กรดไฮยาลูโรนิคเป็นเฮเทอโรพอลีแซ๊คคาไรด์ในกลุ่มไกลโคสะมิโนไกลแคน (glycosaminoglycan,GAG) สายตรงที่มีความหนืดสูงและมีความยึดหยุ่นไม่มีสีและมีคุณสมบัติเก็บรักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ดี และมีสภาพความเป็นขั้นสูง จึงสามารถลอยได้ในน้ำแต่จะไม่ละลายในตัวทำละลายอินทรีย์ และมีน้ำหนักโมเลกุลสูง ซึ่งสามารถพบได้ตั้งแต่ 106-107 ดาลตัน และมีสูตรโมเลกุลคือ (C14H20NNaO11) โดย n มีค่ามากกว่า 1000 ขึ้นไป ส่วนโครงสร้างและรูปร่างโมเลกุลของกรดไฮยาลูโรนิคนั้น จะมีลักษณะเป็นเกลียวแบบสุ่ม (random coil structure) ที่เกี่ยวพันกันเป็นร่างแห

เครดิตฟรี

ทั้งนี้กรดไฮยาลูนิค ถูกค้นพบครั้งแรก โดย Meyer และ Palmer ในปี 1934 ซึ่งพบในวุ้นตาของวัวและจากการศึกษาต่อๆ มาทำให้ทราบว่ากรดไฮยาลูโรนิคเป็นพอลิแซคคไรด์ ที่พบกระจายอยู่ทั่วไปในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของสิ่งมีชีวิตทั้งที่มีกระดูกสันหลังและ ไม่มีกระดูกสันหลัง สำหรับประเภทของกรดไฮยาลูโรนิคนั้น สามารถแบ่งประเภทตามแหล่งที่พบในธรรมชาตะและที่แยกได้ เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเกลือโซเดียมไฮยาลูโรเนต และเกลือโพแทสเซียมไฮยาลูโรเนต

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ความจริงแล้วกรดไฮยาลูโรนิคจะพบได้ในสิ่งมีชีวิตทั่วไป เช่น ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ สายรก กระดูกอ่อน เป็นต้น และนอกจากจะพบกรดไฮยาลูโรนิคได้ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแล้วยังสามารถพบกรดไฮยาลูโรนิคที่เป็นส่วนประกอบหลักของวุ้นตา น้ำไขข้อ (synovial fluid) และผิวหนังอีกด้วย

สำหรับในร่างกายมนุษย์ที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัมจะพบกรดไฮยาลูโรนิค ประมาณ 15 กรัม จะอยู่ที่ชั้นผิวหนัง 50% และอยู่ที่กระดูกอ่อนและส่วนอื่นๆ อีก 50% และโดยปกติร่างกายจะสามารถผลิต กรดไฮยาลูโรนิคออกมาได้ใหม่ ด้วยการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ และจะมีอายุอยู่ได้ 24 วัน ตามสภาพร่างกายปกติ แต่ทั้งนี้กรดไฮยาลูโรนิคจะอายุสั้นลงด้วยภาวะความเครียด และความเจ็บป่วยบางประการของร่างกาย นอกจากแหล่งที่พบกรดไฮยาลูโรนิคที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นนั้น เรายังสามารถพบกรดไฮยาลูโรนิคในแคปซูล (capsule) ของแบคทีเรียบางชนิด เช่น Staphylococci และ Streptococci Group A และ C ได้อีกด้วย

สล็อต

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณแหละขนาดการใช้ของกรดไฮยาลูโรนิคนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์การใช้อย่างตายตัว แต่มีการระบุถึงการใช้กรดไฮยาลูโรนิคไว้ว่า ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ ซึ่งอาจมีขนาดและปริมาณการใช้ที่แตกต่างกันออกไปตามประเภทการใช้งาน เช่น การใช้รักษาโรคเข่าเสื่อม โดยแพทย์หรือการใช้เป็นสารเติมเต็มเพื่อเพิ่มปริมาณของส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยศัลยแพทย์ เป็นต้น

ประโยชน์และโทษ

สำหรับประโยชน์ของกรดไฮยาลูโรนิคนั้นพบว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในสารระหว่างเซลล์ (intercellular substance) โดยมีหน้าที่สำคัญทางกระบวนการชีวภาพต่างๆ เช่น ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันกรดไฮยาลูโรนิคจะทำหน้าที่ในการโอบอุ้มน้ำ โดยพบว่าสารละลายกรดไฮยาลูโรนิค 2% จะสามารถเก็บน้ำได้ถึง 98% หรือปริมาณน้ำ 1 ลิตร จะถูกตรึงในโครงสร้างเกลียวของกรดไฮยาลูโรนิค 1 กรัม อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นโครงร่างยึดเกาะให้กับโปรตีนและ ไกลโคสะมิโนไกลแคนอื่นๆ เพื่อช่วยรักษาโครงสร้างของเนื้อเยื่อ และทำให้เนื้อเยื่อมีความยืดหยุ่น ส่วนในน้ำไขข้อ กรดไฮยาลูโรนิคจะทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่น (lubricant) ช่วยดูดซับแรงกด และแรงกระแทกรวมทั้งป้องกันเซลล์จากสิ่งแวดล้อม และยังพบว่ากรดไฮยาลูโรนิคยังมีหน้าที่ในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บ โดยจะไปกระตุ้นการสร้าง fibrin ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

นอกจากนี้ กรดไฮยาลูโรนิคยังมีบทบาทเกี่ยวกับกระบวนการทางชีวภาพต่างๆ เช่น การสร้างโลหิตและการเจริญของหลอดเลือด เป็นต้น ทั้งนี้ในปัจจุบันยังมีการนำกรดโฮยาลูโรนิคมาใช้ในทางการแพทย์และศัลยกรรมอีก เช่น การใช้รักษาอาการอักเสกของข้อต่อต่างๆ ใช้แทนวุ้นน้ำตาในการผ่าตัดตา ใช้เป็นส่วนประกอบของยาหยอดตา ใช้เป็นสารที่ให้ความชุ่มชื้นในโลชั่นและครีมทาหน้า และที่สำคัญคือการใช้เป็นสารเติมเต็มบนใบหน้า เนื่องจากกรดไฮยาลูโรนิคเป็นสารที่มีคุณสมบัติเฉื่อย ไม่ทำให้เกิดการแพ้มีความคงตัว และอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานาน อีกทั้งยังสามารถทำให้เสื่อมสลายไปได้ในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยเอ็นไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (hyarulonidase)

สล็อตออนไลน์

โดยกรดไฮยาลูโรนิคที่มีขนาดของโมเลกุลเล็กจะเหมาะกับการใช้รักษาริ้วรอยตื้นๆ และคงอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6 เดือน ในขณะที่กรดไฮยาลูโรนิคมีขนาดของโมเลกุลใหญ่จะใช้สำหรับการเพิ่มปริมาตรของใบหน้า และการรักษาริ้วรอยหรือร่องขนาดลึก ซึ่งจะคงอยู่ในร่างกายได้นาน 6-12 เดือน ซึ่งริ้วรอยที่นิยมใช้การฉีดสารเติมเต็มเพื่อรักษา เช่น รอยย่นบริเวณหว่างคิ้ว รอยตีนกา และรอยย่นบนหน้าผาก สารเติมเต็มยังสามารถเพิ่มปริมาตรของใบหน้าบริเวณแก้ม ร่องแก้ม และบริเวณอื่นๆ ได้ด้วย

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยโครงสร้างทางเคมีของกรดไฮยาลูนิคระบุว่ากรดไฮยาลูโรนิคมีโครงสร้างทางเคมีเป็นพอลิเมอร์สายตรงที่มีหน่วยย่อยไดแซ็กคาไรด์ ประกอบด้วยน้ำตาล 2 ชนิด คือ β(1,4)-N-acetylglucosamine เรียงตัวสลับกัน สามารถจับกันประจุบวกได้ดี เช่น K+,Na+ และ Ca2+ นอกจากนี้ยังมีหมู่ฟังก์ชั่นพวก carboxyl และ N-acetyl ที่มีขั้วอยู่ในปริมาณสูงเมื่อละลายในน้ำหมู่ฟังก์ชั่นเหล่านี้สามารถสร้างพันธะไฮโดรเจนกับโมเลกุลของน้ำได้ ดังนั้นกรดไฮยาลูโรนิค จึงมีความสามารถดูดเก็บน้ำได้ดี โดยสารละลายของกรดไฮยาลูโรนิคมีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ มีความหนืดและความยืดหยุ่น (viscoelastic) เมื่อทำให้สารละลายมีลักษณะคล้ายเจล ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและน้ำหนักโมเลกุลของกรดไฮยาลูโรนิค และกรดไฮยาลูโรนิคจะสามารถถูกย่อยได้โดยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิคเดส (hyaluronidase)

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยกลไกการสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิคระบุว่า กลไลการสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิคใน ระยะแรกนั้นศึกษาโดยใช้ Group A Streptococcus เป็นต้นแบบในการศึกษาจนกระทั่งได้มีการเสนอกลไกการสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิค จากการทดลองสกัดเอนไซม์เร่งปฏิกิริยาการสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิคจาก UDP-glucoronic acid และ UDP-N-Acetylglucosamine จาก Group A Streptococcus พบว่าในการสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิคนั้นต้องการ Mg2+,M2+ ,Co2+ เพื่อกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ hyaluronan synthase และยังพบว่าการทำงานของเอนไซม์ hyaluronan synthase จะถูกกระตุ้นมากที่สุดเมื่อเดิม 10 mM Mg2+ หรือลงไป นอกจากนี้ยังพบว่าการต่อสายโพลิเมอร์ของกรดไฮยาลูโรนิคเกิดจากการย้ายน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวจากยูรีดีนนิวคลีโอไซด์ไดฟอสเฟตไปยังปลาย non-reducing ของสายโพลิเมอร์ ของกรดไฮยาลูโรนิค และค่าความเป็นกรดด่างที่เหมาะสมในการสังเคราะห์สายโพลิเมอร์ของกรดไฮยาลูโรนิคคือ pH7.1

jumboslot

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

⦁ การใช้กรดไฮยาลูโรนิคนั้นควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ไม่ควรนำไปใช้เอง เพราะอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง (Soft tissue wecrosis) ได้
⦁ สำหรับผู้ที่ศัลยแพทย์ทำการรักษาโดยใช้กรดไฮยาลูโรนิคเป็นการเติมเต็มมีข้อควรปฏิบัติทั้งก่อนและหลังการรักษาดังนี้
⦁ หากท่านรับประทานยาละลายลิ่มเลือด วิตามินเสริมบางชนิดซึ่งอาจก่อให้เกิดการไหลของเลือดได้ง่ายขึ้นและอาจเกิดรอยช้ำ ควรแจ้งแพทย์ผู้ทำการรักษาก่อนทุกครั้ง
⦁ ให้ประคบเย็นประมาณ 10 นาทีทุกชั่วโมง ในวันที่รับการรักษา (ไม่ควรประคบน้ำแข็งโดยตรงลงบนผิวหน้า)
⦁ ห้ามนวดบริเวณที่ฉีดรักษายกเว้นแต่แพทย์เป็นผู้สั่งให้ทำ
⦁ ภายใน 24 ชั่วโมง ให้ลดการแต่งหน้ารวมทั้งงดการทาสารที่มีส่วนประกอบของ AHA (alpha hydroxyl acid) หรือ วิตามินซี
⦁ ไม่ควรอยู่ในที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด จนกว่าบริเวณที่บวมหรือแดงจะหายไป
⦁ หากต้องการลดการช้ำ ท่านอาจจะทายาลดการเกิดจ้ำเขียวหรือรอยช้ำ ตามคำแนะนำของแพทย์
⦁ หากมีอาการปวด สามารถทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลร่วมด้วย
⦁ ภายใน 24 ชั่วโมง หลังการฉีดควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หักโหมและหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
⦁ บริเวณที่ได้รับหากรักษาด้วยไฮยาลูโรนิค โดยปกติอาจพบการบวมแดงปวด รู้สึกตึง เป็นจำเขียว หรือมีอาการคัน ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเอง ภายใน 2-3 วันหลังจากฉีด หรือภายใน 1 สัปดาห์กรณีที่ฉีดบริเวณริมฝีปากยิ่งถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ผู้ฉีด

slot

เพราะธรรมชาติของผิวเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จากรูปหน้าที่เคยเป็น V-Shape กลับหย่อนคล้อยกลายเป็น U-Shape ซึ่งสารHyaluronic Acid (ไฮยาลูโรนิค เอซิด) จึงถูกคิดค้นมาเพื่อเรียกคืนความอ่อนเยาว์ให้กับทุกคน ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมยอดนิยมที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ เพื่อแก้ปัญหาริ้วรอยแห่งวัย ร่องลึกบนใบหน้า ทั้งบริเวณหน้าผาก ร่องจมูก ร่องแก้ม พร้อมฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง เปลี่ยนสภาพใบหน้าที่ผันแปรไปตามเวลาให้กลับมาดูอ่อนกว่าวัยได้อย่างเป็นธรรมชาติ และปลอดภัย

สุขภาพผิวก็ไม่ต่างจากสุขภาพกาย ที่เมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องเสื่อมสภาพลงเป็นธรรมดา โดยเฉพาะกับผิวหน้า ยิ่งเวลาล่วงเลย องค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างผิวอย่างคอลลาเจนและไฮยาลูโรนิค แอซิด ยิ่งลดลงทำให้ผิวที่เคยแข็งแรง ยืดหยุ่น กระชับ และชุ่มชื่น แปรเปลี่ยนสภาพไปอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ผิวบอบบาง อ่อนแอ ผิวแห้งเหี่ยว หย่อนคล้อย จนกลายเป็นร่องลึกตามบริเวณต่างๆของใบหน้า นอกจากนี้ยังกระทบต่อความหนาแน่นของเซลล์ผิวทั่วใบหน้าอีกด้วย

ความหนาแน่นของเซลล์ผิวหนังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ผิวหน้ามีความเต่งตึง กระชับ แต่เมื่อเซลล์ไขมันใต้ผิวหนังลดลงและกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ ทำให้บางตำแหน่งมีมากขึ้น เช่น ใต้คาง แก้ม ถุงใต้ตา และบริเวณโหนกแก้ม ซึ่งส่งผลให้ใบหน้าดูหย่อนคล้อยมากขึ้น แต่จำนวนเซลล์ไขมันก็กลับน้อยลง (Fat Loss) เช่น รอบดวงตา หน้าผาก รอบคาง เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วจะเห็นได้ชัดว่า โครงหน้าทั้งหมดดูแปรเปลี่ยนไป โดยส่วนหนึ่งก็อาจเกิดจากปัจจัยภายนอกอย่างแรงโน้มถ่วงโลกและมวลกระดูกที่เสื่อมลง ร่วมด้วย ดังนั้น เพื่อหยุดการเปลี่ยนแปลงของใบหน้าหรือคงทรงหน้าให้เหมือนวัยเยาว์ จึงต้องอาศัยนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้าช่วย ซึ่ง Hyaluronic Acid (ไฮยาลูโรนิค เอซิด) เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงในการแก้ไขปัญหาผิว ด้วยหลักการทำงานที่สามารถทดแทนได้ทั้งคอลลาเจนและไฮยาลูโรนิค แอซิด ให้คุณมั่นใจว่า ความงดงามดั่งสาวรุ่นจะกลับมาหาคุณอีกครั้ง