลก” และเป็นผู้คิดค้น “กางเกงในดับกลิ่นตด”

ผู้หญิงตดเหม็นกว่าผู้ชาย…ไม่อยากเชื่อเลยใช่ไหม แต่จากการศึกษาของ ดร.เลวิตต์ พบว่า เมื่อท้องอืด ผู้หญิงจะมีไฮโดรเจนซัลไฟด์เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งทำให้กลิ่นตดเหม็นขึ้นด้วย

คนทานเนื้อสัตว์ตดเหม็นกว่าคนทานมังสวิรัติ

คนทานมังสวิรัติตดบ่อยกว่าคนทานเนื้อสัตว์

คนชอบทานอาหารรสจัด ใส่เครื่องเทศมาก หรือชอบดื่มเบียร์ ตดเหม็นไม่เบา

อาการท้องผูก ทำให้ตดมากและตดเหม็น

ตดติดไฟได้ แต่ถ้าใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ก็ไม่มีปัญหา หากเป็นมนุษย์ในยานอวกาศนอกโลกที่ต้องอยู่ในสภาพสุญญากาศ การตดจะเป็นปัญหามากเพราะติดไฟได้ง่าย ต้องหาวิธีดูดแก๊สที่ออกมาไปเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัย

การรักษากรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์

กรดไหลย้อนเป็นอีกอาการหนึ่งที่ผู้หญิงตั้งครรภ์มักต้องเผชิญ โดยมีสาเหตุมาจากความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ซึ่งแม้จะไม่เป็นอันตราย แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ ดังนั้น ว่าที่คุณแม่จึงควรศึกษาวิธีรับมือและบรรเทาอาการกรดไหลย้อน เพื่อช่วยให้รู้สึกสบายตัวและใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

เครดิตฟรี

กรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์เกิดจากอะไร ?

กรดไหลย้อนเป็นอาการแสบร้อนกลางอกที่เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณหลอดอาหารคลายตัวผิดปกติ หากเกิดภาวะนี้ในหญิงตั้งครรภ์มักมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลงและทำให้กล้ามเนื้อหูรูดบริเวณปลายหลอดอาหารที่อยู่ติดกับกระเพาะคลายตัวบ่อยกว่าปกติ ประกอบกับทารกในครรภ์เจริญเติบโตขึ้นจนมดลูกขยายขนาดใหญ่ขึ้นและเบียดกระเพาะอาหารให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น เมื่อรับประทานอาหารมาก ๆ หรือเอนตัวลงนอนหลังรับประทานอาหารเสร็จไม่นาน น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจึงไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ทำให้รู้สึกเจ็บและแสบร้อนบริเวณหน้าอกตามมา

สัญญาณของโรคกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนจะมีอาการเช่นเดียวกับคนทั่วไป โดยอาการที่พบได้ มีดังนี้

แสบร้อนบริเวณคอหรือหน้าอกส่วนบน
เรอบ่อย เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกขมคอหลังจากตื่นนอน
คลื่นไส้ อาเจียน
ระคายเคืองคอ หรือเสียงแหบ
ทั้งนี้ ภาวะกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์แต่อย่างใด เพียงแต่อาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวันของตัวคุณแม่เอง และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบได้ ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปเองหลังจากคลอดบุตรแล้ว

สล็อต

วิธีรับมือภาวะกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์

ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตประจำวันตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

รับประทานอาหารเป็นมื้อย่อย ๆ ควรแบ่งมื้ออาหารให้ถี่ขึ้นและลดปริมาณการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลง รวมทั้งเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน
ไม่นอนหลังจากเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ ควรนั่ง ยืน หรือลุกเดินอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารแล้วค่อยเอนตัวนอน
หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหาร ควรเปลี่ยนมาดื่มน้ำหลังรับประทานอาหารเสร็จและในช่วงระหว่างมื้ออาหารแต่ละมื้อแทน
หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อน เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว อาหารรสจัด อาหารไขมันสูง อาหารที่มีกรดเป็นส่วนประกอบ น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เป็นต้น
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของมินท์ เพราะจะยิ่งส่งผลให้อาการกรดไหลย้อนรุนแรงขึ้นได้
เคี้ยวหมากฝรั่งหลังรับประทานอาหาร มีการศึกษาพบว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาลและไม่ใช่รสมินท์จะช่วยเพิ่มน้ำลาย ซึ่งน้ำลายจะช่วยชะล้างกรดในกระเพาะอาหารซึ่งไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารได้ ทว่ายังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แน่ชัดในด้านนี้
รับประทานโยเกิร์ตหรือดื่มนมเมื่อเกิดอาการ เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนจากกรดไหลย้อนได้
ใช้หมอนหนุนบริเวณลำตัวส่วนบนระหว่างนอนหลับ เพื่อให้หลอดอาหารอยู่สูงกว่ากระเพาะอาหาร ป้องกันกรดไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร และควรนอนตะแคงซ้าย เพราะการนอนตะแคงขวาจะทำให้ตำแหน่งของกระเพาะอยู่เหนือหลอดอาหาร
สวมใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว เพราะการสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไปอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้เช่นกัน
ควบคุมน้ำหนัก การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดกรดไหลย้อนในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้
ใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นยาที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป มีฤทธิ์ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยให้มีกรดเกินไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหารน้อยลง แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ยาด้วย เพื่อความปลอดภัยต่อคุณแม่และทารกในครรภ์

สล็อตออนไลน์

อาการแบบใดที่ควรไปพบแพทย์ ?

แม้โดยปกติกรดไหลย้อนจะไม่เป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ แต่หากอาการของโรคเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก มีอาการกลืนลำบาก ไอ น้ำหนักลด หรืออุจจาระเป็นเลือด เป็นต้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา เพราะหากปล่อยไว้อาจส่งผลให้หลอดอาหารเกิดความเสียหายรุนแรงได้กรดไหลย้อนระหว่างตั้งครรภ์…โรคนี้ต้องระวัง
หนึ่งในโรคยอดฮิตของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ที่เป็นได้ง่ายและบ่อยมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและระบบภายในของร่างกาย รวมทั้งช่องท้องของคุณแม่จะเติบโตขึ้นผันแปรกับการเจริญเติบโตของทารกน้อยในครรภ์ ทำให้ดันไปที่กระเพาะอาหาร ซึ่งทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนหรือหลังรับประทานอาหาร คุณแม่จะรู้สึกแสบร้อนที่หน้าอก และมักเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วง 6-12 สัปดาห์ รวมทั้งระหว่างตั้งครรภ์ 3-6 เดือนและช่วงใกล้คลอด

รับมืออย่างไร…เมื่อคุณแม่เป็นกรดไหลย้อน
หากคุณแม่รู้ว่าสามารถเป็นโรคกรดไหลย้อนได้ง่ายระหว่างตั้งครรภ์ ก็ควรเตรียมตัวรับมือให้พร้อม เพื่อลดโอกาสการเกิดกรดไหลย้อนนี้ให้น้อยที่สุด โดยแบ่งการดูแลออกเป็นช่วงๆ เริ่มตั้งแต่ ในช่วง 1-3 เดือนแรก และเดือนที่ 7-9 ของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ต้องการโปรตีนในการบำรุงร่างกาย ทั้งเพื่อตัวคุณแม่เองและเด็กน้อยในครรภ์ ควรเลือกโปรตีนที่ย่อยง่ายและไขมันต่ำ เช่น เนื้อไก่และเนื้อปลา และไม่ควรทานอาหารมื้อละมากๆ แต่ให้เปลี่ยนเป็นมื้อละน้อยๆ แต่บ่อยแทนจะดีกว่า ซึ่งวิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดกรดไหลย้อนได้ด้วย

  • ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนนอน

เพราะจะยิ่งเพิ่มโอกาสเป็นโรคกรดไหลย้อนได้ง่ายมากขึ้น เพราะน้ำย่อยในกระเพาะยังทำงานอยู่ และน้ำย่อยมีฤทธิ์เป็นกรดจะเข้าไปกัดเนื้อเยื่อของหลอดอาหารจนทำให้แสบร้อนและปวดแน่นที่หน้าอกได้ ทางที่ดีคือควรทานอาหารมื้อสุดท้ายก่อนเข้านอนไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง และเป็นที่ว่ามาทำไมจึงไม่ควรนอนหลังทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ด้วย

jumboslot

  • สามารถใช้ยารักษาได้

แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจจากแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่ยาที่ได้รับสำหรับแก้โรคกรดไหลย้อนจะเป็นยาน้ำป้องกันกรดไหลย้อน ซึ่งจะตรงเข้าไปช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ลดโอกาสการเกิดกรดไหลย้อน ซึ่งการรับประทานยานี้ปลอดภัยทั้งกับคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ เพราะไม่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่มีผลกระทบกับการเจริญเติบโตของลูกน้อย

  • หลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท

เช่น อาหารหมักดอง อาหารรสเผ็ดหรือเปรี้ยวจัด รวมทั้งคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ด้วย เพราะเป็นอาหารที่กระตุ้นให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย

  • พยายามไม่เครียด
    เพราะความเครียดก็สามารถทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ เพราะเมื่อไหร่ที่มีความเครียด ร่างกายจะกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะหลั่งออกมามากขึ้นนั่นเองกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์เกิดจากอะไร
    คนท้องเป็นกรดไหลย้อน เพราะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหลอดอาหารคลายตัวผิดปกติ ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง กล้ามเนื้อหูรูดบริเวณปลายหลอดอาหารที่อยู่ติดกับกระเพาะคลายตัวบ่อยกว่าปกติ

คนท้องเป็นกรดไหลย้อน เพราะทารกโตขึ้นจนมดลูกขยายใหญ่เบียดกระเพาะอาหารให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น เมื่อรับประทานอาหารมาก ๆ หรือเอนตัวลงนอนหลังรับประทานอาหารเสร็จไม่นาน น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจึงไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ทำให้รู้สึกเจ็บและแสบร้อนบริเวณหน้าอกตามมา

slot

ทานอาหารเป็นมื้อย่อย ๆ ควรแบ่งมื้ออาหารให้ถี่ขึ้นและลดปริมาณการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลง รวมทั้งเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน

ไม่นอนหลังจากเพิ่งทานอาหารเสร็จ ควรนั่ง ยืน หรือลุกเดินอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารแล้วค่อยเอนตัวนอน

หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร ควรเปลี่ยนมาดื่มน้ำหลังรับประทานอาหารเสร็จและในช่วงระหว่างมื้ออาหารแต่ละมื้อแทน

หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อน เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว อาหารรสจัด อาหารไขมันสูง อาหารที่มีกรดเป็นส่วนประกอบ น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เป็นต้น

รับประทานโยเกิร์ต หรือดื่มนมเมื่อเกิดอาการ เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนจากกรดไหลย้อนได้

ใช้หมอนหนุน บริเวณลำตัวส่วนบน ระหว่างนอนหลับ เพื่อให้หลอดอาหารอยู่สูงกว่ากระเพาะอาหาร ป้องกันกรดไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร และควรนอนตะแคงซ้าย เพราะการนอนตะแคงขวาจะทำให้ตำแหน่งของกระเพาะอยู่เหนือหลอดอาหาร

สวมใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว เพราะการสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไปอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้เช่นกัน

ควบคุมน้ำหนัก การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดกรดไหลย้อนในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้

ใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นยาที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป มีฤทธิ์ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยให้มีกรดเกินไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหารน้อยลง แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ยาด้วย เพื่อความปลอดภัยต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ

ไม่เครียดเพราะความเครียดก็สามารถทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ เพราะเมื่อไหร่ที่มีความเครียด ร่างกายจะกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะหลั่งออกมามากขึ้น

อาการเรอบ่งบอกสาเหตุอะไรบ้าง

เรอ (Belching) เป็นปฏิกิริยาของร่างกายในการขับลมออกจากกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารออกทางปาก ทำให้เกิดเสียงที่เกิดจากสั่นของหูรูดหลอดอาหารและมีกลิ่นของอาหารที่ได้บริโภคและยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร โดยมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไปและทำให้กระเพาะอาหารพองตัว ซึ่งการเรอเป็นการขับลมออกเพื่อลดการพองตัวของกระเพาะอาหาร

เครดิตฟรี

สาเหตุของการเรอบ่อย

สาเหตุที่ทำให้เรอหรือเรอบ่อย เกิดจากการมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ ซึ่งการที่มีลมมากกว่าปกติมาจากสาเหตุหลายประการ ที่พบบ่อย ได้แก่ รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำอัดลม อย่างไรก็ตาม การเรอไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีลมมากเกินไปเท่านั้น แต่อาจมาจากอาการไม่สบายท้องที่เกิดจากสาเหตุอื่น อาจเป็นเพราะปัจจัยดังต่อไปนี้

การกลืนลม (Aerophagia) เป็นการกลืนอากาศเข้าไปทั้งที่เจตนาและไม่ได้เจตนา โดยการกลืนลมในปริมาณมากสามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมต่อไปนี้ เช่น
รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มเร็วเกินไป
รับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
เคี้ยวหมากฝรั่ง
ดื่มน้ำจากหลอดดูด
สูบบุหรี่
ใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดี
เกิดความวิตกกังวล
หายใจลึก ยาว หรือเร็วกว่าปกติ
ดูดนม เช่น เด็กอ่อนที่กินนมแม่
การรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มบางชนิดทำให้เรอบ่อยขึ้น เช่น
น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
อาหารที่มีแป้ง น้ำตาล หรือไฟเบอร์สูง
อาหารที่ทำมาจากโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด
ถั่ว
บรอกโคลี
หัวหอม
กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก
กล้วย
ลูกเกด
ขนมปังโฮลวีท
การมีกรดในกระเพาะอาหารมาก เช่น
ดื่มกาแฟ (สารคาเฟอีน)
ปัญหาด้านอารมณ์ จิตใจ และความเครียด

สล็อต

มีอาหารตกค้างในกระเพาะอาหารมาก จากน้ำย่อยอาหารไม่เพียงพอ เช่น กินอาหารมากเกินไป
การใช้ยาบางชนิด เช่น
ยาอะคาร์โบส (Acarbose) เป็นยารักษาเบาหวาน ชนิดที่ 2
ยาระบาย เช่น ยาแลคตูโลส (Lactulose) และยาซอร์บิทอล (Sorbitol)
ยาบรรเทาอาการปวด เช่น ยานาพรอกเซน ยาไอบูโพรเฟน และยาแอสไพริน โดยการใช้ยาแก้ปวดในปริมาณมากอาจทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เรอบ่อย
โรคประจำตัว ที่อาจทำให้มีอาการเรอบ่อย ได้แก่
โรคกรดไหลย้อน
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ
โรคกระเพาะอาหารหรือโรคแผลในกระเพาะอาหาร
ภาวะแพ้น้ำตาลแล็กโทสซึ่งอยู่ในอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบ
ภาวะการดูดซึมฟรุกโตสหรือซอร์บิทอล (Sorbitol) ที่ผิดปกติ คือไม่สามารถย่อยน้ำตาลฟรุกโตสหรือซอร์บิทอลได้
โรคติดเชื้อเอชไพโลไร (H.pylori) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร
สาเหตุอื่น ๆ ที่พบได้น้อย เช่น
โรคเซลิแอค (Celiac Disease) หรืออาการแพ้กลูเตนในอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ เช่น ขนมปัง
โรคตับอ่อนทำงานบกพร่อง ทำให้ขาดน้ำย่อยที่ใช้ในการย่อยอาหาร
Dumping Syndrome เป็นภาวะที่กระเพาะอาหารย่อยอาหารและส่งไปยังลำไส้เร็วเกินไปก่อนที่อาหารจะถูกย่อย
เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์ ?

โดยปกติอาการเรอมักจะไม่ทำให้เกิดภาวะที่น่ากังวลและสามารถหายไปได้เองโดยที่ไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเรอบ่อยและเรอมากกว่าปกติ หรือมีนิสัยในการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงหากพบว่ามีอาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์ทันที

สล็อตออนไลน์

ปวดท้องรุนแรงหรือปวดไม่หาย
ท้องเสีย
อุจจาระเปลี่ยนสี หรืออุจจาระบ่อย
อุจจาระปนเลือด
น้ำหนักตัวลด
เจ็บหน้าอก
แพทย์จะตรวจวินิจัยโดยการสอบถามประวัติและอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วย รวมไปถึงตรวจร่างกายและอาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ช่องท้อง ตรวจเอมอาร์ไอ (MRI) ซีทีสแกน (CT-scan) อัลตราซาวด์ หรือตรวจความผิดปกติในการย่อยอาหาร

อาการเรอหรือเรอบ่อย สามารถบรรเทาได้อย่างไร?

เรอที่เกิดขึ้นตามปกติทั่วไปไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่หากพบว่าเรอบ่อยหรือมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของระบบย่อยอาหารที่ผิดปกติ ในกรณีนี้จึงควรไปพบแพทย์ โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ

อย่างไรก็ตาม การเรอที่เกิดขึ้นทั่วไปจากลมที่มีมากในกระเพาะอาหารและลำไส้ สามารถบรรเทาได้ ดังนี้

ปรับพฤติกรรมการรับประทานและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่าง

รับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มให้ช้าลง จะช่วยลดการกลืนอากาศให้น้อยลงได้
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
ดื่มน้ำให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก
หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลแลคโตส สารให้ความหวานซอร์บิทอล หรือฟรุกโตส ซึ่งอาจทำให้การย่อยอาหารผิดปกติสำหรับบางคน

jumboslot

หลีกเลี่ยงผักหรือผลไม้บางชนิด เช่น ถั่ว กะหล่ำปลี หัวหอม แครอท แอปริคอท ลูกพรุน บรอกโคลี หัวหอม กะหล่ำดอก กล้วย ลูกเกด ขนมปังโฮลวีท รวมไปถึงหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่ทำจากโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งบางคนจะย่อยได้ยากและทำให้เกิดก๊าซมาก
อาจรับประทานโยเกิร์ตแทนดื่มนม เพราะพบว่าบางคนที่รับประทานโยเกิร์ตแทนการดื่มนมจะทำให้เกิดก๊าซน้อยกว่า เนื่องจากแบคทีเรียที่อยู่ในโยเกิร์ตได้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่ทำให้เกิดปัญหาในการย่อยสำหรับบางคนได้บางส่วน
หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม เพราะขณะที่กำลังเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม จะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
ตรวจสอบฟันปลอม เพราะหากฟันปลอมที่ใส่อยูไม่พอดี อาจทำให้ต้องกลืนอากาศเข้าไปมากเวลารับประทานอาหารและดื่มน้ำ
หลีกเลี่ยงความเครียด ความวิตกกังวล
รักษาด้วยการซื้อยาที่จำหน่ายที่ร้านขายยา

รักษาอาการจุกเสียดแน่นท้องหรือแสบร้อนกลางอกด้วยยาลดกรดและยาช่วยขับลมที่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เช่น ยาไซเมทิโคน (Simethicone) หรือถ่านกัมมันต์ (Activated Charcoa)
อาหารเสริมเอนไซม์ เช่น Alpha-D-Galactosidase สามารถช่วยย่อยน้ำตาลในผักและธัญพืชต่าง ๆ ซึ่งย่อยได้ยากหรือทำให้เกิดก๊าซมาก
ผู้ที่มีปัญหาการย่อยอาหารที่ผิดปกติจากภาวะตับอ่อนบกพร่อง สามารถรับประทานเอนไซม์จากตับอ่อนเสริมพร้อมอาหารเพื่อเพิ่มเอนไซม์ที่ขาดหายไปได้
ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาจจำเป็นต้องรักษาโดยแพทย์และใช้ยาตามแพทย์สั่ง รวมไปถึงการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย

อาเจียนแบบกระทันหัน
อาการเรอ ที่ตามมาด้วยการอาเจียนแบบควบคุมไม่ได้ หรืออาจไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า อาจบ่งบอกว่าคุณมีบางอย่างที่กำลังขัดขวางสำไส้ หรือเป็นอุปสรรคภายในทางเดินอาหาร โดยอาการแบบนี้ต้องรีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะ เพราะมีความเป็นไปได้หลายโรค ไม่ว่าจะเป็นลำไส้อักเสบ , ติดเชื้อในลำไส้ หรือเป็นไปได้ว่าอาจมีก้อนเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ก็เป็นได้

slot

ท้องบวม
หากคุณรู้สึกอึดอัดกับปริมาณลมมากมายที่อยู่ในท้อง เป็นไปได้ว่าอาจเกิดอาการท้องอืดซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การระคายเคืองในลำไส้ , ท้องอืดจากการแพ้นมวัว ซึ่งส่วนใหญ่มักจะไม่ใช่อาการรุนแรง แต่หากคุณพบอาการท้องบวมร่วมกับอาเจียนแล้วล่ะก็ ควรรีบไปพบแพทย์เช่นกันค่ะ

ปวดร้าวบริเวณซี่โครง
อาการเรอที่มีอาการร่วมกับการเจ็บร้าวบริเวณซี่โครง หรือหน้าท้องร่วมด้วย เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดจากอาการไส้เลื่อน ซึ่งถือแม้ว่าจะไม่ใช่โรครุนแรง แต่ก็ไม่ใช่อาการที่จะปล่อยทิ้งไว้ได้ เพราะอาจเกิดอันตรายตามมาในภายหลัง เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตค่ะ

แสบร้อนในลำคอ
หากอาการเรอของคุณมักเกิดขึ้นหลังจากการทานอาหาร พร้อมกับอาการแสบร้อนในลำคอและภายในทรวงอก ค่อนข้างชัดเจนว่านี่คืออาการของโรคกรดไหลย้อน ซึ่งหากปล่อยไว้นานๆ โดยไม่รักษา จะยิ่งทำให้หลอดอาหารถูกทำลายด้วยกรดและมีอาการแสบร้อนมากยิ่งขึ้น

น้ำหนักลดอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ลดน้ำหนัก
อาการน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งหากผู้ป่วยมีอาการเรอมากผิดปกติอาจมาจากโรคที่ไม่รุนแรงอย่างการแพ้อาหาร แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดของอาการประเภทนี้ คือ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากโรคมะเร็งลำไส้ด้วย

ระบบขับถ่ายแปรปรวน
อาการเรอเป็นอาการหนึ่งของโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งมักพบว่ามีอาการร่วมกับ การผายลมมากผิดปกติ ท้องเสียบ่อย ขับถ่ายกระปริดกระปรอย โดยนอกจากโรคลำไส้แปรปรวนแล้ว อาการเหล่านี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่แพ้น้ำตาลแลคโตส และอาหารบางประเภทด้วย

วิธีรับมือกับอาการเครียดลงกระเพาะ

ความเครียดและความวิตกกังวลสามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายในส่วนต่าง ๆ ได้ ไม่เว้นแม้แต่ระบบย่อยอาหาร หรือที่เรียกกันว่าภาวะเครียดลงกระเพาะ โดยอาจมีอาการคลื่นไส้ แสบร้อนกลางอก ท้องเสีย ท้องผูก หรืออาจทำให้โรคในระบบย่อยอาหารที่เป็นอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งการรักษาและป้องกันอย่างตรงจุดที่สุด คือ การเรียนรู้ที่จะรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้น
ความเครียดส่งผลต่อระบบย่อยอาหารอย่างไร ?

เครดิตฟรี

อวัยวะในระบบย่อยอาหารเป็นส่วนที่อ่อนไหวและมีเส้นประสาทจำนวนมาก ความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เส้นประสาทเหล่านี้สั่งการให้เลือดไหลเวียนช้าลง ทำให้กล้ามเนื้อในระบบย่อยอาหารทำงานแย่ลง และอาจก่อให้เกิดผลกระทบอื่น ๆ ตามมา ดังนี้

หลั่งกรดที่จำเป็นต่อการย่อยน้อยลง ส่งผลให้มีภาวะอาหารไม่ย่อยหรือท้องอืด
ระบบภูมิคุ้มกันทำงานน้อยลง ทำให้เสี่ยงติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ง่ายยิ่งขึ้น
กล้ามเนื้อหลอดอาหารหดเกร็งและมีกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่อาการอาหารไม่ย่อย
ท้องเสียหรือท้องผูก เนื่องจากลำไส้ใหญ่ตอบสนองต่อความเครียดที่เกิดขึ้น
มีอาการแสบร้อนกลางอกและกรดไหลย้อน เนื่องจากระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร และเกิดการบีบตัวของหลอดอาหารมากยิ่งขึ้น
มีแบคทีเรียชนิดไม่ดีเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าแบคทีเรียชนิดที่ดี ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี
นอกจากนี้ การเกิดความเครียดยังกระตุ้นให้อาการของโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารแย่ลงได้ เช่น โรคลำไส้แปรปรวน แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ เป็นต้น

เครียดลงกระเพาะ รับมืออย่างไร ?

การจัดการกับความเครียดเป็นวิธีบรรเทาอาการจากภาวะเครียดลงกระเพาะที่ได้ผล และสามารถทำได้ด้วยตนเอง เพียงลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง หมั่นทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย และพยายามแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามข้อแนะนำต่อไปนี้

สล็อต

ออกกำลังกายอย่างพอดี การออกกำลังกายกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี
ทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่น เล่นโยคะ ฟังเพลง วาดรูป ไปเที่ยว เป็นต้น
ฝึกสมาธิและการหายใจ ทำได้โดยนั่งในท่าที่รู้สึกสบายและหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ จากนั้นหลับตา เพ่งสมาธิไปที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทีละส่วน เริ่มจากศีรษะและไปหยุดที่กลางลำตัวหรือบริเวณท้อง เพื่อให้รู้สึกถึงกระบวนการต่าง ๆ ตามธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้นในร่างกาย
พูดคุยระบายความเครียด การปรึกษาเพื่อน ครอบครัว หรือคนรอบข้าง เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้รู้สึกสบายใจขึ้นได้ หรืออาจปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อให้ช่วยแนะนำวิธีรับมือกับความเครียดและปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อปัญหา
เลี่ยงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ อาหารบางชนิดส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร อีกทั้งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดความเครียดได้ โดยควรหลีกเลี่ยงอาหารขยะ อาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด รวมทั้งควรกินนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตให้บ่อยขึ้น เนื่องจากมี Probiotics ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในร่างกาย และทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน
จัดตารางงานอย่างเหมาะสม ไม่ทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพักผ่อน และจัดสรรงานที่ต้องทำให้เป็นไปอย่างมีระบบระเบียบ ตั้งเป้าหมายในแต่ละวันเพื่อไม่ให้รู้สึกว่ามีงานคั่งค้าง หากมีงานต้องรับผิดชอบมากเกินไปจนเกิดความตึงเครียด ควรขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้า
หาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา การเผชิญปัญหาบางอย่างนำมาซึ่งความเครียดและความวิตกกังวลได้ การแก้ไขที่ต้นเหตุของความเครียดจึงนับเป็นวิธีรับมืออย่างตรงจุด หรืออาจลองเปลี่ยนมุมมองความคิดต่อปัญหานั้น ๆ ให้เป็นไปในแง่ดีบ้าง
เลี่ยงการรับมือกับความเครียดด้วยวิธีที่ผิด เช่น สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น เพราะไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น แต่กลับยิ่งส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร รวมทั้งควรลดกาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและน้ำตาล ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเครียดและส่งผลต่อกระบวนการย่อยได้
หากอาการเครียดลงกระเพาะไม่ดีขึ้น ควรทำอย่างไร ?

สล็อตออนไลน์

การหมั่นสังเกตตนเองเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หากสงสัยว่าตนมีอาการของภาวะเครียดลงกระเพาะ การพยายามรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่ทำได้ด้วยตนเองในเบื้องต้น แต่หากความเครียดยังคงอยู่หรือส่งผลให้โรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารที่เป็นอยู่แย่ลง ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและป้องกันอาการของโรครุนแรงขึ้น

สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้ด้วยตนเอง แพทย์อาจแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ส่วนผู้ที่มีอาการปวดท้อง จุกหรือเสียดท้องติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือมีอาการกรดไหลย้อนร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป เพราะอาการดังกล่าวอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคแผลในกระเพาะอาหาร

สำหรับอาการของโรคอาจไม่แน่นอนในแต่ละบุคคล แต่ก็สามารถสังเกตได้ดังนี้

ปวดแน่นบริเวณลิ้นปี่และอาจมีอาการท้องอืด มวนท้องร่วมด้วย
คลื่นไส้อาเจียนทุกครั้งหลังจากรับประทานอาหาร เนื่องจากกระเพาะอาหารเป็นแผลและลำไส้บีบตัวจึงทำให้เกิดอาการดังกล่าว
ถ่ายอุจจาระผิดปกติ ซึ่งบางคนอาจถ่ายมากกว่าวันละ 3 ครั้ง และบางคนอาจถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
มักจะรู้สึกว่าถ่ายอุจจาระไม่สุดอยู่เสมอและอาจต้องเบ่งถ่ายมากกว่าปกติ
วิธีรักษา
เมื่อป่วยด้วยโรคเครียดลงกระเพาะ จะต้องทำการรักษาและดูแลตัวเองมากกว่าปกติ เพื่อให้อาการทุเลาลงและหายเร็วขึ้น โดยมีวิธีดังนี้

ระบายความรู้สึกให้ใครสักคนฟัง
เพราะการได้ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจให้กับใครสักคนฟัง จะทำให้รู้สึกสบายใจและช่วยคลายความเครียดได้เป็นอย่างดี โดยให้เลือกคนที่คิดว่าไว้ใจได้และรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่คุยกับเขา เท่านี้ก็จะทำให้อาการทุเลาลงอย่างรวดเร็วแล้ว
ออกกำลังกายบ่อยๆ
การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟินออกมามากขึ้น ซึ่งสารตัวนี้ก็จะช่วยคลายความเครียดและบรรเทาอาการของโรคเครียดลงกระเพาะได้อย่างดีเยี่ยม
ทานยาตามแพทย์สั่ง
ควรทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด จะทำให้อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วย
ปล่อยวางบ้าง

jumboslot

การเก็บทุกเรื่องมาคิด เป็นตัวการหนึ่งที่จะทำให้เกิดความเครียดและเป็นผลให้เกิดโรคดังกล่าว ดังนั้นจึงควรปล่อยวางบ้าง แล้วอาการป่วยจะดีขึ้นแน่นอน

การที่เรารับรู้สาเหตุของความเครียดนั้น ถือว่าเป็นต้นทางในการป้องกันความเครียดที่ดี และยังสามารถช่วยให้เราขจัดความเครียดได้อย่างตรงจุดและถูกวิธี สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำให้ตัวเราห่างไกลจากความเครียดคือการรักษาสมดุลของสภาพร่างกายและจิตใจให้ได้ ทั้งเราความคิด อาหาร การออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยป้องกันความเครียดจากจิตในเราได้ดีที่สุด

เวลาที่เรามีอาการเครียดมาก ๆ ฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดความแปรปรวน ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวกและกระเพาะอาหารจะหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลทำให้ระบบการทำงานย่อยอาหารแย่ลงได้ และอาจก่อให้เกิดผลกระทบอื่น ๆ ตามมา

ท้องอืด หรือภาวะอาหารไม่ย่อย เกิดจากการหลั่งกรดที่จำเป็นต่อการย่อยน้อยลง
แบคทีเรียชนิดไม่ดีเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี
ทำให้เสี่ยงติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ง่าย เพราะระบบภูมิคุ้มกันทำงานน้อยลง
ลำไส้ใหญ่ตอบสนองต่อความเครียดที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดอาการท้องผูกหรือท้องเสีย
ความเครียดยังกระตุ้นให้อาการของโรคระบบทางเดินอาหารแย่ลงได้ เช่น ลำไส้อักเสบ ลำไส้แปรปรวน เป็นต้น
อาการของโรคเครียดลงกระเพาะ

slot

ปวด จุก แน่น แสบบริเวณลิ้นปี่ มักจะเกิดหลังจากรับประทานอาหาร
เรอบ่อย อาหารไม่ย่อย มีอาการท้องเฟ้อ
รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน
ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในท้องมาก
ขับถ่ายออกมาเป็นเลือดหรือมีสีดำ
การจัดการความเครียดสามารถบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้ เพียงลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ออกกำลังกายให้พอดี เพื่อกระตุ้นหลั่งสารเอ็นโดรฟินที่จะช่วยผ่อนคลายความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ หรือจะฟังเพลง เล่นโยคะ ฝึกสมาธิ หรืออาจจะปรึกษาครอบครัว เพื่อน คนรอบข้าง เพื่อพูดคุยระบายความเครียดก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้สบายใจขึ้นได้ สำหรับในบางรายที่ไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้ด้วยตนเอง แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อช่วยแนะนำวิธีรับมือกับความเครียดและเปลี่ยนมุมมองกับปัญหาที่เจอค่ะ

อาหารกับการแน่นของลิ้นปี่

หลายคนอาจคิดว่าจุกแน่นลิ้นปี่เป็นเรื่องธรรมดาและจุกแน่นลิ้นปี่จากหลายสาเหตุก็สามารถรักษาได้อย่างง่ายดาย แต่แท้จริงแล้ว อาการดังกล่าวอาจรุนแรงมากขึ้นหรือก่อให้เกิดภาวะสุขภาพที่รุนแรงตามมาได้ ผู้ป่วยจึงไม่ควรชะล่าใจและละเลยในการรักษา โดยสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมและตรงจุด คือการทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของอาการจุกแน่นลิ้นปี่นั่นเอง

เครดิตฟรี

จุกแน่นลิ้นปี่เป็นความเจ็บปวดหรือการรู้สึกไม่สบายใต้ซี่โครงบริเวณหน้าท้องส่วนบน มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับอาการทั่วไปอื่น ๆ ของระบบย่อยอาหาร ซึ่งมีตั้งแต่แสบร้อนกลางอก ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง อิ่มเร็ว ไปจนถึงเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตาม สัญญาณอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละสาเหตุด้วย

สาเหตุของจุกแน่นลิ้นปี่
จุกแน่นลิ้นปี่อาจเกิดขึ้นจากหลากหลายสาเหตุ โดยมีตัวอย่างดังต่อไปนี้

กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร ส่งผลให้ผู้ป่วยเจ็บหน้าอกและบริเวณลำคอ ซึ่งปกติแล้วกรดไหลย้อนมักทำให้เกิดอาการ เช่น แสบร้อนกลางอก อาหารไม่ย่อย มีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก เจ็บคอ เสียงแหบ รู้สึกเหมือนมีก้อนภายในคอ ไอเรื้อรัง เป็นต้น
อาหารไม่ย่อย อาจเกิดจากการพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดี เช่น กินอาหารในปริมาณมาก กินอาหารเร็วเกินไป กินอาหารมันและอาหารที่มีรสเผ็ด เป็นต้น รวมถึงปัญหาทางสุขภาพและการใช้ยาบางชนิด โดยอาหารไม่ย่อยมักทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง ท้องอืด แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ และอาเจียน
ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง คือภาวะที่ร่างกายไม่อาจย่อยน้ำตาลแล็กโทสได้หมด โดยน้ำตาลชนิดนี้พบได้ในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม และมักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีเอนไซม์แลคเตสที่ช่วยในการย่อยน้ำตาลแล็กโทสในปริมาณน้อย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ เช่น ท้องอืด ปวดท้อง มีแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น
การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไป หรือการดื่มจัดมาเป็นเวลานานอาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งในระยะยาวอาจนำไปสู่การมีเลือดออกในกระเพาะอาหารได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจก่อให้เกิดภาวะทางสุขภาพอันเป็นสาเหตุของจุกแน่นลิ้นปี่อย่างโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ หรือโรคตับ

สล็อต

การรับประทานอาหารมากเกินไป ส่งผลให้ผู้ป่วยจุกแน่นลิ้นปี่ได้เช่นกัน เนื่องจากไปทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวจนเกิดแรงดันต่ออวัยวะโดยรอบ ก่อให้เกิดอาการปวดลำไส้ อีกทั้งกรดในกระเพาะอาหารและของเหลวต่าง ๆ อาจไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร จนทำให้แสบร้อนกลางอกและเป็นกรดไหลย้อนได้
โรคไส้เลื่อนกะบังลม เกิดขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งของกระเพาะอาหารเคลื่อนตัวไปยังบริเวณหน้าอกผ่านทางช่องโหว่ของกะบังลม อาจทำให้เกิดอาการ เช่น อาหารไม่ย่อย แสบร้อนกลางอก ระคายเคืองหรือเจ็บคอ เรอเสียงดัง เป็นต้น
หลอดอาหารอักเสบ อาจเกิดได้จากหลายปัจจัยทั้งกรดไหลย้อน โรคภูมิแพ้ การใช้ยา หรือกระทั่งการติดเชื้อ หากไม่เข้ารับการรักษาอาจส่งผลให้หลอดอาหารเป็นแผลได้ โดยทั่วไป มักทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกหรือบริเวณลำคอ มีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก ไอ หรือมีปัญหาในการกลืน
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ เป็นการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โรคภูมิคุ้มกัน หรือกระเพาะอาหารถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง มักทำให้เกิดอาการ เช่น แสบร้อนกลางอก ปวดแสบท้อง ปวดตื้อ จุกเสียด จุกแน่นลิ้นปี่ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น
แผลในกระเพาะอาหาร เนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือใช้ยาบางชนิดอย่างยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) มากเกินไปอาจส่งผลให้เยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กถูกทำลายจนเป็นแผล อาการที่พบได้บ่อยคือปวดท้องหรือแสบที่กระเพาะอาหาร และยังมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มง่าย ท้องอืด เรอ แสบร้อนกลางอก และสัญญาณการมีเลือดออกอย่างเหนื่อยล้า ผิวซีดหรือหายใจไม่อิ่มร่วมด้วย
การตั้งครรภ์ ขนาดครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นจนไปเบียดกระเพาะอาหาร ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของฮอโมนส์และระบบย่อยอาหารอาจทำให้คนท้องมีอาการจุกแน่นลิ้นปี่ อีกทั้งยังมีอาการแสบร้อนกลางอกเกิดขึ้นบ่อยครั้งด้วย อย่างไรก็ตาม สตรีมีครรภ์ที่จุกแน่นล้นปี่ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วน เพราะอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษได้
นอกจากนี้ อาการจุกแน่นลิ้นปี่ยังอาจเกิดได้จากโรคและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับระบบย่อยอาหารเช่น ภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง (Barrett’s Esophagus) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคกรดไหลย้อน โรคถุงน้ำดีอักเสบ โรคลำไส้แปรปรวน โรคมะเร็ง ลำไส้หรือถุงน้ำดีอุดตัน อาการบาดเจ็บหรือการผ่าตัดบริเวณช่องท้อง รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือดที่เป็นอันตรายร้ายแรงอย่างภาวะหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

วิธีจัดการกับจุกแน่นลิ้นปี่
การรักษาอาการจุกแน่นลิ้นปี่แตกต่างกันไปตามแต่ละสาเหตุ เช่น

สล็อตออนไลน์

ผู้ที่รับประทานอาหารมากจนเกินไปอาจปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารหรือการใช้ชีวิต โดยหันมาพึ่งพาอาหารเพื่อสุขภาพอย่างขิง ดื่มน้ำให้มากขึ้นในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน หรือออกกำลังกายเป็นประจำประมาณ 30 นาทีต่อวัน
หากเกิดจากการใช้ยาบางชนิดอย่างยาในกลุ่มเอ็นเสด แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยหยุดใช้ยาเหล่านั้น และเลือกใช้เป็นยาลดกรดหรือยายับยั้งการหลั่งกรด เพื่อบรรเทาอาการปวดแทน
หากมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารอย่างกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือแผลในกระเพาะอาหารเป็นสาเหตุของอาการจุกแน่นลิ้นปี่ ผู้ป่วยอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเข้าช่วย
ทั้งนี้ หากผู้ป่วยจุกแน่นลิ้นปี่อย่างรุนแรง อาการดังกล่าวรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และหากรับประทานยาหรือรักษาด้วยวิธีธรรมชาติแล้ว แต่อาการจุกแน่นลิ้นปี่ยังไม่ดีขึ้นและคงอยู่นานกว่า 2-3 วัน ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีปัญหาในการหายใจหรือการกลืน อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ ไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อแตก หรือหมดสติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

เพราะ “กรดไหลย้อน” มีปัจจัยหลักๆ มาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง เมื่อตรวจพบโรคกรดไหลย้อน นอกจากการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ การเลือกกินอาหารที่เหมาะสม…คืออีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้อาการกรดไหลย้อนน้อยลงได้

  1. อาหารไขมันต่ำ อย่างเช่น เนื้อปลา, ไก่, ไข่ขาว, นมไขมันต่ำ หรือน้ำเต้าหู้
  2. อาหารไฟเบอร์สูง ควรเน้นอาการที่มีไฟเบอร์หรือกากใยสูง อย่างเช่น ธัญพืช, ข้าวโอ๊ต, ขนมปังโฮลวีท, ผัก ผลไม้ เป็นต้น โดยผลไม้สำหรับคนเป็นกรดไหลย้อนนั้น ควรเป็นผลไม้ที่ไม่มีกรดมาก อย่างเช่น กล้วย, แตงโม, แคนตาลูป, แอปเปิ้ล, พีช, ลูกแพร์, อะโวคาโด หรือผลไม้รสหวานชนิดอื่น ๆ
  3. ดื่มน้ำขิงเป็นประจำ เพราะขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน สามารถช่วยขับลม ช่วยย่อย กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ช่วยลดอาการท้องอืด หรืออาการกรด-แก๊สในกระเพาะเกินได้
  4. อาหารที่มีไขมันดี ร่างกายคนเราต้องการไขมันเป็นพลังงาน ดังนั้นคนเป็นโรคกรดไหลย้อนก็ไม่ควรงดไขมันด้วยเช่นกัน เพียงแต่ไขมันที่คนเป็นกรดไหลย้อนกินได้ ควรเป็นไขมันชนิดดีจากอะโวคาโด แฟลกซ์ซีด น้ำมันมะกอก น้ำมันงา หรือน้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น

jumboslot

นอกจากอาหารการกิน คนเป็นโรคกรดไหลย้อนควรงดสูบบุหรี่และกินมื้อเย็นแค่พออิ่ม หรือเปลี่ยนมื้อเย็นเป็นผัก-ผลไม้แทน ที่สำคัญคือไม่ควรกินแล้วนอน หรือเอนกายลงพักผ่อนทันที ควรกินอาหารก่อนเข้านอน 3 ชั่วโมง และควรนอนตะแคงซ้ายพร้อมกับหนุนหัวเตียงให้สูงอย่างน้อย 6 นิ้ว พร้อมทั้งควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี ไม่ให้มีน้ำหนักเกิน เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูง เสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อนได้มากกว่า

กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร จนทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร โดยผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และคลื่นไส้ หากปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังและรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การเกิดหลอดอาหารอักเสบ เป็นแผลที่หลอดอาหาร หรือหลอดอาหารตีบ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้ แม้โอกาสเกิดจะไม่มากนักก็ตาม

ได้แก่ อาหารทอด อาหารมัน อาหารรสจัด ทั้งเผ็ด เค็ม เปรี้ยว อาหารหมักดอง ผลไม้รสเปรี้ยวจัด เช่น สับปะรด ส้ม มะนาว อาหารที่ทำมาจากถั่ว เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (ชา กาแฟ) น้ำอัดลมที่มีทั้งแก๊สและกาเฟอีน เครื่องดื่มชูกำลัง

ได้แก่ เครื่องดื่มร้อน เช่น ชาสมุนไพร ชาขิง ชามินต์ ช็อกโกแลตร้อน น้ำเต้าหู้ หรือน้ำมะนาวอุ่น ช่วยขับลม ทำให้สดชื่น ผ่อนคลาย และสบายท้อง เน้นรับประทานทานอาหารย่อยง่ายและมีกากใยสูง เช่น มะละกอ กล้วยหอม หรือแอปเปิล เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้กลับมาเป็นปกติ และไม่ควรทานอาหารในปริมาณมาก กระเพาะอาหารจะได้ไม่ทำงานหนัก

6 ระยะเส้นเลือดขอด รักษาถูกวิธีลดโอกาสเสี่ยงลุกลาม
ยันไว้ อย่าให้อ้วน
ส่วนที่หลายคนเข้าใจว่าเมื่อกรดไหลย้อนกำเริบ การดื่มนมจะช่วยเคลือบกระเพาะ แต่แท้จริงแล้วนมอาจไปเพิ่มปัญหาให้กระเพาะโดยไม่รู้ตัว เพราะลำไส้ของบางคนไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในนม จึงมักเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จนถึงท้องเสีย แทรกขึ้นมาจากอาการกรดเกินที่เป็นอยู่ ดังนั้น ควรเลือกนมที่ไม่มีแลคโตสที่หาได้ตามท้องตลาด เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าว ให้กระเพาะไม่ทำงานหนักกว่าเดิม สามารถเคลือบกระเพาะได้ และอยู่ท้อง

slot

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นกรดไหลย้อน
เมื่อมีอาการควรลุกขึ้นนั่งหลังตรงสักพัก เพื่อควบคุมอาการที่กำเริบ ให้กรดที่หลั่งออกมาอยู่ในบริเวณที่เหมาะสม ไม่ระคายเคืองหลอดอาหาร
หากจะเอนหลังพักหรือนอนให้ปรับหมอนหนุนให้สูงขึ้นเล็กน้อยก่อนนอนต่อ เพื่อให้ศีรษะอยู่สูงกว่าลำตัว ป้องการเกิดอาการซ้ำ
เมื่ออยู่ในช่วงที่ทำงานหนัก หรือเร่งรีบ รเจียดเวลาไปรับประทานข้าวไม่ได้ ควรมีขนมชิ้นเล็กๆ ติดกระเป๋าไว้เพื่อรองท้องให้น้ำย่อยไม่กัดกระเพาะ ทางที่ดีควรเป็นขนมปังเพราะโซเดียมต่ำ ไม่ผ่านการทอด ไม่อย่างนั้นแล้วกระเพาะจะต้องทำงานหนักและหลั่งกรดออกมาย่อยมากกว่าเดิม หรือจะพกกล้วยน้ำว้าไว้ใกล้ๆ ตัว เพราะกล้วยน้ำว้าสามารถแก้ปัญหากรดเกินเฉพาะหน้าได้ แต่มีเคล็ดลับคือ ต้องเลือกลูกที่กำลังเขียว-ห่าม เพราะกล้วยห่ามจะกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกเคลือบกระเพาะและแผลในกระเพาะอาหาร แต่ไม่ทำลายระบบธรรมชาติของร่างกาย
อีกวิธีที่ดีคือมียาลดกรด-เคลือบกระเพาะไว้ใกล้ตัว ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการแสบท้อง จุกเสียด ปวดกระเพาะจากกรดเกินได้ทันท่วงที บางสูตรออกฤทธิ์เร็วเพียง 5 นาทีก็บรรเทาอาการได้แล้ว โดยหาซื้อได้ตามร้านขายยาและร้านสะดวกซื้อทั่วไป เพียงเท่านี้ก็สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้แล้ว

ความอันตรายของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารที่คนไทยนิยมรับประทานมาอย่างยาวนาน เพราะราคาถูก สะดวก อร่อย และมีหลากหลายรสชาติให้เลือก แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นถือว่าเป็นอาหารสำเร็จรูป (Processed Food) ชนิดหนึ่ง ซึ่งอาหารประเภทนี้มักผ่านกระบวนการต่าง ๆ เพื่อยืดอายุของอาหาร และยังมีการปรุงแต่งรสชาติ จึงทำให้มีปริมาณผงปรุงรสที่สูงกว่าอาหารทั่วไป หากบริโภคบ่อยเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคบางชนิดได้

เครดิตฟรี

อาหารชนิดนี้มีส่วนประกอบหลักเพียงแค่เส้นบะหมี่และผงปรุงรส จึงทำให้มีแคลอรี่ที่ค่อนข้างต่ำ ในขณะเดียวกันสารอาหารอื่น ๆ ที่ร่างกายควรได้รับก็ลดน้อยลงไปด้วย ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจึงควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นและวิธีการรับประทานให้ได้ประโยชน์และปลอดภัยต่อร่างกาย

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ความเสี่ยงจากการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
แม้ว่าจะเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยถูกใจหลายคน แต่ก็มีโทษและความเสี่ยงแฝงมาไม่น้อย ซึ่งผลเสียจากการบริโภคอาหารชนิดดังกล่าวที่อาจต้องเจอหากบริโภคอย่างไม่เหมาะสม เช่น

ความดันโลหิตสูง
โซเดียมเป็นส่วนประกอบหลักของผงปรุงรสในอาหารสำเร็จรูปชนิดนี้ แม้ว่าโซเดียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ร่างกายมักได้รับโซเดียมอย่างเพียงพอจากการรับประทานอาหารทั่วไปอยู่แล้ว โดยเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ต้องการโซเดียมประมาณ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบางยี่ห้ออาจมีโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภคสูงถึง 1,200-2,400 มิลลิกรัม ซึ่งอาจเทียบเท่าปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับครึ่งวันหรือทั้งวัน ทำให้การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมในมื้ออื่นอาจทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินความจำเป็น

จากการศึกษาจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนเแปลงของร่างกายจากการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเห็นตรงกันว่าการได้รับโซเดียมในปริมาณมากอาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ หากความดันโลหิตสูงติดต่อกันเป็นเวลานานก็อาจนำไปสู่โรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคหัวใจและหลอด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต เป็นต้น ดังนั้น การบริโภคอาหารชนิดนี้บ่อย ๆ ก็อาจทำให้เกิดโรคเหล่านี้ตามมาได้

ภาวะทุพโภชนา
ภาวะทุพโภชนา (Malnutrition) เป็นภาวะที่ร่างกายขาดสารอาหารบางชนิดหรือได้รับในปริมาณน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยและนำไปสู่การเกิดโรคอื่น ๆ ได้ โดยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีสารอาหารหลักเพียง 3 ชนิด คือ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโซเดียม การรับประทานบ่อยครั้งอาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหาร 3 ชนิดมากเกิดปริมาณที่ร่างกายต้องการ ในขณะเดียวกันก็ทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นชนิดอื่น ๆ ไปด้วย

สล็อต

มีผลจากการศึกษาชิ้นหนึ่งในผู้ที่รับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นประจำพบว่า สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน แคลเซียม วิตามินเอ วิตามินบี 3 วิตามินซี วิตามินดี รวมไปถึงแร่ธาตุอย่างฟอสฟอรัสและธาตุเหล็กที่ล้วนแล้วแต่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ดังนั้น หากรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทนอาหารมื้อปกติเป็นประจำอาจส่งผลให้สารอาหารภายในร่างกายไม่สมดุลและเกิดภาวะทุพโภชนาในที่สุด ท้ายที่สุดอาจเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงหรือโรคเรื้อรังตามมา

น้ำหนักขึ้น
แม้ว่าจะเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ แต่ตัวเส้นบะหมี่ก็มีส่วนประกอบของแป้งข้าวสาลี น้ำมันปาล์มที่เป็นไขมันอิ่มตัว และน้ำมันปรุงรส การบริโภคอาหารชนิดนี้อาจให้พลังงานมากกว่าข้าวสวยในปริมาณเดียวกัน จึงอาจส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้

จากการศึกษาขนาดใหญ่พบว่าการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อย ๆ อาจเพิ่มระดับของไขมันในเลือดจนส่งผลให้เกิดภาวะไม่ทนทานต่อน้ำตาลกลูโคส (Glucose Intolerence) โดยเฉพาะผู้ที่บริโภคอาหารสำเร็จรูปมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพและเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) โรคเบาหวาน เป็นต้น

โดยจากผลการศึกษาทั้งหมดนี้ชี้ได้ว่าการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อยเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรังและปัญหาสุขภาพในหลายด้าน โดยในระยะยาวอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

วิธีการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างปลอดภัย
ผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นไม่จำเป็นงดกินอาหารประเภทนี้โดยสิ้นเชิง แต่ควรศึกษาวิธีการบริโภคอย่างปลอดภัย ดังนี้

อ่านฉลากบนบรรจุภัณฑ์เสมอ เพราะฉลากจะบอกถึงปริมาณของสารอาหารที่ได้รับจากการรับประทานอาหารชนิดนั้น โดยให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ ไขมันต่ำ พร้อมทั้งดูปริมาณสารอาหารชนิดอื่นที่จำเป็นต่อร่างกายประกอบด้วย
ไม่รับประทานบ่อยจนเกินไป หากต้องการรับประทานควรคำนวณปริมาณโซเดียมของมื้ออื่นให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน
เพิ่มวัตถุดิบอื่น ๆ ลงในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อเพิ่มคุณค่าทางสารอาหาร อย่างเนื้อสัตว์ลอกหนังหรือไม่ติดมัน เนื้อปลา ไข่ ผัก รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเติมอาหารสำเร็จรูป อย่างไส้กรอก แฮม หรือเนื้อสัตว์แปรรูปชนิดอื่น ๆ เพราะเนื้อสัตว์แปรรูปมักมีปริมาณโซเดียมสูงไม่ต่างจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

สล็อตออนไลน์

หลีกเลี่ยงการรับประทานหรือซดน้ำซุป เพื่อจำกัดการได้รับโซเดียม
นอกจากนี้ คนไทยมีความเชื่อว่าผงชูรสหรือสารโมโนโซเดียมกลูตาเมท (MSG) ที่เป็นโซเดียมรูปแบบหนึ่งในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้นสามารถทำให้ผมร่วงได้ แต่ความเชื่อนี้ไม่เป็นจริง เพราะในปัจจุบันยังไม่มีการทดลองและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดว่าสารนี้สามารถทำให้ผมร่วงได้

อย่างไรก็ตาม การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นครั้งคราวนั้นไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรง แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพ โดยเฉพาะผู้บริโภคในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และให้นมบุตร ผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งควรระมัดระวังในการบริโภคอาหารชนิดนี้มากกว่ากลุ่มคนทั่วไป และปรึกษาแพทย์ถึงปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทาน

เห็นผลสํารวจแล้วผู้เขียนก็รู้สึกตกใจ เพราะขณะที่มีการพูดถึงอันตรายจากโซเดียมในบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปกันอย่างชัดเจนและย้ำกันนักหนาว่า ใน 1 ซองของบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปมีปริมาณโซเดียมเกินกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน ดังนั้น ใครกิน 2 ซอง ก็แปลว่าความเสี่ยงที่ไตจะพังก็สูงขึ้น แต่ข้อมูลนี้กลับไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคหวั่นเกรงเลย ทั้งยังสมัครใจที่จะกินมันด้วยความชื่นชอบมากกว่าความจําเป็นในการกินอีกด้วย

กลับมาตั้งคําถามว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ก็ได้คําตอบแบบที่เชื่อว่าใช่คือ คนส่วนใหญ่ติดผงชูรสที่อยู่ในอาหารชนิดนี้นี่เอง แน่นอนว่ารสเค็มเป็นรสชาติที่ทําให้คนเราเจริญอาหารเป็นปกติอยู่แล้ว และเมื่อมีผงชูรสเข้าไปกระตุ้นทําให้รู้สึกอร่อยก็จึงชื่นชอบ ยิ่งเมื่อกินรสชาติที่เกิดจากการกระตุ้นให้รู้สึกอร่อยเช่นนี้บ่อยๆ ก็จะเกิดการเสพติดรสชาติอย่างช่วยไม่ได้เลย

แน่ละ ไม่มีข้อมูลที่บ่งบอกว่าผงชูรสเป็นยาเสพติด แต่จากประสบการณ์ ผู้เขียนพบว่าใครก็ตามที่กินผงชูรสเป็นประจํา เมื่อไปรับประทานอาหารที่ไม่มีผงชูรสจะรู้สึกว่าอาหารนั้นไม่อร่อย ไม่หวานถูกปาก ทําให้ไม่เจริญอาหาร จึงต้องกินอาหารที่ใส่ผงชูรสเท่านั้น จึงเกิดเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า “ติดผงชูรส” อย่างช่วยไม่ได้ เรื่องนี้ใครจะเถียงว่ามาเลย…

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกินเช่นนี้ก็ส่งผลอย่างชัดเจนในสังคม โดยสะท้อนออกมาในเรื่องของปัญหาสุขภาพ ทุกวันนี้คนในบ้านเราเป็นโรคความดันโลหิตสูงจํานวนมาก รวมไปถึงโรคไตที่มีจํานวนไม่น้อยและยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นเช่นนี้ย่อมมีเหตุแน่นอน และเหตุนั้นก็ย่อมมาจากพฤติกรรมการกิน และสิ่งที่เขียนไปในข้างต้นก็น่าจะทําให้คิดได้ว่าเหตุของมันคืออะไร

jumboslot

โรคอ้วนก็เสี่ยงด้วย

นอกจากความเสี่ยงจากความดันโลหิตสูงและไตพังจากโซเดียมอย่างที่เขียนไปแล้ว หากเราที่พึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารหลักหรือเป็นประจําก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนด้วย หรืออาจเถียงว่าบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปซองหนึ่งมีแค่ 200 กว่าแคลอรี่ ไม่ทําให้อ้วนหรอก

คิดแบบหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง ก็คงใช่ แต่ถ้าคิดให้มันลึกซึ้งกว่านั้นก็จะมองเห็นว่า ไม่แน่เสมอไป เพราะ 200 กว่าแคลอรี่ที่ได้รับนั้นเป็นแคลอรี่จากคาร์โบไฮเดรตล้วนๆ และผ่านกระบวนการแปรรูปเสียจนไม่มีเส้นใย และย่อยสลายได้อย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่า กินเข้าไปไม่นานก็จะหิวอีก และเมื่อหิวโดยการได้แป้งขาวซึ่งกระตุ้นอินซูลินอย่างรวดเร็วและระดับน้ำตาลก็ลดลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ ก็แปลว่าจะหิวเร็ว หิวแบบน้ำตาลต่ำวูบวาบก็จะอยากกินของหวานเข้าไปทดแทน ซึ่งวัฏจักรนี้นี่แหละคือวัฏจักรของการเป็นคนอ้วน

มีแนวคิดอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจและคิดว่าถูกต้องเกี่ยวกับการกินอาหารของคนเรา ซึ่งมาจาก ดร.จอห์น เกรย์ ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง The mars & venus diet & exercise solution

เขาอธิบายว่า การที่คนเราทุกวันนี้ต้องรับประทานอาหารมากๆ เพราะในอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นขาดสารอาหารที่จําเป็นต่อร่างกาย แต่เนื่องจากร่างกายของเราต้องการได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ จึงทําให้เกิดความต้องการอาหารอย่างไม่สิ้นสุด บางทีกินไปจนจุกแล้วก็ยังไม่ได้รับสารอาหารก็มี ซึ่งผลที่ตามมาก็คืออ้วนและร่างกายที่อ่อนแอ เพราะในร่างกายมีแต่ขยะ ไม่มีสารอาหารที่จําเป็น

เรื่องนี้จึงน่าจะอธิบายได้ชัดเจนว่าทําไมผู้ที่กินบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปเป็นอาหารหลักจึงจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน

โรคขาดสารอาหาร

slot

สารอาหารที่ร่างกายจําเป็นต้องใช้ในการทําหน้าที่ต่างๆ มีอยู่มากมาย ตั้งแต่อาหารหลัก 5 หมู่ ใยอาหารเพื่อช่วยการขับถ่าย อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ และเอ็นไซม์ที่จําเป็นในการรักษาความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกาย

เมื่อมองย้อนกลับมาที่บะหมี่กึ่งสําเร็จรูป แล้วตั้งคําถามว่ามีอะไรที่ร่างกายต้องการอยู่ในนั้นบ้าง คําตอบคือ มีเพียงคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ไม่ต้องมองหาวิตามินหรือใยอาหารเสียให้ยากเลย

ซึ่งคาร์โบไฮเดรตที่มีนั้นก็ต้องบอกว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดขัดขาวซึ่งไม่ดีต่อร่างกาย และไขมันปาล์มซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัว นั่นก็แปลว่าถ้าเรายึดเอาบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปเป็นอาหารหลักบ่อยๆ เป็นไปได้อย่างมากที่เราจะเป็นโรคขาดสารอาหาร ทั้งที่ตัวอ้วนกลม โดยเฉพาะอ้วนที่รอบเอว

ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปก็จะบอกว่า ไม่ได้บอกให้กินเปล่าๆ โดยการใส่น้ำร้อน แต่ให้เติมเนื้อสัตว์ ไข่ และผักลงไปด้วย แต่คําเตือนนี้ก็ตัวเล็กจิ๋ว มองเห็นได้ไม่ชัด อีกทั้งไม่ใช่ข้อความที่ผู้ผลิตจะพยายามบอกกับผู้บริโภคว่ามันจําเป็น และสําคัญมากๆ เท่ากับการบอกให้ผู้บริโภคลองกินหรือลองชิมรสชาติใหม่ๆ ของบะหมี่กึ่งสําเร็จรูป แต่เชื่อว่ามีผู้บริโภคจํานวนไม่มากนักที่จะเติมคุณค่าลงไปในบะหมี่กึ่งสําเร็จรูป

แม้จะมีความพยายามในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปให้ดูเป็นมิตรกับสุขภาพมากขึ้นโดยการเติมวิตามินบางชนิด หรือใช้แป้งโฮลวีตมาเป็นส่วนผสมในการทําเส้น แต่ถ้าผู้บริโภคสังเกตอย่างถี่ถ้วนจะเห็นว่าปริมาณวิตามินและแป้งโฮลวีตที่เติมลงไปนั้นมีสัดส่วนที่น้อยมาก ชนิดที่ไม่นับได้ว่ามีผลดีต่อสุขภาพ แต่ผู้ผลิตกลับใช้ประเด็นดังกล่าวในการทําโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างโจ๋งครึ่ม (ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับการบอกให้เติมเนื้อสัตว์ ไข่ และผักเพื่อเพิ่มคุณค่า)

ดังนั้น เรื่องเหล่านี้จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้ผลิตไม่ได้มีความจริงใจต่อการห่วงใยสุขภาพของผู้บริโภคแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้สินค้าเท่านั้นเอง

ในช่วงหนึ่งเคยมีฟอร์เวิร์ดเมลส่งไปต่อๆ กัน มีข้อความกล่าวถึงการได้รับอันตรายจากแวกซ์ในถ้วยบะหมี่ที่ละลายเข้าไปสะสมในร่างกาย เรื่องนี้ทางผู้ผลิตได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ซึ่งในคําชี้แจงได้อธิบายว่าภาชนะบรรจุสำหรับบะหมี่ถ้วยที่นิยมโดยทั่วไปมี 3 แบบ คือ

แบบที่ 1 ถ้วยพลาสติกโพลีโพรพิลีน (Polypropylene: PP) ขึ้นรูปโดยการหลอมเม็ดพลาสติก PP Food grade แล้วยิง (inject) ขึ้นรูปถ้วย พลาสติกนี้สามารถใช้กับผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสําเร็จรูป โดยการชงเติมน้ำร้อนหรือเติมน้ำธรรมดาและเข้าเตาไมโครเวฟก็ได้ ถ้วยพลาสติกมีความแข็งแรง ป้องกันความชื้นและกลิ่นได้ดี ข้อเสียคือ ใช้พลาสติกมาก แม้ว่าพลาสติกสามารถรีไซเคิลได้ แต่การรวบรวมขยะยังไม่มีประสิทธิภาพ

แบบที่ 2 ถ้วยโฟมโพลีสไตรีน (Polystyrene: PS) ขึ้นรูปโดยการหลอมพลาสติก PS แล้วขึ้นรูป ถ้วยจะมีลักษณะเป็นเม็ดโฟมเล็กๆ เกาะกันแน่น มีข้อดีคือเป็นฉนวนความร้อน เมื่อชงน้ำร้อนในบะหมี่แล้ว บะหมี่จะร้อนนาน ผู้ถือถ้วยจะไม่รู้สึกร้อน ถ้วยโฟมไม่สามารถทนความร้อนระดับ 100 องศาเซลเซียสได้ จึงไม่สามารถเข้าในไมโครเวฟได้ และข้อเสียของบรรจุภัณฑ์โฟมคือ เป็นขยะไม่ย่อยสลาย และยังไม่มีวิธีรีไซเคิลที่เหมาะสม นอกจากนี้ ถ้วยโฟมพิมพ์สีภายนอกได้ไม่สวยงาม จึงต้องอาศัยการหุ้มด้วยพลาสติกอีกชั้นหนึ่งเพื่อเป็นพื้นที่สลากอาหาร

แบบที่ 3 ถ้วยกระดาษลามิเนตพลาสติกชนิดโพลีเอทิลีน (Polyethylene: PE) ขึ้นรูปโดยการ Extrude เม็ด PE เป็นฟิล์มเคลือบบนผิวกระดาษ ด้านในของถ้วยจึงบุด้วยพลาสติก PE food grade ถ้วยกระดาษเคลือบ PE เมื่อผู้ปรุงบะหมี่เติมน้ำร้อนแล้ว ยังสามารถถือถ้วยได้โดยไม่ร้อนมือ เพราะถ้วยกระดาษออกแบบให้ปลอกกระดาษชั้นนอกที่พิมพ์สลากสวมทับไว้ ทําให้เป็นฉนวนอากาศ ป้องกันไม่ให้ความร้อนในถ้วยออกไปสู่ภายนอก

การปรุงบะหมี่ในถ้วยกระดาษในไมโครเวฟสามารถทําได้ แต่ถ้วยกระดาษจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากไอน้ำ จึงควรถือถ้วยอย่างระมัดระวัง ข้อดีของถ้วยกระดาษคือการลดขยะพลาสติก เพราะฟิล์ม PE ที่เคลือบกระดาษไว้ใช้ในปริมาณน้อย ส่วนกระดาษสามารถย่อยสลายได้เร็ว จึงเป็นการลดปริมาณขยะที่ย่อยสลายยากนั่นเอง

จากคําชี้แจงนี้ ทําให้ความกังวลต่อเรื่องแวกซ์อาจเบาบางลง แต่ความกังวลต่อเรื่องขยะและสิ่งแวดล้อมกลับเพิ่มมากขึ้น เพราะเห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าถ้วยบะหมี่มีอายุการใช้งานที่สั้นแต่มันจะกลายเป็นขยะอยู่คู่โลกไปอีกยาวนาน ดังนั้น ใครที่คิดว่าเป็นห่วงลูกหลาน หรือกังวลกับสภาพแวดล้อมที่กําลังแปรปรวนในโลกเราทุกวันนี้ คิดว่าตัวเองไม่อยากทําให้ขยะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็คงต้องหลีกเลี่ยงการกินบะหมี่ในถ้วยที่ขายอยู่ หันมาใช้ชามกระเบื้องที่บ้านแล้วล้างเอาแทนก็น่าจะดีกว่า

อาหารรักษาโรคกระเพาะ

ผู้ป่วยโรคกระเพาะต้องพิถีพิถันในการเลือกรับประทานอาหารมากเป็นพิเศษ เพราะอาหารบางชนิดอาจระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและทำให้อาการป่วยแย่ลง จนเกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด แสบร้อนกลางอก หรืออาหารไม่ย่อยตามมา ในขณะเดียวกัน การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับสุขภาพของตนเองอาจช่วยควบคุมอาการของโรคกระเพาะ และทำให้อาการป่วยทุเลาลงได้อีกด้วย

เครดิตฟรี

โรคกระเพาะ คือ ความผิดปกติที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือเรื้อรัง และมีอยู่หลายประเภทขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ก่อโรค โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (H. Pylori) ผู้ป่วยโรคนี้มักมีอาการไม่รุนแรง และหายเป็นปกติได้ในเวลาอันรวดเร็วหากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง แต่โรคกระเพาะอาหารบางประเภทอาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตามมาได้

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารบางชนิดอาจช่วยควบคุมอาการป่วยไม่ให้รุนแรงขึ้น หรือช่วยบรรเทาอาการป่วยได้ แต่ผู้ป่วยก็ควรรับการรักษาการเจ็บป่วยที่เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะด้วย อย่างโรคติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร และหลีกเลี่ยงปัจจัยต้นเหตุอย่างการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารรสเผ็ดหรืออาหารบางอย่างที่กระตุ้นให้มีอาการกำเริบ รวมทั้งควรสังเกตอาการของตนเองอยู่เสมอ หากมีอาการรุนแรงหรือมีอาการป่วยเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ควบคู่กับปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารไปด้วย

อาหารที่ดีต่อผู้ป่วยโรคกระเพาะ

อาหารแต่ละชนิดที่คนเรารับประทานเข้าไปนั้น ส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและสุขภาพโดยรวมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารอย่างโรคกระเพาะ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการป่วยด้วย ดังนี้

อาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เช่น พืชตระกูลถั่ว แครอท บร็อกโคลี่ ข้าวโอ๊ต แอปเปิ้ล เป็นต้น
อาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ หรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อย่างผักชนิดต่าง ๆ
อาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น อกไก่ เนื้อปลา เป็นต้น

สล็อต

อาหารที่ปรุงโดยเลือกใช้น้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนลาเป็นหลัก
ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล ข้าวกล้อง เป็นต้น
เครื่องดื่มที่ไม่อัดแก๊ส และไม่มีคาเฟอีน
อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์และยีสต์ในกลุ่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กะหล่ำดอง กิมจิ ชาหมัก โยเกิร์ต เป็นต้น เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่า โพรไบโอติกส์อาจช่วยป้องกันโรคติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคกระเพาะและการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
นอกจากการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร ผู้ป่วยควรปรับพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสมด้วย ทั้งนี้ ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารครั้งละมาก ๆ โดยให้หันมารับประทานอาหารทีละน้อย ๆ แต่รับประทานให้บ่อยครั้งขึ้นแทน

อาหารที่ผู้ป่วยโรคกระเพาะไม่ควรรับประทาน

ร่างกายของผู้ป่วยโรคกระเพาะอาจตอบสนองต่ออาหารแต่ละชนิดแตกต่างกัน ผู้ป่วยแต่ละรายจึงควรสังเกตอาการตนเองขณะรับประทานอาหารแต่ละชนิด และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้อาการป่วยแย่ลง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นอาหารที่มีรสเผ็ด เปรี้ยว หรือมีฤทธิ์เป็นกรด และอาหารที่มีไขมันสูง ดังนี้

อาหารทอด
ผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากมะเขือเทศ อย่างซอสมะเขือเทศ หรือน้ำมะเขือเทศ
นมสด และผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากนมสดหรือครีม
พริกและพริกไทย ทั้งในรูปแบบพริกหรือพริกไทยสด พริกป่น พริกไทยป่น หรือซอสพริก
เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม หรือเบคอน เป็นต้น
ช็อกโกแลต นมช็อกโกแลต และโกโก้ร้อน

สล็อตออนไลน์

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่างชา หรือกาแฟ
เครื่องดื่มอัดแก๊ส อย่างน้ำอัดลม หรือโซดา
ชาเขียว ชาดำ หรือกาแฟปราศจากคาเฟอีน
น้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำส้มหรือน้ำเกรปฟรุต

แนวทางการรับประทานอาหารที่จะลดกรดในกระเพาะและลดการไหลย้อนของกรด

ให้รับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ และให้รับประทานอาหารว่างระหว่างมื้อ อย่าให้เกิดภาวะที่หิวมากหรืออิ่มมากเกินไป
รับประทานอาหารอย่างช้าๆ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด
ระหว่างรับประทานอย่าเคร่งเครียด
หลังรับประทานอาหารอย่าเพิ่งนอน ให้นั่งหรือเดินไปมา 1 ชั่วโมง
อย่ารับประทานอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมงเพราะอาหารมื้อนั้นจะทำให้กรดหลั่งออกมามาก
เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำ
งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของ caffeine เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะเขือเทศ น้ำมะนาว

jumboslot


อาหารแต่ละมื้อควรจะมีโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ นม
ยาน้ำลดกรดควรรับประทานให้ถูกโดยรับประทานยาก่อนอาหาร 1 ชั่วโมงและหลังอาหาร 3 ชั่วโมงและก่อนนอน
ไม่ควรดื่มนมหรือครีมเพราะจะทำให้กรดหลั่งมาก
อาหารที่เหมาะสม สำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะอักเสบ
อาหารรักษาโรคกระเพาะอักเสบ ที่คนเรารับประทานเข้าไปนั้น ส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและสุขภาพโดยรวมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารอย่างโรคกระเพาะ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการป่วยด้วย ดังนี้
อาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เช่น พืชตระกูลถั่ว แครอท บร็อกโคลี่ ข้าวโอ๊ต แอปเปิล เป็นต้น จะช่วยดูดซับน้ำเอาไว้ และกระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยในการดูดซึมของผนังกระเพาะอาหาร รักษาแผลในกระเพาะอาหารให้หายเร็วขึ้น
อาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ หรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อย่างผักชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะสาหร่าย หน่อไม้ฝรั่ง แตงกวา มะเขือเทศ ถั่ว ผักกาด ผักชีฝรั่ง เครื่องเทศ หัวหอม ขึ้นฉ่าย แครอท ฟักทอง มะนาว ส้ม สับปะรด กีวี เชอรี่ สตรอเบอรี่ แตงโม กล้วย แอปเปิล อโวคาโด

slot

อาหารรักษาโรคกระเพาะอักเสบ ต้องเป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น อกไก่ เนื้อปลา เป็นต้น หากเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันอยู่เยอะ อาจทำให้เสี่ยงการการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้
อาหารที่ปรุงโดยเลือกใช้น้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนลาเป็นหลัก
ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล ข้าวกล้อง เป็นต้น ทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง
เครื่องดื่มที่ไม่อัดแก๊ส และไม่มีคาเฟอีน อาจทำให้ท้องอืด และปวดท้องเนื่องจากเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร
อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์และยีสต์ในกลุ่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กะหล่ำดอง กิมจิ ชาหมัก โยเกิร์ต เป็นต้น เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่า โพรไบโอติกส์อาจช่วยป้องกันโรคติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคกระเพาะและการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

เนื่องจากการเป็นโรคกระเพาะอาหารนั้น ผู้ป่วยจะรู้สึกทรมานเป็นอย่างมาก ในเวลาที่อาการของโรคสำแดงฤทธิ์เดชออกมา ซึ่งหากผู้ป่วยยังไม่ดูแลในเรื่องอาหารการกิน ก็อาจทำให้ร่างกายได้รับผลกระทบมากที่สุด ทำให้อาการรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน สำหรับอาหารที่ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร ไม่ควรรับประทาน มีรายละเอียดดังนี้

อาหารรสจัด
อาหารที่มีรสจัด ได้แก่ อาหารที่มีรสเผ็ด เปรี้ยวจัด หวานจัด เค็มจัด อาหารเหล่านี้จะไปช่วยกระตุ้นเซลล์ให้ผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น ทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณกระเพาะอาหาร ทำให้มีอาการปวดท้อง จุกเสียดได้

ชา กาแฟ ช็อกโกแลต
ผู้ป่วยควรงดการดื่มชา-กาแฟ เนื่องจากเครื่องดื่มประเภทนี้มีคาเฟอีนผสมอยู่ จะทำให้เกิดการกระตุ้นให้กระเพาะผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น ทำให้รู้สึกแสบท้องได้ ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคกระเพาะกำเริบได้

น้ำอัดลม
น้ำอัดลมทุกชนิดก็มีคาเฟอีนผสมอยู่ในจำนวนไม่น้อย อีกทั้งในน้ำอัดลมยังมีแก๊สที่ส่งผลให้เกิดอาการแน่นท้องเนื่องจากแก๊สในกระเพาะเยอะ ต้นเหตุของอาหารท้องอืด ท้องเฟ้อร่วมด้วย โดยเฉพาะคนที่ดื่มน้ำอัดลมในขณะท้องว่าง อาการแสบท้อง แน่นท้อง อันเป็นหนึ่งในอาการของโรคกระเพาะ ก็จะมาเยือนคุณอย่างแน่นอน

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารจึงควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด โดยเฉพาะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขณะที่ท้องว่าง ซึ่งทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยโรคกระเพาะเป็นอย่างมาก อาจเกิดอาการแสบท้อง อย่างทรมานเป็นอย่างมาก

สีของอุจจาระบ่งบอกอะไรบ้าง

หลายคนอาจตกใจเมื่อถ่ายเป็นอุจจาระสีดำ ซึ่งความจริงแล้วการรับประทานอาหารที่มีสีเข้มเข้าไปนั้นอาจทำให้อุจจาระเป็นสีดำได้ แต่อุจจาระสีดำก็อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติในร่างกายได้ เช่น ภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหารหรือหลอดอาหาร เป็นต้น ดังนั้น หากสังเกตพบว่าตนเองถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือเป็นสีดำ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุ

เครดิตฟรี

สีปกติของอุจจาระ

โดยปกติแล้วอุจจาระมักมีสีน้ำตาล หลายคนจึงอาจรู้สึกกังวลเมื่อสีของอุจจาระเปลี่ยนไป ซึ่งสีของอุจจาระนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในน้ำดีที่เกิดจากการสลายของเซลล์เม็ดเลือดแดง ความเข้มข้นของสารบิลิรูบินจะทำให้อุจจาระมีสีแตกต่างกันไป ตั้งแต่สีเหลืองอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาลเข้ม โดยหากปริมาณของสารบิลิรูบินจากตับลดลงอาจทำให้อุจจาระมีสีเหลือง และหากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของสารบิลิรูบินก็อาจทำให้อุจจาระมีสีเหลืองหรือสีเขียวได้

นอกจากนี้ เอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารในลำไส้ก็อาจส่งผลต่อปริมาณของสารบิลิรูบินจนทำให้อุจจาระมีสีเปลี่ยนไปจากเดิมได้เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสีของอุจจาระที่เปลี่ยนไปก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม หากถ่ายออกมาเป็นอุจจาระสีดำหรือมีสีเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องบ่อยครั้ง ก็อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพ

อุจจาระสีดำเกิดจากอะไร ?

ปัจจัยต่าง ๆ ต่อไปนี้อาจทำให้เกิดอุจจาระสีดำได้

ทารกแรกเกิด เด็กแรกเกิดมักถ่ายอุจจาระเป็นสีดำในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด
การรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีสีเข้มมาก ๆ เช่น บลูเบอร์รี่ ดาร์คช็อกโกแลต เป็นต้น
การใช้ยาและอาหารเสริมบางชนิด เช่น อาหารเสริมธาตุเหล็ก และยาที่มีส่วนผสมของธาตุบิสมัท (Bismuth) เป็นต้น
การไหลเวียนเลือดผิดปกติ มีการไหลเวียนเลือดในระบบย่อยอาหารผิดปกติ เช่น ภาวะขาดเลือดในลำไส้ หลอดเลือดผิดปกติ และหลอดเลือดอาหารโป่งพอง เป็นต้น
ภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนบน เช่น มีเลือดออกในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดจากแผลในทางเดินอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ เนื้องอก หรือมะเร็ง
เมื่่อใดที่ควรไปพบแพทย์ ?

สล็อต

หากพบว่าตนเองถ่ายอุจจาระออกมาเป็นสีดำเข้ม และมีลักษณะเปียกหรือเหนียวคล้ายยางมะตอยโดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารหรือยา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุทันที เพราะอาจเสี่ยงเผชิญปัญหาสุขภาพบางประการได้

อุจจาระสีดำ รักษาอย่างไร ?

แนวทางการรักษาอาการอุจจาระสีดำนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น แพทย์อาจสั่งจ่ายยาลดกรดเพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และอาจสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะและยากดภูมิคุ้มกันในกรณีที่กระเพาะอาหารติดเชื้อหรือเกิดโรคที่มีการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

นอกจากนี้ หากมีอุจจาระสีดำจากความผิดปกติของหลอดเลือดหรือหลอดเลือดอุดตันแล้วเลือดไหลไม่หยุด แพทย์อาจต้องผ่าตัดเพื่อรักษาอาการดังกล่าว เพราะอาจเสี่ยงเป็นโรคโลหิตจางจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งแพทย์อาจต้องให้เลือดผู้ป่วยด้วย เพื่อเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกาย

อุจจาระสีดำป้องกันอย่างไร ?

เคล็ดลับต่อไปนี้อาจช่วยป้องกันการเกิดอุจจาระสีดำได้

ดื่มน้ำ ควรดื่มน้ำสะอาดเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอในแต่ละวันและทดแทนน้ำที่สูญเสียไปจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยควรดื่มน้ำมาก ๆ ทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกายหรือการทำกิจกรรมกลางแจ้งด้วย
รับประทานอาหารที่มีกากใยอาหารสูง เช่น ถั่ว ธัญพืช เมล็ดเจีย แอปเปิ้ล และบร็อคโคลี่ เป็นต้น เพราะจะช่วยให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายได้ง่าย โดยควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่เหมาะสมหากกำลังป่วยด้วย เพราะผลไม้บางชนิดอาจทำให้เยื่อบุในกระเพาะอาหารระคายเคืองได้
งดหรือจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ ควรดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม โดยผู้ชายไม่ควรดื่มเกิน 2 หน่วยบริโภค/วัน และผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 1 หน่วยบริโภค/วัน เพราะการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบและโรคตับได้

สล็อตออนไลน์

เมื่อเรารับประทานอาหาร กระเพาะจะทำหน้าที่ย่อยและส่งต่อสารอาหารที่มีประโยชน์ไปเลี้ยงร่างกาย จากนั้น กากจะถูกขับออกมาเป็น อุจจาระ โดยปกติสีและลักษณะของอุจจาระจะมีความแตกต่างกันตามประเภทของอาหารที่รับประทาน และปริมาณน้ำที่ดื่ม แต่ในบางครั้งสีและลักษณะของอุจจาระ ยังบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหลังจากถ่ายอุจจาระแล้วลองหมั่นสังเกตดูรูปร่างหน้าตาและสีสันของอุจจาระดู เป็นการตรวจสอบสุขภาพของตัวเองแบบง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้

สีอุจจาระ บอกโรค
สีน้ำตาลและเหลือง
คือ สีอุจจาระของคนสุขภาพดี การทำงานของระบบย่อยและทางเดินอาหารเป็นปกติ อุจจาระ ที่สีค่อนไปทางน้ำตาลอาจเกิดจากน้ำดีในตับที่ทำหน้าที่ระหว่างการย่อยอาหาร แต่ถ้าอุจจาระเป็นสีเหลืองจางๆ มีความมันและกลิ่นเหม็น อาจเกิดจากไขมันส่วนเกินที่อยู่ในอุจจาระ ซึ่งบ่งบอกว่าน้ำดีมีปัญหา หรือเป็นสัญญาณของความผิดปกติในระบบย่อยหรือระบบดูดซึมอาหารของลำไส้ หากเป็นติดต่อกันหลายวัน ควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย

อุจจาระสีเขียว
การรับประทานผักใบเขียวปริมาณมากอาจทำให้อุจจาระเป็นสีเขียว แต่หากมีอุจจาระเหลวร่วมด้วย อาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคท้องร่วง หรือทั้งนี้เกิดจากการทานยาบางชนิดก็เป็นได้

อุจจาระสีดำ
อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ามีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น โดยเฉพาะหากมีสีดำเข้มเหมือนยางมะตอย ควรต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจระบบทางเดินอาหาร ยิ่งไปกว่านั้นหากอุจจาระเป็นสีดำบ่อยๆ โดยไม่ทำการรักษา นั่นอาจหมายถึงคุณกำลังเผชิญอยู่กับมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ในบางกรณี สีดำของอุจจาระอาจเกิดจากการทานอาหารหรือยาบางชนิด เช่น ตับหรือเลือด ข้าวเหนียวดำ ลูกหม่อน ยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก หรือยาแก้ท้องเสียบางชนิด

jumboslot

อุจจาระสีแดง
สีออกโทนแดงส่วนใหญ่เกิดจากการกินอาหาร เช่น บีทรูท กระเจี๊ยบ มะละกอ แตงโม หรือเครื่องดื่มสีแดงในปริมาณมาก แต่หากอุจจาระเป็นสีแดงมีเลือดปน มักเกิดจากริดสีดวงทวาร หรืออาจเป็นสัญญาณของการมีเลือดออกทางเดินอาหารส่วนล่าง เช่น ถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ หรืออาจมีเนื้องอก

สีเทา
สีเทาเข้มอาจเกิดจากมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น หรือรับประทานธาตุเหล็กบำรุงเลือดเช่นเดียวกับอุจจาระสีดำ แต่หากเป็นสีเทาอ่อนคล้ายขี้เถ้า คือสัญญาณเตือนถึงภาวะตับหรือตับอ่อนมีปัญหา นอกจากนี้การที่อุจจาระเป็นสีเทาอ่อนจางเกือบขาว อาจบ่งชี้ว่าท่อน้ำดีอุดตันส่งผลให้อุจจาระขาดน้ำดี หรือกำลังมีปัญหาที่ตับอ่อน รวมถึงอาจเกิดจากผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิดมากเกินไป

รูปร่าง อุจจาระ
ก้อนเล็ก แข็ง คล้ายลูกกระสุน หรือขี้กระต่าย
มักเกิดในผู้มีอาการท้องผูก เนื่องจากอุจจาระแห้ง เคลื่อนผ่านลำไส้ได้ยาก หรืออาจเพราะมีอุจจาระค้างในลำไส้เป็นเวลานาน สาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่มีกากใยไม่เพียงพอ และดื่มน้ำน้อย หรือรับประทานยาที่ส่งผลให้ท้องผูก หากไม่รีบแก้ไขอาจทำให้มีอาการท้องผูกเรื้อรัง และอาจกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในที่สุด

ก้อนเล็กๆ หลายก้อนรวมกัน คล้ายเอาลูกกระสุนมาโปะรวมกัน
มองเห็นก้อนเล็กๆ แข็งๆ มารวมกันอย่างชัดเจน เป็นลักษณะของอาการท้องผูกเช่นกัน ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น ดื่มน้ำให้พอเพียง หมั่นออกกำลังกาย ขยับร่างกาย และไม่เครียดจนเกินไป ก็จะช่วยไม่ให้อุจจาระกักอยู่ในลำไส้นานจนเกิดอาการท้องผูก

ทรงรียาวคล้ายไส้กรอก ผิวขรุขระ ค่อนข้างแข็ง
ขับถ่ายได้ไม่ลำบากนัก เป็นอุจจาระที่ปกติแต่ค่อนข้างขาดน้ำ ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น

เป็นลำสวยผิวเรียบคล้ายกล้วยหอม
ไม่แข็งหรืออ่อนยุ่ยจนเกินไป ถือว่าเป็นรูปทรงอุจจาระที่สมบูรณ์และสุขภาพดีที่สุด

slot

แตกๆ แต่เป็นชิ้นสั้นๆ ขับถ่ายง่าย
ยังนับว่าเป็นอุจจาระคุณภาพดี แต่อาจขาดสารอาหารหรือกากใย เนื่องจากการลดน้ำหนักหรือควบคุมอาหาร

กึ่งเหลวกึ่งก้อน
เปื่อยยุ่ย ขับถ่ายง่ายมาก อาการเริ่มต้นของท้องเสีย หรือเนื่องจากแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุล หากถ่ายเหลวบ่อยๆ อาจส่งผลให้ขาดน้ำ หรือสารอาหารที่จำเป็น ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงเพิ่มโยเกิร์ตเพื่อปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้

อุจจาระเหลวเป็นน้ำ
อาการท้องเสีย ที่อาจหมายถึงมีการติดเชื้อในลำไส้ ควรรับประทานเกลือแร่และจิบน้ำบ่อยๆ หากเป็นติดต่อกันมากกว่า 1 วัน ควรรีบพบแพทย์

เช็คอุจจาระของตัวเอง
การหมั่นสังเกตอุจจาระของตัวเองทุกวัน เป็นการคัดกรองอาการป่วยเบื้องต้นแบบง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ นอกจากนี้ยังมีวิธีการตรวจอุจจาระด้วยเครื่อง FIT Test เพื่อตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง รวมถึงยังสามารถช่วยให้แพทย์ทำการวินิจฉัยโรคบางชนิดได้เร็วขึ้นอีกด้วย

ตรวจสุขภาพประจำปี
อย่างไรก็ตามหากพบว่าอุจจาระมีสีผิดปกติ ควรหยุดบริโภคอาหารที่ทำให้เกิดสีดังกล่าว แล้วลองสังเกตสีของอุจจาระภายใน 2-3 วัน หากยังคงผิดปกติอยู่ ควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย รวมไปถึงการที่อุจจาระมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เช่น ลำเล็กลงจากเดิม หรือกลายเป็นเม็ดเล็กๆ ก็ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหรือตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) เพิ่มเติม นอกจากนี้การตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอก็มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคไม่ให้รุนแรงหรือพบโรคเมื่อสายเกินไป

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันได้ด้วยการส่องกล้อง ตั้งแต่ปี 2558 ที่สมิติเวชร่วมมือกับ SANO Hospital จากญี่ปุ่น ที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในด้านการส่องกล้อง การนำเทคนิค NBI จากญี่ปุ่นมาใช้ เพิ่มความแม่นยำขึ้น 2 เท่าในการตรวจหาเนื้อร้าย และตัดก่อนพัฒนาเป็นมะเร็ง

« Older posts